Parivrtta Dandasana : Revolved Staff Pose (ท่าอาสนะท่านั่งขั้นพื้นฐาน)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549355

  • วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 11:31 น.

Parivrtta Dandasana : Revolved Staff Pose (ท่าอาสนะท่านั่งขั้นพื้นฐาน)

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การเตรียมฝึกท่าอาสนะท่านั่งขั้นพื้นฐาน คือการฝึกท่า Staff Pose คือการนั่งหลังให้ตรงและยาวขึ้น ซึ่งมีนักเรียนหลายๆ คนที่เส้นใต้ขาตึงหรือหลังแข็งไม่สามารถนั่งหลังตรงและยืดลำตัวได้ ให้เริ่มต้นฝึกด้วยการนั่งหลังตรงโดยพิงกำแพง ให้กำแพงช่วยดันให้หลังติดกำแพงกระดูกสะบัก กระดูกกระเบนเหน็บติดชิดกำแพง แต่ไม่ต้องให้ด้านหลังศีรษะติด แล้วใช้ผ้าเช็ดตัวม้วนวางไว้ระหว่างหลังล่างกับกำแพง ส่วนกระดูกรองนั่งติดพื้นยืดขาทั้งสองข้างออกไปวางกดส้นเท้าสัมผัสพื้น ให้ตรงนิ้วเท้าชี้ขึ้นเพดาน

หากไม่มีกำแพงหรือฝึกรวมกับผู้อื่นในห้องฝึกรวม แล้วไม่สามารถนั่งหลังตรงที่พื้นได้ ให้ใช้ตัวช่วยโดยการใช้ผ้าหรือหมอนรองใต้ก้นครึ่งก้น เพื่อยกกระดูกเชิงกรานให้สูงขึ้นจากพื้น ขณะฝึกท่านี้เมื่อเราหายใจเข้า-ออก ให้รับรู้ถึงพลังงานที่ไหลเวียนติดต่อกับพื้นดิน รับรู้ถึงการหยั่งรากและที่ว่างตามแนวกระดูกสันหลังแต่ละชิ้น สัมผัสถึงพลังงานที่ส่งจากศีรษะลงมาถึงฝ่าเท้า แล้วไหลเวียนกลับขึ้นสู่ด้านบน เพราะท่า Dandasana เป็นท่าอาสนะนั่งพื้นฐานเหมือนกับอาสนะท่ายืนท่าภูเขา

การเริ่มต้นฝึกท่านี้ จะทำให้เราฝึกท่าอาสนะท่านั่งในท่าต่างๆ ได้อย่างดีตามมา และในวันนี้ครูจะให้ลองฝึกแบบเวอร์ชั่นบิดตัว

1.เริ่มต้นจากท่า Staff Poseตามที่ครูอธิบายด้านบนและใช้ตัวช่วยหากต้องการลองสังเกตร่างกายดูว่าต้องการใช้ทางเลือกหรือเปล่า จากนั้นให้ค้างท่าสักครู่ด้วยการหายใจเข้า-ออกประมาณ5 ลมหายใจ

2.หายใจเข้าวางฝ่ามือขวาลงมาที่พื้นนอกขาซ้าย หากขาตึงหรือหลังแข็งให้ใช้หลังมือขัดที่ด้านนอกหน้าแข้ง หรือหากตึงมากๆ ให้วางมือแตะที่ต้นขาด้านบนตามความยืดหยุ่นของร่างกาย 

3.หายใจออกเตรียมบิดด้วยการส่งมือซ้ายยืดไปด้านหลังเปิดอก เปิดไหล่ศีรษะและใบหน้าผ่อนคลายก้นไม่ลอยจากพื้น ค้างท่าสักครู่โดยหายใจเข้าออกประมาณ 5 ลมหายใจ แล้วค่อยๆ คลายออกจากท่าจากนั้นฝึกสลับข้าง 

‘ทำดี ไม่หวังผลตอบแทน’ สกล บัณฑิตเสวนากุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549352

  • วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 11:06 น.

‘ทำดี ไม่หวังผลตอบแทน’ สกล บัณฑิตเสวนากุล

โดย วราภรณ์

“ชาย” สกล บัณฑิตเสวนากุล หนุ่มยะลาที่มาทำงานในกรุงเทพฯ นานเกือบ 20 ปี ปัจจุบันเขาคือพนักงานแผนกการเงิน บริษัทโรงงานประดับยนต์แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

เขามีหลักการเป็นจิตอาสาคือ “ทำดี โดยไม่หวังผลตอบแทน” กิจกรรมดีๆ เขาเริ่มทำครั้งแรกตั้งแต่เหตุการณ์สึนามิที่เกิดขึ้นที่ภาคใต้ เมื่อสภากาชาดไทยขอกำลังคนไปช่วยแพ็กของบริจาค สกลก็ไปโดยไม่รีรอ

ต่อมาเขาเริ่มทำกิจกรรมจิตอาสาอย่างจริงจังเมื่อปี 2557 เหตุเพราะเพื่อนชวนและเกิดอาการอกหัก ผิดหวังในความรัก ที่ความรู้สึกหนึ่งฉุกคิดขึ้นว่า เมื่อเราทุ่มเทให้กับคนคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเขาอยากได้รับหรือเปล่า สู้ไปให้เวลากับคนที่เขาต้องการดีกว่า

กิจกรรมแรกที่เขาได้ร่วมทำคือ ออกค่ายเรียนรู้วัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยง ที่ จ.เพชรบุรี แต่ครั้งที่สกลรู้สึกประทับใจมากที่สุดคือ การไปเป็นจิตอาสาในโครงการเดินป่าด้วยหัวใจ ครั้งที่ 12 เมื่อปี 2558 จัดโดยกลุ่มเนเจอร์ แคมป์

อาสาฯ นำเด็กพิการและอาสาสมัคร ไปสร้างแรงบันดาลใจที่ภูกระดึง ครั้งที่ 3 มีผู้ร่วมกิจกรรม ได้แก่ เด็กพิการทางแขนขา จากโรงเรียนศรีสังวาลย์ขอนแก่น 12 คน เด็กพิการทางสายตา จากโรงเรียนการศึกษาคนตาบอด ขอนแก่น 12 คน คุณครูอาจารย์ของแต่ละโรงเรียน 8 คน อาสาสมัครจากหลากหลายอาชีพ 40 คน

“การทำกิจกรรมแต่ละครั้งมีเสน่ห์แตกต่างกัน แต่ผมชอบไปภูกระดึงเมื่อราว 2 ปีที่แล้ว ไปกับกลุ่มเนเจอร์ แคมป์ มีเหตุการณ์ประทับใจคือ มีเช้าหนึ่งตื่นขึ้นมา มีพี่จิตอาสา 2 คนพาน้องเข้าห้องน้ำ แล้วผมตื่นพอดี ผมเลยไปช่วยเขา ปรากฏมีน้องตาบอดมาถามว่า พี่รู้สึกอย่างไรบ้างครับ สำหรับผมนะผมรู้สึกดีประทับใจมากๆ ที่ได้มาที่ค่ายครั้งนี้ พอน้องตอบมันทำให้ผมรู้สึกดีมากๆ ที่พาน้องขึ้นไปบนภูได้

แม้น้องพิการแขนขา มีตาบอดสนิทแต่ก็ยังสามารถปีนขึ้นไปได้ เขาเก่งมาก แล้วก็เกิดความประทับอยู่ในใจน้องๆ คือ เขาเกิดความภูมิใจในตัวเองที่ครั้งหนึ่งเขาได้ขึ้นภูกระดึง น้องๆ ได้เรียนรู้ธรรมชาติและน้ำใจของพี่ๆ อาสา แม้ผมเดินป่าไม่เก่งแต่เราช่วยๆ กัน น้องคนหนึ่งมีพี่ๆ ช่วย 6 คน เราสอนให้น้องรู้จักสัมผัสต้นไม้ มีพี่คอยบรรยายตลอด พวกเราพี่ๆ อยากให้เขาช่วยเหลือตัวเองให้มาก เพื่อเขาจะได้เกิดความภูมิใจในตัวเอง”

สิ่งที่ทำให้ชายเป็นจิตอาสาจนถึงปัจจุบัน แม้หน้าที่การงานจะยุ่งมากแค่ไหนก็ตาม แต่หากรู้จักแบ่งเวลาก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะการร่วมกลุ่มทำความดี ทำให้เขาได้พบเจอกับเพื่อนใหม่ๆ พบมิตรภาพต่างสายพันธุ์ที่ไม่ต้องจมปลักกับสิ่งเก่า กลุ่มจิตอาสาที่สกลชอบเข้าไปร่วม ได้แก่ กลุ่มโรงบ่มอารมณ์สุข อาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อม กลุ่มเนเจอร์ แคมป์ เป็นต้น เฉลี่ยแล้วสกลจะไปร่วมทำความดีเดือนละ 1-2 ครั้ง

แม้เขาเป็นคนยะลาที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ นาน 20 ปีแล้ว สกลบอกถึงเสน่ห์กรุงเทพฯ ก็คือ เป็นเมืองที่เปิดโอกาสให้เราทำอะไรได้มากมายมากกว่าตอนอยู่ต่างจังหวัด

“ที่นี่ยังเป็นแหล่งความรู้ มีพิพิธภัณฑ์ให้เข้าไปศึกษาและชมความงดงามมากมาย มีงานจิตอาสาทำงานกันเป็นกลุ่มก้อนที่จริงจัง แม้กรุงเทพฯ จะเต็มไปด้วยผู้คนที่หลากหลายแต่เขาไม่มองว่าเป็นข้อเสีย เพราะทุกจังหวัดก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกัน แต่เราสามารถมีน้ำใจและแล้งน้ำใจได้ทุกที่

ผมตั้งใจจะทำงานจิตอาสาไปเรื่อยๆ เพราะมันคือความสุขอย่างหนึ่ง ไม่ว่าด้านไหนก็ตาม จริงๆ แล้วเราสามารถมีจิตอาสาได้ทุกที่ แค่เดินไปเห็นขยะบนทางเท้าแล้วเก็บใส่ถังขยะก็เท่ากับทำงานจิตอาสาแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปออกค่าย แต่เราสามารถทำได้รอบตัว ทุกวันนี้ผมเดินเข้าซอย ผมก็มีขนมแมวไว้ใส่กระเป๋า ไปที่ทำงานเห็นแมวจรก็เอาขนมให้เขา พอให้อาหารแมว แมวมองหน้าผม ผมไม่สนใจว่าเขาจะจำผมได้หรือเปล่าไม่รู้ แต่เมื่อผมได้ทำ ก็เกิดความสุขแล้วครับ”

เปลี่ยนบ้านเป็นเงินเดือน ทางเลือกวัยเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549202

  • วันที่ 26 เม.ย. 2561 เวลา 16:21 น.

เปลี่ยนบ้านเป็นเงินเดือน ทางเลือกวัยเกษียณ

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ เอพี, เอเอฟพี

หลังอายุ 60 ปี เราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกกี่ปีไม่มีใครรู้ บางคนก็ไม่ได้มีแผนการรองรับวัยเกษียณไว้ดีพอ โดยเฉพาะคนโสด รวมไปถึงผู้ที่ไม่มีภาระผูกพัน เช่น ลูกหลานที่มีมรดกเป็นบ้าน แต่ก็ไม่รู้จะยกให้ใคร หรือมีลูกหลานแต่พวกเขาไม่ดูแล แนวคิดการดูแลวัยเกษียณอย่าง รีเวิร์ส มอร์ทเกจ (Reverse Mortgage) หรือสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ จึงถูกนำมาใช้เพื่อดูแลผู้สูงอายุ แต่จะดีสำหรับทุกคนหรือไม่ ต้องดูรายละเอียดข้อดีข้อเสีย ดังนี้

ให้บ้านเลี้ยงดูเจ้าของ

โดยปกติแล้วเวลาเรากู้จากธนาคารจะต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น บ้าน หรืออสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ที่มีมูลค่าสูง เพื่อนำเงินกู้มาใช้จ่ายแล้วผ่อนส่งคืนธนาคาร แต่ในแนวคิด รีเวิร์ส มอร์ทเกจ ธนาคารจะกลายเป็นผู้ซื้อบ้าน โดยขอผ่อนจ่ายเป็นรายเดือนให้กับเรา ทำให้เรามีเงินสดใช้ทุกเดือนเป็นรายได้แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน

ซึ่งในสหรัฐอเมริกามีการใช้แนวคิดนี้มาตั้งแต่ปี 2545 นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่มีการใช้ รีเวิร์ส มอร์ทเกจอย่าง ออสเตรเลีย แคนาดา สหราชอาณาจักร และเกาหลีใต้ ที่เล็งเห็นปัญหาการเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุ

รูปแบบบริการมีทั้งแบบให้ตลอดชีวิตจนกว่าเจ้าของจะเสียชีวิตบ้านถึงจะตกเป็นของธนาคาร หรือแบบจ่าย 25 ปีแต่จะให้เมื่อเจ้าของอายุถึง 85 ปี จึงจะครบกำหนดสัญญาบ้านตกเป็นของธนาคาร บางแบบก็มีให้เลือกว่าจะให้จ่ายแบบค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุกปี หรือลดลงทุกปีก็มีเช่นกัน แต่ในประเทศไทย รีเวิร์ส มอร์ทเกจ อยู่ในช่วงเริ่มต้น จึงยังไม่มีตัวเลือกมากนัก ส่วนใหญ่จึงเป็นแบบจ่าย 25 ปี เสียมากกว่า

ข้อกำหนดของ รีเวิร์ส มอร์ทเกจ

ส่วนมากจะเริ่มจากข้อกำหนดเงื่อนไขด้านอายุ เช่น สหรัฐ กำหนดไว้ที่อายุ 62 ปี ประเทศแคนาดา 55 ปี ประเทศเกาหลีใต้ 60 ปี และประเทศไทย กำหนดอยู่ที่ 60 ปี และอาจจะมีแนวโน้มตัวเลขอายุขึ้นในอนาคตเพราะหลายๆ ประเทศก็เริ่มผ่อนปรนอายุเกษียณไปจนถึง 63-65 ปีกันบ้างแล้ว เพราะเล็งเห็นว่าความสามารถในการทำงานของคนวัย 60 ปี ในปัจจุบันยังคงทำงานได้ดีอยู่

การกู้แต่ละครั้งกู้ได้ไม่เกิน 2 คนต่อบ้าน 1 หลัง นั่นก็คือสามี ภรรยา สามารถกู้ร่วมด้วยกันได้ ในขณะที่บ้านซึ่งนำมาเข้าจำนองนั้นต้องเป็นบ้านที่ไม่ได้ติดสัญญาเงินกู้กับใครหรือธนาคารใด หรือยังติดการผ่อนชำระกับธนาคารอยู่ จะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และอาคารพาณิชย์ สามารถนำมาใช้ได้หมด

มีข้อกังวลอย่างหนึ่งว่าถ้าเราคิดว่าเราอายุคงไม่เกิน85 ปี แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วกลับแข็งแรงอยู่จนเลยอายุ 85 ปี จนเลยอายุสัญญา เราจะกลายเป็นคนไร้บ้านในวัยชราหรือไม่ เนื่องด้วยโครงการแบบนี้เป็นหนึ่งในแนวคิดของรัฐเพื่อดูแลผู้สูงอายุ

แม้จะหมดสัญญา ผู้กู้ก็ยังสามารถอาศัยอยู่ในบ้านต่อไปได้ จนกว่าผู้กู้และผู้กู้ร่วมจะเสียชีวิตทั้งคู่ เช่น ผู้กู้หลักเสียชีวิตไปตอนอายุ 85 ปี แต่ผู้กู้ร่วมยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก 15 ปี ก็จะได้อยู่ในบ้านจนกว่าอายุ 100 ปีนั่นเอง

ดูแล้วเหมือนธนาคารจะใจดี นั่นก็เป็นความใจดีส่วนหนึ่ง แต่หากมองในอีกแง่มุมแม้จะเลยอายุสัญญา แต่เจ้าของยังไม่เสียชีวิต ธนาคารก็ยังได้รับผลประโยชน์ในแง่ของชื่อเสียงและการได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า

บ้านแม้จะยังไม่ตกเป็นของธนาคารในทันที แต่วันหนึ่งเมื่อได้มาก็ยังขายได้ราคาที่สูงขึ้นอยู่ดี และสุดท้ายการที่เจ้าของยังได้อาศัยอยู่บ้าน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบ้าน ผู้กู้ยังคงต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าภาษีที่อยู่อาศัย ค่าประกันภัย ค่าส่วนกลาง สำหรับอาคารชุดหรือหมู่บ้าน ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมดูแลบ้านให้อยู่ในสภาพดี ธนาคารก็ไม่ต้องจ่ายอย่างไรเขาก็ได้กำไร ส่วนเราเองหากไม่มีลูกหลานให้สืบทอด ก็ยังมีรายได้เลี้ยงดูตัวเองอย่างน้อยๆ ก็ได้ค่าน้ำค่าไฟและค่าอาหารเลี้ยงตัวในวัยเกษียณ

ดูน่าทำแต่ไม่ได้มากอย่างที่คิด

เห็นแบบนี้แล้วอย่าเพิ่งคิดว่าเราจะได้เงินหลักหมื่นต่อเดือนมาใช้ได้ง่ายๆ เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้วธนาคารก็ยังมีการคิดคำนวณความเสี่ยงลบเข้าไปในวงเงินที่จะให้กับเราอีกด้วย ได้แก่ มูลค่าบ้าน อายุของผู้กู้ อัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียม โดยผู้ให้สินเชื่อจะประเมินมูลค่าบ้านเพื่อกำหนดวงเงินสินเชื่อทั้งหมด

บ้านอยู่ในทำเลดี สภาพดีก็จะกู้ได้สูง ยิ่งผู้กู้อายุยิ่งมากก็จะได้รับเงินต่อเดือนเพิ่มตาม เพราะธนาคารมีโอกาสจ่ายต่องวดน้อยลง สิ่งที่ธนาคารจะเอามาคิดร่วมก็คือค่าส่วนกลางของหมู่บ้านหรือคอนโดมิเนียม ก็จะมีการหักจากรายได้ของเราไปจ่ายส่วนกลางให้ด้วย

เมื่อผู้กู้เสียชีวิต บ้านตกเป็นของธนาคาร เมื่อขายทอดตลาดได้หักลบกลบหนี้กับธนาคารแล้วมีเงินเหลือ ทายาทในลำดับที่ใกล้ที่สุดหรือผู้กู้เสียชีวิตก็จะได้เงินส่วนต่างนั้นไป

หรือทายาทมีความต้องการจะไถ่ถอนบ้านคืนก็สามารถทำเรื่องไถ่ถอน ไม่ว่าจะเป็นการกู้ผ่อนส่งคืนหรือจ่ายสดก็สามารถทำได้ถ้าบ้านหลังนั้นยังไม่ถูกขายไปเสียก่อน แต่อย่างไรก็ดีสังคมไทยแบบเดิมนั้นอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ หากผู้กู้เสียชีวิตทั้งหมดแล้วบ้านตกเป็นของธนาคารก็อาจจะทำให้ลูกหลานที่เหลือกลายเป็นคนไร้บ้าน

ดังนั้น ใครที่คิดจะเข้ากู้แบบนี้ ต้องมั่นใจว่าไม่มีลูกหลานอาศัยอยู่ด้วย ไม่มีคนเลี้ยงดูยามชรา และจะไม่สร้างภาระให้คนในครอบครัวคนอื่นๆ ถ้ามีคุณสมบัติเหล่านี้ครบ นี่จึงเป็นอีกโครงการที่ดีต่อวัยเกษียณแน่นอน

เคล็ดลับอายุยืน แบบชาวเมืองคยองบุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549200

  • วันที่ 26 เม.ย. 2561 เวลา 16:08 น.

เคล็ดลับอายุยืน แบบชาวเมืองคยองบุก

เรื่อง : กั๊ตจัง

เชื่อหรือไม่ เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีอายุขัยเฉลี่ยของประชากรสูงเป็นอันดับ 14 ของโลก ตามการจัดอันดับขององค์การสหประชาชาติ ทั้งที่เป็นประเทศที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูงเป็นอันดับต้นๆ ในทวีปเอเชีย

ภายในงาน “เกาหลี คยองบุก พรีเมี่ยม ฟู้ด เฟซติวัล” (Korea Gyeongbuk Premium Food Festival) ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอนและเอ็มควอเทียร์ในช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมางานได้ไม่เพียงแต่นำเสนออาหารเกาหลีจากเมืองคยองบุก แต่ยังเปิดเผยในบางแง่มุมของการมีสุขภาพดีของชาวเกาหลีผ่านอาหารของเมืองนี้อยู่ไม่น้อย

1.ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย

คยองบุก หรือชื่อเต็มว่า คยองซังบุกโด มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและมีพื้นที่ติดกับทะเล อากาศจึงค่อนข้างหนาวเย็นกว่าพื้นที่อื่นๆ ของประเทศเกาหลี มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวชมวิว เที่ยวภูเขา เที่ยวทะเล และโบราณสถานอันลือชื่อ ดังนั้น วิถีชีวิตของชาวเมืองจังหวัดคยองซังบุกโดส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรและชาวประมงใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่ายตามวิถีเกษตรกรรม

ตั้งแต่สมัยก่อนมาจนถึงปัจจุบัน พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติป่าเขาที่มีแต่อากาศบริสุทธิ์ไม่เร่งรีบและเคร่งเครียดไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิต เพาะเลี้ยงและเฝ้าดูการเติบโตของต้นไม้และธรรมชาติรอบตัว โดยพึ่งพาเทคโนโลยีเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

2.กินอาหารที่มีประโยชน์

นอกจากการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายด้วยวิถีชีวิตเกษตรกรรมและพึ่งพาเทคโนโลยีเท่าที่จำเป็นแล้ว เรื่องของอาหารการกินก็จัดว่าเป็นสิ่งพิเศษอย่างหนึ่งของชาวคยองบุก การรับประทานอาหารของเกาหลีมักจะเน้นหลักหยิน-หยาง เน้นที่อาหารผัก ผลไม้ ตามฤดูกาล อาหารของเมืองคยองบุกที่โดดเด่นมีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือ แอปเปิ้ล ปลูกแอปเปิ้ลกันเกือบทั้งจังหวัด เพราะมีพื้นที่เป็นเขาสูง อากาศหนาวเย็นเหมาะสำหรับการปลูกแอปเปิ้ล

แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอยู่มากมาย แอปเปิ้ลของเมืองคยองบุกโด ขึ้นชื่อในเรื่องของความหวาน กรอบ ฉ่ำน้ำ สีแดงสด มีความหอมละมุน แอปเปิ้ลจากเมืองนี้ จึงมีคุณภาพดีที่สุดในประเทศเกาหลีใต้ และเป็นสินค้าอาหารส่งออกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดอย่างหนึ่งของเกาหลีใต้

นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งปลูกโสมที่ดีที่สุดของเกาหลีใต้ มีร้านอาหารเกาหลีโบราณที่ยึดตามหลักหยิน-หยาง เน้นอาหารประเภทผัก เนื้อไก่ ปลา กินตามฤดูกาล รักษาสมดุลของธาตุในร่างกาย มีอาหารฟาสต์ฟู้ดอยู่เพียงน้อยนิด ชาวเกาหลีใต้จึงมีอัตราการเป็นโรคความดันโลหิตสูง และเบาหวานที่ต่ำมาก ทั้งแอปเปิ้ล โสม และอาหารตามฤดูกาลที่สดสะอาด จึงไม่แปลกใจเลยว่าชาวเกาหลีใต้โดยเฉพาะชาวเมืองคยองบุกจะมีอายุยืน โดยเฉลี่ยถึง 81 ปี

3.ออกกำลังกายเป็นประจำ

ร่างกายที่แข็งแรงของชาวคยองบุกไม่ได้มาจากอากาศและอาหารที่ดีเท่านั้น ยังเป็นเพราะพวกเขาออกกำลังกายด้วยการเดินและการทำงานทุกวัน พื้นที่เขาสูงของเมืองคยองบุกและพื้นที่อื่นๆ ของประเทศเกาหลีใต้คือเครื่องออกกำลังกายชั้นดีที่ทำให้พวกเขามีร่างกายที่แข็งแรง

เหตุผลอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้สุขภาพของชาวเมืองคยองบุกแข็งแรงก็คือ การวางรากฐานระบบสาธารณสุขและการศึกษาของเกาหลีใต้ ก็มีส่วนผลักดันทำให้อายุขัยเฉลี่ยของชาวเกาหลีใต้ในภาพรวมสูงขึ้นทุกครั้งที่มีการสำรวจประชากร โดยเฉพาะผู้หญิงเกาหลีใต้จะมีอายุเฉลี่ยสูงถึง 90 ปี ในการสำรวจ ล่าสุด เมื่อปี 2560 มากกว่าผู้หญิงชาวญี่ปุ่นและฝรั่งเศสที่มีอายุขัยเฉลี่ยที่ 88 ปี

4.พักผ่อนกับครอบครัวและทำงานสม่ำเสมอ

เคล็ดลับอายุยืนอย่างหนึ่งของชาวเกาหลีใต้ก็คือ การรู้จักแบ่งเวลาพักผ่อนกับครอบครัว อันเป็นผลจากกฎหมายของรัฐบาลที่ประกาศให้มีวันหยุดสัปดาห์ละ 2 วัน เพื่อให้ทุกคนได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว ส่งผลถึงจิตใจที่มีความสุขเมื่อมีความสุขกับครอบครัวและมีเวลาส่วนตัวเพิ่มขึ้นก็ทำให้ร่างกายแข็งแรงมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น

ในขณะเดียวกันผู้สูงอายุชาวเกาหลีใต้หลังวัยเกษียณก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยทำให้ไม่รู้สึกเหงา เช่น การหางานอดิเรกทำ งานเพื่อสังคมเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้ได้ออกกำลังกายอยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันสำหรับชาวคยองบุกพวกเขาไม่เคยมีคำว่าเกษียณในอาชีพเกษตรกรรม พวกเขาจะทำงานเท่าที่มีแรงทำไหวอยู่เสมอ

สอดคล้องกับหลักการแพทย์ที่แนะนำให้ผู้สูงอายุ หันมาออกกำลังกาย และทำกิจกรรมต่างๆ ให้เหมือนชีวิตก่อนวัยเกษียณให้มากที่สุด เพราะยิ่งหยุดพักร่างกายก็จะยิ่งเสื่อมถอยเพราะไม่ได้ใช้งานเหมือนอย่างเคย การทำงานอยู่ตลอดจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายแข็งแรง เจ็บป่วยน้อย และมีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้นนั่นเอง

โชคชะตา? ของคุณภาพการศึกษาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549198

  • วันที่ 26 เม.ย. 2561 เวลา 16:04 น.

โชคชะตา? ของคุณภาพการศึกษาไทย

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

การศึกษาคุณภาพและครูที่ดีไม่ควรขึ้นอยู่กับโชคชะตา ซึ่งชะตากรรมของการศึกษาไทยสามารถถูกแก้ไขอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมได้ด้วยพลัง “คนรุ่นใหม่” ที่ไม่เพียงแค่วิพากษ์วิจารณ์ แต่ได้ลงมือทำผ่านการเป็น “ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ที่เข้าไปสอนหนังสือให้เด็กที่ยากไร้ให้ได้รับการพัฒนาการศึกษาและมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน

เมื่อไม่นานมานี้ มูลนิธิทีช ฟอร์ ไทยแลนด์องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่มีวิสัยทัศน์ให้เด็กไทยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ได้จัดงาน Ideas For Thai Educationครั้งที่ 4 ตอน การศึกษา (ไม่ต้อง) เสี่ยงทาย เพื่อระดมความคิดจากทุกภาคส่วน สร้างความตระหนักรู้ และแก้ปัญหาการศึกษาไทย เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังมีนักเรียนอีกมากที่มีรายได้น้อย ขาดแรงบันดาลใจในการเรียนและการใช้ชีวิต หรือบางคนมีแรงบันดาลใจและศักยภาพ แต่ขาดผู้เล็งเห็นและสนับสนุนให้ศักยภาพของพวกเขาเปล่งประกาย

โชคดี สมิทธิ์กิตติผล ผู้จัดการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ (ภาครัฐ) มูลนิธิทีช ฟอร์ ไทยแลนด์กล่าวถึงข้อท้าทายของการศึกษาไทยว่า ความท้าทายอย่างหนึ่งที่เรื้อรังมานานคือ คุณภาพการศึกษา ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่างและต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

“คะแนนโอเน็ตเป็นตัวชี้ให้เห็นอยู่แล้วว่าคุณภาพการศึกษาไทยโดยภาพใหญ่ไม่ค่อยดีนัก และเมื่อไปเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกเช่น การสอบปีซ่า (PISA) ก็ยิ่งชี้ชัดว่า คุณภาพการศึกษาไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำอย่างไรก็ตาม เรายังมองว่า คุณภาพการศึกษาเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับอำนาจทางเศรษฐกิจ อ้างอิงจากงานวิจัยต่างๆ พบว่าเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน หรือครอบครัวที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจต่ำ จะเข้าถึงการศึกษาได้ต่ำเช่นเดียวกัน โดยในทุกจังหวัดจะมีครอบครัวยากจนที่มีรายได้ไม่ถึง 2 หมื่นบาท/ปี หรือวันละ 54 บาท อยู่จังหวัดละประมาณ 40,000-50,000 คน ทำให้เด็กมีโอกาสเข้าถึงเพียงการศึกษาภาคบังคับเท่านั้น หลังจากนั้นครอบครัวจะไม่มีกำลังทรัพย์ส่งเสริมการศึกษาต่อ ทำให้เด็กมีความเสี่ยงที่จะก้าวไปสู่ปัญหาอื่นๆ เช่น ยาเสพติดอาชญากรรม หรือเป็นคุณแม่วัยรุ่น”

นอกจากนี้ คุณภาพการศึกษายังเชื่อมโยงกับระบบการศึกษา ซึ่งเขามองว่า ระบบการศึกษาไทยยังไม่ตอบโจทย์และยังไม่ช่วยพัฒนาการศึกษามากนัก

“จากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า ครูส่วนใหญ่ใช้เวลาเป็นจำนวนมากไปกับการทำงานเอกสาร การแข่งขันโครงการต่างๆ และการประเมิน ทำให้ครูมีเวลาน้อยมากในการเอาใจใส่นักเรียนในห้องเรียน รวมถึงวิธีการในการสอน ด้วยความที่บางโรงเรียนมีนักเรียนจำนวนมาก ครูเองต้องรับผิดชอบนักเรียนถึง 40-50 คน จึงเป็นไปได้ยากที่ครูจะเอาใจใส่เด็กเป็นรายบุคคล ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในโรงเรียนขนาดใหญ่ แต่โรงเรียนขนาดเล็กเองก็มีปัญหานี้ นำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำของคุณภาพการศึกษา ซึ่งรูปแบบหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาคือการสร้างครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง”

ปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยคือ “ครู” ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ จึงค้นหากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ ไม่จำเป็นต้องจบจากคณะครุศาสตร์ แต่เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญ ตระหนักถึงปัญหาการศึกษา และต้องการมีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษาไทยให้ดีขึ้น โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่จะได้รับการพัฒนาด้านเทคนิคการสอนด้านวิชาชีพครูร่วมกับคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นจะเข้าไปสอนนักเรียนในโรงเรียนเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยปัจจุบันกำลังเปิดรับสมัครครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 5 และจะเริ่มสอนในเดือน พ.ย.นี้

“หลายคนเข้าใจว่าเราเป็นองค์กรของครูอาสา แต่สิ่งที่เรากำลังทำคือ การพัฒนากลุ่มครูที่เป็นมืออาชีพ มีความรู้สูง และมีทักษะในการจัดการห้องเรียนได้ดี โดยการไม่จำกัดแค่คนจากคณะครุศาสตร์ จะทำให้ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงเข้าไปอยู่ในทุกภาคส่วนในประเทศไทย โดยเขาจะได้นำความรู้และประสบการณ์ที่พบและสอนมาในระยะเวลา 2 ปีไปปรับใช้กับหน่วยงานของเขา และช่วยสนับสนุนการศึกษาของประเทศในรูปแบบที่พวกเขาเชี่ยวชาญ กลายเป็นผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ซึ่งสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่ได้” รูปแบบครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อคุณภาพการศึกษาได้จริงในสหรัฐอเมริกา

“เราเชื่อว่า ถ้าประเทศไทยมีกลุ่มคนผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในทุกภาคส่วนของประเทศไทย การศึกษาไทยจะต้องดีขึ้นแน่นอน”

ธนิต แคล้วโยธา ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 3 กล่าวถึงการลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมเยือนบ้านนักเรียนและพบปะผู้ปกครองหลังเลิกเรียน เพื่อเก็บข้อมูล ศึกษา และประเมินสภาพแวดล้อมของนักเรียนว่า ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีเวลา 2 ปีซึ่งเป็นเวลาที่น้อยมาก เขาจึงทุ่มเทกับการเก็บข้อมูลนักเรียน เพราะเชื่อว่าก่อนที่จะพัฒนานักเรียนได้ต้องรู้จักนักเรียนก่อน ว่าเด็กเป็นอย่างไร และครอบครัวเด็กต้องการอะไร เพื่อให้สิ่งที่พัฒนานั้นสอดคล้องกับสิ่งที่ครอบครัวต้องการ และทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าครูสนใจลูกของเขา แล้วพ่อแม่เองจะไม่สนใจลูกได้อย่างไร

“นอกจากจะต้องยึดตามหลักสูตรที่โรงเรียนมอบหมายแล้ว ผมจะตั้งกรอบใหญ่ว่า อยากให้เด็กพัฒนาเรื่องอะไร โดยผมจะไม่ใช้คำว่า กฎ กติกา เพราะมันเป็นคำทัดทาน แต่ผมจะวางวัตถุประสงค์ใหญ่คือ เด็กต้องกล้าที่จะเปิดใจ กล้าคิด กล้าพูด กล้านำเสนอ ยอมรับตัวเอง และยอมรับผู้อื่น” ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงจะเข้าสอนในชั้นมัธยมฯ 1 หรือ 2 ซึ่งเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของนักเรียน

“เด็ก ม.1 จะยังมีความเป็นเด็กสูงเพราะเพิ่งผ่านประถมฯ มาได้ไม่นาน แต่สำหรับนักเรียน ม.2 ผมต้องปฏิบัติตัวกับเขาแบบผู้ใหญ่ภายใต้ความเป็นเด็ก วัยนี้จะตั้งใจเรียนน้อยลงเพราะมีสิ่งเร้ามากขึ้น ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ต้องการเปลี่ยนบุคลิกจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ อยากมีจุดยืนในสังคม ดังนั้นต้องสอนเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่ดี ดีไซน์กิจกรรมที่เข้าใจถึงความหลากหลาย สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ในห้องเรียนให้เหมาะสมกับเด็กได้เสมอ ซึ่งไม่สามารถการันตีได้ว่าจะสอนเด็กให้เก่งเท่ากันทุกคน แต่ครูสามารถสร้างความกล้า ความมั่นใจ และทำให้เด็กมีเป้าหมายในชีวิตได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอนาคตของเด็กที่สุด” ธนิต กล่าวเพิ่มเติม

คำถามที่ผู้จัดการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ได้ยินบ่อย คือ ทำไมไม่นำหลักสูตรครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงไปอบรมครูที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย เขาชี้แจงว่า เนื่องจากปัญหาการศึกษาไทยไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ จึงเป็นหนึ่งตัวช่วยให้กับครูในระบบในการทำงานร่วมกัน

“เป้าหมายระยะยาว เราเองก็อยากทำงานกับองค์กรภาครัฐอย่างกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำวิธีการ เทคนิค หรือสิ่งที่เรียนรู้จากครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงถ่ายทอดให้กับครูประจำได้ ทั้งนี้ ครูของเราไม่ได้เก่งกว่าหรือเหนือกว่าครูประจำ เพราะครูประจำย่อมมีประสบการณ์มากกว่าและมีความเชี่ยวชาญในการสอนมากกว่า ดังนั้นสิ่งที่เราทำจะเป็นการทำงานร่วมกัน และเรียนรู้เทคนิคซึ่งกันและกัน” โชคดี กล่าว

ด้าน ยิ่งยง บุญยศ ผู้อำนวยการโรงเรียนเพี้ยนพินอนุสรณ์ หนึ่งในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่ทำงานร่วมกับครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงมานาน 4 ปี กล่าวว่า โรงเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด คือ นักเรียนมีพัฒนาการประสบผลสัมฤทธิ์ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70

“ที่เห็นได้ชัดเจนคือ เด็กมีความสุขกับการเรียน พฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น และเด็กรู้จักพัฒนาตัวเอง กลายเป็นว่าความรู้ได้เข้าไปอยู่ในร่างกายของเขา และที่น่าดีใจคือ ทัศนคติของครูประจำที่ทำงานมานานเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง จากการสอนแบบโบราณก็เริ่มปรับมาสอนแบบแอ็กทีฟเลิร์นนิ่ง มีการสร้างสรรค์กิจกรรมนอกห้องเรียนไม่ใช่แค่การท่องจำเหมือนเดิม”

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้คนไทยมักมองการศึกษาไทยในภาพลบ ผู้อำนวยการยิ่งยงจึงอยากเห็นทัศนคติของคนในประเทศมองการศึกษาในด้านดี และยกเรื่องที่ดีขึ้นมาพูดในสังคม

โชคดีกล่าวทิ้งท้ายถึงการทำงานของครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงว่า ตั้งแต่รุ่นที่ 1 ถึงรุ่นที่ 4 สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับคุณภาพการศึกษาของไทย โดยวัดจากพัฒนาการของนักเรียนทั้งผลการเรียนและเป้าหมายในชีวิตของนักเรียน

“ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงจะไปจุดประกายและทำให้นักเรียนมีความเชื่อมั่นว่า เขาสามารถไปในจุดไหนก็ได้ที่เขาอยากไป จากนั้นเขาจะมีความตั้งใจเรียนและแสวงหาความรู้ด้วยตัวเอง ครูจะไปเติมคุณลักษณะของเด็กให้มีความพร้อม และหลังจากเรียนครบ 2 ปีแล้ว เด็กก็ยังคงเก็บทักษะและคุณสมบัติเหล่านั้นไปเพื่อต่อยอดให้กับตัวเองได้ นอกจากนี้ ตัวคุณครูเองก็จะได้พัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ และสามารถไปทำงานเพื่อพัฒนาการศึกษาในแต่ละภาคส่วนที่ตัวเองทำอยู่ต่อไป กลายเป็นผลกระทบในวงกว้างซึ่งจะแก้ไขปัญหาการศึกษาไทยระดับประเทศ”

ปัจจุบันประเทศไทยมีองค์กรเพื่อการศึกษามากมายที่มุ่งพัฒนาและแก้ไขปัญหา ซึ่งต่างมีองค์ความรู้ เครื่องมือ และรูปแบบที่มีประสิทธิภาพ แต่ติดตรงที่ยังเข้าไม่ถึงการแก้ไขปัญหาในเชิงระบบ ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นหากภาครัฐเปิดกว้างและหันหน้ามาทำงานกับภาคเอกชนมากขึ้นได้ เชื่อมั่นว่าจะเกิดความร่วมมือที่สามารถพัฒนาการศึกษาไทยให้ดีขึ้นด้วย

FAST ช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548930

  • วันที่ 24 เม.ย. 2561 เวลา 11:08 น.

FAST ช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง

เรื่อง   กันย์ ภาพ   pixabay

โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้คนทั่วโลกในแต่ละปีสูงเป็นอันดับ 2 ในประชากรที่อายุมากกว่า 60 ปี และเป็นอันดับ 5 ในประชากรที่อายุมากกว่า 15-59 ปี ถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญเนื่องจากมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น เหตุเพราะประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุ จึงต้องตระหนักถึงผลกระทบของโรคนี้ต่อประชากรในประเทศมากยิ่งขึ้น

พญ.ทวีรักษ์ นิธิยานนทกิจ อายุรแพทย์ด้านอายุรกรรมสมองและประสาทวิทยา โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) เป็นชนิดของหลอดเลือดสมองที่พบได้กว่า 85% ของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดจนทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดร่วมกับภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งมีสาเหตุมาจากไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือดจนทำให้เกิดเส้นเลือดตีบแข็ง

ในปัจจุบันหากผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแบบขาดเลือดมารับการรักษาภายในเวลา 4 ชั่วโมงครึ่ง สามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดเพื่อที่จะช่วยให้สมองในบริเวณที่ขาดเลือดกลับมาทำงานได้ตามปกติดังนั้นอาการที่เป็นทันทีทันใดและสังเกตง่ายๆ ในเบื้องต้นตามหลัก FAST ได้แก่

1.F (Face) ผู้ป่วยจะมีอาการหน้าเบี้ยว หรือปากเบี้ยวด้านใดด้านหนึ่ง หรือผู้ป่วยบางท่านอาจมีอาการระหว่างรับประทานอาหาร เช่น อาหารไหลออกจากปาก หรือน้ำลายไหลออกจากมุมปากด้านใดด้านหนึ่ง ทดสอบง่ายๆ ได้โดยให้ผู้ป่วยลองยิ้ม หรือยิงฟัน

2.A (Arms) อาการแขนขาอ่อนแรง ผู้ป่วยจะขยับแขนขาด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ โดยอาจจะเป็นเฉพาะขา หรือเป็นทั้งแขนขาซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นด้านเดียวกัน ทดสอบง่ายๆ โดยการให้ผู้ป่วยลองยกแขนขาทั้งสองข้าง ถ้าตกด้านใดด้านหนึ่ง แสดงว่ามีความผิดปกติ

3.S (Speech) ผู้ป่วยจะมีอาการพูดไม่ชัดพูดอ้อแอ้ เหมือนลิ้นคับปาก หรือบางคนมีอาการพูดไม่ออก หรือฟังคำสั่งไม่รู้เรื่อง ญาติบางคนจะคิดว่าผู้ป่วยสับสน ทดสอบได้ง่ายๆ ด้วยการให้ผู้ป่วยพูดตามในคำง่ายๆ เช่น กรุงเทพมหานคร หรือชี้ให้ดูปากกา นาฬิกา แล้วถามว่าของสิ่งนั้นเรียกว่าอะไร หรือให้ทำตามคำสั่งง่ายๆ เช่น ชูสองนิ้ว เป็นต้น

4.T (Time) เพราะเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง รีบนำผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีภาวะโรคหลอดเลือดสมองจากการสังเกตหลัก FAST ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยเร็วที่สุดเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับสมองตามระยะเวลาที่มากขึ้น

การรักษาโรคหลอดเลือดสมองในระยะเฉียบพลัน ผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์หลังมีอาการภายในเวลา 4 ชั่วโมงครึ่งหรือ 270 นาทีหลังผู้ป่วยเกิดอาการ ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่สำคัญที่แพทย์จะใช้ในการวางแผนการรักษา เพื่อแพทย์จะสามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดเข้าทางหลอดเลือดดำ โดยยาจะไปละลายลิ่มเลือดที่ไปอุดตันสมองได้ประมาณ 30-50% แต่ยาดังกล่าวก็มีความเสี่ยงที่อาจทำให้มีเลือดออกในสมองได้ประมาณ 6% ด้วย

แต่ถ้าผู้ป่วยมาถึงมือแพทย์เร็วก็มีโอกาสที่จะทำให้ผู้ป่วยมีความพิการน้อย หรือไม่มีความพิการหลงเหลืออยู่ หลังการให้ยาผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาในหอผู้ป่วยหนัก (ICU) หรือหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke Unit) เพื่อการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยบุคลากรทางการแพทย์เป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

แต่หากผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลช้ากว่า 4 ชั่วโมงครึ่งหรือ 270 นาที มักจะไม่สามารถทำการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวได้ เนื่องจากเนื้อสมองสามารถทนการขาดเลือดได้นานเพียง 270 นาทีเท่านั้น

หลังจากนั้นเนื้อสมองจะไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือดสำหรับปัจจุบัน ยังมีการรักษาเพิ่มเติม ด้วยการลากลิ่มเลือดด้วยขดลวด ซึ่งได้ผลค่อนข้างดีกว่าการให้ยาละลายลิ่มเลือดและสามารถรักษาในผู้ป่วยที่มาเกินระยะเวลา 4 ชั่วโมงครึ่ง ยืดเวลาได้ 6 ชั่วโมง ถึง 8 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ยังแนะนำให้ผู้ป่วยมารับการรักษาให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันเนื้อสมองที่จะตายเพิ่มขึ้นตามเวลา การรักษาภาวะเส้นเลือดในสมองแตกเฉียบพลัน ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดทันทีหากมีเลือดออกในสมองมาก จนกระทั่งเกิดภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง แต่ถ้าผู้ป่วยมีเลือดออกในปริมาณน้อยอาจไม่จำเป็นต้องผ่าตัด สามารถรักษาแบบประคับประคองได้ และต้องได้รับการดูแลในหอผู้ป่วยหนักอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เช่นกัน ในกรณีที่มีเลือดออกในชั้นเยื่อหุ้มสมองจากหลอดเลือดสมองโป่งพอง ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาทันที เพื่อลดการแตกซ้ำของหลอดเลือดสมองที่โป่งพอง

ทุกคนสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้โดยหมั่นตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากพบว่ามีความดันโลหิตที่มากกว่า 140/80 mmHg ควรพบแพทย์และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยลดอาหารที่มีรสเค็มลงและรับประทานยาลดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรหยุดรับประทานยาลดความดันโลหิตเองโดยที่แพทย์ไม่ได้สั่งให้งด

เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่เป็นแล้วมักจะเป็นตลอดชีวิตและไม่ค่อยแสดงอาการ ควรเข้ารับการตรวจหัวใจด้วยว่ามีความผิดปกติของการเต้นหัวใจหรือไม่ หยุดสูบบุหรี่ งดการดื่มสุรา ในกรณีที่มีน้ำหนักเกินควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง โดยควรเป็นการออกกำลังกายในรูปแบบที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นกว่าปกติอย่างน้อย 10-20 ครั้ง/นาที ครั้งละครึ่งชั่วโมง ที่สำคัญควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีเพื่อตรวจวัดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ถ้าปฏิบัติได้ตามนี้ก็จะสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรค

พุทธธรรม 4.0 ศาสนากับความท้าทายทางเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548924

  • วันที่ 24 เม.ย. 2561 เวลา 10:43 น.

พุทธธรรม 4.0 ศาสนากับความท้าทายทางเทคโนโลยี

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์  ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข, คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เรากำลังก้าวสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เมื่อระบบอินเทอร์เน็ตกำลังจะเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่ง ทั้งวิธีคิด วิธีดำรงชีวิต เศรษฐกิจ สังคม การเมือง นั่นทำให้โลกดิจิทัล 4.0 กับความท้าทายทางเทคโนโลยีที่เบื้องหน้า กลายเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับมนุษย์ทุกคนบนโลก ขณะเดียวกันก็เป็นโจทย์สำคัญทางศาสนา ในฐานะของที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยว ซึ่ง(ควร)เข้าถึงมนุษย์มากที่สุด

ว.วชิรเมธี พระนักคิดนักเขียน ผู้ก่อตั้งสถาบันวิมุตตยาลัย และศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวันเล่าว่า ความเปลี่ยนแปลงคือธรรมดาของโลก พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสมอ เมื่อรู้ว่าทุกอย่างเป็นอนิจจัง เราชาวพุทธจึงควรยอมรับอนิจจังให้ได้

“ชาวพุทธปรับใจยอมรับในความเป็นไปของทุกสิ่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งในยุคดิจิทัล ที่จะได้เห็นทั้งวัดออนไลน์ วัดบนเฟซบุ๊ก การทำบุญผ่านคิวอาร์โค้ด การสวดมนต์ไหว้พระผ่านไลฟ์โปรแกรม หรือแม้กระทั่งอาตมาเอง ก็ไลฟ์สดไปทั่วโลกในทุกวันนี้” พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี กล่าว

ความเปลี่ยนแปลงมีทั้งบวกและลบ หากมองด้วยใจเป็นกลาง ย่อมมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับโอกาส ความเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับเครื่องมือที่ดีที่สุดแห่งยุคสมัย ส่วนอริยสัจสี่ในยุค 4.0 ยังคงเป็นความจริงที่สากล เพราะไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ก็ยังคงอกาลิโกเหนือกาลเวลา

ว.วชิรเมธีเล่าต่อไปว่า อริยสัจสี่แก้ทุกข์เสมอ ไม่มีวันหมดอายุการใช้งาน ยิ่งเราอยู่ในยุคอภิมหาดาต้า คนจ่อมจมและขึ้นลงอยู่ในกระแสโซเชียลมีเดีย นิโรธก็คืออย่าให้มากจนเกินไป มรรคคือจัดสรรเวลาในการใช้โซเชียลมีเดียอย่างเหมาะสม ใช้เวลาหน้าจอบนทางสายกลาง ตาหูไม่เสื่อม บริโภคอย่างมีสติ นี่คืออริยสัจสี่ในยุค 4.0

“ชาวพุทธต้องปรับตัวในแง่ของการรู้เท่าทันสื่อ รู้จักนำเครื่องมือและเทคโนโลยีมาใช้ในงานเผยแผ่ศึกษาธรรม เช่น โปรแกรมไลฟ์ก็ใช้ในการบรรยายธรรม หรือสอนสมาธิภาวนาพร้อมกันทั่วโลก คนไม่ต้องมาวัด แต่ดูยูทูบของพระอาจารย์ต่างๆ เดี๋ยวนี้ศึกษากันได้ทั่วโลกแบบ 2 ภาษาซับไตเติ้ล”

เฟซบุ๊กของ ว.วชิรเมธี ในปัจจุบันมีผู้ติดตาม 6 ล้านคนทั่วโลก สมัยก่อนชาวไทยและชาวต่างชาติจะศึกษาธรรมต้องเดินทางมาที่ไร่เชิญตะวัน ซึ่งจะเปิดอบรมทุก 2 เดือน แต่ปัจจุบันอินบอกซ์เข้ามาถามปัญหาได้เลยตลอดเวลา รวมทั้งทำคลิปธรรมะเผยแพร่ในยูทูบ โดยมีซับไตเติ้ลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา

ว.วชิรเมธีระบุว่า แม้จะเป็นประโยชน์มาก แต่ก็มีโทษมาก ต้องรำลึกอยู่เสมอว่า เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ อย่าให้เป็นนายเหนือเรา รู้เท่าทันทั้งด้านบวกและด้านลบอย่ามัวภูมิใจกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี คุณและโทษต้องบริหารจัดการภายใต้กรอบประโยชน์สูงสุด เทคโนโลยีพึงทำหน้าที่ของสื่อและเครื่องมือที่จะเชื่อมทั้งตัวเทคโนโลยีเอง และเชื่อมหัวใจของคนทั้งโลกให้เป็นดั่งพี่น้องพึ่งพากลมเกลียว

พระนวลจันทร์ กิตติปัญโญ พระวิปัสสนาจารย์ สถานปฏิบัติธรรมวิวัฏฏะ อ.ด่านซ้าย จ.เลย เล่าว่า ดิจิทัล 4.0 ถ้าทำหรือพัฒนาในสิ่งที่เป็นธรรม ไม่ทำลายโลก ไม่ทำลายธรรมชาติ ก็ถือเป็นความหมายและเครื่องมือในการพัฒนาโลกอย่างแท้จริง ธรรมะไม่จำกัดกาล จึงใช้ได้กับโลกทุกยุคสมัย หรือจะ “แอดวานซ์” ไปกว่า 4.0 ก็ยังได้

“เป็น อยู่ คือ ด้วยโซเชียลมีเดียนั้น ควรมีธรรมะกำกับ เพื่ออยู่ เย็น และเป็นประโยชน์”

วางใจอย่างไรในโลกยุคออนไลน์ มุมของโลกที่ไม่ได้มีแต่ออฟไลน์เหมือนเก่า ในมุมของพระสงฆ์พระศาสนา โลกจะพัฒนาไปในแบบใดก็ตาม หัวใจคือการพัฒนาที่ประกอบกับธรรม ความรู้มากมายในโลกอินเทอร์เน็ตนั้น หากความรู้จริงในอริยสัจสี่จึงจะเป็นความรู้สู่การหลุดพ้น

การแสดงความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียการว่ากล่าว การตำหนิ ติฉิน หรือแม้กระทั่งการซ้ำเติม ทำบ่อยๆ จนกลายเป็นนิสัยของยุคสมัยไปแล้ว พระอาจารย์นวลจันทร์แนะให้ตั้งคำถามแก่ตัวของตัวว่า เราจะอยู่ในสภาวการณ์แบบนี้ได้อย่างไร โดยไม่ไหลตามไป ทำอย่างไรให้ได้เห็น “ตัวคิด”สติที่ยับยั้ง

“เราช่วยเขาได้มั้ย ช่วยได้ควรช่วย ถ้าช่วยไม่ได้ อย่างน้อยก็ช่วยด้วยการไม่ซ้ำเติม” พระนวลจันทร์กล่าว

ท่ามกลางยุคโซเชียลมีเดีย ท่ามกลางความรวดเร็วของการประมวลผล โลกเปลี่ยนเร็ว ใจ (สติ) ไม่ทันเทคโนโลยี มนุษย์จึงต้องการสติที่มากขึ้น เพราะโลกไหลบ่าด้วยสิ่งกระตุ้นและความรุนแรงของผัสสะต่างๆ ทุกข์เกิดเพราะเหตุแห่งทุกข์ พ้นทุกข์ก็พ้นได้ด้วยการละเหตุแห่งทุกข์เหมือนๆ กัน

ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ เจ้าของกลยุทธ์น่านน้ำสีขาว (White Ocean Strategy) ผู้ประยุกต์ใช้หลักธรรมในองค์กรเล่าว่า การวางใจของชาวพุทธในยุคดิจิทัล ดิสรัปชั่น (Digital Disruption) ประการแรกต้องรู้จัก Disconnect มีชีวิตรอดให้ได้ โดยไม่ต้องออนไลน์

“ไม่ต้องออนไลน์ ไม่เช็กข้อมูล ไม่บริโภคข้อมูลข่าวสารผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ไลน์ ทวิตเตอร์ ไอจี มีเวลาเว้นวรรคใจ ชาร์จพลังสมอง ด้วยวิธีนี้ก็จะเพิ่มพลังสติปัญญาสมาธิให้มากขึ้น”

ข้อมูลออนไลน์ที่ถาโถม เป็นการจู่โจมสู่พื้นที่ชีวิตส่วนตัว เป็นข้อมูลที่ผลักเข้ามาโดยที่เราไม่ได้เสาะแสวงหา ล่อลวงให้ส่งใจไหลออกไปกับเรื่องราวต่างๆ ทำให้เวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว บางทีร่วมชั่วโมงหรือหลายชั่วโมงต่อวัน

“เวลาที่ไหลไปแล้วไม่ย้อนคืน หากชาวพุทธจะวางใจไว้ให้ได้ ต้องวางมือถือและเครื่องมือสื่อสารต่างๆ ลงให้ได้ก่อน”

ประการต่อมา เมื่อใช้เครื่องมือสื่อสารแล้ว ให้มุ่งความสนใจเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์ อย่าปล่อยผ่านเวลาเปิดมือถือ นั่งอ่าน นั่งเช็ก นั่งดู กดจิ้มไปเรื่อยๆ เป็น Passive Learner ไม่ใช่ Active Learner กล่าวคือใส่ใจเฉพาะเรื่องที่สนใจและเป็นประโยชน์ จำกัดเวลาออนไลน์ต่อครั้งต่อวันอย่าเสพติดมือถือ

ประการสุดท้าย เมื่อได้รับข้อมูลใดแล้ว ใจเกิดพองโต เพราะชอบใจ ชื่นชม หรือใจเกิดแฟบฝ่อ เพราะความไม่พอใจ ไม่สบายใจ ไม่สบใจ ให้ปล่อยวาง พยายามรักษาความเป็นกลางของหัวใจ ไม่ให้ใจสวิงหรือแกว่งไหว หมั่นชำเลืองดูใจตนเองบ่อยๆ

มองในมุมของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นตัวช่วยในการเผยแผ่ศาสนาให้กว้างขวาง แม้ไม่ลึกซึ้งเหมือนสมัยก่อน ที่ผู้คนต้องเสาะแสวงหาครูอาจารย์ หากปัจจุบันธรรมะมีในหลากหลายรูปแบบ ทั้งเสียงภาพข้อความ ที่มาถึงในทุกช่องทางและตลอดเวลา

ปัจจุบันกูเกิลมีแม้กระทั่งโปรแกรมสอนวิปัสสนากรรมฐาน A Search Inside Yourself Program ซึ่งได้รับความนิยมมาก เช่นเดียวกับบริษัทชั้นนำในซิลิคอนวัลเลย์ เช่น เฟซบุ๊ก อีเบย์ ฯลฯ ที่ล้วนให้ความสนใจกับการศึกษาปฏิบัติตามหลักพุทธธรรม

ต่อความท้าทายที่สุดของชาวพุทธในการเจริญสติยุคโซเชียล คือความจริงที่มนุษย์จะฟุ้งซ่านได้ง่ายมาก เทคโนโลยีทำให้มนุษย์มีความอดทนน้อยลง มองในมุมของโอกาสก็คือเจริญสติได้แม้กำลังออนไลน์ เช่น ระหว่างรอข้อมูลที่กำลังโหลด ให้หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ หรืออ่านข้อความใดแล้วใจกระเพื่อม ก็ให้สังเกตความรู้สึกในใจ

“ชอบบ้าง ชังบ้าง ขอแค่รู้ตัว ก็สามารถรักษาความเป็นกลาง ความเป็นปกติของใจไว้ได้ เป็นการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางกระแสดิจิทัล”

ดนัยกล่าวว่า ใช้เทคโนโลยีแต่ไม่ตกเป็นทาสของเทคโนโลยี ไม่ติดยึด เพลิดเพลิน หลงใหล รู้เท่าทันการทำงานของกิเลส ตัณหา อุปาทาน หากมนุษย์เข้าใจและไม่ยึดติด มีความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ก็เท่ากับเราได้อยู่เหนือเทคโนโลยีแล้ว

ส่งท้ายด้วย ว.วชิรเมธี ที่สรุปด้วยความสุขที่แท้จริงตามหลักพุทธธรรมว่า คือสภาวะที่มีจิตใจเป็นอิสระจากความยึดติดถือมั่น เป็นอิสระเหนือความโกรธโลภหลง ขณะเดียวกันพุทธศาสนาก็ไม่ได้ปฏิเสธสุขแบบชาวโลก ที่ตาหูจมูกลิ้นกายใจได้เสพอารมณ์ต่างๆ ก็ยอมรับเหมือนกันเพียงแต่ขอให้เสพอย่างมีสติ เหมือนกินปลาทูโดยที่ก้างไม่ตำคอ

“ก็เช่นเดียวกับการเสพสื่อสังคมออนไลน์ในยุคสมัยนี้ ขอให้เสพอย่างมีสติ เสพแบบไม่ให้ก้างปลาทูตำคอ”

ไม่ว่าจะอยู่ในยุคใดสมัยใด ไม่สำคัญเท่ากับว่า เราได้ค้นพบเป้าหมายสำคัญของการเกิดมาเป็นมนุษย์หรือไม่ การค้นหาความหมายที่แท้จริงของชีวิต อีกการฝึกอบรมตนเพื่อการมีชีวิตที่สงบเย็น ยังคงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ คอมพิวเตอร์ทำแทนไม่ได้!

ธนัดดา สว่างเดือน ประสบการณ์คืองานเขียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548723

  • วันที่ 22 เม.ย. 2561 เวลา 10:17 น.

ธนัดดา สว่างเดือน ประสบการณ์คืองานเขียน

โดย อณุสรา ทองอุไร, จุฑามาศ นิจประพันธ์ ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ชีวิตคนเรานั้นผ่านประสบการณ์กันมามากมาย สำหรับเธอคนนี้ ชีวิตหมายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทุกช่วงขณะของชีวิตที่มีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป และมักจะได้เรียนรู้การใช้ชีวิตและเกิดการเปลี่ยนแปลงมุมมองหลังจากผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้ว

ธนัดดา สว่างเดือน หญิงที่เคยถูกหลอกไปค้าบริการและต้องทำอาชีพนี้ต่อไป แต่ใครจะรู้ว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอดีตจะแปรเปลี่ยนมาเป็นวัตถุดิบในการเขียนวรรณกรรมที่มีค่าที่สุดของเธอ

จุดเริ่มต้นของประสบการณ์งานเขียนของธนัดดาคือช่วงอายุได้ 17 ปี เธอไปสมัครงานเป็นเด็กเสิร์ฟ แต่ปรากฏว่างานที่เธอทำนั้นกลับไม่เหมือนที่เธอคิดไว้ เธอถูกหลอกให้ขายตัว โดยมีคนชวนเธอไปทำงานที่ฮ่องกง เธอมีความฝันที่อยากนั่งเครื่องบิน และเธอก็ได้นั่งสมใจอยาก — ทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบตัวอักษร ทั้ง ฮ่องกง…ดงมาเฟีย, บาห์เรน…เดนโลกีย์, เจแปน…แสนสาหัส, ตะรางและหว่างขา

งานเขียนเรื่องแรกของเธอได้รับรางวัลชมนาด ปี 2554 เรื่อง “ฉันคือเอรี่ ประสบการณ์ข้ามแดน” เป็นงานประกวดเรื่องราวงานเขียนรวมเรื่องสั้นที่จัดขึ้นโดยสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น แม้ว่าครั้งนั้นเธอจะประกวดเพราะต้องการเงินก็ตาม

“พอเราได้รางวัลมา ทีนี้เล่มหนึ่งเขากำหนด 120 แผ่น เราก็ส่ง 120 แต่เหมือนคนอ่านยังคาใจว่า มันจบแบบนี้เหรอ มันเลยเป็นที่มาที่เราต้องเขียนเล่ม 2 เล่ม 3 เขียนมาเรื่อยๆ จนมี 7 เล่ม และล่าสุดปี 2561 มีอีก 4 เล่ม”

เนื้อหาของงานเขียน มาจากประสบการณ์ชีวิตของเธอที่ต้องไปทำงานในหลายประเทศ ได้พบเจอกับอะไรบ้าง เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้หญิงอีกหลายๆ คนที่ฝันอยากจะไปทำงานเมืองนอก อยากจะไปขุดทอง หวังจะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่เรื่องจริงกับความฝันนั้นเป็นคนละเรื่องกัน เพื่อให้เป็นวิทยาทานที่จะไม่โดนหลอกเหมือนเธอ

นอกจากรางวัลชมนาด เมื่อปี 2554 แล้ว เธอยังคว้ารางวัลของชมนาดอีกครั้งในปี 2560 จากเรื่อง “ขังหญิง” โดยแตกต่างไปจากแต่ก่อน เพราะไม่ใช่เนื้อหาของการค้าบริการ แต่เป็นเรื่องราวของในคุกในตะรางล้วนๆ เนื่องจากเธอเคยมีประสบการณ์ติดคุกในแต่ละประเทศ เพราะไม่มีวีซ่า และเคยต้องติดคุกโดยที่ไม่ใช่ความผิดของเธออีกด้วย

ปัจจุบันเธอมีผลงานหนังสือทั้งหมด 11 เล่ม วิถีชีวิตตอนนี้ของเธอเปลี่ยนไปไม่เหมือนแต่ก่อน สภาพแวดล้อม สังคมและสิ่งที่เธอเจอ เปลี่ยนไปตามช่วงชีวิต “เราหยุดแล้วตอนนี้ หมดแค่ 4 เล่มนี้สุดท้าย เรารู้สึกว่าเรายิ่งเขียน ยิ่งเหมือนเราไปทำร้ายคนที่เขาค้าบริการอยู่ สิ่งที่เราเขียน เราเขียนให้คนเห็นว่ามันไม่ได้สบายอย่างที่คุณคิด คุณอย่าคิดเข้ามาค้าบริการ แต่เราอยากเขียนให้รู้ว่ามันไม่ได้สบายเงินที่ได้มาก็เหมือนเป็นเงินร้อน”

เป้าหมายต่อไปนั้น เธอเกริ่นไว้ว่าเธออยากเขียนเรื่องราวเชิงเตือนใจสถาบันครอบครัว ว่าด้วยเรื่องของความคิด กฎแห่งแรงดึงดูด “สิ่งที่อยากเขียนต่อไป คือเราอยากบอกว่า คุณไม่ต้องมากังวลคนค้าบริการ เพราะเขาไม่แย่งสามีคุณหรอก คุณไปกังวลคนใกล้ตัว พี่น้องในที่ทำงานคุณเถอะ เพราะมันไม่มีผู้ชายคนไหนทิ้งภรรยาที่ดีๆ มาหาผู้หญิงค้าบริการหรอก จงเชื่อมั่นในการเป็นภรรยาที่ดีต่อไปใช้ชีวิตคู่ให้มีความสุข”

งานเขียนเล่มใหม่ของเธอ น่าจะเสร็จประมาณอีก 3-4 เดือนข้างหน้า ทันงานสัปดาห์หนังสือเดือน ต.ค. และก็จะเขียนหนังสือเรื่องกฎแห่งแรงดึงดูดด้วย อันนี้เกี่ยวกับพวกคิดบวก

“สมมติเราไม่ชอบผู้หญิงคนหนึ่ง ในใจคิดว่าไม่ชอบคนนี้เลย เกลียดคนนี้ แต่เราลองเปลี่ยนความคิดใหม่ ถ้าเรายิ้ม เราคุยกับเขาดีๆ แสดงอัธยาศัยดีๆ ให้แก่เขา คนที่เขาเกลียดเรา เราสามารถทำให้เขารักเราได้ มันอยู่ที่ความคิดเรา อย่างหนังสือเล่มนี้ เราคิดว่าต้องได้รางวัลและก็ได้มาจริงๆ เราคิดไว้เลยว่าเราต้องได้มันเราคิดภาพตัวเองได้ขึ้นไปรับรางวัลเพราะความคิดมีแรงดึงดูด คิดอย่างไรได้อย่างนั้น”

สุดท้ายนี้ การพลิกชีวิตจากอาชีพค้าบริการสู่การเป็นนักเขียนที่ได้รับรางวัลถึง 2 เล่ม ทำให้เธอมีทัศนคติที่แตกต่างไปจากเดิม “ถ้าย้อนกลับไปได้หนิงก็คงทำแบบเดิม คงลงมือเขียนหนังสือถ่ายทอดประสบการณ์เหมือนเดิม หนังสือของเราสะท้อนให้เห็นว่า คนที่กำลังคิดว่าจะไปขายตัว มันไม่ได้หาเงินได้ง่ายๆ เจ็บตัวเสี่ยงโรคเสี่ยงภัย  ที่สำคัญศักดิ์ศรีเราไม่มี เมื่อก่อนเราไม่เข้าใจเรื่องของศักดิ์ศรีเลย ถ้ามีรายได้เดือนละแสน พอมีคนถามว่าเราทำอะไร เราบอกขายตัว ใครจะยอมรับมันไม่ได้สง่างาม แต่ทุกวันนี้มีรายได้เดือนละ 4,000 บาท พอมีคนถามว่า เราทำงานอะไรเราตอบ เป็นนักเขียนค่ะ โอโห มันดูยิ่งใหญ่ อลังการแต่จริงๆ เราไม่ได้มีรายได้เท่าไร มันคนละเรื่องกันเลยนะ ตรงนี้แหละที่มันต่าง เงินน้อยแต่อิ่มใจ”

วีระชัย นิชาภัทร นักบริหารผู้ใฝ่หาวิถีสโลว์ไลฟ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548713

  • วันที่ 22 เม.ย. 2561 เวลา 09:35 น.

วีระชัย นิชาภัทร นักบริหารผู้ใฝ่หาวิถีสโลว์ไลฟ์

โดย ภาดนุ

ผู้บริหารหนุ่มวัย 44 ปี วีระชัย นิชาภัทร รั้งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งบริษัท Musketeers Event ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับให้บริการจัดงานอีเวนต์ต่างๆ มากว่า 15 ปี นอกจากนี้ยังเป็นหุ้นส่วนในบริษัท Promotions and Coupon โดยรั้งตำแหน่ง Business Development ซึ่งบริษัทนี้ทําธุรกิจเกี่ยวกับ E-commerce/Affiliate Marketing ภายใต้เว็บไซต์ที่ชื่อว่าwww.promotions.co.th โดยขายสินค้าให้กับเว็บไซต์ลาซาด้า (Lazada) และอีกมากมายซึ่งเปิดมาได้ 5 ปีแล้ว

“นอกจากบริหารงานในบริษัททั้งสองแห่งที่เกริ่นไปแล้ว ปัจจุบันผมยังเป็นหุ้นส่วนของร้านอาหารญี่ปุ่นที่ชื่อว่า Shintaro ร้านอาหารแนวปิ้งย่างที่ชื่อ Smoke รวมทั้งร้านกาแฟที่ชื่อ Dolce’ Socialize Cafe ด้วย ซึ่งทั้ง 3 ร้านนี้อยู่ในซอยพระรามเก้า 49 ล่าสุดผมยังเป็นหุ้นส่วนในการนำเข้าผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอางจากเกาหลีที่ชื่อแบรนด์ Yadah ด้วย โดยจะเริ่มขายบนออนไลน์ในเดือน พ.ค.นี้

ปกติใน 1 สัปดาห์ ผมจะทำงานเกือบ 7 วัน ทั้งประชุม ทั้งคุยธุรกิจกับลูกค้า และอื่นๆ แค่นี้ชีวิตก็แทบไม่มีเวลาว่างแล้วครับ (หัวเราะ) ดังนั้นวิธีการที่จะทำให้ตัวเองเข้าไปสัมผัสกับวิถีสโลว์ไลฟ์ได้ก็คือ ต้องเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ถ้ามีเวลาว่างปั๊บผมจะไปออกกำลังกาย เช่น เตะฟุตบอล วิ่ง และขี่จักรยาน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้เวลาตรงนั้นทำอะไร ถ้าเตะฟุตบอลก็จะเป็นวันอังคารกับวันอาทิตย์ ส่วนขี่จักรยานถ้ามีเพื่อนๆ ชวนไปขี่เป็นแก๊งที่เขาใหญ่ ถ้าว่างผมก็จะไปด้วย ที่ผ่านมาก็เคยไปปั่นจักรยานกับกลุ่ม Bike Finder มาด้วย แต่ถ้าไม่มีเวลาจริงๆ ผมก็จะขี่จักรยานรอบหมู่บ้านที่ตัวเองอยู่ เพราะมีถนนที่สามารถขี่จักรยานได้”

วีระชัย บอกว่า นอกจากกิจกรรมยามว่างเหล่านี้แล้ว เขายังมีกิจกรรมที่สามารถนำตัวเองเข้าไปใกล้ชิดกับธรรมชาติได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือการถ่ายรูป ซึ่งเขาชอบถ่ายทั้งภาพวิว ภาพธรรมชาติสีเขียวๆ รวมทั้งภาพภูเขาและทะเลตามต่างจังหวัดในเมืองไทย บางครั้งก็ถ่ายรูปวิวตอนไปเดินทางท่องเที่ยวที่ต่างประเทศด้วย

“โดยส่วนตัวแล้วผมตั้งใจไว้เลยว่า นอกเหนือจากการทำงานในเมืองแล้ว ถ้ามีเวลาได้พักผ่อนเมื่อไร ผมจะพาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นเสมือนแรงบันดาลใจที่สร้างพลังในการทำงานให้กับตัวเอง ก่อนหน้านั้นตอนที่ผมยังอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเดิมซึ่งมีพื้นที่เยอะหน่อย ช่วงนั้นผมจะปลูกกล้วย ต้นปีบ ดอกแก้ว ต้นสักทอง และไม้มงคล เนื่องจากผมชอบธรรมชาติสีเขียวๆ อยู่แล้ว ชอบเที่ยวภูเขา เที่ยวน้ำตก แต่ทะเลก็ชอบนะ ผมว่าการที่เราได้ไปพักผ่อนในสถานที่ที่มีบรรยากาศสวยๆ มันช่วยให้เราผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานได้จริง

แต่ถ้าไม่สามารถแบ่งเวลาไปเที่ยวพักผ่อนได้จริงๆ ผมก็จะเลือกไปทำบุญที่วัด ไปนั่งสมาธิ นอกจากนี้ยังทำอาหารกินเองด้วย ส่วนใหญ่เป็นอาหารไทย เช่น ผัดกะเพรา แกงจืด แกงเขียวหวาน ฯลฯ ผมว่าในวันหยุดถ้าเราได้อยู่บ้านและทำอาหารกินเอง มันเป็นการช่วยฝึกสมาธิให้เราได้อย่างหนึ่ง เพราะเวลาทำอาหารเราต้องใช้เวลาในการเตรียมวัตถุดิบ และเตรียมขั้นตอนในการปรุง ซึ่งนอกจากช่วยให้จิตเป็นสมาธิแล้ว ผมยังรู้สึกมีความสุขไปกับการทำอาหารด้วย”

วีระชัย เล่าว่า หลังจากอยู่บ้านเดี่ยวย่านดอนเมืองซึ่งมีพื้นที่ปลูกต้นไม้มาได้ 5 ปี ตอนนี้เขาจำเป็นต้องย้ายมาอยู่คอนโดในเมือง เพราะมีภาระหน้าที่ในเรื่องงานมากขึ้น ดังนั้นการพักอยู่ในเมืองจึงเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด

“แต่พอย้ายเข้ามาอยู่ในคอนโดจริงๆ ผมรู้สึกว่าชีวิตตัวเองเริ่มกลับไปวุ่นวายอีกครั้ง เลยทำให้ผมอยากกลับไปสู่วิถีสโลว์ไลฟ์อีกครั้ง ผมจึงหาวิธีที่จะทำให้ชีวิตเร่งรีบน้อยลง สิ่งที่ง่ายที่สุดก็คือ การหันมาออกกำลังกายด้วยการวิ่งหรือการว่ายน้ำในคอนโด บางครั้งผมก็เล่นดนตรีโดยเล่นกีตาร์เป็นงานอดิเรก และผ่อนคลายด้วยการร้องเพลงก็มีความสุขได้แล้ว

สิ่งที่ผมชอบอีกอย่างก็คือการไปปั่นจักรยานที่เขาใหญ่กับกลุ่ม Bike Finder แรกๆ ผมก็ไปร่วมทริปปั่นจักรยานกับกลุ่มปีละ 2-3 ครั้ง แต่ปัจจุบันเมื่องานเยอะขึ้น มีบริษัทให้เข้าไปดูแลบริหารจัดการมากขึ้น ผมจึงไปร่วมทริปได้แค่ปีละครั้ง แต่ก็ยังเจอเพื่อนๆ ในกลุ่มอย่างหมอล็อต (นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน) ซึ่งเพื่อนๆ ในกลุ่ม Bike Finder ทุกคนก็จะเชื่อมโยงถึงกันอยู่ตลอด มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมไปร่วมปั่นจักรยานกับกลุ่ม หมอล็อตก็จะเป็นผู้นำในการไปทำโป่งดินให้ช้างที่เขาใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เรียกว่าขี่จักรยานขึ้นเขาใหญ่กันครึ่งวันเลย แถมยังได้เดินป่ากันอีกด้วย”

วีระชัย เสริมว่า ในอนาคตอันใกล้ (ไม่เกิน 2 ปี) เจ้าตัวคิดว่าน่าจะกลับไปอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เป็นบ้านเดี่ยวเหมือนเดิม โดยตั้งใจจะกลับไปปลูกต้นไม้ ไม้ดอก ไม้ผล และเลี้ยงสุนัขเหมือนเดิม เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้จังหวะในการใช้ชีวิตของเขาช้าลงและไม่ต้องเร่งรีบมากนัก

“ก่อนหน้านี้ผมก็เคยไปร่วมอบรมและสังเกตการณ์ในกิจกรรมการสร้างบ้านดินมาบ้าง จำได้ว่าตอนนั้นคนจัดกิจกรรมได้เชิญคนในสาขาอาชีพต่างๆ มาพูดถึงบ้านดินร่วมกัน ตอนนั้นก็ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าการสร้างบ้านดินคืออะไร ให้ผลดีอย่างไรบ้าง หรือเป็นที่อยู่อาศัยที่มนุษย์เราอยู่ได้อย่างดีเลยนะ อยู่แล้วเย็น ไม่ร้อน เรียกว่าถ้ามีเรื่องที่น่าสนใจที่ทำให้ใกล้ชิดธรรมชาติได้ เพื่อนๆ ก็จะชักชวนให้ผมไปร่วมกิจกรรมเสมอ

อย่างศูนย์กสิกรรมธรรมชาติของ อ.ยักษ์-ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ผมว่าก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะเกษตรกรรมมันเป็นพื้นฐานของคนในสังคมไทยเรามาช้านาน ในอนาคตถ้าผมพร้อมก็น่าจะหาซื้อที่ดินเพื่อเตรียมไว้ปลูกพืชด้วยเช่นกัน ผมว่ามนุษย์เราห่างไกลธรรมชาติและทำลายธรรมชาติกันมากเกินไป ต่อไปหากไม่มีธรรมชาติให้กลับไปหา ผมว่าจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากๆ เลย ล่าสุดใครที่อยากเรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์และเรียนรู้ศาสตร์พระราชา สำหรับคนเมืองสามารถไปเรียนรู้ได้ที่ ‘ฐานธรรม พระราม 9’ (อยู่ที่ซอยพระรามเก้า 17) ซึ่งตอนนี้ได้เปิดให้คนทั่วไปสามารถมาเรียนรู้ได้แล้วครับ”

วีระชัย ทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้ที่ออฟฟิศของเขาซึ่งอยู่ย่านทาวน์อินทาวน์ ก็เป็นออฟฟิศสีเขียวที่มีต้นไม้หรือพื้นที่สีเขียวเยอะพอสมควร เพราะอยากให้พนักงานทุกคนทำงานท่ามกลางความร่มรื่นและไม่เครียด ทุกคนจะได้มีไอเดียใหม่ๆ เพื่อนำมาสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ต่อไป

“ถ้าใครอยากใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ก่อนอื่นผมแนะนำให้มองหาสิ่งที่ตัวเองชอบให้ได้เสียก่อน อย่างผมชอบการออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานและรักการถ่ายรูป ผมก็จะนำทั้งสองอย่างนี้มาปรับเข้าด้วยกัน มันก็จะนำเราไปหาธรรมชาติได้ในที่สุด จากนั้นเราก็มองหากลุ่มเพื่อนๆ ที่ชอบทำกิจกรรมคล้ายๆ กับเรา แล้วไปเข้ากลุ่มกับพวกเขา เราก็จะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ตามมาแน่นอน ทำให้เห็นโลกได้กว้างขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสิ่งดีๆ ที่เราสามารถนำเข้ามาใส่ตัวได้ และทำให้เรามีความสุขกับการใช้ชีวิตด้วย

วันหนึ่งหากผมไม่ได้ทำงานแล้ว ผมคิดไว้ว่าอาจจะไปหาซื้อที่ดินที่ต่างจังหวัดซึ่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติทิ้งไว้สักผืน และอาจจะไปอาศัยหรือพักผ่อนเป็นครั้งคราว แต่ยังไงเราก็อาจจะยังใช้ชีวิตอยู่ในเมือง เนื่องจากคุณแม่ของผมก็เป็นคนเมือง เราสองคนจึงอาจจะเคยชินกับการใช้วิถีชีวิตแบบคนเมืองอยู่บ้าง แต่ยังไงซะจิตใจของเราก็ยังคงใฝ่หาความร่มรื่นจากธรรมชาติอยู่เสมอครับ” ติดตามที่ FB : musketeersevent/ และ IG : veenie

ไพรัช วราสินธุ์ สองขากับหนึ่งหัวใจ และความหมายของฟินิชเชอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548711

  • วันที่ 22 เม.ย. 2561 เวลา 09:29 น.

ไพรัช วราสินธุ์ สองขากับหนึ่งหัวใจ และความหมายของฟินิชเชอร์

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : ไพรัช วราสินธุ์

หนุ่มเมืองจันทบุรี วัย 34 ปี พูดถึงความหมายของชีวิตและคุณค่าของลมหายใจเหมือนคนที่ผ่านโลกมาครึ่งค่อนชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ รัช-ไพรัช วราสินธุ์ เรียนรู้จากการ “วิ่ง” บนเส้นทางที่เขาแทบไม่รู้จัก แต่มันกลับทำให้เขารู้จักตัวเองมากขึ้น

ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้เป็นระยะเวลากว่า 5 ปี ที่เขาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดขึ้นกว่าเดิม โดยหากย้อนกลับไปยังก้าวแรกที่เริ่มต้น เขาเปิดเผยว่า มันเป็นก้าวที่ง่ายที่สุด เพราะเขาเริ่มวิ่งโดยไม่คิดว่าจะวิ่งไปเพื่ออะไร “เพราะผมยิ่งวิ่งก็ยิ่งรู้สึกดี ยิ่งรู้สึกว่าผมสามารถลืมเรื่องอกหักได้จริงๆ”

ใครจะไปรู้ว่าจากการวิ่งเพื่อบรรเทาอาการทางใจ มันจะติดตัวเขาตลอดไปเช่นนี้ รัช เล่าต่อว่า เมื่อได้กลับมาวิ่งอีกครั้งทำให้เขาได้ลงสนามแข่งขันมาราธอนอีกครา หลังจากร้างราไปตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ประเดิมสนามแรกกับกรุงเทพ มาราธอน โดยเขาใช้เวลาไปราว 5 ชั่วโมงครึ่ง “แต่ผมรู้สึกว่าสามารถทำได้ดีกว่านั้น” รัช กล่าว เขาจึงลงแข่งมาราธอนสนามต่อๆ ไป จน 7 เดือนผ่านไป จึงตัดสินใจลงแข่งอัลตร้าเทรล

“ถ้าพูดตามตรงคือเร็ว หรือสำหรับคนปกติมันเร็วเกินไปด้วยซ้ำในการลงแข่งระยะอัลตร้า” ที่สำคัญคือเขาข้ามขั้นมาวิ่งอัลตร้าเทรลโดยไม่ได้ถูกฝึกอย่างนักกีฬา

“พอคิดย้อนกลับไปว่าทำไมผมถึงวิ่งระยะไกลขนาดนั้นได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมมีความสุขกับมัน พอมีความสุข ไม่มีความกดดัน ไม่มีความบีบคั้นบางอย่างในร่างกายมากเกินไปก็สามารถทำได้เรื่อยๆ เรียกว่ามันเป็นเรื่องของจิตใจที่ส่งผลให้ทุกอย่างดี ผมวิ่งไปเท่าที่ผมจะทำได้ ไม่มีความกดดันว่าจะต้องวิ่งเพื่อพัฒนาไปถึงจุดไหน จิตใจจึงเป็นตัวแปรที่ทำให้เราสามารถทำอะไรก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เวลาร่างกายเราเหนื่อยมากๆ เหนื่อยมากกว่าปกติ ผมจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น เพราะเวลาที่ได้หายใจเยอะๆ หายใจแรงๆ ผมจะรู้สึกว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่จริงๆ มากกว่าแค่คนที่ตื่นเช้าขึ้นมาและทำอะไรเหมือนเดิมทุกวัน โดยที่ไม่ทันสังเกตตัวเองเลยว่ากำลังหายใจอยู่”

อัลตร้าเทรล คือการวิ่งระยะไกลกว่ามาราธอน เป็นการวิ่งบนเส้นทางที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติ เช่น เขา ลำเนา ไพร และมีรายละเอียดที่แตกต่างจากการวิ่งมาราธอน เช่น ไม่มีจุดให้น้ำระหว่างทางมากเพราะเส้นทางวิ่งอยู่ในป่า หรือต้องเปิดจีพีเอสดูตำแหน่งและเส้นทางเอง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อขึ้นชื่อว่าอัลตร้าเทรลแล้วคนที่ลงแข่งต้องเป็นคนอึด แกร่ง บ้าพลัง จนคนยกให้อัลตร้าเทรลเป็นที่สุดของการวิ่ง

“แต่สำหรับผม แค่การวิ่งของ 1 หรือ 2 กิโลฯ ก็เป็นที่สุดของชีวิตเราได้แล้ว ถ้าเรารู้สึกมีความสุขกับมันจริงๆ” รัชกล่าวต่อ “แต่ถ้าในมุมมองของการค้าหรือการโฆษณา เราจะถูกทำให้เชื่อว่า ยิ่งวิ่งไกลก็ยิ่งเก่ง ยิ่งเจ๋ง แต่สำหรับตัวผมมันไม่ใช่ เหตุผลที่ทำให้ผมชอบอัลตร้าเทรล เพราะมันทำให้ผมหลุดออกจากวงโคจรของการเป็นคนปกติ ของการใช้ชีวิตปกติ ไปสู่อีกโลกหนึ่งที่เราไม่ได้มีง่ายๆ”

จากเด็กมัธยมที่ลงแข่งวิ่งเพราะอยากได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ จากหนุ่มอกหักที่วิ่งเพื่อให้ลืมความเจ็บปวด จนมาถึงวันนี้เขายอมรับว่าการวิ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

“ส่วนเรื่องการลงสนามแข่ง ผมว่ามันคือการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ เพราะในแต่ละพื้นที่ที่เราไป จะมีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แตกต่างกัน คนแต่ละชาติก็แตกต่างกัน มันกลายเป็นว่าตอนนี้คนต่างชาติก็รู้จักคนไทยเยอะขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะจากผม แต่ผ่านเพื่อนๆ นักวิ่งที่ไปวิ่งด้วยกัน สนามวิ่งจึงกลายเป็นสถานที่ที่คนหลากหลายเชื้อชาติได้มาเจอกัน แลกเปลี่ยนกัน และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนรู้จักกันมากขึ้น ซึ่งสังคมนักวิ่งเป็นสังคมที่ทุกคนเปิดใจให้กันตั้งแต่วันแรกที่มายืนอยู่ที่เดียวกันแล้ว และเราจะได้เพื่อนที่หายใจแบบเดียวกับเรา”

หากกล่าวถึงสนามสุดโหดที่เหล่านักวิ่งเทรลรู้จักกันดีต้องยกให้ ฮ่องกง โฟร์ เทรลส์ อัลตร้า ชาลเลนจ์ (Hong Kong Four Trails Ultra Challenge) สนามที่ไม่ใช่เป็นเพียงการแข่งขัน (Race) แต่เป็นสนามท้าดวล (Challenge) ไม่มีการจัดอันดับผู้ชนะ เพราะเป็นสนามที่ต้องแข่งขันกับตัวเอง ต้องวิ่งทั้งหมด 4 เทรล และนักวิ่งทุกคนต้องได้รับเชิญจากผู้จัดงานเท่านั้น ซึ่งเขาเคยได้รับเชิญให้ไปวิ่งเมื่อปีที่ผ่านมา (2560) แต่เกิดความผิดพลาด “ทำให้ผมวิ่งไม่จบ แต่เกือบไปจบชีวิตที่ 120 กม.” เขาหัวเราะพร้อมอธิบาย

“รายการนี้จะไม่มีจุดให้น้ำ ไม่มีอาหารให้ ทุกอย่างจะต้องเตรียมใส่เป้ หรืออาจต้องใช้ตัวกรองน้ำเพื่อดื่มน้ำจากลำธาร หรือหาซื้อตามร้านระหว่างทาง โดยเราไม่มีทางรู้เลยว่าข้างหน้าจะมีของกินไหม รวมถึงเส้นทางจะไม่มีริบบิ้นผูกไว้เป็นสัญลักษณ์ ทำให้ผมหลงทางเป็นระยะๆ ประกอบกับไม่รู้จักเส้นทาง ทำให้ไม่รู้ว่ามีแหล่งน้ำธรรมชาติตรงไหนบ้าง

สุดท้ายแล้วทำให้ร่างกายขาดน้ำ ผมรู้สึกอยากดื่มน้ำมาก จนตอนนั้นเวลาประมาณตี 2 หันไปเจอกองขยะ มีขวดน้ำที่มีน้ำอยู่ครึ่งขวด ส่องดูแล้วเห็นน้ำยังใสอยู่เลยกินเข้าไป แต่หลังจากการกินน้ำนั้นไปประมาณ 30 นาที ผมก็มีปัญหาเรื่องท้องอย่างรุนแรง”

โชคไม่เข้าข้างหนุ่มเมืองจันท์ เพราะเขาทั้งอาเจียน ท้องเสีย จนเริ่มไม่มีแรงขยับร่างกาย ซึ่งขณะนั้นเขาเริ่มต้นวิ่งเทรลที่ 2 ได้แค่ราว 20 กม. ก็ต้องไปหยุดนอนพักหน้า “ห้องน้ำ” โดยที่ไม่ทราบว่าห่างออกไปแค่ไม่กี่ร้อยเมตรเขาจะเจอร้านสะดวกซื้อ ซ้ำร้ายเขายังต้องทนนอนกลางอากาศหนาว 9-10 องศาฯ โดยที่ไม่มีเครื่องกันหนาว นอกจากเสื้อกันลมและเสื้อกันฝนทั่วๆ ไป

“ผมขดตัวนอนหนาวอยู่ตรงนั้นจนถึงเช้า รู้ว่าตัวเองไปต่อไม่ไหวก็ถอนตัว และหลังจากนั้นมาก็หวังว่าปีต่อไปจะทำได้” เขาสรุปอย่างเรียบง่าย “ถามว่าทรมานไหม ตอนนั้นมันคือความทรมาน แต่มันเป็นความรู้สึกที่หาไม่ได้จากการใช้ชีวิตประจำวัน”

กระทั่งเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา รัชถูกเชิญให้ร่วมรายการฮ่องกง โฟร์ เทรลส์ อัลตร้า ชาลเลนจ์ อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เขาสามารถจบรายการด้วยการเป็น 1 ใน 2 คน ที่วิ่งจบ 4 เทรลภายใน 60 ชั่วโมง!

รัช อธิบายเพิ่มเติมว่า ด้วยความที่แต่ละเทรลอยู่ห่างกันประมาณ 30 นาที-1 ชั่วโมง นักวิ่งจึงต้องมีทีมเซอร์วิสเพื่อวางแผนและเป็นผู้ขับรถพาไปเทรลต่อไป โดยปีนี้มีความท้าทายเกิดขึ้นในช่วงระหว่างเทรลที่ 3 ไปยังเทรลที่ 4 ซึ่งเป็นเทรลสุดท้าย ที่ไม่อนุญาตให้ทีมเซอร์วิสขับรถข้ามเกาะไปส่งนักวิ่งได้ แต่นักวิ่งต้องขึ้นเรือเฟอร์รี่ข้ามไปเอง จึงหมายความว่าเขาต้องวิ่งเทรลที่ 3 เสร็จภายในเวลาที่เรือเฟอร์รี่ลำสุดท้ายออกจากท่า ถ้าไม่อยากเสียเวลารอเรือรอบต่อไปในเช้าวันต่อมา

“ผมรู้สึกว่าการวิ่งครั้งนี้ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง” เขาสารภาพ “เพราะเพื่อนๆ ทุกคนที่เข้ามาช่วยเป็นทีมเซอร์วิส พวกเขาต้องอยู่กับผมตลอดเวลา ผมยอมรับว่าปกติไม่ได้คิดหรอกว่ากำลังวิ่งอยู่กับใคร เพราะผมวิ่งอยู่คนเดียวตามสภาพที่มันเป็น แต่ครั้งนี้เพื่อนทุกคนอยู่ในใจเราจริงๆ เหมือนกับมือของทุกๆ คนกำลังผลักอยู่ข้างหลังเรา กลายเป็นแรงผลักดันให้เราไปข้างหน้า”

กลับมาสู่สนามในช่วงที่เกิดจุดพลิกผัน รัช เล่าว่า ช่วงที่กำลังวิ่งอยู่ในเทรลที่ 3 เขาต้องคำนวณกำลังของตัวเองให้ดีเพื่อการวิ่งในเทรลถัดไปซึ่งเป็นเทรลสุดท้าย ขณะเดียวกันก็ต้องคำนวณเวลาและระยะทางเพื่อไปให้ทันเรือเฟอร์รี่รอบท้ายสุด แต่เรื่องที่เขาไม่ได้คาคคะเนก็เกิดขึ้น เมื่อร่างกายชัตดาวน์ตัวเอง

“จุดไคลแมกซ์เกิดขึ้นหลังจากสตาร์ทเทรลที่ 3 ไปได้ไม่เกินชั่วโมงดี ผมเจอสภาวะง่วงนอนสุดขีด ร่างกายชัตดาวน์ตัวเอง อาจเป็นเพราะวันนั้นผ่านมา 2 คืนแล้วที่ยังไม่ได้นอน เลยตัดสินใจนอนพักอยู่ข้างทางก่อนขึ้นเขาประมาณ 30 นาที หลังจากนั้นก็วิ่งต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งจากการคำนวณเวลาและระยะทางแล้ว มีโอกาสที่จะไปไม่ทันเรือเฟอร์รี่รอบสุดท้ายตอน 5 ทุ่มครึ่งมากเกินไป จึงผ่อนความเร็วลงทันทีเพื่อเก็บแรงไว้ แต่ปรากฏว่าทีมเซอร์วิสโทรศัพท์มาบอกว่า มีเรือเฟอร์รี่เพิ่มรอบตอนเที่ยงคืนครึ่ง ผมเลยวิ่งสุดขีด สุดชีวิต วิ่งแทบเป็นแทบตาย แต่สุดท้ายก็ช้าไป 5 นาที” ไม่รู้ว่าตอนนั้นเขาจะหัวเราะได้เหมือนตอนนี้ไหม

“ซึ่งผมไม่เสียใจเลย เพราะผมได้ทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ทุกครั้งที่ผมวิ่งหรือทำอะไร ผมจะทำให้เต็มที่ เต็มความสามารถ เพราะผมไม่อยากมาเสียใจภายหลัง และมาหวนคิดว่าถ้าวันนั้น ถ้าวันนี้ เพราะสุดท้ายก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้”

สรุปทั้ง 4 เทรล ระยะทางรวม 300 กม. (เทรลที่ 1 ระยะทาง 100 กม. เทรลที่ 2 ระยะทาง 80 กม. เทรลที่ 3 ระยะทาง 50 กม. และเทรลที่ 4 ระยะทาง 70 กม.) รัชใช้เวลาวิ่งภายใน 57 ชั่วโมง 54 นาที พร้อมรับการกล่าวขานว่าเป็น “ฟินิชเชอร์” (Finisher) ชื่อที่ใช้เรียกเฉพาะผู้ที่วิ่งจบรายการภายใน 60 ชั่วโมง ซึ่งเขาเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 2 รองจากนักวิ่งชาวสวิตเซอร์แลนด์ไม่ถึง 2 ชั่วโมง และทั้งคู่ก็กลายเป็นฟินิชเชอร์เพียง 2 คน จากผู้เข้าร่วม 28 คนในรายการฮ่องกง โฟร์ เทรลส์ อัลตร้า ชาลเลนจ์ ปีนี้

“ผมคิดว่าสำหรับรายการนี้ พลังกายไม่เท่าจิตใจ จิตใจ พลังใจ และสมาธิ ทั้งสามอย่างเป็นสิ่งที่ต้องใช้อย่างมากขณะวิ่งบนสนามนี้ เพราะการวิ่งในเวลานานขนาดนั้นมันเกินขีดจำกัดของคนที่จะอยู่ได้แล้ว สิ่งที่ทำให้เราไปได้หรือไม่ได้คือจิตใจ จิตใจเท่านั้นจริงๆ” เขาย้ำ

ถามฟินิชเชอร์เลือดไทยว่า การใช้ร่างกายหนักเพื่อการวิ่งอัลตร้าเทรลทำให้ร่างกายเสียหรือไม่ “เสีย” เขาตอบทันควัน แต่อธิบายต่อว่า คนที่ออกกำลังกายประเภทอัลตร้าต้องออกกำลังกายทุกวันหรือเกือบทุกวันอยู่แล้ว (หยุดไม่เกิน 2 วัน/สัปดาห์) ประกอบกับถ้าวางแผนชีวิตดีก็จะพักผ่อนอย่างเพียงพอ ซึ่งหากใน 1 ปีลงแข่งรายการที่ใช้ร่างกายแบบเกินขีดจำกัด 1 รายการ นั่นหมายความ 360 วัน จะเป็นวันที่มีสุขภาพแข็งแรง จะมีเพียง 5 วันเท่านั้นที่จะเสียสุขภาพ และคงมีสุขภาพดีกว่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ออกกำลังกายเลยตลอดปี

“บ้านผมอยู่จันทบุรีไม่มีภูเขาให้ซ้อม” เขาไม่นับเขาคิชฌกูฏที่เปิดให้ขึ้นปีละครั้ง ซึ่งอัดแน่นไปด้วยผู้คน “ผมเลยต้องวิ่งบนลู่ที่ถูกดัดแปลงให้ฝึกการวิ่งขึ้นลงเขา ร่วมกับเวตเทรนนิ่ง ซึ่งสิ่งที่ยากที่สุดคือการอดทนกับความเบื่อนี้ให้ได้ เพราะคนที่ได้ไปซ้อมบนภูเขาจริง เขาจะได้รีแลกซ์ ได้เห็นธรรมชาติไปในตัว แต่สำหรับผมต้องอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมครึ่งค่อนวันติดต่อกันเกือบทุกวัน ทำให้ผมมีความสุขที่สุดในวันที่ผมลงแข่งจริง เพราะสำหรับผม ทุกวันมันน่าเบื่อหน่าย แต่พอถึงวันแข่ง ทุกอย่างมันตรงข้ามหมดเลย ดังนั้นภาพที่คนเห็นว่าทำไมผมถึงยิ้มได้มีความสุขขนาดนั้น ก็เพราะว่าผมมีความสุขจริงๆ วันแข่งขันคือวันที่ผมได้ออกไปเจอเพื่อนๆ ได้ออกไปอยู่กลางธรรมชาติ มันเป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุด”

ถามเจ้าของเสียงแห่งความสุขที่ปลายสายว่าสามารถเรียกเขาว่านักวิ่งมืออาชีพได้หรือไม่ เขารีบตอบ “ไม่ได้” เพราะเขาเป็นแค่คนรักการวิ่ง ที่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากทำเป็นอาชีพแค่นั้นเอง

“ตอนนี้การวิ่งเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผม มันจะมีวันหนึ่งแน่นอน ซึ่งอาจจะอีกไม่นานก็ได้ ที่ผมจะแข่งน้อยลง และสิ่งที่ผมอยากทำต่อไปคือ ผมอยากถ่ายทอดในสิ่งที่ผมรู้ให้เพื่อนผม ให้แฟนผม ให้ครอบครัวผม เพราะตั้งแต่ผมวิ่ง ผมไม่ได้แข็งแรงคนเดียว แต่คนรอบตัวของผมก็แข็งแรงไปด้วย”

ถ้าบทสนทนานี้เป็นเหมือนการแข่งขัน บรรทัดนี้ก็มีเส้นชัยรออยู่ข้างหน้าพร้อมดนตรีประกอบเป็นเสียงหัวใจที่เต้นดังฟังชัด อย่างกับคำที่รัชพูดมาตั้งแต่ต้นและย้ำเสมอว่า การวิ่งทำให้เขารู้ตัวว่ายังมีชีวิตและยังหายใจ

“มนุษย์ทุกคนหายใจเป็นธรรมชาติ คนทุกคนต้องหายใจเข้าออกตามกลไกของร่างกาย แต่เราจะไม่มีวันรู้เลยว่าเรากำลังหายใจอยู่ ถ้าเราไม่ออกกำลังกายหรือใช้ร่างกายอย่างเต็มที่ ซึ่งการวิ่งสามารถวิ่งได้จนวันตาย และผมก็จะวิ่งไปจนถึงวันนั้นแน่นอน” รัชกล่าวทิ้งท้าย และสุดท้ายบทสนทนานี้อาจทำให้ใครบางคนกลับไปถามหัวใจตัวเองว่ารักอะไร และเริ่มต้นทำมันหรือยัง