กินดี อายุยืน ยืดอายุอวัยวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548426

  • วันที่ 19 เม.ย. 2561 เวลา 12:05 น.

กินดี อายุยืน ยืดอายุอวัยวะ

เรื่อง กันย์ ภาพ pixabay

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบชัดเจนขึ้นทุกวัน สาระของการเป็นผู้สูงวัยว่าจะอยู่จนอายุเท่าไร ไม่สำคัญเท่ากับต้องอายุยืนแบบสุขภาพดีไม่เจ็บไข้ได้ป่วย เจ็บออดๆ แอดๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดีพอสมควร จะไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องพึ่งหาคนอื่นจนเกินสมควรนั้นเป็นเรื่องที่ดี

มีข้อมูลที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เกี่ยวกับวิธียืดอายุ 10 อวัยวะ ที่ใครๆ ก็ทำได้ โดยได้อ้างอิงผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ดร.โรแนน แฟคโทรา แห่งสถาบันการแพทย์ Cleveland Clinic สหรัฐ ได้เด็ดยอดวิธียืดอายุอวัยวะต่างๆ ไว้ ดังนี้

1.สมอง – ความเสื่อมของสมอง ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ตัวช่วยคือการ นิวโรบิกส์ เอ็กเซอร์ไซส์ หรือการทำกิจกรรมที่ต้องใช้มือทั้งสองข้างทำงานประสานกัน เช่น ทำสวน เย็บผ้า ทำกับข้าว ช่วยให้สมองทั้งซีกซ้ายและขวาได้รับการกระตุ้นและทำงานไปพร้อมกัน เลือกกิน ปลาทะเล ถั่วเปลือกแข็ง และธัญพืช ฝึกเจริญสติก่อนนอน กำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออก จนกว่าจะหลับ ช่วยลดความเครียดและทำให้สมองปลอดโปร่ง

2.ดวงตา – หลังอายุ 40 ปี ดวงตา จอประสาทตา เลนส์ตาจะเสื่อมลง ควรสวมแว่นกันแดด ก่อนทำกิจกรรมกลางแจ้งทุกครั้ง ส่วนผู้ที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์ ควรพักสายตาทุกๆ 45 นาที อย่างน้อย 5-10 นาที เพื่อคลายเครียดให้สายตาและงดใช้โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตก่อนนอน

3.หู – คนสูงวัย 1 ใน 3 คน มีปัญหาเรื่องการได้ยิน ควรหลีกเลี่ยงการทำงานหรืออาศัยอยู่ในที่ที่มีเสียงดัง หากจำเป็นต้องใส่เครื่องป้องกัน งดสั่งน้ำมูกแรงๆ หรือกลั้นจาม เพราะอาจทำให้เยื่อแก้วหูมีปัญหา งดแคะหูเอง เพราะขี้หูเป็นขี้ผึ้งรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ การแคะหูทำให้เกิดการอักเสบและเยื่อแก้วหูฉีกขาดได้

4.ปอด – หลังอายุ 30 ปี ประสิทธิภาพการทำงานของปอดจะลดลงราวร้อยละ 1 ควรว่ายน้ำ หรือวิ่ง อย่างน้อยวันละ 45 นาที-1 ชั่วโมง เลือกใช้สมุนไพรไทยปรับธาตุ จิบยาตรีผลา ก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1 แก้ว หลีกเลี่ยงควันธูป ควันจากการประกอบอาหาร ฝุ่นขนาดเล็ก และสารเคมีที่มีไอระเหยต่างๆ

5.หัวใจ – หลังอายุ 65 ปี จะเริ่มมีโอกาสเป็นโรคหัวใจ เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจที่ลดลงสวนทางกับอัตราการหนาตัวของผนังหัวใจที่เพิ่มขึ้น งดอาหารหวาน มัน เค็ม รักษาความดันโลหิต และน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรว่ายน้ำ เดิน วิ่ง โยคะ รวมถึงการยกน้ำหนัก ช่วยให้หัวใจทำงานต่อเนื่อง กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง ลองปลูกต้นไม้ ไปทำกิจกรรมในสวนสาธารณะ หรือมีสัตว์เลี้ยง

6.ไต – หลังอายุ 50 ปี ไตจะเริ่มเสื่อมลงทีละน้อยๆ การดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นเรื่องที่ดี สถาบันการแพทย์สหรัฐ ระบุว่า ผู้ชายอายุ 19 ปีขึ้นไป ต้องดื่มน้ำ 13 แก้ว/วัน ขณะที่ผู้หญิง ต้องการน้ำวันละ 9 แก้ว งดปรุงแต่งรสอาหารโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น น้ำตาล เกลือ หรือซอสต่างๆ ต้องควบคุมน้ำหนักตัว และความดันโลหิตไม่ให้เกินเกณฑ์

7.สำไส้ – หลังอายุ 60 ปี ร่างกายจะดูดซึมสารอาหารได้น้อยลง จึงต้องกินอาหารที่ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารทอด ควรกินโยเกิร์ต 1 ถ้วยทุกวัน เสริมโปรไบโอติก เพิ่มปริมาณแบคทีเรียดีในลำไส้ ลองฝึกโยคะช่วยระบบย่อยทุกเช้าหลังตื่นนอน อย่างท่าแมว ท่าสุนัข ท่าสามเหลี่ยม ท่าสะพาน และท่าศพ ครั้งละ 3-5 ลมหายใจ

8.กระดูก – หลังอายุ 35 ปี ความหนาแน่นของมวลกระดูกจะลดลงราวร้อยละ 1 และจะมีอัตราลดลงเร็วขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ควรยกน้ำหนัก หรือกระโดดขึ้น-ลง 20 ครั้ง วันละ 2 เซต เพิ่มเมนูไทยๆ เปี่ยมแคลเซียม เช่น น้ำพริกกะปิปลาทูทอดกับผักสด อย่างน้อย 3-4 มื้อ/สัปดาห์ ระวังการใช้ยาสเตียรอยด์และยาลูกกลอนที่มีผลทำให้กระดูกพรุน

9.กล้ามเนื้อ – หลังอายุ 40 ปี มวลกล้ามเนื้อจะลดลงและเปลี่ยนเป็นไขมัน อัตรานั้นไม่สม่ำเสมอขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ออกกำลังด้วยการวิดพื้น สควอต และยกน้ำหนัก ท่าละ 15-20 ครั้ง นับเป็น 1 เซต ทำทุกวันอย่างน้อยครั้งละ 2 เซต

การกินอาหารที่มีสารแอนติออกซิแดนต์สูง เช่น ผักหลากสี ผลไม้รสเปรี้ยว รสฝาดขม จะช่วยชะลอกระบวนการเสื่อมของเซลล์ตามปกติได้ อย่าลืมเสริมด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำสมาธิ และหาโอกาสออกไปพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อลดความเครียด (ตัวการเร่งให้เกิดกระบวนการเสื่อมของเซลล์) เท่านี้ก็ช่วยยืดอายุให้อวัยวะต่างๆ ได้

เอิร์ทเดย์ 2561 ขอให้โลกไร้ขยะพลาสติก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548423

  • วันที่ 19 เม.ย. 2561 เวลา 11:54 น.

เอิร์ทเดย์ 2561 ขอให้โลกไร้ขยะพลาสติก

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี ภาพ อีพีเอ, เอเอฟพี

22 เม.ย.ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวันคุ้มครองโลก หรือเอิร์ทเดย์ ซึ่งในแต่ละปีนั้นจะมีหัวข้อในการพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไปตามปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหาใหญ่ในช่วงปีนั้น และในปี 2561 นี้ เอิร์ทเดย์ได้กำหนดหัวข้อว่า End Plastic Pollution สืบเนื่องจากปัญหาการพบไมโครพลาสติกในทะเล และตกค้างในตัวสัตว์ทะเลมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ และมนุษย์ก็บริโภคอาหารทะเลที่ปนเปื้อนไมโครพลาสติกกลับสู่ตัวเราเอง

ขยะนั้นคืนสนอง

ช่วงเวลาที่ผ่านมาชาวกรุงเทพฯ ได้เผชิญปัญหามลพิษทางอากาศด้วยฝุ่นควันขนาดเล็กเกินกว่า2.5 พีเอ็ม จนเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน แต่กลับกลายเป็นเรื่องเล็กในทันที เมื่อโลกทั้งใบโดยเฉพาะความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้กำลังเผชิญปัญหาขยะพลาสติกขั้นรุนแรงที่สุดเท่าที่เราเคยมีการศึกษาวิจัยมา

หลายคนตั้งคำถามว่าปัญหาขยะพลาสติกไม่ใช่เรื่องใหม่ ทำไมถึงได้ตื่นตระหนกกันไปมากมาย ซึ่งถูกต้องแล้วที่ว่าปัญหาขยะพลาสติกไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ไมโครพลาสติกที่เกิดจากการย่อยสลายพลาสติก กำลังแพร่กระจายอยู่ในระบบนิเวศ อยู่ในอาหารและน้ำดื่มที่เราบริโภคกันอยู่ทุกวันนี้

ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พูดถึงธีมใหญ่ของเอิร์ทเดย์ ในปีนี้ที่กล่าวถึงการจัดการปัญหาขยะพลาสติก ก็เพื่อจะขับเคลื่อนให้คนทั่วโลกตระหนักถึงปัญหาขยะพลาสติกที่สั่งสมมานาน “และจะเป็นประเด็นที่เอิร์ทเดย์จะพูดถึงไปอีก 2 ปี จนถึงประมาณปี 2563 ซึ่งจะครบ 50 ปีของการก่อตั้งเอิร์ทเดย์ แล้วจบปัญหาขยะพลาสติกโดยให้ทั่วโลกมีส่วนร่วมช่วยกันแก้ไขให้ได้

การแก้ปัญหาขยะพลาสติก ตบมือข้างเดียวมันไม่ดัง ต้องมีการเน้นถึงพลาสติกว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ใครเป็นคนผลิตใครเป็นคนใช้ โดยเฉพาะพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ซึ่งไม่ได้มีแนวโน้มที่จะลดลงเลย โดยเฉพาะประเทศในแถบภูมิภาคเอเชีย

หากดูข้อมูลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันถูกลงมีการผลิตเพื่อตอบรับกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผลิตน้ำมันเพิ่มมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้มีการผลิตเม็ดพลาสติกเข้าสู่ท้องตลาด เพิ่มเป็นเงาตามตัวยิ่งมีราคาถูกมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งกระตุ้นให้เกิดการใช้พลาสติกกันมากขึ้นเท่านั้น

ในเอเชียที่มีปัญหาขยะพลาสติกมากที่สุดก็คือ จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาก ก็จะพบปัญหาขยะพลาสติกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การเติบโตของขยะพลาสติกอย่างรวดเร็วนี้ ส่งผลให้มีปัญหาขยะพลาสติกไม่เพียงแต่เฉพาะบนบก แต่ยังแพร่กระจายไปสู่แหล่งน้ำสู่ทะเลจนถูก ย่อยสลายกลายเป็นไมโครพลาสติกที่สร้างผลกระทบในวงกว้างอีกด้วย”

พลาสติกล้นโลก

วาเรเลีย เมอร์ริโน รองประธานเครือข่ายเอิร์ทเดย์ กล่าวถึงปัญหาขยะพลาสติกไว้ว่า พลาสติกที่ถูกผลิตขึ้นราว 9,100 ล้านตัน “ในจำนวนนี้จะกลายเป็นขยะพลาสติกสูงถึง 6,900 ล้านตัน และในจำนวนนี้มีเพียง 9 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ถูกรีไซเคิล จึงเห็นได้ว่าเรายังไม่สามารถจัดการปริมาณขยะจำนวนมหาศาลได้อย่างถูกต้อง และคาดว่าจะมีการผลิตพลาสติกเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว ในอีก 25 ปีข้างหน้า

เวลานี้มีการพบไมโครพลาสติกในน้ำดื่มและปลาที่เรากิน พลาสติกที่เราทิ้งไว้ในธรรมชาติไม่เพียงฆ่าสัตว์ป่าเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก จากความไร้ประสิทธิภาพในการจัดการขยะพลาสติก

มลพิษพลาสติกเป็นความท้าทายที่เราต้องร่วมกันแก้ปัญหา เราเห็นพลาสติกลอยอยู่ในแม่น้ำ ในมหาสมุทรและทะเลสาบของขยะเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพของเราและอนาคตของเยาวชนนับพันล้านคน เราทุกคนมีส่วนร่วมในปัญหานี้โดยไม่รู้ตัว และเราต้องทำทุกอย่างเพื่อลดขยะพลาสติก และท้ายสุดคือการยุติมลพิษพลาสติกลงให้ได้”

ข้อมูลจากเอิร์ทเดย์ยังระบุว่า เมื่อปี 2553 มีการปล่อยขยะลงสู่ทะเลสูงถึง 8 ล้านตัน และมีการคาดการณ์กันว่ามีขยะราว 2 แสนตัน แพร่กระจายไปทั่วท้องทะเล รวมไปถึงก้นมหาสมุทร

7 ปีถัดมา ในปี 2560 พบรายงานของมหาวิทยาลัยกริฟฟิธ ประเทศออสเตรเลีย ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications ระบุว่า ตัวเคยจำนวนมากที่พบในมหาสมุทรแอนตาร์กติก สามารถย่อยเม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนขนาด 31.5 ไมครอน ให้กลายเป็นเม็ดพลาสติกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงไม่ถึง 1 ไมครอน ซึ่งคาดว่าจะมีพลาสติกขนาด 1 ไมครอน แพร่กระจายอยู่ทั่วมหาสมุทรแล้ว

ในขณะเดียวกันยังมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ พบเม็ดไมโครพลาสติกจากขยะอยู่ในท้องของสัตว์ที่อาศัยตามก้นทะเลลึกของมหาสมุทรแปซิฟิก แม้แต่ในสัตว์น้ำที่อาศัยตรงส่วนที่ลึกถึง 11 กิโลเมตร

ด้านมหาวิทยาลัยแห่งชาติไอร์แลนด์ก็รายงานในทิศทางเดียวกัน จากการสำรวจปลาใต้ทะเลลึกขนาดเล็กถึงปานกลางทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก ก็พบไมโครพลาสติกตกค้างอยู่ในกระเพาะปลาทะเลเป็นจำนวนมากกว่า 73 เปอร์เซ็นต์

ประเทศที่มีปัญหาพลาสติกสูงเป็นอันดับ 1 ก็คือ จีน รองลงมาคือ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วนไทยนั้นอยู่อันดับ 6 จากการเก็บข้อมูลของเครือข่ายเอิร์ทเดย์

จากขยะสู่วงจรอาหาร

ไมโครพลาสติก คือชิ้นส่วนพลาสติกที่มีขนาดประมาณ 1 นาโนเมตร  ซึ่งมีขนาดเล็กจนสายตาปกติของเรามองไม่เห็น เกิดจากการย่อยสลายพลาสติกบางส่วนที่ถูกทิ้งไว้ตามธรรมชาติ สามารถปนเปื้อนในน้ำและแพร่กระจายได้ในอากาศ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาไกลตัวเราแต่อย่างใด

องค์การอนามัยโลกได้ออกคำเตือน ผลสำรวจสารตกค้างในน้ำดื่มที่วางขายทั่วโลก พบไมโครพลาสติกปนเปื้อนในน้ำดื่มบรรจุขวดสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และหนึ่งในนั้นมีน้ำขวดจากประเทศไทยรวมอยู่ด้วยโดยขวดที่มีปริมาณไมโครพลาสติกปะปนสูงสุดมีมากกว่า 1 หมื่นเม็ด ซึ่งจากการสำรวจทั้งหมด 259 ขวด มีเพียง17 ขวดเท่านั้น ที่ไม่มีไมโครพลาสติกปะปนอยู่

ธารา เล่าต่อว่า นโยบายการจัดการขยะที่มีอยู่นั้นไม่ครอบคลุมและเพียงพอต่อการจัดการปัญหาขยะพลาสติกที่เพิ่มมากขึ้น “หากมองประเทศที่มีการจัดการปัญหาขยะพลาสติกที่ดี เราก็จะพบว่ามีการควบคุมปัญหาขยะพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง และไม่คิดอะไรซับซ้อน เช่น ประเทศนิวซีแลนด์ มีโครงการที่เรียกว่าขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste) ที่เริ่มทำมานานแล้วและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

พวกเขามีการตั้งเป้าหมายว่าใน 10 ปีข้างหน้าจะลดขยะ ลดการผลิตสิ่งที่จะกลายเป็นขยะลงครึ่งหนึ่งการที่ลดลงครึ่งหนึ่งไม่ได้หมายความว่าจะจัดการด้วยการฝังกลบหรือไปสู่การเผา

การลดลงเกิดจากมาตรการ ห้ามการใช้ผลิตภัณฑ์ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ด้วยมาตรการทางภาษีทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค หรือขยายความรับผิดชอบร่วมกันนั่นเอง

ผู้ผลิตต้องคำนึงถึงว่าถ้าจะผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีหีบห่อพลาสติกออกมา จะต้องออกแบบให้ดี คนเอาไปใช้แล้วสามารถนำกลับมาใช้ได้อีกไหม หรือเอาไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้แทนที่จะใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งในขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องลดการใช้เวลาซื้อสินค้า สังเกตว่าเมื่อไปที่นิวซีแลนด์ เขาจะไม่มีการให้ถุงพลาสติกเมื่อซื้อสินค้า แต่จะถามก่อนว่าต้องการไหม ถ้าต้องการก็จะต้องเสียค่าถุงพลาสติกเพิ่มเป็นการผลักภาระสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภค

ในประเทศไทยเองเคยมีงานวิจัยในเรื่องของการลดใช้ถุงพลาสติก ซึ่งก็พบว่าส่วนใหญ่นั้นเห็นด้วยที่จะมีการเรียกเก็บค่าถุงพลาสติกเพิ่มทุกครั้งที่ซื้อสินค้า แต่สิ่งที่เราพบในปัจจุบันก็คือ เมื่อเข้าไปยังร้านค้าก็จะมีการบริการใส่ถุงพลาสติกมาให้ในทันที ซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกไม่ลดน้อยลงไปเลย มิหนำซ้ำขยะพลาสติกเหล่านั้น ส่วนหนึ่งจะถูกพัดพาลงทะเลอีกด้วย

สำหรับไบโอพลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผมมองว่าเป็นแค่ทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดปัญหา แต่ไม่ใช่กระสุนทองคำที่ยิงไปแล้วจะแก้ปัญหาขยะพลาสติกได้ทั้งหมด ทุกอย่างต้องเริ่มจากนโยบายที่ชัดเจน และออกมาตรการที่จูงใจให้ลดใช้พลาสติกมากกว่านี้

ปัญหาธรรมชาติทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปัญหามลพิษทางอากาศ ทางน้ำ และทางบก ทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกันหมด เราเผาขยะ ขับรถใช้น้ำมัน เผาป่า ก็กลายเป็นปัญหามลพิษทางอากาศ เราทิ้งขยะพลาสติกในสิ่งแวดล้อม ปล่อยลงทะเล ไม่จัดการให้ดี สุดท้ายก็ย่อยสลายกลายเป็นไมโครพลาสติกปนเปื้อนในน้ำที่เราดื่ม อยู่ในอาหารที่เรากิน กระทบวนเวียนกันเป็นวัฏจักรกลับมาสู่ตัวเรา” ธารา ทิ้งท้าย

พญ.อณัฏฐ์ชา อัศดามงคล ในโลกความงามที่ไม่หยุดพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548319

  • วันที่ 18 เม.ย. 2561 เวลา 11:01 น.

พญ.อณัฏฐ์ชา อัศดามงคล ในโลกความงามที่ไม่หยุดพัฒนา

เรื่อง ปอย  ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

พื้นฐานเป็นเด็กเรียนดี ชอบเรียนหนังสือชอบหมั่นหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ กอปรกับพื้นฐานครอบครัวเป็นผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลบางมด ซึ่งเป็นปัจจัยให้ก้าวสู่อาชีพแพทย์ผิวหนังที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่ง “คุณหมอเจี๊ยบ” พญ.อณัฏฐ์ชา อัศดามงคล แพทย์ประจำของมิเนอร์ว่า คลินิก ให้บริการในแบบโฮลิสติก สกินแคร์ แอนด์ บิวตี้ เซ็นเตอร์ เน้นความโดดเด่นเรื่องการนำเทรนด์ความงามจากทั่วโลก เข้ามาอัพเดทให้คนไทยสม่ำเสมอ

“หมอผิวหนังต้องชอบศึกษาหาความรู้ค่ะ โลกความงามทุกวันนี้ไม่หยุดพัฒนา มีนวัตกรรม มีคอร์สให้หมอไปเรียนเพิ่มตลอดเวลาเลยนะคะ ซึ่งก็ตรงกับนิสัยหมอค่ะที่เป็นเด็กเรียน จากเมื่อ10 ปีก่อน มีเรื่องฟิลเลอร์ โบทอกซ์ การพัฒนาก็ก้าวมาถึงเรื่องการยกกระชับใบหน้าและลำตัวด้วยไหมละลาย นวัตกรรมล่าสุดก็คือการดูดไขมัน เพื่อเพิ่มขนาดหน้าอกโดยไม่ต้องศัลยกรรม หมอไปศึกษาเรื่องนี้ที่นิวยอร์ก สหรัฐ กำลังนิยมมาก เพราะให้ความเป็นธรรมชาติ และไม่ต้องผ่าตัดค่ะ”

พญ.อณัฏฐ์ชา บอกน้ำเสียงหวานใสเพิ่มบุคลิกหมอสวยสง่า คู่ควรกับอาชีพหมอผิวพรรณ ซึ่งปฏิเสธกันไม่ได้เลย ว่าคืองานที่ใช้ทั้งการสั่งสมประสบการณ์ด้านการแพทย์ ใช้ทั้งภาพลักษณ์บุคลิกน่าประทับใจ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้คนไข้ที่ใฝ่ฝันรูปเป็นทรัพย์ที่สมบูรณ์แบบ

รู้สิ่งที่ผู้หญิงต้องการ

มิเนอร์ว่า คลินิก กำลังก้าวสู่ปีที่ 10 ในเร็วๆ วันนี้ พญ.อณัฏฐ์ชา กล่าวภาคภูมิใจว่าธุรกิจพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ จากวันแรกที่ได้รับคำปรึกษาเรื่องการบริหารคลินิก จากสามี-สุภัทร พฤกษานานนท์ ซึ่งเป็นนักธุรกิจ ได้ให้คำแนะนำเรื่องงานบริหารด้านความงามได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่มีคำว่าติดขัด โดยแนะให้เลือกคลินิกในทำเลที่ดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง จึงเลือกทำเลทองที่ห้างสยามพารากอน

การอัพเดทเทรนด์ความงามใหม่ๆ ก็เป็นหน้าที่ล้วนๆ ซึ่งโดยหน้าที่แพทย์ที่ต้องหมั่นหาความรู้อยู่เสมอ

“เทคนิคเพิ่มขนาดหน้าอกโดยไม่ต้องศัลยกรรม เป็นการย้ายไขมันส่วนเกินออกไปด้วยวิธี fat cell แล้วต่อด้วยกระบวนการของการฉีดไขมันเข้าสู่บริเวณหน้าอก ไม่มีสารเคมีหรือวัตถุแปลกปลอมใดๆ มีความเป็นธรรมชาติและหนึ่งเดียวกับร่างกาย มากกว่าซิลิโคนแบบเดิม หมอได้ไปศึกษาเรื่องนี้ที่นิวยอร์ก แรงบันดาลใจก็เกิดขึ้นจากตัวหมอเองเลยค่ะ หมออายุ 38 ปี มีลูกแล้ว 2 คน น้องเจสัน น้องเจน่า ซึ่งลูกๆ กินนมแม่คนละ 2 ปี สรีระคุณแม่เปลี่ยนไปแน่นอนค่ะ

หน้าอกมีการขยายตั้งแต่ตั้งครรภ์ แล้วเมื่อหยุดให้นมลูก ต่อมน้ำนมก็จะไม่มีการผลิตน้ำนมอีกต่อไป หน้าอกจึงหดลงและมีการคล้อยตัว ซึ่งช่วงให้นมน้องจะเป็นช่วงหน้าอกผู้หญิงเต่งตึง สวยที่สุดเลยนะคะ หมอเชื่อว่าเป็นช่วงที่ผู้หญิงเรามีความสุขที่สุด ทั้งสรีระอกฟูขึ้นมาก หัวใจก็ฟูตามเพราะมีความสุขที่ได้ให้นมลูก แต่หลังจากลูกหย่านมแล้ว หน้าอกแม่ก็ฟีบลงกว่าเดิม หลายๆ คนก็จะรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองกับร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะมันดูแย่กว่าตอนให้นมลูกมากๆ เลยนะคะ

หมอพยายามศึกษาหาวิธีรักษาความงามในเรื่องนี้ เมื่อได้เรียนรู้ก็ชอบยิ่งขึ้นกับวิธีไม่ต้องผ่าตัด ผู้หญิงเราไม่ต้องหวาดกลัว ไม่ต้องเจ็บตัวมาก และเซฟร่างกายไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้นค่ะ” พญ.อณัฏฐ์ชา กล่าวพร้อมรอยยิ้มหวานติดใบหน้า ได้ใจคนไข้โดยถ้วนทั่ว

รอยยิ้มเกิดจากความสุขกับงาน โดยหลักการทำงานของหมอ คือการทำงานภายใต้แนวความคิดที่ว่าต้องให้สิ่งที่ดีที่สุดเสมอ ซึ่งอีกหนึ่งเรื่องที่ผู้หญิงกังวล คือริ้วรอยบนใบหน้า โดยเฉพาะในวัยคุณหมอก็เข้าใจผู้หญิงเรื่องนี้ ลึกซึ้งอีกเช่นกัน

“หมอคุยกับคนไข้ยิ้มตลอดเวลาค่ะ บุคลิกของเราที่ทุกคนบอกคือยิ้มเยอะมาก (ยืนยันด้วยรอยยิ้มสดใส) แล้วยิ่งเราอายุมากขึ้น ก็หลีกเลี่ยงการมีริ้วรอยตามวัยไม่ได้ ร่องแก้มก็เริ่มมา หางตาก็เริ่มมีเส้น หมอก็จะเติมโบทอกซ์ หรือฟิลเลอร์บ้าง แต่ไม่ใช่ว่าเป็นเจ้าของคลินิกแล้วจะเติมตลอดเวลานะคะ (คราวนี้บอกพลางหัวเราะ) จะฉีดเติมเมื่อเห็นริ้วรอยชัดเท่านั้นค่ะ เป็นการเสริมความมั่นใจในหน้าที่การงาน และเพิ่มความเชื่อมั่นให้คนไข้ด้วย เพราะถ้าคุณหมอดูแลตัวเองไม่ได้ดีแล้ว จะไปดูแลคนอื่นได้อย่างไร”

จุดเด่นบนใบหน้าคุณหมอหน้าตาสวย สะดุดตาที่ดวงตากลมโตเป็นประกายสดใส ใต้ตามีรอยบุ๋มเล็กๆ คล้ายลักยิ้ม ไม่เหมือนใครที่คนทั่วไปมีรอยบุ๋มแบบนี้ตรงมุมปาก

“ร่องรอยบนใบหน้านับเป็นโหงวเฮ้งอีกอย่างหนึ่งค่ะ หมอเจี๊ยบมีความรู้เรื่องดูโหงวเฮ้งได้ด้วยนะคะ ได้มาจากการศึกษากับอาจารย์ผู้รู้หลายๆ ท่าน ความงามควรไปคู่กับโหงวเฮ้งที่ดี การปรับใบหน้าได้ถูกหลัก แล้วชีวิตดีรู้สึกมีความสุขขึ้น สวยขึ้น เป็นสิ่งควรทำค่ะ

ผู้หญิงไม่ควรปล่อยให้บริเวณขมับยุบ เพราะจะส่งผลมีปัญหาเรื่องความรัก ซึ่งตรงส่วนนี้ก็จะเป็นไปตามวัยด้วยนะคะ แฟตแพ็กบนใบหน้าจะหายไป บางคนอายุ 30 ปีต้นๆ ขมับ แก้มก็ยุบหายได้แล้วค่ะ แต่บางคนก็อายุ 40 กว่าปีจึงจะเห็นว่าใบหน้าเปลี่ยนไป ร่องแก้ม ถุงใต้ตา ก็ทยอยดาหน้ากันมานะคะ ยิ่งบางคนมีทั้งถุงทั้งร่อง หมอต้องได้วิเคราะห์ใบหน้าคนไข้ก่อนจะเข้ารับการรักษา หมอเจี๊ยบไม่รับปรึกษาทางโทรศัพท์นะคะ  ต้องเข้ามาหาให้หมอเห็นตัวจริงจึงจะบอกได้ ดี หรือไม่ดี ไม่เห็นหน้ากันชัดๆ ก็อาจจะวิเคราะห์ผิดกันได้นะคะ

จมูก คือโหงวเฮ้งกลางใบหน้าที่สำคัญมาก คนจมูกสวย ใบหน้าโดยรวมก็จะดูดีโดยอัตโนมัติ นวัตกรรมเติมใบหน้าให้มีมิติรับใบหน้า ทั้งจมูก คาง ได้ด้วยฟิลเลอร์ และเมื่ออายุเพิ่มขึ้นหนังตาก็จะตก ปรับแก้ไขได้หลายวิธีค่ะ ทั้งโบทอกซ์ร้อยไหม นวัตกรรมที่วิธีช่วยทำให้ใบหน้าเราเฟรชสดใสได้ค่ะ

คนไข้หลายคนติดหมอเจี๊ยบ (บอกพลางยิ้มหวานอีก) เพราะฉะนั้นถ้าเปิดสาขา 2-3 หมอวิ่งไม่ไหวแน่นอน จึงเป็นเหตุผลที่หมอไม่คิดเพิ่มสาขาค่ะ มิเนอร์ว่า คลินิกมีสาขาเดียวคือที่พารากอน แล้วด้วยนโยบายก็คือทำคลินิกเน้นฝีมือแพทย์ ทุกคนต้องได้เจอหมอเจี๊ยบค่ะยกเว้นวันอาทิตย์ จะได้เจอหมอท่านอื่นแทน 1 วัน หมอเจี๊ยบขอเป็นวันหยุดเป็นวันของการดูแลครอบครัวนะคะ”

ชีวิตที่ดีต้องรักษาบาลานซ์ 

ใบหน้าอ่อนเยาว์กว่าวัย แถมเป็นคุณแม่ลูก 2 หุ่นแบบบางน้ำหนักไม่ถึง 50 กิโลกรัม พญ.อณัฏฐ์ชา เผยความลับการใช้ชีวิตที่น่าพึงพอใจ ต้องรักษา 3 คำคือ Work Life Balance ความสมดุลระหว่าง สุขภาพ ชีวิต ครอบครัว และงาน แม้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ต้องมีเป้าหมายที่จะไปถึงความสำเร็จนั้นให้ได้ แม้จะยากแค่ไหนก็ตาม

“หมอเข้าคลินิกวันละ 5 ชั่วโมงกว่าๆ ค่ะ หยุดวันอาทิตย์เพื่อใช้ชีวิตกับครอบครัว ทุกวันนี้หมอไม่ไว้ใจให้พี่เลี้ยงรับผิดชอบทั้งหมด หมอรับส่งลูก 2 คนไปโรงเรียน เราอุ่นใจได้ดูแลลูกๆ ด้วยตัวเองนะคะ แล้วได้ตื่นเช้าด้วย หลังจากส่งลูกแล้วก็มีเวลาเป็นของตัวเองด้วยค่ะ หมอเข้าฟิตเนสไปวิ่ง หมอเป็นสายเบิร์นคาร์ดิโอ แท็กทีมกับสามี ไปวิ่งด้วยกัน ก็เลยทำให้เราวิ่งเร็วพอๆ กับผู้ชาย ระยะทาง 3 กิโลเมตรที่วิ่งทุกวัน หมอวิ่งได้ไม่ถึง 30 นาที 20 กว่าๆ ก็เบิร์นได้แล้วค่ะ ล่าสุดไปลงสนามวิ่งระยะ 10 กิโลเมตรกับสามี เป็นการออกกำลังที่ใช้เวลาร่วมกันได้อย่างดีเลยนะคะ”

เคล็ดลับหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม ใบหน้าอ่อนเยาว์เช่นนี้ พญ.อณัฏฐ์ชา บอกสบายๆ พร้อมรอยยิ้มอีกเช่นเคยว่าคนไข้โดยเฉพาะคนต่างชาติ ถึงกับถามไถ่กันตรงๆ ว่าเป็นหมอหน้าเด็กแบบนี้ สะสมประสบการณ์มีความชำนาญในอาชีพจริงหรือไม่?!!

“หมอไม่โกรธนะคะ (หัวเราะ) เพราะอยากได้ใบไหน วุฒิบัตรเวชศาสตร์ความงาม American Academy of Aesthetic Medicine เกียรติบัตรแพทย์ด้านเครื่องเลเซอร์ University of Miami หรือโบทอกซ์ ฟิลเลอร์ New York University School of Medicine สหรัฐ ประกาศนียบัตรเวชศาสตร์ชะลอวัย Emory University School of Medicine ทุกใบจากสหรัฐ กระทั่งผลการเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ด้วยคะแนนระดับเกียรตินิยม และจบแพทยศาสตรบัณฑิต โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระดับเกียรตินิยมอีกเช่นกัน มีให้ดูครบทุกใบค่ะ

พญ.อณัฏฐ์ชา บอกพลางหัวเราะเบาๆ และย้ำว่าสไตล์หมอไม่แรง แต่ตรงไปตรงมา ใช่ ไม่ใช่ ทำได้ ไม่ได้ ก็จะบอกกันด้วยรอยยิ้มเช่นนี้

“อยากเช่นการดูดไขมันเพื่อเพิ่มขนาดหน้าอกโดยไม่ต้องศัลยกรรม นวัตกรรมนี้หมอเลือกทำเพราะน่าสนใจ ทำแล้วปลอดภัย ไม่เจ็บด้วยนะคะ แล้วหมอลงมือปฏิบัติเอง ซึ่งหมอไม่ใช่หมอศัลยกรรม จึงมีกรอบด้วยค่ะว่าสิ่งไหนทำได้ หรือทำไม่ได้ หมอบอกตรงๆ เลยค่ะ” พญ.อณัฏฐ์ชา กล่าวทิ้งท้ายซึ่งก็แน่นอนว่ามาพร้อมรอยยิ้มมั่นใจอีกเช่นเคย เป็นบุคลิกคุณหมอสายสวยหวานที่ให้ความเชื่อมั่นคนไข้ได้ว่า เรื่องความงามปรึกษาคุณหมอคนนี้ได้เลย

ธุรกิจ (ต้อง) มี ‘เรื่อง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548318

  • วันที่ 18 เม.ย. 2561 เวลา 10:57 น.

ธุรกิจ (ต้อง) มี ‘เรื่อง’

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า, จีรวัฒน์ กล้ากะชีวิต

ตอนนี้การสร้างธุรกิจ ปั้นแบรนด์ขึ้นมา ไม่ใช่เพียงแค่คุณจะขายอะไร ขายใคร ที่ไหน ขายอย่างไร แต่สิ่งที่คุณจะขายต้องมีเรื่องราวอันน่าจดจำ โดนใจ เข้าไปสัมผัสใจของผู้ซื้อให้ได้

การสร้างเรื่องราวให้กับสินค้าจึงเป็นอีกสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ เพราะความเชื่อใจ วางใจ จนสามารถนำไปสู่การยอมควักเงินเพื่อซื้อ และกลับมาซื้อซ้ำนั้นสำคัญ

ธุรกิจกับการเล่าเรื่อง

ในยุคที่ผู้คนมีอิสระในการเป็นผู้สร้าง ผู้นำเสนอ ทำให้วงการธุรกิจเกิดการแข่งขันสูง จะให้อยู่รอด องค์กรจำเป็นต้องมีจุดยืนและการนำเสนอที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหรือผู้รับ

เนื้อหา (Content) เป็นส่วนสำคัญในการทำให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านั้นเข้าใจและจดจำสิ่งที่ต้องการจะบอก จึงเป็นที่มาของหลักสูตร The Story ปลุกจิตวิญญาณการใช้ศาสตร์และศิลป์สร้างคอนเทนต์ ตอบรับยุคคอนเทนต์ครองตลาดดิจิทัล

เป็นการร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยศรีปทุม และเหล่าสุดยอดนักพัฒนาคอนเทนต์ของประเทศไทย ภายใต้แนวความคิด Content is the King

มานินทร์ เจริญลาภ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า พยายามสอนการเล่าเรื่องในหลายรูปแบบเป้าหมาย คืออยากให้ผู้ประกอบการสามารถเล่าเรื่องโปรดักต์ เล่าเรื่ององค์กร หรือแม้กระทั่งเล่าเรื่องตัวเองได้

“ถ้าจะสอนให้เล่าเรื่ององค์กรอย่างเดียวมันอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมเกินไป เพราะเราเชื่อว่าเขาอยู่กับองค์กรมานานมากๆ คงเล่ามาหลายรูปแบบแล้ว เราอยากชวนเขามาเห็นและออกมาลองวิธีคิดการคิดเล่าเรื่องอื่นๆ บ้าง”

ดร.เอกพล ณ สงขลา

ดร.เอกพล ณ สงขลา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ กล่าวว่า การทำธุรกิจคือการปรับความเชื่อของคนให้เชื่อว่ามันสำเร็จได้ เน้นหลักการจัดการในองค์กร โดยมีหลักคิด 5 ข้อ

1.ต้องสื่อสารด้วยเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่

2.สร้างแรงบันดาลใจเพื่อเชื่อมโยงเป้าหมาย โยงความเป็นส่วนตัวกับความสัมพันธ์ขององค์กร เพื่อให้ก้าวไปเป็นหนึ่ง

3.เปลี่ยนแรงบันดาลใจ เป็นการลงมือปฏิบัติ จุดประกายให้คนลงมือทำ

4.เลือกเครื่องมือที่เหมาะสม เนื่องจากคนเรามีหลากหลายเจเนอเรชั่น

5.อย่ายอมแพ้

ในขณะที่ผู้เรียน พิมพ์สิริ ทองร่มโพธิ์ ผู้จัดการแผนกพัฒนาทรัพยากรบุคคล บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น บอกว่า “อุตสาหกรรมที่ทำอยู่คือเอนเตอร์เทนเมนต์โรงภาพยนตร์ เรามีสิ่งที่อยากบอกเล่าให้ลูกค้า สตอรี่ เทลลิ่ง จะเข้ามาเติมเต็มในทุกงาน และกลายเป็นคุณสมบัติหนึ่งไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งใดก็ตามในองค์กร

พิมพ์สิริ ทองร่มโพธิ์

ถ้าคุณสามารถเล่าเรื่องได้ มันมีค่ามาก เรื่องบางเรื่องถ้าสามารถเล่าออกมาเป็นเรื่องราวได้จะทำให้คนจดจำได้ดีกว่าอะไรที่มันเป็นทฤษฎี เป็นหลักการ เป็นเหตุผลเยอะๆ

ธุรกิจทุกวันนี้เปลี่ยนตลอดเวลา สิ่งที่เราเคยทำได้ ณ วันหนึ่ง มันไม่ได้แปลว่าเราก๊อบปี้แล้วเอาไปใช้กับโปรเจกต์อื่นได้ มันก็ต้องเปลี่ยน”

พะเนียง พงษธา นักลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ มาเรียนเพราะก่อนหน้านี้เขาเป็นนักลงทุนที่คิดถึงตัวเองเป็นหลัก ต่อมาจึงมีเป้าหมายว่าเมื่อชีวิตประสบความสำเร็จ อยากทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

ปัจจุบันเขามีอีกบทบาท คือเป็นสมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า สมาคมที่ให้ความรู้ และนำรายได้ไปบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เขามีหน้าที่รับผิดชอบระดมทุน ทักษะการเล่าเรื่องและการสื่อสารจึงเป็นสิ่งสำคัญในหน้าที่นี้

“นอกจากวิทยากรที่ให้ความรู้ เพื่อนๆ เล่าประสบการณ์ชีวิตให้เราฟัง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เหมือนว่าปกติเราใช้ชีวิตพัฒนาตนเองผ่านประสบการณ์ของเรา แต่จุดนี้เราได้เรียนลัดประสบการณ์ของคนอื่นอีกมากมาย

ผมรู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านี้เปลี่ยนแปลงชีวิตเรา และผมก็จะรวบรวมเรื่องราวเหล่านี้เอาไปแบ่งปันให้ผู้อื่นเช่นกัน”

พะเนียง พงษธา

เรื่องต้องตรึงใจ และแชร์ต่อได้

วันนี้สื่ออยู่ในมือทุกคน ในขณะเดียวกันถ้ามีกระบวนการในการเล่าเรื่องที่ดี ถือว่าได้เปรียบมาก เพราะทุกคนสามารถเล่าเรื่องต่างๆ ได้อย่างอิสระ และเรื่องเหล่านั้นอาจจะไปสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน

ศุ บุญเลี้ยง ครูใหญ่ประจำหลักสูตร เดอะ สตอรี่ กล่าวถึงเสน่ห์การเล่าเรื่องว่า เรื่องที่เล่าจะต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน เริ่มต้นจากห้วงเวลา มีเหตุ มีจุดเร้าใจ มีผลลัพธ์ และข้อคิด

“เรื่องเล่าที่ดีต้องมีคำว่า ‘แต่’ ที่อาจจะขัดแย้งกับตัวเอง หรือกับคนอื่นอย่างมีตรรกะ มีการ ‘ขยัก’ บางอย่างไว้ และมีการ ‘ขยาย’ ตามด้วยการ ‘ขยี้’ ในขณะที่ต้อง ‘ขจัด’ คำซ้ำซ้อนที่ทำให้ลดความน่าสนใจ และปิดท้ายด้วยการ ‘ขัดเกลา’ เพราะข้อมูลรายละเอียดที่มากไปจะทำลายอารมณ์คน”

ด้าน กฤษณ์ บุญญะ หรือบี้ เดอะ สกา ยูทูบเบอร์ (YouTuber) ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก ทำวิดีโอออกมากว่า 600 คลิป มียอดวิวรวมเกือบ 2,000 ล้านวิว สะสมประสบการณ์การเป็นยูทูบ วิดีโอ ครีเอเตอร์ (YouTube VDO Creator) มา 9 ปี ได้แชร์ความรู้ เล่าเรื่องอย่างไรให้โดนใจคนดูและมียอดวิวเป็นล้านๆ

“การทำวิดีโอให้โดนใจ จากประสบการณ์ที่ผมใช้มาตลอดคือ SIC — S หมายถึง Share คือ คอนเทนต์ต้องเป็นสิ่งที่สามารถแบ่งปันประสบการณ์หรือความรู้สึกให้กับคนดูได้

I หมายถึง Interact การทำวิดีโอจะต้องมีการตอบสนองหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนดู

C หมายถึง Connect, Conversation และ Closer ที่สามารถเชื่อมประสบการณ์เข้ากับคอนเทนต์ ไม่ใช่ทำแต่สิ่งที่เราอยากพูด หรือทำแต่สิ่งที่คนอยากดู แต่ต้องหาจุดสนใจ หรือจุดที่พอดีระหว่างคนทำและคนดูให้ได้ ทำให้เกิดบทสนทนาระหว่างคนดูด้วยกัน

สร้างความใกล้ชิดระหว่างคนทำวิดีโอกับคนดู ทำให้คนดูรู้สึกใกล้ชิดกับเรา สิ่งสำคัญในการทำวิดีโอคือ ให้พูดสั้นๆ ว่าอยากให้คนดูทำอะไร เช่น ให้แชร์วิดีโอ หรือให้สับตะไคร้ (Subscribe) อะไรก็ว่าไป (หัวเราะ)”

จักรพงษ์ คงมาลัย

12 ข้อ สร้างเรื่องให้โดนใจ

แต่ละคน แต่ละธุรกิจย่อมมีต้นเรื่อง และเลือกกลวิธีเล่าเรื่องต่างกัน แต่ถ้ายึดหลักคิดว่า ทำคอนเทนต์อย่างไรคนถึงจะแคร์ สนใจเรา จักรพงษ์ คงมาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านคอนเทนต์แห่งวงการดิจิทัล เจ้าของบริษัท มูนช็อท ดิจิทัล ได้สรุปแนวคิดการทำคอนเทนต์ออกเป็น 12 ข้อ ดังนี้

1.ทำความเข้าใจ ให้แยกระหว่างคอนเทนต์ กับมาร์เก็ตติ้ง ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง

2.ควรสร้างฐานคนติดตามที่ยั่งยืนด้วยการทำ Subscription

3.แบรนด์ต้องชัดเจนกับตัวเองว่าพันธสัญญาของตัวเองคืออะไร

4.สร้างบล็อก (Blog) หรือฮับ (Hub) ของข้อมูลตรงกลาง เชื่อมโยงโซเชียลทุกอันเข้ามา

5.ทอล์กอะราวด์ โปรดักต์ หมายถึงสิ่งที่คนจะได้อะไรกลับไป

6.จงตั้งเป้าหมายที่ใหญ่กว่าตัวเราออกไป

7.กำหนดภาพจำที่เหมาะกับธุรกิจเรา

8.เข้าใจ Audience จริงๆ

9.คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งใช้คุยกับบางคน ไม่ใช่ทุกคน

10.แบรนด์ควรจะทำตัวให้มีประโยชน์อย่างไรผ่านคอนเทนต์

11.เพจวิวไม่ใช่การวัดผลที่ยั่งยืนในระยะยาว

12.จะทำคอนเทนต์ จงเคารพคอนเทนต์ อย่าใช้เป็นแค่เครื่องมือประกอบการขาย หมายความว่าเป็นคอนเทนต์ที่คนอยากอ่านจริงๆ

สตอรี่ เทลลิ่ง ยังเป็นแก่นแท้ที่มีความสำคัญ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างคือการเล่าเรื่อง แม้จะผ่านมากี่ยุคสมัย การเล่าเรื่องก็ยังเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และสร้างการรับรู้ให้เกิดขึ้น เฉกเช่นคำว่า Content is the King

ย้อนกาลเก่า เล่ารัตนโกสินทร์ ร.5-ร.7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548230

  • วันที่ 17 เม.ย. 2561 เวลา 11:42 น.

ย้อนกาลเก่า เล่ารัตนโกสินทร์ ร.5-ร.7

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร

กระแสออเจ้า ปลุกรากเหง้าแห่งความเป็นไทย กระแสแต่งไทยนิยมกำลังมาแรง บัตรเคทีซีจึงจัดกิจกรรมย้อนกาลเก่า เล่ารัตนโกสินทร์ สมัย ร.5 จนถึง ร.7 เพื่อย้อนเรื่องราวของรัตนโกสินทร์ผ่านมุมมองที่หลากหลาย สะท้อนให้เห็นสังคมและวิถีชีวิตของผู้คนสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงรัชกาลที่ 7 ตั้งแต่เริ่มวางรากฐานสยามประเทศเพื่อป้องกันการล่าอาณานิคมจากชาติตะวันตก เช่น การแต่งกาย วัฒนธรรมต่างๆ รวมถึงธรรมเนียมปฏิบัติของราชสำนักและปฏิรูปประเทศจนเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ยุคประชาธิปไตย

วัดเบญจมบพิตร

วัดและวังถือเป็น 2 สถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องผูกพันกันมาเสมอในยุคของรัตนโกสินทร์ เช่น วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้น และน่าจะถือได้ว่าเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 5 ซึ่งออกแบบโดยนายช่างใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หรือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัยที่มีศิลปะวิจิตรงดงาม แตกต่างจากวัดทั่วไป

ไม่ว่าจะเป็นพระอุโบสถที่สร้างด้วยหินอ่อนได้สัดส่วนสวยงาม จิตรกรรมฝาผนัง และพระพุทธรูปต่างๆ ก็ล้วนแต่เป็นศิลปะไทยที่งดงามทั้งสิ้น วัดแห่งนี้จึงเป็นที่รู้จักกันดีของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในชื่อของ The Marble Temple

เนื่องจากประดับด้วยหินอ่อนที่ดีที่สุดจากประเทศอิตาลี ด้านนอกเป็นหินอ่อนสีขาว ที่เวลากลางคืนต้องแสงจันทร์วัดจะดูสว่างสกาวสดใสดูวับวาม ส่วนด้านในจะเป็นหินสีที่วางสลับลวดลายกันอย่างสวยงาม อีกทั้งองค์พระประธานก็จำลองมาจากพระพุทธชินราช ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเมืองพิษณุโลก

ความแตกต่างของวัดนี้กับวัดอื่นๆ ในยุครัชกาลที่ 4 ก็คือบริเวณพระระเบียงด้านหลัง หรือวิหารคด เพราะสถาปนิกออกแบบให้วิหารคดโอบอยู่ด้านหลังอุโบสถ เมื่อมองด้านหน้า ด้านใต้ ด้านเหนือ พระอุโบสถ ล้วนกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หากเปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนแหวน ตัวพระอุโบสถเปรียบเหมือนหัวแหวน ระเบียงพระอุโบสถ เรียงรายด้วยพระพุทธรูปโบราณปางต่างๆ รวม 52 องค์ ทั้งปางประทับนั่งและยืนสลับกันราวกับแกลเลอรี่พระพุทธรูป เพราะแต่ละองค์จะมีซุ้มกรอบ ที่มองจากมุมไกลราวกับอยู่ในกรอบรูปเลยทีเดียว ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงรวบรวมมาจากหัวเมืองต่างๆ และจากต่างประเทศ

รูปทรงของพระอุโบสถหลังนี้มีผู้กล่าวว่าเป็นยอดของสถาปัตยกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์  กล่าวคือ เป็นรูปทรงจตุรมุข หน้าบันของมุขเด็จแต่ละด้านมีลวดลายไทยสลักเป็นรูปต่างๆ สวยงามน่าชมมาก อีกทั้งพระพุทธรูปที่ประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่ในพระอุโบสถ คือ พระพุทธชินราชจำลอง โปรดเกล้าฯ ให้ช่างหลวงขึ้นไปจำลองแบบจากองค์เดิมที่ จ.พิษณุโลก ที่มุขเด็จด้านตะวันตก ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่ปิดทองอยู่ติดผนังหลังพระพุทธชินราช พระพุทธรูปนี้เรียกกันอย่างเป็นสามัญว่า หลวงพ่อธรรมจักร ถือเป็นพระศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งของวัด และมีต้นพระศรีมหาโพธิ์พันธุ์พุทธคยา ทางด้านหลังวิหารคดมีต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งได้มาเป็นต้นแรกในรัชกาลที่ 5

อ.นัท-จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรม กล่าวถึงปฐมเหตุการสร้างพระอุโบสถว่า เมื่อแรกสร้างในปี 2441 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ซื้อที่ดินระหว่างคลองผดุงกรุงเกษมจนถึงคลองสามเสนเพื่อสร้างที่ประทับพักผ่อนพระอิริยาบถส่วนพระองค์

ในการนี้มีพระบรมราชโองการประกาศพระบรมราชูทิศถวายที่ดินให้เป็นเขตวิสุงคามสีมาของวัด พร้อมทั้งพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดเบญจมบพิตร อันหมายถึงวัดของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 5 และเพื่อแสดงลำดับรัชกาลในมหาจักรีบรมราชวงศ์

เมื่อครั้งมีการจัดระเบียบพระอารามหลวงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี 2458 วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามได้รับการจัดเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ดังนั้นชื่อวัดจึงมีสร้อยนามต่อท้ายด้วย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร

นอกจากนี้ ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล เขียนบันทึกไว้ โดยเล่าเรื่องการออกร้านในวัดเบญจมบพิตร ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในฤดูหนาว มีพระราชดำริให้ปฏิสังขรณ์วัดครั้งใหญ่ และให้จัดงานฉลองสมโภชวัดในปี 2443 โดยทรงเป็นประธานจัดงานด้วยพระองค์เอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บเงินบำรุงวัด สร้างในส่วนที่ยังไม่เสร็จ งานนี้นับว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ มีการออกร้านมากมายและสนุกสนานยิ่งนัก มีทั้งร้านของพระมหากษัตริย์ ร้านของเจ้านายทั้งฝ่ายในฝ่ายหน้า ร้านของข้าราชการและประชาชน และร้านของชาวต่างประเทศที่มาพึ่งโพธิสมภาร ในงานมีการนมัสการพระประธานในพระอุโบสถ การตักบาตร สนุกกับการละเล่นและมหรสพต่างๆ อีกด้วย งานนี้จึงสนุกสนานและให้ประโยชน์ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมประเพณี และเป็นที่พบปะของหนุ่มสาวในยุคนั้นๆ เช่นกัน

นอกจากนี้ บันทึกนี้ยังเขียนไว้ว่าในการสร้างวัดเบญจมบพิตรนี้ รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ 4 ประการ คือ

1.จะให้เป็นวัดที่แสดงแบบอย่างการช่าง ศิลปกรรม วิจิตรศิลป์ และวัฒนธรรมของไทยในสมัยของพระองค์ ซึ่งใช้ในการคำนวณและออกแบบตามหลักวิชาของตะวันตก

2.จะให้เป็นวัดวิทยาลัย ที่ศึกษาหลักวิชาการทางพระพุทธศาสนา และสามัญศึกษาของกุลบุตรด้วย

3.จะให้เป็นที่รวบรวมพระพุทธรูปโบราณต่างๆ ของไทย

4.จะให้เป็นวัดที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคาร (เถ้ากระดูก) ของพระองค์

ประโยชน์ที่ได้จากการจัดงานออกร้าน มีทั้งด้านวัฒนธรรม การจัดงานที่วัดย่อมจะต้องมีการแสดงด้านศิลปวัฒนธรรม การแต่งกายและดนตรีตามความนิยมของคนไทย นอกจากนั้นยังมีการทำบุญ มีพิธีกร และประเพณีต่างๆ สอดแทรกอยู่ในงานวัดอีกด้วย

ส่วนด้านสังคม มีการพบปะสังสรรค์ และร่วมงานกุศลกันที่วัด โดยมีบุคคลต่างฐานะ ต่างเพศต่างวัยมาชุมนุมกัน องค์พระประมุขของชาติก็ได้มีโอกาสเสด็จมาให้ราษฎรและข้าราชการเฝ้าอย่างใกล้ชิด ก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน

สุดท้ายด้านเศรษฐกิจ มีการซื้อขายสินค้านานาชาติ ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน คนมีเงินก็จ่ายซื้อของต่างๆ คนค้าขายก็ขายสินค้าได้ราคา เป็นผลให้เศรษฐกิจของส่วนรวมดีขึ้น และทางวัดก็ได้เงินไปบำรุงวัดช่วยในการก่อสร้างสำเร็จเรียบร้อยในโอกาสต่อมา

ข้อคิดที่ได้จากเรื่องความสนุกในวัดเบญจมบพิตร ก็คือการบันทึกประสบการณ์ในอดีตไว้เป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะช่วยทำให้คนรุ่นหลังได้ทราบเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ งานเขียนในลักษณะนี้จัดอยู่ในประเภทสารคดี เพราะเป็นเรื่องที่เขียนขึ้นจากความจริง มุ่งให้ความรู้และเพลิดเพลินด้วย

การจัดงานวัดเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยดึงความสนใจของคนให้มารวมอยู่ที่วัด ทำให้เกิดศรัทธาที่จะทะนุบำรุงวัด และเป็นการบำรุงพระพุทธศาสนาไปด้วย ผู้ที่ไปชมงานวัด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลเพศใด วัยใด และมีฐานะทางสังคม อย่างไรย่อมได้ประโยชน์กลับไปตามความสนใจของตน สถานที่หนึ่งในสมัยหนึ่งก็ย่อมมีความหมายแก่คนในสมัยนั้นอย่างหนึ่ง ครั้นกาลเวลาผ่านไปสถานที่แห่งเดียวกันนั้นย่อมมีความหมายที่เปลี่ยนไปสำหรับคนรุ่นหลังๆ

แม้จะเหลือเพียงเรื่องราวและภาพถ่ายเป็นหลักฐาน แต่งานวัดเบญฯ ก็เป็นที่กล่าวขานมาโดยตลอด เพราะเป็นงานวัดที่พิเศษจากงานวัดอื่นๆ มีมหรสพแบบราชสำนัก เช่น โขน ละครใน พร้อมด้วยการออกร้านที่น่าสนใจ เช่น ร้านถ่ายรูปของโรเบิร์ต เลนซ์ ช่างภาพชื่อดัง การเปิดหีบเพลงชาวตะวันตก และหุ่นทรงเครื่องของหม่อมราชวงศ์เถาะในปี 2443 ซึ่งเป็นของแปลกใหม่ในยุคนั้น

อาจารย์นัท เล่าว่า “ภายในงานวัดหลวง ยังมีร้านหลวง หรือร้านของพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งในแต่ละปีจะจัดไม่ซ้ำกัน บ้างก็จำหน่ายหนังสือ บ้างก็จัดแสดงละครเพื่อเก็บเงินเข้าบำรุงวัด แต่ปีที่พิเศษที่สุดคือปี 2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งร้านถ่ายรูปหลวง และเสด็จฯ มาประทับที่ร้านทุกคืน เพื่อทรงถ่ายรูปพระราชทานแก่บรรดาเจ้านาย ข้าราชการ และชาวต่างชาติที่กราบบังคมทูลร้องขอ โดยทรงเก็บค่าถ่ายรูปคนละ 20 บาท เพื่อสมทบทุนโดยเสด็จพระราชกุศล นอกจากนี้ยังทรงออกแบบจัดฉากถ่ายภาพด้วยพระองค์เอง บางฉากทรงทำเป็นกรอบรูปจำลอง แล้วโปรดให้เจ้านายยืนประทับอยู่ด้านหลัง บางฉากทรงกำกับให้โพสท่าต่างๆ หรือบางรูปทรงถ่ายเป็นภาพล้อเลียน เป็นโอกาสที่จะได้เข้าเฝ้า ร.5 ในแบบไพรเวท เรียกได้ว่าเป็นงานที่ทุกคนในยุคนั้นเฝ้ารอ และมีหลายคนที่ได้พบคู่หมายในงานนี้”

พิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดล

เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี 2559 ซึ่งตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สัมผัสเรื่องราวความเป็นอยู่ของเจ้านายฝ่ายในเฉพาะเจ้านายผู้หญิง โดยหลังจากที่พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จฯ กลับจากประพาสยุโรป และตั้งพระทัยให้สวนสุนันทาเป็นพระราชอุทยานส่วนพระองค์

ราชสำนักฝ่ายในหรือพระราชฐานชั้นใน นอกจากจะมีพระที่นั่งอันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ยังมีตำหนักและเรือนต่างๆ ที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับและที่พำนักของพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน

โดยในช่วงต้น ร.5 ยังคงอยู่ในเขตพระบรมมหาราชวัง ต่อมาได้เปลี่ยนไปประทับ ณ พระราชวังดุสิต ภายหลังเมื่อเสด็จฯ กลับจากประพาสยุโรปครั้งที่ 2 จึงมีพระราชประสงค์ให้สร้างสวนสุนันทาเพื่อใช้เป็นที่ประทับอีกแห่งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ้นรัชกาลของพระองค์ การก่อสร้างต่างๆ ยังไม่ทันเสร็จสมบูรณ์ กาลล่วงมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อจนแล้วเสร็จ สวนสุนันทาจึงกลายเป็นราชสำนักฝ่ายในขนาดใหญ่ตลอดสมัยรัชกาลที่ 6-7

พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในหลายพระองค์เสด็จมาประทับ ณ สวนสุนันทา โดยมีตำหนักพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา พระอัครชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นศูนย์กลางสมัยนั้น

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเจ้าจอมมารดาและเจ้าจอมใน ร.5 เข้ามาพำนักอีก 13 ท่าน ซึ่งต่างมีเรือนแยกเป็นสัดส่วน และยังมีบางพระองค์เสด็จฯ เข้ามาประทับเป็นครั้งคราว ซึ่งอาคารสายสุทธานภดลนี้ ถือเป็นศูนย์กลางของราชสำนักฝ่ายในยุคสุดท้ายก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง

พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

เป็นพิพิธภัณฑ์พระมหากษัตริย์ที่กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ และได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยาม พิพิธภัณฑ์นี้แสดงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และของใช้ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ที่มีกลิ่นอายวัฒนธรรมยุโรป

ซึ่งได้รับความนิยมในสมัยนั้น พบกับต้นแบบของการออกแบบสะพานพระพุทธยอดฟ้า สถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดยใช้พระราชลัญจกรในการสร้าง และแบบจำลองโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ปรับอากาศแห่งแรกในอาเซียน และพระอัจฉริยภาพในการทรงประพันธ์บทภาพยนตร์เรื่องแหวนวิเศษ พร้อมอ่านพระราชหัตถเลขาสละพระราชอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญ รวมถึงการสละราชสมบัติและพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยามประเทศ และชมแรงบันดาลใจจากหนังสือทรงอ่าน ซึ่งเป็นหนังสือที่สนพระทัยส่วนพระองค์

ออกกำลังกาย สำหรับนักกอล์ฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548093

  • วันที่ 16 เม.ย. 2561 เวลา 10:03 น.

ออกกำลังกาย สำหรับนักกอล์ฟ

โดย กัตจัง ภาพ เอพี, เอเอฟพี

มีความสงสัยอย่างหนึ่งในการเล่นกอล์ฟว่าจำเป็นขนาดไหนที่นักกีฬากอล์ฟจะต้องเข้ายิมเสริมกล้ามเนื้อ เพื่อให้การเล่นกอล์ฟดีขึ้น เพราะเมื่อเทียบรูปร่างกับนักกีฬาประเภทอื่นแล้วจะออกทางเจ้าเนื้อกว่ามาก

นพ.วีระยุทธ เชาวน์ปรีชา จากศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลวิภาวดี ให้ความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายของนักกีฬากอล์ฟในคลินิคนักกอล์ฟไว้ว่า มีตัวอย่างการศึกษาวิจัยรายงานในเวิลด์ ไซแอนติฟิก คอนเกรซ ออฟ กอล์ฟ 4 (World Scientific Congress of Golf IV)  เรื่อง “การบริหารให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและเปรียบเทียบระยะการตีกอล์ฟ” โดยการแบ่งนักกอล์ฟเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเล่นกอล์ฟตามปกติ อีกกลุ่มหนึ่งเพิ่มโปรแกรมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง 12 แบบที่มีในมาตรฐานการออกกำลังกายทั่วไปเป็นเวลา 7 สัปดาห์ โดยเปรียบเทียบความเร็วหัวไม้ ความเร็วลูกกอล์ฟ และระยะทางของลูกกอล์ฟที่ลอยอยู่ในอากาศทั้งก่อนและหลัง 7 สัปดาห์

พบว่าในกลุ่มที่มีการบริหารกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 54.5 เปอร์เซ็นต์ ความเร็วหัวไม้เพิ่มขึ้น 3.2 เปอร์เซ็นต์  ความเร็วลูกกอล์ฟเพิ่ม 1.2 เปอร์เซ็นต์ ระยะลูกกอล์ฟในอากาศเพิ่ม 0.8 เปอร์เซ็นต์

ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้บริหารกล้ามเนื้อ ความเร็วหัวไม้ลดลง 0.3 เปอร์เซ็นต์ ความเร็วลูกกอล์ฟลดลง 0.1 เปอร์เซ็นต์ และระยะลูกกอล์ฟในอากาศลดลง 0.6 เปอร์เซ็นต์ โดยสรุปของการวิจัย คือ กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องตีกอล์ฟไกลขึ้น คำอธิบายสำหรับนักกอล์ฟที่ฝึกออกกำลังกายทั่วๆ ไปแล้วยังเล่นกอล์ฟไม่ดีขึ้นเช่นเดียวกับผลงานวิจัย ใช้หลักของฟังก์ชั่น เอ็กเซอร์ไซส์ หรือการออกกำลังกายเพื่อการใช้งาน

การฝึกร่างกายแต่ละอย่างจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เพื่อตอบสนองสิ่งที่ทำในลักษณะเช่นเดียวกับการฝึก ซึ่งเป็นหลักการในการฝึกความแข็งแรงและปรับสภาพร่างกายให้เหมาะสมกับการเล่นกีฬาแต่ละชนิด ยกตัวอย่าง เช่น ผู้ที่ฝึกออกกำลังกายปั่นจักรยานทุกวัน จะเป็นนักกีฬาขี่จักรยานที่ดีขึ้น ไม่ใช่นักวิ่งที่ดีขึ้น

ดังนั้น การจะเล่นกอล์ฟให้ดีขึ้นต้องฝึกร่างกายด้วยการซ้อมควบคู่ไปกับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้อง เพื่อสามารถรักษาแกนกระดูกสันหลังให้แข็งแรง มีการทรงตัว และการถ่ายน้ำหนักที่ดีรวมทั้งการบริหารกล้ามเนื้อกลุ่มต่างๆ ที่ใช้การเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกับการเล่นกอล์ฟ

จุดมุ่งหมายของนักกอล์ฟในการบริหาร คือ สามารถออกกำลังกายเพื่อควบคุมวงสวิงได้ เร่งความเร็วหัวไม้ให้กระทบลูกกอล์ฟได้แม่นยำ และหน้าไม้ตั้งฉากกับทิศทางเป้าหมาย สามารถทำซ้ำๆได้ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ เพื่อสุขภาพที่ดีและป้องกันการบาดเจ็บจากการเล่นกอล์ฟ

กล้ามเนื้อที่ใช้เล่นกอล์ฟนอกจากมือ แขน และไหล่ ยังมีกล้ามเนื้อที่จะควบคุมการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลัง ได้แก่ กล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อหลัง กล้ามเนื้อสะโพก กล้ามเนื้อต้นขาทั้งทางด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อใช้ในการหมุนรอบแกนกระดูกสันหลัง แต่ในชีวิตประจำของเราไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อกลุ่มนี้ในการหมุนรอบแกนกระดูกสันหลังเหมือนการเล่นกอล์ฟ แต่ใช้ในการก้ม งอ เอียงหลังเป็นส่วนใหญ่

การออกกำลังกายบริหารที่จะตีกอล์ฟให้ดีขึ้น จึงต้องบริหารยืดเหยียดส่วนต่างๆ ของร่างกาย ตามด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ สะโพก ลำตัว ขา และสร้างให้แข็งแรงเพื่อที่จะเป็นฐานที่มั่นคง และช่วยให้การเร่งความเร็วหัวไม้อยู่ในแนววงสวิงที่ถูกต้องได้ ถ้ากล้ามเนื้อที่จะรักษาแนวแกนกระดูกสันหลังให้แข็งแรงและหมุนไม่ดีแล้ว เมื่อทำดาวน์สวิงจะทำให้แนวแกนกระดูกสันหลังเสียไป ทำให้เสียการสมดุลของร่างกาย ข้อมือจะต้องเหยียดออกไปเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย

การฝึกนอกจากจะต้องตีกอล์ฟอย่างถูกวิธี ในทุกวันควรขึ้นลงบันไดอย่างน้อย 1-2 ชั้น ถ้าเดินไหวไม่ควรใช้รถกอล์ฟและควรมีการฝึกออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษาความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ ถ้ามีอาการปวดเมื่อยควรพักให้หายเป็นปกติก่อนเล่น หากซ้อมไดรฟ์ด้วยหัวไม้เต็มที่จำนวนครั้งจะต้องไม่มากจนเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ และแนะนำว่าควรสลับกับการซ้อมลูกสั้นต่ำกว่า 100 หลาลงมา เพื่อฝึกควบคุมกล้ามเนื้อในส่วนอื่นๆ ด้วย

อย่างไรก็ดี ต้องซ้อมตีให้ถูกวิธีโดยมีครูผู้ฝึกสอนช่วยดูและเรียนรู้วิธีป้องกันการบาดเจ็บ จะทำให้การเล่นกอล์ฟเป็นกีฬาที่ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงได้ไม่แพ้กีฬาชนิดอื่นอย่างแน่นอน

อายุมากวุ้นตาเสื่อมมาเยือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548089

  • วันที่ 16 เม.ย. 2561 เวลา 09:45 น.

อายุมากวุ้นตาเสื่อมมาเยือน

โดย แมงโก้หวาน ภาพ เอเอฟพี

เคยไหมเวลามองท้องฟ้า หรือพื้นสว่างๆ แล้วมีจุด มีเงาดำๆ ลอยไปมาคล้ายแมลงบิน หรือหยากไย่ แต่จริงๆ ไม่มี หรือเคยไหมเวลาอยู่ในห้องมืด อยู่ดีๆ มีไฟแวบขึ้นมาเองเหมือนฟ้าแลบ ถ้าเคยแสดงว่าจอประสาทตามีปัญหาเข้าแล้ว และอาจเกิดจากวุ้นตาเสื่อมก็ได้

พญ.อัจฉรา อัมพรพฤติ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า วุ้นตาเป็นสารใสคล้ายเจลบรรจุอยู่ภายในลูกตาส่วนหลัง ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้แสงผ่าน ให้สารอาหารแก่จอตาและผนังลูกตาชั้นใน ถ้ามีภาวะใดก็ตามที่ทำให้บางส่วนของวุ้นตาขุ่นไป เราจะรู้สึกเห็นเหมือนมีเงา หรือหยากไย่ลอยไปมา อาจมีรูปร่างแตกต่างกันได้หลายแบบ เช่น เป็นจุดเล็กๆ คล้ายลูกน้ำ ยุงบินไปมา เป็นวงกลม วงรี หรือเส้นโค้ง และสังเกตเห็นได้ง่ายหรือชัดขึ้นเวลามองไปยังพื้นผิวที่เป็นสีอ่อน เช่น ผนังห้องสีอ่อนกระดาษสีขาว ท้องฟ้า หรือกลางแดด

เมื่อคนอายุมากขึ้นและเข้าสู่วัยกลางคน วุ้นตาจะมีการเสื่อมตามอายุ ระยะแรกวุ้นตาเริ่มขุ่นเป็นตะกอน เกิดจากเส้นใยคอลลาเจนในวุ้นเจลมีการเสียโครงสร้างบางส่วนจับตัวกันเป็นก้อนๆ ทำให้มีอาการเห็นเป็นเส้น หรือจุดลอยไปลอยมา ตามการกลอกตา ต่อมาวุ้นตามีการหดตัวรวมกันเป็นก้อน หลุดออกจากพื้นจอตา ในระยะนี้บางครั้งบางคนอาจมีอาการเห็นแสงแวบๆ แสงฟ้าแลบ หรือแสงแฟลช

“เมื่อกลอกตาเร็วๆ ในที่มืด ซึ่งเกิดจากมีแรงดึงรั้งที่จอตา ตรงรอยต่อระหว่างส่วนที่วุ้นตาแยกจากจอตาแล้ว กับส่วนที่วุ้นตายังติดกับจอตาอยู่ ในระยะนี้อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงคือมีเลือดออกในวุ้นตา ซึ่งเกิดจากมีการฉีกขาดของจอตาและมีจอตาลอกตามมาได้ อาการจะเห็นตะกอนหนาขึ้น ตามัวลง เห็นภาพขาดหายไป เห็นอะไรมาบังเยอะขึ้น หรือลานสายตาแคบลง แนะนำให้รีบมาพบจักษุแพทย์เพื่อรีบทำการรักษาต่อไป”

พญ.อัจฉรา กล่าวต่อว่า ปกติถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนแสงแวบๆ หรือแสงแฟลชจะน้อยลง และค่อยๆ หายไป ตะกอนในวุ้นตาที่เห็นเป็นจุดเป็นเส้นก็จะค่อยๆ จางไปด้วย

กรณีที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ม่านตาอักเสบ เส้นเลือดในตาอักเสบ สายตาสั้นมาก หรือได้รับอุบัติเหตุมาก่อน อาจจะต้องตรวจอย่างละเอียดต่อไป เพื่อวินิจฉัยแยกโรคอื่นร่วมด้วย เช่น เบาหวานขึ้นจอตา เส้นเลือดในตาอุดตัน วุ้นตาอักเสบ หรือจอตาอักเสบ เป็นต้น

ดร.เอกก์ ภทรธนกุล เอกอุเรื่องธุรกิจและการตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548088

  • วันที่ 16 เม.ย. 2561 เวลา 09:42 น.

ดร.เอกก์ ภทรธนกุล เอกอุเรื่องธุรกิจและการตลาด

โดย วรธาร ทัดแก้ว ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ถ้าเอ่ยถึงนักวิชาการหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงด้านบริหารธุรกิจและการตลาดในยุคนี้ ต้องยกให้ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการด้านการตลาดที่มีแบ็กกราวด์ด้านการศึกษาที่ไม่ธรรมดา โดยสำเร็จการศึกษาเป็นอันดับหนึ่งจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล และเคมบริดจ์

ขณะเดียวกันก็มีผลงานการสร้างแบรนด์ชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น MBK Group ธนาคารกรุงไทย แอร์เอเชีย SCG Packaging และสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จ.เชียงราย

นอกจากนั้น ด้วยความสามารถด้านการถ่ายทอดความรู้ที่ง่ายและสนุก รายการของอาจารย์ทั้งออนไลน์และออฟไลน์จึงได้รับความนิยมอย่างยิ่งจากนักธุรกิจยุคดิจิทัล

ดร.เอกก์ เป็นอาจารย์ที่มีหลายบทบาทให้ต้องรับผิดชอบในเวลาเดียวกัน แต่ทุกบทบาทที่ทำนั้น บทสรุปสุดท้ายอาจารย์ให้ขมวดจบตรงที่ “ความเป็นครู” ผู้ที่ต้องการถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ให้แก่ลูกศิษย์หรือบุคคลทั่วไป โดยมองว่าอาชีพครูเป็นอาชีพที่ภาคภูมิใจ

“ตั้งแต่เล็กไม่เคยคิดอยากจะทำอาชีพอื่น เพราะเชื่อว่าครูที่ดีหนึ่งคนจะสามารถสร้างคนที่เก่งและดีได้เยอะมาก แต่ถ้าเป็นเพียงคนที่เก่งมากจะสร้างประโยชน์แก่องค์กรที่ตนอยู่ได้องค์กรเดียวเท่านั้น”

ความคิดนี้ของ ดร.เอกก์ ได้ถูกนำมาเขียนเป็นวัตถุประสงค์ในการขอสมัครเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยอันดับต้นของโลก ทั้งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ และคอร์เนล ประเทศสหรัฐอเมริกา จนกลายเป็นที่สนใจให้กับอาจารย์ของทั้งสองมหาวิทยาลัยอย่างมาก จึงได้รับเลือกให้เข้าศึกษาต่อจากทั้งสองแห่ง

ในท้ายที่สุดก็สำเร็จการศึกษาเป็นอันดับ 1 จากทั้งสองแห่งด้วย เป็นที่น่าภาคภูมิใจในฐานะคนไทยที่มีความสามารถระดับโลก

“ต้องขอบคุณคุณครูสมัยชั้นประถมฯ มัธยมฯ ที่อบรมสั่งสอน ทุกท่านเป็นครูที่ดีมาก จึงทำให้ผมชื่นชมในตัวครูและอยากจะเป็นครู ปัจจุบันผมเป็นครูมาแล้ว 13-14 ปี เริ่มต้นอาชีพครูเร็วมาก เพราะผมชอบที่จะสอนคนอื่นๆ ตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก

ในอดีตก่อนการสอบ เพื่อนๆ จะมารวมตัวกันเพื่อให้ผมติวหนังสือให้ ซึ่งสอนติวกันจริงจังเลย เมื่อเรียนจบปริญญาตรีจากภาควิชาการตลาด คณะบัญชีฯ จุฬาฯ ด้วยเกียรตินิยมอันดับ1 ศ.ดร.กุณฑลี รื่นรมย์ ปรมาจารย์การตลาดไทยท่านเห็นแววจึงชักชวนให้มาสมัครเป็นครู จึงเป็นจุดเริ่มต้นการเป็นอาจารย์เอกก์ของนิสิตในทุกวันนี้”

ดร.เอกก์ เล่าต่อว่า เป็นครูได้ประมาณปีกว่าก็ได้รับทุนจุฬาฯ 100 ปี ไปศึกษาต่อปริญญาโท ด้านการตลาดบริการ ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนล ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกในสาขานี้ หลังสำเร็จการศึกษาเป็นอันดับ1 ของหลักสูตรจึงกลับมาสอนหนังสือต่ออีก 2 ปี แล้วได้รับทุนอีกครั้งให้ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ

 “การเรียนการสอนของที่นี่จัดว่าโหดมาก เราต้องเริ่มต้นเรียนปริญญาโทใหม่อีกครั้ง เพราะเขาต้องการจะสอบดูคะแนน หากคะแนนไม่ถึงเกณฑ์จะไม่ให้เข้าเรียนต่อในระดับปริญญาเอก เท่ากับรวมระยะเวลาเรียนที่อังกฤษนี้จนจบปริญญาเอก 4 ปีกว่า

ในระหว่างที่เรียนอยู่ก็ยังสอนหนังสือด้วยเช่นเดียวกัน โดยทุกปิดเทอมจะบินกลับมาสอนที่จุฬาฯ หรือแม้แต่ในขณะที่เรียนอยู่ที่นั่น ก็สอนวิชาการตลาดให้แก่นักศึกษาคณะวิศวะฯ ของเคมบริดจ์ รวมถึงยังได้รับโอกาสให้เป็นนักวิชาการอาคันตุกะ (Visiting Scholar) ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา อีกด้วย”

อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด จุฬาฯ มองว่า การได้สอนเด็กนานาชาติที่เก่งมาก ยิ่งเป็นโอกาสที่ได้สั่งสมประสบการณ์ความรู้ด้านการตลาดบริหารทั้งฝั่งอเมริกาและอังกฤษ เพราะการจะเป็นครูที่ดี สามารถสอนคนอื่นได้ ตัวเองจะต้องตกผลึกมาหมดแล้ว

สำหรับบทบาทในปัจจุบันของอาจารย์เอกก์ เป็นทั้งนักวิชาการ ที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์อย่างยั่งยืนให้แก่องค์กรชั้นนำ นักจัดรายการวิทยุ นักเขียน ในทุกบทบาทที่ทำล้วนมีรางวัลเป็นเครื่องการันตีแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นเรื่องแบรนด์องค์กรจากสภาวิจัยแห่งชาติ และบทความวิจัยระดับชาติจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

นอกจากนั้น ผลงานวิจัยของอาจารย์เอกก์ยังได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการด้านจิตวิทยาอันดับ 1 ของโลกอย่าง Psychological Science ด้วย

สองรางวัลล่าสุดที่ได้รับคือ UK Alumni Awards Finalist 2018 ที่มอบโดย British Council รางวัลทรงเกียรติที่มอบให้แก่ศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรดีเด่น ที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมไทย และที่ดร.เอกก์ภูมิใจอย่างที่สุด คือ การเข้ารับพระราชทานรางวัลเทพทอง ประเภทบุคคลดีเด่นด้านวิทยุ จากรายการ Innovative Wisdom ออกอากาศทางสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 101.5 MHz ซึ่งเป็นรายการวิทยุเพื่อการบริหารธุรกิจโดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ที่อาจารย์จัดต่อเนื่องมานาน

“เพราะอยากให้ความรู้แก่คนที่สนใจ การเป็นนักจัดรายการวิทยุจึงเป็นอีกบทบาทหนึ่ง ที่ผมสามารถนำความรู้ที่มีมาบอกเล่าผ่านรายการวิทยุได้ ซึ่งรายการที่ได้รับพระราชทานรางวัลเทพทองนี้เป็นรายการที่ผมจัดมายาวนานถึง 13 ปี แม้ในช่วงเรียนอยู่ในต่างประเทศ เมื่อบินกลับประเทศไทยเมื่อไร จะต้องมาจัดรายการวิทยุ โดยรายการ Innovative Wisdom เป็นรายการที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการตลาด ช่วงเวลาที่จัดคือทุกวันศุกร์เวลา 09.00-09.30 น.

จริงๆ แล้ว ผมเริ่มต้นเป็นนักจัดรายการวิทยุมาตั้งแต่เป็นนิสิตปีสุดท้าย จัดที่คลื่น AM 1089 kHz วิทยุ 1 ปณ. จัดรายการทุกวันเสาร์ 6 ชั่วโมง ซึ่งสมัยนั้นคนฟังวิทยุมีเยอะมาก เรื่องราวที่นำมาจัดรายการจะเป็นเรื่องทั่วไปที่ยังอยู่ในแวดวงการศึกษา เช่น มีสอบชิงทุนที่ไหน อ่านหนังสือให้จำได้ดีต้องทำอย่างไร

การเป็นนักจัดรายการวิทยุนี้เอง ที่ทำให้ต้องค้นหาข้อมูลที่อัพเดทมาพูดคุยออกอากาศ จึงเป็นข้อดีที่ทำให้เรามีข้อมูลต่างๆ และยังสามารถนำไปสอนหนังสือได้อีกด้วย ปัจจุบันจัดทั้งวิทยุจุฬาฯ วิทยุครอบครัวข่าว มีรายการโทรทัศน์ และ Live สดบน Facebook ในเพจ อัจฉริยะการตลาด อยู่เสมอๆ”

ในด้านของการเป็นนักเขียนเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ ดร.เอกก์ รู้สึกภูมิใจเช่นเดียวกัน จากจุดเริ่มต้นที่อยากจะเขียนหนังสือวิชาการที่ยากๆ ให้คนอ่านสามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย และจะนำเงินกำไรที่ได้ไปทำบุญมอบให้แก่สภากาชาดไทย เขียนจนกลายเป็นเล่มหนังสือ “อัจฉริยะการตลาด” ที่มียอดขายเบสต์เซลเลอร์เป็นอันดับ 1 นานกว่า 170 สัปดาห์ในศูนย์หนังสือจุฬาฯ เล่มสอง “อัจฉริยะการตลาดตัดต้นทุน” ก็เป็นอันดับ 1 ของนายอินทร์ทั่วประเทศอยู่หลายสัปดาห์

นอกจากนั้น ยังแปลหนังสือเล่มแรกเป็นภาษาอังกฤษ และได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนังสืออัญมณีแห่งจุฬาฯ ในโอกาสจุฬาครบรอบ 100 ปี เรียกได้ว่าหนังสือของ ดร.เอกก์นั้นได้รับการยอมรับว่าเป็นหนังสือวิชาการที่อ่านง่ายและสนุกอย่างไม่น่าเชื่อ

ด้วยความมุ่งมั่นอยากจะนำความรู้ที่มีมาถ่ายทอดให้แก่ลูกศิษย์ลูกหา ดร.เอกก์ จึงยังคงทำหน้าที่ครูที่ดีด้วยการเสาะหาความรู้ใหม่ๆ ทางการตลาดมาสอนหนังสือ และยังบอกอีกว่าการเป็นครูที่ดีจะต้องให้ความสำคัญใน 2 เรื่อง คือครูที่ดีจะต้องมีระบบความคิดที่ดี จะต้องเป็นผู้ให้ ไม่หวงวิชา แม้ว่าจะเป็นครูที่ไม่เก่ง แต่มีใจที่อยากจะให้ อาจเป็นครูที่เด็กสามารถเรียนรู้ได้มากที่สุด ในขณะเดียวกันครูที่ดีนั้น จะต้องฟังเป็น เขียนเป็น และถ่ายทอดเป็น

“สำหรับการเป็นที่ปรึกษาแบรนด์และการตลาดในองค์กรชั้นนำระดับชาติมากมาย ทั้งจุฬาฯ กระทรวงการคลัง ธนาคารกรุงไทย แอร์เอเชีย เอสซีจี และเอ็มบีเค กรุ๊ป เป็นฐานความรู้ที่ยอดเยี่ยมที่ผมสามารถนำความรู้ทันสมัยในยุคดิจิทัลมาสอนนิสิตได้อย่างโดดเด่นและเข้าใจง่าย”

ด้วยความรู้ความสามารถด้านธุรกิจและการตลาดระดับกูรุูของประเทศ ดร.เอกก์ จึงถือเป็นเพชรเม็ดงามของวงการศึกษาไทย และเป็นที่น่ายินดีที่แวดวงการศึกษาบริหารธุรกิจมีดาวดวงเด่นที่ฉายแสงทั้งเวทีโลกและเวทีระดับชาติ

ที่สำคัญ ยังมีจิตวิญญาณของความเป็นครูอย่างเต็มเปี่ยมอีกด้วย

สกุล บุณยทัต โจรปล้นฟ้าที่เขียนมาก่อนกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547966

  • วันที่ 15 เม.ย. 2561 เวลา 10:56 น.

สกุล บุณยทัต โจรปล้นฟ้าที่เขียนมาก่อนกาล

โดยวันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

คือเรื่องจริงที่หยิบมาเขียน คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคม คือเรื่องจริงที่ชนเผ่าโดนรุกรานที่อยู่ดั้งเดิม สกุล บุณยทัต หยิบเรื่องจริงที่ฝ่ายปกครองรุกราน ฝ่ายถูกปกครองประท้วงสิทธิใน “โจรปล้นฟ้า” นวนิยายเล่มนี้ชาวเขาถูกแทนค่าด้วย “ฟ้า” เพราะนอนบนภูใกล้เกือบถึงฟ้า ครานี้ต้องมานอนกันหน้าทำเนียบฯ คำถามต่อไปคือแล้วใครเล่า…ที่เป็นโจร

ที่สุดของหนทางคือความพ่ายแพ้ ที่แพ้ต่ออำนาจรัฐ แพ้ทุกทางและจนทุกทาง หนึ่งในผู้นำการต่อสู้ ซึ่งเป็นคุณลุงคนหนึ่งตัดสินใจกระโดดลงจากรถไฟก่อนที่รถไฟจะพากลับถึงบ้าน สกุลบอกว่า เขาหยิบความจริงนี้จากข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ สะท้อนออกมาในรูปของวรรณกรรมการต่อสู้

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน เขียนและพิมพ์ครั้งแรกปี 2543 ล่าสุดพิมพ์ครั้งที่ 2 สำนักพิมพ์ อาร์ตี้เฮ้าส์ (ArtyHOUSE) เรื่องราวบอกเล่าถึงเหตุการณ์และสภาวการณ์รุกรานแผ่นดินบนเขา เมื่อคนเมืองขึ้นดอยและแย่งเอาทุกสิ่งจากคนบนภู

“มันเป็นของพวกเขาจริงๆดินแดนเกิดของชนเผ่า แล้วเราก็ไปรุกรานเขาจริงๆ  พวกเขาต้องพ่ายแพ้หมด เรื่องแบบนี้เกิดแล้วเกิดเล่าในยุคสมัยของเรา ผมว่าผมเขียนเรื่องนี้มาก่อนกาลด้วยซ้ำ” สกุลเล่า

เมื่อคนบนเขาลุกขึ้นต่อสู้  กลับไม่มีสิทธิและแพ้คดี คนรุ่นต่อๆ มาก็แพ้ พวกเขาพ่ายแพ้หมดรูป แล้วในอนาคตพวกเขาจะอยู่กันอย่างไร อย่ามองว่าไม่เกี่ยวกัน เราเองในฐานะมนุษยชนและเพื่อนมนุษย์ เราจะทำอย่างไร คิดอย่างไรและร่วมแก้ปัญหานี้อย่างไร เมื่อคนไม่มีโอกาสในสังคมโดนรุกราน โลกกำลังพัฒนาไปไกลแค่ไหน ท่ามกลางแผ่นดินที่กำลังถูกกระทำ

กระแสโซเชียลที่ประท้วงสอบทานนั้น สกุลบอกว่า ในมุมนี้ดีขึ้น อย่างน้อยผู้มีอำนาจวาสนาและขึ้นไปยึดครองแผ่นดินบนดอย ก็ได้ชะงักบ้าง อย่างไรก็ตามทุกอย่างยังเต็มไปด้วยการออกแบบ แผ่นดินทุกตารางนิ้วกลายเป็นคนเมืองที่เป็นเจ้าของยึดครองหมด แต่คนดอยไม่มีแผ่นดินจะอยู่

“บาดแผลและเงื่อนปมในสังคมของเรา รัฐก็รู้อยู่ พวกที่มีอำนาจวาสนาเข้าไปยึดครอง ผลได้สำหรับคนเมือง แต่คนภูเขาที่เคยมีชีวิตที่นั่น มีมิติของการอยู่อาศัยจริงๆ ที่นั่น คุณเอาพวกเขาไปขีดฆ่าที่ไหน” สกุล กล่าว

สกุลวันนี้อายุ 65 ปี เป็นคนเชียงใหม่ เป็นนักเขียนนักวิจารณ์ ใช้ชีวิตอยู่ที่นครปฐมจนค่อนชีวิต เล่นดนตรี เขียนกวี เรื่องสั้น บทละคร นวนิยาย งานวิจารณ์ และสอนละครเป็นงานแห่งชีวิต ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเขียนหนังสือที่เขายกให้เป็น “เสี้ยวศตวรรษ” ของการเขียนงาน

“หนังสือเล่มใหม่ชื่อ หนังแนบเนื้อ เป็นวรรณกรรมวิจารณ์ภาพยนตร์ ยังมีเรื่องสั้นชื่อจุดไฟเผาทุ่งทะเลดอกไม้ ได้รับรางวัลช่อการะเกด ก็จะพิมพ์ใหม่ จัดจำหน่ายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งถัดไปเดือน ต.ค. 2561”

สกุลยังชอบดูหนังมาก ผู้กำกับในดวงใจ คือ เควนติน ทาแรนติโน่ ชอบในมิติที่รุนแรงและความคิดที่พรั่งพรูผ่านแผ่นฟิล์ม ดิบ อาร์ต และสวยงาม ส่วนภาพยนตร์เรื่องโปรดเป็นหนึ่งในหนังคลาสสิกทศวรรษ 1970 เรื่อง Ryan’s Daughter ของ เดวิด ลีน ที่สะท้อนให้เห็นบาปของความเป็นชีวิต โดยหนังเล่นกับตัวละครเพียงไม่กี่ตัว แต่ก็สะกดผู้ชมไว้ได้ตลอดเรื่อง เทคนิคภาพที่ทำให้เห็นไม่ชัดเพราะย้อนแสงก็สวยมาก ล้อให้เห็นชีวิตที่สับสน ย้อนแย้งเหมือนเงาย้อนแสงในภาพยนตร์

“สไตล์ของผมทั้งหนังและงานเขียนคือความหนักที่หนักหนามาก หนักกับชีวิต ผมต้องพูดอย่างนี้ เพราะผมเป็นอย่างนี้ มันคลุมเครือ มันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่คลุมเครือ ซึ่งเป็นความชัดเจนที่สุดในสังคมวันนี้” สกุลเล่า

ปัจจุบันเขายังเปิดร้าน เล่นดนตรีสด ที่นครปฐม ชื่อร้านไลท์ มาย ไฟร์ (Light My Fire) เล่นดนตรีในแนววง เดอะ ดอร์ส (The Doors) วงดนตรีดังยุค 60 การเล่นดนตรีก็เหมือนอีกหลายด้านในชีวิต คือหนักมาก เล่นดนตรีแบบดิบๆ สดๆ ใครสนใจมาแจมกันได้ที่ Light My Fire

สุวัฒน์ชัย ทับทิม วาดอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547961

  • วันที่ 15 เม.ย. 2561 เวลา 10:32 น.

สุวัฒน์ชัย ทับทิม วาดอยุธยา

โดย มัลลิกา นามสง่า

อยุธยายศล่มแล้ว   ลอยสวรรค์ ลงฤๅสิงหาสน์ปรางค์รัตน์บรร เจิดหล้าบุญเพรงพระหากสรรค์ศาสน์รุ่ง เรืองแฮบังอบายเบิกฟ้า  ฝึกฟื้นใจเมืองจาก นิราศนรินทร์ ประพันธ์โดย นายนรินทรธิเบศร์

อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ถูกยกย่องให้เป็นมรดกโลก มีวัด โบราณสถานหลายแห่ง ที่แสดงถึงความรุ่งเรืองในอดีต เป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยว ยิ่งตอนนี้ผลพลอยได้จากละครบุพเพสันนิวาส ทำให้มีประชาชนชาวไทยหลั่งไหลไปเยือน

สุวัฒน์ชัย ทับทิม ศิลปินที่สันทัดงานจิตรกรรมไทยร่วมสมัย เป็นอีกผู้หนึ่งที่มองเห็นความเรืองรอง ของอยุธยา “อยุธยาเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ มีงานศิลปะที่มีเอกลักษณ์ ทั้งวัด พระราชวัง และโบราณสถานต่างๆ ล้วนแสดงถึงความงดงาม ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอยุธยาได้เป็นอย่างดี”

วาดอยุธยา คือนิทรรศการที่ศิลปินได้นำผลงานจิตรกรรมสีอะครีลิกมาจัดแสดง ซึ่งวาดออกมาจากความรู้สึกภาคภูมิใจของอดีตกาล และต้องการให้ผู้ชมได้เห็นความงามในอีกรูปแบบหนึ่ง

“หลายคนรู้จักผมในฐานะศิลปินที่ทำงานในแนวทางศิลปะไทยร่วมสมัย ผมเดินทางมาศึกษาหาข้อมูลในการทำงานที่อยุธยาบ่อยครั้งมาก ด้วยมีความรักในงานศิลปะสมัยอยุธยา ซึ่งงดงาม มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ผมคัดลอกภาพเขียนในวัด วาดภาพจากลายปูนปั้น จากสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่หลงเหลืออยู่ รู้สึกประทับใจในความงามของสิ่งแวดล้อม บรรยากาศที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงาม ธรรมชาติที่ร่มรื่น เมืองที่โอบล้อมด้วยแม่น้ำถึง 3 สาย แอบคิดฝันในใจไว้ว่า สักครั้งหนึ่งอยากจะเขียนภาพทิวทัศน์ของเมืองอยุธยาในรูปแบบของตนเอง รวบรวมนำมาจัดแสดงนิทรรศการสักครั้ง

ผมคิดเสมอ หรือเป็นปณิธานส่วนตัวเลยก็ว่าได้ ที่อยากใช้ความรู้ ความสามารถทางศิลปะของเราให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ เมื่อทางโรงแรมศาลาอยุธยา เรียนเชิญผมมาแสดงผลงานที่โรงแรม ผมจึงคิดว่าเป็นการดีที่ผมจะได้แสดงนิทรรศการในฝัน

ผมจึงเสนอที่จะทำเรื่องอยุธยา แสดงภาพวัดวาอาราม โบราณสถานที่สำคัญอันงดงามของเมืองอยุธยา เพื่อหวังจะใช้งานศิลปะ ภาพทิวทัศน์เมืองอยุธยา แสดงความงดงามของอยุธยาในรูปแบบของงานศิลปะ เพื่อจะดึงดูด เชิญชวนให้ทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาเที่ยวเมืองอยุธยา มาเที่ยวเมืองไทย อันจะนำรายได้และชื่อเสียงมาสู่ประเทศเรา”

วัดพุทไธศวรรย์ วัดใหญ่ชัยมงคล วัดไชยวัฒนาราม วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดหน้าพระเมรุ วัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุ ศิลปินล้วนบรรจงฝีแปรงเพื่อถอดความงามลงบนผืนผ้าใบ

“ผมเลือกสถานที่จากความงาม และความรู้สึกประทับใจที่มีต่อสถานที่นั้นๆ เช่น วัดพุทไธศวรรย์ ตั้งอยู่ริมน้ำ มีปรางค์สีขาวเป็นประธาน เวลาเช้าแสงสวยมาก มีเงาของพระปรางค์สะท้อนอยู่ในน้ำงดงามมากๆ วัดนี้วาดหลายภาพ หลายช่วงเวลา สวยทุกเวลา

เริ่มต้นลงพื้นที่มาสำรวจ ไปตามวัดสำคัญๆ และโบราณสถานต่างๆ โดยสัมผัสบรรยากาศของแต่ละช่วงเวลา ดูแง่มุม ความงามต่างๆ เมื่อรู้สึกว่าประทับใจมากๆ ตรงไหนก็เก็บข้อมูลไว้ และวางแผนว่าจะมาลงมือวาด

งานทั้งหมดมี 15 ภาพ ใช้เวลา 1 ปี ผมใช้วิธีวาดในสถานที่จริง ในที่ๆ สามารถวาดได้ ลงมือวาดและทำกันตรงนั้น ปะทะกับบรรยากาศจริง แสง สีกลิ่น เสียง สร้างสรรค์ด้วยทีแปรงแบบฉับพลัน รวดเร็ว ใช้สีอะครีลิกเขียนลงบนเฟรม และมีบางส่วนที่ไม่เหมาะกับการวาดในที่จริง เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีข้อห้าม มีนักท่องเที่ยวมาก ใช้วิธีถ่ายภาพนำไปทำที่สตูดิโอ

ทุกภาพวาดด้วยการนำความประทับใจต่อสถานที่นั้นๆ มาแปรเปลี่ยนเป็นทีแปรง ร่องรอยการปาดป้าย สีสัน ในแบบของตัวเอง เขียนแบบเร็ว ฉับพลัน สนุก ลดทอนรายละเอียดลง เน้นเฉพาะส่วนที่สำคัญๆ  ของสถานที่นั้น โดยมีทีแปรงและสีสันเป็นตัวเอกในการดึงความรู้สึกประทับใจต่อสถานที่นั้น เป็นภาพสะท้อนจากใจของเราที่มีต่อความงดงามของเมืองอยุธยา”

ออเจ้าทั้งหลายไปชมสถานที่จริงแล้ว อย่าลืมแวะไปชมงานศิลปะที่วาดอยุธยาได้งามจับใจ และกระทบความรู้สึกของการระลึกถึงอดีตความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยา ใน นิทรรศการวาดอยุธยา จัดแสดงถึงวันที่ 29 พ.ค. ณ โรงแรมศาลาอยุธยา จ.พระนคร ศรีอยุธยา