คัมภีร์ สรวมศิริ บันทึก เปิดโลก เปลี่ยนชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553215

  • วันที่ 03 มิ.ย. 2561 เวลา 11:46 น.

คัมภีร์ สรวมศิริ บันทึก เปิดโลก เปลี่ยนชีวิต

แม้จะมีผลงานออกมาหลายเล่มแล้ว แต่ “หมอเก๋อ-คัมภีร์ สรวมศิริ” ก็ยังออกตัวว่ายังไม่เป็น “นักเขียน” และดูเหมือนว่างานประจำของเขาคือ “การท่องเที่ยว” ซึ่งต้องหารายได้จากทางอื่นมาตอบโจทย์ความต้องการชีวิต ทว่าในบางครั้งการออกเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ ซึ่งยังไม่มีใครไปสัมผัสจนบอบช้ำ หมอเก๋อก็นำมาเขียนเป็นหนังสือ (ตรงนี้มีรายได้จากการท่องเที่ยวล่ะ)

โดย มัลลิกา นามสง่า

“Mon Mont Blanc หันซ้ายก็ภูผา หันขวาก็ภูเขา” คือหนังสือเล่มล่าสุด ผลงานที่ผ่านมามี หิมาลัยต้องใช้หูฟัง และ Greenland Skylight-พื้นห่มขาว ดาวห่มเขียว

ทำไมหมอเก๋อมีเวลาไปท่องเที่ยวเป็นเดือนๆ มีคำตอบว่า ปัจจุบันหมอเก๋อเป็นหมอฟรีแลนซ์ รับจ้างเฝ้าห้องฉุกเฉินทั่วประเทศไทย ซึ่งเป็นงานที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ สามารถจัดสรรเวลาเดินทางได้

“ผมไม่ได้คิดว่าไปเที่ยวแล้วต้องกลับมาเขียนหนังสือ ถ้าจะเขียนคงเป็นสถานที่ใหม่ๆ ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก หรือเขียนไว้ตั้งแต่อายุ 18 ปี เวลามีโอกาสไปต่างประเทศจะเขียนบันทึกไว้เสมอ ซึ่งทักษะนี้นำมาสู่การเป็นนักเขียนหนังสือท่องเที่ยว”

“ผมชอบเล่าเรื่อง และเรื่องที่นำมาเล่าเป็นประสบการณ์ของเราโดยตรง หรือเรื่องที่เราถนัด เช่น วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ท่องเที่ยว แต่ผมเล่าด้วยการพูดอาจไม่เก่ง ไม่สามารถเล่าได้ดังใจเราคิดทั้งหมด จึงชอบเขียนหนังสือ

การเขียนมันสามารถเล่าให้หลายๆ คนฟังได้พร้อมกัน การเขียนเล่าได้เยอะกว่ายาวกว่า ใส่ความคิดเห็นของเราได้เยอะกว่า ที่สำคัญมันค่อยๆ คิด ถ่ายทอดออกมาเป็นลำดับ การเขียนมันสรุปรวบยอดความคิดของเราไว้ได้ดี และยิ่งเขียนเยอะ ก็เป็นการฝึก ทำให้เราใช้ภาษาได้เก่งขึ้น

ผมเขียนบันทึกเวลาไปต่างประเทศ อยากจดจำความรู้สึกนั้นว่าเรารู้สึกอย่างไรเวลาไปเห็นหรือทำตรงนั้น

ผมชอบอ่านงานแนวท่องเที่ยวของนิ้วกลม อย่างเรื่อง โตเกียวไม่มีขา ก็เลยคิดอยากเขียนแนวนี้บ้าง แล้วทริปที่ผมไปออกค่ายตรวจคนไข้ที่หิมาลัย ประเทศอินเดีย ผมจดบันทึกทุกวัน จดจนเหมือนเป็นหนังสือเล่มหนึ่งเลย พอเพื่อนถามเป็นไงบ้าง ผมก็เอาบันทึกให้อ่าน ทุกคนก็บอกว่าเป็นหนังสือได้เลย ผลตอบรับดีมาก จนเราคิดว่าเราก็เขียนหนังสือแนวนี้ได้”

เช่นเคยหมอเก๋อบันทึกการท่องเที่ยวเส้นทาง “ยอดเขาตูร์ดูมงบลองก์” (Tour du Mont Blanc-TMB) ที่ตั้งอยู่บริเวณพรมแดนระหว่างประเทศฝรั่งเศส อิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขาแอลป์ จากบันทึกนำมาสู่หนังสือเรื่อง “Mon Mont Blanc หันซ้ายก็ภูผา หันขวาก็ภูเขา”

“ตอนแรกนัดกับเพื่อนไปเที่ยวฝรั่งเศส แต่คนอื่นติดภารกิจจนเหลือผมคนเดียว ถ้าจะไปเที่ยวตามแพลนเดิมไม่คุ้มค่า จึงมีคนแนะนำไปเดินรูทนี้ดีไหม ก็เลยไปศึกษาข้อมูล ที่นำมาเขียนผมรู้สึกว่า TMB เป็นรูทที่คนไม่ค่อยรู้จัก ค่อนข้างใหม่สำหรับคนไทย

การเล่าเรื่องภาษาผมไม่ได้ทางการมาก เล่าสิ่งที่ผมเห็น ผู้คน ธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ แทรกความคิดเห็นของเราตลอด ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรเยอะมาก

มันไม่ใช่หนังสือฮาวทูแต่เป็นเล่าประสบการณ์ ไม่ใช่ไกด์บุ๊ก แต่คนอ่านน่าจะได้ไอเดียบ้าง อย่างน้อยมีชื่อสถานที่เอาไปค้นข้อมูลต่อได้ ถ้าจะไปทำตามแล้วสามารถปรับตรงไหนก็ได้”

หนังสือเล่าประสบการณ์ท่องเที่ยวมีมากมาย แต่สิ่งที่หมอเก๋อมีแตกต่างจากเล่มอื่นๆ คือ “ประเด็นแรกเรื่องเดสติเนชั่นที่แตกต่าง อีกประเด็นหนึ่งเรื่องของประสบการณ์ระหว่างทางของแต่ละคนไม่เหมือนกันแน่นอน ทราเวลบล็อกเกอร์อาจจะเขียนได้ไม่ยาวเท่าหนังสือหนึ่งเล่ม

ในการทำหนังสือ ผมเริ่มจากคอนเซ็ปต์เล่มต้องการสื่ออะไรเป็นหลัก ผมต้องการเปิดการเดินทางแบบให้ทุกคนเดินทางไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสถานที่จะไปมากนัก ก็วางลงไปทีละบท ว่าบทนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ที่เหลือก็คือความเชื่อมโยง แล้วพูดถึงเรื่องนี้ซ้ำอีกต่อจากบทที่เราหยอดไว้เล็กน้อย

บันทึกประจำวันที่จดไว้ช่วยได้มาก แต่ผมบันทึกไว้ค่อนข้างสั้น พอมาเขียนหนังสือต้องมายืด ทำยังไงให้มีเนื้อเยอะขึ้น ก็ดูว่าในวันนี้ บทนี้จะเล่าเพิ่มในเรื่องอะไร รูปที่ถ่ายมาก็ช่วยไกด์ให้เราได้”

ถึงตอนนี้หมอเก๋อก็ยังยืนยันว่า ไม่กล้าเรียกตัวเองเป็นนักเขียน “ถือว่าการเขียนหนังสือเป็นงานที่ทำแล้วชอบ แต่การเขียนบันทึกกับการเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของกัน และการเขียนหนังสือทำให้ชีวิตลงตัวมากขึ้น”

การแข่งขันเรือใบคือวิชาชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553209

  • วันที่ 03 มิ.ย. 2561 เวลา 10:58 น.

การแข่งขันเรือใบคือวิชาชีวิต

แมตช์สำคัญของนักกีฬาเรือใบต้องขับเคี่ยวกับคู่ต่อสู้กันในกลางทะเล สนามนี้คุณแม่แอน-อมรศรี พัฒนศิษฎางกูร ที่ปรึกษาฝ่ายประชาสัมพันธ์ ผลิตภัณฑ์ลาแมร์ ส่งใจไปเชียร์ลูกชายนักกีฬา ดาวิน ฌู บิ๊กบอยวัย 10 ขวบ บังคับเรือหมายเลข THA 3332 ประเภทเรือใบออฟติมิสต์ (Optimist Boat) ชิงถ้วยรางวัลในกลุ่ม Filver ออฟติมิสต์ชิงแชมป์ประเทศไทย ในสนามแข่งขัน “ท็อป ออฟ เดอะ กัฟ รีกัตตา” ซึ่งจัดยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 14 ที่โอเชี่ยน มารีน่า ยอชต์ คลับ จ.ชลบุรี เมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

โดย ปอย ภาพไม่เครดิต

นับเป็นสุดยอดการแข่งขันเรือใบที่สร้างชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยวและกีฬาให้กับประเทศไทย และเป็นงานที่มีเรือใบหลากหลายประเภทเข้าแข่งขันมากที่สุดในเอเชีย

ท่าจอดเรือยอชต์ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นศูนย์กลางจัดการแข่งขันเรือใบที่สะดวกและปลอดภัย สำหรับการจัดการแข่งเรือใบนานาชาติที่มีทั้งเรือขนาดใหญ่ และประกอบด้วยเรือหลากหลายประเภท โดยมีนักแล่นใบกว่า 700 คน เรือมากกว่า 200 ลำ จากกว่า 25 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขัน

เรือใบออฟติมิสต์เป็นเรือใบที่เล่นง่ายไม่อันตราย ถูกออกแบบมาสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เรือประเภทนี้สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 16 ปี การแข่งขันครั้งล่าสุด ดาวินหนุ่มน้อยคนเก่งสามารถทำอันดับได้ที่ 17 จากจำนวนเรือในกลุ่มนี้ 62 ลำ และมีการจัดอันดับเด็กต่ำกว่า 12 ปี ดาวิน เข้าเส้นชัยได้ในอันดับที่ 13 ลักกี้นัมเบอร์

“สนามแข่งขันท็อป ออฟ เดอะ กัฟรีกัตตา เป็นสุดยอดการแข่งขันเรือใบเยาวชนของไทย ประเภทเรือออฟติมิสต์ ดาวินติดทีมเป็น 1 ใน 7 ของนักกีฬาโรงเรียนทีมสยามสามไตร ที่มีการสอนวิชาเรือใบในหลักสูตรโรงเรียนนี้ด้วยค่ะ ตอนสมัครแม่ตื่นเต้นมากกว่าลูกอีกนะคะ (หัวเราะ) สนับสนุนลูกชายทันที ดาวินเจ๋งมากนะที่เราจะได้เรียนวิชานี้ด้วย มันต้องสนุกแน่ๆ แม่เชียร์อัพลูกเต็มที่ตั้งแต่เริ่มต้นเลยค่ะ

นักกีฬาหน้าใหม่ทั้ง 7 คนค่ะ ดาวินเรียนชั้น ป.4 มีพี่ ป.5 พี่ปั้น พี่อรุษ และเพื่อนชั้นเดียวกัน ปุณณะ เอมอน ปลาการ์ตูน มะละกอ มีเด็กผู้หญิงติดกลุ่มมาด้วย 2 คน การแข่งขันปีนี้ช่วงปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เจอมรสุมลูกใหญ่เลยค่ะ ท่ามกลางพายุและกระแสน้ำกลางทะเลพัทยาที่แรงมาก จัดเป็นสนามโหดสนามหนึ่ง เพราะเป็นทะเลเปิด บางวันลมกระโชก คลื่นซัด แต่บางวันแทบไม่มีลมเลย ทีมแม่ๆ ริมฝั่งทะเลทั้งหลายก็ส่งใจไปเชียร์ลูกกลางทะเล คอยตามถ่ายรูป ตามส่องลูก ดูแลเด็กเล็ก ส่งแรงเชียร์กันกลางแดดอย่างไม่ยอมแพ้ค่ะ

ลูกชายแอนทำผลงานดีขึ้นทุกวัน ความสำเร็จครั้งนี้มาจากทีมเวิร์กที่ดี ทั้งการนำของ “ครูเก๋” โรงเรียนสยามสามไตร “โค้ชอั๋น”นักเรือใบทีมชาติ ผู้ดูแลและสอนเด็กๆ อย่างเต็มที่ รวมทั้งพ่อแม่ทุกคนที่มีหน้าที่เหนื่อยหนักไม่แพ้กัน ทั้งคอยช่วยยกเรือ เข็นเรือ ลากเรือเข้า-ออกท่ามกลางความวุ่นวาย คอยจัดอุปกรณ์ จัดหาเสบียง ทั้งหมดก็เพื่อสนับสนุนให้ลูกๆ ได้แล่นเรือใบกันอย่างสุดความสามารถ”

คุณแม่แอน อมรศรี บอกว่า การสนับสนุนลูกชายให้เล่นเรือใบถือว่ามาถูกทาง เป็นกีฬาที่เหมาะกับอุปนิสัยของเขาที่สุดแล้ว

“ดาวินมีความเป็นศิลปินสูงค่ะ ลูกชอบอยู่คนเดียว และกีฬาชนิดนี้เรือใบ 1 ลำ เป็นอุปกรณ์การแข่งขันสำหรับนักกีฬา 1 คน แล่นรวมกลุ่มออกทะเลไปเป็นทีม เมื่อไปกลางทะเลเรือลำนี้ก็มีเพียงตัวเขา การแข่งขัน 3 วัน ออกทะเลวันละ 5-6 ชั่วโมง/วัน ดาวินสามารถอยู่กับตัวเองได้สบายมาก เพราะเวลาอยู่บ้านอยู่โรงเรียนเขาก็เป็นแบบนี้ เป็นเด็กค่อนข้างไม่สุงสิงกับใคร อยู่นิ่งๆ คนเดียวได้

การต้องอยู่กับธรรมชาตินี่คืออีกหนึ่งเรื่องที่แอนชอบมากค่ะ เด็กกรุงเทพฯ ไม่ค่อยมีโอกาสได้อยู่กับธรรมชาติเลย เราอยู่กับตึก อยู่กับห้างสรรพสินค้าในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ แต่เขามาแข่งกลางทะเลตลอดเวลา 5 ชั่วโมงกลางทะเล ได้เรียนรู้ “ลมเบา” “ลมแรง” ที่มีผลต่อการบังคับเรือทุกๆ จังหวะ การหยุด การเลี้ยว ต้องอาศัยธรรมชาติ ที่บางครั้งเหนือการควบคุมของมนุษย์ ก็ได้รู้ว่ามีบางสถานการณ์ชีวิตที่ควบคุมไม่ได้แบบนี้ เราจะเผชิญหน้ากับมันอย่างไร

พ่อแม่เห็นลูกๆ วัย 9-10 ขวบเรือคว่ำ ใจแม่ก็คว่ำไปด้วย แต่ลูกๆ ยังสามารถพลิกเรือแล้วแล่นต่อไปได้ ถือเป็นความลุ้นปนเครียดปนภูมิใจตลอด 3 วันเต็มนี้นะคะ คนเป็นพ่อแม่ดีใจที่ได้เห็นลูกมีประสบการณ์ ไม่ได้กลับบ้านมามือเปล่า ได้ Ranking ดีขึ้น มีพัฒนาการ ได้วินัย ได้ใช้ชีวิต ได้ร่างกายที่สูงพรวดๆ ขึ้นมาเลยตั้งแต่เล่นกีฬาแข่งขันจริงจัง ได้จิตใจที่แข็งแกร่งขึ้น เพราะเขาต้องทำเอง ตั้งแต่ต่อเรือใบก่อนออกไปจากฝั่ง อยู่ในทะเลที่ไม่สงบ ลูกมีความเข้าใจและเคารพในกติกาการแข่งเรือ

การแข่งขันกัน 5 รอบทำเวลาให้ดีที่สุด ซึ่งรอบที่ 1-2 ดาวินมีพลาดไม่ถึงฝั่ง DNF-Did not Finish แม่ยืนมองก็เห็นเขาชมนกชมไม้ คุยกับเพื่อนๆ ร่วมทีมบ้างตามประสาอารมณ์ศิลปิน (หัวเราะ) และทำตำแหน่งได้ดีที่สุดคือ รอบที่ 4 เข้าเส้นชัยอันดับ 2 ค่ะ ประสบการณ์นี้คือสิ่งสำคัญที่สุด ลูกได้รู้จักการเคารพตนเอง ทำอะไรก็ต้องทำให้สำเร็จ ทำให้ดีที่สุด แต่สรุปแรงกิ้ง แม่พอใจแล้วค่ะเขาทำได้ดีขึ้นกว่าสนามที่ผ่านมาค่ะ”

อมรศรี กล่าวทิ้งท้ายว่าสำหรับลูกชายดาวิน “เรือใบคือวิชาชีวิต” ทีมแม่ๆ ขอขอบคุณโรงเรียนสยามสามไตรที่มีหลักสูตรเรือใบให้เด็กๆ วิชาที่สอนให้เด็กมีโฟกัส รู้จักลำดับความสำคัญว่าควรทำอะไรก่อน-หลัง มีการวางแผน มีวิธีการคิดเมื่อเจอมรสุมจะแก้ไขปัญหาอย่างไร

สนามครั้งนี้ ดาวิน ก็ได้เห็นคนที่เก่งกว่าในกลุ่มแข่งขัน Gold Optimist Boat ซึ่งบางคนก็อายุเท่ากันกับเขา ทำให้มีแรงบันดาลใจจากกลุ่ม Filver ก็จะต้องพัฒนาความสามารถไปอยู่กลุ่มที่เก่งกว่าให้ได้ ส่วนการติดทีมชาติคุณแม่อมรศรีบอกว่าขึ้นอยู่กับความสามารถของลูกเป็นหลัก พ่อแม่พร้อมสนับสนุนเต็มที่อยู่แล้ว

ชนิดา มหาดำรงค์กุล อรเอก สุขสงบใจเมื่ออยู่กับต้นไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553206

  • วันที่ 03 มิ.ย. 2561 เวลา 10:38 น.

ชนิดา มหาดำรงค์กุล อรเอก สุขสงบใจเมื่ออยู่กับต้นไม้

อดีตสาวเปรี้ยวนักโฆษณาฝีมือดี ที่ผันตัวเองมาเป็นแม่บ้านหลังจากมีลูกชาย 3 คนล้วน จนกระทั่งลูกชายโตเป็นหนุ่ม เธอเข้าสู่ช่วงวัยกลางคน น้าช้าง-ชนิดา มหาดำรงค์กุล อรเอก ก็เปลี่ยนบทบาทอีกครั้งมาเป็นนักธุรกิจอิสระ สมาชิกทีมอิลิท และสมาชิกทำเนียบ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐของนูสกิน เธอเริ่มทำธุรกิจกับนูสกินในวัย 50 กว่า เพื่อ

โดย อณุสรา  ทองอุไร ภาพ : วีรวงศ์   วงศ์ปรีดี

แก้เหงาหลังจากลูกๆ เริ่มโตกันหมดแล้ว ปรากฏว่างานที่คิดจะทำเพื่อแก้เหงานั้นกลับสร้างรายได้ให้เธออย่างดี นั่งทำงานที่บ้านได้จนสามารถบริหารจัดการชีวิตได้อย่างลงตัว มีเวลาได้ทำในสิ่งที่รักที่ชอบไปควบคู่กันเพราะเธอสามารถใช้เวลาทำงานที่บ้านเสียเป็นส่วนใหญ่

บัดนี้ในวัยใกล้ 70 ปี ชนิดายังคงทำธุรกิจให้กับนูสกินอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ขณะนี้มีตำแหน่งระดับทีมบริหาร แต่ใช้เวลาอยู่บ้านเพื่อทำสวนมากขึ้น โดยเธอเล่าว่าได้ซื้อที่ดินว่างเปล่าใกล้ๆ บ้านไว้นานแล้วและยังไม่ได้ใช้ทำอะไร จนกระทั่งเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา เธอเริ่มลงต้นไม้ ผลไม้ พืชผักสวนครัว ดอกไม้ต่างๆ ไว้ใช้เอง เพราะลูกชายคนกลางชอบทำอาหารก็เลยช่วยกันปลูกพืชผักสวนครัวเอาไว้ประกอบอาหารกันเอง

โดยเธอเริ่มทำอย่างจริงจังเป็นเรื่องเป็นราว ส่วนหนึ่งเพราะเธอเริ่มหันมาสนใจเรื่องสุขภาพมากเป็นพิเศษ “คือเราอายุก็ 60 กว่าแล้ว เห็นคนรู้จักเพื่อนฝูงเจ็บไข้ได้ป่วยกันมากขึ้น บางคนเป็นมะเร็ง บางคนเป็นเบาหวาน หัวใจ แล้วพออ่านข่าวที่บอกว่าประเทศไทยใช้ยาฆ่าแมลงกันหนักหน่วงในพืชผักส่วนใหญ่ที่ขายในตลาดทุกวันนี้ ตรวจสอบพบว่ามียาฆ่าแมลงในปริมาณสูงทุกชนิดเราก็กลัว เลยคิดว่าปลูกผักกินเองให้มากที่สุด ไหนๆ เรามีที่ว่างอยู่ตั้งไร่กว่า ทิ้งว่างไว้ก็เสียดาย ค่อยๆ ปลูกไป ถือเป็นการออกกำลังกาย น้าก็ช่วยกับลูกชาย ทำกันเองง่ายๆ ในตอนแรกเริ่มจากปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเองก่อน เช่น พริก มะนาว มะกรูด โหระพา กะเพรา ผักคะน้า กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า มะละกอ ขนุน มะเฟือง เราอยากกินอะไรก็ปลูก แรกๆ ก็ปลูกผักพื้นบ้านไปก่อน” เธอเล่าอย่างมีความสุข

มาตอน 2-3 ปีหลัง เธอเริ่มหาต้นไม้อื่นๆ มาปลูกเพิ่ม เช่น ต้นฟิกส์ ผักสลัด วอเตอร์เครส ผักฝรั่งต่างๆ โรสแมรี่ ไทม์ ยี่หร่า มะเขือเทศ ต้นหอม คะน้า ผักไชยา มะเฟือง มะม่วง ผลไม้แปลกๆ หายาก ก็ลองปลูกเพิ่มไปเรื่อยๆ ตายบ้าง รอดบ้าง ก็ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ แล้วก็เลี้ยงไก่ไว้กินไข่ด้วย ตอนนี้เหมือนเรามีซูเปอร์มาร์เก็ตของตัวเอง จะทำอาหารก็ค่อยไปเก็บมามันสดสะอาด เราไม่ใช้สารเคมี ใช้ขี้วัวเป็นปุ๋ย ปลูกแบบออร์แกนิกจริงๆ แล้วก็หัดทำปุ๋ยหมักน้ำชีวภาพใช้เองด้วย

“ที่บ้านลูกชายคนที่ 2 ชอบทำอาหารมากๆ เขาชอบทำอาหารฝรั่ง มีเพื่อนๆ มารับประทานอาหารที่บ้านบ่อยมาก เราเป็นบ้านอาหารอย่างแท้จริง (หัวเราะ) มีทั้งครัวไทย ครัวฝรั่ง หม้อ กระทะมีทุกขนาดเลย ครัวเรากว้างขวางมาก วันหยุดเขาทำอาหารทานเองครบ 3 มื้อเลย”

เธอเล่าว่าพริกที่ปลูกเองนี่ก็รู้สึกว่าเผ็ดกว่าปกติ กะเพราก็หอมกลิ่นแรงกว่าตอนที่เราไปซื้อจากตลาดแล้วมาแช่ตู้เย็นไว้ เด็ดสดๆ นี่หอมมากเลย มะละกอเก็บจากต้นแล้วมาปอกกินทันทีก็จะหวานกรอบอร่อย

ชนิดา กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า นอกจากได้ผลผลิตที่สดสะอาด ปลอดภัย เพราะปราศจากสารเคมีแล้ว ยังถือว่าได้เป็นการออกกำลังกายที่ดีอีกด้วย บางทีหลานสาวก็ตามไปวิ่งเล่นในสวน ซึ่งเป็นการดีที่เด็กๆ จะได้ออกมาวิ่งเล่นท่ามกลางธรรมชาติ สัมผัสดินสัมผัสต้นไม้ใบหญ้าบ้าง ดีกว่าจะอยู่แต่ในห้องแอร์ เล่นเกม เล่นคอมพิวเตอร์แต่เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้เธอยังปลูกต้นไม้ใหญ่ๆ เพื่อให้ร่มเงา เช่น ต้นทองกวาว กระพี้จั่น จิกพะยอม อโศกระย้า ขนุน แล้วก็ไม้ดอกเช่น กุหลาบมอญ เบิร์ดออฟพาราไดซ์ เก็บดอกมาจัดแจกันในบ้านเพิ่มความสดใส

หลังๆ เธอเริ่มใช้พื้นที่สวนเกือบเต็มพื้นที่ เริ่มทำเองไม่ไหวก็มีจ้างคนสวนมาดูแลบ้างอาทิตย์ละ 2-3 วัน นอกจากทำสวนในพื้นที่ว่างเปล่าใกล้ๆ บ้านแล้ว ด้านหลังของบ้านเธอก็ใช้เป็นพื้นที่สีเขียว ปลูกต้นไม้เพื่อให้ร่มเงาและร่มรื่น ไว้นั่งเล่นยามเย็น จิบกาแฟยามเช้า เอาไว้นั่งเล่นกับหลานๆ แน่นอนว่ามีสวนครัวเล็กๆ กับสวนดอกไม้ไว้เช่นกัน

การทำสวนนั้นให้ความรู้สึกที่ดีงาม ทำให้สุขสงบ รู้สึกมีสมาธิ ทำให้ได้ทำอะไรเนิบช้าลง มีความละเมียดละไม ทำให้ชีวิตรู้สึกมีความสมดุลในชีวิตมากขึ้น “ปกติน้าเป็นคนทำอะไรเร็ว เป็นคนว่องไว แล้วงานที่เราทำอยู่ก็ข้องเกี่ยวกับคนเยอะ บ่อยครั้งที่รู้สึกว่าชีวิตรีบเร่งวุ่นวาย บางทีวันเวลาผ่านไปแป๊บๆ รวดเร็วเหลือเกิน พอได้มาปลูกต้นไม้ อยู่ในสวนตอนเช้าๆ เย็นๆ นี่มันทำให้ได้อยู่กับตัวเอง ลืมเรื่องอื่นไปหมดเลย ได้ใช้พลังธรรมชาติ อยู่กับดินกับต้นไม้กับลมให้ธรรมชาติซึมซับพลังลบๆ ในตัวเราออกไปบ้าง (หัวเราะ) เพราะคนเราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แล้วที่แปลงนี้ไม่ได้ติดถนนใหญ่เข้ามาในหมู่บ้านพอสมควร เลยทำให้อากาศดี ฟ้ายังเป็นสีฟ้า ไม่มีมลพิษมากนัก ถือว่ามีปอดเล็กๆ จากธรรมชาติเป็นของตัวเอง ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการได้ดูแลสุขภาพกายใจให้ดีขึ้น” เธอเล่าอย่างตั้งใจ

หลังจากเริ่มทำสวนปลูกผักกินเองอย่างจริงจังมา 3-4 ปีนี้ เธอแทบจะไม่ได้ไปซื้อผักจากตลาดมาทำอาหารเลย นอกจากจะประหยัดแล้วคือสบายใจกับสิ่งที่เธอปลูกเอง ได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ กลางวันก็นั่งทำงานไป ตอนเย็นก็ไปเดินเล่นในสวน ทำโน่นทำนี่ไปพอได้เหงื่อถือว่าเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

“คนเราเมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว สุขภาพกายใจ ความแข็งแรง มีสุขภาพที่ดีนั้นสำคัญที่สุด ซึ่งสุขภาพที่ดีเป็นเรื่องที่เราต้องทำเองให้ใครทำแทนไม่ได้ การเลือกกินอาหารที่ดี ปลูกเองทำเอง อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีมีต้นไม้เยอะๆ ช่วยเพิ่มออกซิเยนให้ปอดสะอาดแข็งแรงเป็นสิ่งที่ดีที่เราทำได้ด้วยตัวเราเอง” เธอกล่าวอย่างมีความสุข &O5532;

รัชฎา นาคเจริญศรี เร็ว แรง ท้าทายทุกสนามชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553201

  • วันที่ 03 มิ.ย. 2561 เวลา 10:06 น.

รัชฎา นาคเจริญศรี เร็ว แรง ท้าทายทุกสนามชีวิต

โดย  มัลลิกา นามสง่า

ความเร็วบนหลังอานจักรยานยนต์คันโตไม่ได้มีไว้สำหรับบุรุษเพศเท่านั้น แต่ตอนนี้อิสตรี รูปร่างอรชร ก็สามารถยึดพื้นที่และกลายเป็นเจ้าแห่งความเร็วความแรงในสนามแข่งรถได้เช่นกัน

“ตาล-รัชฎา นาคเจริญศรี” หรือที่วงการมอเตอร์สปอร์ตรู้จักในนาม “The Unstoppable Tann” นักบิดสาวผู้ท้าทายทุกหัวใจ สร้างปรากฏการณ์คว้าแชมป์ประเทศไทย R2M Super Bikes Power Girls และเข้าเส้นชัยแซงหน้าชายชาตรีมาหลายสนาม

ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันรุ่นใหญ่ในประเทศ R2M Thailand Super Bikes ณ สนามแข่งรถไทยแลนด์ เซอร์กิต นครชัยศรี ในรายการ R2M Super Bikes Power Girls 1000 Professional (WS-1) สามารถคว้าแชมป์ประเทศไทยมาครองได้ 2 ปีซ้อน

สนามแข่งขันที่เธอภูมิใจมากที่สุด เพราะสามารถขับเคี่ยวกับนักแข่งชายระดับหัวแถวของประเทศไทยในการแข่งขัน PTT BRIC SuperBikes 2017 ณ สนามแข่งรถช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์ ในรุ่น Super Stocks 1000 (ST-1)

สามารถทำ Best Lap คือทำเวลาต่อรอบได้ในเวลาใกล้เคียงกับแชมป์ประเทศไทยที่เป็นผู้ชาย ซึ่งเก็บคะแนนสะสมซูเปอร์ไบค์ชิงแชมป์ประเทศไทย FMSCT All Thailand Super Bikes Championship เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายมากสำหรับผู้หญิงคนหนึ่งเลยทีเดียวที่สามารถทำได้

อีกสนามที่ทำให้ชีวิตบนหลังอานซูเปอร์ไบค์เข้าใกล้คำว่าประสบความสำเร็จสูงสุด คือได้รับสิทธิพิเศษ (Wildcard) จากสมาพันธ์กีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย (FMSCT) เข้าร่วมแข่งขันซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี ในรายการ FIM Asia Road Racing Championship 2017 สนามชิงชนะเลิศ ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็น “หญิงไทย” คนเดียวในการแข่งขันซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี ชิงแชมป์เอเชีย

ผู้หญิงกับความเร็ว ผู้หญิงกับการแข่งขัน ผู้หญิงกับซูเปอร์ไบค์ ในยุคนี้อาจไม่ใช่เรื่องแปลก ทว่าการที่จะทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดในอาชีพนักบิดนั้นไม่ได้เป็นกันง่ายๆ

ปัจจุบันตาลเป็นกัปตัน “TS SuperBike Racing Team” ทีมแข่งรถจักรยานยนต์ซูเปอร์ไบค์ไทยในสากล โดยการสนับสนุนจาก PTT Lubbricant, Yamaha และ KYT Helmet และได้สิทธิพิเศษในการเข้าร่วมแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย FIM Asia Road Racing 2018 สนามชิงชนะเลิศที่บุรีรัมย์ ปลายปี 2561 จากสมาพันธ์กีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย (FMSCT)

เด็กหญิงผู้หลงใหลความเร็ว

ตาลเป็นลูกสาวคนเล็กของ “วีระ นาคเจริญศรี” อดีตแชมป์ซูเบอร์ไบค์ ทำให้คุ้นเคยกับการแข่งขันจักรยานยนต์มาตั้งแต่เด็ก

เมื่ออายุ 6 ขวบ ตาลสวมจิตวิญญาณนักบิดกับมอเตอร์ไซค์วิบากคันเล็กคันแรกที่ขี่ไปล้มไป หากในแววตาจิ๋วคู่นั้นไม่มีวี่แววกลัวเจ็บ

ในครอบครัวนาคเจริญศรี ยังมีนักแข่งรถฝีมือดีอีกคน คือ “ซุปต้า-อนุชา นาคเจริญศรี” นักแข่งซูเปอร์ไบค์เบอร์หนึ่งของทีมโรงงาน Yamaha Riders Club Racing Team และดีกรีแชมป์ประเทศไทยซูเปอร์ไบค์หลายปีซ้อน

นอกจากตาลตามเกาะติดดูการแข่งขันของคุณพ่อวีระ ทุกสนามตั้งแต่ยังเล็กๆ โตมาหน่อยก็ร้องขอลงแข่งตามพี่ชาย

ด้วยความเป็นเด็กอยากเรียนรู้ โลกของเธอใหม่มากบนลานกว้างของสนามแข่ง ล้มลุกคลุกคลานบนลานนั้นกับมอเตอร์ไซค์คันโปรดวันแล้ววันเล่า บาดแผลมากมายในวัยเด็กที่ปราศจากชุดป้องกันหล่อหลอมให้แกร่งและพร้อมก่อนจะถึงเวลาลงสนามแข่งขันจริง

“กว่าจะได้แข่งจริง แผลเต็มไปหมดค่ะ ฝึกขี่เอง ล้มแล้วก็ลุกมาขี่ใหม่ มีพ่อคอยดูอยู่ห่างๆ ช่วงเด็กไม่มีรุ่นแข่งก็พยายามฝึกขี่ แล้วตามพ่อไปดูพี่ซุปแข่งตลอดค่ะ”

ในวัย 10 ขวบ สนามแข่งแรก คือ การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบ Elf Midday Racing ณ สนามแข่งรถไทยแลนด์ เซอร์กิต นครชัยศรี ชิงแชมป์ประเทศไทย ของสมาพันธ์กีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย (FMSCT) และสมาคมกีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย (MSAT)

ต่อมาได้เข้าร่วมการแข่งขันรายการ Shell Advance Thailand Road Racing ในรุ่น Wave 125 ซีซี กับสปีดความเร็วที่เหลือเชื่อ 150-160 กิโลเมตร/ชั่วโมง สำหรับเด็กหญิงอายุ 11 ขวบ ณ สนามแข่งรถไทยแลนด์ เซอร์กิต นครชัยศรี อีกเช่นเคย

เป็นนักแข่งผู้หญิงคนเดียว ซ้ำยังอายุน้อยสุดในรายการที่ได้แชมป์ประเทศไทย จนได้รับฉายาว่า “โมโมโกะ สี่แยกบ้านแขก” (โมโมโกะ นักแข่งรถจักรยานยนต์สาวชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงมากในประเทศไทยในขณะนั้น)

“หลังจากได้ที่หนึ่ง คุณพ่อก็จริงจัง โดยให้ฝึกซ้อมอยู่ที่บ้าน ทั้งฝึกซ้อมเอง ทั้งกับพี่ซุปด้วย ตั้งกรวยไว้แล้วให้ขี่เป็นตัวเอส (S) เทโค้งและก็ไปขี่ซ้อมในสนามไทยแลนด์ เซอร์กิต นครชัยศรี บ่อยๆ ซึ่งเป็นสนามแข่งที่สร้างชีวิตนักแข่งไทยตามคอนเซ็ปต์ ชีวิตนักแข่งเริ่มต้นที่นี่

ในการซ้อมแต่ละครั้งก็มีอุปสรรคเยอะ ตาลเคยล้ม ล้มเพราะว่าตอนนั้นขี่รุ่นผู้หญิง แต่สนามต่อมาคุณพ่อให้ขยับไปขี่รุ่นผู้ชาย ช่วงนั้นก็ค่อนข้างโดนกดดันเยอะ

ตอนนั้นคุณพ่อคงเห็นแววของตาลแล้วก็เลยดันเต็มที่ แล้วเรื่องฟิตร่างกายสำคัญ ตาลตัวเล็กต้องออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อแข็งแรง

ให้มาซ้อมทุกอาทิตย์ ก็มีปัญหาเรียนไม่เคยทันเพื่อนเลย นอกจากซ้อมแล้ว ยังมีแข่งเดือนละ 2 ครั้ง มีแข่งวันพุธด้วย ต้องขาดเรียน”

ตั้งแต่วันนั้น ตารางการฝึกซ้อมและการแข่งขันของเธอก็แน่น การฟิตซ้อมร่างกายคือหัวใจสำคัญ เพราะต้องแบกรับและควบคุมมอเตอร์ไซค์รุ่นใหญ่สำหรับผู้ชายในร่างกายอันบอบบางของผู้หญิง

“ตาลเน้นออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งค่ะ เล่นกีฬาทุกประเภท เพราะเป็นนักกีฬาของโรงเรียนด้วย ไม่ว่าจะวิ่ง เล่นบาสเกตบอล ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ

ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 4 ชั่วโมง แต่ไม่ถึงขั้นออกกำลังกายตลอดเวลา เน้นผ่อนคลายและสนุกกับมัน ตื่น 7 โมงเช้า ออกไปวิ่งแถวบ้าน ระยะทางประมาณ 4-5 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

จากนั้นออกกำลังกายอีกทีในช่วงบ่าย 2 โมง ปั่นจักรยานบ้าง เล่นบาสบ้าง หรือว่ายน้ำ แล้วแต่ว่าวันนั้นตาลอยากจะเล่นอะไร ตาลใช้เวลาในช่วงบ่ายประมาณ 2 ชั่วโมง

ออกกำลังกายอีกทีคือช่วงประมาณ 1-3 ทุ่ม ยกเวต ออกกำลังกายที่เน้นแขนและขา เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกาย เนื่องจากต้องใช้กำลังมากเวลาอยู่บนอานมอเตอร์ไซค์

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ร่างกายอยู่ตัว โดยจะค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักเวตขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย”

สำหรับอาหารการกิน ตาลก็ให้ความสำคัญมาก “ตาลไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เน้นดื่มน้ำผลไม้ นม และกินเนื้อสัตว์ เช้าๆ ตาลจะดื่มซุปไก่และไข่ไก่ลวก ตาลกินไข่ไก่ลวกวันละ 5 ฟองเลยค่ะ

ตาลดูแลสุขภาพและร่างกายมาก เนื่องจากเป็นกีฬากลางแจ้ง ต้องเจอแดด เจอฝน ตาลจึงต้องเน้นดูแลสุขภาพและผิวพรรณเป็นอย่างดีค่ะ นอนไม่เกิน 4 ทุ่ม ตื่นเช้ามาร่างกายจะได้สดชื่นและแข็งแรง ตาลปฏิบัติแบบนี้ทุกวันค่ะ”

ชัยชนะหลายๆ ครั้งจากการลงแข่งขัน ยิ่งทำให้เธอหลงรักในมอเตอร์สปอร์ตมากขึ้น จนคาดหวังไว้ว่า อยากเป็นนักแข่งผู้หญิงที่เก่งที่สุดของโลกอีกด้วย

ว่างจากการแข่งเธอก็ไม่เคยละเว้นการซ้อม จนได้เป็นตัวแทนคนไทยเข้าร่วมการแข่งขันรถจักรยานยนต์ประเภทมาราธอน หรือ เอนดูรานซ์ (Endurance) 4 ชั่วโมง ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย มีเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 80 ทีม เธอสามารถคว้าอันดับที่ 5 มาครอง

“เป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม สามารถสู้กับนักแข่งชายหลายประเทศทั่วเอเชีย และสามารถนำธงชาติไทยขึ้นโพเดียมได้สำเร็จค่ะ”

ในปี 2019 จะมีการแข่งขันเอนดูรานซ์ เป้าหมายของตาล คือ อยากเป็นผู้ชนะเลิศในการแข่งขัน R2M 8 Endurance 2019 เพื่อจะได้รับสิทธิจากสมาพันธ์กีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย (FMSCT) และสโมสร R2M Club ไปร่วมการแข่งขันเอนดูรานซ์ในรายการ Suzuka 4 Hours 2019 ณ สนามแข่งรถซูซูกะ ประเทศญี่ปุ่น

สาวห้าว เลือดร้อนและเกเร

การขยับจากการแข่งขันรุ่นสำหรับผู้หญิงไปเป็นการแข่งขันรุ่นสำหรับผู้ชาย แน่นอนว่าย่อมเป็นสิ่งที่ท้าทาย และมีเสียงเย้ยหยันว่าผู้หญิงจะทำได้หรือ

หากเธอเปลี่ยนแรงกดดันมาเป็นพลังให้มุ่งมั่นที่จะทำในสิ่งที่ฝันไว้ให้เป็นจริงให้ได้ นั้นคือ แข่งขันบนสนามเดียวกันกับผู้ชายและเอาชนะให้ได้!!!

“กีฬาแข่งรถการกระทบกระทั่งเป็นเรื่องปกติ ทุกคนก็อยากจะได้ชัยชนะ สมัยก่อนขี่ทางตรงมาแล้วโบกนิดหนึ่งก็หาว่าแกล้งแล้ว ก็กลายไปเป็นประเด็นที่ทะเลาะกัน

ดราม่าที่ตาลโดนหนักสุดตอนนั้นเริ่มแข่งรุ่นผู้ชาย มีเหตุการณ์รุนแรง จำได้ว่าตาลโดนชน ล้มค่อนข้างแรงเพราะเป็นจังหวะทางตรง ศอกเลือดไหลไม่หยุดเลยต้องเย็บสดตรงนั้น

เราคะแนนนำมาตลอด เหลือการแข่งอีกสนามหนึ่ง แค่เข้าเส้นชัยเราก็ได้แชมป์แล้ว แต่ว่าโดนทีมคู่แข่งชน ก็ให้เพื่อนร่วมทีมเราอีกคนเข้าเส้นชัยแทน ทำให้ตาลพลาดแชมป์ไป เสียใจมาก

มีหลายเหตุการณ์ที่ถึงขั้นกระทบกระทั่งกันในสนาม จบการแข่งขันแล้วก็ยังไม่ยอมกัน แล้วในวัยนั้นตาลใจร้อนมาก จนมีหลายคนพูดถึงตาลว่า เป็นคนที่ขี่รถเกเร คือจริงๆ ตาลไม่ได้เป็นคนที่ขี่รถเกเรหรอก แต่ตาลขี่แบบห้าวๆ ชอบขี่โบกไปโบกมาอะไรอย่างงี้ แต่คนอื่นเขาก็คิดว่าตาลเกเรไปกวน ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้มีการปะทะกันเกิดขึ้น และก็กลายเป็นจุดอ่อนให้ถูกโจมตีจากคู่แข่ง

แต่เวลาตาลมีเรื่องพี่ซุปจะเป็นคนปกป้องตาลตลอด ตาลไม่ค่อยออกตัวเอง บางครั้งเรายังขี่อยู่หรือว่าเราอยู่ในสนามพี่เราก็จะไปก่อนตลอด”

ด้วยความที่เป็นผู้หญิงไปแข่งในสนามเดียวกับผู้ชาย เมื่อจบเกมคู่แข่งเดินเข้ามาถีบรถของเธอ เพราะไม่รู้เป็นผู้หญิงก็เคยมี

ในการแข่งขันต่างประเทศถูกรุมเบียดในสนาม 3 ต่อ 1 ก็มีมาแล้ว แต่เมื่อเธอถอดหมวกกันน็อกออกทุกคนถึงได้รู้ว่าคือผู้หญิง และได้รับการยอมรับและเสียงปรบมือของเจ้าภาพในที่สุด

“เคยเจอเคสในต่างประเทศ เป็นรายการชิงแชมป์เอเชีย FIM Asia Road Racing โดนผู้ชาย 3 คนรุม แล้วมีตาลคนเดียวที่เป็นผู้หญิงไทยคนเดียว ตอนนั้นเป็นรอบสุดท้ายแล้วที่จะชิงเอาที่ 1 กัน

ตาลโดนรุมด้วยการบีบ ขี่ทางตรงเขาก็แซงเราซ้ายขวา หรือเวลาที่ตาลแซงโค้งไปแล้วเขาแซงโค้งตาลกลับเขาจะดันให้ตาลหลุด

ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าตาลเป็นผู้หญิงเพราะตาลตัดผมสั้น จนกระทั่งตาลโมโห เราโดนรุม 3 คน ตอนนั้นก็เอาขาถีบล้อหน้ารถเขา คนประเทศเขาก็แอนตี้เราโห่กันทั้งสนาม

พอแข่งเสร็จ จำได้ว่าเข้าที่ 2 ตอนที่ขึ้นรับรางวัลแล้วถอดหมวก ผู้ประกาศบอกว่าเป็นผู้หญิง ทุกคนก็ปรบมือหมดเลย กลายเป็นว่าทุกคนแฮปปี้ เขาชอบในการขี่รถของเรา แต่ถ้าถามว่าทำรุนแรงไหมเราก็ทำแรง ตอนนั้นเลือดร้อนไปนิดค่ะ

ในการแข่งก็ไม่ได้ระวังตัวมากขึ้น รอบหลังๆ ตาลเริ่มทิ้งระยะห่างออกมาแล้วก็เลยไม่มีปัญหาอะไร วิธีหนีก็คือขับออกให้ไกลกว่าเขาไว้แค่นั้น แต่การแข่งขันในรุ่นผู้ชายจะมีดราม่าน้อยกว่าผู้หญิง ไม่ค่อยมานั่งคิดอะไรมากมาย แต่ว่าผู้หญิงจะคิดเล็กคิดน้อยก็เลยจะกลายเป็นเรื่องดราม่า แบบนี้ตาลถึงชอบแข่งกับผู้ชาย”

จนกระทั่งช่วงหลังเริ่มเติบโตขึ้นทางความคิด และเปลี่ยนรุ่นแข่งขันมาเป็นซูเปอร์ไบค์ ทำให้เธอนิ่งขึ้น มีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะการขี่รถซูเปอร์ไบค์ ซึ่งยากและหนักสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ ต้องใช้พลังและสมาธิมากอย่างเทียบกันไม่ได้กับรุ่นเล็ก

“ใช้ความพยายามและระยะเวลาในการปรับตัวนานพอสมควร แต่พอสนามแรกที่ลงแข่งได้ที่ 1 ตาลก็ได้สรุปบทเรียนให้ตัวเองว่า ความสำเร็จย่อมได้มาจากการแลกด้วยความมุ่งมั่นพยายามและความเชี่ยวชาญที่เกิดจากการฝึกซ้อมที่อดทน

ซ้อมเยอะๆ ยิ่งได้เปรียบคนอื่น เรียนรู้ได้เร็วกว่าคนอื่นค่ะ เพราะเวลาซ้อมจะทำให้เราได้เรียนรู้เทคนิคเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา ความรู้มีให้หาทุกวัน เราต้องเรียนรู้เทคนิคต่างๆ ของรถและตัวเราเองค่ะ โดยทุกอย่างอยู่ที่ใจเรา

สมาธิก็เป็นสิ่งสำคัญนะคะ ตาลมีจุดมุ่งหมายและมุ่งมั่น สมาธิจะมาเอง ส่วนเรื่องความเครียดไม่ค่อยมีค่ะ เพราะตาลคิดว่ากีฬาแข่งรถจักรยานยนต์เป็นกีฬาที่เราไม่สามารถทำทุกอย่างได้เพอร์เฟกต์ ตาลทำเต็มที่แล้ว ตาลจะยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น และพัฒนาตัวเองต่อไปอย่างไม่ย่อท้อค่ะ”

ผู้หญิงแกร่งผู้กุมความแรงซูเบอร์ไบค์

ในปี 2014 ถือเป็นการเริ่มต้นโปรแกรมการแข่งขันรายการ R2M Thailand SuperBikes ซึ่งเป็นการแข่งขันรถจักรยานยนต์ประเภทซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี นับเป็น Super Bike Series ซึ่งมีแพลตฟอร์มเป็นระบบมากที่สุดในบรรดาการแข่งขันที่ใช้รถซูเปอร์ไบค์

ที่สำคัญมีการแข่งขันซูเปอร์ไบค์หญิงล้วน หรือที่รู้จักกันในโครงการ R2M Super Bikes Power Girls ซึ่งสร้างนักกีฬาสาวที่รักความเร็วสู่สงครามนางฟ้าบนอานมอเตอร์ไซค์สู่ระดับนานาชาติ ของสมาพันธ์รถจักรยานยนต์นานาชาติ หรือ FIM (เจ้าของรายการแข่งรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก เช่น รายการ MotoGP, MXGP)

ตั้งแต่เปลี่ยนรุ่นมาแข่งซูเปอร์ไบค์ ต้องฝึกฝนเพิ่มเติมคือ การทำพาวเวอร์ สไลด์ (Power Slide) คือการขับมาทางตรงแล้วเข้าโค้ง ต้องสไลด์ล้อหลัง มันก็คือการดริฟต์นั้นละ ซึ่งมีนักแข่งไม่กี่คนที่สามารถทำได้ ส่วนมากเป็นนักแข่งระดับหัวแถวของประเทศ

การทำพาวเวอร์ สไลด์ จำเป็นในขณะที่อยู่ในความเร็วสูงเพื่อควบคุมรถให้ได้ ต้องอาศัยจิตใจที่กล้าหาญพอสมควร

“ตาลล้มมาเยอะแล้ว กว่าจะถึงจุดที่ พาวเวอร์ สไลด์ ได้ บางคนสไลด์ด้วยการใช้เบรก บางคนสไลด์ด้วยการควบคุมความเร็ว เป็นการถ่ายเทน้ำหนักของรถแบบที่ตาลทำ เราก็ใช้การทรงตัวของเราช่วยด้วยกว่าที่จะมาถึงจุดนี้ได้ก็ใช้ใจมาเยอะแล้วก็ใช้ความกล้า

แล้วความเร็วบนถนนนี่มันคิดอะไรไม่ทันนะ กะพริบตาทีหนึ่งก็คือหลุดโค้งไปแล้ว คนทั่วไปอาจจะดูว่าง่าย หลายคนบอกให้ตาลสอนพาวเวอร์ สไลด์ แต่ตาลบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ตาลใช้ยารักษาแผลหมดไปตั้งเยอะ

สำหรับกฎระเบียบในการซ้อมที่สนามแข่งขัน ตาลไปซ้อมสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง การซ้อมอย่างสม่ำเสมอจะทำให้เราขี่เร็วมากยิ่งขึ้น รู้เทคนิคเพิ่มเติมในสนามแข่งมากยิ่งขึ้น

สนามไทยแลนด์ เซอร์กิต นครชัยศรี ตาลไปค่อนข้างบ่อย เพราะมีโค้งเยอะ ถึงเป็นสนามเล็กๆ แต่เป็นสนามที่ตาลคิดว่าขี่ยากมาก เพราะเราต้องเป๊ะมากๆ ต้องควบคุมรถให้ได้ในโค้งแต่ละโค้ง

ตาลมักได้ทักษะใหม่ๆ การเลี้ยวโค้งแบบใหม่ๆ ประสบการณ์หาได้ทุกวัน ตาลเชื่อว่าถ้าขี่ที่นี่ได้ ไปที่ไหนก็สบาย สามารถนำประสบการณ์นี้ไปใช้กับสนามแข่งขันที่อื่นได้ค่ะ”

ทุกสนามเธอหาได้หวั่นกับคู่แข่งที่เป็นผู้ชาย ซึ่งได้เปรียบเธอในเรื่องความแข็งแรง เธอจะมองหาจุดอ่อนในตัวเองและจัดการแก้ไขมัน

“ตาลมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง มาจากพื้นฐานการฝึกฝนจากครอบครัว ถ้าเรามั่นใจว่าชนะยังไงเราก็ชนะ”

นี่คือผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่สร้างสีสันในวงการแข่งขันระดับซูเปอร์ไบค์ รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักแข่งรุ่นใหม่ๆ ที่จะก้าวตามเธอไปบนสนามแข่งที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำมันเครื่องและกลิ่นไหม้ของยางที่บดขยี้ลงบนพื้นสนาม &O5532;

Ligament : เอ็นกระดูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553175

  • วันที่ 02 มิ.ย. 2561 เวลา 17:28 น.

Ligament : เอ็นกระดูก

โดย: ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

เอ็นกระดูกมีส่วนผสมของคอลลาเจน ทำให้เกิดความเหนียวและสั้น มีการเรียงตัวหนาแน่นเป็นระเบียบ ทำหน้าที่ยึดระหว่างกระดูก 2 ท่อนบริเวณข้อต่อให้ติดกัน มีหน้าที่ช่วยในการเคลื่อนไหวของกระดูกและข้อต่างๆ

สำหรับเส้นเอ็นในกระดูกที่มีสีขาวจะเต็มไปด้วยเส้นใยคอลลาเจน แต่ไม่มีความยืดหยุ่น ส่วนเส้นเอ็นในกระดูกที่มีสีเหลืองมีความยืดหยุ่นได้บ้าง เส้นเอ็นจะทำหน้าที่เสริมแรงและช่วยรักษาเสถียรภาพของข้อต่อ แต่หากถูกยืดมากเกินไปบ่อยๆ อาจส่งผลให้เอ็นไม่กลับสภาพเดิม ทำให้ข้อต่ออ่อนแอลง ในกรณีที่เลวร้ายอาจเกิดการบาดเจ็บในอนาคต ส่งผลให้เกิดข้อเคลื่อนหรือข้อเสื่อมได้ ดังนั้นการคงสภาพด้วยการสร้างความสมดุลต้องเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อต่อ รวมทั้งระวังการยืดที่มากเกินไป

เนื่องจากเส้นเอ็นในกระดูกไม่ได้ออกแบบมาให้ยืดเกิน เพราะเมื่อถูกยืดแล้วมันไม่สามารถคืนกลับมาได้เหมือนกับกล้ามเนื้อ การสร้างความยืดหยุ่นที่พอดีหรือเพื่อส่งเสริมสุขภาพเป็นเรื่องที่ดี แต่หากมากเกินไปจะสร้างปัญหาให้เราได้

สิ่งที่สำคัญคือการสร้างความสมดุล ความมั่นคง ควบคู่กันไปทั้งความแข็งแรงและความยืดหยุ่นด้วยการเลือกรูปแบบการฝึกโยคะอาสนะที่เหมาะสมกับตัวเอง เช่น สำหรับคนที่ตัวแข็งมากๆ (รูป 1, 2) หรือพูดง่ายๆ คือ พิสัยการเคลื่อนไหว (Range of Motion, R.O.M.)ไม่ดีหรือลดลงและมีข้อจำกัดมาก ไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อต่อได้ตามประสิทธิภาพของข้อ การยืดที่มากเกินไปคงไม่อาจเกิดขึ้นได้

ผู้อ่านบางท่านอาจตั้งคำถามในใจว่า แล้วที่ว่ามากเกินไปคือแค่ไหน อะไรเป็นตัวกำหนด สิ่งที่จะบอกเราได้ สิ่งแรกคือ ความรู้สึกของเราเองขณะฝึก หากเกิดความทรมาน ความเครียด หรือต้องใช้ความพยายามอย่างมาก รวมทั้งเกิดความเจ็บปวดที่มากเกินขอบเขตเกินไปจนน้ำตาแทบไหล นั่นคือสัญญาณเตือน สำหรับคนกลุ่มนี้การพัฒนาความยืดหยุ่นเป็นสิ่งจำเป็น คุณต้องเสริมเข้าไป แต่สำหรับคนที่มีความยืดหยุ่นดีอยู่แล้วเป็นพิเศษจะมีความเสี่ยงมากกว่าในกรณีนี้ (รูป 4)

บางครั้งคุณจะไม่เจอสัญญาณที่บอกมาข้างต้น คุณอาจจะทำมากๆ ต่อไปโดยไม่รู้ตัว เพราะคนกลุ่มนี้บางคนได้เกิดอาการข้อต่อหลวมไปเรียบร้อยแล้วไม่มากก็น้อย ในตอนนี้เมื่อคุณสังเกตตัวเองและยอมรับได้แล้วว่าคุณเป็นเช่นนั้น ให้หยุดตัวเองกับการฝึกที่มากเกินพอดี แล้วเสริมสมดุลด้วยการสร้างความแข็งแรงเข้าไปแทน

หากเราไม่รู้ตัวตน นั่นเป็นเพราะเราไม่มีสมาธิ ช่วงเวลาที่เราได้ฝึกโยคะอาสนะคือช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเอง กาย-ใจ-ลมหายใจ เชื่อมโยง ในความอ่อนโยนและความละเอียดอ่อนเกิดขึ้น ผู้ฝึกจึงต้องเฝ้าสังเกต มีสติ เราจึงสามารถรับรู้สิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นได้

ศรีพรรณ ชื่นชมบูรณ์+เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ์ เพื่อนสนิทคู่ซี้ธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553154

  • วันที่ 02 มิ.ย. 2561 เวลา 14:01 น.

ศรีพรรณ ชื่นชมบูรณ์+เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ์ เพื่อนสนิทคู่ซี้ธุรกิจ

เรื่อง : ภาดนุ

ประสบความสำเร็จอยู่ในวงการบันเทิงมานานหลายปี แถมยังมีคิวงานพิธีกรแน่นแทบทุกวัน ล่าสุดสาวอารมณ์ดี “อ้น” ศรีพรรณ ชื่นชมบูรณ์ ได้แท็กทีมกับเพื่อนสนิท “เอกกี้” เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ์ ทุบกระปุกเปิดตัวธุรกิจใหม่ล่าสุด ร่วมกับนักธุรกิจสาวมากความสามารถ ปนันชิตา แก่นจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปนันชิตา

เมื่อมีโอกาสได้เจอกับอ้นและเอกกี้ เราจึงรีบคว้าตัวเพื่อนซี้คู่นี้มาพูดคุย พร้อมทั้งไขเคล็ดลับในการทำธุรกิจแบบคนอารมณ์ดีซะเลย

เอกกี้ : “เอกกับอ้นมีโอกาสได้ไปทำงานร่วมกับแบรนด์ปนันชิตา (Pananchita) เราสองคนรับหน้าที่เป็นพิธีกร เลยมีโอกาสได้เห็นการเปิดตัวแบรนด์อย่างอลังการงานสร้าง พอเราได้พูดคุยกับคุณหน่อย-ปนันชิตาแก่นจันทร์ เจ้าของแบรนด์ ก็พบว่า คุณหน่อยมีอะไรหลายอย่างคล้ายกับเราสองคน นิสัยตรงๆ รวดเร็ว ไม่ยืดเยื้อ”

อ้น : “พอได้ร่วมงานกันครั้งแรก หลังจากนั้นก็มีโอกาสได้ร่วมงานกันมาเรื่อยๆ จนเริ่มสนิทกัน พูดคุยกันบ่อยขึ้น จนทางคุณหน่อยเริ่มมีการเพิ่มเติมผลิตภัณฑ์ไปทางฝั่งของคอสเมติก ซึ่งในตอนแรกแบรนด์ปนันชิตาจะมีแต่ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มของอาหารเสริมเสียส่วนใหญ่ พอเรา 3 คนเริ่มสนิทกัน คุณหน่อยจึงได้ชักชวนให้เราร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับแบรนด์ ด้วยความที่มีอะไรคล้ายกัน คุยกันถูกคอ เราสองคนเลยตกลงทำธุรกิจร่วมกับแบรนด์ค่ะ”

เอกกี้ : “ผลิตภัณฑ์ที่เราร่วมกันทำก็คือ ฟลอว์เลส ซันสกีน ยูวี โปรเทคชั่น และฟลอว์เลส ฟินิชชิ่ง พาวเดอร์ ซึ่งถือเป็น 2 ผลิตภัณฑ์แรกของแบรนด์ในกลุ่มคอสเมติก จะมีทั้งครีมกันแดดและแป้งผสมรองพื้น มี 2 เบอร์ด้วยกันคือ เบอร์ 01 และ 02 ที่เลือกครีมกันแดดและแป้งผสมรองพื้นเพราะใช้งานง่าย ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็สามารถใช้ได้หมด”

อ้น : “อย่างที่เอกกี้บอกว่า ใครๆ ก็สามารถใช้ได้ ตั้งแต่นักศึกษาไปจนถึงสาวออฟฟิศ หรือวัยทำงานก็สามารถใช้ได้หมด เราสองคนเคยนำไปให้ช่างแต่งหน้าที่รู้จักลองใช้ดู เขาก็บอกว่ามันเป็นแป้งที่ใช้ง่าย สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันทั่วไปเลย”

+ ก่อนที่เพื่อนซี้คู่นี้จะมาร่วมหุ้นกันทำธุรกิจ ทั้งสองคนเคยทำธุรกิจส่วนตัวมาก่อนหรือไม่ ไปฟังคำตอบน่ารักๆ จากทั้งคู่

เอกกี้ : “ก่อนหน้าโน้นก็เคยทำธุรกิจมาก่อนนะ เคยมีธุรกิจของตัวเองอย่างหนึ่ง”

อ้น : “อ้นไม่เคยทำเลยค่ะ คืออ้นไม่ชอบทำธุรกิจที่มันเรียกว่าธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ที่เราต้องมานั่งโฟกัสเรื่องของการลงทุน หรืออะไรที่มันซับซ้อน เข้าใจยาก อ้นไม่ชอบเลย เอกกี้จะรู้ว่ามันเป็นนิสัยอ้นเลย แต่กับคุณหน่อยเรียกว่าเป็นธุรกิจที่ใช้ใจคุยกันมากกว่า ทุกอย่างมันดูง่ายมาก เราคุยกันตรงๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน เราเลยอยากทำธุรกิจนี้ร่วมกับเขา”

เอกกี้ : “ถ้าพูดถึงการแบ่งหน้าที่การทำงาน เราก็เป็นสไตล์เราเลย ส่วนคุณหน่อยก็เป็นสไตล์ของเขา ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง”

อ้น : “พูดง่ายๆ ว่าเรา 2 คนมีหน้าที่เป็นพีอาร์ ช่วยประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักแบรนด์มากขึ้น เพราะเราใช้การโปรโมทอย่างบ้าคลั่ง (หัวเราะ) แบบที่ไม่เคยต้องมานั่งคิดว่าเราต้องโพสต์กี่ครั้ง แต่เราจะเป็นประเภทอยากลงโปรโมทตอนไหนก็ลงเลย (หัวเราะ) ไม่ต้องมานั่งคิดมาก เพราะเราทำงานกันแบบพี่น้อง ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องผลประโยชน์”

เอกกี้ : “ทุกสิ่งทุกอย่างเราสามคนคิดแค่ว่า เราทำเพื่อตัวแทนทุกคน ต้องการทำให้พวกเขาขายของกันแบบง่ายๆ มากกว่า”

อ้น : “แบรนด์ก็เลยเลือกใช้การโปรโมทอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น ตามสี่แยกไฟแดง รถเมล์ รถไฟฟ้า คุณก็จะเห็นหน้าอ้นกับเอกกี้ติดอยู่เต็มไปหมด (หัวเราะ)”

เอกกี้ : “ในส่วนของการตลาด แบรนด์จะมีผู้รับผิดชอบในด้านนี้อยู่แล้ว ทั้งในเรื่องของการหาตัวแทน หรือการดูแลเครือข่าย แต่ในส่วนของเราสองคน เราก็จะลุยในเรื่องของการโปรโมทแบบเต็มที่ผ่านทุกช่องทางของเราสองคนที่มีอยู่”

อ้น : “ไม่ว่าจะเป็น อินสตาแกรมก็ดี หรือจะเป็นเฟซบุ๊กก็ดี ถือเป็นทุกช่องทางของเราเลยละ”

เอกกี้ : “ถ้าไฮไฟว์ยังมีอยู่ ฉันก็จะลงนะ” (หัวเราะ)

อ้น : “แม้กระทั่งเราสองคนไปที่ไหน เราก็มักจะคอยบอก คอยพูดเสมอ ถึงคุณสมบัติของครีมกันแดดและแป้งผสมรองพื้นของเรา เพราะจะมีคนถามถึงตลอดว่า แป้งเป็นยังไง ครีมกันแดดดีไหม เราจึงต้องคอยประชาสัมพันธ์ คอยพูดอยู่ตลอด ว่ามันดีอย่างไร แป้งเรามันอยู่ได้นาน ติดทนจริงๆ ทั้งกันน้ำ ทั้งกันแดด ครั้งเดียวจบ มีครบใน ฟลอว์เลส ฟินิชชิ่ง พาวเดอร์”

+ เท่าที่สังเกตดูทั้งสองคนคิวงานเยอะมาก แล้วแบบนี้มีวิธีการแบ่งเวลาอย่างไร ทั้งงานในวงการบันเทิง และการทำธุรกิจตรงนี้

เอกกี้ : “ทุกวินาทีของเรามีค่าหมด เราแทบจะไม่ต้องแบ่งเวลาอะไรเลย”

อ้น : “พอเราว่างตรงนี้ เราก็หาอะไรมาเสริมตรงนั้น เราจะไม่ปล่อยตัวเองให้ว่างเลย”

เอกกี้ : “การมาทำธุรกิจด้วยกันครั้งแรก อย่างที่บอก ทุกอย่างเรามีอะไร เราคุยกันตรงๆ ง่ายๆ สบายๆ อย่าเรียกว่าร่วมทำธุรกิจเลยดีกว่า คือทุกอย่างมันคือพี่น้อง มันคือครอบครัว ทุกอย่างมันเลยดูง่ายไปหมด”

อ้น : “ยิ่งคุณหน่อย ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่เลย เพราะเราทำงานด้วยกันบ่อยอยู่แล้ว”

เอกกี้ : “ด้วยความที่คุณหน่อยเป็นคนใจใหญ่ และตรงๆ เหมือนเราสองคน อะไรที่เขาทำเพื่อตัวแทนได้ และทำให้ตัวแทนมีความสุข เขาก็จะลุยเลย ไม่มีมานั่งคิดเล็กคิดน้อย”

อ้น : “หรืออาจจะเป็นเพราะว่า มันอยู่ในจุดที่เราต้องทำเพื่อคนอื่นแล้วไง เราผ่านจุดที่ต้องทำเพื่อตัวเองมาแล้ว ฉะนั้นอะไรที่ทุ่มเทเพื่อตัวแทนได้ เราก็จะทำทุกอย่างเลย”

เอกกี้ : “โดยส่วนตัวแล้วทัศนคติในการทำงานประจำตัวของเราสองคนก็คือ ความจริงใจ”

อ้น : “ความมีวินัย และความซื่อสัตย์ วินัยคือเวลาเราทำงาน เราสองคนมักจะไปก่อนเวลาเสมอ น้อยครั้งมากที่เราจะไปพอดีเวลาเป๊ะ”

เอกกี้ : “เราสองคนนำคอนเซ็ปต์ในชีวิตจริงของเรามาใช้กับการทำงานด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำธุรกิจหรืออะไรก็ตาม ความจริงใจ ความมีวินัย และความซื่อสัตย์เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ทุกการกระทำ ถ้าเราปฏิบัติตัวตามนี้ เราจะเห็นผลลัพธ์ที่ตอบกลับมาหาเราในทางที่ดีเสมอ”

เอกกี้ : “ไม่น่าเชื่อเลยนะว่า การทำงานตรงนี้ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย ถือเป็นเรื่องที่โชคดีมาก”

อ้น : “ปัญหาไม่มีเลยนะ เพราะเวลาที่มันกำลังจะกลายเป็นปัญหา เราก็จัดการกับมันซะก่อน”

เอกกี้ : “หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่เคยมองว่ามันเป็นปัญหา ทุกอย่างสำหรับเราแก้ไขได้ มันเลยไม่เคยเกิดปัญหาขึ้นในการทำงานของพวกเรา เพราะมันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย พอรู้สึกว่าจะเกิดปัญหา เราก็รีบคุยกัน และทุกอย่างก็จบลงก่อนจะเกิดปัญหาเสมอ”

เอกกี้ : “สำหรับการตอบรับ เท่าที่ทราบคือสินค้าออกมาเพียงแค่ 2 วันก็ขาดตลาดแล้ว รู้สึกดีใจมากที่ผลตอบรับดีขนาดนี้ เราจึงต้องมีการจัดงานเพื่อเป็นการขอบคุณตัวแทนทุกคน”

อ้น : “เรียกว่าเราจัดใหญ่เลย มีคอนเสิร์ตจากวงบอดี้สแลม และศิลปินวัยรุ่นหน้าใหม่ จีน่า ดี แถมยังแดนซ์กันต่อกับเพลงมันๆ ในช่วงอาฟเตอร์ปาร์ตี้จาก Trasher Bangkok ด้วย”

เอกกี้ : “อย่างที่บอกว่าหน้าที่ของเราสองคนคือการพีอาร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถนัดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำคลิป การลงรูป เรียกว่าสร้างสีสันให้กับการโปรโมทซะมากกว่า ส่วนการวางแผนในเรื่องธุรกิจ เราก็จะให้ฝ่ายการตลาดเป็นคนจัดการไป”

อ้น : “เราไม่ได้มองว่าใครเป็นคู่แข่งเลย เราต้องแข่งกับตัวเองซะมากกว่า เพราะเรายังสนุกกับการทำงานตรงนี้

เอกกี้ : “อย่างคำว่า เปรี้ยง เราก็คิดขึ้นมาว่าคนอื่นอาจจะใช้คำว่า ปัง แต่เราขอใช้คำว่าเปรี้ยงดีกว่า จึงเกิดเป็นโปรเจกต์เปรี้ยงนี้ขึ้นมา”

อ้น : “พอเราได้มาทำธุรกิจเอง เราก็ไม่กล้าที่จะไปขอให้เพื่อนเราที่เป็นดาราหรือนักแสดงช่วยเราโปรโมทให้นะ แต่ถ้าคนอื่นมาขอความช่วยเหลือ เราเต็มใจ แต่พอมาเป็นธุรกิจของเราเองเรากลับไม่กล้า เพราะเราคิดว่าของมันดีด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว เราก็โปรโมทของเราเองดีกว่า”

เอกกี้ : “ในอนาคตจะมีผลิตภัณฑ์ภายใต้การดูแลของอ้นและเอกกี้ออกมาอีกแน่นอน ยังไงก็ฝากติดตามด้วย”

+ เอาละ ลองไปฟังเพื่อนซี้คู่นี้ทิ้งท้ายถึงผลงานในวงการบันเทิง กิจกรรมในวันว่าง และการแบ่งเวลาพักผ่อนของพวกเขากัน

เอกกี้ : “ผลงานในตอนนี้ หลักๆ ก็จะมีงานพิธีกรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรายการทีวี หรือพิธีกรในงานอีเวนต์”

อ้น : “อ้นก็เหมือนกันค่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นพิธีกร และอาจจะมีรับงานละครให้เห็นบ้าง”

เอกกี้ : “กิจกรรมยามว่างหลังจากทำงาน ส่วนใหญ่จะไปออกกำลังกาย คือเอกจะชอบตีเทนนิส แล้วก็มีลงแข่งบ้าง ในอนาคตก็วางแผนไว้ว่า อยากจะเป็นครูสอนเทนนิส เพราะรู้สึกว่าเราอยากทำในสิ่งที่เรารักและชอบ”

อ้น : “ในวันว่างอ้นจะออกกำลังกายเหมือนกัน แต่จะเป็นการเต้นซุมบ้า นอกจากนั้นก็จะเน้นเรื่องกิน” (หัวเราะ)

เอกกี้ : “สำหรับการไปเที่ยว เราก็จะล็อกคิวตัวเองไว้ล่วงหน้า โดยวางแผนเป็นปีๆ ก่อนจะไปเที่ยวที่ไหนสักที่”

อ้น : “อย่างปีที่แล้ว เรามีแผนจะไปเที่ยวญี่ปุ่น เราก็วางแผนกันตั้งแต่เดือน ก.พ.ปีที่แล้ว เพื่อที่จะได้ไปเที่ยวในช่วงเดือน ม.ค.ของปีนี้ คือเราต้องแบ่งเวลาให้กับตัวเองบ้าง ถ้าทำงานอย่างเดียวคงไม่ไหว เพราะคนเราต้องหาเวลาไปพักผ่อนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน และสร้างความสุขให้กับตัวเองบ้าง”

นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ผู้อุทิศตนเพื่อสัตว์ป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553150

  • วันที่ 02 มิ.ย. 2561 เวลา 13:52 น.

นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ผู้อุทิศตนเพื่อสัตว์ป่า

เรื่อง : ภาดนุ

หมอล็อต หรือ นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน นายสัตวแพทย์ชำนาญการ ประจำกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นคนหนุ่มผู้มีอุดมการณ์อุทิศตนเพื่อสัตว์ป่าและผืนป่าในประเทศไทยอย่างจริงจังมานานหลายปี

ล่าสุด องค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐ หรือ USAID (U.S. Agency for International Development) ได้มอบตำแหน่ง Wildlife Champion ให้กับหมอล็อต ในฐานะ “ทูตพิทักษ์สัตว์ป่าคนแรกของโลก” อีกด้วย

“บทบาทและหน้าที่หลักของผมก็คือ การเป็นข้าราชการประจำกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชฯ รวมทั้งเป็นคณะกรรมการ เป็นที่ปรึกษา เป็นอาจารย์และวิทยากรพิเศษ ตามมหาวิทยาลัย หน่วยงาน และองค์กรต่างๆ ซึ่งเป้าหมายสำคัญของผมก็คือ การใช้ไมโครโฟนและปากกาเพื่ออนุรักษ์สัตว์ป่าเอาไว้ รูปแบบในการทำงานของผม นอกจากจะมีการรักษาสัตว์แล้ว ยังต้องมีการจัดการที่ดี ปัญหาจะได้ไม่เกิด ผมจึงเน้นเรื่องการป้องกันเป็นอันดับแรกเลย

ที่ผ่านมา งานของผมส่วนมากจะเน้นการรักษาสัตว์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บจากน้ำมือมนุษย์ เช่น ถูกยิง หรือติดกับดัก แต่หากสัตว์ป่าเกิดบาดเจ็บโดยธรรมชาติ เช่น การดำรงชีวิต หรือถูกสัตว์ผู้ล่าทำร้าย เราก็จะไม่เข้าไปยุ่ง คือต้องปล่อยให้เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ”

หมอล็อตบอกว่า ที่ผ่านมามักมีข่าวว่าเกิดปัญหาระหว่างคนกับช้างป่าให้เห็นอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นช้างทำร้ายคน คนใช้รั้วไฟฟ้าทำร้ายช้าง หรือช้างทำลายพืชไร่ พูดง่ายๆ ว่าคนกับช้างน่าจะอยู่ร่วมพื้นที่กันได้ลำบาก

“ปัญหาเหล่านี้จะไม่มีทางหมดไป ถ้าคนไม่รู้จักปรับตัวให้เกิดการอยู่ร่วมกันแบบสันติ หรืออยู่แบบไม่ให้เกิดผลกระทบระหว่างกัน เนื่องจากปัจจุบันนี้มันเลยจุดที่จะต้องมานั่งถกเถียงกันว่า ใครบุกรุกช้าง ช้างบุกรุกใคร ใครมาก่อน ใครมาหลัง แล้วละครับ

ณ ปัจจุบันนี้ ในสถานการณ์แบบนี้ คนก็ต้องมาร่วมกันคิดว่า จะทำยังไงถึงจะอยู่ร่วมกันได้ หรือปรับตัวให้อยู่รอดไปด้วยกันในสภาพแวดล้อมที่มันเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งคนต้องเรียนรู้และปรับตัวให้ได้ โดยอยู่บนพื้นฐานของงานวิชาการ การศึกษาวิจัย หรืออิงข้อมูลในพื้นที่

รวมทั้งการที่เจ้าหน้าที่ต้องลงพื้นที่เพื่อพูดคุยกับชาวบ้านซึ่งได้รับผลกระทบโดยใช้จิตวิทยาชุมชนควบคู่กันไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่น สร้างความปลอดภัย และพร้อมให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้อย่างจริงจัง เมื่อชาวบ้านเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขาก็จะมาเป็นแนวร่วมกับเรา แต่เราก็ต้องให้ความรู้ที่ถูกต้องกับพวกเขาด้วย”

หมอล็อตเสริมว่า ในฐานะที่เขาเป็นที่รู้จักของผู้คนในการช่วยเหลือสัตว์ป่า เขาจึงนำนโยบายของอธิบดีกรมอุทยานฯ และนโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ มาปฏิบัติและใช้ในพื้นที่ให้ได้ผลที่สุด ซึ่งหากเปลี่ยนทัศนคติของคนที่มีต่อช้างป่าได้ ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้เปลาะใหญ่ทีเดียว

“ขอยกตัวอย่างโครงการ ‘รั้วรังผึ้ง’ ซึ่งเป็นรูปแบบในการป้องกันไม่ให้ช้างลงมาทำลายพืชไร่หรือลงมาทำลายทรัพย์สินของชาวบ้าน โดยที่ผ่านมาชาวบ้านก็มีวิธีคิดหลายอย่าง ทั้งการนำแผ่นซีดีมาติดไว้รอบรั้ว หรือนำกระป๋องมาแขวนเป็นรั้วบ้าง เมื่อช้างมาจะได้สะท้อนแสงเข้าตาหรือเกิดเสียงดัง ช้างก็จะรำคาญและหนีไป ซึ่งผมมองว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่น่ารักของชาวบ้าน เพราะเขาไม่อยากทำร้ายช้าง

แต่ชาวบ้านที่พอมีเงินหน่อยก็จะติดรั้วไฟฟ้าเพื่อป้องกันช้าง ซึ่งรั้วไฟฟ้าเหล่านี้จะใช้กำลังไฟฟ้าจากหม้อแปลงสำหรับใช้กับรั้วปศุสัตว์ แต่หลายกรณีช้างนั้นสามารถเรียนรู้ได้ บางครั้งมันจึงนำต้นไม้หรือท่อนซุงมาวางทับรั้วแล้วเดินข้ามไป หรือในบางกรณีก็มีช้างเสียชีวิตจากรั้วไฟฟ้าก็ค่อนข้างบ่อย ถึงแม้กระแสไฟฟ้าที่ใช้จะเป็นไฟที่ใช้จากหม้อแปลงปศุสัตว์ก็จริง กับสัตว์บางชนิดอย่างวัวควาย เมื่อตัวมันมาโดนกระแสไฟมันก็จะสะดุ้งและผละออกไป แต่ในกรณีช้างนั้นจะใช้งวงซึ่งเปรียบเสมือนมือกำลวดไฟฟ้า นี่จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ช้างตาย”

เมื่อเป็นเช่นนี้ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้ส่งเสริมสนับสนุนให้ชาวบ้านสร้างรั้วรังผึ้งขึ้นเพื่อป้องกันช้างป่า หมอล็อต บอกถึงจุดนี้ว่า

“รั้วรังผึ้งนี้เป็นผลงานที่ทีมวิจัยสัตว์ป่าของ จ.เลย ได้นำมาบุกเบิกและใช้ในพื้นที่ต่างๆ โดยเป็นกล่องเลี้ยงผึ้งที่ถูกวางเรียงตามแนวรั้ว เมื่อผึ้งกระพือปีกพร้อมกันก็จะปล่อยคลื่นความถี่ต่ำๆ ที่สามารถรบกวนโสตประสาทของช้างได้ ทำให้ช้างไม่เข้ามาใกล้ จึงถือเป็นวิธีป้องกันช้างที่ได้ผล แถมยังก่อประโยชน์ให้เกษตรกรที่นำน้ำผึ้งไปขายอีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีการใช้เงินลงทุนเช่นกัน ผมจึงอยากให้เอกชนเข้ามาช่วยสนับสนุนเงินให้ชาวบ้านทำรั้วรังผึ้งกันเยอะๆ เพราะนอกจากจะช่วยอนุรักษ์ช้างแล้ว ยังทำให้ชาวบ้านมีความสุขด้วย

สำหรับกิจกรรมในการสร้างความสมดุลให้ธรรมชาติที่ทำร่วมกับกลุ่มประชาชน กลุ่มจิตอาสา และผู้พิทักษ์ป่าทั่วไทย ในเวลานี้จะเห็นว่าการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ หากจะทำให้เกิดประสิทธิภาพ หรือทำให้ได้ผลแบบก้าวกระโดด ก็ต้องอาศัยแนวร่วมจากทุกภาคส่วน ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ปรากฏการณ์โลกร้อน หรือการเกิดไฟป่า สิ่งเหล่านี้เราทุกคนล้วนได้รับผลกระทบทั้งสิ้น เมื่อทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสีย พวกเขาก็มีแนวความคิดที่จะเข้าร่วมช่วยกันปกป้องและคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติกันมากขึ้น

ผมคิดว่าคนเหล่านี้ ถือเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีมาก แต่บางครั้งความคิดของพวกเขาก็ไม่ได้เป็นผลดีต่อธรรมชาติทั้งหมด บางอย่างอาจจะผิดเพี้ยนและอาจก่อผลกระทบได้ เราจึงต้องลงไปให้ความรู้ ปลุกจิตสำนึกในกลุ่มคนที่เป็นเครือข่าย หรือผู้ที่มีส่วนร่วมให้มากขึ้น โดยทำให้พวกเขาเห็นข้อเท็จจริงและเห็นผลกระทบที่เลวร้ายหรือผลพวงที่เกิดขึ้นกับสัตว์ป่า

ดังนั้น กลยุทธ์ที่สำคัญนอกจากการให้ข้อมูลความรู้แล้ว เรายังต้องใช้กลยุทธ์ที่นำพวกเขามาลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่ด้วย เมื่อรู้แล้วว่าความจริงคืออะไร พวกเขาก็จะกลั่นกรองความคิด และหาแนวทางในการปฏิบัติให้ดีที่สุดด้วยตัวเอง ถือเป็นการสร้างฮีโร่คนใหม่ๆ ในการช่วยสานต่อเครือข่ายเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่อธิบดีกรมอุทยานฯ ธัญญา กิตติธรรมคุณ เน้นยำอย่างมากในการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน”

หมอล็อตเสริมว่า การแก้ไขปัญหาช้างป่าในปัจจุบันนี้ ท่านอธิบดีกรมอุทยานฯ ได้น้อมนำพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ นั่นคือ การทำแหล่งแปลงหญ้าในป่าลึกให้กระจายไปทั่วๆ การสำรวจแหล่งน้ำ แหล่งดินโป่ง และอื่นๆ ซึ่งเป็นการทำบ้านให้อุดมสมบูรณ์และน่าอยู่สำหรับช้างป่า ถ้าบ้านน่าอยู่ ช้างป่าก็จะไม่ออกมารบกวนพื้นที่อาศัยของคนแน่นอน

“โครงการปลูกพืชให้ช้างสร้างอาหารให้สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติ ดำเนินงานภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาช้างป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ถือว่าเป็นโครงการที่ได้ผลมาก เพราะสามารถดึงช้างป่า กระทิง และสัตว์ป่าอื่นๆ ให้กลับคืนสู่ผืนป่าและออกลูกออกหลานมากมาย จึงถือเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เราจึงนำต้นแบบของโครงการนี้ไปใช้ในพื้นที่เขตอนุรักษ์ป่าทั่วประเทศ

อย่างที่บอก ว่าการทำบ้านให้น่าอยู่โดยการสร้างแหล่งน้ำ สร้างพืชอาหารให้หลากหลาย กระจายไปทั่วทั้งผืนป่า เป็นวิธีที่แก้ปัญหาช้างป่าบุกทำลายพื้นที่เกษตรกรรมของคนได้ดี ในขณะเดียวกันวิธีการที่จะป้องกันช้างป่าไม่ให้ออกมานอกพื้นที่ เราต้องเข้าใจว่าช้างบางตัวก็เรียนรู้ที่จะออกนอกเขตรอยต่อได้เช่นกัน

ดังนั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะประธานมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด จึงให้นโยบายมาดำเนินการในเรื่องการทำแนวกันช้างแบบผสมผสานรอบพื้นที่ป่าเพื่อไม่ให้ช้างป่าออกมา ซึ่งโครงการนี้ได้ทำต่อเนื่องมานับ 10 ปีแล้ว ผลพลอยได้ก็คือจะมีแนวป้องกันช้างที่ชัดเจน แล้วการบุกรุกของช้างก็จะไม่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางที่เจ้าหน้าที่สามารถลาดตระเวนได้ ในขณะเดียวกันตรงแนวกันช้างก็จะมีการขุดคูคลองเป็นระยะทางกว่า 500 กม.ตามรอยต่อ 5 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี สระแก้ว และชลบุรี ที่จะกลายเป็นแหล่งน้ำตลอดปีให้ช้างป่า โดยรอบๆ แนวคูคลองนี้ยังมีรั้วกันช้างและรั้วไผ่หนามเสริมไว้ป้องกันอีกด้วย”

ปัจจุบัน หมอล็อต แจกแจงว่า โครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนจาก กสทช.ในการติดตามโขลงช้างว่าอยู่จุดไหน ช้างออกมาจากแนวกั้นหรือไม่ โดยใช้เทคโนโลยีส่งสัญญาณดาวเทียมเข้ามาช่วย เจ้าหน้าที่จะได้สามารถป้องกันช้างฝ่าแนวกั้นออกมาได้ ชาวบ้านก็จะอุ่นใจและรู้สึกปลอดภัยในการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างสบายใจ

“สำหรับปัญหาสัตว์ป่าเสียชีวิตบนท้องถนน เช่น ถนนเส้นที่ตัดผ่านอ่างลือในซึ่งพบว่า ในแต่ละปีมีสัตว์ป่าโดนรถชนตายปีละเป็นหมื่นตัว แม้จะมีการเปิด-ปิดถนนเป็นเวลา ก็ยังพบว่ามีสัตว์ป่าตายอีกหลายพันตัว สาเหตุอาจเพราะถนนสายนี้มีรถใหญ่วิ่งผ่านมากมาย และเครื่องยนต์รถอาจจะเกิดเสียงรบกวนจนทำให้ช้างป่าออกนอกพื้นที่มากขึ้น

ฉะนั้น พล.อ.ประวิตร จึงมีนโยบายอยากให้ปิดถนนเส้นนี้ไป เพื่อลดปัจจัยการรบกวนช้างและสัตว์ป่าอื่นๆ เมื่อปิดถนนเส้นนี้แล้วก็จะมีการสร้างถนนทางอ้อมเส้นใหม่เพื่อไม่ให้รถยนต์ผ่านป่าโดยตรง เพราะนอกจากจะทำให้เกิดอุบัติเหตุกับสัตว์ป่าแล้ว ยังเกิดอุบัติเหตุกับมนุษย์ด้วย ปีนึงเสียชีวิตกันหลายราย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำหนดนโยบายในการสร้างถนนทางอ้อมเพื่อลดปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นนั่นเอง

ผมขอทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งว่า “ธรรมชาติสามารถอยู่รอดได้ถ้าไม่มีมนุษย์” ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องแสดงให้เห็นว่า “ธรรมชาติจะไม่สามารถอยู่รอดได้ถ้าไม่มีมนุษย์” ด้วยเช่นกัน”

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของหมอล็อตได้ที่ FB : ภัทรพล ล็อต มณีอ่อน

ฟุตบอลโลก รัสเซีย 2018 อุณหภูมิเชียร์แฟนบอลไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553146

  • วันที่ 02 มิ.ย. 2561 เวลา 12:59 น.

ฟุตบอลโลก รัสเซีย 2018 อุณหภูมิเชียร์แฟนบอลไทย

เรื่อง : ทีม@Weekly

ภาพ : เอเอฟพี/รอยเตอร์

ความตื่นตัวของคนไทยที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกเดือนข้างหน้าที่มีเทศกาลแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย มีการคาดการณ์ว่าน่าจะมีเม็ดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 6-7 หมื่นล้านบาท

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยผู้อำนวยการศูนย์ฯ ธนวรรธน์ พลวิชัย ออกมาประเมินว่าการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่จะมีมูลค่าการใช้จ่ายในประเทศไม่ต่ำกว่า 6-7 หมื่นล้านบาท และช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.4-0.5% ยิ่งทำให้หลายธุรกิจสบโอกาสเริ่มทยอยออกมาเปิดตัวกิจกรรมส่งเสริมการขายก่อนที่จะถึงช่วงเวลาสำคัญดังกล่าวกันอย่างคึกคัก

มาสำรวจถึงพลังเชียร์ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ของคนไทยที่จะรับชมถ่ายทอดสดกันครบทุกแมตช์ว่าคึกคักครึกครื้นกันอย่างไร?

ภาคธุรกิจเกาะอานิสงส์บอลโลกเปิดเกมชิงเงินสะพัด 6 หมื่นล้านบาท

ถือเป็นมหกรรมกีฬาที่ทุกคนทั่วโลกต่างตั้งตารอคอยสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 มิ.ย.-15 ก.ค.นี้ จากความยิ่งใหญ่ของการแข่งขันกีฬาดังกล่าว ทำให้หลายธุรกิจเล็งเห็นโอกาสที่จะออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขายในช่วงเวลาดังกล่าว

เริ่มจาก 9 องค์กรธุรกิจที่ลงขัน 1,400 ล้านบาท เพื่อนั่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งนอกจากใช้งบก้อนโตเพื่อเป็นเจ้าของสิทธิแล้ว ทั้ง 9 องค์กรยังได้มีการเตรียมงบไว้อีกก้อนหนึ่งสำหรับการทำกิจกรรมการตลาดในช่วงเวลาที่สำคัญดังกล่าว เพื่อสร้างแบรนด์สินค้า และกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้นจากปกติ

เครือเจริญโภคภัณฑ์ถือเป็น 1 ใน 9 องค์กรธุรกิจ ที่ออกมาใช้งบการตลาดสูงถึงกว่า 100 ล้านบาท ในการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับธุรกิจในเครือ 3 บริษัท คือบริษัท ซีพี ออลล์ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ซึ่งในส่วนของบริษัท ซีพี ออลล์ ได้ทำแคมเปญ“ลุ้นบินหรูบอลโลก กับเซเว่นอีเลฟเว่น”เพียงซื้อสินค้าครบ 40 บาท ก็มีสิทธิเข้าร่วมลุ้นโชคบินหรูไปดูบอลได้แล้ว

ขณะที่บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหารหรือซีพีเอฟ ก็มีแผนที่จะเปิดตัวอาหารเมนูใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดเพิ่มเติม เพื่อเอาใจแฟนลูกหนัง ส่วนบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่นก็เอาใจแฟนบอลให้ได้ชมการแข่งขันด้วยภาพที่มีความคมชัดทั้ง 64 แมตช์ ด้วยการเปิดตัวกล่อง “TrueVisions 4K ULTRA HD” โฉมใหม่ของการรับชมโทรทัศน์ ให้ประสบการณ์ความคมชัดระดับ 4K ULTRA HD เป็นครั้งแรกในไทย

เช่นเดียวกับสมาชิกแพลทินัมและโกลด์แพ็กเกจที่จะได้รับชมรายการคุณภาพที่มีความคมชัดสูงสุดในระบบ 4K ULTRA HD ซึ่งผู้ที่จะรับชมรายการ 4K ULTRA HD ได้จะต้องมีกล่องรับสัญญาณและทีวีที่รองรับสัญญาณ 4K เช่น ทีวีขนาด 55 นิ้วขึ้นไปและครั้งแรกกับการรับชมบอลโลกแบบเอชดี24 ชั่วโมง ทางช่อง TrueSport HD3 (ช่อง 668) สำหรับสมาชิกใหม่ทุกแพ็กเกจอีกด้วย

ในส่วนของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่นเองก็ได้ใช้งบประมาณถึง 195 ล้านบาท จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายช่วงที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลกไว้อย่างคึกคัก เช่น ทำแก้วคอลเลกชั่นทีมฟุตบอล 6 ประเทศ จำนวน 5 ล้านใบ ให้กับลูกค้าที่เติมน้ำมันครบตั้งแต่700 บาทขึ้นไป และการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกภายในร้านสพาร์ เป็นต้น

ด้านบีทีเอส กรุ๊ป ก็ออกมาใช้งบกว่า 100 ล้านบาท ทำกิจกรรมการตลาดต่อเนื่องในช่วงที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมที่บีทีเอสคาดว่าจะเป็นไฮไลต์ในครั้งนี้คือการถ่ายทอดการแข่งขันบนทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบริเวณสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ และสถานีช่องนนทรี

อีกหนึ่งบริษัทจาก 9 องค์กรเอกชนที่ออกมาใช้งบทำกิจกรรมการตลาดในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 เพื่อกระตุ้นยอดขายให้เติบโตจากปกติคือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ด้วยการจัดกิจกรรมถ่ายทอดสดภายในร้านอาหารและเครื่องดื่มในเครือข่ายกว่า 20 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในร้านอาหารดังกล่าวได้รับความสุขจากการจัดกิจกรรม

ขณะที่ 9 องค์กรเอกชนออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขายกันอย่างคึกคักในส่วนของผู้ประกอบการทีวี ซึ่งถือเป็นสินค้ากลุ่มหลักที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ก็ออกมาเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่พร้อมทำกิจกรรมส่งเสริมการขายกันอย่างคึกคัก

ทาคาชิ ซาซากิ ผู้อำนวยการส่วนการขายและการตลาด ผลิตภัณฑค์ อนซูมเมอร์บริษัท พานาโซนิค ซิว เซลส์ (ประเทศไทย)กล่าวว่า ภาพรวมยอดขายทีวีช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค.ของปีนี้คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากร้านค้าและแบรนด์ต่างๆ ร่วมกันทำโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงของการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวคาดการณ์ว่าจะมียอดขายเติบโตจากปกติสูงถึง 50%

สำหรับกิจกรรมส่งเสริมการขายที่พานาโซนิคจะนำมากระตุ้นยอดขายช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกคือ แคมเปญ “Enjoy Match Enjoy Big Size” โดยจะเริ่มวันที่ 1 พ.ค.-30 มิ.ย. 2561 ด้วยการมอบโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 เมื่อซื้อพานาโซนิค OLED TV รับพานาโซนิค สมาร์ททีวี 55 นิ้ว หรือเครื่องเล่นบลูเรย์ 4K Player พร้อมรับสิทธิผ่อน 0% นานสูงสุด 24 เดือน ซึ่งหลังจากจบแคมเปญดังกล่าวคาดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้นจากปกติ 30% และส่งผลให้ภาพรวมสิ้นปีมียอดขายทีวีเติบโต 5%

ด้าน ฉันท์ชาย พันธุฟัก ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ไฮเซ่นส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าไฮเซ่นส์กล่าวว่า ปีนี้ได้เปิดตัวทีวีรุ่นใหม่ทั้งระบบสมาร์ททีวี ยูเอชดีทีวี โฟร์เคยูเอชดี ขนาดหน้าจอตั้งแต่ 43-100 นิ้ว ทำตลาดในไทยทั้งหมด 7 รุ่น ควบคู่ไปกับการทำโปรโมชั่นลดราคาสินค้า เพื่อกระตุ้นยอดขายช่วงเทศกาลฟุตบอลโลกนี้ โดยตั้งเป้าหมายช่วยผลักดันให้มียอดขายเพิ่มจาก 200 ล้านบาทเป็น 500 ล้านบาท ในสิ้นปี 2561

เช่นเดียวกับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่คาดหวังว่าการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่เกิดขึ้นระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ค.นี้ จะช่วยให้ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยในส่วนของบริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ ผู้ดำเนินธุรกิจเบเกอรี่ภายใต้แบรนด์ฟาร์มเฮ้าส์ ได้ออกมาเปิดตัวแคมเปญการตลาดในรูปแบบการชิงโชคของรางวัล ควบคู่ไปกับการเปิดตัวสินค้าใหม่ และการจัดทำโปรโมชั่นเพื่อผลักดันให้ช่วงที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลกมียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นจากปกติ

ในสว่ นของกล่มุ ผลิตภัณฑเ์ ครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวอย่างบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย)เทรดดิ้ง ก็ออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างคึกคัก เช่น ในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกจะมีการใช้กลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้งกับผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบเลย์ ด้วยการนำนักเตะระดับโลกอย่าง ลิโอเนล เมสซี มาติดบนแพ็กเกจของเลย์ เป็นต้น

ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ประกอบการห้างค้าปลีกเองก็ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป ด้วยการออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขายกันอย่างคึกคัก เห็นได้จากห้างเทสโก้ โลตัส ที่ออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย ด้วยการร่วมมือกับคู่ค้าในการจัดแคมเปญลดราคาสินค้าหลากหลายหมวดหมู่บนช่องทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ลาซาด้าโดยมีสินค้าไฮไลต์ลดราคาสูงสุดถึง 50% ในสินค้าแผนกสุขภาพและความงาม และแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะที่กลุ่มสินค้าแม่และเด็กเองก็ทำกิจกรรมลดราคาสูงสุด 33%

ฟากบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ขอส่งแผนกสปอร์ตมอลล์ และเพาเวอร์มอลล์ออกมาทำกิจกรรมการตลาดตลอดในช่วงเวลาของการแข่งขัน เพื่อกระตุ้นให้สินค้าทั้งสองแผนกมียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นจากปกติไม่ต่ำกว่า 30%

จักรกฤษณ์ กีรติโชคชัยกุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสบริหารสินค้า บริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป ผู้บริหารสปอร์ตมอลล์ และเพาเวอร์มอลล์ กล่าวว่า กลยุทธ์ที่นำมาใช้ในครั้งนี้คือ ครอส โปรโมชั่น (Cross Promotion)ด้วยการนำ 2 แผนกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกัน โดยในส่วนของสปอร์ตมอลล์ได้จัดแคมเปญพิเศษ SPORT MALL CHEER TOGETHER 2018 ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย.-15 ก.ค.นี้ ด้วยการจับมือกับโค้กสร้างประสบการณ์และบรรยากาศของการแข่งขันฟุตบอลอย่างยิ่งใหญ่ โดยการรวบรวมสินค้าลิขสิทธิ์เวิลด์คัพคอลเลกชั่นพร้อมเสื้อแข่งขันทีมชาติชั้นนำที่ร่วมแข่งขันในฟุตบอลโลก 2018 อย่างครบถ้วน รวมไปถึงกลุ่มสินค้ากีฬาฟุตบอล รองเท้า และอุปกรณ์ต่างๆ จากแบรนด์ชั้นนำมาลดราคาสูงสุด 50% พร้อมรับสิทธิต่างๆ มากมาย

ขณะที่เพาเวอร์มอลล์ก็นำสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นไฮไลต์ในช่วงฟุตบอลโลกอย่างทีวีมาลดราคาสูงสุด 50% พร้อมนำเสนอทีวีจอขนาดใหญ่ตั้งแต่ 40 นิ้วขึ้นไป มาทำกิจกรรมการตลาดผ่านแคมเปญPOWER MALL BIG SCREEN ระหว่างวันที่ 1 มิ.ย.-15 ก.ค. 2561

ด้านบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล ก็ได้มีการผนึกกำลังกับธุรกิจในเครืออย่างเพาเวอร์บาย ซูเปอร์สปอร์ต และท็อปส์ ใช้งบ 10 ล้านบาท เปิดตัวแคมเปญ World Soccer’18 ช้อป เชียร์ ลุ้นโชค ระหว่างวันที่16 พ.ค.-15 ก.ค. 2561 เพื่อเกาะกระแสการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ด้วยการจัดโปรโมชั่น ทั้งลด แลก แจก และได้ลุ้น คืนกำไรครั้งยิ่งใหญ่ให้กับลูกค้า

การทำการตลาดของเพาเวอร์บายครั้งนี้ นอกจากลูกค้าจะได้ซื้อสมาร์ททีวีตั้งแต่ 32-75 นิ้ว ในราคาพิเศษแล้ว ยังมีดีลสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ร่วมกับบัตรเครดิตชั้นนำมอบเป็นส่วนลดพิเศษสูงสุด 20% และผ่อน 0% นาน 10 เดือน ให้กับลูกค้า เพื่อผลักดันให้ทีวีมียอดขายเพิ่มขึ้น 20-30% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560

ฝั่งซูเปอร์สปอร์ตก็ได้มีการขนสินค้าและอุปกรณ์กีฬาหลากหลายแบรนด์ หลากหลายรายการมาจำหน่ายในราคาพิเศษพร้อมมอบสิทธิลุ้นโชครับของรางวัลต่างๆ มากมายรวมมูลค่ากว่า 1.4 ล้านบาท ช่วงที่มีการจัดกิจกรรมดังกล่าว คาดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้นจากปกติประมาณ 15%

ขณะที่ซูเปอร์มาร์เก็ตในเครือท็อปส์อย่างร้านเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ มาร์เก็ตท็อปส์ ซูเปอร์ สโตร์ และท็อปส์ เดลี่ ทุกสาขา ก็ทำกิจกรรมช็อปเชียร์ ลุ้นโชค ลุ้นรับ ท็อปส์ กิฟต์ การ์ด จากการลุ้นรางวัลผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ดลดสูงสุด 50% กับสินค้าซื้อ 1 แถม 1 และสินค้าเรดฮอต ซื้อ2 แถม 1 เพื่อผลักดันให้มียอดขายเพิ่มขึ้นจากปกติ 15%

ปิดท้ายที่ห้างบิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ออกมาทำโปรโมชั่นผ่านแคมเปญบิ๊กแมตซ์ บิ๊กคุ้ม รับบอลโลก กับสินค้าราคาสุดพิเศษมีที่บิ๊กซีเท่านั้น เช่น ทีวีดิจิทัล ราคาเริ่มต้น 3,990 บาท หรือโปรโมชั่น ซื้อคู่สุดคุ้ม เมื่อซื้อทีวีซัมซุง ยูเอชดีทีวี คู่กับเครื่องเล่นบลูเรย์ มูลค่า 16,490 บาท จากปกติ 22,980 บาท พร้อมฟรีบริการจัดส่งและติดตั้ง เมื่อซื้อตามเงื่อนไขที่กำหนดและพิเศษสุดกับโปรโมชั่นผ่อน 0% นานสูงสุด 24 เดือน พร้อมรับเงินคืนสูงสุด 1.5 หมื่นบาท นอกจากนี้ยังสามารถลุ้นรับทีวีจอยักษ์55 นิ้ว มูลค่า 5 หมื่นบาท ซึ่งหลังจากจบแคมเปญดังกล่าวบิ๊กซีคาดว่าจะมียอดขายเติบโตจากปกติไม่ต่ำกว่า 10%

สถานบันเทิงขยับตัวรับแฟนบอลดูถ่ายสด

การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2018 จากประเทศรัสเซียที่เป็นเจ้าภาพในปีนี้ มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการชมของคนไทย เพราะเวลาการแข่งขันเริ่มตั้งแต่ช่วงหัวค่ำประมาณ 2 ทุ่ม ไปจนถึงประมาณตี 2 สำหรับฟุตบอล 3 คู่ ทำให้ตลาดร้านอาหารผับ บาร์ และสถานบันเทิงต่างๆ ขานรับกันเต็มที่ เพราะจะเป็นการเรียกลูกค้าให้มาชมถ่ายทอดสดกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

ธวัชชัย จารนัย ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มมูนไชน์บาร์ ย่านข้าวสารและซอยรามบุตรี ซึ่งจัดเทศกาลชมถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกและฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมาทุกครั้ง ก็เตรียมจัดอีเวนต์ของร้านในเทศกาลฟุตบอลโลก 2018 อย่างเต็มที่

“ช่วงฟุตบอลโลกจะมียอดขายเพิ่มขึ้นเกินเท่าตัวในรอบ 1 เดือนเต็มที่มีการแข่งขัน ร้านผมมีจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ถ่ายทอดสดให้คนที่มาที่ร้านได้ชมกันอย่างเต็มที่ และมีการขยายพื้นที่ของร้านให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้”

แน่นอน ในฟุตบอลโลก 2018 ธวัชชัยจะทำให้ร้านของเขากลายเป็นหมุดหมายของกรุงเทพฯ ที่ให้คอบอลมาชมกันอย่างเต็มอิ่มพร้อมของรางวัลลดแลกแจกแถมกันอย่างเต็มที่ โดยร่วมเป็นพันธมิตรกับสปอนเซอร์ต่างๆ

“ผมเตรียมการไว้อย่างมาก เพราะทำมาเป็นประจำอยู่แล้ว ที่นี่จะมีความพิเศษอย่างมาก คือเป็นแหล่งรวมของนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่แล้ว การมาชมที่ร้านจะได้เห็นบรรยากาศของกองเชียร์และผู้ชมนานาชาติที่เดินทางมาจากทั่วโลกอยู่แล้วซึ่งมีเสน่ห์การเชียร์ไม่เหมือนที่ไหน”

ครั้งนี้ ธวัชชัยบอกว่าเขาจะเชิญนักพากย์ฟุตบอลชื่อดังมาพากย์กันสดๆ หน้าจอในรอบและคู่แข่งขันที่สำคัญ ซึ่งจะเพิ่มดีกรีความสนุกสนานให้กับลูกค้าคนไทยในอีกระดับหนึ่งด้วย

จากความเคลื่อนไหวของมูนไชน์บาร์แสดงให้เห็นถึงสถานบันเทิงยามค่ำคืนซึ่งเป็นที่แฮงเอาต์จะกลายเป็นชุมชนของคอบอลหรือคอมมูนิตี้ของการชมฟุตบอลโลก 2018 ไปอย่างถ้วนทั่วทุกพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ต้านพนันฟุตบอลโลกธรรมเนียมปฏิบัติประจำเทศกาล

ในช่วงเทศกาลฟุตบอลโลก สิ่งที่จะมาควบคู่ไปด้วยกันคือการเล่นพนันฟุตบอลซึ่งในประเทศไทยต้องยอมรับกันตรงๆ ว่าทุกวันนี้เด็กไทย วัยรุ่น วัยทำงาน ไม่ว่าหญิงชายลุยเล่นพนันฟุตบอลกันเป็นว่าเล่น

สำหรับการป้องกันแล้ว แน่นอนว่าเป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องวางแผนป้องกันการพนันฟุตบอลให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้นกว่าครั้งไหน ส่วนหนึ่งจากที่ตำรวจมองเห็นภาพก็เพราะทุกวันนี้การพนันฟุตบอลเข้าสู่ยุคออนไลน์อย่างรวดเร็วและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นเล่นพนันได้ง่ายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ความเข้มงวดในการปราบปรามของตำรวจจึงต้องเข้มข้นและทันการณ์ด้วยเช่นกัน

เพราะทุกวันนี้ถือว่าได้การพนันฟุตบอลเข้ามาใกล้ตัวคนมากยิ่งขึ้น เพราะการเล่นพนันแสนง่ายผ่านมือถือสมาร์ทโฟนของตัวเอง

แหล่งข่าวที่เป็นตำรวจนายหนึ่งบอกเล่าว่า การพนันฟุตบอลในยุคนี้มีจำนวนน้อยที่ยังเดินไปแทงตามโต๊ะต่างๆ เพราะกลายเป็นว่าการแทงบอลสามารถทำได้ผ่านโทรศัพท์มือถือแล้ว โดยมาทุกแอพพลิเคชั่นบนมือถือที่จะสามารถสื่อสารและเป็นช่องทางการรับแทงพนันได้ หนำซ้ำยังมีผลการวิเคราะห์จากบุคคลต่างๆ ที่อ้างตัวว่าเป็นเซียน ส่งข้อมูลผ่านไลน์ของสมาชิกเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเล่นการพนันมากขึ้น

“คนในเมืองก็เข้าถึงได้ง่าย ส่วนใหญ่พวกนี้จะมีโต๊ะใหญ่หรือกลุ่มพนันฟุตบอลจากต่างประเทศเข้ามาร่วมกับเครือข่ายในประเทศไทยให้จัดหาการรับแทงพนันฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลลีกภายในหรือต่างประเทศ และยิ่งฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ก็คาดว่าจะมีการพนันจำนวนมาก”ตำรวจคนเดิมที่ไม่ขอเปิดเผยนาม อธิบาย

นายตำรวจคนเดิมเล่าให้ฟังอีกว่า ปัจจุบันในแถบต่างจังหวัดจะเป็นลักษณะการโทรศัพท์ไปยังโต๊ะ หรือกับคนเดินโพยเพื่อขอแทงบอลซึ่งลักษณะนี้ยังมีอยู่มาก และทำให้คนเดินโพยพบว่าทำกันเป็นอาชีพเสริมก็ยังมี โดยจะมีรายได้จากยอดการเข้าแทงพนันฟุตบอลที่ตัวเองหามาได้เพื่อส่งให้กับโต๊ะใหญ่

“การพนันฟุตบอลมีทุกแวดวง ทั้งส่วนราชการหรือภาคเอกชน มันปราบยากมาก”ตำรวจชุดปราบปรามสะท้อนภาพ

อย่างไรก็ตาม มาตรการของตำรวจในการป้องกันพนันฟุตบอลโลกครั้งนี้นั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เพิ่งตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอล มุ่งเน้นเป็นพิเศษไปที่เรื่องของการเฝ้าระวังทางเทคโนโลยี ซึ่งจะต้องป้องกันระวังไม่ให้เซิร์ฟเวอร์ของเว็บไซต์พนันฟุตบอลซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ต่างประเทศ ไม่ให้เคลื่อนไหวได้อย่างเด็ดขาด รวมถึงการติดตามเฝ้าระวังและตรวจสอบเพจเฟซบุ๊กต่างๆ ที่มีการโฆษณาเว็บพนันฟุตบอลแฝงอยู่ด้วย

แต่ที่น่าจะเข้มข้นอย่างมากก็คือการบังคับใช้กฎหมายในการเล่นพนันฟุตบอลอย่างเข้มข้น โดยล่าสุดที่ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันชัดเจนว่า ถ้าพบการกระทำความผิดต้องดำเนินการอย่างจริงจังโดยเฉพาะการใช้กฎหมายฟอกเงินมายึดทรัพย์ผู้กระทำความผิดพนันฟุตบอลด้วย

รอง ผบ.ตร. กล่าวว่าศูนย์ดังกล่าวจะประกอบด้วยหน่วยต่างๆ อาทิ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ปอท. สตม. ปปง.เป็นต้น โดยจะดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง เน้นมาตรการเชิงรุกด้านการป้องกันเน้นการตรวจสอบเว็บไซต์ที่มีการรับทายพนันผลฟุตบอลออนไลน์ ยืนยันตำรวจมีฐานข้อมูลของเว็บไซต์ต่างๆ อยู่แล้ว ทั้งเว็บที่มีเซิร์ฟเวอร์ในและต่างประเทศ

ส่วนกรณีเว็บเพจต่างๆ โดยเฉพาะเพจทางเฟซบุ๊กที่พบว่ามีการขึ้นข้อความโฆษณาเชิญชวนให้ทายผลพนันฟุตบอลทางเว็บไซต์พิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การพนันฯ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์หรือไม่หากพบว่ามีการกระทำผิด ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด รวมถึงประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.ดำเนินการยึดทรัพย์สินต่อไป

ทั้งนี้ ในส่วนของศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทายผลพนันฟุตบอลออนไลน์ยินดีเปิดรับฟังและรับแจ้งเบาะแสจากภาคประชาชนและเอกชน ซึ่งถือว่ามีส่วนสำคัญในการทำงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมระบุในอนาคตเตรียมพิจารณาตั้งศูนย์ดังกล่าวถาวรเพื่อดำเนินการป้องกันและปราบปรามเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจังในอนาคตต่อไปก่อนหน้านี้ 11 องค์กรภาครัฐและเอกชนจับมือป้องกันเด็กและเยาวชนจากภัยร้าย“พนันบอลออนไลน์” ที่คาดว่ามีเยาวชนติดการพนันบอลโลกครั้งนี้กว่า 3 ล้านคน

HIIT วิธีออกกำลังกายยอดฮิต ของคนอยากอายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552958

  • วันที่ 31 พ.ค. 2561 เวลา 13:45 น.

HIIT วิธีออกกำลังกายยอดฮิต ของคนอยากอายุยืน

เรื่อง กาญจนา ภาพ รอยเตอร์ส, เอเอฟพี

การออกกำลังกายทุกประเภทดีต่อร่างกาย แต่มีงานวิจัยหนึ่งพบว่ามีวิธีการออกกำลังกายประเภทหนึ่งชื่อ HIIT (high-intensity interval training) หรือการออกกำลังที่มีความเข้มข้นสูงในระยะเวลาอันสั้น อาจเป็นวิธีที่สามารถทำให้คนสูงวัยมีอายุยืนขึ้นได้

งานวิจัยดังกล่าวถูกเผยแพร่ในวารสาร Cell Metabolism ของสหรัฐ โดยผู้วิจัยได้วัดดัชนีมวลร่างกาย (Body Mass Index) และภาวะความไวต่ออินซูลิน (Insulin Sensitivity) ของคน 2 กลุ่ม ได้แก่ คนสูงวัยอายุ 65-80 ปี และคนหนุ่มสาวอายุ 18-30 ปี จากนั้นแบ่งคนทั้งสองช่วงวัยแบ่งเป็น 3 กลุ่มเพื่อให้ออกกำลังกายประเภทต่างๆ กัน

กลุ่มหนึ่งให้ออกกำลังกายแบบ HIIT ด้วยการปั่นจักรยาน อีกกลุ่มหนึ่งเน้นสร้างกล้ามเนื้อด้วยการยกน้ำหนัก และกลุ่มสุดท้ายทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน

หลังจากนั้นผู้วิจัยได้กลับมาวัดดัชนีมวลร่างกายและภาวะความไวต่ออินซูลินของทุกคนอีกครั้ง พบว่าการออกกำลังกายทุกรูปแบบช่วยให้มีดัชนีมวลกายระหว่างน้ำหนักและส่วนสูงสมดุลมากขึ้น รวมทั้งยังช่วยเพิ่มการตอบสนองต่ออินซูลินให้ดีขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยได้มุ่งเน้นไปที่การออกกำลังกายแบบ HIIT มากเป็นพิเศษ เพราะส่งผลถึงระดับเซลล์มากที่สุดเมื่อเทียบกับอีก 2 รูปแบบ

HIIT เป็นวิธีที่ช่วยยับยั้งความเสื่อมสภาพของไมโทคอนเดรียน (Mitochondrion) หรือแหล่งสร้างพลังงานของเซลล์ และยังช่วยเพิ่มการสร้างโปรตีนในเซลล์ สิ่งที่ทำให้เซลล์ทุกชนิดในร่างกายสามารถทำงานตามหน้าที่ และยังช่วยให้การติดต่อประสานงานระหว่างเซลล์ชนิดต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างราบรื่น ซึ่งเซลล์เหล่านี้จะค่อยๆ เสื่อมสภาพลงเมื่อมีอายุมากขึ้น

การวิจัยนี้จึงสรุปได้ว่าการออกกำลังกายแบบ HIIT จะช่วยลดอัตราความเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกายซึ่งมีแนวโน้มทำให้ผู้สูงวัยมีอายุยืนขึ้น

อีกงานวิจัยในสวีเดนที่บ่งชี้ว่า HIIT จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ดีมากด้วย การวิจัยนำโดย ฮาคานเวสเทอร์บลัด ศาสตราจารย์เกี่ยวกับสรีรวิทยาและเภสัชวิทยา สถาบันแคโรลินสกา ประเทศสวีเดน เขาและทีมได้ศึกษากล้ามเนื้อของผู้ที่ออกกำลังกายแบบ HIIT ด้วยการปั่นจักรยานอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เป็นเวลา 30 วินาที แล้วพัก 3 นาที เป็นจำนวน 6 ครั้ง พบว่าการออกกำลังกายวิธีนี้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับใยกล้ามเนื้อ

นอกจากนี้ การออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูงจะทำให้เกิดการนำพลังงานมาทดแทนได้มากกว่าคาร์ดิโอ เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ใช้คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงาน ซึ่งเมื่อร่างกายเสียคาร์โบไฮเดรตก็จะดึงไขมันมาใช้ทดแทน และสามารถเผาผลาญไขมันได้นานที่สุดประมาณ 48 ชั่วโมงหลังออกกำลังกาย

จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม HIIT ถึงเป็นวิธีออกกำลังกายที่สลายไขมันได้ดีที่สุด แต่ก็ไม่ควรทำติดต่อกันมากกว่า3 วัน/สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนจากการออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูงเช่นนี้

จ่ายเป็นระบบ ชีวิต(ก็)เป็นระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552952

  • วันที่ 31 พ.ค. 2561 เวลา 13:17 น.

จ่ายเป็นระบบ ชีวิต(ก็)เป็นระบบ

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ชีวิตเดินหน้าด้วยรายจ่าย…ไม่ใช่รายได้ คิดดูให้ดี ก็จะถ่องแท้ว่า แท้ที่จริงคือรายจ่ายที่ทำให้ชีวิตเดินหน้า เพราะทุกรายจ่ายที่จ่ายออกไป เป็นการจ่ายเพื่อปัจจุบันและอนาคต ลองคิดดูซิว่าถ้าคุณจ่ายเพื่ออนาคตที่ดี ถ้าคุณลงทุนเพื่ออนาคตที่ใช่แน่นอนที่(สักวันหนึ่ง)คุณก็จะมีอนาคตที่ดีและที่ใช่ ถามไปถามมาเหมือนคำถามว่าไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกันก็ถ้าไม่มีรายได้ จะมีอะไรมาให้จ่ายเป็นรายจ่าย จะมีอะไรมาลงทุนเพื่ออนาคตที่มันจะใช่

รายได้นั้นสำคัญก็จริง แต่ถ้ารายได้ได้มาแล้วจ่ายไม่เป็น ไม่รู้จักจ่าย ไม่รู้จักลงทุนในสิ่งที่พึงควร รายได้ก็จะกลายเป็นรายจ่ายเปล่าประโยชน์ เปล่าดายผ่านกระเป๋าเดือนแล้วเดือนเล่าก็เท่านั้น อย่ากระนั้นเลยมาจัดระเบียบรายจ่ายให้เป็นระบบ เพื่อชีวิตที่เป็นระบบ รับมือได้และวางแผนได้ เพื่ออนาคตที่ต้องการกันดีกว่า

ศิลปะของคนที่ใช้เงินเป็น หรือเรียกให้ถูกว่าศิลปะของการจ่ายเงินให้เป็น คือ การรู้ว่าจะใช้เงินซื้ออะไรจ่ายเพื่อวัตถุประสงค์อะไร จุดมุ่งหมายของการจ่าย คือจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของคนจน ซึ่งใช้จ่ายเงินเหมือนกระเชอก้นรั่ว ผู้ที่ชอบบ่นว่าสิ้นเดือนไม่มีเงินเหลือ ชอบบ่นว่าค่าใช้จ่าย ค่าบัตรเครดิตทำไมถึงได้สูงปรี๊ดๆ พวกนี้คือพวกไม่รู้จักนิสัยการใช้จ่ายของตัวเอง ไม่รู้จักตัวเองและไม่มีเป้าหมายการออม ถ้าไม่อยากเป็นแบบนี้ ก็ต้องทำในสิ่งตรงกันข้าม

ก่อนอื่นให้ทำความเข้าใจกับตัวเองผ่านรายจ่าย ลองสำรวจตัวเองว่า มีการใช้จ่ายทำนองนี้บ้างหรือไม่

1.กินข้าวที่ใต้ถุนตึกออฟฟิศ เดี๋ยวนี้ข้าวแกงจานละ55 บาทแล้ว อู้ย…ต้องประหยัดๆ เพราะเงินหายาก แต่พอกินข้าวอิ่มแล้ว ก่อนขึ้นตึกขอควงกาแฟแบรนด์นอกสักถ้วย แค่ถ้วยละ 140 บาท…เอิ่ม

2.ไม่เสียดายเงิน ถือว่าเศษเงิน เศษสตางค์ขำๆ ทุกวันต้องเดินช็อปที่ตลาดนัดข้างตึกออฟฟิศ แต่มีที่ใช้จริงๆ น้อยชิ้นและน้อยครั้ง มองแต่ในมิติว่าเป็นของราคาถูก (แต่ไม่เคยมองว่าซื้อมาทิ้ง)

3.ไม่เคยวางแผนการคมนาคม จึงเสียค่าขนส่งสูง จากบ้านนั่งมอเตอร์ไซค์ นั่งเรือ ต่อแท็กซี่ ขึ้นแท็กซี่ไปต่อแอร์พอร์ตลิงค์ เป็นแบบนี้ทุกวัน ค่าเดินทางต่อวันไปกลับ 400-500 บาท สัปดาห์หนึ่ง 2,500 บาท เดือนหนึ่งก็เหยียบหมื่น เคยคิดจะโดยสารกับเพื่อนร่วมออฟฟิศที่อยู่ทางเดียวกัน หรือบริหารเวลาหรือเส้นทางใหม่บ้างหรือไม่ คำตอบคือ-ไม่

4.เงินเดือนชนเดือน แต่กันเงินส่วนใหญ่สำหรับการเที่ยวการกินดื่ม ไม่เคยคิดลงทุนเรื่องความรู้ หรือพัฒนาทักษะการทำงาน

5.ติดสังคมนิยม ไม่ใช่สังคมนิยมแบบไหน แต่เป็นพวกชอบสังคม ชอบจ้อ ชอบสังสรรค์ ทุกเย็นมีนัดเพื่อนฝูง อย่างนี้รายจ่ายค่าสังคมพุ่งสูงแน่

6.นิยมในเทคโนโลยีและตามติดเครื่องมือสื่อสารรุ่นใหม่ กลัวเอาต์ เปลี่ยนมือถือทุก 3 เดือน ไม่มีเงินก็กดบัตร

7.กินตามใจ(ปาก) เดี๋ยวนี้มีไลน์แมน ก็ถนัดทั้งไลน์แมนและไปรีวิวร้านด้วยตัวเอง ทุกอย่างต้องหรูต้องเริ่ด และต้องอร่อย(หรือเปล่า)

8.สมัครบัตรเครดิต เงินเดือนแค่ไม่กี่หมื่นบาท แต่วงเงินบัตรรวมกันทุกใบมากกว่ารายได้ 3 ปีรวมกัน อย่างนี้แล้วมีบัตร(เยอะ)ไปทำไมไม่ทราบ

ทั้ง 8 ข้อ คือตัวอย่างของการไม่ประมาณตน ถ้า(เพิ่ง)รู้ตัวว่าไม่มีศิลปะการจ่ายแบบเป็นๆ ก็ขอให้เริ่มต้นใหม่ เริ่มจากการทำบัญชีค่าใช้จ่าย แนะนำการบันทึกรายจ่ายแบบ Spread Sheet ขอให้ทำทุกวันโดยแบ่งเป็นหมวดๆ เช่น หมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดค่าขนส่ง หมวดการพัฒนาตนเอง หมวดลงทุน หมวดท่องเที่ยวสันทนาการ เป็นต้น

ที่สำคัญคือ ต้องลงบันทึกทุกวัน หลักการคือจดตามจริงขอให้จดต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน แล้วใช้ Spread Sheet เพื่อดูแบบแผนการใช้จ่าย ด้วยวิธีนี้คุณจะรู้จักตัวเองผ่านรายจ่ายของตัวเองว่า จริงๆ แล้วคุณคือใคร ใช้จ่ายในเรื่องใดสูงสุด หมวดไหนที่เป็นปัญหา หมวดไหนต้องเข้าไปแก้ไขเร่งด่วน เช็กตัวเองจากรายจ่ายแบบนี้ รู้มั้ย…รวยมาหลายคนแล้ว