ริธึม ไซคลิง ปั่นสนุกปลุกทุกจังหวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547960

  • วันที่ 15 เม.ย. 2561 เวลา 10:26 น.

ริธึม ไซคลิง ปั่นสนุกปลุกทุกจังหวะ

โดย กั๊ตจัง ภาพ pixabay.com, Absolute You

เดี๋ยวนี้อะไรก็ดูผสมผสานกันไปหมด ไม่เว้นแม้แต่การปั่นจักรยาน ที่ล่าสุดมีการปั่นจักรยานในฟิตเนสผสมผสานกับการแดนซ์ เรียกว่า ริธึม ไซคลิง (Rhythm Cycling) มีที่มาจากคลาสการออกกำลังกายซึ่งเป็นที่นิยมในฟิตเนสของอเมริกา จนมาถึงประเทศไทย

วิทิต คงแสง โค้ชฟิตเนส โอเอ็มเอ็มโอ สตูดิโอ (OMMO Studios) เล่าถึงที่มาที่ไปของ ริธึม ไซคลิง ว่า “การออกกำลังกายแนวใหม่นี้ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คนเล่นฟิตเนสได้ประมาณ 3 ปีแล้ว เริ่มจากคลาสเล็กๆ แล้วแพร่กระจายไปสู่ฟิตเนสอื่นๆ ในเวลาต่อมา ผมมองว่าที่ได้รับความนิยมเนื่องมาจากหลายสาเหตุ

อย่างแรกก็คือ กระแสของการออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยาน ที่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นทุกวัน ต่อมาก็คือ เรื่องของอุปกรณ์การออกกำลังกายก็คือเครื่องปั่นจักรยาน ซึ่งมีประจำอยู่แล้วทุกฟิตเนส เพียงแค่ว่าเราจะใช้ออกกำลังกายในแบบไหน และสุดท้ายก็คือ เรื่องของความสะดวกและความสนุกในการเล่น ผมเชื่อว่าหลายๆ บ้านเคยซื้อเครื่องปั่นจักรยานออกกำลังกายแล้วทิ้งเอาไว้เป็นที่แขวนเสื้อในห้องนั่งเล่น

เพราะปั่นแล้วไม่สนุก รู้สึกเบื่อ ไม่มีความท้าทาย แต่ ริธึม ไซคลิง นั้นจะทำให้การออกกำลังกายด้วยเครื่องปั่นจักรยานธรรมดาๆ มีสีสันและเรียกการเผาผลาญไขมันได้มากขึ้นด้วยจังหวะดนตรี และท่วงท่าการปั่นที่ทำให้ออกกำลังกายได้เกือบทุกส่วน”

โค้ชวิทิต แนะนำถึงแนวทางการออกกำลังกายด้วย ริธึม ไซคลิง ว่าสิ่งที่ต้องเตรียมก็ไม่มีอะไรมาก ขอให้มีแค่ชุดออกกำลังกาย เครื่องปั่นจักรยาน และเครื่องเสียงดีๆ สักชุดก็พอ บางท่านออกกำลังกายคนเดียวที่บ้านก็เปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟนกับหูฟังดีๆ สักชุดก็ได้เช่นกัน สำหรับเครื่องปั่นจักรยานก็อยากให้เลือกเครื่องที่มีคุณภาพที่ดีสักหน่อย มีระบบไฟฟ้าปรับความหนืด และโปรแกรมช่วยเวลาการออกแรงได้ และควรเป็นเครื่องแบบนั่งปั่นเหมือนกับการปั่นจักรยานทั่วไป

คลาสการออกกำลังกายแบบ ริธึมไซคลิง ก็มีตั้งแต่ 30-60 นาที แต่ที่นิยมมากที่สุดจะอยู่ที่ 45 นาที ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ไม่เหนื่อยเกินไปมากนัก การออกกำลังกายทุกประเภทต้องเริ่มจากการวอร์มยืดเส้นยืดสาย เลือกเพลงที่มีจังหวะแดนซ์สนุกๆ ช่วง 5 นาทีแรกให้ปั่นแบบสบายๆ เป็นการวอร์มกล้ามเนื้อ ในระหว่างนี้เราควรปรับความสูงของที่นั่งให้พอดี ป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อทำให้ออกกำลังกายได้ไม่เต็มที่

เข้านาทีที่ 6 เป็นต้นไปค่อยเพิ่มความหนืดเครื่องเพื่อให้ใช้ให้มากขึ้นอีก 2 ระดับเป็นการจำลองการปั่นจริง จากนั้นก็จะมีท่ายืนปั่น ท่ายืนจับแฮนด์โยกไปข้างหน้า ท่าปั่นแบบเอนซ้ายขวา โค้ชบางท่านอาจจะใส่ท่าออกกำลังกายแขน เช่น ท่าชกมวย หรือให้ยกเวตระหว่างปั่นไปด้วยในตัว ทำให้การออกกำลังกายใน 45 นาทีมีประสิทธิภาพในการออกแรงได้ทั่วร่าง ทำให้กล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ที่ไม่ได้ใช้ในการปั่นจักรยานปกติได้ถูกนำมาใช้

ในส่วนของการปั่นจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ปั่นหนืด คือปรับให้เครื่องมีความหนืดทำให้ออกแรงมากขึ้นเป็นการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและพละกำลังขา อีกส่วนคือการปั่นเร็ว เปรียบได้กับการสปรินต์ของนักวิ่งช่วยเพิ่มอัตราการเต้นหัวใจและการเผาผลาญพลังงาน ในแต่ละครั้งต้องมีสลับกัน แล้วแต่ว่าใครอยากจะพัฒนาให้ไปในทิศทางไหนมากกว่ากัน แต่อย่างน้อยในการเล่นจะมีการเผาผลาญพลังงานขั้นต่ำที่ 500 แคล

โค้ชวิทิตทิ้งท้ายว่า ประโยชน์ที่ได้จากการเล่น ริธึม ไซคลิง ก็คือได้ออกกำลังกายทั่วร่างในช่วงเวลาเดียว กล้ามเนื้อแกนกลางได้ออกกำลังมากขึ้น อัตราการเต้นหัวใจและความแข็งแรงดีขึ้น เผาผลาญไขมันได้มาก เป็นการคาร์ดิโอที่ดีอย่างหนึ่ง และที่สำคัญก็คือ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับนักปั่นจักรยานได้มากขึ้น เพราะถือว่าเป็นการฝึกปั่นจักรยาน ที่ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อขาในส่วนอื่นๆ ในแบบที่การปั่นปกติไม่สามารถทำได้ ถ้าให้ดีการเล่นในฟิตเนสจะได้เพื่อนๆ ช่วยกระตุ้นการออกกำลังกายด้วยกัน และยังสามารถนำไปปรับเล่นที่บ้านได้อีกด้วย

อยู่กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตกลมกล่อม ณัฐพล วรรณาภรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547957

  • วันที่ 15 เม.ย. 2561 เวลา 09:50 น.

อยู่กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตกลมกล่อม ณัฐพล วรรณาภรณ์

โดย วราภรณ์  ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

มิก-ณัฐพล วรรณาภรณ์ วัย 37 ปี คือ หนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งชามเริญ สตูดิโอ ที่กรุงเทพฯ ที่โด่งดังในหมู่คนชอบปั้น อดีตนักศึกษาภาควิชาเครื่องเคลือบดินเผา คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่ปัจจุบันมิกขอทิ้งชีวิตในกรุงเทพฯ กลับไปดูแลพ่อแม่ ที่ จ.เชียงใหม่ พร้อมก่อตั้ง “ชามเริญ ซีเอนเอ็กซ์” หรือ “ชามเริญ เชียงใหม่” ไปมีวิถีชีวิตแสนเรียบง่าย สานฝันทำงานปั้นที่บ้านเกิด พร้อมใช้ความรู้และประสบการณ์ด้านสื่อโฆษณา โปรดักชั่นเฮาส์ และดีกรีปริญญาโทด้านมีเดียอาร์ต แอนด์ ดีไซน์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาสร้างสรรค์งานศิลปะ ด้วยการสร้างสตูดิโอกลางสวนเอาใจคนรักงานศิลปะที่อยากปลีกวิเวกตัวเอง การได้อยู่กับธรรมชาติ มิกบอกว่าทำให้ชีวิตของเขากลมกล่อมมากขึ้น ไม่เร็วไม่ช้าเกินไปในการดำเนินชีวิต

เปลี่ยนวิถีชีวิตคนเมืองสู่วิถีชนบท

เมื่อวัย 35 ปี ณัฐพลเริ่มค้นหาวิถีชีวิตที่เรียบง่าย เขาจึงตัดสินใจย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านเกิด อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ตั้งใจจะทำสตูดิโอและปลูกพืชผักในสวน หลังจากที่ใช้ชีวิตเรียนหนังสือระดับปริญญาตรีที่กรุงเทพฯ แม้จะกลับมาเรียนปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้านมีเดีย อาร์ต แอนด์ ดีไซน์ คณะวิจิตรศิลป์ แต่ความเป็นวัยรุ่นที่เสาะแสวงหาและอยากลองงานหลายๆ แบบที่แตกต่างจากงานเซรามิกที่เขาร่ำเรียนมา ซึ่งในสมัยนั้นงานปั้นเซรามิกยังไม่เป็นที่นิยมของคนในการเสพความงามมากนัก หลังศึกษาจบปริญญาโทเขาจึงเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้งมาทำงานด้านมัลติมีเดีย อยู่เบื้องหลังงานโฆษณา ทำอยู่ 6 ปีเขาเกิดความคิดว่า อยากจะกลับไปทำงานเซรามิก จึงเริ่มเปิดสตูดิโอ ชามเริญ ร่วมกับเพื่อนๆ อีก 2 คน ซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมจากผู้เรียนมาเข้าเวิร์กช็อปสร้างสรรค์งานเซรามิกเป็นจำนวนมาก

“ตอนทำงานที่กรุงเทพฯ ผมก็มีความสุขดี เหมือนกับเราได้สานฝันที่เก็บไว้ในใจทำให้เป็นจริงแล้วนะ แต่ทำได้ 5 ปี ความคิดเดิมๆ ที่ผมเคยวางแผนว่าจะทำงานปั้นที่กรุงเทพฯ ครบ 3 ปีแล้วจะกลับบ้าน ประกอบกับอยากกลับมาดูแลพ่อแม่ที่สันกำแพง หลังจากที่ผมเร่ร่อนในเมืองนานแล้ว ไม่ค่อยได้ดูแลพ่อแม่ ผมคิดว่าผมควรกลับบ้านได้แล้ว เพราะพ่อแม่ก็เริ่มแก่แล้ว ซึ่งตอนที่ผมทำงานกรุงเทพฯ พ่อได้ไปบวชพระ พอผมได้กลับบ้านก็ไปเยี่ยมหลวงพ่อบ่อยขึ้น เพราะภาพที่ผมเห็นหลวงพ่อเริ่มชรามากแล้ว ถ้าหลวงพ่อบวชต่อจะดูแลท่านอย่างไร หลวงพ่อไม่สะดวกในการดูแลสุขภาพตัวเอง อีกอย่างหลวงพ่อเห็นผมเทียวไปเทียวมาระหว่างวัดกับบ้านได้ 1 ปี ท่านจึงสึกออกมาอยู่กับลูกและภรรยา ทำให้ผมได้ดูแลท่านเต็มที่”

สตูดิโอกลางสวนธรรมชาติ

หนึ่งในความฝันของมิก คือ ทำบ้านพักพร้อมมีสตูดิโอสัก 3 หลัง ทำเสร็จไปแล้ว 2 หลัง เพื่อให้ศิลปินได้พักผ่อนและทำงานปั้นไปด้วย และเขาคิดว่าคงมีคนที่มีความคิดเหมือนเขา คือหาสถานที่ที่สงบเพื่อสร้างงานศิลปะ และเขาฝันว่าอยากจัดแสดงผลงานปีละครั้ง และอาจจัดเวิร์กช็อปสอนงานปั้นสลับไปบ้าง

“เวิร์กช็อปของผมที่เชียงใหม่อาจไม่เหมือนกับชามเริญ ที่กรุงเทพฯ เพราะผมทำคนเดียวและไม่มีผู้ช่วย จึงเปิดสอนไม่ได้ตลอดเวลา ผมกลับไปอยู่เชียงใหม่ได้ 2 ปีแล้ว ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางหลังจากต้องปรับตัว เหมือนกำลังต่อจิ๊กซอว์ทีละส่วน ภาพจึงค่อยๆ เต็ม ตอนนี้ผมรู้สึกสบายใจกับงานเพราะใกล้ความจริงเข้ามาเรื่อยๆ ทำให้ผมต้องหยุดในการสร้างงานศิลปะซึ่งขัดใจผมมาก เพราะต้องรีบทำงานก่อสร้างก่อน ต้องวิ่งหาช่าง เวลาหมดไปกับกิจกรรมแบบนี้มา 2 ปีแล้ว ผมอยากทำสตูดิโอในสวน ใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศมาปั้นเซรามิกในสวนที่เชียงใหม่ผมก็ยินดี ตอนนี้ผมยังคุยกับชามเริญ ที่กรุงเทพฯ ปรึกษากันตลอดเรื่องทิศทางชามเริญ ที่เชียงใหม่ เรื่องทิศทางจะเดินไปทางไหน ที่นี่เหมือนเป็นสาขาที่ 2 ตอนนี้ปลูกเสร็จ 2 หลังแล้ว ”

นอกจากทำสตูดิโอในสวนแล้ว นิกอยากดึงการทำการเกษตรกรรม ปลูกต้นไม้ให้ผลไว้กินเอง เนื่องจากบ้านมีพื้นที่ การมีชีวิตที่ช้าๆ แล้ว ก็น่าจะเติมให้เต็มด้วยการทำเกษตรกรรมแบบเรือนกระจก  ปลูกผักปลอดสารพิษก็น่าจะดี

ซึ้งในรสพระธรรม

นิกตัดสินใจบวชเรียนตอนกลับไปเชียงใหม่ใหม่ๆ เขาตัดสินใจบวช เนื่องจากก่อนหน้านั้น ขณะที่เขาสอนปั้นเซรามิกอยู่ที่กรุงเทพฯ เขาเคยได้เข้าร่วมฟังธรรมะตามแนวทางของท่านพระพุทธทาสภิกขุ ที่จัดขึ้นที่อุทยานสวนโมกข์กรุงเทพฯ สวนรถไฟ ทำให้เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับธรรมะ ชีวิต และสัจธรรมของชีวิต เขาจึงตั้งใจมาตลอดว่าหากมีโอกาสจะบวชเรียนเพื่อศึกษาพระธรรม เมื่อกลับไปอยู่เชียงใหม่เขาจึงตัดสินใจบวชนาน 3 เดือน

“ที่ตัดสินใจบวชเพราะอยากทำอะไรให้พ่อแม่บ้าง ผมบวชที่วัดป่าดาราภิรมย์ แต่ไปจำวัดที่วัดป่าธรรมประทีป จ.เชียงใหม่ ที่วัดป่ามีการปฏิบัติหลายประเภทที่ถูกจริตกับผม ผมจึงเลือกบวชที่วัดป่า มีการทำวัตรเช้าเย็น การปฏิบัติท่านอาจารย์ให้ปฏิบัติด้วยตัวเอง ฝึกนั่งสมาธิ นั่งวิปัสสนา ทำวัตร บิณฑบาต ช่วยงานถมถนนที่ทางวัดก่อสร้างไว้ ช่วยเขียนแบบบ้าง”

สิ่งที่ณัฐพลได้จากการศึกษาธรรมะ คือ ทำให้เขาได้เห็นความจริงของชีวิตบางมุม ทำให้เขามองสิ่งรอบข้างต่างไปจากเดิม เขามองอะไรละเอียดลึกซึ้งขึ้น อยากกตัญญูรู้คุณพ่อแม่

“ผมพยายามเข้าใจสิ่งที่อยู่รอบตัวเรามากขึ้น ตอนอยู่วัดป่าคล้ายๆ กับการได้ไปปลีกวิเวก มีเวลาคิดทบทวน พิจารณาเกี่ยวกับตัวเอง ถามและดูใจตัวเอง ผมถามตัวเองหลายๆ รอบ ดูใจได้ละเอียดกว่าเดิม และทบทวนสิ่งที่กำลังเป็น ณ ตอนนั้น ซึ่งปกติผมไม่ค่อยได้ตามตัวเองทันเท่าไร พอสึกออกมาใช้ชีวิตปกติ การพิจารณาใจตัวเองผมยังสามารถใช้ได้อยู่ในชีวิตประจำวัน ความคิดตรงนั้นช่วยให้ผมทำอะไรรอบคอบขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเป็นนักเรียน เป็นเด็กศิลปะที่ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ทำก็ทำ ไม่ทำก็ทิ้งเลย เฮฮาสนุกสนานกับเพื่อน ไม่ได้ละเอียดอ่อนต่อการใช้ชีวิตมากนัก”

ธรรมะจึงช่วยให้เขาใช้ชีวิตได้กลมกล่อมมากขึ้น การบวชจึงช่วยขัดเกลาความคิดและจิตใจ

“เมื่อก่อนเราเหมือนเป็นคนหยาบ แต่โดนขัดก็ดีขึ้นกว่าเดิมนิดหนึ่ง ทำให้คนอื่นเดือดร้อนน้อยลง (ยิ้ม) ทำให้พ่อแม่ไม่เป็นกังวลกับผมมาก สำหรับสตูดิสวนรวมทั้งบ้านพัก ตอนนี้ผมตัดสินใจทำให้เสร็จ 2 หลังก่อน แล้วค่อยๆ ทำต่อตามกำลังของตัวเอง ค่อยๆ ทำไป ผมคงจะสุขมากขึ้น หากได้ทำตามกำลังตัวเอง แม้จะมากกว่ากำลังหน่อยหนึ่ง แต่ต้องอยู่ในลิมิตที่ผมรับมือไหว”

ใช้ชีวิตเรียบง่ายที่เชียงใหม่

นิยามการใช้ชีวิตของนิกในปัจจุบันคือใช้ชีวิตช้าๆ เร็วสลับกันไป โดยเขาต้องมองหาจุดสมดุลให้ได้ว่าเมื่อไหร่ควรเร็วและเมื่อไหร่ควรช้า เพราะเขายังอยู่ในวัยที่ต้องทำงาน ที่ต้องรีบเพราะต้องทำงานร่วมกันคนอื่น มีเดทไลน์เป็นตัวกำหนดจึงต้องทำให้เสร็จ

“ในการใช้ชีวิตผมไม่ค่อยเร่งรีบ ที่สำคัญพอได้อยู่ที่เชียงใหม่ ผมสามารถใช้ชีวิตช้าลงได้ เพราะไม่ต้องรีบไป แข่งกับใคร ตอนนี้ผมตื่นเวลา 07.30 น. ใช้ชีวิตประจำวันดื่มกาแฟ อาบน้ำ 08.30 น. ไปคุมงานช่างให้เรียบร้อย ขาดเหลืออะไรซื้อเพิ่มเติม หลัง 4 โมงเย็น บางวันไปกินข้าวกับแม่ที่บ้าน ค่ำๆ นั่งสะสางงาน และเข้านอนตอน 4 ทุ่ม”

ที่เชียงใหม่ มิกคิดว่าเขาสามารถทำชีวิตให้ช้าลงได้อีก

“จริงๆ ผมเป็นคนชอบใช้ชีวิตช้าๆ อยู่แล้ว เพราะผมจะเสียเวลาไปกับการคิดทบทวนเยอะ บางทีผมอยากพักมาก ๆ จะก็หยุดทำทุกอย่าง แล้วอยู่นิ่งๆ ประมาณ 1-2 วัน นั่งนอนอ่านหนังสือเพื่อหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ หรือไม่ก็ไปหาพูดคุยกับเพื่อนๆ ที่ทำงานปั้นเซรามิกเหมือนกัน ได้เจอรุ่นพี่รุ่นน้องดีๆ หลายคนผมสามารถขอคำปรึกษาได้ เขามักให้มุมมองใหม่ๆ กับผม

”นอกจากแนวคิดในการใช้ชีวิตให้ช้าลง งานปั้นก็ทำให้ชีวิตเขายิ่งพบกับโมเมนต์ที่สงบขึ้น เพราะขณะที่เขาได้ทำงานปั้น เหมือนเขาสามารถหยุดเวลาได้ เพราะดินต้องการเวลาที่จะเซตตัว แต่ถ้าช้าเกินไป ทำไม่ถูกจังหวะงานปั้นชิ้นนั้นก็พัง เช่นเดียวกับมนุษย์ก็ควรรู้เวลาที่เหมาะสมในการวงแผนทำอะไรสักอย่าง

“สรุปชีวิตผมตอนนี้ สุขสงบเปรียบเหมือนกำลังเดินไปตามเส้นทางเรื่อยๆ ตามที่ผมอยากเดิน มีความสุขในแบบของมัน มีเครียดบ้างแต่เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ครับ”

เก็บหัวใจบนหนทางแบกเป้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547956

  • วันที่ 15 เม.ย. 2561 เวลา 09:43 น.

เก็บหัวใจบนหนทางแบกเป้

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์ / ครูสุครูอาสาแบกเป้เที่ยว

เรื่องราวของ “สุแบ็กแพ็กเกอร์” (Su Backpacker) ก่อนจะกลายเป็น “ครูสุครูอาสาแบกเป้เที่ยว” หนึ่งในเน็ตไอดอลสายแบกเป้ ที่แบ็กแพ็กเกอร์รู้จักดี หากการเดินทางบนเส้นทางแบกเป้ยังมีอะไรอีกมาก  อะไรอีกมากนั้น อย่างน้อยคือหัวใจ อย่างหนึ่งคือรอยยิ้ม และอีกมากมายคือหยาดน้ำตาที่สอดร้อยเรื่องราวเป็นหนึ่ง “ที่ไม่ลืม” ขอมีส่วนร่วมในการบอกต่ออย่างเต็มใจ

สุนันทา คีรีรักษ์ หรือ “ครูสุ” อายุ 25 ปี จบมัธยมศึกษาในไทยก่อนจะไปเรียนต่อด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยเซกิ (Segi University) กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย จบแล้วกลับมาสอนหนังสือชั้นเด็กปฐมวัย และเด็กพิเศษไฮเปอร์ออทิสติกที่บ้านเกิด โรงเรียนเสนพงศ์  อ.สะเดา จ.สงขลา รวมทั้งผลิตสื่อการเรียนการสอนด้วย

คุณครูเล่าถึงตัวเอง ลึกๆ ครูชอบศิลปะ และใช้ศิลปะนั้นเองรักษาบำบัดเด็ก ช่วงปิดเทอมจะเที่ยว แต่ก่อนเที่ยวอย่างเดียวและเที่ยวคนเดียว เป็นการเที่ยวธรรมชาติเชิงอนุรักษ์ เดินป่าปีนเขา ท่องลำน้ำ อาศัยช่วงปิดเทอมใหญ่ ก็จะแบกเป้เที่ยวยาวไปทุกปี

จุดเปลี่ยนในชีวิตเกิดขึ้นเมื่อไปเที่ยวดอยหลวง เชียงราย เกิดหลงทางไปตัวคนเดียว ลงดอยทางห้วยน้ำดัง แล้วไปติดอยู่ที่ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง ได้อาศัยชาวดอยให้ที่อยู่ที่กินและที่นอน ติดอยู่ 3 วัน เป็น 3 วันเปลี่ยนชีวิต ที่จดจำไม่เลือน

“ไปติดดอยหนนั้น ได้รู้จักครูคนหนึ่ง ไปดูคุณครูสอนหนังสือตั้งแต่เช้าถึง 2 ทุ่มทุกวัน ทำไมจะไม่สองทุ่ม ก็ครูคนเดียวเล่นสอนวันละ 4 โรงเรียน 4 หมู่บ้าน”

อึ้งทึ่งที่ครูคนเดียวสอน 4 โรงเรียนรวด  ความรู้สึกแรกในใจคือโอ้โห ฉันสอนแค่โรงเรียนเดียว ฉันก็จะตายอยู่แล้ว (ฮา) 4 โรงเรียนเชื่อไหม ไม่เชื่อ งั้นไปด้วยกัน ได้ไปและได้ดูครูสอนหนังสือ ครูสุยังได้ช่วยสอนบ้าง ชาวบ้านถือเป็นบุญคุณ เมื่อคุณครูคนใหม่เดินผ่านหน้าบ้าน  ทุกคนต่างตะโกนเชิญชวน “อุ้มเมี๊ยะๆ” หมายถึง มากินข้าวด้วยกัน

กินข้าวกับทุกบ้านที่เดินผ่าน ไม่กินไม่ได้ วัฒนธรรมชาวเขา ต้องกินแม้อิ่มแสนอิ่ม กินข้าวเสร็จต่อด้วยเคี้ยวหมาก 1 คำ จบด้วยเหล้าขาวอีก 1 เป๊ก คนเฒ่าคนแก่จะมาผูกข้อไม้ข้อมือให้ เป็นการทำขวัญบอกกล่าวผีป่าเพราะครูสุหลงป่ามา สามวันที่ห้วยน้ำดังผ่านพ้น ชาวบ้านช่วยกันมัดแพ เพื่อให้เธอล่องกลับ

ล่องแพลงมาที่ราบ จากเชียงดาวกลับบ้านที่สงขลา ภาพแห่งความประทับใจยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงคำนึง คิดว่าปีหน้าจะกลับมาที่นี่อีก ทั้งๆ ที่ขณะนั้นไม่มีทางรู้เลยว่าเธอจะไม่มีวันได้กลับมา รู้ภายหลังในอีกหลายปีว่า สถานที่นั้นกลับไปไม่ได้ เพราะกลับไปไม่เป็น ครั้งแรกหลงทางไป จึงจดจำทางไม่ได้แน่นอน

ปิดเทอมใหญ่ปีถัดมา 2558 แบกเป้ไปอมก๋อย จ.เชียงใหม่ ถนนจากเชียงใหม่ถึงอมก๋อยเดินทาง 12 ชั่วโมง ตำรวจตระเวนชายแดนมีน้ำใจช่วยพาขึ้นมาที่ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง แต่เป็นอีกแห่งหนึ่ง ไม่ใช่ที่ครูสุเคยมาเมื่อปีก่อน

“สิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากที่สุด คือ อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา นิทาน ขนมของกิน และเสื้อผ้า ซึ่งหอบขึ้นรถไฟมา 3 กระสอบใหญ่และกระเตงมาอีกหลายลัง หนนี้ตั้งใจมาช่วยสอนโรงเรียนบนดอยด้วย จากนั้นขบวนการอุ้มเมี๊ยะก็เกิดขึ้น ชวนกินข้าว ชวนกินเหล้า ที่นี่ไม่มีเหล้าขาว มีแต่เหล้าต้ม”

อมก๋อยก็เหมือนกับชุมชนห่างไกลทุกแห่งในประเทศนี้ โดยเฉพาะความขาดแคลน โรงเรียนบนดอยมีตำรวจตระเวนชายแดนขึ้นไปสอน ที่นี่ไม่มีครู พื้นที่มีห้วยล้อมรอบ ถ้าน้ำขึ้นก็เท่ากับตัดขาดโลกภายนอก เด็กไปเรียนบ้างไม่ไปเรียนบ้าง ตชด.สลับกันขึ้นไปสอน เด็กมีความรู้ภาษาไทยน้อย

ปีถัดมาเปลี่ยนไปเที่ยวและอาสาในภาคอีสาน ต่อเมื่อปีถัดมาไปห้วยงู ดอยหลวง จ.เชียงราย หวังว่าจะได้เจอห้วยน้ำดังที่เคยหลงไป ไม่เจอห้วยน้ำดัง แต่เจออย่างอื่น จุดเปลี่ยนอีกครั้งในชีวิต ห้วยงูไปครั้งนี้ได้พบตัวตนของตน มั่นใจจะใช้ชีวิตในแบบที่ไม่ต้องเข้าออกตอกบัตร ทำในสิ่งที่อยากทำ

ห้วยงูหนนี้ได้เดินทางไปกับ “กลุ่มกฤษณ์อาสา” ซึ่งรู้จักกันบนเส้นทางจิตอาสา ชวนไปช่วยทาสีโรงเรียนในพื้นที่ใกล้ๆ กันกับห้วยน้ำดัง คิดในใจว่ายังไงก็ต้องไป แต่ไปเพื่อจะพบว่ามันเป็นเขาคนละลูกกัน

“ห้วยน้ำดังและห้วยงูอยู่ละแวกเดียวกัน วัฒนธรรมเหมือนกัน จึงเหมือนย้อนวันคืนเก่า รวมทั้งขบวนการชวนกินข้าวก็เหมือนกันเปี๊ยบ ยังได้เจอครูในพื้นที่ ครูสอนวันละ 2 โรงเรียน ตั้งแต่เช้าถึงมืด”

ทีมกฤษณ์อาสา 20 กว่าคน เรียกครูสุว่า “แม่” ทั้งๆ ที่ก็เป็นวัยรุ่นและวัยใกล้ๆ กันนี่แหละ แต่เรียกแม่เพราะให้เกียรติครูสุที่นำหน้าเรื่องเข้าป่าฝ่าดง หัวจิตหัวใจไม่ยั่นที่จะบุกไปหาน้องๆ เด็กนักเรียนในถิ่นขาดแคลน กลับไปเพื่อลาออกจากงานครู ได้เปลี่ยนชื่อเพจ “สุแบ็กแพ็กเกอร์” เป็น “ครูสุครูอาสาแบกเป้เที่ยว” เดินหน้างานจิตอาสาเต็มขั้นตั้งแต่นั้น

แล้วกลายเป็นเน็ตไอดอลตั้งแต่เมื่อไร ก็คงในครั้งที่ไปภูทับเบิก ปี 2559-2560 ครูสุซึ่งติดตามเพจ “จุดกางเต็นท์” และ “หลงเต็นท์” ปักหมุดภูทับเบิก ที่จะร่วมไปกับกลุ่มกฤษณ์อาสา ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทับเบิก ที่นี่เลยจุดท่องเที่ยวไป ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว

“เมื่อจะไปไหนจะประสานคนในพื้นที่ก่อนว่าเขาขาดอะไร อยากได้อะไร คุณครูที่นั่นบอกมาคำว่า อยากได้เครื่องพรินเตอร์สักเครื่องหนึ่ง”

ครูสุมีของบริจาคอื่น แต่ไม่มีเครื่องพรินเตอร์ ได้โพสต์ลงในจุดกางเต็นท์กับหลงเต็นท์ เผื่อมีใครบริจาค ปรากฏว่าคนบริจาคเพียบ ตั้งแต่เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องสแกน เครื่องแท็บเล็ตและพรินเตอร์ที่อยากได้ รวมแล้วมากมายหลายเครื่อง ขาดแต่คนขน ก็มีหนึ่งหนุ่ม ตชด.จะขึ้นภูพอดี อินบ็อกซ์มาว่าจะช่วยขนให้ทั้งหมด ทั้งเครื่องไอทีชุดใหญ่และของบริจาคท่วมท้น

บริจาคของแล้ว ทำงานเสร็จแล้ว ยังไม่กลับบ้านขอหนีเที่ยวต่อ ภารกิจเสร็จแล้วไปต่อที่เพชรบูรณ์ จากนั้นไปเขื่อนศรีนครินทร์ ที่กาญจนบุรี มาถึงกาญจนบุรี 4 โมงเย็น ยังจะต้องขึ้นเขาต่อไปอีก

“หนึ่งทุ่มตรงยังอยู่ที่หน่วยกู้ภัย หน้าตาโหดๆ ทั้งนั้น มีลุงคนหนึ่งขับสองแถวมาจอดใกล้ๆ ถามไปกับลุงไหม ลุงก็หน้าโหดพอกัน ตัดสินใจไปกับลุง รู้ทั้งรู้ว่าขึ้นเขาไปสัญญาณขาดแน่”

สมัยสอนหนังสือที่ใต้ สุดสัปดาห์เป็นครูสอนยิงปืนที่ค่ายราชนาวี สงขลา อาศัยใจกล้า ยิงปืนแม่น จึงกล้าแบกเป้ไปคนเดียว ถึงอย่างนั้นคนในเพจก็กระหน่ำถึงความใจกล้าที่เกือบจะบ้าบิ่น มีคนถล่มทั้งสมน้ำหน้าและคนเป็นห่วง ครูสุทำรีวิวลงจุดกางเต็นท์ ยอดพุ่งกระฉูด 7,000 อัพภายในไม่กี่นาที กลายเป็นเน็ตไอดอลสายแบกเป้มาตั้งแต่นั้น

“การทำรีวิวครั้งนี้ดังเลย หลายสำนักมาขอรีวิวไปลงต่อ ตั้งแต่ดูเพื่อนเที่ยว ชิลๆ ไปไหน คนเดินเขา และเที่ยวชิกๆ โคตรซึ้งเลยอ่ะ เน็ตไอดอลสายแบกเป้ (ฮา) อ้อ ลุงน่ารักมาก หน้าโหดไปงั้นเอง จิตใจแสนประเสิรฐ”

อายุเพิ่ง 25 ปี เป็น “แม่” ของเหล่าแบกเป้จิตอาสาไม่พอ ยังเป็นแม่ของลูกอีก 2 คน ครูสุมีลูกชายบุญธรรมที่จดทะเบียนรับไว้เพื่อให้น้องได้รับการรักษาพยาบาลตามสิทธิ วันเกิดเหตุครูสุอยู่ที่อยู่โรงเรียนบ้านสายรุ้ง สังขละ กาญจนบุรี ซึ่งถูกบอกเลิกเช่าที่ดิน ครูไปช่วยวิ่งเต้นหาที่ใหม่ เก็บย้ายข้าวของ

“ได้ข่าวดีว่าได้ที่แล้ว ไม่ทันจะหุบยิ้ม ก็ได้ข่าวจากครูในโรงเรียนว่า โยตะแขนหัก กระดูกแตก กล้ามเนื้อฉีก น้องเอาแขนเข้าไปดึงแกนเครื่องซักผ้าจังหวะเครื่องปั่นพอดี”

โยตะวัย 10 ขวบ เป็นเด็กกำพร้าไร้สัญชาติ ใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนบ้านสายรุ้ง ไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลใดๆ ก็ในวันนั้นเองที่ครูสุมีลูกและมีสามีไปพร้อมกัน ได้อุปโลกน์ “ครูปลั๊ก” ครูผู้ชายคนหนึ่งในโรงเรียนนั่นเองเป็นสามีจำแลง เมื่อเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลถามก็ตอบตาใสว่า อ๋อ ไม่มีหลักฐานหรอก เพราะแต่งงานแบบชาวบ้าน ไม่ได้จดทะเบียนสมรส

“ท่ามกลางความฉุกละหุก จัดหาเอกสารและวิ่งวุ่นให้ผู้ใหญ่บ้านรับรอง จากนั้นจดทะเบียนรับโยตะกับน้องอีกคนชื่อกะปอวา อายุ 13 ปี สองคนนี้ปัญหาเหมือนกัน ไร้พ่อแม่ไร้สัญชาติ น้องทั้งคู่จะได้สิทธิรักษาพยาบาลต่อไป”

มีลูก 2 คนสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา มีสามีก็วันนี้ มองย้อนไปไม่เสียใจ จะมีแต่ดีใจ อย่างน้อยก็ช่วยเด็กคนหนึ่งไม่พิการ ไม่เป็นภาระ ได้เติบโตเป็นคนดี เทียวไปเทียวกลับจากโรงเรียนกับโรงพยาบาลหลายรอบเหนื่อยยากฝนตกฟ้ากระหน่ำ ปัจจุบันน้องผ่าตัดปลอดภัยแล้ว

นี่ไงหนทางนักแบกเป้ที่เที่ยวและอาสาสอนไป ต้นแบบคือแม่-สารภี ป้า-สุนี และยาย-ส๊ะ สันสน ผู้หญิง 3 คนที่เลี้ยงอบรมครูสุมา ทุกถ้อยคำของแม่ป้าและยายยังก้องในหัวใจ คือ ทำให้คนอื่นก่อน รักคนอื่นก่อน อย่าเห็นแก่ตัว อีกแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่คือในหลวงรัชกาลที่ 9

“เแค่นี้เหนื่อยหรือ ถ้าคิดว่าเหนื่อยก็จบแค่นี้ ต่อไปไม่ต้องทำแล้ว แต่ถ้ายังคิดจะทำต่อก็สู้ต่อ ดูในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นต้นแบบ ดูทุกอย่างที่ท่านทำ ทุกวันจะหยิบเรื่องใดเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับท่านมาอ่าน ตั้งปณิธานจะไปทุกที่ที่ท่านเคยไป โพสต์ลงในเพจว่า ตามรอยพ่อมาแล้วนะ วางป้ายเล็กๆ เขียนว่าครูสุไว้ที่พื้น รู้ในใจเรา”

ทุกวันนี้ครูสุขายของออนไลน์ชื่อสุช็อป ขายแบ็กแพ็ก อุปกรณ์เดินป่า รองเท้าผ้าใบนำเข้าจากออสเตรเลียและญี่ปุ่น  เวลาส่วนใหญ่ใช้ไปกับการเดินทางจิตอาสา ถ้าใครอยากดูกิจกรรมหรือสนับสนุนค่าอาหาร (โรงเรียนบ้านสายรุ้งคือ โรงเรียนที่เด็กๆ มีสิทธิกินเนื้อแค่สัปดาห์ละ 1 มื้อ!) หรือสมทบทุนสร้างโรงเรียนบ้านสายรุ้งหลังใหม่ ก็ติดต่อได้ที่ fb : ครูสุครูอาสาแบกเป้เที่ยว

คุณแม่เป็นที่หนึ่งเสมอ รพีพัทธ์ หิรัณย์บุรโชติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547839

  • วันที่ 14 เม.ย. 2561 เวลา 11:16 น.

คุณแม่เป็นที่หนึ่งเสมอ รพีพัทธ์ หิรัณย์บุรโชติ

โดย ฤดูกาล ภาพ : รพีพัทธ์ หิรัณย์บุรโชติ

จากหนุ่มวัยรุ่นในวันวาน วันนี้เขาได้จัดลำดับความสำคัญใหม่ยกให้ “ครอบครัว” เป็นที่หนึ่งของชีวิต รพีพัทธ์ หิรัณย์บุรโชติ เจ้าของบริษัทออร์แกไนซ์ โอบีวัน พลัส จึงให้เวลาที่นอกเหนือจากการทำงานกับ คุณแม่จรัสศรี รัตนาอัมพวัลย์ ด้วยการพาไปท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตาและสร้างความทรงจำร่วมกันทั้งครอบครัว

เขาเล่าว่า การไปเที่ยวแต่ละครั้งจะไปแบบครอบครัวใหญ่ทั้งคุณแม่ คุณน้า รุ่นลูก และรุ่นหลาน กระเตงกันไปทั้งในและต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง จีน เมียนมา ญี่ปุ่น และอินเดีย โดยเน้นทำบุญเป็นหลักเพราะเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงผู้ใหญ่และลูกหลานได้ดีที่สุด

“ประมาณ 4-5 ปีหลังมานี้ ถ้ามีวันหยุดช่วงเทศกาล หรือแค่วันหยุดเสาร์อาทิตย์ ผมจะพาคุณแม่ไปเที่ยว ให้แม่เป็นที่หนึ่งเสมอ เพราะอยากใช้เวลาอยู่กับท่าน และอยากไปเที่ยวด้วยกันให้มากที่สุด

จนตอนนี้เกือบทุกทริปของผมจะเป็นทริปครอบครัว เพราะเราให้ความสำคัญกับตรงนี้มากกว่าจะไปเที่ยวสนุกเองแล้ว โดยส่วนใหญ่ผมกับแม่จะไปไหว้พระทำบุญกัน เพราะเป็นกิจกรรมที่เราได้คอนเนกกัน กลายเป็นจุดลงตัวที่สามารถมีความสุขด้วยกันได้”

สำหรับการท่องเที่ยวที่มีผู้สูงวัยนั้น เขากล่าวต่อว่า จะต้องให้ความสำคัญกับการพักระหว่างทาง เพราะผู้สูงวัยมักมีปัญหาเรื่องเข่าและขาทำให้ต้องหยุดพักเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพ รวมถึงต้องแวะเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นด้วย

“ข้อดีของการเที่ยวเป็นครอบครัว คือทำให้เราได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่ เพราะตอนเป็นวัยรุ่นเราไม่ค่อยได้ให้เวลากับท่าน พอมาตอนนี้เราเริ่มรู้สึกว่าเวลาของครอบครัวสำคัญกับเรามากที่สุด เราอยากทำทุกเวลาที่มีอยู่ให้มีค่ามีความหมาย ส่วนเราเองก็แก่ขึ้นเรื่อยๆ จากที่ไม่เคยระวังสุขภาพอะไรเลยก็ต้องดูแลมากขึ้น เพื่อจะได้ดูแลคุณแม่ได้เต็มที่”

นอกจากนี้ รพีพัทธ์ยังฝากถึงคนในวัยทำงานคนอื่นๆ ที่มีคุณพ่อคุณแม่สูงวัย ถึงการให้ความหมายและความสำคัญของเวลาครอบครัวว่า สิ่งที่ไม่สามารถย้อนคืนกลับมาได้คือ “เวลา” ดังนั้น ต้องทำทุกวันให้มีค่า เพื่อสร้างความทรงจำที่สามารถหวนคิดถึงได้เสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม

เรื่องราวของเขาทำให้ได้กลับมาย้อนพิจารณาถึงลำดับ “คนสำคัญ” ในชีวิต และความหมายของเวลาที่มีอยู่ ซึ่งสำหรับผู้สูงอายุ ครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุดในเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิต

VICHA CHILL ตำราพักมนุษย์เงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547835

  • วันที่ 14 เม.ย. 2561 เวลา 10:57 น.

VICHA CHILL ตำราพักมนุษย์เงินเดือน

โดย  รอนแรม ภาพ : วิชาชิล

แก้ปัญหาโรคเบื่อวันจันทร์ ด้วยการศึกษาตำราจาก วิชากร มีมาก หรือชื่อที่เขาใช้แทนตัวเองว่า “วิชา” ในเพจเฟซบุ๊ก VICHA CHILL วิชาชิล พื้นที่ที่จะนำเสนอเรื่องราวการท่องเที่ยว ชิม ช็อป เปลี่ยนวันหยุดให้เป็นวันชิลแบบฉบับมนุษย์เงินเดือน

แรงบันดาลใจการสร้างเพจ เริ่มต้นมาจากไลฟ์สไตล์ชอบท่องเที่ยวของเขาเอง เพราะเขามักกลับมาเล่าเรื่องเหมือนเขียนไดอารี่ในเฟซบุ๊กส่วนตัวจนเพื่อนๆ เชียร์ให้เปิดเพจเพื่อเปิดประตูให้คนอื่นเข้ามาอ่านกว้างขึ้น

“จากที่ไม่แน่ใจว่าจะเปิดเพจดีหรือเปล่า เพราะกลัวว่าจะไม่มีใครติดตาม แต่ตอนนี้รู้สึกดีใจที่เปิดเพจขึ้นมา เพราะผมมีความสุขทุกครั้งเวลาแชร์เรื่องราวให้คนอื่นได้อ่านแล้วเขารู้สึกมีความสุขเหมือนกัน” วิชาประเดิมโพสต์แรกเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2560

“ผมเป็นคนชอบไปเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติทั้งทะเลและภูเขาโดยจะเน้นไปพักผ่อนและชิลกับธรรมชาติรอบตัว หรือถ้าสัปดาห์ไหนไม่ได้ไปต่างจังหวัดก็จะไปตามคาเฟ่หรือร้านอาหารบรรยากาศชิลๆ กับเพื่อน”

วิชา คือมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานวันจันทร์-ศุกร์ ทำให้ทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์จะใช้ไปกับการพักผ่อนและท่องเที่ยว ส่วนการทำเพจถือเป็นงานอดิเรกเพื่อผ่อนคลายจากความเคร่งเครียดในการทำงาน ทำให้สไตล์การท่องเที่ยวของวิชาจึงไม่เหนื่อยและหนักมาก จึงถูกจริตคนทำงานที่สามารถไปตามรอยความชิลได้จริง

“เนื้อหาของเพจวิชาชิลมี 4 คอนเซ็ปต์ คือ ชิล ชิม ช็อป และชวน ซึ่งการท่องเที่ยวครั้งเดียวอาจเก็บครบทั้ง 4 วิชา เพราะนอกจากจะไปชิลแล้ว ยังต้องไปชิมอาหาร ช็อปปิ้ง และปิดท้ายด้วยการชวนไปอีเวนต์ต่างๆ นอกจากนี้ ผมยังวางคอนเซ็ปต์เลือกแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ไกลตัวเกินไป ให้พนักงานออฟฟิศสามารถไปตามรอยได้ สามารถจ่ายได้ และสามารถไปได้เท่าที่วันหยุดเอื้ออำนวย”

เขากล่าวด้วยว่า ความฝันของมนุษย์เงินเดือนที่อยากไปเที่ยวต่างประเทศไกลๆ สามารถเป็นจริงได้ ถ้าวางแผนการเงินและวางแผนการเดินทางที่ดี อย่างล่าสุด วิชาไปชิลที่มัลดีฟส์ด้วยเงิน 3.5 หมื่นบาท ซึ่งเขาทำให้เห็นแล้วว่าจุดหมายในฝันเป็นจริงได้ถ้าวางแผนออมเงินและวางแผนการเดินทางล่วงหน้าเพื่อซื้อตั๋วและที่พักราคาที่ดีที่สุด

นอกจากนี้ การถ่ายทอดเรื่องราวในเพจเขาเลือกใช้ภาษาเขียนที่เป็นกันเอง เข้าใจง่าย และอิงตามกระแส ประหนึ่งกำลังนั่งเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง ส่วนการถ่ายภาพนั้นจะเลือกนำเสนอในมุมมองที่แตกต่าง เพราะภาพถ่ายสามารถบรรยายสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น เขาจึงคิดก่อนถ่ายและใส่ใจทุกชัตเตอร์

“ผมอยากให้ลูกเพจเห็นอย่างที่ผมเห็น” วิชากล่าวต่อ

“ผมอยากให้ข้อมูลและภาพถ่ายในเพจวิชาชิล เป็นแรงบันดาลใจให้คนหยิบนำไปใช้เป็นไอเดียสำหรับทริปต่อไป โดยผมพยายามให้มีเรื่องราวใหม่ๆ อย่างน้อยอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวและให้ลูกเพจได้เห็นเรื่องใหม่เสมอ”

ติดตามวิชาชิลได้ 3 ช่องทางทั้งเพจเฟซบุ๊ก VICHA CHILL วิชาชิล ยูทูบ VICHACHILL Official และอินสตาแกรม vichakorn.me ทุกคนจะได้ศึกษาวิชาท่องเที่ยวของมนุษย์เงินเดือน ที่จะพาไปชิลและชาร์จพลังงานก่อนถึงวันจันทร์ถัดไป

คู่หูผู้ส่งเสริมกันและกัน พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว+ณัฐชนน โพธิ์เงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547825

  • วันที่ 14 เม.ย. 2561 เวลา 09:56 น.

คู่หูผู้ส่งเสริมกันและกัน พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว+ณัฐชนน โพธิ์เงิน

โดย  ชายโย ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

 โลกนี้เปลี่ยนแปลงไปเร็วเกินกว่าจะยึดติดกับสิ่งเดิมๆ ไม่เว้นแม้แต่สกุลเงินที่เคยมีมานับพันปี ก็ต้องถูกตีด้วยเงินสกุลดิจิทัล

นั่นทำให้ “หาญ” พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว และ “เอิธ” ณัฐชนน โพธิ์เงิน พี่น้องร่วมสถาบันศิษย์เก่าคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มหาวิทยาลัยมหิดล กระโดดเข้ามาศึกษาจนช่ำชอง และกลายมาเป็นคู่หูผู้เชี่ยวชาญการลงทุนสกุลเงินดิจิทัล แห่งสยามบล็อกเชน อะคาเดมี (Siam Blockchain Academy)

“ผมเรียนที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะไอซีที เอิธเป็นรุ่นน้องผม 1 ปี รู้จักกันตอนที่เราทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัยเอิธก็เข้ามาช่วยงานกิจกรรมแล้วก็ได้มาอยู่กลุ่มเดียวกับผม เป็นกลุ่มรับน้อง เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้รู้จักกัน แล้วก็ทำงานมาด้วยกันทุกครั้งที่มีโอกาสในกิจกรรมของมหาวิทยาลัย” หาญ เล่าย้อนความหลังถึงวันที่รู้จักกัน

 เอิธ บอกเสริมว่า ตอนที่รู้จักหาญเป็นครั้งแรก มองดูเขาก็เป็นคนชิลๆ คนหนึ่ง แต่เวลาทำงานก็จะทุ่มเทอย่างมาก

 “เวลาที่มีงานของคณะ งานของมหาวิทยาลัย เราก็จะมาเจอกันตลอด”

 ในขณะที่หาญ พูดถึงรุ่นน้องว่า ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกก็มองว่าน้องคนนี้เป็นคนที่ฉลาด มีไหวพริบที่ดี เป็นทั้งหัวหน้ากลุ่มและเป็นทั้งประธานรุ่นทำกิจกรรมร่วมกันมาด้วยดีตลอด

 “แม้ว่าเราจะไม่ได้มีตำแหน่งในการทำงานใหญ่โต แต่เอิธก็ให้เกียรติรุ่นพี่ในการทำงานเสมอ”

 จนกระทั่งทั้งคู่เรียนจบ หาญไปทำงานบริษัทอยู่ไม่นานนัก ก็ตัดสินใจลาออกมาช่วยทำธุรกิจของที่บ้าน ประกอบกับช่วงเวลานั้นได้รู้จักกับบิตคอยน์หรือสกุลเงินดิจิทัลก็ศึกษาอย่างละเอียด และติดต่อไปหาเว็บไซต์สยามบล็อกเชน เพื่อขอเขียนบทความให้กับทางเว็บ

 ในขณะเดียวกัน เอิธ ที่ทำงานบริษัทก็เกิดความสนใจ สกุลเงินคริปโตเคอเรนซี แล้วเห็นว่ารุ่นพี่หาญเป็นคนที่มีความรู้เรื่องนี้ดีกว่าใครประกอบกับความสนิทสนม จึงติดต่อไปขอความรู้จากรุ่นพี่ ก็เลยขอเข้าไปทำงานเขียนบทความตรงนี้ด้วย ทั้งคู่ก็เลยได้มีโอกาสกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง หาญ เล่าว่า

 “แต่ก่อนสมัยเรียน ผมไม่ได้มีความรู้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องคริปโตเคอเรนซีเลย จนกระทั่งช่วงที่อยากจะลาออกจากงาน แล้วมองหาช่องทางการทำธุรกิจการลงทุนสักอย่าง เป็นอะไรก็ได้ที่เราคิดว่าดี เราก็พบว่ากองทุนหรือหุ้น ยังไม่ใช่แนวของเรา แล้วเราก็ไปเจอกับสกุลเงินดิจิทัลที่เราคิดว่าน่าสนใจที่จะเข้าไปลงทุน ก็เลยทุ่มเทศึกษาเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แล้วเราก็พบว่า เมื่อเทียบเรื่องความปลอดภัยโดยตัดเรื่องมูลค่าสกุลเงินต่างๆ ออกไปแล้ว คริปโตเคอเรนซีเป็นสกุลเงินที่ปลอดภัยมากที่สุดในโลกแล้ว

 แต่สิ่งที่ทำให้คนทั่วไปไม่มั่นใจในการลงทุนกับสกุลเงินคริปโตเรนซี ก็คือเรื่องของมูลค่า ด้วยเราศึกษาและอ่านเทรนด์ของโลกเราเชื่อว่าก้าวต่อไปคริปโตเคอเรนซีเป็นอะไรที่ต้องมาแน่ๆ เราจึงตัดสินใจที่จะลงทุน โดยที่คนอื่นที่ยังไม่รู้จัก การลงทุนในคริปโตนั้นมีทั้งการทำเหมืองขุดดิจิทัล และการซื้อขาย

 จนวันหนึ่งพอเราเขียนบทความไปได้สักพักก็มีการติดต่อเข้ามาให้เรา 2 คนไปเป็นวิทยากรบรรยายสอนการลงทุนคริปโตเคอเรนซี เราก็ตอบรับที่จะไปบรรยายให้ความรู้ พอผ่านครั้งแรกไปได้ด้วยดี เราทั้งคู่ก็กลับมาคิดกันว่าเราน่าจะทำตรงนี้ได้ดีและสามารถไปต่อได้ จึงเปิดอบรมสัมมนากันเดือนละครั้ง โดยเปลี่ยนเป็นคอร์สสอนการลงทุนในคริปโตโดยเฉพาะ ในนามของ สยามบล็อกเชน อะคาเดมี (facebook.com/siamblockchainacademy) ซึ่งเป็นแบรนด์ลูกของ สยามบล็อกเชน และตอนนี้ก็ยังมีโครงการที่จะเขียนหนังสือให้ความรู้ร่วมกันอีกด้วย”

 เอิธ พูดเสริมต่อว่า

 “เรารู้จักกันมาตั้งแต่มหาวิทยาลัยทำให้รู้จักนิสัยกันดี มีอะไรก็พูดกันตรงๆ ก็มีการแบ่งงานทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดและพร้อมที่จะทำ ซึ่งพี่เขาก็โอเคทำให้เรามีทีมเวิร์กที่ดี พี่หาญจะเป็นคนตรงไปตรงมา ถ้ามีอะไรติดขัดติดใจไม่พอใจก็จะพูดออกมาเลย ทำให้งานของเราไม่มีปัญหา ก้าวหน้าไปได้เรื่อยๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือพี่เขาจะทุ่มเทกับงานเต็มที่ ทำให้ผมรู้สึกว่าเราเข้าขาทำงานด้วยกันได้ดี”

หาญพูดถึงรุ่นน้องคู่หูของเขาอีกว่า

“ส่วนตัวลักษณะนิสัยการทำงานของผม ยังขาดความรอบคอบในบางจุดบางเรื่องอยู่บ้าง ซึ่งเอิธจะเข้ามาช่วยผมในเรื่องนี้ แต่เอิธจะทำงานประจำ จะทำให้มีเวลาน้อยกว่าผม ผมเลยคิดว่างานอะไรที่ต้องใช้แรงและเวลาในการทำงานเยอะ ผมจะเป็นคนทำเอง แต่งานที่พวกเป็นการวางแผนที่ต้องใช้ความรอบคอบความละเอียดในการไตร่ตรอง ผมจะให้เอิธเป็นคนช่วยดู

อย่างเวลาเราทำเนื้อหามีความละเอียดมากๆ ผมก็ให้เอิธช่วยดูช่วยรั้งไว้ เพราะบางทีเราก็เขียนเนื้อหาที่ดูยากเกินไป จนคนอาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เรากำลังต้องการสื่อออกไป เอิธก็จะช่วยปรับแก้เนื้อหาให้ ผมคิดว่าเอิธเก่งในการตัดสินใจแก้ปัญหา และรู้ว่าเมื่อแก้แล้วจะต้องทำอะไรต่อไป ผมจึงรู้สึกว่าถ้าเป็นเรื่องการตัดสินใจ เอิธจะตัดสินใจได้ดีกว่าผมแน่นอน และมีอะไรเราก็คุยกันตลอดในทุกเรื่อง

แม้แต่เรื่องรายได้ ตั้งแต่แรกผมกับเอิธจะแบ่งกันคนละครึ่งแม้ว่าผมออกมาทำเต็มตัวมากกว่าก็ตาม แต่ผมไม่ได้รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ เพราะเอิธเป็นเหมือนน้องผมคนหนึ่ง แล้วเอิธก็เข้ามาช่วยในสิ่งที่ผมขาดหายไป ถ้าไม่มีเขาเราอาจจะทำงานได้ไม่ดีเหมือนที่เป็นอยู่ก็ได้”

สุนทร เด่นธรรม ใช้ชีวิตให้สมดุลทั้ง ‘กาย’ และ ‘ใจ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547823

  • วันที่ 14 เม.ย. 2561 เวลา 09:49 น.

สุนทร เด่นธรรม ใช้ชีวิตให้สมดุลทั้ง ‘กาย’ และ ‘ใจ’

โดย บงกชรัตน์ สร้อยทอง

สุนทร เด่นธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮิวแมนิก้า (HUMAN) ประกอบธุรกิจให้บริการด้านทรัพยากรบุคคลและธุรกิจการให้บริการด้านบริหารจัดการบัญชีและการเงิน และเพิ่งจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เมื่อปลายปี 2560

ผู้ชายอายุ 60 ปีคนนี้ เริ่มเป็นเจ้าของกิจการของตัวเองตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผ่านการสอบเป็นผู้ตรวจบัญชีจนเข้าเป็นพาร์ตเนอร์ร่วมก่อตั้งธุรกิจรับจ้างบริหารระบบธุรกิจ (Business Process Outsourcing) ที่ดูเรื่องเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงของระบบทั้งหมดกับบริษัท ไพรซ์วอเทอร์เฮาส์คูเปอส์ (PwC) จนมีเหตุที่ยุบงานส่วนนี้ไปและขอแยกออกมา และตั้งบริษัท HUMAN ขึ้นเมื่อ 14 ปีที่ผ่านมา

เริ่มต้นเป็นการใช้โปรแกรมซอฟต์แวร์ต่างประเทศมาดูแลลูกค้า 3 ราย จากพนักงานเพียง 30 คน และสุดท้ายก็พัฒนาโปรแกรมและระบบให้เขากับกระบวนการทำงานด้านทรัพยากรบุคคลในประเทศแบบฉบับของบริษัทไทย (Human Resources Solutions : HR Solutions) เพราะเชื่อว่าบริษัทต่างๆ หากโฟกัสในการดุูแลสิ่งที่เป็นต้นทุนในการดำเนินงานได้ดีแล้ว จะทำให้ภายในองค์กรมีการขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี

แม้ฟังก์ชั่นการทำงานของโปรแกรมที่เอื้ออำนวยความสะดวกให้กับทรัพยากรบุคคล และไม่ได้มีช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้กับบริษัทแต่อย่างใด แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนเป็นหัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงบริษัทได้ เพราะหากเรื่องระบบงานภายใน เช่น บริษัทมีการจ่ายเงินเดือนไม่ตรงตามข้อตกลงที่มีกับพนักงาน ระบบการลาพักร้อน การแจ้งวันหยุด ที่เกี่ยวข้องกับงานทรัพยากรบุคคล ก็มักจะเป็นปัญหาหนึ่งที่อาจจะลุกลามสร้างความปั่นป่วนในองค์กรได้

สิ่งที่เขาต้องทำ คือ การพัฒนาโปรแกรมเหล่านี้ออกมาช่วยและค่อยๆ เริ่มต้นทำความรู้จักให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเห็นถึงประโยชน์ เข้าใจ และมีทัศนคติที่ดี เห็นความสำคัญของระบบโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมา โดยเฉพาะงานอุตสาหกรรมที่งานทรัพยากรบุคคลมีจำนวนพนักงานมาก มีการทำงานเป็นช่วงเวลา และมีการเปิดสาขา เพราะเทคโนโลยีสามารถช่วยทำให้ทุกอย่างคีย์และดำเนินการโดยอัตโนมัติ

จนปัจจุบันขยายการบริการด้านการทำบัญชีและการเงิน (Financial Solutions) หลังจากซื้อกิจการมาได้กว่า 1 ปี เพราะเล็งเห็นโอกาสที่บริษัททั่วไปจะใช้การบริการจากบริษัทข้างนอก และปัจจุบันมีสาขาบริษัทที่ไปลงทุนในสิงคโปร์ เพราะเป็นฮับที่หลายบริษัทใหญ่ในไทยไปตั้งสำนักงานใหญ่ รวมถึงที่มาเลเซียมีบริษัทการลงทุนตั้งโรงงาน

เขามองว่าหัวใจสำคัญของธุรกิจนี้ คือเป็นการผสมผสานความรู้เรื่องกระบวนการกับเทคโนโลยีที่เกื้อหนุนกันกับการบริหาร ขณะที่หัวใจของการทำงาน คือ “คน” มากที่สุด แม้บริษัทเน้นเรื่องกระบวนการและเทคโนโลยีแต่นั่นเป็นเครื่องมือ เพราะจริงๆ คนทำให้เกิดกระบวนการและเทคโนโลยีที่ดีได้

สำหรับเวลาส่วนตัวที่นอกเหนือจากงานของผู้บริหารคนนี้ นั่นคือการให้ความสำคัญกับการเล่นหรือออกกำลังกายด้วยการเล่นกีฬาที่หลากหลายมากเป็นลำดับแรก โดยทุกเช้าจะเริ่มจากเข้ายิมมาออกกำลังกายประมาณ 2 ชั่วโมงก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นวิ่งเป็นหลักและก็มีอย่างอื่นผสมกัน เช่น ตีปิงปอง เล่นเวต และว่ายน้ำ จากนั้น 9 โมงเช้าก็ค่อยเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศต่อ

เหตุผลที่ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายเป็นอันดับหนึ่งของชีวิตเลย คือ “เรื่องสุขภาพที่ต้องแข็งแรง” เพราะไม่เชื่อว่าการมีเงินเยอะเป็นสิ่งที่ดีสุด แต่เชื่อว่าการมีสุขภาพดีจะเป็นพื้นฐานของชีวิตที่ดีเอง เนื่องจากมองว่าถ้ามีเงินแล้วต้องมาเจ็บป่วย อ่อนแอ นอนบนเตียง หรือคอยนั่งบนรถเข็นไปไหนต่อไหน ก็ไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปทำอะไร

เช่นเดียวกันถ้าหากเรามีสุขภาพที่แข็งแรงแล้วสามารถทำตามในสิ่งที่ฝัน และตั้งใจลงมือไปกับมันได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีปัญหาสุขภาพมาให้ติดขัด แต่ถ้าสุขภาพไม่ดีแล้วการที่จะประสบความสำเร็จอย่างอื่นตามมา คิดว่าไม่น่าจะมีความสุขที่แท้จริง

“ผมเป็นคนออกกำลังกายเล่นมาตั้งแต่เด็ก แต่ได้หายไปอยู่ช่วงหนึ่งของชีวิต ตอนช่วงวัยหนุ่มๆ ที่ใช้ชีวิตค่อนข้างหนักไปหน่อย มีการสังสรรค์เฮฮา ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และก็ทำงานหนักด้วย

แต่พอใกล้จะ 40 ปี ได้มาอ่านหนังสือเจอเกี่ยวกับเรื่องของจิตและธรรมะ แล้วทำให้เราคิดได้ว่าสิ่งที่หนังสือบอกคือปรัชญาแนวคิดของโลกความเป็นจริง จึงเริ่มสนใจอย่างจริงจังและกลายเป็นว่าทำให้เรื่องการออกกำลังกายและสนใจศึกษาเรื่องธรรมะในพุทธศาสนาเข้ามาพร้อมๆ กัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เลิกสูบบุหรี่ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา”

เขาออกตัวว่า สิ่งที่เริ่มทำตั้งแต่ตอนอายุจะ 40 ปี ช่างสวนทางกับช่วงวัยหนุ่มมากที่ไม่ได้สนใจเรื่องของศาสนาเลยด้วยซ้ำ จนวันหนึ่งได้มาเริ่มต้นอ่านหนังสือ ซึ่งเป็นการเขียนเรื่องจริงข้อคิดดีๆ ของชีวิต ของพระอาจารย์ต่างๆ มีคำดี คำสอน ไม่ได้ออกไปในแนวความเชื่อเรื่องอภินิหาร และเห็นว่าเป็นคำเชิงปรัชญา เป็นเรื่องคำสอนศาสนาพุทธที่เข้าถึงแก่น คือ มีความเป็นธรรมชาติ

จากนั้นก็เริ่มไปลองปฏิบัติจริง ส่วนใหญ่ได้ปฏิบัติในสายวัดป่า ซึ่งพอทำแล้วรู้สึกว่าทำให้เรามีสติ มีใจที่เย็นลงและนิ่งได้มากขึ้น ยิ่งโดยเฉพาะหลังวันที่กลับจากการปฏิบัติ 5-10 วัน และมีการงดเว้นวาจา

“ทำให้เห็นผลชัดเจนว่าการปฏิบัติที่ต่อเนื่อง ทำให้เรารู้ว่าจิตที่ลึกมาก ออกมารู้สึกว่านิ่ง และที่สำคัญทำให้เรารู้ว่าขณะที่เราวิ่งหรือกำลังเดินเราก็ฝึกสมาธิได้ เพราะคือมีสติรู้ตัวอยู่กับสิ่งที่เราทำอยู่

แต่ยอมรับว่า 2 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ไปปฏิบัติหรือฝึกสมาธิแบบเข้าอบรมที่ไหนเลย เพราะเตรียมเรื่องงานและการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งคิดว่าปีนี้จะหาเวลาไปทำได้อย่างที่เป็นมา เพราะรู้สึกว่าหากเราทำและปฏิบัติ เราจะรู้สึกสบายใจ ไม่คิดมาก และนิ่งมากขึ้น”

ทุกวันนี้ตื่นประมาณ 04.30 น. และนั่งสมาธิสัก 1 ชั่วโมง ก่อนจะไปเข้ายิมออกกำลังกายอีก 2 ชั่วโมง แล้วค่อยไปทำงาน”

นอกจากนั้น เขายังสนใจอ่านหนังสือประเภทที่เกี่ยวกับการคิด การพัฒนาสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น แต่จะไม่ใช่ประเภทฮาวทูที่มาบอกวิธีการหรือเคล็ดลับที่จะประสบความสำเร็จ เพราะเขาไม่เชื่อว่ามันจะสำเร็จรูปอย่างแท้จริง

“หนังสือที่ชอบ เช่น Scaling Up Excellence หนังสือเล่มนี้จะทำให้เห็นการเติบโตของบริษัทที่มีขนาดเล็กมีวิธีคิด และดำเนินการให้ตัวเองเติบโตไปเป็นบริษัทขนาดใหญ่ได้อย่างไร? และหนังสือ Good to Great ที่เป็นหนังสือผ่านการวิจัยอย่างมีหลักการและเหตุผล ทำวิจัยบริษัทชั้นระดับโลกหลายแห่ง ที่จะมีวิธีการทำให้เราเห็นว่าบริษัทที่ดีมีความแตกต่างกับบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร แล้วบริษัททั้งหมดนี้มีแนวคิดหรือวิธีอะไรบ้างที่เขาทำ”

จะเห็นได้ว่าผู้บริหารคนนี้มีการใช้ชีวิตและให้เวลากับตัวเอง ทั้งเรื่องสุขภาพและจิตใจอย่างสมดุลคนหนึ่ง

กันตพงษ์ แก้วกมล นำทัพเกษตรกรรุ่นใหม่หัวใจดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547822

  • วันที่ 14 เม.ย. 2561 เวลา 09:45 น.

กันตพงษ์ แก้วกมล นำทัพเกษตรกรรุ่นใหม่หัวใจดิจิทัล

ยัง สมาร์ท ฟาร์เมอร์ หรือเกษตรกรรุ่นใหม่ (YSF : Young Smart Farmer) คือความหวังของประเทศไทย ที่จะพัฒนาบุคลากรให้เป็นเกษตรกรชั้นดี เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงให้คนรุ่นใหม่ยอมรับ และปรับเปลี่ยนทัศนคติในการสืบทอดอาชีพการเกษตรให้ก้าวหน้า สร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ เป็นกำลังหลักในการผลิตอาหารที่มีคุณภาพป้อนครัวไทย และครัวโลกในอนาคต

 การทำการเกษตรในยุคปัจจุบัน มีการนำเทคโนโลยีเครื่องทุ่นแรงมากมาย ถือว่ามีความสะดวกสบายเป็นอย่างมาก ทำให้เกษตรกรรุ่นใหม่สามารถทำการเกษตรได้ดี มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ประกอบกับการสนับสนุนจากภาคราชการที่ทำให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา ส่งผลให้การทำการเกษตรของเกษตรกรในยุคดิจิทัลสามารถพึ่งพาตนเองได้แม้จะมีพื้นทำการเกษตรไม่มากก็ตาม

การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่  ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นความหวังของประเทศชาติ ที่จะให้กลุ่มเป้าหมายนี้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยการปลูกฝังให้มีความรักอาชีพเกษตรกรรม และศึกษาเรียนรู้ให้ถึงพร้อมทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติ นอกจากการสร้างอาชีพ และรายได้ที่มั่นคงของครอบครัวแล้ว จะให้พวกเขาเป็นต้นแบบในการพัฒนาบุคลากรภาคการเกษตร โดยเฉพาะเยาวชนคนหนุ่มสาวที่จะเป็นผู้สืบทอดอาชีพการเกษตร

 ยัง สมาร์ท ฟาร์เมอร์ หรือแรงสร้างผู้ประกอบการเกษตร 4.0 เป็นหนึ่งเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งคือกลุ่มคนทำงานหรือคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนจาการทำงานประจำ ปรับโยกย้ายไปสู่การทำเกษตร จากที่ดินของครอบครัวที่มีอยู่ จึงผลักดันให้มีเกษตรรุ่นใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง และมีการรวมกลุ่มสู่ “ยัง สมาร์ท ฟาร์เมอร์ ไทยแลนด์” (Young Smart Farmer Thailand) หรือ การรวมกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ของทั่วประเทศ 

 กันตพงษ์ แก้วกมล ประธานกลุ่มยัง สมาร์ท ฟาร์เมอร์ ไทยแลนด์ เปิดเผยว่า ได้รับการแต่งตั้งให้ประธานกลุ่มนี้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปีแล้ว จากปี 2560 โดยในปัจจุบันมีผู้ประกอบการการเกษตรทั่วประเทศ เข้ามาร่วมอยู่ในกลุ่มกว่า 1 หมื่นราย จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ

 “เป็นการร่วมกลุ่มเพื่อส่งเสริมผลักดันให้สร้างผู้ประกอบการเกษตร ที่มีความเข้มแข็ง และเติบโตต่อเนื่องด้วยความยั่งยืน ขณะเดียวกันยังมีการสร้างเครือข่ายในแต่ละจังหวัด ที่มีการจัดตั้งผู้ประกอบการเกษตรจังหวัดละ 25 คน หรือในบางจังหวัดอาจมีจำนวนมากกว่านั้น

 เพื่อร่วมมือสร้างเครือข่ายของผู้ประกอบการ ผลักดันการร่วมมือด้านวัตถุดิบ รวมถึงการส่งเสริมด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ต่างๆ ระหว่างกัน อีกทั้งยังมีหน่วยงานภาครัฐที่ได้ส่งเสริมผลักดันผู้ประกอบการอย่างครบวงจร และผลักดันส่งออกไปต่างประเทศ”

 ยัง สมาร์ท ฟาร์เมอร์ ไทยแลนด์ ได้รับการจัดตั้งและผลักดันโดย กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่ปี 2557 เพื่อร่วมสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่

 “เราเน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างเครือข่าย เพื่อให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกระดับ”

 ทั้งนี้ กันตพงษ์ ชี้ว่าการเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่เข้ามาร่วมโครงการ จะเปิดรับสมัครอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.ของทุกปี และต้องมีอายุเฉลี่ยที่ 17-45 ปี

 “ส่วนเด็กรุ่นใหม่ที่สนใจทำเกษตร ก็สามารถเข้ามาร่วมโครงการ ในชื่อ ยุวเกษตร ที่จะรับสมัคร อายุไม่เกิน 17 ปี และกลุ่มที่อายุเกิน 45 ปี ก็จะเข้ากลุ่มสมาร์ทฟาร์เมอร์ต่อไป ส่วนแผนงานในปี 2561 ก็จะมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มข้นของผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ในทั่วประเทศต่อไป”

 การพัฒนาและสร้างคนรุ่นใหม่เข้าสู่เกษตรยุคใหม่ ผลิตเกษตรกรและชาวนารุ่นใหม่ให้เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี การใช้เครื่องมือ การบริหารจัดการและขับเคลื่อนชุมชน โดยมุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่จบภาคการเกษตร มีความรู้ความสามารถด้านวิชาการเกษตรทั้งระบบ เพื่อความยั่งยืนในการประกอบอาชีพการเกษตร การพึ่งพาตนเอง และการแข่งขันทางการค้าในอนาคต

 นอกจากนี้ ความสามารถของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันมาทำการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนจาก “ทำมากได้น้อย” เป็น “ทำน้อยได้มาก” สอดคล้องกับโมเดล “Thailand 4.0” ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) และการเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming)

 มีการใช้วิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา แล้วต่อยอดเป็นกลุ่มอาหารเกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ (Food, Agriculture & Bio-Tech) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มหรือรูปแบบในการสร้างสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ (New Startups) ด้านเทคโนโลยีการเกษตร การเปลี่ยนสินค้าเกษตรให้เป็นอาหารสุขภาพหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีมูลค่าสูง ทั้งนี้ ยัง สมาร์ท ฟาร์เมอร์ จำเป็นต้องมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และได้รับการสนับสนุนและพัฒนาจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา รวมถึงองค์กรอิสระต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

 กันตพงษ์ กล่าวต่อว่า การทำเกษตรมีรูปแบบใหม่ ที่มีความหลากหลายมีเทคโนโลยีนำมาใช้มากขึ้น รวมถึงมีคนรุ่นใหม่ ที่เข้ามาทำการเกษตร ถึงแม้ว่าจะมีพื้นที่ไม่มากนักเลือกทำการเกษตรในรูปแบบผสมผสานหรือเกษตรทฤษฎีใหม่ที่แบ่งพื้นที่ปลูกพืชผัก ไม้ผล และขุดแหล่งน้ำไว้ใช้ในฟาร์มของตนเอง

 “ผู้ประกอบการการเกษตรบางราย สามารถสร้างรายได้จากการทำเกษตร เฉลี่ยเดือนละแสนบาท จนถึงระดับเกินล้านบาทได้เช่นกัน เป็นผลมาจากความต้องการจากกลุ่มผู้บริโภคในตลาดที่มีอยู่ ขณะเดียวกันกลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มคนทำงานที่ต้องการเปลี่ยนมาทำการเกษตรนั้น อยากแนะนำให้เริ่มต้นทำจากความชอบและความรัก เพราะจะเป็นแรงผลักดันทำให้ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

 แม้จะเกิดปัญหาหรืออุปสรรค ก็สามารถฝ่าฟันและผลักดันต่อไปได้ รวมถึงอย่ารีบตัดสินใจที่จะลาออกจากงานที่ทำทันที แต่ควรเข้ามาเรียนรู้กับเครือข่าย กลุ่มในระยะแรกก่อน เพื่อเรียนรู้และได้ทดลองทำอย่างจริงจัง

 ถ้าเราลงมือทำการเกษตรด้วยความรักและความชอบ แม้ว่าจะเกิดปัญหา อุปสรรค หรือมีทุกข์ในเรื่องใดก็ตาม เราจะสามารถหาวิธีการจัดการ และทำไปได้ต่อเนื่องอย่างไม่มีเงื่อนไข และจะหาวิธีหรือแนวทางแก้ปัญหาได้ทั้งหมด” กันตพงษ์ กล่าว

 ส่วนความสนใจที่จะเริ่มทำการเกษตรและเลือกพืชหรือผลไม้ที่จะปลูกนั้น กันตพงษ์ แจงว่าอยากแนะนำให้ทำการเกษตรแบบแตกต่าง และสามารถปลูกที่ไม่ได้ออกผลตามฤดูกาล

 “เพื่อทำให้ผลผลิตออกมาในฤดูกาลใหม่ๆ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ รวมถึงไม่ประสบปัญหาเรื่องการแข่งขันด้านราคา อีกทั้งในปัจจุบันมีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ช่วยส่งเสริมการทำเกษตรได้อย่างครบวงจร คนรุ่นใหม่ที่ต้องการทำการเกษตร ที่สามารถปลูกพืชอะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นการปลูกแบบฝืนธรรมชาติ การปลูกผิดฤดูกาล หรือการปลูกในช่วงที่ไม่มีใครปลูก เพื่อสามารถบริหารจัดการนำเสนอผลผลิตที่แตกต่าง และไม่มีในตลาด จึงมีความต้องจากผู้บริโภค”

 ส่วนข้อที่ต้องระมัดระวังอย่างมากในการเริ่มต้นทำเกษตร จะเป็นในเรื่องผู้ที่ทำการเกษตรแล้วและไม่ยอมเปิดรับความคิดใหม่ๆ หรือมุ่งการทำแบบเดิมอย่างเดียว เพราะในขณะนี้การรวมกลุ่มสร้างเครือข่าย และร่วมมือพัฒนามีความสำคัญ ประกอบกับในปัจจุบัน สถานการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด กันตพงษ์ มองว่า ยัง สมาร์ท ฟาร์เมอร์ ไทยแลนด์ มีความเข้มแข็ง จึงผลักดันทำให้ในต่างประเทศ เช่น ประเทศกัมพูชา สนใจที่จะสร้างโมเดลเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ในรูปแบบคล้ายกับประเทศไทยแล้ว รวมถึงกลุ่มยังมีความร่วมมือกับเครือข่าย เกษตรกรรุ่นใหม่ในต่างประเทศ เช่น ประเทศเยอรมนี และเนเธอร์แลนด์แล้ว

สนุกสงกรานต์ อย่าลืมคำนึงถึง สุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547613

  • วันที่ 12 เม.ย. 2561 เวลา 16:14 น.

สนุกสงกรานต์ อย่าลืมคำนึงถึง สุขภาพ

ซัมเมอร์แบบไทยไปเล่นสาดน้ำสงกรานต์คลายร้อนตามประเพณีที่งดงามซึ่งมาพร้อมความสนุกสนาน แต่ก็อย่าลืมคำนึงถึงสุขภาพที่ต้องอยู่กับเรานานๆ เพื่อกลับมาเรียนหรือทำงานตามปกติ วันนี้เราจึงอยากเตือนให้ทุกคนห่วงเรื่องการดูแลสุขภาพสักนิด เพื่อห่างไกลจากโรคที่มาจากการเล่นน้ำ โดยเฉพาะน้ำที่ไม่สะอาด

โรคตาแดง

การเล่นน้ำที่ไม่สะอาด มีโอกาสทำให้เราเป็นโรคตาแดงได้ เช่น น้ำที่มาจากคลอง บึง อาจมีเชื่อโรคแฝงตัวอยู่ เมื่อน้ำเข้าตาและไม่ได้ล้างด้วยน้ำสะอาด หรือขยี้ตาจะทำให้เกิดการอักเสบ โดยปกติเชื้อจะใช้เวลาฟักตัว 1-2 วันก่อนแสดงอาการ ผู้ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่น ผู้ที่ใส่บิ๊กอายส์ คอนแทคเลนส์ ผู้ป่วยที่เคยผ่าตัดต้อกระจก ผู้ที่เป็นต้อหิน เยื่อบุตาขาวอักเสบ จะเกิดปัญหาได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

โรคจากปรสิต

ปรสิตอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำต่างๆ และเป็นตัวการที่ทำให้เกิดโรคหลากหลายชนิด เช่น โรคอุจจาระร่วง ท้องเสีย โรคสมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฯลฯ สาเหตุเกิดจากน้ำที่ไม่สะอาด หากเราสำลักน้ำ น้ำเข้าปาก เข้าจมูก เข้าดวงตา ก็มีโอกาสเสี่ยงที่ปรสิตจะเข้าสู่ร่างกายของเรา

โรคผิวหนัง

ปกติแล้วฤดูร้อนแบบนี้ก็จะมาพร้อมกับโรคผิวหนังหลากหลายชนิด เช่น ผด ผื่น กลาก เกลื้อน ผิวไหม้แดด และยิ่งการเล่นน้ำวันสงกรานต์ทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคผิวหนังมากยิ่งขึ้น โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง ได้แก่ แสงแดด น้ำไม่สะอาด เสื้อผ้าที่เปียกอับชื้น เหงื่อไคล ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรคก่อให้เกิดโรคผิวหนังตามมา

โรคปอดอักเสบหรือโรคบอดบวม

การเล่นน้ำสงกรานต์ทำให้ตัวเราเปียกชื้นตลอดเวลา หากร่างกายของเราไม่แข็งแรง และภูมิคุ้มกันต่ำ หรือรู้สึกเป็นไข้ ไม่สบาย ไม่ควรเล่นน้ำสงกรานต์ เพราะจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคปอดอักเสบได้

โรคลมแดด

ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ เนื่องจากความร้อนที่มากเกินไป จึงเกิดการสูญเสียเหงื่อ และสารน้ำไปอย่างมาก โดยปกติแล้วร่างกายคนเรามีอุณหภูมิประมาณ 36-37 องศาเซลเซียส ถ้าอากาศร้อนมากจนร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นแต่ไม่ถึง 40 องศาเซลเซียส อาจเกิดอาการเพลียแดดได้ และถ้าสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส บางคนจะเริ่มมีอาการทางสมองร่วมด้วย เช่น ซึม สับสน ชักเกร็ง หรือหมดสติ

Tips

เมื่อต้องสัมผัสน้ำไม่สะอาด

เมื่อถูกสาดน้ำที่ไม่สะอาดที่เสื้อผ้าและลำตัว ให้รีบอาบน้ำชําระร่างกายด้วยสบู่ หากเข้าดวงตา ต้องล้างตาด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง หากสัมผัสถูกบาดแผล ต้องล้างแผลโดยการฟอกด้วยสบู่หลายๆ ครั้ง แล้วล้างให้น้ำสะอาดไหลผ่านเพื่อลดปริมาณเชื้อโรคให้มากที่สุด และทาแผลด้วยยาโพวิโดน-ไอโอดีน กรณีที่โดนน้ำที่ไม่สะอาดสาดเข้าหน้า ต้องระวังการสําลักน้ำเข้าทางปาก และจมูก ถ้าน้ำเข้าทางปากอาจทําให้เกิดโรคอุจจาระร่วง ถ้าสําลักน้ำเข้าทางจมูกต้องสังเกตอาการภายใน 1 สัปดาห์ ถ้ามีไข้ คัดจมูก และปวดศีรษะ ควรไปพบแพทย์

ท่างาม ดุดัน อ่อนช้อย ร้ายกาจ แม่ไม้มวยไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547589

  • วันที่ 12 เม.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

ท่างาม ดุดัน อ่อนช้อย ร้ายกาจ แม่ไม้มวยไทย

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

แม่ไม้มวยไทย ศิลปะของการผสมผสานการใช้หมัด เท้า เข่า ศอก จนออกเป็นท่าต่างๆ มีชื่อเรียกที่บ่งบอกถึงท่าทาง ปักษาแหวกรัง มอญยันหลัก หักงวงไอยรา วิรุฬหกกลับ เป็นอาทิ

บางชื่อคุ้นหูแต่ไม่เคยเห็นท่า บางชื่อแทบจะไม่ได้ถูกเอ่ยถึงก็มี

มวยไทยที่ชาวไทยคุ้นตา คือ การชกมวยบนเวทีมีฝ่ายแดงฝ่ายน้ำเงิน มีผลแพ้ชนะ ออกหมัด เท้า เข่า ศอก แต่ขาดท่วงท่าอ่อนช้อย ดูสวยงาม ดุดัน ของแม่ไม้มวยไทยที่มีมาแต่อดีต เพราะปัจจุบันมวยไทยอยู่ในมิติของมวยอาชีพที่มีมูลค่าในการเดิมพัน

แม่ไม้มวยไทยจึงอยู่ในมิติของการโชว์ การอนุรักษ์ จนมีคำกล่าวว่าหากอยากดูการชกมวยที่ใช้ท่าแม่ไม้มวยไทยให้ดูฝรั่งชกมวย

มวยไทยในอดีตกาล

ผู้เชี่ยวชาญด้านมวยไทย ผศ.ดร.ต่อศักดิ์ แก้วจรัสวิไล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้อธิบายเกี่ยวกับแม่ไม้มวยไทยว่า

“หลักฐานที่เด่นชัดว่าเกิดมวยไทย ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย โดยกำหนดให้พระมหากษัตริย์จะต้องเรียนวิชาศิลปศาสตร์ 18 ประการ หนึ่งในนั้นมีวิชามายา คือ มวยไทยและกระบี่กระบอง

สมัยก่อนการเรียนมวยไทยเพื่อการต่อสู้กับข้าศึกและการป้องกันตัว ต่อมายุคกรุงศรีอยุธยาพระเจ้าเสือเป็นผู้ที่มีพระปรีชาสามารถด้านการชกมวย ได้ปลอมตัวไปชกมวยกับชาวบ้านซึ่งท่านสามารถชนะได้ทุกคน และคนที่มีชื่อด้านมวยไทย คือ นายขนมต้ม

ยุคกรุงศรีอยุธยามีการฝึกมวยไทยอย่างจริงจัง โดยผู้ที่มีความสามารถเป็นเลิศจะไปขึ้นทะเบียนสังกัดกรมทนายเลือก เพื่อเข้าประจำการในกองทัพ ซึ่งมีชื่อว่าหมู่ทะลวงฟัน

ในยุคของกรุงธนบุรีเกิดนักมวยมีชื่อเสียง เช่น นายทองดี ฟันขาว หรือพระยาพิชัยดาบหัก ครูเมฆ บ้านท่าเสา ครูเที่ยง บ้านแก่ง เป็นต้น

มากรุงรัตนโกสินทร์มวยไทยชัดเจนมากขึ้น มีการค้นพบตำรามวยไทยเล่มแรกในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งเขียนลงในสมุดข่อยจำนวน 46 ภาพ โดยไม่ปรากฏผู้เขียน

ในยุคของรัชกาลที่ 5 มีการชกมวยและมีการคัดเลือกนักมวยที่มีความสามารถและได้เข้ารับพระราชทานบรรดาศักดิ์ 3 คน หมื่นมือแม่นหมัด เป็นนักมวยจากลพบุรี หมื่นชะงัดเชิงชก นักมวยจากโคราช และหมื่นมวยมีชื่อนักมวยจากไชยา และมีหลักสูตรการเรียนการสอนมวยไทยเข้ามาสู่การศึกษาของโรงเรียนครูฝึกหัดพลศึกษา

จนถึงรัชกาลที่ 9 การชกมวยมีกติกาชัดเจนและเป็นมาตรฐาน ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเรียนมวยไทยกันเป็นจำนวนมากและนำกลับไปเปิดสอนในต่างประเทศอีกด้วย”

สำหรับท่ามวยไทย หรือแม่ไม้มวยไทยแตกต่างกันไปตามแต่ละครูมวยแต่ละสาย ซึ่งจะเป็นการบ่งบอกเอกลักษณ์เฉพาะของมวยสายนั้นๆ ซึ่งในปัจจุบันนักมวยไทยมักจะออกอาวุธ หมัด ศอก เข่า เตะ เน้นความแข็งแรงของร่างกาย

“ท่าของแม่ไม้มวยไทยนั้นเกิดจากภูมิปัญญาของครูมวยที่ใช้ในการแก้ไขเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ เช่น ถ้าเขาชกหมัดก็หาท่าทางต่างๆ เพื่อที่จะเข้าชนะให้ได้ อันเรียกว่ากลมวยแก้หมัด กลมวยแก้เท้า กลมวยแก้เข่า กลมวยแก้ศอก และกลมวยจู่โจม ชื่อท่าแม่ไม้มวยไทยนั้นดูจากลักษณะการออกท่าทางอาวุธ”

ก๊อต-จิรายุ ตันตระกูล

ก๊อต จิรายุ พบปรัชญาในมวยไทย

เรียกว่าเป็นนักแสดงที่หลงใหลในศิลปะการต่อสู้ทุกรูปแบบ สำหรับ ก๊อต-จิรายุ ตันตระกูล และเราก็ได้เห็นผลงานการออกท่วงท่าลีลาการต่อสู้ของเขาแล้วในตอนนี้ผ่านละคร 2 เรื่องด้วยกัน คือ “คมแฝก” และ “บุพเพสันนิวาส” ซึ่งเรื่องนี้รับบทพระเจ้าเสือ ผู้เชี่ยวชาญมวยไทย

“การได้รับบทพระเจ้าเสือเข้าทางผม เพราะผมหลงรักมวยไทย ผมไปรีเสิร์ชท่าแม่ไม้มวยไทยไม่คิดว่าเป็นงาน มันคือความสนุก เตรียมตัว ปรับวิธีการออกกำลังหาย เมื่อก่อนวิ่ง ตอนนี้ใช้ท่าแม่ไม้มวยไทยในการเบิร์น หมัดมีกี่ท่า ชก 3 นาที เท้า เข่า ศอก เอามาเป็นกำลังโปรแกรมออกกำลังกาย เล่นเรื่องนี้เหมือนทำสิ่งที่ตัวเองรัก

ผมสนใจการต่อสู้ทุกชนิด ถูกจริตที่สุดมวยไทยและกระบี่กระบอง เพราะชอบการร่ายรำ ท่วงท่าในการเคลื่อนไหว เป็นพวกอนุรักษนิยมก็ได้

เมื่อก่อนผมยึดติดมวยไมย พอผมโตขึ้นไม่สนใจชื่อเรียกว่า มวยไทย กังฟู ยูโด มองข้ามชื่อเรียก ไปสนใจแก่นสาร เบสิกคืออะไร จุดประสงค์คืออะไร ปรัชญาการต่อสู้คืออะไร

ศิลปะการต่อสู้ในยุคนี้ ไม่ได้สู้รบกับใครแต่สู้รบกับตัวเอง รบกับความขี้เกียจ ฝึกฝนร่างกายและจิตใจของเราเอง เพราะเวลาเราฝึกร่างกายต้องมีจิตใจอยู่กับตัวเอง ณ ขณะเราปราศจากการคิด นั้นทำให้ผมหลงรักศิลปะการต่อสู้

ผมไม่ได้ชอบแค่ท่ามวยไทย ผมชอบการเดินเหยาะย่าง ย่างสามขุม การร่ายรำ ผมมองว่ากุศโลบายของคนสมัยนั้นแยบคายมาก ตอนเด็กๆ ผมก็ไม่เข้าใจให้ร่ายรำทำไม เมื่อเราโตขึ้นเพ่งไปที่กระจกเห็นเอ็นกล้ามเนื้อหย่อนตึง มันคือการยืดกล้ามเนื้อ วอร์มกล้ามเนื้อ

ท่าแม่ไม้ลูกไม้ต่างๆ ที่ให้ฝึกซ้อม เราทำซ้ำๆ มันกลายเป็นอัตโนมัติ สุดท้ายเรามีวิชาเอาไว้ขัดเกลาตัวเราเองเรื่องของร่างกายและจิตใจ ผมไม่นิยมเครื่องปั่นจักรยาน หรือลู่วิ่งในฟิตเนส ผมใช้หมัด เท้า เข่า ศอก เป็นนวอาวุธแบบมวยไทย เป็นกุศโลบายที่ไม่ต้องเสียตังค์ และสามารถเรียนรู้ได้ง่ายมาก”

แม้เมืองไทยจะมีค่ายมวยจำนวนมาก มีเวทีชกมวยหลายแห่ง แต่ศิลปะมวยไทยที่แท้จริงที่มีมาแต่อดีตไม่ค่อยปรากฏสักเท่าไร

“ผมว่าทุกวันนี้เวทีมวยไทยไม่ค่อยเห็นศิลปะกันสักเท่าไร เพราะเรามีนักพนันเป็นเจ้าถิ่น คนไปดูมวยเพื่อศิลปะน้อยมาก แต่คนดูมวยเพื่อการพนันเยอะ ถ้านักมวยอยู่ในกรอบของการพนันแน่นอนว่าศิลปะก็ไม่ได้รับการสร้างสรรค์

ผมว่าน่าจะมีเวทีที่ปลอดการพนัน แล้วมีการนำศิลปะการต่อสู้ที่เราร่ำเรียนมา เพราะเราเรียนมาเราไม่รู้หรอกว่ามันจะใช้ได้จริงแค่ไหน จนกว่าจะเจอเหลี่ยมมุมที่ใช้ได้ ถ้ามันถูกครอบงำด้วยการพนัน เด็กใหม่ๆ ก็ไม่กล้ามีความคิดสร้างสรรค์หรอกครับ

จริงๆ จะว่าไปไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่งที่จะสืบสานเรื่องมวยไทย แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยทั้งชาติ ที่เห็นคุณค่าของศิลปะประจำชาติของเรา ขณะเดียวกันต่างชาติพยายามรู้ให้ได้ เขาพยายามศึกษาถึงแก่นสาร

อยากให้ผู้ปกครองส่งลูกไปเรียนศิลปะการต่อสู้เป็นพื้นฐาน โรงเรียนต่างๆ น่าจะแอดมวยไทยไปในระบบการศึกษา ข้อเสียของมันแทบไม่มีเลย เวลาคนฝึกมวยไทยถึงแก่นจะมีร่างกายแข็งแรง และปรัชญาคำสอนมวยไทย ช่วยให้อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ใช้วิชากับคนไม่มีทางสู้ แต่ปกป้องคนที่รัก ใช้ทำสิ่งที่ถูกต้อง

มวยไทยไม่ได้มีแค่เหลี่ยมเดียว มีเรื่องของปรัชญา ขนบธรรมเนียม ประวัติศาสตร์ในทุกท่วงท่า ก็เป็นหน้าที่ของเผ่าไทย อยากให้หันมาสนใจอนุรักษ์มวยไทยกันให้มากๆ ครับ”

สืบสานศิลปะการต่อสู้ของชาติ

สถาบันการพลศึกษาและเอเอ็มที 88 ได้ปลุกกระแสอนุรักษ์มวยไทยให้คนรุ่นใหม่ต่อยมวยไทยให้ได้ท่าทางที่ถูกต้อง พร้อมรู้จักมวยไทยที่สูญหาย ในรายการ “อะเมซิ่งมวยไทยแชมป์เปี้ยน 2018” เรียลิตี้ค้นหาสุดยอดนักมวย ที่ไม่ได้ใช้แค่พละกำลังเป็นตัวตัดสิน แต่ใช้ศิลปะแม่ไม้มวยไทยแท้ๆ เป็นเกณฑ์หลักในการตัดสิน ซึ่งมีเยาวชนชายไทยสนใจร่วมแข่งขันกว่า 300 คน คัดเหลือ 24 คนสุดท้าย ขึ้นชกใน 6 รุ่น ซึ่งได้ผู้ชนะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

พีรธัช สุขพงษ์ ประธาน เอ เอ็ม ที 888 กรุ๊ป ผู้จัดเผยแนวคิดว่า มวยไทยถือเป็นสมบัติของชาติเราอย่างหนึ่ง มีเอกลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรมเฉพาะตัว การทำรายการนี้ขึ้นก็เพื่ออนุรักษ์ศิลปะแม่ไม้มวยไทย

“ที่ผ่านมาจะเห็นการแข่งขันเยอะ แต่เป็นลักษณะการเอาชนะและความบันเทิง ยังไม่มีเวทีใดที่เน้นฝึกฝนและมอบทักษะ ท่าทางที่ถูกต้องให้กับผู้ชม ทั้งหมดจึงเป็นที่มาของรายการ ซึ่งร่วมกับสถาบันการพลศึกษาในการผลักดันและรณรงค์เรื่องมวยไทยให้อยู่ต่อไป เป็นสมบัติชาติ เพราะแน่นอนว่าเราคงไม่ชอบใจ ถ้าที่สุดแล้ววันหนึ่งครูสอนมวยไทยไม่ใช่คนไทยขึ้นมา”

ผศ.ดร.ต่อศักดิ์ เป็นหนึ่งในทีมผลิตรายการให้ความเห็นว่าการเกิดขึ้นของรายการนี้ เกิดจากการศึกษาวิจัย โดยนำท่าแม่ไม้มวยไทยที่หายไปกลับมาอนุรักษ์และแข่งขัน

“ในการแข่งขันครั้งนี้เลือกมา 39 ท่า  ในส่วนนี้เด็กที่มาแข่งขันเขาได้มีโอกาสฝึก ได้เรียนรู้ ในอนาคตเขาสามารถถ่ายทอดให้คนอื่นได้ มีความน่าสนใจในการอนุรักษ์

ท่าบางท่าเราไม่เคยได้ยินหรือเห็นเลย หลายๆ ท่า ซึ่งน้องๆ พอเก็บตัวฝึกซ้อม เช่น หนุมานแหวกฟอง เป็นท่ากระโดดเข่าลอย เห็นท่าแต่ไม่รู้ชื่อ เหวี่ยงหมัดจากบนลงล่างเรียกว่าโขกนาสา

หลังจากเราศึกษาท่าพวกนี้สามารถใช้ในการแข่งขันได้ การแข่งขันเชิงมวยไทยอนุรักษ์ เน้นให้ออกแม่ไม้มวยไทยได้อย่างเต็มที่ เพราะถ้าการแข่งขันในปัจจุบัน การล้มบนเวที คือ เสียเหลี่ยมมวย มองว่านักมวยอ่อนแอ แต่เราไม่ตัดคะแนน ไม่เสียเหลี่ยมมวย การถูกนับเป็นการป้องกันนักชก ไม่ใช่การตัดคะแนน เรากำหนดกติกาขึ้นมาใหม่”

เวทีอะเมซิ่งมวยไทยแชมป์เปี้ยน 2018 เน้นเตะต่อยด้วยท่าทางถูกต้อง ผ่านโค้ชนักมวยระดับแชมเปี้ยน 4 คน ขาวผ่อง สิทธิชูชัย สมรักษ์ คำสิงห์ สามารถ พยัคฆ์อรุณ และเจริญทอง เกียรติบ้านช่อง และนำแม่ไม้มวยไทย 39 ท่ามาฝึกสอน

เนิร์ส-สกุลพงษ์ สุขทองสา อายุ 19 ปี กำลังเรียนชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คือ ผู้ชนะรุ่นไลต์มิดเดิลเวต น้ำหนัก 64-67 กิโลกรัม

ในการแข่งขันครู (สามารถ พยัคฆ์อรุณ) แนะนำเทคนิค โดยหาจุดเด่นของเรา คือออกอาวุธจังหวะ 2 อย่าง คู่ต่อสู้เตะมา เราใช้การหลบหลีกไม่ให้ถูกอาวุธ แล้วเราสวนออกไปให้คู่ต่อสู้ไม่ทันระวังตัว

แล้วเลือก 5 ท่าที่เราถนัด ออกได้ดีที่สุด ใช้ต่อเนื่องกัน มีบาทาลูบพักตร์ ใช้ฝ่าเท้าถีบที่ใบหน้าของคู่ต่อสู้ หนุมานถวายแหวน กระโดดใช้ 2 กำปั้นชกที่ใบหน้าของคู่ต่อสู้หรือปลายคาง ท่านี้ถ้าทำถูกจังหวะหรือถูกวิธีสามารถน็อกคู่ต่อสู้ได้

ท่าขวางจักรนารายณ์ หมุนเอาหลังมือเข้าไปให้โดนบนบริเวณศีรษะ หรือใบหน้า ท่าฤษีเหิน กระโดดชกบริเวณใบหน้าคู่ต่อสู้ และจระเข้ฟาดหาง ท่านี้เป็นจังหวะที่หมุนตัวใช้เท้าที่ถนัดเหวี่ยงไปข้างหลังให้โดนคู่ต่อสู้

ท่าแม่ไม้มวยไทยนอกจากรุกแล้วยังสามารถรับอาวุธคู่ต่อสู้ได้ ถ้าเขาใช้ท่ายากมาเราใช้ง่ายกลับ เป็นการทำลายจังหวะ ถ้าเขาใช้จระเข้ฟาดหางเราก็ใช้กวางเหลียวหลัง หรือบาทาลูบพักตร์ ทำลายจังหวะคู่ต่อสู้ได้ หรือถ้าเขาใช้ท่าฤษีเหินเราก็ใช้ท่าง่าย อาจจะเป็นพร้ายายแก่ คู่ต่อสู้กระโดดเข้ามาหาเรา เราใช้ศอกประเข้าปลายคางคู่ต่อสู้ ก็เป็นการตอบโต้กลับ”

แม่ไม้มวยไทยควรถูกบรรจุเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนในกระทรวงศึกษาธิการ

“สถานศึกษาควรนำเอาไปใช้ในการสอน ตรงนี้จะเป็นการอนุรักษ์มวยไทยอย่างยั่งยืน อย่างเราจัดการแข่งขันมันก็จบไป คนแข่งขันก็เฉพาะกลุ่มคน แต่กลุ่มคนที่เราต้องการให้เขารู้ก็คือเยาวชน เมื่อไรที่มวยไทยเข้าสู่สถานศึกษา จะเป็นการอนุรักษ์ศิลปะมวยไทยอย่างยั่งยืนที่สุด” ผศ.ดร.ต่อศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย