รักษ์โลก เลิกพลาสติก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554411

  • วันที่ 14 มิ.ย. 2561 เวลา 11:33 น.

รักษ์โลก เลิกพลาสติก

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

ปี 2561 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้กำหนดประเด็นหลักในการรณรงค์เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกให้เป็นทิศทางเดียวกันทั่วโลก คือเรื่อง “รักษ์โลก เลิกพลาสติก” Beat Plastic Pollution โดยมีคำขวัญว่า If you can’t reuse it, refuse it  ถ้าคุณไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ให้ปฏิเสธ

เราอาจไม่สามารถปฏิเสธการใช้พลาสติกทุกประเภทได้ แต่สามารถปฏิเสธพลาสติกบางประเภทที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single use plastic) ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลาสติกประเภทนี้มีอายุการใช้งานที่แสนสั้น แต่กลับใช้เวลาย่อยสลายนานแสนนาน เช่น โฟม ต้องใช้เวลาย่อยสลายมากกว่า 500 ปี ถุงพลาสติก 450 ปี กระป๋องอะลูมิเนียม มากกว่า 80 ปีขวดพลาสติก 450 ปี

พลาสติกถือเป็นขยะสร้างมลพิษให้กับโลกและสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นชัดเจน ทั้งขยะบนบก และในทะเล เฉพาะในทะเลมีเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ค่อนข้างช็อกความรู้สึกคนทั้งโลก เมื่อมีวาฬครีบสั้นตัวหนึ่งเกยตื้นที่บริเวณปากคลองนาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา และตายในเวลาต่อมา เมื่อผ่าท้องกลับพบพลาสติกในกระเพาะอาหารถึง 80 ชิ้น น้ำหนัก 8 กิโลกรัม จากเหตุการณ์ครั้งนี้คงไม่ใครคิดว่าจะมีพลาสติกอยู่แต่ในท้องวาฬตัวนี้แค่ตัวเดียวแน่นอน

สถานการณ์ขยะพลาสติก

รัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ระบุว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีขยะพลาสติกเกิดขึ้นประมาณ 12% ของปริมาณขยะทั้งหมด เฉลี่ยปีละ 2 ล้านตัน การนำขยะพลาสติกกลับไปใช้ประโยชน์เฉลี่ยประมาณปีละ 0.5 ล้านตัน ที่เหลือ 1.5 ล้านตันส่วนใหญ่เป็นเศษขยะถุงพลาสติกปนเปื้อน โดยเป็นถุงร้อน ถุงเย็นบรรจุอาหาร ถุงหูหิ้ว 80% หรือประมาณ 1.2 ล้านตัน

“ปี 2559 มีขยะมากถึง 27 ล้านตัน ทำให้มีปริมาณขยะพลาสติกเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 3.2 ล้านตัน และครึ่งหนึ่งของพลาสติกที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ซึ่งแต่ละปีมีขยะพลาสติกไหลลงสู่ทะเลกว่ากว่า 13 ล้านตัน ประเทศไทยของเราได้ถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 6 ของประเทศที่มีขยะพลาสติกในทะเลมากที่สุดในโลก ส่งผลต่อระบบนิเวศทางทะเลและสัตว์ทะเลอยางเห็นได้ชัด”

บังคับโดยไม่ให้อยากได้ต้องซื้อ

ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่าทุกวันนี้คนไทยใช้ถุงพลาสติกเฉลี่ยวันละ 8 ใบ/คน/วัน รวมประมาณ 195,640 ใบ/วัน (8x365x67 ล้านคน) ถือว่ามีปริมาณที่สูงมาก แต่ที่น่าห่วงคือขยะพวกนี้ประมาณ 40-43% ไม่ได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธี จึงเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทั้งบนบกและทะเลอย่างที่เห็น ดังนั้น การลดปริมาณขยะพลาสติกจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อไป

ดร.ธรณ์ กล่าวต่อว่า การรณรงค์ลดใช้พลาสติกเป็นรูปแบบหนึ่งที่ประเทศไทยได้เริ่มมานาน เหมือนเช่นหลายประเทศ โดยสามารถลดได้ประมาณ 7-8% เป็นอย่างมาก แค่นี้ไม่พอต้องใช้มาตรการอื่นร่วมด้วย เช่น ใช้การบังคับตั้งแต่ไม่ให้ขาย ไม่ให้แจก เช่น ในอุทยานแห่งชาติ และสถานที่ราชการบางแห่ง เป็นต้น อีกวิธีหนึ่งใช้วิธีการขายถุง ใครอยากได้ก็ต้องซื้อ ไม่มี ให้ฟรี

“หลายประเทศที่ขายถุง เช่น ประเทศอังกฤษ ก่อนขายเขารณรงค์มาก่อน จีนก็ขาย และอีกหลายประเทศทำแบบนี้ บางที่ไม่ให้ขายและไม่มีขายด้วย ส่วนในประเทศไทยตอนนี้มีทำในที่บางแห่ง เช่น มหาวิทยาลัย อย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ทำสามารถลดได้ตั้ง 90% มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ทำอยู่ มีหลายหน่วยงานที่ทำแต่ยังไม่แพร่หลาย ขณะที่ภาครัฐก็กำลังคุยกับกรรมการปฏิรูปประเทศขอให้ทำเรื่องพวกนี้ในอาคารหรือศูนย์ราชการด้วยเชื่อว่าต่อไปจะได้เห็นมากขึ้น”

หน่วยงานรัฐต้องนำ-ทำเป็นตัวอย่าง

ภาคราชการถือว่ามีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำลดใช้พลาสติก เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความตระหนักและเห็นความสำคัญของปัญหาขยะพลาสติก รวมทั้งให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม ล่าสุด กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้จับมือกับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก. ประกาศเป็นตลาดสดนำร่องลดพลาสติกและเลิกใช้โฟมโดยได้จัดกิจกรรมคิกออฟเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2561 ที่ผ่านมา

กมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการ อ.ต.ก. เปิดเผยว่า อ.ต.ก.ตั้งเป้าให้พื้นที่ตลาดเลิกใช้บรรจุภัณฑ์โฟม 100% ภายในวันที่ 1 ม.ค. 2562 ขณะเดียวกันถุงพลาสติกที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังได้พัฒนาร่วมกับเอสซีจี ในการลดเนื้อพลาสติกลง 20% โดยใช้วัสดุผสมทดแทน และเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาจนลดเนื้อพลาสติกลงได้ถึง 100% ภายในช่วงเวลาเดียวกัน

ขณะเดียวกัน กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม นำโดย รัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้ประกาศเจตนารมณ์ปลอดขยะพลาสติกและโฟมภายในอาคารกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2561 เพื่อกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ของกรม ตลอดจนผู้ที่อยู่ภายในอาคาร เกิดความตระหนักและเห็นความสำคัญของปัญหาขยะพลาสติก และเพื่อให้มีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมตลอดจนมีส่วนร่วมในการจัดการขยะ โดยเฉพาะขยะจากถุงพลาสติกและโฟม

ในการประกาศเจตนารมณ์ห้ามนำถุงพลาสติกและโฟมเข้ามาในอาคารกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มีรายละเอียดที่น่าสนใจที่หน่วยงานอื่นหรือเอกชน สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับหน่วยงานของตนได้

1.บุคลากรกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมทุกคน ห้ามนำถุงพลาสติกหูหิ้วและโฟม เข้ามายังอาคารกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม นับตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2561 เป็นต้นไป

2.ให้ทุกสำนัก ศูนย์ กอง กำหนดมาตรการ และมอบหมายให้บุคลากร ทำหน้าที่ตรวจสอบการนำเข้าถุงพลาสติกหูหิ้ว และโฟม หากมีบุคคลใดนำเข้ามาในสำนักงาน ให้กำหนดมาตรการสร้างจิตสำนึกและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในปฏิบัติตามประกาศเจตนารมณ์เขตปลอดถุงพลาสติกและโฟม

3.ทุกสำนัก ศูนย์ กอง มีการสื่อสารนโยบาย มาตรการส่งเสริม การสร้างแรงจูงใจ ให้บุคลากรในสำนักงาน ปฏิบัติตามประกาศเจตนารมณ์เขตปลอดถุงพลาสติกและโฟม

4.กำหนดเป็นคะแนนตัวชี้วัดระดับบุคคล และระดับสำนัก ศูนย์ กอง ร่วมกับระดับความสำเร็จในการดำเนินโครงการ สำนักงานสีเขียว (Green Office)

5.ขอความร่วมมือให้ทุกคนร่วมเป็นอาสาสมัครรักษ์สิ่งแวดล้อม ในการให้คำแนะนำ ตักเตือนบุคลากรในสำนักงาน และบุคลากรภายนอกที่มาติดต่อราชการ ห้ามนำถุงพลาสติกและโฟมเข้ามาในอาคาร

ขณะที่กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดย นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ก็ได้กำหนดให้วันที่ 1 ต.ค. 2561 เป็นต้นไป สถาบันและโรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่งต้องยกเลิกการใช้ถุงพลาสติกใส่ยา พร้อมขอความร่วมมือประชาชนผู้รับบริการให้นำถุงผ้ามาใส่ยา เพื่อรณรงค์ให้มีการบริหารจัดการขยะอย่างถูกต้อง ลดปัญหาภาวะโลกร้อน ทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อถุงพลาสติกสำหรับใส่ยาให้แก่ผู้ป่วย ตลอดจนให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม

“ข้อมูลการใช้ถุงพลาสติกใส่ยาของหน่วยงานในสังกัดกรมการแพทย์ปี 2560 พบมีจำนวน 9,010,164 ใบ หากมีการลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกลงจะช่วยลดปัญหาขยะและประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก ที่ผ่านมาสถาบันและโรงพยาบาลของกรมการแพทย์จำนวน 30 แห่ง ได้เริ่มดำเนินการยกเลิกการใช้ถุงพลาสติกใส่ยาไปแล้วจำนวน 18 แห่ง อาทิ โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เป็นต้น และอยู่ระหว่างดำเนินการ 12 แห่ง โดยประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆ รวมทั้งให้เภสัชกรและพยาบาลเป็นผู้ให้ข้อมูล ป้ายประกาศหน้าห้องจ่ายยา นอกจากนี้ยังแจกถุงผ้าให้ผู้ป่วยและแนะนำให้นำถุงผ้ามาใส่ยาเมื่อมาพบแพทย์ทุกครั้ง” นพ.สมศักดิ์ กล่าว

ลดซิงเกิ้ลยูสพลาสติกภาคประชาชน

ดร.ธรณ์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วการลดซิงเกิ้ลยูสพลาสติกไม่ได้ยาก แต่คนไทยเราติดในเรื่องความสะดวกสบายเป็นนิสัยมากกว่า ถ้าตั้งใจจริงก็ทำได้ ตัวเลขถุงที่คนใช้ 8 ใบ/วัน เราสามารถลดได้ 4 ใบ/วันถือว่าเก่งแล้ว อันไหนทำไม่ได้ เช่น ซื้อข้าวซื้อแกง ก็ว่ากันไป ส่วนอะไรที่ทำได้ก็ทำ หรือปฏิเสธไม่เอาถุงก็ได้ ทุกอย่างอยู่ที่ใจ

“ผมไปเจอผู้ชายคนหนึ่งยืนที่เคาน์เตอร์ร้านสะดวกซื้อแถวบ้าน เขายืนอยู่ข้างหน้ากำลังจะจ่ายเงิน เมื่อพนักงานเตรียมคลี่ถุงพี่เขาบอกว่าไม่ต้อง ก่อนดึงถุงพลาสติกยับยู่ยี่ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบของใส่จนหมด พี่เขาอาจไม่มีถุงผ้าอาจไม่ได้เอามา แต่สิ่งที่พี่เขาทำคือทำให้ซิงเกิ้ลยูสพลาสติกกลายเป็นดับเบิ้ลยูส (Double use) คือมีการใช้ซ้ำ เขาลดการใช้ถุงพลาสติกไปได้อีกใบ

ผมเข้าใจเลยว่าไม่ว่าจะเป็นถุงผ้าหรืออะไรก็ไม่สำคัญเท่าใจ หากรักจะทำอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ไม่ทราบว่าภาพนี้มีผลต่อคุณแค่ไหน แต่สำหรับผมมีความหมายมาก จริงแล้วถ้าพูดถึงถุงพลาสติกถ้าเอาไปใส่ของเซเว่นใช้ได้เป็น 10 รอบนะ อย่างนี้จากซิงเกิ้ลยูสก็ไม่เป็นซิงเกิ้ลยูส วิธีนี้น่าจะเหมาะกับนิสัยคนไทยมากกว่าพกถุงผ้า สำหรับผมเวลาไปไหนจะใช้เป้ ในเป้จะมีแก้ว หลอดดูด และถุงผ้าตลอดเวลา”

ด้าน ทอฟฟี่-ศิวดล จันทนเสวี หัวหน้าวงสามบาทห้าสิบ (3.50 บาท) นักแสดงในสังกัดเวิร์คพอยท์ เป็นคนหนึ่งที่นำแก้วน้ำของตัวเองติดตัวไปทำงานทุกครั้ง ได้เล่าไอเดียรักษ์โลกให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นมาจาก เวลาไปทำงานในกองหรือสตูดิโออยากมีแก้วของตัวเองที่ไม่ปนกับของคนอื่น เลยซื้อแก้วเก็บความเย็นเยติ (YETI) มาใช้ได้ประมาณ 1 ปีกว่าๆ แล้ว

“ผมเป็นคนติดกาแฟ วันหนึ่งต้องกินอย่างน้อย 2 แก้ว เช้า 1 แก้ว บ่าย 1 แก้ว เวลาไปทำงานพกแก้วไปด้วย ร้านประจำผมคืออเมซอน ปั๊ม ปตท. หน้าเวิร์คพอยท์ ไปถึงร้านพนักงานจะรู้เลยและแก้วผมจะติดโลโก้วง 3.50 บาท ตั้งในกองถ่ายหรือสตูดิโอคนจะรู้ว่าเป็นแก้วของทอฟฟี่ เพราะแตกต่างจากของคนอื่น คือในกองจะมีกระปุกน้ำของกองที่เขียนชื่อแต่ละคนไว้ ซึ่งก็มีแก้วพลาสติกบ้าง แต่ของผมแตกต่างจากคนอื่น

ตอนแรกที่ใช้ไม่ได้คิดในเรื่องสิ่งแวดล้อมแค่อยากมีประจำตัว แต่วันหนึ่งได้ไปถ่ายเอ็มวีที่โรงงานพลาสติกแห่งหนึ่ง เห็นกระบวนการผลิตพลาสติกที่ค่อนข้างซับซ้อน อย่างพลาสติกรีไซเคิลกว่าจะเอาพลาสติกเก่าฟอกใหม่ ทำเม็ดพลาสติก ฉีดขึ้นรูปใหม่ยากมาก ถ้ามองถึงการย่อยสลายลืมไปได้เลย นานมากเลยแหละ ผมเลยฉุกคิด ถ้าซื้อมากินแก้วหนึ่ง 50-60 บาท แล้วทิ้งกว่าที่มันจะสลายต้องใช้เวลาเป็นร้อยๆ ปี ตั้งแต่นั้นเลยคิดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม เวลาซื้อของที่เซเว่นถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่เอาถุง ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ซื้อเยอะอยู่แล้ว”

นอกจากซื้อแก้วใช้เองแล้ว ทอฟฟี่ยังซื้อให้เพื่อนสมาชิกในวงทุกคนด้วย พร้อมกับฝากผู้อ่านว่า สิ่งที่เขาทำนี้สามารถเป็นไอเดียในการซื้อของขวัญให้กับเพื่อนหรือคนที่ตัวเองรักได้ แต่สิ่งสำคัญเวลามอบให้อย่าลืมบอกจุดประสงค์ให้เพื่อนรู้ ว่าทำไมถึงต้องให้ของแบบนี้และเพื่ออะไร ส่วนเพื่อนจะปฏิบัติตามหรือไม่เป็นเรื่องของแต่ละคน สำหรับเพื่อนในวงของเขามีหลายคนที่ใช้แก้วที่เขาซื้อให้ทุกวัน

ยังมีหลายวิธีในการลดพลาสติกใช้แล้วทิ้ง เช่น การพกถุงผ้า อย่าลืมนำติดตัวไปซื้อของ ลองไม่รับถุงพลาสติกจากร้านค้าให้เป็นนิสัย แล้วคุณจะตกใจเลยว่าเราลดการใช้พลาสติกไปได้มากขนาดไหน หรือไม่ก็พกภาชนะสำหรับใส่อาหารเมื่อไปที่ร้านอาหารและสั่งอาหารกลับบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ภาวชนะที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง อย่างเช่น ถุงพลาสติก หรือกล่องโฟม หรือพกกระติกน้ำส่วนตัวแทนการใช้แก้วพลาสติก หลอด ขวดพลาสติก และหลอดดูดน้ำ ซึ่งถือเป็น 1 ใน 5 อันดับแรกของขยะที่ถูกทิ้งบนชายหาด หากพกกระติกน้ำไปนอกจากจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายจากการที่ต้องซื้อน้ำบรรจุขวดแล้ว ยังช่วยไม่ให้ขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นบนโลกใบนี้

ผลิตภัณฑ์ทดแทน

ดร.ธรณ์ กล่าวว่า นอกจากการลดใช้พลาสติกแล้วต้องหาผลิตภัณฑ์ทดแทนด้วย อย่างประเทศฟิลิปปินส์มีความพยายามจะเปลี่ยนมาใช้ถุงกระดาษในเซเว่น สำหรับประเทศไทยเราจริงๆ แล้วน่าจะผลิตไบโอพลาสติกได้นานแล้ว (พลาสติกย่อยสลายได้ด้วยจุลินทรีย์และแบคทีเรียตามธรรมชาติ ผลิตจากวัตถุดิบในธรรมชาติ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง โปรตีนจากถั่ว ข้าวโพด เป็นต้น) แต่ปัญหาคือผลิตออกมาแล้วราคาแพงกว่าพลาสติกปกติอยู่มากเลยขายไม่ได้

“ถ้าโมเดลเราใช้ร่วมกัน อาจจะขายถุงพลาสติกในบางพื้นที่ ผมไม่ได้พูดถึงพลาสติกในตลาด แต่พูดถึงห้างใหญ่ สถานที่ราชการบางแห่ง จากนั้นเอาเงินที่ได้จากการขายถุงมาสนับสนุนการผลิตภัณฑ์ทดแทนประเภทไบโอพลาสติกหรืออื่นๆ เพื่อทำให้ราคาถูกลง ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะได้ราคาที่ใกล้ขึ้นมา พอใกล้กันแล้วก็ลงไปที่แฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อต่างๆ เช่น เซเว่น แฟมิลี่มาร์ท ท้ายสุดไปถึงการใช้ในตลาด สามารถใช้วัตถุทดแทนได้ในที่สุด เพราะราคาใกล้กันมากแล้วใน 5-10 ข้างปีหน้า”

รักษ์โลก เลิกพลาสติก ทุกคนสามารถเริ่มต้นเล็กๆ น้อยๆ ได้ตามที่กล่าวมา หากหลายคนช่วยกันทำก็จะช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกในโลกของเราลงได้ งั้นเรามาเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เลยตั้งแต่วันนี้

สื่อสาธารณะ หยาบได้แค่ไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554227

  • วันที่ 12 มิ.ย. 2561 เวลา 15:46 น.

สื่อสาธารณะ หยาบได้แค่ไหน?

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี

คําหยาบคายในละครและรายการโทรทัศน์มีเพิ่มมากขึ้นทุกวันจนเราต่างรู้สึกได้ โดยเฉพาะคนรุ่นเก่าที่เคยผ่านประสบการณ์การรับชมรายการโทรทัศน์ ในยุคที่ยังมีการดูดเสียงคำหยาบคาย การเซ็นเซอร์ และการตัดบทละครที่มีถ้อยคำรุนแรงเกินไป

ทว่าทุกวันนี้ไม่เพียงแต่ในละครที่ใช้คำหยาบ แม้แต่รายการแข่งร้องเพลง รายการเรียลิตี้โชว์ ก็ยังปรากฏคำหยาบคายและเนื้อหาเหยียดสีผิวและเพศออกมาอย่างต่อเนื่อง

หยาบคายโดยไม่รู้สึกตัว

“ที่เราเป็นอยู่ในเวลานี้เหมือนทฤษฎีกบต้ม ถ้าน้ำค่อยๆ ร้อนขึ้นเรื่อยๆ เราจะไม่รู้สึกอะไร จนถึงจุดเดือดก็สายไป เช่นเดียวกันคำหยาบที่ใช้กันอยู่ในสื่อนั้นค่อยๆ เพิ่มความรุนแรง ความถี่ โดยที่เราไม่รู้สึกอะไร

สมัยก่อนรายการโทรทัศน์จะไม่มีคำว่ากู มึง หรือคำที่จัดว่าเป็นคำหยาบคายอื่นๆ ออกอากาศ พอเข้าสมัยนี้เริ่มมีคำว่ากู มึง เข้ามาบ้าง เราเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เรื่องธรรมดา ก็ปล่อยผ่านไปแล้วก็เริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จากสองถึงสามครั้งก็กลายมาเป็นการพูดกันโดยปกติ และออกอากาศได้โดยไม่ต้องดูดเสียงเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่เด็กรุ่นใหม่พูดกัน

แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเด็กสมัยนี้พูดกันเป็นเรื่องปกติ หรือคิดว่ารายการนี้เป็นละครต้องสะท้อนสังคม การทำละครต้องสะท้อนความเป็นจริง เด็กพูดกู มึงก็ไม่เป็นไร อย่างนี้ใครทำอะไรรุนแรงทุกอย่างในโลกความเป็นจริง ก็ต้องเอามาบอกกันในละครเหรอ แล้วที่สำคัญก็คือคำหยาบคายเหล่านั้นปรากฏอยู่ในรายการเรต ท. (รายการทั่วไปสามารถรับชมได้ทุกวัย) ที่ทุกคนในครอบครัวสามารถใช้เวลารับชมร่วมกันให้เกิดประโยชน์ได้มีความเหมาะสมหรือไม่” ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์การ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ผู้ยื่นหนังสือร้องเรียน กสทช. ถึงความเหมาะสมในการใช้คำหยาบในรายการเรต ท.

ผศ.ดร.วรัชญ์ อธิบายถึงกระบวนการตรวจสอบสมัยก่อนเราจะมีหน่วยงานที่เรียกว่า กบว. (คณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ถูกยุบไปเมื่อปี 2535) ที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบความเหมาะสมก่อนออกอากาศ

สมัยนั้นก็จะถูกกล่าวหาละเมิดสิทธิเสรีภาพสื่อ ในยุคหลังๆ มาก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้น ก็ควรจะมีการส่งเสริมการกำกับดูแลกันเอง ให้ทางช่องพูดคุยกับผู้ผลิตรายการตกลงร่วมกันว่ารายการคุณจะเป็นเรตอะไร และดูแลกันเอง ดังนั้นจึงไม่มีการเซ็นเซอร์มานานแล้ว แต่จะใช้วิธีการจัดเรตของช่องแทน และใช้วิธีการนี้มาโดยตลอดยกเว้นโฆษณาที่จะต้องมีเซ็นเซอร์อยู่ เพราะอาจจะมีเรื่องการหลอกลวงและเป็นเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค

ดังนั้นทางช่องและผู้ผลิตจะต้องกำหนดเอง เช่น รู้เองว่าตัวเองทำรายการนี้จะต้องทำเรต ท. เนื้อหาจะต้องสอดคล้องกับเรตที่ตั้งไว้ แต่ว่าปัญหาก็คือว่าทุกคนอยากจะให้รายการตัวเองเป็นเรต ท. เพราะเป็นเรตที่ออกได้ทุกเวลา โดยเฉพาะเวลาช่วงเย็น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนดูเยอะที่สุดจะได้ค่าโฆษณามากที่สุด ก็ทำรายการออกลงในช่วงนั้นโดยไม่สนใจเรื่องเรตติ้ง

ความรุนแรงในรายการโทรทัศน์จะมีอยู่ 3 มิติก็คือเรื่องพฤติกรรมความรุนแรง เรื่องทางเพศ และเรื่องคำหยาบคาย ซึ่งเรต ท. ถ้าพูดกันตามหลักการมันไม่ควรจะมี เพราะเป็นรายการที่ดูได้ทุกวัยไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้ใหญ่ ไม่ควรมีในทุกมิติทั้งคำหยาบ เรื่องทางเพศ หรือความรุนแรง แต่คำว่ามีได้บ้าง นั้นหมายถึงความถี่ หมายถึงจำนวนครั้งที่ปรากฏ

อย่างในรายการบางรักซอย 9/1 มีคำว่ากู มึง และคำที่ใช้เรียกสัตว์เลื้อยคลาน รวมจำนวนทั้งหมด 92 ครั้งใน 5 นาที แบบนี้จะเรียกว่าบางครั้งหรือไม่

กำกับแสดงให้ถึงบทบาทก็พอ

ทัพพ์เทพ ภาปราชญ์ ผู้กำกับละครอิสระและอาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร พูดถึงปัญหาคำหยาบคายในละครและรายการโทรทัศน์ ในมุมมองของผู้อยู่เบื้องหลัง…

“หากเล่าในมุมมองของผู้กำกับ โดยตัดเรื่องเรตหรือเซ็นเซอร์ออกไป ละครคือการจำลองความเป็นจริงมาเล่า บางครั้งเราก็ตัดสินใจว่า ให้นักแสดงพูดคำหยาบไปเลยเพราะเรารู้ว่าจะต้องถูกดูดเสียง เพราะจากที่ผ่านมาเราจะรู้ว่าคำพูดเหล่านี้จะถูกดูด

ดังนั้น เราก็จะกำกับโดยให้ตัวละครนั้นพูดคำว่าเหี้ยไปเลยแล้วเราก็ปล่อยให้พูดไป พอถูกดูดเสียคนดูจะรู้และเข้าใจกฎของการเซ็นเซอร์มาตลอด ว่าตัวละครพูดคำว่าเหี้ย แต่เสียงถูกดูดไป แต่ถึงเสียงจะถูกดูดไปแต่อารมณ์ยังได้และเราพร้อมที่จะสะดุด และนี่คือความคุ้นชินของคนดูที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด นี่คือบริบทแบบไทย เป็นไปตามบริบทของสังคม

อย่างสมัยก่อนคำว่าเหี้ยเป็นคำไทยที่มีระดับเหมือนกับคำว่า กู มึง ในมุมของเบื้องหลังคนทำงานไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับการใช้คำเหล่านี้มาก อยู่ที่ผู้หลักผู้ใหญ่เขาพิจารณาในมุมไหนกันเองต่างหากมากกว่าว่ายุคเปลี่ยนไปแล้วควรจะตามให้คำนี้เป็นคำปกติหรือจัดเป็นคำหยาบหรือเปล่า

ลองมองดูในรายการทีวีเห็นผู้หญิงใส่กระโปรงสั้นๆ อยู่เกือบทุกๆ รายการ แต่ลองย้อนมองกลับไปในรายการสมัยก่อนผู้หญิงใส่กระโปรงสั้น จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมทางสังคม ดังนั้นผมมองว่าในวันนี้ คำเรียกสัตว์เลื้อยคลานกำลังจะกลายไปเป็นคำปกติ แต่มันจะไม่ไปถึงความหยาบคายถึงขนาดรุนแรงในเรื่องเพศมากนัก

ดังนั้นเราจึงไม่ได้สนใจในเรื่องคำเหล่านี้ แค่อยากจะเล่าเรื่องให้ถึงอารมณ์ให้มากที่สุดไปก่อนแล้วพอถึงเวลาจะไปติดเซ็นเซอร์ จะเบลอแก้วเหล้า จะถูกตัดถูกรื้อก็ว่ากันไปแต่เวลากำกับพูดคุยกับนักแสดงก็ต้องทำให้ถึงบทให้มากที่สุด

อีกอย่างหนึ่งในมุมของคนเบื้องหลังนั้นไม่มีการพูดคุยกันหรอกว่ารายการของเราจะจัดอยู่ในเรตไหน ในที่ประชุมแทบไม่ได้มีการพูดกันเลยว่ารายการนี้จะอยู่ในเรตนี้นะ ต้องทำรายการออกมาในแนวไหน

การจัดเรตคือการจัดของช่องที่จะนำไปจัดช่วงเวลาขายสปอนเซอร์ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าละครหรือรายการโทรทัศน์กับสินค้าที่โฆษณานั้น ไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกันเลย ยกเว้นสินค้าเหล้าที่จะต้องเอาไปโฆษณาช่วงเวลาดึก ดังนั้นคนเบื้องหลังจึงแทบจะไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้เพราะเขาไม่ได้พูดคุยกันว่าจะไปอยู่ในเรตอะไร ตอนทำงานจึงต้องทำให้สุดแล้วค่อยไปว่ากัน”

เรตในรายการโทรทัศน์ต่างประเทศ

ผศ.ดร.วรัชญ์ บอกว่า ในต่างประเทศก็จะมีหน่วยงานที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ กสทช. “อย่างที่อเมริกาเขาก็จะมีกำหนดเรต G  เทียบเท่ากับ เรต ท. ของประเทศไทย แต่เรตของเขานั้น ต้องบอกว่าเขามีอยู่ 3 มิติเหมือนกัน ความรุนแรง กับเรื่องเพศ อาจมีได้บ้างแต่ว่าเบาบาง คำว่าเบาบางของเขาจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับความถี่ แต่เป็นเรื่องของระดับความรุนแรง เช่น ผลักกันแต่ไม่ได้ถึงขนาดทำร้ายร่างกายหรือมีเนื้อหาทางเพศได้บ้างเช่น อาจจะกอดกันจูบกันบ้าง แต่เป็นไปในเชิงสร้างสรรค์ ไม่ใช่เชิงชู้สาวทางเพศ มีการยั่วยวน

ถ้าเป็นเรื่องคำหยาบ เขาจะระบุไว้เลยห้ามเด็ดขาด จึงกลายเป็นว่าอเมริกาให้ความสำคัญกับเรื่องคำหยาบมากกว่าอีก2 ประเด็น ส่วนที่อังกฤษจะมีความละเอียดมากกว่า โดยมีการเรียกประชุมให้ภาคส่วนต่างๆ มากำหนดร่วมกัน ทั้งพ่อแม่ผู้ปกครอง นักวิชาการ สื่อมวลชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาช่วยกันจัดระดับคำหยาบคายของภาษาอังกฤษ จนแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ระดับที่ 1 คือเป็นเบาบาง เช่น ไอ้บ้า หรือคำสบถที่ไม่รุนแรงนัก อาจจะพูดได้บ้าง เพื่อเพิ่มเนื้อหาให้สมบูรณ์ขึ้น แต่ระดับที่ 2 ถึง 4

“เขาบอกว่าไม่ควรใช้ หากใช้ต้องมีเหตุผลที่สมควรและต้องรับผิดชอบตัวเองหากมีการร้องเรียนและโดนเรียกเข้ามาสอบสวน ซึ่งเวลาเส้นแบ่งระดับเด็กกับผู้ใหญ่ของเขาจะอยู่ที่สามทุ่มของเรา สองทุ่มครึ่ง คำรุนแรงห้ามใช้ก่อนสามทุ่มถ้าเกิดใช้ก่อนก็ต้องมีความรอบคอบและรับผิดชอบในการกระทำนั้น”

ผศ.ดร.วรัชญ์ ทิ้งท้ายว่าควรจะมีการพูดคุยเพื่อหามาตรฐานการใช้คำพูดในรายการโทรทัศน์ที่ชัดเจน และมีเอกสารออกมาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร

“ส่วนตัวผมคิดว่ารายการในเรต ท. นั้นไม่ควรจะมีการใช้คำหยาบคายเลย การจัดเรตนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากสื่อที่มีความรุนแรง

หากรายการต้องการจะสื่อสารออกมาแบบนี้ เพื่อให้สะท้อนสังคมให้ตรงอารมณ์ ก็ยังมีเรตอื่นที่รายการสามารถอยู่ได้และใช้คำเหล่านั้นได้อย่างสบายใจ อย่างเช่น ซีรี่ส์เรื่องฮอร์โมน เขาก็ออกตัวว่าละครถึงเขาเป็นละครที่ค่อนข้างแรงและเขาจัดเรตตัวเองออกไปอยู่ในช่วงดึกก็เป็นสิ่งที่เหมาะสม

ผู้ใหญ่อย่างเราจะไม่ค่อยสนใจสิ่งเหล่านี้ เพราะเรามีวุฒิภาวะรู้ดีว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ แต่ว่าในเรต ท. หรือ เรต ด. ที่ทำออกมาให้เยาวชนและครอบครัวได้ดู ต้องให้พวกเขาได้รับเนื้อหาที่มีประโยชน์ตามพัฒนาการ ส่งเสริมในเรื่องของสติปัญญา สร้างสรรค์สังคม

ยังมีพ่อแม่อีกเป็นจำนวนมาก ที่พยายามสอนลูกว่าคำหยาบคาย ไม่ใช่ว่าจะพูดกันจนเป็นไลฟ์สไตล์ อย่าเอาตัวเองมาตัดสินว่าฉันก็พูดหยาบได้ ดังนั้นทีวีก็น่าจะพูดได้ไม่เป็นไร เพราะนี่เป็นสื่อสาธารณะ ที่ไม่ได้มีแค่ใครคนใดคนหนึ่งรับชม”

เพิ่มความฟิตด้วย ‘กรุ๊ป เอ็กเซอร์ไซส์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554109

  • วันที่ 11 มิ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

เพิ่มความฟิตด้วย ‘กรุ๊ป เอ็กเซอร์ไซส์’

เรื่อง ภาดนุ

การออกกำลังกายแบบกรุ๊ปเอ็กเซอร์ไซส์ก็ถือเป็นอีกทางเลือกใหม่ ที่จะช่วยสร้างความสนุกสนานและสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายไปพร้อมกัน

เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ แบรนด์สุขภาพและฟิตเนสระดับโลก จึงชวนคนรักสุขภาพมาออกกำลังกายเพื่อปลดปล่อยพลังไปตามจังหวะกลอง ด้วยการออกกำลังกายแบบกรุ๊ปเอ็กเซอร์ไซส์ ที่ชื่อว่าพาวนด์ (Pound) ซึ่งเป็นคลาสออกกำลังกายที่มาพร้อมท่าเต้นสุดแข็งแกร่งและท่าทางที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการตีกลอง

ไชยวัศ ธันยธร (วัย 35 ปี) กรุ๊ปเอ็กเซอร์ไซส์ อินสตรักเตอร์ จากเวอร์จิ้น แอ็คทีฟ เผยว่า พาวนด์เป็นการออกกำลังกายแบบใหม่ที่ผสมผสานระหว่างท่าเต้นและการตีกลองลงกับพื้น โดยใช้ไม้กลองเป็นอุปกรณ์ประกอบการเต้น เพื่อให้เราได้เคลื่อนไหวร่างกายแบบคาร์ดิโอ โดยมีจังหวะเพลงสนุกๆ มาช่วยสร้างสีสัน

“พาวนด์ได้รับการออกแบบมาเพื่อคนทุกวัย ทุกระดับความฟิต เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยรวม ไปจนถึงกล้ามเนื้อที่ไม่ค่อยได้ใช้งานก็ตาม แล้วยังช่วยให้รูปร่างเพรียวขึ้น เพราะได้ออกกำลังกายทุกส่วนของร่างกายไปพร้อมกัน จึงเหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบบรรยากาศของงานปาร์ตี้มากๆ เลยล่ะ ที่สำคัญพาวนด์ยังมีประโยชน์ในเรื่องเน้นการเผาผลาญแคลอรี ช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนเลือดในร่างกาย ทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น แล้วยังช่วยให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่กระชับมากขึ้นอีกด้วย”

ไชยวัศ เสริมว่า นอกจากคลาสพาวนด์แล้วยังมีอีกคลาสหนึ่งนั่นคือคลับเบอร์ไซส์ (Clubbercise®) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคลาสออกกำลังกายแบบกรุ๊ปเอ็กเซอร์ไซส์ ที่ใช้การเต้นเข้ามาร่วมด้วยเช่นกัน แต่จะมีอุปกรณ์เสริมคือโกรว์สติ๊ก หรือแท่งเรืองแสงเป็นอุปกรณ์ประกอบการเต้นแทนไม้กลอง เพื่อสร้างบรรยากาศในการเต้นให้ดูมีสีสันมากขึ้น แล้วยังช่วยให้ผู้เต้นสามารถเคลื่อนไหวมือได้อย่างถูกที่ถูกทางโดยไม่เคอะเขินอีกด้วย

“สำหรับสถานที่เต้นนั้นจะเป็นห้องมืดๆ ที่มีบรรยากาศเหมือนกับดิสโก้เธค เมื่อใช้แท่งโกรว์สติ๊กประกอบการเต้น จึงทำให้มีสีสันและช่วยเพิ่มความสนุกสนานตื่นตาตื่นใจให้มากยิ่งขึ้น สำหรับประโยชน์ของคลับเบอร์ไซส์ก็คือเป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอรูปแบบหนึ่งที่ผู้เต้นจะได้ความแข็งแรงของระบบหัวใจ ช่วยให้เผาผลาญแคลอรีและดึงไขมันออกมาใช้งานได้มากขึ้น ส่วนใหญ่แล้วการออกกำลังกายแบบนี้จะเน้นการกระชับกล้ามเนื้อมัดเล็กทั่วร่างกายโดยรวมซะมากกว่า

สิ่งที่โดดเด่นของทั้งสองคลาสนี้ก็คือ สามารถช่วยเผาผลาญแคลอรีให้ผู้ที่เข้าร่วมแต่ละคลาสได้ถึง 500-800 แคลอรี ขึ้นอยู่กับการโฟกัสของสมาชิกแต่ละคนเป็นสำคัญ หากคุณเต้นในแต่ละคลาสโดยใช้เวลา 45 นาที -1 ชั่วโมง ตั้งแต่ต้นจนจบ คุณจะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ใกล้เคียง 800 แคลอรีแน่นอน

สำหรับผู้ที่ไม่เคยเต้นมาก่อนก็สามารถเข้าสองคลาสนี้ได้ เพราะท่าเต้นแต่ละท่าจะไม่ยากนัก แถมยังรู้สึกสนุกไปกับเสียงเพลง ที่มีทั้งช่วงผ่อนหนัก ผ่อนเบา และช่วงที่เน้นการคาร์ดิโอ หากผู้เต้นรู้สึกเหนื่อยเกินไปก็สามารถหยุดพักได้ แล้วค่อยเริ่มเต้นอีกครั้งเมื่อตัวเองพร้อม พูดง่ายๆ ว่าทั้งพาวนด์และคลับเบอร์ไซส์นั้นเป็นการออกกำลังกายในแบบหนักสลับเบาที่ช่วยเรียกความฟิตแอนด์เฟิร์มให้กับเราได้ดีนั่นเอง”

ผู้ที่สนใจกรุ๊ป เอ็กเซอร์ไซส์ ทั้งสองคลาสนี้ สอบถามได้ที่ เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ทุกสาขา หรือ FB : virginactivethailand และ http://www.virginactive.co.th

จุดไฟให้คนทำงาน (กลับมา) มีพลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554105

  • วันที่ 11 มิ.ย. 2561 เวลา 14:31 น.

จุดไฟให้คนทำงาน (กลับมา) มีพลัง

เรื่อง ราตรีแต่ง

ทำอย่างไรจะโหมกระพือไฟอันริบหรี่ให้กลับมาลุกโชนได้อีกครั้ง ในวันที่รู้สึกไม่พอใจในงานที่ทำอยู่ สิ่งที่เคยใฝ่ฝันกลายเป็นกับดักอันขมขื่นค่อยๆ กัดกร่อนคนทำงานทีละน้อย

หากใครเริ่มรู้สึกแบบนี้ทุกๆ เช้า นั่นแสดงว่าสัญญาณโรค Burnout Syndrome หรือโรคเบื่องาน หมดไฟในชีวิตการงานกำลังเริ่มมอดไปทีละน้อยๆ อันตรายมากสำหรับคนทำงาน วิธีแก้ปัญหา ก็คงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนงานอย่างกะทันหัน เพราะไม่ใช่ทางออกทำให้พบงานในฝันแบบเสกได้แน่ๆ หากเรายังไม่เข้าใจปัญหา หรือธรรมชาติของความหมดไฟ ต่อให้ได้งานใหม่ อาการไฟมอดก็พร้อมวนกลับมากลืนกินอยู่ดี วิธีแก้ต้องดูต้นตอกันว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งบั่นทอนคนทำงานให้ไปต่อไม่ได้

ทำงานหนักโดยขาดการพักผ่อน

“หมดไฟ” เป็นเรื่องเบสิกไม่ว่าคนทำงานหน้าไหน ใครๆ ก็ต้องเผชิญทั้งนั้น แต่อาการเลยจุดเดือด คือวันหนึ่งจู่ๆ ก็เลือกหันหลังให้งานตัวเอง ด้วยความเหนื่อยล้า อ่อนแรง เกิดอาการถอดใจเทงานกลางคัน ซึ่งถ้าจะหาสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้คนกลุ่มนี้หมดไฟ ก็คือ “ความเครียด” ในระดับสูง เช่น กลุ่มคนทำงานให้ได้ตามเดดไลน์ เจ้านายหรือลูกค้าไล่จี้ทวงงาน ต้องปั่นงานแข่งกับเวลา ขณะที่ก็ต้องคิดงานให้แจ่มแจ๋วไร้ที่ติอีกต่างหาก ทำงานเหมือนหนูถีบจักรไปเรื่อยๆ ความเครียดแบบนี้ก็สะสมได้ยาวๆ เช่นกัน

งานที่รักที่ทำ ทำด้วยความรู้สึกสนุก เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ จู่ๆ ลานก็ขาดผึงกลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย ทำให้เกิดอาการเบื่อ หมดไฟ หมดแรง ไม่อยากทำงาน(ที่เคย)สนุกกับมันเหลือเกิน ไม่อยากทำต่อไปอีกแล้ว ซึ่งความรู้สึกหมดไฟในการทำงาน อาการแรกคือรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่ตลอดเวลา นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่ากำลังเป็นโรคเบื่อหน่ายงานทุกขณะ

วิธีแก้ไข คือต้องฝืนกายใจให้ฟิตกว่าเดิม สุขภาพคือปราการด่านแรกที่จะทำให้แกร่งกว่าเดิม เริ่มการนอนหลับอย่างเพียงพอ จัดเมนูอาหารให้ได้สาร 5 หมู่ครบในแต่ละวัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำให้ไม่หมดแรงง่ายๆ แม้วันนี้(ยัง)เปลี่ยนงานไม่ได้ก็ตาม แต่เราแปรเปลี่ยนให้เป็นพลังความอึดได้

สุขภาพที่ดีจะทำให้กลับเป็นเจ้าของผู้บริหารชีวิตของเราเองได้อีกครั้ง ด้านชีวิตส่วนตัวก็จำเป็นต้องได้รับการเติมเต็ม เมื่อเจอกับงานหนักมาตลอดทั้งเดือน ต้องหากิจกรรมทำเพื่อผ่อนคลายเลือกเวลาพักร้อน ออกไปท่องเที่ยวมีชีวิตส่วนตัวมากขึ้น ให้มีความรู้สึกว่าเรากำลังกุมบังเหียนชีวิตของตัวเองอยู่ ไม่ใช่แค่ระบบของออฟฟิศมาครอบเราไว้

บริหารเวลาไม่ได้ดังใจ

ความเครียดเรื้อรังทำให้ชีวิตยุ่งเหยิง เพราะเราแทบจะไม่มีสมาธิกับสิ่งอื่นๆ เลย นอกจากต้องวุ่นกายวุ่นใจอยู่กับการแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้า พานทำให้ทุกๆ อย่างรอบตัวเกิดปัญหาอีนุงตุงนังเหมือนยุงตีกันไปด้วย วิธีแก้ไขก็ไม่ยาก แค่เพียงเริ่มจัดระเบียบชีวิต โดยเรียงลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ในชีวิต เมื่อจัดสรรชีวิตได้แล้ว ความเครียดก็จะค่อยๆ ลดลงไปเอง

ลองใช้กฎทำชีวิตให้เร็วขึ้น 30 นาที เช่น ตื่นเช้าเร็วขึ้น 30 นาที จากที่เคยตื่น 06.00 น. เป็นกิจวัตร ลองตื่นเร็วขึ้นเพียง 30 นาที ตั้งเวลาอาบน้ำแต่งตัวให้เร็วขึ้น ออกจากบ้านเร็วขึ้น และถึงออฟฟิศเพื่อสะสางงานได้เร็วขึ้น วิธีนี้จะทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปได้ชัดเลยทีเดียว

อย่าประเมินเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงนี้ว่าน้อยเกินไป เพียงบริหารเวลาด้วยวิธีนี้ ตั้งเดดไลน์กับตัวเองให้เร็วขึ้นอีกนิด เราจะมีเวลาทำอะไรได้อีกหลายๆ อย่างเลยทีเดียว ซึ่งการมีเวลามากขึ้นก็จัดระเบียบที่ทำงานได้มากมายหลายอย่าง ตั้งแต่เคลียร์โต๊ะทำงานให้โล่ง สะอาด และสบายตา ฮวงจุ้ยโต๊ะดี งานก็ดีไปด้วย ขณะที่ถ้าใช้ชีวิตเดิมๆ ไปถึงที่ทำงานตรงเวลาเป๊ะ ก็หันหน้าเข้าจอคอมพิวเตอร์ปั่นงานทันที ชีวิตแบบนี้บางทีไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรกำลังทำงาน

คิดแง่ลบไปเสียทุกๆ เรื่อง

อีกอาการสำคัญเป็นสัญญาณว่า “คุณหมดไฟ” คือแต่ละวันแต่ละนาทีเอาแต่คิดในแง่ลบ วิธีแก้ไขก็แค่เลิกคิดแง่ลบ คิดง่ายๆ แบบนี้ไม่ต้องคิดยากให้ซับซ้อน เลิกกังวลถึงอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ว่าทำอะไร ปัญหาก็อาจเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ล้มได้ก็ลุกได้ แทนที่จะมัวคิดกังวล ก็เปลี่ยนไปนึกถึงรสชาติของความสำเร็จที่เราจะได้ลิ้มรสแทน สิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้น

การคิดดี คิดบวก ก็แค่ให้นึกถึงผลลัพธ์มากกว่าอุปสรรค หากเราทำงานชิ้นที่ยากๆ ครั้งนี้ได้ ถ้าทำได้ คือความภูมิใจกับผลงานที่จะตามมาแน่นอน การเปลี่ยนแนวคิดเพื่อให้เกิดทัศนคติในการทำงานที่ดี จะช่วยให้เรามีแรงใจในการทำงานมากขึ้น พยายามอย่าคิดว่าเพราะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ให้คิดว่าต้องทำอย่างไรเราจึงจะทำงานได้ดีขึ้น อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ไม่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมเสียบ้างก็ดี หรือคนรอบข้างที่จะสร้างความไม่สบายใจให้กับเรา จนเราทำงานไม่ได้ จะต้องยอมรับว่าบางคนหมดไฟในการทำงาน เพราะมีทัศนคติด้านลบมากเกินไป

ขาดการออกกำลังกาย

อาการหมดไฟในการทำงานของคนทำงาน เห็นได้จากอาการเหนื่อยล้าจากการทำงาน ไม่ใช่แสดงออกทางร่างกายแค่นั้น แต่เป็นจิตใจของเราที่เหนื่อยอ่อนไม่แพ้กันเลย แล้วก็ยังทำให้เราคิดไป(เอง)ว่า เราไม่สามารถทำงานต่อไปได้อีกแล้ว เราหมดไฟในการทำงานไปแล้ว ชีวิตทำงานดูไม่ตื่นเต้นเร้าใจเหมือนวันก่อนๆ อีกต่อไป

บางครั้งก็อาจรู้สึกว่าตัวเองมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้ทั้งชีวิตส่วนตัวและการทำงานเริ่มไม่มีความสุข ร่างกายก็เปลี้ยไปเสียทุกส่วน

เมื่อร่างกายเหน็ดเหนื่อย ล้า ก็ต้องกลับมาฟิต ทั้งตำราสุขภาพ ทั้งคุณหมอก็พร่ำบอกประโยชน์การออกกำลังกายช่วยบรรเทาความเครียดได้ รวมถึงขั้นช่วยบรรเทาโรคซึมเศร้าได้ การบริหารร่างกายก็เป็นการบริหารใจได้ด้วย เอ็นดอร์ฟินหรือสารแห่งความสุขจะหลั่งออกมา ช่วยให้จิตใจสงบขึ้น ไม่ว้าวุ่น และได้ดึงพลังความเครียดที่อั้นอยู่มาปลดปล่อย และโฟกัสกับการออกกำลังแทน สุดท้ายช่วยให้เรานอนหลับได้ดีขึ้น มีแรงเติมไฟสู้กับวันใหม่ต่อไป

ถอดรหัสชีวิต ผู้สูงวัยยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554102

  • วันที่ 11 มิ.ย. 2561 เวลา 14:26 น.

ถอดรหัสชีวิต ผู้สูงวัยยุคใหม่

โดย…วราภรณ์

ปฎิเสธไม่ได้ว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้เกิด Disruptive Economy หรือเศรษฐกิจแปรผันอย่างเต็มตัว ซึ่งเกิดจากความผันผวนของธุรกิจในทุกวงการ ด้วยเหตุนี้บริษัทแบรนด์คอนเนคชั่น และแกะดำทำธุรกิจที่สนใจความเปลี่ยนไปของสังคมไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอนาคตอันใกล้ ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ ผู้ร่วมก่อตั้งทั้งสองบริษัทวัย 65 ปี จึงทำการวิจัยเพื่อให้เข้าใจถึงวิธีคิดของคนกลุ่มนี้ที่จะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตเป็นวิจัยเชิงคุณภาพ โดยทำการสัมภาษณ์ผู้สูงวัยจำนวน 30 คนต้นแบบ คุณสมบัติอายุระหว่าง 60 ปีขึ้นไป ไม่กำหนดเพดานอายุ แต่กำหนดคุณลักษณะของคนเหล่านี้เอาไว้คือ ต้องเป็นคนที่ไม่อยู่นิ่ง เช่น เดินทางด้วยตัวเอง แข็งแรง ดูแลสุขภาพ ดูแลตัวเองได้ดี อีกทั้งยังใช้ศักยภาพตัวเองสร้างคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน สังคมหรือเรื่องส่วนตัว ใช้เงินจับจ่ายใช้สอย ตัดสินใจด้วยตัวเอง อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งรูปแบบของการทำการวิจัยเป็นวิธีการเฉพาะตัวที่บริษัทออกแบบขึ้นมา เพื่อถอดรหัสความหมายของชีวิต ทำให้เราเข้าใจถึงวิธคิดและพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ที่จะสามารถแปลเป็นโอกาสทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี และสร้างสรรค์บริการเพื่อรองรับคนกลุ่มนี้ในอนาคต

ผู้สูงอายุวันนี้ เต็มไปด้วยกิจกรรม

จากผลของการทำวิจัยตลอด 3 เดือน ประเสริฐ พบว่า ผู้สูงอายุกลุ่มหนึ่งในวันนี้แตกต่างจากภาพจำของคนส่วนใหญ่โดยสิ้นเชิง และนี่คือช่องว่างและโอกาสที่เป็นประโยชน์กับวงการธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศที่น่าสนใจคือ บทสรุปของงานวิจัยชิ้นนี้คือ คนเหล่านี้ใช้ชีวิตหลังวัยทำงานด้วยแนวคิดที่ว่า ชีวิตหลังเกษียณของพวกเขาคือ จุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่เป็นชีวิตที่เลือกได้ และเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่จะได้ทำในสิ่งที่พวกเขาอยากทำ แต่ไม่ได้ทำ เพราะต้องยุ่งอยู่กับการทำงานลอดระยะเวลาหลายปี และคนเหล่านี้มีคุณภาพชีวิตที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความเข้าใจเดิมของสังคมที่คิดว่าคนที่เกษียณอายุไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพราะวิธีคิดเดิมๆ คือ คนเหล่านี้กำลังเดินเข้าสู่ช่วงท้ายของชีวิต เป็นชีวิตที่ไม่จับจ่ายใช้สอย เพราะรายได้ลดหรือไม่มีรายได้ ทำให้ผู้ประกอบการไม่ให้ความสำคัญกับช่วงชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวไม่น้อยกว่า 20-30 ปี แต่แท้จริงแล้วบทสรุปของผลวิจัยของคนวัยเกษียณยุคปัจจุบันคือ ชีวิตที่มีคุณค่า ซึ่งคุณค่าเกิดจากวิถีชีวิตใหม่ที่คนกลุ่มนี้ออกแบบเองคือ เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยอิสระ เป็นนายของเวลา ทำในสิ่งที่ไม่เคยมีโอกาสทำมาก่อน

ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์

“คนกลุ่มนี้คิดว่า จิตไม่แก่ รู้สึกตัวเองอ่อนกว่าวัยของจริงอย่างน้อยสิบปี คุณภาพชีวิตสำคัญที่สุด เมื่อร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง คนกลุ่มนี้ตั้งใจที่จะดูแลสภาพสภาพร่างกายที่ยังดีอยู่ไปให้นานที่สุด มีพลังทำกิจกรรมต่างๆ ยิ่งทำยิ่งรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าก็ยิ่งมีความสุข และมีแนวโน้มว่าอายุจะยืนยาว มีค่านิยมพึ่งพาตนเอง ชอบทำอะไรด้วยตัวเอง ไม่อยากเป็นภาระลูกหลานหรือเป็นภาระให้ลูกหลานให้น้อยที่สุด มีศักดิ์ศรีของตัวเอง มีสังคมเพื่อนฝูงที่มากกว่าแค่ครอบครัว” ประเสริฐกล่าว

อีกทั้งเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยกิจกรรม ซึ่งคนกลุ่มนี้หาเวลาว่างยากมาก กว่าจะทำวิจัยเสร็จ ต้องใช้ระยะเวลาหลายเดือน เพราะคิวไม่ว่าง ที่สำคัญคือคนกลุ่มนี้มีอิสระทางการเงิน มีรายได้หลายทาง มีการลงทุนให้เกิดดอกผล เช่น ลงทุนในหุ้นและกล้าเสี่ยงสูงมากเพราะรู้ว่าเสี่ยงสูงหมายถึงได้กำไรสูงตามไปด้วย และเขาเหล่านี้ยังมีการวางแผนทางการเงิน เพื่อสร้างความพร้อมของการดำรงชีวิต อีกทั้งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีประสบการณ์สูง ช่างเลือกสรร สนใจข้อมูล ใช้แอพพลิเคชั่น เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ มีการเสิร์ชหาข้อมูล ช็อปปิ้งออนไลน์ เรียกว่าเป็นกลุ่ม Active Consumer ปรับตัวเข้ากับโลกยุคใหม่ได้ดีมาก ใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีเป็น ติดตามข่าวสารและความเปลี่ยนแปลงของสังคมอยู่ตลอดเวลา

กำลังซื้อสูง

ผลของการใช้ชีวิตของคนกลุ่มนี้ ประเสริฐ เรียกว่า The Grand Age Consumer คือ ความสุขไร้กังวล นี่คือบริบทใหม่ในการดำรงตนที่พวกเขาไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ถือเป็นผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่มีความหมายกับวงการธุรกิจที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจทางการเงิน ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจอาหาร ธุรกิจโรงหนัง ธุรกิจบันเทิง ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นสิ่งที่สังคมสูงวัยให้ความสนใจ

“คุณค่าของกลุ่มผู้สูงอายุในฐานะผู้บริโภคที่ผู้ประกอบการเคยมองข้าม แต่คนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อ พิถีพิถัน เฟ้นหาและซื้อสินค้าที่มีคุณภาพมาบริโภค แพงไม่ว่าแต่ขอให้เป็นสินค้าที่ดี ดูแลสุขภาพกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ ออกกำลังกาย ข้อสำคัญคือพวกเขายังมีเวลาใช้เงินอีกนานหลายสิบปี บางคนรักชีวิตเดินทางท่องเที่ยว ยังสามารถขับรถไปท่องเที่ยวเหนือจรดใต้ คำถามต่อมาคือกลุ่มผู้บริโภคเหล่านี้ ที่มีวิถีชีวิตอย่างนี้มีขนาดใหญ่มากน้อยขนาดไหนในสังคมไทย จากการที่เฟ้นหาผู้บริโภคกลุ่มนี้มาสัมภาษณ์ไม่ยากเลย ความหมายคือกลุ่มบริโภคลักษณะนี้มีขนาดที่มีนัยสำคัญที่องค์กรธุรกิจสามารถสร้างบิซิเนสโมเดลมารองรับความต้องการผู้บริโภคได้” ประเสริฐ สรุปว่า The Grand Age Consumer จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจที่รอคอยให้องค์กรธุรกิจถอดรหัสวิถีชีวิตของคนเหล่านี้มาสร้างเป็นนวัตกรรมของสินค้าหรือบริการได้ เพื่อทำให้ชีวิตของพวกเขามีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ชัชวาลย์ วิริยะไพบูลย์

ผู้ดำเนินธุรกิจ คิดต่อยอด

หลังจากที่ได้รู้ข้อมูลดังกล่าว ผู้ดำเนินธุรกิจโรงภาพยนตร์ นิธิ พัฒนภักดี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจสื่อโฆษณา บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป กล่าวว่า ทำให้ความคิดและมุมมองที่เขาเคยมองกลุ่มผู้สูงอายุเปลี่ยนไป มีบางเรื่องที่คนสูงอายุทำ แต่ไม่คิดว่าทำกันขนาดนั้น

“ถ้ามองในแง่ธุรกิจเกี่ยวกับกิจกรรมที่ผู้สูงอายุนิยมทำเราสามารถมองเป็นช่องทางธุรกิจได้ ทำให้เรามองเห็นทาเก็ตกรุ๊ปใหม่ๆ ในฐานะที่ผมทำธุรกิจซึ่งเราทำอยู่แล้ว เช่น มีข้อมูลคือ ผู้สูงอายุท่านหนึ่งบอกว่า ทำกิจวัตรประจำวันเสร็จก็ขี่จักรยานออกมาดูหนัง เพราะได้ลดราคา ซึ่งสิทธิประโยชน์นี้เมเจอร์มีมาสักระยะหนึ่งแล้ว เรามีบัตรเอ็ม เจเนอเรชั่น และเอ็ม เจนฟรีดอม เพื่อคนวัยเกีษยณโดยเฉพาะ เพราะเราเชื่อว่า คนกลุ่มนี้มีเวลา มีเงิน เพียงแต่จะทำอย่างไรให้เขาเดินเข้าโรงหนัง คือคนไทยถ้าอายุเยอะๆ อาจจะไม่ได้ติดการดูหนัง ซึ่งแตกต่างจากเด็กรุ่นใหม่ที่สนใจดูหนัง แต่คนอายุ 60 ไปแล้ว น้อยคนที่จะดูหนังแต่ปัจจุบันเรากำลังผลักดันคนกลุ่มนี้ว่างๆ ให้มาดูหนัง เพราะเรามองว่านี่คือ โซไซตี้ที่น่าจะบิวด์คนกลุ่มนี้มาดูได้ เราจึงทำช่วงเวลาโปรโมชั่นให้อยู่ช่วงกลางวัน ราคาพิเศษ

ต่อไปผมคิดว่า จะให้พนักงานดูแลคนกลุ่มนี้ให้มากขึ้นหรือไม่เป็นสิ่งที่เราต้องคิด และต้องทำและเพิ่มอะไรได้มากกว่านี้ บางทีเรามองเขาอยู่แต่มองข้ามสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไป ไม่ได้มองให้ลึกลงไปถึงความต้องการของคนกลุ่มนี้ ต่อไปนี้เราต้องไปมองในรายละเอียดว่า จะเซอร์วิสเขาอย่างไรให้เขารู้สึกถูกใจมากกว่านี้ หรือทำวิธีสื่อสารที่จะเข้าถึงคนกลุ่มนี้ แต่เรื่องลดราคาบัตรจริงๆ ไม่ใช่ประเด็นเพราะคนกลุ่มนี้เขามีสตางค์จับจ่ายใช้สอย แต่สิ่งสำคัญคือเขามาใช้บริการแล้วเขาต้องมีความสุข”

ศูนย์ดูแลสุขภาพครบวงจร

หนึ่งในผู้สูงอายุที่ให้ข้อมูลของวัยเกษียณที่มีประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง ชัชวาลย์ วิริยะไพบูลย์ วัย 68 ปี อดีตพนักงานธนาคารแห่งหนึ่ง ตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณคือ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ที่เกษียณอายุตอนอายุ 60 ปี หลังจากที่ทำงานมานาน 40 ปี เมื่อเกษียณเขาเริ่มทำกิจกรรมเพื่อเสริมให้มีสุขภาพที่แข็งแรงคือ ย่อมแซมร่างกายจากการสูบบุหรี่ และดื่มเหล้าหนักด้วยการเริ่มเดินและวิ่งตั้งแต่อายุ 50 ปี หลังจากตรวจร่างกายแล้วพบว่า เขามีปัญหาถุงลมโป่งพอง คุณหมอจึงแนะนำให้หยุดสูบ หยุดดื่มและหันมาออกกำลังกาย

“ก่อนวัยเกษียณผมอยากดูแลสุขภาพให้แข็งแรง โดยเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่อายุ 50 ซึ่งการวิ่งของผมต้องใช้ความอดทนสูงมาก เพราะแค่วิ่งแค่เพียงช่วง 1 ต้นเสาไฟฟ้าก็เหนื่อยแล้ว เลิกงาน 6 โมงเย็นก็มาวิ่งออกกำลังกายทุกวัน เพื่อเอาชนะโรคถุงลมโป่งพองของตัวเอง พอวิ่งไปสักพักไปตรวจร่างกายว่าแม้ถุงลมยังไม่แข็งแรงดี แต่ระบบหายใจของผมดีขึ้นกว่าเก่าเยอะมาก”

นิธิ พัฒนภักดี

พออายุ 54 เขาเริ่มวิ่งฟูล มาราธอนหลายรายการทุกปี รวม 20 รายการสำหรับฟูลมาราธอนและทำเวลาดีที่สุดที่ 3.45 ชั่วโมง และหยุดวิ่งฟลูมาราธอนในที่สุดเพราะฟังเสียงร่างกายตัวเอง ร่างกายเริ่มบาดเจ็บจึงต้องหยุดวิ่ง และหันมาวิ่งฮาร์ฟมาราธอนเพื่อให้ร่างกายฟิตและเฟิร์มอย่างพอดีๆ ไม่หักโหมจนเกินไป

การที่ชัชวาลย์ใช้ชีวิตวิ่งมาราธอนในรายการต่างๆ ได้โดยไม่เดือดร้อนเงินทองในกระเป๋าและสุขภาพ ก็ต้องเตรียมความพร้อมหลังวัยเกษียณสิ่งที่สำคัญคือมีการออมอย่างระมัดระวัง ด้านการท่องเที่ยว อย่าวางแผนว่าหลังเกษียณแล้วค่อยเที่ยว แต่ควรเที่ยวตั้งแต่ก่อนเกษียณเพราะเรี่ยวแรงและร่างกายยังเดินไหวอยู่

“การออมเงิน ผมคิดว่ามีแค่ 4 ล้านใช้ตั้งแต่เกษียณจนกว่าเราจะเสียชีวิต ผมคิดว่าไม่เพียงพอ เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะตายเมื่อไหร่ อีกทั้งในอนาคตค่าครองชีพต้องสูงขึ้น 20 ล้านยังไม่รู้ว่าจะพอหรือเปล่า อนาคตถือว่าสำคัญ”

หากถามว่าธุรกิจอะไรที่คนวัยเกษียณกำลังมองหา และดีสำหรับสังคมผู้สูงอายุ ชัชวาลย์บอกว่า วัดจากตัวเขาเอง เขาอยากได้คอมมูนิตี้เล็กๆ สำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ในนั้นมียิมที่ออกกำลังกาย มีเพื่อนเป็นคนวัยเดียวกันไว้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน มีศูนย์กายภาพบำบัด มีร้านอาหารเพื่อสุขภาพ โรงพยาบาลรักษาผู้สูงอายุโดยเฉพาะ

“ชีวิตนี้ถ้าไม่ได้เฟซบุ๊กหรือไลน์ ผมคงเป็นอัลไซเมอร์ไปแล้ว แต่การได้คุยกับเพื่อนได้แลกเปลี่ยนความคิด ทำให้เราได้ใช้สมอง การที่ผู้สูงอายุชอบส่งไลน์ สวัสดีวันจันทร์ เพื่ออัพเดทบอกเพื่อนว่า ผมยังมีชีวิตอยู่นะ ยังไม่ตาย (หัวเราะ)” ชัชวาลย์ วัย 68 ย่าง 69 ปีตอบอย่างอารมณ์ดี

อาชว์ ไหลสกุล หลงรักกีฬาฟุตบอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553968

  • วันที่ 10 มิ.ย. 2561 เวลา 10:48 น.

อาชว์ ไหลสกุล หลงรักกีฬาฟุตบอล

โดย ภาดนุ

หนุ่มหล่อมากความสามารถ ต้น-อาชว์ ไหลสกุล วัย 32 ปี เป็นคนรุ่นใหม่ที่หลงรักการเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยม ปัจจุบันนี้ก็ยังคงเล่นอยู่อย่างต่อเนื่อง เรียกว่าฟุตบอลเป็นการออกกำลังกายที่ไม่เคยห่างหายไปจากชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้

“ปัจจุบันนี้ผมทำงานประจำ โดยเป็นพนักงานฝ่ายการตลาดอยู่ที่ บริษัท เค แบงก์ พร้อมทั้งทำธุรกิจส่วนตัวไปด้วย คือผลิตภัณฑ์นมโปรตีนสูงที่มีชื่อแบรนด์ว่า FAV (Everyone’s Favourite) ซึ่งวางจำหน่ายมาได้ 2 ปีแล้วครับ ส่วนอีกงานที่ทำก็คือ การเป็นดีเจที่คลื่น Get 102.5 ในช่วง 19.00-22.00 น. ทุกวันจันทร์-ศุกร์

สำหรับการเล่นกีฬา ตอนนี้ผมยังเล่นฟิตเนสและฟุตบอลอยู่ด้วย แม้ตอนนี้จะมีเวลาน้อยลง เพราะทั้งทำงานประจำและทำธุรกิจส่วนตัวไปด้วยก็ตาม การเล่นฟิตเนสส่วนใหญ่ผมจะเล่นเวตเทรนนิ่งอยู่เรื่อยๆ แต่พักหลังงานเริ่มยุ่งก็จะมีหยุดเล่นไปบ้าง แต่ยังไงซะผมต้องเตะฟุตบอลเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยจะรวมทีมกันเล่นกับกลุ่มเพื่อนๆ ที่เรียนจบปริญญาโทด้วยกัน จากมหาวิทยาลัย บรูเนล กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พอกลับเมืองไทยพวกเราก็ยังคงเกาะกลุ่มกันเล่นฟุตบอลเหมือนเดิม โดยจะเล่นที่สนามแถวลาดพร้าวทุกๆ 4-5 ทุ่มของวันศุกร์หลังเลิกงาน แต่ถ้าวันไหนฝนตกก็จะเล่นในสนามที่มีหลังคาครับ”

ต้นบอกว่า ตอนนี้ฟุตบอลคือกีฬาโปรดที่เขายังคงเล่นอยู่ทุกสัปดาห์ โดยเขาเล่นในตำแหน่งปีกขวาหรือแบ็กขวา ซึ่งที่จริงก็เล่นได้ทุกตำแหน่ง แต่ด้วยทีมเวิร์กก็ต้องมีการแบ่งตำแหน่งและหน้าที่กันไป

“ผมเล่นฟุตบอลต่อเนื่องมาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมและเรียนมหาวิทยาลัยเลยครับ แต่ก็ไม่ได้เป็นตัวนักกีฬานะ เราเล่นเพราะรู้สึกสนุก ชอบ และเป็นการรีแลกซ์จากเรื่องต่างๆ ในชีวิตมากกว่า แต่ตอนที่เรียน ป.โท อยู่ที่อังกฤษ ผมและเพื่อนๆ จะรวมตัวกันซ้อมอย่างจริงจังและมีการแข่งขันสนุกๆ บ้าง เมื่อกลับมาเมืองไทยก็ยังรวมตัวกันเล่นอยู่ คือจุดประสงค์ของเราจะเล่นเพื่อสุขภาพเป็นสำคัญ

ข้อดีของการเตะฟุตบอลก็คือ ช่วยสร้างทีมเวิร์กและสร้างความสัมพันธ์ในหมู่เพื่อนๆ ได้ดี การได้ไปเจอเพื่อนๆ สัปดาห์ละครั้งทำให้เรามีเรื่องที่จะพูดคุยและอัพเดทกัน ซึ่งถือเป็นการสังสรรค์ของกลุ่มคนที่ชอบเตะฟุตบอลเหมือนกัน แต่ตอนที่เราซ้อมกัน ทีมเราจะลงเล่นกันแค่ 8 คน (จาก 11 คน) เพราะส่วนใหญ่เราจะซ้อมที่สนามหญ้าเทียม ซึ่งเป็นสนามเล็ก ดังนั้นจึงต้องลดขนาดสมาชิกลงมาหน่อยเพื่อความสะดวก”

ต้นเสริมว่า สำหรับประโยชน์ทางด้านสุขภาพ อย่างที่ทุกคนรู้ ว่าเวลาเตะฟุตบอลนี่เหนื่อยมาก เพราะต้องวิ่งเตะลูกฟุตบอลอยู่ตลอดเวลา จึงช่วยให้เราได้เผาผลาญพลังงาน เสริมสร้างกล้ามเนื้อ และช่วยในการคาร์ดิโอไปพร้อมกันเลยทีเดียว เรียกว่าตอนพักเล่นนี่เหงื่อโทรมมากครับ

“การเล่นฟุตบอลของพวกเราจะเล่น 10-15 นาที โดยไม่มีการเปลี่ยนตัว กติกาคือ ถ้าฝ่ายไหนถูกยิงประตูก่อนแค่ลูกเดียว ทีมนั้นก็ต้องออกจากเกมไปพักเหนื่อยรอก่อน โดยเราจะเล่นสลับกับทีมอื่นๆ มันก็เลยสนุกครับ

สำหรับข้อควรระวัง ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่าการเตะฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีโอกาสปะทะกันสูงมาก ฉะนั้นอย่าใจร้อน เวลาเล่นนอกจากเซฟตัวเองแล้ว ยังต้องระวังจะไปเกี่ยวเท้าขัดขาเพื่อนๆ ด้วย เพราะอาจเกิดการล้มข้อเท้าแพลง ข้อเท้าเคล็ด เอ็นฉีก หรือขาหักได้เลย บางครั้งผู้เล่นทุกคนอาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่ด้วยสถานการณ์ของเกมมันอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ จึงต้องระวังเป็นพิเศษ

อย่างผมเองจะเล่นแบบเน้นความปลอดภัย เราไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพ ต้องแย่งลูกแบบเอาเป็นเอาตาย ผมจึงต้องระวังตัวเองพอสมควร อีกอย่างมันเป็นการฝึกฝนเรื่องการมีน้ำใจเป็นนักกีฬาให้ตัวเราหรือเพื่อนๆ ในทีมด้วย โชคดีมากที่กลุ่มเพื่อนๆ ที่เล่นด้วยกัน รวมทั้งคู่แข่งที่เราเล่นด้วย เวลาโดนตัวหรือวิ่งชนกัน เราก็จะมีการขอโทษกันตลอด ผมว่านี่แหละคือสิ่งที่ดีของกีฬาฟุตบอล”

ต้นทิ้งท้ายว่า ก่อนเล่นนอกจากต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมแล้ว อุปกรณ์อย่างเสื้อ กางเกง และรองเท้าสตั๊ดก็ต้องเตรียมให้พร้อมและอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อมใช้งานด้วย สิ่งเหล่านี้จะเป็นการช่วยเซฟความปลอดภัยให้ตัวเราได้ในเบื้องต้น

“สำหรับกีฬาที่ผมมองๆ ไว้ในอนาคตที่อยากจะฝึกเล่นก็คือ การตีกอล์ฟ เร็วๆ นี้ก็อาจจะค่อยๆ ฝึกฝนไปเรื่อยๆ ครับ พอเราอายุมากขึ้นจะได้มีกีฬาที่เหมาะกับวัย (หัวเราะ) แล้วทุกปีผมก็จะไปเล่นสโนว์บอร์ดที่ญี่ปุ่นด้วยนะ ผมว่ากีฬาทุกชนิดมันมีเสน่ห์ในตัวเอง เพียงแต่เราต้องเลือกเล่นให้เหมาะกับสุขภาพและร่างกายของเราเท่านั้นเองครับ”…ติดตามได้ที่ IG : a_r_c_h

ปั่นตามรอยโปร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553967

  • วันที่ 10 มิ.ย. 2561 เวลา 10:43 น.

ปั่นตามรอยโปร

โดย Withaya Heng

เมื่อหลายเดือนก่อนเราได้ข่าวว่าจะมีการจัดการแข่งขันจักรยานรายการระดับโลกในประเทศไทย รายการแข่งขันนี้มีชื่อว่า เลแทป ไทยแลนด์ บาย เลอ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ (L’Etape Thailand by le Tour de France) แค่ได้ยินชื่อ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ เราก็ตาโตแล้ว แต่ความรู้สึกแรกของเราไม่ใช่ดีใจ กลับเป็นความแปลกใจ เนื่องจากช่วงเวลานี้ถือว่าเลยจุดพีกของจักรยานในบ้านเราไปแล้ว เรียกง่ายๆ คือเริ่มเข้าสู่ช่วงขาลง แต่ทำไมยังมีรายการใหญ่ระดับโลกแบบนี้อยากมาจัดในประเทศไทย

เลแทป ไทยแลนด์ บาย เลอ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ เป็นกิจกรรมสำหรับนักปั่นสมัครเล่น ที่จะได้ปั่นจักรยานตามรอยนักปั่นระดับโลก ในเส้นทางเดียวกับการแข่งขันจริงในรายการตูร์ เดอ ฟร็องซ์ โดยจะจัดก่อนหรือหลังการแข่งขันจริง สภาพเส้นทาง ป้ายสัญลักษณ์ต่างๆ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกยังคงอยู่ครบเหมือนการแข่งขันจริงเรียกว่าได้ซึมซับบรรยากาศการแข่งขันไว้อย่างครบถ้วน แต่เมื่อความนิยมสูงขึ้นและการมาปั่นที่ฝรั่งเศสอาจจะไกลเกินไปสำหรับผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก เลแทป บาย เลอ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ จึงได้ออกไปจัดในประเทศต่างๆ ด้วย โดยจัดการแข่งขันมาแล้ว 11 ประเทศ ใน 5 ทวีปทั่วโลก อาทิ สหรัฐ อังกฤษ เวลส์ ออสเตรเลีย บราซิล เม็กซิโก จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน และล่าสุดประเทศไทยได้รับสิทธิเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียน

สำหรับประเทศไทยงานนี้เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือกันระหว่าง สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จ.พังงา อมัวรี สปอร์ต ออร์แกไนเซชั่น (A.S.O.) และบริษัท มูฟ เอเชีย ร่วมกันทำสัญญารับลิขสิทธิ์จัดงานแข่งขันจักรยานระดับโลก รายการ “เลแทป ไทยแลนด์ บาย เลอ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์” เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยจะจัดขึ้นครั้งแรกที่ จ.พังงา ระหว่างวันที่ 19-21 ต.ค.ศกนี้

เราได้คุยกับ บุญเพิ่ม อินทนปสาธน์ หรือป้อม กรรมการผู้จัดการ บริษัท มูฟ เอเชีย ผู้เป็นกำลังหลักในการจัดงานครั้งนี้ คุณป้อมเล่าถึงเบื้องหลังกว่าจะมาเป็นงานจัดแข่งขันระดับโลกในครั้งนี้ได้เกิดจากความร่วมมือของภาครัฐหลายๆ ส่วนผนึกกำลังกันในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งทีเส็บ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมทั้งเจ้าภาพเจ้าของพื้นที่คือ จ.พังงา ต่างเห็นพ้องตรงกันในประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นทั้งกับชุมชน วงการจักรยาน การท่องเที่ยว ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้ทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมมากมาย โดยเฉพาะ จ.พังงา ถึงกับลงทุนซ่อมถนนที่เป็นเส้นทางปั่นทุกเส้นให้เรียบกริบ และตั้งเป็นวาระของจังหวัดที่จะสร้างความตื่นตัวให้กับทุกชุมชนออกมามีส่วนร่วมในการจัดงานครั้งนี้

รูปแบบการแข่งขันเป็นการแข่งเดี่ยว วันเดียวคือวันที่ 21 ต.ค. ส่วนวันที่ 19 และ 20 จะเป็นวันเตรียมตัว ซักซ้อมทำความเข้าใจและพบปะสังสรรค์ในหมู่นักปั่นเส้นทางมี 2 ระยะทางให้เลือก คือ 140 กม. หรือ 70 กม. สภาพเส้นทางเป็นเนินกว่า 80% ออกสตาร์ทหน้าถนนทางเข้าอนุสาวรีย์เรือ ต.813 และไปจบเข้าเส้นชัยที่ อ.ตะกั่วป่า แม้จะเป็นการแข่งขันสำหรับมือสมัครเล่น แต่การจัดการในทุกๆ เรื่อง ทั้งด้านความปลอดภัย การอำนวยความสะดวกในการเตรียมเข้าแข่งขัน จุดให้น้ำ หรือบริการรับส่งหลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขัน จะกระทำในมาตรฐานเดียวกันกับการแข่งขันระดับโลก

เส้นทางแข่งได้รับการรับรองจากคณะกรรมการจัดการแข่งขันตูร์ เดอ ฟร็องซ์ เรียกว่าเป็น Certified by la Tour de France และผู้ชนะในรายการนี้จะได้รางวัลเป็นการได้ไปร่วมแข่งขัน เลแทป ไทยแลนด์ บาย เลอ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ บนเส้นทางจริงที่ใช้แข่ง ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ที่ประเทศฝรั่งเศสในปีหน้า

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่าพลาดไม่ได้แล้วกับงานนี้ ก็ให้เข้าไปที่เว็บ Thaimtb.com เปิดให้ลงทะเบียนรับสมัครมาตั้งแต่วันที่ 8 มิ.ย. เป็นต้นไป คาดว่าจะมีนักปั่นมาร่วมการแข่งขันประมาณ 4,000 คน ในจำนวนนี้จะเป็นนักปั่นชาติต่างๆ จากทั่วโลกประมาณ 1,000 คน นอกจากนี้ยังมีนักปั่นระดับแม่เหล็กจากตูร์ เดอ ฟร็องซ์ อย่าง อัลเบร์โต คอนทาดอร์ (Alberto Contador) แชมป์ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ปี 2007 และ 2009 ร่วมปั่นสร้างสีสันให้กับงานอีกด้วย

การได้อีเวนต์ใหญ่ๆ แบบนี้มาจัดในประเทศไทยนอกจากจะช่วยสร้างให้ จ.พังงา เป็น Sport Destination แห่งใหม่ของโลกแล้ว ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการจัดการแข่งขันจักรยานภายในประเทศ เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับนักปั่นชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาเมืองไทย และช่วยกระตุ้นให้วงการกลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง 

อรรถกานท์ พิมพ์วงศ์ สุขสดชื่นเหมือนมีปอดส่วนตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553965

  • วันที่ 10 มิ.ย. 2561 เวลา 10:12 น.

อรรถกานท์ พิมพ์วงศ์ สุขสดชื่นเหมือนมีปอดส่วนตัว

โดย อณุสรา ทองอุไร

เขาเป็นผู้ชายที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้หญิง ในฐานะคนทำงานนั้นเขาเป็นโปรดิวเซอร์รายการผู้หญิงถึงผู้หญิง แต่ถ้าเป็นวันหยุดเขาเป็นคุณพ่อของลูกชายตัวน้อยวัย 5 ขวบ ที่มีกิจกรรมในการทำสวนเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลากับลูกน้อยวัยซน หรือจะเรียกง่ายๆ ว่า ถ้าเป็นวันหยุดนั้นเขาเป็นเกษตรกรเต็มตัวเป็นหัวหน้าทีมเด็กๆ ที่มักจะมีลูกเพื่อนๆ หรือเพื่อนๆ ลูกมาร่วมกิจกรรมทำโน่นนี่นั่นในสวนเป็นที่สนุกสนานของทั้งคุณพ่อแลคุณลูก

เจ๋ง-อรรถกานท์ พิมพ์วงศ์ ที่เริ่มสนใจการทำเกษตรทางเลือก เกษตรผสมผสานแบบพอเพียงตามแนวพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 เขาเล่าว่าเริ่มสนใจเรื่องเกษตรพอเพียงเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ได้ไปทำสกู๊ปข่าวเกษตรพอเพียงตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 และเห็นเกษตรกร ชาวบ้าน ทำได้จริงมีอยู่มีกินไม่ลำบากเดือดร้อน เขาก็เริ่มสนใจแบบหนักแน่นจริงจัง

“ที่จริงผมสนใจเรื่องการทำเกษตรอยู่ก่อนแล้ว แต่ไม่ได้ทำต่อเนื่องจริงจังคือ ชอบปลูกต้นไม้ ว่างก็ปลูกทิ้งไว้ มีเวลาก็ไปดูแล ถ้าไม่มีก็ไม่ได้ดูแลเท่าที่ควรคือ โชคดีที่บ้านแม่ยายอยู่ย่านพหลโยธินไม่ไกลความเจริญมากนัก ท่านพอมีที่มีทางเหลืออยู่จากที่เราปลูกบ้านแล้วยังเหลือที่อีกเกือบไร่ ก็ปลูกมะม่วง ขนุน ต้นไม้ใหญ่ๆ ไว้กินผล มีกล้วย มะละกอ มะพร้าว หลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ต้นไม้ตายไปบ้าง เราก็ลงต้นไม้ไว้ใหม่แล้วก็ปลูกผักเพิ่ม จากเดิมที่ปลูกผักสวนครัวไว้กินเองในบ้าน เราก็เริ่มปลูกผักคะน้า ผักบุ้ง ผักสลัด กระเจี๊ยบ ทำแปลงผักเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา หลักๆ ก็ไว้กินเองเป็นหลัก ปลอดสารเคมีปลูกแบบธรรมชาติเพราะเรากินเอง ถ้ามีเหลือค่อยขายให้กับร้านของชำแถวบ้าน” เขาเล่าถึงจุดเริ่มต้น

พอได้ไปทำข่าวเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชดำริเมื่อ 2 ปีก่อน เห็นถึงคุณค่าที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านพระราชทานไว้ ก็เริ่มน้อมนำตามคำสอนของพระองค์ท่านอย่างจริงจัง มีเวลาวันหยุดก็ไปทำสวนมากขึ้น ขุดดินยกแปลงผักทำอย่างจริงจังมากขึ้น กินที่เราปลูก ปลูกในสิ่งที่เรากิน แจกจ่ายเพื่อนฝูงบ้าง เหลือก็ขาย

อรรถกานท์ บอกว่า ตัวเขาเองก็เป็นคนกรุงเทพฯ ไม่เคยทำสวนทำไร่มาก่อนก็หัดลองทำลองผิดลองถูกกันไปเรียนรู้กันไปหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตบ้าง แต่เรามีใจรักชอบทำก็ได้ผลที่น่าพอใจ แล้วก็พัฒนาไปเรื่อยๆ ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ที่บ้านแทบไม่ต้องซื้อผักกินเลยผลผลิตที่ได้จากในสวนเกือบจะพอกินหมุนเวียนประเภทของผักที่ปลูกไปเรื่อยๆ

ตอนนี้เขาพัฒนาการไปอีกขั้น ด้วยการขุดบ่อเล็กๆ เลี้ยงกุ้งก้ามแดงไว้กินเอง ซึ่งกุ้งพันธุ์นี้มันแพ้ง่ายมากแค่ทาครีมที่มือแล้วไปจับตัวกุ้งก็จะตายได้ง่ายๆ ถ้ากุ้งรอดสุขภาพดีก็จะเป็นดัชนีชี้วัดได้ว่าระบบนิเวศในสวนเราสะอาดปลอดภัยจริงๆ

อนาคตเขาวางแผนจะเลี้ยงไก่ไว้กินไข่ แต่ก็กลัวงูจะมากิน เพราะหลังซอยบ้านเขานั้นยังมีพื้นที่สวนป่ารกครึ้มมีงูชุมอยู่ก็กลัวจะมากินไก่ แล้วที่บ้านมีเด็กก็ไม่อยากให้มีงูเข้ามาบ่อยๆ

เขาบอกว่าสิ่งที่ได้จากการทำสวนเองนั้น นอกจากที่ได้ผลผลิตหลายอย่างไว้บริโภคในครอบครัว ประหยัดค่าใช้จ่าย ได้กินพืชผักที่สะอาดปลอดภัยมั่นใจว่าไร้สารเคมีแล้ว ยังถือว่าได้ออกกำลังกายได้เสียเหงื่อไม่ต้องเสียเงินไปเข้าฟิตเนสที่ไหนให้ยุ่งยาก ที่สำคัญคือมีความสุขความอิ่มเอมใจ เหมือนชีวิตได้มีจุดมุ่งหมายใหม่ๆ ให้ทำรอวันหยุดที่จะได้ลงต้นไม้เพิ่มจะทำนั่นทำนี่เพิ่ม พอเพื่อนฝูงญาติมิตรเขารู้ว่าชอบปลูกต้นไม้ไปเจอพันธุ์พืชแปลกเขาก็ซื้อมาฝากเป็นเรื่องราวดีๆ ที่มีน้ำใจให้กัน มีเรื่องราวให้ได้คุยกันเยอะขึ้น

“ที่สำคัญที่สุดคือได้ทำกิจกรรมกับลูก ที่ช่วยให้เขามีพัฒนาการที่ดีได้สอนได้เล่น ได้พูดคุยกัน ลูกชายจะมีส่วนในการช่วยหยิบจับนั่นนี่ คือธรรมชาติของเด็กเขาชอบวิ่งชอบออกกำลังชอบที่โล่งกว้าง แต่ที่อยู่อาศัยยุคนี้เราอยู่กันแต่ทาวน์เฮาส์ คอนโด บ้านเดี่ยวที่มีบริเวณราคาแพงหายาก ทำให้เด็กไม่ได้วิ่งเล่นไม่ได้ปีนต้นไม้ ก็เล่นแต่คอมพิวเตอร์ มือถือ อยู่แต่ในห้องแคบๆ เดินเล่นกันแต่ในห้าง พอเรามีที่กว้างๆ ให้ลูกได้เล่นเราก็อยากหากิจกรรมทำกับลูก บางทีเพื่อนก็เอาลูกมาเล่นด้วย หรือเพื่อนลูกมาเล่น ก็เป็นสังคมที่น่ารักอีกแบบหนึ่ง นั่งเล่นกันอยู่แต่ในสวน ให้เด็กได้เล่นดินเล่นทรายกันบ้างเขาได้จับไส้เดือนครั้งแรกเขาตื่นเต้นมากแล้วก็ไม่กลัวไส้เดือนด้วย” เขากล่าวอย่างมีความสุข

ตอนนี้เขากำลังจะหาอ้อยพันธุ์ดีมาปลูก เพราะนึกอยากกินอ้อยควั่นแบบตอนที่เขาเด็กๆ อ้อยเย็นๆ หวานชื่นใจ กัดลงไปไม่แข็งมาก บางทีก็หวนหาวัยเด็ก และอยากนำประสบการณ์น่ารักๆ แบบที่เขาเคยได้ทำให้ลูกชายตัวน้อยของเขาได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ความทรงจำที่แสนประทับใจของรุ่นคุณพ่อบ้าง

เมื่อก่อนเคยแอบคิดกังวลว่า ถ้าหากหลังเกษียณแล้ว จะไปทำอะไรดี ไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ จะทำธุรกิจอะไรดีก็ยังนึกไม่ออก แต่พอได้มาทำตรงนี้ รู้สึกว่าเหมือนมีเป้าหมายในชีวิต พอเห็นทางว่านี่คือสิ่งที่จะทำต่อไปได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวหลังเกษียณ เหมือนได้เติมเต็มชีวิตขึ้นไปอีกขั้น

“หวังต่อไปในอนาคตว่าหากเรามีประสบการณ์มากกว่านี้เราเก่งกว่านี้ จะเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้กับคนที่สนใจเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชดำริให้เป็นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลให้ความรู้กันได้ต่อไป ถึงตอนนั้นอายุ 60 กว่าเราก็ไม่ได้หวังร่ำรวยอะไรอีกแล้ว พอมีพอกินพอใช้ ได้มีงานทำ ได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้าง มีชีวิตที่เรียบง่ายอยู่กับธรรมชาติใช้ชีวิตแบบเนิบช้า มีเวลาอยู่กับตัวเอง มีสมาธิ มีความสุขแบบพอเพียงและอยากบอกว่าสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านสอนไว้เป็นสิ่งที่ทำได้จริง เป็นของดีมีประโยชน์ต่อไปในอนาคตเรื่องเกษตรนี่สำคัญ ถ้าประเทศไทยเป็นครัวของโลกอย่างที่คาดการณ์กันไว้ ใครที่ทำตรงนี้ได้ย่อมได้เปรียบ ถึงไม่รวยแต่ก็มีกินไม่อดไม่อยากมันดีกับจิตใจจริงๆ”

เขาสรุปสุดท้ายเอาไว้ว่า ใครที่อยไากจะทำสวนครัวปลูกผักผลไม้ไว้กินเอง แม้จะมีที่เพียงน้อยนิดก็ทำได้ ปลูกลงกระถางทำสวนแนวตั้งก็ได้ ขอให้มีใจรักต้นไม้เท่านั้น ลองหัดลองปลูกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เก่งไปเอง พื้นที่ไม่ใช่ข้อจำกัด ขอเพียงใจรักนั่นสำคัญกว่า

พลอย มาลัยวงศ์ ดำดิ่งลึกสุดใจ เปิดโลกฟรีไดวิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553964

  • วันที่ 10 มิ.ย. 2561 เวลา 10:05 น.

พลอย มาลัยวงศ์ ดำดิ่งลึกสุดใจ เปิดโลกฟรีไดวิ่ง

โดย ชุติมา สุวรรณเพิ่ม ภาพไม่เครดิต

กีฬาท้าทายขีดจำกัดของมนุษย์ Free Diving ดำน้ำโดยการกลั้นหายใจ และสามารถดำลงไปในน้ำได้ลึก นานและไกล สนามแข่งขันล่าสุดของรายการแข่งฟรีไดวิ่ง ที่ประเทศสิงคโปร์ นักกีฬาหญิงไทยสาวสวยลูกครึ่งไทย-อังกฤษ วัย 26 ปีคนนี้ พลอย มาลัยวงศ์ ครูสอนฟรีไดวิ่ง อายุน้อยที่สุดในประเทศไทยในตอนนี้ สามารถไปคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 และทำสถิติ National Record ของประเทศไทยได้ใหม่ จัดเป็นนักกีฬาฟรีไดวิ่งหนึ่งเดียวของไทยที่คว้าสถิติใหม่ระดับนานาชาติ

จากการแข่งขันในสระว่ายน้ำสู่มหาสมุทร พลอยมีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับโลกแห่งการดำดิ่งน้ำลึก และในงาน Thailand Dive Expo 2018 เมื่อเร็วๆ นี้ นักกีฬาสาวสวยนักดำน้ำมากความสามารถ มาร่วมงานแชร์ประสบการณ์เล่าความรู้สึกในการแข่งขันฟรีไดวิ่งในต่างประเทศ กับการคว้าได้อันดับที่ 2 จากการแข่งขันที่สิงคโปร์และสร้างสถิติใหม่ของไทยครั้งนี้

ครูสอนดำน้ำลึกหญิงคนแรกของไทย

“โลกฟรีไดวิ่ง” ที่หลายคนมองว่าทั้งเสี่ยงและอันตราย เนื่องจากเป็นการดำน้ำโดยไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ แค่ใช้ร่างกายกับจิตใจเท่านั้น ซึ่งรูปแบบการดำน้ำดังกล่าวในต่างประเทศรู้จักแพร่หลายมานานแล้ว แต่ในไทยเพิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง

พลอย ตระเวนฝึกทริปดำน้ำทั่วโลก เช่น ฟิลิปปินส์ มัลดีฟส์ บาหลี เคยไปใช้ชีวิตอยู่ประเทศอียิปต์ที่เป็นเดสติเนชั่นนักดำน้ำจากทั่วโลก เมื่อกลับมาเมืองไทยสาวนักดำน้ำก็ขลุกตัวอยู่ทั้งที่อ่าวไทย อันดามัน สมฐานะหญิงไทยคนแรกที่มีดีกรีเป็นถึงครูสอนดำน้ำลึก แบบไม่พึ่งอุปกรณ์ช่วยเหลือใดๆ หรือ PADI Advanced Free Diver Instructor และไม่พลาดจัดคิวไปร่วมงานมหกรรมท่องเที่ยวกีฬากอล์ฟ ดำน้ำ Thailand Golf & Dive Expo ซึ่งจัดขึ้นทุกปี ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

“มีกลุ่มคนสนใจเข้ามาซักถามกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆ ปีเลยค่ะ ควรเริ่มต้นที่คอร์สไหน? หรือดำน้ำหลายทริปแล้วพร้อมออกทะเลลึกหรือยัง? ส่วนใหญ่ก็เป็นวัยรุ่นค่ะ กลุ่มคนอายุ 20 ปีขึ้นไปทั้งนั้น เป็นกลุ่มมือใหม่ หรือกลุ่มคนดำน้ำแบบสคูบ้า แล้วอยากลองการดำน้ำที่แตกต่าง เพิ่มความท้าทายยิ่งขึ้น

คำแนะนำของพลอย เรื่องแรกก็คือถ้าสนใจฟรีไดวิ่งควรศึกษาให้เข้าใจในเรื่องการลดปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ว่ามีอะไรบ้าง นอกจากการศึกษาในอินเทอร์เน็ตในยูทูบที่มีข้อมูลมากมายให้เรียนรู้กันแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ไปลองลงทะเลเล่นกันเอง กีฬาทุกชนิดมีความเสี่ยงนะคะ สิ่งสำคัญที่สุดก่อนจะลงทะเลก็คือต้องมาเรียนรู้กับครูให้เข้าใจถ่องแท้ค่ะ

กฎเหล็กคือห้ามลงทะเลไปคนเดียวเด็ดขาด แม้ว่าคุณจะเคยไปทริปดำน้ำมาหลายๆ ครั้งแล้วก็ตาม เพราะมีกรณีของครูซึ่งเป็นผู้คิดคอร์สการเรียน และเป็นแชมป์ระดับโลกของการแข่งขันกีฬาฟรีไดวิ่ง เธอเป็นนักกีฬาหญิงชาวรัสเซีย ไปดำคนเดียวและหายตัวไปเลย ซึ่งมาจากความประมาทและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทะเลคือสิ่งน่ากลัวนะคะ สำหรับพลอยแล้วทะเลไม่ใช่โลกที่น่ากลัวอะไรเลยค่ะ แต่เราต้องเรียนรู้เพื่อรู้จักทะเล หน้าพายุมีมรสุมเข้าเราก็ไม่ออกไปเท่านั้นเองค่ะ”

พลอย เล่าถึงกีฬาชนิดใหม่อย่างน่าสนใจ และย้อนไปจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่การเป็นนักกีฬาดำน้ำฟรีไดวิ่ง

“คุณพ่อ-ราชันย์ มาลัยวงศ์ เป็นครูสอนดำน้ำสคูบ้า ทำให้พลอยดำน้ำตั้งแต่ยังเล็ก อายุ 4 ขวบ คุณพ่อก็จับลงสระน้ำฝึกให้ดำน้ำกันแล้วค่ะ ดำน้ำได้ก่อนจะว่ายน้ำเป็นเสียอีก 8 ขวบ ติดพ่อตั้งแต่เด็กชอบไปออกทะเลกับคุณพ่อ พลอยมีคุณพ่อเป็นไอดอลในเรื่องพ่อใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่กับท้องทะเล พลอยจึงรู้สึกผูกพันกับทะเลมากอยากลงทะเลตลอดเวลา ยิ่งตอนที่ดูการ์ตูนเรื่องลิตเติลเมอร์เมด เด็กผู้หญิงฝันอยากจะเป็นนางเงือกแบบนางเอกในการ์ตูนกันทั้งนั้นนะคะ

การดำน้ำแบบฟรีไดวิ่งแบบกลั้นหายใจ แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ เช่น Static Apnea (ST A) แข่งการกลั้นหายใจให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นทำได้ โดยไม่เคลื่อนไหว เมื่อปีที่แล้วพลอยไปแข่งขันประเภทนี้ที่เมืองดาฮับ ประเทศอียิปต์ การแข่งขันที่ชื่อว่า Red Sea Cup Dahab เป็นการแข่งในทะเลแดงซึ่งจัดในบริเวณน้ำลึกที่สุดสำหรับการแข่งขันชนิดนี้คือร่วม 100 เมตร มีความท้าทายมาก นักกีฬาทั่วโลกมุ่งเป้ามาแข่งกันที่นี่ พลอยก็เป็นอีกคนที่มีความฝันกับการแข่งสนามนี้ เป็นเมืองที่มีนักแข่งมารวมตัวกันคึกคักมาก

หลายคนไม่รู้จักการแข่งขันชนิดนี้นะคะ ก็จะถามว่าสนุกตรงไหน ลงไปกลั้นหายใจใต้น้ำ นิ่งๆ เฉยๆ (หัวเราะ) ดูเป็นกีฬาที่น่าอึดอัดมากกว่า แต่เมื่อลงสนามเราจะได้เรียนรู้ที่จะรู้จักตัวเอง รู้ความสามารถของตัวเอง จุดอ่อนจุดแข็งของเราคืออะไร รู้กระบวนการคิดของตัวเองได้ละเอียดยิ่งขึ้น การกลั้นหายใจไปเรื่อยๆ เราจะได้รู้ว่าร่างกายเราสามารถทำสิ่งยากๆ ได้มากกว่าที่เราคิดเลยค่ะ การแก้ปัญหาระหว่างกลั้นหายใจต้องใช้สมาธิสูงมากค่ะ ตอนฝึกช่วงหนึ่งไม่มีสมาธิ พลอยทำได้ 2-3 นาทีก็เลิก นั่นคือการยอมแพ้ตัวเอง คือการที่เราไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้

ความสนุกท้าทายของกีฬาชนิดนี้ก็อยู่ตรงนี้ค่ะ คือการที่เราไม่ยอมแพ้กลางทางไปเสียก่อน ถ้าเรายอมแพ้ ชีวิตเราก็ไม่ได้พัฒนาร่างกายและสติของตัวเองได้สักทีนะคะ”

อุปสรรคการแข่งขันในทะเลแดง ประเทศอียิปต์ พลอยบอกว่าเป็นเรื่องของการทำสมาธิล้วนๆ เพราะรอบข้างอึกทึก ความที่ดาฮับเป็นเมืองท่องเที่ยว เต็มไปด้วยร้านรวงริมชายหาดมากมาย ขณะที่นักกีฬาต้องแข่งขันกันท่ามกลางสิ่งแวดล้อมเหล่านั้น

“เดินลงไปในทะเล คนก็เยอะ ร้านอาหารเสียงก็ดังมากทะลุลงไปใต้ทะเลเลย พลอยกลั้นหายใจได้ 5 นาที 19 วินาที ในการแข่งขันคราวนั้น ซึ่งอย่างที่บอกค่ะว่าการแข่งขันกีฬาชนิดนี้ เป็นเรื่องใหม่ ไม่มีทฤษฎีใดมารองรับว่ามนุษย์เราจะทำสถิติดีที่สุดได้เท่าไร สถิติฟรีไดวิ่งในทำเนียบโลกแชมป์โลกผู้หญิง คนล่าสุดชาวต่างประเทศ ทำได้ 9 นาที

สถิติการดำน้ำความลึกมีข้อมูลทางวิทยาศาสตรเคยบันทึกไว้ว่ามนุษย์เราสามารถทำได้เพียง 30 เมตร เพราะถ้าดำลึกกว่านี้ปอดจะแฟบ แต่ล่าสุดแชมป์โลกทำได้ถึง 129 เมตร ขณะที่ส่วนสถิติของคนไทยที่ทำได้ขณะนี้อยู่ที่ 75 เมตร และสำหรับตัวพลอยขณะนี้กำลังฝึกทำสถิติความลึกอยู่ที่ประมาณ 40 เมตร แต่ยังไม่เคยลงสนามแข่งขันนะคะกำลังอยู่ในช่วงฝึกฝน อาทิตย์ละ 4 วัน พยายามทำสถิติให้ดีที่สุด พลอยเคยฝึกกับครู Alexey Molchanov ที่เป็นผู้ริเริ่มการแข่งขันประเภทนี้ ที่ประเทศสเปน

สำหรับการแข่งที่สิงคโปร์ เป็นการแข่งขันอีกในประเภท Dynamic Apnea without Fins (DNF) เป็นประเภทที่นักฟรีไดวิ่ง ต้องว่ายทางยาวในสระว่ายน้ำค่ะ พลอยทำได้ระยะทางไกลที่สุด โดยไม่ใช้ฟินหรือตีนกบ พลอย กลั้นหายใจทำระยะทางใต้น้ำทำสถิติได้ 110 เมตรค่ะ”

พลอย บอกว่า หลายคนคิดว่าดำน้ำแบบนี้ดูน่าอันตราย ซึ่งโดยหลักการดำน้ำทุกประเภทล้วนมีความเสี่ยงทั้งนั้น นักดำน้ำไม่ว่าจะเป็นประเภทไหน จึงต้องมีวินัยเคร่งครัดและต้องไม่ประมาท โดยห้ามลืมกฎความปลอดภัยอย่างเด็ดขาด

“หนึ่งลมหายใจ” สำรวจโลกใต้ท้องทะเลลึก

นอกจากนี้ มีการแข่งขันอีกหลายประเภท เช่น ประเภท Free Immersion Apnea (FIM) ที่เป็นการฟรีไดวิ่ง ผู้ดำน้ำต้องดึงเชือกลงไปในระดับความลึกที่ต้องการและดึงกลับขึ้นได้ ประเภท Constant Weight Apnea (CWA) ฟรีไดวิ่งแบบดั้งเดิมที่นักฟรีไดวิ่งต้องไต่ลงไปในระดับความลึกให้มากที่สุด การแข่งขัน Variable Weight Apnea (VWT) ฟรีไดวิ่งประเภทนี้ ผู้ดำน้ำจะใช้เครื่องออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อให้ดำลงไปตามเชือกในระดับความลึกที่ต้องการใต้ผิวน้ำด้วยความเร็วสูง และ No-Limits Apnea (NLT) การแข่งขันดำลงไปในระดับความลึกที่สุด

การฟรีไดวิ่งทุกประเภท นักฟรีไดวิ่งต้องมีสภาพจิตใจ ร่างกาย และเทคนิคที่ดีมาก

“พลอยได้เรียนกับครูชาวฝรั่งเศส เอเดียน ดิโอเลนคอร์ท และเรียนกับครูชาวออสเตรเลีย อดัม สเติร์น ซึ่งเป็นนักฟรีไดวิ่งอันดับ 5 ของโลก ครูคนนี้เคยเป็นเจ้าของสถิติระดับนานาชาติถึง 4 สมัย ตอนแรกได้ฝึกก็กลัวค่ะ ก็มีเครียดเหมือนกัน ครูมีวิธีการสอนบอกเสมอๆ ว่าความเครียดเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดของการฟรีไดวิ่ง เพราะคนเรายิ่งเครียด ก็ยิ่งใช้ออกซิเจนมาก ดังนั้นก่อนลงไปใต้น้ำจิตใจต้องผ่อนคลายที่สุด เมื่อผ่อนคลายเราก็ได้สมาธิ ได้โลกใต้น้ำที่สงบ

เนื่องจากการฟรีไดวิ่งเป็นการกลั้นหายใจเพื่อลงไปใต้น้ำระดับความลึกมากๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อร่างกายผู้ที่มีร่างกายไม่แข็งแรงได้ ส่วนการฝึกนั้นอย่างแรกคือฝึกวิธีหายใจ ต้องหายใจให้ได้อย่างถูกต้อง หายใจเอาอากาศจากกระบังลมขึ้นมาเก็บไว้ภายในปอด การดำน้ำแบบฟรีไดวิ่งทุกอย่างจะต้องฝึกฝนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพราะแต่ละสเต็ปมีเหตุมีผลรองรับในการฝึก จะข้ามขั้นตอน หรือกระโดดลัดไม่ได้เลยค่ะ เพราะเมื่อลงใต้น้ำไปเรื่อยๆ ยิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ ก็จะมีผลต่อร่างกายมากขึ้นโดยอัตโนมัติ

เทคนิคแรกที่ครูสอน ได้ลงฟรีไดวิ่งใต้ทะเลครั้งแรก โดยเริ่มต้นที่ความลึก 10 เมตร และหลังจากที่ไต่ลงไปถึงระดับแล้ว จึงจะได้มีโอกาสหยุดอยู่ใต้น้ำทะเลนิ่งๆ ได้มองไปรอบๆ ตัว บรรยากาศใต้ทะเลไม่มีเสียงอะไรเลย มองไปรอบตัวมีแต่สีฟ้าเข้มของน้ำทะเล และปลาที่กำลังว่ายอยู่ รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของทะเลเลยค่ะ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงหลงใหลการดำน้ำแบบนี้มาก ซึ่งนี่คือความแตกต่างของการดำน้ำแบบทั่วไปที่มีถังอยู่บนหลังที่จะได้ยินเสียงออกซิเจนสั่นตึ้กๆ แต่กับการดำน้ำฟรีไดวิ่ง คือ ความเงียบและสงบมาก แล้วคือความสงบสุขที่ติดตรึงอยู่ในความทรงจำของเราเลยค่ะ”

ในกลุ่มนักดำน้ำประเภทนี้ การเคลื่อนไหวอย่างอ่อนไหวโดยไม่เสียพลังงาน ทำให้นักดำน้ำฟรีไดวิ่งสามารถอยู่ใต้น้ำได้หลายนาที และสามารถสัมผัสและรู้สึกท้องทะเลเช่นเดียวสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ใต้ท้องทะเล เนื่องจากความอิสระจากอุปกรณ์ที่เทอะทะ จึงทำให้นักดำน้ำฟรีไดวิ่งสามารถแอบขึ้นไปว่ายน้ำอยู่บนหลังเต่าทะเล หรือแม้แต่ลื่นไหลลงไปสู่พื้นทะเลเพื่อพบกับปลากระเบน พลอย เล่าถึงโลกใต้ทะเลให้ฟังอย่างมีความสุข

“สิ่งแรกที่คนมาเรียนกับพลอยจะต้องมีคำถามแรก ก็คือไม่กลัวฉลามหรือ? (หัวเราะ) แต่สิ่งที่นักดำน้ำทุกคนควรมีคือเอาชนะความกลัวค่ะ และคือความท้าทายอย่างหนึ่งสำหรับกีฬาชนิดนี้ ถ้าเอาชนะความกลัวไม่ได้ ใจเครียด ร่างกายไม่รีแลกซ์ คุณก็ไม่สามารถกลั้นหายใจได้เลย แต่พลอยจะบอกนะคะว่าใต้ทะเลลึกไม่มีอะไรน่ากลัวเลย

ฉลามกลัวคนค่ะ สัตว์ใต้ทะเลทุกชนิดกลัวคนมากมีแต่พวกเขาจะว่ายหนีเรา นอกจากเขารู้สึกว่าถูกรุกรานจึงจะจู่โจม พลอยดำน้ำมากว่าครึ่งชีวิตแล้วนะคะไม่เคยโดนสัตว์ใต้ทะเลทำร้ายเลยค่ะ

ส่วนความลึกลับใต้ทะเล พลอยกลับคิดว่านี่คือเสน่ห์ที่มนุษย์เราไม่ได้เรียนรู้สิ่งมีชีวิตมากมายอีกหลากหลายสปีชีส์ ทุกครั้งที่ลงทะเลก็จะได้เจอตัวอะไรแปลกๆ ทุกครั้งเลยนะคะ แล้วก็ไม่รู้ไม่มีอะไรแน่นอนว่าลงไปแล้ว ตรงนี้เคยเจอตัวนี้ ลงไปอีกครั้งที่เดิม แล้วจะได้เจอกันอีกไหม หรือได้เจอตัวอะไร

เพื่อนๆ ก็ชอบถามค่ะว่าไป จ.ชุมพร ปีละ 10 กว่าครั้งไม่เบื่อหรือ? ไม่เบื่อเลยค่ะ เพราะไปแต่ละครั้งก็เจอประสบการณ์การดำน้ำที่มีเรื่องอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ให้เราดูได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งไดรฟ์เช้าและไดรฟ์บ่าย เวลาต่างกัน 3 ชั่วโมง บรรยากาศก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงแล้วค่ะ กระแสน้ำเปลี่ยนอุณหภูมิน้ำเปลี่ยนทำให้มีปลาหน้าตาแปลกๆ ใหม่ๆ ว่ายน้ำมาให้เราเห็นอยู่เสมอ ก็แน่นอนค่ะว่าพระเอกนางเอกใต้ทะเลลึกก็ต้องเป็นฉลาม

พลอยโชคดีมากได้เจอฉลามหัวฆ้อนที่ทะเลแดง ประเทศอียิปต์ ลำตัวยาวกว่า 3 เมตร ฉลามเสือตัวใหญ่มากกว่า 5 เมตรเลยค่ะ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ไม่ต้องไปดำไล่หาดูนะคะ ฤดูที่ถูกต้อง พื้นที่ที่ถูกต้อง เขาก็จะมาให้เราเห็นเองค่ะ ทะเลบ้านเราก็จะได้เห็นฉลามวาฬ นี่คือความสุขของการไปอยู่ใต้น้ำค่ะ อีกเหตุผลคือมันทำให้เราเป็นเด็กเบบี๋ที่ต้องเรียนรู้อะไรใหม่ตลอดเวลา แม้พลอยเป็นครูสอนแต่เมื่อไปดำทะเลที่ใหม่ พลอยก็ต้องเรียนรู้ใหม่ กลายเป็นเด็กนักเรียนใหม่อีกครั้งหนึ่ง ไม่มีวันเบื่อหน่ายกับการเรียนรู้เลยค่ะ”

เมอร์เมดคนสวยบอกทิ้งท้ายดำน้ำเป็นแพสชั่นของชีวิต ถึงไม่มีคุณพ่อเป็นนักดำน้ำ สักวันชีวิตก็ต้องเข้ามาในโลกใบนี้ อาจจะไม่ได้เข้ามาตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ต้องอยู่ในโลกทะเลแน่นอน และในปีหน้า Thailand Dive Expo 2018 ใครที่อยากเจอฝากเนื้อฝากตัวกับ “ครูพลอย” ก็มาเจอกันโลกใต้ทะเลรอทุกคนเปิดประสบการณ์ใหม่อยู่

Revolved Boat Pose Parivritta Navasana (โยคะ ท่าเรือ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553867

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 12:44 น.

Revolved Boat Pose Parivritta Navasana (โยคะ ท่าเรือ)

โดย  ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การจะฝึกท่าเรือได้ ไม่เพียงแค่มีกำลังหน้าท้องที่แข็งแรงเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการหาจุดทรงตัวของกระดูกรองนั่ง รวมทั้งก้นกบ คนที่ค้างท่านี้ได้นานโดยไม่เป็นตุ๊กตาล้มลุก จึงสามารถฝึกท่าเรือในเวอร์ชั่นอื่นๆ ที่ท้าทายขึ้นได้อีกในเวอร์ชั่นวันนี้ก็เช่นกัน นอกจากความแข็งแรงของหน้าท้องแล้ว ยังต้องใช้ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อที่ขาด้านหลังมากกว่าเวอร์ชั่นปกติ ดังนั้นการจัดระเบียบร่างกายจะต้องใช้หลายส่วนช่วยกันเป็นทีมเวิร์ก ไม่ว่าจะเป็นการยืดหลังล่าง ยกหน้าอก เก็บสะดือเข้าและยกขึ้นสูงติดต่อกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quads and hip Flexors)

โดยเฉพาะกล้ามเนื้ออิลิโอโซแอสและเรกตัส ฟีเมอร์ริสที่อยู่ตรงกลางของต้นขา (Illiopsoas and rectus femoris) รวมทั้งการหาจุดมองเพื่อช่วยในการทรงตัวเพื่อที่จะค้างท่าได้ ซึ่งประโยชน์ของท่าเรือมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความแข็งแรงให้แกนกลางลำตัว ส่งผลดีกับระบบย่อยอาหาร พัฒนาการฝึกการทรงตัว แต่ควรระวังสำหรับคนที่มีปัญหาปวดหลังล่างอย่างรุนแรง หรือคนที่มีปัญหากับช่องท้อง ควรหลีกเลี่ยงหรืองดฝึกท่านี้

ก่อนฝึกควรวอร์มอัพกลุ่มท่าหน้าท้องแบบง่ายๆ แล้วเนื่องจากในเวอร์ชั่นนี้มีการยืดขาด้วย การฝึกท่าอาสนะที่ยืดต้นขาด้านหลังก่อนจะทำให้ช่วยป้องกันการบาดเจ็บได้ 

วิธีปฏิบัติ

1ให้เริ่มต้นด้วยการนั่งชันเข่าทั้ง 2 ข้างขึ้น พนมมือไวแล้วหายใจเข้า-ออก ประมาณ 3 รอบลมหายใจ เพื่อเตรียม

2 ส่งมือซ้ายไปจับฝ่าเท้าขวาด้านนอกส่วนมือขวาหงายมือจับส้นเท้าขวาด้านในยืดหลังให้ตรงแล้วหายใจเข้า

3หายใจออกยืดขาขวาขึ้นให้สุดหรือตามความยืดหยุ่นของร่างกาย

4จากนั้นส่งมือขวาจับเท้าซ้ายที่ชันเข่าที่ด้านในแล้วหายใจเข้า พอหายใจออกให้ยืดขาซ้ายขึ้นมาคู่กันกับขาขวา

5หายใจออกอีกรอบแล้วยืดลำตัวขึ้นส่งแขนด้านซ้ายให้อยู่หลังใบหูซ้าย จากนั้นค้างท่าสักครู่ด้วยการหายใจเข้า-ออกประมาณ 5 รอบลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลายออกจากท่าแล้วลองฝึกสลับข้าง