ความสวยชวนเชื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549862

  • วันที่ 02 พ.ค. 2561 เวลา 10:23 น.

ความสวยชวนเชื่อ

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า

ขาว-ผอม กลายเป็นค่านิยมที่ผิดแผกไปแล้วสำหรับความงาม สวยหล่อแบบดาราก็ถูกยกมาเป็นมาตรฐาน จึงไม่แปลกใจที่พลังความอยากสวยจะอยู่เหนือความเจ็บความจน หลายคนยอมทำทุกวิธีเพื่อได้มา

ศิลปินนักแสดงเป็นอีกอาชีพที่ต้องพึ่งพาหน้าตาเป็นส่วนสำคัญ การจะปล่อยปละละเลยให้หน้าตาของตัวเองมีจุดบกพร่อง กลายเป็นจุดอ่อนของตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่ยอมกันได้ง่ายๆ เสียเมื่อไหร่ แต่กว่าเขาและเธอจะได้มาซึ่งรูปร่างสมส่วนดูดี ผิวพรรณผ่องใสเป็นยองใย ผ่านการลงทุนลงแรงไปมาก ไม่มีทางลัดที่ 7 วันจะขาว 10 วันจะผอม

หากยังมีคนพร้อมเชื่อ เชื่อในสิ่งที่บุคคลที่เขาชื่นชอบบอกว่าใช้ บอกว่าดี หรือเพียงแค่ถือให้เห็น

คนดังพรีเซนต์สินค้าถึงไวและแรง

ผศ.เสริมยศ ธรรมรักษ์ หัวหน้าภาควิชาการสื่อสารแบรนด์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า การที่สื่อโฆษณาต่างๆ เลือกใช้คนมีชื่อเสียงเป็นพรีเซนเตอร์ เพราะเป็นใบเบิกทางที่จะทำให้สาธารณชนสนใจสินค้านั้น อย่างน้อยที่สุดก็คือการพาแบรนด์ไปให้ถูกพบเห็น

ยิ่งตอนนี้การตลาดโฆษณาไม่ได้อยู่เพียงสื่อหลัก โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุแต่การเข้ามาของโซเชียลมีเดีย และคนดังมีช่องทางสื่อสารของตัวเอง ผ่านเฟซบุ๊กอินสตาแกรม ทำให้การโฆษณาเผยแพร่ออกไปได้ง่าย ไว แต่ก็ขาดกฎระเบียบ ควบคุม ขาดการตรวจสอบที่ทั่วถึง

“เมื่อก่อนโฆษณาจะใช้พรีเซนเตอร์หลักตอนนี้มีการว่าจ้างดาราเพิ่มหลายคนที่เขาหวังผลในเชิงออนไลน์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย การใช้คนดังอาจจะไม่ได้เกิดการแอ็กชั่นจากลูกค้าเลยในยุคนี้ แต่ทำให้เกิดการรับรู้ในแบรนด์ก่อน แล้วสืบเสาะดูว่าแบรนด์นี้เป็นยังไง มีคนใช้จริงไหม

เดี๋ยวนี้โฆษณาชวนเชื่อน้อยลง แต่ทำการสื่อสารธุรกิจให้เนียนขึ้น ลูกค้าจับไม่ได้ให้มันเข้าไปพ่วงอยู่ในชีวิตเขาโดยไม่รู้ตัวอย่างรายการเอาดารามาสัมภาษณ์เขาไม่ได้พูดถึงสินค้า แต่มีไทอินเข้าไป เขาให้ข้อมูลได้เยอะกว่าโฆษณาที่ได้เวลา 15 วินาที

เขาพูดบ่อยๆ หลายรายการ เนื้อหาสาระอาจจะไม่ได้พูดถึงสินค้าทั้งหมด แต่สุดท้ายตบกลับมาที่สินค้า เช่น ทำไมหน้าดีขึ้น นั่นคือวิธีการที่มันแยบยลมากขึ้น

ถ้ายุคนี้ผู้บริโภคเกิดการดื้อยา การโฆษณาก็หายาแรงขึ้นมาฉีด สุดท้ายผู้บริโภคต้องสร้างเกราะกำบังให้ตัวเอง ให้รู้เท่าทันกลไกการตลาด กลไกการสื่อสาร”

เบญจกัญญ์ พิจิตรพงศ์ชัย

ในการรีวิวสินค้ามาจากทั้งผู้ใช้จริง ซึ่งตรงนี้จะได้ข้อมูลทั้งดีและไม่ดี และรีวิวจากคนที่ถูกจ้างเขาก็จะบอกแค่ด้านดี แต่ถ้าคนถูกจ้างเป็นคนมีชื่อเสียง มีคนพร้อมเชื่อเพราะคิดว่าดาราคงไม่มาโกหก หรือเพราะอยากสวยอยากขาวแบบดาราจึงลืมการพิจารณาอื่นๆ

“สินค้าที่ดารากับเน็ตไอดอลถือ ผลออกมาว่าเน็ตไอดอลมีแอ็กชั่นกับผู้บริโภคมากกว่า เพราะเน็ตไอดอลใกล้ชิดในชีวิตพวกเขามากกว่า ดารามีผลกับคนบางกลุ่มที่เขาเปิดรับข้อมูลที่เขาเปิดใจเชื่อ อย่างเคสของเมจิก สกิน จะเห็นว่า การเอาดารามาถือสินค้า เป็นการเอาคนดังมาใช้เป็นกลไกของการสร้างความรับรู้ของคนว่ามีแบรนด์นี้ แบรนด์ใหม่ที่อยากเกิดก็ใช้ตรงนี้ ดาราคนไหนมีคนติดตามเยอะ เป็นการรีมาร์เก็ตติ้ง ที่เป็นการรีทาร์เก็ตด้วย

ดาราที่รับถือสินค้าต้องตระหนักตรวจสอบเพื่อรับผิดชอบต่อสังคม ทุกส่วนต้องตระหนักในหน้าที่ของตัวเอง ดาราต้องมีความรับผิดชอบต่อคนที่ฟอลโลว์คุณอยู่ พูดอะไรไป ไม่เป็นจริงอันตราย เขาจะไม่เชื่อคุณอีก หรือเป็นภาพจำว่าดาราคนนี้ไม่ได้ใช้จริง ดาราคนดังมีผลต่อการชี้นำสังคม การสื่อสารกับสาธารณะต้องระวัง”

เบญจกัญญ์ พิจิตรพงศ์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฮลท์ธอรี เจ้าของและผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ วีร่า คอลลาเจน ที่มี “เบลล่า-ราณี แคมเปน” และ “เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ” เป็นพรีเซนเตอร์ ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดทุ่มเงินหลายล้านบาทจ้างคู่รักคนดังเป็นพรีเซนเตอร์ระยะเวลานาน 1 ปี

“การตลาดสำคัญในการทำธุรกิจ เป็นตัวสื่อให้ผู้บริโภคได้ร้บรู้ถึงผลิตภัณฑ์ของเราดารามีผล เขาเป็นตัวกลางที่สื่อไปถึงผู้บริโภคพาสินค้าไปให้คนเห็นคนรู้จักสุดท้ายอยู่ที่ผู้บริโภคตัดสินใจ

เราจ้างกันเป็นปี มีการทำงานระหว่างเรากับพรีเซนเตอร์ชัดเจน ไม่ตีหัวเข้าบ้านจ้างเป็นครั้งๆ จบ เพราะเราต้องการความน่าเชื่อถือ เราเป็นสินค้าใหม่จึงต้องจำเป็นต้องใช้คนดัง ช่วงแรกเราต้องทุ่มกับโฆษณา ทำสินค้าดีแค่ไหนแต่ถ้าไม่มีการสื่อออกไปให้ผู้บริโภครู้จักก็ไร้ประโยชน์ เราเน้นคุณภาพ เรามีการขอทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขออนุญาตโฆษณา

เราเลือกพรีเซนเตอร์จากคนที่เข้ากับโปรดักต์ อย่างเวียร์เขาเป็นผู้ชายลุย รักสุขภาพ ส่วนเบลล่าเรื่องผิวกับสุขภาพความงาม เราคัดเลือกจากหลายคู่ ก่อนเซ็นสัญญากันขอไปว่าต้องรับประทานอาหารเสริมเราก่อน ถ้าไม่โอเค ไม่รู้สึกดีจริง เราก็ไม่ต้องการคนที่มาพูดถึงสินค้าของเราได้ไม่เต็มปาก เพราะเราทำออกมาเรากล้าให้คนในครอบครัวเรารับประทาน ดังนั้นเรามั่นใจในคุณภาพ

เป้าหมายของเรา ทำการตลาดออกสินค้าล็อตแรกมาให้คนได้กินก่อนถึงการขาย สินค้าล็อตแรกของเรามีคนกินได้ผลจริงเทิร์นจากคนกินมาเป็นคนขาย ระบบการตลาดของเราไม่ได้ขายตัวแทน ตัวแทนไม่ใช่ลูกค้าเรา แต่ลูกค้าเราคือคนใช้จริง เราขายของแบบออฟไลน์แต่ใช้ออนไลน์มาช่วย ระบบที่เราทำอยู่ตอนนี้คือ เอโอ (เอเจนท์ ออนไลน์) เราเน้นขายผู้บริโภค ถ้าขายตัวแทนเราตัน เพราะยัดเยียดให้ตัวแทนซื้อ ไปสร้างภาระให้ตัวแทนระดับล่าง ของคาอยู่ขายไม่ได้ ตัวแทนข้างบนสบาย เราไม่ทำการตลาดแบบนี้ ตราบใดที่เราขายของให้ผู้บริโภคเราจะขายของได้ตลอด วันหนึ่งสินค้าเราเป็นที่รู้จัก ผู้บริโภคยอมรับ การใช้พรีเซนเตอร์ก็ไม่จำเป็นต้องดัง ค่าตัวแพงเพราะรีวิวจากผู้ใช้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด”

ไตรลุจน์ นวะมะรัตน นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และสื่อโฆษณา กล่าวถึงสื่อออนไลน์ที่กำลังเป็นโอกาสของคนที่ต้องการโฆษณาเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย อีกทั้งยังไม่มีการควบคุมอย่างชัดเจน

“ผมว่าสื่อออนไลน์นี่น่ากลัวเพราะข่าวสารมันเยอะมาก ส่วนตัวถ้าเสพข่าวสารจากทางนี้อย่าเพิ่งเชื่ออะไรทันที รอก่อน มันจะมีคนที่รู้จริงมากกว่าเรื่อยๆ มาให้ข้อมูล แล้วพิจารณาหน่อย ฟังหลายๆ ฝ่าย ถ้าพูดถึงเรื่องของการซื้อขาย ศึกษาผู้ขายหน่อย อย่าซื้อทันทีทันใด ถามคนนั้นคนนี้

อย่างดาราเขาพูดผ่านสื่อ เขาไม่ได้พูดตรงกับเรา เป็นแฟนคลับก็ไม่ได้ใกล้ชิดกันขนาดนั้น เราต้องตรวจสอบ ดาราเองก็ควรจะพิจารณาก่อนไม่ใช่ว่าพูดๆ

การตลาดยุคนี้มันฮาร์ดเซลอยู่แล้ว สำหรับสินค้าใหม่ หรือโลคอล แค่ดาราถือสินค้าก็เข้าถึงผู้บริโภค หนึ่งประหยัดค่าโปรดักชั่น ค่าครีเอทีฟ และค่าสื่อด้วย ประหยัดเยอะ เอาคนดังมาถือสินค้าสร้างความน่าเชื่อถือ สร้างได้หรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง แต่คนรู้จักแน่ๆ อยากให้ดึงดูดคนดู ใครกำลังดังก็เอามา กลยุทธ์นี้ยังใช้ได้อยู่ เพียงแต่ไม่ใช่กับทุกสินค้า พวกสินค้าความสวยความงามจะใช้พวกดาราเยอะ

ตอนนี้ออนไลน์มันไม่ได้ต้องการอะไร ต้องการความรวดเร็ว ไม่ต้องมานั่งสาธยายสรรพคุณอะไรมาก คนคลิกใน 10 วินาทีรู้เรื่องค่อนข้างฮาร์ดเซล แบรนด์อะไร ทำอะไร ชัดเจน”

ครูเงาะ-รสสุคนธ์ กองเกตุ

ค่านิยมความงาม

อยากสวยอยากหล่อเหมือนดาราในทีวียังเป็นค่านิยมที่เยาวชนคล้อยตาม ครูเงาะ-รสสุคนธ์ กองเกตุ ครูสอนการแสดงและนักพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ได้แสดงทัศนะในค่านิยมของความงามฉาบฉวยจากเปลือกนอก

“ความสวยเป็นคุณค่า เป็นคุณสมบัติชั้นล่างสุดของมนุษย์ เป็นเรื่องของวุฒิภาวะ ตอนวัยเด็กจะล้อเพื่อนว่า ไอ้อ้วน ไอ้ดำ พอโตหน่อย คนนี้รวยไหม หันมาให้คุณค่ากับเงินโตขึ้นมาอีกให้คุณค่าชื่อเสียง โตมาอีกหน่อย คนนี้เก่งไม่เก่ง และสูงสุด คนนั้นดีไม่ดี คนที่ตัดสินกันที่รูปร่างหน้าตามีวุฒิภาวะน้อยสุดเลยนะ และความสวยหล่อเป็นสิ่งที่มีคุณค่าน้อยสุดในมนุษย์ด้วย”

ครูเงาะเปิดประสบการณ์ในการเป็นแอ็กติ้งโค้ช และคัดเลือกนักแสดงสู่วงการบันเทิง เจอบางคนที่หน้าตาสะสวยแต่ไม่มีคุณสมบัติของการเป็นนางเอก เพราะอินเนอร์ของเขาไม่สวย ยังไม่มั่นใจ ไม่ได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง มีหลายปัจจัยที่ทำให้ความสวยนั้นไม่ได้คู่ควรแก่การเป็นนางเอก

“ความสวยเป็นใบเบิกทางแค่ 7 วินาทีแรกเมื่อคนนี้ปริปาก ท่าทาง น้ำเสียง มีผลที่มากกว่าในระยะยาว จริงๆ แล้วสวยไม่ผิดแต่สวยมาจากข้างในยั่งยืนกว่า

การปฏิบัติกับตัวเองให้ดูดี เป็นวิถีเบื้องต้นที่มนุษย์เราแสดงความเคารพตัวเองสวย สะอาด ดูดี ถ้าเราขาดแคลนในจิตใจก็จะทำทุกอย่างขาดๆ เกินๆ ไม่เสพติดความสวย ก็ปล่อยเนื้อปล่อยตัว แต่ถ้าเราเคารพตัวเอง เราเห็นคุณค่า เรามีความสามารถ มีจิตใจช่วยเหลือคนอื่น เราโฟกัสส่วนดีของเรา อย่างเรายิ้มสวย เชื่อไหม อานุภาพของการโฟกัสจะดึงดูดให้คนอื่นเห็นจุดที่โฟกัส”

อยากสวยตามดาราไม่ผิด แต่ต้องรู้จักแยกแยะว่า ดาราสวยเพราะอะไร “คนส่วนใหญ่เข้าใจว่านักแสดงมักใช้ของสิ่งนั้นแล้วขาว แล้วผอม เราต้องวิเคราะห์ เขาเป็นแค่พรีเซนเตอร์ ไม่ได้กินเอง ใช้เอง สิ่งที่เขานำเสนอไม่ได้แปลว่าเขาใช้นะ

เคยเจอเด็กในร้านสะดวกซื้อ พูดว่าจะซื้อโรลออนที่ดาราคนนี้ใช้ อยากเดินไปบอกว่าเขาโฆษณาเฉยๆ คนยังไม่รู้ตรงนี้อีกเยอะมาก ทุกวันนี้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารง่ายมาก แต่การศึกษาของเราไม่ได้สอนให้คนวิเคราะห์ เราสอนให้คนเชื่อ

เราเห็นนักแสดงที่ภาพออกมาว่าสวยมาก เขาไม่ต่างจากพวกเราที่กว่าจะโพสต์ภาพหนึ่งผ่านการคัดเลือกมาเป็น 10 ภาพ เขาเป็นดาราสิ่งที่เขาโพสต์ออกมาต้องสวยเป๊ะ ที่ดาราดูดีไม่ได้มาจากโชคช่วย กว่าเขาจะมีกล้ามท้อง ผ่านอะไรมาตั้งหลายอย่าง เขาต้องออกแรงออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายสวยแบบยั่งยืน ดาราแต่ละคนมีต้นทุนของผลลัพธ์”

มาช่า วัฒนพานิช นักแสดงอีกหนึ่งคนที่เป็นไอดอลของผู้หญิง ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับความสวยที่ลอกเลียนแบบกันไม่ได้ แต่จงเป็นตัวของตัวเองดีที่สุด และความสวยไม่มีทางลัด อยากได้ต้องสร้างมันเอง สร้างมาจากความมั่นใจของตัวเองนี่แหละ ไม่ต้องเสียเงินเสียทองไปพึ่งพาอะไร

“ช่าเองก็มีอะไรที่บกพร่องบางเรื่องเหมือนกัน ที่รู้สึกว่าไม่ค่อยชอบตรงนี้ จะบอกว่ามันไม่มีใครเพอร์เฟกต์ 100% ในโลกใบนี้ มันต้องมีบ้างนิดหน่อย ให้เอาที่ตัวเองรู้สึกสบายใจและก็ดูให้มันรู้จักกาลเทศะ

อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครมากนัก จริงๆ บางทีไปเปรียบเทียบมาก คนโน้นขาสวยมาก คนนี้ขาว ตัวเองเลยไม่ดูดีสักอย่าง เราต้องรู้จักว่าเราก็เป็นเรา เอาที่เราแฮปปี้ เราต้องมีสไตล์ เราต้องมีรสนิยมของตัวเราเอง”

ที่เห็นยังสวยไม่สร่าง สุขภาพดี แข็งแรง รูปร่างสมส่วน ล้วนผ่านการดูแลตัวเองอย่างดีมาตั้งแต่ยังวัยรุ่น ทั้งการนอนหลับพักผ่อน และการเลือกอาหาร

“ตื่นมาช่าดื่มน้ำอุ่นๆ ก่อนเลยค่ะ 2-3 แก้ว สักครู่หนึ่งให้ร่างกายเรารู้สึกว่าเวกอัพก่อน แล้วค่อยกินอาหารเช้า แล้วระหว่างวันดื่มน้ำอุณหภูมิห้อง ไม่กินน้ำแข็งอยู่แล้ว

อาหารธรรมดามากไปด้วยซ้ำ ช่าไม่ชอบกินอาหารทอด กินไข่ต้ม หรือกินผักต้ม กินแบบนี้มาแต่เด็กแล้ว ไม่กินอาหารรสจัด หรือหวานมากๆ คือชอบกินรสชาติของวัตถุดิบ อย่างของมันเลี่ยนๆ หนังไก่ มันหมู ไม่กินตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ

คนชอบคิดว่าช่าต้องกินแบบวิลิศมาหราจริงๆ ช่ากินแบบซิมเปิ้ลมาก กินแบบธรรมชาติ แบบอาหารเด็ก ส่วนผิวพรรณช่าก็มีไปสปาบ้าง ไปมาเป็น 10 ปีแล้วก็เหมือนดูแลตัวเองต่อเนื่องมาโดยตลอด”

กว่าศิลปินนักแสดงจะสวยหล่อ ดูดีออร่าพุ่ง ไม่ได้เกิดขึ้นได้เพียงเดือนสองเดือน ไม่ได้ใช้เงินแค่ร้อยสองร้อย แต่เขาลงทุนเงินและลงแรงกายมากกว่านั้นนัก ใช้เวลาเป็นปีๆ มีระเบียบวินัยในการดูแลตัวเอง สิ่งที่เห็นกันหน้าจอคือผลลัพธ์ที่ไม่ได้เปิดทุกแง่มุม และสิ่งที่คุณเห็นอาจจะไม่เป็นความจริงทั้งหมดก็ได้

ออมก่อนเกษียณ คุณเลือกได้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549686

  • วันที่ 01 พ.ค. 2561 เวลา 10:01 น.

ออมก่อนเกษียณ คุณเลือกได้!

โดย ภาดนุ ภาพ เอพี/Freepik

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ตระหนักถึงอนาคตที่ไร้กังวล อยู่สบาย และกำลังตั้งเป้าที่จะใช้ชีวิตสวนทางกับผู้สูงอายุอีกหลายล้านคนในประเทศที่ไม่มีเงินออม หรือถึงจะมีเงินออมก็มีน้อย ต้องลองอ่านเคล็ดลับดีๆ ในการออมเงินก่อนเกษียณที่เรานำมาฝาก

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีผู้สูงอายุกว่า 1 ล้านคน ที่สุขภาพไม่ดี นอนติดเตียง ต้องพึ่งพาคนดูแล และมีแนวโน้มจะมีผู้สูงอายุอยู่ลำพัง ไร้ลูกหลานดูแลเพิ่มขึ้น ดังนั้นสภาวะคนวัยเกษียณไร้เงินออมจึงเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างมาก ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่อยากกลายเป็นผู้สูงวัยที่รอความช่วยเหลือจากใครแล้วละก็ ต้องทำตามเคล็ดลับต่อไปนี้เลย

1.ออมก่อนแก่ เริ่มได้ทันที

คุณไม่จำเป็นต้องรอให้กลายเป็นคนสูงวัยถึงค่อยเริ่มคิดวางแผนเกษียณ ยิ่งคุณวางแผนเร็วเท่าไร คุณอาจเกษียณตัวเองได้เร็วขึ้น แม้คนบางกลุ่มจะบอกว่า “แก่แล้วไม่ได้อยากร่ำรวยอะไร” “แก่แล้วไม่จำเป็นต้องใช้เงิน” “แก่แล้วก็มีลูกหลานคอยดูแล” “แก่แล้วก็มีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้” หรือแม้กระทั่ง “ออมไปก็ไม่ได้ใช้ คงตายก่อน”…การคิดแบบนี้ก็ไม่ได้ผิดซะทีเดียว แต่หากในกรณีจำเป็นต้องใช้เงินขึ้นมา โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลที่มักจะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตามการสึกหรอของร่างกาย ถ้าถึงเวลานั้น การเริ่มออมเงินก็อาจจะไม่ทันการณ์เสียแล้ว

2.ต้องมีเงินเท่าไร ถึงจะพอใช้ในวัยเกษียณ

เป็นคำถามยอดฮิตที่ใช้ในการวางแผนการเงินหลังเกษียณ ถ้าคุณมีคำถามแบบนี้เกิดขึ้น นั่นแปลว่าคุณเดินมาถูกทางแล้ว ซึ่งการออมเงินลักษณะนี้ ควรทำการประเมินใหม่อยู่เรื่อยๆ ปีละครั้ง หรือสองปีครั้ง เพื่อที่จะได้อัพเดทยอดการออมให้สัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายจริง และรวมค่าครองชีพที่ผันผวนไปตามสภาวะเศรษฐกิจ

3.สูตรคำนวณเงินออมหลังเกษียณเบื้องต้น

สูตรที่ใช้คือ 70% ของค่าใช้จ่ายปัจจุบันต่อเดือน x 12 เดือน (เท่ากับค่าใช้จ่าย 1 ปี) x ประมาณการจำนวนปีที่จะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณ = จำนวนเงินออมที่คุณต้องมีในวันเกษียณ

ตัวเลขที่ออกมา คือ จำนวนเงินที่ควรมี ณ วันที่คุณเกษียณ ยอดเงินอาจสูงจนไม่ใช่เรื่องสนุก แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า เงินก้อนนี้มีความจำเป็นอย่างมากที่จะมีใช้เพียงพอตลอดบั้นปลายชีวิต

(ข้อมูลอ้างอิง : การประเมินค่าใช้จ่าย 70% จากสูตรการคำนวณของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และอายุค่าเฉลี่ยคนไทย จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2556 ระบุว่า ผู้หญิงมีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 78 ปี และผู้ชายมีอายุขัยเฉลี่ยที่ 71 ปี)

ตัวอย่าง – ผู้หญิงอายุ 25 ปี ค่าใช้จ่ายปัจจุบันต่อเดือนอยู่ที่ 10,000 บาท ตั้งเป้าเกษียณอายุ 55 ปี (ผู้หญิงอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 78 ปี) ดังนั้นประมาณการจำนวนปีที่จะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณคือ 23 ปี

การคำนวณหาจำนวนเงิน ณ วันเกษียณ = 70% ของค่าใช้จ่ายปัจจุบันต่อเดือน x 12 เดือน x 23 ปี = 7,000 x 12 x 23 = 1,932,000 บาท

เมื่อคำนวณยอดเงินที่คุณต้องออมในแต่ละเดือน จนได้จำนวนเงินที่ต้องมี ณ วันที่คุณเกษียณแล้ว ให้นำยอดนี้มาหารด้วยจำนวนเดือน คูณด้วยปีที่ตั้งใจเกษียณ หักลบด้วยอายุจริงในปัจจุบัน ก็จะได้จำนวนเงินในแต่ละเดือนที่คุณต้องเก็บออม

ตัวอย่าง – ผู้หญิง ประมาณการเงินออมหลังเกษียณ 1,932,000 บาท ตั้งเป้าเกษียณอายุ 55 ปี ปัจจุบันอายุ 25 ปี

คำนวณเงินที่ต้องออมต่อเดือน = 1,932,000 บาท ÷ (12 เดือน x 30 ปี) = 1,932,000 ÷ 360 = 5,367 บาท/เดือน

4.เพิ่มมูลค่าเงินออม

จะดีกว่าแน่นอน หากคุณนำเงินที่ออมได้ในแต่ละเดือนไปเพิ่มมูลค่าให้งอกเงยได้มากกว่า คุณอาจเกษียณได้เร็วกว่ากำหนด และเงินที่เก็บได้ก็จะมีมูลค่าสูงกว่าที่คุณตั้งใจเก็บไว้

วิธีการเพิ่มมูลค่าเงินออมแบบความเสี่ยงน้อย ก็เช่น การลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นอกจากจะได้สิทธิลดหย่อนภาษีแล้ว คุณยังได้เงินสมทบจากบริษัททุกเดือน ถือเป็นการลงทุนที่มีแต่ได้กับได้ หรือจะเลือกการรักษาเงินต้นด้วยการนำไปลงทุนในกองทุมรวมตราสารหนี้ก็น่าสนใจ แต่ก็ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาการลงทุนที่เหมาะสม อีกวิธีคือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF เป็นการบังคับให้เราลงทุนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี และต้องลงทุนไปจนถึงอายุ 55 ปี มองเห็นเงินก้อนไว้ใช้ยามเกษียณแน่นอน

สำหรับคนที่ไม่ชอบความเสี่ยง การออมเงินในประกันชีวิตก็เป็นทางเลือกที่ดี แม้ผลตอบแทนจะไม่สูงมาก แต่การันตีเงินคืนตามแบบประกัน และใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ แต่ก็ต้องทำความเข้าใจกับเงื่อนไขต่างๆ ให้รอบคอบ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดแก่ตัวเอง

คนที่ไม่ชอบความเสี่ยงเอาเสียเลย ก็สามารถออมกับธนาคารที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น ME by TMB ที่ให้คุณเห็นดอกเบี้ยสะสมได้ทุกวัน ไม่กำหนดขั้นต่ำในการฝาก สะดวก อยากโอน-ถอนเมื่อไร ที่ไหนก็ได้ โดยทำผ่านทางเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่น ที่สำคัญคือเบิกเงินมาใช้ฉุกเฉินได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องเสียค่าปรับใดๆ

รู้จักวายร้ายที่ชื่อ‘บุหรี่’เสียใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549685

  • วันที่ 01 พ.ค. 2561 เวลา 09:57 น.

รู้จักวายร้ายที่ชื่อ‘บุหรี่’เสียใหม่

โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์, เอเอฟพี

ใครๆ ก็รู้ว่าการสูบบุหรี่นั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้ คือ พิษภัยของบุหรี่ที่เป็นต้นเหตุของโรคร้าย ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตนั้น ไม่ได้มีแค่สารนิโคติน ที่มีอานุภาพทำลายอวัยวะต่างๆ ของผู้สูบบุหรี่ แต่แท้จริงแล้วในบุหรี่ยังมีวายร้ายอีกหลายตัวที่ทำงานเป็นขบวนการในการก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด โรคหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง ฯลฯ

เนื่องจากในกระบวนการเผาไหม้ของบุหรี่ก่อให้เกิดสารมากกว่า 7,000 ชนิด ในจำนวนนี้มีสารหลายร้อยชนิดมีผลต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และมีสารกว่า 70 ชนิดที่เป็นสารก่อมะเร็ง เพราะฉะนั้น “นิโคติน” ที่หลายคนเคยตีตราว่าตัวร้ายในบุหรี่จึงไม่ใช่ความเข้าใจที่ถูกต้องนั้น เพราะอานุภาพของนิโคตินเป็นเพียงสารที่ทำให้เสพติด และทำให้อยากสูบบุหรี่ตลอดเวลา ขณะสารที่ทำร้ายร่างกายที่แท้จริง ประกอบด้วย ทาร์, คาร์บอนมอนอกไซด์, ไฮโดรเจนออกไซด์, ไนโตรเจนออกไซด์, แอมโมเนีย, ไซยาไนด์, ฟอร์มาล์ดีไฮด์ และสารปรุงแต่งอีกจำนวนมาก

สารอันตรายต่างๆ ที่เกิดจากการสูบบุหรี่และส่งผลต่อการเสื่อมโทรมของอวัยวะต่างๆ อย่าง ทาร์ (Tar) หรือน้ำมันดิน ประกอบด้วยสารหลายชนิด มีลักษณะเป็นละอองเหลวเหนียวสีน้ำตาล ทาร์จะจับอยู่ที่ปอด ทำให้เยื่อบุหลอดลมไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ คาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon monoxide) เป็นก๊าซชนิดเดียวกันที่พ่นออกจากท่อไอเสียรถยนต์ ก๊าซนี้จะขัดขวางการลำเลียงออกซิเจนของเม็ดเลือดแดง

ไฮโดรเจนไดออกไซด์ (Hydrogen dioxide) เป็นก๊าซพิษที่ใช้ในสงคราม ก่อให้เกิดอาการไอ มีเสมหะ และหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ไนโตรเจนไดออกไซด์ (Nitrogen dioxide) เป็นสาเหตุของโรคถุงลมโป่งพอง เพราะไปทำลายเยื่อบุหลอดลมส่วนปลายและถุงลม แอมโมเนีย (Ammonia) มีฤทธิ์ระคายเคืองเนื้อเยื่อ ทำให้แสบตา แสบจมูก หลอดลมอักเสบ ใช้ในขบวนการผลิตเพื่อให้นิโคตินถูกดูดซึมผ่านปอดเร็วขึ้น ไซยาไนด์ (Cyanide) ปกติเป็นสารที่ใช้ผลิตยาเบื่อหนู และก็พบในบุหรี่เช่นเดียวกัน และฟอร์มาล์ดีไฮด์ (Formaldehyde) เป็นสารที่ใช้ดองศพเพื่อไม่ให้เน่าเปื่อย และถูกนำมาใช้ในการผลิตบุหรี่ด้วย

สารอันตรายที่กล่าวมาสามารถก่อให้เกิดภัยเสี่ยงมากมายต่อผู้สูบเอง เช่น เสี่ยงตาบอดถาวร เสี่ยงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เสี่ยงโรคระบบทางเดินอาหาร เสี่ยงหลอดเลือดสมองตีบ เสี่ยงถุงลมโป่งพอง เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เสี่ยงแท้งลูก หรือต่อผู้คนรอบข้าง เช่น เสี่ยงโรคหอบหืด ทำลายสุขภาพทารกในครรภ์ เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอดได้ถึง 2 เท่า ทำให้เด็กมีพัฒนาการทางสมองช้ากว่าปกติ ฯลฯ

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จริงๆ แล้วผู้สูบบุหรี่ไม่ได้เสพติดตัวบุหรี่ แต่เสพติดนิโคตินที่อยู่ในบุหรี่ต่างหาก ดังนั้นการให้นิโคตินทดแทนด้วยวิธีการต่างๆ ที่แพทย์และผู้เชี่ยวชาญแนะนำ จะช่วยลดอาการอยากสูบบุหรี่อย่างได้ผล เพราะเป็นการเข้าไปลดระดับนิโคติน หรือทำให้อยากสูบบุหรี่ลดลงนั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การเลิกสูบบุหรี่ก็ต้องการปัจจัยรอบข้างเข้ามาส่งเสริม เช่นกำลังใจและความช่วยเหลือจากสังคมและคนรอบข้าง ก็จะช่วยให้โอกาสในการเลิกบุหรี่ประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้นไปอีก

“นอกเหนือจากจิตใจอันแน่วแน่ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่แล้ว การแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ นั่นก็คือการทำให้อาการอยากนิโคตินลดลง โดยใช้นิโคตินทดแทน ซึ่งปัจจุบันมาทั้งในรูปแบบแผ่นแปะ หมากฝรั่ง ฯลฯ เพราะนอกจากจะช่วยให้เรามีกิจกรรมทำเพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยลดอาการอยากสูบบุหรี่ได้ดีกว่าเดิม จึงนับว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเลิกบุหรี่นอกเหนือจากการหักดิบ”

สำหรับผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่และจัดการปัญหาติดนิโคติน สามารถเข้ารับคำปรึกษาและคำแนะนำได้ที่เภสัชกรและผู้เชี่ยวชาญ ที่ร้านบู๊ทส์ทุกสาขาทั่วประเทศ ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.th.boots.com/quitsmoking

นัฐณี รติชน ฝันสร้างแบรนด์ไทยไประดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549679

  • วันที่ 01 พ.ค. 2561 เวลา 09:28 น.

นัฐณี รติชน ฝันสร้างแบรนด์ไทยไประดับโลก

โดย อณุสรา ทองอุไร, จีรวัฒน์ กล้ากะชีวิต ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

“สวมแพนแสนเพลิน” สโลแกนนี้คุ้นหูแน่นอนสำหรับคนวัย 35 อัพ เพราะรองเท้าแพนเปิดมานานถึง 42 ปี จนถึงผู้บริหารรุ่นที่สองอย่าง นัฐณี รติชน กรรมการรองผู้อำนวยการ บริษัท บางกอกแอธเลติก ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจต่อจากรุ่นคุณพ่อ รองเท้าแพนถือว่าเป็นแบรนด์ของคนไทยที่มีมายาวนาน ที่เข้าถึงใจผู้บริโภคจำนวนมากด้วยคุณภาพและราคาที่สามารถจับต้องได้

นัฐณี กล่าวว่า ในฐานะผู้บริหารรุ่นที่สองว่าเธอมีเป้าหมายสูงสุดคือการพาแบรนด์ไทยก้าวไกลไปสู่ระดับโลก ด้วยการขยายการส่งออกให้มากขึ้น จากเดิมที่เน้นย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกลุ่มประเทศทางตะวันออกกลาง โดยจะขยายตลาดไปสู่ยุโรปและอเมริกาให้มากขึ้น รวมถึงรับจ้างผลิตให้กับแบรนด์ดังอื่นๆ อีกหลายแบรนด์ในรูปแบบ OEM ขณะนี้มีสัดส่วนการส่งออกเพียง 20% ผลิตเพื่อขายในประเทศ 40% รับจ้างผลิต 60%

ด้านการศึกษานั้น หลังจากจบปริญญาตรีหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) ที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ก่อนจะคว้าปริญญาโทมาครองอีกหนึ่งใบด้านการบริหารธุรกิจ หลักสูตรนานาชาติ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นับแต่เรียนจบเธอก้าวเข้ามาทำงานในกลุ่มรองเท้าแพนมาโดยตลอด ทำงานมาในหลายๆ ฝ่ายกว่า 10 ปี จนกระทั่งปัจจุบันก้าวขึ้นมาสู่ระดับผู้บริหาร

เธอเล่าว่า บริษัท บางกอกแอธเลติก ก่อตั้งมากว่า 36 ปี แต่ก่อนหน้านั้นมีแบรนด์รองเท้าแพนมาก่อนแล้ว ถึงค่อยมาแตกเป็นบริษัทเพื่อจัดจำหน่ายรองเท้าแพน

ในช่วงแรกที่เริ่มเข้ามาทำงานนั้น เธอดูแลในส่วนของอาหาร การฝึกจัดอบรม ตลอดจนเรื่องของเงินลงทุนและพัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้ “บริษัทเราไม่ได้มีแค่รองเท้าแพนเท่านั้น แต่ยังทำชุดว่ายน้ำของอารีน่า เสื้อผ้าจากแบรนด์แคปป้า ที่ซื้อแฟรนไชส์มาทำตลาดในเมืองไทยเอง แต่ในส่วนของแบรนด์รองเท้ายังคงประกอบไปด้วย แพน, แคปป้า, ฮีลแคร์ แต่ละแบรนด์ก็จะเหมาะกับผู้บริโภคที่ใช้งานต่างกันไป โดยฮีลแคร์จะเน้นผู้หญิงที่มีอายุขึ้นมาหน่อย เป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพ เนื่องจากเน้นใส่สบายและวางแผนจะส่งออกไปต่างประเทศอีกด้วย”

เป็นที่ทราบกันดีว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันธุรกิจรองเท้าการแข่งขันค่อนข้างสูง และด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปส่งผลให้การเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคเปลี่ยนตามไปด้วย เนื่องจากมีตัวเลือกที่เพิ่มขึ้นให้เหมาะแก่การใช้งาน ดังนั้นเจ้าของแบรนด์จึงต้องปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นต่างๆ มีแบบให้เลือกมากขึ้น ออกแบบให้เป็นสินค้าแฟชั่นมากขึ้น ให้เข้ากับยุคสมัยและสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในการซื้อใช้

“รองเท้าแพนเองจะมีจุดเด่นในเรื่องกีฬา อาทิ เดิน วิ่ง ฟุตบอล ฟุตซอล แล้วการวิ่งจะแบ่งเป็นระยะสั้น ระยะยาว เนื่องจากเวลาวิ่งระยะทางไกลๆ จะส่งผลต่อเท้า ก็จะผลิตออกมาให้รองรับกับปัญหา ทั้งเรื่องของดีไซน์ การระบาย เรียกว่าแบ่งออกไปในหลายๆ สเกล เพราะใส่ใจในรูปเท้าคนไทยที่จะไม่เหมือนคนยุโรป เพราะเท้าคนยุโรปจะทรงเรียวสวย แต่ถ้าคนไทยมาใส่อาจจะไม่สบาย เนื่องจากไม่เหมาะกับรูปทรงเท้าเพราะคนไทยจะเท้าแบนหน้าเท้ากว้าง ตอนนี้เริ่มปรับให้สวยด้วยสบายด้วย และปรับโครงสร้างให้ดูเรียวสวยงามมากขึ้น รวมทั้งยังมีจุดเด่นในเรื่องของราคาถูก ในขณะที่คุณภาพเทียบเท่าแบรนด์ของเมืองนอกได้เลย”

แม้เธอจะขึ้นแท่นมาเป็นผู้บริหารในส่วนของรองเท้าแพนได้ไม่นาน แต่จากประสบการณ์ที่คลุกคลีและสัมผัสกับงานตรงนี้มาโดยตลอด ย่อมเห็นถึงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของบริษัท เธอบอกว่าพัฒนาการของการผลิตและออกแบบมีการเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก แต่เดิมจะไม่ได้เน้นสีสัน ไม่ได้เน้นตลาดหรือแฟชั่น แต่จะเน้นการใช้งานจริงๆ ทุกวันนี้ผู้บริโภคเริ่มสนใจในเรื่องความสวยงามมากยิ่งขึ้น ใส่รองเท้าผ้าใบเพื่อสุขภาพและความสวยงามในชีวิตประจำวันเน้นสบายและสวยงาม ใส่แล้วต้องซัพพอร์ตผู้ใส่ สีสันต้องน่าสนใจ ไม่ได้ใส่เพื่อออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว

“เราต้องพยายามทำงานให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ครบวงจร แต่ส่วนที่เป็นกีฬาไปเลยก็ยังคงไว้เพราะถือว่างานหลักของแพน แต่จะเพิ่มสีสันให้ทันสมัยมากขึ้น สัดส่วนในตอนนี้เป็นแฟชั่น 10% กีฬายังคง 90% แต่ในอนาคตคาดว่าจะขยายตลาดในส่วนนี้ให้เติบโตควบคู่กันไปอย่างจริงจัง เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมากลุ่มแพนรับจ้างผลิตรองเท้าให้กับแบรนด์ดังๆ ระดับโลกมากมาย ทำให้มีการทำงานร่วมกัน จึงเป็นข้อดีที่ทำให้เกิดการเรียนรู้และสามารถนำมาปรับใช้ในรูปแบบของตัวเอง”

หลักการทำงาน นัฐณี บอกว่า ในฐานะหัวหน้าก็ต้องพยายามดึงศักยภาพของลูกน้องออกมาให้มากที่สุด เขาเด่นในการทำงานด้านไหนต้องใช้ให้ถูกกับทักษะที่เขามี เนื่องจากทุกคนมีข้อดีและข้อเสียต่างกัน แต่ถ้าดึงจุดเด่นนั้นออกมาได้ ตัวลูกน้องเองก็จะสนุกกับงานและพัฒนางานต่อไป เราก็จะได้ผลผลิตสินค้าที่ดี ถ้าเราจัดการตรงนี้ได้ตรงจุดปัญหาอื่นๆ จะลดลงไปเอง

“เพราะบริษัทคือกระดาษที่ไปจดกับกระทรวงพาณิชย์ สำนักงาน คือ ปูน อิฐ เก้าอี้ โต๊ะ แต่คนคือหัวใจสำคัญ การเลือกใช้คนให้เหมาะกับงาน เพราะการทำงานเป็นทีมต้องขับเคลื่อนเป็นวงล้อไปด้วยกัน ถ้าทีมงานแข็งแรงเราถึงจะเติบโตได้ ต้องเชื่อมั่นว่าศักยภาพคนไทยที่มีอยู่ในมือสามารถสู้ต่างชาติได้ เรื่องฝีมือการทำงานคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” เธอกล่าวอย่างมั่นใจ

เธอมีต้นแบบในการทำงานอย่าง สตีฟ จ็อบส์ โดยเฉพาะในแง่ของการคิดนอกกรอบ และสามารถทำได้จริง ไม่ขายฝันลมแล้งๆ ในส่วนของคู่แข่งทางธุรกิจนั้น เธอคิดว่าแข่งกับตัวเอง แต่คู่แข่งตอนนี้ที่มองคือแบรนด์อินเตอร์ เนื่องจากเราเป็นคนไทยแบรนด์ไทย ก็เหมือนพันธมิตร ดังนั้นจึงอยากที่จะเอาชนะแบรนด์ต่างชาติให้ได้ ทั้งเรื่องของดีไซน์และการตลาด

สำหรับปัญหาในการทำงาน เธอบอกว่าทุกปัญหามีทางออก ไม่ใช่ทุกทางออกมีแต่ปัญหา พยายามมองโลกแง่บวกเข้าไว้ มองปัญหาให้เป็นโอกาสและความท้าทาย เมื่อไหร่ที่แก้ไขไม่ได้ให้หยุดพักและค่อยเดินหน้าต่อ ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอแม้จะต้องแบกรับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ แต่เธอก็ยังคงหาเวลาให้ตัวเอง โดยการออกกำลังกาย อ่านหนังสือ และท่องเที่ยว ซึ่งสถานที่สุดโปรดก็คือทะเลไทยที่สวยงามประทับใจ

สำหรับอนาคตอันใกล้ผู้บริหารคนเก่งของบอกว่า อยากทำให้แบรนด์เติบโตแข็งแรงและไปได้ไกลที่สุด ให้สมกับที่มีมายาวนาน “เพราะฉะนั้นมองว่า งานที่ได้รับมอบหมายอยู่นี้ มันเป็นความท้าทาย ไม่ใช่แค่ทำด้วยตัวเอง แต่ต้องการให้เห็นว่าคนไทยก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก และในเร็วๆ นี้จะเห็นแบรนด์แพนไปอยู่ในทีมชาติของประเทศเพื่อนบ้านทั้งลาว เวียดนาม อย่างกีฬาฟุตซอลซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดี”

ยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรือง ถอดเกร็ดชีวิต บี.กริม สู่นวนิยาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549490

  • วันที่ 29 เม.ย. 2561 เวลา 11:08 น.

ยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรือง ถอดเกร็ดชีวิต บี.กริม สู่นวนิยาย

โดย มัลลิกา นามสง่า / จีรวัฒน์ กล้ากะชีวิต ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ตลอดระยะเวลาสิบปีกับการทุ่มเทเพื่อสร้างสรรค์นวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง “ฝากไว้ในแผ่นดิน” (In The Kingdom) ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับ “ยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรือง” เพราะโจทย์ คือ นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของ บริษัท บี.กริม ที่ประกอบกิจการในประเทศไทยเป็นระยะเวลาถึง 140 ปี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จวบจนปัจจุบัน

ฝากไว้ในแผ่นดิน เป็นความประสงค์ของ “ดร.ฮาราลด์ ลิงค์” ประธาน บี.กริม ที่อยากนำเสนอเรื่องราวให้ออกมาในรูปแบบวรรณกรรม

“ในตอนแรกได้ปฏิเสธไป เพราะคิดไปเองว่าคงเขียนเป็นลำดับแบบ 1 2 3 ประวัติบริษัท ใครเป็นนายทุน ก่อตั้งอย่างไร  เราก็ไม่อยากทำ ท้ายที่สุดได้มีโอกาสเข้าไปคุย และได้ทราบว่าอยากให้เป็นวรรณกรรมที่มีทั้งความสนุก โศกเศร้า ครบทุกรส แต่ปัญหาคือจะไปเอาข้อมูลตรงนี้มาจากไหน

คุณลิงค์ก็ได้เล่าเรื่องครอบครัวให้ฟัง พอที่จะทำให้เห็นเนื้อหาขึ้นมาบ้าง ดูแล้วน่าจะคุยกันรู้เรื่อง ความคิดหลายอย่างตรงกัน หลังจากนั้นมีไปปรึกษาเพื่อนๆ ที่เรียนด้านเยอรมันรวมถึงอาจารย์ ต่างให้คำแนะนำว่าคนเยอรมันเป็นคนชอบจดบันทึก นึกในใจว่าท่าทางจะง่าย”

เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดเหตุไฟไหม้เอกสารสำคัญต่างๆ ของ บี.กริม เกิดความเสียหาย ทุกอย่างเริ่มต้นจากศูนย์ ยุวดีจึงตระเวนไปยังสถานที่ต่างๆ หอสมุดแห่งชาติเป็นแหล่งที่ให้ข้อมูลเยอะ ทว่าข้อมูลเหล่านั้นกระจัดกระจายราวกับแผ่นจิ๊กซอว์ที่ต้องนำมาประติดประต่อร้อยเรียง อีกทั้งยังเป็นเรื่องยากในการแปลภาษาเยอรมันให้เป็นภาษาไทย ทำให้ใช้เวลาตรงนี้นานมากและยังไม่มีความก้าวหน้าของเนื้อหาเท่าที่ควร

“ต้องตั้งชื่อเรื่องให้ได้ ถ้าเราตั้งชื่อเรื่องไม่ได้มันไปต่อไม่ได้จริงๆ แล้วคิดขึ้นมาได้ว่า ฝากไว้ในแผ่นดิน เพราะกิจการนี้มั่นคงมาเป็นร้อยปี เมื่อได้ชื่อเรื่อง ก็ทำให้เห็นภาพว่าจะดำเนินเรื่องราวไปอย่างไร”

ต่อมาเป็นขั้นตอนการสร้างโครงเรื่องเพื่อเป็นนวนิยาย “บี.กริม เริ่มมาจากร้านขายของชาวเยอรมันแห่งแรกในสยาม พอค้าขายดีเริ่มมีชื่อเสียง ถูกแต่งตั้งให้เป็นร้านขายยาหลวง คือสามารถส่งยาเข้าไปในพระราชสำนักได้ เพื่อที่จะรักษาผู้คนในพระราชสำนัก ตรงนี้ก็คือแก่นเรื่อง มีตัวละคร มีบทพูด มีความจริง เราจะพูดอะไรเพ้อเจ้อไม่ได้ ต้องระมัดระวังในการใช้ถ้อยคำหลักฐานทุกอย่างก็นำมาใส่ในนั้น

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีตัวละครที่มีที่มาที่ไปว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ เช่น มาเปิดร้านยาในสยาม ถ้าเป็นคนไทยก็ต้องมีฤกษ์ของวันเปิดร้าน เลยไปเปิดปฏิทินร้อยปี ย้อนไปเมื่อปี 1878 ว่าปีนั้นมีวันไหนที่เป็นวันดี ต้องหาเหตุผลให้ได้ว่าทำไมเปิดร้านวันนี้ พอเชื่อแบบไทยจึงค้าขายรุ่งเรืองมาจนถึงทุกวันนี้”

เนื้อหาแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ ใต้พระบรมโพธิสมภาร เปรียบเสมือนคนที่เข้ามาค้าขายในสยาม และหลังจากสิ้นยุครัชกาลที่ 5 ได้เกิดสงครามโลกครั้งสองครั้ง ใช้ชื่อ ใต้อุ้งมือชะตากรรม เพราะไม่สามารถกำหนดได้สิ้นสงครามประเทศไทยกลับเข้าสู่ยุครุ่งเรืองบ้านเมืองพัฒนามาเรื่อยๆ ให้ชื่อว่า ใต้อรุณเรืองรอง

“เท่าที่ค้นเจอ บี.กริมได้รับใช้ในเหตุการณ์สำคัญของไทยเยอะมาก อย่าง 100 ปีฉลองกรุง รัชกาลที่ 5 อยากฟื้นฟูบูรณะวัดและวังใหม่ กระเบื้องสีทอง แชนเดอเลียร์ พรม เฟอร์นิเจอร์ บี.กริม ก็รับหน้าที่สั่งเข้ามา นอกจากของตกแต่งบ้านเมืองแล้ว ยังมีเครื่องประดับ เครื่องเพชร เครื่องแบบทหารสำหรับใช้ในขบวนเกียรติยศ”

ในฐานะผู้เขียนที่ได้ค้นพบข้อมูลเห็นพัฒนาการของครอบครัวลิงค์ที่ผ่านช่วงเวลาอันยากลำบาก “ถ้าใครได้มาอ่านหนังสือฝากไว้ในแผ่นดินจะรู้สึกว่าพวกเราโชคดีมากที่เกิดมาในยุคนี้ ไม่มีสงคราม คนก่อนหน้านั้นต้องลำบากมาก คิดว่านั่นคือเหตุผลว่าเมื่อไหร่ที่เราช่วยตัวเองได้แล้วก็ควรคืนให้สังคม

ไม่ได้บอกว่าเป็นหนังสือที่ดีที่สุด แต่เป็นหนังสือที่คุณจะได้ทราบประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และการทำธุรกิจการค้า คิดว่าหายากเหมือนกันนะที่จะรวมไว้ในหนึ่งเล่ม ที่สำคัญคืออ่านสนุกวางไม่ลง”

ธรรมชาติต้องห้าม ความงามอันลึกลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549483

  • วันที่ 29 เม.ย. 2561 เวลา 10:18 น.

ธรรมชาติต้องห้าม ความงามอันลึกลับ

โดน มัลลิกา นามสง่า/จีรวัฒน์ กล้ากะชีวิต ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ศิลปะในมุมมองของการถ่ายทอดผ่านการนำเสนอในลักษณะอวกาศ ความลึกลับที่ยากจะเข้าใจกับความไม่แน่นอนที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเสน่ห์มัดใจที่ทำให้ “ปิยทัต เหมทัต” ยังคงสนุกและสร้างสรรค์ผลงานออกมาผ่าน “หิมพานต์” หรือ “อีเดน” นิทรรศการที่ท้าทายและดิ่งลึกลงไปในจิตวิญญาณ

หิมพานต์ แสดงถึงความลึกลับซับซ้อน และความงดงามของธรรมชาติผ่านพืชที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท (กัญชา) เปรียบเสมือนเรื่องราวเก่าแก่ที่มาจากคำภีร์ไบเบิล มีพระเจ้า อดัมกับอีฟ ต้นแอปเปิ้ล และงู ตัวละครเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์สะท้อนเรื่องราวในปัจจุบัน ทั้งการต้องห้าม กฎเกณฑ์ การพูดจริง พูดเท็จ จึงเป็นที่มาของชื่อนิทรรศการ หิมพานต์ ใช้การสร้างงานถ่ายภาพผ่านการส่องกล้องจุลทรรศน์

“วัตถุที่หามาถ่ายคือหัวใจของงาน ถ้าเห็นงานผมที่ผ่านมาเกือบสิบปี ผมมักจะใช้ธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจในการผลิตงานตั้งแต่ต้น จนทุกวันนี้ และการเดินทางที่ใช้ธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจ พาผมมาถึงจุดนี้ จุดที่เราเล่นกับธรรมชาติไปหลายเรื่องแล้ว ก็เหลือไม่กี่เรื่องที่จะจับประเด็นมาใช้ได้ เรื่องของธรรมชาติต้องห้ามเป็นหนึ่งในนั้น”

ศิลปินไม่ได้มีเจตนาต่อต้านหรือสนับสนุนกัญชา เพียงนำความจริงพัฒนาเป็นไอเดียตีโจทย์ออกมาเป็นภาพถ่ายและประติมากรรม

“ผมเองคาดเดาแต่แรกว่า ถ้าเราเลือกประเด็นนี้มาเล่น แล้วนำกัญชามามองผ่านกล้องจุลทรรศน์จะเป็นอย่างไร อันนี้เป็นข้อสังเกตที่ผมตั้งขึ้นมาตอนเริ่มงาน

วิธีเดียวที่ทำให้รู้ได้คือต้องลอง เลยซื้อกล้องจุลทรรศน์โบราณมาอันหนึ่ง เวลาผมจะทำอะไรค่อนข้างดูละเอียดว่าสิ่งไหนที่เหมาะกับความคิดเรา ตั้งแต่การเลือกกล้องจุลทรรศน์ อย่างสมัยนี้กล้องจุลทรรศน์แสงจะขึ้นมาตรงๆ ผมจึงเลือกใช้กล้องจุลทรรศน์โบราณมันเลือกใช้พลังงานจากกระจก ซึ่งกระจกเราสามารถหมุนพลิกแพลง และสามารถเล่นกับมุมแสงได้มากกว่า เรียกว่าทดลองได้มากกว่ากล้องแบบใหม่

ด้วยความที่กล้องโบราณเลนส์คมชัด แต่ไม่มีโค้ชติ่งกันแสงสะท้อน เพราะฉะนั้นจะเห็นแสงที่สะท้อนเหลื่อมออกมา เหมือนกับความผิดพลาด แต่สำหรับผมคือความวิเศษและสวยงามมาก ก็จะเห็นเป็นแสงที่อยู่ตามขอบๆ ในภาพซึ่งสวยงามมาก”

ด้านเทคนิคสี ปิยทัต ใช้วิธีการจัดหลังจากเซตกล้องเสร็จ โดยนำตัวอย่างเล็กๆ จากส่วนต่างๆ ของต้นกัญชา หั่นให้เล็กที่สุด และนำมาวางไว้บนแผ่นกระจกใต้เลนส์กล้องจุลทรรศน์อีกทีหนึ่ง ทำให้การขยับและการจัดคอมโพสต่างๆ เป็นไปอย่างยากลำบากทั้งเรื่องของการจัดไฟที่ต้องใช้มากกว่าหนึ่งดวงเพื่อที่จะส่องมาจากด้านข้างและด้านล่าง และส่วนสำคัญคือการใส่เจลสีต่างๆ เข้าไปตรงหน้าไฟเพื่อให้เกิดการผสมสีขึ้นมา

ทุกอย่างต้องอยู่ในกระบวนการซึ่งเป็นงานชิ้นเล็กมาก ทำให้เขาใช้เวลาในการปั้นโปรเจกต์นี้ถึง 6 เดือน โดยระหว่างทางมีการลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ กระทั่งออกมาเป็นผลงานที่น่าภูมิใจ

ภาพถ่ายในครั้งนี้ ปิยทัต เลือกใช้ทรงกลม เนื่องจากเป็นรูปทรงได้มาจากการใช้กล้องจุลทรรศน์ ยิ่งทำให้งานออกมาดูคล้ายกับแนวอวกาศนอกโลก

“เป็นความตั้งใจครับ เพราะงานส่วนใหญ่ผมออกแนวเป็นอวกาศเยอะ ที่สนใจด้านนี้เพราะมันคือความลึกลับดีๆ นี่เอง นำเสนอความลึกลับที่มีใครรู้ว่ามันคืออะไรกันแน่

ผมว่าชีวิตมันเต็มไปด้วยความลึกลับนะครับ ก็เลยชอบที่จะไม่จำเป็นต้องเข้าใจอะไรไปหมดทุกอย่าง ก็เลยเป็นประเด็นหนึ่งที่มักจะอยู่ในงานผม ส่วนที่เป็นอวกาศจักรวาล เป็นความชอบส่วนตัว ผมชอบเสพอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ไม่ใช่แค่งานศิลปะนะครับ การค้นหาทางวิทยาศาสตร์ด้วย”

นอกจากภาพถ่าย ยังมีงานประติมากรรมสำริด โดยมีความเชื่อมโยงเป็นเรื่องราวเดียวกัน “ผมเริ่มลองปั้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก็เป็นงานทดลองใหม่ที่ไม่เคยทำ ที่คิดถึงคืองูกับแอปเปิ้ล หลังจากนั้นก็หาแบบฟอร์มต่างๆ ที่เราเคยเห็นและที่เราพยายามจินตนาการออกมา เช่น หัวใจที่มีงูออกมา หัวมีรู ลูกตาที่มีเส้นตาเป็นงูสองตัวกำลังร่วมเพศกัน มีการผสมผสานฟิกเกอร์ เล่นกับอวัยวะต่างๆ แขนเริ่มกลายเป็นงู เป็นส่วนเดียวกับธรรมชาติ ความสนุกอยู่ในกระบวนทั้งคิดและทำ เป็นสวนอีเดนในอีกมิติหนึ่ง”

การสร้างศิลปะชุดนี้ไม่เพียงแต่นำเสนอธรรมชาติที่แปลกประหลาด นำมาสู่ความสวยงาม ผ่านธรรมชาติต้องห้ามเท่านั้นแต่ยังสะท้อนให้เห็นการใช้เทคนิคของศิลปินอย่างมีชั้นเชิง

“ภาพที่ผมถ่ายทอดออกมา ผมว่ามันสวยงามอย่างที่คนคาดไม่ถึง ผมเองก็ตกใจที่ผลงานออกมาสวยงามพอสมควร และเป็นอะไรที่ส่วนตัวผมไม่เคยเห็นมาก่อน” ปิยทัต กล่าวทิ้งท้าย

นิทรรศการหิมพานต์ จัดแสดงถึงวันที่ 27 พ.ค. ณ เซรินเดีย แกลเลอรี่ โอ.พี.การ์เด้นซอยเจริญกรุง 36 (โทร. 02-238-6410)

กฤตฎ์ อมรชัยฤกษ์ ปั้นหุ่นให้หล่อด้วยกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549480

  • วันที่ 29 เม.ย. 2561 เวลา 10:09 น.

กฤตฎ์ อมรชัยฤกษ์ ปั้นหุ่นให้หล่อด้วยกีฬา

โดย ภาดนุ ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

กฤตฎ์ อมรชัยฤกษ์ นักแสดงหนุ่มจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่รักการออกกำลังกายเป็นประจำ เลยทำให้เขาดูหล่อและหุ่นดีอยู่เสมอจนได้ใจแฟนคลับไปแบบเต็มๆ ปัจจุบันนี้นอกจากถ่ายทำละครเรื่อง “ซิ่นลายหงส์” และ “ปมรักสลับหัวใจ” แล้ว ถ้ามีเวลาว่างเมื่อไรหนุ่มหล่อเป็นต้องออกกำลังกายด้วยกีฬาสองชนิดนี้อยู่เสมอ

“ช่วงที่ผมเป็นวัยรุ่นจะมีกลุ่มเพื่อนที่เจอกันบ่อยๆ กีฬาที่ผมชอบในตอนนั้นก็คือฟุตบอล ส่วนกีฬาที่ผมชอบอีกอย่างก็คือบาสเกตบอล เนื่องจากผมเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลมาตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลาย แถมยังเป็นนักวิ่งด้วยครับ ส่วนฟุตบอลจะชอบเตะเล่นกับเพื่อนๆ ซะมากกว่า

แต่หลังจากเข้ามหาวิทยาลัย ผมก็ไม่ได้เป็นนักกีฬาประเภทไหนเลย อาจเป็นเพราะเราเริ่มโตแล้ว ต้องเรียน ต้องทำอย่างอื่นอีกหลายอย่าง ก็เลยไม่ค่อยมีเวลาที่จะซ้อม กระทั่งผมเริ่มเข้าวงการบันเทิง เริ่มมาเป็นนายแบบและเริ่มเดินแบบ ผมก็จะเน้นออกกำลังกายด้วยการเล่นเวตซะส่วนใหญ่ ตอนนั้นผมเล่นเวตที่ยิมแถวๆ เหม่งจ๋าย ก็เล่นอยู่หลายปีนะ แต่พอเริ่มมีงานละครเข้ามาผมจึงหยุดเล่นไปนานเลยละ เพราะมีคิวต้องถ่ายละครอยู่เรื่อยๆ เป็นปีๆ เลยครับ พอกลับมาก็เหนื่อยแล้ว วันหยุดผมก็เลยอยากนอนพักเฉยๆ ไม่อยากทำอะไรเลย”

กฤตฎ์บอกว่า ล่าสุดเขาเพิ่งกลับมาเล่นเวตได้ 3 เดือน โดยซื้อเครื่องเล่นฟิตเนสมาไว้ที่บ้านเลย เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับตัวเองในหลายๆ เรื่อง

“อุปกรณ์ฟิตเนสที่บ้านผมจะมีทั้งเครื่องที่สามารถเล่นอกหรือร่างกายส่วนบนได้ มีเครื่องที่สามารถนอนยกบาร์เบล รวมทั้งมีกระสอบทรายอีก 1 อัน ในหนึ่งสัปดาห์ผมจะเล่นเวต 4 วัน โดยแบ่งเป็นส่วนๆ วันนี้เล่นอกกับแขน วันต่อมาเล่นหลังกับไหล่ และวันต่อมาเล่นขากับหน้าท้อง เป็นต้น คือต้องบอกว่าซิกซ์แพ็กที่เกิดขึ้น ความจริงผมไม่ค่อยได้เล่นหน้าท้องเท่าไรนะ แต่มันอาจเกิดจากการที่ผมออกกำลังกายถึงหรือโฟกัสกล้ามเนื้อได้ถูกต้องซะมากกว่า

หน้าท้องผมจึงไม่มีไขมัน ทั้งที่ผมไม่เคยกินอาหารคลีนเลยนะ แต่โชคดีว่าร่างกายผมอาจจะเผาผลาญได้ดี ที่ผ่านมาผมจึงไม่เคยมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินเลยละ แต่ถ้าอยากมีกล้ามก็ต้องกินโปรตีนเสริม บางคนกินโปรตีนแล้วหยุดออกกำลังกายก็จะอวบขึ้น แต่ผมถ้าหยุดกินจะผอมลงไปอีก กล้ามจะหดลง จึงน่าจะเกี่ยวกับระบบเผาผลาญของผมมากกว่า ปัจจุบันนี้ผมก็เล่นเวตอย่างเดียว ไม่ได้กินโปรตีนเลยครับ” (ยิ้ม)

กฤตฎ์บอกว่า เขาสูง 183 ซม. หนัก71 กก. ซึ่งตามความจริงแล้วอาจจะดูผอมไปด้วยซ้ำ ฉะนั้นหลักๆ แล้วเขาจึงเล่นเวตเพื่อรักษาความฟิตแอนด์เฟิร์มของหุ่นไว้ซะมากกว่า ส่วนกีฬาอีกชนิดที่เขาชอบก็คือการชกมวย

“ผมชอบการชกมวยมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เพราะชอบในเรื่องศิลปะการต่อสู้ ช่วงที่เรียนชั้นประถมจะมีเพื่อนของคุณพ่อซึ่งเป็นทหารมาสอนผมชกมวย เพราะเขารู้ว่าผมชอบ ตั้งแต่นั้นมาผมก็จะซ้อมชกลมบ้าง ชกกระสอบทรายบ้างเป็นระยะ เมื่อเรารู้ท่วงท่าการชกมวยที่ถูกต้องแล้ว เราก็สามารถฝึกการเคลื่อนไหวให้ร่างกายตื่นตัวอยู่เสมอหรือฝึกให้เกิดความคล่องแคล่วได้

ปัจจุบันนี้ผมก็ยังคงซ้อมชกมวยอยู่ที่บ้านกับกระสอบทรายบ้าง แต่จะไม่ได้ไปซ้อมลงนวมแบบมีคู่ซ้อมเป็นเรื่องเป็นราว เพราะโดยนิสัยส่วนตัวแล้วผมชอบทำอะไรคนเดียว อีกอย่างการซ้อมชกมวยมันสามารถซ้อมคนเดียวได้ ก็เลยไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องนี้สักเท่าไรครับ”

กฤตฎ์เสริมว่า ทั้งการเล่นเวตและชกมวย นอกจากจะช่วยให้หุ่นดี ใส่เสื้อผ้าแล้วดูเท่แล้ว กีฬาสองชนิดนี้ยังช่วยให้มีพลังในการทำงานด้วย เพราะการถ่ายละครแต่ละฉากนั้นต้องใช้พลังเยอะมาก บางครั้งไปเช้ากลับดึกก็บ่อย ดังนั้นการออกกำลังกายเป็นประจำจึงช่วยให้ร่างกายรู้สึกมีพลังมากยิ่งขึ้น

“สำหรับข้อควรระวัง หากเล่นเวตคนเดียว แนะนำว่าไม่ควรใช้น้ำหนักมากเกินไป เพราะหากเราเล่นคนเดียวถ้ายกหนักไปอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ หรืออาจเกิดการบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นพิการได้เลย อย่างผมเองก็มีอาการกล้ามเนื้อฉีกบริเวณไหล่มาแล้ว เนื่องจากเล่นคนเดียวและใช้น้ำหนักมากไป จนทำให้ต้องพักยาวทีเดียว

สำหรับผู้ที่คิดอยากจะออกกำลังกาย ผมแนะนำว่าวันนี้คิดปุ๊บ แล้วเริ่มทำเลยดีกว่า อย่ามัวแต่คิด อย่างเดียว เพราะไม่เช่นนั้นก็จะไม่เห็นผลหรือเห็นประโยชน์ของการออกกำลังกายสักที ผมว่าทุกเรื่องในชีวิตเลยนะ ถ้ารู้สึกว่าทำแล้วดีต่อตัวเองก็ให้ลงมือทำเลยครับ เพราะถ้ามัวแต่คิดก็จะไม่ได้ทำสักที อย่างผมเองถ้าปิดกล้องละครเรื่องล่าสุดเมื่อไร ผมก็จะกลับไปเข้ายิมที่มีเทรนเนอร์แบบจริงจังเพื่อพัฒนาร่างกายด้วยเช่นกัน”…ติดตามที่ IG : krit_wong

ตำนานจักรยาน แห่งอเมริกันชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549478

  • วันที่ 29 เม.ย. 2561 เวลา 09:59 น.

ตำนานจักรยาน แห่งอเมริกันชน

โดย Withaya Heng

จักรยาน… ถือกำเนิดขึ้นในทวีปยุโรปราวต้นศตวรรษที่ 19 และมีพัฒนาการแบบลองผิดลองถูกอยู่เป็นเวลานานกว่าจะมาลงเอยกับตัวถังทรง Diamond Frame ในแบบปัจจุบันเมื่อปี 1889 ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ อิกนาซ ชวินน์ (Ignaz Schwinn) วิศวกรเครื่องกลในโรงงานผลิตจักรยานได้อพยพย้ายถิ่นฐานจากเยอรมนีมาตั้งรกรากที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา

ที่นี่.. เขาได้เข้าทำงานในโรงงานผลิตจักรยานอยู่ระยะหนึ่ง และต่อมาด้วยการสนับสนุนด้านเงินทุนจากเพื่อนของเขา อิกนาซ ได้เข้าซื้อโรงงานจักรยานขนาดเล็กหลายแห่งมารวมเข้าด้วยกัน และก่อตั้งบริษัท อาร์โนลด์ ชวินน์ แอนด์ คอมพานี (Arnold, Schwinn & Company) ผลิตจักรยานภายใต้แบรนด์ชวินน์ (Schwinn) ซึ่งในเวลานั้นจักรยานเป็นที่นิยมอย่างมากในสหรัฐ และชิคาโกถือเป็นศูนย์กลางการผลิตจักรยานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

อิกนาซ ไม่หยุดอยู่เพียงจักรยาน เขายังได้ซื้อกิจการรถมอเตอร์ไซค์ 2 แห่ง และนำมาควบรวมกันเป็นเอกเซลซิเออร์-เฮนเดอร์สัน (Excelsior-Henderson) ซึ่งผลิตและออกจำหน่ายในช่วงกลางทศวรรษที่ 1910 มอเตอร์ไซค์ เอกเซลซิเออร์-เฮนเดอร์สัน สามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้เป็นอันดับสามรองจากอินเดียน (Indian) และ ฮาร์ลีย์-เดวิสัน (Harley-Davidson) เท่านั้น แต่เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งรุนแรง หรือ Great Depression ในช่วงทศวรรษที่ 20 เอกเซลซิเออร์-เฮนเดอร์สัน ประสบปัญหาทางการเงินจนต้องปิดตัวเองลงในที่สุด

อิกนาซ ชวินน์ เกษียณตัวเองในวัย 71 และส่งไม้ต่อให้กับลูกชายคือ แฟรงก์ ดับเบิลยู. ชวินน์ รับหน้าที่บริหารงานต่อ ซึ่งแฟรงก์ได้หันกลับมาทุ่มเทความสนใจให้กับจักรยานอย่างเต็มที่อีกครั้ง ในทศวรรษต่อมา ชวินน์ ได้พัฒนาจักรยานที่ใช้ล้อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 26 นิ้ว และรองรับยางหน้ากว้างที่มียางในอยู่ด้านในอีกชั้นหนึ่ง ในสมัยนั้นเรียกกันว่ายางบอลลูน โดยตัวเฟรมนั้นนำรูปแบบมาจากมอเตอร์ไซค์ครูสเซอร์ เอกเซลซิเออร์-เฮนเดอร์สัน นั่นเอง

จักรยานรุ่นใหม่นี้ถูกเรียกชื่อติดปากกันว่า ชวินน์ เอกเซลซิเออร์ (แม้ว่าจะมีรุ่นแยกย่อยออกไปอีกมากมายก็ตาม) ด้วยท่อบนที่โค้งต่อเนื่องลงไปถึงตะเกียบท่อนั่ง คานตรงเสริมด้านล่างท่อบนประกบด้วยกล่องอเนกประสงค์ที่ทำเลียนแบบถังน้ำมัน ทำให้มันดูสวยงามโดดเด่นเหนือจักรยานอื่นๆ ในท้องตลาด แฮนด์ยกสูงที่กว้างช่วยให้ขี่ง่าย และยางบอลลูนที่ให้ความนุ่มนวลอย่างแตกต่าง ทั้งหมดนี้ทำให้ ชวินน์ เอกเซลซิเออร์ ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วและครองใจอเมริกันชนมายาวนานกว่า 30 ปี ในทศวรรษที่ 1950 ประมาณกันว่า 1 ใน 4 ของจักรยานที่ขี่กันในอเมริกาจะต้องเป็นชวินน์

ในทศวรรษที่ 1960 ชวินน์บุกตลาดจักรยานสำหรับเด็กโดยจับเอา เอกเซลซิเออร์มาย่อส่วนลงมา เพื่อใช้กับล้อขนาด 20 นิ้ว แฮนด์ถูกยกสูงยืดยาวขึ้นมาเหมือนท่าลิงกางแขน และเบาะยาวที่เหมือนนั่งบนโซฟา เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชวินน์ สติงเรย์ (Schwinn Stingray) จักรยานขวัญใจเด็กๆ ทุกหมู่เหล่า ที่จะพาพวกเขาตะลุยไปได้ทุกที่

ในปี 1971 On Any Sunday ภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับการแข่งขันมอเตอร์ไซค์โมโตครอส นำแสดงโดย สตีฟ แมคควีน ดาราดังในยุคนั้น ออกฉายในโรงภาพยนตร์ สารคดีเปิดเรื่องด้วยฉากการแข่งขันจักรยานออฟโรดของเด็กๆ ซึ่งแน่นอนเด็กทุกคนล้วนแต่ขี่ชวินน์ สติงเรย์ ฉากการโดดเนินเลียนแบบการแข่งโมโตครอส และการขี่ยกล้ออย่างยาวนานไปตามถนน ได้สร้างภาพประทับใจที่ติดตาตรึงใจไปกับเด็กทุกๆ คน และทำให้กระแสจักรยานออฟโรดสำหรับเด็กนั้น โหมกระพือไปทั่วทั้งอเมริกา จนเกิดเป็นจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ (BMX-Bike Motocross) ในอีกไม่กี่ปีต่อมา

ปลายทศวรรษที่ 1970 ประวัติศาสตร์ได้ซ้ำรอยอีกครั้ง เมื่อกลุ่มวัยรุ่นในตอนเหนือของแคลิฟอร์เนียหันมานิยมการขี่จักรยานออฟโรดลงมาจากเขา พวกเขาได้นำจักรยานครุยเซอร์ในยุคทศวรรษที่ 30-40  อย่าง ชวินน์ เอกเซลซิเออร์ มาทำการดัดแปลงเปลี่ยนแฮนด์ แต่งเบรก เพิ่มชุดเกียร์ ที่เลือกใช้ชวินน์ เอกเซลซิเออร์ ก็เนื่องจากตัวเฟรมมีความแข็งแรงและยางบอลลูนหน้ากว้าง ช่วยซับแรงสะเทือนได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือมันเป็นจักรยานที่ทุกบ้านมีทิ้งไว้ในห้องเก็บของ

ความนิยมในการขี่จักรยานแบบใหม่นี้ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว มีการจัดการแข่งขันกันในหลายๆ ท้องถิ่น เหล่านักแข่งต่างคนต่างโมดิฟายจักรยานของตัวเองกันอย่างสุดความสามารถ จนในที่สุดนักแข่งที่มีความสามารถเชิงช่างก็เริ่มต่อเฟรมของตนเองขึ้นมา จนเกิดเป็นจักรยานเมาเทน ไบค์ (Mountain Bike) ที่นิยมกันไปทั่วโลก ดังนั้นคงจะไม่เกินเลยไปถ้าจะกล่าวว่า ชวินน์ เอกเซลซิเออร์ คือต้นกำเนิดของเมาเทน ไบค์ และชวินน์ สติงเรย์ คือผู้ให้กำเนิดจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์

ในทศวรรษที่ 1990 กระแสการดำเนินธุรกิจแบบควบรวมกิจการถาโถมเข้าใส่ธุรกิจทุกประเภท ชวินน์ ก็ไม่อาจต้านกระแสนั้นได้จึงถูกขายให้กับบริษัท แปซิฟิก ไซเคิล (Pacific Cycle) และต่อมาบริษัท ดอเรล อินดัสทรีส์ (Dorel Industries) ยักษ์ใหญ่ในวงการกีฬาจากแคนาดาได้เข้าถือหุ้นใหญ่ในแปซิฟิก ไซเคิล

ปัจจุบัน ชวินน์ ยังคงผลิตและจำหน่ายจักรยานในแนวทางที่ตัวเองถนัด คือเน้นไปในตลาดจักรยานสำหรับทุกเพศทุกวัย และแน่นอนว่า ชวินน์ เอกเซลซิเออร์ และชวินน์ สติงเรย์ ได้กลับเข้าสู่สายการผลิตอีกครั้ง ให้สมกับที่เป็น …ตำนานที่ยังมีลมหายใจ…

เนิบช้าสุขใจ วิถีสโลว์ไลฟ์ แบบ ศิรดา อัศวานันท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549477

  • วันที่ 29 เม.ย. 2561 เวลา 09:53 น.

เนิบช้าสุขใจ วิถีสโลว์ไลฟ์ แบบ ศิรดา อัศวานันท์

โดย อณุสรา ทองอุไร-จิระวัฒน์ กล้ากะชีวิต

คุณแม่ลูกสองที่ยังสวย ออย-ศิรดา อัศอานันท์ กับชีวิตที่ถูกออกแบบไว้ภายหลังการแต่งงาน แม้ก่อนหน้าจะทำงานมาแล้วหลากหลายรูปแบบ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่หันกลับมามองตัวเอง เวลาที่ผ่านไปในแต่ละวันล้วนขลุกอยู่กับหน้าที่การงาน จนไม่เหลือเวลาให้ทบทวนตัวเอง หรือทำประโยชน์อื่นๆ ให้แก่สังคม เธอจึงวางแผนใช้ชีวิตในแบบสโลว์ไลฟ์อย่างที่เลือกเองหลังจากมีลูก

ปัจจุบันนี้เป็นแม่บ้าน ดูแลจัดการทุกอย่างในบ้าน ขณะเดียวกันยามว่างก็มักจะหากิจกรรมทำเป็นงานอดิเรกไปด้วย โดยเฉพาะกับงานฝีมือที่ต้องใช้จินตนาการ และทักษะทางด้านศิลปะ ซึ่งเป็นแนวทางความชอบส่วนตัว ขอแค่มีใจรักและมีเวลามากพอที่จะอยู่กับมัน ก็พร้อมที่จะเรียนรู้และนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับความชอบได้หลายอย่าง

แม้จะเรียนจบด้านจิตวิทยามา แต่ด้วยใจรักจึงหมั่นฝึกฝนที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งชิ้นงานที่ทำออกมาส่วนมากจะเป็นการตกแต่งตะกร้า ใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้ออกมาสวยงาม เริ่มทำตะกร้าใช้เองเมื่อ 7 ปีที่แล้ว คนเห็นชอบเยอะก็ทำขายเป็นงานอดิเรก ตอนนั้นยังมองว่าเป็นสิ่งใหม่ แต่ตอนนี้คนเริ่มทำเยอะมากขึ้น เธอจึงเลิกทำตรงนั้นไป แต่ก็ยังมีทำใช้เองในครอบครัวและให้เพื่อนๆ ญาติๆ บ้างตามโอกาส

นอกจากจะทำเป็นงานอดิเรกแล้วอีกจุดประสงค์หลัก คือ อยากนำความรู้ส่วนที่มีเพื่อไปบอกและสอนเด็กๆ ที่โรงเรียนปัญญาประทีป อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา สืบเนื่องจากว่าในยามว่างเธอจะเข้าไปช่วยสอนเด็กๆ ในวิชาที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่ หรือที่เรารู้จักกันดีอย่าง วิชาการงานพื้นฐานอาชีพ ในเรื่องของการจัดดอกไม้ จัดจาน ทำอาหาร และงานประดิดประดอยทั่วไป และยังจัดตั้งกองทุน รวมถึงงานต่างๆ ในโรงเรียน เพราะที่นี่เป็นโรงเรียนวิถีพุทธที่ลูกๆ ของเธอเรียนอยู่

เธอบอกว่า สิ่งหนึ่งเวลาไปสอนที่โรงเรียนจะเน้นให้เด็กทำเองด้วยสองมือ คือ พึ่งพาตนเองให้มากที่สุด เพราะปัจจุบันมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย จนบางครั้งอาจลืมไปว่าสองมือของเราก็ทำได้ อย่างที่ผ่านมาสอนทำพิซซ่า ก็จะเริ่มมาตั้งแต่การปั้นเตาดินเพื่อสำหรับใช้ในการอบ หรือการปั้นแป้งต่างๆ สิ่งเหล่านี้พอเวลาเด็กๆ ได้ลงมือทำแล้วผลงานออกมา จะช่วยเพิ่มความภาคภูมิใจ และได้ความรู้ในขั้นตอนการทำมากกว่าที่จะใช้เงินซื้ออย่างเดียว

“อย่างเวลาลูกๆ อยู่บ้าน แล้วอยากกินขนม เราก็จะดูว่าในบ้านมีวัตถุดิบอะไร เราก็จะมาช่วยกันทำขนมกินกัน เช่น ถ้าอยากทำขนมปังอบ เราจะไม่ไปซื้ออุปกรณ์มาทำ แต่เราจะดูว่าในครัวมีอะไร ในสวนหลังบ้านมีฟักทอง มีเผือก เราก็จะอบขนมปังผสมเผือกหรือฟักทอง เพื่อสอนให้ลูกรู้ว่าเราควรอยู่กับธรรมชาติให้มากที่สุด พึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด ไม่ใช่จะเข้าซูเปอร์แล้วซื้อทุกอย่างโดยที่ทำอะไรเองไม่เป็นเลย อยากกินพิซซ่า เราอบกินเอง มันสะอาด อร่อย สดใหม่ แถมยังได้ใช้เวลาร่วมกัน เด็กๆ จะภูมิใจที่เขามีส่วนร่วมจนเป็นชิ้นขนมออกมา มันจะอร่อยเป็นพิเศษ พอวันหยุดเขาจะตั้งตารอว่าวันหยุดนี้จะทำอะไรกันดี” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

นอกจากนี้ เธอยังปลูกดอกไม้ ผัก ผลไม้ เลี้ยงไก่เพื่อกินไข่ และเลี้ยงลูกหมูเล็กๆ เพื่อให้ลูกๆ ได้เห็นวิถีธรรมชาติ และเพื่อนำผลผลิตมาใช้ในครอบครัว โดยจะปลูกแบบธรรมชาติปลอดสารเคมีทุกชนิด วิถีชีวิตในแบบสโลว์ไลฟ์ของเธอก็กำลังเติบโตและสร้างความสุขไปพร้อมๆ กับสิ่งที่เธอปลูก ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้น้อยใหญ่ในบริเวณรอบๆ ตัวบ้านที่อาศัย หรือพืชผักสวนครัวนานาพันธุ์ที่แทบไม่ต้องใช้เงินซื้อเลย

โดยจุดเริ่มต้นมาจากชอบทำอาหารทานเองและทำถวายพระเป็นประจำ ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารสไตล์ฝรั่ง เพราะเราชอบตกแต่งจานอาหาร อย่างถ้าจะไปซื้อของมาตกแต่งเองก็คงจะสิ้นเปลืองไม่น้อย เลยคิดว่าเลือกใช้วัตถุดิบที่มีในบ้านมาทำดีกว่า หลักๆ ที่ปลูกก็เป็นอะไรที่คนในครอบครัวมักจะทานเป็นประจำ อย่างสามีชอบทานอาหารประเภทแกงกับผักลวก เราก็จะปลูก ตำลึงหวาน โหระพา ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ของบ้านส่วนหนึ่งกลายเป็นสวนที่อุดมไปด้วยพืชพันธุ์หลากหลายชนิด อาทิ มะยงชิด แก้วมังกร มะเดื่อ ราสพ์เบอร์รี่ แอปเปิ้ล พีช แบล็กเบอร์รี่ รวมถึงดอกไม้และผักต่างๆ

เธอบอกว่าโชคดีที่สามีมีหน้าที่การงานมั่นคงจึงลาออกมาเป็นแม่บ้านได้ ตอนที่ยังทำงานนอกบ้านรู้สึกว่าเวลาหายไปเยอะ เงินเดือนก็ไม่ได้เหลือมากมาย แต่ในทางกลับกันเมื่ออยู่บ้านและลดค่าใช้จ่ายส่วนที่ไม่จำเป็น เรื่องเสื้อผ้า รองเท้า การแต่งตัวต่างๆ แล้วปลูกผัก ผลไม้กินเอง อยากทำอะไรก็ไปหยิบได้ที่สวน ตัดปัญหาค่าใช้จ่าย การเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต “เพราะเมื่อก่อนเวลาไปซื้อของ ด้วยความกลัวลูกจะไม่อิ่ม จะไม่มีกิน คนเป็นแม่ก็จะซื้อทุกสิ่งทุกอย่างจนท้ายที่สุดเหลือ กินไม่หมด ก็ต้องทิ้งไปเนื่องจากใช้ไม่ทัน ที่สำคัญคือเรื่องของเวลา ตรงนี้มองว่าช่วยให้เราได้ทบทวนว่าการทำงานไม่จำเป็นต้องได้ผลตอบแทนมาเฉพาะในรูปของเงิน แต่มีเวลาให้ลูก ได้ทำอะไรที่ให้ประโยชน์กับคนอื่นบ้าง ก็เอาประสบการณ์เหล่านี้ไปสอนเด็กๆ ช่วยทางโรงเรียนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย มีความสุขกว่าเยอะ”

นอกจากนี้ เธอยังนำวิธีการคิดในแบบสโลว์ไลฟ์มาปรับใช้เพื่อสอนลูกได้อย่างดีอีกด้วย “ที่มีโอกาสมาทำตรงนี้ได้เพราะตัดสินใจมาปลูกบ้านที่ปากช่อง หลายๆ อย่างเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะลูกชายมีพัฒนาการที่ดี สังเกตได้ว่าพฤติกรรมจากที่เคยดื้อรั้นก็เปลี่ยนไป สาเหตุหนึ่งคงเป็นเพราะสภาพแวดล้อมและธรรมชาติที่ดี เหมือนเป็นการเปิดโลกให้เขาพร้อมที่จะเรียนรู้และรับสิ่งดีๆ ในขณะที่ลูกสาวเองเป็นคนชอบทำอาหาร ปกติก็มักจะดูคลิปในยูทูบและออกไปซื้อวัตถุดิบมาทำตาม แต่เราจะสอนให้ลูกรู้จักใช้ของที่มีอยู่ เพราะบางอย่างมันสามารถผสมหรือใช้แทนกันได้ นอกจากเป็นการประหยัดยังให้เขารู้จักใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งลูกๆ เองก็ปรับตัวได้ดีกับสิ่งที่เราสอน” เธอกล่าวอย่างมีความสุข

เหตุที่ตัดสินใจทิ้งความวุ่นวายกับชีวิตในเมืองเพื่อออกมาอยู่ต่างจังหวัดบ้าง เธอบอกว่า “ความสุขในชีวิตเรา คือ การได้มีเวลาทบทวนและพัฒนาตนเอง ทุกวันนี้ใช้วิธีนั่งสมาธิ เดินจงกรม พิจารณาว่ามีอะไรที่ต้องปรับหรือเพิ่มอย่างไร การฝึกปฏิบัติเช่นนี้ส่งผลทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ยิ่งเรานำหลักธรรมเข้ามาใช้ ส่วนตัวเป็นคนชอบฟังเทศน์เพราะเมื่อฟังแล้วมักจะได้ข้อคิดแนวทางการใช้ชีวิตดีๆ มากมาย ที่สำคัญข้อดีของการที่ออกมาใช้ชีวิตในต่างจังหวัดมันทำให้ได้เห็นวัฒนธรรมของคนพื้นถิ่น เห็นคนแก่หอบข้าวของไปทำบุญที่วัด อีกอย่างคือการเดินทางก็ไปได้ง่าย ต่างจากเมืองกรุงที่จะไปไหนทีก็ลำบากเพราะปัญหาการจราจรติดขัดทำให้หงุดหงิดน่าเบื่อ”

เมื่อเห็นอย่างนี้ก็เกิดคำถามในใจว่าทำไมไม่ใช้ชีวิตแบบนั้นบ้าง ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องโซเชียล ที่สามารถตัดเฟซบุ๊กได้ไหม หรือต้องจับมือถือตลอดทั้งวันหรือเปล่า เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมหรือการใช้ชีวิตเรียบง่าย มันทำให้มีชีวิตที่ช้าลง จนกระทั่งรู้สึกว่าในบางวันเงินไม่มีความจำเป็นและเป็นตัวชี้วัดทุกอย่าง วันที่ไม่ได้ออกนอกบ้านก็ไม่ต้องใช้จ่ายอะไร หิวก็ยังมีอาหารที่ปลูกไว้ทานได้ อย่างตอนนี้ที่บ้านเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมูแคระ แต่หมูแคระจะเลี้ยงไว้เป็นสัตว์เลี้ยง ส่วนของไข่ไก่ก็นำมาทำอาหารได้ เรียกว่าทุกอย่างที่ปลูกที่เลี้ยงไว้ในบ้านสามารถนำมาประกอบอาหารได้หมด

ทุกวันนี้ยอมรับว่าชีวิตมีความสุขมากขึ้นกับสิ่งที่มีอยู่รอบตัว เหมือนฝันที่วางไว้เป็นจริง เพราะคิดเสมอว่าในบั้นปลายชีวิตอยากอยู่ต่างจังหวัด วัฒนธรรม อากาศ สิ่งแวดล้อมต่างๆ แบบวิถีสโลว์ไลฟ์ที่มีความสุขและออกแบบเองได้

ชูคิวอาร์โค้ดตรวจสอบสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/551394

  • วันที่ 16 พ.ค. 2561 เวลา 05:50 น.

ชูคิวอาร์โค้ดตรวจสอบสินค้า

เอสจีเอสเปิด 3 แพลตฟอร์มใหม่ ตรวจแหล่งที่มาผลิตภัณฑ์รับนโยบายคิวอาร์โค้ด-ไทยแลนด์ 4.0

นายศุภมิตร จตุพรฆ้องชัย ผู้จัดการฝ่ายวางแผนและพัฒนาธุรกิจองค์กร บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) ผู้ตรวจสอบ การทดสอบ และการรับรองระบบ เปิดเผยว่า บริษัทเปิดตัว 3 แพลตฟอร์มใหม่ในการเพิ่มประสิทธิภาพและความ เชื่อมั่นในแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงข้อมูลกฎระเบียบต่างประเทศในการส่งออกผลิตภัณฑ์ เพื่อรองรับการปรับตัวของธุรกิจต่างๆ ในยุคไทยแลนด์ 4.0

ทั้งนี้ 3 แพลตฟอร์มดังกล่าว ได้แก่ 1.ดิจิ คอมพลาย (Digi Comply) แพลตฟอร์มรวบรวมข้อกฎหมายและกฎระเบียบในประเทศต่างๆ ทั่วโลกสำหรับผู้ที่ต้องการ ส่งออกผลิตภัณฑ์สู่ต่างประเทศ 2.ทรานส์ พาเรนซี วัน (Transparency One) แพลตฟอร์มสำหรับผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ได้ในทุกขั้นตอนการผลิต โดยสแกนผ่านคิวอาร์โค้ด ในกลุ่มสินค้าบริโภค และ 3.อีคิวเอสเอส (EQSS) แพลตฟอร์มตรวจสอบแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีการประกอบสินค้าประเภทอุปโภค เป็นต้น
ขณะที่บริษัทคาดว่าจะมีรายได้จาก 3 กลุ่มดังกล่าวอยู่ที่ 100 ล้านบาทภายในปีนี้ โดยกลุ่มที่โฟกัส คือ ธุรกิจค้าปลีกและสถานีบริการน้ำมันที่มีการแข่งขันที่สูง และการสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค จากภาพรวมรายได้บริษัทคาดว่าจะเติบโต 15% จากปีก่อน 2,200 ล้านบาท
“แพลตฟอร์มดังกล่าวจะสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคที่ตรวจสอบข้อมูลขั้นตอนและแหล่งที่มาการผลิตได้โดยมีเอสจีเอส รับรอง ส่งเสริมด้านความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และเป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก” นายศุภมิตร กล่าว