เพราะเหตุใดการพัฒนาถึงไม่ยั่งยืน? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629348

วันที่ 27 ก.ค. 2563 เวลา 12:30 น.เพราะเหตุใดการพัฒนาถึงไม่ยั่งยืน?ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล เผยอะไรบ้างที่ทำให้องค์กรต้องเผชิญกับความท้าทาย และไม่อาจนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้

จากปัญหาไวรัสโควิด 19 ถึงวันนี้ มีผู้ติดเชื้อกว่า 15 ล้านคน คร่าชีวิตคนไปกว่า 6 แสนคน ที่สำคัญปัญหาไวรัสโควิด-19 มิใช่เป็นแค่ปัญหาสาธารณสุข แต่ยังส่งผลร้ายแรงต่อด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การจ้างงาน และความเป็นอยู่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ธุรกิจต่างได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเป็นวงกว้างทั่วโลก บางธุรกิจตั้งตัวไม่ทัน ต้องหยุดชะงัก ขาดความยั่งยืน หลายธุรกิจต้องล่มสลาย และมันจะมีผลกระทบไปอีกหลายปี การกลับสู่ภาะปกติไม่ง่ายและไม่เหมือนเดิม

ที่สำคัญมันไม่ได้ไปไหน การระบาดระลอกสองกำลังมา

แต่ละประเทศรวมทั้งองค์กรธุรกิจต่างๆ ต่างทุ่มเทงบประมาณอย่างมหาศาลตลอดจนทรัพยากรบุคลากร เพื่อยื้อชีวิตมนุษย์และกอบกู้ภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอย่างหนัก การลงทุนเพื่อพัฒนาบุคลากรจึงมีความสำคัญ แต่ผลที่ได้มักต่ำกว่าที่คาดหวัง อีกทั้งยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม บางปัญหาเกิดซ้ำๆ แก้กี่ครั้งก็ไม่จบ พอแก้ปัญหานี้จบ ปัญหาใหม่ก็เข้ามาอีก และบ่อยครั้ง มันเป็นปัญหาเดิม 

ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน เผยอะไรทำให้องค์กรต้องเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ และไม่อาจนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ เราพบว่า

1. เพราะบุคคลยังยึดติดอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆ ภาพความสำเร็จเก่าๆ ที่เน้นเพียงเพิ่มความมีประสิทธิภาพ แต่ไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่มุมมองเชิงองค์รวมอย่างยั่งยืนซึ่งให้คุณค่าและความหมายที่สูงกว่าในการดำเนินธุรกิจ 

2. เพราะไม่เข้าใจว่าบุคลากรคือมนุษย์ องค์กรมีชีวิต และชีวิตต้องการคุณค่าและความหมาย การพัฒนาในปัจจุบันจึงมักให้ความสำคัญแต่ด้านการบริหารจัดการ (Hard Skills) ที่เน้นความสำเร็จด้านรูปธรรมอย่างสุดโต่ง คิดว่าทุกอย่างต้องวัดและประเมินได้ แต่ละเลยการพัฒนาด้านทักษะชีวิต (Soft Skills) ที่เป็นแรงขับเคลื่อนความสำเร็จ ที่ตั้งอยู่บนฐานของคุณค่าและความหมาย ความสุข ความสำเร็จที่แท้จริง การพัฒนาจึงขาดความสมดุล ไม่อาจนำไปสู่ความยั่งยืนได้ 

3. เพราะขาดความเข้าใจถึงธรรมชาติของชีวิตอย่างเป็นองค์รวม ทำให้การพัฒนาจึงไม่ครอบคลุมทุกมิติชีวิต (จิตใจ ปัญญา อารมณ์ และภาะผู้นำ) กล่าวคือ จิตใจ เพราะยังติดอยู่กับกรอบความคิดเดิมๆ ทัศนคติเชิงลบ ขาดเป้าหมายชีวิต ไม่เล่นเชิงรุก จึงไม่สามารถนำตนเองได้ อีกทั้งทีมงานก็มีภาพเป้าหมายที่ไม่ไปในแนวเดียวกัน

ปัญญา เพราะขาดการคิดเชิงระบบ จึงไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน อีกทั้งขาดมุมมองเชิงองค์รวมจึงไม่สามารถพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ที่แตกต่าง จึงขาดนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ

อารมณ์ เพราะไม่เห็นคุณค่าตนเอง จึงทำให้ขาดความเชื่อมั่น ขาดภูมิต้านทาน ขาดความมั่นคงภายใน และไม่เห็นคุณค่าผู้อื่น ไม่เห็นคุณค่าในความแตกต่าง ทีมงานจึงขาดศรัทธา ไม่เข้าใจกัน ไม่ไว้วางใจกัน จึงเล่นไม่เป็นทีม ทีมงานไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถระเบิดศักยภาพออกมาได้อย่างมีพลังร่วม

ภาวะผู้นำ เพราะผู้นำไม่เห็นคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของทีมงาน ไม่เข้าใจว่ามนุษย์คือชีวิตที่ต้องการคุณค่าและความหมาย จึงขาดการยอมรับซึ่งกันและกัน ทำให้ขาดภาวะผู้นำ ทีมงานจึงขาดการมีส่วนร่วม ขาดความร่วมมือ ไม่เสียสละ ไม่เกื้อกูล ไม่ยืนมือ จึงไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงและนำองค์กรให้ไปในทิศทางเดียวกันได้

4. เพราะบุคลากรและองค์กรต้องการเห็นผลเร็ว จึงมักเน้นแค่การปรับแต่งพฤติกรรมซึ่งเป็นเรื่องผิวเผิน ฉาบฉวย ชั่วคราว เพราะมิได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่ฐานรากของชีวิต นั่นคือ กรอบความคิด จึงขาดความตระหนักรู้ต่อความสำคัญของการเปลี่ยนที่แท้จริงจากภายใน การพัฒนาจึงไม่ยั่งยืน เพราะความรู้ มิใช่ความรู้สึก 

5. เพราะขาดความเข้าใจว่าปัญหาต่างๆ มันต้องแก้ด้วยแนวคิดเชิงระบบที่เกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ และด้วยเหตุที่ปัญหาต่างๆ มันมีความแตกต่าง การรับมือกับความท้าทายดังกล่างจึงต้องพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ด้วยความรู้ที่เหนือกว่าด้วยการเชื่อมโยงที่แตกต่างขององค์ประกอบที่หลากหลาย และที่สำคัญปัญหาใดๆ มันเป็นระบบซ้อนระบบ ปัญหาทับซ้อนปัญหา และปัญหาแต่ละระดับมันเชื่อมโยงกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ การรับมือกับปัญหาจึงต้องเปิดมุมมองใหม่ โดยต้องเป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อนเชิงรุก แต่ในปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่ยังรับมือกับปัญหาในลักษณะของเส้นตรงเชิงเดี่ยว แยกส่วน การแก้ปัญหาจึงไม่ยั่งยืน

6. เพราะบุคคลโดยทั่วไปมักข้ามขั้นตอนและชอบจะจดจำแต่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่ขาดการวิจัย พัฒนา และการศึกษาเชิงลึกถึงรากของปัญหาเพื่อความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อสร้างองค์ความรู้ กระบวนการเรียนรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยเหตุนี้ องค์กรจึงไม่เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่แท้จริง

7. เพราะคนเรานั้นขาดความตระหนักว่า การเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอ อีกทั้งชีวิตกับการเรียนรู้เป็นเรื่องเดียวกัน ดำเนินไปคู่กันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ ดังนั้น การเรียนรู้จึงต้องเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เชื่อมโยงกับประเด็นในชีวิตจริง

8. และทั้งหมดนี้ก็เพราะบุคลากรขาดการปรับตัวอย่างยืดหยุ่น ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัตได้

หากปรับตัวเอาชนะภาวะนั้นได้เรื่อยๆ เรียกว่า สมดุล

หากรักษาสมดุลนั้นได้เรื่อยๆ เรียกว่า เข้มแข็ง

หากรักษาความเข้มแข็งนั้นไว้ได้เรื่อยๆ เรียกว่า มั่นคง

หากรักษาความมั่นคงนั้นได้เรื่อยๆ เรียกว่า ยั่งยืน 

ไม่ว่าหลังไวรัสโควิด 19 จะเป็นอย่างไร ไม่ว่าวัคซีนจะมาเมื่อไหร่ นั่นไม่สำคัญ เพราะยังไงวิกฤติใหม่ๆ ก็จะเข้ามาอีก ประเด็นสำคัญคือ องค์กรธุรกิจต้องปรับตัว พัฒนา และยกระดับศักยภาพองค์กรอย่างไร จึงจะสามารถรับมือกับความท้าทายนั้นๆ ได้อย่างยั่งยืน

จากลูกจ้างสู่พ่อค้ารายได้หลักแสน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629324

วันที่ 27 ก.ค. 2563 เวลา 09:00 น.จากลูกจ้างสู่พ่อค้ารายได้หลักแสนส่งต่อแรงบันดาลใจ จากลูกจ้างสู่พ่อค้า “รถเร่” ตลาดสี่มุมเมือง พลิกชีวิต “หนุ่มร้อยเอ็ด” รายได้หลักแสน

หลากเรื่องราวของหลายชีวิตอาจสร้างข้อคิดและส่งต่อแรงบันดาลให้ใครอีกหลายๆ คน เช่นเดียวกับเรื่องราวของ จีระศักดิ์ ศรีขาว หรือที่คนในตลาดสี่มุมเมืองเรียกว่า “พี่เอส รถเร่” หนึ่งในสมาชิกเครือข่ายรถเร่สี่มุมเมือง หนุ่มจากจังหวัดร้อยเอ็ด ที่เข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ  หลังจบเรียนน ม. 6 จนได้เป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน เริ่มต้นเงินเดือน 14,000 บาท

ชีวิตพลิกผันเมื่อน้องชายซึ่งทำอาชีพรถเร่ที่เข้ามารับผักจากตลาดสี่มุมเมืองไปขายเป็นประจำล้มป่วยลง ทำให้เขาต้องเข้ามาสานต่อกิจการรถเร่ในปี 2559 แม้จะเริ่มต้นด้วยความไม่มั่นใจ เพราะไม่เคยทำมาก่อน แต่หลังจากได้ทดลองเรียนรู้ระบบการค้าขาย เริ่มตั้งแต่ขับรถเข้ามาเลือกซื้อผักที่ตลาดสี่มุมเมือง ขับรถไปขายตามชุมชน หมู่บ้าน แผงลอย และร้านอาหารข้างทาง ฯลฯ ได้ประมาณ 2-3 เดือน พร้อมกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนแรก ทำให้ “จีระศักดิ์” ตัดสินใจลาออกจากงาน พลิกชีวิตสู่การเป็นพ่อค้ารถเร่ อย่างเต็มตัว

จีระศักดิ์ เล่าว่า ตอนนั้นมีภาระที่บ้านเยอะ ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ที่อยู่ต่างจังหวัดซึ่งมีอาชีพทำไร่ ทำนา ส่งเสียน้องสาวคนเล็กเรียนหนังสือ และเลี้ยงลูกอีก 2 คน รายได้ที่มีไม่พอใช้จ่าย จึงต้องตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพ ตอนแรกก็กังวล แต่พอได้ทดลองจริงๆ ก็เห็นว่าไปได้ มีโอกาส จึงตัดสินใจลาออกมาพร้อมกับภรรยาหันมาทำอาชีพนี้ทั้งคู่

ผลจากการตัดสินใจครั้งนั้น เพียงปีแรกก็เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ด้วยรายได้ที่เพิ่มขึ้น 3-4 เท่าตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันไม่ต้องพูดถึง เพราะรายได้ของเขาและภรรยาวันนี้ รวมกันแล้วมากกว่า 1 แสนบาทต่อเดือน ในระยะเวลาเพียง 4 ปี  

ทุกวันเขาจะขับรถมาที่ “ลานจอดรถผู้ซื้อ” ณ ตลาดสี่มุมเมือง ตั้งแต่ 6 โมงเช้า ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จนถึง 9 โมงเช้า ในการเลือกสินค้า นำมาตัดแต่ง บรรจุลงถุง และนำสินค้าขึ้นแขวนให้สวยงามรอบคันรถ เพื่อให้ลูกค้าเลือกหยิบซื้อได้ง่าย เมื่อกระบะรถเร่ของ “จีระศักดิ์” ที่มีผักต่างๆ แขวนไว้เต็มรถพร้อมสินค้าอีก หลากหลายชนิดที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างดีพร้อมแล้ว ก็จะขับออกจากตลาดสี่มุมเมืองไปตระเวนขายตามเขตชุมชน และหมู่บ้านต่างๆ

เสน่ห์ของรถเร่อยู่ที่สินค้าที่โชว์ต้องน่าซื้อ ทำให้จีระศักดิ์ ให้ความสำคัญกับการเลือกสินค้า โดยเฉพาะผักที่ต้องเน้นคุณภาพ ความสดใหม่ ผลใหญ่ เกรดดี ซึ่งเขาบอกว่าสิ่งนี้ไม่ยากเลย เพราะต้นทางคือ ตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งผักที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีความครบครันและมีคุณภาพอยู่แล้ว

“เคล็ดลับของผมคือความขยัน ขายของมีคุณภาพ ตรงนี้เราได้เปรียบ เพราะผักที่ตลาดสี่มุมเมือง มีครบ คุณภาพดี ผมก็เลือกแต่เกรดดีๆ ไปขาย แต่เน้นราคาย่อมเยา ไม่ค้ากำไรเกินควร หากราคาผักปรับลดลง ผมก็ปรับราคาขายลงมาด้วย นอกจากสองอย่างแล้ว เราต้องมีการบริการที่เข้าถึง จริงใจกับลูกค้า จึงทำให้มีลูกค้าประจำเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ” หนุ่มร้อยเอ็ด กล่าว

ปัจจุบันจีระศักดิ์เป็นหนึ่งใน “เครือข่ายรถเร่ สี่มุมเมือง” ซึ่งมีจำนวนกว่า 800 คัน โดยตลาดสี่มุมเมือง ได้รวบรวมข้อมูลรถเร่ในเครือข่าย พร้อมปักหมุดบอกเส้นทางของรถเร่ ให้ประชาชนได้ทราบข้อมูลทั้งเส้นทางการวิ่ง, ประเภทสินค้าที่จำหน่าย พร้อมชื่อและเบอร์โทรที่สามารถติดต่อกันได้โดยตรงนอกจากนี้ สี่มุมเมืองยังมีกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบกิจการรถเร่ อาทิ ให้คำปรึกษาในการพัฒนาและเริ่มต้นธุรกิจรถเร่, การแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ระหว่างเครือข่ายรถเร่ และโปรโมชั่นเพื่อเครือข่ายรถเร่ สี่มุมเมือง เป็นต้น

ทุกวันนี้ เขายังคอยชักชวนญาติๆ เข้ามาค้าขายด้วยกันที่ตลาดสี่มุมเมือง เพราะมองว่าเป็นที่แห่งโอกาสและที่แห่งการเปลี่ยนชีวิต

“ตอนนี้ผมสามารถส่งน้องคนเล็กเรียน และกำลังจะจบปริญญาโท สามารถดูแลพ่อแม่ ส่งเสียลูกอีก 2 คนเรียนหนังสือ และมีเงินใช้จ่าย เป็นเสาหลักของครอบครัว”  จีระศักดิ์ เผยพร้อมกับย้ำว่า ชีวิตเมื่อมีโอกาสเข้ามา สำคัญที่ต้องคว้าเอาไว้ และทำให้ดีที่สุด

New Normal : วิถีใหม่ ‘ร้านข้าวแกง’ หลังการมาของโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629322

วันที่ 27 ก.ค. 2563 เวลา 08:40 น.New Normal : วิถีใหม่ 'ร้านข้าวแกง' หลังการมาของโควิดส่องมาตรการความสะอาดและปลอดภัยของร้านอาหารในยุคที่ต้องปรับตัวให้สอดรับวิถีชีวิตใหม่ สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

ไม่ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในทิศทางขาขึ้นหรือขาลง ” ข้าวแกง” ก็ยังเป็นหนึ่งในอาหารที่คนส่วนใหญ่ต้องบริโภค เกรียงศักดิ์ เส้งศักดิ์ ผู้บริหารแบรนด์ “กลับนครฯ” สุดยอดร้านข้าวแกงนครศรีธรรมราช ที่ชูคอนเซ็ปต์ร้าน “เราให้คุณมากกว่าคำว่า…อิ่ม” เผยถึงการปรับตัวของร้านอาหารที่คนไทยใช้บริการมากที่สุดอย่างร้านข้าวราดแกง หลังจากการเกิดสถานการณ์โรคโควิด-19 ว่า

เราต่างทราบกันดีว่าโควิดส่งผลกระทบกับทุกภาคส่วนแบบถ้วนหน้า แต่ด้วยประสบการณ์การทำร้านอาหารมาหลายปี จากเดิมที่เราโฟกัสเรื่องของความสะอาดและสุขอนามัยอยู่ก่อนแล้ว ก็ทำให้เราปรับตัวในช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิดได้เร็ว แม้โควิดจะส่งผลกระทบกับยอดขายอาหารหน้าร้าน แต่ในส่วนของออนไลน์ การสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ยังคงเติบโตได้

หลังจากที่รัฐบาลมีมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด ร้านกลับนครฯ ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เรางดให้บริการนั่งทานอาหารภายในร้าน แต่ยังคงมีบริการซื้อกลับบ้าน ซึ่งตอบโจทย์ลูกค้าเดิมซึ่งตามปกติต้องกินอาหารก่อนไปทำงาน มื้อพักเที่ยง หรือลูกค้ากลุ่มครอบครัวที่สั่งอาหารกลับบ้านเสมือนให้เราเป็นห้องครัวของบ้านในภาวะที่ต้องงดไปจ่ายตลาดเพราะ ‘อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ’

หลังการมาของโควิด ร้านกลับนครฯ มีการเพิ่มมาตรการต่างๆ เพื่อสุขอนามัยที่ดีและความมั่นใจของลูกค้า ได้แก่ การฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทั้งร้าน การทำความสะอาดพื้นร้านทุกวัน การเพิ่มรอบทำความสะอาดให้ถี่มากขึ้น การเพิ่มแอลกอฮอล์และน้ำยาฆ่าเชื้อบนโต๊ะอาหาร มีการคัดกรองผู้มาใช้บริการ การตรวจวัดอุณหภูมิ เพิ่มแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ขอความร่วมมือให้สวมหน้ากากอนามัย เพิ่มระยะห่างของเก้าอี้ที่ลูกค้านั่งทานอาหาร ตลอดจนการกำชับให้พนักงานสวมถุงมือและหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

สำหรับสไตล์อาหารของร้านกลับนครฯ จะเน้นเป็นอาหารใต้รสจัดจ้านถึงเครื่อง มีเมนูอาหารให้เลือกกว่า 40 เมนูในแต่ละวันสลับสับเปลี่ยนกัน การันตีความสดใหม่วันต่อวัน เมนูซิกเนเจอร์อย่างคั่วกลิ้ง ที่มีทั้งแบบหมูสับ หมูชิ้น และกระดูกหมู ผัดมาพอขลุกขลิก แกงไตปลา อื้อไตปลา รสเด็ดเผ็ดดุ กินคู่ผักแกล้มสดๆ ที่มีบริการฟรีคู่กับน้ำพริก ทั้งยอดมันปู ยอดมะม่วงหิมพานต์ มะเขือ แตงกวา ถั่วฝักยาว และผักนานาชนิด นอกจากนี้ ยังมีขนมจีนน้ำยาปู น้ำยาปลาทู สูตรกะทิเข้มข้น แกงส้มใต้ปลากะพงยอดมะพร้าวอ่อน แกงเนื้อมะเขือพวง ปลาช่อนทะเลผัดพริกไทดำ ใบเหลียงผัดไข่ หมูหวาน แกงคั่วกระดูกหมู ไข่พะโล้ ผัดขิงไก่ ผัดหอยลาย ปลาทูต้มเค็ม ห่อหมก หมี่ผัดกะทิ ปลาทอด ไข่ดาวเค็ม ไข่ต้ม ส่วนข้าวมีให้เลือกทั้งข้าวหอมมะลิและข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่

อยากล้ิมลองอาหารปักษ์ใต้แท้ สดใหม่ สะอาด มั่นใจเรื่องความปลอดภัย  มากันได้ท่ี ร้านกลับนครฯ ข้าวแกงนครศรีธรรมราช ทั้ง 6 สาขา สาขาร่มเกล้า, K-Space สุขาภิบาล 2, สาขาปั๊ม Susco ถ.เลียบคลองสอง, สาขาปั๊ม Susco ถ.หัวหมาก, สาขาปั๊ม ปตท.ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9 , สาขาปั๊ม Caltex ถ.เจ้าคุณทหาร หรือโทร 09-7078-5885  Facebook : กลับนครฯ

Back to Nature คิดถึง…อ้อมกอดธรรมชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/629209

วันที่ 25 ก.ค. 2563 เวลา 09:10 น.Back to Nature คิดถึง...อ้อมกอดธรรมชาติ ท่องธรรมชาติเที่ยวตามลายแทง 5 เส้นทางท่องเที่ยวสวยงามภาคกลาง สัมผัสกับความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ

เปิดตัว 5 เส้นทางท่องเที่ยวสวยงามภาคกลาง ที่พัฒนาและสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมให้คนไทยได้หายคิดถึงธรรมชาติ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศให้กลับมาอีกครั้ง ตามโครงการ “คิดถึง…อ้อมกอดธรรมชาติ (Back to Nature)” เพื่อกระตุ้นความถี่การเดินทางแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติภาคกลาง ควบคู่แนวคิดการท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Tourism) ให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักและสัมผัสกับความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ นอกจากนี้ ททท. ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ด้านสุขอนามัยในการท่องเที่ยว หรือ Amazing Thailand Safety & Health Administration (SHA) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางให้แก่นักท่องเที่ยวควบคู่ไปด้วย

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เผยว่า “นับจากที่คนไทยและนักท่องเที่ยว ต่างให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ตามนโยบาย โซเชียล ดิสแทนซิ่ง (social distancing) และ Work from home ที่ให้เว้นระยะห่าง อยู่และทำงานที่บ้าน ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อย คิดถึงธรรมชาติและอยากกลับมาเที่ยวได้ตามปกติอีกครั้ง เราจึงนำเสนอ 5 เส้นทางท่องเที่ยวในจังหวัดที่อยู่ในภาคกลาง คือ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ อ่างทอง และสมุทรสาคร โดยเน้นกิจกรรมผ่านการรับรู้ทั้ง 5 ด้วยรูปแบบที่คุณจะต้องประทับใจและเก็บเป็นความทรงจำครั้งใหม่ วันนี้เราจึงประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการรับรู้และเป็นทางเลือกในการเดินทางท่องเที่ยวอีกครั้ง”

เส้นทางที่ 1 Your Nature Sound Collection : จ.กาญจนบุรี วันที่ 1-2 ส.ค. 2563

ชวนทุกคนบันทึกความทรงจำเก็บเสียงของธรรมชาติ จากการเดินป่า ล่องแพ และเล่นน้ำที่ชุมชนช่องสะเดา จ.กาญจนบุรี ไปพร้อมกับ Hear & Found ผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงดนตรีที่มากประสบการณ์ เกิดเป็นคอลเลคชั่นเสียงธรรมชาติที่ได้มาด้วยตัวเอง เอาไว้เปิดฟังทุกครั้งในยามที่คิดถึงธรรมชาติ โดยในทริปนี้ได้มีพันธมิตรร่วมโครงการได้แก่บริษัทมหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ที่ได้สนับสนุนอุปกรณ์ JBL ในการเพิ่มอรรถรสในการฟัง และบริษัท Silver Voyage Club ในการพาผู้ร่วมทริปไปท่องเที่ยวในวิถี New Normal

เส้นทางที่ 2 Smell the Nature : จ.สมุทรสาคร วันที่ 8 ส.ค. 2563

รับกลิ่นไอทะเล พร้อมทำกิจกรรม Aromatic Sea Salt กลิ่นพิเศษที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านกลิ่นจาก PANPURI ที่จะทำให้คุณผ่อนคลายจากความตึงเครียดและเหนื่อยล้า พร้อมเยี่ยมชมป่าชายเลน ฟอกปอดจากการสูดอากาศบริสุทธิ์ ที่ชุมชนบางหญ้าแพรก จังหวัดสมุทรสาคร

เส้นทางที่ 3 Capturing the True Beauty of Nature : จ.สุพรรณบุรี วันที่ 15-16 ส.ค. 2563

ออกเดินทางร่วมกับนักเล่าเรื่องด้วยภาพจากเพจ Imminimus ถ่ายภาพกับธรรมชาติที่คิดถึง ร้อยเรียงกับเรื่องราวบอกความในใจของนักเดินทางแต่ละคน เดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติพุเตย จังหวัดสุพรรณบุรี ขึ้นเขาไปยังป่าสนสองใบ เก็บภาพถ่ายเป็นความทรงจำดี ๆ 

เส้นทางที่ 4 Yummy By Nature : จ.อ่างทอง วันที่ 22 ส.ค. 2563

เดินลุยสวน ย่ำไปในท้องร่อง เก็บพืชผัก ผลไม้สดๆ และผลิตภัณฑ์คุณภาพดีจากธรรมชาติ มาปรุงรสให้ทานกันโดยเชฟบุ๊ค เชฟชื่อดัง ที่จะเปลี่ยนจากวัตถุดิบในท้องถิ่น ให้เป็นอาหารเลิศรสจนทุกคนนึกไม่ถึง ที่ชุมชนบ้านแห จังหวัดอ่างทอง

เส้นทางที่ 5 Living with Nature Touch : จ.ประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 5-6 ก.ย. 2563

ไปบำบัดความคิด คลายความกังวล ทิ้งความเครียด แล้วมารังสรรค์สร้างงานศิลปะผ่านการสัมผัสด้วยมือ ที่เกาะทะลุ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กับ Studio Persona ศิลปินผู้รักในงานศิลปะเพื่อการบำบัดจิตใจและความรู้สึก พร้อมกิจกรรม Mandala Art ศิลปะที่ช่วยสร้างสมาธิ โดยการนำขยะมาสร้างเป็นงานศิลปะและตอบสนองต่อการท่องเที่ยวแบบ Responsible Tourism

สำหรับโครงการ คิดถึง…อ้อมกอดธรรมชาติ (Back to Nature) ยังได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรที่มาพร้อมโปรโมชั่นพิเศษ อาทิ แมคโดนัลด์ รับกาแฟฟรี 2,000 สิทธิ์ ทุกสาขาในภาคกลางผ่านช่องทาง Drive Thru เพียงแคปหน้าจอโพสต์รายละเอียดของโครงการ คิดถึง…อ้อมกอดธรรมชาติ รวมถึงแคมเปญมากมายที่ร่วมกับร้านอาหาร ร้านกาแฟ และโรงแรมในภาคกลาง โดยนำเสนอเป็นดีลส่วนลด

อยากเที่ยวตามลายแทงไปสัมผัสธรรมชาติ หรือสนใจจองทริปและดีลส่วนลดมากมาย ดูรายละเอียดได้ที่ Facebook Page: Creative District Thailand

ส่องแอคทิวิตี้สุดเทรนดี้ ก่อนท่องซาฟารีเวิลด์ใน 1 วัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/629040

วันที่ 23 ก.ค. 2563 เวลา 08:40 น.ส่องแอคทิวิตี้สุดเทรนดี้ ก่อนท่องซาฟารีเวิลด์ใน 1 วันแค่มาดูสัตว์มันน้อยไป!! ซาฟารีเวิลด์ New Look ในยุค New Normal เพิ่มแอคทิวิตี้สุดเทรนดี้ เติมความสนุกสุดตื่นเต้นที่ใครได้เห็นต้องว้าววววว!!!

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

กินเที่ยวครั้งนี้ โพสต์ทูเดย์ ชวนท่อง ซาฟารีเวิลด์ (Safari World) ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยได้มาทัศนศึกษาชมอาณาจักรสัตว์ป่าแอฟริกา ล่องลุ่มน้ำอเมซอน ดูการแสดงโชว์สุดตื่นตาจนกลับไปเล่าให้ปู่ย่าฟังด้วยความตื่นเต้น

มีโอกาสได้กลับมาใหม่หลังจากวันที่สวนสัตว์ต้องงดให้บริการในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ความตื่นเต้นในวันเก่าก็หวนกลับมาอีกครา แต่ครั้งนี้เติมความแปลกตาด้วยสัตว์ชนิดใหม่ การแสดงโชว์ที่เร้าใจกว่าเดิม และเมนูในธีมซาฟารีที่ลั่นชัตเตอร์เก็บภาพมุมไหนก็สวยจนเพื่อนๆ ในโซเชียลต้องอิจฉา

1 วันในซาฟารีเวิลด์ เราจะได้ทำกิจกรรมสุดมัน(ส์)มากมาย เริ่มตั้งแต่ช่วงสาย บุกซาฟารีปาร์ค (Safari Park) โซนสวนสัตว์เปิดที่มีสัตว์หลากสายพันธุ์อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ บนเนื้อที่กว่า 200 ไร่ รวมระยะทางกว่า 8 กม. นักท่องเที่ยวสามารถขับรถยนต์เข้าไปด้วยตนเองหรือใช้บริการรถโค้ชของซาฟารีเวิลด์ (ค่าบริการคนละ 60 บาท) เพื่อตื่นตาตื่นใจไปกับสัตว์ป่าอนุรักษ์ สัตว์ป่าคุ้มครอง สัตว์แปลกและสัตว์หายากนับพันตัว นอกจากนี้ ยังมีอุทยานนกน้ำที่หาดูได้ยากในประเทศไทย มีฝูงนกนานาชนิดทั้งใหญ่และเล็กที่ส่วนใหญ่บินมาจากท้องฟ้าตามธรรมชาติ เพื่ออาศัยทำรังวางไข่ลอดทั้งปี เพราะที่นี่เป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์

สำหรับแอคทิวิตี้ที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงในซาฟารีปาร์คคือ การชมโชว์ฟีดดิ้ง (เวลา 10.00 น.) ดูการให้อาหารเสือและสิงโตแบบใกล้ชิด ต่อด้วยการนั่งรถชมสัตว์นานาชนิด แต่ละจุดจะได้เห็นฝูงม้าลาย ยีราฟ แรดขาว ควายป่า หมี ระหว่างทางจะผ่านจุดที่รถถูกรายล้อมไปด้วยนกที่หาดูได้ยากสายพันธุ์ต่างๆ  เรียกว่าได้ฟีลเหมือนขับรถลุยแอฟริกาเลยทีเดียว

ออกจากสวนสัตว์เปิด มุ่งตรงสู่มารีนปาร์ค (Marine Park) พื้นที่ที่รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ให้บรรยากาศเหมือน “ป่ากลางกรุง” เดินชมสัตว์และโชว์ต่างๆ ได้ตามอัธยาศัยในพื้นที่กว่า 250 ไร่ มีทั้งโซนแสดงสัตว์น้ำ แวะชมความอลังการกับที่สุดของโชว์ระดับโลกทั้ง 7 โชว์  ตื่นเต้นกับสเปเชี่ยลเอฟเฟ็กต์ ทึ่งกับความแสนรู้และความสามารถที่เกิดจากการฝึกฝน

พร้อมชมโซนใหม่ มินิเวิลด์ เอาใจน้องๆ หนูๆ ถ่ายรูปคู่กับนกน้อยน่ารักที่บินมาเกาะตามตัว เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้ดีทีเดียว  อีกจุดที่ต้องหยุดเดินคือ มาคอว์แลนด์ จุดแลนด์มาร์คที่สามารถถ่ายภาพกับนกแก้วมาคอว์ถึง 250 ตัว และโซนใหม่ Parrots Lane ป่านกแก้วสายพันธุ์หายาก อาทิ นกคอนัวร์สีทอง (Golden conure) นกแก้วอเมซอนหัวเหลือง (Double yellow-headed amazon)

ถึงจุดเด็ด Giraffe Terrace โซนที่ใครไม่ได้ช็อตรูปคู่กับยีราฟเหมือนมาไม่ถึงซาฟารีเวิลด์ พบกับยีราฟกว่า 200 ตัว กับเทอเรสที่ปรับปรุงใหม่ที่เปิดโอกาสให้ได้ใกล้ชิดกับสัตว์ตัวใหญ่คอยาว พร้อมให้อาหารยีราฟ แล้วชักภาพสวยๆ รัวๆ

กลับบ้านไม่ได้ถ้ายังไม่ได้แวะทักทายกับอุรังอุตังแสนรู้ อีกไฮไลท์เด็ดกับการถ่ายภาพแบบ Social Distancing ด้วยท่าทางสุดน่ารัก มีฉากใสกั้น ที่สำคัญคือใครไม่เคยเห็นอุรังอุตังล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ ต้องอมยิ้ม เพราะที่นี่เค้าฝึกมาดีชนิดที่คนทำอย่างไร ลิงทำอย่างนั้น

นอกจากนี้ ยังมีโซน Primate World รวบรวมลิงสายพันธุ์หายากต่างๆ อาทิ แมนดริล (Mandrill) ค่างห้าสี (Red-shanked douc langur) ลิงโคโลบัส (Abyssinian black-and-white colobus) ภายในยังมีอาณาจักรของลีเมอร์ (Lemur) ที่เรียกว่า “ลีมูเรีย“ (Lemuria) รวมลีเมอร์หลากหลายสายพันธุ์ อาทิ ลีเมอร์หางปล้อง (Ring-tailed lemur) ลีเมอร์สองสี (Black-and-white ruffed lemur

พบโซนสัตว์มาใหม่จากอเมริกาใต้ อย่างนกโทโก ทูแคน (Toco toucan) และจากแอฟริกา อาทิ เต่าเดือยแอฟริกา (Sulcata tortoise) โซนป่าของเอเชียที่รวบรวมสัตว์ประเภทต่างๆ อาทิ สัตว์ป่าสงวนของไทยอย่างสมเสร็จ ตะโขง และห้ามพลาด! ลูกสิงโตเผือกเกิดใหม่ จัดแสดงในโซนโลกของสัตว์สีขาว White World

สำหรับ 7 โชว์ไฮไลท์ของซาฟารีเวิลด์บนเวทีการแสดงที่ยิ่งใหญ่ ในยุค New Normal มีการจัดที่นั่งแบบไม่แออัด สามารถรักษาระยะห่างกันได้เพื่อชมการแสดงสุดประทับใจ อาทิ โชว์โลมาแสนรู้ การแสดงสงครามจารกรรมที่ปรับปรุงใหม่ตั้งแต่ทางเข้าสุดอลังการ และยังมี Manatee Aquarium ขนาดใหญ่ เพื่อชมน้องใหม่ ‘วัวทะเล’ สัตว์น้ำหายากจากประเทศคองโก แอฟริกา มีที่แรกในไทย และเพียงแห่งที่ 2 ของเอเชีย

ระหว่างวันไม่ต้องกลัวหิว เพราะที่นี่มีร้านอาหาร เครื่องดื่ม ไว้คอยบริการตลอดเส้นทางเดิน แถมมาในธีมซาฟารี มีรูปสัตว์และเมนูพรีเซนเทชั่นไม่หลุดธีมสวนสัตว์เลยทีเดียว

ทั้งนี้ ซาฟารีเวิลด์มีมาตรการการรักษาระยะห่าง ปฏิบัติตามนโยบายของภาครัฐอย่างเข้มงวด โดยได้ผ่านการตรวจประเมินจากสำนักงานเขต และกรุงเทพมหานคร ก่อนเปิดให้บริการในครั้งนี้ พื้นที่ภายในเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบกลางแจ้ง พื้นที่กว้างขวาง อากาศถ่ายเทใต้ต้นไม้ร่มรื่น ตามมาตรฐาน Social Distancing สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ถึง 10,000 คนต่อวัน มีมาตรการคุมเข้มดูแลรักษาสุขภาพ และสุขอนามัย ทั้งนักท่องเที่ยว พนักงาน และสัตว์กว่า 50,000 ตัว มีจุดคัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิ และเจลแอลกอฮอล์ก่อนเข้าใช้บริการและภายในปาร์ค มีการรักษาระยะห่างในการเที่ยวชมสำหรับนักท่องเที่ยวและสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะจุดที่นั่งสำหรับชมการแสดง จุดทานอาหาร การเปิดให้ลงทะเบียนเข้า-ออก ผ่านแพลตฟอร์ม ‘ไทยชนะ’

ร่วมสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบ New Normal สุดพิเศษในครั้งนี้ก่อนใครที่ ซาฟารีเวิลด์ เดือนกรกฎาคมนี้ ซาฟารีเวิลด์เปิดให้บริการในวันพฤหัสบดี-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 02-5181000 ที่หรือ https://www.facebook.com/safariworld.bangkok

พื้นที่สีเขียวจากทุกที่ว่าง สู่แหล่งอาหารของชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629000

วันที่ 22 ก.ค. 2563 เวลา 15:52 น.พื้นที่สีเขียวจากทุกที่ว่าง สู่แหล่งอาหารของชุมชนปลุกกระแสเปลี่ยนพื้นที่รอบบ้านและในคอนโดฯ สร้างสวนผักปลอดสารและแหล่งอาหารของครอบครัว กับ SANSIRI BACKYARD : EAT-ABLE GARDEN สวนผักทานได้ ปลูกง่ายในบ้าน

“สวนผักทานได้ ปลูกง่ายในบ้าน” แสนสิริ สานต่อความสำเร็จ SANSIRI BACKYARD บนพื้นที่รอพัฒนาและพื้นที่ส่วนกลาง ขยาย SANSIRI BACKYARD x CHUL FARM ที่ T77 COMMUNITY รวม 17 ไร่ เลี้ยงเป็ดไข่ ปลูกนาข้าวไรซ์เบอร์รี่ พร้อมสร้างสวนผักทานได้และแหล่งอาหารของลูกบ้านบนพื้นที่ส่วนกลาง 160 โครงการทั้งคอนโดฯ บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และทาวน์เฮาส์ อัดแน่นไลน์อัพกิจกรรม-สิทธิพิเศษของ EAT-ABLE GARDEN และเตรียมส่งบริการจัดสวนทานได้ถึงที่พักอาศัย ตอกย้ำแนวทางการมีสุขภาพที่ดีเพื่อการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนของลูกบ้านและสังคม

SANSIRI BACKYARD จากแนวคิดการสร้างพื้นที่สีเขียวจากทุกพื้นที่ว่าง สู่แหล่งอาหารของชุมชน

การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ส่งผลให้ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพเชิงป้องกันเพิ่มมากขึ้น จากผลสำรวจของดุสิตโพลล่าสุด ชี้ว่าประชากร 45.39% ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หันมาให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย และเลือกบริโภคอาหารปลอดภัย ด้วยความคิดที่ว่าการดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอจะช่วยป้องกันไวรัส และการบริโภคอาหารที่ปลอดภัยจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันได้

ตลอดช่วงที่รัฐบาลประกาศล็อคดาวน์ ที่ทุกคนใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในบ้านและคอนโดฯ SANSIRI BACKYARD ได้ทำหน้าที่เป็น FOOD SUPPLY หรือแหล่งอาหารแก่ชุมชนทั้งที่หัวหินและชุมชนลูกบ้านใน T77 COMMUNITY และอีก 30 โครงการ มากกว่า 15,000 ครอบครัวรวมไปถึงชุมชนใกล้เคียง ที่เชื่อมั่นในความสะอาดปลอดภัยจากการปลูกผักแบบปลอดสารของ SANSIRI BACKYARD

นางจริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เผยว่า “จากความสำเร็จตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ของ SANSIRI BACKYARD ภายใต้หลัก 3GS หรือ GREEN-GROW-GIVE ทำให้เรามองเรื่องการเพิ่มพื้นที่สีเขียว (GREEN SPACE) ภายใต้พันธกิจด้านความยั่งยืน (SANSIRI SUSTAINABILITY 2020) ในมิติใหม่ที่ไม่ใช่แค่การให้ความร่มรื่นในที่อยู่อาศัย แต่ต้องใช้พื้นที่ในบ้านให้เป็นประโยชน์ด้วยการเป็นแหล่งอาหารที่ปลอดภัยของครอบครัว จึงเกิดเป็นแนวคิด “SANSIRI BACKYARD: EAT-ABLE GARDEN (แสนสิริ แบคยาร์ด: อีท-เอเบิ้ล การ์เด้น) สวนผักทานได้ ปลูกง่ายในบ้าน” สนับสนุนให้ลูกบ้านใช้พื้นที่ว่างบางส่วน เช่นสวนหลังบ้านหรือริมระเบียงคอนโดฯ มาทำสวนผักทานได้ และสามารถเป็นผู้ผลิตอาหารด้วยตัวเอง (FOOD PRODUCER)”

SANSIRI BACKYARD: EAT-ABLE GARDEN มุ่งจุดประกายแนวคิดสวนผักทานได้ในบ้าน จัดโชว์เคสในโชว์ยูนิตทั้งโครงการบ้านและคอนโดฯ ได้แก่ คาวะ เฮาส์ (kawa HAUS), อณาสิริ ชัยพฤกษ์–วงแหวนและอณาสิริ กรุงเทพ-ปทุมธานี ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมสนับสนุนให้ลูกค้าและ SANSIRI FAMILY กว่า 120,000 ครอบครัว สามารถปลูกสวนผักทานได้ในบ้านให้เกิดขึ้นจริงภายใต้คอนเซ็ปต์ GREEN INSPIRE-GROW COMMUNITY-GIVE EXPERIENCE ตั้งแต่ ส่งมอบชุดปลูกผักทานได้ (EDIBLE PLANT KIT) แบ่งปันทิปส์เกี่ยวกับ EDIBLE PLANT ทั้งผัก สมุนไพรไทยและต่างประเทศ รวมถึงดอกไม้ และจัดป๊อปอัพสวนทานได้ รวมถึงไลน์อัพสิทธิพิเศษอีกมากมายจากไร่กำนันจุล, ท็อปส์ มาร์เก็ต (Tops Supermarket) และวิลล่า มาร์เก็ต (VILLA MARKET) พร้อมผลักดัน ZTHEGARDEN หนึ่งในผู้ชนะจาก THE FOUNDER โปรเจคปั้นพนักงานสู่สตาร์ทอัพ เพื่อส่งมอบบริการจัดสวนทานได้ถึงที่พักอาศัย

นางสาวพรพิมล ผู้พัฒน์ SANSIRI SPYZ ตัวแทนพนักงานคลื่นลูกใหม่กับบทบาทการถ่ายทอดเรื่องราวของแสนสิริสู่คน Gen Z & Y ด้านความยั่งยืน อธิบายแนวคิดของ EAT-ABLE GARDEN เพิ่มเติมว่า “เป็น ‘สวนผักทานได้ ปลูกง่ายในบ้าน’ ที่เกิดจากแนวคิดง่าย ๆ ที่สนับสนุนให้ทุก ๆ บ้านมีพื้นที่ปลูกผักสวนครัว แม้จะเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ในกระถางริมหน้าต่าง หรืออย่างระเบียงคอนโดฯ และบนดาดฟ้าก็สามารถปลูกได้  ซึ่งแสนสิริเองก็ประสบความสำเร็จ ในการปลูกสวนผักปลอดสารบนพื้นที่ว่างในสวนส่วนกลางและพื้นที่รอพัฒนา พร้อมสร้างชุมชนที่มีความสุขให้แก่ลูกบ้าน (MAKE A GREAT NEIGHBORHOOD) มาตลอด 1 ปีของ SANSIRI BACKYARD”

ในครึ่งปีหลังของ 2020 แสนสิริพร้อมเดินหน้าสานต่อความสำเร็จของ SANSIRI BACKYARD ทั้งบนพื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่รอพัฒนาเป็นแหล่งอาหารของชุมชน ขยายพื้นที่สีเขียวรวมเป็น 17 ไร่ของ SANSIRI BACKYARD x CHUL FARM ที่ T77 COMMUNITY เพิ่มนาข้าวไรซ์เบอร์รี่ และเลี้ยงเป็ดในแปลงนา เพื่อกำจัดวัชพืช ศัตรูข้าว รวมทั้งเพิ่มปุ๋ยให้ต้นข้าว โดยอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใส่ใจของไร่กำนันจุล หนึ่งใน CO-GROWING PARTNER พันธมิตรธุรกิจรักษ์โลกของแสนสิริ พร้อมเพิ่มลู่วิ่งออกกำลังกายความยาว 1.5 ก.ม. รอบโครงการ T77 COMMUNITY ที่ผ่านเข้าไปชมความอุดมสมบูรณ์ของ SANSIRI BACKYARD x CHUL FARM และงานศิลปะ WALL ART ที่สร้างสรรค์ขึ้นอย่างตั้งใจของพนักงานแสนสิริ ขณะที่วางเป้าสร้าง SANSIRI BACKYARD เป็นสวนผักทานได้และแหล่ง FOOD SUPPLY บนพื้นที่ส่วนกลางรวม 160 โครงการคอนโดฯ บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮมและทาวน์เฮาส์ภายในปีนี้

SANSIRI BACKYARD: EAT-ABLE GARDEN เป็นการปรับปัจจัยแวดล้อมของการพัฒนาโครงการของแสนสิริให้เข้ากับเทรนด์ปัจจุบันของการใช้ชีวิตของผู้บริโภค ที่หันมาใส่ใจต่อการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพดีอย่างยั่งยืน รวมถึงใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างมีจิตสำนึกเรื่องความยั่งยืน การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และการกินอยู่ที่ปลอดภัย ปลอดสารมากขึ้น ดังนั้น การมี SANSIRI BACKYARD: EAT-ABLE GARDEN ในทุกโครงการจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการเพิ่มมูลค่าให้กับที่อยู่อาศัยของแสนสิริที่แตกต่างและโดดเด่นเหนือนกว่าคู่แข่งรายอื่น ๆ ด้วยการตอบโจทย์ INSIGHT ของผู้บริโภค

จากความสำเร็จตลอด 1 ปี สู่ SANSIRI BACKYARD: EAT-ABLE GARDEN มุ่งมั่นจุดประกายลูกบ้านให้เห็นถึงความสำคัญของการเป็นผู้ผลิตอาหารด้วยตัวเอง (FOOD PRODUCER) ลดการพึ่งพาจากแหล่งอื่นที่อาจจะไม่สะอาดและมีเชื้อโรคหรือไวรัสปะปน เพื่อเป็นแหล่งอาหารของครอบครัว ตอกย้ำแนวทางการมีสุขภาพที่ดีและการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนให้กับลูกบ้านและสังคม

การแพทย์วิถีใหม่กับทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628983

วันที่ 22 ก.ค. 2563 เวลา 13:35 น.การแพทย์วิถีใหม่กับทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะการรักษาโรคมะเร็งด้วยยาชนิดฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ทางเลือกการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งตามแบบฉบับการแพทย์วิถีใหม่ ปรับรูปแบบการบริหารยา ลดเวลาในโรงพยาบาล ช่วยผู้ป่วยลดความวิตกกังวลในยุค COVID-19

จะดีแค่ไหน ถ้าผู้ป่วยมะเร็งมีทางเลือกในการรักษามากขึ้นในช่วงเวลาที่ใครๆ ก็ไม่อยากมาโรงพยาบาล ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) การปรับตัวให้ทันท่วงทีของผู้คนธุรกิจและอุตสาหกรรมเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิตและความอยู่รอดปลอดภัยโดยเฉพาะในแวดวงอุตสาหกรรมการแพทย์

หนึ่งในการปรับตัวทางด้านวิทยาการทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย คือการรักษาโรคมะเร็งด้วยยาชนิดฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ซึ่งถือเป็นการแพทย์วิถีใหม่ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ทั้งการลดช่วงเวลาที่อยู่ในโรงพยาบาล เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และบรรเทาความกังวลให้แก่ผู้ป่วยและผู้ดูแลที่ต้องมาโรงพยาบาล

ผศ.พญ.เอื้อมแข สุขประเสริฐ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลศรีนครินทร์ เผย การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลโดยตรงถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องทำงานหนักขึ้น แนวปฏิบัติสำหรับการแพทย์วิถีใหม่ที่เราควรนำมาใช้มี 3 ประเด็นคือ

  1. การจัดลำดับความเร่งด่วนในการรักษาหรือต้องมาพบแพทย์เพื่อลดจำนวนครั้งที่ต้องมาโรงพยาบาล
  2. การปรับวิธีการให้ยาให้สะดวกทั้งแพทย์และพยาบาลเพื่อลดเวลาที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลให้น้อยที่สุด
  3. การปรับการดูแลผู้ป่วยนอกด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการให้คำปรึกษาและรักษามากขึ้น เช่น การทำเทเลเมดิซีน

ในภาวะที่โรงพยาบาลมีทรัพยากรด้านบุคคลากรทางการแพทย์ที่จำกัด การรักษาด้วยยาชนิดฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสหรือติดเชื้อไวรัส แต่ยังช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์มีเวลามากขึ้นในแง่ของการปฏิบัติการ เพื่อดูแลผู้ป่วยรายอื่นๆ ทั้งยังลดจำนวนการใช้เตียงและความแออัดในโรงพยาบาลลงด้วย

สมาคมมะเร็งวิทยาแห่งยุโรป (ESMO) ยังแนะนำแพทย์มะเร็งทั่วโลกให้เตรียมพร้อมรับมือกับวิถีการรักษาแบบใหม่ ที่รวมไปถึงการทำเทเลเมดิซีนในการดูแลอาการและให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อลดจำนวนครั้งในการมาที่โรงพยาบาล และหากเป็นไปได้ แพทย์ผู้รักษาอาจพิจารณาเปลี่ยนวิธีการรักษาเป็นการฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง หรือยาชนิดรับประทาน แทนการฉีดยาเข้าเส้นเลือดดำ

การฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง คือการฉีดยาระหว่างชั้นผิวหนังและกล้ามเนื้อ ซึ่งทำให้ใช้ระยะเวลาในการรักษาแต่ละครั้งที่สั้นกว่าเมื่อเทียบกับวิธีการฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ ทั้งยังมีผลการศึกษาทางการแพทย์ในผู้ป่วยมะเร็งที่ยืนยันว่าการรักษาโดยการฉีดยาเข้าใต้ผิวหนังมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยเทียบเท่าการรักษาโดยการฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ โดยการฉีดยาเข้าใต้ผิวหนังสำหรับโรคมะเร็งเต้านม ใช้เวลาเพียง 3.3 นาทีต่อครั้ง ในขณะที่การฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำใช้เวลาในการฉีดยาประมาณ 40-90 นาทีต่อครั้ง

นพ.ชวลิต หล้าคำมี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยา โรงพยาบาลยันฮี กล่าวว่า ผู้ป่วยบางรายที่ต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง 1 ปี วิธีการรักษาด้วยการฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง ช่วยประหยัดเวลาที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลเมื่อเทียบกับการฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 13 ชั่วโมงต่อผู้ป่วยหนึ่งคน สำหรับการศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งโรคเลือด การฉีดยาเข้าใต้ผิวหนังก็สามารถช่วยลดระยะเวลาในการให้ยาของผู้ป่วยได้มากถึง 74%  

การรักษาด้วยวิธีการนี้ใช้อุปกรณ์ที่แตกต่างจากการให้เคมีบำบัดแบบปกติ คือมีหัวเข็มที่เล็กกว่า ซึ่งช่วยในเรื่องของความคล่องตัวระหว่างการให้ยา และยังช่วยลดความเจ็บปวด รวมไปถึงการลดอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากวิธีการรักษาด้วยการฉีดยาเข้าใต้หลอดเลือดดำด้วย  ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งในเมืองไทย และตอบรับกับมาตรการเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยได้เป็นอย่างดีในยุคโควิด-19

ทางด้าน ศาสตราจารย์ ลี ซู ชิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา จากสถาบันมะเร็ง มหาวิทยาลัยเเห่งชาติสิงคโปร์ (NCIS) เผย ภาระของโรคมะเร็งในสิงคโปร์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น และอุบัติการณ์ที่มากขึ้นของมะเร็งบางชนิด อย่างไรก็ตาม การพัฒนาของการรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันทำให้ผู้ป่วยสามารถมีอายุที่ยืนยาวยิ่งขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความต้องการที่สูงขึ้นในการดูแลรักษาโรคมะเร็งที่ครอบคลุม เข้าถึงได้ง่ายและสะดวกสบาย

ปัจจุบันผู้ป่วยในสิงคโปร์สามารถเลือกรับการรักษาที่ศูนย์พยาบาลใกล้บ้านได้แล้ว โดยการก่อตั้งโครงการ NCIS-on-the-Go ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ทางสถาบันมะเร็ง มหาวิทยาลัยเเห่งชาติสิงคโปร์ นำทีมพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งออกให้บริการแก่ผู้ป่วยใกล้บ้าน เช่น การตรวจเลือด การให้ยา รวมถึงยาฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ตามศูนย์ที่ทางสาธารณสุขกำหนดไว้ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถลดระยะเวลาการเดินทางมาโรงพยาบาล ในขณะที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยเทียบเท่ากับการให้บริการภายในโรงพยาบาล นอกจากจะเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ป่วยแล้ว การให้บริการแก่ผู้ป่วยใกล้บ้านยังเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ที่โรงพยาบาล โดยกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ำสามารถไปรับบริการที่ศูนย์พยาบาลใกล้บ้านของโปรแกรม NCIS-on-the-Go ได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มความคล่องตัวในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่ครอบคลุมและทั่วถึง

โปรแกรม NCIS-on-the-Go นี้เกิดขึ้นเพื่อสนองต่อกลยุทธ์การพัฒนาระบบสาธารณสุขให้มีความยั่งยืนของกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ และสอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วยในประเทศ โดยเรามีแผนการที่จะเพิ่มสถานที่และขยายตัวเลือกการรักษาในอนาคต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ยาบางชนิดสำหรับรักษาโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง สามารถให้ได้ด้วยการฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าของวิทยาการทางการแพทย์ที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตวิถีใหม่สำหรับคนไทยและผู้คนทั่วโลก โดยผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาดังกล่าวได้ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ผ่านโรงพยาบาล หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.roche.co.th

ชี้เป้าสุดยอดหมู่บ้านท่องเที่ยว สุดยอดหมู่บ้าน OTOP #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/628965

วันที่ 22 ก.ค. 2563 เวลา 10:45 น.ชี้เป้าสุดยอดหมู่บ้านท่องเที่ยว สุดยอดหมู่บ้าน OTOPเฟ้นหาสุดยอดหมู่บ้านท่องเที่ยวชนบท สุดยอดหมู่บ้าน OTOP ททท.จับมือพันธมิตรกว่า 40 องค์กร ร่วมยกระดับแบรนด์ชุมชน ผลักดันการท่องเที่ยวไทยเอาใจคนชอบเที่ยว

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับพันธมิตร อาทิ กรมการพัฒนาชุมชน กรมการท่องเที่ยว กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมสหกรณ์ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) สนง.ส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ บริษัทพีทีทีโกบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) มหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน บริษัททัวร์ สมาคมด้านการท่องเที่ยว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำงานด้านชุมชนกว่า 40 องค์กร จัดประกวดสุดยอดหมู่บ้านท่องเที่ยวชนบท และหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวชุมชนในระดับประเทศ ขยายผลสร้างการรับรู้ระดับนานาชาติ ส่งเสริมด้านการตลาด สร้างความเชื่อมั่น และสร้างการรับรู้ให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมาย เพื่อยกระดับแบรนด์การท่องเที่ยวโดยชุมชน ประเดิมประกาศผล 25 ชุมชนหมู่บ้านท่องเที่ยวชนบท และ 100 ชุมชนหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ภายใต้นโยบายของรัฐที่มุ่งหวังพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนตามยุทธศาสตร์ของชาติ ในยามที่ประเทศจำเป็นต้องพึ่งพาความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจภายในจากการที่โลกต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด 19

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า การจัดประกวดในครั้งนี้นับว่าเป็นการจัดประกวดรางวัลท่องเที่ยวชุมชนครั้งประวัติศาสตร์ที่บูรณาการทำงานร่วมกันจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา กว่า 40 องค์กร จากวันนี้จนถึงเดือนกันยายน 2563 ทุกชุมชนที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจะเข้าสู่กระบวนการคัดสรรพิจารณาตัดสินจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และปิดท้ายด้วยการให้นักท่องเที่ยวร่วมโหวตเพื่อให้ได้ผลตัดสินที่เป็นเอกฉันท์รอบด้านครบทุกมิติ รางวัลสุดยอดหมู่บ้านท่องเที่ยวชนบท และหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว จึงเป็นรางวัลที่จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับทุกชุมชนอย่างแท้จริง สำหรับผู้ชนะจากการประกวดครั้งนี้ นอกจากจะได้รับโล่รางวัลแล้วยังจะได้รับการประชาสัมพันธ์ ต่อยอดขยายผลทางการตลาดและขายอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านสื่อต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งการขายผ่านแพลทฟอร์มออนไลน์ระดับโลก Airbnb เป็นต้น

ทั้งนี้ ททท. เชื่อมั่นว่ากิจกรรมการประกวดในครั้งนี้ จะทำให้ชุมชนมีแรงจูงใจในการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนในด้านการท่องเที่ยวมากขึ้น ตลอดจนการส่งเสริมภาพลักษณ์ และยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชน สร้างความเชื่อมั่นและแรงบันดาลใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวชุมชนได้ทั้งในระดับประเทศ และขยายผลสร้างการรับรู้ในระดับนานาชาติได้อีกด้วย

สำหรับการจัดประกวดสุดยอดหมู่บ้านท่องเที่ยวในครั้งนี้ มีทั้งหมด 2 ประเภทรางวัล ได้แก่

1. ประเภทสุดยอดหมู่บ้านท่องเที่ยวชนบท มี 5 สาขารางวัล ดังนี้

  • สาขาหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Best Creative Experience)
  • สาขาหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Best Agro tourism)
  • สาขาหมู่บ้านท่องเที่ยวโฮมสเตย์ (Best Homestay)
  • สาขาหมู่บ้านท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Best Responsible Tourism)
  • สาขาหมู่บ้านท่องเที่ยวสำหรับจัดกิจกรรมเอาท์ติ้งกลุ่มตลาดองค์กร (Best for Company Outing)

2. ประเภทสุดยอดหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว มี 5 สาขารางวัล ดังนี้

  • หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ ของตกแต่ง
  • หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวกลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพร
  • หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม
  • หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้า และเครื่องแต่งกาย
  • หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวกลุ่มผลิตภัณฑ์หลากหลาย

นอกจากนี้ ภายในงานได้ประกาศผลรายชื่อชุมชนที่ได้รับการเสนอชื่อสูงสุด ได้แก่ หมู่บ้านท่องเที่ยวชนบท จำนวน 25 ชุมชน (แบ่งตามสาขาๆ ละ 5 ชุมชน) หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว จำนวน 100 ชุมชน

สำหรับการจัดประกวดทั้ง 2 ประเภท จะดำเนินการภายใต้รูปแบบเดียวกัน คือ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากทุกหน่วยงานจะร่วมลงพื้นที่เพื่อพิจารณาตัดสิน ขณะเดียวกัน ททท. ยังได้ให้ความสำคัญกับการเชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้ามาร่วมโหวตเลือกสุดยอดชุมชน และกำหนดเกณฑ์การพิจารณาให้คะแนน 2 ด้าน ทั้งจากคะแนนพิจารณาของกรรมการ 70% และ คะแนนโหวตจากนักท่องเที่ยว 30%

โดย ททท.จะจัดงานประกาศผลและพิธีมอบรางวัลสุดยอดหมู่บ้านท่องเที่ยวชนบท ในวันที่ 27 กันยายน 2563 ซึ่งตรงกับวันท่องเที่ยวโลก World Tourism Day ในส่วนของรางวัลสุดยอดหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว ทางคณะกรรมการจะลงพื้นที่ให้คะแนนตัดสินและมอบรางวัล ในช่วงปลายปี 2563 นี้

รายชื่อชุมชนที่ได้รับการเสนอชื่อสูงสุดการประกวดสุดยอดหมู่บ้านท่องเที่ยวชนบท ของแต่ละประเภทสาขา มีดังนี้

1. สาขาหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Best Creative Experience)

– วิสาหกิจกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านแหลมโฮมสเตย์ (บ้านหน้าทับ) จังหวัดนครศรีธรรมราช

– ชุมชนไตลื้อเมืองลวงเหนือ จังหวัดเชียงใหม่

– วิสาหกิจท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลถ้ำรงค์ จังหวัดเพชรบุรี

– กลุ่มการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านหาดส้มแป้น จังหวัดระนอง

– ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี

2. สาขาหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Best Agro tourism)

– วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรชุมชนรักษ์เขาบายศรี จังหวัดจันทบุรี

– ชุมชนท่องเที่ยงบ้านหนองส่าน จังหวัดสกลนคร

– กลุ่มวิสาหกิจวนเกษตรดงเย็น จังหวัดสุพรรณบุรี

– ชุมชนท่องเที่ยวบ้านห้วยห้อม จังหวัดแม่ฮ่องสอน

– วิสาหกิจชุมชนกลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตรอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

3. สาขาหมู่บ้านท่องเที่ยวโฮมสเตย์ (Best Homestay)

– โฮมสเตย์บ้านท่าขันทอง จังหวัดเชียงราย

– หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านแม่กำปอง จังหวัดเชียงใหม่

– บ่อหินฟาร์มสเตย์ วิสาหกิจชุมชน เลี้ยงปลากระชังบ้านพรุจูด จังหวัดตรัง

– ชุมชนบ้านนาต้นจั่น จังหวัดสุโขทัย

– ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี

4. สาขาหมู่บ้านท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Best Responsible Tourism)

– วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านทุ่งหยีเพ็ง จังหวัดกระบี่

– ชุมชนตลาดโรงพักเก่าสรรพยา จังหวัดชัยนาท

– กลุ่มวิสาหกิจชุมชนล่องแก่งบ้านเขาหลัก จังหวัดตรัง

– การท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านบ่อเจ็ดลูก จังหวัดสตูล

– วิสาหกิจชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านน้ำราด จังหวัดสุราษฎร์ธานี

5. สาขาหมู่บ้านท่องเที่ยวสำหรับจัดกิจกรรมเอาท์ติ้งกลุ่มตลาดองค์กร (Best for Company Outing)

– ชุมชนบ้านถ้ำเสือโฮมสเตย์ จังหวัดเพชรบุรี

– ชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม

– ชุมชนตะเคียนเตี้ย จังหวัดชลบุรี

– วิสาหกิจกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านแหลมโฮมสเตย์ (บ้านหน้าทับ) จังหวัดนครศรีธรรมราช

– วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวประแสโฮมสเตย์ จังหวัดระยอง

รายชื่อชุมชนที่ได้รับการเสนอชื่อสูงสุดการประกวดสุดยอดหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวของแต่ละประเภทสาขา มีดังนี้ 

1. หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ ของตกแต่ง

– ชุมชนนาตีน จังหวัดกระบี่

– ชุมชนบ้านบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์

– ชุมชนจักสานพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

– ชุมชนวัดศรีสุพรรณ จังหวัดเชียงใหม่

– ชุมชนบ้านเมืองกุง จังหวัดเชียงใหม่

– ชุมชนบ้านเขากอบ จังหวัดตรัง

– ชุมชนบ้านตรัง จังหวัดปัตตานี

– ชุมชนดอนทราย จังหวัดแพร่

– ชุมชนบ้านภู จังหวัดมุกดาหาร

– ชุมชนบ้านนาสะแบง จังหวัดยโสธร

– ชุมชนบ้านสวนขวัญ จังหวัดลพบุรี

– ชุมชนบางน้ำผึ้ง จังหวัดสมุทรปราการ

– ชุมชนบ้านดอนไก่ดี จังหวัดสมุทรสาคร

– ชุมชนบ้านบึงไม้ (รากไม้ตกแต่ง) จังหวัดสระบุรี

– ชุมชนบ้านชัยอุดม จังหวัดสุโขทัย

– ชุมชนหนองบัว จังหวัดสุรินทร์

– ชุมชนบ้านยางทอง จังหวัดอ่างทอง

– ชุมชนบ้านบางเจ้าฉ่า (งานจักสาน) จังหวัดอ่างทอง

– ชุมชนบ้านนาหมอม้า จังหวัดอำนาจเจริญ

2. หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว กลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพร

– ชุมชนเมืองลาดพร้าว จังหวัดกรุงเทพมหานคร

– ชุมชนบ้านสรรพยา จังหวัดชัยนาท

– ชุมชนบ้านต้นโพธิ์ จังหวัดนนทบุรี

– ชุมชนบ้านใหม่พัฒนา จังหวัดน่าน

– ชุมชนบ้านบ่อหลวง จังหวัดน่าน

– ชุมชนบ้านวังส้มซ่า จังหวัดพิษณุโลก

– ชุมชนบ้านทองหลาง จังหวัดพิษณุโลก

– ชุมชนบ้านร่องใหญ่ จังหวัดเพชรบุรี

– ชุมชนบ้านหนองบัว จังหวัดลำพูน

– ชุมชนบ้านผาหนาม จังหวัดลำพูน

– ชุมชนบ้านกุดป่อง จังหวัดเลย

– ชุมชนบางน้ำผึ้ง จังหวัดสมุทรปราการ

– ชุมชนบ้านริมคลอง (ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ) จังหวัดสมุทรสงคราม

– ชุมชนบ้านทับทิมสยาม จังหวัดสระแก้ว

– ชุมชนบ้านถ้ำผึ้ง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

– ชุมชนบ้านโคกน้อย จังหวัดอุดรธานี

3. หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม

– ชุมชนบ้านโป่งน้ำร้อน จังหวัดกำแพงเพชร

– ชุมชนบ้านน้อย จังหวัดขอนแก่น

– ชุมชนบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา

– กลุ่มชุมชนบ้านฉางหลาง จังหวัดตรัง

– ชุมชนบ้านศาลาดิน จังหวัดนครปฐม

– ชุมชนบ้านแฝก จังหวัดนครราชสีมา

– ชุมชนบ้านหน้าทับ จังหวัดนครศรีธรรมราช

– ชุมชนซอยสหกรณ์ จังหวัดนนทบุรี

– ชุมชนบ้านบาลา จังหวัดนราธิวาส

– ชุมชนบ้านนากอ จังหวัดนราธิวาส

– ชุมชนบ้านบ่อหลวง จังหวัดน่าน

– ชุมชนบ้านมณีพฤกษ์(กาแฟ) จังหวัดน่าน

– ชุมชนบ้านทุ่งช้าง จังหวัดน่าน

– ชุมชนบ้านทรายขาว จังหวัดปัตตานี

– ชุมชนบ้านแม่แจ๋ม (กาแฟ) จังหวัดลำปาง

– ชุมชนหมู่บ้านบ่อแกน้อย จังหวัดสกลนคร

– ชุมชนบ้านสวนทุเรียน จังหวัดสงขลา

– ชุมชนบางน้ำผึ้ง จังหวัดสมุทรปราการ

– ชุมชนบ้านคลองนาเกลือ จังหวัดสมุทรปราการ

– ชุมชนดอนไก่ดี จังหวัดสมุทรสาคร

– ชุมชนบ้านสหกรณ์(เกลือ) จังหวัดสมุทรสาคร

4. หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว กลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้า และเครื่องแต่งกาย

– ชุมชนบ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น

– ชุมชนบ้านหนองบัวน้อย จังหวัดขอนแก่น

– ชุมชนบ้านสันทางหลวง (ไทยอง) จังหวัดเชียงราย

– ชุมชนบ้านควนสวรรค์ จังหวัดตรัง

– ชุมชนบ้านพิมาน (ภูไท) จังหวัดนครพนม

– ชุมชนบ้านดู่นอก จังหวัดนครราชสีมา

– ชุมชนบ้านแฝก จังหวัดนครราชสีมา

– ชุมชนบ้านหนองไผ่ จังหวัดนครราชสีมา

– ชุมชนบ้านวังหอ จังหวัดนครศรีธรรมราช

– ชุมชนบ้านหนองบัว จังหวัดน่าน

– ชุมชนบ้านสนวนนอก จังหวัดบุรีรัมย์

– ชุมชนบ้านลานข่อย จังหวัดพัทลุง

– ชุมชนบ้านบางหวาน จังหวัดภูเก็ต

– ชุมชนบ้านคอเอน จังหวัดภูเก็ต

– ชุมชนบ้านป่าปุ๊ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

– ชุมชนบ้านห้องแซง จังหวัดยโสธร

– ชุมชนบ้านสระโบสถ์ จังหวัดราชบุรี

– ชุมชนบ้านศรีดอนมูล จังหวัดลำปาง

– ชุมชนบ้านหนองเงือก จังหวัดลำพูน

– ชุมชนบ้านนาป่าหนาด จังหวัดเลย

– ชุมชนบ้านกุดจิ จังหวัดสกลนคร

– ชุมชนบ้านสวนทุเรียน จังหวัดสงขลา

– ชุมชนบ้านนาต้นจั่น จังหวัดสุโขทัย

– ชุมชนบ้านท่าสว่าง จังหวัดสุรินทร์

– ชุมชนบ้านหนองกุงพัฒนา จังหวัดหนองบัวลำภู

– ชุมชนบ้านหนองหญ้าไซ จังหวัดอุดรธานี

– ชุมชนบ้านโนนกอก จังหวัดอุดรธานี

– ชุมชนบ้านนาข่า จังหวัดอุดรธานี

– ชุมชนบ้านเสี้ยว จังหวัดอุตรดิตถ์

– ชุมชนบ้านสะนำ จังหวัดอุทัยธานี

5. หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว กลุ่มผลิตภัณฑ์หลากหลาย

– ชุมชนบ้านปางห้า จังหวัดเชียงราย

– ชุมชนบ้านสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

– ชุมชนออนใต้ จังหวัดเชียงใหม่

– ชุมชนบ้านกิวเลน้อย จังหวัดเชียงใหม่

– ชุมชนบ้านสันป่าม่วงกลาง จังหวัดพะเยา

– ชุมชนดอนทราย จังหวัดแพร่

– ชุมชนบ้านพุงหลวง จังหวัดแพร่

– ชุมชนบ้านละอูบ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

– ชุมชนบ้านศรีล้อมแสงเมือง จังหวัดลำปาง

– ชุมชนบ้านแพะ จังหวัดลำพูน

– ชุมชนบ้านพระบาทห้วยต้ม จังหวัดลำพูน

– ชุมชนบ้านบางน้ำผึ้ง จังหวัดสมุทรปราการ

– ชุมชนบ้านริมคลอง จังหวัดสมุทรสงคราม

– ชุมชนบ้านเมืองบางโพธิ์งาม จังหวัดหนองคาย

ไดเอตแบบ ‘คีโต’ กินไขมันแต่น้ำหนักลด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628860

วันที่ 21 ก.ค. 2563 เวลา 07:35 น.ไดเอตแบบ 'คีโต' กินไขมันแต่น้ำหนักลดแพทย์สาขาวิชาโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ อธิบายทำความเข้าใจวิธีการ Ketogenic Diet ค้นหาสาเหตุทำไมกินไขมันถึงทำให้ลดน้ำหนักได้

ข้อมูลโดย ผศ.พญ.ดรุณีวัลย์ วโรดมวิจิตร สาขาวิชาโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายเกี่ยวกับการลดน้ำหนักด้วยวิธีการ Ketogenic Diet ดังนี้

“คีโต” คืออะไร

สำหรับอาหารคีโตที่เรารู้จักกัน ชื่อจริง ๆ คือ Ketogenic Diet หลัก ๆ คือเป็นการรับประทานอาหาร แล้วทำให้ร่างกายมีการสลายไขมัน คือ เรากินอาหารที่มีข้าว แป้ง น้ำตาล หรือคาร์โบไฮเดรตที่มันต่ำมาก ๆ สิ่งที่เกิดขึ้น ร่างกายก็จะรู้สึกว่าตอนนี้เราไม่มีน้ำตาลเข้าไป ร่างกายก็จะรู้สึกเหมือนกับว่าเราอดอาหาร เขาก็จะไปสลายไขมันในร่างกายขึ้นมา แล้วทำให้เกิดสารตัวหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการสลายไขมัน เรียกว่า คีโตน (Ketone) เขาก็เลยเรียกอาหารพวกนี้ว่า Ketogenic Diet เพราะฉะนั้น สรุป อาหารคีโตก็คือ กินอาหารเข้าไป แล้วร่างกายรับรู้ว่า เหมือนเราไม่ได้กินอาหาร แล้วไปสลายไขมันในร่างกาย

ทำไมกินไขมัน ถึงทำให้ลดน้ำหนักได้

การกินอาหารไขมันเข้าไปก็เป็นพลังงานให้ร่างกาย แต่ว่าหลักการคือ ข้อแรก พอเรากินเข้าไปปั๊บ ร่างกายมีการสลายไขมัน เนื่องจากว่าร่างกายรู้สึกเหมือนกับว่าไม่ได้กินอาหาร

ข้อที่สอง เวลาที่มีการสลายไขมันขึ้นมา สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ร่างกายก็จะมีการเสียน้ำไปด้วยในขณะที่มีการสลายไขมัน เพราะฉะนั้น ช่วงแรก น้ำหนักจะลดลงมากเนื่องจากการเสียน้ำ

ข้อที่สาม เวลาที่เราไม่กินพวกนี้ แล้วมีของเสียซึ่งชื่อว่า คีโตน เกิดขึ้น มันจะทำให้เราเบื่ออาหาร เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้วเวลาที่เรากินอาหารที่ชื่อว่า Ketogenic มันไม่จำเป็นต้องนับแคลอรี แต่กินไปแล้วคนไข้จะกินได้น้อยลงเอง ด้วยความเบื่ออาหาร

ระยะยาวน้ำหนักยังจะลงไหม

Ketogenic Diet มีผลในแง่ของการลดน้ำหนัก เมื่อเทียบกับเรากินอาหารไขมันต่ำหรือว่าอาหารทั่วไป มันดีกว่าจริง ๆ แต่ว่าผลที่เห็นชัดเจนมักจะเป็นในระยะสั้น ระยะสั้นตามงานวิจัย โดยทั่วไปภายใน 6 เดือนแรกมันจะดีกว่าการกินอาหารชนิดอื่น แต่ระยะยาว ส่วนใหญ่จะไม่แตกต่างกัน เหตุผลส่วนหนึ่งก็เพราะเราไม่สามารถทนการกินอาหารแบบนี้ไปได้ตลอด

การกินระยะยาวมีผลเสียไหม

ต้องบอกว่ามันเป็นอาหารที่กินแล้วไม่ครบถ้วน เพราะเรากินบางส่วน เราไม่กินบางอย่าง กินบางส่วนคืออะไร กินไขมันได้ กินโปรตีนได้ ห้ามกินผักที่มันเป็นหัว กินได้แต่ผักใบ ห้ามกินผลไม้ ห้ามกินข้าว แป้ง น้ำตาล น้ำหวานทุกชนิด เพราะฉะนั้น สารอาหารเราได้ไม่ครบถ้วนแน่นอน ถ้าเราจะกินระยะยาว ต้องเสริมสารอาหารที่ขาดไป เสริมวิตามินและเกลือแร่ ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ต้องทราบคือ เมื่อไรก็ตามที่เรามากินพวกข้าว แป้ง น้ำตาล น้ำหนักมันจะกลับมาอย่างรวดเร็ว หรือที่เราเรียกว่าโยโย่ 

ถ้าเป็นความรู้สึกส่วนตัว หรือกลุ่มบางกลุ่มที่กินอยู่ ก็กินกันได้ยาวนาน แต่ถ้าข้อมูลที่มีในงานวิจัย ส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณ 2 ปี

ใครกิน “คีโต” ได้ และใครไม่ควรกิน

คนที่ห้ามกินแน่ๆ คือใคร ถ้าเราไม่กินข้าว แป้ง น้ำตาลเข้าไป แล้วเราจะใช้ไขมันเป็นหลักในการที่จะเป็นพลังงาน ต้องบอกว่าตับจะเป็นตัวที่จะเปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงาน ถ้าคนๆ นั้นตับไม่ดี อันนี้เดือดร้อนแน่นอน เพราะฉะนั้น ห้ามใช้ในคนไข้ที่มีปัญหาโรคตับ

กลุ่มที่สองเรื่องไต เพราะว่าถ้าใครที่ไตเสื่อม กลุ่มนี้จะกินโปรตีนค่อนข้างเยอะ ก็อาจจะมีปัญหาได้เหมือนกัน

กลุ่มที่สาม คนที่มีปัญหาในเรื่องของการเผาผลาญไขมัน อันนี้ก็จะมีปัญหาในการใช้อาหารพวกคีโตเจนิคแล้วจะรู้ได้อย่างไร พวกกรรมพันธุ์ทั้งหลาย แต่ถ้าไม่รู้จริง ๆ ใครที่มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูงมาก ๆ ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมาก ๆ อันนี้ไม่แนะนำเลย ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งสำหรับกลุ่มนี้ก็คือ จะต้องใช้ไขมันค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้น คนที่มีปัญหาเรื่องการบีบตัวของลำไส้ ท้องอืดง่าย ๆ มีกรดไหลย้อน อันนี้ต้องระวัง เพราะว่าอาจจะทำให้อาการกำเริบได้

ฝากถึงคนที่กำลังต่อสู้กับการลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้

สำหรับคนที่อยากจะใช้ Ketogenic Diet ในการลดน้ำหนัก สิ่งที่จะต้องบอกก็คือ Ketogenic Diet ไม่ใช่แค่อดข้าว เคยมีคนไข้บอกว่าไม่กินข้าว แต่ยังคงกินน้ำหวาน กินไอศกรีม และผลไม้ แบบนี้ไม่ช่วยเลย

สิ่งที่จะต้องลดคือ ต้องลดกลุ่มที่เป็นคาร์โบไฮเดรตทั้งหมดให้ลดลง ซึ่งจริง ๆ แล้วจะต้องกินน้อยกว่าประมาณ 20-50 กรัมต่อวัน แต่สามารถจะกินไขมันเพิ่มขึ้นได้ สิ่งที่จะต้องระวังก็คือ จะต้องกินไขมันที่ดี ไม่ใช่กินไขมันอะไรก็ได้

แล้วในกลุ่มของคนที่อาจจะมีปัญหา เช่น คนไข้โรคตับ โรคไต หรือว่ามีไขมันในเลือดผิดปกติ อันนี้เวลารับประทานอาจจะต้องมีการติดตาม

อีกกลุ่มหนึ่งคือ เบาหวาน ถ้าใครที่เป็นเบาหวาน แล้วอยากจะใช้ Ketogenic Diet ข้อที่ต้องระวังเรื่องของยาที่ใช้ อาจจะต้องไปปรับเรื่องของยา เพราะฉะนั้น แนะนำให้ไปคุยกับคุณหมอที่รักษาอยู่

ที่มา : พบหมอรามาฯ

รู้ลึกเรื่อง ‘ข้าวเหนียว’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628858

วันที่ 21 ก.ค. 2563 เวลา 07:07 น.รู้ลึกเรื่อง ‘ข้าวเหนียว’แปลกใจไหม ทำไมข้าวเหนียวจึงเหนียว? กินแล้วอิ่มนานกว่า ช่วยให้รู้สึกร่าเริงสดใส..เกี่ยวอะไรด้วย? พร้อมส่อง 8 คุณประโยชน์ของข้าวเหนียวที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน

คนไทยนอกจากจะบริโภคข้าวเจ้าเป็นอาหารหลักแล้ว ยังมี “ข้าวเหนียว” ที่ได้รับความนิยมในการบริโภครองลงมา แม้ในอดีตคนทางภาคอีสานของไทยจะปลูกและกินข้าวเหนียวกันมากที่สุด แต่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง หรือภาคใต้ ต่างก็ชื่นชอบและกินกันไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะกับเมนูหมูปิ้ง ส้มตำ ไก่ย่าง ที่ต้องมีข้าวเหนียวให้เห็นคู่ทุกทีเชียวละ นอกจากนี้ ข้าวเหนียวยังมีถูกใช้เป็นส่วนผสมในขนมต่างๆ อย่างข้ามต้มมัด ข้าวเหนียวมะม่วง ข้ามต้มลูกโยน ข้าวหลาม เป็นต้น

ไขข้อสงสัย ทำไมข้าวเหนียวถึงเหนียว?

หลายคนคงแปลกใจว่า ทำไมข้าวเหนียวจึงเหนียว ไม่เหมือนกับข้าวเจ้า  คำตอบก็คือแม้ข้าวทั้งสองประเภทจะให้คาร์โบไฮเดรตเหมือนกัน แต่ความแตกต่างอยู่ที่โมเลกุลในข้าวทั้ง 2 ชนิดแตกต่างกัน โดยเมล็ดข้าวเหนียวมีโมเลกุลที่เรียกว่า “อะมิโลเพคติน” (amylopactin) เป็นโครงสร้างแบบกิ่ง และมีพันธะไกลโคไซด์ชนิดแอลฟา 1,4 และ 1,5 เกาะอยู่

ส่วนเมล็ดข้าวเจ้ามีโมเลกุล “อะมิโลส” (amylose) ที่เป็นโครงสร้างแบบเส้นตรง และมีพันธะไกลโคไซด์ชนิดแอลฟา 1,4 เพียงชนิดเดียว และด้วยโครงสร้างแบบกิ่งในข้าวเหนียวที่มีความเป็นระเบียบน้อยกว่าแบบเส้นตรงในข้าวเจ้านี่เอง ที่ทำให้ข้าวเหนียวสามารถอุ้มน้ำได้ดีกว่า และพองตัวได้มากกว่า ทำให้ข้าวเหนียวมีความเหนียวนุ่มกว่าข้าวเจ้านั่นเอง

6 พันธุ์ข้าวเหนียวที่นิยมของคนไทย

  1. ข้าวเหนียวพันธุ์เขี้ยวงู ลักษณะเด่นของพันธุ์นี้คือมีเมล็ดเรียวเล็ก คล้ายเขี้ยวงู เมื่อหุงแล้วจะขึ้นหม้อ สีขาวมันวาว เกาะตัวเหนียวแต่ไม่เละ ให้รสสัมผัสนุ่มและหอม เหมาะนำไปทำขนมหวานจำพวก ข้าวเหนียวมูน ข้าวหลาม ข้าวเหนียวเขี้ยวงูถูกขนานนามให้เป็น “ราชาของข้าวเหนียว” เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมของจังหวัดเชียงราย นิยมปลูกทางตอนเหนือ โดยเฉพาะ อ. แม่จัน จ. เชียงราย
  2. ข้าวเหนียวพันธุ์สันป่าตอง เป็นข้าวเหนียวนาปี ลักษณะเด่นของพันธุ์นี้คือปลูกง่าย ให้ผลผลิตดี ต้านทานต่อโรคและแมลง สามารถปลูกได้ในสภาพดินเค็ม จึงปลูกได้ทุกพื้นที่ สำหรับเมล็ดข้าวเมื่อหุงแล้วจะมีความเหนียวนุ่ม เมล็ดสวย อร่อย ต้นกำเนิดเกิดจากสถานีทดลองสันป่าตอง จ. เชียงใหม่
  3. ข้าวเล้าแตก มีชื่อเรียกมาจากตำนานที่ว่า มีผู้เฒ่าคนหนึ่งขยันปลูกข้าวมาก เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวได้ก็นำไปเก็บในยุ้งฉาง หรือเล้าข้าว เก็บมากจนแน่น จนเล้าแตกในที่สุด คนจึงเชื่อว่าพันธุ์ข้าวชนิดนี้ให้ผลผลิตมากจนทำให้เล้าแตก ลักษณะของเมล็ดข้าวใหญ่ป้อม รวงยาว เมื่อนำไปหุงจะได้ข้าวเหนียวที่เหนียวนุ่ม มีกลิ่นหอม รสหวานน้อย นิยมไปกลั่นทำเป็นเหล้า สำหรับข้าวพันธุ์เล้าแตกเป็นเป็นข้าวเหนียวประจำถิ่นอีสาน มีกำเนิดมาจาก จ. นครพนม
  4. ข้าวเหนียวแดงใหญ่ เรียกว่าเป็นสุดยอดข้าวเหนียวสำหรับทำขนม ที่เป็นเช่นนั้นเพราะคุณสมบัติที่โดดเด่นของข้าวเหนียวแดงใหญ่ในเรื่องของความหอม นุ่ม อร่อย นิยมปลูกมากในภาคอิสานและภาคเหนือ เป็นพันธุ์ที่ปลูกง่าย ให้ผลผลิตสูง อีกทั้งรวงใหญ่ และต้านทานโรคได้ดี
  5. ข้าวก่ำล้านนา คือข้าวที่มีสีดำ และเป็นข้าวที่ถูกปลูกใน 8 จังหวัดทางภาคเหนือ (ล้านนา) ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ แม่ฮ่องสอน นอกจากข้าวก่ำล้านนาจะอุดมไปด้วยสารอาหาร และโภชนาการ จนกลายเป็น สุดยอดอาหาร ต้านทานอนุมูลอิสระ และยับยั้งโรคมะเร็งได้แล้ว ยังถือเป็นพันธุ์ข้าวที่มีกลิ่นหอม สามารถดึงดูดแมลงได้ดี จึงนิยมปลูกแซมกับข้าวชนิดอื่นๆ เพื่อรักษา ป้องกันแมลงไม่ให้ไปตอนข้าวขาวในนาข้าว จึงเป็นที่มาของการตั้งให้ข้าวก่ำล้านนาเป็นพญาของข้าวทั้งหลาย
  6. ข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์ จากชื่อของพันธุ์ข้าวหลายคนคงคิดว่ามีถิ่นกำเนิดมาจากจังหวัดเพชรบูรณ์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์เป็นข้าวพื้นเมืองของชาวไทยภูเขา (เผ่าม้ง) ในเขตทางภาคเหนือ อ.พบพระ จ.ตาก ลักษณะเด่นของข้าวพันธุ์นี้คือมีสีดำคล้ายกับข้าวก่ำ ซึ่งมีความเหนียวนุ่ม หอม อร่อย ยิ่งเคี้ยวยิ่งได้ความหนึบ ความมันอร่อย จนทำให้ภรรยาที่หุงข้าวพันธุ์นี้ไว้รอสามีกลับมาทานข้าวเย็นพร้อมกัน รอไปรอมา สามีไม่กลับมาเสียที ภรรยาหิวเลยทานก่อน ยิ่งทานยิ่งเพลินเพราะความอร่อย สุดท้ายทานจนหมด จึงเป็นที่มาของชื่อ “ข้าวไร่ลืมผัว” นั่นเอง

คุณค่าและโภชนาการในข้าวเหนียว

ข้าวเหนียวนั้นมีทั้งความเหนียว ความมัน และรสชาติที่อร่อย แล้วทราบหรือเปล่าว่ามีประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการอยู่มากทีเดียว สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดคือ ข้าวเหนียวให้พลังงานมากกว่าข้าวสวยธรรมดา เรากินข้าวเหนียวเพียง 1 ทัพพี จะสามารถให้พลังงานแก่ร่างกายเท่ากับการกินข้าวสวย 2 ทัพพี การกินข้าวจึงทำให้รู้สึกอิ่มท้องนาน

นอกจากนี้ ก็อุดมด้วยสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ อาทิ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินอี ธาตุเหล็ก และกรดโฟลิก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะข้าวเหนียวดำจะยิ่งมีสารอาหารมากกว่าข้าวเหนียวขาว ในข้าวเหนียวดำมีสารสำคัญอย่าง “โอพีซี (OPC)” ซึ่งเป็นสารที่สามารถพบได้ในองุ่นดำ องุ่นแดง แอปเปิลแดง ชมพูมะเหมี่ยว ลูกหว้า ถั่วแดง ถั่วดำ หอมแดง มะเขือม่วง มันสีม่วง เป็นต้น มีคุณสมบัติช่วยชะลอความเสื่อมถอยของร่างกายได้ดี ช่วยบำรุงร่างกายและป้องกันโรคได้หลายโรค ที่สำคัญคือส่งผลดีต่อจิตใจเพราะจะช่วยให้มีอารมณ์ที่สดใสร่าเริงได้ด้วย

8 คุณประโยชน์ของข้าวเหนียวที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน

  1. ข้าวเหนียวมีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง และมีคุณสมบัติที่ให้พลังงานสูง ทำให้อิ่มท้องได้นาน จะเห็นได้ว่าคนทางภาคอีสานหรือคนที่ต้องใช้แรงในการทำงานหนักจะชอบกินข้าวเหนียวกันมาก
  2. ข้าวเหนียวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของกระเพาะอาหาร รักษาสมดุลและให้ความชุ่มชื้นภายในกระเพาะอาหาร
  3. ข้าวเหนียวเป็นอาหารที่กินแล้วให้ความรู้สึกผ่อนคลายและคลายเครียด ไม่หิวง่าย ทำให้จิตใจสงบ และสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างสดใสร่าเริง
  4. ข้าวเหนียวมีสรรพคุณช่วยชะลอความแก่ก่อนวัย ช่วยให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายไม่เสื่อมถอยไปก่อนเวลาอันควร และบำรุงผิวพรรณให้เนียนใสขึ้น
  5. ข้าวเหนียวมีโปรตีนเช่นเดียวกับข้าวเจ้า ซึ่งมีประโยชน์ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย รวมทั้งช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายด้วย
  6. ข้าวเหนียวมีสรรพคุณขับลมในร่างกาย ช่วยบำรุงเลือดลม และมีฤทธิ์อุ่นจึงยังช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายจากอากาศที่หนาวเย็นได้ดี
  7. ธาตุเหล็กและกรดโฟลิกในข้าวเหนียวจะช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ทำให้เม็ดเลือดมีความสมบูรณ์
  8. ข้าวเหนียวมีวิตามินอีที่จะช่วยบำรุงการทำงานของระบบประสาทและสมอง ช่วยป้องกันอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ และป้องกันปัญหาวุ้นนัยน์ตาเสื่อมได้