ทวิตเตอร์เตือนผู้ใช้งาน เปลี่ยนพาสเวิร์ดด่วน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/550070

  • วันที่ 04 พ.ค. 2561 เวลา 10:50 น.

ทวิตเตอร์เตือนผู้ใช้งาน เปลี่ยนพาสเวิร์ดด่วน!

ทวิตเตอร์เตือนผู้ใช้งานกว่า 330 ล้านราย ให้เปลี่ยนพาสเวิร์ด หลังพบเหตุขัดข้องในระบบ

สื่อสหรัฐรายงานว่า ทวิตเตอร์ อิงค์ บริษัทผู้ให้บริหารสื่อสังคมออนไลน์ทวิตเตอร์ (Twitter) ได้ส่งคำเตือน ไปยังผู้ใช้งานกว่า 330 ล้านราย ให้เปลี่ยนพาสเวิร์ด หลังพบข้อผิดพลาดทางเทคนิคในระบบเครือข่ายของบริษัท ซึ่งอาจทำให้มีการแสดงพาสเวิร์ดของผู้ใช้งานให้พนักงานในบริษัทเห็น

อย่างไรก็ดีรอยเตอร์ได้อ้างรายงานจากทางทวิตเตอร์ระบุในแถลงการณ์ว่าจากการตรวจสอบแล้วบังไม่พบว่ามีพาสเวิร์ดของผู้ใช้งานรั่วไหลออกสู่ภายนอก หรือมีพนักงานในบริษัทนำพาสเวิร์ดของผู้ใช้งานไปใช้ในทางที่ไม่ชอบ

ทั้งนี้ทางทวิตเตอร์ได้เรียกร้องให้ผู้ใช้งานเปลี่ยรหัสผ่านของตนเองเพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน ขณะที่ทางหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีของทวิตเตอร์มีแถลงการณ์ขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุการณ์ล่าสุดที่ส่งผลกระทบถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์หรือบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ หลังจากที่ข้อมูลผู้ใช้ของ Facebook และ Uber เคยถูกขโมยหรือถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมมาแล้ว

ที่มา : https://blog.twitter.com/official/

กสทช.จัดประมูลเบอร์โทรเลขสวยแบบลดราคาครั้งแรก27พ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/550012

  • วันที่ 03 พ.ค. 2561 เวลา 15:50 น.

กสทช.จัดประมูลเบอร์โทรเลขสวยแบบลดราคาครั้งแรก27พ.ค.นี้

กสทช. เปิดประมูลเบอร์โทรเลขสวยแบบเคาะราคาให้ลดลง ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พร้อมนำเบอร์แบบ3ตัวเหมือนที่ไม่มีขายในท้องตลาดมาประมูลเริ่มต้น 1.5 แสนบาท

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ในวันอาทิตย์ที่ 27 พ.ค. นี้ สำนักงาน กสทช. จะจัดการประมูลเลขหมายสวยครั้งที่ 1 ของปีนี้ โดยนำเลขหมายสวยทั้งหมด 259 เลขหมายมาประมูล โดยความพิเศษของการประมูลเลขหมายครั้งนี้มีการนำเลข 3 ตัวเหมือนติดกันสามชุดมาประมูลครั้งแรกซึ่งไม่มีขายอยู่ในตลาดทั่วไป ราคาประมูลเริ่มต้นเพียง 150,000 บาท ซึ่งนับว่าถูกมากเมื่อเปรียบเทียบกับรูปแบบเลขหมายอื่นที่ขายตามท้องตลาด เช่น เลขหมาย 0-888-888-999, 0-888-555-444, 0-888-222-444 และ 0-888-555-999 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปที่ชื่นชอบเลขหมายสวย ต้องการเป็นเจ้าของเบอร์โทรศัพท์มงคลตามหลักเลขศาสตร์ สามารถเข้าถึงเลขหมายสวยในราคาถู

นอกจากนี้ยังมีเลข 4 ตัวเหมือนติดกันสองชุดจำนวน 71 เลขหมาย ราคาเริ่มต้น 500,000 บาท เช่น เลขหมาย 08-8888-9999, 09-4444-5555 และ 09-5555-4444 ซึ่งเลข “45” และ “54” ถือเป็นเลขที่ดีมากเลขหนึ่ง เป็นเลขของความสำเร็จ และการเงิน ถือเป็นเลขที่ได้รับความนิยมและหายาก

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเลขหมายที่มีรูปแบบซ้ำกันเป็นจำนวนมาก สำนักงาน กสทช. ได้นำเลขหมายใหม่มาประมูลเป็นรูปแบบแปดตัวเหมือนติดกันภายใน จำนวน 5 เลขหมาย ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 1,500,000 บาท เช่น 088-888-8880

นายฐากร เปิดเผยว่า การประมูลครั้งนี้ได้นำ 11 เลขหมายสวย ที่เคยผ่านการประมูลแล้วมาประมูลอีกครั้งในรูปแบบการเสนอราคาลดลง ครั้งละ 1% เพื่อให้ผู้ประมูลตัดสินใจราคาที่ตนเองพอใจ ซึ่งเป็นการประมูลรูปแบบใหม่ครั้งแรกของประเทศไทย ได้แก่ เลขหมาย 9 ตัวเหมือนติดกัน ราคาเริ่มต้น 20,000,000 บาท จำนวน 1 เลขหมาย คือ เลขหมาย 088-888-8888 ซึ่งเป็นรูปแบบที่สวยที่สุด เลขหมาย 8 ตัวเหมือนติดกัน ราคาเริ่มต้น 6,000,000 บาท จำนวน 2 เลขหมาย เช่น เลขหมาย 09-2222-2222 และ 09-3333-3333 เลขหมาย 7 ตัวเหมือนติดกัน ราคาเริ่มต้น 3,000,000 บาท จำนวน 3 เลขหมาย คือ เลขหมาย 090-666-6666, 092-555-5555 และ 093-666-6666 เลขหมาย 6 ตัวเหมือนติดกัน ราคาเริ่มต้น 500,000 บาท จำนวน 5 เลขหมาย คือ 090-566-6666, 091-833-3333, 091-844-4444, 091-966-6666 และ 092-366-6666

“ผมขอเชิญชวนผู้ที่ชื่นชอบเลขสวย เลขที่ถูกต้องตามหลักเลขศาสตร์ มาร่วมประมูลเลขหมายสวยในครั้งนี้ ซึ่งประชาชนจะไม่สามารถหาจากที่ใดในท้องตลาดได้ และเป็นราคาที่ถูกมากเมื่อเปรียบเทียบกับท้องตลาด ราคาเริ่มต้นเพียง 150,000 บาท ซึ่งเป็นราคาเริ่มต้นที่ต่ำสุดของการจัดประมูลเลขหมายสวยที่สำนักงาน กสทช. เคยจัดมา ผมอยากให้ประชาชนรายย่อยได้มีโอกาสครอบครองและเป็นเจ้าของเลขหมายสวยเหล่านี้ โดยไม่ต้องผ่านร้านค้า ซึ่งรายได้จากการประมูลของทุกคนก็จะนำส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดินต่อไปด้วย”นายฐากร กล่าว

ยอดขายไอโฟนกระเตื้อง! แอปเปิลโกยรายได้-กำไรสูงเกินคาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/549897

  • วันที่ 02 พ.ค. 2561 เวลา 14:09 น.

ยอดขายไอโฟนกระเตื้อง! แอปเปิลโกยรายได้-กำไรสูงเกินคาด

แอปเปิลเผยรายได้-กำไรในไตรามาส2สูงเกินคาด ขณะที่ยอดขายไอโฟนเพิ่มแตะระดับ 52.2 ล้านเครื่อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แอปเปิล อิงค์ เปิดเผยว่า รายได้ไตรมาส 2 ในปีงบการเงินของบริษัท เพิ่มขึ้น 16% แตะที่ระดับ 6.11 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขยายตัวที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบ 2 ปี และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 6.09 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ระดับ 2.73 ดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.64 ดอลลาร์

รายงานข่าวระบุว่า รายได้และกำไรที่แข็งแกร่งเกินคาดของแอปเปิลนั้น ช่วยให้นักลงทุนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของยอดขายไอโฟนซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์หลักของแอปเปิล

รายงานระบุว่า ยอดขายไอโฟนในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 2.9% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แตะที่ระดับ 52.2 ล้านเครื่อง ซึ่งน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 52.3 ล้านเครื่อง

ภาพ เอเอฟพี

สามยักษ์จีน สร้างอีโคซิสเต็มบุกไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/549833

  • วันที่ 02 พ.ค. 2561 เวลา 06:28 น.

สามยักษ์จีน สร้างอีโคซิสเต็มบุกไทย

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

การแข่งขันของธุรกิจที่ก้าวเข้าสู่โลก แห่งดิจิทัล กำลังอยู่ในสเต็ปที่ต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการจากจีนมากขึ้น จากการที่สามยักษ์ใหญ่อย่างอาลีบาบา เจดี ดอทคอม และเทนเซ็นต์ มีแนวโน้มที่จะแตกธุรกิจในไทยนอกเหนือจากอี-คอมเมิร์ซ ไปสู่ธุรกิจฟินเทค อี-เพย์เมนต์ และอื่นๆ อีกมาก

โกศล ทรัพย์ประเสริฐ ผู้ก่อตั้งบริษัท เฮ็ดบอท (Hbot) ผู้ดำเนินธุรกิจแชตบอต เปิดเผยว่า แนวโน้มผู้ประกอบการจากจีนรายใหญ่ 3 ราย ประกอบด้วย บริษัท เทนเซ็นต์ เจดีดอทคอม และอาลีบาบาจะเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยนอกเหนือจากอี-คอมเมิร์ซเกิดขึ้นแน่ในไทย โดยขณะนี้การเข้ามาบุกอี-คอมเมิร์ซเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งของยักษ์ใหญ่จากจีน ธุรกิจต่อไปที่ทุกรายต้องทำคือ ฟินเทค และอี-เพย์เมนต์

ทั้งนี้ ภายในไตรมาส 2 หรือ 3 นี้กระแสข่าวว่า กลุ่มเทนเซ็นต์จะดำเนินการตลาดเชิงรุกในไทยในเรื่องของ เพย์เมนต์ ผ่านวีแชทเพย์มากขึ้น ซึ่งได้เข้ามาปูรากฐานในไทยมานาน แต่ยังไม่ได้ทำตลาดอย่างจริงจัง ก่อนหน้านี้เทนเซ็นต์จะมุ่งเน้นการบริการที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคไทยก่อน อาทิ จู๊กซ์ (JOOX) ให้บริการทางด้านเอนเตอร์เทนเมนต์ เว็บไซต์ sanook.com และ TSA เครือข่ายโฆษณาผ่านสื่อของเทนเซ็นต์ครอบคลุมผู้บริโภคอินเทอร์เน็ตในจีนกว่า 90%

สำหรับเจดีดอทคอม นอกจากความร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัล เปิดธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เว็บไซต์ www.jd.co.th และแน่นอนว่าต้องทำธุรกิจเพย์เมนต์เข้าในระบบด้วยเหมือนกัน เพื่อเชื่อมโยงกับระบบการชำระเงินเข้าด้วยกัน หรือแม้กระทั่งการสร้างอีโลจิสติกส์ และเชื่อว่าอาลีบาบาไม่น่าจะมองแค่การทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทย โดยเฉพาะธุรกิจฟินเทค อี-วอลเลต โซเชียลมีเดีย และธุรกิจอื่นๆ อีกที่พร้อมจะเข้ามาทำตลาดในไทยอย่างครบเครื่อง

อย่างไรก็ดี เบื้องต้นขณะนี้อาลีบาบากำลังพัฒนาระบบแชตบอตผ่านทางอี-คอมเมิร์ซ เพื่อเชื่อมต่อระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายระหว่างประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งแนวโน้มผู้ดำเนินธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ทั่วโลกก็มีแนวโน้มใช้แชตบอตเพิ่มมากขึ้น และยิ่งใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ เอไอเข้ามาวิเคราะห์และหลายครั้งก็จะ ยิ่งทำให้เอไอมีความฉลาดมากขึ้น โดยขณะนี้อี-คอมเมิร์ซในไทยที่มีแชตบอตไม่ถึง 2-3% และคาดว่าไตรมาส 3-4 จะเพิ่มเป็น 5-10% เท่านัน ถือว่ายังน้อยมาก

“อาลีบาบา เป็นอี-คอมเมิร์ซที่มีความแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นดิสทริบิวชั่น ซัพพลายเชน เรียกว่าครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และมีเทคโนโลยีระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่ง และขณะนี้กำลังพัฒนาระบบหน้าบ้านหรือว่าแชตบอต ขึ้นมา เพื่อเชื่อมต่อคู่ค้าเทรนด์แชตบอต มาแน่นอน แม้ว่าแต่เฟซบุ๊กก็กำลังพัฒนาแชตบอตใหม่ออกมาให้บริการในโซเชียลมีเดียเช่นเดียวกัน เนื่องจาก แชตบอตเดิมไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ”

ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วายดีเอ็ม ผู้ดำเนินธุรกิจดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่น กล่าวว่า การเข้ามาของอาลีบาบาใน อี-คอมเมิร์ซ เป็นหนึ่งในอีโคซิสเต็มของธุรกิจที่ แจ็ค หม่า มีอยู่เท่านั้น หาก Ant Finance หนึ่งในบริษัทในเครืออาลีบาบากรุ๊ป ซึ่งถือเป็นบริษัทฟินเทคที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าทางธุรกิจสูงถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และหนึ่งในบริการ Ant Finance คือ บริการสินเชื่อส่วนบุคคล เพียงแค่สมัครขอสินเชื่อผ่านเว็บไซต์ ไม่ต้องยื่นเอกสารค้ำประกัน

ขณะที่ระบบจะดึงข้อมูลที่เก็บไว้จากคลังดาต้าของอาลีบาบา ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการช็อปปิ้ง พฤติกรรมการขายของความสนใจ พฤติกรรมการชำระเงิน ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาคำนวณแบบอัตโนมัติ แล้วแจ้งทันทีภายในไม่กี่วินาทีเลยว่า คนที่มาสมัครใช้บริการอยู่นั้น สามารถขอสินเชื่อได้กี่หยวน กดตกลงเรื่องดอกเบี้ยปั๊บ เงินโอนใส่ อาลีเพย์ทันที ซึ่งหากฟินเทคของ แจ็ค หม่า มาเปิดให้บริการจะได้ผล กระทบหรือไม่ในขณะที่แบงก์ไทยการขอสินเชื่อยังกินกระบวนการระยะเวลาหลายวันกว่าสินเชื่อจะถูกอนุมัติ

สำหรับภาพรวมธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทยมูลค่า 2.8 ล้านล้านบาท ในแต่ละปีเติบโต 15-20% ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัว สำคัญจะยืนหยัดอย่างไรท่ามกลางการแข่งขันยักษ์ใหญ่ระดับโลก และมีเงินทุนหนาสายป่านยาวแถมยังมีต้นทุนการผลิตสินค้าที่ต่ำกว่า ขณะที่ธุรกิจฟินเทค กลุ่มธนาคารเผชิญกับความท้าทายทั้งการแข่งขันจากจีนและในประเทศก็มีผู้ประกอบการเตรียมเข้ามาทำธุรกรรมการเงินไม่ต่างกับ Ant Finance ซึ่งต้องจับตาธุรกิจไทยให้ดีเป็นช่วงที่ฝุ่นตลบ แต่หากใครหาแพลตฟอร์มได้เจอก็จะสามารถยืนหยัดอยู่ได้

บริหารข้อมูลส่วนบุคคล สร้างแต้มต่อธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/549688

  • วันที่ 01 พ.ค. 2561 เวลา 10:24 น.

บริหารข้อมูลส่วนบุคคล สร้างแต้มต่อธุรกิจ

โดย วิชญ์ วงศ์หาญเชาว์ Business Development-Digital Transformation บริษัท ยิบอินซอย

เมื่อโลกของข้อมูลไร้พรมแดนและเต็มไปด้วยบรรดาอาชญากรคอมพิวเตอร์ที่ยังคงท้าทายกฎหมายด้วยการสร้างเว็บไซต์ปลอม หรือ ฟิชชิ่ง สแกม แฮ็กเกอร์ที่ยังคงใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเพื่อล้วงลึกข้อมูลเพื่อหาประโยชน์ ทำให้การปกป้องและบริหารความเสี่ยงของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องสำคัญ

ปัจจุบันมีกฎหมายหรือข้อบังคับในการกำกับดูแลการเข้าถึงข้อมูลในหลายรูปแบบ อาทิ กฎหมายปกป้องข้อมูลที่ใช้เฉพาะในแต่ละประเทศ กฎหมายกำกับการใช้ข้อมูลเป็นการเฉพาะในแต่ละอุตสาหกรรม ไปจนถึงกฎหมายคุ้มครองการรับ-ส่งข้อมูลข้ามพรมแดนในรูปแบบประเทศต่อประเทศ หรือองค์กรต่อองค์กร

สำหรับกฎการคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู)ที่เรียกว่า จีดีพีอาร์ (General Data Protection Regulation-GDPR) ซึ่งเป็นกฎข้อบังคับที่ออกมา เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมืองชาวอียูที่อาศัยกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป รวมถึงในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และกำลังจะมีผลบังคับใช้ในเดือน พ.ค.นี้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะมีอำนาจครอบคลุมการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคลที่กว้างขวางในระดับประเทศต่อประเทศ

ความเข้มข้นของจีดีพีอาร์คือ การไม่ยินยอมให้มีการไหลออกของข้อมูลส่วนบุคคลไปยังประเทศที่มีมาตรฐานการคุ้มครองที่ต่ำกว่า หรือไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งถ้าหากประเทศที่ประกอบธุรกิจ หรือเกี่ยวข้องกับอียูจะด้วยเรื่องใด เกิดตกชั้นเรื่องเกณฑ์การคุ้มครองข้อมูลตามที่จีดีพีอาร์กำหนด ก็จะเสียโอกาสในการทำธุรกิจกับอียูไปโดยปริยาย

ทั้งนี้ กฎของจีดีพีอาร์ที่ประเทศหรือองค์กรไทยที่มีการประกอบธุรกิจ หรือติดต่อกับพลเมืองของอียูควรจะศึกษาและเตรียมความพร้อมแต่เนิ่นๆ ได้แก่ ประเทศหรือองค์กรนั้นๆ ต้องกำหนดให้มีการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลให้สามารถย้ายและลบข้อมูลส่วนตัวที่อยู่ในระบบของผู้ให้บริการได้แล้วแต่กรณี และหากมีการนำข้อมูลไปใช้หรือประมวลผลจะต้องขอความยินยอม (Consent) จากเจ้าของข้อมูลก่อน รวมถึงต้องจัดเก็บข้อมูลนั้นๆ ไว้ในรูปแบบที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ (Anonymous) เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว

นอกจากนี้ องค์กรต่างๆ ต้องสร้างมาตรฐานการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อกันการสูญหาย หรือถูกนำไปเปิดเผยโดยไม่ได้รับการยินยอมจากเจ้าของข้อมูล จะต้องมีระบบแจ้งเตือนเมื่อเกิดข้อมูลรั่วไหล รวมถึงการประเมินแนวนโยบายการปกป้องข้อมูล เพื่อนิยามความเสี่ยงที่มีผลต่อข้อมูลของลูกค้า การทบทวนข้อปฏิบัติเพื่อบ่งชี้ความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ

มองในมุมบวกจีดีพีอาร์ จึงไม่ต่างจากการสร้างมาตรฐานใหม่ของการปกป้องข้อมูลที่ทำให้เจ้าของข้อมูลเข้าใจถึงสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่ต้องไม่ถูกละเมิด ขณะที่องค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ สามารถใช้เป็นโอกาสในการยกระดับระบบบริหารจัดการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน หรือการประกอบธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่นในสายตาลูกค้า ผ่านการนิยามข้อมูลส่วนบุคคลให้ชัดเจน และกำหนดระดับการป้องกันอย่างเข้มข้น

ดังนั้น ธุรกิจจึงควรรักษาโอกาสทางธุรกิจท่ามกลางความกังวลของลูกค้าเหล่านี้ ด้วยการศึกษาที่มาที่ไปและประเภทของข้อมูลที่มีหรือใช้อยู่ในองค์กร การศึกษาถึงการไหลของข้อมูล ซึ่งอาจต้องเน้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอียู ว่ามีผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร ข้อมูลได้ถูกจัดเก็บและมีการประมวลผล ณ ที่ใด และหากข้อมูลนั้นถูกจัดเก็บและประมวลผลอยู่ภายนอกองค์กรจะเป็นอย่างไร น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการตอบรับกฎของจีดีพีอาร์

ขั้นตอนต่อไปคือ การประเมินระบบความปลอดภัยด้านข้อมูล เพื่อดูว่าส่วนใดที่เป็นไปตามกฎของจีดีพีอาร์แล้ว ส่วนใดที่ต้องตรวจสอบและปรับปรุงต่อเนื่องต่อไป เพราะการปรับปรุงแผนให้สอดรับกับกฎของจีดีพีอาร์ จะเป็นหนทางหนึ่งในการการันตีความได้เปรียบทางการแข่งขันทางธุรกิจ หรือบริการกับกลุ่มประเทศ หรือพลเมืองชาวอียูได้อย่างแน่นอน

เทรนด์สุขภาพ หนุนตลาดสมาร์ทวอตช์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/549635

  • วันที่ 30 เม.ย. 2561 เวลา 15:30 น.

เทรนด์สุขภาพ หนุนตลาดสมาร์ทวอตช์

กระแสการรักสุขภาพส่งผลให้เกิดเทรนด์ของผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายและมีแนวโน้มได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องทั่วโลก

*******************************

โดย…ภูวดล โกมลรัตนเสถียร

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมทั้งในประเทศไทย ซึ่งกระแสดังกล่าวยังส่งผลดีต่ออุปกรณ์กีฬารวมถึงอุปกรณ์นาฬิกาเพื่อสุขภาพและติดตามการออกกำลังกายและสมาร์ทวอตช์ หรือนาฬิกาอัจฉริยะ ที่ถูกออกแบบมาพร้อมเทคโนโลยีและฟังก์ชั่นการใช้งานที่ต่างจากนาฬิกาทั่วไป

หลุยส์ ลายย์ ผู้จัดการประจำประเทศในกลุ่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลิตภัณฑ์ฟิตบิต เปิดเผยว่า ปัจจุบันฟิตบิตเป็นผู้นำตลาดอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพ โดยมียอดจำหน่ายอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพ (Fitness Tracking) ไปได้แล้วกว่า 76 ล้านชิ้น ใน 78 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจำนวนนี้มีผู้ใช้งานประจำกว่า 25.4 ล้านราย มีผู้ใช้ฟีดข้อมูลประมาณ 20 ล้านราย

สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่ 38 ในการวางจำหน่าย โดยในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาตลาดในไทยมียอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยปีละ 25% ซึ่งส่วนใหญ่ผู้บริโภคจะนิยมเลือกซื้ออุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพในการติดตามการออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้ ตลาดอุปกรณ์สวมใส่เพื่อติดตามสุขภาพกับตลาดสมาร์ทวอตช์ของฟิตบิต พบว่าผู้บริโภคมีการเติบโตต่อเนื่องทั้งสองตลาด ส่วนหนึ่งเลือกซื้อเพื่อติดตามดูแลการออกกำลังกายและส่วนหนึ่งเลือกซื้อเพราะให้ความสนใจเรื่องของเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ๆ

ขณะที่การแข่งขันในตลาดที่ค่อนข้างรุนแรงนั้น ถือเป็นสิ่งที่ดีที่ช่วยกระตุ้นให้บริษัทตื่นตัวและมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะรูปแบบของผลิตภัณฑ์สมาร์ทวอตช์ ซึ่งจะยังคงมุ่งเน้นเรื่องการส่งเสริมการออกกำลังกาย โดยในปีนี้จะมีทั้งฟิตเนสแทรกกิ้งและสมาร์ทวอตช์รุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาดเพิ่มเติมอีกหลายรุ่น

ด้านแผนการทำตลาดสมาร์ทวอตช์ บริษัทจะมุ่งเน้นการพัฒนาแอพพลิเคชั่นและฟีเจอร์ใหม่ โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับโรงพยาบาล บริษัทประกันภัย โดยเน้นเรื่องนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อสุขภาพรูปแบบใหม่ หรือ “ดิจิทัลเฮลท์แคร์” เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทในการมุ่งดูแลและส่งเสริมการออกกำลังกาย การมีสุขภาพที่ดี

อเล็กซานเดอร์ ฮีลีย์ ผู้จัดการการตลาดบริหารด้านผลิตภัณฑ์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลิตภัณฑ์ฟิตบิต กล่าวว่า ในช่วง 1-3 ปีจากนี้อุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพและสมาร์ทวอตช์จะยังได้รับความนิยมจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย โดยในอนาคตสมาร์ทวอตช์จะมีขนาดที่เล็กลงเพื่อประหยัดพลังงาน โดยฟิตบิตจะมุ่งเน้นพัฒนาการเพิ่มอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่ยาวนานถึง 5 วัน

พร้อมกันนี้จะมุ่งเน้นการพัฒนาฟีเจอร์เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น โดยจะมุ่งเน้นไปถึงการติดตามการเคลื่อนไหว และการสนับสนุนการออกกำลังกาย ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักพัฒนาแอพพลิเคชั่นไทย เข้าร่วมงานในการพัฒนาแอพและฟีเจอร์ เพื่อปรับใช้ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานคนไทย

ขณะเดียวกันฟิตบิตจะมุ่งเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าในวงกว้างเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มเด็ก โดยจะออกผลิตภัณฑ์ฟิตบิต เอช สายรัดข้อมือเพื่อดูแลสุขภาพสำหรับเด็ก ในช่วงเดือน มิ.ย.นี้ หลังผลสำรวจองค์การอนามัยโลก ระบุว่า ปัจจุบันเยาวชน 1 ใน 5 มีความเสี่ยงของโรคอ้วน ทำให้ต้องดูแลสุขภาพบุตรหลานมากขึ้น

‘แนคแซท’ ดาวเทียมดวงแรกฝีมือคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/549382

  • วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 13:53 น.

‘แนคแซท’ ดาวเทียมดวงแรกฝีมือคนไทย

โดย ชายโย

เร็วๆ นี้ ประเทศไทยกำลังจะมีดาวเทียมดวงใหม่นาม “แนคแซท” (KNACKSAT) ทำหน้าที่ถ่ายภาพโลกของเราโดยเฉพาะ

คำถามคือแล้วน่าตื่นเต้นตรงไหน เพราะประเทศไหนๆ ก็ส่งดาวเทียมขึ้นไปทั้งนั้น แต่สิ่งที่ทำให้ดาวเทียมดวงนี้พิเศษกว่าทุกดวงสำหรับคนไทย ก็เพราะว่าเป็นดาวเทียมดวงแรกที่สร้างโดยฝีมือคนไทยทั้งหมดนั่นเอง

ศาสตราจารย์ นาวาอากาศโท ดร.สราวุฒิ สุจิตจร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน เล่าถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และบัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธร ไทย-เยอรมัน ในการสร้างและทดสอบดาวเทียมและพัฒนาองค์ความรู้ในการสร้างดาวเทียมขนาดเล็กนี้ขึ้นมา แต่ทั้งหมดนี้จะเป็นไปไม่ได้เลยหากขาดการทดสอบในสภาวะสุญญากาศ หรือการจำลองสภาพแวดล้อมในอวกาศ

“การเดินเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนนั้น ต้องใช้ระบบสุญญากาศในการดำเนินงานทั้งสิ้น ดังนั้น ประสบการณ์กว่า 10 ปีของงานเทคโนโลยีสุญญากาศส่งผลให้เรามีบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ที่พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ภาครัฐและเอกชน

.ซินโครตรอนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมงานกับทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในการทดสอบประสิทธิภาพของดาวเทียมแนคแซท ดาวเทียมที่เรียกได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า ดาวเทียมฝีมือคนไทย 100% ออกแบบและสร้างในประเทศไทย อีกทั้งการทดสอบระบบต่างๆ ก่อนส่งขึ้นสู่วงโคจร ต่างก็ดำเนินงานด้วยคนไทยอีกด้วย”

ทางด้าน ศาสตราจารย์ ดร.สุวัฒน์ กุลธนปรีดา หัวหน้าโครงการออกแบบและจัดส่งดาวเทียมขนาดเล็กเพื่อการศึกษา หรือ KNACKSAT ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและการบิน-อวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เปิดเผยว่า ดาวเทียมดวงนี้มีขนาดเพียง 10x10x10 เซนติเมตร มีน้ำหนักไม่เกิน 1 กิโลกรัม จะเป็นดาวเทียมประเภทนาโน แซทเทิลไลท์ (Nano Satellite) เพื่อการศึกษาขนาดเล็ก

“มีความสามารถไม่ต่างจากดาวเทียมขนาดใหญ่ มีภารกิจหลักคือการถ่ายภาพโลกจากอวกาศ โดยใช้คลื่นความถี่วิทยุสมัครเล่นในการสื่อสาร พร้อมจัดส่งเข้าสู่วงโคจรที่ความสูง 600 กิโลเมตร ในช่วงเดือน ส.ค. 2561 ซึ่งความสำเร็จนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และเทคโนโลยีสุญญากาศของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล”

แนคแซท ประกอบด้วย ระบบย่อย 6 ระบบ ระบบย่อยโครงสร้าง ระบบย่อยการสื่อสาร ระบบไฟฟ้ากำลังไฟฟ้า ระบบย่อยคำสั่งและการจัดการข้อมูล ระบบย่อยการหาและควบคุมการทรงตัว ระบบย่อยกล้องถ่ายภาพ (หรือเพย์โหลด)

ก่อนหน้านี้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครของไทยได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ (The University of Surrey) ประเทศอังกฤษ พัฒนาดาวเทียมไทพัฒ 1 และไทพัฒ 2 ดาวเทียมมีขนาดประมาณ 35×60 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรของโลกในปี 2541 แต่ครั้งนี้เป็นการพัฒนาโดยคนไทยทั้งหมด

ปัจจุบันการพัฒนาดาวเทียมขนาดเล็กได้รับความสนใจจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก เนื่องจากใช้ต้นทุนการวิจัยพัฒนาที่ต่ำและค่าใช้จ่ายในการขนส่งขึ้นสู่อวกาศมีราคาถูกลง เช่น การใช้บริการจรวดฟอลคอน 9 ของบริษัท สเปซเอ็กซ์ หรือการใช้บริการจรวดอิเล็กตรอนของบริษัทใหม่ล่าสุดอย่าง ร็อกเก็ตแล็บ ที่มีค่าใช้จ่ายต่อการปล่อยจรวดหนึ่งครั้งประมาณ 4.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 152 ล้านบาท)

ในกระบวนการส่งดาวเทียมขึ้นไปปฏิบัติภารกิจอวกาศนั้น ขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งคือ การทดสอบประสิทธิภาพของดาวเทียมในสภาวะอวกาศจริงหรือที่อุณหภูมิและแรงดันต่างจากพื้นโลก โดยทางคณะผู้วิจัยทราบว่าสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีสุญญากาศเป็นอย่างมาก จึงได้นำดาวเทียมแนคแซทเข้ามาทดสอบประสิทธิภาพ เพื่อดูว่าดาวเทียมทนต่อสภาวะอวกาศจริง

รวมถึงการเปลี่ยนแปลงมวลของดาวเทียมภายใต้อุณภูมิและแรงดัน ซึ่งการทดสอบนี้ไม่เพียงแต่เพื่อดูประสิทธิภาพของดาวเทียมเท่านั้น แต่ยังวิเคราะห์ไปถึงผลของดาวเทียมที่หากเกิดการเปลี่ยนแปลงมวล จะส่งผลกระทบต่อดาวเทียมดวงอื่นๆ หรือจรวดที่ทำการส่งดาวเทียมนี้ขึ้นไปหรือไม่ โดยการทดลองดำเนินการภายใต้มาตรฐานสากลที่กำหนดขึ้นและผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ และพร้อมที่จะกลายเป็นดาวเทียมดวงแรกจากฝีมือคนไทยที่จะได้ขึ้นสู่อวกาศในเร็วๆ นี้

เฟซบุ๊กยังรายได้พุ่งเกือบ50% แม้เผชิญเหตุข้อมูลรั่วไหล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/549184

  • วันที่ 26 เม.ย. 2561 เวลา 14:51 น.

เฟซบุ๊กยังรายได้พุ่งเกือบ50% แม้เผชิญเหตุข้อมูลรั่วไหล

เฟซบุ๊กยังแกร่ง!รายได้ไตรมาสแรกพุ่งเกือบ 50% แม้เผชิญปัญหาข้อมูลรั่วไหลครั้งใหญ่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เฟซบุ๊ก โซเชียลมีเดียอันดับ 1 ของโลก ได้เปิดเผยยอดรายได้ในไตรมาส1ของปีนี้ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 50% แม้ว่า บริษัทได้เผชิญกับปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลผู้ใช้บริการ 50 ล้านคนเมื่อไม่นานมานี้

รายได้ของเฟซบุ๊กในไตรมาสแรก เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.19 หมื่นล้านดอลลาร์ จากระดับ 8 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว ขณะที่รายได้จากการโฆษณา เพิ่มขึ้นแตะ 1.17 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 7.8 พันล้านดอลลาร์

ด้าน นายมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ซีอีโอและผู้ก่อตั้งของเฟซบุ๊ก กล่าวว่า แม้ว่า บริษัทจะเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายต่างๆนานา แต่ชุมชนและธุรกิจของเราก็ยังคงเดินหน้าได้อย่างแข็งแกร่งในช่วงต้นปีนี้

ภาพ เอเอฟพี

“ออปโป้”วาดยุทธศาสตร์ รั้งอันดับ 2 สมาร์ทโฟนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/549125

  • วันที่ 25 เม.ย. 2561 เวลา 21:50 น.

"ออปโป้"วาดยุทธศาสตร์ รั้งอันดับ 2 สมาร์ทโฟนไทย

ถือเป็นอีกค่ายสมาร์ทโฟนที่มาแรงในตลาดเมืองไทย ที่วันนี้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอันดับ 2 ในตลาดสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์เมืองไทย และเป็นอันดับ 4ของโลก

**********************

โดย…วันเพ็ญ พุทธานนท์

ถือเป็นอีกค่ายสมาร์ทโฟนที่มาแรงในตลาดเมืองไทย โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าให้มีความโดดเด่นทั้งด้านเทคโนโลยีและดีไซน์ จนทำให้วันนี้ ออปโป้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอันดับ 2 ในตลาดสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์เมืองไทย และเป็นอันดับ 4ของโลก

ชานนท์ จิรายุกุล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายขาย บริษัท ไทย ออปโป้ เปิดเผยว่าจากความสำเร็จของออปโป้ เอฟซีรี่ส์ล่าสุดบริษัทได้พัฒนาสินค้าต่อเนื่องจนนำมาสู่การวางตลาด ออปโป้ เอฟ 7 (F7) ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดในตระกูล เอฟซีรี่ส์ โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดอันดับ 2 อย่างต่อเนื่องในประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังได้วางกลยุทธ์หลัก ได้แก่ การรักษาภาพลักษณ์ในฐานะแบรนด์รุ่นใหม่และโดดเด่นเรื่องแฟชั่น การมีผลิตภัณฑ์ที่ดีจากการวิจัยและพัฒนาต่อเนื่อง ทำให้ออปโป้เป็นผู้นำและผู้เชี่ยวชาญด้านการเซลฟี่ มีคุณสมบัติการใช้งานที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพ

ขณะเดียวกัน ในปีนี้ยังเตรียมทุ่มงบกว่า 300 ล้านบาท เพื่อพัฒนาบริการหลังการขายที่ครอบคลุมและมีคุณภาพ สามารถซ่อมได้เร็วโดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง ด้วยศูนย์บริการกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาโปรดักต์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเป็นผู้นำด้านเซลฟี่

สำหรับจุดเด่นของออปโป้ ที่เน้นความโดดเด่นเรื่องเซลฟี่นั้น ในรุ่น F7 ได้เพิ่มระบบ AI Beauty 2.0 เวอร์ชั่นล่าสุด ที่สามารถแยกแยะความแตกต่างทั้งสีผิวและเพศของผู้ที่ปรากฏในภาพ รวมทั้งประมวลผลและปรับแต่งภาพในโหมด Beauty ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น โดยจะเริ่มจำหน่ายวันแรกในวันที่ 5 พ.ค.นี้ ซึ่งลูกค้าจะได้รับการประกันหน้าจอ 1 ปี และประกันตัวเครื่องถึง 24 เดือน ทั้งสองรุ่น

“นักพัฒนาของออปโป้ต้องศึกษาและสร้างจุดบนใบหน้าถึง 296 จุด รูปทรงและเค้าโครงของใบหน้า 25 โซน ทำให้ใบหน้าสมมาตรและมีมิติมากขึ้น นอกจากนี้ออปโป้ยังทำงานกับช่างภาพและเมกอัพอาร์ติสต์เพื่อพัฒนาระบบต่างๆ ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งรูปได้อย่างเป็นธรรมชาติ” ชานนท์ กล่าว

พร้อมกันนี้ ออปโป้ยังได้ดึง “ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์” ดาราสาวสุดฮอตมาเป็นพรีเซนเตอร์คนล่าสุดที่จะสื่อถึงความสามารถด้านการถ่ายภาพเซลฟี่ และสะท้อนการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ได้อย่างสนุกสนาน มีสีสันได้อย่างเต็มที่

การเข้ามาอยู่ในตลาดเมืองไทยนานถึง 10 ปี ชานนท์ กล่าวว่า ทำให้ออปโป้เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าชาวไทย และในฐานะสมาร์ทโฟนที่มีภาพลักษณ์เป็นแบรนด์ของคนรุ่นใหม่และมีความโดดเด่นด้านดีไซน์ จึงได้เลือก “ญาญ่า” มาเป็นพรีเซนเตอร์ เนื่องจากมีบุคลิกร่าเริง สดใส มีชีวิตชีวา และยังมีความสามารถในการจัดการเรื่องต่างๆ ในชีวิตได้ดี สะท้อนความเป็นออปโป้ได้อย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน ในปีนี้ออปโป้ยังได้เปิดศูนย์วิจัยถึง 6 แห่งทั่วโลก ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ตงกวน เสิ่นเจิ้น สหรัฐ และญี่ปุ่น โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่างสแตนฟอร์ด เพื่อสำรวจเทคโนโลยีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันชั้นนำอื่นๆ ในการพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่าย 5จี รวมถึงการมีส่วนร่วมในการกำหนดพื้นฐานของเทคโนโลยี 5จี ในสมาร์ทโฟนด้วย

มติบอร์ดกสทช.จัดประมูลคลื่น1800จำนวน3ใบอนุญาต4ส.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/549085

  • วันที่ 25 เม.ย. 2561 เวลา 16:14 น.

มติบอร์ดกสทช.จัดประมูลคลื่น1800จำนวน3ใบอนุญาต4ส.ค.นี้

บอร์ดกสทช.มีมติจัดประมูลคลื่น1800 จำนวน 3 ใบอนุญาต 4 ส.ค.นี้ ราคาเริ่มต้นใบละ 37,457 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แถลงว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกสทช.มีมติอนุมัติร่างประกาศหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์ โดยแบ่งเป็น 3 ใบอนุญาต ขนาดใบละ 15 เมกะเฮิรตซ์ อายุใบอนุญาต 15 ปี ราคาเริ่มต้น 37,457 ล้านบาท โดยจะจัดการประมูลในวันที่ 4 ส.ค.61

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การเข้าประมูลคลื่นความถี่ในครั้งนี้ ได้กำหนดหลักประกันการประมูล เท่ากับ 1,873 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาสุดท้ายจากการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิร์ตซในครั้งก่อน คือถ้ามีผู้เข้าร่วมการประมูล 4 ราย จะประมูล 3 ใบอนุญาต มีผู้เข้าร่วมการประมูล 3 ราย จะประมูล 2 ใบอนุญาต ระยะเวลาการอนุญาต 15 ปี ราคาที่เพิ่มต่อการเคาะในแต่ละครั้ง 75 ล้านบาท

ด้านกรอบเวลาการเตรียมการประมูล สำนักงาน กสทช.จะนำประกาศไปลงในราชกิจจานุเบกษาภายในวันที่ 4 พ.ค.61 จากนั้นจะมีการประกาศเชิญชวนเข้าร่วมประมูลและเผยแพร่เอกสารชี้ชวนการลงทุน (IM) รวมทั้งชี้แจงต่อสาธารณะระหว่างวันที่ 15 พ.ค.-14 มิ.ย.61 และกำหนดการยื่นคำขอรับใบอนุญาตในวันที่ 15 มิ.ย.61 กสทช.กำหนดจะพิจารณาคุณสมบัติขั้นแรก ระหว่างวันที่ 16 มิ.ย.-31 ก.ค.61 หลังจากนั้นจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติเป็นผู้เข้าร่วมประมูลภายในวันที่ 2 ก.ค.61

หลังจากนั้น จะเป็นขั้นตอนการเตรียมความพร้อมผู้เข้าร่วมประมูล ในระหว่างวันที่ 1-3 ส.ค.61 กสทช.จะจัดชี้แจงขั้นตอนการประมูล (Information Session) และทดสอบการประมูล (Mock Auction) ก่อนที่จะเปิดให้เคาะราคาในวันที่ 4 ส.ค.61 เพื่อให้ทันก่อนที่สัญญาสัมปทานระหว่าง บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) กับบมจ.กสท โทรคมนาคม (กสท.) จะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 ก.ย.61 หากประมูลช้ากว่านี้จะก่อให้เกิดความเสียหาย

นายฐากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่จัดให้มีการประมูลแล้ว หากไม่มีผู้เข้าร่วมการประมูล สำนักงาน กสทช. จะออกหลักเกณฑ์การประมูลใหม่ภายใน 1 เดือน เพื่อนำคลื่นความถี่มาประมูลอีกครั้งหนึ่ง หรือจะมีการพิจารณาปรับลดใบอนุญาตให้เล็กลง หรือเหลือใบละ 5 เมกะเฮิร์ตซ จำนวน 9 ใบอนุญาต

อย่างไรก็ตาม กสทช.ให้ตัดสิทธิ บริษัท แจส โมบาย เข้าประมูลในครั้งนี้ เนื่องจากได้ทิ้งใบอนุญาตในการประมูลครั้งก่อน และเพื่อป้องกันการทิ้งใบอนุญาตอีก ร่างประกาศฉบับนี้ได้ปรับให้มีความเข้มขึ้น โดยสำนักงาน กสทช.จะยึดหลักประกันการประมูล 1,873 ล้านบาท และการคิดค่าปรับอีก 5,619 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 7,492 ล้านบาท

สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิตร์ซ เนื่องจากยังไม่มีผลการศึกษาที่ชัดเจนเกี่ยวกับการรบกวนสัญญาณกับคลื่นที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขอใช้งานกับระบบรถไฟความเร็วสูง กสทช.จึงมีมติให้ชะลอการประมูลออกไปจนกว่าจะได้ข้อสรุปผลการศึกษาดังกล่าว

“เราเชื่อว่าการเปิดประมูลคลื่นความถี่ในครั้งนี้ จะมีผู้เข้าร่วมประมูลอย่างแน่นอน เนื่องจากทุกค่ายยังมีความจำเป็นในการถือครองคลื่นเพิ่มขึ้น แม้ว่าปัจจุบันจะมีการถือครองคลื่น 55 MHz บ้าง 45 MHz บ้าง แต่จากการประเมินของ ITU ยังคงห่างไกลมาก ซึ่งในประเทศควรมีคลื่นราว 720 MHz เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอนาคต”นายฐากูร กล่าว