เอไอเอสลุยมือถือเกมเรเซอร์เร่งขยายฐานลูกค้าอี-สปอร์ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569628

  • วันที่ 03 พ.ย. 2561 เวลา 07:34 น.

เอไอเอสลุยมือถือเกมเรเซอร์เร่งขยายฐานลูกค้าอี-สปอร์ต

เอไอเอส โหนกระแส อี-สปอร์ตบูม ผนึกเรเซอร์ขายสมาร์ทโฟนเกมมิ่ง ชูบริการเครือข่ายเร็ว ขายเครื่องพร้อมซิมขยายฐานกลุ่มมิลเลนเนียล

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะ ผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เปิดเผยว่า เอไอเอสจับมือร่วมกับเรเซอร์ (Razer) เปิดตัวสมาร์ทโฟนเกมมิ่งเรเซอร์ โฟน 2 เป็นแห่งแรกในเซาท์อีสเอเชีย และเป็นแห่งที่สองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมองว่าอี-สปอร์ตเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก รวมทั้งในไทยด้วย

ทั้งนี้ ในตลาดอี-สปอร์ตโดยในประเทศไทยจำนวนผู้เล่นเกม 18.9 ล้านคน หรือคิดเป็น 28% ของจำนวนประชากรทั้งหมด โดยเล่นทั้งผ่านทางพีซีและมือถือ โดยมีทั้งกลุ่มผู้หญิงและผู้ชาย ขณะที่ทั่วโลกมีจำนวนผู้เล่น 2,200 ล้านคน โดย เรเซอร์ โฟน 2 นำเข้ามาจำหน่ายในไทยไม่ถึง 1,000 เครื่อง ซึ่งผสานเครือข่าย เอไอเอสทั้ง 4จี 4.5จี และเอไอเอสเน็กซ์จี เครือข่ายที่มีความเร็ว

“กลยุทธ์การเติบโตของเอไอเอส บริษัทมองว่าการทำตลาดต้องให้สอดรับกับตลาดใหม่ๆ ทั้งแบรนด์ เครือข่าย บริการ ซึ่งอี-สปอร์ต ถือว่าเป็นตลาดที่มาแรงมาก แม้ว่ากลุ่มที่เล่นเกมจะไม่ได้ใช้ดาต้าในปริมาณที่สูง แต่เป็นกลุ่มที่ใช้งานผ่านเครือข่ายและต้องการความเร็วของอินเทอร์เน็ต เพื่อให้การเล่นไม่สะดุด ซึ่งเอไอเอสสามารถตอบโจทย์และความต้องการได้เป็นอย่างดี” นายปรัธนา กล่าว

สำหรับเรเซอร์ โฟน 2 อยู่ในเซ็กเมนต์เกมในระดับมากกว่าแคชชวลเกม มุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายมิลเลนเนียล โดยฟีเจอร์หน้าจอแอลซีดี ขนาด 5.7 นิ้ว ระบบเสียงมาตรฐาน Doldy Atmos และแบตเตอรี่ความจุ 4,000 มิลลิแอมป์ ซึ่งจะเริ่มวางจำหน่ายในเอไอเอส ออนไลน์ สโตร์ ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย. เวลา 15.00 น. จนถึงวันที่ 4 พ.ย. เวลา 23.59 น. พร้อมบริการจัดส่งสินค้าถึงบ้านทั่วประเทศ จำหน่ายพร้อมซิมราคา 27,990 บาท

ขณะที่การขายซิมพร้อมเครื่อง เพราะพฤติกรรมการใช้มือถือระหว่างเล่นเกมกับใช้สื่อสาร คนจะแยกเครื่องการใช้งานอย่างชัดเจน ซึ่งกลุ่มเล่นเกมไม่ต้องการให้การสื่อสารเข้ามารบกวนระหว่างการเล่น ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการขยายตลาด โดยบริษัทได้จัดแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต 4จี และเน็กซ์จี เต็มสปีดไม่จำกัดฟรี นาน 3 เดือน

นอกจากนี้ สามารถดูหนังซีรี่ส์บนแอพเอไอเอส เพลย์ เป็นต้น ฟรี 3 เดือน โดยไม่ต้องชำระเงินล่วงหน้า สำหรับยอดขายดีไวซ์ของเอไอเอสถือว่ายังเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมองว่าเทรนด์ในกลุ่มฮาร์ดแวร์ผู้ซื้อเริ่มยกระดับการซื้อสินค้าไปในระดับพรีเมียมมากขึ้น

นายปรัธนา กล่าวว่า คนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ต 45 ล้านคนขึ้นไป และใช้งานผ่านมือถือ 47.9 ล้านคน อี-สปอร์ตจะเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันการทำงานอินเทอร์เน็ตทางมือถือเพิ่มขึ้น ซึ่งในอนาคตจะร่วมมือกับพันธมิตรอื่นๆ เพิ่มเติม โดยการผนึกกำลังดังกล่าวสอดรับกับวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และการมีเครือข่ายที่แข็งแกร่ง จากปัจจุบันเอไอเอสมีลูกค้าที่ใช้งานราวกว่า 40 ล้านเลขหมาย

รีดรายได้เยียวยาคลื่นหมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569549

  • วันที่ 02 พ.ย. 2561 เวลา 08:03 น.

รีดรายได้เยียวยาคลื่นหมื่นล้าน

กสทช.เรียกเก็บรายได้ ช่วงมาตรการเยียวยา คลื่น 1800/900 เมกะเฮิรตซ์ กว่า 1 หมื่นล้าน พร้อม นำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า วงเงินรวมในการเรียกเก็บรายได้จากการให้บริการในช่วงมาตรการเยียวยา ทั้งคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์  และ 900 เมกะเฮิรตซ์ ของทั้ง 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ทรูมูฟ บริษัท ดิจิตอล โฟน หรือดีพีซี และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ที่จะนำส่งเป็น รายได้แผ่นดิน รวมเป็นเงินประมาณ 10,918 ล้านบาท

ทั้งนี้ เป็นรายได้จากการเยียวยาบนคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ แบ่งเป็นเงินรายได้ที่เรียกเก็บจากบริษัท ทรูมูฟ 3,380 ล้านบาท บริษัท ดิจิตอล โฟน 869 ล้านบาท และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส 6,669 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เข้าสู่มาตรการเยียวยาตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 มี 4 บริษัทเข้าสู่มาตรการเยียวยา ได้แก่ บริษัท ทรู มูฟ บริษัท ดิจิตอล โฟน บริษัท เอไอเอส และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ซึ่งกรณี 3 บริษัท ทรูมูฟ ดีพีซี และเอไอเอส กสทช. ได้พิจารณาตรวจสอบเงินนำส่งรายได้แผ่นดินจากการให้บริการในระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการเรียบร้อยแล้ว

สำหรับกรณีดีแทคที่อยู่ในระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการ เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2561 ที่ประชุม กสทช.มีมติกำหนด วันสิ้นสุดการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ของดีแทค ในวันที่ 15 ธ.ค. 2561

ขณะที่คลื่นความถี่ย่าน 850 เมกะ เฮิรตซ์ จะสิ้นสุดการให้บริการในวันที่ 15 ธ.ค. 2561 ตามคำสั่งของศาลปกครองกลางจากนั้น สำนักงาน กสทช.จะเร่งตรวจสอบเงินรายได้ดังกล่าวเพื่อนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินให้เร็วที่สุด

“การสิ้นสุดสัญญาสัมปทานของดีแทค บนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ถือเป็นการสิ้นสุดสัญญาสัมปทานการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประเทศไทยครั้งสุดท้ายแล้ว” นายฐากร กล่าว

“เฟซบุ๊ก”ปรับทัพ เดินหน้ารุกวิดีโอ-สตอรี่ แทนหน้านิวส์ฟีด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569529

  • วันที่ 01 พ.ย. 2561 เวลา 21:03 น.

"เฟซบุ๊ก"ปรับทัพ เดินหน้ารุกวิดีโอ-สตอรี่ แทนหน้านิวส์ฟีด

เฟซบุ๊กปรับแผนธุรกิจ เดินหน้ารุกวิดีโอ-สตอรี่ รับมือการขยายตัวถึงจุดอิ่มตัว

มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) เฟซบุ๊ก บริษัทโซเชียลมีเดียชื่อดัง เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในอนาคตของเฟซบุ๊กคือการเน้นไปที่วิดีโอ บริการรับส่งข้อความ และสตอรี่ แทนการเน้นที่หน้านิวส์ ฟีด หลังการขยายตัวของบริษัทเริ่มถึงจุดอิ่มตัว โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐ

เฟซบุ๊กระบุว่า ยอดผู้ใช้ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 9% มาอยู่ที่ 1,490 ล้านคน ในไตรมาส 3 แต่ลดลงจากการขยายตัว 11% ของไตรมาสก่อนหน้า โดยจำนวนผู้ใช้ในยุโรปลดลงจาก 279 ล้านคน มาอยู่ที่ 278 ล้านคน ขณะที่ผู้ใช้ในสหรัฐและแคนาดายังคงอยู่ที่ 185 ล้านคน

ซักเกอร์เบิร์ก ระบุว่า ในปีหน้าเฟซบุ๊กวางแผนลงทุนอีก 1.8-2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.9-6.6 แสนล้านบาท) เพื่อขยายการดำเนินงานและจะหาทางสร้างรายได้เพิ่มจากบริการส่งข้อความและสตอรี่มากขึ้น โดยขณะนี้จำนวนการส่งข้อความผ่านบริการแมสเซนเจอร์และวอตส์แอพอยู่ที่ถึง 1 แสนล้านข้อความ/วัน ด้านการแชร์สตอรี่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่กว่า 1,000 ล้านครั้ง/วัน

ทั้งนี้ เฟซบุ๊ก เปิดเผยว่า รายได้ในไตรมาส 3 ของปีนี้อยู่ที่ 1.37 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.54 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 33% จากปีที่แล้ว ขณะที่กำไรในไตรมาสที่ผ่านมาอยู่ที่ 5,140 ล้านบาท (ราว 1.7 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้น 9

ไวไฟ25สนามบินปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569475

  • วันที่ 01 พ.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

ไวไฟ25สนามบินปี'62

กรมท่าอากาศยาน จับมือเอไอเอส เปิดบริการฟรีไว-ไฟใน 25 สนามบินทั่วประเทศ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า จากยุทธศาสตร์การพัฒนาตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาล ที่เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูง ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ทุกที่ทุกเวลา ล่าสุดกรมท่าอากาศยานได้ยกระดับการให้บริการแก่ผู้โดยสารที่เดินทางผ่านท่าอากาศยานทั้ง 25 แห่ง ด้วยบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้เดินทางในยุคดิจิทัล

ด้าน นางอัมพวัน วรรณโก อธิบดีกรมท่าอากาศยาน กล่าวว่า กรมท่าอากาศยานได้พัฒนาการให้บริการของท่าอากาศยานในสังกัดทั้ง 25 แห่งในด้านต่างๆ อย่างครอบคลุม ซึ่งล่าสุด บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค ในเครือของเอไอเอส ได้ชนะการประมูลสิทธิในการพัฒนาการให้บริการฟรีไว-ไฟ อินเทอร์เน็ตไร้สาย ในท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยานทั้ง 25 แห่ง

ทั้งนี้ ผู้โดยสารจะสามารถใช้บริการฟรีไว-ไฟได้ครบทุกแห่งภายในเดือน มี.ค. 2562 นี้ โดยกรมท่าอากาศยานมีแผนที่จะพัฒนาการให้บริการในทุกภาคส่วน เพื่อให้ท่าอากาศยานในสังกัดสามารถรองรับและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเพียงพอต่อไป

นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลมีความต้องการเชื่อมต่อออนไลน์ตลอดเวลา โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางหรือนักท่องเที่ยว ที่ในระหว่างการเดินทางย่อมต้องการค้นหาข้อมูล ทำธุรกรรม รวมถึงการสื่อสารผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ

ดังนั้น ในสถานที่อย่างท่าอากาศยาน ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหลักที่นักท่องเที่ยวพักรอระหว่างเดินทาง จึงต้องมีโครงข่ายดิจิทัลที่ทันสมัย เต็มประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการข้างต้นได้อย่างดีที่สุด ซึ่งเอไอเอสพร้อมเข้าร่วมพัฒนาโครงข่ายสื่อสารทั้งไว-ไฟและโมบายในพื้นที่สนามบิน 25 แห่ง ทุกภาคทั่วประเทศ เพื่อขยายขีดความสามารถในการให้บริการของกรมท่าอากาศยานจากการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้

พอลีนา โอลอฟสกา ชีวิตในเบลาเวีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572633

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 10:16 น.

พอลีนา โอลอฟสกา ชีวิตในเบลาเวีย

โดย อฐิณป ลภณวุษ ภาพ : พอลีนา โอลอฟสกา

เมโทร พิคเจอร์ส กรุงนิวยอร์ก เปิดนิทรรศการศิลปะ Belavia ผลงานของศิลปินสาว พอลีนา โอลอฟสกา ณ แกลเลอรี่ชั้นบน โดยเป็นการจัดแสดงภาพวาดเอาไว้คู่กับภาพยนตร์สารคดีที่เกี่ยวเนื่องกัน ในสไตล์ศิลปะจัดวาง (Installation)

นับตั้งแต่ปี 2016 พอลีนา โอลอฟสกา ศิลปินสาวชาวโปแลนด์ เดินทางไปยังกรุงมินสค์ ของเบลารุส อยู่บ่อยครั้ง เพื่อที่จะเก็บภาพสวยๆ ของเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศนี้ พอลีนา บอกว่า มินสค์เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมที่เหมือนหยุดเวลาของโลกเอาไว้

“ทุกครั้งที่ไปทำให้ฉันนึกถึงวัยเด็ก ที่เติบโตขึ้นมาในโปแลนด์ยุคคอมมิวนิสต์”

ผลงานในนิทรรศการ Belavia จึงคล้ายเป็นการสำรวจเมือง รื่นรมย์กับสไตล์ ชีวิตผู้คน และวัฒนธรรมประจำถิ่น ซึ่งในมุมมองของพอลีนาเห็นว่าเป็นเมืองสังคมนิยมในอุดมคติ

ภาพยนตร์สารคดี Univermag เป็นธีมหลักในนิทรรศการศิลปะจัดวาง ถ่ายทำในห้างสรรพสินค้า GUM (หรือ Glavnyj Universanyj Magazin) กลางกรุงมินสค์ ซึ่งเป็นเชนห้างสรรพสินค้า ที่มีในแทบทุกเมืองของอดีตสหภาพโซเวียต

เนื้อหาในวิดีโอได้แรงบันดาลใจจาก The Ladies’ Paradise นิยายของเอมิล โซล่า ที่เล่าเรื่องราวการเกิดขึ้นของห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่ในกรุงปารีส ณ ศตวรรษที่ 19

ภาพในวิดีโอเป็นภาพแอบถ่ายทั้งลูกค้าและคนขายตามเคาน์เตอร์ต่างๆ ในห้าง GUM ซึ่งได้อารมณ์ที่แตกต่างจากห้างสุดโมเดิร์นในนิยายของเอมิล โซล่า อย่างสิ้นเชิง GUM ไม่ได้เป็นสรรพสินค้านำสมัย ทว่าเป็นเหมือนกระสวยย้อนเวลาไปยังยุคสงครามเย็น ในห้างนี้มีขายแต่สินค้าแบรนด์ในประเทศเบลารุสเท่านั้น บรรดาแบรนด์ที่เราคุ้นเคยจากยุโรปตะวันตกนั้นไม่มีปรากฏให้เห็น

ขณะที่ศิลปะประกอบวิดีโอ เล่าประเด็นบริโภคนิยม ทุนนิยม และสิทธิสตรี ออกมาเป็นภาพสตรีชาวเบลารุสยุคใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศเมืองที่เหมือนย้อนยุคของกรุงมินสค์

สตรีบางคนดูมีความคาดหวังเรื่องอนาคตอันสดใสในวันข้างหน้า ขณะที่บางคนก็เหมือนจะยึดติดกับอดีต ภาพผู้หญิงสวมเสื้อแขนกุดสีแดงสดใส เธอมีผิวสีแทนเหมือนผ่านการอาบแดด นั่งอยู่เบื้องหน้า U Troitskogo อาคารที่อยู่อาศัยเก่าๆ เป็นคอนทราสต์ที่แสดงไลฟ์สไตล์ปกติในสังคมเบลารุสขณะนี้

ขณะที่อีกภาพเป็นแม่ลูก แต่งกายในชุดเสื้อผ้าทันสมัย เบื้องหลังเป็นอาคารที่อยู่อาศัยสุดเดิร์นบนนนอินดิเพนเดนซ์ อเวนิว ที่เลื่องลือของกรุงมินสค์ ไกลออกไปเป็นภาพทิวทัศน์สีเงินๆ ที่คล้ายโลกพระจันทร์ เล่าถึงอดีตที่เคยผ่านมากว่าจะมีชีวิตที่หรูหราในปัจจุบัน

นอกจากผลงานศิลปะประกอบวิดีโอสารคดีแล้ว ยังร่วมด้วยบทเพลงของนักดนตรีสาวท้องถิ่นเบลารุสชื่อดัง ฮาลีนา ซาลาทูคา บรรเลงไปพร้อมกันด้วย

สำหรับ พอลีนา โอลอฟสกา อาศัยและทำงานอยู่ในเมืองรับคา ซตรุย (Rabka Zdroj) และคราคอฟ (Krakow) ประเทศโปแลนด์ เธอมีผลงานนิทรรศการเดี่ยวอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในโปแลนด์บ้านเกิดและทั่วยุโรป รวมทั้งสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา

อีสปอร์ต เกมนี้พี่ขอรางวัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572631

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 10:02 น.

อีสปอร์ต เกมนี้พี่ขอรางวัล

โดย กั๊ตจัง

หากคุณคิดว่าการเล่นกีฬาต้องเสียเหงื่ออย่างเดียวนั้นในยุคสมัยนี้อาจจะต้องปรับนิยามเสียใหม่ เพราะเกมกีฬาที่ได้เงินรางวัลไม่ได้จำกัดเฉพาะกีฬาเดิมๆ ที่เราต้องใช้แรงกายเพียงอย่างเดียว นักกีฬาอี-สปอร์ตที่ทุ่มเทแรงใจให้กับการเล่นเกมเพื่อชิงเงินรางวัลหลักล้านบาท ไม่แพ้กีฬาชนิดอื่นที่กำลังเป็นที่ยอมรับของคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นทุกวัน

อยากเป็นนักกีฬาต้องลงแข่ง

เอกภาพ มานะศิริกุล นักกีฬาอี-สปอร์ต ในเกมประเภทเกมวางแผนการรบสตาร์คราฟต์2 อธิบายถึงวงการเกมกีฬาอี-สปอร์ตว่า หลายคนยังแยกไม่ได้ระหว่างเด็กติดเกมกับนักกีฬาอี-สปอร์ต ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าแยกได้ยากจริงๆ เพราะความต่างอยู่ที่วินัยและความจริงจังในการเล่น

ไม่เหมือนกับกีฬาหลักๆ อย่างฟุตบอล เวลาลูกขอไปเตะบอลกับเพื่อน เราก็มองว่าเป็นการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดี แต่พอลูกขอไปเล่นเกมเพื่อซ้อมทีมเตรียมลงแข่งขัน เรากลับกลัวว่าเด็กๆ เหล่านั้นจะเสียเวลาชีวิตที่ควรมานั่งอ่านหนังสือมากกว่า

แต่เรากลับไม่เคยคิดว่าลูกชอบเตะบอลมากๆ แล้วจะหันไปเล่นพนันบอลบ้างหรือเปล่า ดังนั้นปัญหาของนักกีฬาอี-สปอร์ตคือเรื่องมุมมอง ที่ต่างฝ่ายต่างหาเหตุผลมาถกเถียงกันว่าดีต่อเยาวชนมากน้อยแค่ไหน แต่เวลานี้โลกของเกมได้พัฒนารูปแบบการแข่งและเงินรางวัลชนิดที่เรียกได้ว่า ไม่น้อยหน้ากีฬากอล์ฟ ฟุตบอล หรือเทนนิสแม้แต่น้อย

นั่นหมายความว่าหากต้องการหลุดจากคำว่าเด็กติดเกม เป็นนักกีฬาอี-สปอร์ตก็ต้องลงแข่งขันเท่านั้น ไม่ต่างจากเด็กเล่นฟุตบอล ถ้าอยากเป็นนักกีฬาก็ต้องฝึกซ้อมลงแข่ง ไม่แตกต่างกัน

เลือกสายที่ต้องการเล่น

นักกีฬาอี-สปอร์ตนั้น จะถูกแบ่งได้ตามแนวเกมที่เล่น เช่น เกมแนวชู้ตติ้ง เกมแนวกีฬา เกมวางแผนการรบ เกมแนวโมบา เลือกเล่นได้ตามความสามารถและความชอบของแต่ละคน สามารถเล่นควบสองแนวก็ได้ถ้าคิดว่าเก่งพอ แต่ส่วนใหญ่จะเลือกแนวที่ชอบแล้วมุ่งพัฒนาไปให้สุดทาง

สมมุติว่าคุณชอบเกมชู้ตติ้ง เล่นได้เก่งมาก ก็ต้องดูว่าเกมไหนที่เข้าทางเข้ามือคุณมากที่สุด บางคนถนัดเกมเคาน์เตอร์ สไตรก์ โก แต่อีกคนถนัดเกมพับจี พอสลับเกมกันก็พอเล่นได้แต่จะไม่เก่งเหมือนเกมที่ถนัดที่สุดเพราะกฎกติกา และรูปแบบของเกมแตกต่างกัน

ผมถึงบอกว่าควรหาเกมที่ถนัดที่สุด ด้วยการลองเล่นเกมที่เล่นแล้วเข้ามือและประสบความสำเร็จมากที่สุดให้ยึดเกมนั้นเป็นหลัก แต่ก็มีบางกรณี เช่น นักกีฬาอี-สปอร์ตเกม ลีก ออฟ เลเจนด์ เล่นจนติดอันดับโลก แต่เมืองไทยไม่นิยม กลับให้การสนับสนุนเกม อาร์โอวีมากกว่า ก็ย้ายตัวเองมาฝึกเล่นเกมนี้เพื่อลงแข่งหาเงินรางวัลก็มีเช่นกัน เพราะเป็นเกมแนวเดียว กฎกติกาไม่แตกต่างกันมากนัก

สามารถปรับเทคนิคการเล่นเพียงเล็กน้อยก็ไปต่อกับอีกเกมได้แล้ว นี่คือข้อดีของนักกีฬาอี-สปอร์ตที่มีทางให้เลือกมากกว่า แถมไม่จำกัดอายุด้วยว่าจะต้องอายุเท่าไรจะต้องวางมือ บางคนเล่นจนอายุ 43 ก็ยังลงแข่งอยู่ก็มีให้เห็นเพราะเกมไม่ได้มีข้อจำกัดด้านกายภาพ เหมือนกับกีฬาหมากรุก 80 ก็เล่นได้ถ้าสมองยังแข็งแรงพอ

ลงทุนกับอุปกรณ์

ยอมรับว่าเกมแม้จะดาวน์โหลดมาเล่นได้ฟรี แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกเครื่องจะเล่นได้ดีเหมือนกันหมด แต่ละเกมกินทรัพยากรแตกต่างกัน เครื่องที่สเปกต่ำ ย่อมเล่นสู้เครื่องที่มีสเปกสูงกว่าไม่ได้ อินเทอร์เน็ตก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้เกิดความไหลลื่นระหว่างการเล่นดังนั้นใส่ใจในเรื่องอุปกรณ์สักนิดแล้วควบคุมให้ได้อย่างใจต้องการ แล้วจะทำให้ฝีมือพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเกมที่เล่นจากเครื่องพีซี หรือสมาร์ทโฟนก็ตาม

จัดตารางฝึกซ้อม

อย่างที่บอกไปแต่ต้น ความต่างของนักกีฬาอี-สปอร์ต อยู่ที่วินัยและความพยายาม และสำคัญกว่านั้นอย่าสนใจคำครหา หากคุณคิดว่าชอบและทำได้ดี ก็จัดเวลาฝึกซ้อมส่วนตัวที่ไม่กระทบกับการเรียน การทำงาน และครอบครัว โดยปกติแล้ว นักกีฬาอี-สปอร์ตจะซ้อมวันละ 2 ชม. หรือประมาณ 2-4 เกมการเล่นและอัดคลิปเกมไว้ดูจุดอ่อนของตัวเองเพื่อแก้ไข จะไม่เล่นนานกว่านี้ และใช้เวลาที่เหลือในการดูแนวทางการเล่นใหม่ๆ ยกเว้นจะเก็บตัวซ้อมทีม ก่อนลงแข่ง 2 สัปดาห์

จากนั้นก็หารายการลงแข่ง แนะนำว่าไม่ต้องกลัวแพ้ ยิ่งแพ้มากเท่าไรเราจะยิ่งเก่งมากขึ้นเท่านั้นเพราะเราพลาดจนรู้แล้วว่าจะต้องสู้อย่างไรในเกมที่เราเสียเปรียบ นี่คือหัวใจในการพัฒนาฝีมือการเล่นของนักกีฬาอี-สปอร์ต เวลาเล่นพลาดแล้วเพื่อนร่วมทีมต่อว่า หรือถูกวิจารณ์ก็ต้องพิจารณาดูว่าใช่อย่างที่เขาพูดหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ต้องสนใจ ไม่มีใครเก่งตั้งแต่เกมแรก มีพลาดมีแพ้ และเราต้องฝึกฝนอยู่เสมอ แล้ววันหนึ่งคุณจะประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

ธนพัต ทับทอง ชีวิตที่เต็มไปด้วยอิสรภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572629

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 09:40 น.

ธนพัต ทับทอง ชีวิตที่เต็มไปด้วยอิสรภาพ

โดย พรรษ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์/อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

เคยเห็นคนรักสุนัขมามาก แต่ผู้อ่านต้องไม่คิดแบบเดียวกันนั้นกับ “ธนพัต ทับทอง” เขาคือคนรักสุนัขคนหนึ่ง ที่ได้พลิกมุมคิดกับชีวิตก็เพราะสุนัขที่เลี้ยง เรื่องราวระหว่างคนกับหมา 11 ตัว ที่คนภายนอกมองเข้าไปในชีวิตของเขาแล้วบอกว่า โอ้โห ต้องชุลมุนวุ่นวายแน่ หากในความเป็นจริงแล้วคืออิสรภาพที่เจ้าตัวถวิลหา

ธนพัต หรือนัท ในวัย 41 ปี ปัจจุบันเป็นโสดพร้อมๆ กับสถานภาพลูกติด 11 ตัว(ฮา) เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนก็ทำงานเต็มเวลาเหมือนคนทำงานทั่วไป เขาเคยทำงานประชาสัมพันธ์ เคยเป็นบรรณาธิการสิ่งพิมพ์ จนสุดท้ายเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวด้านออร์แกไนเซอร์ หากเมื่อ 3 ปีก่อนชีวิตก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อ “กู๊ด” หรือ “ปิกัส” สุนัขด้อยโอกาสที่เขารับอุปการะไว้ป่วยเป็นมะเร็ง

“สัตวแพทย์บอกว่ากู๊ดจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน ผมหยุดงานทั้งหมดไว้เดี๋ยวนั้น ทิ้งทุกอย่าง ดูแลเขา ดูแลการกินของเขา ไม่เน้นการทำคีโม ไม่เน้นการไปหาหมอ แต่เน้นพักผ่อนให้มาก ส่วนยาปฏิชีวนะให้บ้าง ดูตามอาการ ดูแลเขาเหมือนลูกคนหนึ่ง”

กู๊ดป่วยเป็นมะเร็งกระดูก ชนิดที่พบได้น้อยในสุนัข แต่เป็นชนิดที่มีความรุนแรงสูง ใน 6 เดือนต่อมา กู๊ด ลาบราดอร์สีฟางข้าวก็เสียชีวิตจากไป แต่หกเดือนสุดท้ายของกู๊ดเป็นหกเดือนที่หมาน้อยมีความสุข ทั้งจากคุณภาพชีวิตที่ปรับใหม่ทั้งหมด ทั้งจากการทุ่มเทเอาใจใส่ ความรักความเอื้ออาทรที่ได้รับจากเจ้าของ

ชีวิตมองให้ง่ายก็ง่าย ก็แค่ “ทิ้งทุกอย่างมา” ของนัทนั้น หมายถึง การทิ้งหน้าที่การงาน ทิ้งชีวิตทางสังคม ทิ้งคอนเนกชั่นเครือข่ายลูกค้ารวมทั้งหุ้นส่วนการทำธุรกิจต่างๆ ทั้งหมด เขามีเงินเก็บก้อนหนึ่งจากการทำงาน และตั้งใจจะใช้เงินก้อนนี้ “อยู่ให้ได้” กินแกงที่แม่ค้าเหลือขายถุงละ 10 บาท ดักซื้อกันตอนเย็นๆ ของทุกเย็น

“แกงเหลือๆ ที่ไม่ค่อยมีหมูมีเนื้อแล้ว โละๆ มา น้ำแกงเยอะๆ แม่ค้าตักให้ยังไง ผมกินอย่างนั้น ผมขายทีวี ขายโซฟา สมบัติทุกอย่างขายหมด เป็นหกเดือนที่ไม่ได้ทำงานหาเงินเลย กินอยู่เท่าที่จะประทังชีวิต ไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่ทำอย่างนี้สิทุกข์”

วาระสุดท้ายของกู๊ดสร้างความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ขณะเดียวกันก็สุขใจ เพราะทุกอย่างที่ทำได้ เขาได้ทำแล้วทั้งหมด กู๊ดจากไปก็จริงแต่จากไปอย่างมีความสุข คำถามหนึ่งผุดขึ้นที่กลางใจ คงดีไม่น้อยถ้าสามารถช่วยสุนัขด้อยโอกาสได้มากกว่านี้ สามารถเสียสละได้มากกว่านี้ นั่นเป็นที่มาของแนวคิดก่อตั้งองค์กรเพื่อสุนัขด้อยโอกาสในเวลาต่อมา

เมื่อกู๊ดจากไป นัทยังมีสุนัขในการอุปการะอีก 8 ตัว(ขณะนั้น) เขาเริ่มรับงานออร์แกไนเซอร์ให้หน่วยงานราชการและรับทำสื่อสิ่งพิมพ์บ้าง แต่แล้วไม่นานก็กลับมาจุดเดิม เมื่อสุนัขอีกตัวหนึ่งล้มป่วย นัทกลับมา “นิ่งๆ” อีกครั้ง กลับมาจุดเดิมที่เป็นที่สุดของที่สุดและเป็นสโลว์ไลฟ์อย่างแท้จริงในความคิดของเขา

“เป็นสโลว์ไลฟ์ที่ใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่เรารัก และให้เวลากับเขาอย่างดีที่สุด เป็นสโลว์ไลฟ์ที่คุ้มค่าที่สุด เมื่อคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่อาจย้อนกลับมาได้อีก ความตายคือความตาย ตายแล้วไม่ฟื้น ถึงตอนนั้นอยากทำดีกับเขาแค่ไหน ก็ไม่ได้แล้ว”

จากกู๊ดถึงแสบ หรือ “แสนแสบ” ลาบราดอร์สีดำอายุ 8 ขวบแสนดื้อ ความป่วยไข้ของสุนัขที่รับอุปการะได้วนกลับเข้ามาในชีวิตของนัทอีกครั้ง เหมือนตอกย้ำว่า สิ่งที่เขาต้องทำคือการทุ่มเทเอาใจใส่เพื่อสัตว์ที่ป่วยเจ็บ ดูแลพวกมันให้ดีที่สุดในท่ามกลางของระยะเวลาและโอกาสที่เหลืออยู่ จากนั้นก็เก็บความทรงจำแห่งความรักความสุขไว้

“ทุกนาทีที่ผ่านไป ผมบอกกับตัวเองว่า ผมควรจะอยู่กับเขานะ ขับรถออกจากบ้านไปก็คิดแต่ว่าเขาอาจเสียได้ทุกเมื่อ ทุกนาทีต่อจากนี้ผมจึงควรอยู่กับเขาให้มากที่สุด”

สุนัขของนัทแทบทุกตัว เป็นสุนัขที่เขารับอุปการะด้วยหลายสาเหตุ ตั้งแต่ถูกทิ้ง ถูกแลกถัง(หมาแลกถัง) ถูกนำมาปล่อยหน้าออฟฟิศ ซื้อลูกแถมพ่อ(หมา) สายพันธุ์มีทั้งลาบราดอร์ พูเดิล บางแก้ว บางแก้ว(ปลอม)-ฮา ตาบอดก็มี สรุปสายพันธุ์ไม่ได้ก็เยอะ แต่ทุกตัวเลี้ยงดูอย่างดี กินอาหารคลีน เน้นผักเน้นปลาปลอดสาร 100%

ทุกวันนี้เขาอาศัยอยู่กับสุนัขรวมทั้งหมด 11 ตัว มีจากัวร์, น้ำตาล, เก็บเงิน, เก็บตก, สายชล, ชมดาว, ชมจันทร์, นำทัพ, ขุนพล, นักรบและฟิลลิป กินนอนและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิดที่บ้านขนาด 110 ตารางวาย่านตลิ่งชัน หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมต้องดูแลดีขนาดนี้กับ…ก็แค่สุนัขที่ถูกทิ้ง

“เลี้ยงเขา ช่วยเขา แต่ไม่ใช่เราช่วยเขาฝ่ายเดียว พลังดีๆ พลังบวกๆ ที่ผมได้รับจากพวกเขา เหมือนเติมเราให้เต็ม หลายคนถามว่า ทำไมต้องหาภาระ เลี้ยงหมาแล้วไปไหนก็ไม่ได้ ผมคิดตรงกันข้าม กับคนสิเหนื่อย กับคนบางทีมันเหนื่อยนะ มีเถียง มีเดาใจ มีคาใจ แต่กับหมาไม่มีอะไรแบบนั้น กับหมาคืออิสรภาพ”

สโลว์ไลฟ์ที่มีหมา 11 ตัวอยู่ในชีวิต ปัจจุบันถือว่าลงตัว ทุกวันนี้คุ้นกับการจัดตารางเวลาในชีวิตประจำวัน แบ่งเวลาส่วนหนึ่งทำงาน อีกส่วนหนึ่งก็สละให้เป็นเวลาของการดูแลสัตว์เลี้ยงที่รัก พวกมันยังสอนให้เขาอยู่กับปัจจุบันขณะ อยู่กับความสุข โฟกัสที่ความสุข คนต่างหากที่อยู่กับทุกข์ มองศึกษาจากหมาที่เลี้ยง เลิกเอาใจไปใส่ไว้ที่ความทุกข์ความท้อใดๆ

ณ จุดนี้คือความตั้งใจที่จะก่อตั้งมูลนิธิเพื่อแบ่งปันความสุขความทุกข์ ดูแลเพื่อนสี่ขาผู้ร่วมโลก ในฐานะของเพื่อนร่วมทุกข์ที่เกิดแก่เจ็บตายบนโลกใบเดียวกัน มูลนิธิยังไม่มีทุนก่อตั้ง แต่มีชื่อแล้ว(ฮา) คือมูลนิธิบ้านหลังเดียวกัน สื่อความหมายว่า สุนัขหรือหมาทุกตัวไม่แยกประเภท ไม่แบ่งชั้นวรรณะ คนและสัตว์ต่างเกิดมาร่วมโลกเดียวกัน

“ดูแลสิ่งมีชีวิตด้อยโอกาส หลายตัวถูกทิ้ง หลายตัวป่วยเป็นโรคร้ายแรง หลายตัวพิการ ต่อลมหายใจพวกเขา ดูแลพวกเขาในบั้นปลายสุดท้ายให้ดีที่สุด เพราะบางทีนี่อาจเป็นการมอบความรักและการดูแลในแบบที่พวกเขาไม่เคยได้พานพบมาก่อนเลยตลอดชีวิต”

พันธกิจของมูลนิธิบ้านหลังเดียวกัน นอกจากการดูแลระยะสุดท้ายของสุนัขและสัตว์ด้อยโอกาสต่างๆ แล้ว ก็หมายรวมถึงการดูแลสุขภาพร่างกายที่ดี โดยเฉพาะด้านโภชนบำบัด ที่นัทให้ความสำคัญ สุนัขของเขากินคลีนฟู้ด สุนัขในมูลนิธิก็ย่อมเช่นกัน ด้านจิตใจก็มุ่งเยียวยาบำบัด สุนัขหรือสัตว์ทุกตัวที่ได้มาพักพิง เชื่อว่าจะมีความสุขแน่

ปัจจุบันนัทยังเปิดร้านอาหารสไตล์ฟิวชั่น หรือที่เรียกล้อตัวเองว่าฟิวฉัน ชื่อ “เสน่ห์นิยม” ตั้งอยู่ในแหล่งกินเที่ยวฮิปสเตอร์ย่านฝั่งธนบุรี “ช่างชุ่ย” ร้านของเขาเน้นความเรียบง่ายเก๋ และวินเทจ ที่ทว่าก็ซับซ้อนอยู่ในที ขายเมนูตามใจตัวเอง เช่น สุกี้เตาถ่าน ยำรัญจวน และซี่โครงบาร์บีคิวฉ่ำๆ เยอะๆ (ชื่อเมนู “ซี่โครงลาวาสะดุ้งไฟดิสโก้”-ฮา) ปีหน้ามีแผนทำธุรกิจอาหารคลีนสำหรับสุนัขด้วย ว้าว ว้าว ว้าว!

มองไปข้างหน้าหนทางยังอีกยาวไกล แต่นัทมีกำลังใจเสมอ “พ่อ” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 คือต้นแบบแห่งแรงบันดาลใจ ที่ทำให้เขาหนักแน่นในความเพียร ความอดทน เสียสละและเมตตา พระองค์ท่านทรงอุทิศพระวรกายในการประกอบพระราชกรณียกิจและก่อตั้งโครงการในพระราชดำริมากกว่า 4,000 โครงการ…เดินตามรอยพ่อ

ชีวิตวันนี้คือชีวิตมีหน้าที่ อันดับแรกคือการดูแลมารดา โดยมารดาก็อาศัยอยู่ในละแวกบ้านเดียวกัน ดูแลกันได้เต็มที่ ส่วน “เด็กๆ” หรือหมาอีก 11 ตัวก็แยกมาอยู่ด้วยกันที่บ้านอีกหลัง หนุ่มหล่อเข้มๆ เคราขลังๆ คนนี้ตื่นตี 4 ทุกวัน เขาลุกขึ้นมาล้างผักเพื่อทำอาหารเช้าให้ฝูงสุนัขของเขา เสร็จแล้วนั่งลงจิบกาแฟทันดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า สาวๆ คนไหนสนใจ ก็บอกได้คำเดียวว่า ต้องมีสโลว์ไลฟ์สไตล์เดียวกัน love me love my dog

คริสทีน วาชอน เธอคือโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ระดับออสการ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572628

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 09:14 น.

คริสทีน วาชอน เธอคือโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ระดับออสการ์

โดย ภาดนุ

ในวงการภาพยนตร์ของโลก ชื่อของ คริสทีน วาชอน (Christine Vachon) คือนามของโปรดิวเซอร์มือทอง หรือผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ระดับโลกที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าเธอผู้นี้จะกำลังรังสรรค์ภาพยนตร์เรื่องไหน ก็มักจะถูกจับตามองอยู่เสมอ ว่าเธอต้องสามารถนำพาภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่องก้าวเข้าสู่เวทีประกาศผลรางวัลอันทรงเกียรติเเละยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกอย่างรางวัลออสการ์ได้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง Carol, Far From Heaven, Boys Don’t Cry หรือ Still Alice ที่ล้วนแต่คว้ารางวัลอันทรงเกียรติติดไม้ติดมือมาได้ทั้งนั้น จึงนับว่าเป็นการเดินทางที่ยอดเยี่ยมในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์คนหนึ่ง

เเละในโอกาสพิเศษที่โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์มือดีอันดับต้นๆ ของโลกผู้นี้เดินทางมาเยือนประเทศไทย เราจึงไม่พลาดโอกาสที่จะไปพูดคุยกับเธอถึงมุมมองเเละประสบการณ์ในการทำงานของเธอ ซึ่งถือได้ว่าไม่ธรรมดา เพื่อนำมาแชร์ต่อให้ผู้อ่านได้รับรู้ รวมทั้งยังเป็นการสร้างเเรงบันดาลใจให้กับหลายๆ คนอีกด้วย

“ถ้าให้พูดถึงการเป็นผู้อำนวยการสร้างหรือโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ในแวดวงฮอลลีวู้ดแล้ว ในความคิดของฉัน สิ่งที่ยากที่สุดหรือท้าทายที่สุดก็คือ การทำภาพยนตร์เรื่องที่ตัวเองรับผิดชอบให้สำเร็จลงได้ด้วยดีตั้งแต่ได้เริ่มต้นถ่ายทำมาเลย ที่สำคัญภาพยนตร์เรื่องนั้นจะต้องไปถึงผู้ชมทั่วโลกได้อย่างแพร่หลายและทั่วถึง

ในอดีตภาพยนตร์เรื่อง Boys Don’t Cry ที่ฉันเคยเป็นโปรดิวเซอร์ให้นั้น ประสบความสำเร็จจน สแวงกี้ (ฮิลลารี่ สแวงก์) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ จนเธอสามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขาดารานำหญิงยอดเยี่ยมมาได้ เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของฉันเป็นอย่างมาก

ตอนที่ฉันรับผิดชอบภาพยนตร์เรื่องนี้ ฉันคิดเพียงอย่างเดียวว่า จะทำอย่างไรให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าถึงหรือ Touch จิตใจคนดูให้มากที่สุด ซึ่งเมื่อภาพยนตร์ออกฉาย ก็สามารถวัดได้จากฟีดแบ็กที่ได้รับจากคนดู ที่ค่อนข้างจะมีเสียงออกไปในทางชื่นชมจากทั่วทุกทิศทาง นี่แหละคือคำตอบที่ว่า ทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้ถึงเข้าถึงอารมณ์และจิตใจของผู้ชมได้ดี”

คริสทีน บอกว่า การที่เธอจะเลือกเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่งนั้น สิ่งที่เธอต้องพิจารณาเป็นอันดับแรกเลยก็คือ ตัวผู้กำกับ เพราะการจะสร้างภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่งนั้น สิ่งสำคัญที่ผู้กำกับควรต้องมีก็คือ จะต้องสามารถสื่อสารเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนั้นให้เข้าถึงคนดูได้อย่างดีเยี่ยม

“สิ่งสำคัญอันดับต่อมาก็คือ นักแสดง (Cast) โดยนักแสดงที่ได้รับเลือกมารับบทนำนั้น จะต้องเป็นนักแสดงเบอร์ใหญ่พอสมควร ต้องแสดงเก่ง และเธอหรือเขาผู้นั้นจะต้องทำให้คนดูเชื่อหรือคล้อยตามไปกับบทบาทที่ได้รับด้วย ยกตัวอย่าง ภาพยนตร์เรื่อง ‘I’m Not There’ การที่ผู้ชมได้เห็นดาราสาว เคต บลันเชตต์ แปลงโฉมเป็นผู้ชาย (เป็น บ๊อบดีแลน) นั้น มันจะช่วยสร้างความตื่นตาตื่นใจและทำให้ผู้ชมอยากดูหรืออยากติดตามภาพยนตร์เรื่องนั้นมากยิ่งขึ้นได้

นอกจากนี้ ยังมีภาพยนตร์เรื่อง ‘Still Alice’ ดาราหญิงที่นำแสดงในเรื่องนี้ก็คือจูลีแอนน์ มัวร์ ซึ่งเธอรับบทเป็นผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ดีมากๆ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าคนส่วนใหญ่บนโลกนี้ล้วนเคยมีประสบการณ์กับญาติพี่น้องหรือคนรู้จักที่เป็นโรคนี้กันทั้งนั้น ซึ่งเนื้อหาของเรื่องนี่แหละ คือสิ่งที่เข้าถึงจิตใจคนดูได้เป็นอย่างดี เรียกว่าการจะเป็นภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่งได้ ต้องมีส่วนประกอบหลายๆ อย่างที่ดีที่สุดมาประกอบกันได้อย่างลงตัว ทั้งผู้กำกับ นักแสดง โปรดิวเซอร์ และอื่นๆ ซึ่งล้วนสำคัญทั้งหมดเลย”

คริสทีน บอกว่า ถ้าให้เธอฟันธงว่าภาพยนตร์เรื่องไหนที่เธอมีโอกาสได้โปรดิวซ์ แล้วเธอชอบหรือประทับใจมากที่สุด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ตอบได้ยากมากๆ เพราะในหนึ่งปีเธอจะทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ให้กับภาพยนตร์ต่างๆ แบบนับไม่ถ้วน ซึ่งภาพยนตร์แต่ละเรื่องก็จะมีจุดเด่นและมีเนื้อหาที่แตกต่างกันไป พูดง่ายๆ ว่ามีดีในแบบของตัวเอง ดังนั้น สำหรับเธอแล้ว เธอจะไม่ตัดสินว่าภาพยนตร์เรื่องไหนดีหรือน่าประทับใจที่สุดสำหรับเธอ เอาเป็นว่าภาพยนตร์แต่ละเรื่องล้วนมีดีใกล้เคียงกัน

สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Vox Lux จากกระแสที่พูดถึงว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่น่าจับตา ว่าอาจจะมีสิทธิได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในปี 2019 ที่จะถึงนี้ โปรดิวเซอร์คนเก่งมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

“สิ่งที่ท้าทายสำหรับภาพยนตร์เรื่อง Vox Lux ซึ่งนำแสดงโดยนางเอกสาวซูเปอร์สตาร์ นาตาลี พอร์ตแมน อยู่ตรงที่มันเป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาที่ค่อนข้างจะแรงและเซนซิทีฟมากๆ ต่อสังคม เนื่องจากเนื้อหาของภาพยนตร์ได้มีการนำประเด็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อการร้ายที่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ รวมทั้งเหตุการณ์ที่มีคนเสียสติถือปืนไปกราดยิงเด็กๆ ในโรงเรียนมัธยมของสหรัฐ ตามที่เป็นข่าวไปทั่วโลกมาไว้ในภาพยนตร์ด้วย

ดังนั้น ในการนำเสนอประเด็นหรือเนื้อหาของภาพยนตร์ จึงต้องใช้ป๊อปคัลเจอร์เป็นเครื่องมือถ่ายทอดออกมา ซึ่ง Vox Lux เป็นเรื่องราวของศิลปินสาวที่โด่งดังขึ้นมาจากเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนมัธยม แล้วมีเด็กสาวคนหนึ่งได้ร้องเพลงไว้อาลัยให้กับน้องสาวของเธอที่เสียชีวิตในเหตุการณ์กราดยิงนั้น ซึ่งไวรัลคลิปนี้ทำให้เด็กสาวที่ร้องเพลงคนนี้โด่งดังเพียงชั่วข้ามคืน ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง Vox Lux นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยนำมาผสมผสานกับเรื่องราวของเส้นทางสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ของหญิงสาวที่เป็นดารานำของเรื่อง ที่เป็นการสื่อสารถึงโลกในยุคปัจจุบันนี้ได้เป็นอย่างดี”

คริสทีน เสริมว่า การจะโปรดิวซ์ให้ภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่งให้เสร็จสมบูรณ์ แล้วถูกนำไปฉายในโรงภาพยนตร์ได้นั้น สิ่งสำคัญคือต้องนำเสนอเนื้อเรื่องให้เข้าถึงจิตใจคนดูทั่วโลกให้ได้มากที่สุด ซึ่งเคล็ดลับจะอยู่ที่ขั้นตอนในการเลือกผู้กำกับ ดารานักแสดง และอื่นๆ ที่สามารถเลือกได้อย่างเหมาะสมและลงตัวตั้งแต่แรก

“วิธีการที่ฉันจะเลือกผลิตภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่ง สิ่งแรกเลยฉันจะดูที่สคริปต์หรือตัวบทของภาพยนตร์เรื่องนั้นก่อนเลยว่า บทของเรื่องนั้นมีความแข็งแรงขนาดไหน มีจุดเด่นมากน้อยแค่ไหน เป็นบทที่เคยพบเจอมาแล้ว หรือเป็นบทที่แปลกใหม่และน่าสนใจจริงๆ

อย่างที่สองที่ฉันจะพิจารณาก็คือ ผู้กำกับที่จะเลือกมากำกับภาพยนตร์เรื่องนั้น ซึ่งฉันจะต้องดูผลงานที่ผ่านมาว่า ผู้กำกับคนนี้เก่งขนาดไหน แล้วเขามีแนวโน้มที่จะสามารถกำกับนักแสดงตามบทที่เขียนมาได้หรือไม่ ที่สำคัญเมื่อทำภาพยนตร์สำเร็จออกฉายแล้ว จะสามารถเข้าถึงคนดูได้มากน้อยขนาดไหน รวมถึงตัวดาราที่จะมารับบทในภาพยนตร์เรื่องนั้นด้วยว่า เครดิตหรือพลังดารา (Star Power) ที่มารับบทนำนั้นจะสามารถเรียกเงินระดมทุนเพื่อสร้างภาพยนตร์เรื่องนั้นได้ตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า ถ้าได้ดาราที่เป็นแม่เหล็กหรือมีพลังที่จะดึงดูดเงินทุน ดึงดูดคนดูได้ แนวโน้มของการสร้างภาพยนตร์เรื่องนั้นก็จะสามารถไปต่อได้

สิ่งสำคัญอันดับสุดท้ายเลยก็คือ ต้องคาดเดาได้ว่า ภาพยนตร์เรื่องที่สร้างนั้นจะสามารถก้าวข้ามสิ่งต่างๆ ไปถึงคนดูทั่วโลกที่มีความหลากหลายได้หรือไม่ พูดง่ายๆ ว่าภาพยนตร์ที่สร้างออกมาแต่ละเรื่องต้องมีความเป็นสากลและเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกได้นั่นเอง”

สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Colette ซึ่งนำแสดงโดย เคียร่า ไนท์ลีย์ ดาราสาวซึ่งได้รับฉายาว่าเป็นเจ้าแม่ภาพยนตร์พีเรียดหรือภาพยนตร์ย้อนยุค ที่คริสทีนเป็นผู้อำนวยการสร้างด้วยนั้น ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เธอบอกว่ามีความท้าทายในการทำงานเป็นอย่างมาก แม้ที่ผ่านมาเธอจะเคยร่วมงานกับทั้งตัวดารานำและตัวผู้กำกับทั้งสองคนนี้มาแล้วก็ตาม

“การที่จะหาดาราชายมาเป็นดาราตัวรองที่ช่วยซัพพอร์ตดาราหญิงระดับซูเปอร์สตาร์ที่เป็นนักแสดงนำของเรื่องเป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะอาจจะมีนักแสดงชายบางคนที่ไม่ยอมเอาตัวเองเข้ามารับบทที่เป็นรองกว่าดาราหญิงซึ่งเป็นตัวนำของเรื่องสักเท่าไร นี่จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ท้าทายในการทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ของฉันด้วยเช่นกัน

ขอย้อนกลับไปที่ภาพยนตร์เรื่อง Boys Don’t Cry ที่ ฮิลลารี่ สแวงก์ สามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมาได้นิดนึง ต้องบอกตรงๆ ว่าในวันที่ประกาศผลออสการ์ แล้วได้รู้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถคว้ารางวัลมาได้ นาทีนั้นฉันรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากๆ เพราะความจริงแล้วฉันไม่ได้คาดหวังเลยว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้จะสามารถคว้ารางวัลออสการ์มาครองได้ แต่ ณ เวลานั้นมันก็เป็นไปแล้ว

ความรู้สึกในนาทีที่ภาพยนตร์เรื่องนี้คว้ารางวัลออสการ์มาได้ เป็นสิ่งที่ฉันยังคงจดจำได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้ ที่จริงแล้วมันเป็นเพียงภาพยนตร์เล็กๆ หรือจะพูดว่าเป็นภาพยนตร์นอกกระแสในขณะนั้นก็ว่าได้ แต่ด้วยความที่ตัวบทของ Boys Don’t Cry เป็นบทที่ดีมากๆ มีองค์ประกอบทุกอย่างครบ ยิ่งได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง ฮิลลารี่ สแวงก์ มาเป็นนักแสดงนำ รวมทั้งนักแสดงคนอื่นๆ ที่ช่วยเสริมการแสดงออกมาได้อย่างลงตัว ก็เลยทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จและยังคงอยู่ในใจของผู้ชมมาจนถึงทุกวันนี้

ในทางกลับกัน หากพูดถึงภาพยนตร์เรื่อง Vox Lux เรื่องล่าสุดที่กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์เร็วๆ นี้ แล้วถามว่าฉันคาดหวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะสามารถเข้าชิงออสการ์ได้มั้ย เรื่องนี้ก็ตอบได้ยากอีกนั่นแหละ แม้ฉันจะทำงานเป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์มานานนับสิบๆ ปี แต่ฉันพูดได้เต็มปากเลยว่า คุณไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย

มีแค่ครั้งเดียวที่ฉันสามารถเดาได้บ้าง นั่นก็คือตอนที่ฉันเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟ โปรดิวเซอร์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง Still Alice ซึ่งตอนนั้นไปเปิดตัวฉายที่เมืองซีแอตเติล แล้วกระแสของภาพยนตร์เรื่องนี้มันแรงมากจนเห็นได้ชัดจริงๆ ว่าจะได้เข้าชิงออสการ์ แล้วก็เป็นจริงว่ามันสามารถกวาดมาได้หลายรางวัล นั้นเป็นเพียงครั้งเดียวที่ฉันแน่ใจ” (หัวเราะ)

คริสทีน ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จในอาชีพโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ระดับโลก มีหลักการทำงานที่เธอยึดถือเสมอมา นั่นก็คือการทำงานหนัก และเป็นคนตรงต่อเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นความจริงที่จะส่งผลให้ทุกคนประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

“ในแต่ละปีฉันทำงานหนักมาก เพราะมีภาพยนตร์ออกมาปีละเป็นร้อยเรื่อง บางครั้งต้องทำงานแบบข้ามวันข้ามคืน แต่มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันสนุกและมีความสุขกับการทำงานที่ตัวเองรัก กับคำถามที่หลายคนมักถามเสมอว่า คุณมีข้อคิดหรือเคล็ดลับดีๆ ที่จะถ่ายทอดให้กับคนสร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่ให้ประสบความสำเร็จแบบคุณบ้างมั้ย ฉันเชื่อว่านักสร้างภาพยนตร์หลายคนมักจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าอยากประสบความสำเร็จในการสร้างภาพยนตร์ คุณต้องทำตามแพสชั่นที่มี และอย่าได้ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น

แต่ฉันจะไม่ตอบแบบนั้นเด็ดขาด คำตอบของฉันก็คือ ถ้าคุณอยากจะประสบความสำเร็จในการสร้างภาพยนตร์ คุณต้องหาโอกาสทุกโอกาสที่คุณจะสามารถพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นได้

ที่สำคัญคุณต้องมีวิสัยทัศน์ในการมองหานายทุน ที่จะสามารถมาซัพพอร์ตสิ่งที่คุณจะสร้างออกมาให้สำเร็จเป็นรูปธรรมได้ พูดง่ายๆ ก็คือคุณต้องมีหัวนักธุรกิจติดอยู่กับตัวด้วย ต้องเข้าใจในสิ่งที่ทำ และรู้วิธีทำให้ภาพยนตร์นั้นขายในตลาดได้

อย่างภาพยนตร์เรื่อง ‘Tangerine’ ที่ถ่ายทำทั้งเรื่องโดยใช้โทรศัพท์มือถือไอโฟน (Iphone) ประเด็นสำคัญมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้ไอโฟนถ่าย แต่มันอยู่ที่การนำเนื้อหาที่ดีและน่าติดตามมานำเสนอผู้ชมซะมากกว่า เมื่อคุณทำทุกอย่างออกมาได้ลงตัว เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของแฟนภาพยนตร์ทั่วโลก และเข้าถึงตลาดทั่วโลกได้ ฉันเชื่อว่าภาพยนตร์ที่คุณสร้างขึ้นมานั้นจะต้องประสบความสำเร็จได้ในสักวัน”

Elongate spine to prevent or cure Kyphosis with Yoga postures EP 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572537

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2561 เวลา 12:10 น.

Elongate spine to prevent or cure Kyphosis with Yoga postures EP 1

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

จะมีวิธีการป้องกันการเปลี่ยนแปลงของกระดูกสันหลังส่วนบน ที่มีแนวโน้มจะโค้งมาด้านหน้าตามอายุที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไร ?

ไคโฟซิส (Kyphosis) เป็นความผิดปกติของความโค้งในกระดูกสันหลังส่วนอก ทำให้เกิดภาวะหลังค่อม ร่วมกับไหล่ห่อไปทางด้านหน้า ผู้ที่มีอาการหลังค่อมจะมีความโค้งตั้งแต่ 50 องศาขึ้นไป จะรู้สึกปวดหรือตึงที่บริเวณหลัง (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 1)

ทีนี้มันเกิดขึ้นได้เพราะวิธีการที่เราเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน การนั่ง การยืน ที่ไม่ถูกต้องแล้วเกิดการสะสมมายาวนานเป็นสาเหตุหลักให้กระดูกสันหลังเสื่อมสภาพ ซึ่งนั่นก็คือ “อิริยาบถ” เป็นตัวแปรสำคัญ ตามความหมายอย่างเป็นทางการอิริยาบถ หมายถึง อาการที่ร่างกายอยู่ในท่าใดท่าหนึ่ง คือ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ทีนี้เมื่อเรารวมกับกิจกรรมอื่นๆ ของการใช้งานร่างกายที่ผิดวิธีแบบซ้ำๆ ในแต่ละวันที่เราอาจมองข้ามแล้วสะสมมาหลายๆ ปี ไม่ว่าจะเป็น การสะพายกระเป๋าหนักๆ นานๆ ขณะเดินช็อปปิ้ง การยกของหนักบ่อยๆ การอุ้มลูก ให้นมลูกนานๆ นั่งเล่นมือถือแบบก้มหัวมาด้านหน้านานๆ การนั่งพิงโซฟาหลายชั่วโมงดูทีวี การนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมงแบบผิดวิธี จะส่งผลให้กล้ามเนื้อไม่สมดุล

สำหรับคนสูงอายุที่เป็นโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกบาง ร่วมกับความเสื่อมสภาพของโครงสร้างภายในกระดูก ทำให้กระดูกยุบลงเป็นสาเหตุให้เกิดหลังค่อมได้เช่นกัน จากงานวิจัยต่างๆ ในต่างประเทศ หนึ่งในวิธีการเยียวยารวมทั้งป้องกันที่ดีที่สุดคือ การฝึกโยคะอาสนะที่เน้นการเคลื่อนไหวยืดให้กระดูกสันหลังตรง รวมทั้งการวางตำแหน่งหัวไหล่ให้ถูกต้องเป็นธรรมชาติ

เมื่อพูดถึงคำว่า “Elongate” นั่นหมายถึงการยืดยาว ผู้ที่มีอาการหลังค่อม ควรเน้นฝึกกลุ่มท่าโยคะที่ยืดกระดูกสันหลังให้ยาว มีกลุ่มแอ่นหลังบ้างแบบเบาๆ มีกลุ่มท่าบิดตัวนิดหน่อยไม่ลึก และเน้นการเคลื่อนไหวให้หลากหลายประสานเชื่อมโยงกับการหายใจ แต่ท่าโยคะอาสนะนั้นมีหลากหลาย มีหลายกลุ่ม ท่าที่ไม่ควรทำสำหรับกลุ่มคนที่มีปัญหาหรืออาการของ Kyphosis โดยเฉพาะคนที่มีอาการหนักมาก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มท่าพับกระดูกสันหลังมาด้านหน้า Spinal Flexion, Slouched Position เพราะกลุ่มท่าเหล่านี้เหมือนเป็นการสร้างความเคยชินให้กับคนหลังค่อม เช่น ท่าปัศจิโมตตานาสนะ ท่าชานุศีรษาสนะ ให้ประยุกต์ด้วยการใช้เชือกคล้องฝ่าเท้า หากจับเท้าไม่ถึงแล้วไม่ต้องพับลำตัวลง แต่ยืดแผ่นหลังให้ตรงแทน

รวมทั้งกลุ่มท่าที่ใช้น้ำหนักจากมือ ก่อนจะฝึกท่ากลุ่มนี้ต้องสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหัวไหล่ก่อนฝึก เช่น ท่าจะตุรังคะทัณฑาสะนะ รวมทั้งกลุ่มท่ากำลังแขนพวกตระกูลอาร์มบาลานซ์ เพราะอาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่ง่ายกว่าคนอื่นๆ เนื่องจากอาการของไคโฟซิสเกี่ยวข้องกับหัวไหล่ ดังนั้นถ้ากล้ามเนื้อลำตัวส่วนบน รวมทั้งกล้ามเนื้อแกนกลางไม่แข็งแรงพออย่าเพิ่งฝึกท่ากลุ่มนี้ นั่นหมายรวมถึงกลุ่มท่ากลับหัว อย่างเช่น ท่ายืนด้วยไหล่ ท่ายืนด้วยมือ ท่ายืนด้วยศีรษะ จะสร้างความกดดันให้กระดูกสันหลังส่วนคอมากเกินไป

สำหรับคนที่เป็นไคโฟซิสให้ควรหลีกเลี่ยง ต่อมาเรามาดูตัวอย่างท่าโยคะอาสนะที่ส่งผลดีกับกลุ่มคนหลังค่อมกัน ท่าแรกคือท่าภุชังคาสนะ หรือท่างูเห่า (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 2) การเริ่มต้นฝึกท่านี้ให้เริ่มจากการนอนคว่ำ จุดสำคัญในการฝึกท่านี้คืออย่าห่อไหล่ ในการจัดระเบียบร่างกายส่วนบนให้ยืดขยายเปิดช่วงอกด้านหน้า ไหปลาร้า ม้วนหัวไหล่ตกไปด้านหลัง คอยืดยาวสบายไม่หักคอ ส่วนลำตัวด้านหน้า ช่วงล่างตรงส่วนกระดูกหัวหน่าวให้กดลงพื้น และส่วนสุดท้ายในเรื่องของการวางฝ่ามือ ให้วางให้ถูกตำแหน่งตรงกลางหน้าอกโดยประมาณ ควรค้างท่าประมาณ 3-5 ลมหายใจเข้า-ออก เมื่อทำท่านี้เสร็จแล้วสามารถแก้ท่าได้ด้วยท่าเด็กหมอบ

ท่าต่อมาคือท่าศลภาสนะ หรือท่าตั๊กแตน (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 3) เริ่มต้นด้วยการนอนคว่ำเช่นกัน เจี๊ยบมักจะบอกนักเรียนในการฝึกท่านี้เสมอว่า ให้ใช้กล้ามเนื้อหลังดึงหน้าอกขึ้นจากพื้น ซึ่งในเวอร์ชั่นนี้มีการประสานมือล็อกนิ้วมือไว้ที่ด้านหลัง เหมาะกับคนที่มีอาการหลังค่อมมาก เพราะการออกแรงดึงของแขนจะช่วยดึงหัวไหล่ไปด้านหลัง แก้อาการหัวไหล่ห่อมาด้านหน้าได้ ขณะฝึกอย่าเกร็งคอและควรจะค้างท่าอย่างน้อย 5 ลมหายใจเข้า-ออก

ในฉบับหน้าเจี๊ยบจะยกตัวอย่างท่าอาสนะอื่นๆ เพิ่มเติม แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดกระดูกสันหลังให้ยืดยาวในชีวิตประจำวัน Elongate! แม้ว่าเราต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หรือนั่งดูทีวีต่อเนื่องหลายชั่วโมง ให้คอยเช็กตัวเองอยู่เสมอว่า เรายืดกระดูกสันหลังหรือเปล่า แล้วคอยหมั่นเตือนตัวเองในทุกอิริยาบถ เพื่อป้องกันการเกิดหลังค่อมในอนาคต ส่วนคนที่มีอาการแล้วจะสามารถช่วยเยียวยาอาการให้ดีขึ้น ไม่แย่ลง รวมทั้งสำหรับคนที่ไม่ได้มีอาการรุนแรงมากก็อาจหายได้ในที่สุด ด้วยการช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด ซึ่งต้องฝึกเป็นประจำ

แล้วเรามาคุยเรื่องนี้กันต่อในฉบับหน้าค่ะ

สัมผัสโลกของ‘มิกกี้เมาส์’ @คิง เพาเวอร์ รางน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572535

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2561 เวลา 12:03 น.

สัมผัสโลกของ‘มิกกี้เมาส์’ @คิง เพาเวอร์ รางน้ำ

โดย วราภรณ์

ลงรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หรือสถานีพญาไทก็ได้ เดินมาอีกนิดเดียว คุณหนูๆ จะได้สนุกสนานตื่นตาตื่นใจที่ คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ เมื่อกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ จับมือ บริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ (ประเทศไทย) จัดงานฉลองครบรอบ90 ปี มิกกี้เมาส์ สุดยิ่งใหญ่

การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “คิง เพาเวอร์ แอนด์ ดิสนีย์ เอนด์เลส เซเลเบรชั่นส์” ที่เต็มอิ่มไปด้วยกิจกรรมแห่งความสุข และความสนุกสนานมากมายให้กับสมาชิกทุกคนในครอบครัว ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกนานถึง 3 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2561-27 ม.ค. 2562

จุดประสงค์การจัดงานครั้งนี้เพื่อเฉลิมฉลอง 90 ปีแห่งความมหัศจรรย์ของมิกกี้เมาส์ ที่ได้เดบิวต์ครั้งแรกในการ์ตูนสั้นเรื่อง Steamboat Willie ซึ่งกำกับโดย วอลท์ ดิสนีย์ ในวันที่ 18 พ.ย. 1928 หรือเมื่อปี พ.ศ. 2471 ด้วยเหตุนี้ วันที่ 18 พ.ย. จึงกลายมาเป็นวันเกิดของมิกกี้เมาส์

เทศกาลแห่งความมหัศจรรย์ไม่มีที่สิ้นสุดนี้ จะเต็มอิ่มไปด้วยกิจกรรมแห่งความสุขสนุกสนานที่ได้รับการเนรมิตบรรยากาศให้เป็นดินแดนมหัศจรรย์ ทั้งหมดแบ่งออกเป็น 6 โซนเตรียมให้หนูๆ ได้ไปเที่ยวชม ได้แก่

1.“เซเลเบรชั่น เอ็กซ์เพรส” รถไฟมหาสนุกที่มีหน้าต่างเป็นรูปมิกกี้เมาส์ เหมาะสำหรับใช้เป็นฉากหลังในการถ่ายภาพ ภายในรถไฟจำลองเหมือนของจริง หน้าต่างจะเป็นจอที่มีภาพทิวทัศน์ธรรมชาติสวยงามในรูปแบบกราฟฟิกแอนิเมชั่น เมื่อขึ้นไปบนรถไฟจะรู้สึกราวกับว่ารถไฟกำลังเคลื่อนไหวอยู่จริงๆ เพื่อเดินทางไปสู่ “มิกกี้ แอนด์ เฟรนด์ส บูเลอวาร์ด”

2.“การ์เด้น ออฟ ดรีมส์” เป็นสวนกลางถนนรางน้ำที่ตกแต่งในธีมมิกกี้เมาส์แห่งแรกในประเทศไทย สวนนี้เปรียบเสมือนดินแดนแห่งความฝัน ที่ละลานตาไปด้วยดอกไม้จริงที่มีสีสันสวยงาม มีจุดสำหรับถ่ายรูปพร้อมตัวการ์ตูนต่างๆ มากมาย ที่มอบโอกาสให้แฟนๆ สามารถสนุกสนานกันได้อย่างเต็มที่

3.“มิกกี้ แอนด์ เฟรนด์ส บูเลอวาร์ด” ได้รับการออกแบบให้มีบรรยากาศเหมือนย่านการค้า ที่เต็มไปด้วยร้านค้าและกิจกรรมต่างๆ มากมาย โดยการตกแต่งของอาคารทั้งสองฝั่งถนนได้รับแรงบันดาลใจจากตัวการ์ตูนดิสนีย์ในท่าทางต่างๆ ทั้งมิกกี้เมาส์ มินนี่เมาส์ พลูโต กู๊ฟฟี่ โดนัลด์ดั๊ก เดซี่ดั๊ก และชิปแอนด์เดล อีกทั้งยังมีกิจกรรมและเวิร์กช็อปสำหรับแฟนๆ ทุกเพศทุกวัย รวมถึงไฮไลต์ในตอนเย็น คือขบวนพาเหรดที่จะสร้างทั้งความสุขและความประทับใจให้กับทุกคน

4.“มิกกี้ ฮอลล์เวย์” ผนังอินเตอร์แอ็กทีฟขนาดยาว ที่จะมีการแสดงภาพกราฟฟิกน่ารักๆ และจอสำหรับเล่นเกม โดยเกมจะเปลี่ยนไปตามธีมของแต่ละเดือน

– ในเดือน ธ.ค. สนุกไปกับกิจกรรมปั้นหิมะเป็นรูปมิกกี้เมาส์

– ในเดือน ม.ค. จะมีกล่องรางวัลมากมาย ที่จะมีพลุออกมาเมื่อสัมผัส

5.“เมกา สโตร์” พบกับสินค้าลิขสิทธิ์คอลเลกชั่นพิเศษจากดิสนีย์ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองนี้ ประกอบด้วยสินค้าสำหรับทุกคนในครอบครัว อาทิ เสื้อผ้า ของเล่น ที่หุ้มกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าสะพาย พวงกุญแจ และเครื่องใช้ต่างๆ และเป็นครั้งแรกกับสินค้ามิกกี้เมาส์คอลเลกชั่น “สวัสดี” ที่มีให้เลือกสรรได้อย่างครบครันที่สุด

6.“มิกกี้ แกลเลอรี่” นิทรรศการศิลปะสุดแนวในชื่อ “ขอต้อนรับมิกกี้สู่ประเทศไทย” ที่สร้างสรรค์ลวดลายบนหุ่นโมเดลมิกกี้เมาส์ โดย 9 ศิลปินชาวไทย และนักแสดงระดับแถวหน้า พร้อมเหล่าคนดังมากมาย เพื่อฉลองครบรอบ 90 ปี มิกกี้เมาส์ ในประเทศไทย

สำหรับกิจกรรมสนุกๆ ภายในงานยังประกอบไปด้วย กิจกรรมเวิร์กช็อปสร้างสรรค์แอกเซสซอรี่สไตล์ดิสนีย์ พร้อมกันนี้ยังมีการแสดง แสง สี เสียง และ 3D แมปปิ้ง สุดตระการตาให้ได้ชมกันอีกด้วย

ในโอกาสพิเศษนี้ แฟนๆ จะได้พบกับสินค้าลิขสิทธิ์คอลเลกชั่นพิเศษมากมาย ทั้งเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ตุ๊กตา เครื่องครัว และเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ในร้านคิง เพาเวอร์ ทุกสาขา รวมทั้ง เมกาสโตร์ ที่ถนนรางน้ำ โดยไม่ต้องมีเที่ยวบินเดินทางไปต่างประเทศ

ในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา มีการเชิญชวนแฟนๆ ที่เกิดในเดือน พ.ย. จำนวน 1,928 คน มาร่วมสร้างสถิติกินเนส เวิลด์ เรคคอร์ดสด้วยการเป่าเทียน 1,928 เล่มพร้อมกันเพื่อฉลองวันเกิดให้กับมิกกี้เมาส์ พร้อมทั้งร่วมปล่อยบอลลูนจำนวน 1,928 ลูกสู่ท้องฟ้า

ร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 90 ปี มิกกี้เมาส์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในเทศกาลแห่งความมหัศจรรย์ไม่มีที่สิ้นสุด พร้อมเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมสุดหรรษาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในงาน “คิง เพาเวอร์ แอนด์ ดิสนีย์ เอนด์เลสเซเลเบรชั่นส์” ตั้งแต่วันนี้-27 ม.ค. 2562 ณ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ