3ค่ายมือถือรับเอกสารประมูลคลื่นฯ1800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/551314

  • วันที่ 15 พ.ค. 2561 เวลา 12:46 น.

3ค่ายมือถือรับเอกสารประมูลคลื่นฯ1800

สำนักงาน กสทช. เปิดให้รับเอกสารการประมูลคลื่นฯ 1800 MHZ วันแรก 3 ค่ายใหญ่รับไป 5 ซอง

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า วันนี้ (15 พ.ค. 2561) สำนักงาน กสทช. เปิดให้ผู้สนใจเข้ารับเอกสารการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz เป็นวันแรก และจะเปิดให้รับเอกสารฯ ไปจนถึงวันที่ 14 มิ.ย. 2561โดยวันนี้ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 รายหลักของประเทศไทย ได้เข้ารับเอกสารการประมูลคลื่นความถี่ฯ โดยกลุ่มบริษัท AIS รับเอกสารไป 2 ชุด ในนามบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) และบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) กลุ่มบริษัท DTAC รับเอกสารไป 2 ชุด ในนามบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (DTN) และบริษัท ดีแทค บรอดแบนด์ จำกัด (DBB) ส่วนกลุ่มบริษัท TRUE รับเอกสารไป 1 ชุด ในนามบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TUC)

สำนักงานฯ เห็นว่า คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ยังเป็นที่สนใจของผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม เป็นความต้องการของตลาด เพื่อที่จะรองรับการให้บริการโทรคมนาคมที่มีประสิทธิภาพผู้ให้บริการจำเป็นต้องมีคลื่นความถี่เพื่อให้บริการอย่างเพียงพอ

นายฐากร กล่าวว่า ขั้นตอนต่อจากนี้ สำนักงาน กสทช. กำหนดให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตในวันที่ 15 มิ.ย. 2561 จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการพิจารณาคุณสมบัติขั้นแรก ระหว่างวันที่ 16-28 มิ.ย. 2561 หลังจากนั้นจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติเป็นผู้เข้าร่วมประมูลภายในวันที่ 29 มิ.ย. 2561 ส่วนในระหว่างวันที่ 1-3 ส.ค. 2561 จะทำการจัด ชี้แจงการประมูล (Information Session) และการทดสอบการประมูล (Mock Auction) สำหรับผู้เข้าร่วมการประมูล และกำหนดจัดการประมูลในวันที่ 4 ส.ค. 2561 ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถจัดการประมูลคลื่นความถี่ได้ทันก่อนที่สัญญาสัมปทานระหว่าง DTAC กับ CAT จะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 ก.ย. 2561

สำหรับ คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ที่จะนำมาประมูลครั้งนี้ มีจำนวนทั้งหมด 45 MHZ โดยกำหนดขนาดคลื่นความถี่ที่จะประมูลออกเป็น 3 ชุดๆ ละ 15 MHz ต่อ 1 ใบอนุญาต โดยผู้เข้าร่วมประมูลสามารถประมูลได้สูงสุด 1 ชุดคลื่นความถี่ โดยกำหนดราคาเริ่มต้นของการประมูลไว้ที่ 37,457 ล้านบาท และกำหนดหลักประกันการประมูล เท่ากับ 1,880 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาสุดท้ายจากการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ในครั้งก่อน โดยใช้สูตร N-1 ใบอนุญาตมีระยะเวลาการอนุญาต 15 ปี ราคาที่เพิ่มต่อการเคาะในแต่ละครั้ง 75 ล้านบาท กรณีที่จะมีการทิ้งการประมูลสำนักงาน กสทช. จะยึดหลักประกันการประมูล 1,880 ล้านบาท และการคิดค่าปรับอีก 5,620 ล้านบาท เป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 7,500 ล้านบาท อีกทั้งยังตัดสิทธิ์ JAS ไม่ให้เข้าร่วมการประมูล ครั้งนี้ด้วย

ยื่นชิง1800วันนี้3ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/551275

  • วันที่ 15 พ.ค. 2561 เวลา 08:02 น.

ยื่นชิง1800วันนี้3ราย

ค่ายมือถือ เอไอเอส- ดีแทค-ทรู เข้ารับเอกสารชิงคลื่น 1800 วันนี้ ไอดีซีคาดประมูลแค่ 3 รายเดิม “หมอลี่” ยอมรับส่อขายไม่หมด 3 ใบ

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า วันที่ 15 พ.ค.นี้ กสทช.จะเริ่มประกาศเชิญชวนผู้ให้บริการที่สนใจเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ขนาด 15 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 3 ใบอนุญาต อายุสัญญา 15 ปี เงื่อนไขประมูล N-1 (N = จำนวนผู้เข้าประมูล) เข้ารับเอกสารชี้ชวนการลงทุน (MI) ก่อนการยื่นขอรับใบอนุญาตใน วันที่ 15 มิ.ย. โดยบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค ในเครือเอไอเอส และบริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น ในเครือทรู ได้แจ้งความจำนงจะเข้ารับเอกสารวันที่ 15 พ.ค.นี้

นายราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กล่าวว่า บริษัทจะเข้าร่วมรับเอกสารชี้ชวนการลงทุนหรือซองประมูลคลื่น 1800 ที่ทาง กสทช.จะจัดขึ้นในวันที่ 15 พ.ค. 2561 เช่นเดียวกัน

ด้าน นายจาริตร์ สิทธุ หัวหน้าฝ่ายบริหารจัดการ ไอดีซี ประเทศไทย องค์กรด้านการวิจัยและที่ปรึกษาไอซีที กล่าวว่า การประมูลครั้งนี้ดีแทคเป็นค่ายที่จำเป็นต้องเข้าร่วมประมูลมากที่สุด เพราะคลื่นความถี่ 1800 กับ 850 จะหมดสัมปทานเดือน ก.ย. 2561 แม้บริษัท เทเลแอกเซส ในเครือดีแทคไตรเน็ต จะลงนามเช่าคลื่น 2300 กับบริษัท ทีโอที ไปแล้ว แต่การมีคลื่นอยู่ในมือเองจะดีกว่าในระยะยาว

ขณะที่เอไอเอสกับทรูจะเข้าประมูล เพราะการมีคลื่นเพิ่มขึ้นน่าจะเป็นประโยชน์ ปัจจุบันทรูมีคลื่นในมือรวม 55 เมกะเฮิรตซ์ และเอไอเอสมีรวม 45 เมกะเฮิรตซ์ แต่ต้องวัดใจว่าราคาตั้งต้น 37,457 ล้านบาท ต่อ 15 เมกะเฮิรตซ์ ทั้งสองค่ายจะสู้แค่ไหนถึงไม่กระทบแผนลงทุน จึงมองว่าการประมูลครั้งนี้ไม่น่าจะแข่งขันรุนแรงเท่าครั้งที่ผ่านมา ส่วนรายที่ 4 คงยาก เพราะประชากรใช้โทรศัพท์มือถือมี 121.53 ล้านเลขหมาย ถือว่าอยู่ในภาวะอิ่มตัวแล้ว

นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. กล่าวว่า มีแนวโน้มที่ กสทช.จะขายใบอนุญาต 1800 ในการเปิดประมูลครั้งนี้ 3 ใบ ภายใต้เงื่อนไข N-1 ไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากความต้องการคลื่นความถี่ในตลาดขณะนี้ไม่สูงมาก แต่ราคาตั้งต้นประมูลสูง เนื่องจากยึดตามราคาการประมูลครั้งก่อน ความจูงใจเข้าร่วมประมูลครั้งนี้จึงต่ำ

นอกจากนั้น ในปี 2563-2564 กสทช.เตรียมเปิดประมูลคลื่น 700 ทำให้ความจำเป็นประมูลครั้งนี้น้อยลงไปอีก เพราะผู้ให้บริการสามารถรอคลื่น 700 มาทดแทนได้ ส่วนกรณีที่ดีแทคได้คลื่น 2300 แล้ว ถึงแม้คุณภาพคลื่นรองรับ 4จีได้เหมือน 1800 แต่หากดีแทคต้องการรองรับกลุ่มผู้ใช้งานที่ยังมีมือถือรุ่นเก่าๆ คลื่น 1800 ก็ยังจำเป็น

เจเอสแอลรุกออนไลน์ ปั้นแพลตฟอร์มเสริมทีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/551260

  • วันที่ 15 พ.ค. 2561 เวลา 05:52 น.

เจเอสแอลรุกออนไลน์ ปั้นแพลตฟอร์มเสริมทีวี

โดย…จะเรียม สำรวจ

หลังจากพฤติกรรมการดูทีวีของคนไทยยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงหลังเวลา 22.00-23.00 น. เป็นต้นไป ส่งผลให้ผู้ผลิตรายการทีวี หรือโปรดักชั่นเฮาส์ ต้องออกมาปรับตัว กันพอสมควร เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวรายการส่วนใหญ่ที่ออกอากาศผ่านหน้าจอ ทีวีจะเป็นรายการวาไรตี้

ทั้งนี้ เพราะก่อนที่จะมีทีวีดิจิทัลเกิดขึ้น รายการวาไรตี้ในช่วงเวลาหลัง 22.00 น. ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่หลังจากมีทีวีดิจิทัล ประกอบกับผู้บริโภคหันมาเปลี่ยนพฤติกรรมเสพสื่อดิจิทัลมากขึ้น จึงทำให้รายการวาไรตี้หลังเวลา 22.00 น. มีผู้ชมลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้บริษัทโปรดักชั่นเฮาส์ต้องหันมาปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจให้มีความหลากหลายมากขึ้น

เช่นเดียวกับบริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย ที่ปัจจุบันมีการขยายไลน์ธุรกิจมากถึง 6 ขา ประกอบด้วย ธุรกิจผลิตรายการทีวี ธุรกิจดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ธุรกิจอีเวนต์ ธุรกิจผลิตละครทีวี ธุรกิจผลิตละครเวที และธุรกิจน้องใหม่ล่าสุดผลิตรายการกีฬา โดยธุรกิจที่ เจ เอส แอล จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษในปีนี้ คือ ธุรกิจดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลขึ้น เพื่อรองรับคอนเทนต์ที่จะผลิตออกมาป้อนช่องทางออนไลน์โดยเฉพาะ

รติวัลคุ์ ธนาธรรมโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย ผู้ผลิตและออกแบบคอนเทนต์ดีไซเนอร์ กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ บริษัทจะให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจดิจิทัลอย่างจริงจัง เพื่อผลักดันให้เป็นแหล่งรายได้ หลัก ทดแทนรายได้ในส่วนบริหารเวลาที่ลดลงภายหลังได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโดยรวม

ในส่วนของกลยุทธ์การตลาดที่จะนำมาใช้ คือ การต่อยอดทรัพย์สินและทรัพยากรที่มีอยู่ให้สร้างรายได้อย่างยั่งยืน ด้วยการโฟกัส สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่สด ใหม่ ใหญ่ ดัง และสร้างพันธมิตรที่เป็นผู้เล่นหลัก

ในปีที่ผ่านมา เจ เอส แอล ได้มีการปรับหลังบ้านพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลขึ้นมาใหม่ใน 4 รูปแบบ ประกอบด้วย 1.เว็บไซต์ ด้วยการพัฒนาเว็บไซต์เจาะใจออนไลน์ เพื่อนำรายการเจาะใจไปออกอากาศโดยเฉพาะ 2.การนำ คอนเทนต์ไปออกอากาศย้อนหลังในยูทูบ 3.การพัฒนา JSL Cycle การพัฒนาคอนเทนต์ในรูปแบบซีเอสอาร์ และ 4.การพัฒนาเว็บไซต์ My One Class เพื่อเปิดคลาสเรียนออนไลน์ที่สอนโดยตัวจริงของวงการ

รติวัลคุ์ กล่าวต่อว่า การเปิดตัวเว็บไซต์ My One Class คลาสเรียนออนไลน์ในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอด จุดแข็งของคอนเทนต์ที่มีคุณภาพสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ในยุคดิจิทัล เนื่องจากปัจจุบันคนไทยให้ความสนใจคลาสเรียนออนไลน์กันมากขึ้น บริษัท

จึงเล็งเห็นโอกาส ด้วยการเปิดตัวคลาสเรียนเว็บไซต์ดังกล่าวจำนวน 6 คอร์ส ได้แก่ คอร์ส “พูดดี ต้องมีของ” โดย ตุ้ม-ผุสชา โทณะวณิก คอร์ส “แต่งเพลง” โดย ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค คอร์ส “Short film workshop with Nonzee” โดย อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร

คอร์ส “การแสดงขั้นพื้นฐาน” โดย ครูหนิง-พันพัสสา ธูปเทียน ครูสอนการแสดง ผู้กำกับ และสมาชิกคนไทยเพียงคนเดียวของ “The Actors Studio” สถาบันระดับโลกของนิวยอร์ก คอร์ส “การเขียนบทละคร” โดย ครูบัว-ผศ.ดร.ปริดา มโนมัยพิบูลย์ ครูสอนการเขียนบท ได้รับรางวัลคึกฤทธิ์ สาขาวรรณศิลป์ (ผู้เขียนบทละคร) และประธานหลักสูตรอักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศิลปการละคร และคอร์ส “การถ่ายภาพด้วยมือถือแบบมืออาชีพ” โดย แพท ชาน(Pat Chan) ช่างภาพสตรีชาวไทยที่มีผลงานระดับโลก ที่เคยถ่ายภาพบุคคลสำคัญของโลก เช่น ประธานาธิบดี บิล คลินตัน เป็นต้น

นอกจากนี้ เจ เอส แอล ยังได้จับมือกับพันธมิตรอย่างไลน์ทีวี เพื่อนำรายการที่ออกอากาศทางทีวีไปออกอากาศย้อนหลังในไลน์ทีวีทันที ขณะเดียวกันยังมีการผลิตคอนเทนต์รายการใหม่มาออกอากาศเฉพาะในไลน์ทีวี และเพื่อต่อยอดความสำเร็จ เจ เอส แอล มีแผนที่จะนำคอนเทนต์รายการทีวีไปออกอากาศ และคอนเทนต์ที่ผลิตขึ้นมาใหม่ ไปออกอากาศในทรูไอดี และทีวีเอเชียในอนาคตอันใกล้นี้

จากแนวทางการทำธุรกิจดังกล่าว เจ เอส แอล คาดหวังว่าสิ้นปี 2561 นี้จะกลับมามีรายได้เติบโต 30% อีกครั้ง จากปีที่ผ่านมาพลาดเป้า

ค่ายมือถือจ่อคลอดโปรฯเน็ตช่วงบอลโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/551255

  • วันที่ 14 พ.ค. 2561 เวลา 21:45 น.

ค่ายมือถือจ่อคลอดโปรฯเน็ตช่วงบอลโลก

เอไอเอส ดีแทค จ่อคลอดโปรโมชั่นเด็ด เจาะคนเมืองชมการแข่งขันบอลโลกระหว่างเดินทางกลับบ้าน หวังเพิ่มรายได้จากการใช้ดาต้า

นายจาริตร์ สิทธุ หัวหน้าฝ่ายบริหารจัดการ ไอดีซี ประเทศไทย เปิดเผยว่า การแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย ระหว่างวันที่ 14 มิ.ย.-15 ก.ค. ที่รัสเซีย ซึ่งช่วงระยะเวลาการแข่งขันเริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 น. คาดว่าพฤติกรรมของคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองในกรุงเทพฯ จะดูการแข่งขันฟุตบอลผ่านดีไวซ์ อาทิ มือถือ แท็บเล็ต ระหว่างการเดินทางกลับบ้าน ซึ่งทำให้มีความต้องการใช้ดาต้าในปริมาณเพิ่มขึ้น

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส กล่าวว่า บริษัทกำลังพิจารณาเปิดตัวแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต เพื่อต้อนรับกับช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก โดยลักษณะแพ็กเกจจะเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วไม่อั้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งจะเป็นโปรโมชั่นเด็ดๆ ออกมา ให้กลุ่มลูกค้าได้เลือกใช้บริการหลากหลายตามความต้องการ

“การใช้บริการมือถือยังคงอยู่ในภาวะเติบโตในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา เพราะมือถือกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ภาวะเศรษฐกิจของประเทศจึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้บริการทางโทรศัพท์มือถือมากนัก แต่กลยุทธ์ที่จะผลักดันให้เติบโตมองถึงการเข้าถึงลูกค้า การมีบริการใหม่ เพื่อผลักดันการใช้ดาต้าเพิ่มขึ้น”นายปรัธนา กล่าว

ด้าน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค ระบุว่า ในช่วงปลายเดือน พ.ค. หรือต้นเดือน มิ.ย. จะจัดแพ็กเกจโปรโมชั่นอินเทอร์เน็ตในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก ขณะเดียวกันก็เตรียมพร้อมสัญญาณอินเทอร์เน็ต เพื่อรองรับปริมาณการใช้งาน ทำให้การดูถ่ายทอดสดผ่านอินเทอร์เน็ตไม่สะดุด

ไทยตื่นทำแผนรับมือภัยไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/550742

  • วันที่ 10 พ.ค. 2561 เวลา 07:56 น.

ไทยตื่นทำแผนรับมือภัยไซเบอร์

“บิ๊กตู่” สั่งเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามจากไซเบอร์ 4 ด้าน หวังยกระดับติดกลุ่มประเทศมีความปลอดภัย

ที่ประชุมคณะเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานนัดแรก เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบแนวทางสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ของประเทศ 4 เรื่อง

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า เรื่องที่ 1 เห็นชอบนโยบายและแผนระดับชาติเพื่อปกป้องรับมือ ป้องกันและลดความเสี่ยงให้ไปทิศทางเดียวกัน โดยให้จัดกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศของประเทศเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มความมั่นคงและบริการภาครัฐ กลุ่มการเงิน กลุ่มเทคโนโลยี สารสนเทศและโทรคมนาคม กลุ่มการขนส่งและโลจิสติกส์ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค และกลุ่มสาธารณสุข เพื่อยกระดับแผนการทำงานในแต่ละด้าน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอีได้ประสานงานกับหลายหน่วยงานที่มีแผนป้องกันภัยจากไซเบอร์อยู่แล้ว เช่น ธนาคาร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่านศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) เพื่อซ้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน

เรื่องที่ 2 เห็นชอบแนวทางการกำหนดโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน เรื่องที่ 3 เห็นชอบแนวทางการพัฒนาบุคลากรระยะเร่งด่วน 1,000 คน ใช้งบประมาณกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 350 ล้านบาท โดยจะจัดตั้งศูนย์ความร่วมมืออาเซียน-ญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาบุคลากรตามมติที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศร่วมกับญี่ปุ่น โดยไทยได้รับเลือกให้เป็นที่ตั้งศูนย์ และได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น ระยะ 5 ปี รวม 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีเป้าหมาย พัฒนาบุคลากรในอาเซียน 800 คน

สำหรับเรื่องที่ 4 ที่ประชุมได้เห็นชอบการจัดตั้งไซเบอร์ซีเคียวริตี เอเยนซี (ซีเอสเอ) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานประสานงานกลางและหน่วยงานเผชิญเหตุด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ชั่วคราว เพื่อให้เกิดความมั่นคงในระดับชาติและได้มาตรฐานสากล ซึ่งในปี 2560 ดัชนีความพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของไทย ซึ่งจัดโดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) อยู่ที่อันดับ 22 จาก 194 ประเทศ ตั้งเป้าจะให้ไทยติดอันดับ 20 แรกของประเทศที่มีความพร้อม

การตลาดยุคใหม่ ไอโอทีสร้างความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/550730

  • วันที่ 10 พ.ค. 2561 เวลา 06:15 น.

การตลาดยุคใหม่ ไอโอทีสร้างความยั่งยืน

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

โมเดลการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจที่ผ่านมา สินค้าหรือแบรนด์จะให้ความสำคัญการสร้างการเติบโตจากรายได้และกำไรให้กับกลุ่มผู้ถือหุ้น คู่ค้า ลูกค้า สังคมและชุมชน แต่เมื่อโลกธุรกิจที่ก้าวสู่ Internet of Everything หรืออินเทอร์เน็ตของทุกอย่าง ไอโอที จึงเป็นเทคโนโลยีที่แบรนด์ระดับโลกเริ่มนำมาใช้เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ

ศิริชัย วิวัฒน์สกุลเจริญ รองผู้อำนวยการหน่วยงาน เอ็นเตอร์ไพรส์ เซ็กเตอร์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า การสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจนอกเหนือจากการปรับตัวของกลุ่มผู้ประกอบการโดยการพัฒนาแพลตฟอร์มธุรกิจและนำเทคโนโลยีมาปรับตัวแล้วนั้น ไอโอที หรืออินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ ยังเป็นเครื่องมือที่สร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในยุคดิจิทัลด้วยเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนของแบรนด์ระดับโลก อาทิ บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่อย่างยูนิลีเวอร์ นำเทคโนโลยีไอโอทีที่สามารถวัดปริมาณการใช้น้ำสำหรับการล้างจาน และมีเซ็นเซอร์แจ้งเตือนหากมีการใช้น้ำในปริมาณมากเกินไปในแต่ละระดับ ช่วยลดการใช้น้ำและรักษาสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น ขณะที่แบรนด์ก็ได้ภาพลักษณ์สินค้าที่ดีไปด้วยในสายตาผู้บริโภค

ขณะที่โมเดลสร้างความยั่งยืนในรูปแบบเดิมๆ แบรนด์และสินค้าจะเน้นที่กำไรให้กับผู้ถือหุ้น พนักงานและด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม เช่น ยูนิลีเวอร์เดินหน้าสร้างความยั่งยืนต่อเนื่อง 5 ปี จากการใช้น้ำมันปาล์มมาเป็นวัตถุดิบหลักการผลิตสินค้า แต่สวนปาล์มนั้นจะต้องไม่บุกรุกพื้นที่ป่า และต้องไม่ใช้แรงงานเด็กในการทำงาน รวมถึงวัตถุดิบต้องนำกลับมารีไซเคิลใหม่ได้

ปัจจัยที่แบรนด์ต่างๆ ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืน เพราะแนวโน้มประชากรจะเลือกซื้อสินค้าที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืน จากการสำรวจของยูนิลีเวอร์กลุ่มตัวอย่าง 2 หมื่นรายใน 5 ประเทศ พบว่าประชาชน 33% เลือกซื้อสินค้าที่ดำเนินธุรกิจรับผิดชอบสังคมและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ประเทศที่กำลังพัฒนาประชากรจะยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าที่สร้างความยั่งยืนสูง 66% ส่วนประเทศพัฒนาแล้วการซื้อสินค้าที่สร้างความยั่งยืนน้อย 34%

ศิริชัย กล่าวว่า แนวโน้มอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับไอโอทีในปี 2568 จะมีราว 1 แสนล้านชิ้น โดยเข้าไปมีอิทธิพลต่อชีวิตของผู้คนจำนวนมาก ดังนั้นธุรกิจควรเริ่มศึกษาและพัฒนาธุรกิจอย่างไร ให้สามารถใช้ไอโอทีสร้างความยั่งยืนให้กับแบรนด์หรือองค์กร สำหรับทรูขณะนี้ได้เปิดให้บริการไอโอที โซลูชั่น สมาร์ท ทรานสปอร์ต เพื่อให้บริการด้านโลจิสติกส์ ช่วยลดต้นทุน ลดการใช้พลังงาน

สำหรับทิศทางการใช้ไอโอทีทั่วโลกในปี 2560 มีบริษัทใช้ผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นไอโอที 30% และคาดว่าปี 2563 จะมีบริษัทใช้มากกว่า 65% และคาดการณ์ว่าในปี 2568 การใช้จ่ายไอโอที ทั่วโลก 63 ล้านล้านบาท และสร้างมูลค่าต่อเศรษฐกิจโลก 315 ล้านล้านบาท สำหรับไทยคาดว่าการใช้จ่ายไอโอที 5 แสนล้านบาท ขณะที่สร้างมูลค่าต่อเศรษฐกิจ 3 ล้านล้านบาท

ดังนั้น หากแบรนด์หรือสินค้าที่หันมาใช้ไอโอทีเป็นเครื่องมือสร้างความยั่งยืน ก็มีโอกาสที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยลดต้นทุน และสร้างภาพลักษณ์แล้ว กลุ่มที่มีพลังอำนาจการซื้อในโลกอนาคตสูงอย่าง เจเนอเรชั่นซี ก็ให้ความสำคัญเลือกซื้อสินค้าที่สร้างความยั่งยืน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเป็นประชากรในสัดส่วนถึง 2,000 ล้านคนในอนาคต

แกร็บปรับองค์กรใหม่ งัดกลยุทธ์เบ็ดเสร็จในแอพเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/550611

  • วันที่ 09 พ.ค. 2561 เวลา 05:53 น.

แกร็บปรับองค์กรใหม่ งัดกลยุทธ์เบ็ดเสร็จในแอพเดียว

แกร็บปรับองค์กรใหม่ ชูกลยุทธ์เบ็ดเสร็จในแอพเดียว ขยายทำแกร็บฟู้ดเสริมไลน์ พร้อมยื่นขอใบอนุญาตให้บริการทางการเงินจาก ธปท.

นายธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับองค์กรใหม่ (รีออร์แกไนเซชั่น) ภายหลังการควบรวมกิจการกับอูเบอร์ในระดับอาเซียนช่วงต้นปี 2561 โดยโฟกัสธุรกิจด้วยการพัฒนาแอพพลิเคชั่นแบบศูนย์รวมทุกความต้องการไว้ในแอพเดียวภายใต้แนวคิด แกร็บ เอฟรี่เดย์ (Grab Everyday) ซึ่งมี 3 แกนธุรกิจหลักได้แก่ 1.บริการรถสาธารณะ (ทรานสปอร์ต) 2.บริการส่งสินค้า (เดลิเวอรี่) และ 3.บริการทางการเงิน (เพย์เมนต์/ไฟแนนเชียล) ซึ่งคาดว่าจะสมบูรณ์ภายในปีนี้

ทั้งนี้ รูปแบบการให้บริการของบริษัทในอนาคตจะสามารถเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมดทั้งในด้านการเดินทาง การสั่งอาหาร การส่งสินค้า และการชำระเงิน ผ่านแอพพลิเคชั่น “แกร็บ” เพื่อรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และการก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (แคชเลสโซไซตี้)

นอกจากนั้น ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัว “แกร็บ ฟู้ด” อย่างเป็นทางการ เพื่อขยายความครบถ้วนในการให้บริการบนแอพ พลิเคชั่นเดียว ซึ่งได้มีการทดลองให้บริการไปแล้วในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีด้วยการเติบโต 440% นับตั้งแต่เริ่มทดลอง และปัจจุบันมีจำนวนร้านอาหารที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรจำนวน 4,000 ร้าน ซึ่งมีแผนขยายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“แม้ว่าการแข่งขันในตลาดฟู้ดเดลิ เวอรี่ จะรุนแรงแต่บริษัทมองเป็นโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งได้จัดโปรโมชั่นฟรีค่าส่งตั้งแต่ วันนี้ถึงสิ้นเดือน พ.ค.นี้” นายธรินทร์ กล่าว

นายธรินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการยื่นขอใบอนุญาตการทำ อี-วอลเล็ต และการปล่อยสินเชื่อใน รูปแบบ นาโน ไฟแนนเชียล กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมีแผนในการปล่อยกู้ให้กับผู้ขับขี่ในแอพพลิเคชั่นแกร็บ เพื่อยกระดับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของกลุ่มดังกล่าวโดยใช้ฐานข้อมูลที่ลงทะเบียนในแอพของบริษัท จากนั้นจะแนะนำบริการ “แกร็บ ไฟแนนเชียล” ต่อไป

ขณะที่ด้านแผนการขยายการให้บริการรถสาธารณะของบริษัทให้ครอบคลุมจังหวัดต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ในการให้บริการ 16 จังหวัดทั่วประเทศ และในช่วงกลางเดือน พ.ค.นี้ จะขยายไปยัง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยภายในปีนี้มีแผนขยายการให้บริการทั้งสิ้น 20 จังหวัด

นายธรินทร์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกรุงเทพมหานคร (กอ.รมน.กทม.) สั่งห้ามไม่ให้รถยนต์ส่วนบุคคลให้บริการ รับ-ส่ง ผู้โดยสารเด็ดขาดนั้น บริษัทอยู่ระหว่างการทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบริษัทยินดีให้ความร่วมมือทุกวิถีทางเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการให้ถูกต้องตามที่รัฐกำหนด

กสทช.แจก “เพาเวอร์แบงค์”ฟรี! ให้คนแจ้งสายสื่อสารเสี่ยงอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/550556

  • วันที่ 08 พ.ค. 2561 เวลา 14:38 น.

กสทช.แจก "เพาเวอร์แบงค์"ฟรี! ให้คนแจ้งสายสื่อสารเสี่ยงอันตราย

กสทช.ชวนประชาชนร่วมใจเตือนภัย “สายสื่อสารอันตราย”ผ่านคอลเซ็นเตอร์ 1200 พร้อมแจกเพาเวอร์แบงค์ให้คนแจ้งเบาะแสฟรีจำนวน 4,500 อัน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า กรณีปรากฏตามข่าวว่ามีผู้เสียชีวิตจากสายโทรคมนาคมที่จังหวัดขอนแก่น และสำนักงาน กสทช. ได้ประสานงานให้บริษัทเจ้าของสายเข้าไปรับผิดชอบต่อผู้เสียหายแล้วนั้น วันนี้ (8 พ.ค. 2561) สำนักงาน กสทช. จึงได้จัดประชุมหารือร่วมกับ นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นและคณะ เพื่อหารือถึงแนวทางการพาดสายสื่อสารในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม และสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหา

จากนั้นเดินทางตรวจสอบมาตรฐานการพาดสายสื่อสารในพื้นที่เกิดอุบัติเหตุ ณ บริเวณหน้าโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ถัดจากนั้นเดินทางไปตรวจพื้นที่เตรียมการจัดระเบียบสายสื่อสารร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในปี 2561 จำนวน 2 เส้นทาง ได้แก่ 1.ถ.กลางเมือง จากสี่แยก ถ.ประชาสโมสร ถึง สามแยก ถ. หลังศูนย์ราชการ 2.ถ.หน้าเมือง จากสี่แยก ถ.ประชาสโมสร ถึง สามแยก ถ. หลังศูนย์ราชการ และตรวจสอบเส้นทางวิกฤตที่ไม่สามารถอนุญาตให้พาดสายฯ จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ 1.เส้นทางแยกประชาสโมสร (ฝั่งตะวันออก) ถึง ถ.ราษฎร์คะนึง 2.เส้นทางทางเข้าบ้านโนนม่วง และ 3.เส้นทางถ.สมหวังสังวาล

นายฐากร กล่าวว่า สำหรับมาตรการบังคับใช้ในการพาดสายสื่อสารของสำนักงาน กสทช. นั้นผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมทุกรายจะต้องดำเนินการพาดสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ได้ตกลงกับการไฟฟ้าฯ รวมถึงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้สิทธิในการปัก หรือตั้งเสา หรือเดินสาย วางท่อ หรือติดตั้งอุปกรณ์ประกอบ หรือหลักสิทธิแห่งทางของสำนักงาน กสทช. โดยมาตรฐานการพาดสาย กรณีที่เป็นถนนหลัก ทางหลวงแผ่นดิน ไม่ให้มีการพาดสายข้ามถนนต้องดันท่อร้อยใต้ดินเท่านั้น กรณีถนนสายรอง ซอย การพาดสายข้ามถนนการพาดสายต้องพาดในระดับความสูงกว่าผิวจราจร 5.5-5.9 เมตร และสายสื่อสารทุกประเภทต้องมีสี และชื่อของเจ้าของระบุอย่างชัดเจนเพื่อแสดงตน

“กรณีประชาชนพบสายสื่อสารที่รกรุงรัง ไม่เป็นระเบียบ อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้สัญจรบนท้องถนน หรือได้รับอันตรายจากสายสื่อสาร สามารถแจ้งมายัง Call Center ของสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 ฟรี หรือแจ้งไปที่การไฟฟ้านครหลวง หมายเลขโทรศัพท์ 1130 หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หมายเลขโทรศัพท์ 1129 ก็ได้ เมื่อรับเรื่องสำนักงาน กสทช. จะประสานงานกับผู้ประกอบการเจ้าของสายให้ดำเนินการแก้ไขโดยด่วน”นายฐากร กล่าว

เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ร่วมกับ AIS TRUE 3BB และ Symphony เชิญประชาชนร่วมใจเตือนภัย เพื่อความปลอยภัยสายสื่อสาร รับ Power Bank ฟรี 4,500 อัน สำหรับประชาชน 4,500 รายแรก ที่โทรศัพท์มาแจ้งข้อมูลสายสื่อสารที่เป็นอันตรายกับศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 (ฟรี) ทั้งนี้ตามที่มีข่าวที่มีเหตุการณ์สายสื่อสาร หย่อน ขาด รกรุงรัง อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ อันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และสำนักงาน กสทช. ได้มีการเรียกประชุมผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม และผู้ประกอบกิจการเคเบิ้ลทีวี เพื่อย้ำถึงมาตรการบังคับใช้ในการพาดสายสื่อสารในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม รวมถึงทำความเข้าใจ เพื่อให้การพาดสายสื่อสารของผู้ประกอบการทุกรายเป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อความเป็นระเบียบ สร้างความปลอดภัย ต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงปรับปรุงภูมิทัศน์ให้ดูสวยงาม ไม่รกรุงรัง รวมถึงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้เร็วขึ้นไปแล้วนั้น

สำนักงาน กสทช. เห็นว่าสิ่งที่จะช่วยให้เกิดความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาสายสื่อสารที่เป็นอันตรายนั่นคือสำนักงาน กสทช. ต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนโดยเป็นส่วนร่วมในการแจ้งเตือนภัยเกี่ยวกับอันตรายที่เกิดจากสายสื่อสารกับสำนักงาน กสทช. เนื่องจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่สายสื่อสารพาดผ่าน จะเป็นผู้ใกล้ชิดและน่าจะเป็นผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ปัญหาสายสื่อสาร หย่อน ขาด รกรุงรัง ที่ที่อาจเกิดอันตรายต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้เร็วกว่า

โดยประชาชนที่แจ้งข้อมูลปัญหาสายสื่อสาร พร้อมทั้งระบุสถานที่ที่พบปัญหา มายังศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 (ฟรี) พร้อมทั้งถ่ายภาพสายสื่อสารที่เป็นปัญหาส่งมายัง Line ID : @nbtc1200 สำหรับ 4,500 สายแรกที่แจ้งข้อมูลเข้ามา เมื่อสำนักงาน กสทช. ทำการตรวจสอบว่าสายสื่อสาร ณ สถานที่ที่ประชาชนแจ้งเข้ามานั้นก่อให้เกิดปัญหาเป็นอันตรายกับประชาชนจริง สำนักงาน กสทช. จะส่ง Power Bank ฟรี ไปให้กับประชาชนที่แจ้งข้อมูลเข้ามาโดยเร็วที่สุด สำหรับ Power Bank ที่จะแจกให้กับประชาชนมีจำนวนทั้งสิ้น 4,500 อัน แบ่งเป็น ภาคเหนือ 1,000 อัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,000 อัน ภาคกลาง 1,000 อัน ภาคใต้ 1,000 อัน และกรุงเทพมหานคร 500 อัน

“การที่ประชาชนร่วมกันช่วยสังเกต และเตือนภัย สายสื่อสารที่อาจเป็นอันตราย มายังศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 (ฟรี) จะช่วยให้การทำงานของสำนักงาน กสทช. และผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม และผู้ประกอบกิจการการเคเบิ้ลทีวี ในการแก้ไขปัญหา อันตราย อันอาจจะเกิดจากสายสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ยิ่งขึ้น”นายฐากร กล่าว

ไอทีรุกทุกช่องทาง สร้างโอกาสเข้าถึงลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/550490

  • วันที่ 08 พ.ค. 2561 เวลา 06:30 น.

ไอทีรุกทุกช่องทาง สร้างโอกาสเข้าถึงลูกค้า

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

การขยายช่องทางการขาย เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ผลักดันให้ธุรกิจค้าปลีกเข้าถึงลูกค้าได้เพิ่มขึ้น ทั้งการขยายผ่านทางออฟไลน์ ที่จะเห็นถึงการผนึกความร่วมมือกันมากขึ้น ภายใต้กลยุทธ์ Cross industry และที่สำคัญในยุคนี้ผู้ประกอบการต้องมุ่งขยายช่องทางออนไลน์ควบคู่ไปด้วยภายใต้สูตร O-2-O (Online to Offline)

สุระ คณิตทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอมเซเว่น ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอที เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทเดินหน้าสร้างช่องทางการขายสินค้าผ่านทางอี-คอมเมิร์ซในเชิงรุก เดือน มิ.ย. โดยจะเปิดเว็บไซต์แพลตฟอร์มใหม่อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการแข่งขันกับมาร์เก็ตเพลส อาทิ ลาซาด้า ที่เข้ามาเป็นทางเลือกการซื้อสินค้าให้กับลูกค้ามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม มองว่าช่องทางออฟไลน์ยังมีความสำคัญ เพราะคนไทยยังต้องการสัมผัสสินค้าและมีพนักงานคอยแนะนำ โดยเฉพาะราคาสินค้าตั้งแต่ 7,000-2.5 หมื่นบาทขึ้นไป เนื่องจากผู้ซื้อต้องการความมั่นใจ สำหรับเป้าหมายออนไลน์บริษัทต้องการเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก 2% ให้เป็น 10% ภายในปี 2564 โดยสิ้นปีตั้งเป้ารายได้ 800 ล้านบาท

ทั้งนี้ กำลังซื้อสินค้าไอทีปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 5% หรือกว่า 7,800 บาท เนื่องจากสินค้าไอทีมีราคาที่สูงขึ้น จากเมื่อปีที่ผ่านมาการซื้อสินค้าไอทีโดยเฉลี่ย 7,500 บาท ถือเป็นสินค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจมากนัก โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทมีลูกค้าเข้ามาภายในร้าน 2.7 ล้านราย สำหรับไตรมาสแรกรายได้เติบโตตามเป้าหมาย

สุระ กล่าวว่า บริษัทได้จับมือร่วมกับธนาคารกสิกรไทย โดยเปิดโมเดลธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอทีรูปแบบใหม่ มีพื้นที่ให้บริการทางการเงินครบวงจร ปีนี้เปิดครบ 20 สาขาในตลาดต่างจังหวัด ขณะที่เป้าหมายความร่วมมือกันในครั้งนี้ เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าที่ปกติจะมาใช้บริการทางการเงินอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ช่วยเพิ่มโอกาสการขายสินค้าไอทีให้กับบริษัท รวมถึงช่วยลดต้นทุนให้กับบริษัท เนื่องจากเป็นความร่วมมือในรูปแบบเช่าพื้นที่

“นับเป็นการเปิดร้านค้าปลีกไอทีรายแรกที่ให้บริการธุรกรรมการเงินในสาขาเดียวกัน หลังจากได้ทดลองเปิดสาขาค้าปลีกไอทีและให้บริการการเงิน จ.ยโสธร ในช่วงเดือน มี.ค.ส่งผลให้ยอดขายสินค้าอุปกรณ์ไอทีเติบโต 20% ขณะที่ปริมาณคนที่เข้ามาหมุนเวียนภายในร้านเพิ่มขึ้น ส่วนการขยายสาขาของบริษัทตั้งเป้าเพิ่มจาก 434 สาขา เป็น 629 สาขา”

สำหรับรายได้ทั้งปีตั้งเป้าเติบโต 15%จากเมื่อที่ผ่านมารายได้ราวกว่า 2.25 หมื่นล้านบาท ส่วนไตรมาสสองคาดว่าจะรักษาการเติบโตไว้ จากการเป็นช่วงไฮซีซั่นของเดือน พ.ค. และกลุ่มโทรศัพท์มือถืออยู่ในโลว์ซีซั่น โดยปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งตลาด 5% ในตลาดค้าปลีกไอที ซึ่งบริษัทสนใจซื้อกิจการหรือร่วมทุนเพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจแบบก้าวกระโดด

ขณะที่ก่อนหน้านี้ เอไอเอสจับมือร่วมกับเทสโก้ โลตัส เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงลูกค้า ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไปบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอสกล่าวว่า บริษัทร่วมมือกับเทสโก้ โลตัส เปิดโซนดิจิทัลเซอร์วิสในพื้นที่เทสโก้ โลตัส รูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ต 194 สาขา ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของเอไอเอสที่ต้องการเข้าถึงลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าทุกวัน นอกจากนี้ยังร่วมกันทำซีอาร์เอ็มจากการที่เทสโก้ โลตัส มีฐานลูกค้า 15 ล้านราย เอไอเอสกว่า 40 ล้านราย

โมเดลการทำธุรกิจยุคดิจิทัลจะมีการผนึกความร่วมมือกันระหว่างธุรกิจกับธุรกิจมากขึ้น เช่น กลุ่มค้าปลีกจับมือกับธนาคาร โอเปอเรเตอร์ หรือกระทั่งช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างโอกาสการเข้าถึงลูกค้าทุกที่ทุกทาง และขยายฐานลูกค้าใหม่ รวมถึงการลดต้นทุน

อาลีบาบากำไรพุ่ง 47%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/550403

  • วันที่ 07 พ.ค. 2561 เวลา 08:48 น.

อาลีบาบากำไรพุ่ง 47%

อาลีบาบา เผย ผลประกอบการล่าสุด กำไรสุทธิปรับตัว ขึ้น 47%  แตะ 6.3 หมื่นล้านหยวน

บริษัท อาลีบาบา เปิดเผยผลประกอบการปีงบประมาณ สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.ว่า กำไรสุทธิปรับตัว ขึ้น 47% จากปีก่อน ไปแตะ 6.3 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.1 แสนล้านบาท) หลังรายได้ปรับตัวขึ้น 58% อยู่ที่ 2.5 แสนล้านหยวน (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ขณะที่จำนวนลูกค้าทั่วโลกปรับเพิ่มขึ้นอีก 98 ล้านคน ไปอยู่ที่ 552 ล้านคน