เอก กฤษณาวารินทร์ ‘แข่งกับเวลา แข่งกับตัวเอง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546329

  • วันที่ 01 เม.ย. 2561 เวลา 09:51 น.

เอก กฤษณาวารินทร์ ‘แข่งกับเวลา แข่งกับตัวเอง’

โดย ปอย

สุดยอดของนักแอดเวนเจอร์ตัวจริง ดีเจเอก กฤษณาวารินทร์ ดีเจจากเอไทม์ มีไลฟ์สไตล์เกาะกระแส “สปอร์ต เมเนีย” เผยความคลั่งไคล้กีฬาสไตล์คนยุคใหม่ การแข่งขันสนามล่าสุด ไทยแลนด์ไตรลีก ที่บางแสน  ดีเจเอกทั้งว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ตามด้วยวิ่งเพื่อเข้าเส้นชัย ทำสถิติไตรกีฬาระยะใกล้ หรือ Sprint Distance ในสนามไตรกีฬาริมทะเลเมืองท่องเที่ยวเก่าแก่ของไทยได้ดีเยี่ยม รั้งอันดับ 8 กลุ่มนักวิ่งชาย อายุ 40-49 ปีขึ้นไป

ไฮไลต์สำคัญสนามนี้ ดีเจเอก บอกประทับใจบรรยากาศเมืองบางแสน ที่มุ่งมั่นก้าวสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงกีฬาได้อย่างเต็มรูปแบบไปได้ภาคภูมิแล้ว เมืองสวยงาม มีเส้นทางปั่นจักรยานไปตามเส้นทางสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ถนนข้าวหลามตัดใหม่ การวิ่งบนถนนเลียบชายหาด ผ่านแหลมแท่น วิ่งขึ้นเขาสามมุข เส้นทางปั่นจักรยานโชว์วิวเมืองท่องเที่ยว

“ทุกครั้งที่ลงสนาม คือการแข่งกับเวลา แข่งกับตัวเอง สนามนี้ระยะสปรินต์เป็นระยะทางการแข่งขันสั้นที่สุด หรือเรียกว่าไตรกีฬาระยะสั้น โดยมีระยะทางว่ายน้ำอยู่ที่ 750 เมตร ปั่นจักรยาน 20 กิโลเมตร และตบท้ายวิ่งที่ระยะทาง 5 กิโลเมตร ไตรกีฬา คือการแข่งขันกีฬา 3 ประเภทนี้ ต่อเนื่องกันครับ โดยทำความเร็วในการแข่งขันให้ดีที่สุด ซึ่งผมทำเวลาได้ประมาณ 1 ชั่วโมง 26 นาที

สนามบางแสนผมประทับใจในตอนเข้าเส้นชัย คนเมืองนี้เคยชินกับการปิดเมืองแข่งขันกีฬาหลายๆ ประเภท ทั้งการแข่งรถแบบซิตี้เรซ การแข่งขันจักรยานแบบเซอร์กิต การแข่งขันวิ่งมาราธอน รวมถึงไตรกีฬา กำลังได้รับความนิยมสูงสุดในตอนนี้นะครับ ก็จะมีคนมาปรบมือต้อนรับและให้กำลังใจนักกีฬา เมื่อเข้าสู่เส้นชัยได้สำเร็จ การแข่งขันไทยแลนด์ไตรลีกที่บางแสนคึกคักมาก กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเมืองในการก้าวเข้าสู่เมืองกีฬาที่สมบูรณ์แบบในอนาคตได้เลยครับ

ความรู้สึกเมื่อแตะเส้นชัย ยิ่งช่วงสุดท้ายระยะ 200-300 เมตร แรงก็จะกลับมาเลย จากป้อแป้ กลายเป็นแรงมาฮึกเหิม หรือที่เรียกว่า ฟิน ความที่ได้เห็นคนยืนรอเชียร์ รอถ่ายรูป อะดรีนาลินก็หลั่ง นี่คือความสุขว่าเราทำได้สำเร็จแล้ว มันคือการพัฒนาตัวเองได้ถึงระดับหนึ่งแล้ว และทำให้เรากล้าไปลองชาเลนจ์ใหม่ต่อไป”

ดีเจเอกเริ่มต้นสนทนาเล่าบรรยากาศการแข่งขันกีฬาที่ติดเข้าไปในเส้นเลือด กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

ย้อนไปที่จุดเริ่มต้นราว 4-5 ปีที่แล้ว กับการปั่นจักรยานฟิกเกียร์ หรือจักรยานที่มีเกียร์เดียว ดีเจเอก บอกว่า เมื่อกำลังขาแข็งแรง เพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองมากขึ้น กีฬาก็กลายเป็นสิ่งท้าทายกับตัวเอง ความสุขคือชอบการเอาชนะตัวเอง ชีวิตมีการวางเป้าหมาย การได้เอาชนะสร้างความภูมิใจ แล้วก็จะมีการตั้งเป้าหมายต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นที่มาของการลงสนามวิ่ง

“ผมฝึกความแข็งแกร่ง ลงสนามการแข่งขันไตรกีฬาระยะมาตรฐานด้วยครับ เริ่มต้นที่การวิ่ง 10 กิโลเมตร ปั่นจักรยาน 40 กิโลเมตร และว่ายน้ำอยู่ที่ 1.5 กิโลเมตร ระยะนี้ถือเป็นระยะมาตรฐานของไตรกีฬาที่ใช้ในการแข่งขันโอลิมปิก นักกีฬาทุกคนนะครับ ใครทำได้ก็ไปต่อที่สนามไอรอนแมน เป็นการแข่งขันที่ถือว่ายากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกกีฬา จบภายใน 1 วัน การแข่งขันประกอบด้วย ว่ายน้ำ 3.86 กิโลเมตร ปั่นจักรยาน 180.25 กิโลเมตร และวิ่ง 42.2 กิโลเมตร ทุกอย่างต้องทำอย่างต่อเนื่อง โดยมีเวลาให้เพียง 17 ชั่วโมง สนามที่ผมมุ่งมั่นและตั้งเป้าหมายว่าจะไปให้ได้คือ ไอรอนแมนที่สวิตเซอร์แลนด์ครับ”

ดีเจเอกประเมินสถานการณ์ว่าน่าจะทำเวลาได้ 14-15 ชั่วโมง ก็น่าจะโหดไม่น้อยแล้ว แม้ว่ามีพื้นฐานในการปั่นจักรยานแข็งแกร่งเป็นทุนอยู่แล้ว แต่เส้นทางนี้เป็นเขา ไม่ใช่ทางราบ และอากาศราว 25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิระดับนี้ไม่มีอุปสรรคกับการวิ่ง แต่สำหรับว่ายน้ำจัดว่าต้องว่ายฝ่าน้ำค่อนข้างเย็น ที่สำคัญคือการที่เริ่มหัดว่ายน้ำในช่วงวัยเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็จะสู้คนว่ายน้ำเป็นตั้งแต่เด็กๆ ไม่ได้แน่นอน จึงทำให้ต้องฝึกฝนหนักยิ่งขึ้นไปอีก

“ผมลงสนามไตรกีฬา 6-7 รายการ ภายในเวลา 1 ปีกว่าที่ผ่านมา พอได้เล่นอะไรใหม่ๆ แล้วมันก็ฮึกเหิมนะครับ ผมไม่ถนัดว่ายน้ำ แล้วว่ายน้ำทะเลมันก็ยิ่งทำให้เราตื่นเต้น เรามาเริ่มต้นเล่นไตรกีฬาในวัย 40 กว่าปีแล้ว แต่หัวใจการแข่งขันก็คือความท้าทายที่ไม่ได้จะเอาชนะใคร เราจะสู้เพื่อเอาชนะนอกจากตัวเอง ทำเพื่อความสะใจและแข่งกับตัวเอง คิดแบบนี้สนุกกว่า

ไอดอลของผมคือโค้ชผู้ฝึกสอนของผมเวลานี้ สุนทร ใจมาบุตร ผู้ฝึกสอนไตรกีฬา Stroke Technical Open Water Swimming ‘โค้ชกระสุน’ หรือที่ทุกคนทราบว่าเป็นนักกีฬา ‘มนุษย์ล้อ’ โค้ชประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ จากคนประสบความสำเร็จเป็นนักไตรกีฬาความหวังของชาติ พีกในอาชีพถึงที่สุด แต่วันหนึ่งชีวิตเล่นตลก ต้องสูญเสียประสาทยืดเหยียด ร่างกายตั้งแต่หน้าอกไล่ลงมาถึงฝ่าเท้าไม่สามารถควบคุมได้ แต่นั่นกลับไม่ใช่อุปสรรคในชีวิตเขาเลยครับ

โค้ชกระสุนกลับมาเทรนตัวเองให้กลับมาเล่นกีฬาได้ เท่านั้นไม่พอเขายังถ่ายทอดความรู้ให้คนอื่นได้อีกด้วย ในสนามกีฬาโอลิมปิกคนพิการ แม้ว่าเสียเปรียบคนพิการตั้งแต่กำเนิดที่ควบคุมร่างกายดีกว่า หรือคนขา-แขนขาดเพียงข้างเดียว แต่โค้ชไม่ยอมแพ้ ผมจึงให้โค้ชกระสุนเป็นไอดอล ผมว่ายน้ำไม่เก่งเท่าคนอื่นก็ไม่เป็นไร ฝึกแข่งกับตัวเองไปเรื่อยๆ ครับ สถิติที่ดีกว่าเดิมคือชัยชนะของเรา”

ปั่นตามรอยวิถีอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546327

  • วันที่ 01 เม.ย. 2561 เวลา 09:40 น.

ปั่นตามรอยวิถีอินทรีย์

โดย กั๊ตจัง ภาพไม่มีเครดิต

แนวคิดวิถีอินทรีย์นั้นไม่ใช่เพียงแค่เราจะได้อาหารปลอดสารพิษ แต่ยังได้ ธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่เรียกว่าเที่ยววิถีอินทรีย์ โดยเฉพาะที่ จ.นครปฐม อ.สามพราน นั้นมีแหล่งท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ อยู่หลายแห่งที่เราสามารถปั่นจักรยาน เพื่อเที่ยวชมผลผลิตเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกร

เส้นทางปั่นเที่ยวนี้ริเริ่มโดยมูลนิธิสังคมสุขใจ และร้านปลูกปั่นร่วมกันเริ่มทริป “ปลูกปั่น…ปั่นตามวิถีอินทรีย์สุขใจ” ด้วยการปั่นจักรยานชม ชิม ช็อป ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรเครือข่ายสามพรานโมเดล พื้นที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม ศึกษาแหล่งที่มาของวัตถุดิบอินทรีย์ และสัมผัสวิถีชีวิตเกษตรกร หวังเพิ่มความเชื่อมั่นวิถีอินทรีย์ และกระตุ้นให้ผู้คนตระหนักรู้คุณค่าของออร์แกนิก ที่ไม่ใช่แค่ดีต่อสุขภาพ แต่ก่อเกิดผลดีตลอดห่วงโซ่อาหาร

เป้าหมายแรกของเส้นทางปั่นนี้อยู่ที่สวนส้มโออินทรีย์ของอุบล การะเวก ชาวบ้านเรียกว่าสวนส้มโอ ลุงอุบล ตั้งอยู่ ต.ทรงคนอง หลังจาก ลุงอุบล เกษียณอายุราชการก็กลับมาสานต่ออาชีพทำสวนส้มโอจากพ่อ เปลี่ยนแนวทางการทำสวนจากสารเคมีมาใช้น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยหมักชนิดต่างๆ เพื่อทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี

เปลี่ยนเอาสะเดา ไข่ไก่ นมข้นหวาน น้ำปลา ขี้หมู ข้าวสุก และน้ำคลอง ผสมและหมักจนกลายเป็นสารกำจัดหนอน แมลง ใช้แทนปุ๋ยทางใบ ปุ๋ยทางดิน ป้องกันโรครากเน่าโคนเน่า ทำให้สามารถลดต้นทุนได้ถึง 80-90% ทำให้ได้ส้มโอที่มีคุณภาพ รสชาติดี ส่วนปัญหาเรื่องแมลงรบกวนก็ใช้สารชีวภาพน้ำหมักไล่แมลง ทำให้พื้นที่ 8 ไร่ สามารถผลิตส้มโอชั้นดีเป็นที่ต้องการของตลาด นอกจากนี้ยังเปิดให้ชมขั้นตอนการปลูก วิธีดูแลรักษา การใช้ชีวภัณฑ์ชนิดต่างๆ รวมถึงแนะเทคนิคการเลือกส้มโอที่ทำให้เรารู้ว่าต้องเลือกส้มโอลูกไหน แบบไหน ถึงจะได้รสชาติอร่อยที่สุด

จาก ต.ทรงคนอง ต้องปั่นจักรยานไปที่ ต.บางช้าง แดดร้อนและค่อนข้างเหนื่อสักหน่อย แต่ปลายทางนี้เราจะได้เห็นพื้นนาที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งคือ นาข้าวอินทรีย์บ้านศรีเบญจรงค์ ของธรวิกา ปานเจริญ มีความสวยงามยามสายๆ ที่จะได้เห็นดอก ดอกคุณนายตื่นสาย และดอกไม้หลากสีอื่นๆ ที่ปลูกไว้รอบคันนา ไม่จำเป็นว่านาข้าวจะต้องมีเพียงแค่ต้นข้าว มะพร้าวและคันนาเสมอไป

นาแห่งนี้ก็เหมือนนาทั่วไปที่เมื่อเริ่มต้นเจ้าของยังไม่กล้าเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายนัก กลัวว่าผลผลิตจะได้ไม่ดี จึงเริ่มซื้อหนังสือเข้ากลุ่มเรียนรู้ หาที่ปรึกษา จนเริ่มมีความมั่นใจว่าสามารถทำได้แน่นอนก็เริ่มเปลี่ยนแปลงเรียนรู้ลองผิดลองถูกจนประสบความสำเร็จในที่สุด แถมได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ IFOAM

พื้นนาแห่งนี้ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ข้าวหอมนครชัยศรี ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมือง การทำเกษตรผสมผสาน ปรับพื้นที่นาโดยทำคันนาให้กว้างขึ้น ให้มีพื้นที่ปลูก ต้นหม่อน มะเขือเทศ ตะไคร้ และผักสวนครัวอื่นๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการหาซื้อพืชผักระหว่างรอผลิตต้นข้าว และยังสามารถนำผลผลิตที่เหลือมาวางขายหารายได้เพิ่มเติมได้อีกด้วย ที่สำคัญนาแห่งนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นท้องนาที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

ไม่เพียงแค่นี้ในพื้นที่ใกล้ๆ กันยังมีสวนของขวัญเรือน เพ็ชศรีนวล เจ้าของสวนฝรั่งกิมจู ที่เป็นอีกผู้หนึ่งที่ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกร วิถีอินทรีย์ เพื่อดื่มน้ำฝรั่งอินทรีย์และมะพร้าวน้ำหอม เยี่ยมชมหาซื้อผลิตงามๆ จากสวน หลังจากพักจนหายเหนื่อยก็ได้เวลาปั่นกลับมาที่สวนสามพราน ริเวอร์ไซด์เพื่อชม ปฐม ออร์แกนิกฟาร์ม สวนเกษตรอินทรีย์ ชมสวนเกษตรอินทรีย์ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเก็บผัก เก็บไข่ นำไปปรุงอาหารด้วยตัวเอง และรับประทานอาหารกลาง วัน จากผลผลิตออร์แกนิก ท่ามกลางต้นไม้น้อยใหญ่

หากสนใจเข้าร่วมทริปปั่นจักรยานเส้นทาง ปลูกปั่น…ปั่นตามวิถีอินทรีย์สุขใจ ลองติดต่อผ่านทางมูลนิธิสังคมสุข 034-322-588-93 เพราะถ้าเราปั่นไปเองเพียงลำพังแล้วอาจจะไม่ได้ร่วมรับฟังเกษตรกรที่จะมาบรรยายและพาชมสวนได้เหมือนกับการเข้าร่วมทริปที่จัดขึ้นโดยเฉพาะ ที่ให้เราได้มาเรียนรู้แหล่งที่มาของวัตถุดิบจากต้นทางการผลิต มารู้จัก มาเข้าใจวิถีชีวิตเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้าเกี่ยวกับวิถีอินทรีย์ และสามารถนำความรู้กลับไปสื่อสารต่อผู้บริโภคให้เห็นคุณค่า และเกิดความต้องการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ขณะเดียวกันช่วยส่งเสริมเกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์ และทำให้เราหันมาใส่ใจสุขภาพจากการรับประทานอาหารที่ดีกันมากขึ้น

ดอยติ้วโมเดล…สโลว์ไลฟ์บนดอยสูง อดุลย์ จิณะชิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546326

  • วันที่ 01 เม.ย. 2561 เวลา 09:31 น.

ดอยติ้วโมเดล...สโลว์ไลฟ์บนดอยสูง อดุลย์ จิณะชิต

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ภาพ อดุลย์ จิณะชิต

คนสมัยนี้มีความทุกข์ ที่บางทีเราได้หลงลืมตัวเองไปติดอยู่กับบ่วงแห่งความเร่งรีบ อดุลย์ จิณะชิต ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอยติ้ว จ.น่าน แบ่งปันชีวิตสโลว์ไลฟ์ของเขาบนดอยสูง ชีวิตที่แช่มช้าทว่างดงาม คุณค่า ความดีงาม และการฝึกหัดปฏิบัติจิต ที่เขาได้รับจากการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงสู่ความเรียบง่าย

ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอยติ้ว ในวัย 52 ปี ครั้งหนึ่งเคยใช้ชีวิตและอาศัยอยู่บนพื้นราบ หากต่อมาได้เปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างสิ้นเชิง ทั้งอาชีพ ถิ่นฐาน ภูมิลำเนา ภูมิอากาศ เรื่องราวของเขาให้แรงบันดาลใจ หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นทางเลือกสำหรับใครก็ตามที่อยากเปลี่ยนมาใช้ชีวิตแบบช้าๆ หรือเป็นประโยชน์สำหรับใครก็ตามที่จะฉุกคิด เพียงแค่นี้ก็ดีใจแล้ว

“ผมว่าชีวิตผมเปลี่ยนเพราะความเริ่มรู้จักตัวเองว่ารักในธรรมชาติ หรือความรักธรรมชาตินี่แหละที่เปลี่ยนผม” ผู้อำนวยการอดุลย์เล่า

เริ่มจากความรักธรรมชาติ อยากอยู่กับธรรมชาติ มีความรู้สึกว่า อยู่กับธรรมชาติแล้วใจเย็น ใจเย็นลงแบบเพียงพอที่ทำให้สัมผัสได้ถึงความสุขแผ่วๆ ที่เป็นริ้วๆ เหมือนระลอกน้ำเล็กๆ ที่กระเพื่อมอยู่น้อยๆ ตรงกลางใจพอดิบพอดี เขาถามตัวเองว่า ทำไมแค่ต้นไม้สีเขียวก็ทำให้ทุกอย่างดูเหมือนจะดีขึ้นไปหมด

“ดีงามไปกับธรรมชาติหมดเลย เห็นเป็นมหัศจรรย์ ที่อยู่ดีๆ ก็ใจเย็น ใจดี สดชื่นขึ้นมาจนตัวเราเองก็รู้สึกได้” อดุลย์เล่า

อดีตของผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอยติ้ว ไม่ใช่ครูบนดอย แต่เป็นพ่อค้าวาณิช ด้วยตระกูลทำมาหาเลี้ยงครอบครัวด้วยอาชีพค้าขายมาตลอด ทั้งปู่ย่าตายาย กระทั่งพี่น้องทุกคน ผู้อำนวยการอดุลย์มีพี่น้อง 5 คน ทุกคนล้วนทำมาหาเลี้ยงชีพเป็นพ่อค้าทั้งสิ้น พื้นเพเป็นชาว อ.ท่าวังผา จ.น่าน เติบโตและใช้ชีวิตอยู่พื้นราบ จบวิทยาลัยครูที่ลำปาง แล้วกลับมาเป็นพ่อค้า ครอบครัวทำเป็นแต่พ่อค้า

“เมื่อก่อนตอนที่ผู้อำนวยการอยู่ที่ข้างล่าง หมายถึงพื้นราบข้างล่าง จะขับรถไปที่ตลาดสักที รถก็ติดวุ่นวาย หาซื้อนู่นซื้อนี่ วิ่งวุ่นตลอดเวลา กลัวจะไม่ทันนู่นกลัวจะไม่ทันนี่ ไม่รู้กลัวอะไรหนักหนา ทำอะไรไม่เคยทันสักอย่าง ตอนนั้นยังหนุ่ม ยังไม่ได้เป็นครู เป็นแต่พ่อค้า ก็รีบเร่ง ก็หาแต่ประโยชน์เข้าตัว คิดแต่เรื่องประโยชน์ตัว”

อดีตผู้อำนวยการเป็นพ่อค้าขายของชำ อยู่ที่ในตลาดใน อ.ปัว จ.น่าน ขณะนั้นเป็นปี 2535 ก็มาคิดถึงชีวิตตัวเอง คิดถึงชีวิตที่รีบเร่ง ไม่มีความเป็นส่วนตัว ชีวิตเผื่อแผ่ให้ใครไม่ได้เลย ต้องคิดแต่กำไรขาดทุน ทำไมชีวิตถึงจำกัดอยู่แค่นี้ มองไปก็เห็นอยู่แค่นี้ นึกเบื่อหน่ายในชีวิตของตัวเองอย่างมาก

“ไปขออนุญาตคุณแม่ ขอเลิกเป็นพ่อค้าได้ไหม ครูเป็นลูกคนสุดท้อง ลูก 5 คนของแม่เป็นพ่อค้าหมด แม่บอกว่า คนนี้ไปรับราชการครูสักคนก็ดีเหมือนกัน”

เมื่อเปลี่ยนอาชีพ ชีวิตก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอยติ้วเล่าว่า เมื่อเช้าก็ตื่นมาแล้วแต่งตัวไปโรงเรียน ถนนโล่ง เพราะสวนทางคนอื่นที่มีแต่จะมุ่งหน้าเข้าเมือง แต่ของเราออกนอกเมือง สบายและโล่ง คล้ายๆ กับชีวิตของเราไม่ต้องฟุ้งซ่านไปตามแบบอย่างของคนอื่น มีชีวิตที่ไม่ต้องเร่งรีบอะไร ก็รู้สึกว่าตั้งมั่นที่จะประกอบอาชีพเป็นครูให้ดีที่สุด

ผู้อำนวยการเล่าว่า ขณะนั้นทบทวนในใจเหมือนกัน คิดว่าเลือกไม่ผิด ดีใจที่กล้าตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเอง รู้สึกเป็นอิสระ จิตใจพองฟู ชีวิตครูก็ไต่เต้าตามปกติ ก่อนที่จะมาอยู่ทีโรงเรียนบ้านดอยติ้ว ผู้อำนวยการได้ไปรับราชการตำแหน่งครูที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ขณะนั้นเป็นช่วงที่ปายกำลังบูม นักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะ ฝรั่งก็เยอะ แต่ผู้อำนวยการไปสอนที่โรงเรียนที่ลึกเข้าไปจากปายอีก โดยไปเป็นครูที่โรงเรียนสาขา อยู่ห่างจากเมียนมาไม่ถึง 4 กิโลเมตร

ผู้อำนวยการสโลว์ไลฟ์ เล่าให้ฟังว่า ไปรับราชการครูที่โรงเรียนแห่งแรกอยู่ที่ปาย 5 ปี ก็ย้ายกลับมาอยู่ที่ อ.ท่าวังผา สอนโรงเรียนบ้านสบขุ่น ต่อมาย้ายไปสอนที่โรงเรียนบ้านบ่อหยวก ที่ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน อยู่ที่บ่อเกลือเกือบ 7 ปี จึงย้ายมาสอนที่โรงเรียนบ้านดอยติ้ว และสอนอยู่ที่นี่มาเกือบ 5 ปีแล้ว

“ทุกแห่ง ทุกโรงเรียนที่ครูไปสอน เหมือนกันหมด คือเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีชนเผ่าพื้นเมือง นักเรียนชนเผ่าเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่ที่ปายก็มีเผ่ามูเซอ ลีซอเยอะ ตอนนั้นนะ ส่วนตอนที่กลับมาสอนที่น่าน ก็ขึ้นไปสอนโรงเรียนบนดอย ที่นี่มีหลายเผ่าพันธุ์ ตั้งแต่ชาวดอย ม้ง กะเหรี่ยง ลีซอ มูเซอ ลัวะ”

การเป็นครูสอนโรงเรียนบนดอย ให้ประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป ผู้อำนวยการอดุลย์เล่าว่า โรงเรียนตั้งอยู่บนภูสูง สูงกว่าน้ำทะเล 1,000 เมตร อากาศดีมาก เย็นสบาย อุณหภูมิต่ำสุดปีที่แล้ว 6 องศาเซลเซียส ตลอดวันตลอดเดือนและตลอดปีคือทะเลเมฆหมอกที่ท่ามกลาง ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวล เหมือนฟองฝ้ายนุ่มที่ขัดเกลาให้เราได้อ่อนโยนลงอีก เยือกเย็นลงอีก

“คือความเป็นไปของธรรมชาติป่าเขา คือสโลว์ไลฟ์ในแบบบ้านดอยติ้ว จ.น่าน ที่ได้ประโยชน์ทั้งตัวและชุมชนส่วนรวม เราได้ฝึกตนฝึกใจพร้อมไปกับการเกื้อกูลโลก”

การเป็นครูดอย อยู่บนดอย ได้เห็นความยากลำบาก เห็นความยากแค้นของชุมชน ตั้งแต่การกินการอยู่ การใช้ชีวิต ความรู้การประกอบอาชีพต่ำต้อย ก็มีความตั้งใจที่จะพัฒนาให้คนเหล่านี้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เรียนรู้ขนบธรรมเนียมและมารยาทในสังคมไทย ขณะเดียวกันก็ธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมประเพณีของเผ่าตน

“ชีวิตของครูเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่แค่ความช้าลงของชีวิต แต่คือจุดมุ่งหมายของชีวิต ที่ก็เปลี่ยนไปด้วย”

จากพ่อค้าที่คิดแต่ประโยชน์ของกระเป๋าเงินตัวเอง ชีวิตครูบนดอยยังได้เปลี่ยนให้ผู้อำนวยการอดุลย์ เป็นผู้ที่คิดถึงคนอื่น คิดช่วยเหลือคนอื่น คิดทำประโยชน์แก่ชาวดอยผู้ยากไร้และด้อยโอกาส ธรรมชาติกลางป่าเขาได้กล่อมเกลาจิตใจที่เต็มไปด้วยพยศให้เลิกดื้อรั้น เลิกถือทิฐิมานะ กลายเป็นผู้อ่อนน้อมต่อหมู่ต่อชน

“ถ้าเราอยู่ในเมือง มันฟุ้งซ่าน เหมือนใจมันถูกจูงและบีบคั้นไปด้วยภาวะสิ่งแวดล้อมต่างๆ การปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างก็ขาดหายไป ต่อเมื่อเราได้เปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง ย้ายตัวเองออกจากเมือง จากความวุ่นวายทั้งหลาย เราก็ได้ช่วยเหลือคน ได้ดูคนยากคนจน ได้มีเวลาชวนเด็กนักเรียนทำกิจกรรมที่มีประโยชน์ มันมีเวลาที่จะทำในสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ”

ชีวิตเปลี่ยนไปได้เช่นนั้นจริงๆ เนื่องจากอิทธิพลของธรรมชาติ ที่ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอยติ้วเล่าว่า ได้ส่งผลและมีอิทธิพลต่อชีวิตของเขาอย่างมาก ถ้าไม่เพราะพลังจากธรรมชาติแล้ว คงไม่อาจเปลี่ยนตัวเองได้ขนาดนี้ ชีวิตผูกไว้กับธรรมชาติ บนป่าบนเขานี้เต็มไปด้วยธรรมชาติ เหมือนเรามีความรู้สึกร่ำรวยในสิ่งที่เราอยากมีแล้ว

ทุกวันนี้มีความสุขกับการดูแลเด็กในโรงเรียนบ้านดอยติ้ว เวลาว่างของผู้อำนวยการช่วงสุดสัปดาห์ คือ การดูแลสวนที่บ้าน มีกล้วยและต้นไผ่เล็กๆ น้อยๆ รวมทั้งดูแลคุณแม่ที่ปัจจุบันชรามากแล้ว อย่างไรก็ตาม ก็มีกรรมการหมู่บ้าน ที่จะขอเข้ามาปรึกษาปัญหาในเรื่องต่างๆ บ้าง ประสานความร่วมมือกันเพื่อพัฒนาชุมชน

โรงเรียนบ้านดอยติ้ว ก่อนนี้มีเด็กนักเรียนแค่ 172 คน ปัจจุบันเพิ่มเป็น 283 คน เนื่องจากผู้อำนวยการมุ่งมั่นทุ่มเท พัฒนาโรงเรียนและชุมชน เริ่มจากทาสีโรงเรียนกันด้วยตัวเอง ปลูกผักเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ ปลูกดอกไม้ ผู้อำนวยการเริ่มลงมือและบุกเบิกให้เด็กๆ กับชาวชุมชนได้เห็น ต่อมาจึงอาสากันมาร่วมด้วยช่วยกัน นับหนึ่งใจเดียวกัน ไปในทิศทางเดียวกัน

ล่าสุดมีองค์กรจิตอาสา บริษัท ซาโนฟี่ (ประเทศไทย) ที่ได้ขึ้นมาร่วมด้วยช่วยอีกหนึ่งแรง เมื่อทราบว่าโรงเรียนยังขาดงบประมาณในการทำพื้นสนามอเนกประสงค์ และสร้างห้องเรียนสำหรับเด็กพิเศษ จึงได้ช่วยเหลือสนับสนุน ระดมจิตอาสาพนักงานซาโนฟี่ฯ ทำกิจกรรมทาสี ปลูกต้นไม้ สร้างพื้นสนามปูนซีเมนต์และสร้างห้องเรียนเด็กพิเศษที่สุดยอด

ความเป็นไปตามธรรมชาติ ทำให้ไม่ฟุ้งซ่าน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอยติ้วฝากเป็นข้อคิดสำหรับผู้อยากเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ช้าลงว่า ธรรมชาติจะให้พลังแก่ทุกคนที่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง ลองหันเข้าหาธรรมชาติและเรียนรู้จากด้านในของตน เชื่อว่าจะมีพลังที่ผลักดันให้ทุกคนได้มีชีวิตที่ต้องการ

“เรื่องแบบนี้ต้องอยู่ที่ใจเรา ถ้าปรารถนาที่จะทำ ถ้าต้องการจะทำ ก็ทำได้ทุกคน”

Utthan Pristhasana : The Lizard Pose Variations

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546222

  • วันที่ 31 มี.ค. 2561 เวลา 11:57 น.

Utthan Pristhasana : The Lizard Pose Variations

 

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอwww.YogaSutraThai.com 

เนื่องจากตอนนี้กระแสการวิ่งกำลังมา อาสนะในวันนี้จะเหมาะกับคนที่วิ่งเยอะๆ เพื่อคลายอาการตึงที่ต้นขาด้านหน้า สำหรับคนที่ฝึกโยคะเป็นประจำในแต่ละครั้งมักจะมีท่าอาสนะท่ายืนหลายๆ ท่า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มท่านักรบ 1, 2, 3 ซึ่งเรามักจะฝึกหลายรอบ ทำให้กลุ่มกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าแข็งแรง แต่หากเราไม่ยืดเลยเพื่อเป็นการแก้กลับจะทำให้กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าสั้นลงและตึงขึ้น

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกลุ่มกล้ามเนื้อควอดริเซ็บ ฟีเมอริสกันก่อน (เรียกสั้นๆ ว่า ควอดริเซ็บ Quadriceps หรือควอดส Quads)

ควอดริเซ็บ ฟีเมอริส เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อขนาดใหญ่รวมกัน 4 กล้ามเนื้อ อยู่ด้านหน้าของต้นขาประกอบไปด้วย เรกตัสฟีเมอร์ริส วาสตัสแลเธอรัลลิส วาสตัสมีเดียส และวาสตัสอินเทอมีเดียส ในขณะที่ครูสอนโยคะอาสนะในหลายๆ คลาสจะสังเกตเห็นว่าคนส่วนใหญ่จะมีความอ่อนแอของกลุ่มกล้ามเนื้อต้นขารวมทั้งตึงมากๆ จะสังเกตได้ในหลายๆ ท่า

ทีนี้หากกล้ามเนื้อเรกตัสฟีเมอร์ริส (Eectus Femoris) สั้นและตึง จะทำให้การเคลื่อนไหวหัวเข่ามีข้อจำกัด รวมทั้งส่งผลไปถึงสะโพกด้านหน้า และหากสะโพกด้านหน้าตึงก็จะส่งผลไปที่ด้านหลังทำให้ปวดหลังต่ออีกได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความสมดุลทั้งความแข็งแรง Strength และความยืดหยุ่น Flexibility ให้ควบคู่กันไป สำหรับคนที่มีปัญหาบาดเจ็บหัวเข่ารุนแรง การพับเข่าจะยากและเจ็บปวดควรงดฝึกท่านี้

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นจากท่า Low Lunge โดยขาซ้ายอยู่หน้าขาขวาอยู่หลัง เพื่อเตรียม

 

2.หายใจออก วางท่อนแขนขวาลงไปที่พื้นพร้อมกับสอดแขนซ้ายเข้าไปที่ใต้ขาซ้าย ยืดแขนให้ยาวคว่ำมือแล้วให้นิ้วมือชี้ไปที่ปลายเสื่อด้านหลัง

 

3.หายใจเข้าหันหน้ามาที่ขาซ้าย

 

4.หายใจออกพับขาหลังขึ้นมาครึ่งทาง หากรู้สึกเจ็บหัวเข่าให้ใช้ผ้ารองใต้หัวเข่า

 

5.หายใจเข้าส่งฝ่าเท้าเข้ามาที่ก้นพร้อมกับยกมือซ้ายขึ้นมารอ จากนั้นหายใจออกส่งมือไปจับเท้าข้างขวาให้ส้นเท้าติดก้น ค้างท่าสักครู่หายใจเข้า-ออกประมาณ  5 ลมหายใจ แล้วค่อยๆ คลายออกจากท่าแล้วลองฝึกสลับข้าง

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วนลด DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาทโทร. 02-636-6758-9

กำจัดไขมันส่วนเกิน โดย ไม่่ต้องผ่าตัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546221

  • วันที่ 31 มี.ค. 2561 เวลา 11:46 น.

กำจัดไขมันส่วนเกิน โดย ไม่่ต้องผ่าตัด

โดย  เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยเผย 4 วิธีหลักรูปแบบใหม่ในการกำจัดไขมันส่วนเกินเฉพาะส่วน (Body contouring) โดยไม่ต้องอาศัยการผ่าตัด

รศ.นพ.นภดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยได้ตระหนักถึงปัญหาสุขภาพของผู้หญิง เนื่องจากในเดือน มี.ค.ของทุกปี เป็นวันสำคัญและอยู่ในช่วงของวันสตรีสากล ที่ผ่านมามีผู้หญิงจำนวนมากมักประสบปัญหาในเรื่องของผิวพรรณและรูปร่าง โดยเฉพาะเรื่องของการหลงเชื่อจากการบริโภคข่าวสารผ่านสังคมออนไลน์ ทั้งในเรื่องของการแต่งเติมเสริมความงาม อาทิ การดูดไขมันและวิธีการสลายไขมัน รวมถึงการใช้เลเซอร์และเครื่องมือต่างๆ ในการดูแลสัดส่วนและรูปร่างให้คงความสวยงามไว้ตลอดนานเท่านาน นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคควรรับรู้เพื่อที่จะเลือกวิธีในการรักษาหรือเข้ารับบริการได้อย่างถูกต้อง

อาจารย์ พญ.จันทร์จิรา สวัสดิพงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาเรื่องของไขมันส่วนเกินเป็นเรื่องที่คนให้ความสนใจกันมากขึ้น ไม่เฉพาะแต่คนรูปร่างอ้วนเท่านั้นที่มีปัญหาดังกล่าว แต่คนผอมก็มีความผิดปกติของไขมันส่วนเกินเฉพาะจุดได้เช่นเดียวกัน โดยตำแหน่งที่พบบ่อย เช่น หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา เป็นต้น ถึงแม้ว่าการใช้วิธีการดูดไขมันส่วนเกินจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงและมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่วิธีการดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายสูงและมีความเสี่ยงระหว่างการรักษา ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากการดมยาสลบทั้งก่อนและระหว่างการรักษา การมีแผล มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรือมีรอยฟกช้ำได้มาก ทำให้ต้องอาศัยเวลาในการดูแลฟื้นฟูหลังการรักษานาน ดังนั้นจึงมีการคิดค้นเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อนำมาใช้ในการรักษาเรื่องของไขมันส่วนเกินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเครื่องมือดังกล่าวสามารถลดไขมันโดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องเจ็บตัวมาก ไม่มีแผล มีผลข้างเคียงน้อย และไม่ต้องใช้เวลาในการดูแลรักษานาน

ปัจจุบันเทคโนโลยีที่พบว่าใช้ได้ผลดีประกอบด้วย 1.การลดไขมันโดยการใช้ความเย็น (Cryolipolysis) โดยพบว่าเซลล์ไขมันเป็นเซลล์ที่มีความไวกับความเย็นได้มากกว่าเซลล์ผิวหนังส่วนอื่นๆ ทำให้เซลล์ไขมันถูกทำลายตามมาหลังการรักษาเพียง 1-2 ครั้ง โดยการรักษาจะเริ่มเห็นผลได้ดีในช่วง 4-12 สัปดาห์หลังการรักษา 2.การลดไขมันโดยการใช้คลื่นวิทยุ (Radiofrequency) เพื่อทำให้เกิดความร้อนในบริเวณชั้นไขมัน ซึ่งถ้านานเพียงพอจะทำให้เซลล์ไขมันถูกทำลาย การรักษาชนิดนี้มักต้องทำซ้ำหลายครั้ง (ขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่ใช้) จึงจะเห็นผลได้ดีในการลดไขมัน 3.การลดไขมันโดยการใช้อัลตราซาวด์ (High-Intensity Focused Ultrasound ; HIFU) ซึ่งอัลตราซาวด์จะทำให้มีการสั่นของเนื้อเยื่อเป้าหมายอย่างรวดเร็วและเกิดความร้อน ซึ่งจะทำลายไขมันตามมา การรักษาชนิดนี้มักทำ 1-2 ครั้ง ก็สามารถเห็นผลได้ดี และ 4.การลดไขมันโดยการใช้เลเซอร์ (Low-Level Laser Therapy) เป็นการใช้เลเซอร์เพื่อทำให้เซลล์ไขมันมีขนาดเล็กลง ต้องทำหลายครั้งจึงจะเห็นผล

ศ.ดร.นพ.ประวิตร อัศวานนท์ ประชาสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า เทคโนโลยีทั้ง 4 วิธี สามารถทำได้โดยไม่ต้องอาศัยการดมยาสลบ เครื่องมือบางชนิดทำได้โดยไม่ต้องอาศัยยาชา บางชนิดอาศัยเพียงการทายาชาเฉพาะที่ผิวหนังเพื่อทำให้รู้สึกสบายมากขึ้นขณะทำเท่านั้น หลังการรักษาผู้ป่วยไม่ต้องพักฟื้นนาน ส่วนมากสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติทันทีหลังทำ โดยผลข้างเคียงที่พบมีรายงานไม่มาก ส่วนมากพบเพียงอาการปวดหรือเจ็บเล็กน้อยขณะทำ พบมีอาการบวมแดงหรือมีรอยช้ำหลังทำได้ซึ่งมักหายได้เองในเวลาไม่นาน ส่วนการรักษาด้วยวิธีอื่นเช่นการฉีดสารเข้าใต้ผิวหนัง (Mesotherapy) พบว่ายังไม่มีการศึกษาถึงประสิทธิภาพที่ชัดเจนของยาที่นำมาฉีด ในประเทศไทยหรือแม้แต่ในหลายๆ ประเทศทั่วโลก สารต่างๆเหล่านี้ยังไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาเพื่อนำมาใช้ฉีดเพื่อลดไขมันเฉพาะส่วน ดังนั้นการนำยามาใช้ผิดประเภทอาจก่อให้เกิดผลเสียตามมาได้ อีกทั้งจากการศึกษาและรายงานเคสผู้ป่วยของต่างประเทศยังพบผลข้างเคียงหลังการฉีดสารเพื่อลดไขมัน เช่น พบมีอาการบวมแดงบริเวณที่ฉีด มีการติดเชื้อมัยโคแบคทีเรียในตำแหน่งที่ฉีด หรือกรณีสารที่ใช้ฉีดมีสารสเตียรอยด์ผสมอยู่อาจพบทำให้มีอาการบวม มีรอยแตกลายของผิวหนังตามมาได้

9 จุดหมายย่านราชประสงค์ เพื่อความสวย & สุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546219

  • วันที่ 31 มี.ค. 2561 เวลา 11:34 น.

9 จุดหมายย่านราชประสงค์ เพื่อความสวย & สุขภาพดี

โดย ปอย

 ไม่ต้องรถติดกลางถนนให้เสียอารมณ์ เสียเวลา แค่ลงบีทีเอสแล้วใช้ทางเดินเชื่อมต่อกับราชประสงค์ วอล์ก (Ratchaprasong Walk) ก็เลือกได้เลยว่าอยากสวย หรืออยากสุขภาพดี กับ 11 สถานความงามและสุขภาพ รวมกันอยู่ใจกลางมหานคร

ไม่ต้องบินไกลถึงเกาหลี

แลนดิ้งถึงย่านราชประสงค์แล้ว โรงพยาบาลศัลยกรรมความงามของเกาหลี วอนจิน (Wonjin) ชั้น 10 เกษร ทาวเวอร์ บริการศัลยกรรมความงาม บริการดูแลผิวพรรณ พร้อมด้วยเวชศาสตร์ชะลอวัย ในแนวคิด “Beauty Gallery Surgery” และ “Wonjin Finest Technique” โดยศัลยแพทย์มากเทคนิคจาก Wonjin Academy Program เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ความปลอดภัยและเป็นธรรมชาติมากที่สุด

เปิดให้บริการทุกวัน 10.00-20.00 น. ติดต่อโทร. 02-023-7049

คอมมูนิตี้คลาสปั่นจักรยานสุดฮิต

 มาแรงที่สุด! ไทรบ์ คลาสปั่นจักรยานในร่ม ชั้นกราวด์ เพรสสิเดนท์ ทาวเวอร์  แหล่งรวมผู้รักการออกกำลังกาย แฟชั่น และเสียงเพลงไว้ด้วยกัน

 ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อทั้ง 3 อย่างนี้รวมกัน สิ่งพิเศษจะเกิดขึ้น ตลอด 45 นาที การปั่นจักรยานประกอบดนตรี และแฟต-เบิร์น คาร์ดิโอ (Fat-burn Cardio) ได้เคลื่อนไหวทุกส่วนของร่างกาย เผาผลาญกว่า 800 แคลอรี และรองเท้าปั่นจักรยาน (Cleated Cycling Shoes) ช่วยรองรับประสิทธิภาพการปั่น และการออกแบบท่าเต้นอันเปี่ยมพลัง 

 วันจันทร์-ศุกร์ เปิดบริการ 07.00-21.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดบริการ 07.00-18.00 น. ติดต่อโทร. 02-656-0203

เสริมสร้างสมดุลแห่งชีวิต

 ที่สุดของการผ่อนคลายจิตใจ สปาเซ็นวารี โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ นำเสนอความเป็นไทยได้อย่างประณีต แนวคิด “สถานที่พักของจิต” เพื่อสมดุลแห่งชีวิต 3 ประการ ได้แก่ ร่างกาย พลัง และจิตวิญญาณ

 ทรีตเมนต์ลิขสิทธิ์ของสปาเซ็นวารี “หม้อเกลือสมุนไพร นวดประคบร้อน” นำหม้อเกลือมานวดประคบร้อน ผสมผสานการนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ส่วนแขน ขา ไหล่ และแผ่นหลัง รวมถึงจุดสำคัญของร่างกาย ผสานเข้ากับน้ำมันสมุนไพรสูตรเฉพาะ สกัดจากต้นพิตติเกรน ยูคาลิปตัส และลาเวนเดอร์ ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อจากความเมื่อยล้า คลายเส้นเคล็ดตึง  

 เปิดให้บริการทุกวัน 09.00-23.00 น. ติดต่อโทร. 02-100-1234 ต่อ 6511, 6516

ผสานพลังแห่งน้ำ

 สปาแบบธรรมชาติ ควอน สปา (Quan Spa) โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ รับแรงบันดาลใจจากคำว่า “ควอน” ในภาษาจีนแปลว่า “แหล่งที่มาของน้ำบริสุทธิ์” สื่อถึงพลังงาน ความอุดมสมบูรณ์ และการมีสุขภาพที่ดี

 จุดเด่นคือ ซิกเนเจอร์ ทรีตเมนต์ “Aroma Fusion Massage” เริ่มต้นจากการล้างเท้า และขัดด้วยเกลือกลิ่นเปปเปอร์มินต์เพื่อกระตุ้นระบบไหลเวียนในร่างกาย เทอราปิสต์เริ่มนวดประณีต ตั้งแต่เท้า ขา ขึ้นมาถึงช่วงหลังและไหล่ รวมถึงคอ บ่า และศีรษะ จังหวะการนวดอย่างช้าๆ รู้สึกผ่อนคลายจนรู้สึกเคลิ้มหลับไปในที่สุด  

 เปิดบริการทุกวัน 10.00-22.00 น. ติดต่อโทร. 02-125-5100

ออนเซนใจกลางเมือง

 ปัญญ์ปุริ เวลเนส รีทรีต แอนด์ ออนเซน ออร์แกนิก สปา และออนเซน ชั้น 12 เกษร ทาวเวอร์ โดดเด่นของการคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศเพื่อสร้างสมดุลของร่างกายจากภายในสู่ภายนอก

 คอนเซปต์ของการดีไซน์เน้นความหรูหราและสง่างาม เพื่อตอบรับเทรนด์ในการดูแลใส่ใจสุขภาพ จุดเด่นของสปาที่นี่คือการนำเอาวัฒนธรรมการแช่น้ำพุร้อนออนเซน ผสานศาสตร์แห่งการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ

 เปิดบริการทุกวัน 10.00-22.00 น. ติดต่อโทร. 02-253-8899

ฟิตแอนด์เฟิร์มเคลื่อนไหวทุกทิศทาง

 การออกกำลังกายสไตล์ ฟังก์ชั่นนัล มูฟเม้นต์  หรือการออกกำลังกายเพื่อเคลื่อนไหวทุกทิศทาง การออกกำลังกายรูปแบบใหม่ที่ นิวมูฟส์ (NewMoves) อาคารมณียาเซ็นเตอร์  

 ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลของร่างกาย ด้วยการเคลื่อนไหวเพื่อบริหารกล้ามเนื้อส่วนที่ไม่เคยใช้งาน เช่น กล้ามเนื้อที่เกาะอยู่กับข้อต่อ (Joint) เป็นต้น  

 วันจันทร์-พุธ-ศุกร์ เปิดบริการ 07.00-20.00 น. วันอังคาร-พฤหัสบดี เปิดบริการ 07.00-20.30 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดบริการ 09.00-16.00 น. ติดต่อโทร. 02-652-0539

ท่วงท่าผลาญแคลอรีถึงขีดสุด  

 คนมีเวลาออกกำลังกายน้อย แต่อยากได้ผลลัพธ์แบบครบทุกด้าน ทั้งการเผาผลาญไขมัน กล้ามเนื้อแข็งแรง และไม่น่าเบื่อ ต้องลองการออกกำลังกายแนวใหม่กับ ฟิซีค 57 ชั้น 4 อาคารเอราวัณ แบงค็อก

 เน้นสไตล์การออกกำลังกายแบบ บาร์-เม็ทธอด (Barre-method) ที่ได้รับความนิยมมากในนิวยอร์ก ด้วยเทคนิคการใช้กล้ามเนื้อ และการวางท่าทางแบบบัลเล่ต์ พร้อมกับผสมผสานเทคนิคที่เรียกว่า “อินเทอร์วัล โอเวอร์โหลด” (Interval Overload) ทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันของร่างกายมีประสิทธิภาพสูงสุด ภายใน 57 นาที   

 เปิดบริการ 07.00-20.30 น. วันศุกร์ เปิดบริการ 07.00-19.30 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดบริการ 09.00-17.30 น. ติดต่อโทร. 02-652-1703

รักสุขภาพเส้นผมแข็งแรง

 เดอะ แกลเลอรี่ เทียร่า ชั้นล็อบบี้ เกษร วิลเลจ ซาลอนชั้นนำที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ ลักซ์ชัวรี่ กรีน ซาลอน พร้อมรังสรรค์ประสบการณ์เหนือระดับ

 ด้วยการคัดสรรผลิตภัณฑ์แบรนด์ออร์แกนิก ใช้น้ำกรองเพื่อไม่ให้คลอรีนสัมผัสเส้นผมขณะสระ อีกทั้งยังติดตั้งเครื่องมือที่จะช่วยกระตุ้นการสร้างออกซิเจนให้กับหนังศีรษะและปิดเกล็ดผม  

 เปิดบริการทุกวัน 10.00-20.00 น. ติดต่อโทร. 02-656-1178

แต่งเติมคิ้วและขนตา

 ทิงเกิล ชั้นล็อบบี้ เกษร วิลเลจ บริการต่อขนตาให้เลือกมากถึง 5 แบบ และขนตารุ่นพรีเมียมแบบ Real Mink จากสหรัฐ มีความนุ่มและความหรูหรา

เปิดตัวที่เกษรและย่านราชประสงค์เป็นที่แรก และการสักคิ้ว 3 มิติ ผู้ได้รับการอบรมจาก Amiea เยอรมนี สร้างสรรค์งานสักขั้นสูงดูเป็นธรรมชาติ

เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-20.00 น. ติดต่อโทร. 02-656-1345

ดื่มด่ำวิถีไทยโบราณ

อนันตรา สปา โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ นำเสนอหลักสูตรซิกเนเจอร์ “นวดสยาม 2482” วิธีการนวด เอกลักษณ์เพื่อรำลึกถึงปี 2482 ปีสุดท้ายที่ประเทศไทยใช้ชื่อสยาม โดยการนวดบำบัดนี้ได้นำวิถีไทยโบราณที่มีความผูกพันกับไม้ไผ่มาใช้ พร้อมดึงความโดดเด่นจากการนำตัวเลขแต่ละตัวมาเพิ่มความพิเศษให้การนวด

ด้วยการนำไม้ไผ่ “2” ชิ้น ซึ่งมาจากเลข 2 ตัวแรก เข้ามาผสานเทคนิคการนวดถึง “4” แบบ ได้แก่ นวดไทยผสานเข้ากับการนวดไม้ไผ่ นวดกดจุดฝ่าเท้า และนวดประคบสมุนไพร นวดน้ำมันหอมระเหย ผ่อนคลายการบำบัดนี้อย่างสมบูรณ์แบบ

เปิดให้บริการทุกวัน 10.00-22.00 น. ติดต่อโทร. 02-651-9312

ศาสตร์การนวดแบบจีนโบราณ

นวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้าแผนจีนโบราณ ที่ร้านฟุต มาสเตอร์ ศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า ด้วยเป็นศาสตร์การนวดมาจากไต้หวัน เน้นการกดจุดเพิ่มช่วยรักษาสุขภาพ

กระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายในและระบบการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น เป็นการกดเพื่อส่งปฏิกิริยาสะท้อน (Reflex) หรือถ่ายทอดพลังผ่านเส้นโคจรไปยังอวัยวะ บรรเทาอาการของแต่ละปัญหา

เปิดบริการทุกวัน 10.00-21.00 น. ติดต่อโทร. 02-684-1506

‘เลี้ยงลูกอิงธรรมชาติ’ ชัชนิต มุสิกไชย มหาคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546211

  • วันที่ 31 มี.ค. 2561 เวลา 10:26 น.

‘เลี้ยงลูกอิงธรรมชาติ’ ชัชนิต มุสิกไชย มหาคุณ

โดย ฤดูกาล ภาพ : ชัชนิต มุสิกไชย มหาคุณ

เวิร์กกิ้งวูเมนและสาวสังคมมากความสามารถ “แอน” ชัชนิต มุสิกไชย มหาคุณ เล่าเรื่องราวความผูกพันของเธอและลูกสาว “น้องอเล็กซี่” วัย 4 ขวบ ที่เธอขอเลือกธรรมชาติให้ลูกรักได้สัมผัสและเรียนรู้

ทริปแรกๆ ของน้องอเล็กซี่เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเตาะแตะ โดยเธอได้พาไปเปลี่ยนบรรยากาศที่บ้านพักตากอากาศของครอบครัวที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา “เวลาอยู่บ้านเขาใหญ่เราจะไม่ให้เขาเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อะไรเลย” เธอเล่าถึงทริปประจำของครอบครัว

 “แต่จะให้น้องลองถอดรองเท้าเดินบนหญ้า เพราะเราอยากเลี้ยงลูกแบบอิงธรรมชาติให้มากที่สุด ให้เขาเรียนรู้ต้นไม้ เรียนรู้ธรรมชาติ เล่นกับสุนัขที่เรารับเลี้ยงมา ได้สัมผัสอากาศหนาว อากาศร้อน และหลังจากนั้นเราก็ปลูกฝังเขาว่า ถ้าไปบ้านเขาใหญ่เราจะไปเล่นดินเล่นทรายกัน ทำให้น้องเป็นเด็กไม่กลัวเลอะ แต่จะเล่นกับธรรมชาติเต็มที่ และเราก็ปล่อยให้เขาเรียนรู้ด้วยการสัมผัสจริงให้มากที่สุด”

แอน กล่าวต่อว่า การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปต่างจังหวัดยังเป็นการฝึกลูกเรื่องความอดทนในการนั่งรถนานๆ 2-3 ชั่วโมง ฝึกการรอก่อนถึงจุดหมายปลายทาง และเป็นการเตรียมตัวลูกสาวก่อนขยับไปเที่ยวต่างประเทศในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งเธอวางแผนไว้ว่าจะพาลูกไปเที่ยวฮ่องกงเมื่ออายุครบ 5 ขวบเต็ม

“นอกจากเขาใหญ่ อีกสถานที่ที่ประทับใจคือ สวนผึ้ง เพราะลูกได้ให้อาหารอัลปาก้าด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก ได้ใกล้ชิดสัตว์แปลกๆ ที่เขาไม่เคยเห็น ทำให้ลูกกล้าเข้าใกล้ธรรมชาติมากขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาชอบมาก”

แอนยังกล่าวถึงเหตุผลในการพาลูกไปเที่ยวแบบอิงธรรมชาติว่า เนื่องจากเธอมีลูกในยุคอินเทอร์เน็ตทำให้มีความกังวลเรื่องสายตาและภาวะสมาธิสั้น เธอจึงพยายามหาสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่สุดให้แก่ลูกรัก เพื่อให้ลูกสาวได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ซึ่งเป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มาสำหรับการดำรงชีวิตในธรรมชาติ ดังนั้นถ้าเป็นไปได้และทุกครั้งที่มีเวลา เธอจึงเลือกสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติให้ลูก

“เราชอบพาลูกไปเดินบนหญ้า นั่งบนดิน มากกว่าพาเขาไปโรงหนัง ไปห้าง หรือหยิบยื่นหน้าจอให้เขาเล่นตลอดเวลา เพราะยุคนี้ลูกเข้าถึงอิเล็กทรอนิกส์ได้ง่ายมากทำให้ลูกมีสมาธิสั้น ใจร้อน ไม่อดทนรอ เราจึงอยากปลูกฝังชีวิตอีกด้านที่ไม่ติดอยู่กับกรอบสี่เหลี่ยมและไว-ไฟ ให้ลูกเป็นเด็กที่มีสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกายและอารมณ์”

การไปเที่ยวแบบครอบครัวจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะเป็นช่วงเวลาที่ลูกจะได้อยู่กับพ่อแม่ตลอดเวลา ต่างจากวันธรรมดาที่อาจไม่ได้อยู่ด้วยกันเพราะหน้าที่การงาน

“เรื่องที่แอนให้ความสำคัญมาก คือเราจะมีเวลาบ่มสอนและเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกได้กี่ชั่วโมงในชีวิตนี้ เพราะเมื่อลูกโตขึ้นเราไม่สามารถไปควบคุมเขาได้แล้ว ลูกต้องมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่สิ่งที่เราจะฝังให้เขา เราจะทำได้นานแค่ไหน

ดังนั้น การให้เวลากับลูกจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก หน้าที่พ่อแม่ต้องบ่มเพาะบ่มสอนให้เขาซึมซับเรื่องที่ดี หลักการใช้ชีวิตที่ดี เขาก็จะโตขึ้นมาเป็นเด็กดีต่อไป” แอนกล่าวทิ้งท้าย

บันทึกความคิดและความทรงจำ ‘ประสาแพร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546208

  • วันที่ 31 มี.ค. 2561 เวลา 10:12 น.

บันทึกความคิดและความทรงจำ ‘ประสาแพร’

 โดย รอนแรม ภาพ : ประสาแพร

 หญิงสาวผู้รักการเขียนเป็นชีวิต ได้บันทึกความคิด ความทรงจำ และแง่มุมที่สนใจผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ประสาแพร” พื้นที่เล็กๆ ซึ่งเป็นสาธารณะของ “แพร” นิธินาฏ ปุโรทกานนท์ นักเขียนที่หลงใหลเสน่ห์แห่งประวัติศาสตร์ศิลปะ และถ่ายทอดออกมาด้วยภาษาที่สวยงามเหมือนงานศิลป์

แพร เล่าว่า แรงบันดาลใจที่ทำให้เธอตัดสินใจเปิดเพจในวันสุดท้ายของปี 2560 เนื่องมาจาก 2 เหตุผล

 “หนึ่ง คือเป็นความตั้งใจมานานว่า เราอยากมีแพลตฟอร์มของตัวเอง เพราะเราเป็นคนชอบเขียนหนังสือ ถึงแม้จะทำงานด้านการเขียนมาตลอด แต่ก็ยังอยากมีพื้นที่ที่เป็นของเรา เขียนอย่างที่อยากเขียนจริงๆ”

 สอง คือเรามีเรื่องที่เก็บอยู่ในใจแล้วไม่อยากลืมมันไปหลายเรื่อง โดยเฉพาะช่วงชีวิตที่ไปเรียนต่อปริญญาโทด้านประวัติศาสตร์ศิลปะที่ประเทศอังกฤษเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว พอเรากลับมาใช้ชีวิตประจำวันทำให้ไม่ได้เขียนถึงมันมาก เราเลยอยากเขียนลงเพจไว้ เพื่อบันทึกความทรงจำของเราส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเรายังจะได้ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ศิลปะที่เราชอบ ที่เราเห็นมาระหว่างการเดินทาง นำมาพูดตามประสาเราเอง

 ดังนั้น เพจประสาแพรจึงเป็นเหมือนบ่อน้ำให้เราได้พักผ่อน เผื่อใครผ่านเข้ามาอ่านจะได้รับความตลก บ้าๆ บอๆ และสาระที่มีอยู่ไม่มากก็น้อย”

 นอกจากเรื่องราวตามประสาแพร เธอยังถ่ายทอดออกมาด้วยภาษาไทยที่ค่อนข้างเคร่งครัดในการเรียบเรียงคำ การเชื่อมคำ เชื่อมประโยค คำศัพท์ ตัวสะกด หรืออย่างที่อ่านแล้วจะรู้สึกได้ว่าเป็น “ภาษาสวย” ซึ่งหาคนที่ให้ความสำคัญกับภาษาเช่นนี้นั้นได้ยากนักในโลกออนไลน์

 เธอกล่าวต่อว่า แม้เรื่องราวในเพจประสาแพร จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเธอเอง แต่ทุกคนก็สามารถอ่านและเฝ้ามองชีวิตของผู้หญิงคนนี้ได้ ซึ่งแพรหวังว่าเรื่องราวที่เธอตั้งใจเขียนจะสร้างความเพลิดเพลินให้ผู้อ่าน ส่วนใครที่ได้รับมากกว่านั้น เช่น ได้รับแรงบันดาลใจบางอย่างก็จะเป็นโบนัสสำหรับผู้นั้นไป

 “คำว่างานเขียน เราต้องนั่งเขียน กลั่นภาษา เรียบเรียงเรื่องราวอย่างดี บางโพสต์หากมีประเด็นที่ไม่แน่ใจก็ต้องหาข้อมูลเพิ่ม ไม่ใช่จะเขียนอะไรลงไปก็ได้

 ส่วนรูปภาพ มีบ้างที่เราใช้รูปจากแหล่งเขียนก็ต้องให้เครดิตภาพทุกภาพ ทุกเรื่องที่เราเขียนลงไปจึงมาจากการให้เวลาและให้ความสำคัญ ฉะนั้นถ้าใครสนุกกับสิ่งที่เราเล่า เราก็มีความสุขและพอใจแล้ว”

ติดตามบันทึกฉบับภาษาแพรได้ทางเพจเฟซบุ๊กประสาแพร เรื่องราวอีกรูปแบบที่ไม่ใช่เพจท่องเที่ยว ไม่ใช่เพจประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เพจศิลปะ แต่เป็นเพจบันทึกชีวิตของผู้หญิงวัย 35 ปี ที่มองย้อนดูชีวิตที่ผ่านมา

พุฒิอมร อุณหะนันทน์+ชัยวัฒน์ เอื้ออมาวนิช หลงมนต์เสน่ห์ของกลิ่นหอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546205

  • วันที่ 31 มี.ค. 2561 เวลา 09:44 น.

พุฒิอมร อุณหะนันทน์+ชัยวัฒน์ เอื้ออมาวนิช หลงมนต์เสน่ห์ของกลิ่นหอม

โดย อณุสรา ทองอุไร, จิรวัฒน์ กล้ากะชีวิต  ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 รูปรส กลิ่น เสียง สัมผัส เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้ชีวิตรื่นรมย์มากขึ้น และกลิ่นเป็นตัวช่วยที่สำคัญในการสร้างบรรยากาศ โดยเฉพาะกลิ่นที่ดีย่อมส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกด้านบวกตามมา ซึ่งแต่ละกลิ่นก็จะมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไป

ฉะนั้น น้ำหอมหรือสเปรย์ปรับกลิ่นทั่วไปอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ ไอเท็มเพิ่มความหอมต่างๆ แลดูเป็นสิ่งที่จำเป็นในการใช้ชีวิตมากขึ้น

จุดประกายให้ พุฒิอมร อุณหะนันทน์ (หวาย) และชัยวัฒน์ เอื้ออมรวนิช (มาร์ช) สองเพื่อนซี้ที่หลงใหลในกลิ่นหอมของเทียน จับมือกันสร้างธุรกิจเครื่องหอมสไตล์ยุโรปขึ้นมาภายใต้แบรนด์ “มาฌองแดล” พุฒิอมร เล่าว่า

“ตอนเรียนอยู่ฝรั่งเศส เป็นคนที่ชื่นชอบเทียนมาก กระทั่งว่ามีแบรนด์ประจำที่ต้องซื้อใช้ตลอด แต่พอกลับมาประเทศไทยปรากฏว่าราคาที่นี่ค่อนข้างแพงกว่าที่ฝรั่งเศสมาก เนื่องจากต้องเสียภาษีเรื่องการนำเข้าต่างๆ และเพื่อนเราเอง (มาร์ช) ก็เป็นคนชอบทดลองชอบทำอะไรใหม่ๆ อยู่แล้ว จึงเสนอขึ้นมาว่าลองทำเทียนใช้กันเองดีไหม เพราะถ้าชอบขนาดนี้ซื้อแต่ละทีก็หลายพันบาท ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เริ่มศึกษาวิธีทำการทำลองทำใช้กันเองก่อนช่วงปีแรก”

พุฒิอมร เล่าต่อว่า เดิมทีเป็นคนที่ชื่นชอบกลิ่นของน้ำหอมมาตั้งแต่เด็ก เมื่อครั้งยังเรียนที่ฝรั่งเศสเห็นเขามีเปิดเป็นคอร์สสั้นๆ เป็นพื้นฐานเกี่ยวกับการทำน้ำหอม ด้วยรสนิยมที่ชอบเป็นทุนเดิมยิ่งทำให้เกิดความสนใจและตัดสินใจไปลงเรียน

 เมื่อไปเรียนถึงได้รู้ว่ากว่าจะมาเป็นน้ำหอมที่เราใช้กันอย่างทุกวันนี้ ต้องผ่านกรรมวิธีที่ยากพอสมควร เนื่องจากน้ำหอมแต่ละขวดแต่ละกลิ่นมีอุณหภูมิการต้ม รวมถึงระยะเวลาในการผลิตต่างกัน สำหรับสถานที่ในการผลิตใช้บริเวณส่วนของบ้านก่อนจะต่อเติมจนกลายเป็นโรงงานขนาดเล็กขึ้นมา

 ทางด้านชัยวัฒน์เสริมจากเพื่อนว่า แม้จะเติบโตและเรียนจบที่เมืองไทย แต่รสนิยมความชอบในเครื่องหอมกลับคล้ายกัน สาเหตุหนึ่งที่คิดจะทำแบรนด์ขึ้นมาเอง เป็นเพราะว่าเราอยากทดลองและอยากรู้วิธีการทำ ซึ่งเมื่อทำออกมาแล้วกลิ่นที่ได้ค่อนข้างลงตัว จึงเริ่มทำแจกเพื่อนและคนใกล้ตัวในวาระสำคัญต่างๆ เหมือนเป็นของขวัญ และทุกคนก็จะชื่นชมว่ากลิ่นหอมน่าใช้ถูกใจทุกคน

 ขณะที่ลองผิดลองถูกนานนับปี ในระหว่างนั้นก็ยังคงพัฒนากลิ่นหอมอยู่เรื่อยๆ จนกว่าจะได้กลิ่นที่พอใจและดีที่สุด

“กระทั่งแม่ของเพื่อนเห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่เราทำค่อนข้างดีเนื่องจากเขาใช้ทุกครั้งที่นำไปแจก จึงชักชวนให้ไปออกบูธที่เควิลเลจเพื่อลองเปิดตลาดดู ก่อนจะพัฒนามามีหน้าร้านในห้างสรรพสินค้าที่แรกอย่างพารากอน แม้จะเริ่มจากการมีหน้าร้านเล็กๆ แต่ทว่าผลตอบรับกลับเป็นที่น่าพอใจ มุมมองของผู้สร้างที่เห็นธุรกิจของตนค่อยๆ เติบโตและขยายออกไปเรื่อยๆ อย่างมั่นคง ภายในระยะเวลาสี่ปีสามารถเปิดได้ถึงสิบสี่สาขา” ชัยวัฒน์ กล่าว

 ภายในปีนี้เขาทั้งคู่มีแพลนที่จะเพิ่มสาขาที่สิบห้าขึ้นมาอีก นั่นคงเปรียบได้เก็บยาวิเศษที่ทำให้หายเหนื่อย ปัจจุบันมีสินค้าใหม่ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น รีฟิลเตอร์ ถุงหอม รูมสเปรย์ เครื่องอัลตราโซนิก แต่จุดเด่นก็ยังคงเป็นเทียน และยังคงคอนเซ็ปต์ผลิตภัณฑ์เครื่องหอมแฮนด์เมดระดับพรีเมียม ดังนั้นทุกขั้นตอนต้องผ่านความละเมียดและความใส่ใจเป็นพิเศษ พุฒิอมร เผยว่า

 “รู้สึกเราจะเป็นแบรนด์แรกเลยในเมืองไทยที่ผลิตเทียนแล้วพิมพ์ชื่อตามที่ลูกค้าสั่งได้ และยังสามารถเลือกกลิ่นเฉพาะได้ตามใจชอบ นอกจากนี้ยังรับปรุงกลิ่นใหม่ให้องค์กรต่างๆ ตามต้องการปัจจุบันนี้มีกลิ่นสแตนดาร์ดทั้งหมดสิบแปดกลิ่น

 แม้ในตอนนี้จะไม่ผลิตเองทุกชิ้นเหมือนตอนเริ่ม แต่ซิกเนเจอร์ที่เป็นภาพจำของแบรนด์อย่างพวกเครื่องหอมเราก็ยังผลิตเองอยู่ ภายในปีนี้จะพัฒนาโปรดักต์เกี่ยวกับพวกสกินแคร์มากขึ้น อาทิ โลชั่น บอดี้ มาสซาจ ออยล์ บอดี้โลชั่น แฮนด์ครีม และสบู่ก้อนเพิ่มด้วย”

 เมื่อมองถึงคู่แข่งด้านการตลาดทั้งคู่ เผยว่า แม้จะมีคู่แข่งเยอะแต่เมื่อเทียบกันเรื่องของกลิ่นแล้ว มาฌองแดลค่อนข้างมีความแตกต่าง ด้วยวัตถุดิบส่วนใหญ่นำเข้าจากฝรั่งเศส ประกอบกับนำมาปรุงกลิ่นเอง และนำมาสร้างกลิ่นเองอีกทีจนกลายเป็นคาแรกเตอร์ที่ชัดเจน

“อย่างตอนนี้มีธุรกิจร้านดอกไม้ที่ทำร่วมกันขายผ่านออนไลน์ ชื่อร้านว่าลูฟร์เฟอร์ริช เหมือนเราอยากทำสิ่งที่ชอบให้ครบวงจร นอกจากนี้ยังความฝันจะเปิดร้านกาแฟที่ตกแต่งด้วยดอกไม้และกลิ่นหอมเป็นหลัก” พุฒิอมร กล่าว

แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน

 ทางด้านความสัมพันธ์ของเพื่อนที่รู้จักกันมากว่าแปดปีจากการทำงานที่เดียวกัน ทำให้ทั้งคู่สามารถที่จะดึงศักยภาพในตัวของแต่ละคนออกมาใช้กับงานชนิดที่เรียกว่าลงตัวทีเดียวกับธุรกิจนี้

 ชัยวัฒน์ กล่าวถึงคู่หูธุรกิจของเขาว่า ในรายละเอียดของการทำงานแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ก็เลยไม่มีปัญหาเรื่องทะเลาะกันหรือถ้ามีก็จะช่วยกันแก้

 “ส่วนความเห็นที่ไม่ตรงกัน ด้วยสัมพันธ์ของเพื่อนสุดท้ายมันก็จะมาเจอกันที่ตรงกลางพอดี ถามถึงข้อดีข้อเสียของการทำงาน เนื่องจากแต่ละคนมีความถนัดกันคนละด้าน พอมาอยู่รวมกันจึงกลายเป็นว่าช่วยซัพพอร์ตกันมากกว่า ส่วนข้อเสีย ในตอนนี้ยังไม่มีเนื่องจากเราเป็นคนขยันกันทั้งคู่ ไม่ชอบอยู่นิ่ง เวลาว่างก็ไปออกอีเวนต์ตลอด

 ส่วน พุฒิอมร กล่าวเสริมจากเพื่อนว่า อย่างที่บอกว่าแยกหน้าที่กันอย่างชัดเจน เรื่องการตลาดก็ต้องยกให้ชัยวัฒน์

 “ส่วนผมก็จะดูแลเรื่องของการผลิต การออกแบบต่างๆ มาร์ชเป็นคนชอบพัฒนาอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญคือเขาเป็นคนที่รอบคอบมาก จะห่วงก็แต่เรื่องสุขภาพอย่างเดียว เนื่องจากปีที่ผ่านมาโหมงานหนักจนเขาล้มไม่สบายเลย” พุฒิอมร กล่าวอย่างห่วงใย

 ทางด้านชัยวัฒน์เล่าถึงเพื่อนว่า

 “เขาเป็นคนโน้มน้าวใจเก่ง มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีเข้ากับผู้ใหญ่ง่าย เขาเหมาะกับด้านสื่อสารองค์กร งานต่างๆ ก็จะผ่านเขาก่อน เหมือนเป็นด่านหน้า เขาจึงเหมาะกับการทำประชาสัมพันธ์ การตลาดให้แบรนด์ ส่วนผมอยู่เบื้องหลังดูการผลิต ดูสต๊อกสินค้า เราถนัดและแบ่งงานกันคนละด้าน ซึ่งก็ลงตัวดีมาก” เขากล่าวอย่างอารมณ์ดี

อนาคตอันใกล้ ทั้งคู่อยากโฟกัสที่ตลาดต่างประเทศ ในตอนนี้ตลาดต่างประเทศอย่างมาเลเซีย เกาหลี เมียนมา หรือแม้แต่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็นำเข้าแบรนด์ของทั้งคู่ไปขายแล้ว

สำหรับตลาดในประเทศไทยราคายังจับต้องได้ มาฌองแดลมีขายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป โดยมีช็อปที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เอ็มควอเทียร์ สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และพยายามทำราคาให้เหมาะกับคนไทยมากขึ้น

‘เดอะ ปรินเซส’ส ด็อก ไดอารี่’ พระนิพนธ์การ์ตูนเล่มแรกในพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546020

  • วันที่ 29 มี.ค. 2561 เวลา 11:54 น.

‘เดอะ ปรินเซส’ส ด็อก ไดอารี่’ พระนิพนธ์การ์ตูนเล่มแรกในพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีฯ

เรื่อง วราภรณ์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข, วสันต์ วณิชชากร

พระปรีชาด้านศิลปะและกีฬาของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เป็นที่ประจักษ์แล้ว ล่าสุดทรงนิพนธ์การ์ตูนเล่มแรกชื่อว่า “The Princess’ Dog Diary : บันทึกคุณน้ำหอม สุนัขทรงเลี้ยงของเจ้าหญิง” และทรงเป็นประธานในการเปิดตัวหนังสือเล่มดังกล่าวส่วนพระองค์ พร้อมประทานสัมภาษณ์พิเศษในงานวันเปิดตัวโดยมี วิธิต อุตสาหจิต ประธานกรรมการ บริษัท บันลือ พับลิเคชั่นส์ ในเครือบันลือกรุ๊ป บริษัทผู้ดำเนินการสร้างสรรค์จัดทำหนังสือร่วมงานด้วย

“The Princess’ Dog Diary : บันทึกคุณน้ำหอม สุนัขทรงเลี้ยงของเจ้าหญิง” เป็นเรื่องราวของ “คุณน้ำหอม” สุนัขทรงเลี้ยงและครอบครัว รวมถึงความน่ารักของนานาสัตว์ในรั้ววัง พระจริยาวัตร และความมุ่งมั่นในการทรงงานในทุกพระกรณียกิจของพระองค์ ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านภาพประกอบสวยงามตลอดเล่ม ในรูปแบบการเล่าเรื่องสนุกสนานสไตล์ comic essay โดยพระองค์ทรงเป็นประธานคณะทำงานในการจัดทำหนังสือเล่มนี้อย่างใกล้ชิด และประทานคำแนะนำทั้งในส่วนของ เรื่อง ภาพ ตลอดจนงานศิลปะต่างๆ

นอกจากนี้ ยังประทานภาพถ่ายของสุนัขทรงเลี้ยงเพื่อนำเสนอในหนังสือและสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ เพื่อให้หนังสือนี้มีความสวยงาม สมบูรณ์ เป็นประโยชน์และความสุขต่อผู้อ่านทุกคน รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายของการจำหน่ายหนังสือเล่มนี้ จะนำไปบริจาคให้กับโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อใช้ดูแลสุนัข และสัตว์ที่เจ็บป่วยจากหัวใจของคนรักสัตว์

กว่าจะเป็นการ์ตูนพระนิพนธ์เล่มแรก

แรงบันดาลพระทัย ในการจัดทำหนังสือพระนิพนธ์หนังสือการ์ตูน ทรงรับสั่งว่า จุดประสงค์ของหนังสือเล่มนี้ ด้วยความที่พระองค์หญิงอยู่กับคุณน้ำหอมและคุณตัวเล็กตั้งแต่เด็กๆ เห็นคาแรกเตอร์ของคุณน้ำหอมค่อนข้างมีพิเศษ มีความเปิ่นน่ารัก สูงศักดิ์ รวมถึงพระองค์มีจินตนาการในการคุยกับคุณน้ำหอม คุณน้ำหอมทำให้พระองค์หญิงมีความสุขทุกๆ วัน

“บางวันน่าหมั่นไส้ ท่านหญิงชอบสัตว์มากตั้งแต่สุนัข ม้า ปลา จริงๆ ชอบกระต่าย ชอบสัตว์มาก เหมือนมีความสามารถพิเศษคือเข้าใจเขาลึกซึ้งมาก คุยกับเขารู้เรื่อง เราเหมือนมีจินตนาการ เขาเหมือนเข้าใจเรา มองกันแล้วก็รู้เรื่อง เริ่มจากท่านหญิงทำเพจเล็กๆ ตั้งเป็นไพรเวทก่อน เฟซบุ๊กชื่อ perfume คุณน้ำหอมทั้งหมด อัพเดทว่าวันนี้ทำอะไร กินข้าวเอาหน้าจุ่มชาม จนรู้สึกว่าภาพและสตอรี่เยอะขึ้น ก็เลยคิดว่าถึงเวลาที่เราต้องทำการ์ตูนสักเรื่องให้กับผู้คนได้อ่าน เราอยากให้คนที่รู้จักน้ำหอมได้ใกล้ชิดกับความน่ารัก อยากแชร์ความน่ารักสดใสของคุณน้ำหอม”

สำหรับความยากของการทำหนังสือ พระองค์เผยว่า เรื่องราวและภาพเยอะเกินไป พระองค์พยายามสื่อสารกับนักวาดที่บางที พระองค์มีเวลาอันจำกัด บวกกับคาแรกเตอร์ สีต้องมีความชัดเจน หน้าตาต้องเป็นอย่างนี้ มีเรื่องเดดไลน์ก็เป็นส่วนสำคัญ

“เราพยายามดึงคาแรกเตอร์ให้เป็นสี อันนี้แค่ 1 สตอรี่เท่านั้น ส่งรูปมาเยอะมากจนนักวาดเลือกไม่ถูก”

ในฐานะทรงเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าและต้องแบ่งเวลามาทำหนังสือการ์ตูน ความยากง่ายต่างกันอย่างไร พระองค์หญิงทรงรับสั่งว่า เรื่องของเวลา ต้องแบ่งให้ได้ว่า เราต้องทำอะไร แต่โชคดีที่ทีมงานพี่เลี้ยง พระสหาย ทีมงานจัดทำทำงานกันหนักมาก บางทีหลังจากทำเสื้อผ้าเสร็จ ทีมงานก็มานั่งคุยกันตอนเย็น หรือตอนไหนที่ว่างก็คุย ดึกแค่ไหนก็คุย อย่างไรก็ต้องมีเวลาทำให้ได้ บางครั้งเห็นท่านอนน้ำหอมแปลกๆ เราก็ถ่ายภาพและส่งรูปให้นักวาด”

ทรงมีพระเมตตาต่อสัตว์เลี้ยง

พระองค์มีรับสั่งเพิ่มเติมถึงความรักในสุนัขว่า จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงคุณน้ำหอม เลี้ยงตั้งแต่อายุ 3 เดือน แต่ก่อนหน้านั้นก็เลี้ยงคุณตัวเล็กเป็นพันธุ์ยอร์คเชียร์ฯ เหมือนกัน ปกติก่อนหน้านี้ทรงเลี้ยงสุนัขพันธุ์ใหญ่มาตลอด ได้แก่ ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ ไซบีเรียน ฮัสกี้ 2 ตัวเลี้ยงสมัยทรงเรียนชั้นประถมก็เลยเลี้ยงชิห์สุ พันธุ์เล็กแต่อ้วน พอชิห์สุตายจึงทรงหันมาเลี้ยงสุนัขพันธุ์ใหญ่อย่างเดียว เช่น โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ลาบราดอร์ ฯลฯ

“พอเลี้ยงสุนัขพันธุ์ใหญ่ เพื่อนท่านหนึ่งได้นำคุณตัวเล็กเป็นยอร์คเชียร์มาให้เลี้ยง แรกๆ ท่านหญิงไม่ชอบ เพราะเราชินกับสุนัขพันธุ์ใหญ่ พอได้สัมผัสเขาก็มีความน่ารัก วิธีการเลี้ยงก็ไม่เหมือนพันธุ์ชิห์สุเพราะมีความใหญ่มากและตัวหนักมาก แต่ยอร์คเชียร์เป็นพันธุ์หนึ่งใน 10 ของโลกที่ฉลาด และมีคาแรกเตอร์เป็นตัวของตัวเองมากก็เลยเริ่มชอบ หลังจากนั้นพระสหายทูลเกล้าฯ ถวายและได้แนะนำฟาร์มผลิตน้ำหอมมา เราก็ไม่ดูก่อน เราก็เลือก พอเลือกแล้วผ่านไปสัก 1 เดือนเริ่มหย่านมและฉีดวัคซีนเรียบร้อย แล้วค่อยมาเจอกันอีกครั้ง”

ประทานเล่าต่อว่า คุณน้ำหอมเป็นส่วนเติมเต็ม เพราะคุณน้ำหอมเป็นเพื่อนที่ดี ยิ่งตอนคุณน้ำหอมเด็กๆ เขาจะแสบทรวงมาก เขาเหมือนเพื่อนแสบๆ และเป็นเพื่อนที่มีความน่ารัก จะเปิ่นและทำเรื่องปวดหัวได้ทุกเวลา

“เช่น จะนอนแล้วตอนตี 2 นางก็อาเจียนใส่ที่นอน เราก็บอกว่าทำไมต้องอ้วกใส่ที่นอนด้วย ก็ต้องรื้อเปลี่ยน หรืออารมณ์วิ่งเข้ามาปลุกเหมือนในหนังสือ แต่จะเยอะกว่าในหนังสือ 1 ล้านเท่า มีความรุนแรงล้านเท่า มีทุกอารมณ์งอน หรืออยากถ่ายรูปตัวเองก็มี

นางมีคาแรกเตอร์ของตัวเองและมีความฉลาดมาก เขาทำให้เราหัวเราะได้ทั้งวัน และมีความเจ้าหญิงและแฟชั่นนิสต้า เขามีจินตนาการของเขา เพราะเขาอยู่กับคนมาก ทุกคนก็ให้ความรักเขา เขามีคาแรกเตอร์ของความเป็นนางแบบเพราะเขาคิดว่า เขาสวย และเราคิดว่าเขาสวยกว่ายอร์คเชียร์เทอร์เรียที่เจอยกเว้นในสายประกวด

บางทีเขาไปประกวดเขารู้ว่าเขาไม่ใช่หมาที่สวยที่สุดในงาน แต่เขารู้สึกว่าเขาน่ารัก เขามีความเปล่งประกายมากกว่าหมาพันธุ์อื่น ท่านหญิงอยากให้เขาเป็นธรรมชาติ เวลาเขาประกวด ตาเขาจะมีชีวิตชีวามากกว่า เวลาเดินไปไหนมีแต่คนมอง มองเยอะกว่าเราอีก บางทีมีหมาเดินตามนะ (ทรงแย้มพระสรวล) นี่คือวีรกรรมของนาง เวลาเดินไปร้านไหนคนจำได้ ก็โอเค เราก็แกล้งบอกให้นางเลือกของให้หน่อยซิ เขาก็เลือกของถูกอีก เขามีความฉลาดมาก บางทีนอนบนศีรษะเราเลย เราก็นอนบนหัวได้แต่ขอมีสเปซนิดนึง ดิฉันจะนอนอยู่ใต้หมอนอยู่แล้ว”

สิ่งที่ทรงได้จากการทรงเลี้ยงสุนัขคือ ความเพลิดเพลิน ได้ความสนุกสนาน และให้ความสุขดี สำหรับความรักในสุนัขนั้น ได้รับการถ่ายทอดมาจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชหรือไม่ ทรงมีรับสั่งว่า จริงๆ แล้วความรักสุนัขถือเป็นพื้นฐานของมนุษย์ตั้งแต่โบราณ เพราะสุนัขคือเพื่อนที่ติดตามและมีความจงรักภักดีสูงที่สุดกับเจ้าของ เป็นเพื่อนที่ทำงานด้วยกัน เป็นเพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขของพระองค์จริงๆ สามารถอยู่ได้กับทุกเพศทุกวัย ทุกสายพันธุ์ เมื่อเขาดูแลเราทางด้านจิตใจแล้ว เราก็ต้องดูแลเขาให้ดีด้วย

สำหรับรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย ยังทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อสมทบทุนโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทรงมีรับสั่งว่า จริงๆ แล้วอยากช่วยโรงพยาบาลสัตว์ทุกที่แต่เราเริ่มจากโรงพยาบาลสัตว์เกษตรก่อน เพราะสัตว์เลี้ยงที่บ้านรักษาที่นี่ ตั้งแต่คุณทองแดงเป็นต้นมา และคุณน้ำหอมและครอบครัวก็รักษาอยู่ที่โรงพยาบาลสัตว์เกษตรแห่งนี้

ทรงงานแบบมืออาชีพ

5 เดือนของระยะเวลาในการทำหนังสือพระนิพนธ์การ์ตูนเล่มแรก พิมพ์พิชา อุตสาหจิต รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทเครือบันลือกรุ๊ป กล่าวว่า ทีมงานบันลือกรุ๊ปทุกคนรู้สึกภาคภูมิใจ และสำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่มีโอกาสได้ถวายงานพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นพระนิพนธ์เล่มแรกในรูปแบบการ์ตูน

“เราต้องตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด ในขั้นตอนการทำงานนั้นพระองค์ทรงพระเมตตาเป็นประธานคณะทำงาน ประทานพระดำริ และถ่ายทอดเรื่องราวมากมายให้ทีมงาน และนักวาด ประทานภาพถ่าย และวิดีโอสุนัขทรงเลี้ยงเพื่อเผยแพร่ในหนังสือเล่มนี้ และสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ รวมถึงประทานคำแนะนำ และดูแลรายละเอียดอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านเทคนิคการเล่าเรื่อง และงานดีไซน์ ซึ่งเป็นพระปรีชาสามารถพิเศษของพระองค์ แม้จะทรงมีพระกรณียกิจมากมายก็ทรงแบ่งเวลาจัดทำให้หนังสือสำเร็จสมบูรณ์ออกมาเป็นผลงานที่สนุก ลายเส้น และสีสันสวยงามน่ารัก เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ความรัก และความอบอุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์ขันในแบบเฉพาะพระองค์ ซึ่งน่าจะถูกอกถูกใจแฟนๆ กลุ่มนักอ่านทุกเพศทุกวัย และกลุ่มคนรักสุนัข และสัตว์ต่างๆ”

ด้านนักวาดภาพที่ได้ทำงานถวายในหนังสือเล่มนี้คือ ปนิศา ภูมิสิงหราช เจ้าของนามปากกา Fastbeam กล่าวถึงความรู้สึกในการถวายงานครั้งนี้ว่า สำหรับนักเขียนการ์ตูนธรรมดาๆ ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้ทำงานรับใช้ใต้เบื้องยุคลบาท พอรู้ว่าได้ถวายงานครั้งแรก เกิดความรู้สึกไม่เชื่อก่อนตัวเองว่าจะได้รับหน้าที่นี้ พอเรารู้ว่า เราต้องทำจริงๆ ก็รู้สึกภาคภูมิใจมาก และต้องตั้งใจทำให้ดีที่สุด ซึ่งความท้าทายในการทำโปรเจกต์นี้คือ เวลาในการทำงานที่จำกัด

“สำหรับนักเขียนการ์ตูนธรรมดาๆ ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้ทำงานรับใช้ใกล้เบื้องยุคลบาท รู้สึกภูมิใจ และดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการถวายงานครั้งนี้ จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ ทุกรูป ท่านหญิงทรงตรวจเองทุกรูป ส่งรูปทุกรูปมาให้ ท่านพยายามตีความทุกอย่าง ดึงคาแรกเตอร์ทุกพระสุนัขออกมาให้ชัดเจนที่สุด ทรงเป็นกันเองกับทีมงานมากๆ” ปนิศา เล่า

สิ่งที่ทีมงานได้มีโอกาสเรียนรู้จากการทำงานครั้งนี้ คือแนวทางในการทรงงานแบบมืออาชีพของพระองค์ในทุกบทบาท เรื่องราวในหนังสือของพระองค์นั้น ยังสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเราทุกคน ในด้านความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน ความรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดความสามารถ อุปนิสัยความรักในงานศิลป์ การอ่าน และการจดบันทึก ความช่างสังเกต และมุมมองความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ รวมถึงความมีเมตตาต่อสัตว์ด้วย

นอกจากความน่ารักในเล่มแล้ว รายได้จากการจำหน่ายหนังสือเล่มนี้ หลังหักค่าใช้จ่าย ยังทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อสมทบทุนโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย นับเป็นผลงานน่าสะสมที่มีคุณค่าต่อแวดวงการอ่านและวงการสื่อมวลชน ทำให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานและผู้อ่านได้ทั้งประโยชน์ ความอิ่มเอมใจ และความสุขกันทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

“ครั้งแรกที่ได้ถวายงานรู้สึกเกร็งและตื่นเต้นมาก สิ่งที่ทีมงานได้มีโอกาสเรียนรู้จากการทำงานครั้งนี้ คือ แนวทางในการทรงงานแบบมืออาชีพของพระองค์ในทุกบทบาท ทรงตรงต่อเวลามาก ทรงเมตตาทีมงานและทรงเปิดกว้างกับทีมงาน โปรดให้ทีมงานนำเสนอไอเดียใหม่ๆ ตลอดเวลา เรื่องราวในหนังสือยังสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเราทุกคน ในด้านความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดความสามารถ อุปนิสัยความรักในงานศิลป์ การอ่าน และการจดบันทึก ความช่างสังเกต และมุมมองความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ รวมถึงความเมตตาต่อสัตว์อีกด้วย” พิมพ์พิชา เล่า

หนังสือ “The Princess’ Dog Diary : บันทึกคุณน้ำหอม สุนัขทรงเลี้ยงของเจ้าหญิง” จัดพิมพ์บนกระดาษถนอมสายตาด้วยเทคนิคการพิมพ์ 4 สี รายได้จากการจำหน่ายหนังสือหลังหักค่าใช้จ่าย นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อสมทบทุน โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้สนใจสามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป และที่งานสัปดาห์หนังสือนานาชาติครั้งที่ 16 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค.-8 เม.ย. ที่บูธบันลือบุ๊คส์ X08