วิกันดา ยงทิวเจริญสุข นางฟ้าของสัตว์โลกตัวน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553864

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 12:27 น.

วิกันดา ยงทิวเจริญสุข นางฟ้าของสัตว์โลกตัวน้อย

โดย พุสดี

นิยามคนรักสัตว์ในสายตาคุณเป็นอย่างไร? ไม่รังแกสัตว์ โอบอ้อมอารีต่อสัตว์ หรือช่วยเหลือสัตว์ทุกครั้งที่มีโอกาส

ไม่สำคัญว่าคำตอบของคุณจะเป็นอย่างไร เพราะสำหรับ “วิว” วิกันดา ยงทิวเจริญสุข ตั้งแต่เล็กจนโต เธอมุ่งมั่นกับการช่วยเหลือสัตว์ทุกครั้งที่มีโอกาส

“ตั้งแต่เล็กเราก็เป็นแบบนี้นะ อย่างเวลาไปตักข้าวในครัว ถ้าเห็นจิ้งจก เราไม่ได้ตกใจนะ แต่จะเอาข้าวสวย 2-3 เม็ดวางไว้ให้มัน เพราะเราไม่อยากให้มันต้องเสี่ยงชีวิตลงไปกินที่ทัพพีตักข้าวที่แช่น้ำไว้ กลัวมันจะจมน้ำตาย” สาวหวานบอกเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย

แม้หลายคนอาจจะฟังดูแล้วคิดว่าเว่อร์หรือเปล่า แต่ถ้าลองได้ติดตามเรื่องราวของเธอจากนี้ จะรู้ว่านี้คือเรื่องจริงไม่ใช่นิยาย

ความเมตตานี้ค่อยๆ บ่มเพาะมาทีละน้อย จนกระทั่งเติบใหญ่เริ่มทำงานหาเลี้ยงชีพได้ วิวไม่เคยเกี่ยงงอนทุกครั้งที่มีโอกาสได้ช่วยเหลือสัตว์ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการให้อาหารหมา แมวจรจัด ไปจนถึงการทำทุกวิถีทางเพื่อยื้อชีวิตเล็กๆ ของสัตว์น้อย แต่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของเธอไว้

“เหตุการณ์ที่ประทับใจไม่ลืม คงเป็นตอนที่เสี่ยงชีวิตลงไปช่วยเจ้าเหมียวที่กำลังจะโดนรถชน ตอนนั้นวิวเพิ่งอายุ 15 ปี วันนั้นนั่งรถไปกับพี่สาวแถวพระราม 4 แล้วปรากฏว่าระหว่างที่รถติดอยู่ตรงสี่แยกไฟแดง เราเห็นมีแมวตัวหนึ่งอยู่กลางถนน

คือถ้าไฟเขียวแล้วรถแล่นออกไปคือทับมันตายแน่ ตอนนั้นเราคิดแต่ว่าต้องช่วยมันให้ได้ ตัดสินใจเปิดประตูรถแล้วลงไปอุ้มมันขึ้นมาทันที จากนั้นก็รีบพาไปหาสัตวแพทย์ เพื่อดูว่ามันเป็นโรคอะไรหรือเปล่า เอาจริงๆ ตอนนั้นวิวก็ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับมันต่อไปดี โชคดีที่ญาติวิวอาสาว่าจะเอาไปเลี้ยงดูให้”

นอกจากเหตุการณ์เสี่ยงตายเข้าไปช่วยเจ้าเหมียวแล้ว อีกเหตุการณ์ประทับใจที่วิวจำไม่ลืม คือตอนช่วยนกพิราบที่โดนแมวที่บ้านกัด

“นกพิราบตัวนี้บินมาตรงหน้าบ้านวิว แล้วเจอแมวจรที่เราให้อาหารกัด ตอนนั้นวิวตกใจมาก รีบพานกพิราบไปโรงพยาบาลจุฬาฯ พอไปถึงหมอบอกว่ารักษาไม่ได้แล้ว เพราะถ้านกพิราบโดนแมวกัด จะหลั่งฮอร์โมนตัวหนึ่งออกมาทำให้ตาย ตอนนั้นวิวทั้งตกใจ และรู้สึกบาป ที่แมวจรที่เราให้อาหารไปทำลายสัตว์ตัวอื่น

วันนั้นนอกจากหมอจะพยายามยื้อชีวิตนกพิราบตัวนั้นอย่างสุดความสามารถ คุณหมอก็ยังฉีดยาให้วิวด้วย เพราะกลัวว่าวิวจะติดเชื้อโรคจากนกพิราบ หลังจากนั้นวิวก็พานกพิราบกลับไปรักษาตัวที่บ้าน ค่อยๆ กรอกข้าวให้กินทีละเม็ด คอยเช็ดตัวให้ วิวยื้อชีวิตมันไว้ได้ 9 วันสุดท้ายมันก็ตาย เสียใจนะ แต่รู้สึกว่าเราทำเต็มที่แล้ว เพราะหมอบอกจริงๆ มันอยู่ได้ไม่พ้นวันที่วิวพาไปส่งโรงพยาบาลด้วยซ้ำ”

ด้วยความที่ช่วยเหลือสัตว์น้อยแบบไม่หวังผลเรื่อยมา ทำให้เมื่อคนรอบข้างพบเห็นว่ามีสัตว์ที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็จะติดต่อมาที่เธอ

“ถ้าเป็นเคสเล็กๆ ที่ใช้เงินรักษาไม่มาก วิวจะเป็นเจ้าภาพเอง พาแมวไปรักษาบ่อย จนมีโรงพยาบาลสัตว์แห่งหนึ่งแถวพระราม 8 ใจดีมาก ลดราคาให้พอเขารู้ว่าเราช่วยเหลือสัตว์จรจัด เพราะเห็นสัตว์ที่เราพาไปไม่เคยซ้ำเลย ส่วนถ้าเคสใหญ่ๆ วิวจะเป็นคนออกเงินก้อนไปก่อน แล้วค่อยมาขอเรี่ยไรเอา ถ้าเรี่ยไรแล้วสุดท้ายได้เงินไม่ครบ วิวจะเป็นคนเติมให้ครบเอง”

ถามว่า ทำไมวิวต้องทุ่มเทขนาดนี้ สาวสวยตอบอย่างมุ่งมั่นว่า

“สัตว์น้อยเหล่านี้เขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ คนเรายังหาเงินได้ ซื้อข้าวกินเองได้ เพราะฉะนั้นถ้ายังช่วยไหว วิวก็อยากช่วยให้สุดกำลัง แต่สิ่งที่วิวย้ำกับตัวเองเสมอคือ ต้องช่วยโดยไม่เบียดเบียนตัวเอง

“วิวไม่เคยเสียดายเงินนะ วิวคิดว่าเรายังเด็ก ยังสามารถหาเงินได้ เงิน 1 หมื่นที่เราเสียไป ถ้าเราช่วยได้ 1 ชีวิต มันคุ้มค่ามาก สำหรับวิวมันคือความสุขที่ประเมินค่าไม่ได้”

ไลฟ์สไตล์วันว่างที่ตั้งใจ ‘สุริยา พูลวรลักษณ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553863

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 12:22 น.

ไลฟ์สไตล์วันว่างที่ตั้งใจ ‘สุริยา พูลวรลักษณ์’

สําหรับแวดวงอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะนักพัฒนาโครงการหรูระดับลักซ์ชัวรี่ขึ้นไปที่เป็นที่จับตามอง หนึ่งในบิ๊กเนมนั้น ต้องมีค่ายเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ รวมอยู่ด้วย เพราะนอกจากมีโปรดักต์ที่มีความโดดเด่นแล้ว ยังได้ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง “ดร.บี” สุริยา พูลวรลักษณ์

กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ที่นำทัพสร้างผลงานการันตีด้วยอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ นอกจากเรื่องงานแล้ว ดร.บี ซึ่งมีดีกรีปริญญาเอก สาขาเศรษฐศาสตร์ ด้านเศรษฐมิติประยุกต์และเศรษฐมิติจุลภาคจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ยังมีไลฟ์สไตล์และมุมมองรวมทั้งกิจกรรมส่วนตัวที่น่าสนใจไม่น้อย

ดร.บี เล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมาจะให้เวลากับการทำงานเป็นหลัก แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้ตนเองได้ใช้ชีวิตและให้เวลากับคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น เนื่องจากทั้งพี่สาวและพี่ชายมีครอบครัว

“คุณพ่อแม้จะมีอายุมากกว่า 80 ปี แต่ยังคงแข็งแรงและทำงานที่บริษัท จึงมีโอกาสกินข้าวกลางวันด้วยกันเรื่อยๆ ซึ่งทั้งสองท่านมีอายุมากขึ้น ย่อมมีเจ็บไข้ได้ป่วยบ้างก็พาไปหาหมออยู่เรื่อยๆ อันนี้ดีใจที่ได้มีโอกาสดูแลรับใช้อย่างใกล้ชิดทั้งสองท่าน”

อย่างไรก็ตาม ดร.บี บอกว่า อาจคิดช้าไปสักนิด เพราะที่ผ่านมาจะมุ่งเรื่องทำงานเยอะมาก

“พออายุเรามากขึ้น คิดว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว มีคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องดูแล ต้องให้เวลากับท่านมากขึ้น คุณพ่อไม่ใช่คนชอบเที่ยว ดังนั้น โอกาสที่จะใกล้ชิด คือการไปกินข้าวหรือไปหาหมอ ส่วนคุณแม่อายุกว่า 70 ปี ก็ยังแข็งแรงอยู่ ถือว่าผมโชคดีที่คุณพ่อคุณแม่แข็งแรงทั้งคู่ ทั้งๆ ที่คนในวัยเดียวกันก็มีการเจ็บไข้ได้ป่วย”

ขณะเดียวกัน ดร.บี เริ่มมองหากิจกรรมที่ทำร่วมกัน อย่างคุณแม่คือ การตีแบดมินตัน อาทิตย์ละ 2 ครั้ง

“ก่อนหน้านี้จะอยู่แต่ในบ้าน เรามองว่าผู้สูงอายุถ้าอยู่บ้านเฉยๆ จะเฉา แก่เร็ว จึงชวนมาออกกำลังกายรวมทั้งชวนเล่นหุ้นบ้าง ก็มีทั้งได้บ้างเสียบ้าง รวมทั้งพาไปทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น พาไปเที่ยว ไปกินข้าว ดูหนัง ผมมีเวลาไม่มากนัก แต่ก็ต้องหาเวลาให้กับท่านทั้งสอง

ขณะเดียวกันทั้งพี่สาวและพี่ชายก็ช่วยดูแล เพราะเราว่างไม่ตรงกัน โดยพาไปเที่ยวต่างประเทศเพราะคุณแม่ยังเที่ยวไหว ส่วนตนเมื่อต้องไปทำงานในต่างประเทศ ก็จะชวนไปเปิดหูเปิดตาด้วยไม่อยากให้อยู่แต่ในบ้านอย่างเดียว”

นอกจากดูแลคุณพ่อคุณแม่แล้ว หากพอจะมีเวลาบ้าง ดร.บี จะไปลงเรียนคอร์สต่างๆ เพื่อหาความรู้เพิ่มเติม เช่น หลักสูตร ABC หลักสูตรของสถาบันวิทยาการตลาดทุน

“ทำให้เราได้เปิดหูเปิดตาได้รับรู้ถึงประสบการณ์จากบุคคลในหลากหลายสาขาอาชีพ ซึ่งเราสามารถนำมาเป็นแบบอย่างในการทำงานได้”

ส่วนกิจกรรมที่ ดร.บี ถือว่าเป็นการพักผ่อนคือ การเลี้ยงน้องหมา โดยตอนนี้มี 5 ตัวชื่อ โค้ก เป๊ปซี่ชาดำ โอวัลติน และกาแฟ ซึ่งเป็นสุนัขที่เก็บมาเลี้ยงตั้งแต่ตัวเล็กๆ

“เลี้ยงมา 7 ปีแล้ว โดยส่วนตัวชอบช่วยเหลือสุนัขจรจัดหรือถูกทิ้ง สุนัขทั้ง 5 ตัวที่เลี้ยงมาจากการที่ได้รับข่าวจากอีเมลว่ามีลูกสุนัขถูกทิ้ง 12 ตัว และมีการอัพเดทเป็นระยะว่าหายไปทีละตัวเหลือเพียง 6 ตัว รู้สึกสงสารเลยเอามาทั้งหมด 6 ตัว แต่ตัวหนึ่งอ่อนแอมากเลยตาย จะพยายามช่วยเท่าที่ช่วยได้ตามกำลัง เช่น พบหมาบาดเจ็บก็เอาไปรักษา ไปฝากเลี้ยง

อย่างเช่น เราพัฒนาโครงการที่สนามบินน้ำ บนพื้นที่ 12 ไร่ ก็จะมีสุนัขอยู่ในพื้นที่ โชคดีมีป้าซึ่งอาศัยอยู่ในแถบนั้นให้อาหารสุนัขที่นั่นเป็นประจำอยู่แล้ว เลยฝากป้าเอาไว้และซื้ออาหารให้ทุกเดือน พาไปฉีดวัคซีน เรารับมาเลี้ยงหมดไม่ไหว ส่วนตัวมองว่าปัญหาหมาจรจัดนับวันจะแย่ลงไม่ได้รับการดูแลอย่างจริงจัง”

ดร.บี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของบริษัทได้มีการทำซีเอสอาร์ โดยการสร้างบ้านหมา หาอาสาสมัครฉีดวัคซีนให้ เช่น ที่เกาะสุนัข พุทธมณฑล เป็นต้น และล่าสุดได้มีการไปร่วมกับ “ปุ๊” อัญชลี จงคดีกิจกับกิจกรรมสี่ขาหมาจรที่ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

“นอกจากนี้ ผมยังช่วยส่งข่าวผ่านกรุ๊ปเพื่อหาบ้านใหม่ให้ เพราะมีหมาที่โดนทิ้งเยอะ รวมทั้งโพสต์ข้อความผ่านสื่อโซเชียลต่างๆ เพื่อช่วยเหลือ ถ้าเป็นหมาที่มีสายพันธุ์จะหาผู้เลี้ยงต่อได้ไม่ยาก แต่ที่ลำบากคือหมาจรจัดหมาไทยข้างถนนมากกว่า

ในอนาคตมีความคิดว่า ถ้ามีเวลาและทุนทรัพย์มากกว่านี้ก็น่าจะสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ได้บ้าง ตอนนี้ช่วยได้เท่าที่ช่วยได้ อย่างไรก็ดี มองว่าถ้าทุกคนร่วมกันแก้ปัญหามันน่าจะทำได้ดีกว่านี้ เพราะทุกวันนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น ผู้จะเลี้ยงต้องลงทะเบียนสัตว์เมื่อโดนทิ้ง จะได้รู้ว่าใครทิ้งเขาจะได้คิดให้ดีก่อนจะเลี้ยง ไม่ใช่พอชอบก็จะเลี้ยง พอไม่ชอบก็ไม่เลี้ยง นำไปปล่อยวัดแบบนี้ รวมทั้งเน้นทำหมัน โดยรูปแบบอาจเป็นการรับบริจาค หรือการทำกิจกรรมหาเงินให้คนเข้ามาช่วย ซึ่งเราก็เห็นมาตลอด ไม่ว่าจะทำเสื้อขาย เป็นต้น

ในส่วนโครงการของเราก็ให้เลี้ยงสัตว์อยู่แล้ว แต่เราไม่ได้เน้นเป็นจุดขาย อย่างเช่นโครงการมารุ เป็นการทดลอง เนื่องจากมองว่าคนกรุงเทพฯ เป็นไลฟ์สไตล์จะอยู่คนเดียวเยอะขึ้น แต่งงานช้าลง อยากเลี้ยงสัตว์เป็นเพื่อนไม่ว่าจะเป็นหมาหรือแมว ก็แก้เหงาได้ แต่เนื่องจากทุกคนไม่ใช่จะชอบสัตว์ ดังนั้นเราจะจัดสรรพื้นที่เฉพาะบางส่วนเท่านั้น”

ด้านการบริหารงานนั้น ดร.บี เผยว่า ตนโชคดีที่ได้ทั้งพี่สาวและพี่ชายที่คอยให้คำแนะนำปรึกษา ทั้งนี้ต้องการเรียนรู้และศึกษาข้อมูล อีกทั้งต้องเก็บเกี่ยวความรู้ในทุกด้าน เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

“เพราะพลาดจะเสียหายมาก เช่น ตอนทำงานใหม่ การดีลกับลูกค้าเรายังไม่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ทำให้ต้องจ่ายแพงกว่าที่ควรจะจ่าย เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้คุณพ่อเป็นต้นแบบ ซึ่งเราเห็นคุณพ่อทำธุรกิจโรงหนังมาโดยตลอด ท่านเป็นคนทำงานหนัก เป็นแบบอย่างในการทำงานและใช้ชีวิต ทั้งนี้เรามีเป้าหมายที่เป็นผู้นำตลาดไฮไรส์ไฮเอนด์ คือเป็นผู้นำตึกสูงคอนโดตลาดระดับบน จะเน้นตลาดนี้ไม่แตกไลน์มากนัก เราใช้เวลาทำโปรดักต์มา 10 กว่าปี ปัจจุบันเราสามารถสร้างแบรนด์ในใจของผู้บริโภคตั้งแต่ยังเจเนอเรชั่นขึ้นไป ขณะที่รูปแบบดีไซน์ก็ปรับตามความต้องการของผู้บริโภค”

สำหรับกลยุทธ์หลักในการทำสินค้าพรีเมียมนั้น ดร.บี ชี้ว่าอาจแตกไลน์โปรดักต์จากที่ทำคอนโดไฮไรส์ ก็อาจจะเป็นโลว์ไรส์หรือแนวราบระดับพรีเมียม

“ยังเน้นขายของแพงอยู่ เพราะมองว่าเซ็กเมนต์นี้มีกำลังซื้อ หากเราทำโปรดักต์ที่ตอบโจทย์ได้ผู้ซื้อย่อมยอมจ่าย โดยเราจะทำโปรดักต์พรีเมียมในโลเกชั่นนั้นๆ”

‘ความทรงจำชั่ววินาทีของลูก’ มรกต กิจมงคลธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553858

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 11:37 น.

‘ความทรงจำชั่ววินาทีของลูก’ มรกต กิจมงคลธรรม

โดย ฤดูกาล ภาพ : มรกต กิจมงคลธรรม

หน้าที่ของแม่ไม่มีวันหยุดและไม่มีเวลาเลิกงาน ครอบครัวของคุณแม่ฟูลไทม์อย่าง “แพร์” มรกต กิจมงคลธรรม เจ้าของบริษัท กิจมงคลคาร์ แอนด์ เซอร์วิสเซส ผู้ให้ดำเนินการทางทะเบียนรถยนต์รายใหญ่ของไทย จึงต้องหาวันพักผ่อนด้วยการพาลูกทั้งสองคนออกเดินทาง

เธอและสามีได้พาลูกชายสุดหล่อ “น้องเลอเบย์” และสาวน้อยน่ารัก “น้องลาแบลล์” ไปเที่ยวนอกบ้านตั้งแต่ยังเล็ก สำหรับลูกชายคนโต แม่แพร์พาไปเที่ยวจังหวัดใกล้ๆ อย่างพัทยาและหัวหินตั้งแต่อายุประมาณ 9 เดือน ซึ่งแม้ว่าลูกจะเล็กมากเกินกว่าจะเล่นน้ำได้ แต่เธอก็ยังอยากพาไปให้ลูกเห็นธรรมชาติและสูดอากาศอย่างที่กรุงเทพฯ ไม่มี

“สิ่งที่ครอบครัวเราให้ความสำคัญมากๆ คือ โรงแรม เราชอบเลือกไปพักโรงแรมเปิดใหม่ สะอาด มีห้องพักสำหรับครอบครัว มีสระว่ายน้ำ และสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลเผื่อความจำเป็นฉุกเฉิน” คุณแม่ลูกสอง กล่าว

หลังจากนั้นเมื่อผ่านทริปในประเทศไปหลายครั้ง ส่วนตัวเธอเองก็ทราบแล้วว่าต้องเตรียมตัวและจัดการกับลูกน้อยอย่างไร ทำให้เมื่อน้องเลอเบย์เริ่มเดินได้ประมาณ 1 ขวบครึ่ง เธอจึงพานั่งเครื่องบินไปญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก

“เราเลือกซื้อทัวร์พาลูกไปโตเกียว เพราะอยากให้ลูกเห็นหลายๆ ที่ในวันเดียว แต่ปรากฏว่าการไปทัวร์ทำให้เวลาทุกอย่างต้องเป๊ะ ต้องตื่นเป็นเวลา กิน และเที่ยวตามเวลาที่กำหนด ทำให้มีความยืดหยุ่นน้อยกว่าเวลาไปเที่ยวเอง เลือกกับความสะดวกสบายในการเดินทาง

นอกจากนี้ เรายังมีตัวช่วยเป็นรถเข็นเด็กให้น้องเบย์นั่งชิลไปเวลาเดินเล่น ซึ่งรถเข็นเด็กที่ใช้ควรมีน้ำหนักเบา ขนย้ายง่าย จะได้สะดวกกับการพาเขาไปที่ต่างๆ”

หลังจากมีประสบการณ์จากลูกชายคนโต ทำให้เธอกล้าพาลูกสาวคนเล็กไปเที่ยวมากขึ้น อย่างทริปล่าสุดเธอได้พาลูกทั้งสองคนไปเที่ยวหัวหิน

“ถามว่าเหนื่อยมากขึ้นไหม ต้องบอกว่าไม่เลย เพราะเราเตรียมตัวมาดี เรารู้ว่าเส้นทางกรุงเทพฯ ไปหัวหินรถอาจจะติดก็เตรียมขนมและนมของลูกๆ ไป พอไปถึงโรงแรม ทางโรงแรมก็จะทำอาหารปั่นสำหรับน้องลาแบลล์เตรียมไว้ให้ ซึ่งนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงเลือกโรงแรมที่ดีให้ลูกๆ เพราะทางโรงแรมจะมีบริการพิเศษสำหรับเด็กเล็ก ทำให้เราไม่ต้องเตรียมทุกอย่างเองทำให้เที่ยวสนุกมากขึ้น”

มีคนเคยถามเธอหลายครั้งว่า ทำไมถึงพาลูกไปเที่ยวตั้งแต่ยังเล็ก เพราะเมื่อลูกโตขึ้นมาคงจำอะไรไม่ได้ เธอตอบว่า

“มันจะเป็นความทรงจำชั่ววินาทีที่เขาเห็น วันที่เขาเห็นทะเลครั้งแรกเขากลัว แต่พอไปครั้งที่สองครั้งที่สามเขาได้เรียนรู้แล้วว่าทะเลที่เห็นคืออะไร และหลังจากนั้นเขาก็กล้าที่จะแตะต้องสัมผัส และกล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนมากขึ้น นี่แหละเป็นสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการเดินทาง

อย่างน้องเบย์ที่เข้าโรงเรียนแล้ว เขาจะเชื่อมโยงสิ่งที่อยู่ในหนังสือกับสิ่งที่เขาเคยเห็นมาอย่างพวกสัตว์ต่างๆ ที่เราเคยพาไปเที่ยวสวนสัตว์ หรือธรรมชาติภูเขาที่เคยไป ทำให้เขาเข้าใจและสนุกกับการเรียนมากขึ้นด้วย”

ช่วงเวลาที่พ่อแม่ลูกได้รับประทานอาหารพร้อมกันทั้ง 3 มื้อ ได้เห็นหน้าพูดคุยกันตลอดเวลา และได้เข้านอนด้วยกันอย่างพร้อมหน้า นับเป็นเวลาคุณภาพที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ซึ่งครอบครัวกิจมงคลธรรมก็ไม่เคยรอช้าที่จะสร้างเวลาที่มีคุณค่าและมีความสุขร่วมกัน 

แรงบันดาลใจในสายฝน ‘นายสองสามก้าว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553855

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 11:25 น.

แรงบันดาลใจในสายฝน ‘นายสองสามก้าว’

โดย  รอนแรม ภาพ : นายสองสามก้าว

เพราะการเดินทางสร้างแรงบันดาลใจ คือ คำตอบว่าทำไม “นายสองสามก้าว” ถึงสะพายเป้และสวมหมวกคู่ใจขึ้นเหนือล่องใต้ไม่หยุดหย่อน โดยเขาได้ส่งแรงบันดาลใจต่อผ่านเพจเฟซบุ๊ก นายสองสามก้าว / A Life, A Traveller และเว็บไซต์ http://www.alifeatraveller.com เล่าประสบการณ์และข้อมูลการเดินทางให้ไปตามรอย

อย่างฤดูฝนเช่นนี้ เขาแนะนำให้ไปสัมผัสธรรมชาติเขียวชอุ่มที่แพร่และน่าน สองจังหวัดในภาคเหนือที่มีอุทยานแห่งชาติรวมกันถึง 10 แห่ง อันสะท้อนให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของธรรมชาติ

“ส่วนใหญ่คนไทยจะคิดว่าต้องไปเที่ยวภาคเหนือแค่หน้าหนาวเท่านั้น แต่ถ้าใครเป็นสายลุย สายเดินป่าขึ้นเขา ต้องไปเหนือหน้าฝน เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นสีเขียว ป่าไม้ แม่น้ำ ล้วนสดชื่น ในตอนเช้าเห็นหมอก ตอนกลางคืนเห็นดาว ดังนั้นสำหรับผมพอเห็นว่าฝนเริ่มตกเมื่อไร นั่นหมายความว่าผมต้องเก็บกระเป๋าขึ้นเหนือแล้ว”

นายสองสามก้าวแนะนำแหล่งธรรมชาติในดวงใจ อย่างอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จ.น่าน เพราะนอกจากอุทยานฯ จะมีความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งถนนหนทาง ที่พัก และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นแล้ว ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่สวยงามและทะเลหมอกที่สุดประทับใจ นอกจากนี้เขายังแบ่งปันประสบการณ์เที่ยวหน้าฝนให้ฟังว่า

“ปีที่แล้วผมไปเดินป่าที่ภูเข้ สถานที่ที่คนน่านเองก็ยังไม่ค่อยรู้จัก ภูเข้อยู่บริเวณพรมแดนไทยและลาว ซึ่งมีความลำบากทั้งการเดินและเส้นทาง จากตัวเมืองปัวต้องไปทางบ่อเกลือ เฉลิมพระเกียรติ ถนนที่ขึ้นชื่อเรื่องความคดเคี้ยวไปตามภูเขา แค่เดินทางไปถึงตีนภูก็ใช้เวลา 3-4 ชั่วโมงแล้ว

จากนั้นต้องเดินเท้าต่ออีก 5-6 ชั่วโมงเพื่อไปภูเข้และกางเต็นท์ค้างแรมบนนั้น ซึ่งแม้ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน สุดท้ายธรรมชาติก็ทำให้ทุกอย่างคุ้มค่าเสมอ”

นักเดินทางสายลุยยังกล่าวด้วยว่า สำหรับคนที่อยากเดินป่าหน้าฝนอย่างแรกที่ต้องเตรียมคือ เตรียมตัว

“เพราะต้องยอมรับว่าการเดินป่าหน้าฝนหนักกว่าหน้าอื่น เพราะต้องเจอฝน เจอสัตว์หรือแมลงที่มากับน้ำ เส้นทางที่ลื่นเละกว่าจึงทำให้เหนื่อยกว่าเดิม รวมไปถึงยา เสื้อผ้า และอุปกรณ์กันน้ำต่างๆ”

นอกจากนี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือเตรียมใจ เพราะต้องเจอกับสภาพที่โหดกว่าฤดูกาลอื่นแน่นอน

“ความโหดนี่แหละที่ทำให้หลายคนพลาดสิ่งที่ดีที่สุดไป บางคนกลัวทาก กลัวเปียก กลัวลำบาก ทำให้พลาดธรรมชาติที่สดชื่นกว่า และเมื่อเราขึ้นไปอยู่บนปลายทางนั้นแล้ว เวลาหายใจมันสดชื่นและบริสุทธิ์กว่าฤดูอื่นจริงๆ ใครที่อยากรู้ว่ากลิ่นดินกลิ่นป่าเป็นอย่างไร ป่าหน้าฝนจะให้คำตอบนั้นได้ รวมไปถึงกลิ่นหมอก กลิ่นฝน ที่จะสูดเข้าไปชโลมใจจนลืมเรื่องวุ่นวายไปหมดสิ้น” ติดตามก้าวต่อไปของนักเดินทางสายลุยคนนี้ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก นายสองสามก้าว / A Life, A Traveller

ไม่แน่ว่าฝนนี้ของคุณอาจไม่เหมือนเดิม… 

ดวงกมล เจียมบุตร อัญมณีไทยต้องยิ่งใหญ่ระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553845

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 10:38 น.

ดวงกมล เจียมบุตร อัญมณีไทยต้องยิ่งใหญ่ระดับโลก

โดย โยธิน อยู่จงดี ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ตลาดอัญมณีและเครื่องประดับถือเป็นตลาดการค้าเก่าแก่ และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราได้มีโอกาสพูดคุยกับหนึ่งในบุคคลที่มีส่วนกำหนดทิศทางมาตรฐานอัญมณีไทยอย่าง ดวงกมล เจียมบุตร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สวอ.) หรือ The Gem and Jewelry Institute of Thailand (GIT) ถือเป็นช่วงเวลาที่มีค่าควรแก่การรับฟังไม่น้อย

ถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ

ดวงกมล พูดถึงการทำงานที่ถือเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีส่วนในการพัฒนามาตรฐานอัญมณีและเครื่องประดับไทยว่า

“แนวทางในการทำงานจะต้องเน้นในเรื่องความถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว ยิ่งเราทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ความถูกต้อง แม่นยำยิ่งมีความสำคัญ สมัยก่อนถ้าเราจะซื้อเครื่องประดับสักชิ้น เราจะถามพ่อแม่เพื่อนๆ ว่าไปร้านไหนดี

สมัยนี้ถามว่าทำแบบนั้นได้ไหมก็ได้อยู่ แต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าปัจจุบันมีเทคนิคในการทำของเทียมขึ้นมาให้ดูเหมือนจริงหรือทำของจริงที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ พูดแล้วบางคนอาจจะสงสัยว่าของจริงที่ไม่ได้มากจากธรรมชาติเป็นอย่างไร ยกตัวอย่าง เช่น พลอยสังเคราะห์ เป็นพลอยของจริงที่ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ลัดขั้นตอนการเกิดพลอย

จากเดิมที่พลอยตามธรรมชาติอาจจะใช้เวลาหลายล้านปีในการทับถมจนเกิดพลอย แต่องค์ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันสามารถสร้างพลอยสังเคราะห์ ที่ใช้เวลาไม่นานก็ผลิตพลอยให้ออกมามีโครงสร้างแบบเดียวกัน แต่ต่างกันที่ระยะเวลาการเกิดเท่านั้น

ถ้าเป็นพลอยเก๊ หรือซื้อพลอยเนื้ออ่อนแล้วได้แก้วสีมาแทนแบบนี้อย่างไรก็มองออก แต่ถ้าเป็นอัญมณีสังเคราะห์ จะรู้ได้จากการส่องกล้องดูสายแร่ ดูตำหนิตามธรรมชาติ เท่านั้นถึงจะแยกออก เพราะฉะนั้นคนธรรมดาอย่างเราไม่รู้หรอก โดยเฉพาะอัญมณีเม็ดเล็กไม่มีทางรู้ได้เลย ต้องใช้เครื่องตรวจวัดเท่านั้น

ฉะนั้น เราจึงต้องรวดเร็วตามทันเหตุการณ์ เราจะต้องบอกเขาให้ได้ว่าที่คุณซื้อนั้นคืออะไร ของแท้ไหม ราคาขึ้นอยู่กับเกรดและความพอใจ สวยไม่สวย ดีไม่ดีอยู่ที่รสนิยมของแต่ละคน เราต้องบอกผู้บริโภคให้ได้ ต้องทำให้เป็นมาตรฐานที่ตรวจสอบได้”

สร้างเรื่องราวให้ลูกค้ารับรู้

“ทุกวันนี้สินค้าทุกชิ้นที่ทำต้องมีที่มาที่ไป เวลาที่เราขายต่างประเทศจะต้องมีการตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าสินค้าชิ้นนั้นไม่ได้มาจากแรงงานทาส ไม่ได้เอามาจากของเถื่อน ไม่ได้ทำลายสิ่งแวดล้อมโดยไม่จำเป็น ทำไมเราต้องมาพูดถึงเรื่องเหล่านี้เพราะคนยุคใหม่เป็นคนที่มีแนวคิดแบบนี้ทั้งหมด คนแบบนี้แหละที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของประเทศในวันหน้า พวกเขาเติบโตในยุคที่สิ่งแวดล้อมถูกทำลายพวกเขาจะตระหนักในเรื่องเหล่านี้มากเป็นพิเศษ

ทิศทางในการทำงานของเราจะต้องมองให้ครบว่าจะมีอะไรบ้างที่มากระทบกับเรา โดยเฉพาะการส่งออกอัญมณีถ้าเขามีมาตรฐานตรงนี้ขึ้นมา แล้วเราไม่ปรับตามตรงนี้กระทบแน่นอน ต้องรู้และบอกกล่าวกับผู้ประกอบการ เมื่อพูดถึงผู้ประกอบการก็ต้องแบ่งออกเป็นสองแบบก็คือ ผู้ประกอบการที่ทำสินค้าส่งออก กับผู้ประกอบการที่ทำสินค้าภายในประเทศ

ผู้ประกอบการส่งออกพวกเขาจำเป็นที่จะต้องรู้และปรับตัวในทันที แต่ผู้ประกอบการในประเทศที่เน้นทำงานฝีมือที่เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น เป็นงานฝีมือที่หาตัวจับได้ยากก็มีเวลาปรับตัวมากหน่อย แต่เราจะไปพูดถึงเรื่องมาตรฐานก็คงยาก จะต้องเน้นเรื่องศิลปะและวัฒนธรรม ขายความเป็นแฮนด์เมด ขายความเป็นเอกลักษณ์ให้ได้ในราคาที่เหมาะสม

เราไปเมืองนอก ทุกอย่างที่เขียนว่าแฮนด์เมดจะมีราคาแพงกว่าสินค้าปกติทั่วไปเป็น 10 เท่า อย่างเสื้อที่เป็นผ้าลูกไม้ทำด้วยมือหรืออะไรก็ตามจะเห็นว่าแพงมาก เพราะเป็นสินค้าแฮนด์เมดเป็นสินค้าราคาแพง ในขณะที่ประเทศไทยเราไปดูในต่างจังหวัดแฮนด์เมดเป็นสินค้าที่ถูกมาก

ทุกวันนี้บางทีเราไม่ได้ขายเรื่องราว ทำให้เราขายของในราคาที่ถูกเกินไป ถ้ามีเรื่องราวของสินค้าชิ้นนั้นก็จะได้ราคาดีขึ้นรวมกับการทำแพ็กเกจยิ่งทำให้ของดูดีมีราคา ทำให้เป็นที่ยอมรับของตลาดเข้าถึงผู้บริโภค ให้เขาสนใจว่าทำไมถึงต้องซื้อ อย่างเช่นเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียนจะเป็นดินที่มีแร่โลหะผสมอยู่เป็นดินที่มีคุณสมบัติพิเศษ หรืออย่างเช่นทองสุโขทัยก็จะเป็นทองที่มีเอกลักษณ์ที่มีประวัติความเป็นมา 100 กว่าปี มีความเชื่อมโยงทางฝีมือช่างจากหลายท้องถิ่นหลายยุคหลายสมัยเข้ามารวมด้วยกัน จนก่อให้เกิดลายใหม่ เกิดเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่หาไม่ได้จากที่อื่น

ลูกค้าที่ซื้อไปเวลาเอามาใช้เอามาใส่ก็จะภูมิใจว่าสิ่งที่เขาซื้อไปนั้นไม่ใช่สิ่งของธรรมดา หาได้ตามท้องตลาดเป็นสิ่งที่เครื่องจักรทำขึ้นมา เขายอมจ่ายแพงเพื่อซื้อเรื่องราวความมีคุณค่าพิเศษทางจิตใจ”

สร้างมาตรฐานสินค้าสู่ความเชื่อมั่น

เมื่อเราถามถึงเรื่องมาตรฐานที่จะทำให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศเกิดความเชื่อมั่น และส่งผลให้ไทยเรากลายเป็นศูนย์กลางของอัญมณีระดับโลก ผู้อำนวยการจีไอที ตอบอย่างไม่ลังเลว่า

“นอกจากเรื่องของการพัฒนาสินค้าไทยให้เป็นที่ยอมรับแล้ว ก็ยังมีเรื่องมาตรฐานของเครื่องประดับและอัญมณีที่เราต้องทำให้สังคมรับรู้ ในเรื่องของใบรับรองมาตรฐานจีไอทีของสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ ทุกวันนี้มีหน่วยงานเอกชนที่ออกไปรับรองมาตรฐานอัญมณีและเครื่องประดับมากมาย แต่คำถามก็คือได้มาตรฐานแค่ไหนเราไม่สามารถรับรองได้เลย

เวลาเราไปร้านขายทอง ขายเพชร ซื้อของเขาแล้วทางร้านก็ออกไปรับรองเองขึ้นมา แบบนี้คงไม่ใช่เพราะที่ผ่านมาก็เคยมีปัญหาเรื่องซื้อทองจากอีกร้านหนึ่งแล้วไปขายอีกร้านหนึ่งเขาไม่รับซื้อ ด้วยเหตุผลที่ไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้นจึงต้องให้สถาบันที่เป็นหน่วยงานที่เชื่อถือได้เช่น จีไอที ออกไปรับรอง เพราะเรามีเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน คำว่ามาตรฐานจะต้องพิสูจน์ได้อย่างมีหลักการทางวิทยาศาสตร์เป็นที่ยอมรับได้มาตรฐานสากลในระดับโลก

เรามีการออกสิ่งที่เรียกว่า ฮอลล์มาร์ค (Hallmark) ในการตรวจโลหะ ว่าเป็นโลหะอะไรมีค่าเท่าไหร่ เช่น เป็นเงิน 925 เป็นทองกี่เคตรวจเสร็จ เราก็จะปั๊มไปบนเครื่องประดับชิ้นนั้นว่าใช้โลหะอะไร ทำให้เครื่องประดับนั้นมีตราประทับอยู่ 3 ตรา เป็นหลักสากลที่ใช้กัน ตราแรกก็คือตราที่บอกว่าใช้โลหะอะไรมีค่าเท่าไหร่ ตราที่สองคือตราของจีไอทีเป็นการรับรองจากสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือได้ และตราที่สามก็จะเป็นตราของแบรนด์ร้านค้าหรือตราของผู้ผลิต

ถ้าเราไปต่างประเทศแล้วซื้อเครื่องประดับมาพลิกดูแล้วจะเห็นตรารับรอง 3 ตราที่ว่านี้ ซึ่งการออกฮอลล์มาร์คของจีไอทีเราเปิดดำเนินการไปแล้วตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เพียงแต่ว่ามาตรฐานที่ใช้ในประเทศไทยของไทยยังเป็นมาตรฐานด้วยความสมัครใจของผู้ประกอบการ ในขณะที่หลายประเทศมาตรฐานนี้ถูกบังคับใช้โดยกฎหมาย เราจึงอยากรณรงค์ให้คนในประเทศและผู้ประกอบการเกิดความรู้ความเข้าใจถึงความสำคัญตรงนี้ และช่วยกันให้เกิดมาตรฐานอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

นอกจากเรื่องของการออกใบรับรองมาตรฐานแล้ว เรายังออกใบรับรองความเชื่อมั่น ในโครงการที่ชื่อว่า บาย วิท คอนฟิเดนท์ (Buy with Confidence) หรือซื้อด้วยความมั่นใจ เพราะอย่างที่กล่าวไปแต่แรกว่าของเก๊หรือของแท้เราไม่รู้ได้เลย แต่ถ้าเป็นใบ บาย วิท คอนฟิเดนท์ ผู้บริโภคจะซื้อด้วยความมั่นใจได้ทันที

เรารณรงค์ให้ผู้ประกอบการส่งสินค้ามาตรวจสอบกับเรา เพราะว่าการให้ความมั่นใจต้องชิ้นต่อชิ้นไม่ใช่ออกใบให้ในภาพรวม มาตรวจแล้วสินค้าชิ้นนั้นจะมีใบรับรองพร้อมคิวอาร์โค้ด ซึ่งลูกค้าสามารถสแกนเข้ามาในฐานข้อมูลของจีไอทีเพื่อตรวจสอบได้ ว่าสินค้าที่ซื้อไปนั้นมีคุณสมบัติอย่างไร จะขายต่อก็ได้ราคา”

พลอยสีไทยดีที่สุดในโลก

หากนึกถึงจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของอัญมณีไทย ที่ต่างชาติเทียบเคียงเราได้ยาก ดวงกมล ตอบชัดเจนว่า

“พลอยสีของไทยเราดีที่สุด เพราะว่ายังเพชรนั้นมีมานานเป็นร้อยปีแล้ว และเราก็รู้ว่าใครเป็นเจ้าตลาดใหญ่ ตัวเพชรเองจะมีมาตรฐานสีแบบเดียวกันหมด แต่พลอยสีเป็นสิ่งที่แตกต่างอย่างมาก

เราจะเห็นได้ว่าในก้อนพลอยจากธรรมชาติหนึ่งก้อน สีของพลอยจะไม่เท่ากัน เมื่อสีไม่เท่ากันจึงอยู่ที่ความเชี่ยวชาญของช่าง ที่จะพลิกดูมุม ดูเหลี่ยม หรือภาษาช่างเรียกว่า “การตั้งน้ำ” ให้พลอยหนึ่งเม็ดที่สีไม่เท่ากัน เมื่อเจียระไนออกมาแล้วสีนั้นจะเด่นออกมาอย่างแจ่มชัดถ้าเจียรผิดสีอาจจืดลง การตั้งน้ำ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการเจียระไนพลอย

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการปรับปรุงคุณภาพ พลอยหนึ่งก้อนเมื่อนำมาเจียรแล้วน้ำหนักจะหายไปทันทีกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องอยู่ที่ฝีมือช่างแล้วว่าจะสามารถเจียรออกมาอย่างไรให้สวย เสียเนื้อน้อยที่สุดและได้สีออกมาสวยที่สุดอันนี้คือเอกลักษณ์ของชาติไทยเรา

สุดท้ายก็คือเรื่องของการปรับปรุงคุณภาพ หรือที่เรียกว่าเทคนิคการเผา เพื่อให้สีเข้มขึ้น เทคนิคการเผาเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นหัวใจของงานช่างเจียระไนพลอยของคนไทยเลยก็ว่าได้

เป็นองค์ความรู้ที่ใครๆ ก็อยากได้ ถ้าเมื่อไหร่เราสูญเสียตรงนี้ก็เท่ากับเราเสียหัวใจให้กับคนอื่นไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะต้องรักษาเอาไว้ให้เป็นเอกลักษณ์ของไทยเท่านั้น วันนี้ที่เรายังยืนหยัดอยู่ได้ก็เพราะสิ่งเหล่านี้ที่ไม่มีใครเอาของเราไปได้ เพชรยังใช้เครื่องมือเครื่องจักรคอมพิวเตอร์วัดค่าเจียระไนออกมาให้สวยได้

แต่พลอยนั้นไม่สามารถทำได้ ด้วยการมองสีดูมุมให้สีสวยที่สุดต้องใช้สายตาเพียงอย่างเดียวว่ามุมไหนทำแล้วสวยที่สุด เวลาเราซื้อพลอย เราจะซื้อจากการดูสี ดูความใสว่ามีรอยแตกมีตำหนิ ดูเหลี่ยมมุมประกอบกัน ตรงนี้ต้องรักษาเอาไว้เป็นเอกลักษณ์ของเรา

ในตลาดโลกอาจมีนักออกแบบที่ดีมากมาย ใครๆ ก็ออกแบบเครื่องประดับสวยๆ ได้ เปลี่ยนรูปทรงเปลี่ยนเทรนด์สี แต่เรื่องของพลอยไม่มีใครมีองค์ความรู้ดีกว่าเรา อีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของเอกลักษณ์ท้องถิ่น หาไม่ได้จากที่ไหนในโลก ฝรั่งจะทำทองสี่เสาเขาจะใช้เครื่องปั๊มขึ้นมา แต่ของเราทำทองสี่เสาเอกลักษณ์ของเราคือรีดเส้นทองแล้วก็เอามาถักนั่งร้อยจนออกมาเป็นทองที่สวยงามประณีต นี่คือเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครสามารถทำได้หรือถึงทำก็ทำไม่ได้ดีเท่ากับคนไทยเพราะสิ่งเหล่านี้อยู่ในสายเลือดของคนไทยที่ไม่มีใครเอาไปได้”

ท้ายสุด ดวงกมล กล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า ก้าวต่อไปของเราจะกลายเป็นศูนย์กลางทางด้านอัญมณีของโลก เพราะไทยเราเป็นผู้ส่งออกอัญมณีรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก

“เรามีองค์ความรู้เรื่องของพลอยหรืออัญมณีสี ที่ต่างชาติอยากได้จากเรา สามารถสร้างมาตรฐานอัญมณีสีของเราให้เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ที่ผ่านมาเมื่อเดือน พ.ย. 2560 เราก็เป็นเจ้าภาพประชุมงานอัญมณีโลกก็แสดงว่าเราเริ่มเปิดตัวให้ต่างชาติเริ่มรับรู้บทบาทของไทย และต่างชาติที่มาร่วมงานก็ให้การยอมรับในมาตรฐานและความรู้ที่เรามี และต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการรับรู้ และเป็นที่ยอมรับจนกลายเป็นศูนย์กลางด้านอัญมณีของโลกได้ในที่สุด”

มหิดลอินเตอร์ นานาชาติที่ศาลายา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553840

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 10:22 น.

มหิดลอินเตอร์ นานาชาติที่ศาลายา

โดย ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

การเรียนภาษาอังกฤษผ่านโปรแกรมอินเตอร์นานาชาติได้รับความนิยมมากขึ้น ไม่ว่าในระดับมหาวิทยาลัย มัธยม ประถมศึกษา กระทั่งอนุบาล

ปัจจุบันสถาบันการศึกษาชั้นนำหลายแห่งแข่งกันเปิดหลักสูตรนานาชาติรองรับกับความต้องการของตลาดการศึกษา และความเป็นเออีซีประชาคมอาเซียนในโลกที่เปิดอย่างไร้พรมแดน

ทว่า หลายคำถามก่อนสมัครเรียน และสอบเข้า ด้วยค่าเทอมปีละหลักแสน สถาบันการศึกษาที่ใช้หลักสูตรอินเตอร์ที่นั่นที่นี่เป็นของแท้หรือของปลอม ได้มาตรฐานหรือไม่

กระนั้น มหาวิทยาลัยของรัฐที่เปิดหลักสูตรอินเตอร์ ได้รับการกล่าวขานมาแรงในช่วง 10 ปีหลัง หนึ่งในนั้นต้องยกให้ มหิดลอินเตอร์ (Mahidol University International College หรือ MUIC) ด้วยมาตรฐานสากล โดยเฉพาะบรรยากาศการเรียนการสอนเหมือนไปเรียนในต่างประเทศ ทั้งที่ตั้งอยู่ในศาลายา พุทธมณฑล จ.นครปฐม

ประสบการณ์ 32 ปี มาตรฐานอันดับโลก

“เราเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งแรกที่เปิดหลักสูตรนานาชาติ สอนระดับปริญญาตรี ช่วงแรกมีเด็ก 40 คน จากนั้นอีก 6 ปี ก็ขยายเป็น 10 เท่า 400 กว่า และก็มีจำนวนเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้น มีการสร้างอาคารของตัวเอง ปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 32 มีนักศึกษาเกือบ 4,000 คน แม้ว่าการแข่งขันจะสูง เพราะมีสถาบันการศึกษาเปิดเยอะ และนักศึกษาในหลายมหาวิทยาลัยลดลง แต่ของมหิดลอินเตอร์ไม่มีปัญหาตรงนั้น” รศ.ดร.นพ.พิทยา จารุพูนผล คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

“เรามีวิสัยทัศน์ คือ ทำอย่างไรให้เป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติแบบเบ็ดเสร็จ ฉะนั้น ที่นี่จึงไม่เหมือนที่อื่นเพราะทุกการเรียนการสอน 1.หลักสูตรที่สอนจะเป็นหลักสูตรนานาชาติ 2.สิ่งแวดล้อมที่นี่จะเอื้อต่อการเรียนการสอนนานาชาติ 3.บุคลากร อาจารย์ เจ้าหน้าที่ ไม่น้อยกว่าครึ่งต้องเป็นต่างชาติ”

ปัจจุบัน มหิดลอินเตอร์ มีคณาจารย์รวม 156 คน ในจำนวนนี้ 72 คนเป็นอาจารย์ไทย อีก 84 คน เป็นอาจารย์ต่างชาติ แล้วยังมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกในด้านต่างๆ อีกกว่า 150 คน รวมถึงสายสนับสนุนอีก 300 กว่าคน รวมแล้วมีบุคลากร 500 กว่าคน เมื่อเทียบกับจำนวนนักศึกษาที่มีถึง 3,800 คน ที่สำคัญอาจารย์ที่นี่หลายคนเป็นอดีตนักเรียนโอลิมปิกที่ได้เหรียญรางวัล และได้ทุนไปทำปริญญาเอก

นพ.พิทยา กล่าวว่า มหิดลอินเตอร์มีทั้งทุน มีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาจุดแข็ง คือ ความเป็นนานาชาติเป็นที่ยอมรับ นักศึกษาต่างชาติจึงมาเรียนที่นี่มาก ปัจจุบันเราอยู่ในอันดับโลก และด้วยประสบการณ์มา 32 ปี มหาวิทยาลัยของรัฐที่มาเปิดหลักสูตรอินเตอร์ภายหลังบางแห่งก็ไม่ได้สมบูรณ์หมดบรรยากาศแบบต่างประเทศก็ไม่เหมือนที่นี่

“ถ้าออกไปดูในมหิดลอินเตอร์เด็กๆ จะสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษเหมือนต่างประเทศ อาจารย์ต่างชาติก็ผูกพัน เพราะเรามีสวัสดิการ ค่าใช้จ่าย บ้านพักให้อาจารย์ ในด้านการเรียนการสอน เราพัฒนาระบบไอที นักศึกษาสามารถเข้าไป SKYPE คุยกับอาจารย์ จองห้อง ตรวจสอบเวลาเรียน เบ็ดเสร็จอยู่ในนี้หมด ซึ่งลงทุนพอสมควร ตึกใหม่เราก็จัดระบบเป็นอาคารอเนกประสงค์ที่นักศึกษาสามารถใช้บริการได้หมดไม่ว่า เข้ามาตอนไหนก็ได้ มาตรฐานของเราไม่แตกต่างจากการเรียนในต่างประเทศ ขนาดเรียนอยู่ ฝึกงานแล้วจนได้งานและไม่กลับมาเรียนต่อก็มี เขาจ้างเพราะถือว่า นักศึกษามีความสามารถ”

หลักสูตรบูรณาการ“นันยาง-ชิบะ” ส่งนศ.แลกเปลี่ยน

กว่าจะมาถึง 32 ปีของมหิดลอินเตอร์ซึ่งเพิ่งครบรอบเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา มีพัฒนาการที่น่าสนใจ จุดเริ่มในปี 2529 สภามหาวิทยาลัยมหิดลได้อนุมัติให้จัดการศึกษาหลักสูตรนานาชาติในระดับปริญญาตรีอย่างเป็นทางการ ถือเป็นสถาบันการศึกษาของรัฐแห่งแรกที่ได้มีการเปิดหลักสูตรนานาชาติขึ้น ในชื่อว่า โครงการศึกษาปริญญาตรี สำหรับนักศึกษานานาชาติ จุดประสงค์เพื่อช่วยให้โอกาสลูกหลานของคนที่อยู่ในมหาวิทยาลัย และผู้ทำธุรกิจในต่างประเทศ

โครงการเล็กๆ ครั้งนั้น มีสำนักงานอยู่บนชั้น 2 ของอาคารคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล มีนักศึกษาเพียง 45 คน อาจารย์ประจำ 2 คน และอาจารย์พิเศษ 20 คน เปิดการเรียนการสอนสาขาวิทยาศาสตร์และการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวใน 7 วิชาเอก กระทั่งในปี 2535 ทางโครงการมีอาคารใหม่ของตัวเอง สามารถรองรับนักศึกษาจำนวน 486 คน และสอนเพิ่มขึ้นอีก 2 วิชาเอก คือ บริหารธุรกิจ และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร

จุดเปลี่ยนสำคัญ ในปี 2539 สภามหาวิทยาลัยมหิดลมีมติให้ยกระดับเป็น วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดลอย่างเป็นทางการ มีฐานะเทียบเท่ากับคณะหนึ่งของมหาวิทยาลัย อาคารเรียน 6 ชั้นของวิทยาลัยสร้างเสร็จสมบูรณ์ในอีก 2 ปีต่อมา รองรับนักศึกษาได้มากกว่า 1,000 คน และขยายหลักสูตรการศึกษา การฝึกงาน รวมถึงศูนย์ปฏิบัติการโรงแรมศาลายา พาวิลเลียน โครงการเตรียมมหาวิทยาลัย

เมื่อนักศึกษาเพิ่มขึ้น กระแสหลักสูตรนานาชาติได้รับความสนใจ “มหิดลอินเตอร์” จึงได้ขยับขยายและเป็นก้าวกระโดดของที่นี่ มีการเพิ่มวิชาเอกใหม่ๆ มีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาต่างประเทศ ขยายอาคารสถานที่ ได้แก่ การขยายอาคาร 8 ชั้น และอาคารอทิตยาทร ที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อปี 2560 ตั้งชื่อตามพระนามพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ที่ทรงเป็นศิษย์เก่าหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์

อาคารใหม่แห่งนี้มีจุดเด่นประหยัดพลังงาน มีบรรยากาศแบบสากลด้วยศิลปะสมัยใหม่ น่าเรียน มีห้องปฏิบัติการของหลักสูตรจิตรกรรมและศิลปกรรม หอแสดงศิลปะ ครบครัน

ปัจจุบัน มหิดลอินเตอร์ เปิดสอนปริญญาตรี 14 สาขาวิชา ทั้งด้านศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์ บริหารธุรกิจ นิเทศศาสตร์ และหลักสูตรปริญญาโทอีก 2 สาขา นพ.พิทยา บอกว่า ทั้ง 14 สาขาวิชานั้น มีทั้งกลุ่มภาษา ศิลปะ วัฒนธรรม รวมถึงการแสดง อีกกลุ่มคือ ทางธุรกิจ และมีสาขาย่อย การตลาด การจัดการ อีกกลุ่ม คือ วิทยาศาสตร์ เช่น เคมี ชีวะ ไบโอ แต่ที่มากที่สุดคือ BA Business Administration ประมาณร้อยละ60 ของนักศึกษาทั้งหมด

“สิ่งที่คงความเป็นเลิศของนักศึกษา คือ เราเปิดโอกาสให้นักศึกษามีการแลกเปลี่ยน ในแต่ละปีมีนักศึกษามี OUTBOUND ออกไป 100-200 คน แต่เรารับนักศึกษา INBOUND ที่มาจากต่างประเทศปีละ 400-500 คน นักศึกษานานาชาติก็มีทั้งเอเชีย อาเซียน ยุโรป อเมริกา เท่าๆกันประมาณ 15-20% ทำให้บรรยากาศที่มหิดลอินเตอร์มีความเป็นนานาชาติจริงๆ”

“เรามีการลงนามร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยต่างประเทศที่จะรับนักศึกษาแลกเปลี่ยน เช่น จาก Nanyang Technological University สิงคโปร์ เขาส่งเด็กมาดูงานด้านวัฒนธรรมและภาษา และ Chiba University จากญี่ปุ่นส่งมาหลายรุ่นแล้ว ในสาขาแพทย์ หลายคนจบแล้วก็ไปต่อแพทย์ในต่างประเทศที่เรามีความร่วมมือกับ St. George’s University บางคนได้ทุนเรียนเป็นล้าน”

การลงทุนให้เป็นหลักสูตรอินเตอร์ที่ได้มาตรฐาน บรรยากาศการเรียนเหมือนในต่างประเทศ ทำให้แต่ละปี มหิดลอินเตอร์มีค่าใช้จ่ายสูง แต่มหิดลอินเตอร์ก็ยังคงมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพซึ่งทำให้สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

“ความจริง เด็กที่มาเรียนกับเราเมื่อเทียบกับอินเตอร์อื่นถือว่าไม่แพง ประมาณว่า ถ้าเรียนจนจบปริญญาตรีตก 4-6 แสนบาท นอกจากบางสาขาที่ต้องมีอุปกรณ์พิเศษ อาจจะมากกว่า 6 แสน แต่ไปถึงหลักล้านต่อปี ซึ่งก็มีไม่เยอะ แต่ถ้าไปเรียนต่างประเทศปีหนึ่ง 5 แสนบาทก็เอาไม่อยู่ นักศึกษา 3,000 คน ถ้าไปเรียนต่างประเทศก็ปีละ 1,500 ล้านบาท นี่เราประหยัดเงินช่วยรัฐบาลด้วย”

อีกเป้าหมายของ มหิดลอินเตอร์ คือ การได้มาตรฐานการศึกษาระดับโลกในรายการสำคัญที่ผ่านมาได้มาตรฐานสากลของ TedQual เป็นหลักสูตรปริญญาตรีด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรมจากองค์การท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติถือเป็นที่แรกของประเทศไทย รวมถึงมาตรฐาน Thailand Trust Mark (T Mark) และ AUN-QA หรือเครือข่ายการประกันคุณภาพมหาวิทยาลัยอาเซียน นอกจากนี้ กำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการรับรองจาก AACSB หรือสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาทางด้านบริหารธุรกิจและการบัญชีที่ทั่วโลกยอมรับ

นพ.พิทยา กล่าวว่า มหิดลอินเตอร์ยังเน้นมาตรฐานตามสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ทั้งทักษะ แนวทาง ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด เช่น วิชาการ การสื่อสาร ประสบการณ์ และสิ่งที่มหิดลอินเตอร์กำหนดในพันธกิจ คือ ทำอย่างไรที่จะผลิตนักศึกษาที่ผสมผสานทั้งวิชาการ และวิชาชีพและให้เขาใช้ทักษะในการเป็นพลเมืองศตวรรษที่ 21 คือ วิชาการ และทำงานเป็นทีม มีส่วนร่วม และด้วยบรรยากาศและบทบาทของเรา มหิดลอินเตอร์ ยังใช้เป็นศูนย์สอบของ TOEFL IELTS SAT และ ACT ที่ใช้ในการศึกษาต่อต่างประเทศด้วย

“เด็กที่จบต้องฝึกงานทั้งภายในและภายนอก รวม 6 เดือน เรามีโรงแรม ศาลายา พาวิลเลียน เป็นแหล่งให้นักศึกษาที่อยู่ในภาคการท่องเที่ยวและโรงแรม เรายังเชื่อมกับหน่วยงานระดับชาติภายนอก และต่างประเทศเพื่อให้เด็กของเราฝึกประสบการณ์จากของจริง เด็กจะต้องเรียนรู้ทักษะ หลากหลาย ทั้งการเป็นเจ้าของผู้ประกอบการธุรกิจ การแข่งขันในปัจจุบัน รวมถึงทักษะ โซเชียล ตรงนี้มันจึงเป็นการบูรณาการทั้งหมด”

ธรรมาภิบาลอาจารย์ต้องถูกประเมิน

ขณะเดียวกัน ระบบการเรียนการสอนมีการประเมินแบบ 360 องศา โดยเฉพาะนักศึกษามีสิทธิประเมินแบบไม่ต้องบอกอาจารย์ ถ้าอาจารย์คนไหนได้คะแนนประเมินต่ำกว่า 3.5 จาก 5 หัวหน้าภาคจะเรียกพบ และจะมีรายงานส่งถึงคณบดี และประธานหลักสูตรจะมีการหารือ และมีคำเตือน ถ้าซ้ำสองครั้ง อาจารย์ผู้นั้นก็จะไม่ได้รับผิดชอบวิชานั้น หากไม่ผ่านเกณฑ์ในการประเมิน และพ้นสภาพการเป็นอาจารย์

“ผลการประเมินจากนักศึกษา และเพื่อนร่วมงาน ทางมหาวิทยาลัยทำทุกอย่างให้เป็นธรรมาภิบาล ปัจจุบันอาจารย์ทุกท่านจะรู้ว่าจะอยู่ตรงไหน ถ้าเด็กเขียนมาว่า อันนี้เข้าคลาสช้า ใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม เด็กก็ร้องเรียนมาได้ หรือสอนไม่รู้เรื่อง เป็นไก่สามอย่าง คิดพูดทำไม่ตรงกัน ก็จะโดนเหมือนกัน”

ด้วยโลกดิจิทัลเปลี่ยนทุกสิ่ง และช่วยการเรียนการสอนได้มาก ทำให้อาจารย์ต้องปรับตัว ถ้าไม่ปรับมันก็ไม่ทัน หากพบว่า นักศึกษาเริ่มมีคะแนนลดลง ก็จะมีหน่วยวิเคราะห์แล้วทำแผนพัฒนาปรับหลักสูตร เชิญคนนอกมาวิพากษ์ โดยให้โจทย์ว่า ต้องไปเชื่อมกับภาคอุตสาหกรรม หรือ ค่ายต่างๆ ในการแสดงเช่นกัน

นพ.พิทยา กล่าวว่า นักศึกษาที่เข้ามาก็จะมีความสุข มีชมรมให้เด็กเลือกเกือบ 30 ชมรม ทั้งวัฒนธรรม ศิลปกรรม วิชาการ เด็กที่แข่งขันโต้วาที หรือเสนอโครงการ ทางมหาวิทยาลัยก็สนับสนุนหมด ปีนี้โชคดี มหิดลอินเตอร์เป็นเจ้าภาพจัดโต้วาทีของนักศึกษา โดยได้รับเงินจากสหประชาชาติ และสหภาพยุโรป นอกจากนี้เด็กของเรายังมีจิตอาสาช่วงวันว่างของเขา ก็ไปออกค่าย ไปสอนภาษาอังกฤษตามโรงเรียนที่อยู่รอบๆ พุทธมณฑล และก็มีมอบทุนให้โรงเรียนต่างๆ แล้วให้เด็กไปช่วยโรงเรียนในการพัฒนา ช่วยในการปรับปรุงไอที ห้องสมุด

“เด็กทุกคนที่ฝึกปฏิบัติ เขาจะมีงานธีมไนต์ คือ ฝึกแบ่งงาน 40 คน และก็จัดธีม เช่น โรมัน ไทยโบราณ และต้องคิดใช้ภาษาอังกฤษ หาทุนเอง เราก็มีหน้าที่เปิดงานให้รางวัล เมื่อเขาได้ทุน เขาก็เอาไปลงโรงเรียน เขายังจัดระดมทุน ขายอาหาร ตรงนี้เราฝึกแล้วเรายังมีร้าน Brew & Bev Bistro ร้านอาหารนานาชาติ ให้เด็กฝึกขายกาแฟ อาหารด้วย

คณบดีมหิดลอินเตอร์ แจกแจงว่า เด็กมหิดลอินเตอร์ที่จบ 1 ใน 3 จะมาทำงาน อีก 1 ใน 3 จะไปเรียนต่อ ที่เหลือกลับไปช่วยพ่อแม่ เพราะหลายคนเป็นเจ้าของธุรกิจต่างๆ เช่น โรงแรม ห้างใหญ่ ส่วนนักศึกษาต่างชาติเรียนเสร็จก็ไปเรียนปริญญาโท เอก หลายคนก็กลับไปเป็นอาจารย์ในเมืองไทย เด็กปัจจุบันบางส่วนก็ใจร้อน อยากกินอะไรที่เป็นอาหารจานด่วน แต่สุดท้ายมันก็ไม่ง่ายอย่างนั้น

“คนที่เรียนที่นี่ ก็ถือว่า พ่อแม่มีฐานะพอสมควร เพราะค่าใช้จ่ายมากกว่าหลักสูตรไทย 2-3 เท่า แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ ความรับผิดชอบ และความซื่อสัตย์ เราเข้มงวดเรื่องการคุมสอบ ซึ่งเขาก็เก่งมาก บางทีเจอทุจริตอะไรบ้างก็ต้องอยู่ในกฎของมหาวิทยาลัย พักการเรียนก็มี บางทีก็เชิญผู้ปกครองมา เพราะเราเข้มงวดมาก ถ้าเจอต้องตั้งคณะกรรมการ เพราะเรื่องถ้าไม่ชัดเจน ถ้าอุทธรณ์ร้องทุกข์ไปถึงศาลปกครองก็จะกระทบกันหมด ทั้งหมดก็เพื่อให้เด็กมีวินัย แต่ทั้งหมด สังคมจะเห็นได้ว่า ความสามารถของนักศึกษาของเราอยู่ในระดับไม่แพ้ใคร แม้จะมีการเรียนการสอนที่หนัก แต่เราไม่ได้ปิดกั้น ถ้ามีความสามารถพิเศษ เป็นดารานักร้องนักแสดง บางคนนอกจากเรียนเก่งแล้วคะแนนยังอยู่ในแถวหน้าของสังคม”

อัจฉริยะ”เฌอปราง” ไอดอล MUIC

สิ่งที่ทำให้มหิดลอินเตอร์เป็นที่รู้จักในสังคมมากขึ้น คือ การที่เหล่าดาราชื่อดังหลายคนมาเรียนที่นี่ หนึ่งในนั้น คือ เฌอปราง อารีย์กุล กัปตันวง BNK48 ระดับร้อยล้านวิว สาวฮอตทั้งเก่งทั้งดัง ปัจจุบัน ศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาเคมี นพ.พิทยา บอกว่า เฌอปราง นอกจากเรียนเก่ง และเป็นนักร้องแล้ว ยังมีจิตอาสา ช่วยงานมหาวิทยาลัยหลายกิจกรรม และยอมรับว่า การที่เธอเป็นไอดอล ทำให้เด็ก หลายคนอยากมาเรียนที่นี่

การเป็นขวัญใจมหาชนของเธอเพียบพร้อมด้วยผลงานด้านการเรียนระดับสุดยอดในฐานะนักวิทยาศาสตร์ดาวรุ่ง เมื่องานวิจัยที่เธอทำร่วมกับอาจารย์หัวข้อ “การทดลองขวดสีน้ำเงิน” เกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้า ได้รับการยอมรับและลงตีพิมพ์ในวารสาร Royal Society Open Science ของประเทศอังกฤษเป็นเกียรติประวัติให้กับมหาวิทยาลัยและตัวเธอ

เฌอปราง เคยให้สัมภาษณ์นิตยสาร Campus Star เมื่อปลายปีที่แล้วถึงเหตุที่เลือกเรียนเคมี มหิดลอินเตอร์ว่า เดิมทีตั้งใจจะไปเรียนต่อต่างประเทศที่ญี่ปุ่น ไม่ก็เยอรมนี แต่ด้วยปัญหาเงินทุน จึงเบนเป้าในเมืองไทยแต่ต้องได้ภาษาอังกฤษ ที่สุดไปเจอหลักสูตรวิทยาศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ มหิดล แล้วก็เลือกสาขาเคมี เพราะคิดว่าเคมีคือพื้นฐานของทุกอย่าง เพราะทุกสิ่งเกิดจากสสาร อะตอม ธาตุ ประกอบขึ้นมา ถึงจะกลายเป็นเรื่องของฟิสิกส์และชีววิทยาต่อไป

บรรยากาศเรียนในมหิดลอินเตอร์ เฌอปราง บอกว่า มีกลุ่มสนิททั้งต่างชาติและคนไทย อย่างเพื่อนชาวต่างชาติบางคนก็ไม่ค่อยรู้ก็จะแปลกใจว่า ทำงานข้างนอกด้วยหรือ ส่วนเพื่อนๆ คนไทยในสาขาก็คิดไม่ถึงว่าคนอย่างเฌอจะไปได้ เพราะเป็นพวกอยู่แต่ห้องแล็บ ไม่สนใจแต่งหน้าแต่งตัว ไม่ทำอะไร ร้องเพลงก็ไม่เป็น เต้นก็ไม่เต้น แต่ที่สนิทจริงๆ ก็น่าจะเป็นรูมเมทที่อยู่ด้วยกัน เพราะทำงานเป็น Committee ด้วยกันตั้งแต่ปีแรกๆ

นอกจากเฌอปรางแล้ว ยังมีศิลปินอีก 4 ราย ที่เพิ่งจบและเตรียมรับปริญญาตรีในเดือน ก.ย.นี้ ประกอบด้วย “นาย” ณภัทร เสียงสมบุญ ศิลปินดาวรุ่งจากช่อง 3 จบสาขาวิชา Communication Design “นน” ชานน สันตินธรกุล ขวัญใจวัยรุ่น ผลงาน Hormones 3 T ที่โด่งดังคือ ภาพยนตร์ฉลาดเกมส์โกง สร้างชื่อ ทำรายได้ทั่วโลก และรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ จบสาขาวิชา Film Production “ผักไผ่” ปารีณา บุศยศิริ ผลงานละครกว่า 10 เรื่อง ที่เพิ่งจบไปคือ คมแฝก จบสาขาวิชา TV Production “ภูมิ” วิภูริศ ศิริทิพย์ นักร้องค่าย Rats Records เพิ่งเสร็จภารกิจ ASIAN Tour จบสาขา Film Production

ชานน กล่าวว่า เหตุที่เลือกเรียนที่นี่เพราะมีสาขาที่ตัวเองสนใจ คือ การผลิตภาพยนตร์ และตั้งเป้าจะไปไกลถึงฮอลลีวู้ด ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาก็ได้ไปทัศนศึกษาและดูงานที่ฮอลลีวู้ดและบริษัทในแวดวงอุตสาหกรรมบันเทิงชั้นนำของอเมริกาพร้อมกับอาจารย์และเพื่อนๆ ที่เรียน หลักสูตรนี้ด้วยเป็นเวลาเกือบ 1 เดือน

นอกจากนี้ มหิดลอินเตอร์ยังมีสาขาวิชาให้เลือกเรียนที่หลากหลายไม่จำกัดเพียงแค่สาขาที่ตนเองเรียนเท่านั้น เราเรียนด้านอาร์ต แต่ก็สามารถเลือกวิชาโทด้านภาษาที่มีให้เลือกถึง 5 ภาษา หรือเลือกเรียนข้ามเมเจอร์ได้เช่น สาขาบริหารธุรกิจ สาขาการท่องเที่ยวการโรงแรม หรือวิทยาศาสตร์ อีกทั้งเพื่อนๆ และอาจารย์ผู้สอนก็มาจากหลายประเทศทั่วโลก

นอกจากดารา ศิลปินที่เรียนที่นี่แล้ว นักศึกษาในโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ณ University of Sussex ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหราชอาณาจักร และเป็นมหาวิทยาลัยคู่สัญญาเป็นเวลา 1 ภาคการศึกษา ระหว่างเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2561 อย่าง ศุภณัฐ ลี้ภัยสมบูรณ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ และเป็นผู้มีความบกพร่องทางการเห็น บอกว่า เป็นนักศึกษาประเภทนี้คนแรกของวิทยาลัยที่ได้รับโอกาสในการเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนต่างประเทศ นั่นเพราะเข้าร่วมเป็นสมาชิก Nature Lover Club และกิจกรรมอื่นๆ ของวิทยาลัยร่วมกับเพื่อนๆ ที่มาจากหลากหลายเชื้อชาติ วัฒนธรรม ทำให้เกิดแรงบันดาลใจเพื่อไปแลกเปลี่ยนยังต่างประเทศ

สมบัติ นราวุฒิชัย ให้โอกาสคนเก่ง คนดี มีความตั้งใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553839

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 10:12 น.

สมบัติ นราวุฒิชัย ให้โอกาสคนเก่ง คนดี มีความตั้งใจ

โดย วารุณี อินวันนา

“สมบัติ นราวุฒิชัย” วัย 57 ปี เลขาธิการและกรรมการผู้อำนวยการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน อยู่ในวงการตลาดทุนมาตั้งแต่ปี 2531 ชีวิตการทำงานอยู่ในฟากเอกชนมาตลอด มีเพียงช่วงสั้นที่ไปรับตำแหน่ง เลขาธิการ คณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) องค์กรของรัฐในช่วงปี 2557-พ.ค. 2560 ซึ่งเป็นการลาออกก่อนครบวาระในเดือน พ.ย.ปีเดียวกัน

สมบัติ กล่าวว่า การอยู่ในวงการนักวิเคราะห์หลักทรัพย์มาได้ยาวนาน เพราะเป็นคนที่ชอบวิชาคณิตศาสตร์ และชอบติดตามข่าวสารทางการเมือง ชอบดูกีฬาฟุตบอล ดูกีฬามวย เมื่อเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงเลือกเรียนบริหารธุรกิจ และได้เลือกเรียนวิชาเลือกการวางแผนการเงินส่วนบุคคล เป็นจุดเริ่มต้นของการชอบตลาดทุน คิดว่าหากมีโอกาสจะต้องเข้าไปลงทุนในหุ้นให้ได้

ภายหลังจบปริญญาตรี เข้าไปทำงานที่ธนาคารกสิกรไทยฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ปริญญาโทจึงเลือกเรียนด้านการเงิน

“ช่วงทำงานเริ่มมีเงินเก็บ ก็เริ่มซื้อขายหุ้นกับเพื่อน จำได้ว่าปี 2530 หุ้นขึ้นจาก 120 จุด ไปอยู่ที่ 470 จุดทางกลุ่มเราคึกคักมาก และในปี 2531 ทางบริษัทหลักทรัพย์ นวธนกิจ ได้เชิญให้ไปร่วมงานโดยมอบหมายให้จัดตั้งฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ ถูกใจเราเลย เพราะ ช่วงนั้นหลังเลิกงานเราจะมานั่งวิเคราะห์หุ้นกับเพื่อนๆ เพื่อหาหุ้นลงทุน และในปี 2533 ก็ได้เป็นผู้ให้สัมภาษณ์สื่อมาตลอด” สมบัติ กล่าว

สิ่งที่ชอบในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ การเมือง ฟุตบอล และมวย ล้วนแต่เอื้อต่อการทำงาน เพราะคณิตศาสตร์ทำให้ประเมินปัจจัยออกมาในเชิงตัวเลขได้ หรือการเมืองก็มีส่วนต่อการตัดสินใจลงทุน การที่ติดตามมาตลอดทำให้เห็นพฤติกรรมและกลยุทธ์ของนักการเมือง สามารถวิเคราะห์ได้ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน ในขณะที่ฟุตบอล จะให้ประโยชน์เรื่องการทำงานเป็นทีม การตัดสินใจในการวางกลยุทธ์รุก หรือรับตามสถานการณ์ต่างๆ คล้ายๆ การลงทุน เช่น อยากได้ผลตอบแทนเยอะๆ ก็ต้องรุกเร็ว ได้จังหวะยิงเปรี้ยงทำประตู แต่ถ้าพลาดก็เสียประตู ส่วนมวย จะได้ประโยชน์จากการที่ต้องฝึกซ้อมบ่อยๆ สม่ำเสมอ ถึงจะเป็นนักมวยที่เก่งได้ สามารถนำมาใช้ในการทำงานได้ทั้งหมด

ในการทำงาน ยังคงยึดหลัก ใจซื่อ มือสะอาด แม้ในวัยหนุ่มช่วงที่ทำงานธนาคาร จะชอบลงทุนในหุ้นแบบซื้อ/ขายหรือเทรดรายวัน แต่เมื่อเข้ามาเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ก็เลิกเทรด แต่เน้นการลงทุนระยะยาว และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด ช่วงที่ไปเป็นเลขาธิการ กบข.ก็ปิดบัญชีลงทุนในหุ้น และยังให้ภรรยาปิดบัญชีด้วย เพราะต้องการสร้างความน่าเชื่อถือจากงานที่ทำ ซึ่งก็ได้รับการยอมรับจากคนในวงการ

ทั้งนี้ จะเน้นความจริงใจในการทำงาน ไม่สร้างผลกระทบให้คนโดยไม่จำเป็น แสดงความเป็นมืออาชีพด้านการทำงาน การบริหารคน เพราะการเข้าไปบริหารจัดการ ย่อมมีผู้ได้รับผลกระทบ มีทั้งคนที่ให้การต้อนรับ รวมถึงคนไม่เชียร์ แต่ต้องไม่อคติ ให้โอกาสทุกคนได้พิสูจน์ ความสามารถ หากเป็นคนเก่ง คนดี และมีจิตใจตั้งมั่นในการทำงานอย่างเสียสละ ทุกคนจะได้รับโอกาสและได้รับการสนับสนุนเต็มที่

ขณะเดียวกัน ต้องเข้าใจธรรมชาติขององค์กรแต่ละแห่งที่จะแตกต่างกัน

“การเล่นฟุตบอล วัยเราจะให้ไปวิ่งเตะแข่งกับเด็กๆ ก็ไม่ไหว แต่สามารถคุยเรื่องฟุตบอลได้ หรือเวลาสังสรรค์เด็กๆ จะแดนซ์กัน เราเต้นไม่เก่ง แต่เราชอบร้องเพลงอยู่แล้ว ก็ร้องเพลงให้เด็กๆ แดนซ์ ก็ถือว่าสนุกร่วมกันได้” สมบัติ กล่าว

สมบัติ กล่าวว่า เทคโนโลยีใหม่ก็ต้องตามให้ทันและรู้จักใช้ประโยชน์ และหยิบมาใช้ในมุมที่สร้างสรรค์ อย่างการใช้เฟซบุ๊ก ต้องไม่เล่นมากเกินไป ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งในการทำงานวิเคราะห์ การเกิดของดิจิทัล ทำให้ข้อมูลข่าวสารท่วมตัว อ่านแทบไม่ทัน วันนี้การแข่งขันต่อสู้ในเชิงการวิเคราะห์การลงทุนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ การวิเคราะห์ข้อมูล และความชำนาญ ไม่ใช่โลกของการหาข้อมูลเหมือนอดีตปัจจัยที่เข้ามากระทบการลงทุนเพิ่มขึ้น สินทรัพย์ในการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ความเสี่ยงยังเป็นเรื่องเดิม สมัย 30 ปีก่อน เคยคิดว่า ถ้าตลาดทุนไทยพัฒนาก้าวไกล นักลงทุนมีความเข้าใจเรื่องการลงทุนมากขึ้น มีประสบการณ์ ได้บทเรียน ความเสี่ยงจะลดลง และภาพหุ้นตกหนักจะไม่เกิดขึ้น แต่การพิสูจน์จากตัวเลข สถิติความเสี่ยงไม่ได้ลดลง ไม่ว่าจะเป็นปี 2541 ปี 2551 หุ้นตกกระจาย เพราะพฤติกรรมของสินทรัพย์เสี่ยง วงจรเศรษฐกิจ และการตัดสินใจของคนยังเหมือนเดิม

สมบัติ กล่าวว่า จากการที่ทำงานประจำ ไม่ใช่รับงานแค่บางโครงการ หรือรับงานเป็นรายวัน เราต้องยืนระยะให้ได้ สุขภาพกายจึงต้องพร้อม และต้องสร้างสมดุลชีวิตการทำงานกับครอบครัว ได้ทำในสิ่งที่ชอบ ดูหนัง ฟังเพลง ร้องเพลง ติดตามเกมฟุตบอล สังสรรค์ ทำให้เกิดความผ่อนคลายทางใจ

“หากสุขภาพพัง องค์กรก็ได้รับผลกระทบ ตัวเองก็ได้รับผลกระทบ เพราะความเฉียบคมในการคิด วิเคราะห์ การตัดสินใจ การทำงาน จะไม่ได้ผล ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจึงมีพักร้อน เพราะการทำงานที่สำคัญ สุขภาพต้องมีความพร้อมตลอดเวลาเพื่อให้งานเกิดความต่อเนื่อง”

เขายกตัวอย่าง นักฟุตบอล ทันทีที่บาดเจ็บ ต้องพักทันที เพราะหากไม่พัก ไม่สามารถเป็นนักเตะได้ คนทำงานก็เหมือนกันหากรู้ว่าสุขภาพเริ่มไม่ดีแล้ว ต้องพัก ถ้าไม่พักอาจทำให้ชีวิตพังได้ การที่ร่างกายแข็งแรง มีเวลาพัก จิตใจผ่อนคลาย จะทำให้ช่วงเวลาที่เราทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงที่ร่างกายอ่อนล้า

เดินชิลๆ ได้ชีวิตดีๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553539

  • วันที่ 06 มิ.ย. 2561 เวลา 12:02 น.

เดินชิลๆ ได้ชีวิตดีๆ

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า

“…การรักษาความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายเป็นปัจจัยของเศรษฐกิจที่ดี และสังคมที่มั่นคง เพราะร่างกายที่แข็งแรงนั้น โดยปกติจะอำนวยผลให้สุขภาพจิตใจสมบูรณ์ และเมื่อมีสุขภาพสมบูรณ์ดี พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว ย่อมมีกำลังทำประโยชน์สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมของบ้านเมืองได้เต็มที่ ทั้งไม่เป็นภาระแก่สังคมด้วย…”

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พ.ศ. 2522

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ปิดโครงการ “โรงเรียนรักเดิน” ได้ตามจุดประสงค์ นับจากเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2557 จนปี 2561 นำมาสู่หนังสือ “คู่มือรักเดิน”ที่สรุปผลนำเสนอแนวทางและเทคนิคในการออกแบบและส่งเสริมการเพิ่มกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน เพื่อให้โรงเรียนสามารถนำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมหรือเสริมในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลาเล่น ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยให้การเพิ่มกิจกรรมทางกายในโรงเรียนเป็นเรื่องสนุกและส่งเสริมสุขภาพแก่นักเรียน

เด็กอ้วนวันนี้ = ผู้ใหญ่อ้วนขี้โรคในวันหน้า

จากการมุ่งหวังให้เด็กไทยในทุกโรงเรียนมีสุขพลานามัยที่ดี และมีผลสำรวจว่าเด็กไทยอยู่ในภาวะ “โรคอ้วนลงพุง” ทำให้ สสส.หาวิธีการป้องกันปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง

ปัญหาใหญ่ที่พบเห็นในเด็กนักเรียน คือ เคลื่อนไหวร่างกายน้อย มีภาวะเฉื่อย และเนือยนิ่งซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาว

ระยะสั้น คือ ไม่มีสมาธิในการเรียน กระทบต่อผลการเรียน ส่วนระยะยาวเกิดโรคต่างๆ อาทิ โรคอ้วนลงพุง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เช่น มะเร็ง เบาหวานความดันหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น ดังนั้นการหาทางป้องกันย่อมดีกว่า

สอดคล้องกับผลสำรวจการมีกิจกรรมทางกายระดับประเทศ จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และ สสส. พบว่า ในปี 2557 กลุ่มเด็กในเขตเมืองมีภาวะเฉื่อยและเนือยนิ่งสูงถึง 13.5 ชั่วโมง/วัน

สาเหตุหลักมาจากการใช้เวลาส่วนใหญ่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รวมกับเวลานั่งเรียนทั้งในเวลาปกติและเรียนพิเศษนอกเวลา ทำให้คาดการณ์ว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า จะมีเด็กไทยถึง 1 ใน 5 ที่อยู่ในภาวะอ้วน สสส.จึงหันมามองว่าจะทำอย่างไรให้เด็กมีการขยับร่างกายมากขึ้น

ที่ผ่านมากิจกรรมของโครงการโรงเรียนรักเดินมีหลากหลาย เช่น ออกแบบกิจกรรมและเก็บข้อมูลกับโครงการโรงเรียนนำร่อง จำนวน 15 โรงเรียนในเขตกลุ่มกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อนำข้อมูลที่จัดเก็บได้มาใช้ในการออกแบบชุดความรู้ คู่มือโรงเรียนรักเดินเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายสำหรับเยาวชนไทยในโรงเรียนต่อไป

เด็กๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมจะต้องเก็บจำนวนก้าวเดินในแต่ละวันให้ได้ 1 หมื่นก้าว ผ่านกิจกรรมทางเว็บไซต์และ Line เพื่อให้เด็กๆ เกิดความสนุกเข้ากับวิถีชีวิตประจำวันของเด็กสมัยใหม่

หัวใจของการออกแบบกิจกรรมต้องการให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางในการทำกิจกรรม โดยรบกวนเวลาทำงานของครูให้น้อยที่สุด

ก่อนร่วมกิจกรรมและหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมได้มีการวัดสมรรถภาพทางกายเพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของเด็กที่เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งผลที่ได้รับพบว่า เด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอจะเห็นผลได้ชัดว่ามีสมรรถภาพทางกายที่ดีขึ้น

อีกทั้งกระตุ้นให้เด็กเกิดการเคลื่อนไหวทางกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง เกิดทัศนคติที่ดีต่อการทำกิจกรรมทางกาย และมีการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง

กาย+ใจ = พัฒนาการสมองที่ดีขึ้น

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวถึงโครงการ “การมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในมิติของการป้องกันโรคและการสร้างเสริมสุขภาพ

การมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอในช่วงวัยเด็กสามารถส่งเสริมให้เกิดพัฒนาการแบบองค์รวมทั้งด้านพุทธิพิสัย (ทางด้านสติปัญญา) จิตพิสัย (การเรียนรู้ทางด้านเจตคติ) และทักษะพิสัย (การพัฒนาทักษะทางกาย) โดยผ่านการมีกิจกรรมทางกายแนะการเคลื่อนไหวเป็นประจำ

การมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอในเด็ก สามารถช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านสมองที่ส่งผลต่อการรับรู้ ความจำ สมาธิ และมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ด้านวิชาการ ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ ลดภาวะความเครียด คลายความวิตกกังวล ช่วยให้เกิดพัฒนาการด้านกระดูกและกล้ามเนื้อที่แข็งแรง

สามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคต โดยองค์การอนามัยโลกแนะนำเด็กควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางขึ้นไปอย่างน้อย 60 นาทีทุกวัน”

ในส่วนของการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลาเล่นนั้นผู้อำนวยการ สสส. ให้ความเห็นว่า “สสส.ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ในการพัฒนาหลักสูตรเพื่อเสริมทักษะชีวิตที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมสุขภาพจากงานที่ สสส.ดำเนินการอยู่แล้ว ให้เป็นหลักสูตรที่สามารถนำไปใช้ในช่วง ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ได้

ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ สสส.ให้ความสำคัญในการพัฒนาเรื่อง Active Play มาโดยตลอด เรื่องนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่พัฒนาเข้าสู่ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ด้วย

โรงเรียนรักเดิน เป็นหนึ่งกิจกรรมภายใต้โครงการ Active Play ที่สามารถส่งเสริมให้เด็กมีกิจกรรมทางกายได้ตลอดทั้งในเวลาเรียนหรือนอกเวลาเรียน โดยการมีหลักสูตรส่งเสริมกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมกับเด็ก”

ผศ.ดร.สุชาติ ทวีพรปฐมกุล ผู้อำนวยการศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า การเพิ่มกิจกรรมทางกายนอกจากเด็กจะมีสุขภาพแข็งแรง มีความคล่องตัว มีความกระฉับกระเฉง อารมณ์แจ่มใสแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความฉลาด โดยมีงานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศยืนยันตรงกัน

การออกแบบหลักสูตรที่ส่งเสริมให้เด็กมีกิจกรรมทางกายทุกวัน สามารถนำไปสู่การเรียนที่ดีขึ้น ซึ่งการเคลื่อนไหวในช่วงสั้นๆ เพียง 3-5 นาที ก่อนเริ่มเรียน ระหว่างชั่วโมงคาบเรียน หรือช่วงพักกลางวัน จะช่วยให้สมองของเด็กมีความตื่นตัวในทุกมิติ โดยเฉพาะการมีสมาธิที่ดีส่งผลกับการเรียนรู้และการจดจำได้ดียิ่งขึ้น

“ถ้าปลูกฝังให้เยาวชนเสพติดการมีกิจกรรมทางกาย ก็จะทำให้เกิดนิสัยถาวรในการรักการออกกำลังกาย ซึ่งเยาวชนอายุ 7-18 ปี หากมีการออกกำลังนอกจากจะช่วยเรื่องการเจริญเติบโต สุขภาพแข็งแรง ห่างไกลโรค NCDs

การให้เด็กมีการเคลื่อนไหวร่างกายผ่านการเล่น หรือการทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ มีส่วนช่วยกระตุ้นการส่งสัญญาณประสาทหรือคลื่นไฟฟ้าในสมองที่เชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทเพิ่มขึ้น มีผลเชื่อมโยงต่อการพัฒนาของสมองได้ดีขึ้น ทำให้มีผลการเรียนที่ดีขึ้นอีกด้วย”

รักเดิน = รักสุขภาพ

ทางด้านตัวแทนโรงเรียนนำร่อง มยุรี อะหะหมัดจุฬา ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวุฑฒิศึกษา กล่าวว่า โรงเรียนเห็นผลได้อย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านการมีกิจกรรมทางกายของนักเรียนส่วนใหญ่ปรับพฤติกรรมการเดินทางมาโรงเรียนด้วยการเดินแทนนั่งจักรยานยนต์หรือให้ผู้ปกครองขับรถมาส่ง

รวมทั้งใช้เวลาว่างระหว่างการเปลี่ยนคาบเรียน ช่วงพักกลางวัน และช่วงเลิกเรียนออกมาขยับร่างกายมากขึ้น จากเดิมมีพฤติกรรมไม่ชอบขยับ ขาดการออกกำลังกาย

ในขณะเดียวกันโรงเรียนยังได้เพิ่มกิจกรรมทางกายตามคำแนะนำจากการเข้าร่วมโครงการ เช่น เต้นแอโรบิกก่อนเข้าชั้นเรียนช่วงเช้า การปรับเปลี่ยนห้องเรียนระหว่างคาบเรียน และต่อยอดเป็นโครงการเดินศึกษาแหล่งเรียนรู้ชุมชนช่างนาค สะพานยาว และบริเวณพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสวนสมเด็จย่า

“ปัญหาของโรงเรียนคือเด็กส่วนใหญ่มีภาวะอ้วน ถ้าผอมก็จะผอมขาดโภชนาการและการออกกำลังกาย ไม่กระฉับกระเฉงเลย แต่หลังการเข้าร่วมโครงการนักเรียนมีชีวิตชีวา กระฉับกระเฉงขึ้น มีการรวมตัวกันเดินมาโรงเรียน และสนุกสนานในการเล่นกีฬามากขึ้น ที่ได้ตามมาคือมีสมาธิในการเรียนและจดจำดีขึ้น ผลการเรียนดีขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับตัวเด็กและโรงเรียน”

ผู้อำนวยการ สสส. ดร.นพ.ไพโรจน์ ได้เปิดเผยถึงความสำเร็จของโครงการโรงเรียนรักเดิน สามารถจัดทำคู่มือโรงเรียนรักเดิน ซึ่งเน้นการออกแบบให้ครูและนักเรียนร่วมกันกำหนดและออกแบบกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีความรู้สึกสนุกและสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการส่งเสริมการเพิ่มกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันให้เป็นนิสัย และใช้ช่องทางโรงเรียนเป็นสื่อสำคัญในการสื่อสารเข้าสู่ชุมชนและครอบครัว

ตอนนี้ “คู่มือโรงเรียนรักเดิน” เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้โรงเรียนที่สนใจสามารถนำไปใช้ออกแบบและพัฒนากิจกรรม “โรงเรียนรักเดิน” ได้ด้วยตนเอง เพราะภายในคู่มือได้ให้รายละเอียดไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สามารถนำไปปรับใช้ออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมในแต่ละโรงเรียนได้เอง

“…ร่างกายของเรานั้น ธรรมชาติสร้างมาสำหรับให้ออกแรงใช้งาน มิใช่ให้อยู่เฉยๆ ถ้าใช้แรง ให้พอเหมาะ พอดีโดยสม่ำเสมอ ร่างกายก็เจริญแข็งแรง คล่องแคล่ว ดังนั้น ผู้ที่ปกติทำการงานโดยไม่ได้ใช้กำลัง หรือใช้กำลัง แต่น้อย จึงจำเป็นต้องหาเวลาออกกำลังกายให้พอเพียงกับความต้องการตามธรรมชาติเสมอทุกวัน…”

พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พ.ศ. 2523

ภูมิปัญญาไทย ก้าวไกลสู่อินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553430

  • วันที่ 05 มิ.ย. 2561 เวลา 14:47 น.

ภูมิปัญญาไทย ก้าวไกลสู่อินเตอร์

เรื่อง ภาดนุ

เมื่อภูมิปัญญาแบบไทยๆ จากท้องถิ่นที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นต่อรุ่นอย่างการทอผ้าฝ้าย และการใช้สีย้อมครามจากธรรมชาติ มีโอกาสก้าวไกลไปสู่ตลาดอินเตอร์ ย่อมต้องเป็นเรื่องที่น่ายินดี แล้วเรายังอยากจะบอกต่ออีกว่า แบรนด์สินค้าที่เกิดจากภูมิปัญญาและฝีมือคนไทยซึ่งโกอินเตอร์นี้ มีมากกว่าหนึ่งแบรนด์ที่มีความโดดเด่นและน่าสนใจ

กานติมา แสนมาโนช (วัย 36 ปี) เจ้าของแบรนด์ “ริติเมียน” (Ritimian) สินค้าผ้าฝ้ายทอมือย้อมครามธรรมชาติ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์ให้ฟัง

“เดิมทีแล้วดิฉันเป็นดีไซเนอร์ของบริษัทแห่งหนึ่ง ที่ผลิตเสื้อผ้าสไตล์ริช แวร์ ส่งออกไปยังสวีเดน แต่จุดเปลี่ยนก็คือตอนเกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในปี 2554 ดิฉันได้ย้ายกลับไปอยู่บ้านที่ จ.บึงกาฬ ซึ่งเป็นบ้านเกิด ดิฉันจึงได้แรงบันดาลใจในการใช้ผ้าฝ้ายทอมือที่ย้อมสีจากธรรมชาติและลวดลายในท้องถิ่นมาทำเป็นสินค้าออกวางขาย

แต่เดิมสีผ้าซิกเนเจอร์ของเราจะเป็นสีน้ำเงินม่อฮ่อม ซึ่งได้สีมาจากต้นฮ่อมธรรมชาติ ดิฉันก็มานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรให้ม่อฮ่อมมีลวดลายที่สามารถกลายเป็นอุตสาหกรรมชุมชนได้นะ เพราะม่อฮ่อมนั้นเดิมทีแล้วเป็นสินค้าพื้นเมืองของทางภาคเหนือ ดิฉันจึงเริ่มทดลองใช้ม่อฮ่อมที่ผ่านการย้อมจากภาคเหนือมาทำเป็นสินค้าดูก่อน โดยมีการผสมผสานลวดลายทางภาคอีสานเข้าไปด้วย แต่ก็อยากให้ลวดลายดูร่วมสมัยมากขึ้น ก็เลยนำลายผ้าซิ่นภูไทของกาฬสินธุ์และสกลนครมาทำเป็นผ้าฝ้ายย้อมครามดูก่อน แบรนด์ริติเมียนจึงเริ่มจากตรงนั้น”

กานติมา บอกว่า ริติเมียนเริ่มทดลองตลาดในปี 2558 และเริ่มสร้างแบรนด์อย่างจริงจังในปี 2560 จากความตั้งใจเดิมที่เริ่มจากการเป็นแบรนด์ท้องถิ่น ก็ต่อยอดจนกลายเป็นที่สนใจของผู้คน โดยเริ่มจากงานปัก งานกัดลายผ้า และการตัดเย็บเสื้อผ้าที่มีดีไซน์

“ความพิเศษของสินค้าแบรนด์ริติเมียนก็คือ งานปักส่วนใหญ่จะเป็นงานปักมือ ผ้าที่ทอก็เป็นผ้าฝ้าย 100% ซึ่งทุกอย่างเกิดจากวัตถุดิบและฝีมือแรงงานของคนในท้องถิ่น ที่ผ่านมาเราเริ่มกระบวนการย้อมครามในท้องถิ่นของเราเองได้พักใหญ่ๆ แล้ว ซึ่งการย้อมครามจะต่างจากการย้อมม่อฮ่อมตรงที่ การย้อมฮ่อมจะใช้สีจากต้นฮ่อม แต่การย้อมครามจะใช้สีจากต้นคราม แต่พืชทั้งสองชนิดนี้จะให้สีน้ำเงิน (Indigo) ที่คล้ายๆ กัน ซึ่งความแตกต่างของสีผ้าฝ้ายย้อมฮ่อมกับย้อมครามนี้จะขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งในการย้อม ถ้าย้อมหลายรอบก็จะได้สีเข้ม แต่ถ้าย้อมน้อยรอบก็จะได้สีที่อ่อนลง

สำหรับสีย้อมครามที่เรากำลังคิดค้นกันอยู่ จะเป็นสีครามที่เป็นซิกเนเจอร์ของชาวภูไท ซึ่งทำโดยคนภูไททั้งหมด อย่างผ้าฝ้ายล่าสุดที่ทำออกมา เราก็ใช้สีย้อมครามจากสกลนครมาย้อมทั้งหมดเลย ปัจจุบันนี้คอลเลกชั่นล่าสุดที่วางขายอยู่จะมีชื่อว่า Power of Mae Khlong ซึ่งตอนนี้มีขายที่สยามดิสคัฟเวอรี่ ชั้น 4 และดิ เอ็มควอเทียร์ ชั้น 4 และเร็วๆ นี้ก็จะวางขายที่โซนเอ็กโซติก ไทย ที่สยามพารากอนด้วย”

กานติมา เสริมว่า ริติเมียนมีสินค้าหลากหลาย ทั้งผ้าพันคอ เสื้อ กระโปรง กางเกง เสื้อโค้ต และแจ็กเกต โดยราคาเริ่มที่ 1,590-9,500 บาท ซึ่งเสื้อผ้ามีการตัดเย็บที่ร่วมสมัย มีลวดลายที่ผสมผสานความเป็นไทย และทำออกมาได้สวยจนน่าสวมใส่ทีเดียว

“การที่เราต้องขายสินค้าในราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากสินค้าทุกชิ้นล้วนเป็นงานแฮนด์เมดที่ใช้เวลาทำนานมาก ไม่ว่าจะเป็นการกัดลายผ้า การตัดเย็บ การต่อลาย การปักด้วยมือ หรือกว่าจะได้ผ้าที่ย้อมครามออกมาสักผืนก็ใช้เวลาหลายเดือนทีเดียว อย่างงานปักมือกว่าจะได้ผ้ามาสักผืน ก็ต้องผ่านขั้นตอนการลอกลาย การลงมือปัก ซึ่งต้องใช้เวลานานมากเช่นกัน จึงทำให้สินค้าของเรามีความพิเศษและไม่เหมือนใคร

ปัจจุบันนี้แบรนด์ริติเมียนยังถือว่าอยู่ในขั้นทดลองตลาดอยู่ค่ะ เราไม่ได้อิงกับกระแสแฟชั่นที่เปลี่ยนไปเร็วมากนัก เราจึงออกแบบตัดเย็บและลวดลายที่สามารถใช้ได้ในระยะยาว เพื่อที่ลูกค้าจะได้ตามหาซื้อได้ง่าย เพราะเรายังคงลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ไว้และจะพัฒนาต่อไป

สำหรับคอลเลกชั่นของปีนี้จนถึงปลายปีหน้า เราก็จะพัฒนาผ้าม่อฮ่อมให้ออกมาคล้ายๆ ผ้าเดนิม ซึ่งที่ผ่านมาเราได้นำไปโชว์ในงาน Young Thai Designer มาแล้ว ซึ่งก็มีลูกค้าทั้งเอเชียและยุโรปชื่นชอบกันมาก ล่าสุดก็เตรียมส่งออกไปที่ญี่ปุ่นและฮ่องกงด้วย น่าจะเป็นช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าค่ะ”… ติดตามได้ที่ FB/IG : Ritimian

ด้าน ปิลันธน์ ไทยสรวง (วัย 35 ปี) เจ้าของแบรนด์ “ภูคราม” (Bhukram) ผ้าฝ้ายย้อมครามสีธรรมชาติ เผยว่า จุดเริ่มต้นในการสร้างแบรนด์มาจากหมู่บ้านเล็กๆ สองหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ในเทือกเขาของ อ.ภูพาน จ.สกลนคร นั่นคือ บ้านนางเติ่ง และบ้านหนองส่าน

“วิถีดั้งเดิมของคนแถบนี้ นอกจากทำการเกษตรหาอยู่หากินกับธรรมชาติแล้ว เมื่อมีเวลาว่างชาวบ้านที่นี่ก็จะทำเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่สี่และเป็นวิถีชีวิตที่สืบทอดต่อกันมาเพื่อใช้เองมานานแล้ว มีทั้งการทอผ้า เย็บเสื้อ ผ้าซิ่น ผ้าห่ม และหมอน ซึ่งผ้าส่วนใหญ่จะเป็นผ้าฝ้ายย้อมครามสีพื้นๆ เรียบๆ ดิฉันจึงคิดว่าน่าจะต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านที่นี่ได้

ดิฉันจึงเริ่มทำแบรนด์ภูครามอย่างจริงจังในปี 2558 โดยเป็นผู้ผลิตผ้าฝ้ายย้อมครามตั้งแต่ต้นน้ำยันท้ายน้ำ เริ่มจากการปลูกฝ้าย (ส่วนหนึ่ง) การทอผ้า ย้อมคราม และอื่นๆ หลังจากผลิตผ้าฝ้ายย้อมครามออกมาเป็นผืนแล้ว ก็จะนำมาตัดเย็บและออกแบบลวดลายต่างๆ ให้มีดีไซน์ที่ดูทันสมัยมากขึ้น”

ปิลันธน์ เล่าว่า การย้อมครามหรือย้อมเสื้อผ้าในแถบนี้ เมื่อก่อนจะเรียกว่า “การย้อมเสื้อดำ” ซึ่งเป็นการใช้สีครามจากต้นครามธรรมชาติ และใช้วิธีย้อมซ้ำหลายๆ รอบ

“ปัจจุบันได้มีการทำลวดลายลงบนผ้าย้อมครามสีพื้นที่มีอยู่ในท้องถิ่นอยู่แล้ว โดยช่วงหลังมานี้เราได้มีการคิดและปรับลวดลายใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาด้วย ส่วนรูปแบบของเสื้อผ้าก็มีการปรับให้ดูเข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ตอนนี้สินค้าของภูครามมีทั้ง ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ เสื้อ กางเกง กระโปรง ผ้าถุง และชุดเดรส ซึ่งคอนเซ็ปต์ของเราก็คือการนำจุดเด่นของสไตล์พื้นเมืองและสไตล์ใหม่ๆ มาผสมผสานกันให้สามารถใส่ได้ในหลากหลายโอกาส ทั้งใส่ในวันสบายสไตล์แคชชวล จนถึงใส่แบบเป็นทางการก็สามารถนำมามิกซ์แอนด์แมตช์กันได้

ตอนนี้แบรนด์ภูครามมีวางขายที่ “ร้านคำหอม” จ.สกลนคร สยามดิสคัฟเวอรี่ ชั้น 4 และจะวางขายที่อื่นอีกในอนาคต เหตุผลที่สินค้าผ้าฝ้ายย้อมครามมีราคาสูง ก็มาจากขั้นตอนในการทำที่ต้องใช้มือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการดึงเส้นด้าย ทอผ้า และย้อมคราม ซึ่งล้วนแต่ใช้วิธีการธรรมชาติทั้งหมด รวมถึงการออกแบบสินค้าและการตัดเย็บที่มีหลายขั้นตอนด้วย ฉะนั้นกว่าจะได้เสื้อมา 1 ตัว มันต้องใช้เวลานาน จึงทำให้ค่าแรงสูงตามไปด้วย”

ปิลันธน์ เสริมว่า เมื่อทุกอย่างเป็นงานแฮนด์เมด ผ้าที่ออกมาจึงมีสีสันในโทนที่ต่างกันไปด้วย บางชิ้นทอด้วยด้ายเส้นใหญ่ บางชิ้นทอด้วยด้ายเส้นเล็ก สินค้าของภูครามที่ออกมาจึงค่อนข้างมีจำนวนจำกัด ถ้าขายหมดแล้วก็หมดเลย ดังนั้นราคาจึงค่อนข้างสูง โดยเริ่มที่ 1,350-9,000 บาท++ ส่วนใหญ่จะเป็นของที่มีไม่กี่ชิ้นและมีขั้นตอนในการทำที่พิถีพิถันเป็นอย่างมาก

“ที่ผ่านมาภูครามได้ไปแสดงผลงานในนิทรรศการที่กรุงโซล เกาหลีใต้ โดยร่วมเดินทางไปในนามเครือข่าย Volkskraft Thailand ซึ่งเป็นเครือข่ายส่งเสริมธุรกิจ SE ที่เป็นแบรนด์สินค้าในท้องถิ่นของไทย การไปงานนิทรรศการในครั้งนี้ก็เพื่อต้องการแนะนำให้คนต่างชาติได้รู้จักกับผ้าฝ้ายทอมือและผ้าย้อมครามของไทย ซึ่งในงานก็เปิดโอกาสให้เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับแบรนด์จากชาติอื่นๆ แล้วการไปครั้งนี้ยังทำให้มีโอกาสได้เห็นว่าตลาดสินค้าแฮนด์เมดในแต่ละประเทศเป็นอย่างไรด้วย

ครั้งหนึ่งภูครามเคยไปออกงานที่ญี่ปุ่น ซึ่งครั้งนั้นก็มีการแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องการทำธุรกิจเอสอี จึงเหมือนเป็นการแนะนำให้คนต่างชาติได้รู้จักกับแบรนด์เราในเบื้องต้น แต่ด้วยเวลาที่จำกัด เราก็คงต้องใช้โอกาสในครั้งต่อไปค่อยๆ อธิบายให้ชาวต่างชาติได้เข้าใจมากขึ้น

เท่าที่คนต่างชาติได้เห็นสินค้าของแบรนด์เรา พวกเขาก็ดูชื่นชอบและชื่นชมจนเราสามารถรับรู้ได้ ดิฉันเชื่อว่าเรื่องดีไซน์นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับชาวต่างชาติ เพราะส่วนใหญ่พวกเขาค่อนข้างจะให้ความสนใจทั้งเรื่องดีไซน์และกรรมวิธีในการผลิตด้วยเช่นกัน ในอนาคตเรากำลังดูความพร้อมในการผลิตของเราก่อนว่าจะสามารถส่งไปขายยังประเทศใดได้บ้าง เพราะอย่างที่บอกว่างานฝีมือ นอกจากต้องใช้เวลาผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพแล้ว ยังต้องมีคอนเนกชั่นที่ดีเป็นตัวช่วยที่สำคัญด้วยค่ะ”…ติดตามที่ IG : bhukram.thailand และแฟนเพจเฟซบุ๊ก : ภูคราม Bhukram

นอกจากสองแบรนด์นี้แล้ว ยังมีแบรนด์ไทยที่ก้าวสู่อินเตอร์อย่าง Indigo Collection ซึ่งเป็นสินค้าที่ระลึกพิเศษของทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้รับการออกแบบโดยทีมดีไซเนอร์ภายใต้การสนับสนุนของคิง เพาเวอร์ ซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้ผ้าย้อมครามจากบ้านนาขาม จ.สกลนคร อันเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ถ่ายทอดกันมา สู่การผลิตเป็นสินค้าที่ระลึก ซึ่งมีทั้งเสื้อโปโล เสื้อยืด หมวกแก๊ป หมวกไหมพรม กระเป๋าใส่ของ ผ้าพันคอ ฯลฯ ถือเป็นการผลักดันสินค้าท้องถิ่นไทยไปสู่ระดับอินเตอร์ พร้อมทั้งส่งเสริมและหาช่องทางในการจำหน่ายในต่างประเทศให้ด้วย สำหรับในเมืองไทยคอลเลกชั่นเสื้อผ้าย้อมครามสุดเก๋นี้มีจำหน่ายที่ Thai Lifestyle Collections ชั้น 3 คิง เพาเวอร์ รางน้ำ

ชม ช็อป ใช้ ต่อยอดงานวิจิตร ‘ศิลป์ของแผ่นดิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553312

  • วันที่ 04 มิ.ย. 2561 เวลา 11:44 น.

ชม ช็อป ใช้ ต่อยอดงานวิจิตร ‘ศิลป์ของแผ่นดิน’ 

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

สองคำนี้ “Art and Craft” เป็นคำจำกัดความสำหรับเทรนด์ 2018 เน้นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เกิดการเชื่อมโยงถึงบริบทของพื้นที่ เรื่องราวในอดีต ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมได้ชัดเจน นอกจากสร้างเทรนด์แต่งไทยไปไหนมาไหนในชีวิตประจำวัน กลับมาเป็นกระแสนิยมสุดขีดได้อีกครั้งแล้ว ยังเป็นการต่อยอดผลงานทรงคุณค่าระดับ “ครูศิลป์ของแผ่นดิน” ไว้ได้อย่างดีที่สุด

ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT คือองค์กรให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ สืบสาน และรวบรวมงานทรงคุณค่าจากฝีมือครูช่างหัตถศิลป์ไทย รวมทั้งต่อยอดงานฝีมือ ระดับศิลป์ของแผ่นดินให้คงอยู่ในวิถีชีวิตปัจจุบัน เมื่อเร็วๆ นี้ จัดทริปนำคณะสื่อมวลชนเดินทางตามรอยงานศิลปหัตถกรรมไทยถิ่นอีสานใต้ ที่ จ.สุรินทร์ และ จ.บุรีรัมย์ รวบรวมสุดยอดงานหัตถศิลป์ไทย ฝีมือครูช่างศิลปหัตถกรรม ไปจนรุ่นทายาทช่างศิลปหัตถกรรม เน้นต่อยอดความรู้ความชำนาญจากรุ่นสู่รุ่นในหลากหลายสาขา

“หัตถศิลป์เมืองสุรินทร์” ล้ำค่าน่าชม น่าช็อป

แม่ทัพหญิงนำขบวนทริปนี้ อัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ กล่าวว่า งานศิลปหัตถกรรมเป็นมรดกวัฒนธรรมทรงคุณค่า หากความรู้เหล่านี้ไม่ได้มีการบันทึก หรือเก็บรวบรวมไว้ให้เป็นรูปธรรม ก็จะลบเลือนและสูญหายไปได้ตามกาลเวลา SACICT ได้รวบรวมงานหัตถศิลป์ไทยคงอยู่ในวิถีชีวิตปัจจุบัน จึงดำเนินการสืบค้น และให้ความสำคัญกับบุคคล ที่เป็น “ครู” ผู้มีความรู้ความสามารถรักษา และถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ โดยมีการยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลผู้ที่ทรงคุณค่าเหล่านี้เป็นครูศิลป์ของแผ่นดิน

บ้านครูท่านแรก ครูป่วน เจียวทอง อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์ ครูศิลป์ของแผ่นดินท่านแรก SACICT ริเริ่มรางวัลนี้ ในปี 2552 ฝีมือครูวิจิตรทั้งเครื่องประดับเงินสายสร้อยคอ กำไล สร้อยข้อมือที่เรียกว่า “ประเกือม” ตามแบบอิทธิพลศิลปะเขมร ไทยเราก็เรียกลูกประคำ ต่างหู เรียกว่า “ตะเกา งานหัตถศิลป์เอกลักษณ์เฉพาะของที่นี่มีการสร้างลายนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ เช่น ลายรังผึ้ง รังแตน รังหอกโปร่ง รังหอกปิด ดอกปลึด

วันนี้ครูมีลูกสาว พชรรัตน์ เจียวทอง สืบสานงานช่างเครื่องประดับเงินโบราณ งานที่ต้องใช้ความอดทนสูง

“ความยากของการตีเม็ดเงินบริสุทธิ์ ต้องใช้ความร้อนลนไฟตีให้ได้แผ่นบางที่สุด เปิดพัดลมคลายร้อนก็ไม่ได้เพราะจะทำให้เปลวไฟไม่นิ่งไม่ร้อนพอที่จะได้แผ่นเงินบางสวย เด็กๆ รุ่นใหม่ที่มีงานอื่นทำสบายกว่า ก็ไม่อยากทำ คนทำต้องใจรักจริงๆ ค่ะ ต้องมีสมาธิ

ขั้นตอนการใส่ดอก เช่น การทำดอกพริกใช้เส้นลวดขนาดเล็กที่สุด นำมาพันกับลวดทองเหลืองที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ขนาดของทองเหลืองขึ้นอยู่กับขนาดของดอก แล้วตัดเป็นวงๆ บีบให้รอยตัดชิดกัน ถ้ามือไม่นิ่ง ไม่มีสมาธิ ก็ไม่สวยค่ะ”

เครื่องประดับเงินดอกไม้เล็กๆ ในถิ่นอีสานใต้ ที่เรียกว่า ตะเกาลายโบราณ เช่น ลายรังหอก ลายรังหอกปิด ดอกตั้งโอ๋ ดอกตั้งโอ๋ 3 ชั้น ดอกปลึด ดอกปลึด 3 ชั้น ไข่แมงดา ดอกระเวียง ครูป่วนต่อยอด มีลายเพิ่มขึ้นอีก เช่น ลายดอกพริก ลายรัง ซึ่งได้อิทธิพลจากกัมพูชา แต่เมื่อได้ไปดูงานถึงถิ่นต้นกำเนิดที่ประเทศกัมพูชา ก็ไม่เห็นวิธีการทำแบบนี้แล้ว คนกัมพูชามาดูงานที่นี่ก็บอกว่าบ้านเขาก็เริ่มสูญหายไป หาคนรุ่นใหม่ทำไม่ได้แล้ว

“ใครต้องการเรียนเพิ่มเติม ก็มาเรียนที่บ้านของครูต่อได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ อยากสอนให้ลูกหลานสุรินทร์ได้รู้วิชานี้ค่ะ”

ไหมมัดหมี่ “ฝีมือครู” ได้สืบสานงานวิจิตร

“ผ้าโฮลโบราณย้อมสีธรรมชาติ” บ้านนาตัง หมู่ 8 อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์ อีกหนึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ไหมมัดหมี่ “ฝีมือครู” สุรโชติ ตามเจริญ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ปี 2559 ครูมีความชำนาญในการมัดลายและการย้อมสีจากธรรมชาติ ผสานกับภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ช่วยให้สีติดสวย

ครูเป็นชาวปทุมธานี มาเป็น “เขยสุรินทร์” ใช้ชีวิตในอีสานใต้ได้เห็นคุณยายของภรรยาทอผ้า และมัดหมี่ลายผ้าโฮลโบราณ จึงเกิดความสนใจเรียนรู้ และเริ่มฝึกฝนการมัดหมี่ จนชำนาญ

“ผ้าโฮลสุรินทร์ใช้ ที่เรียกว่า ‘ไหมน้อย’ หรือไหมเส้นในสุด เป็นไหมชั้นดีที่มีความมันวาว เส้นเล็กสม่ำเสมอกันตลอดเส้น ลวดลายที่นิยม ได้แก่ ลายเรขาคณิต ลายนาคเกี้ยว ลายปีดาน ลายเชิงเทียน

มีการทอแปลงลายเป็นลายริ้ว ใช้วิธีการดึงลายให้เกิดลวดลายอีกแบบหนึ่ง และเพิ่มองค์ประกอบของลวดลาย คือ ลายสายฝน หางกระรอก และคั่นด้วยเส้นพื้นสีแดงจากครั่ง สีเขียวจากเขทับครั่ง และน้ำเงินจากคราม

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของผ้าโฮล คือ ริมผ้ามีเส้นสันนูนขนานไปกับทั้งสองด้านในทิศของแนวเส้นพุ่ง”

บ้านครูท่านต่อไป ครูรุจาภา เนียนไธสง ครูช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2557 คอรักผ้าไหมมัดหมี่ ทั้งชม ทั้งช็อปกันกระหน่ำ ผ้าทอโบราณอันวิจิตรงดงามของกลุ่มคนถิ่นฐานแถบ อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ เรียกว่า ผ้าซิ่นตีนแดง

ทอด้วยไหมไทยพื้นบ้าน ครูเลี้ยงเอง สาวไหมเอง ลายโดดเด่นคือ ลายนกยูงทอง ใช้เทคนิคใหม่การทอผสมผสานกับการเขียนทองสร้างมิติของลวดลายได้งามที่สุด มัดย้อมเส้นด้ายพุ่งเป็นลวดลายก่อนนำไปทอเป็นผืนผ้า มีความโดดเด่นอยู่ที่หัวซิ่น และตีนซิ่นสีแดงสด

“ผ้าผืนหนึ่ง มี 3 ส่วน ได้แก่ หัวซิ่น ตัวซิ่น ตีนซิ่น ส่วนหัวซิ่นและตีนซิ่นสีแดงสด ส่วนตัวซิ่นในสมัยโบราณจะใช้โครงสีเข้ม เช่น สีดำ หรือสีเม็ดมะขาม มีการพัฒนาเพิ่มเติมสีสัน และลวดลายในส่วนของตัวซิ่น เช่น สีฟ้า สีน้ำเงิน สีแดง หรือสีอื่นๆ ผืนที่ราคาแพงที่สุดมีสองเชิงราคา 1 แสนกว่าบาทค่ะ ทอยากมากค่ะ ผ้าผืนนี้ศูนย์ SACICT ส่งครูไปเรียนการทอที่อินเดีย ก็ได้วิชามาต่อยอดงานทอผาไหมได้ค่ะ” ครูรุจาภา กล่าว