ภาวะสายตายาวตามวัย เมื่ออายุเข้าใกล้เลข 4 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628784

วันที่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 11:55 น.ภาวะสายตายาวตามวัย เมื่ออายุเข้าใกล้เลข 4จับพิรุธ 4 สัญญาณเตือน “ภาวะสายตายาวตามวัย” เรื่องใกล้ตัวที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ใช่โรคภัย และไม่สามารถป้องกันได้

บางครั้งเราอาจไม่รู้ว่าตนเองกำลังมีความผิดปกติทางสายตา แม้ก่อนหน้านี้จะไม่เคยมีปัญหาสายตาใดๆ เลยก็ตาม แต่เมื่ออายุเข้าใกล้เลข 4 คุณก็อาจเผชิญกับ “ภาวะสายตายาวตามวัย” ได้เช่นกัน คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าสายตายาวและสายตาคนแก่คือเรื่องเดียวกัน แต่แท้ที่จริงนั้นไม่ใช่เลย วันนี้เอสซีลอร์ ผู้นำระดับโลกทางด้านการแก้ไขปัญหาสายตาจะมาบอกเล่าข้อมูลที่ถูกต้องพร้อมระบุถึงสัญญาณเตือนต่าง ๆ เพื่อให้คุณสามารถดูแลรักษาสุขภาพดวงตาได้อย่างถูกวิธี

ภาวะสายตายาวมีด้วยกัน 2 ประเภท

โดยประเภทแรกคือ สายตายาวแต่กำเนิด มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม หากคุณมีปัญหาสายตายาว เป็นไปได้สูงที่คนในครอบครัวก็จะมีปัญหานี้เช่นเดียวกัน สาเหตุหนึ่งของภาวะสายตายาวแต่กำเนิดเกิดจากความยาวของลูกตาสั้นกว่าปกติ ทำให้มองเห็นไม่คมชัด เพราะแสงไปตกกระทบด้านหลังจอตาแทนที่จะตกลงบนจอประสาทตา

อีกประเภทที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เกือบทุกท่านต้องเผชิญคือ ภาวะสายตายาวตามวัย โดยจะเริ่มสังเกตอาการได้เมื่ออายุเข้าใกล้ 40 ปี ซึ่งอาจเริ่มช้าและเร็วได้ต่างกัน อาการต่างๆ จะยิ่งปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเลนส์แก้วตาเกิดการแข็งตึงขึ้นจากการเสื่อมตามธรรมชาติ ทำให้มีปัญหาในการปรับโฟกัสและมองวัตถุระยะใกล้ได้ไม่ชัดเจนเหมือนเคย เพราะความยืดหยุ่นของเลนส์ตาลดลงนั่นเอง

เราสามารถสังเกตได้จากอาการเตือน 4 ข้อ ดังต่อไปนี้

1. ปวดศีรษะ อาจรู้สึกไม่สบายตาหรือปวดศีรษะเมื่อใช้สายตาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเมื่อต้องเพ่งมองสิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ เป็นเวลานาน เช่น การอ่านหนังสือ เย็บผ้า ถักนิตติ้ง วาดรูป เป็นต้น

2. ตาล้าหรือเมื่อยตา เนื่องจากดวงตาต้องพยายามที่จะโฟกัสภาพระยะใกล้ให้ชัดเจน ทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าของดวงตาจนไม่สามารถปรับโฟกัสได้ และบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย

3. มองใกล้ไม่ชัด ต้องหรี่ตาเพ่งมองให้เห็นรายละเอียดของวัตถุในระยะใกล้ เริ่มมีปัญหาในการอ่านหนังสือหรือตัวเลขตัวเล็ก ๆ ในระยะช่วงแขนประมาณ 1 ฟุต จึงต้องถือห่างออกไปไกลขึ้น หรือยืดแขนช่วยจึงจะมองเห็นชัดขึ้น

4. มองไม่ชัดในที่แสงน้อย บางคนต้องการแสงสว่างมากกว่าคนทั่วไปในการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ อาการเช่นนี้จะเกิดชัดเจนขึ้นเมื่อเข้าสู่ภาวะสายตายาวตามอายุ

การแก้ปัญหาภาวะสายตายาวตามอายุ มี 2 วิธีหลักๆ ได้แก่

1. การรักษาที่ง่ายดาย รวดเร็ว และปลอดภัยที่สุด คือการสวมแว่นสายตาตามที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสายตาสั่ง เพราะช่วยให้คุณมองเห็นชัดเจนขึ้นทันทีโดยไม่ต้องผ่าตัด ปัจจุบันมีนวัตกรรมเลนส์ที่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้แบบจบครบในแว่นอันเดียวนั่นคือ เลนส์โปรเกรสซีฟ (Progressive) เลนส์ไร้รอยต่อที่ทำให้มองเห็นคมชัดในทุกระยะได้ย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อแก้ปัญหาของผู้มีภาวะสายตายาวตามวัยที่ต้องพกแว่นตาหลายอัน และคอยสลับใช้ ระหว่างการมองระยะใกล้และไกล บางคนอาจใช้แว่นอ่านหนังสือเมื่อมองใกล้และใช้วิธีมองลอดเลนส์เพื่อมองไกล และสำหรับคนที่มีสายตาสั้นอาจต้องถอดแว่นเมื่อมองใกล้ซึ่งไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมใดล้วนทำให้เสียบุคลิกภาพ เลนส์โปรเกรสซีฟ จึงเป็นวิธีแก้ไขปัญหาให้ท่านที่ต้องการค่าสายตาหลายค่าบนเลนส์เดียว ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและสะดวกสบาย โดยไม่ต้องคอยสลับแว่นตาให้ยุ่งยาก

2. การผ่าตัดดวงตาเพื่อแก้ไขปัญหาการหักเหของแสง โดยจะเป็นการแก้ไขรูปร่างของกระจกตา พื้นผิวของดวงตา และปรับการโฟกัสของดวงตาที่ต้นเหตุของสายตายาวแต่กำเนิด ไม่แนะนำให้ใช้วิธีการผ่าตัดในการแก้ไขสายตายาวตามวัยเพราะ ค่าสายตาจะเปลี่ยนได้ตลอดตามอายุที่มากขึ้น จึงไม่ใช่การแก้ไขปัญหาในระยะยาว เพราะไม่สามรถผ่าตัดทุกๆครั้งที่ค่าสายตาเปลี่ยนแปลง

ปัญหาสายตายาวตามวัยสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เราจึงควรสังเกตตัวเองเมื่อถึงเวลาที่สายตามีการเปลี่ยนแปลงและรีบแก้ไขทันที เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตและสนุกกับทุกกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ทว่า หลายคนยังรู้สึกไม่มั่นใจในการเลือกเลนส์สายตา ทั้งยังเข้าใจผิดว่าเลนส์โปรเกรสซีฟมีราคาสูงและไม่พิจารณาเลือกซื้อ ทั้งที่เลนส์โปรเกรสซีฟถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและช่วยถนอมสุขภาพดวงตาของคุณในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสะดวกรวดเร็วที่สุด

.

ที่มา  เอสซีลอร์

5 ไลฟ์สไตล์คนเมืองกับการนวดที่ตรงใจใช่ที่สุด!!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/628783

วันที่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 11:40 น.5 ไลฟ์สไตล์คนเมืองกับการนวดที่ตรงใจใช่ที่สุด!!!ใครจะไปคิดว่าการนวดจะช่วยเพิ่ม Productivity และ Creativity ในการทำงาน ส่องประโยชน์ “การนวด” ที่ให้มากกว่าความสบาย พร้อมเช็กลิสต์ 5 สไตล์นวดแบบไหนที่ใช่สำหรับเรา

เคยคิดบ้างไหมว่า…เราใช้ร่างกายแบบใจร้ายเกินไปหรือเปล่า?

วิถีชีวิตแบบคนเมืองทำให้ร่างกายของเราใกล้ชิดกับความเครียดแบบหายใจรดต้นคอ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการทำงานที่ต้องกดดันตลอดเวลา การเผชิญรถติดอยู่บนถนนหลายชั่วโมง เบียดเสียดในรถสาธารณะ มลภาวะที่ไม่สดชื่น ไม่มีเวลาออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งไม่มีเวลาไปสังสรรค์กับเพื่อน ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่ทำให้หลายเมืองใหญ่ติดอันดับเมืองที่เครียดที่สุดในโลก รวมถึงกรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น การแบ่งเวลาทำงานและพักผ่อนอย่างสมดุลจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจ แต่การพักผ่อนแบบฉบับคนกรุงฯ ที่เร่งรีบและไม่ค่อยมีเวลานั้น “การนวด” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการพักผ่อนที่ช่วยลดความเครียดทั้งด้านร่างกายและจิตใจได้เป็นอย่างดี ไม่แพ้การไปฟังเสียงคลื่นที่ทะเล หรือการไปสูดอากาศบริสุทธิ์บนภูเขาเลยทีเดียว

นวดเพิ่ม Productivity และ Creativity ในการทำงาน

“การนวด” ซ่อนพลังอันลึกลับของกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสเปรย์กับน้ำหนักนวดที่พอดีมือจะนำเข้าสู่ภวังค์ความผ่อนคลายให้ร่างกายลดการหลั่งคอร์ติซอล (Cortisol) หรือสารแห่งความเครียดไม่ให้มีมากจนเกินไป ซึ่งจะหลั่งเมื่อพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเมื่อเกิดภาวะเครียด นอกจากนี้การนวดยังกระตุ้นเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ช่วยบรรเทาอาการวิตกกังวล และเซโรโทนิน (Serotonin) สารที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก และอารมณ์ แถมยังมีส่วนช่วยเรื่องการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ ให้ตื่นขึ้นมาพร้อมสมองที่ปลอดโปร่ง ส่งผลต่อสุขภาพจิตให้พร้อมลุยทุกบททดสอบระหว่างวัน เพราะไม่ว่าจะใช้ชีวิตรูปแบบใด ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าร่างกายต้องการพักผ่อน ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนได้ให้รางวัลกับร่างกายตัวเอง บทความนี้จึงรวมการนวดที่เหมาะกับคนเมืองแต่ละไลฟ์สไตล์มาให้แล้ว

สำหรับผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้ไม่ควรนวด!!

  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือมีบาดแผล
  • ผู้ที่มีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ หรือมีอาการปวดเมื่อยมากเกินไป
  • ผู้ที่มีไข้สูงเกิน 38.5 องศา
  • สตรีมีครรภ์ และสตรีมีรอบเดือน

สไตล์นวดแบบไหนที่ใช่ สำหรับ 5 ไลฟ์สไตล์คนเมือง

คนที่ไม่เคยนวดมาก่อนนวด

ครั้งแรกไม่แปลกถ้าเขินอาย หรือจะรู้สึกจั๊กจี้เมื่อมีคนมาแตะเนื้อต้องตัว แต่ถ้าอยากให้ชัวร์ว่าจะไม่มีอาการเหล่านี้ แนะนำให้ประเดิมด้วยโปรแกรม “นวดเท้า” และ “นวดคอ บ่า ไหล่” ที่มีการสัมผัสเฉพาะจุดที่เปิดเผย แถมยังเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการแก้อาการปวดเฉพาะจุดที่อาจเป็นผลมาจากการทำกิจกรรมระหว่างวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง นั่ง หรือนอน โดยการนวดเท้า และคอ บ่า ไหล่เป็นการปรับร่างกายในขั้นเริ่มต้นเพื่อให้ชินกับการนวด

พนักงานออฟฟิศและฟรีแลนซ์

พนักงานออฟฟิศใช้เวลาอย่างมาก 8 ชั่วโมงต่อวันไปกับการนั่งติดเก้าอี้ แทบไม่ได้ลุกออกจากโต๊ะทำงาน จนอาจทำให้เกิดอาการเกร็งคอ บ่า และไหล่ ดีไม่ดีจะทำให้เกิด “พฤติกรรมเนือยนิ่ง” (Sedentary Lifestyle) ที่อาจนำเราไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้อีกด้วย หรือแม้แต่สายอาชีพที่ต้องยืนหรือเดินทางบ่อย ทำให้เท้าต้องทำหน้าที่อย่างหนักหน่วง รับน้ำหนักของร่างกายตลอดทั้งวันจึงเหมาะกับ “นวดทุกจุด (เท้า แขน มือ คอ บ่า ไหล่ ศีรษะ)” ซึ่งเป็นการนวดสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกนอนเพื่อนวดทั้งตัว ไม่ชอบการนอนคว่ำ และเหมาะสุดๆ สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องนั่งทำงานไปพร้อมกับการนวด ด้วยเทคนิคการนำการนวดเฉพาะจุดมาไว้รวมกันจึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของหนุ่มสาวออฟฟิศและฟรีแลนซ์ที่ต้องยืน หรือนั่งอยู่ในท่าเดิมตลอดเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการนวดกดจุดสะท้อนเท้า (Foot Reflexology) ที่เป็นอวัยวะรองรับน้ำหนักตัว และเป็นศูนย์รวมของปลายประสาท จะช่วยสร้างความสมดุลและสนับสนุนการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ “การนวดคลายเส้นและกล้ามเนื้อด้วยน้ำมัน (Tension Release Massage)” เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับการยืดกล้ามเนื้อทั้งตัวของพนักงานออฟฟิศและฟรีแลนซ์ด้วยเทคนิคผสมผสาน (2 in 1 treatment) ระหว่างการนวดไทย และการใช้น้ำมันนวดเพื่อยืดกล้ามเนื้อหลัง ลดอาการตึงของกล้ามเนื้อ ปรับบุคลิกภาพไม่พึงประสงค์ที่มาจากท่านั่งที่ผิดวิธีให้ดีขึ้น ร่วมกับกลิ่นหอมช่วยผ่อนคลายขณะนวดอีกด้วย

สายฟิตติดออกกำลังกาย

รักการออกกำลังเป็นชีวิตจิตใจ ยอมเสียเหงื่อให้กีฬาเพื่อแลกมาด้วยกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ คนกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่ใช้กล้ามเนื้อหนักที่สุดกว่าทุกกลุ่ม และมีแนวโน้มที่จะเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้ง่ายในช่วงเริ่มต้นเล่นกีฬา หรือช่วงที่เว้นระยะเวลาจากการเล่นกีฬาไปนาน ดังนั้นจึงควรนวดเพื่อสร้างความผ่อนคลายในช่วงก่อนหรือหลังการออกกำลังกาย ด้วยลักษณะออกแรงมากเป็นพิเศษจาก “นวดไทย” ที่ใช้เทคนิคการนวดกดจุดกับการยืดกล้ามเนื้อทั้งตัว และ “นวดคลายเส้นและกล้ามเนื้อด้วยน้ำมัน” อย่างไรก็ตามหากมีอาการบาดเจ็บทางกล้ามเนื้อหรือมีอาการปวดมากเกินไป ควรหลีกเลี่ยงการนวด

ชาวคาเฟ่ ฮอปเปอร์ และนักช้อป

หลงไหลในความสวยงาม หลงรักในความสุนทรีย์ พร้อมใช้เวลาที่มีไปกับคาเฟ่ทั่วทุกที่ แน่นอนว่าเท้าซึ่งเป็นศูนย์รวมน้ำหนักทุกส่วนของร่างกายต้องรับบทหนักที่สุดด้วยการเดินตลอดทั้งวัน อีกทั้งแขน มือ และคอ บ่า ไหล่ที่ทำหน้าที่แบกถุงช้อปปิ้งไปพร้อมกับพิมพ์แคปชั่นลงรูปบนโซเชียลมีเดีย การนวดที่ใช่สำหรับสายนี้จึงเป็น “นวดไทย” และ “นวดทุกจุด (เท้า แขน มือ คอ บ่า ไหล่ ศีรษะ)” ด้วยรูปแบบการนวดที่ปราศจากน้ำมัน ทำให้ไม่มีกลิ่นน้ำมันนวดผสมกับกลิ่นโคโลญจน์หรือน้ำหอม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการนวดระหว่างรอนัดแล้วไปเดินชิคๆ ต่อกับเพื่อน หรือจะเลือกปิดจ๊อบสำหรับการทัวร์คาเฟ่และช้อปปิ้งด้วย “นวดคลายเส้นและกล้ามเนื้อด้วยน้ำมัน” ให้ได้ยืดกล้ามเนื้อทั่วทั้งตัวพร้อมกลิ่นหอมจากน้ำมันนวด สร้างความสุนทรีย์ให้ประทับใจได้ไม่แพ้การทัวร์คาเฟ่เลยทีเดียว

คุณแม่หลังคลอด

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณแม่หลังคลอดมักต้องใช้เวลาตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อดูแลลูกน้อย จนไม่ได้พักผ่อน แม้แต่เวลาที่จะเอนตัวนอนก็แทบไม่มี ต้องประสบกับอาการปวดหลังจากการอุ้มน้อง ปวดตามข้อต่อ ปวดก้นกบ หรือส่วนต่างๆ ของร่างกายที่เป็นอาการข้างเคียงหลังการคลอด เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณแม่จึงเป็น “นวดทุกจุด (เท้า แขน มือ คอ บ่า ไหล่ ศีรษะ)” ที่ไม่จำเป็นต้องนอนลงเพื่อนวดทั้งตัว เพียงแค่นั่งในท่าสบาย พร้อมดูแลลูกน้อยไปด้วย พนักงานนวดก็สามารถนวดได้ทั้งเท้า แขน มือ คอ บ่า ไหล่ และศีรษะเพื่อบรรเทาอาการปวดและสร้างความผ่อนคลายให้คุณแม่ได้

ใครกำลังปวดเมื่อย ปัจจุบันมีบริการนวดถึงที่ ไม่ว่าเป็นที่บ้านหรือออฟฟิศแบบไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง โดย Wongnai Massage at Home จะเป็นคนเมืองไลฟ์สไตล์ไหนก็สามารถนวดได้ แค่กดจองได้แล้วผ่านแอป Wongnai หรือคลิก https://wongn.ai/v6jt4

โอกาสกลับมาของธุรกิจหากโควิดระบาดซ้ำ องค์กรจะรับมืออย่างไร? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/628770

วันที่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 06:30 น.โอกาสกลับมาของธุรกิจหากโควิดระบาดซ้ำ องค์กรจะรับมืออย่างไร?ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล เผยทางออกสถานการณ์หลังโควิด 19 ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน เป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดขององค์กร

ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน เผยการรับมือกับปัญหาไวรัสโควิด 19 เชิงองค์รวม : ฉากทัศน์การพัฒนาศักยภาพเชิงรุกเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน

เพราะโลกเปลี่ยนแปลงทุกขณะ ธุรกิจจึงมีความเสี่ยงองค์กรจึงต้องปรับตัวเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการแข่งขันเชิงรุก ด้วยการสร้างฉากทัศน์อย่างเป็นองค์รวมประกอบด้วยการ

  1. พัฒนาความสามารถในการนำตนเอง
  2. พัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนและสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ
  3. พัฒนาทีมงานที่เข้มแข็งอย่างมีพลังร่วม
  4. พัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงนำองค์กรให้ไปในแนวทางเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว

ปัญหาคืออะไร เพราะโลกไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน และคลุมเครือ นำมาซึ่งความท้าทาย ผลกระทบจากไวรัสโควิค 19 สร้างความปั่นป่วนในทุกภาคส่วนธุรกิจ ทุกระดับโดยเฉพาะ SME อันเป็นฐานรากของเศรษฐกิจของประเทศที่อ่อนแรงลงอย่างมาก ผู้ประกอบการจะหยุดชั่วคราวต่อดีหรือเลิกกิจการไปเลย เพราะการชดเชยต่างกัน แรงงานมีแนวโน้มถูกเลิกจ้างพุ่ง คนตกงานเพิ่มอย่างน่าห่วง บัณฑิตจบใหม่อีก 5 แสนอาจว่างงาน

ประเด็นความท้าทายขณะนี้กำลังลุ้นว่าหลังกรกฎาคม ธุรกิจจะกลับมาบ้างได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ โอกาสการกลับมาระบาดซ้ำอย่างที่เกิดในหลายพื้นที่ทั่วโลกหากเกิดขึ้นจริง จะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงขึ้น แล้วรัฐและองค์กรธุรกิจจะรับมืออย่างไร

ทางออกสถานการณ์หลังโควิด 19 ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน เป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดขององค์กร และเราต่างตระหนักดีว่าการปรับตัวคือคำตอบ แต่ต้องมิใช่ปรับเพื่ออยู่รอดไปวันๆ แต่ต้องเป็นไปเพื่อสร้างความมั่นคงยั่งยืนในระยะยาวในการปรับตัวเพื่อรับมือกับปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เราจำเป็นต้องสร้างฉากทัศน์ในอนาคตเพื่อสร้างภาพความเข้าใจที่มีต่อความท้าทายนั้นๆ ที่ชัดเจน เพื่อยกระดับความสามารถด้านการแข่งขันเชิงรุกฉากทัศน์ที่ว่านี้ต้องประกอบด้วยมิติชีวิตต่างๆ อย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุม จิตใจ ปัญญา อารมณ์ และภาวะผู้นำ

มิติด้านจิตใจ เมื่อพูดถึงจิตใจฐานรากคือ “กรอบความคิด” โดยมีมุมมองที่ต้องพิจารณา ดังนี้

ประการแรก เราต้องเข้าใจว่ากรอบความคิดคือปัจจัยฐานรากชีวิตของบุคคล มันเป็นแหล่งที่มาศักยภาพภายในในรูปของแรงบันดาลใจ ทัศนคติ ค่านิยม และความเชื่อ อันจะเป็นตัวสร้างแรงขับเคลื่อนภายในให้แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมที่สะท้อนว่าบุคคลนั้นมีศักยภาพเพียงใด บุคคลจึงควรตระหนักว่า การพัฒนาขีดความสามารถเชิงรุกนั้นต้องมิใช่เพียงแค่การปรับแต่งพฤติกรรมอย่างฉาบฉวย แต่มันต้องเป็นการเปลี่ยนที่ฐานรากชีวิต นั่นคือ กรอบความคิด

ประการที่สอง กรอบความคิดเปลี่ยนได้ กรอบความคิดเป็นของตนเอง ดังนั้น การปรับเปลี่ยนใดๆ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอในภาวะยากลำบากที่กำลังเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้าที่หนักหน่วงนั้น บุคคลต้องเข้าใจว่าตนสามารถพลิกฟื้นคืนสภาพกลับมาได้และต้องเป็นตนเองเท่านั้นที่จะพลิกสถานการ์ณกลับมาได้ ไม่มีใครอื่น หากตนไม่เปลี่ยนแล้ว ใครจะเปลี่ยนเมื่อตนเปลี่ยนได้ ก็สามารถสร้างการนำตนเองได้ หากนำตนเองได้ ก็เล่นเชิงรุกได้

ประการที่สาม ต้องปรับมุมมองที่มีต่อปัญหาเสียใหม่ว่าปัญหาคือธรรมชาติที่ท้าทาย มิใช่ภาระเพราะไม่ว่าเราจะทำอะไร ไม่ว่าเราจะมีความสามารถเพียงใด ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่เป็นไปตามที่คาดหวังเสมอไป มันย่อมต้องมีช่องว่างเพื่อการปรับปรุงและการเรียนรู้เพื่อการเติบโต อีกทั้งยังมีความท้าทายใหม่ๆ เข้ามาเสมอ การเล่นเชิงรุกจึงเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าอาจมีความท้าทายอะไรใหม่ๆ เข้ามาอีกแล้วสร้างฉากทัศน์เพื่อการเตรียมตัวเพื่อลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสจากความท้าทายนั้นๆ

มิติด้านปัญญา ในการแก้ปัญหาบุคคลต้องมีปัญญา ฐานรากของปัญญาคือ “มุมมองเชิงระบบ” กล่าวคือ ปัญญาใดๆ ย่อมเกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบยิ่งไปกว่านั้น ในการแก้ปัญหาเชิงรุก บุคคลจำเป็นต้องใช้ระดับปัญญาที่สูงกว่าตอนที่ปัญหานั้นถูกสร้างขึ้นมานั่นหมายความว่า ในการรับมือกับความท้าทายเชิงรุก เราจำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ใหม่ๆ ขึ้นมาที่เหนือกว่าเดิมและนวัตกรรมทางความคิดดังกล่าวต้องมาจากการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่างนอกจากนี้ เพราะธรรมชาติของปัญหาต่างๆ นั้นซับซ้อนและทับซ้อนกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้การรับมือกับความท้าทายต่างๆ อย่างยั่งยืนจึงต้องพัฒนาระดับปัญญาที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก นั่นคือการมองภาพเชิงองค์รวมกล่าวคือ ต้องเห็นความจริงว่า ทุกปัญหามันเป็นระบบซ้อนระบบ องค์รวมซ้อนองค์รวมทุกปัญหาเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันทั้งในระดับเดียวกันและในระดับที่สูงกว่าและต่ำกว่า

มิติด้านอารมณ์ เมื่อพูดถึงอารมณ์ ฐานรากของอารมณ์คือ “ตัวตน” ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมายในการพัฒนาขีดความสามารถเชิงรุก บุคคลต้องมีความมั่นคงทางอารมณ์ ความมั่นคงทางอารมณ์มักแสดงออกมาในรูปของความเชื่อมั่น ความเข้มแข็ง หนักแน่น มีภูมิต้านทาน ไม่หวั่นไหว อดทน ยืนหยัด และรู้ว่าจะโต้ตอบอย่างไรให้เหมาะสมในสถานการณ์ต่างๆ ความมั่นคงทางอารมณ์ดังกล่าวต้องมาจากการเห็นคุณค่าของตนเอง

นอกจากนี้ การพัฒนาเชิงรุกต้องเล่นเป็นทีม ทีมงานจึงต้องมีความเข้มแข็ง ความเข้มแข็งของทีมงานต้องมาจากความเข้าใจกัน ความไว้วางใจ และศรัทธาศรัทธาจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากการเปิดใจกว้างรับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ โดยให้อีกฝ่ายเป็นศูนย์กลาง เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทั้งนี้ ศรัทธาจะเกิดขึ้นได้บุคคลต้องเห็นคุณค่าในความแตกต่าง ในภาวะนี้เท่านั้น ทีมงานจึงสามารถหลอมรวมเป็นหนึ่ง สามารถระเบิดศักยภาพทีมงานเชิงรุกออกมาเป็นพลังร่วมอย่างเป็นหนึ่งเดีย

มิติด้านภาวะผู้นำ ในการเล่นเชิงรุก องค์กรต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำองค์กรให้ไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ ภาวะผู้นำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อตน (ในฐานะผู้นำ) ต้องได้รับการยอมรับจากทีมงานหรือผู้ตามและบุคคลจะยอมรับใครว่ามีภาวะผู้นำ ก็ต่อเมื่อตน (ในฐานะผู้ตาม) ต้องได้รับการยอมรับเสียก่อนนั่นคือ ผู้นำจำเป็นต้องเข้าใจและเห็นคุณค่าและความหมายของความเป็นมนุษย์ภาวะนี้เท่านั้นที่ภาวะผู้นำจึงจะเกิดขึ้นได้“เพราะใครก็ตามเห็นและยอมรับว่าฉันมีค่า ฉันก็เห็นและยอมรับว่าเขามีค่าเช่นกัน”

โลกคือภาวะที่ไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน คลุมเครือ นำมาซึ่งความท้าทายในการรับมือกับภาวะดังกล่าว องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถด้านการแข่งขันเชิงรุกและหนึ่งในยุทธศาสตร์ของการยกระดับศักยภาพดังกล่าวคือ การสร้างฉากทัศน์ที่ฉายภาพไปในอนาคตของการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมท่านในฐานะผู้นำ ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปพัฒนาองค์กรให้มีความมั่นคงยั่งยืนในอนาคตได้อย่างไร

ชิมอาหารโปรตุกีสในแบบของเชฟเนลสัน อะโมริม @ il Fumo #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/628715

วันที่ 19 ก.ค. 2563 เวลา 09:53 น.

ต้องขึ้นต้นเกริ่นมาก่อนเลยว่า รีวิวครั้งนี้คนรักอาหารโปรตุกีสพลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง สำหรับร้าน il Fumo (อิล ฟูโม) อดีตร้านอาหารอิตาเลียนที่เปลี่ยนมาเป็นอาหารสัญชาติโปรตุเกส ร้านอาหารสไตล์ Fine Dining ที่โดดเด่นด้วยกลิ่นอายและอิทธิพลของอาหารโปรตุกีส ทว่า ผสานความเป็นเอเชีย เพิ่มความหรูหราน่าสัมผัสลงไปตามประสบการณ์ที่สั่งสมมาในแบบฉบับของ เชฟเนลสัน อะโมริม (Nelson Amorim) แถมโดดเด่นด้วยการเน้นชูรสชาติของวัตถุดิบเป็นหลัก

ร้านนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ตั้งอยู่ที่ถนนพระราม 4 ตัวร้านรีโนเวทจากบ้านเก่าสมัยศตวรรษที่ 20 มาเป็นร้านอาหารที่ดูกว้างขวางแต่อบอุ่น ด้านในแบ่งออกเป็น 2 โซน คือโซนบาร์ที่เล่นแสงสีสลัวดูน่าค้นหา ส่วนโซนห้องอาหารตกแต่งเรียบหรูดูภูมิฐาน มองเห็นครัวผ่านกระจกบานใหญ่

ซิกเนเจร์เมนูที่มาแล้วต้องลอง เริ่มจาก

Salada de Bacalhau – refreshing starter for our tasting menus Salted Cod Fish Tartare / Coriander / Extra Virgin Olive Oil Ice Cream สลัดปลาคอดสีสันสวยงาม เมนูชูโรงที่สื่อถึงความเป็นอาหารโปตุเกสดั้งเดิม ผ่านกรรมวิธีมากมายทั้งการหมักเกลือ ล้างน้ำ พอกเกลือตลอดหลายวัน ก่อนนำเนื้อปลามาฉีก กินคู่กับซอสผักชีสุดละมุน ตามด้วยโอลีฟออยล์ไอศกรีม รสสัมผัสเย็น ให้ความมันที่แตกต่างจากไอศกรีมที่เคยทาน ตัดรสด้วยบีทรูทและแครอท

Seafood Ravioli with Plankton & Coriander Emulsion เมนูเรียกน้ำย่อยราวิโอลีพาสต้าที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากท้องทะเลและสหร่าย สอดไส้ล็อบสเตอร์ สแกลล็อป เนื้อปู ปลาหมึก ราดด้วยอีมัลชันผักชี

Sous-Vide Pork Tenderlion with Bronte Pistachios & Seasonal mushrooms ซูวีหมูเทนเดอร์ลอยน์เนื้อนุ่มชุ่มฉ่า ราดด้วยพอคซอสสูตรเข้มข้น เสิร์ฟมาพร้อมพีนัทพูเร่ เสน่ห์และอรรถรสความงามเคล้ารสชาติและสัมผัสที่หาได้ยาก

อีกไฮไลท์ของอาหารโปรตุกีสต้องยกให้ Orange ‘Story’ ส้มเจริญสัมพันธไมตรีที่โปรตุเกสนำไปเผยแพร่ในยุคล่าอาณานิคม อุดมด้วยส้ม 4 สไตล์ 4 รสชาติ ทั้งบลอสซั่มแพนาคอตต้าที่หอมกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ แยมส้มผสมเนื้อส้ม ตามด้วยเกล็ดน้ำแข็งอย่างกรานิต้ารสส้ม ปิดท้ายด้วยยูสุเชอเบตรสเข้มข้น หอมหวานอมเปรี้ยวสดชื่นถึงขีดสุด

ร้าน Il Fumo (อิล ฟูโม) อยู่ที่ถนนพระราม 4 ใกล้ทางลงทางด่วน ร้านเปิดทุกวัน สอบถามโทร. 0-2286-8833 หรือที่ https://www.facebook.com/ilfumobkk

7 จุดเครื่องใช้ไฟฟ้าเช็กให้ชัวร์ก่อนใช้ เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/628706

วันที่ 19 ก.ค. 2563 เวลา 07:00 น.7 จุดเครื่องใช้ไฟฟ้าเช็กให้ชัวร์ก่อนใช้ เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆปลอดภัยรับเปิดเทอม ! PEA แนะ 7 จุดเครื่องใช้ไฟฟ้าต้องเช็กให้ชัวร์ก่อนใช้

เปิดรั้วโรงเรียนต้อนรับน้องๆ นักเรียนเข้ามาเรียนในรูปแบบ New Normal เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะสังเกตเห็นว่าในทุกๆ ส่วนของโรงเรียนได้ทำการปรับปรุงและทำความสะอาดอย่างหมดจด มีระยะห่างทางสังคมในทุกส่วน อีกทั้งมีมุมตรวจวัดอุณหภูมิ ล้างมือด้วยสบู่และเจลแอลกอฮอล์ เพื่อสร้างความประทับใจ สร้างสุขภาวะที่ดี และต้อนรับเด็กนักเรียนทุกระดับชั้นอย่างประทับใจและอบอุ่น นั่นเป็นเพราะสำหรับน้องนักเรียนบางคน อาจจะเป็นวันแรกของการเริ่มต้นชีวิตวัยเรียนก็เป็นได้

แต่ทั้งนี้ นอกเหนือจากการทำความสะอาดห้องเรียน ห้องสมุด ชั้นหนังสือต่างๆ แล้ว สิ่งสำคัญที่คณะคุณครู รวมถึงผู้อำนวยการโรงเรียน ต้องหมั่นตรวจเช็กเป็นระยะๆ นั่นคือ เครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะในบางอุปกรณ์ไฟฟ้าก็มีอายุการใช้งานและต้องดูแลบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของทุกคนที่อยู่ในโรงเรียน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในการแชร์ไอเดียการดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในโรงเรียนอย่างง่าย ดังนี้ 

ตู้ทำน้ำเย็น ถือเป็นจุดแรก ๆ ที่เสี่ยงต่อการเป็นอันตรายกับน้อง ๆ นักเรียนได้ หากเกิดไฟรั่วหรือช็อต ระหว่างกดน้ำดื่ม ฉะนั้น จึงต้องหมั่นตรวจเช็คความเสื่อมสภาพของสายไฟ การติดตั้งสายดินที่เหมาะสม ตรวจเช็คไฟรั่วด้วย “ปากกาวัดไฟ” ทุกสัปดาห์ อีกทั้งหมั่นทำความสะอาดตู้ทำน้ำเย็นอยู่เสมอ เพราะเป็นอีกหนึ่งแหล่งที่สะสมเชื้อโรคและแบคทีเรียจำนวนมาก  

พัดลม เครื่องใช้ไฟฟ้าที่หลายคนอาจละเลยการทำความสะอาด เนื่องจากพัดลมมักได้รับการติดตั้งบริเวณเพดาน และผนังห้องเรียน โดยเมื่อพัดลมผ่านการใช้งานหนัก ๆ อย่างต่อเนื่อง อาจจะเป็นแหล่งสะสมฝุ่นหรือสิ่งสกปรกได้ ดังนั้น เพื่อให้อากาศภายในห้องเรียนเกิดการถ่ายเทและสะอาด จึงควรหมั่นทำความสะอาดใบพัดหรือตะแกรงครอบพัดลมทุกเดือน รวมถึงต้องเช็คพัดลมที่ไม่มีตะแครงครอบให้มีครบทุกตัว เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

ปลั๊กไฟ อีกหนึ่งจุดที่เสี่ยงอันตรายหากมีน้อง ๆ นักเรียนเผลอเอานิ้วไปจิ้มหรือแหย่ ด้วยความอยากรู้อยากลอง หรืออุบัติเหตุ ดังนั้น ในทุก ๆ จุดของปลั๊กไฟควรมีฝาครอบปลั๊ก ขณะเดียวกัน คุณครูควรให้ความรู้เรื่องการถอด-เสียบปลั๊กไฟ ในลักษณะการจับเต้ารับและเต้าเสียบให้มั่นคง ก่อนเสียบเข้าและถอดออกทุกครั้ง เพื่อป้องกันปลั๊ก/สายไฟ ชำรุดหรือฉีกขาด รวมถึงตรวจสอบปลั๊กไฟเดือนละ 1 ครั้ง 

หลอดไฟ ทุกห้องเรียนควรเปลี่ยนหลอดไฟ เป็นหลอดไฟ LED เนื่องจากหลอด LED ให้ค่าความสว่างที่เทียบเท่ากับหลอดไฟชนิดอื่น แต่ใช้กำลังไฟต่ำ มีอายุการใช้งานที่ยาวนานถึง 50,000 ชั่วโมง ซึ่งช่วยโรงเรียนประหยัดค่าไฟได้อีกด้วย

ตู้อินเตอร์เน็ต เครื่องมือสำคัญในยุคนี้ ที่เชื่อมต่อห้องเรียนสู่โลกของการเรียนรู้ ในกรณีที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ให้ติดฉนวนกันไฟไว้โดยรอบ และติดตั้งสายดินเพิ่มเติมเพื่อป้องกันไฟรั่ว พร้อมการกั้นอาณาเขตอันตรายไว้

เครื่องเสียง คุณครูควรมีอุปกรณ์ช่วยสอนอย่าง ไมค์และลำโพงไร้สาย เป็นของส่วนตัวแต่ละบุคคล โดยควรตรวจสอบอุปกรณ์ให้มีความพร้อมก่อนการใช้งาน เพื่อป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้า

อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ เพราะอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์บางชนิด อาจจะมีกำลังไฟที่ไม่เท่ากัน ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไฟกระตุก จึงควรมีเครื่องสำรองไฟ (UPS) ภายในห้องวิทยาศาสตร์ รวมถึงปรับรูปแบบการเสียบสายไฟจากปลั๊กพ่วงเป็นสายตรง

นอกเหนือจากคุณครูที่โรงเรียนแล้ว ผู้ปกครองควรสอนให้เด็กๆ สังเกตอุปกรณ์/เครื่องใช้ไฟฟ้าที่บ้านว่า ลักษณะแบบไหนคือ ชำรุด/เสื่อมสภาพ หรือไม่ควรเข้าใกล้และต้องแจ้งผู้ใหญ่ทันที และเพื่อสร้างความปลอดภัยในการใช้งานสูงสุดกับน้องๆ นักเรียน PEA ได้ลงพื้นที่สำรวจ-ปรับปรุงระบบไฟฟ้าภายในอาคาร สนับสนุนตู้น้ำดื่ม ที่มาพร้อมเครื่องกรองน้ำและเครื่องตัดไฟรั่ว (RCD) แก่โรงเรียนทั่วประเทศจำนวน 60 แห่ง อาทิ โรงเรียนวัดเวฬุวรรณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ฯลฯ รวมถึงได้จัดเจ้าหน้าที่บรรยายให้ความรู้เรื่องการใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัยแก่คุณครู และนักเรียนด้วย

เทคนิคหางานหลังสถานการณ์ COVID-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/628467

วันที่ 16 ก.ค. 2563 เวลา 07:20 น.เทคนิคหางานหลังสถานการณ์ COVID-19เทคนิคหางานหลังสถานการณ์ COVID-19 มีอะไรบ้างที่คุณควรเตรียมตัวให้พร้อม หากต้องสมัครงานในช่วงเวลาดังกล่าว

ผลกระทบจาก COVID-19 อาจทำให้หลายคนวิตกกับการสมัครงานในช่วงนี้ บริษัทหลายๆ เลือกที่จะไม่รับพนักงานเพิ่ม รวมถึงจำนวนพนักงานที่ต้องถูกออกจากงานจากเหตุการปรับลดค่าใช้จ่ายในองค์กร ภายใต้แรงกดดันนี้ เชื่อว่ายังมีโอกาสอยู่เสมอ jobsDB เผยเทคนิคหางานหลังสถานการณ์ COVID-19 มีอะไรบ้างที่คุณควรเตรียมตัวให้พร้อมหากต้องสมัครงานในช่วงเวลาดังกล่าว 

เสาะแสวงหาบริษัทที่กำลังต้องการคนอยู่

ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตนี้ หลายบริษัทเลือกที่จะหยุดรับคนเพิ่มชั่วคราว แต่ก็มีอีกหลายๆบริษัทที่ยังมีความต้องการรับคนเพิ่มอยู่ ทางที่ดีและง่ายที่สุดคือการเลือกใช้เว็บไซต์ประกาศงานที่น่าเชื่อถือ เพราะคุณจะทราบทันทีหากมีการเปิดรับสมัครตำแหน่งจากบริษัทที่คุณสนใจ

เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งและบริษัทที่เรียกสัมภาษณ์มาให้ครบถ้วน

วิธีการสร้างความน่าเชื่อถือและความประทับใจตั้งแต่ครั้งแต่ที่ได้คุยกัน ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์หรือสัมภาษณ์งานออนไลน์ การเตรียมตัวหาข้อมูลของตำแหน่งและบริษัทที่คุณกำลังจะไปสัมภาษณ์ถือเป็นสิ่งที่ควรกระทำ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความเป็นมืออาชีพในการทำงานของคุณอีกด้วย คุณอาจเตรียมข้อมูลเพิ่มเติมในการสัมภาษณ์ อาทิ มุมมองของธุรกิจต่อบริษัทที่คุณได้รับการสัมภาษณ์งานด้วย หรือ การนำความรู้และประสบการณ์ที่คุณมีไปต่อยอดกับตำแหน่งงานที่ได้รับการเสนอ

เพิ่มทักษะการใช้โปรแกรมสำหรับประชุมหรือสัมภาษณ์งานออนไลน์ลงในเรซูเม่ของคุณ

หลายองค์กรต้องการผู้สมัครงานที่สามารถปรับตัวให้รับกับสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนได้เสมอ การระบุถึงทักษะในการใช้โปรแกรมในการทำงานแบบ work from home หรือ ประชุมงานออนไลน์ ย่อมมีผลทำให้เรซูเม่ในการสมัครงานของคุณโดดเด่นสำหรับนายจ้างขึ้น

โซเชียลมีเดียอีกแหล่งในการได้งาน

อย่ามองข้ามพลังแห่งเครือข่ายออนไลน์ บริษัทที่มีแนวคิดทันสมัย เลือกที่จะเปิดรับสมัครตำแหน่งที่ต้องการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆอยู่เสมอ หากคุณมีความสนใจเกี่ยวกับบริษัทที่ต้องการ การเลือกกดติดตามเพื่อทราบข่าวคราวความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ทำให้คุณได้รู้ความเคลื่อนไหวขององค์กรนั้นๆก่อนเสมอ ซึ่งอาจมีการประกาศรับสมัครตำแหน่งงานที่คุณต้องการก็เป็นได้

พัฒนาทักษะสำหรับการทำงานต่างๆ ไว้เสมอ

ทักษะต่างๆมีผลต่อการตัดสินใจรับคุณเข้าทำงานอยู่เสมอ ซึ่ง ณ ปัจจุบันได้มีหลายๆเว็บไซต์เปิดโอกาสให้คุณได้ศึกษาพัฒนาทักษะผ่านคอร์สต่างๆทั้งแบบฟรีและมีค่าใช้จ่าย หลังจากเรียนและสอบจนผ่านแล้ว คุณยังได้รับใบประกาศนียบัตร สามารถนำไปใช้ประกอบเรซูเม่เพื่อสมัครงานเพื่อช่วยสร้างความน่าสนใจให้แก่เรซูเม่ของคุณเพิ่มยิ่งขึ้นด้วย 

ใครที่กำลังมองหางาน หรือกำลังตกงานก็ตาม อย่าเพิ่งท้อใจไป ลองนำเทคนิคดังกล่าวไปปรับใช้ ขอให้คุณโชคดีกับงานใหม่

.

ขอบคุณ jobsDB

ได้กินฟินทุกคำ ‘SAY SANDWICH’ แซนด์วิชโบราณเจ้าแรกบนโลกออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/628466

วันที่ 16 ก.ค. 2563 เวลา 06:30 น.ได้กินฟินทุกคำ ‘SAY SANDWICH’ แซนด์วิชโบราณเจ้าแรกบนโลกออนไลน์จากแซนด์วิชไส้หลบ…สู่แซนด์วิชไส้ล้น “SAY SANDWICH” ชวนหวนคิดถึงแซนด์วิชโบราณสมัยไปโรงเรียน

ย้อนวันวานผ่านหนึ่งในอาหารที่ทุกคนต้องเคยกินอย่าง “แซนด์วิช” ที่หากให้เทียบกับครั้งที่ยังเป็นเด็ก คงเปรียบเหมือนแซนด์วิชกลับชาติมาเกิด เพราะจากที่เคยเห็นวางขายตามโรงเรียนหรือร้านโชวห่วย วันนี้มีขายบนแพลตฟอร์มในโลกออนไลน์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

จากภาพติดตาของขนมปังทรงสามเหลี่ยมไส้หลบที่เดากันแทบไม่ออกเลยว่าใส่อะไรมาให้บ้าง ผ่านการรังสรรค์จนได้แซนด์วิชนิวลุคยุค 2020 ภายใต้ชื่อ SAY SANDWICH (เซย์ แซนด์วิช) แบรนด์ที่ต้องการสานฝันของทุกคน พร้อมเติมเต็มส่วนที่ขาดหายให้กับแซนด์วิช ด้วยการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดี ทั้ขนมปังสีขาวและโฮลวีทเนื้อนุ่มอบสดใหม่ อัดแน่นด้วยไส้ไก่หยอง โบโลน่าไก่เกรดคุณภาพ พริกเผาหอมหวาน ฝอยทอง ทูน่า และที่สุดกับไฮไลท์  “น้ำสลัดโฮมเมด” สูตรโบราณสีเหลืองทองที่มาพร้อมรสชาติสุดกลมกล่อม รสชาติหวานน้อยเอาใจคนห่วงใยในสุขภาพ แถมทำมาให้กินได้ทุกเชื้อชาติเพราะปราศจากส่วนผสมจากหมู

ส่วนทางด้านรสชาติมีทั้งแบบออริจินัลและแซนด์วิชเจนใหม่ที่มาในแพ็คเกจทันสมัย จัดเต็มกับใส่ไส้แน่นๆ มีให้เลือกทั้งแบบชิ้นสามเหลี่ยมและแบบกล่อง คิดถึงวัยเด็กต้องลองแซนด์วิชโบราณชิ้นสามเหลี่ยมไส้โบโลน่าไก่+ไก่หยอง (25 บาท) โฮลวีทโบโลน่าไก่+ไก่หยอง (30 บาท) สาวกทูน่ามีไส้โบโลน่าไก่+ทูน่าในน้ำแร่ คนชอบความหอมหวานได้รสเผ็ดนิดๆ ติดปลายลิ้น อยากให้ลองแซนด์วิชสูตรน้ำสลัดพริกเผาที่เย้ายวนชวนกินสุดๆ ด้วยการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความแซ่บเบาๆ จากพริกเผาหอมๆ บวกความละมุนของน้ำสลัดเซย์ แซนด์วิช ซึ่งใครได้ลองเป็นต้องติดใจ เรียกได้ว่าชิ้นเดียวไม่เคยพอ

หรือจัดใหญ่จุใจกับแบบกล่องใหญ่ไส้ล้นๆ เริ่นต้นที่ราคาเพียง 65 บาท กับขนมปังขาวโบโลน่าไก่+ไก่หยอง หรือเลือกแบบขนมปังโฮลวีทโบโลน่าไก่+ไก่หยอง (70 บาท) อยากกินหลายอารมณ์เลือกรวมมิตร 3 ไส้ (80 บาท) ก็คุ้มค่าน่าลอง

ใครอยากลิ้มลองความอร่อยของแซนด์วิชในตำนานแบบย้อนวันวานให้หายคิดถึง ก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดของ SAY SANDWICH (เซย์ แซนด์วิช) ได้ที่เฟสบุ๊คแฟนเพจ SAY SANDWICH

มีจำหน่ายเฉพาะช่องทางออนไลน์เท่านั้น สามารถสั่งผ่านบริการเดลิเวอรี่จาก GRAB, GET และ LINEMAN ทุกวัน ไม่มีขั้นต่ำ หรือนัดรับตามเส้นรถไฟฟ้า BTS/MRT นอกจากนี้ ยังมีบริการส่งแบบพัสดุ 1-2 วันถึง ผ่าน kerry sameday / express หรือ Flash Express สำหรับคนบ้านไกลหรือต่างจังหวัด สอบถามโทร. 094-956-6915 หรือที่ Line ID: pletz

คุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628429

วันที่ 15 ก.ค. 2563 เวลา 16:16 น.คุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายเปลี่ยนแปลงไม่เปลี่ยนไป คุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย เกิดจากพลังใจและการให้ความจริง

“มะเร็งระยะสุดท้าย” หรือมะเร็งระยะลุกลาม เมื่อเกิดขึ้นกับใครหรือกับครอบครัวใดแล้ว ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะทำใจยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการตรวจครั้งแรกที่พบว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

ณ สถานการณ์นั้นๆ การยอมรับความจริงก็คงต้องใช้เวลา หรือแม้ว่าจะตรวจเจอมะเร็งในระยะต้น ซึ่งมีโอกาสในการรักษาให้หายขาดสูง แต่การยอมรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ก็ยังคงต้องใช้เวลาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ความเอาใจใส่ ความเข้าใจ และการให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคและให้ความจริงด้านสัจธรรมของชีวิต รวมทั้งการดำเนินตามบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยความรู้สึกตัว ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งผู้ป่วยและญาติควรตระหนักและใส่ใจ

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศข้อมติให้ประเทศสมาชิกบูรณาการการดูแลแบบประคับประคองเข้าเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยตลอดช่วงชีวิต ด้วยการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ครอบคลุมทั้งร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ โดยให้ผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางในการบรรเทาความทุกข์ทรมานจากอาการปวดและอาการรบกวนต่างๆ การดูแลช่วยเหลือค้ำจุนผู้ป่วยและครอบครัว ส่งเสริมให้ผู้ป่วยปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับสภาวะของโรค โดยผู้ป่วยมะเร็งควรได้รับการเริ่มดูแลแบบประคับประคองภายใน 8 สัปดาห์หลังได้รับการวินิจฉัยจนถึงระยะสุดท้ายของชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างกันตามระยะของโรค

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย มักจะมีอาการที่พบบ่อยๆ ได้แก่ อาการเหนื่อย หอบ เนื่องจากมะเร็งลุกลามมาที่ปอดหรือเยื่อหุ้มปอด หรือจากการมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด ซึ่งต้องให้ออกซิเจนหรือทำการเจาะระบายน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดออก อาการแน่นท้องจากภาวะท้องมาน หรือมีน้ำในช่องท้อง ทั้งจากการที่เซลล์มะเร็งลุกลามไปช่องท้องหรือลุกลามไปที่ตับ หรือการที่ผู้ป่วยมีภาวะตับแข็งร่วมด้วย ส่งผลให้การสร้างโปรตีนอัลบูมินหรือโปรตีนไข่ขาวจากตับลดลง ทำให้น้ำไหลออกจากหลอดเลือดและเกิดภาวะท้องมานขึ้น ซึ่งแพทย์ต้องเจาะระบายน้ำในช่องท้องออกเป็นครั้งคราวเพื่อลดอาการแน่นท้อง

สำหรับอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการซีด เลือดจาง เลือดออกง่าย ทั้งจากเซลล์มะเร็งลุกลามไปที่ไขกระดูก ทำให้ไขกระดูกที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดงบกพร่อง หรือจากความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดออกง่าย หรือจากการที่มะเร็งลุกลามไปที่ตับ ทำให้ตับไม่สามารถสร้างโปรตีนหรือสร้างปัจจัยสำคัญในการแข็งตัวของเลือดได้ ซึ่งต้องให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือดทดแทน

นอกจากนี้ การขาดสารอาหารก็เป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายเช่นกัน โดยในส่วนนี้แพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้พิจารณาให้สารอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการให้น้ำเกลือหรือให้สารอาหารผ่านสายในทางเดินอาหาร และอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายอีกอาการหนึ่ง คือ อาการปวด ซึ่งในส่วนนี้ทุกโรงพยาบาลจะมีคลินิกระงับปวด มีการออกเยี่ยมติดตามผู้ป่วยและให้คำแนะนำถึงบ้าน รวมทั้งบางแห่งมีการจัดกิจกรรมเพื่อผ่อนคลายและการดูแลด้านจิตวิญญาณ รวมทั้งการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้กำลังใจระหว่างกัน อาทิ กิจกรรมการนวดเพื่อผ่อนคลาย กิจกรรมทางศาสนา หรือการขออโหสิกรรมเพื่อให้ผู้ป่วยได้จากไปอย่างสงบ

ผลไม้โปรดกินก่อนหรือหลังอาหาร ได้ประโยชน์มากกว่ากัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628422

วันที่ 15 ก.ค. 2563 เวลา 15:20 น.ผลไม้โปรดกินก่อนหรือหลังอาหาร ได้ประโยชน์มากกว่ากันค้นหาคำตอบผลไม้ชนิดใดควรกินก่อน-หลังอาหาร? กินผลไม้ก่อนอาหารคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดจริงหรือ? แล้วกินผลไม้หลังมื้ออาหาร ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยใช่หรือไม่?

“ผลไม้” มีประโยชน์ต่อร่างกาย อุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และไฟเบอร์ ประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจก็คือ ช่วงเวลาไหนที่ทานผลไม้แล้วได้ประโยชน์มากที่สุด โดยเน้นไปที่ก่อนและหลังมื้ออาหารเป็นหลัก แต่ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า อันที่จริงหากเราไม่ได้มีระบบย่อยอาหารที่อ่อนไหวหรือบอบบางมากเกินไป ก็สามารถทานผลไม้ได้ทุกชนิดและทุกช่วงเวลา แต่สำหรับบางคนอาจจะต้องระวังนิดหน่อย เช่น ไม่ทานผลไม้ที่เป็นกรดสูงในช่วงที่ท้องว่าง เป็นต้น แต่ถ้าจะเน้นเอาประโยชน์จากสารอาหารแบบเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ก็ต้องเลือกชนิดของผลไม้ให้เหมาะสมกับช่วงเวลานั่นเอง

การทานผลไม้ก่อนอาหารคือช่วงเวลาที่ดีที่สุด จริงหรือ?

คำตอบคือ จริงบางส่วนและไม่จริงบางส่วน องค์ประกอบสำคัญในผลไม้จะมีทั้งส่วนที่แข็งแรงทนทานคือ ไฟเบอร์ หรือเส้นใยอาหาร และส่วนที่อ่อนไหวต่อสิ่งเร้า คือกลุ่มวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งในกลุ่มของวิตามินนี้ก็ยังแยกย่อยไปอีกว่าสามารถละลายได้ดีในน้ำหรือในไขมัน การที่บอกว่าทานผลไม้ก่อนอาหารดีที่สุด จึงเป็นในแง่ของผลไม้ที่วิตามินละลายในน้ำและอ่อนไหวง่าย เช่น วิตามินซี วิตามินบี เป็นต้น ก่อนมื้ออาหารที่ท้องยังว่างอยู่ การทานผลไม้เหล่านี้เข้าไป ร่างกายจะดูดซึมวิตามินได้อย่างเต็มที่และรวดเร็ว รวมไปถึงการย่อยผลไม้ก็ทำได้รวดเร็วด้วย เป็นการกระตุ้นน้ำย่อยก่อนมื้ออาหารที่ดีอีกทางหนึ่ง สิ่งที่ต้องระวังก็มีเพียงแค่ ผลไม้บางชนิดที่อยู่ในกลุ่มนี้กลับมีความเป็นกรดสูงมาก ก็ต้องถือเป็นข้อยกเว้นไป เพราะเหมาะที่จะทานหลังมื้ออาหารมากกว่า

การทานผลไม้หลังมื้ออาหาร ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยใช่หรือไม่?

เช่นเดียวกันกับกรณีของการทานผลไม้ก่อนอาหาร คือไม่ใช่ทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ มีผลไม้หลายชนิดที่ทานหลังมื้ออาหารแล้วได้ประโยชน์สูงมากกว่า โดยเฉพาะผลไม้ที่มีวิตามินเอและวิตามินอี ซึ่งละลายได้ดีในไขมัน หากทานหลังมื้ออาหารจะถูกดูดซึมไปพร้อมการสารอาหารอื่นๆ ที่ได้จากมื้อหลัก แต่ถ้าทานผลไม้อีกกลุ่มหนึ่งที่อุดมด้วยวิตามินซี วิตามินบี และแร่ธาตุอื่นๆ หลังมื้ออาหารจะให้ผลในทางตรงกันข้าม 

เพราะอาหารประเภทแป้ง โปรตีน ไขมัน ต้องใช้เวลาในการย่อยนาน เมื่อทานผลไม้ตามไปก็จะถูกกักไว้ ไม่ได้รับการย่อยในทันที ร่างกายจำเป็นต้องย่อยอาหารกลุ่มแรกให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลไม้จึงผ่านกระบวนการหมักจนกลายสภาพเป็นกรด หลายคนจึงมีอาการท้องอืดและจุกเสียดตามมา วิตามินต่างๆ ที่รออยู่ก็เสื่อมสภาพไปเสียก่อนที่จะถูกดูดซึม เราจึงไม่ได้รับวิตามินแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่ควร 

ผลไม้ที่ควรทานก่อนมื้ออาหาร

องุ่น : ผลไม้ที่มีเนื้อนิ่ม เปลือกบาง มีวิตามินซีและฟลาโวนอยด์ค่อนข้างสูง ช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมอง บำรุงกำลังร่างกาย บำรุงสายตา ลดความดันโลหิตสูง และสามารถใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ ได้ หากทานก่อนมื้ออาหารเป็นประจำ ก็ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้อีกด้วย แต่ถือว่าเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลเยอะพอสมควร จึงต้องทานในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไป เหมาะกับมื้อเช้ามากกว่ามื้ออื่นๆ

แอปเปิ้ล : สำหรับใครก็ตามที่ต้องคอยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นี่คือตัวเลือกที่ดีที่สุดเพราะมีค่าน้ำตาลต่ำ แต่มีวิตามินและไฟเบอร์ในปริมาณสูง แอปเปิ้ลแต่ละสีจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ต่างกันไปเล็กน้อย ดังนี้ แอปเปิ้ลสีแดง มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์สูงมาก จึงดีต่อการบำรุงร่างกายและผิวพรรณ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง แอปเปิ้ลสีเขียว มีน้ำตาลต่ำแต่อุดมด้วยคอลลาเจนและอิลาสติน เหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนัก ส่วนแอปเปิ้ลสีเหลือง ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเกี่ยวกับหัวใจด้วยสารเควอร์ซิทิน บำรุงสายตา ลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจกด้วย ทานก่อนมื้ออาหารสัก 1 ผลก็เพียงพอและถ้าจะให้ดีก็ควรทานทั้งเปลือก

ฝรั่ง : ผลไม้ที่จัดว่าเป็นตัวช่วยที่ดีมากต่อการลดน้ำหนัก เพราะในฝรั่งมีน้ำตาลต่ำ แต่กลับมีไฟเบอร์และวิตามินซีสูง ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนในร่างกาย ส่งผลให้ผิวพรรณมีความยืดหยุ่นไร้ริ้วรอย ล้างพิษโดยรวม และลดไขมันในเลือด เราสามารถทานฝรั่งได้ตลอดทั้งวันในช่วงที่ท้องยังว่าง แน่นอนว่าเหมาะที่จะทานก่อนมื้ออาหารด้วย แต่ก็อย่าทานมากเกินไปเพราะจะอิ่มท้องเสียก่อนที่จะทานมื้อหลัก

สตรอเบอร์รี่ : ผลไม้ลูกสีแดงจัดที่มีวิตามินซีค่อนข้างสูง และยังมีซูเปอร์ไฟเบอร์เพคตินที่มาพร้อมกับสีแดงของสตรอว์เบอร์รีซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยลดคลอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงสายตา ตลอดจนช่วยป้องกันอาการอักเสบต่างๆ สามารถทานก่อนมื้ออาหารได้แบบสบายๆ รสชาติอมเปรี้ยวอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ก็ยังช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหารอีกด้วย

พุทรา : ผลไม้ที่หาทานได้ง่าย และมีรสชาติถูกปากคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ที่มีผลขนาดเล็กหรือใหญ่ ต่างก็มีวิตามินซีสูงเหมือนกันหมด พุทราโดดเด่นในเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ต่อต้านอนุมูลอิสระ และยังช่วยให้นอนหลับได้สบายขึ้นด้วย ในพุทรามีเส้นใยอาหารอยู่ในปริมาณมากเมื่อเทียบกับน้ำหนัก จึงช่วยให้อิ่มเร็วและดีต่อระบบขับถ่าย

ชมพู่ : ผลไม้ฉ่ำน้ำ กรอบหวาน ไม่ว่าจะเป็นชมพู่พันธุ์สีเขียวหรือสีแดงก็จะมีจุดเด่นตรงที่มีวิตามินซีและเส้นใยสูง เป็นผลไม้กลุ่มที่ทานได้บ่อยแต่ไม่อ้วน เพราะให้พลังงานในระดับที่ต่ำมาก หากทานก่อนมื้ออาหารเล็กน้อยก็จะช่วยให้อิ่มได้เร็วขึ้นด้วย ในชมพู่มีสารไลโคพีน ( Lycopiene ) ซึ่งพบได้ไม่ง่ายนักในผลไม้ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งต่อมลูกหมาก

มังคุด : ราชินีแห่งผลไม้ที่ไม่ได้มีดีแค่รสชาติ แต่มีคุณสมบัติในทางยาหลายอย่าง ในมังคุดมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง อุดมด้วยวิตามินหลายชนิด ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ช่วยยับยั้งแบคทีเรีย ลดสิวอุดตัน ลดความดันโลหิต และอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อทานเนื้อหมดแล้วก็ยังเอาเปลือกไปทำยาได้ต่ออีกด้วย เพียงแค่ทานก่อนมื้ออาหารสักวันละ 5 ผลก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้นแล้ว

ผลไม้ที่ควรทานหลังมื้ออาหาร

ส้ม : ส้มเป็นผลไม้ที่ทานได้ง่าย อุดมด้วยวิตามินซีและเบต้าแคโรทีน จัดเป็นผลไม้สารพัดประโยชน์ชนิดหนึ่ง จะทานเป็นผลสดๆ คั้นเป็นน้ำ หรือแปรรูปเป็นอย่างอื่นก็ได้ มีข้อดีตรงที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ บำรุงสายตา ดีต่อระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย และแน่นอนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันจากคุณสมบัติของวิตามินซีด้วย แต่ด้วยความเป็นกรดอ่อนๆ จึงไม่เหมาะที่จะทานตอนท้องว่างเท่าไร ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เป็นผลไม้ที่ห้ามทานตอนท้องว่างแต่อย่างใด ยกเว้นกับคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารเท่านั้น

สับปะรด : ผลไม้ชนิดนี้มีความเป็นกรดสูงมาก เราสามารถใช้สับปะรดสดมาหมักเนื้อเพื่อให้นุ่มขึ้นก่อนนำไปปรุงอาหารได้เลย ดังนั้นจึงเป็นผลไม้ที่ไม่ควรทานตอนท้องว่างอย่างเด็ดขาด ข้อดีของสับปะรดก็คือมีวิตามินบี วิตามินซี แคลเซียมและแร่ธาตุอื่นๆ อีกหลายชนิด ช่วยบรรเทาอาการหวัด ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก ดีต่อผิวพรรณและยังช่วยลดอาการอักเสบต่างๆ ได้ เมื่อทานหลังมื้ออาหารก็จะทำหน้าที่ช่วยย่อยอีกด้วย

มะละกอ : ส่วนสำคัญในมะละกอที่ทำให้เราไม่ควรทานตอนที่ท้องยังว่างอยู่ก็คือ เอมไซน์ ตัวที่รู้จักกันดีก็คือเอมไซน์ปาเปน (papain) ซึ่งมีอยู่ทั้งในส่วนของยางและเนื้อ มีคุณสมบัติในการย่อยโปรตีนได้อย่างดีเยี่ยม จึงเหมาะกับการนำมาทานพร้อมหรือหลังมื้ออาหารมากกว่า ในมะละกอยังมีไขมันและน้ำตาลในระดับที่ต่ำมาก แม้แต่ผู้ป่วยโรคเบาหวานก็ยังทานได้อย่างสบาย ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารบางชนิดได้

ลูกพลับ : เชื่อว่านี่เป็นผลไม้ในดวงใจของใครหลายๆ คนแน่นอน ด้วยกลิ่นหอมและรสชาติหวานเป็นเอกลักษณ์นั่นเอง ลูกพลับอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี แถมแคลอรี่ต่ำสุดๆ ช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ บรรเทาอาการท้องเดิน และจุดเสียดได้ แม้ว่าลูกพลับจะไม่ได้มีฤทธิ์เป็นกรด แต่ก็ห้ามทานก่อนมื้ออาหาร เพราะในเนื้อลูกพลับมียางและสารแขวนลอยอยู่ เมื่อผสมกับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้เวียนหัวได้

เสาวรส : ถึงแม้จะมีวิตามินซีสูงมาก ซึ่งถ้าว่าตามหลักแล้วก็ควรทานตอนท้องว่างเพราะจะได้ดูดซึมวิตามินไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ แต่อย่างที่เรารู้กันดีว่าเสาวรสมีรสชาติเปรี้ยวจัดจนเข็ดฟัน มีความเป็นกรดไม่น้อยหน้าไปกว่าสัปปะรด ถ้าทานตอนท้องว่างจะเกิดอาการมวนท้องได้ ในเสาวรสมีสารฟลาโวนอยด์อยู่มาก ช่วยต้านอนุมูลอิสระและชะลอวัยได้ดี แต่มีสิ่งที่ต้องระวังอยู่ด้วย คือ มีเอนไซม์ที่กระตุ้นฮอร์โมนเพศหญิงให้สูงขึ้น เมื่อทานในปริมาณมากจึงเป็นอันตรายต่อคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนในร่างกาย

ทั้งนี้ การทานผลไม้ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ไม่ได้อยู่ที่ช่วงเวลาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าเราเข้าใจการเลือกทานผลไม้แต่ละชนิดมากน้อยแค่ไหน

Learn from home 5 คอร์สออนไลน์ฟรี คว้าโอกาสที่ใช่ให้ชีวิตได้เรียนรู้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/628398

วันที่ 15 ก.ค. 2563 เวลา 12:45 น.Learn from home 5 คอร์สออนไลน์ฟรี คว้าโอกาสที่ใช่ให้ชีวิตได้เรียนรู้เมื่อสถานการณ์ COVID-19 ยังคงตามติดไม่ปล่อย มาอัพสกิล Learn from home กับ 5 คอร์สออนไลน์ฟรีจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง เพิ่มสกิลมนุษย์เงินเดือนกันเถอะ

ติดตามข่าวช่วงนี้หลายคนเริ่มมีความกังวลกับการใช้ชีวิตนอกบ้าน หลายบริษัทเริ่มงัดนโยบายให้พนักงาน work from home มาใช้อีกระลอก นอกเหนือจากเวลาทำงานแล้ว เรามาใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการสมัครเรียนคอร์สออนไลน์แบบฟรีๆ จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง เพียงแค่สมัครสมาชิกก็เริ่มเรียนได้เลย โดย jobsDB ได้รวบรวมคอร์สเรียนออนไลน์ที่เป็นประโยชน์กับคนทำงานในสาขาต่างๆ มาให้แล้ว สะดวกสบายเข้ากับสถานการณ์ช่วงนี้สุดๆ

Marketing in a Digital World สอนโดย University of Illinois

คอร์สเรียนออนไลน์สำหรับคนที่ทำงานการตลาด หรือคนทั่วไปที่มีความสนใจด้านสื่อดิจิทัล เพราะเป็นคอร์สพื้นฐานว่าด้วยการทำการตลาดดิจิทัล โดยใช้ Digital Marketing Tools หรือเครื่องมือในการทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ สมาร์ตโฟน 3D printing เป็นต้น ความน่าสนใจของคอร์สนี้อยู่ที่การศึกษาผลกระทบของการตลาดดิจิทัลที่มีต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค วิธีการเลือกแผนการตลาดให้เหมาะกับสินค้า การออกแบบโปรโมชั่นให้น่าสนใจ การสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ผ่านโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ยังมีแบบฝึกหัดให้ลองทำด้วย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใครที่อยู่ในสายงานการตลาดดิจิทัล

Design Thinking สอนโดย University of Virginia

Design Thinking คือกลยุทธ์หรือกระบวนการคิดเชิงออกแบบที่คำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก (User-centered) เป็นกระบวนการคิดที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ในการบริหารระดับองค์กร การพัฒนาสินค้าและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ โดยมีขั้นตอนกระบวนการคิดดังนี้

  1. Empathise เข้าใจปัญหา
  2. หาคำนิยามให้ชัดเจน
  3. ระดมความคิดสร้างสรรค์
  4. สร้างแบบจำลอง
  5. ทดสอบ 

คอร์สเรียนออนไลน์ Design Thinking ได้รับการยอมรับในระดับโลก ถูกบรรจุเป็นหลักสูตรการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย และองค์กรใหญ่ๆ ก็นำไปใช้พัฒนาสินค้าจนประสบความสำเร็จมาแล้ว เช่น Nike และ Pepsi

English for Career Development สอนโดย University of Pennsylvania

ภาษาอังกฤษจำเป็นมากในการทำงาน ช่วยอัพเงินเดือนให้สูงขึ้น เพิ่มโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ คอร์สเรียนออนไลน์ภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาอาชีพ จึงเหมาะกับทุกสายงานที่ต้องการเพิ่มพูนทักษะภาษาอังกฤษในการทำงานและสมัครงาน เนื้อหาสอนเกี่ยวกับการเขียน resume cover letter การสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ คำศัพท์ที่จำเป็น ฝึกบทสนทนาแบบ small talk รวมถึงเทคนิคการสมัครงานกับบริษัทข้ามชาติ ใครที่กำลังมองหางานที่ใช้ภาษาอังกฤษโดยตรง ไม่ควรพลาดเรียนคอร์สนี้

สร้างหน้าเว็บเบื้องต้นด้วย HTML และ CSS สอนโดย รศ.ดร.อติวงศ์ สุชาโต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหาวิทยาลัย

เว็บไซต์เป็นสื่อออนไลน์ที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวัน และมีความสำคัญกับองค์กร ธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่องทางสื่อสารข้อมูล ซื้อขายสินค้า โปรโมทแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก หรือเว็บไซต์เฉพาะบุคคลก็เปรียบเหมือนพื้นที่รวบรวมผลงาน (Portfolio) ส่วนตัวของผู้จัดทำ คอร์สเรียนออนไลน์นี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเอง โดยเนื้อหามุ่งสอนให้ผู้เรียนเข้าใจพื้นฐานการทำงานของเว็บไซต์ สามารถใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ HTML ในการแสดงผลบนหน้าเว็บไซต์ และ CSS ในการจัดรูปแบบการแสดงผลของเอกสาร HTML เช่น ฟอนต์ตัวอักษร สีข้อความ พื้นหลัง ความรู้พื้นฐานเหล่านี้ช่วยออกแบบเว็บไซต์ให้อ่านง่าย มีดีไซน์สวยงาม สำหรับคนที่อยากเรียนขอแค่มีพื้นฐานการใช้คอมพิวเตอร์ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการทำเว็บไซต์มาก่อนก็เรียนได้

การออกแบบ Infographic สอนโดย อาจารย์ ดร.นิพาดา ไตรรัตน์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Infographic อยู่บ่อยๆ แต่ยังไม่เข้าใจความหมายที่ชัดเจน Infographic มาจากคำว่า Information (ข้อมูล) + Graphic (ภาพในรูปแบบดิจิทัล) เมื่อรวมกันแล้วหมายถึงการนำข้อมูล ความรู้ สถิติ หรือข่าวสาร มาสรุปให้เข้าใจง่ายโดยใช้ภาพกราฟฟิกเป็นตัวเล่าเรื่องให้น่าสนใจ คอร์สนี้จะอธิบายตั้งแต่ความสำคัญของ Infographic การเตรียมเนื้อหา ขั้นตอนการสร้างงาน เครื่องมือที่จำเป็น เหมาะสำหรับคนที่อยากใช้ประโยชน์ Infographic ในการนำเสนองานให้โดดเด่นอย่างมืออาชีพ เช่น นักการตลาดสามารถใช้ Infographic นำเสนอ content หรือแผนโฆษณา อาชีพ Graphic Designer นำไปใช้กับงานดีไซน์ภาพ ทั้งนี้อาชีพอื่นๆ ก็สามารถเรียนคอร์สออนไลน์นี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานการออกแบบกราฟฟิกมาก่อน

ความรู้มีอยู่ทุกที่ อยู่ที่เราจะขนขวายศึกษาหรือไม่ ข้อดีของคอร์สเรียนออนไลน์แบบฟรีๆ นอกจากจะได้ความรู้มาพัฒนาอาชีพแล้ว ยังช่วยเซฟเงินในกระเป๋า เลือกเวลาเรียนเมื่อไหร่ก็ได้ และอาจทำให้เราค้นเจอความสามารถด้านใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน ได้ลู่ทางหาเงินจากอาชีพใหม่ มีประโยชน์ขนาดนี้อย่ารอช้า เริ่มเรียนกันเลย.

ขอบคุณ jobsDB