พงค์พิพัฒน์ คงนาค ฟิตร่างกายด้วยบาสฯ และฟุตซอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547160

  • วันที่ 08 เม.ย. 2561 เวลา 09:56 น.

พงค์พิพัฒน์ คงนาค ฟิตร่างกายด้วยบาสฯ และฟุตซอล

โดย ภาดนุ

จากก้าวแรกที่คนรู้จัก บิว เดอะสตาร์ ในฐานะนักร้องในเครือแกรมมี่โกลด์ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปปัจจุบันนี้หนุ่มวัย 33 ปี บิว-พงค์พิพัฒน์ คงนาค (บิว-พงค์พิพัฒน์ อาร์สยาม) ก็ได้ก้าวเข้ามาเป็นนักร้องในสังกัดค่ายอาร์สยามเป็นที่เรียบร้อย โดยซิงเกิ้ลแรกที่เปิดตัวไปมีชื่อว่า “ไอ้หมูไอ้หมา”

ตามด้วยซิงเกิ้ลที่ 2 ชื่อ “กูรักมึง” ซึ่งเป็นเพลงช้าในแนวป๊อป-ร็อก และถือเป็นเพลงรักที่ถ่ายทอดด้วยภาษาที่จริงใจ ตรงไปตรงมา โดยเน้นกลุ่มคนฟังทั่วไป ล่าสุดบิวยังได้ปล่อยคัฟเวอร์ซิงเกิ้ลเพลง “จันทร์” ซึ่งเป็นเพลงดั้งเดิมของ โจ้-ธณรัฐ ปิ่นเวหา ศิลปินในสังกัดอาร์เอสให้แฟนๆ ได้ฟังกันอีกด้วย

 

นอกจากทำงานเพลงแล้ว หนุ่มเสียงดีบอกว่า เขามักจะใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการเล่นกีฬา ซึ่งถือว่าเป็นกีฬาสองประเภทที่เขาค่อนข้างเล่นมาอย่างต่อเนื่องหลายปีจนถึงตอนนี้

“บาสเกตบอลเป็นกีฬาชนิดแรกที่ผมเล่นมาตั้งแต่เด็กๆ เลย พอขึ้นชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา จ.สุราษฎร์ธานี ผมก็ได้เป็นนักกีฬาบาสฯ ตัวโรงเรียนจนถึงมัธยมปลาย แต่พอเข้ามาเรียนมหา’ลัยและทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ก็จะหาทีมรวมตัวเล่นบาสฯ กันยากสักหน่อย พักนี้ผมก็เลยหันมาเล่นฟุตซอลแทน เพราะสามารถเล่นบนสนามหญ้าเทียมได้ ผมจึงรวมตัวเล่นกับเพื่อนๆ ที่เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ด้วยกัน

 

ส่วนการเล่นบาสฯ ผมก็ยังไม่ทิ้งนะตอนนี้ ยังเล่นอยู่ บางครั้งผมจะไปขอเล่นกับเพื่อนที่รู้จักกัน ทั้งที่มหา’ลัยบ้าง แถวปากเกร็ด หรือแถวเมืองทองบ้าง หากมีเวลาว่าง ผมกับเพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทกันก็จะไปขอเล่นกับทีมอื่นๆ ที่เรารู้จัก ด้วยความที่ผมเล่นบาสฯ มาตั้งแต่เรียนประถม มัธยมต้น จนมัธยมปลายก็ยังเล่นอยู่ แถมตระเวนแข่งกับโรงเรียนอื่นๆ ไปทั่วเลย บาสฯ จึงถือว่าเป็นกีฬาที่ผมยังเล่นต่อเนื่องยาวนานที่สุด แต่พักนี้อาจจะเล่นน้อยลง เพราะหาทีมร่วมแจมยากกว่าฟุตซอล”

บิวเสริมว่า โดยส่วนตัวแล้วเขาชอบออกกำลังกายให้ได้เหงื่อทุกวัน นอกจากบาสฯ กับฟุตซอลแล้วเขายังเล่นฟิตเนสด้วย แต่เพราะต้องเดินสายโปรโมทงานเพลง จึงอาจจะเล่นกีฬาแต่ละอย่างได้แค่สัปดาห์ละ 1-2 วันเท่านั้น ในช่วงที่ต้องทำงาน ถ้าไม่มีเวลาจริงๆ เขาจะใช้ช่วงที่พักจากการทำงานวิดพื้นออกกำลังกายช่วยบ้าง

“ประโยชน์ที่ได้จากการเล่นบาสฯ ก็คือ ได้มิตรภาพ ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ มากขึ้น ผมว่าการเล่นกีฬาทุกชนิดทำให้เราได้เรียนรู้ความมีน้ำใจที่เพื่อนๆ มีให้ ส่วนประโยชน์ทางสุขภาพ เมื่อก่อนนี้ผมจะเป็นภูมิแพ้ตอนตื่นนอนเช้าๆ แล้วมักจะไอจะจามตลอด แต่พอหันมาเล่นบาสฯ ก็ทำให้สุขภาพแข็ง แรงขึ้น เมื่อก่อนนี้ผมเป็นเด็กที่อ้วนมากๆ แต่พอได้เล่นบาสฯ ก็ทำให้ผอมลงและหุ่นดีขึ้นครับ

 

การเล่นบาสฯ จะมีผู้เล่นทีมละ 5 คนโดยผลัดกันยิงลูกเข้าห่วง แต่ข้อควรระวังก็คือมันเป็นกีฬาที่ต้องปะทะกัน บางครั้งเราอาจจะมีโอกาสโดนศอกของผู้เล่นคนอื่นได้ หรือนิ้วอาจจะซ้นหรือได้รับบาดเจ็บ ข้อมือเคล็ด ข้อเท้าแพลง ซึ่งเหล่านี้อาจเกิดขึ้นระหว่างการเล่นได้ทุกเวลา ดังนั้นเวลาเล่นควรต้องใช้ความระมัดระวังให้มากๆ แต่ถึงกระนั้นบาสฯ ก็ยังเป็นกีฬาที่ผมชอบเป็นอันดับ 1 อยู่ดี”

บิวเสริมว่า สำหรับฟุตซอลนั้นเป็นกีฬาที่เขาเล่นกับเพื่อนๆ ในวงการบันเทิงซะส่วนใหญ่ โดยจะมีการแข่งขันกันเป็นทีมเพื่อนำเงินไปช่วยการกุศลอยู่เรื่อยๆ โดยทีมหนึ่งจะมีผู้เล่น 5-7 คน แต่ฟุตซอลจะไม่มีการทุ่มบอล แถมยังแข่งในสนามที่เล็กกว่าฟุตบอลด้วย จึงเป็นกีฬาอีกอย่างที่เขาเล่นบ่อยเพราะหาสนามได้ง่าย

“สิ่งที่ต้องระวังเกี่ยวกับการเล่นฟุตซอลก็คือ มันก็เป็นกีฬาปะทะอีกเช่นกัน อาจจะมีการหกล้ม ทำให้บาดเจ็บ แขนหัก ขาหักได้ ถ้าไม่ระวัง ผมเคยแขนหักและต้องพักรักษาตัวนาน 3-4 เดือนมาแล้ว ช่วงนั้นทำงานไม่ได้เลยละ เอาเป็นว่านอกจากอุปกรณ์อย่างชุด รองเท้า ก็ควรมีอุปกรณ์เสริมอย่างสนับข้อเท้าด้วยก็จะดีมาก ที่สำคัญเวลาที่เล่นควรต้องเซฟตัวเองและเซฟเพื่อนๆ ที่ร่วมเล่นด้วยกันไม่ให้ได้รับบาดเจ็บด้วยครับ

 

ในอนาคตผมก็ยังคงเล่นกีฬาทั้งสองประเภทนี้อยู่ ส่วนกีฬาอีกอย่างที่ผมเริ่มติดเหมือนกันก็คือการว่ายน้ำ เพราะเป็นกีฬาที่สามารถเล่นคนเดียวได้ ผมมักจะว่ายน้ำที่สระในหมู่บ้านที่ผมอยู่แทบทุกวันเนื่องจากเดินทางสะดวก อีกอย่างการว่ายน้ำมันช่วยในเรื่องความจุของปอด ซึ่งมันมีผลดีต่อการร้องเพลง และช่วยให้อาการภูมิแพ้ดีขึ้นด้วย แต่ถ้าว่ายบ่อยๆ ก็อาจจะทำให้ผิวคล้ำขึ้น และเส้นผมจะแห้งมากขึ้นเพราะคลอรีนเท่านั้นเอง”

ติดตามผลงานของบิวได้ทางช่องสบายดีทีวี, YouTube : RsiamMusic และ Page FB :บิว พงค์พิพัฒน์ Official

ความสุขของ สมายล์ ศิริภา กาญจนพันธ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547158

  • วันที่ 08 เม.ย. 2561 เวลา 09:36 น.

ความสุขของ สมายล์ ศิริภา กาญจนพันธ์

โดย วรธาร ทัดแก้ว

เป็นคนรุ่นใหม่ที่สร้างมิตรภาพ รอยยิ้มและความสุขให้โลกอย่างน่านับถือ สำหรับ “ศิริภา กาญจนพันธ์” สาวเมืองคอนผู้มีอัธยาศัยน่ารัก ทั้งมีรอยยิ้มที่สดใส เจ้าของ “บ้านในสวน” (The Secret Garden) ที่ใครได้ไปเห็นและอยู่มาแล้วจะต้องตกหลุมรัก

เธอมีสวนมังคุดอารมณ์ดี ที่หลายคนไปมาแล้วติดใจไม่อยากกลับ เนื่องจากชีวิตไม่เคยได้สัมผัสความสุขในวิถีธรรมชาติแบบนี้มาก่อน ที่สำคัญครอบครัวของเธอใจดีและอัธยาศัยดีทุกคน ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ คุณยาย และสมาชิกคนอื่นๆ

ศิริภา มีชื่อเล่นว่า “สมายล์” ซึ่งเป็นชื่อที่บอกให้รู้ถึงบุคลิกและคาแรกเตอร์ของเธอชัดเจน (มีรอยยิ้มสดใสและจริงใจ) แต่คนส่วนใหญ่มักเรียกสั้นๆ ว่า “มายล์” ขณะกลุ่มจิตอาสาที่เป็นชาวต่างชาติจะเรียกว่า “ศิริ” จากชื่อจริงของเธอ

เป็นคน อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช จบการศึกษาปริญญาตรี การจัดการการท่องเที่ยว สาขา Eco-Tourism มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และได้รับใบประกาศแพทย์แผไทย 4 หลักสูตร จากศูนย์การแพทย์แผนไทย 14 จังหวัดภาคใต้ วัดศาลามีชัย

จิตอาสาต่างชาติรู้จักเธอได้อย่างไร

ย้อนไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว สมายล์ทำงานที่บริษัททัวร์แห่งหนึ่ง ดูแลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในประเทศ วันหนึ่งได้ตัดสินใจยื่นใบลาออกล่วงหน้า 3 เดือน เพื่อไปปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่บ้านเกิด แต่ด้วยความที่เจ้าของบริษัทให้ความเอ็นดูไม่อยากให้ลาออก จึงพร้อมสนับสนุนทุกอย่างถ้าเธอต้องการทำโปรเจกต์อะไรก็ตาม

“ตอนยื่นใบลาออก บอกเจ้านายว่าอยากทำสวนมะพร้าวน้ำหอม นายบอกถ้างั้นไม่ต้องไปปลูกที่บ้าน ปลูกที่นี่เลย มีที่ให้ นายสั่งมะพร้าวมา 200 ต้น มายล์เลยทำโปรเจกต์ขึ้นเว็บไซต์ workaway ขออาสาสมัครนานาชาติมาช่วยปลูก ล็อตแรกมีมาช่วย 7 คน เป็นฝรั่งเศสถึง 3 คน เจ้านายใจดีเปิดห้องแกรนด์วิลล่าให้พัก ตอนหลังใช้ห้องประชุมเนื่องจากอาสาสมัครมาแต่ละรอบบางที 7 คน บางที 9 คน และพักอยู่ประมาณอาทิตย์หนึ่ง”

เมื่อโปรเจกต์ปลูกมะพร้าวเสร็จเรียบร้อย พร้อมเห็นการเจริญเติบโตของต้นมะพร้าวในช่วงเวลา 3 เดือน สมายล์มีเป้าหมายในอนาคตชัดเจนอยู่แล้วจึงตัดสินใจลาออกไปทำสวนของตัวเอง และช่วงนั้นเป็นช่วงที่คุณตาของเธอไม่สบายและร่างกายไม่แข็งแรงด้วย จึงถึงเวลาต้องไปอยู่กับครอบครัว พ่อแม่และได้ดูคุณตาอย่างใกล้ชิด

ทำ “เดอะ ซีเคร็ท การ์เดน”

โปรเจกต์แรกหลังลาออกจากงานคือ เดอะ ซีเคร็ท การ์เดน (The secret garden) หรือ บ้านในสวน สิ่งแรกที่เธอทำคือการรับสมัครอาสาสมัครนานาชาติมาช่วยทำสวน ในเชิงของการมาแลกเปลี่ยน เรียนรู้วัฒนธรรมและใช้ชีวิตแบบสุขกายสบายใจด้วยกัน ทันทีที่รันโปรเจกต์ขึ้นเว็บ workaway ก็ได้รับการตอบรับจากอาสาสมัครจากหลายประเทศ

“ตอนนั้นตื่นเต้นกับโปรเจกต์มาก ตื่นตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง ตอบจดหมายวันละ 100 ฉบับ เพราะมีจดหมายส่งมาเยอะ ปีแรกมายล์รับมา 25 ประเทศ ประมาณ 50 คน แต่ไม่ได้มาคราวเดียวนะคะ เพราะที่พักมีจำกัด มีพักบ้านมายล์ บ้านคุณปู่ บ้านคุณยาย ทุกอย่างฟรีหมดในปีแรก เนื่องจากมายล์กับคุณแม่ต้องการสร้างเครือข่ายเดอะ ซีเคร็ท การ์เดน ให้มีพลังเหมือนผีเสื้อขยับปีกอยู่ทั่วโลก อาสาสมัครแต่ละคนจะมีชื่อไทยขึ้นต้นด้วยคำว่า “ต้น” และมีรหัสกำกับ เช่น ต้นสัก ต้นลม ต้นฝน เป็นต้น

ช่วงแรกมีอาสาสมัครจากเบลเยียมและออสเตรเลียมาช่วย ทำทุกอย่างตั้งแต่ดายหญ้า ปลูกพืชสวนครัว ปลูกผลไม้ต่างๆ ในรูปแบบของเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า พอทำไปเรื่อยๆ ชุมชนเริ่มสนใจเข้ามาดูงาน ประกอบกับอาสาสมัครทยอยมาตลอด มายล์จึงเปิดสอนเด็กๆ ในชุมชนด้วยการจัดค่ายภาษาอังกฤษขึ้น ชาวบ้านก็ส่งลูกหลานมาเรียนภาษากับเรา”

มีครูจุ้ยและโจน จันไดเป็นแรงบันดาลใจ

มายล์ เล่าว่า สิ่งที่ดำเนินการในปีแรกน่าพอใจมาก โดยเฉพาะชุมชนให้ความสนใจหันมาทำเกษตรอินทรีย์ตาม พอปีที่ 2 ได้รับแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายจากครูจุ้ย (ชลดา เวเยื่อ) ผู้เชี่ยวชาญในการสร้างบ้านดินและผู้ก่อตั้งเพจบ้านดินคำปู้จู้ ที่ จ.พะเยา และ โจน จันได เจ้าของพันพรรณ สวนเกษตรอินทรีย์ ใน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ โดยมีโอกาสได้เรียนรู้การสร้างบ้านดินและเกษตรอินทรีย์จากบุคคลทั้งสอง ขณะเดียวกันก็ได้มอบโอกาสนี้ให้กับอาสาสมัครจากทั่วโลกด้วย

“ทุกครั้งที่อาสาสมัครมาอยู่ด้วย มายล์จะเปิดวิดีโอภาษาอังกฤษที่พี่โจนพูดเรื่องการใช้ชีวิตให้ฟัง ให้ดูคลิปการสร้างบ้านดินทั้งของครูจุ้ยและพี่โจน ทุกคนจะชื่นชอบในวิถีชีวิตแบบนั้นมากและอยากไปเรียนรู้สัมผัสด้วยตัวเอง มายล์กับทีมงานก็จะพาอาสาสมัครไปทำบ้านดินกับครูจุ้ย ที่พันพรรณก็ไปด้วย

มายล์หวังว่าเวลาที่พวกเขากลับไปบ้านเกิดจะได้ไปทำเดอะ ซีเคร็ท การ์เด้น ในแบบฉบับของเขา อาจไม่จำเป็นต้องบ้านดินแบบเรา แต่ทำอะไรก็ได้ที่เรียบง่าย มีความสุขและได้อยู่กับธรรมชาติ”

ทำสวนมังคุดอารมณ์ดี

ปัจจุบันบ้านในสวนได้ดำเนินเข้าสู่ปีที่ 3 ปีนี้เธอวางโปรเจกต์ใหญ่ 2 เรื่อง โปรเจกต์แรก คือ ทำสวนมังคุดอารมณ์ดี มีการตั้งบริษัทเล็กๆ ขึ้นมาชื่อบริษัท สมายล์ แมงโกสทีน ซึ่งได้เริ่มทำมาแล้ว และได้ผลดีเกินคาด โปรเจกต์ที่ 2 คือ ธรรมชาติบำบัด เนื่องจากเธอเรียนแพทย์แผนไทยมา โดยจะเริ่มในเดือน ก.ค.นี้

“บ้านมายล์มีสวนมังคุด 7 ไร่ จำนวน 220 ต้น สวนที่คุณแม่ให้ดูแล มายล์เอามาทำเป็นสวนมังคุดอารมณ์ดี หรือสมายล์ แมงโกสทีน เปิดเพลงให้มังคุดฟัง ไอเดียมาจากแม่ชอบเปิดวิทยุส่วนพ่อชอบเพลง ไมค์ ภิรมย์พร เปิดทุกวัน จากการสังเกตมังคุดจะออกผลดีและสวย เลยรู้สึกว่าการที่มังคุดได้ฟังเพลงมันได้ผ่อนคลาย และส่งผลต่อการออกดอกออกผล มายล์อยากดูแลเขาเหมือนเจ้าหญิงเจ้าชายในสวน ให้สมกับที่เขาเป็นราชินีผลไม้เมืองร้อน

มายล์ดูแลอย่างดี ใส่ใจเขาทุกขั้นตอน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง เปิดเพลงให้ฟังทุกวัน ทำให้ดอกมันแข็งแรงมาก โดยในการดูแลต้นมังคุดนั้นมายล์ได้จัดกิจกรรมหนึ่งขึ้นมา คัดเลือกต้นมังคุดจาก 220 ต้น มา 26 ต้น เพื่อให้คนไทยได้จับจองเป็นเจ้าของ คนที่เป็นเจ้าของสามารถส่งเพลงที่ชอบมาให้เราเปิดให้มังคุดของตัวเองฟัง ตอนนี้ปิดจองแล้วค่ะ เปิดจอง 7 วัน แต่ปิดจองใน 4 วัน”

มายล์ เล่าว่า เจ้าของต้นมังคุดทั้ง 26 คนนี้ นอกจากส่งเพลงมาให้เราเปิดแล้ว พวกเขาจะคอยสอบถามติดตามผลต้นของตัวเอง เช่น ตอนนี้เริ่มออกดอก เริ่มบานหรือยัง ไปถึงไหน พอออกผลถึงเวลาเก็บเกี่ยวเจ้าของอยากซื้อในราคาเท่าไรเป็นสิทธิของเจ้าของ เธอไม่สนใจเรื่องราคาแต่อยากให้คนกินมังคุดเป็นผู้กำหนดราคาเอง

ที่สำคัญ เงินที่ได้จากการขายมังคุดทั้ง 26 ต้น จะนำไปบริจาคต่อเพื่อซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลที่ ตูน บอดี้สแลม ไปวิ่งการกุศลหาเงินช่วย

อีกโปรเจกต์หนึ่ง คือ การจัดคอร์สธรรมชาติบำบัด จะเปิดรับอาสาสมัครนานาชาติและคนไทยเข้าร่วมกิจกรรม โดยจะจัดในช่วงเดือน ก.ค. อันเป็นช่วงที่ผลไม้สุกพอดี ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ของบ้านในสวนได้ที่เพจ The secret garden และเฟซบุ๊ก Siri Kanjanapan

Boost Your CSF and Brain Lymph Flow

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547069

  • วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 12:50 น.

Boost Your CSF and Brain Lymph Flow

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข(ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ครูได้อ่านเจอในงานวิจัยใหม่ๆ เกี่ยวกับระบบประสาทและระบบสมองพบข้อมูลที่น่าสนใจจึงอยากนำมาแบ่งปันกันว่าการฝึกโยคะเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยทำความสะอาดระบบสมองด้วยการกำจัดของเสียต่างๆ ทั้งยังลดความผิดปกติในสมอง (อ่านดีๆ นะคะแค่ลดไม่ใช่การรักษาสาเหตุการเกิดโรคประกอบด้วยหลายตัวแปรและหลายปัจจัย) เช่น ภาวะเส้นเลือดในสมองแตก โรคพาร์กินสัน โรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ เป็นต้น

ในการทำความเข้าใจว่าสมองทำความสะอาดตัวเองได้อย่างไรจำเป็นต้องเข้าใจเกี่ยวกับ CSF (Cerebrospinal Fluid) ซึ่งก็คือน้ำในโพรงสมองและไขสันหลังเป็นของเหลวที่อยู่ในช่องในเยื่อหุ้มสมองและโพรงน้ำในไขสันหลัง ซีเอสเอฟมีหน้าที่ช่วยกำจัดของเสียจากเนื้อสมองและไขสันหลัง รวมทั้งมีหน้าที่ปกป้องสมองและไขสันหลังจากการกระทบกระเทือนกระแทกช่วยคงรูปร่างของสมองและไขสันหลัง และช่วยให้สารหลายชนิดที่อยู่ในหลอดเลือด หรือในเลือดที่อาจเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อสมองซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อสมองไม่ได้หรือได้น้อย

ในซีเอสเอฟจะมีส่วนประกอบของโพแทสเซียมและโซเดียมทั้งยังเกี่ยวข้องกับสารละลายสื่อนำไฟฟ้าที่ชื่อว่าอิเล็กโทรไลต์ (Electrolytes) คอยควบคุมคลื่นไฟฟ้าของแร่ธาตุที่ละลายอยู่ด้วยกันและมีผลกับระบบประสาทเพราะระบบประสาทเกี่ยวข้องกับการทำงานทุกระบบในร่างกายของเรา

ในงานวิจัยได้สนับสนุนว่าการฝึกปราณายามะและการฝึกโยคะอาสนะในขณะที่หายใจเข้า-ออก ผ่านรูจมูกจะส่งผลให้สมองอยู่ในภาวะสมาธิทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของคลื่นสมองคือ คลื่นอัลฟ่า (Alpha) และเกิดความผ่อนคลายเชื่อมโยงกับระบบพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System) ได้ดีกว่าการหายใจด้วยปาก เพราะในขณะที่การหายใจด้วยปากจะเป็นการต่อสู้ (Fight) มีความกดดันไปเชื่อมโยงกับระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) เพราะการทำกิจกรรมที่มีความกดดัน การต่อสู้ การต้องพยายามจะส่งผลลดการไหลเวียนของซีเอสเอฟ

นอกจากนี้ ยังมีอีกงานวิจัยหนึ่งบอกว่า การเคลื่อนไหวกระดูกสันหลังทั้งการสร้างความยืดหยุ่น การสร้างความแข็งแรงอย่างถูกวิธีควบคู่ไปกับลมหายใจอย่างผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียด ช่วยการเพิ่มการไหลเวียนของซีเอสเอฟเช่นกัน

เมื่อส่งไปถึงสมองจะทำให้เกิดออกซิเจนที่สดใหม่รวมทั้งสารอาหาร สารสื่อประสาทต่างๆ อย่างนิวโรเพปไทด์ (Neuropeptide) ซึ่งก็คือโปรตีนของระบบประสาทเป็นโมเลกุลที่เล็กที่สุดที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลระหว่างเซลล์ในร่างกายเชื่อมโยงไปจนถึงระดับอารมณ์ของเรา

หลายคนที่ฝึกโยคะเสร็จคุณรู้สึกถึงความตัวเบาและอารมณ์ดี สดชื่นมากๆ กันบ้างไหมล่ะลองถามตัวเองดู แต่หากการฝึกของคุณมุ่งไปสู่ความกดดัน ความเครียด การเอาชนะ การแข่งขันแล้วละก็ลองทบทวนตัวเองดู เพราะอาจส่งผลให้ระบบซีเอสเอฟติดขัดแล้วส่งผลต่อไปถึงระบบประสาทได้

พบหมอ เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547066

  • วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 12:33 น.

พบหมอ เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

การเตรียมตัวให้พร้อมจะทำให้การพบแพทย์หรือการไปโรงพยาบาลแต่ละครั้งนั้นสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การตรวจรักษาเป็นไปด้วยดี ดังนั้น ลองทบทวนดูว่าพร้อมหรือยังในการพบแพทย์แต่ละครั้ง

เว็บไซต์มูลนิธิหมอชาวบ้านให้ข้อมูลถึงการเตรียมตัวก่อนไปพบแพทย์ว่า จุดเริ่มต้นที่สำคัญ เริ่มจากการสังเกตสิ่งผิดปกติของตัวเรา ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีใครรู้ตัวเท่าตัวผู้ที่จะเข้ารับการตรวจรักษาเอง ควรจดบันทึกสิ่งผิดปกติ และควรเลือกไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยแบ่งเป็นข้อๆ ดังนี้

1.สังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น เมื่อเริ่มมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายของเรา ควรสังเกต เฝ้าระวัง และติดตามอย่างสนใจ จดจ่อ และต่อเนื่องว่า สิ่งผิดปกตินี้มีอาการและระดับความรุนแรงอย่างไร เคยเป็นอย่างนี้มาหรือยัง รวมถึงระยะเวลาที่มีอาการเจ็บป่วย ความรุนแรง การลุกลาม ตำแหน่งที่เป็นอวัยวะที่รู้สึก และอื่นๆ

2.ไม่มีใครรู้จักสุขภาพร่างกายของคุณได้ดีเท่ากับตัวคุณเอง ไม่ว่าสิ่งผิดปกติจะเป็นด้านจิตใจ ร่างกาย หรือความนึกคิดของคุณ คนที่จะรู้ดีที่สุด ก็คือตัวของคุณเอง คนที่เป็นเจ้าของร่างกายอันนี้ ไม่ว่าจะเกิดสิ่งดี สิ่งร้าย โรคภัยไข้เจ็บอะไรขึ้น ดังนั้น คุณจึงควรสังเกตสิ่งเหล่านี้ให้ครบถ้วน ว่าเป็นอย่างไร เป็นที่ไหน เป็นมากนานเพียงใด

3.จดบันทึกข้อมูลสุขภาพ รายละเอียดของสิ่งผิดปกติเหล่านี้จะมีคุณค่ามากขึ้น และช่วยให้ได้ข้อมูลความเจ็บป่วยที่ครบถ้วน จึงควรจดบันทึกความเจ็บป่วยไข้ว่ามีอาการอย่างไรบ้าง เป็นที่ไหนบ้าง เป็นมานานแค่ไหน จดบันทึกไว้ หรือบางคนอาจจัดทำไว้เป็นสมุดบันทึกสุขภาพก็ยิ่งดี

4.รู้แต่เนิ่นๆ ยังเป็นน้อยรักษาได้ง่าย การสังเกตและไม่นิ่งนอนใจในสิ่งผิดปกติต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ดี เพราะถ้ารู้ตัวแต่เนิ่นๆ ในขณะที่ยังมีอาการน้อย และความรุนแรงของโรคไม่มาก โดยทั่วไปก็จะทำการรักษาให้หายได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่เสียเวลา และไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย

5.เตรียมข้อคำถามที่อยากรู้ นอกจากนี้อาจซักซ้อมเตรียมคำถามที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยที่ต้องการทราบคำตอบจากแพทย์ เช่น โรคที่เป็น ระดับความรุนแรงของโรค เป้าหมายของการรักษา ยาและการใช้ยา เป็นต้น เพราะจะได้ถามแพทย์ในช่วงนาทีทองของคุณ

กลเม็ดเคล็ดลับวิธีเตรียมตัวพบแพทย์ (How to prepare for a doctor visit) ข้อมูลจาก รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า อายุรแพทย์ประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เขียนบอกเล่าจากประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสดูแลรักษาผู้ป่วยมามากกว่า 20 ปี ในเว็บไซต์หาหมอไว้ว่า การพบแพทย์หรือการไปโรงพยาบาลเมื่อมีอาการเจ็บป่วยนั้น เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

การพบแพทย์แต่ละครั้งนั้น ผู้ป่วยและญาติต้องเสียเวลาในการรอคอยจนกว่าจะถึงเวลานัด เมื่อมาถึงโรงพยาบาลก็ต้องรอคอยพบแพทย์ และรอการตรวจสืบค้นเพิ่มเติมต่างๆ อีก ซึ่งถ้าขาดการเตรียมตัวที่ดีก็อาจเกิดปัญหาที่ไม่คาดคิดขึ้นได้ เช่น ไม่ได้รับการตรวจตามที่นัดไว้ หรือได้พบแพทย์แต่ไม่สามารถให้การรักษาได้ดี เพราะขาดข้อมูลที่แพทย์ต้องการ

การเตรียมตัวในการพบแพทย์นั้น คือการเตรียมความพร้อมในทุกด้านก่อนพบแพทย์ซึ่งได้แก่ การเตรียมเอกสาร เช่น ใบนัด ประวัติเก่า ใบส่งตัว เอกสารสิทธิทางการรักษา เช่น สิทธิประกันสังคม บัตรทอง ประกันชีวิต หรือข้าราชการ

การเตรียมการตรวจสืบค้นเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์ การตรวจเลือด การตรวจปัสสาวะ

การเตรียมตนเอง เช่น การจดบันทึกประวัติการเจ็บป่วยในปัจจุบัน ในอดีต ข้อสงสัย สิ่งที่อยากทราบ และเตรียมใจที่จะรับทราบผลการวินิจฉัยของแพทย์

การเตรียมข้อมูลด้านยา เช่น ยาที่กำลังทานอยู่ ที่เคยทานในช่วง 3-6 เดือนที่ผ่านมา การแพ้ยา

และการเตรียมการเดินทางและที่พัก ค่าใช้จ่าย

วันก่อนที่จะมาพบแพทย์ตามนัดนั้น ควรพักผ่อนให้พอ เพราะเช้าวันนั้นอาจต้องตื่นแต่เช้ากว่าปกติ ถ้าเราพักผ่อนไม่พอ ก็อาจทำให้ไม่สบายได้ บางครั้งต้องเจาะตรวจเลือด ซึ่งต้องมีการเตรียมตัว เช่น อดอาหาร-น้ำดื่ม-ยา

ดังนั้น ต้องทราบว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร ปัญหาที่พบบ่อย คือ การอดอาหารก่อนตรวจเลือด ก็ทำให้ไม่ได้ทานยา ซึ่งเป็นการทำให้เกิดปัญหาตามมาหลังจากไม่ได้ทานยา เช่น ความดันโลหิตขึ้นสูง น้ำตาลขึ้นสูง หรือบางครั้งรอคิวนาน อดอาหารนานจนเป็นลม

การอดอาหารนั้นสามารถทานยาด้วยน้ำเปล่า (ปริมาณน้อยที่สุด) ได้ ยกเว้นแพทย์ห้ามกินยาก่อนเจาะเลือด และเมื่อเจาะเลือดเสร็จแล้ว ก็สามารถทานอาหารได้เลยระหว่างรอพบแพทย์

รายละเอียดปลีกย่อยการอดอาหาร-น้ำดื่ม (ซึ่งต้องถามแพทย์ถึงการต้องงดกินยาด้วยหรือเปล่า) เพื่อเตรียมตรวจในหลายกรณี เช่น การตรวจเลือดดู ระดับน้ำตาล ไขมัน หรือการเอกซเรย์กลืนแป้ง หรือการส่องกล้องทางเดินอาหาร ดังนั้น ต้องอ่านเอกสารการเตรียมตรวจให้เข้าใจว่า ต้องอดอาหาร-น้ำ ยา หรือไม่ และนานเท่าไหร่

ชนิดของอาหารที่ทานก่อนการตรวจ เช่น การตรวจสวนลำไส้ การส่องกล้องลำไส้ ต้องทานอาหารอ่อนๆ ก่อนการตรวจอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อลดกากอาหารก่อนการตรวจ เพื่อเป็นการเตรียมลำไส้ให้พร้อมในการตรวจ

การเตรียมความพร้อมในบางกรณี เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองต้องสระผมให้สะอาดก่อนตรวจ ห้ามใส่น้ำมันหรือเจลใส่ผม หรือการตรวจภาพรังสีเต้านมที่ห้ามทาแป้งหรือทาสารระงับเหงื่อ/กลิ่นที่รักแร้ ทั้งนี้ เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้ อาจส่งผลให้การตรวจผิดพลาดได้

ไม่ควรนำของมีค่าหรือเครื่องประดับมาในวันตรวจ เพราะจะต้องถอดออกทั้งหมด จึงไม่สะดวกในการถอดออกและเก็บไว้ อาจเกิดการสูญหายได้

สำหรับการเตรียมตนเอง คือการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว รวมทั้งการเตรียมข้อมูลอาการเจ็บป่วยของตนเอง เช่น มีอาการผิดปกติคืออะไร เป็นมานานเท่าไหร่ ทานยาอะไรอยู่ ทานยาอะไรมาก่อน เคยแพ้ยาหรือไม่ รวมทั้งข้อสงสัยต่างๆ ที่จะถามแพทย์ (จดบันทึกให้เรียบร้อย เพื่อนำมาแจ้งแพทย์ พูดคุย ปรึกษาแพทย์ ให้ได้ครบถ้วน ถูกต้อง รวดเร็ว)

เพราะบางครั้งเมื่อมาพบแพทย์จะลืมถาม หรือรีบจนลืม แม้กระทั่งการเตรียมใจให้พร้อม บางครั้งตื่นเต้นมาก นอนไม่หลับ ทำให้ความดันโลหิตสูง อาจก่อให้เกิดการเจ็บป่วยเพิ่มเติมได้อีก

ไม่ควรเครียด ควรผ่อนคลาย และเตรียมทบทวนคำถาม หรืออาการผิดปกติต่างๆ ที่ต้องการถามแพทย์ ในบางโรงพยาบาลก็จะมีกิจกรรมให้ความรู้ การออกกำลังกาย และวิธีผ่อนคลายไม่ให้เครียด ถ้ามีการนัดหมายเป็นเวลาที่เฉพาะ ก็ไม่ต้องไปนั่งรอนานก็ได้ ควรหากิจกรรมทำ

การสื่อสาร ความรัก ความนับถือ ปภณ จงธนะวณิช+รศ.ดร.จันทิมา เขียวแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547056

  • วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 11:42 น.

การสื่อสาร ความรัก ความนับถือ ปภณ จงธนะวณิช+รศ.ดร.จันทิมา เขียวแก้ว

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

ทุกวันนี้เรียนจบแล้วทำงาน (นาน) แล้ว แต่ถ้าพลังหมดเมื่อไร หลายคนชอบหาเวลากลับไปกราบไหว้อาจารย์สมัยที่เรายังเด็ก

ความรักความผูกพันที่แน่นแฟ้นคือ ความรักความนับถือที่เชื่อไหมว่าจะให้พลังและแรงบันดาลใจที่ดีเสมอ เรื่องเล่าของอาจารย์กับลูกศิษย์ ที่ให้กำลังใจ เพื่อชีวิตที่ไปต่อดั่งใจฝันเรื่องนี้ เชื่อว่าจะสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้อ่านทุกท่าน

อาจารย์-รศ.ดร.จันทิมา เขียวแก้ว หัวหน้าสาขาการสื่อสารเชิงกลยุทธ์และอาจารย์ผู้สอนปริญญาเอก คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วันนี้จะขอ “สอน” นอกห้องเรียน ส่วนลูกศิษย์-ทพ.ปภณ จงธนะวณิช นักศึกษาปริญญาเอกนิเทศศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขานิเทศศาสตร์การตลาด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วันนี้ก็จะขอ “เรียน” นอกห้องเช่นกัน

ลูกศิษย์เล่าถึงอาจารย์

 ทพ.ปภณ หรือคุณหมอท็อป เล่าว่า ก่อนจะเล่าถึงอาจารย์คงต้องคุยให้ฟังถึงการเรียนและการทำงานของเขาก่อน เขาเรียนสายวิทย์-คณิต ทั้งที่ไม่รู้ว่าอยากทำอาชีพอะไร อยากเป็นอะไร สอบเข้าคณะทันตแพทย์ตามพี่สาว จบแล้วก็เปิดคลินิกรักษาฟันชื่อ The ARCK ก็เป็นตอนที่ค้นพบตัวเองว่า รักษาฟันก็ชอบ แต่ก็ชอบอย่างอื่นด้วย

 “ตอนนั้นที่ชอบมากคือเรื่องของการบริหาร ตอนเรียนทันตแพทย์ได้เรียนมาบ้างเกี่ยวกับวิชาด้านการตลาดบางตัว แต่ก็ไม่กี่ตัว เพื่อที่ว่ารู้ว่าเราอยากจะเรียนการตลาดอีกหลายๆ ตัว(ฮา) คุณแม่บอกว่ามีหลักสูตรเปิดใหม่ที่หอการค้า อ้าว! มันเป็นเนื้อหาที่เราอยากเรียนพอดี และยังไม่มีที่ไหนในประเทศไทยด้วย ก็เลยเลือกที่จะมาเรียนที่นี่”

 ทำไมถึงอยากเรียนนิเทศศาสตร์การตลาด ก็เพราะการตลาดมีความเกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์สูง เมื่อเวลาสัมภาษณ์นักศึกษาปริญญาเอกมาถึง ก็เมื่อนั้นที่ได้พบกับอาจารย์จันทิมา จากที่คิดว่าอาจารย์จะเป็นอาจารย์สอนปริญญาเอกระดับขึ้นหิ้ง แต่เมื่อได้พบก็เปลี่ยนความคิดของลูกศิษย์หนุ่มไปอย่างสิ้นเชิง

 “แวบแรกเลยที่เห็น อาจารย์ดูเป็นคุณนายมากเลยครับ เราจะเข้าถึงไหม ปกติอาจารย์ในระดับนี้จะดูลุคเหมือนคุณหญิงคุณนาย ซึ่งเข้าถึงยาก ก็คิดว่าจะต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ แต่พอได้พูดคุยกันสักพัก ก็เหมือนกับการคุยกันเล่น คิดในใจว่า เราโชคดี”

 คุณหมอท็อปเล่าว่า เรียนหนังสือหลายมหาวิทยาลัย นักศึกษากับอาจารย์จะมี “ระยะ” ที่ห่างกันมาก เข้ากันได้ยาก และคุยกันยาก แต่อาจารย์ท่านนี้มีความเข้าใจเด็ก เข้าใจนักศึกษา สามารถเข้าถึงได้ง่าย และคุยได้ทุกเรื่อง เปิดรับทุกเรื่อง ทำให้สามารถแสดงออกซึ่งไอเดียหรือแนวคิดต่างๆ ได้อย่างเต็มที่

 “อาจารย์มีประสบการณ์ด้านการศึกษาเรียนรู้ ท่านเป็นคนที่เปิดรับลูกศิษย์มาก ก็เลยดีใจครับที่ได้มาเจออาจารย์”

 คุณหมอท็อปเล่าต่อไปว่า อยากเปรียบเทียบอาจารย์จันทิมาว่าเสมือนกับที่นอน เนื่องจากในระหว่างการเรียน ต้องเจอคืออุปสรรค ที่ทำให้ท้อหรือถอยไปบ้าง เพราะเช่นนั้นเมื่อได้คุยกับอาจารย์ ก็เหมือนได้ไปนอนชาร์จแบตเตอรี่ ตื่นขึ้นมาก็สู้ใหม่ อาจารย์ได้ช่วยเหลือและแนะนำให้ทุกอย่าง

 “ไม่ใช่ว่ามันจะหายทีเดียว ในส่วนของเราก็ต้องฮึดสู้ด้วยตัวเองด้วย”

 นอกจากนี้ อาจารย์ก็เปรียบประดุจช่างประติมากร ที่มีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความชำนาญการที่จะคิดประดิษฐ์ หรือปั้นแต่งลูกศิษย์ให้ออกมามีรูปแบบหรือผลลัพธ์อย่างที่ต้องการจะสร้างขึ้น ในมุมหนึ่งเราจึงต้องระลึกอยู่เสมอว่า เราเป็นเป็นแบบจำลองที่อาจารย์สร้างขึ้น หรือมีอาจารย์เป็นต้นแบบ”

อาจารย์พูดถึงลูกศิษย์

 รศ.ดร.จันทิมา หัวหน้าสาขาการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ และอาจารย์ผู้สอนปริญญาเอก คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เล่าว่า ลูกศิษย์คนนี้เป็นเสมือนเพชรของหลักสูตร โดยเป็นผู้ใฝ่รู้ เข้าใจประเด็นเร็ว พื้นฐานที่เรียนเก่งมาก่อน จึงทำให้จบด้วยเกรดเฉลี่ยที่สูงมาก เมื่อมอบหมายโจทย์เชิงวิชาการก็เข้าใจประเด็นเร็วมาก

ที่สำคัญคือมีความยินดีที่จะทำ ความคิดของเขายังเป็นประโยชน์ต่อการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ด้วย

“สิ่งสำคัญคือคุณหมอยินดีที่จะทำอะไรก็ได้ที่เป็นความก้าวหน้าทางวิชาการอยู่แล้วก็เลยเลือกเขา” รศ.ดร.จันทิมา เล่า

รศ.ดร.จันทิมา เล่าให้ฟังว่า เมื่อแรกที่มาสมัครเรียนปริญญาเอก คณะนิเทศศาสตร์การตลาด ลูกศิษย์คนเก่งมีคุณสมบัติครบถ้วนหมดแล้ว ขาดแต่อย่างเดียวคือผลงานตีพิมพ์ และแม้จะมีระยะเวลาที่น้อยมากคือ ประมาณ 3 เดือนเท่านั้น จึงคุยกันว่าไหวไหม คุณหมอตอบเลยว่าไหว

“เราก็คุยกันว่าไหวไหม? เพราะคุณหมอมีผลงานที่พอจะตีพิมพ์ได้ อาจารย์ก็ช่วยเหลือเพราะคุณหมอยินดีที่จะสู้มาก”

ความเป็นนักวิทยาศาสตร์ของคุณหมอท็อป ทำให้เข้าใจในประเด็นเร็ว ในที่สุดก็เขียนบทความได้ 2 เรื่อง ตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ 1 เรื่อง และตีพิมพ์ในวารสารของไทยอีก 1 เรื่อง นั้นคือความสามารถของลูกศิษย์ที่จะต่อสู้ และสนใจอยากเรียนรู้ และเราในฐานะอาจารย์ ก็พร้อมที่จะสนับสนุน ส่งเรื่องเข้าประกวดซึ่งก็ได้รางวัลมา

รางวัลในที่นี้ หมายถึง ทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ทุนก่อตั้งในปี 2539 ผู้ได้รับทุนหมายถึงได้รับโอกาสในการเรียนต่างประเทศ วัตถุประสงค์ของทุนต้องการที่จะสร้างนักวิจัยที่มีความรู้ความสามารถในระดับอินเตอร์เนชั่นแนล เพราะฉะนั้นหลักสูตรก็จะต้องมีความร่วมมือกับต่างประเทศ

“เป็นทุนที่ให้ระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษากับนักศึกษาปริญญาเอก เพื่อผลิตนักศึกษาปริญญาเอกที่มีความสามารถในด้านต่างๆ โครงการจะคัดเลือกในกลุ่มมนุษยศาสตร์ ซึ่งหอการค้าไทยเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งเดียวที่ได้รับทุนคู่กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” รศ.ดร.จันทิมา เล่า

หลังจากนี้ประมาณ 3 เดือน คุณหมอท็อปจะเดินทางไปศึกษาที่ประเทศเกาหลีใต้เป็นเวลา 3 เดือน จากนั้นก็จะเดินทางต่อไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในประเทศเครือข่ายอีก 2-3 ประเทศ โดยอาจารย์จันทิมาจะเดินทางไปเยี่ยมดูลูกศิษย์เป็นครั้งคราว เป็นไปตามหลักมาตรฐานของหลักสูตร หรือทุนการศึกษาในระดับสากล

“ก็เชื่อว่าลูกศิษย์จะทำได้แน่ เพราะศักยภาพเต็มเปี่ยม ในฐานะอาจารย์ย่อมดีใจเป็นธรรมดา นี่คือพลังที่ส่งคืนกลับมายังอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาด้วย” รศ.ดร.จันทิมา เล่า

ตบท้ายด้วยคุณหมอท็อปที่ว่า ในครั้งแรกไม่ได้คาดหวังเลยกับทุนนี้เลย เกินความคาดหวังก็ดีใจมาก แต่อีกมุมหนึ่งก็ต้องทำงานหนักมาก ใจหนึ่งก็ดีใจ อีกใจหนึ่งก็แอบกังวล อย่างไรก็ตามเมื่อคิดว่าดุษฎีนิพนธ์ที่กำลังทำอยู่ จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ก็มีกำลังใจขึ้น

“โอกาสดีๆ และสิ่งที่เกินคาดทั้งหมดนี้ จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าไม่มีอาจารย์ ขอบคุณครับอาจารย์”

จิตวุฒิ ศศิบุตร ฟิตแอนด์เฟิร์ม พร้อมทั้ง ‘กาย-ใจ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547054

  • วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 11:30 น.

จิตวุฒิ ศศิบุตร ฟิตแอนด์เฟิร์ม พร้อมทั้ง ‘กาย-ใจ’

โดย ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

การเป็นบริษัทนายหน้าหรือโบรกเกอร์ขายประกันภัยในยุคปัจจุบัน ถือได้ว่าเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่มีการแข่งขันสูงมาก และยิ่งในยุคดิจิทัลที่โหมเข้ามาทำให้ทุกธุรกิจก็ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด  เพื่อให้สามารถแข่งขันในธุรกิจต่อไปได้

แน่นอน การเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรก็หนีไม่พ้นต้องแบกรับความรับผิดชอบและมีหน้าที่ต้องพาองค์กรให้ฝ่าคลื่นพายุนี้ไปให้ได้

จิตวุฒิ ศศิบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ กล่าวว่า เมื่อถึงเวลาทำงาน ผมจะต้องทำอย่างเต็มที่ ทำเต็มประสิทธิภาพ แต่ผมก็ต้องรู้จักแบ่งเวลาด้วย และที่สำคัญไม่ว่าจะทำงานหนักหนาแค่ไหน ก็ต้องเว้นวันอาทิตย์ไว้หนึ่งวัน ให้เป็นวันสำคัญของครอบครัว

“หากไม่จำเป็นจริงๆ ผมจะหลีกเลี่ยงที่จะรับนัดใครในวันอาทิตย์ เพื่อให้เวลากับลูก กับครอบครัวได้อย่างเต็มที่ และยังเป็นการให้ชีวิตได้หยุดพักบ้าง ทำอะไรช้าๆ ลงบ้าง แล้วเมื่อถึงวันทำงานก็ค่อยมาสู้กันใหม่ เป็นการจัดเวลาให้สมดุลและสายสัมพันธ์ของครอบครัวก็ยังอยู่เหมือนเดิม” จิตวุฒิ กล่าว

จิตวุฒิยังมีเคล็ดลับในการทำงานอีกว่า หลักการทำงานของผม คือจะยึดตามหลักพุทธศาสนา ธรรมะทำให้มีสติ มีสมาธิ เวลาเจออุปสรรคอะไร ก็ต้องมีสมาธิก่อน เดินสายกลางเข้าไว้

“ถ้ามีรายได้เยอะ มีเงินเยอะ ก็เดินสายกลาง ให้รู้จักความพอดี จะได้ไม่ฟุ่มเฟือย หรือถ้ารายได้ตกขึ้นมา ก็ไม่เศร้า ต้องสู้กันใหม่ ต้องอยู่สายกลางเข้าไว้ จะได้ไม่คิดมาก ผมยึดหลักการนี้มาโดยตลอด”

ที่สำคัญ จิตวุฒิชี้ว่าต้องไม่อิจฉาริษยาใคร ต้องมีเมตตาในการทำงาน เพราะเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วว่า การทำงานร่วมกับคนอื่น ร่วมกับคนหมู่มาก ก็ต้องมีกระทบกระทั่งกันบ้าง ซึ่งก็ต้องเข้าใจผู้อื่นด้วย

“ถ้าใครมาด่าว่าหรือตำหนิเรา ก็ต้องพร้อมรับฟัง และสิ่งไหนที่ไม่ดีก็นำไปปรับปรุงให้ดีขึ้น เหตุทะเลาะเบาะแว้งกันในที่ทำงานก็ย่อมลดลง นอกจากเรื่องการบริหารจิตใจในการทำงาน เรื่องสุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดูแลควบคู่ไปด้วย ผมจะวิดพื้นช่วงเช้า วันละ 100 ครั้ง และพยายามออกกำลังกายให้สม่ำเสมออาทิตย์ละ 3-4 วัน”

ส่วนเรื่องอาหารการกิน จิตวุฒิบอกว่าถ้าเป็นอาหารเช้าก็เน้นไข่กับกล้วยเป็นหลักช่วงกลางวันก็กินปกติ ขณะที่ช่วงเย็นก็งดกินแป้งจะได้คุมน้ำหนักไปด้วย

“เมื่อก่อนหุ่นจะล่ำกว่านี้ เพราะเล่นเวทด้วย เอาใหญ่ แต่ปัจจุบัน ก็หุ่นก็เล็กลงมา ไม่เน้นหุ่นใหญ่แล้ว เมื่อรวมกับส่วนสูง 178 เซนติเมตร ก็ถือว่าร่างกายสมส่วนอยู่”

อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2545 หรือเมื่อ 16 ปีที่แล้ว ด้วยวัย 29 ปีในขณะนั้น จิตวุฒิถือว่าได้เป็นหนุ่มเนื้อหอมอีกคนหนึ่งของวงการแฟชั่นไทยเลยทีเดียว

เมื่อปีนั้น จิตวุฒิได้เข้าประกวดและได้รับตำแหน่งเป็นถึงสุดยอดหนุ่มโสดในฝันของนิตยสารคลีโอมาครองได้สำเร็จ และคงเป็นผลต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันที่ยังคงทำให้จิตวุฒิยังคงดูแลร่างกายดีมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เขายังเป็นคนชอบเล่นดนตรีอีกด้วย เล่นได้ทั้งเบส ทั้งแซ็กโซโฟน โดยร่วมกับเพื่อนๆ ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ก่อตั้ง “วงสนิม” ขึ้นมาเล่นด้วยกัน

“ทำงานเครียดๆ เวลากลับบ้าน ก็เล่นเปียโนบ้าง เล่นยิมบ้าง จะได้ไม่ต้องคิดเรื่องงานซึ่งก็ช่วยคลายเครียดดี เมื่อเล่นดนตรีก็ต้องคิดถึงตัวโน้ต เวลายกน้ำหนักหรือวิ่งก็ต้องมีสมาธิอยู่กับมัน ก็ผ่อนคลายได้ดี” จิตวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

‘สร้างความทรงจำมีค่าของแม่และลูก’ วสุ แสงสิงแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547052

  • วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 11:10 น.

‘สร้างความทรงจำมีค่าของแม่และลูก’ วสุ แสงสิงแก้ว

โดย ฤดูกาล ภาพ : วสุ แสงสิงแก้ว

เรื่องราวแสนน่ารักและอบอุ่นของ “จิ๊บ” วสุ แสงสิงแก้ว และคุณแม่วัย 80 ปี ช่างเป็นความสัมพันธ์ที่กระตุกความรู้สึกและความคิดของลูกๆ ถึงช่วงเวลาที่มีอยู่ระหว่างกัน

จิ๊บเล่าว่า ในชีวิตของเขานั้น เดินทางไกลตั้งแต่เด็กทั้งไปเรียนหนังสือ ไปแข่งกีฬาเทนนิส ทำให้เขาคุ้นชินกับการเดินทางแต่เล็กจนโต

กระทั่งได้ทำงานกับกระทรวงการต่างประเทศทำให้เขาต้องเดินทางอยู่เสมอ เรียกได้ว่า การเดินทางกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

“ตอนเด็กๆ คุณยายจะชอบพาเที่ยวแนวธรรมชาติ ไปน้ำตก ไปภูเขา เพราะฉะนั้นตอนโตขึ้นมาทำให้เป็นคนชอบแคมปิ้งจนถึงตอนนี้ก็ยังมีแก๊งเดินป่าทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศอยู่ แต่อาจไม่สมบุกสมบันเหมือนแต่ก่อน เพราะด้วยอายุที่มากขึ้นทำให้ต้องรักษาสุขภาพกว่าเดิม” จิ๊บในวัย 50 ปีกล่าว

หลังจากเสียคุณพ่อไปเมื่อหลายปีก่อน ในฐานะลูกชายคนเดียวของบ้านทำให้เขาต้องตั้งเข็มทิศชีวิตใหม่ เนื่องจากไม่สามารถเดินทางไกลและไปอยู่ต่างแดนนานๆ ได้เหมือนเดิม

เขาจึงตัดสินใจออกจากกระทรวงการต่างประเทศ และเริ่มหน้าที่ใหม่กับตำแหน่ง คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา เพื่ออยู่ใกล้ชิดมารดา ดูแลกิจการครอบครัว และทำงานในวงการบันเทิงที่คุ้นเคย

“ถ้ามีโอกาสจะชวนคุณแม่ไปเที่ยวไม่ว่าจะในเมืองไทยหรือต่างประเทศ ซึ่งหากเป็นในไทยเราจะชอบไปเขาใหญ่ จันทบุรี พัทยา เชียงใหม่ ซึ่งเป็นจังหวัดที่เรามีบ้านพักอยู่แล้ว ทำให้ไม่ต้องเตรียมตัวและวางแผนมาก รวมถึงคุณแม่เป็นคนชอบรับประทาน ทำให้เราสนุกกับการหาร้านอาหารหรือหาเมนูใหม่ๆ ไปทำรับประทานกันเองด้วย” จิ๊บกล่าวต่อ

“หรือถ้าหากเดินทางไกลกว่านั้นก็ต้องวางแผนล่วงหน้าและตามใจคุณแม่ว่าอยากไปไหน เช่น ไปดูเทศกาลดอกไม้ที่ญี่ปุ่น กลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่าของคุณแม่ที่โคโลราโด สหรัฐอเมริกา ซึ่งแม้ว่าคุณแม่จะเช็กร่างกายเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ก่อนออกเดินทางไกลแต่ละครั้งก็ต้องพาท่านไปเช็กอัพให้ละเอียดอีกครั้งเพื่อความสบายใจ โดยเฉพาะกับผู้ใหญ่ที่มีโรคประจำตัว การได้รับการรับรองจากแพทย์ก็ยิ่งทำให้มั่นใจและสบายใจขึ้น”

หลักชีวิตข้อหนึ่งที่เขายึดถืออยู่เสมอคือ “ชีวิตเรานั้นสั้น” ดังนั้นจะทำอะไรอย่าผัดวันประกันพรุ่ง และอย่าให้มีวันที่มองย้อนหลังกลับมาแล้วนึกเสียใจ

“เราจะใช้ชีวิตยังไงให้มีคำว่าเสียใจและเสียดายน้อยที่สุด สำหรับผม ทุกครั้งที่มีโอกาสจะพาคุณแม่ไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมที่ท่านอยากทำด้วยกัน ไม่รอหรือเลื่อนออกไปเพราะไม่มีใครรู้ว่าเวลานั้นจะมาถึงไหม เข็มนาฬิกาชีวิตของผู้สูงวัยเขาเดินไม่เหมือนผู้ที่กำลังทำงาน สำหรับคนทำงานอาจรู้สึกว่าเวลามันผ่านไปเร็วเหลือเกิน แต่สำหรับพวกท่านทุกวันมีค่าและมีความหมาย ดังนั้นอย่าเขินอายที่จะแสดงความรักกับท่าน ถ้าคิดแล้วต้องทำทันที”

นอกจากการทำงาน เขาได้ให้เวลาทั้งหมดกับคุณแม่สุดที่รัก เพื่อทดแทนช่วงเวลาในอดีตครั้งที่ต้องไปทำงานต่างบ้านต่างเมือง และเพื่อทำทุกวันที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า สร้างความทรงจำที่มีค่าให้เกิดขึ้นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

Chill Journey : เที่ยวอย่างชิว แบ็กแพ็กเกอร์สายชิลฝันเดินทางรอบโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547049

  • วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 10:53 น.

Chill Journey : เที่ยวอย่างชิว แบ็กแพ็กเกอร์สายชิลฝันเดินทางรอบโลก

โดย รอนแรม  ภาพ : เที่ยวอย่างชิว

จากชายที่ได้รับแรงบันดาลใจ วันนี้เขากลายเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครอีกหลายคนผ่านเพจเฟซบุ๊ก Chill Journey :: เที่ยวอย่างชิว โดย “ชิว” ณัฐพล อดุลย์ผดุงศักดิ์ นักเดินทางอาชีพที่มีแฟนเพจติดตามกว่า 2.6 แสนคน เขาเล่าว่า

“แต่ก่อนเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีความฝันอยากเดินทางรอบโลก ซึ่งตั้งแต่วัยรุ่นผมดูรายการท่องเที่ยวแล้วอยากออกเดินทางตาม โดยรายการที่เป็นแรงบันดาลใจคือ หนังพาไป ที่มีพิธีกรสองคนเป็นแบ็กแพ็กเกอร์ และเป็นรูปแบบรายการที่ผมไม่เคยดูมาก่อน เพราะทุกอย่างคือความจริง อารมณ์จริง และเป็นชีวิตจริงของสองนักเดินทาง

มันทำให้ผมรู้ว่าการไปเที่ยวแบบแบ็กแพ็กเกอร์ไม่ใช่เรื่องยาก และไม่ต้องใช้เงินเยอะก็ได้ ซึ่งตรงกับชีวิตในวัยเริ่มทำงานที่ยังไม่มีเงินเก็บมากเท่าไร แต่ก็สามารถไปเที่ยวต่างประเทศได้เหมือนกัน”

 ชิวกล่าวต่อว่า เมื่อเดินทางบ่อยขึ้นทำให้เขาอยากเขียนบันทึกการเดินทาง จึงเริ่มต้นด้วยการเขียนบล็อกให้ตัวเองอ่าน เพื่อบันทึกรายละเอียดต่างๆ ไว้กันลืม จากนั้น 1 ปีผ่านไปบันทึกการเดินทางก็มากขึ้น เขาจึงตัดสินใจเปิดเพจเฟซบุ๊กเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นให้ผู้อื่นได้อ่านบ้าง

 “คอนเซ็ปต์ของเพจเที่ยวอย่างชิว จะพูดถึงการไปเที่ยวที่สบายๆ เพราะส่วนตัวชิวเองนอกจากชอบเที่ยว ยังชอบถ่ายรูป ชอบกิน โดยที่ไม่ต้องมีแบบแผนอะไรมากมาย และถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาของเราเอง”

 เมื่อเดินทางมากขึ้น และเริ่มมีงานจากการทำเพจเข้ามา ทำให้วันหยุดวันลาของพนักงานประจำขาดแคลน ชิวจึงตัดสินใจลาออกเพื่อมาเป็นนักเดินทางและบล็อกเกอร์เต็มตัว จนถึงวันนี้ก็เป็นระยะเวลาราว 1 ปีแล้วที่เขาเดินทางเป็นอาชีพ

 “เนื้อหาในเพจจะเป็นเรื่องต่างประเทศประมาณ 70% เรื่องในประเทศไทยอีก 30% ซึ่งหากใครติดตามเพจเที่ยวอย่างชิวมาตั้งแต่ต้น ก็จะเห็นความเติบโตของชิวไปด้วย อย่างสมัยตอนเรียนมหาวิทยาลัยจะนั่งรถตู้รถทัวร์ไปเที่ยวและเลือกนอนโฮสเทล

 จากนั้นพอเริ่มทำงานก็เปลี่ยนเป็นขับรถไปเที่ยวเอง และพักในโรงแรมที่สะดวกสบายกว่า แต่ไม่ว่าจะตอนไหน ชิวก็ยังเป็นแบ็กแพ็กเกอร์อยู่ เพราะเป็นสไตล์ที่เราชอบ”

  การท่องเที่ยวของเขาแบ่งเป็น 2 แบบ คือชมเมือง เช่น ปารีส มิลาน ที่มีความเป็นเมืองสูงและชมธรรมชาติ เช่น ไอซ์แลนด์ โครเอเชีย ที่มองไปทางไหนก็แทบไม่เห็นตึกรามบ้านช่อง

 ปัจจุบันชิวอายุ 29 ปี เดินทางมาแล้ว 51 ประเทศในเอเชีย ยุโรป และออสเตรเลีย ส่วนฝั่งทวีปแอฟริกาและอเมริกายังอยู่ในลิสต์ที่ต้องไปให้ครบรอบโลก

 “สำหรับชิวการเดินทางมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว ยังนึกไม่ออกเลยว่า ถ้าวันหนึ่งไม่ได้เที่ยว ไม่ได้เดินทาง ชีวิตจะเป็นยังไง” เขากล่าวทิ้งท้าย

 “การเดินทางทำให้เราโตขึ้น เพราะเวลาไปเที่ยวเราต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ยิ่งเดินทางยาวยิ่งได้ใช้ชีวิตมากขึ้น รวมทั้งการเดินทางยังสอนเรื่องการตัดสินใจ เพราะปัญหาเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาขณะเดินทาง สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับแผนที่เราวางไว้มันไม่สมบูรณ์ทุกครั้งไป

 ดังนั้น สถานการณ์ทำให้เราต้องตัดสินใจและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอยู่เสมอ ที่สำคัญที่สุด การเดินทางทำให้เราไม่กลัวปัญหา เพราะเราเจอปัญหาเยอะ จนไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว เพราะสุดท้ายมันก็มีทางออก แค่ต้องมีสติ ไม่ตื่นตูม และค่อยๆ แก้ไขไป ซึ่งยิ่งเดินทางมากเท่าไร ประสบการณ์ที่ผ่านมาจะเป็นคนสอนเราเอง”

ติดตามการเดินทางบทใหม่ของชิวได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Chill Journey :: เที่ยวอย่างชิว เว็บไซต์ www.chilljourney.com และอินสตาแกรม chilljourneyth ได้ยินมาว่าเขากำลังเขียนเรื่องจอร์แดนและประสบการณ์ตะลุยตะวันออกกลางครั้งแรก ห้ามพลาด!

‘รวมเพื่อน ทำดีเพื่อสังคม’ ขอแค่ได้รอยยิ้มกลับมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547045

  • วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 10:06 น.

‘รวมเพื่อน ทำดีเพื่อสังคม’ ขอแค่ได้รอยยิ้มกลับมา

โดย วรธาร ทัดแก้ว

การทำความดีที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมสวยงามเสมอ ยิ่งการทำดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนยิ่งงดงาม ควรแก่การยกย่องและย่อมอยู่ในใจผู้คนตลอดไป

หนุ่มวัยสี่สิบพลัสคนหนึ่งกับผองเพื่อนที่ตั้งใจทำความดีเพื่อประโยชน์แก่สังคมอย่างจริงจังมาเป็นเวลา 6 ปีแล้ว โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ จากสังคม

เขาคนนั้นคือ “หมู” สำเริง เจริญรุ่งเรือง ผู้ก่อตั้งเพจ “รวมเพื่อน ทำดีเพื่อสังคม” เจ้าของร้านขายอะไหล่มอเตอร์ไซค์เล็กๆ ในซอยนวมินทร์ 163 และยังเป็นอาสากู้ภัยช่วยเหลือสังคมอีกด้วย

ความดีที่สำเริงทำ มินับการเป็นอาสากู้ภัยที่ทำมานาน ก็คือได้ร่วมกับเพื่อนๆ 30 กว่าชีวิต ซึ่งมาจากหลากหลายอาชีพ อาทิ ดารา นักร้อง กู้ภัย วินมอเตอร์ไซค์ พนักงานบริษัท ผู้รับเหมา เจ้าของกิจการ เป็นต้น นำอุปกรณ์การเรียนและทุนการศึกษาไปมอบให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนต่างๆ ในหลายจังหวัด

“ไปมา 30 กว่าโรงเรียนแล้วครับ ในหลายจังหวัด เช่น ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา สระบุรี อุทัยธานี ปราจีนบุรี กาญจนบุรี ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา เพิ่งไปโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ลพบุรี มีการเลี้ยงขนม อาหารเด็กๆ เหมือนที่อื่นๆ ที่เคยทำมา พร้อมทั้งมีการแจกของให้ผู้ปกครองเด็กๆ ด้วย”

จุดเริ่มต้นของการรวมเพื่อน ทำดีเพื่อสังคม สำเริงเล่าที่มาให้ฟังว่า ไอเดียเกิดขึ้นในวงเหล้าเมื่อ 6 ปีแล้วที่เขากับเพื่อน 4-5 คน คุยกันว่าการตั้งวงกินดื่มไม่เกิดประโยชน์แก่ตัวเองและสังคม ถ้าเอาเวลาสังสรรค์ไปสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้สังคมน่าจะดีกว่านี้

เพื่อนทุกคนเห็นตรงกันและได้เริ่มต้นกิจกรรมในปีนั้น แต่กิจกรรมที่ทำครั้งแรกและช่วงแรกๆ ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากบุคคลทั่วไป ต้องหาทุนในกลุ่มเพื่อนๆ และคนรู้จัก

“ผมในฐานะหัวหน้าทีมได้เปิดขอรับบริจาคทั่วไป แต่ไปขอรับบริจาคที่ไหนก็ไม่ค่อยมีคนอยากทำด้วย ผมว่าผู้คนยังไม่เชื่อมั่นในตัวพวกผม บางคนเห็นหน้าตาพวกเราแต่ละคนก็ไม่อยากทำบุญแล้ว (หัวเราะ) อย่างผมชอบนุ่งกางเกงขาสั้น ใส่เสื้อกล้ามคนก็มองเห็นลายสัก บางทีผมแต่งตัวแบบนี้จริง แต่ผมก็ดูกาลเทศะนะ

การทำกิจกรรมในช่วงแรกๆ จึงขอรับบริจาคจากเพื่อนๆ ที่รู้จักในกลุ่มอาสากู้ภัยบ้าง วินมอเตอร์ไซค์บ้าง ที่สำคัญจากพี่น้องประชาชนที่อยู่ในซอยเดียวกัน ซึ่งเขารู้ดีว่าผมเป็นคนแบบไหน พอทำครั้งแรกก็มีครั้งที่ 2 ที่ 3 ก็ทำมาเรื่อยๆ และเราทำทุก 3 เดือน คนก็เริ่มเห็นว่าเราทำจริง ต่อมาในปี 2559 ช่วงในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระประชวรจึงได้ก่อตั้งเพจรวมเพื่อน ทำดีเพื่อสังคมอย่างเป็นทางการ

มีสมาชิกกลุ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 4-5 คน ปัจจุบันมี 30 กว่าคน มีนักร้องดาราเข้ามาร่วมด้วย หลักๆ เลยมี อาท รณชัย นักร้องลูกทุ่งเจ้าของอัลบั้มตามหาหัวใจ และยังเป็นอาสากู้ภัยด้วยทำให้ได้รู้จักกัน นอกจากมาร่วมกิจกรรมแล้วอาทยังช่วยประชาสัมพันธ์ให้ด้วย วรรณษา ทองวิเศษ เป็นอีกคนที่ทั้งบริจาคและร่วมกิจกรรมเกือบทุกครั้ง นอกจากนี้ ยังมีดาราคนอื่นถ้ามีเวลาก็จะมาช่วย เช่น พี่บุ๋ม ปนัดดา (วงศ์ผู้ดี) แคนดี้ รากแก่น”การทำกิจกรรมทำดีเพื่อสังคมนี้ผู้ทำต้องเสียสละหลายอย่าง เช่น เสียสละความสุขส่วนตัว เวลาเงินของตัวเอง และต้องมีความอดทน มีความมุ่งมั่น กล้าหาญจึงจะทำได้

“เรื่องแบบนี้เราไม่สามารถบังคับใครได้อยู่แล้ว และไม่สามารถห้ามความคิดคนอื่นที่เขามีสิทธิจะมองเรา มองสิ่งที่เราทำอย่างไรก็ได้ เช่น บางคนเห็นหน้าตาพวกผมก็ไม่อยากทำบุญด้วยก็มีนะ ก็ห้ามเขาไม่ได้ เป็นสิทธิของเขา แม้กระทั่งโรงเรียนเองบางแห่งก็ไม่มั่นใจในพวกผม

ครั้งหนึ่งผมไปเซอร์เวย์โรงเรียนแห่งหนึ่ง ทางโรงเรียนได้ตอบรับกิจกรรมพวกผมแล้ว แต่พออีก 3 วัน ถึงวันงานโทรมาแจ้งยกเลิกบอกไม่สะดวก ซึ่งผมมาทราบทีหลังเหมือนว่าทางโน้นไม่มั่นใจหรือมีทัศนคติเชิงลบกับพวกผม ได้ยินอย่างนี้ก็รู้สึกท้อนะ แต่พวกผมไม่ถอยและไม่คิดว่าหน้าตาจะเป็นอุปสรรคในการทำความดี ผมว่าอยู่ที่ใจมากกว่า อีกอย่างสิ่งที่พวกผมทำก็ไม่ได้เอาหน้าตาทำ แต่เอาใจทำ ส่วนใครจะมองอย่างไรเป็นสิทธิของเขา เราไม่ก้าวล่วงแต่อยากให้รู้ว่าพวกเราทำด้วยใจครับ”

สำเริง เล่าต่อว่า ทุกครั้งที่ไปแจกอุปกรณ์การเรียน ทุนการศึกษา เลี้ยงอาหารเด็กๆ เขาและเพื่อนๆ ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนจากโรงเรียนและชาวบ้าน แค่หวังว่าไปแล้วได้เห็นรอยยิ้มของน้องๆ ได้ทำกิจกรรมร่วมกันก็มีความสุขแล้ว เวลากลับมาทำงานก็ทำให้มีกำลังใจและภูมิใจที่ได้ทำสิ่งมีคุณค่าต่อสังคม

“ผมกับเพื่อนๆ จะทำกิจกรรมนี้ต่อไปเรื่อยๆ เท่าที่จะทำได้ แต่ตั้งเป้าให้ได้ 100 โรงเรียน ตอนนี้ทำไป 30 กว่าโรงเรียนแล้ว จึงอยากเชิญชวนผู้ที่มีจิตใจดีมีใจเพื่อสังคมมาร่วมกันมากๆ ครับ เรายินดีเสมอ ส่วนกิจกรรมจะเริ่มอีกเมื่อไรนั้น สามารถติดตามข่าวสารของพวกเราได้ที่เพจรวมเพื่อน ทำดีเพื่อสังคมครับ”

ขอเป็นกำลังใจให้สำเริงและผองเพื่อน กลุ่ม “รวมเพื่อน ทำดีเพื่อสังคม” เดินหน้าทำดีต่อไป อย่าได้หมดกำลังใจหากจะมีใครที่ยังไม่เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ แต่บอกได้เลยว่าอย่างน้อยเด็กนักเรียน 30 กว่าโรงเรียนที่คุณไปช่วยมาก็ทำให้คุณยิ้มได้เสมอ ถ้าท้อขึ้นมาเมื่อไรก็นึกถึงรอยยิ้มของเด็กๆ เข้าไว้…สำเริง สู้ๆ

สมพงษ์ โพธิ์ศรี เกษียณอย่างมีสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547043

  • วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 09:51 น.

สมพงษ์ โพธิ์ศรี เกษียณอย่างมีสุข

โดย เจียรนัย อุตะมะ

นาวาโทสมพงษ์ โพธิ์ศรี ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริษัท ชาชักชาวเรือ แบรนด์ชาชักและโรตีที่มีแฟรนไชส์กว่า 100 สาขาทั่วประเทศ ในวัย 50 ปีวันนี้ เขาแทบจะไม่ต้องทำอะไรแล้ว ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างเรียบง่าย พรั่งพร้อมด้วยทรัพย์สินและเงินหมุนเวียนเข้ามาปรนเปรอชีวิต หลังจากเกษียณอายุการทำงานราชการตั้งแต่วัย 42 ปี

ทั้งนี้ เป็นผลจากการทำงานอย่างหนักตั้งแต่วัยหนุ่มเพื่อสร้างสมทรัพย์สิน พร้อมกับการวางแผนการเงินและวางแผนชีวิตมาอย่างดี

ในวันนี้เขายกหุ้นเกือบทั้งหมดในบริษัทชาชักชาวเรือให้ลูกสาวหรือหลานสาว ซึ่งเป็นลูกของพี่สาวที่เขาเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังเล็กเสมือนลูก และเรียกเขาว่าพ่อ พร้อมให้สืบทอดกิจการแทน ทั้งด้านการบริหารและจัดการแฟรนไชส์ร่วมกับหุ้นส่วน ในขณะที่เขานั้นถอยฉากออกมาแค่เป็นพี่เลี้ยงประคองอยู่ห่างๆ

นาวาโทสมพงษ์ยามนี้ นอกจากคอยไปตรวจเยี่ยมแฟรนไชส์ต่างๆ ประปรายแล้ว ชีวิตส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในคอนโดมิเนียมย่านปิ่นเกล้า แหล่งที่อยู่อาศัยที่พรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกย่านตะวันตกของกรุงเทพฯ และใช้ชีวิตท่องเที่ยวต่างประเทศอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

ครั้งล่าสุดเขาและลูกสาว 2 คนไปเที่ยวญี่ปุ่น วางแผนเที่ยวกันเอง ซื้อตั๋วเครื่องบินไป 7 วัน นั่งสายการบินแอร์เอเชีย ใช้เงินเพียงคนละ 3.5 หมื่นบาท โดยไม่ต้องจ้างคนนำทัวร์ อาหารการกินอุดมสมบูรณ์

“ผมไม่ชอบอยู่บ้าน มีบ้านอยู่พุทธมณฑล ชวนลูกๆ มาอยู่คอนโดมิเนียม แต่ซื้ออยู่คนละชั้น สะดวกสบาย ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเพื่อนบ้านมากนัก ไปดูแฟรนไชส์หรือธุระปะปังที่ไหนให้ลูกมารับไปด้วยกัน”

แม้ปัจจุบัน นาวาโทสมพงษ์ จะสร้างตัวจนมีฐานะดีมาก แต่เขายังใช้ชีวิตอย่างพอเพียง มีบำนาญทหารเรือเดือนละ 3 หมื่นบาท มีเงินสะสมไว้บ้าง และบริหารเงินด้วยการลงทุนหุ้นโดยให้ลูกสาวเป็นคนจัดการ ซื้อทองคำบ้าง โดยล้วนแล้วแต่ลงทุนระยะยาว

“ตอนนี้ลูกสาว 3 คน เรียนจบหมดแล้ว วัยไล่เลี่ยกัน 26 ปี 24 ปี และ 22 ปี โดยคนเล็กอีก 3 เดือนจะจบ คนโตทำงานโรงพยาบาล คนกลางเพิ่งออกจากโรงแรมดุสิตธานี มาช่วยบริหารบริษัท ชาชักชาวเรือ ซึ่งมีผู้บริหารช่วยดูแลอยู่แล้ว และเรามีแฟรนไชส์ของเราเองที่สาขาสายใต้ใหม่ กำไรก็เดือนละเกือบแสนบาท ยกให้ลูกสาวหมด”

ชีวิตของเขาแทบจะไม่มีห่วงอะไรแล้ว

เรื่องอาหารการกินแต่ละวัน นาวาโทสมพงษ์ ชอบใช้ชีวิตสามัญ รับประทานข้าวแกงร้านค้าในคอนโดมิเนียม โดยลงไปซื้อขึ้นมารับประทานบนห้อง และไม่ค่อยออกจากห้องไปไหนมากนัก หากเพื่อนๆ อยากพบเจอต้องเดินทางมาหา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพื่อนจากโรงพยาบาลธนบุรี ที่เขาเคยทำงานแรกๆ ตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม โดยทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย

น้อยคนนักที่จะออกแบบชีวิตได้เฉกเช่น นาวาโทสมพงษ์ เพราะต้องทนทำงานหนักและสร้างฝันให้บรรลุตั้งแต่วัยหนุ่ม เพื่อชีวิตบั้นปลายที่สมบูรณ์พูนสุขได้จนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน เป็นแบบอย่างของผู้ประกอบการที่ประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงานและชีวิต