‘ชมพู’ เจิดจรัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561569

  • วันที่ 21 ส.ค. 2561 เวลา 19:15 น.

‘ชมพู’ เจิดจรัส

เรื่อง วราภรณ์

นอกจากอัลตราไวโอเลตที่เป็นสีฮิตประจำปี 2018 แล้ว ยังมีโทนสีที่ได้รับความนิยมจากเหล่านักออกแบบจากทั่วโลกอย่าง “สีชมพู” ที่ได้รับความนิยมตั้งแต่ปี 2018 เรื่อยไปถึงแฟชั่นปี 2019 เห็นจากหลายรันเวย์ทั่วโลก อาทิ แบรนด์ญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

ยูนิโคล่ทีมออกแบบนำโดย คริสตอฟ เลอแมร์ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนายูนิโคล่ ปารีส ได้ร่วมกันพัฒนาไอเดียสุดล้ำสมัยสำหรับคอลเลกชั่น Uniqlo U กันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของดีไซน์ แพตเทิร์น ฯลฯ โดยคอลเลกชั่นล่าสุดนี้ ได้นำโทนสีสดใสสะดุดตาของฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว 2019 พร้อมทรงโอเวอร์ไซส์เพิ่มวอลุ่มให้ดูอินเทรนด์ขึ้น และสง่างามเหนือกาลเวลา ขณะเดียวกันได้นำเสนอไอเดียที่หลากหลายอันเป็นสัญลักษณ์ของ “The Future of LifeWear” โทนสีสดใสใหม่ๆ ที่นำมาใช้ในคอลเลกชั่นนี้อย่างสีแดงสด และสีชมพูฟิวเซีย (Fuchsais) ที่สื่อถึงความอบอุ่น และการเติมเต็มอันเป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังจะมาถึง ในส่วนของสไตลิ่งของซีซั่นส์นี้ เน้นไปที่วอลลุ่มของแขนเสื้อแจ็กเกตฟลีซ Blousons สำหรับผู้หญิง

Uniqlo U

ผลงานของนักออกแบบ Hannibal Laguna ที่เฉิดฉายอยู่บนรันเวย์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ แฟชั่น วีก มาดริด สปริง/ซัมเมอร์ 2019 นักออกแบบชาวสเปนนิช Hannibal นางแบบของแบรนด์สวมใส่เดรสสีชมพูอ่อน คัดติ้งเนี้ยบสะท้อนหญิงสาวมาดโก้หรู บนเวทีเดียวกัน นักออกแบบของสเปนนิชแบรนด์ Dominnico นางแบบสวมเดรสสั้น ลูกไม้ซีทรู ตกแต่งเฟอร์ขมนุ่มสีช็อกกิ้งพิงค์เด่นสะดุดตา

Hannibal Laguna

Dominnico

บนเวทีปารีส แฟชั่น วีก โอต์กูตูร์ ฟอลล์/วินเทอร์ 2018-2019 นางแบบสวมใส่เสื้อผ้าผลงานของ Pier Paolo นักออกแบบชาวอิตาเลียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์วาเลนติโน่ ได้สวมเสื้อผ้าสีชมพู ช่วยขับผิวนางแบบให้ขาวนวลเปร่งประกายความงาม

Valentino

บริหารการออม อย่างมีประสิทธิภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561562

  • วันที่ 21 ส.ค. 2561 เวลา 18:35 น.

บริหารการออม อย่างมีประสิทธิภาพ

เรื่อง กันย์ ภาพ Pixabay

เบื่อไหมที่ทำอย่างไรก็ไม่เคยมีเงินเก็บสักที ต้องมีเรื่องมาคอยให้ใช้ตังค์อยู่เรื่อยไป อันที่จริงแล้วการออมเงินไม่ได้ยากขนาดนั้นเลยนะ เพียงแค่เราต้องมีวินัยกับตัวเอง ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป แล้วออมเงินส่วนที่เราไม่ได้ใช้ แต่ถึงบอกแบบนี้ก็ทำไม่ได้หรอกใช่ไหมล่ะ ถ้าอย่างนั้นเรามาหาวิธีเก็บเงินแบบหลอกตัวเองกันดีกว่า เก็บเงินได้โดยที่ไม่รู้สึกว่าเรากำลังออมเงินอยู่ ไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

1.ทำเรื่องออมเงินให้เป็นนิสัยจนเคยชิน

มีแค่ความตั้งใจมันไม่พอนะ เราควรทำเรื่องวางแผนการเงินให้เป็นเรื่องอัตโนมัติโดยที่เราแทบไม่ต้องมานั่งปวดหัวคิดในทุกเดือนว่าจะต้องออมเงินยังไง เท่าไหร่ โดยให้ไปคุยกับธนาคาร แล้วขอจัดระบบโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนของเราเข้าไปที่บัญชีเงินเก็บ เพียงเท่านี้ก็จะไม่พลาดหรือลืมเก็บเงินตามที่ต้องการ

2.แยกเงินไว้ต่างหาก

แบบว่าเอาบัญชีไปซ่อน การที่ทำให้ตัวเองไม่เห็นว่าเรามีมูลค่าเงินอยู่แล้วเท่าไหร่ ก็จะทำให้ไม่อยากใช้เงินมากขึ้น โดยสามารถทำการแยกบัญชีเงินเก็บไว้ธนาคารหนึ่งและบัญชีใช้จ่ายไว้ในอีกธนาคารหนึ่ง ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะมองเห็นมูลค่าบัญชีของตัวเอง แถมทำให้ออมเงินได้มากขึ้น อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยในการเก็บเงินก็คือ สำหรับบัญชีเงินเก็บ เราไม่ต้องทำบัตร ATM เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีเครื่องมือไว้ถอนเงินออกมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ง่ายๆ นั่นเอง

3.ตั้งชื่อให้แต่ละบัญชี

เวลาที่ไปเปิดบัญชีเงินฝากแต่ละที ชื่อบัญชีก็เป็นชื่อเราหรือเป็นเลขบัญชี ดูน่าเบื่อสุดๆเลยใช่ไหมล่ะ ยิ่งมีหลายบัญชีก็ยิ่งสับสนว่าแต่ละบัญชีจะใช้ทำอะไร ทางที่ดีถ้าหากอยากออมเงินให้ได้มากขึ้น ก็ให้เขียนไว้หน้าสมุดบัญชีว่า บัญชีนี้ใช้สำหรับทำอะไร เช่น ไว้ไปเที่ยว ไว้จ่ายภาษี ไว้ซ่อมรถ เป็นต้น อาจจะหาชื่อให้กับแต่ละบัญชี เช่น ถ้าเป็นบัญชีเก็บเงินไปเที่ยว ก็อาจจะตั้งเป็น ทริปไปฝรั่งเศสแบบชิกๆ หรือถ้าเป็นบัญชีเงินฝากเตรียมเกษียณก็อาจจะเป็นชื่อว่า Freedon Fund อะไรแบบนี้ ให้เรารู้สึกสนุกไปด้วย แถมออมเงินอยู่ด้วยยิ่งดีไปอีก

4.ใช้ app เข้าช่วย

เราสามารถใช้ app ที่จะคอยติดตามการใช้งานของเรา ว่ามีการถอนโอนจ่ายกันไปอย่างไรบ้าง ทำให้เราสามารถออมเงินได้ทุกเม็ดทุกหน่วย อย่างเช่น app Digit หรือ app Acorns ที่ทำให้สามารถดูแลบัญชีข้ามธนาคารแล้วเก็บเงินส่วนที่เหลือได้อีกด้วย

5.ใส่กุญแจล็อกไว้เลย

ถ้าหากมีเงินส่วนไหนที่ไม่ได้ใช้อยู่แล้ว และเราคิดอยากจะออมเงินก็ให้นำเงินไปเก็บไว้ในที่ที่ถอนออกมายากๆ เช่น การเก็บเงินไว้ในบัตรเงินฝาก (Certificate of Deposit) ที่จะทำให้เราถอนเงินออกมาไม่ได้ เว้นแต่จะจ่ายค่าธรรมเนียมเล็กน้อย ซึ่งเหมาะกับการออมเงินไว้สำหรับก่อนเกษียณนั่นเอง โดยเราสามารถเก็บเงินส่วนที่เหลือไว้กับตัวได้สำหรับพร้อมใช้ในยามฉุกเฉิน โดยมีขั้นต่ำไว้สัก 2 หมื่นบาทก็โอเคแล้ว

6.เก็บรางวัลจากบัตรเครดิต

ถ้าหากเราใช้บัตรเครดิตที่มี Cash-back rewards ก็ให้เอาเงินที่ได้ตรงนั้นไปเข้าบัญชีเงินฝากดีกว่า เพราะถือว่าเป็นเงินที่เราไม่ได้จำเป็นต้องใช้ในแต่ละเดือนนั่นเอง สะสมไปเรื่อยๆ ก็จะได้เป็นกอบเป็นกำเข้าสักวัน

7. เปลี่ยนค่าใช้จ่ายให้เป็นการออมเงิน

ถ้าหากเรามีการยกเลิกค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น การเปลี่ยนโปรมือถือให้ถูกลง หรือการยกเลิกเคเบิลทีวี แน่นอนว่าต้องมีเงินเหลือใช่ไหม ถ้าหากอยากเก็บเงินให้ได้เพิ่มขึ้น ก็ให้เอาเงินที่เหลือจากที่ต้องคอยจ่ายทุกเดือน มาเข้าบัญชีเงินฝาก ก็จะได้เงินออมเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง

8.อย่าเอาเงินพิเศษมาใช้

ไม่ว่าจะเป็นเงินโบนัสเงินเดือน เงินได้คืนจากภาษีหรือการได้เงินคืนจากที่ใดๆ ก็ตาม ถ้าอยากเก็บเงินให้ได้เพิ่มขึ้น การออมเงินส่วนเพิ่มที่เราไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ก็จะทำให้สามารถออมเงินได้มากขึ้นอีกระดับหนึ่ง

9.ทำให้เหมือนเล่นเกม

เวลาที่ได้เงินทอนมาเป็นเหรียญหรือทอนมาเป็นแบงก์ย่อยๆ เช่น แบงก์ 20 ที่เราไม่ค่อยได้ใช้ ก็ให้กลับบ้านมาแล้วเอาหยอดกระปุกไว้ ทุกๆ สิ้นเดือนก็ให้เอาเงินจากกระปุกตรงนั้นไปเข้าบัญชีเงินฝาก ก็จะเก็บเงินได้เพิ่มขึ้นอีกนะ

10.เมื่อเงินเดือนขึ้นก็ให้เก็บส่วนต่าง

ถ้าปีนี้เราได้เงินเดือนขึ้นสัก 7,000 บาท ก็ให้เก็บเงินเพิ่มตรงนี้ไว้ในบัญชีเงินฝากจะดีกว่า เพราะถ้าหากเราไม่ได้มีเหตุจำเป็นอะไรที่ต้องใช้เงินเพิ่ม ก็ออมเงินตรงนี้ไว้สำหรับตอนเกษียณก็จะมั่นคงได้เร็วขึ้น

เห็นไหมล่ะ มีหลากหลายวิธีเลยที่จะทำให้เราสามารถเก็บเงินได้ โดยที่ไม่ต้องทำตัวประหยัดจนเกินไป ถ้าเราวางแผนการเงินของตัวเองดีๆ ก็จะมีเงินเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินหรือตอนแก่แน่นอน

ซิโก้ สานฝันเยาวชนไทย เล่นฟุตบอลดีได้ไปอังกฤษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561554

  • วันที่ 21 ส.ค. 2561 เวลา 16:35 น.

ซิโก้ สานฝันเยาวชนไทย เล่นฟุตบอลดีได้ไปอังกฤษ

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า

ด้วยความเชื่อมั่นว่า วงการฟุตบอลไทยจะไปได้อีกไกล หากได้รับการสนับสนุนมากเพียงพอ ในวันนี้ ซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ขอเป็นหนึ่งกำลังเล็กๆ ที่เริ่มต้นจุดประกายพลังฝันให้กับเยาวชนไทย กับโครงการ “เล่นฟุตบอลจนได้ดี ไปอังกฤษฟรีกับโค้ชซิโก้” มอบ 11 ทุนฝึกฟุตบอลและเรียนภาษา 2 สัปดาห์ที่ประเทศอังกฤษ โดย “มูลนิธิซิโก้” กับ “บรูค เฮ้าส์ คอลเลจ ฟุตบอล อะคาเดมี” (Brooke House College Football Academy)

มูลนิธิซิโก้ มรดกให้คนรุ่นหลัง

ซิโก้อดีตกุนซือทีมชาติไทย ผู้ปลุกกระแสฟุตบอลทีมชาติไทย ในยุคที่ไม่มีใครกล้าลงสนามอยากทำหน้าที่โค้ช เขาคือผู้พลิกลูกหนังไทยให้กลับมาฟีเว่อร์อีกครั้ง

ในเส้นทางฟุตบอล เป็นนักฟุตบอลทีมชาติ 15 ปี เป็นโค้ชทีมชาติไทย 5 ปี และต่อจากนี้ชีวิตของเขาได้ทุ่มเทพลังให้กับมูลนิธิซิโก้ เพื่อเยาวชนที่รักการเตะฟุตบอล

“20 ปี ครึ่งชีวิตผมอยู่กับการรับใช้ชาติ เล่นฟุตบอล วันนี้ก็ยังไม่ทิ้ง มูลนิธิซิโก้ก็ยังต้องเดินไปตลอดชีวิต ที่ไหนมีลูกฟุตบอล ที่ไหนมีสนาม ไม่ว่าจะตำแหน่งไหน ไม่มีตำแหน่ง ผมก็จะทำ เราต้องสร้างฝันให้โอกาสคนรุ่นหลัง

ผมไม่ได้อยากให้คนจดจำผมแค่นักฟุตบอล หรือโค้ช แต่ตอนนี้เราอยู่กับฟุตบอล พยายามที่จะให้โอกาสคนอื่นๆ มากที่สุด

มูลนิธิซิโก้ได้ก่อตั้งมาประมาณ 5-6 ปี วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนมาเล่นกีฬาฟุตบอล ซึ่งเราได้ทำหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นคลินิกฟุตบอล ผมมีโอกาสพาเพื่อนๆ ที่เป็นโค้ชไปสอนฟุตบอลให้กับเด็กต่างจังหวัด

นอกจากนี้ ก็จะทำให้ลักษณะการสร้างแรงบันดาลใจด้านฟุตบอลให้กับเด็กและเยาวชน มีโอกาสไปมอบอุปกรณ์กีฬา หนังสือ และอุปกรณ์การเรียนให้กับเด็กๆ ด้วย ซึ่งผมทำมาเรื่อยๆ ในช่วงที่เว้นว่างจากการเป็นโค้ช

เราพยายามให้คนรู้จัก เราทำอย่างปิดทองหลังพระ ให้คนที่เห็นมาร่วมด้วยช่วยกัน เรายังไม่ได้โปรโมทอะไรมาก ทำแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป รายได้ของมูลนิธิมาจากการบริจาค เสื้อผ้า อุปกรณ์ แรงกายแรงใจจากจิตอาสา เราทำจากพื้นฐาน เราไม่ได้ใช้เงินมหาศาล เราไม่มีการหารายได้ ตั้งแต่เปิดมูลนิธิฯ มา เพิ่งจะมีการจำหน่ายเสื้อ (แฟนเพจเฟซบุ๊ก Zico Foundation)”

เปิดเหตุผลก่อตั้งมูลนิธิซิโก้ ใช้ชื่อตัวเอง ชัดเจนในเจตนารมณ์ เพื่อวงการฟุตบอล (แต่ที่ผ่านมาน้ำท่วมก็มีการเข้าไปช่วยเหลือ)

“ผมคิดว่าชื่อเสียงไม่ได้อยู่กับเราตลอด เราจะทิ้งมรดกให้ลูกให้หลานยังไง อยากทำตามอุดมการณ์ของเรา หาเงิน หาคนมาช่วยด้วยตัวของเรา ถ้าเราอยู่ใต้องค์กรอื่นต้องทำตามกฎเขา อันนี้เราก็ทำตามใจเรา หาทุน หาหน่วยงานไป มอบทุนให้นักฟุตบอล มีกิจกรรมการกุศล เราทำด้วยความสุข เราไม่มีเร่งรีบ การทำความดีไม่ต้องเร่งรีบ แต่ทำไปเรื่อยๆ”

มอบโอกาสสุดล้ำค่าให้เยาวชน

เล่นฟุตบอลจนได้ดี ไปอังกฤษฟรีกับโค้ชซิโก้ คืออีกหนึ่งมรดกที่ซิโก้มอบให้กับเยาวชน เป็นการคัดเลือกเยาวชนอายุระหว่าง 14-16 ปี ที่มีความฝันและความสามารถทางทักษะฟุตบอล เพื่อจะได้เดินทางไปฝึกฟุตบอลกับ โค้ชซิโก้ และทีมผู้ฝึกสอนชาวอังกฤษดีกรียูเอฟ่า ไลเซนส์ (UEFA License) ที่ บรูค เฮ้าส์ คอลเลจ ฟุตบอล อะคาเดมี ประเทศอังกฤษ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

เด็กๆ ที่มาคัดเลือกล้วนมีความสามารถ แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ซึ่งพลังเล็กๆ นี้จะไม่ถูกค้นพบได้เลยหากพวกเขาขาดพื้นที่ที่จะได้แสดงศักยภาพ พรสวรรค์ ความสามารถจะไม่สามารถฉายแสงได้หากไม่มีใครสนใจเหลียวแลที่จะมองเห็นคุณค่าของพวกเขา

ยิ่งโอกาสที่จะได้ไปฝึกทักษะการเตะฟุตบอลถึงประเทศอังกฤษเป็นเรื่องไกลตัว โครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้เยาวชนไทยได้ให้ความสำคัญของการเล่นฟุตบอลอย่างจริงจัง และสามารถเป็นนักฟุตบอลที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับวงการฟุตบอลไทยในอนาคตได้

“เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของมูลนิธิซิโก้ สืบเนื่องมาจากเมื่อครั้งที่แล้วมีโอกาสได้พาเด็กๆ ไปเรียนซัมเมอร์ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งโดยปกติคนที่มาเรียนซัมเมอร์อังกฤษได้ต้องมีฐานะ มีทุนที่จะไปเรียน แต่เด็กที่ขาดแคลนมีความหลงใหลในกีฬาฟุตบอลจะขาดโอกาสตรงนี้ จึงลองขอทุนกับทางโรงเรียนที่อังกฤษดู ตอนแรกหวังแค่ 2-3 ทุน แต่เจ้าของโรงเรียน (Giles Williams) มอบทุนเรียนฟรีให้มา 11 ทุน”

ผ่านวันวัยจนเข้าใจว่า “โอกาส” เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อมีโอกาสเป็นผู้ให้ และสามารถสร้างเยาวชนขึ้นไปเสริมทัพวงการฟุตบอลไทยได้เขาจึงไม่รีรอ

“ผมมองตัวเราตอนเป็นเด็ก อยู่ต่างจังหวัด อยู่พื้นที่ห่างไกลค่อนข้างขาดโอกาส ก็คิดแทนเด็กๆ ว่าถ้าเขาอยากจะไปอังกฤษสักครั้งในชีวิตจะทำอย่างไร พอขอทุนมาได้ก็ต้องการจะแบ่งปันให้เด็กๆ เหล่านี้ ขอแค่มีใจรักฟุตบอลหิ้วรองเท้ามา ถ้าผ่านการคัดเลือกก็สามารถไปอังกฤษโดยที่ไม่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายใดๆ มูลค่าทุนละราว 1.8 แสนบาท

ต้องขอบคุณสปอนเซอร์ไม่ว่าจะเป็น คิง เพาเวอร์ เมืองไทยประกันภัย น้ำมันเครื่อง เอสซี ซิก เหมือนชวนกันมาทำบุญ ทุกคนต่างตอบรับ เพื่อเป็นการเติมเต็มให้กับเด็ก ให้ความช่วยเหลือในด้านค่าใช้จ่าย ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าทำวีซ่า

อาทิ ช่วยดูแลสนับสนุนในเรื่องของชุดอุปกรณ์ในการฝึกซ้อมในชุดเดินทางทั้งหมด สถาบันสอนภาษาอังกฤษบริติช เคานซิลให้การสนับสนุนด้านการเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษ การใช้ชีวิตในอังกฤษให้กับเด็กๆ ที่ผ่านการคัดเลือกในครั้งนี้”

ฝึกฟุตบอลไกลถึงยุโรป

ในวันคัดเลือก 2 วัน ที่สนามการกีฬาแห่งประเทศไทย มีเยาวชนมาคัดเลือกจำนวนหลายร้อยคน แต่มีเพียง 11 คนเท่านั้นที่ผ่านการคัดเลือก โดยทุนดังกล่าวแบ่งออกเป็น เยาวชนสังกัดโครงการทุนการศึกษา (โรงเรียนคุณธรรม) จำนวน 5 ทุน เยาวชนทั่วไป จำนวน 5 ทุน และจากกิจกรรม อาทิ ฟุตบอล ชาเลนจ์ จำนวน 1 ทุน (ยังไม่ทราบผล)

10 เยาวชนที่เล่นฟุตบอลจนได้ดี ไปอังกฤษฟรีกับโค้ชซิโก้ ประกอบด้วย นพวิทย์ มณีภาสธนภัทร์ กฤษณ์ วิหคไพรวัลย์ พีรพัฒน์ โรจนปกรณ์ ฮัสซัน ลาเตะ ธนาเทพ ขำนาค วรินทร วัชรไพรงาม บาซิล สมัครกิจ ภูวิศ ทาสีลา วรินทร จำนงค์วัตร์ และสุทธิภัทร น้อยคำสิน

สำหรับการคัดเลือกมีทีมผู้ฝึกสอนของมูลนิธิซิโก้ และผู้ฝึกสอนบรูค เฮ้าส์ คอลเลจ ฟุตบอล อะคาเดมี เป็นคณะกรรมการร่วมเฟ้นหา

“เซอร์ไพรส์มากๆ ไม่คิดว่าจะหลั่งไหลมาจากทั่วประเทศ ทำให้เราได้เด็กที่หลากหลาย และได้เห็นว่านี่เป็นฝันของพวกเขา เขามาเพื่อตั้งใจตามความฝันจริงๆ

ในการคัดเลือกปกติดูทักษะ เลี้ยง ส่ง โหม่ง ยิง แต่ครั้งนี้เราจำลองสนามแข่งแบบสมอลไซส์ ทีมละ 7 คน แรนดอมจากเลขที่สมัคร เพื่อที่จะได้เห็นมูฟเมนต์ของนักฟุตบอล ดูแท็กติกการเล่น มีเวลาให้เด็กได้ประลองกัน 30 นาที เรากลั่นกรองแต่ละรอบ ตรงนี้เราได้เห็นเด็กมีความสามารถ มีพรสวรรค์ได้เต็มที่ เราใช้โค้ชอดีตทีมชาติ ไม่น่าจะเล็ดลอดสายตา”

โครงการนี้จะเริ่มในวันที่ 11-29 ต.ค. ที่ประเทศอังกฤษ ส่วนกิจกรรมนั้นโค้ชซิโก้ได้วางแผนชนิดที่เรียกว่า นักฟุตบอลจะได้ประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากๆ

“ในเมืองไทยเราจริงๆ แล้วเด็กที่มีโอกาสส่วนใหญ่จะอยู่ในเมือง เด็กต่างจังหวัดยังคงขาดโอกาสอยู่ ในส่วนของผมที่สามารถช่วยเหลือได้ในด้านฟุตบอล จึงคิดว่าภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่จำเป็น ถ้าเด็กมีความกล้า เราให้เด็กไปซัมเมอร์ 2 สัปดาห์ที่อังกฤษ

แน่นอนเด็กๆ จะได้เรียนภาษาอังกฤษในช่วงเช้า ตอนเย็นจะได้ลงสนามฝึกซ้อมกับโค้ชที่มียูเอฟ่า ไลเซนส์ จริงๆ แล้วการวางโปรแกรมผมได้วางแผนร่วมกับบรูค เฮ้าส์ คอลเลจ ฟุตบอล อะคาเดมีอยู่แล้ว เด็กจะได้เทรนจากมืออาชีพ และเสาร์-อาทิตย์ เราพาเด็กๆ ไปชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ซึ่งเราอยู่ เมืองมาร์เก็ต ฮาร์โบโรว์ น่าจะได้ดู เลสเตอร์ ซิตี้ แข่ง

หรืออาจจะพาไปชมเมือง พาไปดูสถานที่สำคัญๆ อย่างเมืองยอร์ก ไปดูสโมสรแมนยูฯ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) ไปสนามฟุตบอลแอนฟิลด์ของลิเวอร์พูล ชมสถานที่ มหาวิทยาลัยที่สำคัญๆ ของอังกฤษอย่าง ออกซฟอร์ด หรือเคมบริดจ์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ฯลฯ”

นักฟุตบอลอาชีพ คือ อนาคต

ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกได้เข้าร่วมกิจกรรมกับโครงการในครั้งนี้ จะได้รับประสบการณ์สุดล้ำค่า ที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่นอย่างแน่นอน

หนึ่งในผู้ผ่านคัดเลือก ฮัสซัน ลาเตะ อายุ 16 ปี โรงเรียน อบจ.สงขลาพิทยานุสรณ์ เคยได้รับเลือกให้ไปแข่งฟุตบอลนัดอุ่นเครื่องกับทีมเยาวชนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อตอนอายุ 11 ปี จากโครงการฮีโร่ สานฝัน ปันรัก เพื่อน้อง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

“ดีใจมากครับที่ได้ไป ครั้งก่อนผมยังเด็ก เก็บเกี่ยวอะไรไม่ได้มาก ยังไม่รู้เรื่อง ผมบ่นกับตัวเองตลอดว่าเสียดาย ครั้งนี้น่าจะเก็บประสบการณ์กลับมาได้เต็มที่”

ในวันคัดเลือกฮัสซัน เดินทางมาจาก จ.สงขลา คนเดียว “ตื่นเต้นครับ แต่พอลงสนามก็มั่นใจ เขาให้ลงสนาม 2 ครั้ง วัดการยิงประตูให้มากที่สุด และเขาดูโอกาสที่ส่งให้เพื่อนยิงได้ วันนั้นผมก็ยิงหลายประตู”

ฮัสซันเล่นฟุตบอลตั้งแต่เรียนชั้นอนุบาล เห็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนเล่นก็เล่นตาม แต่จะด้วยพรหมลิขิต พรสวรรค์ หรือการขยันเล่นขยันซ้อมทุกๆ วัน จนทำให้เขาเป็นนักฟุตบอลโรงเรียน และเป็นนักเรียนทุนพระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ 9

“ทุกวันนี้ซ้อมเช้าเย็น บางวันลงสนาม ซ้อมทักษะ ตอนเช้าประมาณ 1-1.30 ชั่วโมง ช่วงเย็น 3 ชั่วโมง บางวันถ้าเราเล่นไม่มีแรง ก็ถูกจับซ้อมวิ่งจับเวลา 400 เมตร เคยทำได้เร็วสุด 1.10 นาที ซ้อมวิ่งทางไกล 7-8 กิโลเมตร”

ในอนาคตฮัซซันคาดหวังอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ซึ่งเขาได้เตรียมความพร้อมไปถึงจุดนั้น นั่นคือการตั้งใจฝึกซ้อม และลงเล่นในรายการแข่งขันใหญ่ๆ ที่โรงเรียนส่งเข้าแข่งขัน ทำให้ดีที่สุด แสดงศักยภาพให้ดีที่สุด

“มีรุ่นพี่เป็นไอดอล หลังจากนั้นผมก็เล่นฟุตบอลมาโดยตลอด ทั้งตอนพักเที่ยงและหลังเลิกเรียนในทุกๆ วัน เพื่อหวังว่าสักวันได้มีอาชีพที่ตัวเองรักและสามารถเลี้ยงดูครอบครัวให้สุขสบาย”

นักฟุตบอลในดวงใจ คือ เปาโล ดีบาลา สโมสรยูเวนตุส “เขาเล่นกองกลาง ตัวเล็กแต่เขาแข็งแรงมาก ยิงแรง เลี้ยงบอลเก่ง เปิดแม่น นักฟุตบอลไทยชอบ ชาริล ชัปปุยส์ เขาเปิดแม่นเหมือนกัน และผมชอบบุคลิกเขาดูดี”

ธนาเทพ ขำนาค จากโรงเรียนห้วยขาแข้งวิทยาคม ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เล่นฟุตบอลมาตั้งแต่ 7 ขวบ ในตำแหน่งศูนย์หน้า

บ้านอยู่ในพื้นที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ฟุตบอลเป็นความบันเทิงในวัยเด็ก จนในวัย 9 ขวบเขาได้เป็นนักกีฬาโรงเรียน ใช้เวลาซ้อมฟุตบอลช่วงบ่ายจนถึงเลิกเรียน จากนั้นกลับบ้านก็ซ้อมกับเพื่อนๆ ในสนามหมู่บ้าน จนหมดแสงพระอาทิตย์

เมื่อมีการแข่งขันที่ไหนพ่อแม่ก็สนับสนุนพาไปทุกครั้ง “ตอนเด็กๆ ผมเคยถามพ่อว่าโตขึ้นเป็นนักฟุตบอลได้ไหม พ่อก็บอกตามใจ ตอนนี้ผมก็อยากไปถึงจุดนั้น ขอบคุณโครงการของโค้ชซิโก้ ที่ให้โอกาสเด็กที่ไม่มีพื้นที่ได้แสดงความสามารถของตัวเอง ตอนนี้ผมก็ฝึกภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมตัวไปเข้าโครงการครับ”

นักกีฬาเป็นอาชีพที่เด็กๆ สามารถใฝ่ฝันและเขาจะเลี้ยงตัวเองได้ โค้ชซิโก้ยืนยัน “แต่ก่อนบางคนอาจจะคิดบ้างว่าเป็นนักกีฬาฟุตบอลนั้นไส้แห้งไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ แต่ตลอดชีวิตของผม ได้เกียรติยศเงินทองชื่อเสียงจากการเล่นฟุตบอล

วันนี้มันตอบโจทย์แล้วว่าถ้าเรารักกีฬาฟุตบอลเราก็ต้องไปให้สุด เราสามารถเลือกอาชีพของตัวเองได้ ในต่างประเทศเขาจะชี้แนวทางตั้งแต่ 8 ขวบ ถ้าคุณอยากเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพ ก็จะได้ประพฤติตนให้เป็นนักบอลอาชีพตั้งแต่เด็กเลย เราก็พยายามแบ่งปันประสบการณ์มาถ่ายทอดให้กับน้องๆ ถ้าคุณต้องการยึดฟุตบอลเป็นอาชีพหลักคุณก็จะสามารถใช้อาชีพฟุตบอลในการหาเลี้ยงตัวเองได้

มีหลายคนวันนี้ที่เติบโตเป็นนักบอลอาชีพที่ดี เช่น เมสซี่ เจ (ชนาธิป สรงกระสินธ์) อุ้ม-ธีราทร บุญมาทัน พี่ตอง-กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ พี่มุ้ย-ธีรศิลป์ แดงดา เราอยากเห็นนักเตะไทยไปค้าแข้งที่ต่างประเทศเยอะๆ ฉะนั้นวันนี้เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ผมคิดว่า การเรียนภาษาต้องควบคู่ไปกับการเล่นฟุตบอล บางคนคิดว่าเล่นฟุตบอลอย่างเดียวไม่ต้องเรียนหนังสือ ซึ่งมันไม่ได้”

เป็นความตั้งใจอย่างสูงสุดของโค้ชซิโก้ที่จะพัฒนาเยาวชนให้ไทยให้มีความสามารถทั้งทางด้านทักษะฟุตบอลและภาษาอังกฤษ หวังเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนกลับมาพัฒนาวงการลูกหนังของเมืองไทยให้มีความก้าวหน้า

“แรงจูงใจที่สำคัญที่สุดสำหรับการเป็นนักกีฬา ก็คือเราได้เห็นความสำเร็จของพวกพี่ๆ นักฟุตบอล พี่ๆ เหมือนกับเป็นต้นแบบ อย่างผมเองก็ได้รับความสำเร็จจากการเล่นฟุตบอลก็เป็นต้นแบบ รุ่นน้องต่อมาก็ประสบความสำเร็จ และก็จะเป็นต้นแบบให้กับรุ่นต่อๆ ไป

น้องๆ ที่เขาดูถ่ายทอดทางทีวีเห็นพี่ๆ เล่นทีมชาติ เห็นเล่นสโมสร เขาก็มีความอยากเป็นอย่างพี่ๆ เพราะฉะนั้นมันไม่ได้ไกลเกินความฝัน วันนี้ผมพยายามเติมฝันให้น้องๆ ถ้าคุณทำให้ถึงที่สุด มันสามารถประสบความสำเร็จอย่างที่ตัวเองใฝ่ฝันไว้ได้”

เล่นฟุตบอลจนได้ดี ไปอังกฤษฟรีกับโค้ชซิโก้ เป็นจุดเริ่มต้นของการส่งต่อโอกาส สานความฝันให้เยาวชนไทยที่รักฟุตบอล ทว่าฟุตบอลไทยจะเติบโตได้ยังต้องการแรงสนับสนุนอีกมาก

สวัสดี… พนักงานหน้าใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561457

  • วันที่ 20 ส.ค. 2561 เวลา 21:15 น.

สวัสดี... พนักงานหน้าใหม่

เรื่อง ราตรีแต่ง

ให้คิดว่าคุณคือคนโชคดี ในยุคที่การงานหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร และทันทีที่ชีวิตคนทำงานหน้าใหม่เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในออฟฟิศใหม่ เจ้านายใหม่ เพื่อนร่วมงานก็หน้าตาใหม่ๆ อยู่รายรอบตัวเรา ที่ไม่รู้ว่าพวกเขาจะดีหรือจะคุยกับเราหรือเปล่า? แล้วจะสามารถทำงานร่วมกันราบรื่นหรือไม่ จะมีใครสอนงานให้หรือไม่?!!

ไม่รวมไปถึงเรื่องหยุมหยิม ชวนกังวล ช่วงพักกลางวันจะนั่งกินข้าวกับใคร รายละเอียดวัฒนธรรมในองค์กรเป็นอย่างไรบ้าง? กลายเป็นความเครียด จนอาจจะส่งผลกระทบกับงานไปเลยก็เป็นไปได้ อย่าคิดลบ มีวิธีไม่ยากเลย กับการสร้างสรรค์ชีวิตการงานที่มีความสุขตั้งแต่เริ่มงานวันแรก

เริ่มต้นสร้างมิตรภาพที่ดี

ในช่วงที่เริ่มทำงานออฟฟิศใหม่ สิ่งแรกที่คุณจะต้องตระหนักไว้เสมอก็คือการยื่นมิตรภาพที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน อย่ามัวแต่ตกอกตกใจไป ถ้ามีคนบางคนหน้าตาบอกบุญไม่รับจะเป็นมิตรหรือไม่ก็ตาม แต่การที่เริ่มต้นผูกมิตรกับเขาไว้ตั้งแต่วันแรก คือเคล็ดลับการเริ่มต้นสร้างมิตรภาพในที่ทำงานได้ดีเลิศ ใครทำแบบนั้นได้มีแต่ผลดีไม่มีคำว่าเสีย เพราะฉะนั้นวันแรกที่เข้าไปยกมือไหว้พี่ (ขา) ใหญ่ไว้ก่อน แล้วอย่าลืมรอยยิ้ม ยิ้มทักทายทุกคนด้วยความสดใส รอยยิ้มคือสิ่งที่เหนือความคาดหมาย ทำให้คนหน้าใหม่ดูเฉิดฉาย ดูน่าสนใจอย่างยิ่ง และรอยยิ้มคือสัญลักษณ์ของความมั่นใจในตัวเอง

เมื่อได้พบเพื่อนร่วมทีม ยิ้มแย้มแจ่มใส และกล่าวฝากเนื้อฝากตัวกับเพื่อนร่วมงานใหม่ นี่คือภาพความประทับใจแรก คือสิ่งที่สำคัญของการปลูกมิตรภาพนี้ให้คงอยู่ตลอดการทำงาน

จำไว้ยิ้มให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ รอยยิ้มคือสิ่งที่ช่วยยืนยันให้คู่สนทนา เพื่อนใหม่ รู้ว่าเรากำลังสนใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด รอยยิ้มยังเป็นสิ่งที่บอกให้คนรอบตัวรู้ได้ทันทีด้วยว่าเราทำงานด้วยความมั่นใจมีความสุข และคนเราก็อยากอยู่ใกล้คนที่มีความสุขกันทั้งนั้น

ฝึกเป็นนักสนทนาที่ดี

“สวัสดีค่ะ ดิฉัน/ผม ชื่อ…ค่ะ/ครับ” ถ้าเริ่มต้นด้วยประโยคแบบนี้ จะดูทางการมากไปหรือเปล่า (นะ)?!! ซึ่งนี่ก็คือเหตุผลที่ผู้คนส่วนใหญ่พบว่าเป็นการยาก ในการเป็นนักสนทนาที่ดี ก็เพราะว่าพวกเขา “กลัวว่าจะพูดบางสิ่งบางอย่างที่ธรรมดาเกินไป” แลดูโจ่งแจ้งเกินไป หรือพูดบางสิ่งที่ (ฟังดูแล้ว) ไม่มีความจริงใจ หรือบางสิ่งที่ไร้คุณค่าสำหรับคู่สนทนาหรือบางสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับกาลเทศะไปเลย

การแก้ไขในเรื่องนี้ก็คือ วิธีสร้างการสนทนาเป็นไปอย่างรื่นเริง ลองกระตุ้นจิตใจให้กระปรี้กระเปร่า แต่ไม่ใช่สะกดจิตให้ดูรื่นเริงเกินไป จงหยุดความพยายามเป็นบุคคลสมบูรณ์แบบ ไม่มีใครสามารถแสดงความหลักแหลมได้ทุกนาทีหรอกนะ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องบีบคั้นคำพูดหลักแหลมคมคายออกมา เพียงแค่ปล่อยให้ลิ้นทำงานไปเองโดยอัตโนมัติ ทำตัวให้เป็นธรรมชาติ

เปิดใจให้กว้าง

คนเราทั่วๆ ไป ก็มักจะประเมินคนที่เราพบโดยใช้เวลาเพียง 10 วินาทีเท่านั้น ดังนั้นอย่ากลายเป็นคนทั่วไปเสียล่ะ อย่าเพิ่งมีอคติกับใครที่เพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก เพราะความคิดของคนเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

อย่าลืมว่าการสร้างสรรค์และรักษามิตรภาพในที่ทำงานจะแตกต่างจากมิตรภาพนอกที่ทำงานอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากมีข้อจำกัดมากมาย มีความคาดหวัง สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ ขอบอกเลยว่าเพื่อนในออฟฟิศคนละกลุ่ม คนละเรื่องกับเพื่อนซี้ไปเที่ยว เล่น กิน นอนในวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือเพื่อนสนิทสมัยมัธยมหรือมหาวิทยาลัย การเริ่มต้นใหม่โดยเรียนรู้วิธีสร้างมิตรภาพ จะช่วยเพิ่มบรรยากาศแห่งความสุขในที่ทำงาน เสริมสร้างผลงาน มีเพื่อนพ้องใหม่ๆ รวมถึงคุณก็จะกลายเป็นบุคคลที่ใครๆ ในที่ทำงานก็อยากจะมาเป็นเพื่อนด้วย

พูดคุยปรับความเข้าใจ

เริ่มงานใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคย ไม่ชำนาญ ย่อมมีปัญหาตามมาไม่ยากอยู่แล้ว เมื่อมีปัญหาควรพูดคุยกันอย่างสุภาพเพื่อปรับความเข้าใจ ผลลัพธ์ที่ได้อย่างน้อยที่สุดการเข้าหาและแสดงความจริงใจ ความอ่อนน้อมอาจจะทำให้เราและเพื่อนร่วมงานเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น และต่างปรับตัวเข้าหากันมากยิ่งขึ้น ปรับปรุงตัวในสิ่งที่เราผิดพลาด พร้อมน้อมรับความคิดเห็น เสียงติติงต่างๆ ในสิ่งที่เราทำไม่ถูก รวมไปถึงพัฒนาตนเองและแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น เพื่อที่จะทำให้เขาเห็นว่าเราใส่ใจและรับฟังความคิดเห็นของเขาอยู่เสมอ

นอกเหนือจากนี้ อย่าลืมที่จะกล่าวขอบคุณและขอโทษ ซึ่งคือยากระชับมิตรชั้นดี เพราะในโลกของการทำงานที่บางครั้งอาจจะดูดุเดือดไปบ้าง ไม่ว่ามีปัญหาอะไร ถ้าหากเราเป็นคนผิดหรือวัยวุฒิน้อยกว่า การพูดว่าขอโทษจะเป็นการช่วยให้ปัญหาคลายตัวลงบ้าง รวมไปถึงการกล่าวขอบคุณให้ติดปากอยู่เสมอ

ทั้งนี้ โปรดจำไว้เสมอว่าปัญหาในที่ทำงานเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง แต่เราก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยการปล่อยวาง มีสติ ตั้งใจทำงานและการพูดคุยที่สุภาพและจริงใจ

อย่าแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน

หนึ่งในอุปสรรคที่ท้าทายที่สุดกับการสร้างมิตรภาพในที่ทำงาน คือการต้องแยกแยะให้ออกระหว่างคนที่คุณพยายามจะผูกมิตรกับคนที่มีตำแหน่งในบริษัท และจงระวังความรู้สึกของการแข่งขัน เนื่องจากมันจะส่งผลในแง่ลบกับมิตรภาพใหม่ๆ ที่ตั้งใจสร้างขึ้น แทนที่จะเป็นประโยชน์ในวันข้างหน้า

อุปนิสัยของคนเราล้วนมีแนวโน้มที่จะเลือกให้ความสนิทสนมกับคนที่มีเป้าหมายเดียวกันในการทำงาน เช่น ก้าวสู่ทีมร่วมโปรเจกต์ใหญ่ด้วยกัน หรือการบรรลุเป้าหมายร่วมกัน ดังนั้นครั้งต่อไปก่อนที่คุณจะเริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนร่วมงาน ให้ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง และจำไว้ว่าเราคือทีมเดียวกัน

เป็นผู้สังเกตการณ์ที่ดี

ให้เรียนรู้โดยการมองดูที่พฤติกรรมการแสดงออกของผู้อื่น ควรสังเกตเฝ้าดูคนอื่นที่ “ชอบให้ความช่วยเหลือคนอื่น” “ทำแค่ขอโทษในความผิดพลาดของตัวเอง” และ “เป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ” เป็นต้น จากนั้นให้คุณหันกลับมามองดูตัวเอง แล้วลองพิจารณาดูว่าตัวคุณเองนั้นมีพฤติกรรมแสดงออกเช่นนั้นบ้างหรือไม่

หลีกเลี่ยงเผชิญหน้ากับคนแปลกๆ

ในที่ทำงานส่วนใหญ่นั้นก็มักจะมีเพื่อนร่วมงานที่มีบุคลิกภาพแปลกๆ ติดออฟฟิศอยู่เสมอ แต่ถ้าคุณไม่อยากปวดหัวกับคนแบบนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยวข้องแวะอะไรมากมาย ควรอยู่ห่างๆ พวกเขาไว้ แต่ก็สามารถนำพฤติกรรมของคนเหล่านี้มาใช้ในการเรียนรู้เกี่ยวกับพัฒนาตัวเองได้เช่นกัน ควรคิดเสมอว่าพฤติกรรม “ดูแปลกๆ” นั้นอาจไม่ใช่พฤติกรรมที่ “ไม่ดี” เสมอไป

แอ็กทีฟ ครูว มากกว่าความสนุกคือทักษะของลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561461

  • วันที่ 20 ส.ค. 2561 เวลา 21:10 น.

แอ็กทีฟ ครูว มากกว่าความสนุกคือทักษะของลูก

เรื่อง พุสดี

ถ้าเลือกได้คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ย่อมแฮปปี้ที่จะได้เห็นลูกๆ เสียเหงื่อกับการออกกำลังกายมากกว่าอุทิศเวลาอยู่หน้าจอ แต่ขึ้นชื่อว่าเด็ก ถ้าจะให้วิ่งบนลู่ ปั่นจักรยานในยิม หรือตามคุณพ่อคุณแม่สายเฮลตี้ไปวิ่งรอบสวนสาธารณะคงไม่ใช่กิจกรรมที่จะดึงดูดความสนใจของคุณหนูๆ ไว้ได้นาน ด้วยเหตุนี้ แอ็กทีฟ ครูว (Active Crew) จึงเป็นโปรแกรมออกกำลังกายแนวใหม่สำหรับเด็กๆ (อายุระหว่าง 7-15 ปี) ทึ่กำลังได้รับความนิยม เพราะออกแบบมาตอบโจทย์ร่างกายและการเข้าสังคมของเด็กๆ อย่างรอบด้าน

เริ่มจากกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มการเต้นของหัวใจ หรือ คาร์ดิโอ ธรรมชาติของเด็กชอบเคลื่อนไหวอยู่แล้ว ดังนั้นเพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดการพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ไปพร้อมกับความสนุกที่ได้วิ่งเล่น แอ็กทีฟ ครูว จึงออกแบบดิจิทัลโซน (Digital Zone) ให้พรั่งพร้อมด้วยกิจกรรมที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านความคล่องตัว การเล่นเป็นทีม ช่วยพัฒนาทักษะความสัมพันธ์ของร่างกายและปฏิกิริยาตอบสนองให้กับเด็กๆ ผ่าน 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่ อายส์ เพลย์ (Eyes Play) ห้องเกมอินเตอร์แอ็กทีฟที่จอโปรเจกเตอร์จะฉายลงมาบนพื้นห้อง เพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ ได้สนุกและตื่นเต้นกับการวิ่งและกระโดดเพิ่มการเต้นของหัวใจ (คาร์ดิโอ) พร้อมฝึกประสาทสัมผัสด้านการมองและการคิดเห็นไปในตัว

หนูๆ สายบู๊ อยากปล่อยพลัง แนะนำทรี คิกส์ (Tree Kicks) ซึ่งจำลองการชกมวยมาให้เด็กๆ ได้เพลิดเพลินกับการเตะและต่อยในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ให้เด็กๆ ได้สนุก ได้ออกกำลังกายหลายส่วนพร้อมกันทั้งเตะ ต่อย เข่า ศอก แถมช่วยฝึกจังหวะและความเร็วของปฏิกิริยาการตอบสนอง

อีกหนึ่งจุดเด่นของแอ็กทีฟ ครูว คือ ช่วยพัฒนาทักษะการคิดและการตัดสินใจผ่านหลากหลายกิจกรรมที่เด็กๆชื่นชอบ อย่างหน้าผาจำลองที่ดีไซน์ให้เด็กปีนป่ายตามแนวขวาง ได้โลดโผนสมวัย แต่ยังได้ฝึกสมาธิ ตลอดจนการใช้ความคิดด้านวางแผนด้วยการตั้งโจทย์ให้เด็กๆ ได้ท้าทาย เช่น ถ้าข้างล่างเป็นทะเลที่มีฉลาม เด็กๆ จะต้องเอาตัวรอดอย่างไร เป็นต้น

ได้ความสนุก คาร์ดิโอเสริมทักษะการคิดแล้ว อีกหนึ่งผลลัพธ์ที่ขาดไม่ได้จากการออกกำลังกายคือ ความความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและสรีระ แอ็กทีฟ ครูว ช่วยให้เด็กๆ ได้ฟิตแอนด์เฟิร์มผ่านคลาสต่างๆ อาทิ บอร์น ทู มูฟ (Born to Move) ที่ช่วยสร้างความเพลิดเพลินในการออกกำลังกายให้คุณหนูๆ ผ่านบทเพลงที่มีส่วนผสมของซุมบ้า บอดี้คอมแบตที่ออกแบบขึ้นสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพื่อฝึกการเคลื่อนไหว และฝึกทักษะทางดนตรีเบื้องต้น นอกจากนี้ยังมีโปรแกรม SAQ (Speed, Agility and Quickness) ซึ่งนักกีฬาระดับโลกใช้ฝึกเพื่อสร้างทักษะด้านการวิ่ง รับ โยน และกระโดด เสริมประสิทธิภาพด้านความสัมพันธ์ ความสมดุล และความมั่นใจในการเคลื่อนไหวร่างกาย

ใครสนใจอยากปลูกฝังให้ลูกรักการออกกำลังกายตั้งแต่เด็ก ตามไปสนุกกับโปรแกรมแอ็กทีฟ ครูว ได้ ณ เวอร์จิ้น แอ็กทีฟ อีสต์ วิลล์

การเดินทางทำให้โสดไม่โดดเดี่ยว ‘โ ส ด โ ป ร ด เ ที่ ย ว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561440

  • วันที่ 20 ส.ค. 2561 เวลา 20:40 น.

การเดินทางทำให้โสดไม่โดดเดี่ยว ‘โ ส ด โ ป ร ด เ ที่ ย ว’

เรื่อง : รอนแรม  ภาพ : โสดโปรดเที่ยว

เพราะความโสดทำให้เธอออกเดินทาง “จ๊อยซ์” ศรุตา แสงดอกพุดสาวขาลุยที่ชอบถ่ายรูปและชอบเดินทาง จึงพาตัวเองออกจากดินแดนความเศร้า สู่ดินแดนที่ไม่รู้จัก ซึ่งให้ความสุขและมิตรภาพอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน

ทริปแรกที่เธอลุยเดี่ยวคือ เชียงคาน จ.เลย เมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบเหมาะสมกับการชิมลางไปคนเดียว สิ่งที่เธอได้รับไม่ได้มีเพียงภาพสวยๆ แต่ยังได้รู้จักเพื่อนใหม่ระหว่างทาง ซึ่งทำให้เธอซาบซึ้งว่าการเที่ยวคนเดียวไม่ยาก และไม่โดดเดี่ยวแม้แต่น้อย

“ผู้หญิงเดินทางคนเดียวมันไม่ยาก ในทางตรงกันข้ามมันยังทำให้เรากล้าสร้างมิตรภาพใหม่ๆ ซึ่งหลังจากโสดกลายเป็นว่าวันนี้เรามีเพื่อนเยอะขึ้น จากเดินทางคนเดียวก็เริ่มมีก๊วนเพื่อนที่ชอบไปท่องเที่ยวด้วยกันแล้ว”

หลังจากนั้นเธอจึงตัดสินใจสร้างเพจเฟซบุ๊ก โสดโปรดเที่ยว เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้สาวโสดทั้งหลายกล้าออกเดินทาง รวมทั้งเหล่าพนักงานประจำให้ออกจากขอบเขตเดิมๆ ไปเปิดรับประสบการณ์ในวันหยุดเหมือนเธอ

“พอได้ออกไปครั้งแรกแล้วเหมือนเสพติด อย่างช่วงสองปีแรกที่โสดและเปิดเพจ จ๊อยซ์ไปท่องเที่ยวแทบทุกอาทิตย์ โดยจะใช้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ อย่างเชียงใหม่ 2 วัน 1 คืน ก็เคยไปมาแล้ว แต่หลังๆ มานี้เริ่มใช้วันพักร้อนในการไปเที่ยวมากขึ้น เพราะอยากไปอยู่และสัมผัสแต่ละที่นานๆ แต่ทุกที่ที่ไปคือเราชอบ เพราะทุกที่มีเรื่องราวของมัน แม้ว่าจะไปที่ซ้ำๆ รายละเอียดก็ไม่เหมือนเดิม”

ไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวของเธอจะเน้นไปที่เดินป่า ขึ้นเขา นอนโฮมสเตย์ ซึ่งเป็นสไตล์ที่หลายคนมองว่าไม่เหมาะกับผู้หญิงตัวคนเดียว แต่เธอกล่าวว่า หากมีการวางแผนก่อนเดินทาง ดูแลตัวเองได้ และไม่ไปอยู่ในจุดเสี่ยง การเที่ยวคนเดียวก็จะคล่องตัวและได้เรียนรู้สิ่งรอบตัวมากขึ้น

“เพจที่ทำอยู่เป็นงานอดิเรก เพราะจ๊อยซ์เสียดายรูปภาพและเรื่องราวที่ได้ไปเจอ ซึ่งมันอาจเป็นประโยชน์ให้คนอื่นได้ โดยสิ่งที่เขียนจะมีทั้งประสบการณ์จริงและข้อมูลอย่างละเอียดให้คนไปตามรอย และรูปถ่ายให้คนเห็นความสวยงามของสถานที่นั้นๆ”

นอกจากนี้ เธอยังมองเห็นข้อดีในสถานะโสดว่า ทำให้เธอมีอิสระ ได้ท่องเที่ยวในที่ที่อยากไป ไม่ต้องรอหรือขออนุญาตใคร และที่สำคัญคือ ยังเปิดโอกาสให้เธอสร้างมิตรภาพใหม่ๆ ได้ง่ายกว่าเดิม

“เรามีความสุขกับชีวิตตอนนี้ มีความสุขกับการเดินทาง และได้ทำในสิ่งที่ชอบ ดังนั้นไม่ว่าจะคนโสดหรือคนมีคู่ ลองออกจากเมืองไปในสถานที่ที่ไม่รู้จัก ไปคุยกับคนแปลกหน้าที่น่ารักและมอบรอยยิ้มให้เรา

จ๊อยซ์มองว่าการเดินทางทำให้เรารู้จักการใช้ชีวิต มันทำให้ชีวิตเรามีสตอรี่ โดยเฉพาะกับคนโสด อย่ามองว่าความโสดน่ากลัว มันไม่ได้เหงา ลองออกเดินทางดูแล้วคุณจะรู้ว่าชีวิตไม่ได้โดดเดี่ยวอย่างที่คุณคิด”

จากคนขี้กลัวในวันวาน วันนี้เธอได้เปลี่ยนเป็นสาวนักเดินทางที่พร้อมออกไปผจญโลกกว้าง และพร้อมเปิดมุมมองให้โลกทัศน์ใหม่ๆ เพื่อสร้างกำไรและความสุขให้ชีวิต

สำหรับตอนนี้ได้ข่าวว่าเธอกำลังวางแผนไปลุยเดี่ยวที่หลวงพระบาง โดยสามารถติดตามได้ที่เพจ โสดโปรดเที่ยว

BookMarx Vol.2 วรรณกรรมข้ามพรมแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561290

  • วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 11:18 น.

BookMarx Vol.2 วรรณกรรมข้ามพรมแดน

โดย พริบพันดาว

บุ๊กมาร์ก (BookMarx) ของสำนักพิมพ์ผจญภัย เป็นบุ๊กกาซีนรายสะดวกที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาด้านวรรณกรรมและศิลปะที่น่าสนใจตอนนี้มีบุ๊กมาร์ก เล่ม 2 (BookMarx Vol.2) ออกมาเรียบร้อยแล้ว ที่น่าสนใจคือเล่มนี้ทิ้งห่างจากเล่มแรกถึง 8 ปี (Bookmarx เล่ม 1 : คุยข้ามคืนกับ แดนอรัญ แสงทอง)

สำหรับเนื้อหาก็ยังเน้นความหลากหลายด้านศิลปะและวรรณกรรมร่วมสมัยไทย-เทศ จากซีไรต์ ถึงโนเบล มีทั้งบทปาฐกถาพิเศษขนาดยาว บทสัมภาษณ์ บทวิจารณ์ บทความวิชาการ ความเรียง บันทึกการเดินทาง กวีนิพนธ์ กวีนิพนธ์แปล เรื่องสั้น เรื่องสั้นแปล ฯลฯ

สองบรรณาธิการผู้เป็นเจ้าสำนักพิมพ์ผจญภัย เรืองกิตติ์ รักกาญจนันท์ กับ ศิริวร แก้วกาญจน์ ผู้อยู่เบื้องหลัง มาขยายความถึงหนังสือเล่มนี้ที่พวกเขาตั้งใจทำกัน

“อยากให้มันเหมือนที่คั่นทางความคิด ที่คั่นทางอุดมคติ ที่คั่นทางวัฒนธรรมอะไรต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งไม่อยากให้สองฝั่งที่มีความต่างกันล่วงละเมิดหรือสาดซัดกันจนเกิดความโกลาหลอลหม่าน ประเด็นแรก คือ นึกถึงสังคมการเมืองไทยว่ามันต้องมีที่คั่นอะไรสักอย่างเพื่อเตือนสติกันให้แต่ละฝั่งได้ตระหนัก

แล้วเราก็คิดไปถึงปรัชญาเชิงความคิด เชิงวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นถ้าเราสร้างที่คั่นอะไรขึ้นมาสักอย่าง อย่างน้อยแทนที่จะสาดโถมใส่กันก็จะได้ชะงัก ได้ไตร่ตรอง แต่ในขณะเดียวกันนอกจากจะเป็นที่คั่นแล้วก็ยังเป็นตัวเชื่อมและตัวประสานด้วย เหมือนเส้นทางเชื่อมระหว่างคาบสมุทร” ศิริวร เล่าถึงแนวความคิดโดยรวม พร้อมพูดถึงวรรณกรรมข้ามพรมแดน ว่า

คำว่า ‘พรมแดน’ มันเกิดจากความเป็นรัฐชาตินั่นแหละ เราก็มาตีความพรมแดนใหม่ว่านอกจากพรมแดนเชิงรัฐชาติแล้ว มีพรมแดนอะไรอีกบ้าง พรมแดนทางวัฒนธรรมที่ถูกคั่นไว้ พรมแดนทางความเชื่อ ความศรัทธา พรมแดนภาษา อะไรอย่างนี้ พอไม่มีนักล่าอาณานิคมเข้ามาฉกชิงพรมแดนทางภูมิรัฐศาสตร์เลยถูกนิยามใหม่ พอถูกนิยามใหม่ขึ้นมา พื้นที่พรมแดนจึงไม่ใช่พื้นที่ชายขอบอย่างที่เราคุยกัน

วรรณกรรมข้ามพรมแดนก็เช่นกัน มีความน่าสนใจในหลายมิติ เพราะเป็นได้ทั้งการเชื่อมและประสานศิลปะทุกแขนงเข้าด้วยกัน นักแต่งเพลงมองภาพเขียนแล้วนำมาแต่งเป็นเพลง คนเขียนหนังสือมีมุมมองของดนตรีและสุนทรียะ มันเหมือนว่าถ้าเราพูดถึงคำว่าศิลปะส่องทางมันเคยมีคำนี้เกิดขึ้นมา แต่เราจะไม่ใช้คำนั้น เราจึงใช้คำว่า ‘ข้ามพรมแดน’ เพราะทุกอย่างคืองานศิลปะ มันคือสิ่งเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะไปอยู่ฝั่งไหน

คนเขียนเพลงถ้าเป็นคนที่มีพื้นฐานด้านวรรณกรรมอาจจะมีมุมมองที่ลึกและแตกต่าง อย่างเช่น บ็อบ ดีแลน ที่ได้ข้ามพรมแดนจากศิลปะแขนงหนึ่งไปสู่ศิลปะอีกแขนงหนึ่ง นักเขียนก็ต้องข้ามพรมแดนไปสู่ศิลปะแขนงอื่นด้วย ต้องฟังเพลง ต้องเสพศิลปะ ดูหนังอะไรอย่างนี้ มันเป็นเหมือนจุดตัดที่ข้ามกันไปข้ามกันมา

เพราะว่าจุดตัดในเรื่องมุมมองสำคัญ บางทีเราได้ดูหนังเราก็ได้ต่อยอดความคิด หนังดีๆ บางเรื่องก็ทำมาจากวรรณกรรม ผู้กำกับหนังที่เก่งๆ กระทั่งนักวิชาการทั่วโลกที่ยืนอยู่แถวหน้าส่วนใหญ่มักจะอ่านวรรณกรรมกันอย่างจริงจังหนักหน่วง รวมถึง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เขาบอกว่างานของ ดอส โตเยฟสกี ให้อะไรมากกว่าพวกงานวิชาการ นอกจากคนอื่นจะข้ามมาหาเราแล้ว เราก็ต้องข้ามไปหาคนอื่นด้วย”

บุ๊กมาร์ก เล่ม 2 นี้ มีทั้งบทกวี บทกวีแปล ความเรียง บทความทางวิชาการ เรื่องสั้น เรื่องสั้นแปล บทวิจารณ์วรรณกรรมจากนักเขียนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่มากมาย กับความหนากว่า 600 หน้า หัวข้อที่น่าสนใจ เช่น นกกวีนิพนธ์ บินจากเมืองไทยไปไต้หวัน คุยกับเจ้าของร้านหนังสือแมวฮกเกี้ยน คาสึโอะ อิชิงุโระ ม้ามืดรางวัลโนเบลปี 2017 ผู้ท่องทะยานจากพรมแดนเอเชียสู่พรมแดนยุโรป คำให้การของพระเจ้าหัวหยิก : บ็อบ ดีแลน เป็นต้น ความคาดหวังถึงหนังสือเล่มนี้ เรืองกิตติ์ อีกหนึ่งบรรณาธิการ บอกว่า

“ถ้าถามถึงความคาดหวัง เราไม่ควรคาดหวัง เราแค่นำเสนอความคิด นำเสนอองค์ความรู้ นำเสนอมุมมองแล้วก็ไม่ควรคาดหวังกับมัน แต่ว่าเราได้ทำ นั่นคือสิ่งที่เชื่อ เราเชื่อแบบนี้เราก็ทำ ทำเต็มที่ของเรา อย่างน้อยก็ได้เปล่งเสียงออกไป นั่นคือความเชื่อของเราผ่านหนังสือเล่มนี้

แต่เมื่อมันถูกนำเสนอไปแล้ว อย่างน้อยมันก็น่าจะส่งแรงกระเพื่อมบ้าง ได้สะกิดอะไรบ้าง สมมติว่าคนที่ไม่เคยสนใจ ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ไม่เคยอ่านเรื่องสั้น เรื่องแปลก็อาจจะได้อ่าน แล้วพวกกวีที่อาจจะขยาดกับงานวิชาการ งานทฤษฎี พออ่านบทกวีแล้วก็ได้อ่านบทสัมภาษณ์ อ่านเรื่องสั้นแล้วลองอ่านบทวิจารณ์ อ่านงานวิชาการดู”

ชมศิลปะเยอรมัน ยุคไวมาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561289

  • วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 10:55 น.

ชมศิลปะเยอรมัน ยุคไวมาร์

โดย อฐิณป ลภณวุษ

เทต โมเดิร์น กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จัดแสดงนิทรรศการ Magic Realism Art in Weimar Germany : 1919-1933 เสนอผลงานศิลปะเยอรมันจากยุคไวมาร์ รีพับลิก ให้คนรักศิลปะเข้าชมฟรีเป็นเวลา 1 ปีเต็ม (ถึง ก.ค. 2019)

ไวมาร์ รีพับลิก เป็นชื่อเรียกเยอรมนีอย่างไม่เป็นทางการ ในยุคระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนจะเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่เยอรมนีพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และมีการลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซายส์

งานนี้เป็นความร่วมมือกับ เดอะ จอร์จ อีโคโนโมอู คอลเลกชั่น กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ที่ขนเอาภาพเขียนของศิลปินชาวเยอรมันยุคระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนจะเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 มากว่า 70 ชิ้นงาน ทั้งงานเพนติ้งและดรออิ้งบนกระดาษ

ผลงานแต่ละชิ้นแสดงให้เห็นบรรยากาศและวิธีคิดของผู้คนชาวเยอรมันในยุคไวมาร์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะทัศนคติที่เกี่ยวเนื่องกับการเมืองในยุคนู้น อย่างแนวคิดแบบเสรีนิยม (Liberalisation) รวมไปถึงค่านิยมต่อต้านทหาร (Anti-Militarism) อันเนื่องมาจากการไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง

คอลเลกชั่นภาพเขียนจากยุคไวมาร์นี้ เป็นภาพชุดหาชมยากและไม่เคยจัดแสดงในสหราชอาณาจักรมาก่อน นอกจากนี้ยังเป็นการตอกย้ำถึงจุดมุ่งหมายของการมีขึ้นของ เทต โมเดิร์น ตั้งแต่เมื่อครั้งแรกเริ่มราวเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน ในการนำเสนอผลงานศิลปะสไตล์โมเดิร์นนิสม์อีกด้วย

คำว่า Magic Realism นั้น ฟรานซ์ โรห์ ศิลปินนักถ่ายภาพและนักวิจารณ์ศิลปะจากยุคไวมาร์ เป็นคนที่ให้คำจำกัดความจิตรกรรมที่ร่วมสมัยเดียวกับเขาเอาไว้ตั้งแต่ปี 1925 — ศิลปะที่บรรจุเอาความวิตกกังวลใจ และมีอารมณ์ความรู้สึกอย่างล้นเหลือ สไตล์เอ็กซ์เพรสชันนิสม์ ผสมผสานเข้ากับความเป็นจริงอันแสนโหดร้าย เป็นการตีความแบบเรียลิสม์ใหม่ในสังคมอันง่อนแง่นจากยุคสงคราม โดย Magic Realism ปัจจุบันมักจะนำมาใช้ในแวดวงวรรณกรรมมากกว่า โดยเฉพาะในแวดวงวรรณศิลป์ลาตินอเมริกาที่มักจะใส่จินตนาการ และอารมณ์ความรู้สึกเข้าไป กลายเป็นความอัศจรรย์ที่สมจริง

การแตกสลายของสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง รวมทั้งการตกเป็นประเทศผู้พ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ส่งผลกระทบอย่างมากมายต่อจิตใจของชาวเยอรมันทุกคน โดยเฉพาะบรรดาศิลปิน ที่ถ่ายทอดเรื่องราวทางความคิด ความรู้สึกของตัวเองออกมาเป็นภาพวาด สิ่งที่ชาวเยอรมันยุคไวมาร์ต้องการมากที่สุด ก็คือ การกอบกู้ชีวิตประจำวันแบบเดิมๆ เมื่อครั้งที่เคยรุ่งเรืองกลับมาให้ได้เหมือนเก่า

นอกจากจิตรกรจะเป็นผู้ที่สร้างสรรค์ศิลปะมากจินตนาการออกมาช่วยเยียวยาจิตใจผู้คน โดยเปิดการแสดงงานในที่สาธารณะ หรือให้คนเข้าไปชมในสตูดิโอวาดภาพกันแล้ว ในยุคนั้นยังก่อเกิดความบันเทิงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคาบาเรต์หรือละครสัตว์ โดยทั้งหลายทั้งปวงนี้ ยังมาควบรวมเป็นงานศิลปะที่สะท้อนเรื่องราวของยุคสมัยเอาไว้ได้อีกต่อหนึ่ง อย่างที่เราเห็นเรื่องราวของความบันเทิง โดยเฉพาะภาพจากคณะละครสัตว์ ปรากฏในงานศิลปะสุดแฟนตาซีของศิลปินกลุ่มนอยเยอ ซักลิกไคต์ (Neue Sachlichkeit) เช่น ออตโต ดิกซ์,จอร์จ โกรสซ์ หรือมักซ์ เบคมันน์

จิตรกรกลุ่มนี้เป็นที่รู้จักกันดีว่าภาพวาดของพวกเขาสะท้อนเรื่องราวชีวิตของคนยุคไวมาร์ เช่นเดียวกับ อัลเบิร์ต เบียร์เคอเลอ,จันน์ มัมเมน และรูดอล์ฟ ชลิกเทอร์ ฯลฯ โดยศิลปินกลุ่มนี้มีอายุการทำงานสั้นมากในเยอรมนี คือรุ่งเรืองเฉพาะในยุคไวมาร์เท่านั้น อย่างที่รู้กันคือหลังจากที่นาซีเรืองอำนาจ ศิลปะจากยุคโมเดิร์นก็ถูกกวาดล้างให้หมดไปตามนโยบายของท่านผู้นำ

นิทรรศการ Magic Realism Art in Weimar Germany : 1919-1933 นับเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์รำลึก 100 ปี ของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ของเทต แกลเลอรี่ ซึ่งจัดแสดงที่เทต โมเดิร์น กรุงลอนดอน ควบคู่ไปกับนิทรรศการ Aftermath : Art in the Wake of World War One ณ เทต บริเทน กรุงลอนดอน ที่จัดแสดงงานศิลปะของศิลปินชาวอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (เปิดให้ชมฟรีเช่นกัน ถึง 24 ก.ย.) 

วอลเลย์บอลชายหาด ตบกระจายให้ทรายฟุ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561286

  • วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 10:42 น.

วอลเลย์บอลชายหาด ตบกระจายให้ทรายฟุ้ง

โดย กั๊ตจัง  ภาพ : รอยเตอร์ส

เมื่อพูดถึงกีฬาวอลเลย์บอล เรามักจะนึกถึงวอลเลย์บอลที่เล่นกันในอินดอร์สเตเดี้ยม แต่กีฬาวอลเลย์บอลที่นิยมเล่นกันอีกชนิด ก็คือ วอลเลย์บอลชายหาด ที่มีความท้าทายผู้เล่นมากกว่าเป็นเท่าตัวถึงขนาดที่นักกีฬาวอลเลย์บอลสโมสร และเป็นกีฬาซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการเล่นกิจกรรมริมหาด

ความเป็นมาของวอลเลย์บอลชายหาดนั้น อาจเริ่มมาตั้งแต่ ค.ศ. 1920 มีชาวแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เริ่มเล่นวอลเลย์บอลชายหาดแบบทีมละ 6 คน จากนั้นการเล่นริมหาดก็เริ่มแพร่หลายจนมีการลดจำนวนผู้เล่นลงให้เลือกทีมละ 4 คน จนเหลือ 2 คน ใน ค.ศ. 1947 และเริ่มมีการแข่งขันเป็นรายการทัวร์นาเมนต์จนถึงปัจจุบัน

สรพงษ์ สว่างศรี ผู้ฝึกสอนวอลเลย์บอลชายหาด เล่าถึงความสนุกในการเล่นวอลเลย์บอลชายหาดว่า เป็นกีฬาของคนที่ไม่กลัวดำ (หัวเราะชอบใจ) การเล่นจะคล้ายกับวอลเลย์บอลแต่ความคิดเห็นส่วนตัวผมมองว่ามีความยากกว่ากันมาก

อย่างแรก คือ เรื่องความท้าทาย การเคลื่อนไหวบนพื้นทรายจะยากกว่า ต้องใช้แรงมากกว่า สภาพอากาศที่ร้อนจะทำให้นักกีฬาเหนื่อยง่าย แต่แน่นอนว่าสิ่งที่ได้กลับมา นั่นคือร่างกายที่แข็งแรงกว่านักกีฬาวอลเลย์บอลทั่วไป

สำหรับคนที่ต้องการจะฝึกเล่นวอลเลย์บอลชายหาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาที่เล่นอย่างจริงจังหรือเล่นกันสนุกๆ เพื่อการออกกำลังกายก็ดีทั้งคู่ แต่จะดีกว่ากีฬาประเภททีมอื่นๆ ตรงที่ผู้เล่นมีเพียงทีมละ 2 คน การนัดเพื่อนมาเล่นด้วยกันจะง่าย น่าจะเรียกได้ว่าเล่นได้ง่ายกว่ารวมทีมฟุตบอลและวอลเลย์บอลอย่างเห็นได้ชัด เพราะแต่ละทีมจะมีผู้เล่นเพียง 2 คน ไม่มีการเปลี่ยนตัวสำรอง ต้องเล่นจนจบเกม

สนามที่เล่นแน่นอนว่าก็ต้องเป็นแหล่งท่องเที่ยวริมหาด ส่วนใหญ่ทุกโรงแรมที่มีพื้นที่ริมทะเลจะมีอุปกรณ์สำหรับการเล่นวอลเลย์บอลชายหาดอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้ไม่ได้มีเพียงโรงแรมที่มีพื้นที่ติดริมทะเลเท่านั้นที่จะมีเสาตาข่ายสำหรับเล่นวอลเลย์บอลชายหาดในสนามกีฬาหรือพื้นที่สำหรับออกกำลังกายกลางแจ้ง ก็เริ่มมีการสร้างสนามกีฬาวอลเลย์บอลชายหาดมากขึ้น

ด้วยเหตุผลง่ายๆ ก็คือ เป็นกีฬาที่มีต้นทุนไม่สูงมากนัก แค่มีลูกวอลเลย์บอลเสาตาข่าย และเส้นแบ่งเขตบนพื้นทรายที่ได้ระนาบเดียวกันแค่นั้น หากเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ริมหาดก็ใช้ทรายทะเลปูเป็นพื้นที่สนามเท่านั้น ทำให้ได้รับความนิยมโดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบกีฬาวอลเลย์บอล

กติกาจะแตกต่างไปจากการแข่งขันวอลเลย์บอลที่เรารู้จักไปบ้าง โดยการแข่งขันจะตัดสินชนะที่ 2 ใน 3 เซต ในเซตที่ 1 และ 2 ผู้ที่ทำได้ 12 คะแนนก่อน จะเป็นผู้ชนะ โดยไม่มีการดิวซ์ หากเกมเล่นมาถึงเซตที่ 3 ทีมที่ทำได้ 12 คะแนนก่อน จะเป็นผู้ชนะ แต่ต้องมีคะแนนนำฝ่ายตรงข้ามอย่างน้อย 2 คะแนน (เช่น 13:11, 15:13)

หากคะแนนรวมกันทั้งสองทีมได้ 4, 8, 12, 16 ฯลฯ จะเปลี่ยนแดนและหยุดพัก 30 วินาที ยกเว้นเซตที่ 3 หลังจากเปลี่ยนแดนแล้วจะแข่งขันต่อทันทีไม่มีการหยุดพัก สาเหตุที่เปลี่ยนแดนและหยุดพักบ่อย เพราะวอลเลย์บอลชายหาดเป็นเกมที่ใช้พละกำลังมาก หากเทียบพื้นที่ในการคุมเกมกับวอลเลย์บอลปกติจะใช้พื้นที่มากกว่า การเคลื่อนไหวบนพื้นทรายก็ยากกว่า มีกฎกติกาการเซตและการตีแตกต่างออกไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วถือว่าเป็นเกมกีฬาที่เล่นได้สนุก

ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นในระดับใด สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังในการเล่นวอลเลย์บอลชายหาด ก็คือ สภาพพื้นทรายควรเล่นเฉพาะตอนเช้าและตอนเย็น ที่พื้นทรายไม่ร้อนเกิน 40 องศาวัดง่ายๆ แค่เรายืนแล้วรู้สึกร้อนจนยืนไม่ไหวก็แสดงว่าร้อนเกินไป เม็ดทรายต้องละเอียด ไม่มีการอัดแน่น ไม่มีกรวดใหญ่ หรือทรายเล็กเกินไปจนอยู่ในสภาพฝุ่น

ในขณะเล่นต้องระวังเรื่องทราย ซึ่งจะเห็นได้ว่ากฎกติกาหรือรูปแบบการเล่นบางอย่างจะเปลี่ยนไป เช่น การเซตลูกจะไม่นิยมเซตในระดับเหนือศีรษะเนื่องจากทรายจะเข้าตาได้ หรือการตบก็จะเน้นความรุนแรง เพราะกติกาไม่อนุญาตให้มีการหยอดลูก เป็นต้น

เรื่องอาการบาดเจ็บก็เหมือนกับกีฬาอื่นโดยทั่วไปที่ควรจะวอร์มอัพร่างกายก่อนเล่นเสมอ รูปแบบการเล่นก็เน้นทักษะการรับซึ่งสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะการขึ้นตีเนื่องจากมีผู้เล่นเพียง 2 คน การหาพื้นที่ตีให้ลงนั้นจะง่ายกว่า แต่การรับจะยากที่สุด เพราะมีพื้นที่กว้างและจะรับอย่างไรให้สามารถเปลี่ยนเป็นเกมรุกได้ ก็ต้องอาศัยการฝึกฝนและรู้ใจคู่หูที่เล่นด้วยกัน

“อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าถ้าเราออกกำลังกายแบบเล่นสนุกๆ กับเพื่อนๆ ไม่ว่าจะเล่นที่ใดก็ตาม อาจมีการปรับเปลี่ยนกติกาได้บ้างเพื่อความสนุก เช่น จากเล่น 2 คน เป็น 3 หรือ 4 คน ตามจำนวนสมาชิกที่มี เปลี่ยนตัวผู้เล่นได้หรือลดความสูงของตาข่ายลงมานิดหน่อยพอให้เล่นได้สนุกขึ้น ก็จะทำให้การเล่นวอลเลย์บอลชายหาดนั้นมีสีสันทำให้วันหยุดเต็มไปด้วยความสนุก” 

‘โกเจ็ก’รุกหนัก แข่งไรด์เฮลลิ่ง เล็งปักหมุดไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564322

  • วันที่ 15 ก.ย. 2561 เวลา 10:05 น.

'โกเจ็ก'รุกหนัก แข่งไรด์เฮลลิ่ง เล็งปักหมุดไทย

โกเจ็กเผยใกล้เปิดบริการในไทย ตามแผนลงทุนขยายบริการสู่ 4 ประเทศ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า โกเจ็ก ผู้ให้บริการเรียกรถรับส่งรายใหญ่จากอินโดนีเซีย เตรียมเปิดให้บริการในประเทศไทยในอีกไม่นานนี้ ก่อนจะเปิดบริการในสิงคโปร์และฟิลิปปินส์เป็นลำดับต่อไป หลังเริ่มเปิดบริการเต็มรูปแบบในเวียดนามในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ การเปิดบริการใน 4 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นไปตามแผนลงทุนราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.62 หมื่นล้านบาท) เพื่อขยายธุรกิจออกนอกตลาดอินโดนีเซีย ที่โกเจ็กประกาศไว้ช่วงปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อสู้กับ คู่แข่งรายใหญ่อย่างแกร็บ

อันเดร โซลิสต์โย ประธานโกเจ็ก เปิดเผยว่า บริการของโกเจ็กในไทยกำลังจะเปิดตัวในเร็วๆ นี้ โดยบริษัทอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อเร่งเปิดให้บริการ หลังระบุว่าหารือกับหน่วยงานรัฐบาลของไทยแล้วก่อนหน้านี้

สำหรับตลาดสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ โซลิสต์โย เปิดเผยว่า บริษัทยังคงอยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานกำกับดูแลและพันธมิตรในท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจว่าบริการของโกเจ็กจะถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับทุกประการ ก่อนที่บริษัทจะขยายธุรกิจเข้าไปในประเทศดังกล่าว

ทั้งนี้ โกเจ็ก เปิดบริการเต็มรูปแบบในกรุงฮานอยของเวียดนาม เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งบริการเรียกรถจักรยานยนต์และส่งเอกสาร หลังจากทดลองให้บริการบางส่วนในนครโฮจิมินห์ โดยโซลิสต์โย ระบุว่า การเลือกเวียดนามเป็นตลาดแรกของการรุกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นจากเหตุผลหลายประการ ที่รวมถึงวัฒนธรรมที่คล้ายกับอินโดนีเซีย และอัตราการใช้ โซเชียลมีเดียในระดับสูง

ขณะเดียวกัน โซลิสต์โย เปิดเผยว่า โกเจ็กมีแผนจะขยายบริการบนแพลตฟอร์มในอนาคตด้วย ทั้งบริการเรียกรถรับส่งโดยใช้รถยนต์ 4 ล้อ บริการส่งอาหารและบริการชำระเงินดิจิทัล