หลังเกษียณระวัง(สมอง)ให้ดี!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546795

  • วันที่ 05 เม.ย. 2561 เวลา 11:29 น.

หลังเกษียณระวัง(สมอง)ให้ดี!

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ ธิติ วรรณมณฑา, คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ก็เพราะประสบการณ์เดิมๆ จะทำให้คุณกลายเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ นั่นทำให้หลังเกษียณกลายเป็นไทม์โซนที่ต้องระวัง โดยเฉพาะสมอง ที่ความรู้และข้อมูลเก่าเก็บทั้งหลายจะกลายให้คุณคุ้นชินอยู่กับการใช้สมองเพียงซีกเดียว นั่นก็คือสมองซีกซ้าย ซึ่งอันตรายที่สุด

ไม่นับรวมพฤติกรรมการใช้ชีวิตอื่นในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการกินหวานจนเป็นนิสัย การไม่ออกกำลัง หรือการนอนหลับไม่เป็นเวลา หากจะให้ดีต้องปรับตัวเสียตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่คุณจะเข้าวัยเกษียณ เพื่อใช้ชีวิตวัยเกษียณได้อย่างมีความสุขและยืนยาวที่สุดนั่นเอง

ปรับพฤติกรรมเพื่อสุขภาพ

1.เมื่อเข้าสู่อายุช่วง 40-50 ปี ส่วนต่างๆ ของร่างกายจะเริ่มสึกหรอ ในวัยหนุ่มสาวเคยทำอะไรได้ง่ายๆ ก็อาจจะไม่ได้และไม่ง่ายอีกต่อไป คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะไม่มีอาการเหล่านี้ แต่คนทั่วไปที่ไม่ออกกำลังกายเลย อาจรู้สึกถึงความชราได้ง่ายกว่า

2.สมองมีซีกซ้ายและซีกขวา แบ่งงานและแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นสัดส่วน สมองซีกซ้ายทำหน้าที่ในเรื่องของการใช้ภาษา การเขียน การอ่าน ทักษะด้านตัวเลข การใช้เหตุผล การพูด ทักษะด้านวิทยาศาสตร์ ส่วนสมองซีกขวาเป็นส่วนของการทำงานสร้างสรรค์ เช่น ความรู้สึกทางศิลปะ การใช้จินตนาการ และการดำเนินชีวิต

การใช้สมองทั้งสองซีก เมื่อเติบโตขึ้นสมองก็จะพัฒนาตามไปด้วย แต่ระดับการพัฒนาจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการใช้หรือประสบการณ์ชีวิตของคนนั้นๆ สมองที่ดีคือ สภาพของสมองที่พร้อมจะพัฒนาต่อไปได้อีกแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม นั่นหมายถึงการใช้สมองอยู่ตลอดเวลา

3.สมองส่วนคนที่ไม่ค่อยได้ใช้หรือพัฒนามากนัก คือสมองซีกขวา ที่เป็นส่วนของการควบคุมการมองเห็น ความเข้าใจและการจดจำ โดยสมองที่ผิดเพี้ยนไปมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการใช้สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ในการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ คอมพิวเตอร์ทำงานแทนสมอง จนสมองไม่ค่อยได้ทำงาน

4.ระลึกไว้เสมอว่า ฮิปโปแคมปัส ซึ่งอยู่ใต้สมองใหญ่ทั้งซีกซ้ายและขวา ทำหน้าที่ช่วยจดจำสิ่งต่างๆ และเปลี่ยนความจำระยะสั้นให้เป็นความจำระยะยาว การใช้สมองส่วนนี้อยู่เสมอจึงช่วยพัฒนาสมอง เช่น ว่างๆ ก็ฝึกระบายสี คำนวณ หรือออกแบบภาพ 3 มิติ ฯลฯ

ดังนั้น เมื่อเราเก็บข้อมูลไว้ใน “หน่วยความจำ” ของอุปกรณ์ต่างๆ ก็ทำให้สมองตีความว่า ไม่จำเป็นต้องใช้สมองเพื่อจดจำอีกต่อไป ทางแก้หนึ่งจึงต้องจดจำบ้าง เช่น พยายามคิดให้ออก หาวิธีจำด้วยตัวเอง คิดเอง ปรับตัวเอง

5.หลังเกษียณต้องระวังให้ดี เพราะเมื่ออายุ 50 ปี ภายในสมองจะมีสารที่ทำให้สมองเสื่อมเร็วขึ้น การใช้ชีวิตแบบขาดการกระตุ้น หรือปล่อยไปตามประสบการณ์ความคุ้นเคยเดิมๆ เท่ากับการปล่อยให้สมองส่วนที่ไม่ได้ใช้งานเพิ่มขึ้นโดยไม่แก้ไจ ยิ่งทำให้เสื่อมสภาพเร็ว

6.ขีดฆ่าทุกความเคยชิน เพราะสมองเริ่มเสื่อมตั้งแต่วินาทีที่คุณตัดสินใจว่า อย่างนี้ก็ดีแล้ว อย่างนี้ก็โอเค หรือไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร พยายามใช้ชีวิตในรูปแบบเดิมๆ ตลอดชีวิต ขีดฆ่าความพอใจกับสภาพความเป็นไปรอบๆ ตัว เช่น ถ้าอ้วนอยู่ ก็อย่าคิดว่าอ้วนแล้วไง อ้วนแล้วก็ไม่เป็นอะไร นั่งนอนดูโทรทัศน์พร้อมกับกินสแน็กของว่างต่อไป

7.มีความตั้งใจที่จะปรับปรุงการใช้ชีวิตเสียใหม่ หาความรู้และตั้งเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การลดน้ำหนักให้ได้สัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม การออกมาวิ่งจ๊อกกิ้งทุกเช้าวันละ 30 นาที การลดหวานมันเค็มในอาหารที่กินทุกมื้อไม่มีข้อยกเว้น

8.ความเคยชินต่อสภาพแวดล้อม แม้จะทำให้เรารู้สึกมั่นคงปลอดภัย แต่ขณะเดียวกันก็ขาดความแปลกใหม่ เมื่อไม่มีความแปลกใหม่ก็ขาดสิ่งเร้าหรือปัจจัยที่จะมากระตุ้นสมอง การตอบสนองของชีวิต การอยู่กับสิ่งแวดล้อมเดิมๆ นานๆ สมองจะไม่ได้ใช้งาน ความจำเสื่อมและชีวิตเสื่อม

สรุปว่า เราควรปรับสภาพสมองให้ใช้งานเพิ่มขึ้นบ้างในส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้ สิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า ชีวิตของเราจะจบลงตรงโรคสมองเสื่อม หรือเป็นผู้มีชีวิตวัยเกษียณที่มีสุขภาวะดีเลิศ แน่นอนว่า สมองไม่เสื่อมสูญ

ข้อมูล : 66 วิธีลับคมสมอง ; นานมีบุ๊คส์

อยากรวยต้องมี ประสาทสัมผัสเรื่องเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546794

  • วันที่ 05 เม.ย. 2561 เวลา 11:27 น.

อยากรวยต้องมี ประสาทสัมผัสเรื่องเงิน

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ถ้าถูกตั้งคำถามว่า มีประสาทสัมผัสเรื่องเงินมั้ย จะตอบว่าอย่างไร ส่วนใหญ่ตอบว่าใช่ ก็ต้องมีแน่ๆ สิ เรื่องเงินๆ ทองๆ ใครเล่าจะไม่มี อย่างไรก็ตาม หากลองพิจารณาให้ดี เราอาจพบว่าประสาทสัมผัสเรื่องเงินของเราบกพร่อง ก็ถ้าไม่เช่นนั้น เราทุกคนคงรวยล้นฟ้าหรือเป็นเศรษฐีไปแล้ว วันนี้ลองมาชวนคิดชวนคุย เรื่องประสาทสัมผัสทางการเงินว่า ยังถูกต้องกันอยู่หรือไม่ และทำเงินได้จริงหรือไม่

1.ประสาทสัมผัสเรื่องการใช้เงินจะพุ่งสูงสุดเมื่อเรามีแหล่งรายได้ใหม่ เช่น เมื่อพนักงานได้เงินเดือนเดือนแรก เมื่อแต่งงานและได้แหล่งรายได้ใหม่จากสามี หรือตอนรับค่าขนมเป็นครั้งแรกจากคุณพ่อคุณแม่ โดยประสาทสัมผัสเรื่องเงินที่ดี จะสร้างรายจ่ายที่มีคุณภาพ เพิ่มรายรับกับมูลค่าของเงินให้สูงขึ้น คนที่ประสาทสัมผัสเรื่องเงินดี ก็จะเพิ่มพูนสินทรัพย์ของตนขึ้นไปเรื่อยๆ

2.การจ่ายที่มีประสาทสัมผัสเรื่องเงินจะสร้างปฏิกิริยาตอบรับ 2 แบบ คือพอใจกับเสียดาย กล่าวคือ หลังใช้เงินไปแล้ว จะเกิดความรู้สึกพอใจหรือไม่ก็เสียดาย

3.การจ่ายที่ปราศจากประสาทสัมผัสเรื่องเงิน จะสร้างปฏิกิริยาตอบรับแบบเดียว คือไม่รู้สึกรู้สม เราอาจได้ยินคนประเภทนี้พึมพำบ่อยๆ ทำนองนี้ว่า “ถ้ารวมค่ากาแฟที่ฉันซื้อกินทุกมื้อบ่าย ป่านนี้คงซื้อบ้านได้ 1 หลัง” หรือ “ปีแล้วฉันรูดบัตรเครดิตไปตั้ง 2.5 ล้านบาทแน่ะ” หรือ “โอ้โห นี่เราจ่ายค่ามื้อเย็นมื้อเดียวไปถึง 7,500 บาทเลยหรือ” เป็นต้น

ปฏิกิริยาแบบไม่รู้สึกรู้สาต่อเงินแบบนี้ จะไม่ได้เห็นและไม่ได้ยินจากคนที่มีประสาทสัมผัสเรื่องเงินที่ดี

4.คนที่บริหารจัดการเงินเก่ง ใช้ชีวิตโดยมีประสาทสัมผัสเรื่องเงินที่โดดเด่น เศรษฐีทุกคนต่างมีประสาทสัมผัสเรื่องเงินอย่างเยี่ยมยอดเหมือนกันทุกคน อยากมีประสาทสัมผัสเรื่องเงินที่ดีหรือ แค่ลองนึกหวนกลับไปถึงตอนที่คุณได้รับเงินเดือนเดือนแรก ดูสิว่า คุณดีใจแค่ไหนกับเงินเดือนก้อนแรก และคุณต้องคิดสะระตะหรือบริหารจัดการวางแผนการใช้เงินอย่างรัดกุมเพียงใดกับเงินก้อนจ้อยนั้น แล้วคุณก็จะมีประสาทสัมผัสเรื่องเงินไปเอง

5.เงินสำคัญ แต่เงินไม่สำคัญไปกว่าลมหายใจ เศรษฐีหลายคนไม่ยึดติดกับเงินของพวกเขา หากยึดติดกับเงิน คุณจะมองไม่เห็นสิ่งอื่นใดนอกจากเงิน เงินเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งของชีวิต เห็นความสำคัญของเงินแต่เราต้องปล่อยวางใจที่ยึดติดเงิน

6.อย่าติดกับเงินที่เสียไป หรือนัยหนึ่งคือการเป็นอิสระจากเงิน หนึ่งในเรื่องที่ทำให้ทุกข์ของคนคือการสูญเสียเงิน ไม่ว่าจะเป็นการถูกขโมยเงิน การไม่ได้รับเงิน การถูกโกง การพลาดโอกาสทำเงิน ฯลฯ ประสาทสัมผัสเรื่องเงินที่ดีจะต้องมีภูมิคุ้มกันในเรื่องความค้างคาใจเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่ดี หากสูญเสียไปก็สูญเสียไป อย่าให้เงินทำเราหรือต้องชอกช้ำจนเกินการ

7.พลังของเงินก้อนเล็กๆ เงินก้อนเล็กๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ในชีวิตของเรา หากรวมหมวดหมู่และเก็บออมให้เป็นกิจจะลักษณะ ย่อมหมายถึงเงินมหาศาล เงินค่ากินดื่มแฮงเอาต์กับเพื่อน 3,000 บาท หากออมสม่ำเสมอนาน 10 ปี ก็จะได้เงินก้อน 3.6 แสนบาท ไม่น้อยเลยใช่มั้ย หากออมนานขึ้นไปอีกเป็น 20 ปี ก็หมายถึงเงิน 7.2 แสนบาท นี่ไง…คุณค่าของเงินซึ่งคุณจะเห็นถ้ามีประสาทสัมผัสเรื่องเงินที่ดี

8.ชีวิต…อย่าให้ประสบความสำเร็จแค่ครึ่งเดียว ความสำเร็จจากงานเป็นความสำเร็จเพียงครึ่งเดียว คนเราจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อกล่าวอ้างได้ว่าประสบความสำเร็จด้านเงินด้วย อย่าโหมทำแต่งาน ขอให้แบ่งพลังงานบางส่วน มาใช้ทุ่มเทกับการบริหารจัดการทรัพย์สิน บริหารจัดการแผนการลงทุนในชีวิตด้วย

9.ประสาทสัมผัสเรื่องเงินที่ดีมาพร้อมองค์ความรู้ที่ดี อย่าหยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะความรู้ไม่หยุดอยู่กับที่ คุณจะมีประสาทสัมผัสเรื่องเงินที่ดี ก็หมายถึงคุณต้องมีความรู้เรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สิน ลองเข้าฟังงานอบรมสัมมนาต่างๆ ที่ให้ความรู้ด้านการเงิน แวะธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์ถ้ามีเวลา หมั่นคุยกับที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์การเงินการลงทุนที่กำลังมาแรงในช่วงนั้นๆ

เพียงแค่นี้ก็ทำให้มีประสาทสัมผัสทางการเงิน ที่จะทำให้สัมผัสเรื่องเงินๆ ทองๆ ของคุณ “ทำเงิน” ได้จริงๆ แล้ว

ควันบุหรี่มือสาม ภัยซ่อนเร้นในครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546793

  • วันที่ 05 เม.ย. 2561 เวลา 11:25 น.

ควันบุหรี่มือสาม ภัยซ่อนเร้นในครอบครัว

เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี ภาพ : อีพีเอ, เอพี

เคยสังเกตกันไหมว่าทำไมคนที่ดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี ไม่สูบบุหรี่ ถึงป่วยเป็นมะเร็งในปอดได้เหมือนกับคนที่สูบบุหรี่ บางคนก็ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้สูบบุหรี่โดยไม่ป้องกัน แต่ก็มีไม่น้อยที่หลีกเลี่ยงอย่างเต็มที่แล้วก็ยังป่วยเพราะสาเหตุจากบุหรี่ คำตอบในข้อนี้อาจเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า บุหรี่มือสาม นั่นเอง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเริ่มมีการพูดถึงปัญหาของบุหรี่ที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนในนามของ ควันบุหรี่มือสาม ตัวการที่ทำให้เกิดผู้ป่วยในระบบทางเดินหายใจเพิ่มมากขึ้นทั้งที่พวกเขาไม่ใช่ผู้สูบ หรือแม้กระทั่งเข้าใกล้คนที่กำลังสูบบุหรี่อยู่ก็ตาม

องค์การอนามัยโลก ได้เพิ่มนิยาม “ควันบุหรี่มือสาม” ไว้เมื่อประมาณปี 2558 ว่าเป็นสิ่งที่หลงเหลือตกค้างจากควันบุหรี่ ฝังตัวอยู่ตามพื้นผิวสัมผัสต่างๆ ในที่อยู่อาศัย และอาจเป็นสารแขวนลอยกลับไปในอากาศ หรือปนเปื้อนในน้ำ หรือบางสารก็สามารถฝังตัวอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้เป็นระยะเวลานาน ไม่สามารถขจัดได้ด้วยการทำความสะอาดด้วยวิธีปกติ

พญ.นภารัตน์ อมรพุฒิสถาพร อาจารย์สาขาโรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายถึงภัยบุหรี่มือสาม ดังนี้ บุหรี่มีสารเคมี อยู่มากกว่า 4,000 ชนิด และสารก่อมะเร็งอีกประมาณ 60 ชนิดโดยประมาณ สารที่ออกมาจึงไม่ได้มีเพียงแค่ควัน กลิ่นเหม็น และสารนิโคติน ที่เรามองเห็นอย่างหลบเลี่ยงได้ แต่ยังมีสารพิษอื่นๆ มากกว่านั้นอีกมาก

“สารพิษพวกนี้ สามารถตกค้างได้ตามพื้นผิวต่างๆ เช่น ผ้าม่าน เสื้อผ้า จาน ชาม ช้อน ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน และสิ่งแวดล้อมของเรา ดังนั้นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงที่สุดก็คือคนที่อยู่ในสถานที่ปิด ในบ้าน ในรถ ในที่ที่อากาศไม่ถ่ายเท สารเคมีเหล่านี้ก็จะตกค้างเยอะ ผู้หญิง เด็ก และสัตว์เลี้ยง ที่ไม่รู้เรื่อง ต้องสัมผัสสิ่งเหล่านี้ทุกวัน เด็กที่เดินคลานไปตามพื้นเอามือเข้าปาก สูดสารแขวนลอยเหล่านี้เข้าไป หรือแม้กระทั่งการดื่มน้ำ กินข้าวที่เราเห็นว่าสะอาด แต่ที่จริงแล้วหากมีการสูบบุหรี่ภายในบ้าน เราก็จะพบสารตกค้างเหล่านี้อย่างแน่นอน

ที่สำคัญ สารเคมีบางตัวไม่ได้ทำความสะอาดแค่ล้างหรือปัดกวาดเช็ดถูก็จะหมดไป แต่สามารถยึดเกาะตามพื้นผิวแบบเช็ดล้างไม่ออกก็มี เราจึงสังเกตได้ว่าในบ้าน หรือรถที่มีคนสูบบุหรี่อยู่ภายใน แม้จะล้างทำความสะอาดอย่างดีก็ยังคงมีกลิ่นบุหรี่ตกค้างอย่างรู้สึกได้ ขัดล้างอย่างไรก็ไม่ออก

สารเคมีจากควันบุหรี่บางชนิด ทำปฏิกิริยากับอากาศเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็ง และย้อนกลับมาสู่ตัวมนุษย์ได้หลายทาง ไม่เฉพาะการสูดดม แค่การสัมผัส และรับประทานก็ได้ ทำให้เราได้รับพิษภัยเหล่านี้สะสมในร่างกายได้เช่นกัน”

ยกตัวอย่างเฉพาะสารนิโคตินนั้น สามารถเกาะติดเสื้อผ้าได้เป็นเวลานานและซักออกยาก นอกจากนี้ นิโคตินยังสามารถทำปฏิกิริยากับอากาศกลายเป็นสารก่อมะเร็งอีกชนิดหนึ่ง ที่สามารถซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกายของเราได้ หมายความว่า ไม่ใช่เพียงแค่การกลั้นหายใจใส่ผ้าปิดจมูก แล้วเราจะรอดพ้นจากพิษภัยของควันบุหรี่

แค่เดินผ่านสารพิษเหล่านี้ก็จะติดตามเสื้อผ้า สัมผัสผิวหนังเข้าสู่ร่างกายของเราได้โดยตรง ไม่เพียงแค่นี้ยังมีรายงานวิจัยถึงความสัมพันธ์ของผู้อยู่อาศัยในบ้านที่ไม่ได้สูบบุหรี่แต่อยู่ร่วมกับคนสูบบุหรี่ ก็พบสารนิโคตินในปัสสาวะสูงกว่าสมาชิกในบ้านที่ไม่มีผู้สูบบุหรี่อยู่เลย

อีกสถานที่ซึ่งพบระดับนิโคตินในปริมาณสูง คือในรถของผู้สูบบุหรี่ พบว่ามีปริมาณนิโคตินในระดับสูงตามพื้นผิวสัมผัสในตัวรถ เช่น เบาะรถ คอนโซลหน้ารถ หน้าต่าง ระบบปรับอากาศ เป็นแหล่งกักเก็บชั้นดีของสารพิษจากควันบุหรี่มือสาม การสัมผัสกับควันบุหรี่ในรถ ยังก่อให้เกิดความเป็นพิษในกลุ่มเด็กมากกว่าในบ้านถึง 23 เท่า เนื่องเพราะพื้นที่ในรถมีลักษณะจำกัดมากกว่าในบ้าน

นอกจากนี้ การศึกษายังระบุว่า “มือของผู้สูบบุหรี่” ยังเป็นตัวแพร่สารจากควันบุหรี่มือสาม ไปยังบุคคลหรือสิ่งของที่เขาสัมผัสหรือหยิบจับอีกด้วย

พญ.นภารัตน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ผลกระทบจากควันบุหรี่มือสาม อาจจะไม่ได้เห็นผลชัดเจนในทันที เท่ากับบุหรี่มือหนึ่งหรือมือสอง ที่ได้กลิ่นได้ควันก็ทำให้เรารู้สึกเหม็น ระคายระบบทางเดินหายใจ ไอจาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเราได้รับสารเคมีเหล่านี้แล้วจะทำให้เราเป็นโรคที่มีความรุนแรงน้อยกว่า

“เพราะเรากำลังพูดถึงผลกระทบของสารเคมีที่ตกค้างตามที่ต่างๆ ที่จะทำให้เกิดโรคได้เหมือนกัน การได้รับควันบุหรี่โดยตรงอาจจะทำให้ระคาย หายใจลำบาก แต่บุหรี่มือสามคือสารก่อมะเร็งล้วนๆ ไม่ว่าจะได้รับมากหรือน้อย ก็ยังคงเป็นสารพิษที่ทำอันตรายกับเราอยู่ดี

หากถามว่า ผลกระทบจากบุหรี่มือสามมีจำนวนมากน้อยเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับมือสอง และมือหนึ่ง ต้องบอกว่าแยกไม่ออกและไม่มีทางแยกออก เพราะเมื่อเป็นแล้วก็คืออาการของโรคที่เกิดจากสาเหตุเดียวกันก็คือ ควันบุหรี่

เพียงแต่ว่าบุหรี่มือสามคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ คนที่เรารัก พ่อสูบให้ลูกดม หมา แมว ในบ้านก็พลอยได้รับผลกระทบนี้ไปด้วย พวกเขาไม่รู้เรื่องและไม่ควรได้รับสารพิษเหล่านี้”

ดังนั้นทางที่ดีที่สุดหากทำได้ ก็คือการเลิกสูบบุหรี่ แต่หากเลิกไม่ได้อย่างน้อยๆ ก็ไม่ควรสูบบุหรี่ในบ้าน ในอาคาร ในสถานที่ปิด ในสถานที่สาธารณะที่ใช้ที่ร่วมกับผู้อื่น ให้ผู้อื่นได้รับพิษภัยจากบุหรี่ จำกัดมุมการสูบบุหรี่ของตัวเองให้มากที่สุด เพื่อลดผลกระทบ แม้จะสูบนอกบ้านแต่พิษของบุหรี่ก็ยังติดตามเสื้อผ้าและมือ ให้ทุกครั้งที่กลับมากอดลูกพวกเขาจะได้รับสารก่อมะเร็งไปเต็มๆ

โดยเฉพาะเด็กๆ จะได้รับผลกระทบจากบุหรี่มือสอง มือสามมากที่สุด จะทำให้เด็กป่วยง่ายและเป็นโรคในระบบทางเดินหายใจ เพิ่มการไอในเด็ก มีความไวต่อสารพิษที่อยู่ในฝุ่นควันมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะระบบหายใจและระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่

มีงานวิจัยจากองค์การอนามัยโลกยืนยันว่า มีคนตายก่อนวัยอันควรจากบุหรี่ไว้ประมาณ 5.4 ล้านคน/ปี ทั่วโลกหากแนวโน้มการสูบบุหรี่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะมีคนตายจากการสูบบุหรี่ปีละ 10 ล้านคน ภายในปี 2568 และปัจจุบันมีเด็กเกือบ 700 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของประชากรเด็กทั้งโลก หายใจเอาอากาศปนเปื้อนควันบุหรี่ที่ลอยอยู่ในอากาศและตามพื้นผิวต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย มีความเสี่ยงในการป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น รวมทั้งสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในบ้านของคนที่สูบบุหรี่ จะมีโอกาสป่วยเป็นมะเร็งมากกว่าบ้านที่ไม่สูบถึง 2 เท่า

พญ.นภารัตน์ ทิ้งท้ายให้คิดว่า ร่างกายตัวเองเรายังรักแล้วทำไมคนอื่นเค้าจะไม่รัก แล้วเราจะเอาสารพิษเหล่านี้ไปทำร้ายเค้าได้อย่างไร ตามป้ายรถเมล์ ถ้ามีคนยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างๆ เรามักจะเลือกที่จะเดินหนีแล้วปล่อยให้คนสูบนั่งสูบอย่างสบายใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วด้วยจิตสำนึกคนสูบควรจะเป็นคนที่ต้องเดินออกจากป้ายรถเมล์ ไม่ใช่ให้คนอื่นต้องเดือดร้อน นั่นเพราะเป็นคนแปลกหน้าที่เราอาจจะลำบากใจที่จะพูด

หากเป็นคนในครอบครัว คนที่เรารู้จักก็ควรที่จะพูดให้เข้าใจว่า จะส่งผลอะไรบ้างกับคนที่เขารัก ต้องร่วมกันรณรงค์งดเว้นการสูบบุหรี่ในบ้าน ในรถ และในสถานที่สาธารณะ นอกเหนือจากสถานที่ที่จัดให้สูบบุหรี่

คนเป็นแม่ต้องเรียกร้องสิทธิที่จะป้องกันตัวเองและสมาชิกในบ้าน จากพิษภัยของบุหรี่ แทนลูก แทนสัตว์เลี้ยง ที่ไม่รู้เรื่อง และไม่สามารถเรียกร้องสิทธิของตัวเองได้เหมือนกับผู้ใหญ่ เพราะสิ่งที่มองไม่เห็นไม่ใช่ว่าจะไม่มีสารพิษหลงเหลืออยู่

เช่นเดียวกับควันบุหรี่มือสามแม้เพียงน้อยนิดก็ทำให้เป็นโรคร้ายแรงได้เท่าเทียมกัน

ธรรมะซัมเมอร์แคมป์ บวชฝึกตนเป็นคนดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546668

  • วันที่ 04 เม.ย. 2561 เวลา 11:09 น.

ธรรมะซัมเมอร์แคมป์ บวชฝึกตนเป็นคนดี

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

ปิดเทอมยาวช่วงซัมเมอร์พ่อแม่ผู้ปกครองบางคนไม่อยากให้ลูกๆ อยู่บ้านเฉยๆ จึงเลือกส่งลูกไปเข้าแคมป์ต่างๆ ที่ลูกชอบ แต่หลายคนเลือกส่งลูกเข้าวัดฝึกหัดตน ด้วยการให้บวชในโครงการบวชสามเณรภาคฤดูร้อน หวังให้พระสงฆ์ช่วยฝึกหัดกาย วาจา และขัดเกลาจิตใจ รวมทั้งให้การศึกษาธรรมะในพระพุทธศาสนาตามสมควรแก่วัย

การบวชสามเณรภาคฤดูร้อน หรือถ้าพูดให้เข้ากับสมัยนิยมก็เป็นแคมป์แคมป์หนึ่ง เรียกว่าธรรมะซัมเมอร์แคมป์ ถือเป็นกิจกรรมที่วัดและองค์กรทางศาสนาต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยสงฆ์ ศูนย์หรือสำนักปฏิบัติธรรม มูลนิธิที่เกี่ยวกับศาสนา ตลอดจนบริษัทเอกชนบางแห่งจัดขึ้น โดยมีชื่อเรียกโครงการ วัตถุประสงค์และรูปแบบกิจกรรมที่เหมือนและต่างกันบ้าง แต่จุดมุ่งหมายหลักเหมือนกัน คือต้องการให้เด็กและเยาวชนได้ใช้เวลาว่างในช่วงดังกล่าวมาฝึกอบรมกาย วาจา ใจ ศึกษาไตรสิกขา และเรียนรู้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาชีวิตต่อไป

โครงการบวชภาคฤดูร้อนที่เข้มแข็ง

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าโครงการบวชสามเณรภาคฤดูร้อนนั้น ต่างจากการเข้าแคมป์ทั่วไปอยู่ข้อหนึ่ง ตรงที่การสมัครเข้าแคมป์ส่วนใหญ่จะต้องมีค่าสมัคร ซึ่งมีตั้งแต่หลักพัน หลักหมื่น ไปจนถึงหลักแสน ขึ้นอยู่กับแต่ละแคมป์ แต่โครงการบวชสามเณรภาคฤดูร้อนรับสมัครฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ผ้าไตรจีวร บาตร ของใช้ต่างๆ พ่อแม่ไม่ต้องควักเงินซื้อ อาหาร น้ำปานะฟรีตลอดโครงการ ขอเพียงแค่เด็กสมัครใจและพ่อแม่เห็นด้วยเท่านั้น นี่คือความต่างระหว่างเข้าแคมป์กับบวชภาคฤดูร้อน

ดังนั้น วัดหรือองค์กรที่จัดบวชภาคฤดูร้อนต้องมีทุนดำเนินการในเรื่องต่างๆ ที่สำคัญต้องขึ้นกับผู้นำองค์กรด้วย เช่น วัดก็ขึ้นกับเจ้าอาวาส สำนักหรือศูนย์ปฏิบัติธรรมก็ขึ้นกับเจ้าสำนักหรือเจ้าของศูนย์ฯ บริษัทเอกชนก็ขึ้นกับผู้บริหารหรือเจ้าของบริษัท ถ้าเกิดหัวไม่นำหางหรือจะกล้ากระดิก และด้วยสองปัจจัยที่กล่าวมาจึงทำให้วัดบางวัด ซึ่งเดิมเคยจัดโครงการบวชภาคฤดูร้อนเป็นประจำทุกปี หรือจัดต่อเนื่องมาหลายปี บางปีจึงงดเว้นไม่จัด บางทีก็เลิกจัดถาวรไปเลยก็มี

เพราะฉะนั้น ถ้าพูดถึงโครงการบวชภาคฤดูร้อนที่มองว่าเข้มแข็ง เป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย โดยที่เด็กๆ อยากมาบวชและพ่อแม่ผู้ปกครองสนับสนุนในปัจจุบันต้องบอกว่านับโครงการได้ เช่น โครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ของเครือเจริญโภคภัณฑ์และกลุ่มทรู โครงการบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณี วัดยานนาวา กรุงเทพฯ โครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน หลักสูตร 9 วันที่ฉันตื่นของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย โครงการบวชสามเณรภาคฤดูร้อนของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เป็นต้น

สามเณรปลูกปัญญาฯ ได้ทั้งธรรมและปัญญา  

คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักโครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรม โครงการแรกและโครงการเดียวของเมืองไทยที่มีการถ่ายทอดสดกิจกรรมและกิจวัตรต่างๆ ของสามเณร ตั้งแต่วันประกอบพิธีบรรพชาไปจนกระทั่งวันสิ้นสุดโครงการ ผ่านทางโทรทัศน์ช่องเรียลิตี้ ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60, 99 และช่องเรียลิตี้ ช่อง 119 หรือ 333 และทางออนไลน์

เป็นโครงการที่ได้รับความสนใจจากเด็กและผู้ปกครองจำนวนมาก เนื่องจากแต่ละปีมีผู้สมัครเข้ามาหลายพันคน และปีนี้จัดเป็นปีที่ 7 มีผู้สมัครกว่า 4,500 คนทั่วประเทศ แต่รับแค่ 12 คน (อายุ 7-10 ขวบ) โดยเกณฑ์การคัดเลือก รอบแรก พิจารณาจากผลงานคลิปวิดีโอและเรียงความเรื่อง “ความดีที่ผมอยากทำ” ที่เยาวชนส่งมา ผ่านเว็บไซต์ http://www.trueplookpanya.com รอบสอง พิจารณาจากความร่วมมือของทางโรงเรียน การสนับสนุนจากครอบครัว สำคัญที่สุดคือความตั้งใจจริงของผู้สมัคร คัดเหลือ 30 คน เพื่อเข้าร่วมอบรมค่ายปลูกปัญญาธรรม เพื่อทำกิจกรรมย้ำความมั่นใจและความตั้งใจอีกครั้งจนได้ตัวแทน 12 คน

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า โครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ปีที่ 7 นี้ เป็นโครงการสัญจรด้วยการเยือนถิ่นอีสานครั้งแรก ณ วัดป่าไทรงาม อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี ที่มีพระครูนิโครธธรรมาภรณ์ (หลวงตาอเนก ยสทินฺโน) เป็นเจ้าอาวาส โดยการชูแนวคิด “ความจักรวาล :  รัก เรียน เพียร ให้” มุ่งหวังปลูกความรู้คู่คุณธรรมให้เยาวชนได้เรียนรู้ที่จะรักผู้อื่นด้วยใจบริสุทธิ์ เรียนศึกษาปฏิบัติธรรม เพียรฝึกสติและสมาธิกับปัจจุบันขณะ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายแห่งการเป็นผู้ให้ด้วยใจเมตตา อันนำมาซึ่งตัวอย่างที่ดีแก่สังคม

“พิธีบรรพชาจะมีขึ้นในวันที่ 6 เม.ย. ที่วัดป่าไทรงาม จ.อุบลราชธานี พร้อมเชิญชวนชาวพุทธทุกท่านร่วมอนุโมทนาและรับชม นับตั้งแต่วันแรกของการนุ่งห่มชุดขาว เตรียมพร้อมก่อนบวช พิธีบรรพชาเป็นสามเณร และเรียนรู้ ปฏิบัติธรรม จนถึงพิธีลาสิกขา (วันที่ 6 พ.ค. 2561) ณ วัดป่าไทรงาม อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี ผ่านทางช่องเรียลิตี้ ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60, 99 และช่องเรียลิตี้ ช่อง 119 หรือ 333 และทางออนไลน์ ซึ่งตลอดระยะเวลาของการเป็นสามเณรผู้ชมรายการจะได้ติดตามการเรียนรู้หลักธรรมและกิจวัตรประจำวันของเหล่าสามเณรทั้ง 12 รูป ครบทุกๆ ด้าน ทั้งธุดงค์ บิณฑบาต สวดมนต์ ฝึกสมาธิ ตลอดจนการฝึกเทศน์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ชมยังจะได้มีโอกาสรับฟังเทศน์จากพระอาจารย์ที่เป็นที่รู้จัก ซึ่งนอกจากจะได้เรียนรู้พระพุทธศาสนา ได้ข้อคิด คติธรรมเตือนใจ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปปรับใช้ในชีวิตแล้วยังจะได้อิ่มเอมใจในความสดใส น่ารัก และความสงบของสามเณรทั้ง 12 รูป ที่ได้เรียนรู้คุณธรรม จริยธรรมในด้านต่างๆ ได้แก่ ความอดทน ใฝ่การศึกษา ความขยันหมั่นเพียร และกตัญญูกตเวที ซึ่งล้วนเป็นคุณสมบัติของสามเณรที่ยึดถือมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล” ผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าว

โครงการบวชเณรและศีลจาริณี วัดยานนาวา

เป็นอีกหนึ่งโครงการที่จัดต่อเนื่องมานานหลายปี เนื่องจากวัดยานนาวาเป็นวัดที่ให้ความสำคัญและมีความเข้มแข็งในด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กับประชาชนอยู่แล้ว โดยจะจัดบวชก่อนถึงวันที่ 2 เม.ย.ของทุกปี ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและถวายพระราชกุศล

ปีนี้วัดได้ร่วมกับกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดโครงการบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณีขึ้นระหว่างวันที่ 30 มี.ค.-15 เม.ย. เป็นสามเณร 219 รูป ศีลจาริณี 147 คน (เด็กหญิงนุ่งขาวรักษาศีล) โดยได้ทำพิธีบวชไปเมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา ณ วัดยานาวา มี พระพรหมวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดยานนาวาเป็นพระอุปัชฌาย์ โดยมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์โลกพระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ (WBTV) วัดยานนาวา ด้วย

ความโดดเด่นของโครงการคือ การมีพระวิทยากรและพระพี่เลี้ยงที่เข้มแข็งในด้านการอบรมที่ดูแลสามเณรและศีลจาริณีจนจบโครงการ ก็คือมีพระสงฆ์กลุ่มเครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี ซึ่งนำโดย พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ (พระมหาวีรพล) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา ในฐานะประธานเครือข่ายฯ รับผิดชอบ เพราะฉะนั้นกิจกรรมต่างๆ จึงค่อนข้างตอบโจทย์น้องๆ ที่บวชได้เป็นอย่างดี

“กิจวัตรหลักนอกจากฉันภัตตาหาร ทำวัตรสวดมนต์ เจริญจิตตภาวนาแล้ว มีกิจกรรมอื่นๆ เช่น ก้าวเดินด้วยสติ (เดินจงกรม) ธรรมรับอรุณ พบพี่เลี้ยงประจำกลุ่ม ล้างบาตร ทำจิตอาสา ทบทวนธรรมและพบพี่เลี้ยงประจำกลุ่ม เรียนรู้พุทธศาสนพิธี มารยาทชาวพุทธ เข้าฐานสถานีธรรม : เรียนธรรม เพลินสุข สนทนาธรรมพ่อแม่ เข้าฐานสถานีธรรม : วิปัสสนานุบาล เสขิยวัตร ธรรมะอารมณ์ดี : เรียนธรรมนวัตกรรม ทบทวนธรรมแผ่เมตตา เป็นต้น”

พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ กล่าวต่อว่า ตอนนี้ทั้งสามเณรและศีลจาริณีได้เดินทางไปศึกษาและปฏิบัติธรรม ณ สวนเวฬุวัน พุทธมณฑล จ.นครปฐม ในส่วนของสามเณรจะปฏิบัติถึงวันที่ 12 เม.ย. จากนั้นวันที่ 13-14 เม.ย. จะเดินทางไปทัศนศึกษาวิถีพระเถระและศึกษาน้อมนำศาสตร์พระราชา ณ จ.ราชบุรี เพชรบุรี และกาญจนบุรี วันที่ 15 มอบวุฒิบัตรและลาสิกขา ส่วนศีลจาริณีจะปฏิบัติถึงวันที่ 6 เม.ย. ก็จะลาสิกขา

“บางคนอาจสงสัยว่าการบวชในช่วงเวลาสั้นๆ จะเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กให้ดีขึ้นได้อย่างไร อาตมาขอบอกตรงนี้เลยว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา อาตมาใช้ชีวิตด้วยการเป็นครูมาตลอด และมีความคิดอยู่อย่างหนึ่งว่าคนเราเปลี่ยนตัวเองได้เมื่อถูกหล่อหลอม ฝึกฝน ด้วยกระบวนการที่ดีเยี่ยม พวกเรามีพระพุทธเจ้าเป็นครูต้นแบบ พระองค์เปลี่ยนโจรองคุลิมาลจากมหาโจรเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร นี่คือบทเรียนในอดีตที่พระองค์ทำเป็นตัวอย่าง

พระองค์ทรงสอนพระจูฬปันถกให้บรรลุธรรมได้อย่างไร ทั้งที่พระจูฬปันถกอ่านหนังสือไม่ออก การบวชเณรภาคฤดูร้อนก็เช่นกัน อาตมาและทีมงานได้นำเอาตัวอย่างจากครูต้นแบบมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เวลาช่วงเดือน เม.ย.เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนชีวิตของเด็กๆ ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่พระสงฆ์จะได้ทำหน้าที่ตอบแทนข้าวก้อนของญาติโยมที่อุปถัมภ์เลี้ยงดูมาตลอดปี ด้วยการรับลูกหลานของญาติโยมมาฝึกหัดดัดนิสัยให้เขาเป็นคนดีและเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ต่อไปให้ได้มากที่สุด

กระบวนการสำคัญที่อาตมาได้ทดลองมาตลอด คือการให้สามเณรได้ปฏิบัติวัตรปฏิบัติ เพื่อความอ่อนน้อมของจิต ในสัปดาห์แรกอย่างเข้มข้น ต่อด้วยการฝึกให้สามเณรมีสติทุกย่างก้าว ที่สำคัญ ตลอดระยะเวลาการบวชจะฝึกให้สามเณรกล่าวด้วยปิยวาจาให้มากที่สุด แม้แต่การใช้ชีวิตตลอดการบวช สามเณรทุกรูปจะต้องทำทุกอย่างด้วยตนเอง บอกตัวเอง รู้ตัวเอง ให้ได้”

โครงการนี้ประชาชนสามารถเข้าชมการทำกิจวัตรและกิจกรรมของสามเณรและศีลจาริณีได้ทางสถานีโทรทัศน์โลกพระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ (WBTV) วัดยานนาวา

9 วันที่ฉันตื่น ขึ้นสู่ปีที่ 7

เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากเยาวชนและผู้ปกครอง ทุกปีจะมีผู้สมัครบวชจำนวนหลายพันคน แต่รับได้ประมาณ 200 คนเท่านั้น ดำเนินการโดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ท่าน ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย ปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ณ ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย ระหว่างวันที่ 6-17 เม.ย. 2561 รวม 9 วัน 8 คืน และตอนนี้ได้ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณาคัดเลือกแล้ว

เป็นหลักสูตรเข้มข้น 9 วัน ที่ออกแบบโดยพระมหาวุฒิชัย ที่ต้องการสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีความรู้คู่คุณธรรมภายใน 9 วัน จุดเด่นของโครงการนี้ คือ ตลอด 9 วัน ทุกคนจะได้เรียนกับครูที่ดีที่สุดทั้งทางโลกและทางธรรม โดยเฉพาะกับครูทางโลก จะได้เรียนกับฆราวาสที่ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ และสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ ที่บวชได้เป็นอย่างดี

“น้องๆ ที่มาบวชในโครงการนี้ นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นบรรพชิตในบวรพุทธศาสนาแล้วยังได้เรียนรู้ธรรมะของพระเจ้า ได้ตอบแทนพระคุณมารดาบิดา ได้พัฒนาคุณภาพชีวิต และได้เป็นสะพานบุญที่นำพาคุณพ่อคุณแม่หันหน้าเข้าหาแสงแห่งพระธรรม ดังนั้น เมื่อบวชแล้วก็ควรตั้งมโนปณิธานเอาไว้ว่าบวชทั้งทีจะต้องเป็นเณรที่ดีให้ได้ ตั้งใจศึกษาธรรมะ การศึกษาพระธรรมไม่จำกัดอายุ ขอแค่เป็นคนก็มีเหตุผลอันสมควรที่จะศึกษาพระธรรมแล้ว”

ขณะอีกโครงการที่มาแรง คือ โครงการพุทธสาวิกาศีล 10 ภาคฤดูร้อน เป็นโครงการบวชเด็กหญิงอายุตั้งแต่ 7 ขวบขึ้นไป ที่สนใจเรียนรู้การใช้ชีวิตสู่หนทางอริยะ บวชเป็นธิดาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดำเนินการโดยแม่ชี ศันสนีย์ เสถียรสุต ผู้ก่อตั้งเสถียรธรรมสถาน ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-30 เม.ย. 2561 ผู้บวชจะต้องผ่านการสัมภาษณ์จากแม่ชีศันสนีย์ พ่อแม่ผู้ปกครองที่สนใจให้ลูกสาวบวชยังสามารถสมัครได้ ติดต่อสอบถามได้ที่ 02-519-1119

ตั้งรับ 4 สถานการณ์ สูญเงินมหาศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546553

  • วันที่ 03 เม.ย. 2561 เวลา 11:11 น.

ตั้งรับ 4 สถานการณ์ สูญเงินมหาศาล

เรื่อง : กั๊ตจัง ภาพ : เอเอฟพี

แม้ว่าเราจะวางแผนการเงินมาอย่างดีแต่หากพลาด 4 สถานการณ์สำคัญด้านการเงินเราอาจพบกับความสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลทั้งที่จริงแล้วสถานการณ์เหล่านี้เรามีแนวทางในการป้องกันได้ง่ายๆ ดังนี้

1.เจ็บป่วยกะทันหัน

อาการเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่คุมได้ยาก แม้ว่าเราจะมีสุขภาพดีและดูแลตัวเองดีขนาดไหนก็ตาม ปกติแล้วเรามักจะได้รับคำแนะนำว่าให้ซื้อประกันสุขภาพเอาไว้ โดยที่ไม่ได้พะวงถึงคนอื่นๆ ในครอบครัวด้วยว่าพวกเขาเองวันหนึ่งก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเช่นกัน ดังนั้น การซื้อประกันสุขภาพรักษาพยาบาลก็ต้องดูด้วยว่าสามารถซื้อเผื่อคนในครอบครัวได้ด้วยหรือไม่

สำหรับผู้สูงอายุ เช่น คุณพ่อคุณแม่แนะนำให้ตรวจสุขภาพก่อนทำประกันอย่าซื้อประกัน โดยไม่ตรวจสุขภาพอย่างในโฆษณา ซึ่งจะทำให้คุณเสี่ยงต่อการเสียเงินอย่างสูญเปล่าจากข้อกำหนดของบริษัทประกันบางข้อในตัวอักษรเล็กๆ ที่คุณมองข้ามไป

คนในครอบครัวคนอื่นๆ ก็ต้องดูว่ามีประกันสุขภาพคุ้มครองอะไรไว้บ้าง ภรรยาหรือสามี อาจจะมีประกันสุขภาพจากที่ทำงาน ส่วนลูกนั้นแนะนำให้ซื้อประกันสุขภาพเพิ่มเติม เนื่องจากเด็กเจ็บป่วยและประสบอุบัติเหตุได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ การทำประกันของเด็กแม้จะมีเบี้ยสูงแต่ก็คุ้มค่ามากกว่า

บางครั้งจ่ายประกันสุขภาพมาเกือบ 10 ปีเหมือนสูญเปล่าแต่พอป่วยหนักแค่ครั้งเดียวคืนทุนทั้งหมดแถมได้กำไรมาช่วยแบ่งเบาค่ารักษาด้วยก็มีให้เห็น ดังนั้นประกันสุขภาพจะช่วยรักษาเสถียรภาพด้านการเงินในครอบครัวของคุณไว้ได้

2.อุบัติเหตุใหญ่

อุบัติเหตุไม่ได้เกิดกับร่างกายเราเพียงอย่างเดียว ยังมีอุบัติเหตุหรืออุบัติภัยอื่นๆ เช่น รถชน ไฟไหม้บ้าน น้ำท่วมบ้าน ลูกเห็บตกใส่หลังคาบ้าน ดังนั้น การทำประกันอุบัติเหตุ จึงมีความสำคัญไม่แพ้ประกันสุขภาพ เช่นไฟไหม้บ้านครั้งเดียวก็ทำให้เราหมดเนื้อหมดตัวได้เช่นกัน ดังนั้น การทำประกันอุบัติเหตุสำคัญไม่ได้อยู่ที่เบี้ยถูกหรือแพง แต่อยู่ที่วงเงินและบริการของบริษัทประกันดีแค่ไหน

การทำประกันบ้านวงเงินจะต้องหาให้ได้เกินหรือเทียบเท่ามูลค่าของบ้าน และต้องครอบคลุมภัยธรรมชาติทั้งหมด เว้นแต่ในบางพื้นที่มีน้ำท่วมบ่อยบริษัทประกันจะไม่ยอมจ่ายให้ เราต้องสอบถามและตรวจสอบในส่วนนี้ให้ดี ดูให้ครอบคลุมถึงภัยจากการโจรกรรมด้วยเช่นกัน

ให้ดีที่สุดคือหาวงเงินเกินมูลค่าของบ้านโดยรวมมูลค่าทรัพย์สินเครื่องใช้ภายในบ้านเข้าไปด้วย เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันจะได้มีเงินทุนสำหรับซ่อมแซมบ้าน และซื้อข้าวของเครื่องใช้ใหม่ รวมทั้งมีเงินสำหรับการเช่าที่อยู่ชั่วคราวจนกว่าบ้านจะเสร็จ

ในกรณีประกันรถยนต์นั้นประกันชั้น 1 คุ้มครองสูงสุดเพียงแค่ 80%  ของมูลค่ารถ และปรับลดลงต่อเนื่องทุกปี ซึ่งเราต้องคอยเทียบว่าลดลงแล้วเบี้ยปรับลดลงด้วยหรือไม่ แต่จุดสำคัญคือวงเงินรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกต้องสูงให้มากที่สุด ในขณะที่วงเงินการรักษาของคนขับและครอบครัวนั้น หากมีประกันชีวิตอยู่แล้วก็สามารถใช้แทนกันได้

3.หมุนเงินไม่ทัน

การหมุนเงินไม่ทันไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะนักธุรกิจแต่ในครอบครัวก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน นอกจากเรื่องการออมและการวางแผนด้านการเงินและการลงทุนที่ดีแล้ว การสร้างเครดิตและการหาแหล่งเงินทุนเพื่อสร้างสภาพคล่องในยามฉุกเฉินก็เป็นสิ่งจำเป็น เราต้องเตรียมการไว้ ที่หาได้ง่ายที่สุดก็คือสินเชื่อส่วนบุคคล แม้จะไม่ใช่ช่องทางที่ดีมากนัก แต่ก็สามารถประคองให้ผ่านปัญหายืดเวลาการหาเงินออกไปแล้วนำกลับมาใช้หนี้ให้หมดในเวลาอันรวดเร็ว แต่ทางที่ดีที่สุดก็คือการกันเงินสำรองฉุกเฉินให้เท่ากับรายได้ 6 เดือน สำหรับเงินหมุนในครอบครัวและบริษัท

4.ถูกยืมเงินกะทันหัน

คนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่เพียงลำพังอย่างไร้ญาติขาดมิตร เราทุกคนมีความเสี่ยงที่จะถูกขอยืมเงินเท่าเทียมกัน การให้ยืมเงินไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวว่าจะต้องไม่เกินเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ความสนิท อุปนิสัยใจคอ และเครดิตของคนที่มายืมเงินของเรา

คำแนะนำส่วนใหญ่ก็คืออย่าให้เพื่อนยืมเกินกว่าเงินเก็บของเราในแต่ละเดือน เช่น เงินเก็บของเรามีอยู่ราวๆ 5,000 บาท/เดือน ก็ควรให้มากไม่เกินไปกว่านี้ และสอบถามกำหนดเวลาคืนเงินที่ชัดเจน และทำใจไว้บ้างหากไม่ได้คืนให้คิดเสียว่าเป็นค่าทดสอบคน

สำหรับญาติพี่น้องควรให้ไม่เกิน 10% ของเงินเก็บหรือใช้หลักการเดียวกับการให้เพื่อนยืมเงินก็ได้เช่นกัน แต่ก็มีบางครั้งที่ผู้ยืมมีความสำคัญมากกับชีวิต เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ที่มีความผูกพันกันมากกว่าไม่สามารถกำหนดเกณฑ์ได้ว่าจะต้องให้เท่าใด อยู่ที่ความพึงใจ ที่จะช่วยพากันรอดพ้นสถานการณ์ปัญหาด้านการเงินให้ผ่านพ้นไปด้วยกัน

บอกลา 3 พฤติกรรม ทำร้ายหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546552

  • วันที่ 03 เม.ย. 2561 เวลา 11:08 น.

บอกลา 3 พฤติกรรม ทำร้ายหัวใจ

เรื่อง พุสดี

จํานวนผู้เสียชีวิตและป่วยด้วยโรคหัวใจมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี สำหรับในประเทศไทยข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่ปี 2555-2559 ระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจกว่า 54,530 คน เฉลี่ยวันละ 150 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน นอกจากนี้ยังเป็นโรคที่เป็นสาเหตุการป่วยและเสียชีวิตของคนไทยเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็ง ทั้งที่เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เนื่องจากหลายคนอาจไม่รู้ว่า โรคหัวใจเป็นผลมาจากโรคอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือด และความอ้วน ซึ่งล้วนเป็นโรคที่เกิดจากไลฟ์สไตล์ที่ไม่ถูกต้อง

เพื่อทำความเข้าใจกับโรคหัวใจให้ถูกต้อง น้ำมันมะกอก เบอร์ทอลลี่ ในฐานะแบรนด์น้ำมันมะกอกอันดับหนึ่งของประเทศไทยได้เชิญ นพ.วิวัฒน์ แสงเลิศศิลปชัย จากศูนย์หัวใจโรงพยาบาลบีเอ็นเอช มาร่วมไขความลับที่หลายๆ คนไม่รู้หรืออาจมองข้ามไปเกี่ยวกับภาวะโรคหัวใจ

นพ.วิวัฒน์ กล่าวว่า การที่อวัยวะทุกส่วนของร่างกายจะทำหน้าที่ได้ดีนั้น หัวใจต้องสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอโดยไม่สะดุด ดังนั้น หากหัวใจเราไม่แข็งแรง การทำงานของระบบอื่นๆ ในร่างกาย ก็จะสะดุดตามไปด้วย เพราะฉะนั้น “หัวใจ” จึงถือเป็นเป็นศูนย์กลางของระบบอวัยวะอื่นๆ ในร่างกายทั้งหมด

โรคหัวใจนับเป็นปัญหาสุขภาพใกล้ตัวที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคนและสามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่ง นพ.วิวัฒน์ได้กล่าวถึงสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ พร้อมแนะนำวิธีป้องกันดูแลตนเองต่างๆ ดังนี้

1.กรรมพันธุ์และอายุที่มากขึ้น

แม้จะเป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถตระหนักรู้ถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากสองปัจจัยนี้ได้ กล่าวคือ เมื่ออายุมากขึ้นความเสี่ยงในการเป็นโรคก็มากขึ้นตามไปด้วย และหากบิดามารดาหรือปู่ย่าตายายป่วยเป็นโรคหัวใจ ความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจของเราก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น การตรวจสุขภาพเป็นประจำเพื่อตรวจหาภาวะความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ยิ่งเรารู้ตัวว่ามีแนวโน้มเสี่ยงมากกว่าคนอื่น ยิ่งควรต้องมีวินัยใส่ใจตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะรักษาได้ทันเวลาและเพิ่มโอกาสในการรักษา

2.การกินอาหาร

หลักการง่ายๆ คือ ถ้าเรากินอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย เราก็จะมีสุขภาพดีตามไปด้วย รวมทั้งทำให้ร่างกายสมดุล ไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ ซึ่งรวมถึงโรคหัวใจด้วยเช่นกัน เพราะโรคหัวใจเกิดจากภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และความอ้วนดังนั้น เราควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง แต่อย่างไรก็ตามจะเลือกตัดขาดกับไขมันเลยก็ไม่ใช่ทางออก เพราะจะทำให้ร่างกายขาดพลังงาน สุดท้ายสิ่งที่ดีที่สุด คือ ความสมดุลในการกินอาหาร

“ใน 1 วันเราควรบริโภคไขมันให้อยู่ระหว่าง 15-30% จากปริมาณแคลอรีที่เราบริโภคทั้งวัน และใน 15-30% ของปริมาณไขมันนั้น ควรเป็นไขมันดีหรือไขมันประเภทไม่อิ่มตัวมากกว่าครึ่งของปริมาณไขมันที่บริโภคทั้งหมด โดยไขมันดีหรือไขมันประเภทไม่อิ่มตัวนั้น มีคุณสมบัติในการลดไขมันไม่ดีในเลือดหรือคอเลสเตอรอลตัวร้ายอย่างแอลดีแอล (LDL) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ซึ่งอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันดี ได้แก่ น้ำมันมะกอก ปลาแซลมอน อโวคาโด และถั่ววอลนัต เป็นต้น” นพ.วิวัฒน์ กล่าวเสริม

3.ไม่ออกกำลังกาย

ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของคนในปัจจุบัน ทำให้การออกกำลังกลายเป็นสิ่งที่หลายคนละเลย ทั้งที่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก การออกกำลังกายทุกวันเพียงวันละ 30 นาที จะส่งผลดีต่อการช่วยควบคุมน้ำหนัก สลายไขมันส่วนเกิน รวมถึงช่วยลดความเครียดจากการทำงาน ช่วยให้จิตแจ่มใส และนอนหลับได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

“หากไม่สามารถจัดสรรเวลาออกกำลังกายได้ทุกวันจริงๆ ผมแนะนำให้ออกกำลังกายให้ได้ 150 นาที/สัปดาห์ ซึ่งเราสามารถแบ่งสรรเวลาความมาก-น้อย ในแต่ละครั้งแต่ละวันได้ตามความสะดวกของตนเอง แต่ไม่ควรมาออกกำลังกายทั้ง 150 นาที ในหนึ่งวัน ควรเฉลี่ยให้เหมาะสมไปในแต่ละครั้ง สำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวถึงข้อแนะนำในประเภทกีฬาหรือการออกกำลังกายของแต่ละคนโดยเฉพาะ เพราะโรคหัวใจมีหลายประเภท กีฬาบางประเภทอาจเหมาะกับผู้ป่วยบางคน แต่ไม่เหมาะกับผู้ป่วยอีกคน ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรคหัวใจที่แต่ละคนเป็นด้วย” นพ.วิวัฒน์ ทิ้งท้าย

ปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 มีกันหรือยัง…ทักษะ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546549

  • วันที่ 03 เม.ย. 2561 เวลา 11:01 น.

ปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 มีกันหรือยัง...ทักษะ 4.0

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์/มจธ.

ไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว พวกเราทั้งหมดก็ก้าวเข้าสู่โลกอนาคต นิยายวิทยาศาสตร์ที่กลายเป็นความจริงและนำเราออกจากโลกใบเดิมอย่างเร็วที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา เพราะเมื่อพลันโลกปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4 โลกก็พลิกชีวิตของคนทุกคนอย่างรวดเร็วกว่าครั้งไหนๆ โลกทัศน์แห่งอนาคตจึงไม่เคยสำคัญต่อมนุษย์ เท่ากับโลกทัศน์แห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งล่าสุดนี้

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเครืออมรินทร์ จัดเสวนา“ทักษะ 4.0 : เมื่อเทคโนโลยีพลิกอุตสาหกรรม ทักษะที่คนและธุรกิจต้องมี” ที่ โนเลจ เอ็กซ์เชนจ์ เซ็นเตอร์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เวทีเสวนาตีความถึงอนาคต เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) คือแรงงาน ทักษะอะไรที่คอมพิวเตอร์ทดแทนได้ยาก

อ่านคำตอบแล้วอย่าตกใจ เพราะไม่มีทักษะอะไรเลยที่คอมพิวเตอร์หรือเอไอทดแทนไม่ได้! อย่าตกใจและอย่าเพิ่งข้ามไปอ่านตอนจบของบทความนี้ เพราะการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ยังมีแง่มุมที่จะทำให้เราได้ตระหนักถึงพลังอำนาจของมนุษย์ พลังความสามารถของตัวเอง เอาตัวรอดและเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมเทคโนโลยี สร้างสังคมอนาคตที่ธำรงคุณค่าอันลึกซึ้งของมนุษยชาติไว้

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) อ้างอิงผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ที่ระบุว่าอาชีพ 50% ของทุกอาชีพในโลกจะถูกคอมพิวเตอร์ทดแทนได้ในอนาคตอันใกล้ ไม่มีทักษะใดที่จะไม่ถูกทดแทนด้วยเอไอ ต่างแค่เร็วหรือช้าเท่านั้น

การทดแทนแรงงานคนด้วยแรงงานคอมพิวเตอร์ แบ่งเป็น 3 มิติของทักษะ คือ 1.ความฉลาดทางอารมณ์ 2.ความคิดสร้างสรรค์ และ 3.ความละเอียดทางประสาทสัมผัส นั่นหมายความว่า อาชีพที่ต้องใช้ทักษะความฉลาดทางอารมณ์ เช่น พระ หมอดู และนักจิตวิทยา ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เช่น เชฟ ศิลปิน ใช้ความละเอียดของประสาทสัมผัส เช่น การผ่าตัดอวัยวะที่ละเอียดอ่อน ยังเป็นงานที่มนุษย์ทำได้ดีกว่า

“ทักษะเรื่องประสาทสัมผัสนั้น ยากที่สุดสำหรับคอมพิวเตอร์ที่จะเลียนแบบได้ 100% นั่นหมายความว่า ก็ยืดระยะเวลาที่จะถูกเอไอทดแทนออกไปนานหน่อย” ดร.สมเกียรติ เล่า

อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันได้พัฒนาไปในแนวทางที่จะใกล้เคียงกับความสามารถของมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ดร.สมเกียรติได้นำเสนอทักษะเพื่อการปรับตัว ดังนี้ 1.ทักษะการมองภาพรวม เนื่องจากคอมพิวเตอร์แก้ปัญหาได้ทีละเรื่อง แต่ไม่สามารถมองภาพรวมถึงขั้นวางกลยุทธ์ได้

2.ทักษะร่วมก่อการ โดยมนุษย์เป็นผู้วางกลยุทธ์และใช้ให้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ ก่อการร่วมกับเอไอเสียเลย ผลักดันให้เอไอมาเร็วขึ้น แต่ไม่ให้มาในตำแหน่งที่ทดแทนเราได้ 3.ชาญฉลาดใช้มนุษย์หันไปฝึกในส่วนที่เอไอทำไม่ได้ดี ใช่! เอไออ่านฟิล์มเอกซเรย์ผู้ป่วยได้ภายในไม่กี่วินาที นั่นทำให้แพทย์มีเวลาคุยกับคนไข้มากขึ้น เลือกคุยกับคนไข้ เลือกส่วนของงานที่ใช้คนดีกว่าเอไอ

4.ใฝ่หาช่องว่าง มองหางานเล็กๆ น้อยๆ ที่เล็กน้อยเสียจนไม่มีการสร้างเครื่องจักรเพื่อการทดแทนแรงงานในส่วนนั้น และ 5.แตกต่างด้วยสัมผัสมนุษย์ หมายถึงการใช้สัมผัสมนุษย์เป็นมูลค่า ใช้อารมณ์หรือเรื่องราวเพิ่มคุณค่าให้งาน ก็เมื่อโลกเต็มไปด้วยเอไอ โลกก็จะขาดซึ่งสัมผัสมนุษย์ งานที่ใช้สัมผัสมนุษย์จะเป็นที่ต้องการที่สุด

ด้านการปรับตัวของคนในสังคม สุนาถ ธนสารอักษร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แรบบิท’ส เทล และ รศ.ดร.ราชวดี ศิลาพันธ์ หัวหน้าภาควิชา วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. เห็นตรงกันว่า เทคโนโลยีทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป คนคนหนึ่งสามารถใช้ชีวิตออนไลน์และออฟไลน์ไปพร้อมๆ กันได้ ผลกระทบเกิดขึ้นและเป็นไปตามกระแสของเทคโนโลยีที่มีผลต่อผู้คนบนโลก ทางออกของทุกคนคือการปรับตัว

ในฐานะนักการตลาด สุนาถ เล่าว่า นักการตลาดต้องเข้าใจ “คน” ให้มากขึ้น เพราะคนยุคใหม่จะไม่เชื่อเจ้าของสินค้า ไม่เชื่อโฆษณา แต่จะเชื่อ “คน” ด้วยกันเอง รวมทั้งต้องเข้าใจเครื่องมือในการทำงานยุคใหม่ ท้ายที่สุดคือการกลับไปที่ด้านลึกของคน ใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่ทำให้เขารู้สึก ไม่ใช่เชื่อ

“ตั้งคำถามกับตัวเองว่า เมื่อเราโดนแทนด้วยเอไอ เราจะทำอย่างไร มองในมุมหนึ่งเราก็อาจได้ชีวิตของเรา ไปใช้ในแบบที่เราต้องการจริงๆ” สุนาถ เล่า

ส่วนผลกระทบต่อการศึกษา รศ.ดร.ราชวดี เล่าว่า เทคโนโลยีจะเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้คนบนโลก ทุกคนจะเรียนรู้จากประสบการณ์ ทำจริงสัมผัสจริง แก้ปัญหาได้ ครูต้องเปลี่ยนตัวเองจากครู เป็นคนอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนได้คิดและสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเอง

ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่า เทคโนโลยีไม่ได้แย่งงานของมนุษย์ โอกาสอยู่ที่อุปสรรคเสมอ สิ่งที่มนุษย์ยังได้เปรียบคอมพิวเตอร์อยู่คือ ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) มนุษย์ยังขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ สิ่งที่เอไอไม่มี

“เหตุผลคือมันไม่มีเหตุผลหรอก มันคืออารมณ์ นี่อาจจะเป็นทางรอดหนึ่งจากดิจิทัล ดิสรัปชั่น”

ดิจิทัลไลฟ์ หรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในยุคดิจิทัลพลิกโลก (Digital Disruption) คือ 1.ข้อมูล โลกเต็มไปด้วยข้อมูล 2.ข้ามโลก จะเกิดสินค้าและบริการใหม่ๆ ท่ามกลางความเป็นไปได้ทั่วโลก 3.คนจะขี้เหงามากสังคมออนไลน์เหงาง่าย 4.ขาดเหตุผล ยึดการตัดสินใจด้วยอารมณ์ 5.ของจริงเท่านั้นที่จะอยู่ได้ ถ้าไม่ใช่ “ของจริง” ก็ถูกถล่มด้วยโซเชียล 6.ขัดเกลาจิตใจ ในโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี คนโหยหาเรื่องจิตใจ ธรรมะจะขายดี ที่พึ่งจะขายได้

แนวคิดสำหรับโลกยุคใหม่ ดร.เอกก์ ระบุว่า อย่าให้เป็นออนไลน์ แต่ขอให้เป็นออนไลฟ์ (On Life) ชีวิตย่อมสำคัญกว่าเครื่องมือหรือเทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกของชีวิต นี่สิถึงจะได้ใจ ได้อารมณ์ และได้ใช้ชีวิตให้สนุกไปเลย (It’s All About Life)

ส่งท้ายด้วย ดร.สมเกียรติ ว่า แล้วเราจะเตรียมคนของเราอย่างไร เตรียมคนให้มีทักษะการแก้ปัญหา นี่คือทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 อย่าถามถึงอาชีพแห่งอนาคต เพราะจะไม่มีอาชีพที่มั่นคงอีกต่อไป แต่จะเป็นอาชีพที่คนทำต้องเปลี่ยนทักษะการทำงานเพื่อวิ่งหนีเอไอตลอดเวลา

การเตรียมคนเพื่อวันข้างหน้า จึงหมายถึงการเตรียมคนให้คุ้นเคยกับงานที่ยังไม่มี เตรียมคนให้คุ้นเคยกับเทคโนโลยีที่ยังพัฒนาไปไม่ถึง เตรียมคนให้คุ้นเคยกับการแก้ปัญหาที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่จะต้องเกิดขึ้นแน่

“คิดได้ คิดเป็น แก้ปัญหาได้ นี่แหละ ทักษะ 4.0 ของคนที่จะอยู่รอดในโลกอนาคต”

สำหรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรก คือ การปฏิวัติจากแรงงานคนเป็นแรงงานเครื่องจักรในช่วงหลังของศตวรรษที่ 18 การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 เริ่มต้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เมื่อมีการคิดค้นกระแสไฟฟ้าและระบบสายพานการผลิตในโรงงาน

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 เริ่มต้นในปีทศวรรษ 1960 เรียกว่าการปฏิวัติดิจิทัล หรือการปฏิวัติคอมพิวเตอร์ เพราะมีตัวเร่งปฏิกิริยา ได้แก่ การพัฒนาสารกึ่งตัวนำ เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (ค.ศ. 1960) คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (1970-1980) ที่สุดก็นำมาสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (1990) คือระบบอินเทอร์เน็ตที่แพร่หลาย เคลื่อนที่ได้ ตัวเซ็นเซอร์เล็กลงแต่ทรงพลังขึ้น

“ปัญญาประดิษฐ์และจักรกลการเรียนรู้ ที่ทำให้ครั้งนี้แตกต่างจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ผ่านมาก็คือ สิ่งเหล่านี้มีความซับซ้อนและบูรณาการกว่ากันอย่างมหาศาล โลกกำลังจะเข้าสู่ยุคที่ผลกระทบต่างๆ จากเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังจะสำแดงตัวอย่างเต็มที่ เรากำลังเดินเข้าหาจุดที่โลกจะเปลี่ยนตัวเองไปอย่างอัตโนมัติ ด้วยการเกิดขึ้นของสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น”

นี่ไง…การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ความก้าวล้ำใหญ่ๆ ที่กำลังพลิกโฉมหน้าในทุกวงการ วิถีชีวิต วิธีคิดวิธีทำงาน ธุรกรรมทั่วโลกที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง หยั่งลึกถึงผลกระทบและก้าวให้ทันโลกใบใหม่ เอาตัวรอดได้ ในขณะเดียวกันก็คว้าโอกาสมหาศาลในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้

เผชิญหน้าความตาย ฝึกได้ เตรียมได้ เพื่อให้ตายดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546457

  • วันที่ 02 เม.ย. 2561 เวลา 14:15 น.

เผชิญหน้าความตาย ฝึกได้ เตรียมได้ เพื่อให้ตายดี

เรื่อง: อณุสรา ทองอุไร ภาพ: Pixabay

อลิอันซ์อยุธยาประกันชีวิต จัดกิจกรรม “ตายดี” งานที่จะเปลี่ยนความตายให้กลายเป็นความสุข ตระหนักถึงประโยชน์จากการเตรียมตัวตายดี และการมีชีวิตระยะสุดท้ายอย่างมีคุณภาพ กับกิจกรรม เตรียมตัวตายดีและพินัยกรรมชีวิต ธรรมะบรรยาย เผชิญความตายอย่างสงบ โดย พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่า สุคะโต กล่าวว่า ร้านอาหารยังใช้เวลาเป็นเดือนในการเทรนพนักงานให้เชี่ยวชาญในการทำและเสิร์ฟอาหาร แต่เรื่องตายเป็นเรื่องที่สำคัญ กลับไม่เคยมีการเทรนการสอนกันในโรงเรียนไหนๆ ทั้งๆ ที่การตายให้เป็น บางทีก็แยกไม่ออกจากการอยู่ให้เป็น

นั่นเป็นคำกล่าวเพื่อเตือนสติ ที่ทำให้เห็นว่าชีวิตคนเราช่างเต็มไปด้วยการให้คุณค่าอย่างหลงทาง มิใช่เพราะทุกชีวิตมีความตายเป็นปลายทางหรอกหรือ จึงพยายามใช้ทุกนาทีชีวิตอย่างมีคุณค่า มีศิลปะ แม้แต่การกินอาการให้ได้อรรถรสยังต้องเรียนรู้ฝึกฝน แต่เรื่องความตายกลับไม่ค่อยมีใครใคร่ครวญถึงนัก ว่าจะเผชิญกับความตายอย่างไร ศิลปะการใช้ชีวิตแบบไหนที่จะนำไปสู่การตายที่งดงาม หรือพบกับสิ่งที่ทุกคนปรารถนานั่นก็คือการตายอย่างสงบ

ความตายแม้ฟังดูน่ากลัวหดหู่ แต่ถ้าเรารู้จักความตายดีพอ จะพบว่ามันไม่ได้มีด้านลบอย่างเดียว หากเรามองว่าความตายคือเพื่อนที่ต้องพบเจอก็จะเบาใจได้ยิ่งขึ้น เพราะความตายของแต่ละคนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ละคนตายไม่เหมือนกัน ความตายจึงไม่สำเร็จรูป เหตุที่ทำให้ความตายดูน่ากลัว เพราะเรารู้เกี่ยวกับมันน้อยมาก เพราะไม่เห็นว่าความตายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มีการเกิดและตายในตัวเราอยู่ตลอดเวลา เช่น การตายของเซลล์ต่างๆ ที่สำคัญก็คือเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในนาทีที่ความตายมาถึง ชีวิตหลังความตายมีหรือไม่ เป็นเช่นไร และเราก็พยายามผลักไสความตายออกไปให้ไกลตัว ไกลความคิด

ธรรมเนียมจีนโบราณ เมื่อใครฉลองแซยิดใหญ่แล้ว จะต้องตระเตรียมเสื้อผ้าไว้สำหรับใส่ในวันตาย เพื่อช่วยเตือนสติ ไม่ให้ใช้ชีวิตโดยประมาท แต่ในสังคมปัจจุบัน ความตายทำให้เกิดการพลัดพราก ความไม่รู้ว่าตายแล้วไปไหนมันร้ายแรงกับความรู้สึกมาก แม้แต่คนที่มีระเบียบแบบแผนที่สุดจะทำอะไรก็ต้องมีแผนการที่รัดกุม ยังทนไม่ได้ถ้าไม่รู้อะไรที่แน่นอน แล้วต้องมารอต้องมาเผชิญกับความตายซึ่งไม่มีใครรู้ จึงรู้สึกอ้างว้าง

 ในทางพุทธแล้วถือว่าการตายเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่แก่การค่อยๆ ลอกสิ่งที่จิตปรุงแต่งไว้ตลอดชีวิต ให้เหลือแต่จิตแท้ที่บริสุทธิ์ หรือพุทธภาวะที่จะไม่ยึดอยู่กับสิ่งใดๆ เลย การโน้มน้าวให้จิตผู้ป่วยสงบนั้น ทำได้ทุกที่ทุกเวลา แม้เขาจะอยู่ในห้องไอซียูก็ตาม การสัมผัสมือหรือร่างกายเขาเบาๆ ล้วนมีผลต่อจิตใจแม้ว่าร่างกายของเขาดูจะไม่ตอบสนองรับรู้ก็ตาม

“เช่นมีคนไข้หมดสติในห้องไอซียูหลายวัน ภายหลังเขาเล่าว่า ตอนนั้นเขารู้สึกเคว้งคว้างเหมือนใจจะขาด แต่แล้วมีมือมาแตะที่ตัวเขาพร้อมพลังบางอย่าง ใจที่เคว้งเหมือนจะขาดนั้นกลับมาใหม่ เป็นแบบนี้หลายครั้งทั้งที่แพทย์บอกว่าโอกาสรอดยากมาก เมื่อฟื้นขึ้นมาเขาจึงรู้ว่า มีพยาบาลคนหนึ่งเมื่อเข้าเวรตอนเช้า จะมาจับมือเขาแล้วแผ่เมตตาให้เขาทุกเช้า”

ทุกคนย่อมปรารถนาการตายอย่างสงบ หากคิดถึงความตายที่ติดตามเราอยู่ทุกนาที เราย่อมมีชีวิตโดยไม่ประมาท รู้ตัวดีว่ายังมีการบ้านอีกมากที่ต้องทำ เพื่อเตรียมเผชิญหน้ากับความตายทั้งของตนเองและคนใกล้ตัว แม้สัญญาณชีพจะหมดแล้วก็ควรรักษาบรรยากาศที่สงบต่อไป อย่าเพิ่งเข้าไปรุมล้อม ร้องไห้กอดรัด จิตอาจกำลังอยู่ในช่วงละร่าง และอาจจะตกใจ เราอาจสวดมนต์ส่งจิต บอกเขาว่าไปแล้วนะ ขอให้ไปในที่ที่ดี

การฝึกใจให้คุ้นเคยกับความตายช่วยให้ยอมรับความตายได้มากขึ้น สามารถเผชิญความตายได้อย่างสงบ แต่ยังมีเรื่องที่สำคัญอีกคือการหมั่นทำความดี สร้างกุศลอยู่เสมอ ผู้ที่ทำกรรมดีไว้ตลอดชีวิต เมื่อเผชิญกับความตาย ย่อมมีความอุ่นใจและมั่นใจได้ว่าจะไปสู่สุคติ คนทำดีจะเกิดนิมิตที่งดงาม สามารถนำพาผู้ตายไปสู่สุคติ เป็นการยกระดับจิตใจให้เข้าสู่ภพภูมิที่ดี ด้วยเหตุนี้จึงควรเตรียมตัวรับความตายแต่เนิ่นๆ ในขณะที่ยังมีเวลาอยู่ เพื่อใช้ความตายให้เป็นโอกาสในทางจิตวิญญาณไม่ปล่อยให้ความตายนำชีวิตไปสู่วิกฤตหรือความแตกดับเท่านั้น

ทางด้าน ศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส ผู้อำนวยการศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์ เป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย กล่าวว่า การดูแลชีวิตและทรัพย์สินให้หายห่วง ในช่วงระยะท้ายของชีวิตก็จำเป็น ทุกวันหลังเลิกงาน เรามักจะทำบันทึกช่วยจำว่าพรุ่งนี้มีอะไรที่จะต้องทำบ้างเรียงลำดับความสำคัญเอาไว้ แต่ทำไมกับชีวิตที่ไม่แน่นอน น้อยคนนักที่คิดจะทำบันทึกช่วยจำ หรือพินัยกรรมชีวิตไว้บ้าง

ลองคิดดูสิว่า หากคุณต้องจากไปโดยไม่ได้สะสางสิ่งที่คั่งค้างเอาไว้ ทั้งเรื่องที่คับข้องใจและงานการในหน้าที่ ในเวลาที่กำลังจะสิ้นลม ใจก็จะห่วงกังวล กระสับกระส่าย และแน่นอนว่าคนที่อยู่ข้างหลังย่อมอยากจะช่วยเหลือสะสางให้อย่างเต็มใจ เพราะอยากให้คุณตายตาหลับ แต่ก็มีบ่อยครั้งที่มีการขัดแย้งนานาประการที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับความตาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาพยาบาล การจัดพิธีศพ หรือเรื่องทรัพย์สินมรดก

หากนาทีนั้นมาถึง คุณประสงค์ให้มีการจัดการกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร เช่น การจัดการกับร่างกายของคุณ งานศพ ทรัพย์สินของคุณ งานที่คั่งค้าง คำสั่งเสียร่ำลาต่อคนรัก ครอบครัว เพื่อน คนใกล้ชิด อาจมีเรื่องอื่นๆ อีกมากมายที่คุณอยากบันทึกไว้ เขียนทุกสิ่งทุกข้อให้ชัด เพื่อประโยชน์แก่จิตใจตนเองและคนที่อยู่ข้างหลัง

 แนวคิดในเรื่องพินัยกรรมชีวิตหรือหนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาของผู้ป่วยที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต มีผลทางกฎหมายครั้งแรกในประเทศสหรัฐปี 1976 เพื่อรับรองสิทธิของผู้ป่วยในการยอมรับหรือปฏิเสธกระบวนการทางการแพทย์ที่เป็นไปเพื่อยืดชีวิตหรือยืดความตายออกไป ความสามารถในการยืดชีวิตออกไปเป็นเวลายาวนาน เป็นผลให้การตายเป็นเรื่องซับซ้อนมากขึ้น การกำหนดความตายอย่างง่ายๆ ที่เคยเป็นมาแต่เดิม ด้วยการเต้นของหัวใจ จะใช้ไม่ได้สำหรับผู้ป่วยที่สวมเครื่องช่วยชีวิต จึงเกิดการกำหนดความตายอย่างใหม่โดยไปวัดที่การตายของสมอง ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนในการวัดจึงเกิดการตั้งคำถามถึงการต้องนอนอยู่บนเตียงโดยช่วยตนเองไม่ได้ ว่าเป็นการอยู่แบบมีศักดิ์ศรีหรือไม่

จนนำมาสู่การออกกฎหมายตายตามธรรมชาติ เพื่อรับรองสิทธิของผู้ป่วยในการยอมรับหรือปฏิเสธกระบวนการทางการแพทย์ที่เป็นไปเพื่อยืดชีวิต เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างญาติผู้ป่วยและแพทย์ก่อนที่จะขยายตัวเป็นกฎหมายสิทธิผู้ป่วยปี 1999 โดยระบุให้โรงพยาบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐทุกแห่งต้องแนะนำให้ผู้ป่วยทราบว่าตนเองมีสิทธิที่จะทำหนังสือแสดงเจตนาหรือ Living will ว่าอยากจะให้รักษาระยะสุดท้ายแบบใด ห้ามเจาะ ห้ามยื้อด้วยเครื่องช่วยหายใจ

เมื่อตายได้ครั้งเดียวจะตายอย่างไร การตายอย่างสงบ เตรียมตัวตายดี เป็นเรื่องที่ฝึกได้เตรียมได้ วรรณา จารุสมบูรณ์ จากเครือข่ายพุทธิกา กล่าวว่า การช่วยให้เขายอมรับความตายที่จะมาถึง ในหลายกรณีการยอมรับความตายอาจทำได้ยาก และต้องใช้เวลา อาจเริ่มต้นด้วยการยอมรับความกลัวตายของตนเอง ไม่เทศนาสั่งสอน รับฟังความรู้สึกเขาอย่างจริงใจ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการผู้มากประสบการณ์ หรือ

นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ เพียงแต่ต้องการใครสักคนที่แสดงท่าทีที่จะเข้าใจ รับฟังและแบ่งปัน อาจช่วยให้จิตใจของเขาคลี่คลาย เพราะคิดได้ว่าความตายนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่จำเป็นที่ต้องลงเอยอย่างเลวร้ายอย่างเช่นที่เขากลัว 

การช่วยปลดเปลื้องสิ่งที่ค้างคาใจนั้น คนเราไม่อาจจากไปอย่างสงบได้ หากมีภาระที่คั่งค้าง หรือมีเรื่องราวจากอดีตที่ติดค้างใจ เราอาจช่วยพูดคุยสะสางธุระต่างๆ ให้เขาค่อยๆ คลายใจ ชวนให้เขาปล่อยวางแผ่เมตตา อโหสิกรรม ให้เขารู้ว่ายามใกล้ตายเป็นวาระสำคัญสำหรับการคืนดีและยอมรับสิ่งที่ได้ทำมา

“การช่วยให้เขาจดจ่อกับสิ่งที่ดีงาม เช่น นำพระพุทธรูป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือสิ่งที่เขาเคยนับถือไว้ในห้อง เปิดเทปสวดมนต์ เทปธรรมะ ดนตรีที่เขาชอบฟัง เพื่อให้จิตใจเขาสงบ การที่เขาได้ฟังสวดมนต์หรือทำสมาธิภาวนาไปพร้อมชวนให้เขาระลึกถึงความดี บุญทานที่เขาเคยทำมา ล้วนเป็นกุศลที่จะช่วยให้เขาไปสู่สุคติ การช่วยให้เขาปล่อยวางในสิ่งยึดติดต่างๆ ค่อยๆ ชักจูงเขาให้วางจากสิ่งที่หยาบอย่างทรัพย์สินไปสู่สิ่งที่ละเอียดอย่างตัวตนจิตวิญญาณ”

การสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการสงบจิตใจ เพราะการรับรู้และอารมณ์ของผู้ป่วยนั้นเปราะบางละเอียดอ่อนมาก ควรให้เขาอยู่ในที่ที่สงบ อบอุ่นใจ ญาติมิตร หลีกเลี่ยงแสดงการเศร้าโศก หดหู่ โต้เถียง ทำความเข้าใจกับแพทย์ งดการเจาะ ผ่า หรือการรักษาใดๆ ที่ไม่จำเป็น

ไม่มีวิธีใดอีกแล้วที่จะเร่งให้คุณเติบโตเยี่ยงมนุษย์ได้ดีไปกว่าการช่วยเหลือผู้ใกล้ตาย การดูแลเอาใจใส่ผู้ใกล้ตาย แท้ที่จริงก็คือการเพ่งพินิจความตายของตัวคุณเองอย่างลึกซึ้งนั่นเอง เมื่อความตายใกล้เข้ามาควรหาทางปลดเปลื้องความรู้สึกเหล่านั้น ขอโทษ ให้อภัย อโหสิ การกระทำนี้ต้องอาศัยความกล้า ต้องลดทิฐิมานะไม่ยึดติด ไม่เช่นนั้นจะต้องจ่ายด้วยบทเรียนราคาแพงคือความทุกข์ใจในยามใกล้ตาย

การยอมรับความตายเป็นสัจธรรมอันหลีกหนีไม่ได้ และไม่จำเป็นต้องหนี หากต้องเผชิญหน้าอย่างมีสติ รู้ตัวด้วยความสงบ หากทำได้จะเป็นการตายที่ดีและนำไปสู่สุคติ

ต่างจากปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่พากันคิดไปว่า การตายไปอย่างไม่รู้สึกตัว ไม่มีความเจ็บปวดใดๆ เช่น นอนหลับแล้วตายไป เป็นการตายที่ดีและพึงปรารถนา

 

เพลงของแม่ อลีลา ไดแอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546333

  • วันที่ 01 เม.ย. 2561 เวลา 10:23 น.

เพลงของแม่ อลีลา ไดแอน

โดย เพ็ญแข สร้อยทอง

เมื่อชีวิตพานพบกับการเปลี่ยนแปลง แต่ละคนมีปฏิกิริยาตอบรับในแบบซึ่งแตกต่างกันออกไป สำหรับศิลปินอย่าง “อลีลา ไดแอน” กับการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะด้านลบหรือบวก เธอถ่ายทอดมันออกมาเป็นบทเพลงอันรื่นรมย์และชวนครุ่นคิด

อลีลา ไดแอน นักร้องนักแต่งเพลงหญิงชาวอเมริกันวัย 34 ปี เธอเข้าสู่วงการเมื่อราว 10 ปีที่แล้ว งานชุดแรกของ อลีลา นั้นได้หัวใจคนฟังชาวฝรั่งเศสอย่างมาก ก่อนเธอจะค่อยๆ เป็นที่รู้จักในส่วนอื่นของโลก นอกเหนือจากบ้านเกิดแล้ว ยุโรปก็เป็นฐานแฟนเพลงอันสำคัญ

Cusp นับเป็นอัลบั้มที่ 5 ของ อลีลา ไดแอน เธอยังคงนำเสนอบทเพลงมาในลีลาโฟล์ก โดยมีกลิ่นอายของแจ๊ซเข้ามาผสม เป็นงานที่โดดเด่นด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด ชวนฝัน เคล้าคลอกับเสียงเปียโน และเครื่องสายซึ่งมาช่วยสร้างสีสัน โดยรวมแล้วแตกต่างไปจากงานชุดก่อนๆ ซึ่ง อลีลา ยกให้กีตาร์เป็นพระเอก

หลังจากกลายเป็นคุณแม่ เมื่อ อลีลา สามารถจัดเวลาให้กับตัวเองได้อย่างเต็มที่เป็นครั้งแรก เธอจึงเริ่มแต่งเพลง ช่วงนั้นเธอประสบอุบัติเหตุ ทำให้นิ้วเจ็บจนเล่นกีตาร์ไม่ถนัด แต่เธอยังมีเปียโน

อัลบั้มชุดก่อนหน้านี้ อลีลา เขียนขณะที่หัวใจสลายจากความสัมพันธ์ครั้งก่อน หลังจากนั้นเธอก็แต่งงานใหม่ และมีลูกคนที่ 2 เมื่อความรักระหว่างหนุ่มสาวได้จากไป เกิดเป็นความเจ็บปวดจากความสัมพันธ์ที่เลิกร้าง และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ก็เข้ามาสู่ชีวิต

ในความคิดของ อลีลา เธอรู้สึกว่าพื้นที่ของวงการดนตรีที่จัดสรรไว้สำหรับผู้หญิงอายุ 30 กว่านั้นมีน้อย อีกทั้งยังเป็นคนที่มีลูกแล้ว แถมหน้าตารูปร่างไม่ได้โดดเด่นดึงดูดความสนใจมากนักก็ยิ่งมีที่ยืนน้อย แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอยอมแพ้หรือถอยไป อลีลา ตั้งใจจะสร้างพื้นที่ของตัวเองขึ้นมา

เธอเขียนเพลงเกี่ยวกับการเป็นแม่และการมีลูก นอกจากจะมีแง่งามเต็มด้วยความอิ่มเอมใจ และมีความสุขแล้ว เธอยังบอกเล่าอีกหลายมุมของการที่ผู้หญิงคนหนึ่งต้องกลายเป็นแม่ ซึ่งต้องเผชิญกับสภาวะหลากหลาย ไม่ว่าจะการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ ร่างกาย ฮอร์โมน ฯลฯ อลีลา บอกเล่าประสบการณ์ของตัวเองที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด เคยเหยียบย่างไปอยู่ระหว่างความเป็นและความตายขณะคลอดลูก หลังจากนั้นเธอรู้สึกยินดีที่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งยังอยากให้เพลงของเธอช่วย “ผู้ให้ชีวิต” หรือ “แม่” ได้ความเคารพนับถือมากพออย่างที่ควร

บางแง่มุมเกี่ยวกับการเป็นแม่ในบทเพลงของอลีลา ไม่ค่อยได้ยินได้ฟังในบทเพลงบ่อยนัก So Tired เป็นเพลงที่บอกเล่าถึงความเหนื่อยล้าของการเป็นแม่ นับตั้งแต่คลอดลูก เลี้ยงดูลูก และต้องทำงานไปด้วย ในกรณีของอลีลา ก็คือต้องออกทัวร์ไปพร้อมกับดูแลลูกและครอบครัว ซึ่งเธอได้บรรยายไว้ใน Albatross ส่วน Wild Ceaseless Song เป็นเพลงสำหรับลูกสาวของเธอ สำหรับ Never Easy เธอเขียนให้แม่ซึ่งพวกเขามีความสัมพันธ์ไม่ค่อยดีต่อกันนัก กระทั่งเมื่อ อลีลา กลายเป็นแม่ เธอจึงเข้าใจแม่ของตัวเองมากขึ้น เพลง Emigre ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพสะเทือนใจของเด็กน้อยผู้อพยพชาวซีเรียวัย 3 ขวบ ที่จมน้ำเสียชีวิต Song For Sandy เพลงนี้อุทิศให้กับ แซนดี เดนนี นักร้องนักแต่งเพลงชาวอังกฤษผู้เสียชีวิตในวัย 31 และทิ้งลูกน้อยไว้เบื้องหลัง

อลีลา แต่งเพลงเหล่านี้แต่งที่บ้านบนเขา กลางป่าซึ่งปกคลุมด้วยหิมะ เมื่อได้ฟังเราก็สามารถที่จะรู้สึกถึงบรรยากาศเหล่านั้นได้ เยียบเย็น เงียบเหงา แต่ก็สงบและสวยงาม

ผลงานที่ได้ออกมา นอกจากจะเป็นบทเพลงอันไพเราะงดงามแล้ว ยังสะท้อนถึงความเข้มแข็ง และละเอียดอ่อน ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง แม่คนหนึ่ง และมนุษย์คนหนึ่ง

ดนตรีลีลาอาจจะไม่หวือหวาจัดจ้าน แต่ถ้าลองฟังดูเราจะได้รู้จัก “พลังของความเรียบง่าย”

โปล เซซานน์ กับผลงานพอร์เทรต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546332

  • วันที่ 01 เม.ย. 2561 เวลา 10:18 น.

โปล เซซานน์ กับผลงานพอร์เทรต

 โดย อฐิณป ลภณวุษ ภาพ อีพีเอ, โปล เซซานน์

ครั้งแรกสำหรับชาวอเมริกันที่จะได้ชมซีรี่ส์ภาพพอร์เทรตจากศิลปินชาวฝรั่งเศสผู้เอกอุ อย่าง โปล เซซานน์ ที่นำมาจัดแสดง ณ หอศิลป์แห่งชาติ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในนิทรรศการศิลปะ Cezanne Portraits วันนี้-1 ก.ค. ศกนี้

สำหรับ โปล เซซานน์ คนที่คุ้นเคยกับแวดวงศิลปะคงจะทราบดีว่าเขาแทบจะใช้เวลาทั้งชีวิตในการทำงานของเขา วาดภาพแลนด์สเคปและภาพสติลไลฟ์เสียเป็นส่วนใหญ่ ทว่าในส่วนของผลงานพอร์เทรตนั้นกลับมีไม่น้อยเช่นกัน

ในจำนวน 1,000 รูป ที่จิตรกรชาวโพรวองซ์ได้สร้างสรรค์เอาไว้ในช่วงชีวิตการเป็นศิลปิน ปรากฏว่าประกอบไปด้วยภาพพอร์เทรตของครอบครัว เพื่อนฝูง และคนแวดล้อม ราว 160 ภาพด้วยกัน โดย 60 ชิ้น กำลังจัดแสดงอยู่ที่หอศิลป์แห่งชาติสหรัฐ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หลังจากที่ได้มีการจัดแสดงมาแล้วในหลายๆ ประเทศก่อนหน้านี้ อย่างที่พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ มูเซ ดอร์เซย์ กรุงปารีส ตามด้วยหอศิลปะพอร์เทรตแห่งชาติ กรุงลอนดอน

 

คอลเลกชั่นภาพพอร์เทรตของ โปล เซซานน์ แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของเขาในการสร้างสรรค์งานศิลปะได้เป็นอย่างดี ส่วนหนึ่งเหมือนเป็นผลงานลับๆ ที่ทำให้เขาได้ฝึกฝนทดลองฝีมือของตัวเองหลายๆ อย่าง ก่อนจะไปสร้างสรรค์ผลงานแลนด์สเคปและสติลไลฟ์ที่สร้างชื่อ เช่น ภาพวาดพอร์เทรตภริยาตัวเองในสีสันสดใส ทว่ารายละเอียดที่บริเวณริมฝีปากหายไป ด้วยเทคนิคการป้ายสีหนาๆ ด้วยเกรียงผสมสี (Palette Knife) เป็นต้น

สำหรับ โปล เซซานน์ นั้น แน่นอนว่า เขาได้ศึกษาภาพวาดของบรรดาโอลด์มาสเตอร์มามากมาย หากเขาได้ฉีกตัวเองออกมาในแนวทางของโมเดิร์นนิสม์อย่างรวดเร็วตั้งแต่เริ่มแรก แมรี่ มอร์ตัน หัวหน้าฝ่ายศิลปะฝรั่งเศสของหอศิลป์แห่งชาติ สหรัฐ กรุงวอชิงตัน ซึ่งเป็นภัณฑารักษ์ร่วมของนิทรรศการ Cezanne Portraits นี้ด้วย บอกว่า แม้กระทั่ง ปาโบล ปิกัสโซ ซึ่งเกิดทีหลังยอดจิตรกรเมืองน้ำหอมผู้นี้ถึง 42 ปี และเรียกว่าเป็นเจ้าตำรับของศิลปะคิวบิสม์ ยังเคยกล่าวเอาไว้ว่า โปล เซซานน์ คือ “บิดา” ของชาวโมเดิร์นนิสม์ทุกๆ คน

“โปลเข้าใจความหมายของโมเดิร์นนิสม์มาก่อนใครเพื่อน มันไม่ใช่สิ่งที่คาดเดาได้ ไม่ใช่เรื่องของจุดใดจุดหนึ่ง ไม่ใช่แค่เส้นๆ นั้น แต่มันเชื่อมโยงหลายสิ่งเข้าด้วยกัน” แมรี่ กล่าวกับเอเอฟพีด้วยว่า เทกซ์เจอร์ของชิ้นงานก็เป็นหนึ่งกุญแจสำคัญ อย่างในผลงานพอร์เทรต Antony Valabregue (1866) ก็ได้แสดงออกถึงผลงานสไตล์ดิบๆ ของเขาที่เน้นให้เห็นพื้นผิวเทกซ์เจอร์ของงานที่ไม่ธรรมดา

 

งานชิ้นนี้ โปล เซซานน์ ได้ส่งไปจัดแสดงที่ซาลงในกรุงปารีส ณ ช่วงเริ่มต้นอาชีพ ผลปรากฏก็คือ ภาพชิ้นนี้ได้รับคำวิจารณ์แบบย่อยยับ ไม่มีชิ้นดี นอกจากบรรดาคณะกรรมการจะไม่สนเทคนิคความดิบของฝีแปรงแล้ว ยังเห็นว่าภาพพอร์เทรตของกวีดัง อองโตนี วาลาแบรจก์ นั้น ช่างดูไม่สง่างามสมศักดิ์ศรีเอาเสียเลย ทำให้ภาพดังกล่าวถูกเตะกระเด็นออกจากซาลง (แกลเลอรี่) ไปโดยพลัน

อย่างไรก็ตาม โปล เซซานน์ จิตรกรลูกชายนายแบงก์ผู้ร่ำรวย หาได้สะทกสะท้านต่อคำวิจารณ์ไม่ เขาออกมาตอกกลับบรรดากรรมการทันควันว่า ภาพพอร์เทรตสุดล้ำภาพนี้ ไม่เพียงลงสีด้วยมีดเท่านั้น ยังใช้ปืนในการเพนต์อีกต่างหาก!!! ภายหลังภาพพอร์เทรตของ อองโตนี วาลาแบรจก์ โดยฝีมือของโปล เซซานน์ กลับกลายเป็นภาพดัง และยังมีตอนต่อมาอีกหลายเวอร์ชั่นด้วย

 

แมรี่ บอกด้วยว่า พอร์เทรตของคนที่โดนย่ำยีมากที่สุดก็เห็นจะเป็น ออร์ตองส์ ฟิเกต์ ภรรยาของศิลปินเอง ที่หน้าใบหน้ารูปไข่ และผมยาวสลวยของเธอออกมาไม่เคยมีดีเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาพพอร์เทรตที่วาดโดยจิตรกรใหญ่ผู้เป็นสามีของเธอนั้น เธอไม่เคยมีรอยยิ้ม

“ไม่ว่าจะเป็น Madame Cezanne in a Red Armchair (1877) หรือซีรี่ส์ Madame Cezanne in a Red Dress (1888-1890)” แมรี่ บอก

จอห์น เอลเดอร์ฟิลด์ ภัณฑารักษ์ร่วมอีกคน บอกว่า ในบรรดาภาพพอร์เทรตของ โปล เซซานน์ ทั้งหมดมี 30% ที่เป็นพอร์เทรตของภรรยาตัวเอง “บางทีเขาก็อาจจะเบื่อๆ วาดภาพภรรยาตัวเองบ้างก็ได้ หรือไม่เธอก็อาจจะเบื่อที่ต้องเป็นแบบให้เขาวาดเป็นประจำ อย่าคิดว่าเป็นเรื่องโดนย่ำยีเลยครับ”

 

“โปลทดแทนขนบด้วยความไม่มีขนบ อย่างการวาดภาพพอร์เทรตโดยปกติแล้ว ทุกคนต้องคาดหวังว่าจะได้เห็นภาพ ‘เหมือน’ บุคคลที่เป็นแบบใช่มั้ยล่ะ แต่คุณจะคาดหวังอย่างนั้นไม่ได้หรอก หากเป็นผลงานแนวโมเดิร์นนิสม์ หรืองานของ โปล เซซานน์ น่ะ” แมรี่ ทิ้งท้ายให้เห็นความไม่ธรรมดาของนิทรรศการ Cezanne Portraits ครั้งนี้