บาดเจ็บบริเวณข้อต่อ อย่ารีรอรีบรักษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548618

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 12:17 น.

บาดเจ็บบริเวณข้อต่อ อย่ารีรอรีบรักษา

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com ภาพ : อีพีเอ

ข้อ หรือข้อต่อ (Joints) ในทางกายวิภาค ศาสตร์ หมายถึงบริเวณที่กระดูกตั้งแต่ 2 ชิ้นขึ้นไปมีการติดต่อกัน โดยที่มีกระดูกอ่อนหุ้มที่ปลายกระดูก และปกคลุมรอบตัวเยื่อบุข้อซึ่งทำหน้าที่สร้างน้ำหล่อลื่นและยังช่วยห่อหุ้มให้แข็งแรงและมั่นคง

ภายนอกข้อต่อที่สำคัญคือ เอ็นยึดข้อ หรือบางทีจะมีหมอนกระดูกอ่อนรองข้อ เช่น ข้อเข่าทำให้กระดูกมีการทำงานร่วมกันเป็นระบบ เพื่อการค้ำจุนปกป้องร่างกายและการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสม

การบาดเจ็บที่ข้อต่อมีดังนี้ ข้อเคล็ด-ข้อแพลงมี 3 ระดับ คือ ระดับที่ 1 มีการฉีกขาดของเอ็นเล็กน้อยหรือมีการยึดของเอ็นบริเวณข้อต่อนั้น กดเจ็บบริเวณที่มีการฉีกขาดแต่จะไม่บวมหรือบวมเล็กน้อย ระดับที่ 2 จะมีความเจ็บปวดมีอาการเสียวที่ข้อต่อเล็กน้อย มีอาการกะเผลกไม่สามารถเขย่งปลายเท้าได้ เวลาเดินจะมีอาการบวมเฉพาะที่ ถ้าใช้นิ้วกดจะปวดอย่างรุนแรง ระดับที่ 3  มีการฉีกขาดของเยื่อหุ้มข้อร่วมด้วยเสมอ ทำให้มีเลือดคั่งในข้อหรือซึมอยู่ใต้ผิวหนังจะเห็นข้อเท้าหรือข้อต่อนั้นบวมอยู่ มักจะเกิดจากการพลิกอย่างรุนแรง

ข้อเคลื่อน-ข้อหลุด พบได้บ่อยในกีฬาที่มีการปะทะ เช่น รักบี้ ฟุตบอล เกิดจากการที่หัวกระดูกหลุดออกจากเบ้า อาจหลุดออกเป็นบางส่วนหรือหลุดออกแบบสมบูรณ์ จะมีการฉีกขาดของเอ็นผังผืดและเนื้อเยื่อที่หุ้มรอบข้อต่อ

ข้อบวม เมื่อวิ่งหรือเล่นกีฬาและภายหลังการเล่นกีฬาแล้วมีอาการข้อบวมขึ้น ที่พบได้บ่อยๆ คือ ข้อเข่าอาจเกิดขึ้นในทันที เช่น จากอุบัติเหตุหรือเลือดออกภายในข้อหรือวิ่งมากเกินไป

นพ.พรเทพ ม้ามณี ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ การผ่าตัดผ่านกล้อง และเวชศาสตร์การกีฬาสถาบันเวชศาสตร์การกีฬาและออกกำลังกาย (BASEM) โรงพยาบาลกรุงเทพ ศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางการแพทย์ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) กล่าวว่า  อาการบาดเจ็บบริเวณข้อ สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งข้อไหล่ ข้อเข่า หรือข้อเท้า และมักสร้างปัญหารุนแรง ใช้เวลาในการรักษานานหลายเดือน

“สาเหตุการบาดเจ็บบริเวณข้อไหล่ อาจเป็นได้ตั้งแต่การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่ เส้นเอ็นหัวไหล่ หรือกระดูกและข้อไหล่เอง ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการปะทะ การกระชากของไหล่หรือการเหนี่ยวแขน หรือการล้มโดยใช้แขนเท้าพื้นหรือล้มแล้วไหล่กระแทกพื้นโดยตรง การเหวี่ยงหรือขว้างบอลอย่างรุนแรง หรือการเอื้อมแขนอย่างมากก็สามารถทำให้เกิดการกระชากอย่างรุนแรงของกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นหัวไหล่จนเกิดการบาดเจ็บได้ การรักษาขึ้นอยู่กับตำแหน่งของการบาดเจ็บของข้อไหล่”

นพ.พรเทพ ชี้ว่า ถ้าบาดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อรอบๆ ควรพักการใช้งาน ประคบเย็น รับประทานยาต้านอักเสบและยาคลายกล้ามเนื้อร่วมกับการทำกายภาพ หากเป็นการบาดเจ็บของกระดูกหรือข้อเคลื่อนหลุด ควรดามหรือใส่ผ้าห้อยแขน (arm sling) เพื่อไม่ให้มีการขยับและส่งพบแพทย์โดยเร็วเพื่อรับการรักษาเฉพาะต่อไป เช่น การดึงกระดูกและข้อให้เข้าที่ หรือผ่าตัดเพื่อเย็บซ่อมเส้นเอ็นข้อไหล่ที่หลุดเคลื่อน

“หากข้อไหล่มีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง อาจเนื่องมาจากเส้นเอ็นมีการฉีกขาดหลบซ่อนอยู่ ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและวางแผนในการผ่าตัด ส่วนสาเหตุการบาดเจ็บที่หัวเข่าที่พบบ่อย คือ เอ็นไขว้หน้าเข่าขาด มักเกิดจากการเล่นกีฬา การทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องมีการปะทะ เกิดการบิดของเข่า หรือเกิดการกระแทกแล้วเอ็นเข่าฉีกขาด”

ขณะที่การบาดเจ็บที่ไม่ได้เกิดจากการปะทะ มักมีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อที่ตึงไม่ยืดหยุ่นหรือไม่มีความแข็งแรง จนทำให้เข่าเกิดการบาดเจ็บแบบสะสม นพ.พรเทพ แนะว่าการปฐมพยาบาลเบื้องต้นคือ คนไข้ควรนอนนิ่งๆ ก่อนอย่าเพิ่งพยายามขยับเอง และควรรีบประคบเย็น

“หากปวดมากขยับไม่ได้ควรหาอุปกรณ์เพื่อดามหรือพันผ้ายึดให้แข็งแรง อย่ากด ดัน ดึงเองเพื่อให้ขาเข้าที่ ควรดามอยู่ลักษณะนั้นจนกว่าจะถึงมือแพทย์ จากสถิติกว่า 80% มักเป็นเอ็นไขว้หน้าเข่า ACL (Anterior Cruciate Ligament) ฉีกเนื่องจากเอ็นไขว้หน้าที่ฉีกนั้นมีแรงตึงในตัวเอ็น เมื่อฉีกไป แต่ละปลายของเอ็นจะหดตัวห่างจากกันไปเรื่อยๆ”

ปัจจุบัน นพ.พรเทพ แจงถึงเทคโนโลยีที่ศัลยแพทย์เลือกใช้คือ เทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก เพื่อรักษาเอ็นข้อไหล่ฉีกขาด เอ็นไขว้หน้าเข่าฉีก หมอนรองกระดูกเข่า ฯลฯ  เนื่องจากได้ผลการรักษาที่ได้ผลค่อนข้างดี

“แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก เสียเลือดน้อย สามารถทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นตัวได้ตั้งแต่ 24 ชั่วโมงแรก หรือวันที่สองหลังผ่าตัด สำหรับในผู้ป่วยที่เป็นนักกีฬาแพทย์จะพยายามรักษาและฟื้นฟูให้กลับมาใช้งานได้ดีใกล้เคียงเดิมให้ได้มากและรวดเร็วที่สุด

การฟื้นฟูกล้ามเนื้อภายหลังผ่าตัด จะใช้เครื่องกายภาพบำบัด Alter G (Anti-Gravity Treadmill) เป็นลู่วิ่งในสภาวะไร้น้ำหนักเสมือนเดินอยู่ในลูกบอลลูน มีอุปกรณ์คล้ายถุงลมเพื่อช่วยแบกรับน้ำหนักของร่างกายถึง 80% ของน้ำหนักตัว ลดปัญหาการบาดเจ็บขณะเคลื่อนไหวและลงน้ำหนักขณะออกกำลังกายได้ ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บขณะลงน้ำหนัก ช่วยให้ขยับเดินได้เร็ว”

สุดท้าย นพ.พรเทพ บอกถึงการป้องกัน คือการวอร์มอัพ การยืดเส้นทั้งก่อนและหลังเล่นกีฬาหมั่นฝึกบริหารข้อไหล่ ข้อเข่าเพื่อให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบข้อมีความแข็งแรง เพราะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บได้

Q & A with Kru Pat : ถามตอบกับ ณภัชชา เตียมพานิช (ครูพัด)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548617

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 12:13 น.

Q & A with Kru Pat : ถามตอบกับ ณภัชชา เตียมพานิช (ครูพัด)

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ด้วยความภาคภูมิใจที่โยคะสุตราสตูดิโอ กำลังจะครบรอบวันเกิดย่างเข้าสู่ปีที่ 15 ในเดือน มิ.ย.นี้ เราจึงมีโอกาสได้พูดคุยกับคุณครูโยคะของเรา โดยจะมีบทสัมภาษณ์พิเศษกับคุณครูแต่ละท่าน เพื่อมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองให้กับท่านผู้อ่านทุกท่านกันทุกเดือน

ครูเจี๊ยบ : อยากให้ครูพัดบอกกับเราเกี่ยวกับเส้นทางโยคะของครูเริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่และความผูกพันที่มีต่อโยคะค่ะ

ครูพัด : เริ่มจากตอนจากการเป็นแม่บ้านจิตตกเลี้ยงลูกเล็ก 2 คน ที่บ้านแบบ Full Time โรคซึมเศร้าหลังจากคลอด อาการปวดหลังจากตอนท้อง และให้นมบุตรเป็นเวลานาน สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง

24 ชั่วโมง ที่มีทุ่มเทกับการดูแลลูกและงานบ้าน ไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคม ไม่แต่งตัว ไม่แต่งหน้า อารมณ์ตอนนั้นเหมือนน้ำที่เต็มแก้ว มีอะไรกระทบเพียงหยดเดียวสามารถระเบิดได้ทันที

ความเครียดสะสม ปริ่มจนต้องพบจิตแพทย์ พอเอาลูกคนเล็กเข้าอนุบาลได้ สามีแนะนำให้ไปออกกำลังกายจึงเริ่มต้นด้วยการเข้าฟิตเนส จากสภาพนั้นแทบทำอะไรไม่ได้เลยกับใบหน้าที่เหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ

เริ่มลองหาคลาสต่างๆ เข้าทั้งเต้น จักรยาน ยกน้ำหนัก ด้วยความไม่มีพื้นฐานในการออกกำลังกายเล่นอะไรกับใครก็ไม่ค่อยได้ จนมาเจอโยคะ รู้สึกได้ว่านี่คือสิ่งที่ฉันต้องการจิตสงบ ไม่ต้องคิดอะไร

เมื่ออยู่ในคลาสโยคะทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้าง ตึงตรงไหนก็นำจิตไปพิจารณาตรงนั้น ได้สำรวจร่างกายที่เราไม่เคยดูแลและใส่ใจก่อนหน้านี้  ไม่เคยรู้ว่าการเคลื่อนไหวไปกับลมหายใจดีเพียงนี้เลยหรือ

โยคะเหมือนยาบำบัดได้ทุกอย่าง จึงเริ่มศึกษาเพิ่มขึ้นขอสามีไปเรียนเป็นครูโยคะ ใจคิดว่าของดีขนาดนี้อยากส่งต่อให้คนอื่นๆ บ้างแค่นั้น กายที่เบาขึ้น จิตที่เคยยึดติดเป็นกังวล กลับปล่อยวางได้ดี ได้มิตรภาพจากครู เพื่อน พี่น้องวงการ การบาลานซ์ชีวิตกลับมาสู่สมดุลอีกครั้ง เกิดความสุขที่อยากแบ่งปันทั้งในคลาสและนอกคลาส เกิดปีติทุกครั้งที่ได้ฝึกหรือสอนโยคะ ถือเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตเลยก็ว่าได้

ครูเจี๊ยบ : ช่วยบอกเราเกี่ยวกับการฝึกแบบส่วนตัว รวมถึงสไตล์การสอนของคุณ

ครูพัด : เริ่มจากการเป็นสมาชิกปกติเข้าคลาส 3 วัน/สัปดาห์ เป็นเวลาเกือบ 1 ปี จึงขอสามีไปเรียนคอร์สครูโยคะ 200 ชั่วโมง ที่โรงเรียนบางกอกโยคะ เริ่มต้นปรับพื้นฐานและทัศนคติ ฝึกและสอนแบบเบสิกมาได้ 2 ปี จึงตัดสินใจเรียนต่อคอร์ส Advances  300 ชั่วโมง

เป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ ทั้งการฝึกและการสอนความสับสนต่างๆ เข้ามามากมาย กดดันตัวเองทั้งในการฝึกและยังต้องแข่งขันในการสอน เพื่อให้เป็นที่ต้องการของการตลาด เริ่มไม่มีความสุข

มีเวลานั่งคิดถ้าเปรียบเทียบกับตอนที่เราท้อง วันที่เราคลอด เราแค่อยากเห็นลูกของเรามีอวัยวะที่ครบเหมือนคนอื่นเท่านั้น แต่พอมีอวัยวะที่ครบ เราก็อยากให้มีหน้าตาดีขาว สูง ฉลาด จนเอาโน่นนี่มาใส่ จนลืมว่าสิ่งที่เราต้องการคืออะไร

โยคะก็เช่นกัน จากตอนแรกขอแค่ฝึกแล้วมีสุขภาพดี ความยืดหยุ่นพอประมาณ ความแข็งแรงพอสมควร แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น ฝึกไปฝึกมาอยากเอาขามาวางไว้ที่หัว อยากเอามือเดินแทนเท้า การสิ้นเปลืองร่างกาย เวลา และเงินเกินความจำเป็น ไม่ได้บาดเจ็บก็ถือว่าโชคดี

จากตรงนี้เริ่มกลับมาจุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ฝึกตามกำลังไม่รีบร้อน ไม่หวังผล ความอดทนที่อยู่ด้วยใจ ความแข็งแรงที่ไม่ต้องแลกด้วยความทรมาน หาจุดกึ่งกลางระหว่างข้อจำกัดและขีดความสามารถ เมื่อทุกอย่างพร้อม โยคะจะจัดสรรเอง โดยที่คุณไม่ต้องขอ เพราะของบางอย่างไม่มีทางลัด

รับการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ บ้าง เพื่อไม่ให้สมองจดจำแต่สิ่งที่คุ้นเคยเท่านั้น จากประสบการณ์ตรงนี้จึงได้ออกแบบลักษณะการสอนที่สามารถเข้าได้กับผู้ฝึกทุกระดับ ใช้ชื่อคลาสว่า Inner peace flow yoga การไหลลื่นของลมหายใจไม่เน้นท่ายาก แต่สามารถควบคุมร่ายกายได้แบบมีสติ เกิดความต่อเนื่องของสมาธิให้หลุดพ้นจากความกังวล ความเครียดต่างๆ ตลอดที่อยู่ในคลาส การใช้กล้ามเนื้อข้อต่อที่สมดุลไม่หนักเกินไป สามารถเก็บพลังงานไว้ใช้ในกิจกรรมอื่นๆ ไม่ได้หมดไปกับการฝึกโยคะอย่างเดียว

ครูเจี๊ยบ : คุณอยากจะบอกอะไรกับผู้ฝึกโยคะทุกคนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นครูหรือนักเรียน

ครูพัด : เส้นทางโยคะแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ขอให้มีความสุขกับค้นหาและแสวงหา เพราะเมื่อคุณมาถึงจุดหมาย เส้นชัยอาจไม่ใช่คำตอบ จงรักษาการเดินทางแบบสายกลาง (มัชฌิมา) ไม่มากไปไม่น้อยไป การขึงจนตึงก็จะขาด การหย่อนเกินไปก็ทำไม่เต็มประสิทธิภาพ หาจุดนั้นให้เจอ แล้วคุณจะพบกับความสุขที่ใกล้ที่สุด

ณภัชชา เตียมพานิช (ครูพัด) : 200 ชั่วโมง TTC 300 ชั่วโมง Advanced 40 ชั่วโมง TTC Ashtanga Yoga กับประสบการณ์ฝึก 8 ปี และประสบการณ์สอน 7 ปี

พบกับคลาสของครูพัดได้ที่ โยคะสุตราสตูดิโอ ทุกวันศุกร์เวลา 10.00 น. และเวลา 12.15 น. ค่ะ

‘คลีนฟาร์ม’ ผักสีเขียวเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548610

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 11:39 น.

‘คลีนฟาร์ม’ ผักสีเขียวเพื่อสุขภาพ

โดย  วราภรณ์

ผักสีเขียวนานาชนิด น่ารับประทานติดโลโก้ “คลีนฟาร์ม” เป็นการสร้างและแบ่งปันสุขภาพดีให้กับคนรักสุขภาพ โดยทำร่วมกันระหว่าง “เล็ก” ธนิดา ขุนนา กับผู้ก่อตั้งคลีนฟาร์ม ดร.วีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

ธนิดาจากผู้รับเหมาก่อสร้าง ได้รับแรงบันดาลใจเมื่อร่างกายไม่สบาย เธอจึงหันมาปลูกผักปลอดสาร ด้วยกรรมวิธีการปลูกผักของคลีนฟาร์ม

ปลูกด้วยดินไม่ใช้สารเคมี ทำปุ๋ยหมัก ตัดแต่งกิ่งเอง และขนส่งด้วยรถห้องเย็นจนถึงมือลูกค้า ทำให้ลูกค้าได้รับประทานผัก “มือหนึ่ง” ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางที่สด สะอาด เก็บสดๆ ตอนเช้าและส่งตอนเย็น

“ผักไปสู่คนจากคลีนฟาร์มตัดแต่งเรียบร้อยแล้ว ทุกส่วนกินได้ ไม่แก่ ไม่ช้ำ ทำให้ไม่เสียเวลาในการเตรียมอาหาร มั่นใจได้ว่า สินค้าทุกอย่างผลิตภายใต้การดูแลของคลีนฟาร์ม ไม่มีพ่อค้าคนกลางมาผสมขายให้ลูกค้า ดังนั้นวางใจได้เรื่องความปลอดภัย ตัดปัญหาเรื่องการทิ้งสินค้าที่ไม่รู้จักหรือรับประทานไม่เป็น ไม่มีค่าสมาชิก สัปดาห์ไหนไม่รับ ทางฟาร์มเราก็ไม่จัดส่ง เว้นไปรับผักเป็นอาทิตย์หน้าก็ได้”

กว่าจะได้เป็นคลีนฟาร์ม ที่ปลูกผักปลอดสารมานานกว่า 12 ปีแล้ว ธนิดาเล่าถึงแรงบันดาลใจอย่างละเอียดในการทำฟาร์มผักว่า จากอาการป่วยของตัวเธอเอง เริ่มจากการกินอาหารที่คิดว่าสะอาดแล้ว แต่ที่จริงแล้วผักผลไม้สดไม่รู้มีสารตกค้างหรือเปล่า

คือก่อนหน้าที่ธนิดาป่วยเธอค่อนข้างดูแลสุขภาพตัวเอง เน้นการกินผักมาตลอด 4 ปี ปรากฏแสดงอาการป่วย เพราะร่างกายกินผักที่มีสารพิษเข้าไป ร่วมทั้งรู้สึกเครียดกับหน้าที่การงานรับเหมาก่อสร้าง มักดื่มแต่กาแฟดำ กินผักผลไม้สดโดยไม่ผ่านกระบวนการทำให้สุก กินมากๆ สารพิษก็ตกค้างในร่างกายเป็นปริมาณมาก

เมื่อเกิดอาการป่วยเธอจึงรักษาตัวเองกินชีวจิตแทนกินเคมี ฝึกโยคะ แต่การใช้ธรรมชาติบำบัดต้องใช้เวลา เธอจึงหันมาปลูกผักกินเอง ร่างกายเริ่มโอเค ดีขึ้น เธอจึงฉุกคิดว่าน่าจะมีหลายคนที่เป็นแบบเธอ เธอจึงอยากหยิบยื่นโอกาสปลูกผักปลอดสารพิษอย่างแท้จริงเพื่อแบ่งปันให้คนอื่นบ้าง

“พอหายป่วยก็อยากทำบุญ ให้สิ่งดีๆ กับมนุษย์ นี่คือบุญทางอ้อม ให้อาหารปลอดภัยกับเขา เดิมมีพื้นที่อยู่ในกรุงเทพฯ จำนวนหนึ่ง แต่คิดว่าเราน่าจะหาที่ดินปลูกให้เพื่อนและญาติกินผักปลอดสาร จึงมาดูที่ดินที่อำเภอหนองแซง สระบุรี ซึ่งเป็นที่ลุ่มประมาณ 100 ไร่ ก็เริ่มปลูกผักชนิดแรกๆ ได้แก่ ผักบุ้ง คะน้า เริ่มศึกษาจริงจังปลูกอย่างไรให้ปลอดภัย

คุยกับนักวิชาการเรื่องดิน ปุ๋ย โรคพืชป้องกันอย่างไรโดยไม่ใช้สารเคมี ก็คือมีโรงเรือนป้องกันฝนตก ไม่ให้ใบฉีกขาดเกิดโรคเชื้อราก็ต้องมีหลังคาพลาสติก กันฝน เริ่มกางมุ้งให้ผัก มีการปลูกผักบนแคร่ดิน ซึ่งสามารถให้ชาวบ้านในละแวกนั้นมาช่วยปลูก ถือเป็นการสร้างรายได้ให้คนในชุมชนได้ด้วย”

วิธีการปลูกดี แต่ผักที่เติบโตยังไม่รสชาติไม่อร่อย ธนิดาจึงเริ่มศึกษาว่าพืชต้องการแคลเซียม เธอจึงเริ่มปรุงปุ๋ย และขยายชนิดของผักปลูกไปเรื่อยๆ ได้แก่ คะน้า กวางตุ้ง ฮ่องเต้ ผักกาดขาว ผักบุ้ง ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี ถั่ว มะระ แตงกวา บวบ ฯลฯ ปลูกหมุนเวียนกันไป อีกทั้งการปลูกพืชผักอินทรีย์ต้องปลูกตามฤดูกาล

ธนิดาแนะว่า จะกินผักให้กินผักตามฤดูกาลจะปลอดภัยกว่า อย่างหน้าร้อนแบบนี้กินผักโขม คะน้า กวางตุ้งแล้วจะดี เพราะผักที่ปลูกไม่ใช่ฤดูกาลของเขา ต้องใส่ปุ๋ยเพื่อให้ผักโตเร็ว ยิ่งหน้าร้อนศัตรูพืชเยอะ อีกทั้งบ้านเราร้อนชื้น เชื้อราก็มาก็ต้องหาทางป้องกัน ดังนั้นจึงควรกินผักตามฤดูกาลดีกว่า

“ใครอยากกินผักอะไรโทรมาสั่งได้ อยากให้ลูกค้าสั่งผักแล้วกินสดๆ ไม่อยากให้กินแบบต้องเก็บแช่ในตู้เย็น ตอนนี้เริ่มปลูกพืชผักสวนครัวเพิ่ม เช่น มะนาว ตะไคร้ ข่า ใบมะกรูด เป็นต้น”

หากใครอยากกินผักปลอดสารจากคลีนฟาร์ม สามารถแจ้งที่อยู่เพื่อจัดส่ง ทางฟาร์มจะแจ้งกลับวันที่สามารถจัดส่งได้ของในสัปดาห์ ก่อนวันส่ง 1-2 วัน จะมีพนักงานที่ฟาร์มติดต่อไปแจ้งว่ามีสินค้าอะไรบ้างและมีสินค้าพิเศษประจำวันอะไรบ้าง และทำการรับออร์เดอร์

ที่สำคัญลูกค้าเลือกได้ว่าจะมารับสินค้าเอง(ตามจุดกระจายสินค้าต่างๆ ในแต่ละวัน) หรือให้ไปส่งถึงบ้าน (วิธีนี้มีค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง โดยคิดค่าใช้จ่ายเป็นครั้งต่อจุดที่ส่ง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกค้าชวนเพื่อนบ้านในหมู่บ้าน ในซอย หรือในคอนโดเดียวกัน จะสามารถแชร์ค่าจัดส่งกันได้ สำหรับการชำระเงินสามารถเก็บเงินปลายทางหรือโอนเข้าบัญชีของคลีนฟาร์มก็ได้

คลีนฟาร์ม ตั้งอยู่ที่ 85 หมู่ 4 ต.หนองหัวโพ อ.หนองแซง จ.สระบุรี สนใจโทรสั่งผักได้ที่ 08-7509-0888 09-6459-3659 ไลน์ไอดี @clean farm

ปัจจุบันนอกจากจำหน่ายผักปลอดสารแล้ว คลีนฟาร์มยังเปิดให้คนเข้าไปทัศนศึกษาคลีนฟาร์ม อีกทั้งยังมีรีสอร์ทสุขภาพและมีร้านอาหารสุขภาพไว้คอยบริการด้วย

สำหรับร้านอาหาร ก่อนไปควรโทรไปแจ้งล่วงหน้าสัก 2 ชั่วโมง เพื่อแม่ครัวท้องถิ่นจะได้เตรียมทำกับข้าวเมนูผักต้มกินกับน้ำพริกปลาทู หรือสุกี้ผักสดไว้คอยบริการได้ทันท่วงที

ยิ่งเป็นเสาร์-อาทิตย์ต้องจองล่วงหน้าหลายวันหน่อย เพราะคนนิยมไปเที่ยวเชิงนิเวศสีเขียวกันมาก

แฮปปี้แฟมิลี่ ของครอบครัวตัว บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548601

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 10:56 น.

แฮปปี้แฟมิลี่ ของครอบครัวตัว บ.

โดย ฤดูกาล ภาพ : วรพงศ์ วงษ์กะพันธ์

ครอบครัวตัว บ. สุดหรรษา นำทีมโดย “พ่อเบิ้ม” วรพงศ์ วงษ์กะพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท บัตรกรุงไทย แฟมิลี่แมน ของลูกสาววัยน่ารักทั้งสองคน “น้องใบบุญ” ลูกสาวคนโตวัย 7 ขวบ และ “น้องอิ่มบุญ” ลูกสาวคนเล็กวัย 5 ขวบ ที่มักกระเตงไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตาสร้างเวลาคุณภาพร่วมกัน

พ่อเบิ้มเล่าว่า ปกติในวันหยุดจะพาลูกๆ ไปบ้านพักตากอากาศของครอบครัวที่บางแสน แต่หากเป็นทริปเที่ยวแรกๆ น่าจะเริ่มต้นตอนน้องใบบุญอายุ 3 ขวบ ประเดิมด้วยทริปทะเล จ.ระยอง

“ส่วนตัวตั้งแต่สมัยเราเด็กๆ คุณแม่จะบอกเสมอว่าการไปเที่ยวด้วยกันเป็นครอบครัวจะทำให้ทุกคนได้อยู่ด้วยกัน ใช้เวลาร่วมกัน ได้คุยกัน ซึ่งพอโตขึ้นมามีครอบครัวของตัวเองแล้ว ทำให้เห็นความสำคัญกับเวลาของครอบครัวจริงๆ

ทั้งกับพี่น้องที่ต่างคนต่างแยกไปมีครอบครัวและกับลูกๆ ของตัวเองด้วย เพราะคิดว่าตอนที่ลูกอยู่ในวัยเด็กเป็นช่วงเวลาที่สั้นมากและผ่านไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งเด็กยุคใหม่ที่จะมีสังคมของตัวเองเร็วขึ้น ฉะนั้นการไปเที่ยวกันทั้งครอบครัวทำให้เราพ่อแม่ลูกมีเวลาอยู่ด้วยกันจริงๆ และเป็นเวลาที่พ่อแม่เองก็ไม่ต้องคิดถึงเรื่องงาน”

เขายังกล่าวด้วยว่า ช่วงอายุ 5-10 ขวบ เป็นช่วงเวลาที่เด็กอยากเรียนรู้และเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เสมอ การท่องเที่ยวจึงทำให้เด็กเปิดหูเปิดตาและได้สัมผัสประสบการณ์จริง

“สถานที่ที่เราชอบไปเที่ยวด้วยกันส่วนใหญ่จะไม่เข้าห้าง แต่จะขับรถไปต่างจังหวัด ไปสัมผัสธรรมชาติ เช่น สวนผึ้ง บ้านโป่ง หรือไปสถานที่ที่มีธรรมชาติ เช่น สวนสัตว์ สวนสาธารณะ ซึ่งแต่ละครั้งเราจะไปพร้อมกันแบบครอบครัวใหญ่

คือ มีคุณทวดวัย 90 กว่า และคุณพ่อคุณแม่ของผมไปด้วย ผมเชื่อในเรื่องการใกล้ชิดผู้ใหญ่ เพราะท่านจะสอนเรื่องมารยาทแบบไทยๆ ทำให้เด็กรุ่นใหม่ได้ซึมซับวัฒนธรรมไทย และท่านเองก็จะชื่นใจเวลาได้อยู่กับหลานๆ ด้วย”

แฟมิลี่แมนคนนี้ให้ความสำคัญกับวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันครอบครัว หากไม่ได้พาไปต่างจังหวัดก็จะพาลูกๆ ไปเที่ยวในกรุงเทพฯ อย่างท้องฟ้าจำลอง สวนสัตว์ สวนสนุก หรือไม่ก็อยู่บ้านกินข้าวพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว ขอให้ได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน

“การพาลูกออกไปนอกบ้านทำให้เขากล้าแสดงออกมากขึ้น และยังทำให้ลูกๆ รู้จักการรอคอย เพราะเด็กยุคใหม่อยู่ท่ามกลางสิ่งที่รวดเร็วไปหมด การได้ต่อคิวหรือการรอคอยจะทำให้เขาได้ควบคุมตัวเอง และฝึกการอยู่ร่วมกับสังคม

นอกจากนี้ การออกไปสัมผัสสิ่งใหม่ๆ ด้วยตัวเองจะทำให้เขาจดจำและเรียนรู้ได้เร็วกว่าการอ่านหนังสือในห้องเรียน ซึ่งส่งผลดีต่อลูกๆ ในวัยเรียนรู้ด้วย” พ่อเบิ้ม กล่าวทิ้งท้าย

‘เที่ยวจนวันลาหมด’ ทำลายขนบคนทำงานประจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548598

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 10:40 น.

‘เที่ยวจนวันลาหมด’ ทำลายขนบคนทำงานประจำ

โดย รอนแรม ภาพ : เที่ยวจนวันลาหมด

ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขที่ใช้วันหยุดและวันลาทั้งหมดไปกับการเดินทาง “เจ” ศราวุธ พรหมโคตร วัย 25 ปี จึงเปิดเพจเฟซบุ๊ก เที่ยวจนวันลาหมด เพื่อทำลายขนบและความคิดเดิมๆ ของคนทำงานประจำ

เจ เล่าว่า แรงบันดาลใจที่ทำให้เขาออกเดินทางหนักเป็นเพราะ “อกหัก” ทำให้อยากเยียวยาจิตใจด้วยการเดินทางแบบแบ็กแพ็กเกอร์

ประกอบกับเขารู้จักกับเจ้าของเพจรุ่นพี่ชื่อ “คนหลงทาง” จนกลายเป็นแรงบันดาลใจในการเปิดเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งตอนนั้นเขาเขียนบันทึกการเดินทางลงในเว็บไซต์พันทิปอยู่แล้ว จึงย้ายมาอาศัยบ้านของเฟซบุ๊กแทน และจริงจังทำมันอย่างเต็มที่

“โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นคนเฮฮา เป็นคนซนหน่อยๆ ทำให้เวลาเขียนเรื่องออกมาจะติดความสนุกสนาน ตอนเขียนในพันทิปจะชอบเขียนเป็นบันทึกตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอนว่าเจออะไรบ้าง รู้สึกอย่างไรบ้าง และลงรูปทุกขั้นตอนเพื่อให้คนอ่านเห็นภาพมากที่สุด

แต่พอเปลี่ยนมาทำเพจทำให้ต้องเปลี่ยนรูปแบบ เพราะคนในเฟซบุ๊กไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ แต่ชอบดูภาพและวิดีโอมากกว่า ผมเลยต้องเขียนให้กระชับขึ้นแต่ยังคงมีรายละเอียดครบถ้วน และจะเขียนบรรยายภาพทุกภาพเพื่อให้คนเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง”

แบ็กแพ็กเกอร์คนนี้ยังตัดสินไม่ได้ว่าชอบทะเลหรือภูเขามากกว่า แต่ที่แน่ใจคือเขาอยากไปในที่ที่มีเรื่องราวทั้งระหว่างทางและปลายทาง รวมทั้งชอบท่องเที่ยวในชุมชนและวัฒนธรรม เพราะความมีเสน่ห์ของวิถีชีวิตที่ไม่เคยเหมือนเดิม

“ผมหลงใหลในวัฒนธรรมและวิถีชุมชนมาก เพราะแต่ละพื้นที่มีเสน่ห์ต่างกัน อาจเป็นเพราะผมเป็นคนอีสาน ทำให้ชอบวิถีถิ่น และอยากค้นหาความเป็นท้องถิ่นเพื่อทำความรู้จักว่าชาวบ้านในชุมชนอื่น เขาต่างหรือเหมือนกับเราอย่างไร”

นอกจากนี้ การเที่ยวชุมชนยังเสริมรายได้ให้ท้องถิ่น ได้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาวัฒนธรรมชุมชน และยังเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน

สำหรับที่มาของชื่อเพจนั้น เจเล่าต่อว่า มาจากนิสัยชอบท่องเที่ยวของเขา ซึ่งการเป็นข้าราชการที่ต้องทำงานวันจันทร์-ศุกร์ไม่ใช่ปัญหา เพราะนอกจากจะหยุดไปเที่ยววันเสาร์-อาทิตย์แล้ว เขายังใช้วันลาพักร้อนเพื่อไปท่องเที่ยวจนหมดด้วย

“ผมอาจจะเป็นแรงบันดาลใจหรือชี้นำให้คนทำงานประจำออกไปเที่ยว เพราะผมคิดว่าหากทำงานประจำแต่ยังสามารถแบ่งเวลาไปเที่ยวได้ มันคืออีกมิติหนึ่งที่จะทำให้เรามีความสุขมาก หลังกลับจากเที่ยวมาเริ่มทำงานใหม่วันจันทร์ ทุกครั้งผมจะมีพลัง ได้รับมุมมองใหม่ๆ กลับมาเสมอ

เพราะโลกของผมกว้างขึ้น ทำให้ทัศนะของผมเปลี่ยนไปจากเดิม ผมคิดเสมอว่าทุกครั้งที่เราก้าวออกไปจากที่เดิมเหมือนเป็นการให้ของขวัญตัวเอง เพราะผมอยากใช้ชีวิตให้คุ้มค่ากับสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขต่อไปเรื่อยๆ”

นอกจากนี้ เจยังเป็นอีกคนที่ชอบเดินทางคนเดียว ซึ่งเขาคิดว่ามันคือช่วงเวลาทบทวนตัวเอง อย่างล่าสุดได้โซโลเดี่ยวไปเที่ยววังเวียง สปป.ลาว ทำให้เขาได้อยู่กับตัวเองอย่างเต็มที่

และเหนือสิ่งอื่นใดคือเขามีเพื่อนใหม่กลับมาเป็นมิตรภาพระหว่างทาง โดยทุกคนสามารถติดตามเรื่องราวการเดินทางวังเวียง 3 วัน 2 คืน ด้วยเงิน 2,500 บาท ได้เร็วๆ นี้ ทางเพจเฟซบุ๊ก “เที่ยวจนวันลาหมด” รับรองว่าทั้งเรื่องและรูปของเจจะทำให้คุณต้องรีบหาวันลาพาตัวเองไปเที่ยว

ศักดิ์ชัย+ชลดา เวยื่อ คู่ขวัญสร้างบ้านดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548594

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 09:58 น.

ศักดิ์ชัย+ชลดา เวยื่อ คู่ขวัญสร้างบ้านดิน

โดย วรธาร ทัดแก้ว

การมีคู่ชีวิตที่มีมุมมอง ไลฟ์สไตล์และความชอบคล้ายๆ กัน บางอย่างตรงกัน ย่อมส่งผลดีต่อการใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งก่อให้เกิดพลังสองเท่าในการดำเนินชีวิตสู่ความสำเร็จ ไม่ต้องปรับจูนอะไรมาก

เหมือนคุณครูคู่ภรรยาสามีคู่นี้ “โชะ” ศักดิ์ชัยเวยื่อ ครูโรงเรียนเทศบาล 1 เทศบาลเมืองพะเยา และ “จุ้ย” ชลดา เวยื่อ ครูโรงเรียนเทศบาล 2 (แม่ต๋ำดรุณเวทย์) เทศบาลเมืองพะเยา เจ้าของบ้านดินคำปู้จู้ ที่ใครก็รู้จักและเป็นบ้านต้นแบบแห่งการพึ่งตนเอง

ทั้งคู่มีความเหมือนกันหลายอย่าง เช่น ชื่นชอบธรรมชาติ รักความสงบ ชอบความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายในวิถีของการพึ่งพาตนเอง เป็นคนมีน้ำใจ มีนิสัยชอบแบ่งปัน โดยเฉพาะการถ่ายทอดความรู้ให้คนอื่น ซึ่งไม่นับการทำหน้าที่ครูอันเป็นสิ่งที่ทำอยู่แล้วด้วยความทุ่มเท

บ้านดินคำปู้จู้ สร้างด้วยใจรัก

ทั้งสองถูกเรียกด้วยคำนำหน้าว่าครูเสมอจนคุ้นปาก ครูโชะชอบดนตรีและเป็นครูดนตรีของโรงเรียน ขณะที่ครูจุ้ยชอบศิลปะ แต่แม้จะชอบคนละอย่างก็สามารถหลอมรวมอย่างลงตัว นั่นเพราะดนตรีกับศิลปะต่างก็ให้ความสุขและความสุนทรีย์

ในช่วง 3-4 ปีมานี้ ชื่อครูโชะและครูจุ้ยเป็นที่รู้จักในแวดวงคนที่อยากมีบ้านดิน และต้องการใช้ชีวิตเน้นการพึ่งพาตนเองซึ่งมีจำนวนมากเดินทางมาทำเวิร์กช็อปบ้านดิน ที่บ้านดินคำปู้จู้ ในบ้านเจดีย์งามหมู่ 1 ต.ท่าวังทอง อ.เมือง จ.พะเยา

“พูดถึงบ้านของเรา ตอนแรกเลยอยากได้บ้านปูนเปลือย ดูเรียบๆ ดี แต่พอสืบราคา โอ้!สูงมาก ประกอบกับช่วงนั้นหาช่างยากทำให้กลับมาฉุกคิดว่า การทำอะไรเกินตัวแล้วตัวเองเดือดร้อนไม่ใช่วิถีของการพึ่งตนเอง เลยมองหาบ้านแบบอื่น ก็ไปเจอบ้านดิน รู้สึกเลยว่าเป็นบ้านในวิถีของการพึ่งตนเอง ได้อยู่กับธรรมชาติในแบบที่เราชอบใช้งบสร้างไม่สูง สร้างเองได้ช่วยกันทำ ไม่ต้องจ้างช่าง เราจึงเห็นตรงกันบ้านดินนี่แหละคือคำตอบ” ครูจุ้ย กล่าว

ทว่าความที่ช่วงนั้นข้อมูลบ้านดินยังไม่แพร่หลาย ทั้งคู่จึงตระเวนไปหลายที่ที่มีการทำบ้านดิน เช่น พันพรรณ ของ โจน จันใด ซื้อซีดีทำบ้านดิน (ตอนนั้นมีซีดียังไม่มีหนังสือ) และซื้อคู่มือทำบ้านดินของอาศรมวงศ์สนิท ที่ จ.นครนายก มาศึกษา

เรื่อยมาจนกระทั่งปี 2553 ครูจุ้ยมีโอกาสได้ทำวิจัยการก่อสร้างเรือนดินดิบแบบยกพื้นสูง ร่วมกับอาจารย์คณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งเป็นผู้วิจัยหลัก ยิ่งทำให้รู้ลึกซึ้งและมั่นใจว่าบ้านดินสร้างความมั่นคงให้ชีวิตมีความสุขและเป็นสื่อทำให้คนอื่นๆ เข้าถึงวิถีของการพึ่งตนเองได้

“ปี 2555 ผมกับครูจุ้ยจึงลงมือสร้างบ้านดินของตัวเอง เป็นบ้านดินประยุกต์ บนเนื้อที่ 2 ไร่ รูปทรงบ้านชั้นเดียวยกพื้นสูง จำนวน 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องโถงใหญ่ พื้นที่รวม 150 ตารางเมตร เราออกแบบร่วมกัน ครูจุ้ยแม้ไม่เคยเรียนศิลปะแต่ก็มีความเป็นศิลปินอยู่ในตัวสูง ไอเดียแต่ละอย่างที่คิดจึงค่อนข้างแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร การตกแต่งบ้านแม้เราจะคุยกันแต่ส่วนใหญ่มาจากไอเดียครูจุ้ยครับ” ครูโชะเล่าถึงการสร้างบ้านและพูดถึงครูจุ้ย

ด้านครูจุ้ย เสริมขึ้นว่า ทุกส่วนทุกมุมที่เกี่ยวกับดินในบ้านหลังนี้ทำเองกับครูโชะ เช่น การทำอิฐดินเตรียมไว้ก่อบ้าน (บางวันมีจิตอาสานักเรียนมาช่วยทำ) การก่ออิฐผนังกำแพงบ้าน ฉาบผนัง ทาสี เป็นต้น ทำทุกวันหลังเลิกเรียนและในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ในส่วนของการจ้างช่างทำคือการขึ้นโครงหลังคา เนื่องจากตอนนั้นทั้งสองยังไม่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้

“ในส่วนที่เกี่ยวกับการคำนวณ ครูโชะในฐานะเด็กสายวิทย์คณิตมาก่อนและเก่งคำนวณอยู่แล้ว เป็นคนคำนวณออกมาค่ะ เช่น อิฐดินที่ใช้จำนวนกี่ก้อน อย่างบ้านเราใช้4,000 ก้อน ใช้งบสร้าง 1.2 ล้านบาท รวมตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ และค่าช่างบางส่วน นี่คือราคาบ้านดินที่เราทำในช่วงปี 2555-2557 (ถ้าบ้านทั่วไปราคาจะอยู่ที่ 3 ล้านกว่าบาท) แต่ปัจจุบันด้วยองค์ความรู้เทคนิค และประสบการณ์ที่เราสั่งสมมาสามารถเซฟต้นทุนได้เยอะ จากราคา 1.2 ล้านสามารถเซฟเงินได้ถึง 8 แสนบาท และเป็นบ้านดินอย่างดีด้วย” ครูจุ้ย กล่าว

เผยแพร่ความรู้การทำบ้านดิน

หลังจากสร้างบ้านดินของตัวเองแล้วเสร็จในปี 2557 ครูโชะและครูจุ้ยได้พยายามถ่ายทอดองค์ความรู้การสร้างบ้านดิน ด้วยการจัดเวิร์กช็อปให้กับคนที่สนใจเรื่อยมาถึงปัจจุบัน มีทั้งจัดฟรีและเก็บค่าใช้จ่าย มีคนไปอบรมมาแล้วหลายรุ่น ล่าสุดได้ร่วมกับศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดพะเยา สมาคมการค้าธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดพะเยา จัดอบรมการทำบ้านดินให้คนที่สนใจเพื่อโปรโมท จ.พะเยา ให้เป็นที่รู้จัก

“ได้จัดอบรมไปเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ก็จะร่วมกันจัดอีกในเร็วๆ นี้ เพื่อเป็นการสร้างแบรนด์ให้กับ จ.พะเยา ของเราโดยใช้บ้านดินเป็นสัญลักษณ์ ต่อไปถ้าพูดถึงบ้านดิน คนก็ต้องนึกถึงพะเยาเป็นจังหวัดแรก ตอนนี้บ้านดินในพะเยาเริ่มผุดให้เห็นแล้วจากการที่เราได้ออกไปติดตามผลเป็นระยะ ปีที่แล้วอบรมไป 32 คน และเริ่มทำบ้านดินไปแล้วเกือบครึ่ง”

ครูจุ้ยเล่าว่า ทุกวันนี้กระแสของคนที่ต้องการกลับบ้านมีมากขึ้น เพื่อไปดูแลครอบครัวและใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการในพื้นที่ดินบ้านของตัวเอง ซึ่งก็จะพบว่ามีคนรุ่นใหม่ๆ ที่คิดอยากกลับบ้าน อยากมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและพึ่งพาตนเองมากขึ้น ขณะที่ครูโชะได้ฝากถึงใครที่อยากมีบ้านของตัวเองว่า

“คู่รักทุกคู่ไม่ได้เหมือนกันเป๊ะทุกอย่างหรือในทุกประเด็น เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากแนะนำคือ ถ้าอยากมีบ้านดินหรือบ้านอะไรก็แล้วแต่พยายามคุยกันให้ลงตัว เอาใจเขามาใส่ใจเรา มองให้เห็นเนื้อในความต้องการของกันและกัน ไม่ใช่ความต้องการแค่วันนี้พรุ่งนี้ แต่มันคือความต้องการในอนาคตที่ทั้งสองต้องอยู่ด้วยกัน

การสร้างบ้านต้องตอบโจทย์คนที่เป็นเจ้าของและในความรู้สึกของเราสองคน ตัวบ้านควรจะต้องมีคุณค่ามากกว่ามูลค่าถึงจะลงตัวที่สุดสำหรับคนที่จะสร้างบ้านด้วยกัน”

สำหรับใครที่อยากรู้จักครูโชะและครูจุ้ยมากขึ้น สามารถแลกเปลี่ยนความรู้ แนวคิด มุมมองต่างๆ หรือเรื่องบ้านดินได้ที่เพจบ้านดินคำปู้จุ้ย และเพจบ้านดินคำปู้จู้ live & learn mud house หรือจะไปเยี่ยมเยียนที่บ้านก็ได้ บ้านดินของครูมีร้านกาแฟน่ารักๆ และมีสตูดิโอแสดงงานศิลปะเก๋ๆ ของลูกสาวให้ชมด้วย

ถุงชายผ้าเหลืองเติมใจผู้ป่วย ศิลปะภาวนาเติมใจ พิสิษฐ์ สุริย์วงศ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548593

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 09:52 น.

ถุงชายผ้าเหลืองเติมใจผู้ป่วย ศิลปะภาวนาเติมใจ พิสิษฐ์ สุริย์วงศ์

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข/กลุ่มชีวิตสิกขา

“ถุงชายผ้าเหลือง เติมใจผู้ป่วย” คืออะไรกันนะ วันนี้ได้มาทำความรู้จักกับโครงการดีๆ ของธรรมภาคี กลุ่มชีวิตสิกขา ที่สวนโมกข์ กรุงเทพฯ พร้อมๆ ไปกับ “ธรรมอาสา” หรือจิตอาสาคนเก่งของเรา พิสิษฐ์ สุริย์วงศ์

“ก่อนอื่นคงต้องขอขอบคุณธนาคารจิตอาสา และสวนโมกข์กรุงเทพฯ สถานที่สัปปายะ ที่ทำให้ได้รู้จักกับโครงการถุงชายผ้าเหลืองฯ”

ธนาคารจิตอาสา คือเว็บไซต์งานจิตอาสาที่หลายคนรู้จัก แต่อาจจะยังไม่รู้จักดี พิสิษฐ์ถือโอกาสนี้ประชาสัมพันธ์งานจิตอาสาที่เป็นประโยชน์ เพื่อว่าจิตอาสาผู้กำลังมองหากิจกรรมที่เหมาะสม จะได้เห็นตัวเลือก รวมทั้งได้ทดลองตัวเองกับกิจกรรมต่างๆ

พิสิษฐ์เอง เริ่มเป็นจิตอาสาจากการช่วยกิจกรรมหลายรูปแบบ สำหรับถุงชายผ้าเหลือง ได้มีโอกาสเข้าร่วมครั้งแรกเมื่อต้นปี 2559 โดยเป็นกิจกรรมประเภทศิลปะภาวนา ไม่ได้มุ่งเน้นที่ผลงานหรือจำนวนชิ้น หากชิ้นงานที่ได้ ก็จะนำไปมอบเป็นกำลังใจผู้ป่วย

ถุงชายผ้าเหลืองฯ คือการประดิษฐ์ถุงผ้าดิบ ที่มีการนำผ้าจีวรพระสงฆ์มาประยุกต์ออกแบบตามจินตนาการผู้ประดิษฐ์ ตัดปะผืนจีวรบนถุงผ้าขนาดย่อม ใช้ประโยชน์ในการบรรจุของบริจาค มอบแก่ผู้ป่วยตามโรงพยาบาล

“จีวรพระสงฆ์ที่ท่านสละแล้ว หรือโยมนำไปถวายแล้วมีเหลือความต้องการ หรือตัดเย็บผิดวินัย พระใช้ไม่ได้ ท่านก็เมตตาสละให้กลุ่มฯ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ต่อ”

กลุ่มที่ประสานงานความช่วยเหลือกันบ่อยๆ เช่น กลุ่มพยาบาลไร้หมวก กลุ่มพยาบาลวิชาชีพจิตอาสา ที่ใช้เวลาว่างออกเยี่ยมผู้ป่วยตามบ้าน หรือผู้ป่วยนอนติดเตียง ก็จะนำของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ ของใช้ส่วนตัว หนังสือสวดมนต์ บรรจุถุงชายผ้าเหลืองฯ และนำไปมอบให้

ในมุมหนึ่ง จีวรคือกำลังใจ ผู้ป่วยนอนติดเตียงรักษาพยาบาลทางร่างกายมาเป็นเวลานาน ไม่มีโอกาสได้ไปวัดทำบุญ  หรือไม่สะดวกในประการต่างๆ ก็ได้ถุงชายผ้าเหลือง เป็นกำลังใจและสร้างกุศลให้คิดแง่บวก เพราะส่วนหนึ่งของถุงผ้าจะเขียนหรือปักข้อความธรรมะ เพื่อให้กำลังใจผู้ป่วย

จากต้นปี 2559 ถึงปัจจุบัน จากจิตอาสาธรรมดาๆ คนหนึ่งก็ได้กลายเป็น “ธรรมอาสา” ทำหน้าที่สตาฟฟ์ของกลุ่มชีวิตสิกขา ช่วยดูแลอุปกรณ์ รวมทั้งให้คำแนะนำจิตอาสาหน้าใหม่ในการประดิษฐ์ถุงชายผ้าเหลือง ต้องให้คำแนะนำกันเลยหรือ คำตอบคือใช่!

“แต่ละครั้งมีจิตอาสามาเยอะ เรารับแค่ 30-50 คนต่อครั้ง แต่ละคนที่มาก็คงเหมือนผมตอนแรกที่คิดว่า อยากทำชิ้นงานไปเยี่ยมผู้ป่วยให้ได้เยอะๆ แต่จริงๆ แล้ว คือการฝึกปฏิบัติของตัวผู้อาสาเอง”

จิตอาสาแบบศิลปะภาวนา หมายถึงผู้อาสาก็ต้องฝึกตัวเอง ในระหว่างทำกิจกรรมทุกคนต้องเจริญสติไปด้วย เมื่อได้ยินเสียงระฆังต้องวางอุปกรณ์ นัยคือการเจริญสติ ระฆัง 15 นาทีตี 1 ครั้ง ทุกคนวางมือจากกิจกรรม 10 นาที ฝึกและฝืนความอยาก (ทำ) ลดละขัดเกลาความต้องการของตน

บางคนแทบจะหยุดไม่ได้ เพราะเพลิดเพลินในการเย็บปัก อยากทำให้เสร็จไปเดี๋ยวนี้เวลานี้ จิตอาสาจะได้โอกาสในการ “ขัดใจ” ตัวเอง ได้กำหนดรู้ความขัดข้องในใจ ได้เรียนรู้ถึงความอยากและกิเลสที่ได้เผชิญหน้ากันชัดๆ รวมทั้งบทเรียนในการจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง

“คุณสามารถจดจ่อกับงานที่อยู่ตรงหน้าได้หรือไม่? คุณจะวางใจได้ไหม? วางมือได้ไหม? เมื่อก่อนกิจกรรมทำทุกเดือน ปัจจุบันเหลือเดือนเว้นเดือน ได้แก่ทุกสัปดาห์แรกของเดือนเลขคี่ ถ้าว่างก็ไปฝึกละ ฝึกวางกันนะครับ”

การทำงานจิตอาสาโดยส่วนตัวแล้ว พิสิษฐ์เล่าว่า ได้รับประโยชน์มากมาย ตั้งแต่การฝึกสมาธิและการมีความตั้งใจกับการทำงาน ได้ประยุกต์ใช้กับงานและชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการละ การวางกิเลสในการอยากทำสิ่งต่างๆ 

“ผมนำใช้ในชีวิตประจำวันด้วยว่า เราจะจัดการกับความรู้สึกขัดใจไม่พอใจอย่างไร? กลายเป็นคนใหม่ไปเลย”พิสิษฐ์พักอยู่ย่านพระราม 2 และบางทีพักอยู่ที่บ้านย่านลำลูกกา คลอง 2 หากวันสุดสัปดาห์จะเดินทางมาที่สวนโมกข์กรุงเทพ ปัจจุบันอายุ  45 ปีแล้ว ทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศ งานจิตอาสาของพิสิษฐ์ใช้หลักไม่เบียดเบียนตัวเอง จัดสรรและบริหารเวลาอย่างมีความสุข

พัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง บุญหล่อเลี้ยงกายใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548591

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 09:47 น.

พัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง บุญหล่อเลี้ยงกายใจ

โดย วรธาร ทัดแก้ว

“นิก” พัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง กรรมการผู้จัดการ บริษัทในเครือ FDI Group กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาครบวงจรแบบวันสต็อป เซอร์วิส ให้กับนักลงทุนไทยและต่างประเทศ

นอกจากเป็นผู้บริหารที่มีบุคลิกดี หน้าตาสดใส ยังมีอัธยาศัยงาม มีจิตใจใฝ่ในการทำบุญ ชอบแบ่งปัน และเป็นคนมองโลกในแง่ดีเสมอจนเป็นที่รักของลูกน้องและเพื่อนๆ

พัชราภรณ์ เป็นผู้หญิงรุ่นใหม่ที่เชื่อในเรื่องกรรม (บุญและบาป) เชื่อว่าทำกรรมดีย่อมได้ดี ทำกรรมชั่วย่อมได้ชั่ว ทำบุญย่อมได้บุญ ทำบาปย่อมได้บาป

ดังนั้น เธอจึงเลือกทำแต่กรรมดี ทั้งหาโอกาสทำและลงมือทำทันทีเมื่อโอกาสมาเคาะประตูบ้าน จะไม่ยอมปล่อยให้โอกาสนั้นผ่านไปเปล่าๆ นี่คือตัวตนของเธอ

เธอเป็นคนชอบทำบุญโดยคุณพ่อคุณแม่จะพาเข้าวัดตั้งแต่เด็ก เช่น ไปทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน ฟังเทศน์ เวียนเทียนในวันสำคัญทางพุทธศาสนา สิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมจิตใจและติดตัวเธอมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อถึงวันสำคัญทางศาสนาไม่เคยพลาด ทุกวันนี้เวลาไปทำบุญจะไปพร้อมครอบครัวพ่อแม่ลูก

“จริงๆ แล้วการทำบุญในพระพุทธศาสนามีหลายวิธี แต่บุญที่นิกทำประจำคือทาน (การให้) หรือที่พระเรียกว่า ‘ทานมัย’ (บุญสำเร็จได้ด้วยการให้) นิกว่าทานมัยทำได้ง่ายจึงทำอยู่ตลอด มีทั้งทำกับพระสงฆ์ เช่น ถวายสังฆทาน ใส่บาตร บริจาคค่าน้ำค่าไฟวัด ถวายหนังสือพระเณร ถวายหลอดไฟ หรือปัจจัยสี่อื่นๆ ที่เห็นว่าจำเป็นกับพระ เช่น ยารักษาโรค เป็นต้น”

นอกจากนี้ พอถึงวันสำคัญของเธอหรือคนในครอบครัว เช่น วันเกิดตัวเอง วันเกิดลูก วันเกิดสามี ก็จะพากันไปทำบุญที่วัด บางทีไปทำบุญกับพระเณรอาพาธที่โรงพยาบาลสงฆ์ ถวายปัจจัยเป็นค่ายารักษาโรค ถวายเป็นค่าไฟให้กับโรงพยาบาลสงฆ์ หรือไปทำบุญโลงศพที่วัดหัวลำโพง บางครั้งก็ทำกับมูลนิธิต่างๆ เช่น บริจาคเงินซื้อเครื่องมือแพทย์กับมูลนิธิกรมหลวงสงขลานครินทร์ เป็นต้น

นอกจากทำบุญกับพระสงฆ์และคนทั่วไปแล้ว นิกยังทำบุญกับสัตว์ด้วย ซึ่งเรียกว่า “ทานมัย” แต่เป็นประเภท “อภัยทาน” หรือ “ชีวิตทาน” เป็นการให้ชีวิตกับเขา เช่น การปล่อยปลา การไถ่ชีวิตโค-กระบือ ไม่ให้ถูกฆ่า เป็นต้น และทุกครั้งไม่ว่าจะทำบุญอะไรเธอก็จะคอยสอนและอธิบายให้ลูกเข้าใจในการทำบุญนั้นไปด้วย

“เวลาที่นิกได้ทำบุญจะเกิดความสุขและความปีติขึ้นในใจตลอด หลังจากทำไปแล้ว มาหวนระลึกถึงอีกทีก็ยังเกิดปีติสุขในบุญอยู่ เป็นอย่างนี้ตลอดค่ะ เรียกว่าบุญกุศลหล่อเลี้ยงใจเราให้มีความสุข มีความเบิกบาน และมีความผ่องแผ้วบริสุทธิ์ทุกเมื่อ”

การให้ธรรมะเป็นทานเป็นบุญอีกอย่างหนึ่งที่เธอทำ ก็คือ การเขียนข้อคิดที่สร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตและการทำงานให้คนได้อ่านและนำไปใช้

ยกตัวอย่างบทความที่เขียน เช่น ปัจจัยหลักที่จะนำไปสู่เส้นชัย เธอบอกว่าการที่คนเราจะไปสู่เส้นชัยคือความสำเร็จได้นั้น ต้องประกอบด้วยความคิด ความเชื่อ ความศรัทธา และการลงมือทำจึงจะสำเร็จ บางวันก็เขียนคำคมสั้นๆ และข้อคิดเชิงธรรมะเพื่อเตือนใจตัวเอง

“หลายคนอ่านแล้วมีฟีดแบ็กกลับมาดีค่ะ บางคนนำไปพัฒนาตัวเองจนประสบความสำเร็จ บางคนอ่านแล้วมีกำลังใจพลังในการต่อสู้และไม่ยอมแพ้ต่อชีวิตและโชคชะตา บางคนเจอปัญหาชีวิตมากมาย พอได้อ่านก็ทำให้ตั้งสติได้ พร้อมเดินหน้าเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น”

อย่าลืมติดตามเฟซบุ๊ก“นิก พัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง” รับรองว่าทุกคนจะได้อ่านข้อคิด บทความ และฮาวทูดีๆ  แน่นอน

‘ภูวดี คุนผลิน’ หัวเรือใหญ่ The Chaophraya Cruise

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548586

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 09:24 น.

‘ภูวดี คุนผลิน’ หัวเรือใหญ่ The Chaophraya Cruise

โดย พงษ์พัทธ์ วงยะลา

หากเอ่ยถึงกรุงเทพฯ เมืองหลวงของไทยนั้นถือเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวในความสวยงามของสถาปัตยกรรมและวิถีชุมชน จากกระแสความนิยมนี้ทำให้ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ เพื่อเที่ยวชมวัดวาอารามและบ้านเรือนสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นจำนวนมาก จนทำให้กรุงเทพฯ ติดอันดับเมืองน่าเที่ยวของโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

จากโอกาสทางการตลาดนี้เองทำให้ครอบครัวคุนผลิน ซึ่งเดินทางล่องเรือสำราญในต่างประเทศเป็นประจำ ได้ให้ความสนใจในการสร้างตลาดเรือสำราญขึ้นเพื่อท่องเที่ยวชมสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาของกรุงเทพฯ โดยมี เอ๋-ภูวดี คุนผลิน พี่สาวของ อั๋น-ภูวนาทคุนผลิน ดีเจชื่อดัง รับหน้าที่ดูแลกิจการของครอบครัวในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการเรือเจ้าพระยาครุยส์ (Chaophraya Cruise)

แม้จะมีโอกาสในตลาดแต่ธุรกิจนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในยุคนั้น  คุณภูวดี กล่าวว่า ในวันที่เริ่มธุรกิจ คุณแม่ คือ ดร.มาลีรัตน์ คุนผลิน และคุณภูวดี ไม่ได้มีฐานลูกค้าในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวอยู่เลย ไม่ได้มีเรือสำราญของตัวเอง ทุกอย่างต้องสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เรือลำแรกถูกต่อขึ้นอย่างสวยงาม ผสมผสานความเป็นวัฒนธรรมไทยและสากล  เพื่อสร้างความเป็นเอกลักษณ์เรือสำราญแบบไทยโมเดิร์นรองรับลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ

ทีมงานได้มีโอกาสล่องเรือชมทิวทัศน์อันสวยงาม 2 ฝากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาของกรุงเทพฯ เพื่อนำชมธุรกิจของครอบครัวคุนผลิน โดยคุณภูวดีกล่าวต้อนรับทักทายด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง  หลังจากเดินนำหน้าขบวนรำกลองยาวที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวขึ้นสู่เรือลำสวย ณ ท่าเรือ ห้างสรรพสินค้าริเวอร์ซิตี้

เธอกล่าวถึงธุรกิจว่า การทำการตลาดธุรกิจเรือสำราญนั้นไม่ง่ายเลย ในระยะแรกต้องเริ่มจากศูนย์  โจทย์ที่เธอได้รับคือต้องหาความแตกต่างของเรือเจ้าพระยาครุยส์กับเรือลำอื่นๆ ที่วิ่งให้บริการอยู่ในขณะนั้น  เธอและคุณแม่จึงต้องหาลูกค้าเอง เดินทางไปโรดโชว์ต่างประเทศ ทำการตลาดใหม่ทั้งหมด ประสานงานเอเยนซี่ทัวร์ต่างๆ เพื่อให้แบรนด์ของ The Chaophraya Cruise เป็นที่รู้จักในวงกว้างทั้งตลาดต่างประเทศและในประเทศ ซึ่งระยะแรกลูกค้าเป็นกลุ่มชาวไทยและชาวยุโรป แต่ก็ยังมีไม่มากนัก ทำให้ต้องให้บริการแต่เพียงช่วงวันหยุดเสาร์และอาทิตย์  ก่อนที่จะขยายมาให้บริการในเวลาช่วงค่ำของทุกวันอย่างเช่นปัจจุบัน        

ภูวดีได้ย้อนอดีตในการทำธุรกิจเมื่อ 14 ปีก่อนว่า แม้จะไม่ง่ายนักที่จะสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในตลาดในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่ด้วยความที่ไทยเป็นเมืองท่องเที่ยว โชคในทางธุรกิจเริ่มเข้าข้าง เมื่อทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ได้สนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยวในช่วงเวลานั้น ทำให้บริษัทนำเรือ  Chaophraya Cruise เข้ารับการสนับสนุนด้านการเงิน การลงทุนในการดำเนินธุรกิจในขณะนั้น ทำให้มีโอกาสไปโรดโชว์หาลูกค้าในประเทศต่างๆ และเนื่องจากมีการประชุมกลุ่มรัฐมนตรีเศรษฐกิจเอเปกในประเทศไทย ทำให้โอกาสของธุรกิจเรือสำราญเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากการโปรโมทด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องของภาครัฐและเอกชน

จากเรือเพียง 1 ลำ ในปี 2006 ที่ได้รับทุนสนับสนุนการต่อเรือจาก BOI และการขยายตัวของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากที่เรือเริ่มเปิดให้บริการล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยาในยามค่ำคืนได้สักระยะหนึ่ง ก็มีกระแสตอบรับจากเหล่าบรรดานักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้บริษัท Number One Ferry (ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของเรือเจ้าพระยาครุยส์)ตัดสินใจต่อเรือสำราญล่องแม่น้ำเจ้าพระยาขนาดใหญ่เพิ่มเติมขึ้น ได้แก่ “เรือเดอะแกรนด์เจ้าพระยาครุยส์” ขยายธุรกิจล่องเรือดินเนอร์แม่น้ำให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น  เพื่อบริการล่องเรือเป็นหมู่คณะ แบบส่วนตัว บริการเช่าเหมาลำเหมาเฉพาะชั้น  และล่องเรือดินเนอร์ชมแม่น้ำเจ้าพระยา ในเทศกาลต่างๆ ทั้งวันปีใหม่ วาเลนไทน์ และลอยกระทง ฯลฯ

“สิ่งสำคัญในการให้บริการธุรกิจเรือสำราญ คือ ความใส่ใจในบริการ  ทั้งพนักงาน การแสดงโชว์ต่างๆ และอาหารการกินบนเรือที่มีความหลากหลาย และมีอาหารฮาลาลไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวชาติมุสลิม การมีการบริการที่ดีเหล่านี้เพื่อสร้างความประทับใจตลอดการเดินทาง2 ชั่วโมงบนเรือ และเป็นการสร้างการบอกต่อไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่  เรือของบริษัทนั้นออกแบบด้วยเอกลักษณ์ที่สวยงาม เป็นเรือสองชั้น ชั้นล่างเป็นห้องแอร์  ชั้นบนเป็นบรรยากาศเปิดโล่ง ลมพัดเย็นสบาย สามารถนั่งชมทัศนียภาพยามค่ำคืนของสถานที่สำคัญเชิงประวัติศาสตร์ ที่มีการตกแต่งประดับประดาด้วยไฟและสีสันอันงดงาม  อาทิ วัดกัลยาณมิตร  วัดอรุณราชวราราม วัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวัง สะพานพระราม 8 และป้อมพระสุเมรุ รวมทั้งแสงสีที่สวยงามตระการตาของโรงแรมต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา”

ปัจจุบันการแข่งขันตลาดเรือสำราญล่องแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น ในจุดนี้ภูวดีได้ให้ความเห็นว่า การขยายตลาดและโปรโมชั่นต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ นอกเหนือจากการทำการตลาดกับกลุ่มเอเยนซี่ทัวร์และโรงแรมต่างๆ  การทำการตลาดร่วมกับสายการบิน บริษัทจัดงานแต่งงาน บริษัทจัดอีเวนต์ บริษัทบัตรเครดิต ค่ายโทรศัพท์มือถือ ค่ายเพลง ล้วนมีความจำเป็นมากเช่นกัน เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้สามารถมาใช้บริการเช่าเหมาลำในการจัดงานต่างๆ หรือจัดโปรโมชั่นส่วนลดร่วมกับบัตรเครดิต และบัตรอื่นๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้น

“ลูกค้าเราจะเป็นชาวยุโรป รัสเซีย จีนที่มีกำลังซื้อสูง และมีชาวญี่ปุ่นและชาวตะวันออกกลางที่มาท่องเที่ยวอย่างสม่ำเสมอประมาณ 70-80% ในแต่ละปีของลูกค้าคือชาวต่างชาติกลุ่มนี้  และในขณะนี้มีลูกค้าต่างชาติที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ คือ ตลาด AEC ซึ่งในตลาด AEC มีการทำโปรโมชั่นกับเอเยนซี่และโรดโชว์เพิ่มมากขึ้น เพราะเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา  ส่วนลูกค้าที่เหลือคือลูกค้าชาวไทย”

การสร้างตลาดใหม่และการขยายฐานลูกค้าสู่ตลาด AEC นั้นเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชอบท่องเที่ยว มีกำลังซื้อสูง เช่น อินโดนีเซีย นอกเหนือจากตลาดใหม่ในกลุ่มนักเดินทาง การสร้างแบรนด์โดยการหาพันธมิตรธุรกิจใหม่ในการโปรโมทเรือและการร่วมสนับสนุนงานระดับชาตินั้นเป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน โดยเฉพาะในตลาดพรีเมียม ในปี 2560 ที่ผ่านมา เรือเจ้าพระยาครุยส์ได้ให้ความสำคัญในการเข้าไปสนับสนุนกิจกรรมงานต่างๆ อย่างงานใหญ่ในปี 2560 คือ การสนับสนุนการเดินทางทางเรือให้แก่ผู้ร่วมงาน Le Dîner En BlancTM เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2560 โดยงานจัดขึ้นที่บริเวณหอประชุมกองทัพเรือ โดยการร่วมมือกับทางผู้จัดงาน คือ ไอริณ ฤกษะสาร  และ พรรณวิลาสชัยเชาวรัตน์ ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการอาหารมากกว่า 10 ปี สร้างงานอีเวนต์ Le Dîner En BlancTM – Bangkok ให้น่าสนใจ และทำให้เป็นค่ำคืนที่น่าประทับใจในการดินเนอร์

“ดิฉันเองและผู้จัดงาน Le Dîner En BlancTM – Bangkok ชื่อว่า  “กรุงเทพฯ” เป็นสถานที่ที่มีแต่อีเวนต์ระดับโลกมากมายและมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ในเรื่องของอาหารและความเป็นอยู่ ทางเรือเจ้าพระยาครุยส์และผู้จัดงานเชื่อว่าการสร้างความสำเร็จให้กับงาน Le Le Dîner En BlancTM – Bangkok ครั้งแรกนี้จะเป็นการสร้างสิ่งใหม่และเป็นการปูทางอย่างสวยงามสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งในปี 2561 หากมีการจัดงาน Le Dîner En BlancTM – Bangkok  ครั้งที่ 2 ทางเรือยินดีที่จะให้การสนับสนุนการจัดงานอีกครั้ง”

ภูวดี กล่าวว่า การบริการที่ดีและการใส่ใจในลูกค้าถือเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ และการให้บริการเรือสำราญ เฉกเช่นเดียวกับความมีเอกลักษณ์ที่ชวนจดจำในตัวสินค้า ซึ่งการทำงานของทีมผู้บริหารและพนักงานทุกคน ทุกตำแหน่งของ  The Chaophraya Cruise ในจุดนี้ไม่ใช่แค่การทำงานเพื่อรักษามาตรฐาน  แต่ต้องใส่ใจและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเป็นแบรนด์ผู้นำตลาดธุรกิจเรือสำราญล่องแม่น้ำเจ้าพระยา  และต้องรักษาคุณภาพการบริการในระดับพรีเมียม เช่นเดียวกับโรงแรมหรือรีสอร์ท 5 ดาว มีมาตรฐานที่เหมาะสมกับแบรนด์ The Chaophraya Cruise Luxury 5 Star Cruise on Chaophraya River ที่เป็นผู้นำตลาดธุรกิจเรือสำราญมานานกว่า 10 ปี

สิทธิพร สุวรรณสุต สานฝันทั้งงานและท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548584

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 09:18 น.

สิทธิพร สุวรรณสุต สานฝันทั้งงานและท่องเที่ยว

โดย อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร

ปัจจุบันประเทศไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว กล่าวคือมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 หรือ 20% ซึ่งต่อไปก็จะกลายเป็นกลุ่มที่คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ และภาครัฐที่จะต้องให้การดูแลรวมทั้งสวัสดิการต่างๆ

สิทธิพร สุวรรณสุต ในฐานะนายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน รวมทั้งซีอีโอ บริษัท พีดีเฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล และบริษัท ปทุมดีไซน์ดีเวลลอป มีมุมมองที่น่าสนใจเล่าให้ฟังว่า

“สำหรับตนเองปีนี้อายุก็ย่าง 56 ปีแล้ว เหลืออีกแค่ไม่กี่ปีก็จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้สูงวัยเช่นกัน หากย้อนความคิดกลับก่อนหน้านี้เคยตั้งใจว่าจะขอเกษียณตัวเองที่อายุ 55 แต่เอาเข้าจริงๆ เวลาผ่านมันไปเร็วเหลือเกิน รู้สึกใจหายเหมือนกันนะ เฮ้ย!… หนุ่มน้อยลงอีกปีแล้วหรือนี่”

ทุกวันนี้ สิทธิพร ขยายภาพให้เห็นว่า งานที่ทำและหน้าที่รับผิดชอบ จะว่างานหนักก็ไม่เชิง จะว่างานสบายๆ ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว

“คือชีวิตมันคุ้นชินกับการทำงานและก็ไม่ชอบหยุดนิ่ง เพราะเป็นคนชอบคิด ชอบทำอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา บ่อยครั้งความคิดและสิ่งที่ทำมันก็แหวกแนวหรือล้ำหน้าเกินไป จนเพื่อนๆ ร่วมธุรกิจรับสร้างบ้านเขาตามกันไม่ทัน มีหลายๆ เรื่องที่เขาไม่ยอมรับความคิดเรา แต่สุดท้ายเรื่องที่เราคิดและทำเมื่อ 10 กว่าปีก่อน มาวันนี้ก็เห็นเขาเริ่มทำตามแล้วนะ

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา งานที่บริษัท ลูกๆ ก็เข้ามาเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์กัน โดยให้เขาเริ่มทำงานตั้งแต่ระดับพนักงานทั่วไป เหตุผลก็เพราะว่าต้องการให้รู้ว่าระดับผู้ปฏิบัติเขาทำงานกันอย่างไร และที่สำคัญเขาจะต้องทำงานให้เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ พี่ๆ ร่วมงานก่อนจะได้รับโอกาสและไต่เต้าขึ้นมาเป็นหัวหน้างานหรือผู้บริหารในอนาคต

ตอนนี้เริ่มถ่ายงานประจำหลายๆ อย่างให้กับทีมผู้จัดการรุ่นใหม่และลูกๆ รับผิดชอบแทน แต่ยังคอยเฝ้าดูและให้คำแนะนำอยู่ใกล้ๆ ส่วนเขาจะตัดสินใจและผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร นั่นก็ต้องยอมรับมันให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบก็ตาม

ไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถเฟดตัวเองออกมาจากงานประจำได้ งานทุกวันนี้ก็หันมาเดินสายต่างจังหวัด เพื่อเยี่ยมเยียนทีมงานพร้อมกับแวะเที่ยวสถานที่สวยๆ ไปด้วย”

สิทธิพร กล่าวว่า สำหรับสิ่งที่วางแผนไว้ในใจและอยากทำหลังเกษียณก็คือ อยากจะหนีเมืองกรุงแล้วไปอาศัยอยู่ในชนบท จะเป็นท้องทุ่งนา ภูเขา ริมแม่น้ำ หรือทะเลก็ได้หมด

“ยอมรับว่าความคิดนี้ เกิดจากแรงบันดาลใจที่มาจากการเดินทางออกไปยังต่างจังหวัดบ่อยๆ ในระยะ 7-8 ปีที่ผ่านมา รู้สึกหลงเสน่ห์ผู้คนและธรรมชาติในชนบท วางแผนไว้ว่าจะสร้างบ้านหลังเล็กๆ สักหลัง อยู่ในสภาพแวดล้อมและอากาศดีๆ มีสาธารณูปโภคพื้นฐานพอประมาณ มีสถานพยาบาลไม่ไกลมากนัก

อาศัยอยู่กัน 2 ตายาย ชีวิตไม่ต้องคิดอะไรมากมาย ปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ดอก ทำพอสนุกๆ พอได้ออกกำลัง เพื่อจะมีสุขภาพที่ดีตามวัย ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่แบบพึ่งยาพึ่งหมอมากนัก มีลูกหลานแวะมาเยี่ยมเยียนบ้างเป็นครั้งคราว สำคัญที่สุด คือไม่อยากจะกลายเป็นผู้สูงวัยที่เป็นภาระของลูกหลานและภาครัฐหรอกนะ

ส่วนเรื่องงาน ถ้ายังมีใครเห็นประโยชน์ก็อยากจะถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ อาจเป็นลักษณะรับงานบรรยายเพื่อเป็นวิทยาทานก็พอ คงไม่รับงานอะไรมากนักแค่ได้พบปะกันไม่ให้หลุดโลกตกยุคเท่านั้นพอ”

ทั้งนี้ หลายๆ คนชอบไปท่องเที่ยวต่างประเทศ แต่สำหรับสิทธิพรและภรรยาชื่นชอบที่จะเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทยมากกว่า โดยเฉพาะในชนบทที่วิถีชีวิตของผู้คนยังเป็นแบบสังคมไทยในอดีต

“ความเป็นกันเอง ศิลปหัตกรรมของชุมชนที่ยังคงรักษาไว้ รอยยิ้มต้อนรับ และคำเชิญชวนให้ช่วยอุดหนุนสินค้าที่ชาวบ้านนำมาขาย ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะควักกระเป๋าซื้อกลับมาอย่างเต็มใจ ถือเป็นการกระจายรายได้ เพื่อเขาจะได้ไม่ทิ้งถิ่นฐานแล้วอพยพเข้ามาทำงานในเมือง แถมยังช่วยดูแลสภาพแวดล้อมและธรรมชาติในชนบทเอาไว้ให้เราและลูกหลานอีกด้วย

ทุกครั้งที่มีโอกาสได้สัมผัสก็รู้สึกมีความสุข จนแทบไม่อยากกลับเข้าเมืองมาเลยจริงๆ หลายปีมานี้อาจนับได้ว่าเป็นกิจกรรมหลักในช่วงวันหยุดประจำสัปดาห์ของเราไปแล้ว ทุกคนไม่มีทางรับรู้สิ่งที่เล่าได้ ถ้าหากไม่ออกไปสัมผัสกับบรรยากาศจริงๆ”

เมื่อถึงวันที่ต้องเกษียณจากการทำงานจริงๆ เป้าหมายแรกของสิทธิพร คือหยุดทำงานประจำ แล้วจัดการกับเงินออมที่มี เพื่อบริหารให้เพียงพอตลอดชีวิต

“รีบลงมือทำตามความคิดที่เล่ามาข้างต้นให้เป็นจริง ซึ่งตอนนี้ก็เล็งๆ ไว้หลายที่ เช่น เชียงราย เพชรบูรณ์ บุรีรัมย์ ภูเก็ต และอีกหลายที่ แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจแน่นอนว่าจะไปปักหลักวัยเกษียณที่จังหวัดใด ยังพอมีเวลาศึกษาอีกระยะหนึ่ง สำคัญที่ว่าตั้งใจจะเกษียณด้วยวัย 60 ปี ก็ไม่รู้ว่าน้องๆ ทีมงานและลูกๆ จะยอมปล่อยให้หยุดทำงานหรือไม่น่ะสิ พวกเขาบอกว่าผมยังหนุ่มอยู่นะ

เชื่อว่ามีหลายคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน น่าจะเริ่มวางแผนการใช้ชีวิตหลังเกษียณไว้แล้ว อาจคล้ายหรือแตกต่างกันก็ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน แต่ก็เชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ ก็อยากจะบอกว่าอย่าช้า ช่วงอายุปูนนี้เวลามันผ่านไปเร็วจริงๆ ถ้าไม่อยากเป็นภาระของลูกหลานมากนัก คิดและวางแผนไว้แต่เนิ่นๆ ยิ่งถ้ามีแผน 1 และแผน 2 สำรองไว้ก็ยิ่งดี แต่สำหรับตนเองเวลานี้มีถึง 3 แผนแล้ว” สิทธิพร กล่าว