อมร วาณิชวิวัฒน์ ‘รถคลาสสิก…รักเหมือนลูก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544646

  • วันที่ 17 มี.ค. 2561 เวลา 09:43 น.

อมร วาณิชวิวัฒน์ ‘รถคลาสสิก...รักเหมือนลูก’

โดย ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ชีวิตของคนไทยในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่ารถยนต์ คือ ปัจจัยที่ห้าที่หลายคนต้องมีไว้เพื่อการดำรงชีวิต

รถยนต์สำหรับบางคนอาจเป็นเพียงพาหนะในการเดินทาง แต่กับบางคนมองว่ารถยนต์มีความหมายมากกว่านั้น อย่างเช่น “อมร วาณิชวิวัฒน์” กรรมการร่างรัฐธรรมนูญและอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในคนที่หลงใหลรถยนต์จำพวกรถคลาสสิก ซึ่งปัจจุบันก็ใช้รถยนต์ Jaguar XJ6 L ที่ตัวเองรักและหวงแหนเหมือนกับลูกคนหนึ่ง

อาจารย์อมร เริ่มเล่าถึงที่มาที่ไปของการหลงใหลรถจากัวร์ของอังกฤษว่า ที่ผ่านมาเคยใช้ Mercedes Benz 230E คลาสสิกเหมือนกัน เป็นรถในยุค’90 เรียกได้ว่ารถร่วมสมัย ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ แต่รถรุ่นนี้ยังไม่คลาสสิกเท่ากับจากัวร์ที่เป็นรถสัญชาติอังกฤษ

 

“เหตุผลที่ชอบจากัวร์ไม่มีอะไรมาก เพราะตัวเองเป็นนักเรียนอังกฤษ รถจากัวร์จะเป็นหน้าตาของอังกฤษ และยังเป็นรถประจำตำแหน่งของผู้นำอังกฤษด้วย ช่วงตอนที่ตัวเองไปเรียนที่อังกฤษ โทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรีเวลานั้น ก็ใช้จากัวร์เหมือนกัน เราเลยมีภาพว่าจากัวร์ดูคลาสสิกและเป็นรถผู้นำ ผู้นำใช้รถนี้มันต้องมีดีอะไรบางอย่าง”

“รถ Jaguar XJ6L เป็นรถในปี 1976 ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว เป็นรถที่มีความเร็วที่สุดในโลก ณ เวลานั้น ทำความเร็วได้ถึงประมาณ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนคันที่ใช้อยู่ได้มาจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ท่านไม่มีที่จอดรถและเลยพยายามฝากขาย ทำให้ได้มีโอกาสไปซื้อมา”

“รุ่นนี้อาจไม่ได้แพงมาก แต่หาซื้อได้ยากในสภาพที่สมบูรณ์ ถึงวันนี้ก็ใช้มาประมาณ 10 ปี ส่วนเรื่องราคา ถ้าซื้อกัน ณเวลานี้ในตลาดคิดว่าน่าจะมีเจ็ดหลักต้นๆที่สำคัญรถจากัวร์ถ้าใครมีไว้ต้องดูแลเหมือนกับเป็นลูกคนหนึ่ง เพราะจะมีอาการตรงนั้นตรงนี้จุกจิกตลอด อะไหล่ทุกชิ้นต้องสั่งมาจากอังกฤษ หรือสิงคโปร์ เมืองไทยแทบไม่มีแล้ว”

 

ระหว่างเบนซ์กับจากัวร์ให้อารมณ์ในการขับขี่ต่างกันอย่างไร? อาจารย์อมรยอมรับว่าเบนซ์เป็นรถที่มีความใหญ่และสมรรถนะดีวางใจ อะไหล่หาไม่ยาก ทั่วโลกใช้กันหมด ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้รถยี่ห้อนี้มากที่สุด ไม่น้อยไปกว่าเยอรมนี เบนซ์เป็นรถที่ใหม่กว่าจากัวร์ จากัวร์อาจจะทำความเร็วได้ไม่เท่ากับจากัวร์ แต่ส่วนตัวก็ชอบจากัวร์ เพราะมีความคลาสสิกและเป็นรถอังกฤษ

“รถเราต้องดูแลเหมือนลูกกันเลยทีเดียว นี่ก็เพิ่งไปทำสีใหม่ทั้งคัน เพราะรถมีอายุมากกว่า 40 ปีแล้ว ต้องรีบดูแล มิเช่นนั้นมันจะลามไปหมด ตามหลักการเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย ดังนั้น ถ้ามันถึงเวลาต้องบำรุงรักษาก็ต้องรีบทำ”

“เวลานี้เราตุนอะไหล่ไว้ที่บ้าน ซื้อเก็บไว้ก่อนเลย อะไหล่ที่สำคัญอย่างล้อก็ต้องรีบซื้อมาเก็บไว้ก่อน แต่เวลานี้ที่ยังหาไม่ได้คือ กระจกมองข้าง ตามหามาสองปีตามเว็บไซต์แล้วยังหาไม่ได้เลย เหตุที่ต้องหาซื้อมาก่อน เพราะถ้ามีเหตุให้ต้องซ่อมขึ้นมาจะได้มีอะไหล่เปลี่ยนได้ทันที ไม่ต้องรอให้เสียเวลา”

แม้จะชอบรถคลาสสิกมากเพียงใดแต่ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ อาจารย์อมร กลับไม่ได้นั่งหลังพวงมาลัยเพื่อขับรถด้วยตัวเอง

 

“จะมีคนขับรถให้เฉพาะวันธรรมดาและวันทำงาน แต่เสาร์และอาทิตย์จะขับเอง หากวันธรรมดาให้ไปขับรถเองจะลำบากที่พูดแบบนี้ไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่างอะไร แต่ในวันธรรมดามีงานเยอะมาก ทั้งการสอนและการประชุมที่รัฐสภา อีกทั้งวันธรรมดารถติดขับยาก และถ้าจะให้ขับรถเองก็คงทำงานไม่สะดวก กลับกันเวลามีคนขับรถให้ ก็สามารถหาข้อมูลเพื่อเตรียมการสอนและประชุมรวมไปถึงทานข้าวระหว่างอยู่บนรถได้”

“ยอมรับนะว่าการไม่ได้ขับรถเองมากนักมันก็ไม่ได้อารมณ์อย่างที่ว่า แต่ถ้าขับรถแล้วรถติดมันไม่มัน ผิดกับเสาร์อาทิตย์ที่เราจะขับเองได้ เช่น ไปต่างจังหวัดและทำธุระส่วนตัว”

ยิ่งไปกว่านั้น อาจารย์อมร ยังบอกอีกว่านอกจากจะใส่ใจและให้ความสำคัญกับการดูแลรถแล้ว การคัดเลือกคนขับก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน จึงเหตุผลว่าทำไมรถคันนี้จะมีคนขับได้เฉพาะตนเองและคนขับรถที่ตัวเองคัดเลือกมากับมือเท่านั้น

“ทุกวันนี้รถจากัวร์ที่ใช้อยู่จะมีคนขับแค่สองคน คือ คนขับรถส่วนตัว และตัวเอง จะไม่ให้คนอื่นขับเลย เพราะใครจะมาขับรถของเรา เราต้องมีความไว้วางใจในตัวคนนั้น”

“ก่อนคนขับรถส่วนตัวจะมาขับรถของเราคันนี้ ผมจะต้องสอนเขาก่อนด้วย เพราะรถคันนี้มีความยาวและเราก็กลัวว่าเขาจะไม่ชิน คนขับรถของผมขนาดเป็นมืออาชีพแต่พอมาขับรถของผมครั้งแรกยังรู้สึกกลัวๆ อยู่บ้าง”

 

“คนขับรถเป็นเรื่องสำคัญมาก ต้องคัดเลือกให้เป็นพิเศษ เพราะคนขับรถเหมือนเพื่อน ต้องรู้ใจเราและต้องเข้ากับเราได้ และต้องเข้าใจรถคลาสสิกด้วย รายละเอียดมันเยอะมาก”

หลายคนที่หลงใหลเสน่ห์ของรถยนต์อาจจะตั้งชื่อให้กับรถของตัวเอง เช่นเดียวกับอาจารย์อมร ที่ไม่ได้ตั้งชื่อรถให้กับตัวเองโดยตรง แต่ถ้าจะตั้งชื่อก็คงให้ “เสือ” เป็นชื่อของรถลูกรักคันนี้

“ถ้าจะบอกว่าชื่อ “เสือ” ก็ได้ ก่อนที่จะได้รถจากัวร์คันนี้มาได้ไปเรียนที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) และจับสลากได้มาอยู่หมู่เสือ เราเลยรู้สึกว่าโชคดีที่มีชื่อตรงกับรถจากัวร์ที่มีสัญลักษณ์เป็นเสือพอดี”

“นับตั้งแต่ใช้รถคันนี้ ยอมรับว่ามีโอกาสดีๆ หลายอย่างในชีวิตขึ้นมา เหมือนกับรถคันนี้ถูกโฉลกกับเรามาก ดังนั้นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราไม่ยอมขาย ทั้งๆ ที่มีคนเคยขอซื้อเป็นหลักล้าน แต่เราก็ปฏิเสธอย่างนิ่มนวล เพราะกลัวว่าเมื่อขายไปแล้วและถ้าวันหนึ่งอยากได้คืนกลับมา จะไม่มีใครขายให้ ทำให้ทุกวันนี้ไม่ยอมขาย แม้จะมีใครพยายามจะขอซื้อก็ตาม”อาจารย์อมร ทิ้งท้าย

เพียงแค่นี้ก็ทำให้พอจะเห็นได้ว่าทำไม อาจารย์อมรถึงรักและหวงรถคันนี้ประหนึ่งว่าใครจะเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม แม้จะเงินมาเสนอให้ก็ตามที

สุภาวดี ตระกูลบุญ ‘เกษียณสุข’ อายุไม่ใช่ข้อจำกัดในการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544643

  • วันที่ 17 มี.ค. 2561 เวลา 09:26 น.

สุภาวดี ตระกูลบุญ ‘เกษียณสุข’ อายุไม่ใช่ข้อจำกัดในการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทันสมัย ประกอบกับผู้คนยุคนี้หันมาให้ความสนใจตัวเองกันมากขึ้น แม้จะอยู่ในวัย 50 กว่าแต่ก็ดูสดใสสวยงามอ่อนกว่าวัยไปหลายช่วงปี

จนมีหลายสำนักงานเริ่มจะขยายช่วงเวลาเกษียณอายุจาก 60 ปี เพิ่มเป็น 65 ปีและหลายๆ คนก็มีความสามารถที่หลากหลายแม้ในวัย 50 กว่าๆ หลายคนก็ยังลุกมาหากิจกรรม ทำงานอดิเรกให้เป็นของหวานในชีวิตกันอย่างมีความสุข เช่นผู้บริหารหญิงคนนี้ที่ยังแอ็กทีฟ มีงานอดิเรกที่สร้างสีสันให้ความสุขกับชีวิตเธอได้อย่างงดงาม

เธอบอกว่าอายุไม่ใช่ข้อจำกัดในการที่จะเริ่มลองเรียนรู้อะไรใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งจะเข้าวัยเกษียณแล้ว ก็ยังเริ่มอะไรใหม่ได้เสมอๆ

 

ในแง่การทำงานนั้น สุภาวดี ตระกูลบุญกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรู ทัช ผู้ให้บริการศูนย์บริการลูกค้าครบวงจร (Outsourced Contact Center) กล่าวว่า บุคลากรหายากบริษัทจึงซื้อซอฟต์แวร์ที่เรียกว่าเสียงสั่งได้มาจากประเทศญี่ปุ่น และนำมาปรับให้เหมาะสมกับการใช้งานในประเทศไทย เพื่อพัฒนาบริการคอลเซ็นเตอร์ที่ช่วยลดปัญหาการขาดพนักงาน จนสามารถคว้ารางวัล ได้รางวัลเวิลด์ คอลเซ็นเตอร์ (World Call Center) ที่ 1 ในเอเชีย และได้ที่ 3 ของโลก ซึ่งมีบริษัทเข้าร่วมแข่งกว่า 100 บริษัทจัดขึ้นที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

เธอเล่าว่า ทำธุรกิจนี้มา 15 ปี ปัญหาใหญ่สุดคือเรื่องของคน ยุคแรกได้คนทำงานง่ายกว่า คนทำงานมีความอดทนมากกว่าเยอะยุคหลังๆ คนเจเนอเรชั่น Z ขาดความอดทน ใจร้อน หวังความก้าวหน้าภายในเวลาอันรวดเร็ว รออะไรไม่เป็น คุณภาพในการทำงานก็ด้อยลง

ปัจจุบันนี้เธอมีพนักงานทั้งสิ้น 1,300 คน ให้บริการแก่ลูกค้ากว่า 30 บริษัท ติด 1 ใน 3 ของบริษัทผู้ให้บริการทางด้านนี้ แม้แนวโน้มการทำงานจะมีการแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน การทำงานมีปัญหามากขึ้น บุคลากรหายากขึ้น แต่เธอก็พร้อมจะลุยอย่างเต็มที่และบริหารเวลาในชีวิตให้ได้อย่างลงตัว โดยวันธรรมดาเธอให้เวลากับการทำงานอย่างเต็มที่ ส่วนวันหยุดเธอก็มีงานอดิเรกที่สร้างความสุขใจให้ทำอย่างเต็มที่เช่นกัน

 

สุภาวดี ยังบอกว่า ยิ่งงานเครียด ยิ่งต้องรักษาสมดุลในการบริหารเวลาให้ดี เพื่อให้ชีวิตลงตัวมีความสุขได้กับในทุกๆ เรื่อง ดังนั้นเธอจึงมีงานอดิเรก ด้วยการวาดสีน้ำซึ่งวาดจริงจังมา 5-6 ปีที่แล้ว

“ไปเรียนด้วยความบังเอิญคือลูกสาวไปเรียนพิเศษ เราต้องไปรอ ก็หาที่เรียนฆ่าเวลาระหว่างรอรับลูก จากที่คิดว่าเรียนเล่นๆก็เลยเรียนจริงจัง เพราะเรียนแล้วชอบฝึกวาดทุกวันหยุด ยิ่งฝึกยิ่งชอบมีความสุขหลงใหล มันทำให้เราได้สมาธิ ใจเย็นขึ้นนิ่งขึ้น

ได้ทำให้เราได้หยุดคิดจากงานประจำ จากเรื่องอื่นๆ ที่ทำให้เราฟุ้งซ่านในบางครั้ง เหมือนเป็นที่พักใจยามเครียด นอกจากนี้ก็ทำให้เรามีสังคมมีเพื่อน ได้ค้นพบความสามารถอีกด้านหนึ่งของตัวเราเองด้วย เพราะสีน้ำจะวาดยากกว่าสีน้ำมัน ซึ่งก็เรียนสีน้ำมันมาเหมือนกัน แต่พบว่าชอบสีน้ำมากกว่า”

 

จากความมุ่งมั่นตั้งใจจริง สุภาวดีสามารถนำภาพที่วาดไปประมูลขายเพื่อนำเงินไปบริจาคเพื่อการกุศลได้หลายโครงการแล้ว และล่าสุด เธอได้รับเลือกให้นำผลงานของเธอไปแสดงที่งานวาดภาพสีน้ำระดับโลกที่ประเทศอิตาลีในปีนี้ ที่งานบรัชปาร์ก-วอเตอร์คัลเลอร์ ฟาเบรียโน่ 2018 (Brushpark-watercolors Fabriano 2018)

และเมื่อปีที่แล้ว ผลงานวาดภาพของเธอก็ได้รับการคัดเลือกไปแสดงที่งานศิลปะที่ประเทศอินเดีย โดยเธอจะชอบวาดดอกไม้มากที่สุด โดยเฉพาะดอกกุหลาบถือว่าเป็นงานถนัดของเธอ และเริ่มจะลองหัดวาดรูปเหมือนบุคคลดูบ้างในระยะหลังๆ นี้ ซึ่งเธอใช้เวลาวันหยุด หรือตอนกลางคืนในบางวันในการวาดรูป เพื่อช่วยให้มีสมาธินิ่งสงบ เวลาที่ได้วาดรูปเหมือนจะลืมเรื่องราวรอบๆ ตัว จิตใจจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าอย่างแท้จริง

 

แผนการในอนาคตหากเกษียณอายุแล้ว สำหรับเธอไม่ใช่จะหยุดทุกสิ่ง แม้เลิกจากการทำงานประจำแล้ว เธอก็จะมองหาอย่างอื่นทำต่อไป โดยเฉพาะสิ่งที่อยากจะทำแล้วยังไม่ได้ทำเมื่อตอนยังทำงานอยู่ เช่น อาจจะไปเรียนดนตรี ไปทำสวนดอกไม้ ไปเรียนโยคะ หรือแม้กระทั่งเปิดร้านกาแฟและเบเกอรี่เล็กๆ สักร้านไว้ทำยามเหงา เพื่อให้ได้ฝึกสมอง ได้ทำงานให้ตัวเองยังดูแอ็กทีฟอยู่เสมอ

“ที่จะอยู่บ้านเฉยๆ นั้นไม่มีทางแน่ๆ เหงาแย่เลยค่ะ ต้องหาอะไรทำฝึกสมอง ได้แต่งตัวออกจากบ้านมาพบผู้คน ให้มีสังคม ถึงวัยนั้นเราไม่ได้ทำงานเพื่อจะให้ร่ำรวย แต่เราต้องทำงานเพื่อให้ชีวิตมีชีวิตชีวา มีสังคม ไม่นั่งเฉาอยู่กับบ้านแล้วก็จะดูร่วงโรยไปอย่างรวดเร็ว” เธอกล่าวทิ้งท้าย

‘ไทยแลนด์ แจ๊ซ เวิร์กช็อป’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544458

  • วันที่ 15 มี.ค. 2561 เวลา 11:39 น.

‘ไทยแลนด์ แจ๊ซ เวิร์กช็อป’

เรื่อง : วราภรณ์ ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์, วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต

ผู้คนจากหลากหลายประเทศที่สนใจดนตรีแจ๊ซ มาร่วมกันเล่นคอนเสิร์ตบนเวที Thailand Jazz Workshop ซึ่งเป็นโครงการที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2556 โดยวิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับ Jazz Education Abroad, Los Angeles College of Music, Jamey Aebersold โดยมีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับดนตรีแจ๊ซ และความเข้าใจต่างๆ ในดนตรีแจ๊ซ ให้กับนักเรียน นักศึกษา เยาวชน และบุคคลทั่วไปที่สนใจได้ฝึกทั้งภาคปฏิบัติและทฤษฎีจากกูรูด้านดนตรีจากสหรัฐ ปีนี้มีมามากถึง 12 คนในแต่ละชนิดดนตรี

ปีนี้ยังพิเศษกว่าทุกปี เพราะได้มอบโอกาสในการเผยแพร่ความรู้ให้แก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาสจากโรงเรียนสอนคนตาบอด Bangkok School for Blind โดยทางโครงการได้นำอาจารย์เข้าไปสอนภายในโรงเรียนเป็นระยะเวลา 2 เดือน สำหรับเครื่องดนตรีที่สอนคือ “แซ็กโซโฟน” กุญแจเชื่อมโยงเพื่อให้เด็กๆ ได้พัฒนาศักยภาพด้านดนตรีของตนเอง

ในหลวงรัชกาลที่ 9 แรงบันดาลใจด้านดนตรีแจ๊ซ

ด้วยพระราชอัจฉริยภาพด้านดนตรีแจ๊ซของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ เปิดสอนทางด้านดนตรีสากลเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อผลิตบุคลากรด้านดนตรีอย่างจริงจัง ทำให้ดนตรีแจ๊ซเป็นที่รู้จักในบ้านเรา วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งมีบุคลากรทางด้านดนตรีแจ๊ซที่มีความรู้ความสามารถได้ตระหนักถึงหน้าที่ในการผลิตบุคลากรทางด้านดนตรีแจ๊ซออกไปเพื่อจะพัฒนาและขับเคลื่อนให้วงการดนตรีแจ๊ซในประเทศก้าวหน้าต่อไปได้ในระดับสากล จึงได้จัดโครงการ “Thailand Jazz Workshop” เพื่อเป็นการเผยแพร่ทักษะความรู้ทางดนตรีแจ๊ซแก่เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนบุคคลทั่วไปที่สนใจดนตรี ทั้งนี้ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการศึกษาด้านดนตรีแจ๊ซของไทยให้เข้าสู่ระดับมาตรฐานสากลต่อไป

ช้างต้น กุญชร ณ อยุธยา รองคณบดีฝ่ายบริหารวิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต และหัวหน้าโครงการ Thailand Jazz Workshop 2018 กล่าวถึงการประสบความสำเร็จของการจัดเวิร์กช็อปติดต่อกันอย่างดีตลอด 5 ปี โดยมี ดร.จีน อิทกิ้น ผู้ก่อตั้ง Jazz Education Abroad บุคคลสำคัญให้การสนับสนุนจัดโครงการนี้ติดต่อกันเป็นปีที่ 5 แล้ว

ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่จัดโครงการ ได้รับการตอบรับจากผู้เข้าร่วมทั้งคนไทยและต่างชาติเป็นจำนวนมาก อาทิ ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ ราวๆ 30 คน รวมคนไทยไม่จำกัดอายุ รวมทั้งสิ้นจำนวน 200 คน ฯลฯ เรียนวันละ 4 คลาสตามเครื่องดนตรี เรียนภาคทฤษฎีและปฏิบัติ คนที่เริ่มต้นเล่นดนตรีก็สามารถมาเรียนได้ด้วย

สำหรับหัวข้อในการอบรม แบ่งเป็น Instrumental Masterclass : เรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องดนตรีของตนเอง โดยมีอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในเครื่องมือนั้นๆ คอยแนะนำ เพื่อพัฒนาการเล่นให้ได้ดีที่สุด

Jazz Theory and Improvisation : เรียนรู้เกี่ยวกับทฤษฎีดนตรีแจ๊ซ และการนำทฤษฎีนั้นไปประยุกต์ใช้กับการอิมโพรไวส์ รวมไปถึงวิธีการฝึกซ้อมที่ถูกต้องเพื่อที่จะนำไปสู่การอิมโพรไวส์ที่ดี

Jazz Combo : วง Combo เป็นวงขนาดเล็กขนาด 5-8 คน ในวง Combo นี้จะได้เรียนรู้เพลง Jazz Standard ต่างๆ และมีโอกาสได้นำความรู้ด้านการอิมโพรไวส์มาใช้อย่างเต็มที่

Jazz Big Band : การเล่นในวง Big Band จะทำให้ได้เรียนรู้การเล่นดนตรีร่วมกับคนจำนวนมาก นอกจากนั้นยังทำให้พัฒนาในเรื่องของภาษาแจ๊ซ เป็นต้น

มอบโอกาสให้เด็กตาบอดสัมผัสดนตรีแจ๊ซ

พิเศษกว่าทุกปีที่ปีนี้โครงการได้มอบโอกาสในการเผยแพร่ความรู้ให้แก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาส โรงเรียนสอนคนตาบอด Bangkok School for Blind โดยทางโครงการได้นำอาจารย์เข้าไปสอนเล่นแซ็กโซโฟน ภายในโรงเรียนเป็นระยะเวลา 2 เดือน โดยได้รับการสนับสนุนเครื่องดนตรีสำหรับการเรียนการสอนจากบริษัท ธีระมิวสิค

“นับเป็นโอกาสที่ดีที่ Thailand Jazz Workshop เปิดโอกาสให้เด็กตาบอดมาร่วมเล่นแซ็กโซโฟนด้วย ซึ่งเป็นโครงการที่ ดร.จีน เคยทำมาแล้วก่อนหน้านี้ที่เนปาล และจีน ซึ่งโรงเรียนสอนคนตาบอดมีการสอนดนตรีให้เด็กๆ อยู่แล้ว ยกเว้นแซ็กโซโฟน เพราะขาดอุปกรณ์ เราได้ อาจารย์ยงสิทธิ์ ยงค์กมล นักดนตรีคลาสสิกที่สอนทั้งคนตาดีและคนตาบอดเล่นดนตรี ไปสอนน้องๆ ก่อนหน้าที่จะมาร่วมเล่นคอนเสิร์ตตั้งแต่เดือน ม.ค. การที่เลือกแซ็กโซโฟนให้น้องๆ เล่นเพราะเป็นเครื่องดนตรีที่เล่นง่ายในการเรียนรู้ดนตรีแจ๊ซ เพราะเสียงแซ็กโซโฟนมักเป็นลีดเดอร์ในวงดนตรีแจ๊ซ พอถึงระยะเวลาเข้าค่าย 5 วัน ก็ให้เด็กๆ มาทำงานร่วมกันในค่ายทั้งเล่นเฉพาะกลุ่มและเล่นร่วมกับทั้งวง” อาจารย์ช้างต้น กล่าว

นักเรียนจากโรงเรียนสอนคนตาบอด Bangkok School for Blind เข้าร่วมจำนวน 5 คน ได้แก่ น้อย มีเมตตา ก้องกิดากร ขำรัก ปุณยวีร์ หวังผล และพสิษฐ์ วงกำภู เป็นเด็กนักเรียนชั้นประถม 4 ถึงชั้นประถม 5 ที่เรียนดนตรีอยู่แล้ว เด็กๆ จะได้ทั้งเรียนรู้และฝึกทักษะการเล่นแซ็กโซโฟนจนมีความรู้ความสามารถในระดับหนึ่ง และนักเรียนทั้ง 5 คน ได้เข้าร่วมแสดงคอนเสิร์ตไปเมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา ณ ศาลาดนตรีสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิตด้วย

เข้าถึงดนตรีแจ๊ซ ผ่าน “แซ็กโซโฟน”

การเล่นแซ็กโซโฟนในเด็กตาบอด เครื่องดนตรีชนิดนี้จะเข้าไปช่วยพัฒนาศักยภาพของเด็กตาบอดได้อย่างไร อาจารย์ช้างต้น กล่าวว่า แซ็กโซโฟนเป็นเครื่องดนตรีมีเสียงเดียว ผู้เล่นจึงไม่จำเป็นต้องเห็นคอร์สของเครื่องดนตรี ถ้าได้ฟังโน้ตทั้งหมดแล้ว เพียงใช้หูฟังแล้วก็เล่น จึงเป็นสิ่งที่ง่ายสำหรับเด็กๆ ตาบอดที่จะจับเสียงได้เร็ว

“เด็กไทยที่ตาดีอ่านโน้ตแล้วเล่นอย่างเดียว แต่จริงๆ ดนตรีควรเรียนรู้ด้วยการฟัง ซึ่งคนตาบอดเขามองไม่เห็น แต่เขาจะใช้ประสาทสัมผัสคือการฟังของเขาอย่างเต็มที่ เขาจึงโฟกัสในการฟังมาก หูเขาจึงดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เราควรใช้ความรู้สึกนั้นมาเรียนดนตรีด้วย ดังนั้นการเล่นดนตรีไม่จำเป็นต้องมองเห็น แค่ฟังแล้วก็เล่นออกมาแบบที่ฟังให้ดี เพราะดนตรีคือการฟังว่าเล่นออกมาแล้วดนตรีเสียงดีหรือยัง” อาจารย์ช้างต้น กล่าว

ด้านอาจารย์ยงสิทธิ์ อาจารย์ผู้สอนเด็กตาบอดเล่นดนตรี กล่าวว่า ขั้นตอนการสอนเด็กตาดีกับเด็กตาบอด ถ้าเป็นเด็กที่มองเห็นเขาจะใช้โน้ตดนตรีเป็นหลัก แต่แรกๆ เขาจะสอนให้เด็กรู้จักเครื่องดนตรีก่อน ด้วยการให้เด็กตาบอดลองจับเครื่องดนตรี ซึ่งการมองเห็นของเด็กตาปกติ เด็กๆ สามารถต่อโน้ต และประกอบเครื่องเล่นได้เลย

“ขั้นตอนการถ่ายทอดบทเพลง ถ้าเด็กมองเห็นปกติจะสอนโน้ตให้อ่านโน้ตก่อน นิ้วกับโน้ตมาพร้อมๆ กัน ส่วนเสียงเด็กตาดีได้ยินเสียงพร้อมเห็นโน้ต แต่เด็กตาบอดอ่านโน้ตไม่ได้ ตอนผมเรียนดนตรีใหม่ๆ อาจารย์ของผมจะใข้วิธีเป่าให้ผมฟังก่อน สอนว่านิ้วนี้กดออกมาแบบนี้เสียงจะออกมาอย่างไร ผมจะฟังอาจารย์เป่าก่อน แล้วผมก็เป่าตามขั้นตอนการเรียนการสอนจึงแตกต่างกันระหว่างเด็กตาดีกับเด็กตาบอด” อาจารย์ยงสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ดนตรีแจ๊ซใช้การฟังและอินเนอร์ข้างในเป็นสิ่งสำคัญ เด็กตาบอดหูจะดีมาก เทียบกับเด็กปกติในการเริ่มต้นที่เท่ากัน เด็กตาดีบางครั้งอาจเรียนรู้ได้ช้าหน่อยหากเขาไม่มีเซนส์ด้านดนตรีที่ดี แต่เด็กตาดีจะไปได้เร็วเพราะเขาสามารถอ่านโน้ตได้เอง แต่เด็กตาบอดจะเรียนรู้ได้เร็วจากการฟัง

“เด็กตาดีจะได้เปรียบเรื่องการอ่านโน้ต เช่น โน้ตบิกแบรนด์เห็นโน้ตปุ๊บเด็กตาดีอ่านได้เลย แต่เด็กตาบอดคุณครูต้องนำโน้ตมาเป่าให้เด็กๆ ฟังก่อน น้องๆ ก็ต้องจำ แล้วซ้อมเล่น ฝึกฝนจนชำนาญ ซึ่งจะเรียนรู้และจดจำได้ช้าในขั้นตอนนี้ แต่ตัวช่วยที่ทำให้เขาเล่นได้คือการที่ได้รับโอกาสที่ดี และได้รับบทเพลงที่เหมาะกับตัวเขา หูที่ดีที่เร็วของเด็กตาบอดจะเป็นตัวช่วยสำหรับเด็กที่มองไม่เห็นอย่างมากในการเรียนดนตรี ตอนนี้แซ็กโซโฟนได้พัฒนาให้สามารถเล่นกับเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ได้ แม้แต่เล่นกับดนตรีร็อกก็เล่นได้ การที่เด็กๆ ได้มาเรียนแซ็กโซโฟนเหมือนเขาได้รับดอกไม้เกิดขึ้นในดวงใจ คือความสนุกที่ได้เล่นดนตรี การได้รู้จักศิลปินระดับโลก เพื่อนๆ ศิลปินวัยเดียวกันถือเป็นคุณค่าด้านดนตรีที่คนกลุ่มนี้ได้รับยาก และดนตรีเป็นภาษาสากลที่เข้าถึงใจคนได้ทั่วโลก เด็กๆ จะได้ความคิดบวก ได้รู้จักแซ็กโซโฟน สามารถนำความรู้ด้านแซ็กโซนไปประกอบอาชีพในอนาคตได้ด้วย” อาจารย์ยงสิทธิ์ บอก

ด้านเด็กนักเรียนตาบอด บีม-พสิทธิ์ วงค์กำภู วัย 15 ปี กล่าวว่า เขาเล่นเปียโนตั้งแต่เรียนชั้นประถม 1 ถึงปัจจุบันเรียนชั้นประถม 5 พอได้เรียนแซ็กโซโฟนแจ๊ซ เขารู้สึกว่าสนุกและเป็นเสียงที่มีเสน่ห์มีความไพเราะมาก อีกทั้งยังได้เรียนรู้สเกลการเล่นที่น่าทึ่ง

“แรกๆ เรียนแซ็กโซโฟนรู้สึกว่าเล่นยาก พอผ่านไป 2 เดือนแล้วรู้สึกว่าเล่นง่ายขึ้น ระหว่างเปียโนกับแซ็กโซโฟนก็เล่นง่ายทั้งคู่ ต่อไปผมจะไม่ทิ้งแซ็กโซโฟนและจะเล่นควบคู่กันไประหว่างเครื่องดนตรี 2 ชนิดนี้” พสิทธิ์ กล่าว

ศักยภาพ เด็กตาบอดไทย ไม่แพ้ใคร

ดร.จีน บุคคลสำคัญของโครงการนี้กล่าวถึงประสบการณ์สนับสนุนให้เด็กตาบอดเล่นดนตรีแจ๊ซทั้งในประเทศเนปาลและประเทศจีนประสบความสำเร็จมาก และคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จในประเทศไทยด้วยเช่นกัน ศักยภาพเด็กไทยเป็นอย่างไรในสายตาของนักดนตรีมืออาชีพอย่างเขา ดร.จีน กล่าวว่า เด็กเหล่านี้เรียนแซ็กโซโฟนเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น แต่ทำผลงานได้เกินความคาดหมาย

“ผมคิดว่าการเล่นและเสียงแซ็กโซโฟนจะเข้าไปช่วยเรื่องความมั่นใจ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีมเวิร์ก เหมือนเปิดโลกใหม่ให้พวกเขา ผมต้องขอบคุณ 3 คน ได้แก่ Jamey Aebersold ที่ทำเรื่องการศึกษาดนตรีแจ๊ซที่อเมริกา ทำสื่อสอนดนตรีแจ๊ซเยอะมาก ช่วยเป็นสปอนเซอร์ทำให้โครงการนี้เกิดขึ้น จิมมี่ ลี นักแซ็กโซโฟนที่มาร่วมสอนในครั้งนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีบริษัท ธีระมิวสิค ที่บริจาคแซ็กโซโฟนให้เด็กได้ใช้ และมหาวิทยาลัยรังสิต จริงๆ แล้วทั้งที่เนปาลและจีน การให้โอกาสเด็กตาบอดได้เรียนแซ็กโซโฟนประสบความสำเร็จมากเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เพราะปัจจุบันรัฐบาลจีนได้เปิดโรงเรียนสอนดนตรีแจ๊ซให้คนตาบอดโดยเฉพาะ ตอนนี้ไม่ใช่เล่นดนตรีอย่างเดียวแล้ว ยังมีนักร้อง เพราะมีคนสนับสนุนเขา ถือเป็นโปรเจกต์ที่ดี”

ดร.จีน กล่าวอีกว่า เด็กตาบอดไทยมีเซนส์การฟังที่ดี แซ็กโซโฟนเปรียบเหมือนเสียงร้องมากที่สุด มีเสียงที่หนักเบา ทุ้มแหลม และในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ทรงแซ็กโซโฟน ดังนั้นแซ็กโซโฟนจึงใกล้ชิดกับคนไทยมาก อีกทั้งแซ็กโซโฟนเป็นเสียงที่มีความอบอุ่น เสียงนี้น่าจะเข้าไปถึงจิตใจของเด็กๆ ได้ง่ายกว่าเครื่องดนตรีชนิดอื่น

ดนตรีจะช่วยพัฒนาเรื่องจิตใจของเด็กๆ และพัฒนาเรื่องบุคลิก เขาจะเป็นคนที่อ่อนโยนขึ้น และเข้าใจอารมณ์ความรู้สึก คนที่ไม่ได้เล่นดนตรีจะไม่รู้สึกถึงอารมณ์ความอ่อนโยน อีกทั้งเด็กๆ หากอยากเป็นนักดนตรีที่เก่งจะต้องรู้จักการแบ่งเวลาในการฝึกซ้อม การซ้อมจะทำให้นักดนตรีเก่ง ดังนั้นจึงต้องมีระเบียบวินัยในตัวเองเป็นอย่างมาก จึงจะประสบความสำเร็จในอาชีพนักดนตรีได้

3 สิ่งถ้าเลี่ยงได้ ผู้ชายจะอายุยืน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544454

  • วันที่ 15 มี.ค. 2561 เวลา 11:24 น.

3 สิ่งถ้าเลี่ยงได้ ผู้ชายจะอายุยืน!

เรื่อง ภาดนุ ภาพ รอยเตอร์ส

การมีสุขภาพดี อายุยืนยาว เป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา แต่ก่อนจะมีสุขภาพที่ดีได้ นอกจากต้องดูแลตัวเองด้วยการกินที่ถูกสุขลักษณะ ออกกำลังกายสม่ำเสมอแล้ว การหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงหรือกระตุ้นให้เกิดโรคภัยก็สำคัญไม่แพ้กัน ลองไปดู 3 สิ่งถ้าหลีกเลี่ยงได้ จะทำให้ผู้ชายมีอายุที่ยืนยาวขึ้นกันดีกว่า1.ระวังสารพิษในภาชนะพลาสติก

จากผลการศึกษาในหนูทดลองของวิทยาลัยแพทยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเซาท์ดาร์โกตา พบว่าสารเคมีปริมาณต่ำที่พบในภาชนะพลาสติกและกระป๋องดีบุก เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของต่อมลูกหมาก

เรื่องนี้นักวิจัยเตือนว่า แม้การทดลองครั้งนี้จะทำในสัตว์ แต่ผลดังกล่าวก็อาจเกิดขึ้นกับผู้ชายได้เช่นเดียวกัน เพราะระดับสารที่สัตว์ทดลองได้รับในการศึกษาครั้งนี้ มีขนาดต่ำกว่าระดับที่ทารกได้รับมาก

ระดับสารประกอบบิสฟีนอล-เอ (Bisphenol  A) ในเลือดที่ต่ำกว่าระดับที่ US Environmental Protection Agency เชื่อว่าปลอดภัยนั้น พบว่า ทำให้เกิดความผิดปกติของต่อมลูกหมากในสัตว์ที่กำลังเจริญเติบโต และความผิดปกตินี้อาจนำไปสู่การเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากเมื่อสัตว์เหล่านี้โตเต็มวัย

จากการศึกษายังพบอีกว่า ตัวอ่อนเพศผู้ที่ได้รับสารบิสฟีนอล-เอ จะมีท่อต่อมลูกหมากที่โตมากผิดปกติ ทำให้มีความเสี่ยงต่อภาวะคล้ายคลึงกับต่อมลูกหมากโตในเพศชาย

2.ระดับสารตะกั่วมีผลต่อสุขภาพ

คณะวิจัยจากวิทยาลัยการสาธารณสุขฮาร์วาร์ด รายงานว่าการได้รับสารตะกั่วในระดับต่ำๆ จากสิ่งแวดล้อมเป็นประจำ อาจนำไปสู่ความเสื่อมถอยทางสติปัญญาเมื่อคุณผู้ชายอายุมากขึ้น

จากการติดตามผู้ชายอายุเฉลี่ย 67 ปี จำนวน 466 คน พบว่ายิ่งระดับสารตะกั่วที่พบในลูกสะบ้าหัวเข่า (ตัวชี้วัดในกระดูกถึงค่าการสะสมของสารตะกั่วที่ได้รับ) สูงเท่าไร ผู้ชายก็จะยิ่งทำแบบทดสอบความจำ ความสนใจ ภาษา และทักษะอื่นๆ ของสมองได้คะแนนน้อยลง

นอกจากนี้ นักวิจัยจาก Brigham and Women’s Hospital ยังพบว่า การสะสมของสารตะกั่วเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตาบอดได้ โดยคณะวิจัยได้ติดตามผู้ชายอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 642 ราย เป็นเวลา 5 ปี พบว่า ผู้ที่เป็นโรคต้อกระจกจะมีระดับสารตะกั่วสูงในกระดูก

ในผู้สูงอายุที่มีโอกาสเกิดโรคกระดูกพรุน จะได้รับอันตรายจากสารตะกั่วมากกว่าคนทั่วๆ ไป  เนื่องจากสารพิษชนิดนี้จะตกค้างอยู่ในรูของกระดูก และจะค่อยๆ ถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดในระยะยาว และจะทำลายเนื้อเยื่อของร่างกาย

ปัจจุบันยังพบผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารตะกั่วในหลายๆ ประเทศ แม้แต่น้ำดื่มก็อาจปนเปื้อนด้วยสารตะกั่ว เพราะสารพิษชนิดนี้มักตกค้างอยู่ในท่อน้ำประปา

3.หยุดสูบบุหรี่ หยุดยั้งอัมพาต

การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ป้องกันได้ของการเกิดอัมพาต เพราะสารนิโคตินและคาร์บอน มอนอกไซด์ในควันบุหรี่จะลดปริมาณออกซิเจนในเลือดลง ทั้งยังทำลายผนังหลอดเลือดจนมีโอกาสเกิดลิ่มเลือดได้

เมื่อเราเลิกสูบบุหรี่ ร่างกายจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตามลำดับ ข้อมูลจากสมาคมปอดแห่งสหรัฐ พบว่าหลังหยุดสูบบุหรี่ 20 นาที ความดันโลหิตและชีพจรจะลดลง หลังหยุดสูบบุหรี่ 8 ชั่วโมง ระดับคาร์บอนมอนอกไซด์ในเลือดจะลดลงจนเป็นปกติ และเมื่อหยุดสูบบุหรี่ได้เกือบ 24 ชั่วโมง ความเสี่ยงต่อการเกิดอัมพาต หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันก็จะหมดไป

นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังระบุว่า มะนาวช่วยเลิกบุหรี่ได้ภายใน 2 สัปดาห์ โดยให้หั่นมะนาวเป็นชิ้นเล็กๆ พร้อมเปลือกแล้วนำมาเคี้ยวขณะอยากสูบบุหรี่ จากนั้นให้ดื่มน้ำตามอีก 1 อึก จะช่วยให้อาการอยากนิโคตินลดลง และไม่อยากสูบบุหรี่ในที่สุด

อนาคตสดใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544453

  • วันที่ 15 มี.ค. 2561 เวลา 11:08 น.

อนาคตสดใส

เรื่อง ราตรีแต่ง

มีเหตุผลอะไรถึงต้องทำประกันชีวิต? การเสียเงินก้อนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ใช่น้อยๆ ต่อปี นับเป็นอีกช่องทางการสร้างความมั่นคงกับบั้นปลายชีวิต และการที่จะต้องเตรียมจ่ายเงินก้อนใหญ่ 5 หลักขึ้นไปเป็นประจำทุกๆ ปี จะมีผลดีต่ออนาคตการเงินอย่างไร? หลายคนที่กำลังตัดสินใจ “ลงทุน” จ่ายเงินก้อนใหญ่ จ่ายเพื่อความมั่นคงในชีวิตคงมีคำถามเหล่านี้เกิดขึ้นมากมาย

คำตอบแรกก็คือการจ่ายเงินประกันชีวิต เป็นอีกหนทางหนึ่งของการวางแผนการใช้เงิน หรือกระทั่งการใช้ชีวิตให้เป็นระบบระเบียบ ประชากรในประเทศที่มีวินัยสูงสร้างชาติจนเป็นประเทศพัฒนาแล้ว อย่างเช่น ประชากรญี่ปุ่น มีข้อมูลจาก Insurance where is center ติดอันดับทำประกันชีวิตวงเงินคุ้มครองสูงสุดถึง 8.9 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ และตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้วยการจ่ายเงินประกัน

ตัวเลขการทำประกันชีวิตของคนไทยจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. อยู่ที่ 38% หรือเรียกว่าจำนวนกรมธรรม์ต่อจำนวนประชากรในประเทศไทย ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำ ทั้งที่การทำประกันชีวิตเป็นทั้งการประกันความเสี่ยงในอนาคต ทั้งชีวิต สุขภาพ และครอบครัว รวมถึงเป็นการลงทุนด้วย

ลองสำรวจนิสัยการสร้างความมั่นคงทางการเงิน โดยมองหาความต้องการที่แท้จริงในการทำประกันชีวิต เพื่อทำความเข้าใจ เพื่อพิจารณา ประกันรูปแบบใด ถึงจะคุ้มค่า และความต้องการของตัวเองที่สุด เช่น

Family Security สร้างความมั่นคงให้ครอบครัวไม่ว่าจะออมเงินเก่งแค่ไหน การจะออมให้เพียงพอที่จะปกป้องครอบครัวทั้งหมด เมื่อเกิดเรื่องไม่คาดฝันที่เลวร้ายสุดๆ เกิดขึ้น มนุษย์รับเงินเดือนทั่วไปก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย จุดนี้ที่ประกันชีวิต และประกันสุขภาพจะเข้ามาช่วยชีวิตเราได้จริงๆ แล้วเป็นการแสดงถึงความรัก ความรับผิดชอบ ต่อครอบครัวอีกด้วย

ประกันชีวิตคือการโอนความเสี่ยงของเราไปให้คนอื่น เช่น ถ้าเราเสียชีวิตกะทันหัน ไม่มีคนดูแลพ่อแม่ชรา การซื้อประกันชีวิตคือคำตอบเรื่องนี้ เพื่อเตรียมหลักประกันในด้านความพร้อมในสิ่งที่ไม่คาดฝัน หรือหากเกิดอะไรขึ้น สามารถมีเงินให้ลูกหลานไว้จัดงานศพ หรือเลี้ยงชีพ เพื่อปกป้องรายได้ที่อาจสูญเสียไปหากหัวหน้าครอบครัวต้องจากไปก่อน

Health & Medical Expense ด้านสุขภาพ

ถ้าต้องขับรถทุกวัน การลดความกังวลเรื่องรถชน ไม่มีเงินซ่อมก็ให้ซื้อประกันรถยนต์ ซึ่งก็เป็นหลักการเดียวกัน ถ้ากังวลเรื่องความเจ็บป่วยไม่มีเงินรักษา ก็ซื้อประกันสุขภาพ สำหรับคนที่มีรายได้ไม่มั่นคงนัก ก็ควรต้องทำประกันชีวิตเอาไว้ก่อนให้อุ่นใจ จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง หรือรับภาระค่ารักษามากนัก นี่คือสิ่งที่ควรทำให้ตัวเอง กับการได้รับผลประโยชน์จากการเคลมค่ารักษาพยาบาล

อีกเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดได้กับทุกๆ คน คือ อุบัติเหตุ ผลการเสียชีวิตในประเทศไทยนับเป็นอันดับ 3 ที่ประชากรเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เรื่องที่คาดไม่ถึง เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ดังนั้น การป้องกันไว้ก่อนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะเพื่อตัวเอง หรือเพื่อคนรอบข้างในครอบครัวก็ตาม เพื่อไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่อาจก้อนใหญ่จนคาดไม่ถึง และเป็นเงินสำรองเผื่อต้องเกิดทุพพลภาพหรือพิการ

Saving & Tax Efficient ด้านเงินออม และการลดหย่อนภาษี

ประกันสะสมทรัพย์ คืออีกบัญชีเงินออมที่มั่นคง ประกันชีวิตลดหย่อนภาษี เป็นรากฐานให้ครอบครัว การทำประกันชีวิต เป็นการวางแผนที่ดีวิธีหนึ่ง นอกจากจะคุ้มครอง และช่วยลดหย่อนภาษีแล้ว ยังช่วยออมเงินอีกด้วย เรียกได้ว่าเตรียมพร้อมตั้งแต่วัยรุ่น ไปยันวัยเกษียณ โดยทั่วไปแล้ว สิทธิในการลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิตมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ เบี้ยประกันชีวิตแบบคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาท เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี สูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท

Retirement ความมั่นคงหลังเกษียณอายุ

จะมีเงินใช้หลังเกษียณเพียงพอไหม? นับเป็นความกังวลของคนทำงานรับเงินเดือนทุกๆ คน ชีวิตหลังเกษียณแล้ว เราจะเอาเงินจากที่ไหนใช้จ่าย ทั้งในเรื่องปัจจัยสี่ และการจับจ่ายสารพัดเพื่อการใช้ชีวิตสุขสบาย ไม่อัตคัด ในยุคสมัยนี้ที่มีเรื่องต้องจ่ายเงินออกจากกระเป๋าไม่เว้นแต่ละวัน การทำประกันชีวิตแบบบำนาญ คือคำตอบนี้ ซึ่งจะทำให้เรามีเงินใช้หลังเกษียณทุกๆ เดือน แถมยังมีการคุ้มครองกรณีเสียชีวิตอีกด้วย

การเลือกออมโดยใช้ทั้งประกันชีวิต LTF และ RMF (ใน RMF ก็เลือกลงทุนทั้งที่เป็นกองที่ลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ ทั้งในไทยและต่างประเทศ กระจายกันออกไป) เป็นการกระจายความเสี่ยงดังกล่าวออกไป (หากตัวใดตัวหนึ่งแย่ ยังมีตัวอื่นๆ ที่ยังดีอยู่) เพื่อให้แน่ใจว่า ในวันที่เราเกษียณ เราจะมีเงินออมจากหลายๆ แหล่งไว้เป็นรายได้ให้กับเราหลังเกษียณได้อย่างแน่นอน

วัยเกษียณเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเกรงกลัว เมื่อวันนั้นมาถึง เพราะถึงแม้ว่าเราจะได้หยุดพักทำงานจากการตรากตรำทำงานหนักมาตลอด 30 กว่าปี แต่เราก็ยังอดกังวลไม่ได้ว่า “เราจะมีเงินใช้เพียงพอหลังเกษียณหรือไม่?” ในวันที่เราไม่มีรายได้จากการทำงานอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คิดจะทำประกันใดๆ ก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลโดยเริ่มต้นที่อ่านกรมธรรม์ประกันภัยให้เข้าใจก่อน

ความยิ่งใหญ่ ของวัดสามพระยาที่หลายคนไม่รู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/559835

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 09:09 น.

ความยิ่งใหญ่ ของวัดสามพระยาที่หลายคนไม่รู้

โดย วรธาร ทัดแก้ว

มีธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่ง เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี วัดสามพระยา แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ จะมีพิธีปฐมนิเทศเปิดเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของคณะสงฆ์ส่วนกลาง วัดสามพระยา ชั้นประโยค ป.ธ.7, 8, 9 ซึ่งก็จะมีภิกษุสามเณรที่เรียนชั้นดังกล่าวจากวัดต่างๆ เดินทางมาร่วมพิธี ณ ศาลาอบรมสงฆ์ วัดสามพระยา

หลังจากปฐมนิเทศก็เป็นอันเข้าสู่โหมดของการเรียนต่อไป โดยอาทิตย์หนึ่งจะเรียนอยู่ 5 วัน หยุดวันพระและวันอาทิตย์ เวลาเรียน 16.00 น. ไปจนถึง 18.00 น. แต่ปีนี้วันขึ้น 1 ค่ำเดือน 9 ตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 ส.ค. 2561 จึงต้องเลื่อนปฐมนิเทศไปวันจันทร์ที่ 13 ส.ค. 2561

ธรรมเนียมนี้เกิดขึ้นมานานตั้งแต่สมัยที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร ป.ธ.9) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา ดำรงตำแหน่ง “แม่กองบาลีสนามหลวง” (ระหว่าง พ.ศ. 2503-2531) โดยท่านได้ตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของคณะสงฆ์ วัดสามพระยา ขึ้นมาให้เป็นของคณะสงฆ์สำหรับให้ภิกษุสามเณรได้มาเรียนรวมกันทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เปิดสอนเฉพาะประโยค ป.ธ.8 และ 9 ต่อมาได้เปิดสอน ป.ธ.7 ด้วย

การที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ดำริให้ตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของคณะสงฆ์ขึ้นที่วัดสามพระยานั้น เนื่องจากท่านเห็นว่าสำนักเรียนบาลีที่เปิดสอน ป.ธ.8-9 ในยุคนั้นมีน้อยมาก ประกอบกับครูอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการสอนก็หายาก ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการตั้งโรงเรียนดังกล่าว และผลของการตั้งโรงเรียนนี้ ปรากฏว่ามีภิกษุสามเณรวัดต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เรียนประโยค ป.ธ.7, 8, 9 เดินทางมาเรียนที่วัดสามพระยาจำนวนมากจนถึงปัจจุบัน

เพราะฉะนั้นวัดสามพระยาจึงถือเป็นวัดที่สร้างมหาเปรียญระดับเปรียญเอก (7-8-9) มากมายมหาศาล โดยเฉพาะผู้ที่จบประโยค ป.ธ.9 ตั้งแต่สมัยที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ดำรงตำแหน่งแม่กองบาลีสนามหลวงถึงปัจจุบัน ที่มีจำนวนถึง 1,600 กว่ารูป ไม่ว่าตอนนี้จะอยู่ในสมณเพศหรือลาสิกขาไปแล้วน้อยนักที่จะไม่เคยเรียนที่วัดสามพระยา ลองถามผู้ที่จบประโยค 9 ดูได้ว่าเรียนที่ไหน

นี่คือความยิ่งใหญ่ของวัดสามพระยากับการเป็นศูนย์กลางการศึกษาแผนกบาลีของคณะสงฆ์ ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ถ้าไม่มีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของคณะสงฆ์ส่วนกลาง ก็อาจจะไม่เกิดขึ้นที่วัดสามพระยาก็เป็นได้

หากย้อนความเป็นมาของสำนักเรียนวัดสามพระยากว่าจะมาถึงภารกิจมากมายในปัจจุบัน เช่น การเปิดสอนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลี ชั้นประโยค 1-2-ป.ธ.9 เป็นสถานที่ตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมคณะสงฆ์ส่วนกลาง ประโยค ป.ธ.7-8-9 เป็นสถานที่สอบบาลีสนามหลวง ชั้นประโยค ป.ธ.7-8-9 ทั่วประเทศ เป็นสถานที่สอบบาลีสนามหลวง ชั้นประโยค ป.ธ.5 ในเขตกรุงเทพฯ เป็นสถานที่ตรวจข้อสอบบาลีสนามหลวง เป็นสถานที่สอบธรรมสนามหลวง ในเขตกรุงเทพฯ และสถานที่ตรวจข้อสอบธรรมสนามหลวงทั่วประเทศ

เดิมที วัดสามพระยา มิได้เน้นการศึกษาด้านปริยัติมากนัก แต่เน้นวิปัสสนาเป็นหลัก ต่อมาสมัย พระเทพเมธี (ครุฑ ป.ธ.4) พ.ศ. 2436-2480 เป็นเจ้าอาวาส จึงตั้งโรงเรียนนักธรรมและบาลีขึ้น มีภิกษุสามเณรสอบได้ทั้งนักธรรมและบาลีมากขึ้น และในสมัยนั้นได้มีการเรียนการสอนภาษาไทยขึ้นมา ซึ่งได้สร้างโรงเรียนขึ้นหลังหนึ่ง ทำการเปิดสอนตั้งแต่ชั้นประถมถึงมัธยมกลาง มีนักเรียนประมาณ 200 คนเศษ

ยุคสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร)

ต่อมาระหว่าง พ.ศ. 2481-2539 สมัยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นเจ้าอาวาส การศึกษาพระปริยัติธรรมโดยเฉพาะแผนกบาลีได้เจริญรุ่งเรืองมาก มีการเรียนการสอนตั้งแต่บาลีประโยค ป.ธ.3-9 โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เป็นทั้งเจ้าสำนักเรียน และเป็นครูสอนบาลีประโยค ป.ธ.4 ของสำนักเรียนและเป็นครูสอนบาลีประโยค ป.ธ.9 โรงเรียนพระปริยัติธรรมคณะสงฆ์ส่วนกลางวัดสามพระยา ที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้ตั้งขึ้นมาให้เป็นของคณะสงฆ์สำหรับให้ภิกษุสามเณรได้มาเรียนรวมกันทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด เปิดสอนประโยค ป.ธ.8-9 ต่อมาได้เปิดสอน ป.ธ.7 ด้วย

ในปี 2489-2503 สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้เปิดสำนักอบรมครูวัดสามพระยา (ส.อ.ส.) เพื่อให้ภิกษุสามเณรได้ศึกษาเล่าเรียนทั้งในด้านการปกครอง ด้านการศึกษา ด้านการเผยแผ่ และด้านสาธารณูปการ ซึ่งสำนักอบรมครูวัดสามพระยานี้เป็นที่สนใจของภิกษุสามเณรทั่วทุกแห่ง โดยจะพากันมาอบรมเป็นประจำปีละจำนวนมากจนไม่มีสถานที่จะอบรมเพียงพอจนต้องสร้างสถานที่ชั่วคราวมุงจากขึ้นใหม่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอจนรัฐบาลในยุคนั้นเห็นความสำคัญจึงได้สร้างศาลาอบรมสงฆ์ และตึกพักสงฆ์แบบถาวรขึ้นถวายไว้ในวัดสามพระยา

การอบรมได้ดำเนินมาเป็นลำดับจนกระทั่งถึงการอบรมครั้งสำคัญ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นครั้ง “ประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์ไทย” นั่นคือ เมื่อปีฉลอง 25 พุทธศตวรรษ พระสงฆ์ทั่วสารทิศทั้งภายในและภายนอกประเทศมาเข้ารับการอบรมเป็นจำนวนมากที่สุดถึง 2,500 รูป เป็นครั้งสำคัญที่สุด การจัดสถานที่ออกเป็นหน่วยย่อยๆ เพื่อให้เพียงพอและรวดเร็วแก่ระยะเวลาการอบรมได้ดำเนินมาเป็นลำดับ นับได้ว่าสำนักอบรมครูวัดสามพระยาแห่งนี้ได้ก่อคุณประโยชน์อย่างไพศาลแก่การคณะสงฆ์ไทยเป็นอย่างยิ่ง

ภิกษุที่เข้ารับการอบรมจะได้รับความรู้และประสบการณ์ต่างๆ จากพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่เกือบทุกระดับที่มาถวายความรู้และจากหน่วยงานต่างๆ ที่มาถวายความรู้ให้แต่ละครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับความอนุเคราะห์จากผู้อำนวยการสถานที่สำคัญๆ ให้เข้าชมสถานที่นั้นๆ อย่างทั่วถึง เช่น พระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งอนันตสมาคม ทำเนียบรัฐบาล เป็นต้น ตามปกติจะไม่มีโอกาสได้เข้าชมง่ายๆ นับว่าท่านที่เข้ารับการอบรมจะไดรับประสบการณ์โดยตรง

ในปี 2495 สำนักอบรมครูวัดสามพระยาได้ตั้งโรงเรียนขึ้นโรงเรียนหนึ่งชื่อว่า “สภาการศึกษาแห่ง ส.อ.ส.” วัตถุประสงค์เพื่อฝึกอบรมภิกษุสามเณรที่สอบเปรียญธรรมได้และมีความรู้ทางพระพุทธศาสนาพอสมควร ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาสามัญมีภาษาอังกฤษเป็นหลัก เมื่อสำเร็จจากสำนักนี้แล้วจะถูกส่งไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศหรือในต่างจังหวัด อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเสียดายที่ ส.อ.ส. ต้องเลิกไปด้วยเหตุผลบางประการ

นอกจากนี้ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ยังดำริตั้งโรงเรียนพระสังฆาธิการขึ้น โดยได้เสนอต่อคณะกรรมการมหาเถรสมาคม และคณะกรรมการมหาเถรสมาคมได้มีมติเห็นชอบให้ตั้งขึ้นที่วัดสามพระยาเป็นแห่งแรก โดยชื่อว่า “โรงเรียนพระสังฆาธิการ” วัตถุประสงค์เพื่อจะให้พระสังฆาธิการทั่วประเทศได้เสริมสร้างและศึกษาหาความรู้และเทคนิค หรือกลไกในการปกครองที่ใหม่ให้เจริญก้าวหน้าเพื่อดำรงพระพุทธศาสนาให้วิวัฒนาการยิ่งๆ ขึ้นไป อีกประการหนึ่ง เพื่อให้การปกครองของคณะสงฆ์มีส่วนสัมพันธ์กับการปกครองของราชอาณาจักรได้เป็นอย่างยิ่ง

โรงเรียนนี้ได้เปิดเรียนรุ่นแรกที่วัดสามพระยาก่อน จึงถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีของคณะสงฆ์ไทยที่ได้มีการริเริ่มขึ้นในครั้งนั้น ต่อมาภายหลังจากสิ้นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์แล้ว ด้วยความสำนึกในพระคุณของท่านผู้เป็นต้นแบบคณะสงฆ์ก็ยังใช้สถานที่ภายในวัดสามพระยาเป็นสถานที่ประชุมและอบรมพระสังฆาธิการอยู่เสมอมาจนถึงปัจจุบัน เช่น งานอบรมพระอุปัชฌาย์ทั่วประเทศ งานประชุมพระสังฆาธิการในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นต้น

พ.ศ. 2505 กรมการศาสนา โดยมติมหาเถรสมาคมให้ตั้งโรงเรียนขึ้นที่วัดสามพระยา ให้ชื่อโรงเรียนว่า “โรงเรียนครูสอนพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์” วัตถุประสงค์เพื่อให้ภิกษุสามเณรที่สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยคขึ้นไป เข้าศึกษาวิชาสามัญและวิชาครู เมื่อสำเร็จแล้วจะได้เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมในสถาบันต่างๆ ของคณะสงฆ์ หรืออาจจะช่วยสอนตามโรงเรียนต่างๆ ตามสถานที่ทางราชการ

ยุคสมเด็จพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม)

พ.ศ. 2539-2561 สมัยพระราชปริยัติบดี (เอื้อน หาสธมฺโม ป.ธ.9, Ph.D.) สมณศักดิ์สุดท้ายก่อนที่จะถูกดำเนินคดีเงินทอนวัด คือ พระพรหมดิลก เป็นเจ้าอาวาส ก็ได้เจริญรอยตาม สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ในการส่งเสริมสนับสนุนภิกษุสามเณรให้ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลีมาตลอด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2539-2541 ได้ดำเนินการก่อสร้างและปฏิสังขรณ์หมู่กุฎีสงฆ์วัดสามพระยา และรับภิกษุสามเณรจำนวนมากเข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและบาลี

ในปี 2541 ได้ทำการเปิดสอนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลีเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยแผนกบาลีเปิดสอนตั้งแต่บาลีไวยากรณ์ถึงบาลีประโยค ป.ธ.9 และแค่เปิดเรียนปีแรกในยุคของพระพรหมดิลก ก็มีผู้สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค ในปี 2542 ก็คือ สามเณรอิทธิยาวุธ เสาวลักษณ์คุปต์ และถ้านับตั้งแต่ปี 2542-2561 มีผู้สอบได้ ป.ธ.9 ทั้งหมดรวม 44 รูป ถือได้ว่า พระพรหมดิลก เป็นพระนักปั้นมหาเปรียญ 9 ประโยครูปหนึ่งอย่างมิต้องสงสัย

ปัจจุบัน วัดสามพระยา มี พระเทพวิสุทธิดิลก (ละเอียด กิตฺติสุขุโม ป.ธ.9) เป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดสามพระยา

สงฆ์ไทยร่วมด้วย ช่วย สปป.ลาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/559088

  • วันที่ 29 ก.ค. 2561 เวลา 09:18 น.

สงฆ์ไทยร่วมด้วย ช่วย สปป.ลาว

โดย สมาน สุดโต

1) สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระบัญชาคณะสงฆ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเขื่อนแตกใน สปป.ลาวจากการที่ “เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย” ใน สปป.ลาว แตกเมื่อเร็วๆ นี้ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงมีบัญชาให้คณะสงฆ์ไทยช่วยเหลือประชาชนชาวลาวด่วน ในการนี้ไวยาวัจกร วัดราชบพิธฯ ก็นำปัจจัยเท่าราคาหนึ่งล้านบาท ช่วยก่อนแล้ว

ขณะที่ พระพรหมวชิรญาณ ประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ ของมหาเถรสมาคม ร่วมกับคณะสงฆ์หนตะวันออก และคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร ขอเชิญร่วมปันน้ำใจช่วยเยียวยาส่งน้ำใจไป สปป.ลาว โดยขอนิมนต์คณะสงฆ์ และเจริญพรเชิญสาธุชน ร่วมถวายเครื่องสมณบริโภค และเยียวยาช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย โดยร่วมปันน้ำใจ อาหารสำเร็จรูป เสื้อผ้า ผ้าห่ม ยารักษาโรค หรือร่วมสมทบปัจจัย ติดต่อร่วมปันน้ำใจได้ที่ โทร.08-4455-5855, 08-1144-4669

ขณะที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เชิญร่วมบริจาคปัจจัยและสิ่งของในการดำรงชีพเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่แขวงอัตตะปือ สปป.ลาว สามารถโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารทหารไทย ออมทรัพย์ ชื่อบัญชี “กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย สปป.ลาว บัญชีเลขที่ 633-2-54982-0”

กองทัพอากาศ จัดเครื่องบิน C-130 นำสิ่งของพระราชทานไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน สปป.ลาว วันที่ 25 ก.ค. 2561 ตามที่ได้เกิดอุทกภัยขนาดใหญ่ในแขวงอัตตะปือและจำปาสัก ทางตอนใต้ของ สปป.ลาว สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ชาวกองทัพอากาศ ได้จัดเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 8 หรือ C-130 นำสิ่งของพระราชทาน ประกอบด้วย น้ำดื่มพระราชทาน จำนวน 1 หมื่นขวด ผ้าเช็ดตัวพระราชทาน 2,000 ผืน เครื่องกรองน้ำพระราชทาน จำนวน 49 เครื่อง อาหารและยาพระราชทานอีกจำนวนหนึ่ง ไปช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังได้ลำเลียงถุงยังชีพในนามรัฐบาลไทย จำนวน 5,000 ชุด ไปในเที่ยวบินดังกล่าวด้วย

เมื่อเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติปากเซแล้ว สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ จะเป็นผู้มารับของและประสานการส่งต่อความช่วยเหลือให้แก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่อไป

ส่วน พระราชธรรมเมธี และชาววัดโค้งสนามเป้า บริจาคสิ่งของมีผ้าไตรจีวร 30 ไตร ของแห้ง 5 กระสอบ เทียน ไฟแช็ก ไฟฉาย พร้อมปัจจัย 48,343 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ผู้ประสบภัย

สุภชัย วีระภุชงค์ แห่งสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ส่งทั้งยารักษาโรคและเงิน 1 แสนบาท ให้ผู้แทนบริษัท ไทยนครพัฒนา ใน สปป.ลาว ไปช่วยอย่างเร่งด่วน ผ่านสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำ สปป.ลาว ทันทีที่มีการยืนยันข่าวอุทกภัย

สรุปว่า ทุกภาคส่วนของไทย ไม่ว่ารัฐบาล พระสงฆ์ และประชาชน ร่วมด้วยช่วยกันให้ สปป.ลาว พ้นจากอุทกภัยครั้งนี้ อย่างพร้อมเพรียงกัน เป็นความรู้สึกและภาพที่ประทับใจยิ่งนัก

2) ถวายในหลวง

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นประธานเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหยุสมธัมม์ ถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 66 พรรษา วันที่ 28 ก.ค. 2561 เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2561 เวลา 14.00 น. ณ วัดพิชยญาติการาม

3) “เราทำความดี ด้วยหัวใจ”

วันที่ 24 ก.ค. 2561 พระเทพคุณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร รองเจ้าคณะภาค 14 กล่าวสัมโมทนียกถา แก่ พ.ต.อ.สุรินทร์ ชาวศรีทอง ผู้กำกับการ กองกำกับการอารักขา 2 พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจ กก.อารักขา 2 ในโครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 ก.ค. 2561 ณ วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

4) บรรพชาถวายในหลวง

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2561 เวลา 13.30 น. พระธรรมมังคลาจารย์ (วิ.) เจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในพิธีบรรพชาสามเณรถวายเป็นพระราชกุศล จำนวน 239 รูป เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และเนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา โดยมี พระราชภาวนาพิธาน (วิ.) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร เป็นผู้ดำเนินงาน และมี สุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ณ วัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา

พระราชปริยัติกวี อธิการบดี มจร รูปที่ 6

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/559087

  • วันที่ 29 ก.ค. 2561 เวลา 09:11 น.

พระราชปริยัติกวี อธิการบดี มจร รูปที่ 6

โดย วรธาร ทัดแก้ว ภาพ Fb ผ้าขี้ริ้ว ผ้าขี้ริ้ว

ไม่ได้เหนือความคาดหมายแต่อย่างใด เมื่อที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือ มจร ได้มีมติแต่งตั้ง พระราชปริยัติกวี ศ.ดร. (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มจร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และเลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวง ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มจร คนใหม่

ต่อจาก พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ที่ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องมา 5 สมัย เพราะเจ้าคุณสมจินต์มีคุณสมบัติถึงพร้อมทุกอย่าง ทั้งความรู้ ความสามารถ ความเป็นนักวิชาการและนักบริหารที่ได้รับการยอมรับและความมีโดดเด่นกว่าใครๆ ในเวลานี้

ความเปลี่ยนแปลงตำแหน่งอธิการบดีครั้งนี้ สืบเนื่องจาก พระพรหมบัณฑิต ที่ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มจร มาครบวาระ 4 ปีของสมัยที่ 5 ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ ว่า ไม่ต้องการรับการสรรหาตำแหน่งอธิการบดีอีกต่อไป เนื่องจากเห็นว่าท่านได้ดำรงตำแหน่งมาเป็นเวลานาน 20 ปีแล้ว จึงอยากเห็น มจร เกิดการเปลี่ยนแปลง และคิดว่าโอกาสนี้เหมาะสมที่สุดที่จะวางมือให้ผู้อื่นที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารงานต่อ

จากมติของสภามหาวิทยาลัย มจร เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2561 ทำให้ พระราชปริยัติกวี (สมจินต์) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นอธิการบดี มจร รูปที่ 6 โดย 5 รูปที่ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มจร ผ่านมา ประกอบด้วย

รูปแรก สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้นชุตินฺธโร) วัดสามพระยา (พ.ศ. 2490-2491)รูปที่ 2 สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณณกมหาเถร) วัดจักรวรรดิราชาวาส (พ.ศ. 2491-2496) รูปที่ 3 พระธรรมวรนายก (สมบูรณ์ จนฺทโก)วัดอุดมธานี จ.นครนายก (พ.ศ. 2496-2529)พระราชรัตนโมลี ดร. (นคร เขมปาลี) วัดมหาธาตุ (พ.ศ. 2529-2540) รูปที่ 5 พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) วัดประยุรวงศาวาส (พ.ศ. 2540-2561)

บวชเรียนนักธรรม-บาลีและวิชาทางโลก

พระครูปริยัติกิตติธำรง, ผศ.ดร. คณบดีคณะสังคมศาสตร์ มจร ได้เขียนเล่าประวัติพระราชปริยัติกวี (เมื่อครั้งเป็นพระศรีคัมภีรญาณ) ในหนังสือ 33 ปี คณะสังคมศาสตร์ มจร อ่านผลงานพระศรีคัมภีรญาณ ผ่านผลงานนิพนธ์ร่วมสมัย ศรีคัมภีรญาณวิชาการ โดยตั้งชื่อเรื่องว่า “อัตชีวประวัติ พระศรีคัมภีรญาณ, ศ.ดร. ที่ข้าพเจ้ารู้จัก” ไว้ค่อนข้างละเอียด เลยขอสรุปคร่าวๆ ดังนี้

พระราชปริยัติกวี นามเดิมว่า “สมยง” นามสกุล “วันจันทร์” ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “สมจินต์” ในปัจจุบัน เกิดเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2503 ณ บ้านกวางงอย ต.โคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์

พอจบ ป.4 (ขณะอายุ 12 ปี) ก็ได้บวชเรียนและสอบได้นักธรรมตรีที่วัดบ้านเกิด จากนั้นปี 2517 ได้ย้ายมาอยู่วัดเสาไห้ ต.เสาไห้ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี สอบได้นักธรรมโทและเอก ตามลำดับ ต่อมาปี 2519 ได้ย้ายไปอยู่วัดไชยชุมพลชนะสงคราม จ.กาญจนบุรี เพื่อเรียนบาลีและสามารถสอบได้ประโยค 1-2 ในปีนั้น

ปี 2520 ได้ย้ายมาอยู่วัดเพลงวิปัสสนา เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ชั่วคราว ก่อนย้ายไปอยู่วัดทองพุ่มพวง ต.ปากเพรียว อ.เมือง จ.สระบุรี และสอบได้ประโยค ป.ธ.3 จากนั้นปี 2521 ได้ย้ายมาอยู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ถึงปัจจุบัน สอบ ป.ธ.4-8 ไม่เคยตก ส่วน ป.ธ.9 ปีแรกสอบไม่ผ่าน แต่ปีที่สอง (พ.ศ. 2528) ก็สอบได้เลย แสดงให้ว่าเป็นผู้ที่เรียนเก่งและมีความขยันตั้งใจอย่างมาก

ในปี 2525 หลังจากที่สอบได้ ป.ธ.7 ก็ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดปากน้ำ โดยมีพระธรรมธีรราชมหามุนี ปัจจุบันคือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เป็นพระอุปัชฌาย์

หลังจากสอบได้ ป.ธ.9 ในปี 2528 ก็เริ่มหันมาเรียนวิชาการทางโลก ปี 2531 จบปริญญาตรี ศึกษาศาสตรบัณฑิต (มัธยมศึกษา) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปี 2534 จบปริญญาโท สาขาพระพุทธศาสนา มจร จากนั้นเดินทางไปศึกษาปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย (Ph.D. (Pali & Buddhist Studies) BHU, India) และสำเร็จการศึกษาในปี 2537

ชีวิตการทำงาน

ปี 2537 ได้เข้ามาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ประจำกองวิชาการ มจร จากนั้นชีวิตการทำงานก็เจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ โดยเป็นรักษาการผู้อำนวยการกองวิชาการ ต่อมาขึ้นเป็นผู้อำนวยการ เป็นรักษาการรองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย รักษาการคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยต่อมาปี 2541 เป็นคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย (วาระที่ 1) ปี 2545 เป็นวาระที่ 2

จากนั้นปี 2549 เป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และนั่งในตำแหน่งนี้อีก 2 วาระ ในปี 2553 และ 2557 โดยในปี 2557 นั้นนั่งรักษาการผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ (รูปแรก) เป็นกรรมการและเลขานุการสภาวิชาการ มจร เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการประจำวิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์ มจร และปี 2558-ปัจจุบัน ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวง ล่าสุดปี 2561 ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มจร รูปที่ 6

สมณศักดิ์และตำแหน่งวิชาการ

ปี 2551 ได้รับโปรดเกล้าฯ ตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญที่ พระศรีคัมภีรญาณ ต่อมาปี 2559 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชปริยัติกวี ขณะที่ตำแหน่งทางวิชาการ ปี 2542 เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา สังกัดคณะพุทธศาสตร์ มจร ปี 2548 เป็นรองศาสตราจารย์ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา สังกัดคณะพุทธศาสตร์ มจร และปี 2559 เป็นศาสตราจารย์ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา สังกัดคณะพุทธศาสตร์ มจร

ผลงานทางวิชาการ

มีทั้งผลงานแปลและแต่งหนังสือทางวิชาการ อาทิ พัฒนาการแห่งพุทธจริยศาสตร์ พัฒนาการแห่งความคิดแบบอินเดียโบราณ กรรมและการเกิดใหม่ พุทธทัศนะเบื้องต้น ปรัชญาแห่งนาคารชุน พระพุทธศาสนามหายาน คัมภีร์วิมุตติมรรค ลังกาวตารสูตร บูรณาการพุทธธรรมเพื่อเสริมสร้างพลังบริหาร

ผลงานการเรียบเรียง เช่น คู่มือปฐมสมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัย คู่มือการเรียนการสอน วิชาแปลไทยเป็นมคธ ป.ธ.5 ประมวลการสอนธรรม โครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน พระพุทธศาสนาในจีน ทิเบต เวียดนาม ญี่ปุ่น กฎแห่งความรัก (ปรัชญาความรักในพระพุทธศาสนา)

บทความทางวิชาการ อาทิ บทวิเคราะห์วัชรยาน ตอนที่ 1-5 (บทความทางวิชาการ) นาคารชุนกับปัญหาว่าด้วยกาล ภาวะและอภาวะ แนะนำพระวินัยปิฎก ปรัชญามาธยมิกะ สืบค้นตรรกวิทยาในพระไตรปิฎกและวรรณกรรมพระพุทธศาสนา วิพากษ์ทางสายกลางของอริสโตเติลกับมัชฌิมาปฏิปทาในพระพุทธศาสนาเถรวาท เป็นต้น

งานวิจัย เช่น การศึกษาวิเคราะห์หลักจริยศาสตร์ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา พจนานุกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บูรณาการพุทธธรรมเพื่อเพิ่มพลังบริหาร

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ณ วัดสามปลื้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/558418

  • วันที่ 23 ก.ค. 2561 เวลา 11:18 น.

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ณ วัดสามปลื้ม

โดยสมาน สุดโต

เรื่องราวประวัติศาสตร์ในวัดสามปลื้ม หรือ วัดจักรวรรดิราชาวาส เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร มีให้ติดตามหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเขตพุทธาวาส มีเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ด้วยว่าเป็นวัดที่เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่รัชกาลที่ 3 ทรงเรียกว่าพี่บดินทร์ เป็นผู้ปฏิสังขรณ์ แล้วถวายเป็นพระอารามหลวงที่เขตพุทธาวาสมีอนุสาวรีย์ เจ้าพระยาบดินทรเดชาประดิษฐานอยู่อนุสาวรีย์นั้นเป็นรูปหล่อ นั่งในท่าวางอำนาจ เรียกว่า ราชลีลาสนะ (Rajalila asana) ประดิษฐานในศาลาทรงงาม ข้างมณฑปพระพุทธบาท ท่านเจ้ามา ติดกับสระจระเข้ ที่มีอยู่ 2 ตัวในปัจจุบัน

หนังสือประวัติเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุหนายก และแม่ทัพใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในวโรกาสที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินเปิดอนุสาวรีย์และชื่อค่าย เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ของ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 2 อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี วันที่ 17 ตุลาคม พุทธศักราช 2527 เล่าความเป็นมาของการสร้างรูปหล่อนี้ว่า ในสมัยรัชกาลที่ 3 กรุงเทพฯ เมื่อองค์หริรักษ์ (นักองค์ด้วง) พระเจ้ากรุงกัมพูชาได้ทราบว่า เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ถึงอสัญกรรมแล้ว องค์หริรักษ์ระลึกถึงบุญคุณที่เจ้าพระยาบดินทรเดชา ได้เคยช่วยเหลือปราบปรามหมู่ปัจจามิตร ทั้งช่วยจัดราชการเมืองเขมรให้ราบคาบเรียบร้อยตลอดมา จึงสั่งสร้างเก๋งขึ้นที่หน้าค่ายใหญ่ใกล้วัดโพธารามในเมืองอุดงมีชัย (เมืองหลวงเก่าเขมร) แล้วให้พระภิกษุชาวเขมรช่างปั้นฝีมือเยี่ยมในยุคนั้น ปั้นรูปเจ้าพระยาบดินทรเดชาขึ้นไว้เป็นอนุสรณ์ด้วยปูนเพชร และกอปรการกุศล มีสดับปกรณ์เป็นต้นปีละครั้ง ที่เก๋งนี้ ชาวเขมรเรียกว่า “รูปองค์บดินทร์” ตลอดมาจนบัดนี้รูปนี้สร้างขึ้นในราวปีจอ พ.ศ. 2392

ส่วนรูปหล่อที่วัดจักรวรรดิราชาวาส นั้น พระพุฒาจารย์ (มา) เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส เมื่อยังเป็นพระมงคลเทพมุนี ได้ให้คนไปวาดเขียนถ่ายอย่างรูปปั้นเจ้าพระยาบดินทรเดชาที่เมืองเขมร มาให้นายเล็กช่างหล่อจัดการหล่อขึ้น

ขณะที่ปั้นหุ่นรูปได้อาศัยช่างเขียน และท่านทองภรรยาเจ้าพระยายมราช (แก้ว) ซึ่งมีอายุทันได้เห็นเจ้าพระยาบดินทรเดชา ช่วยกันติชมแก้ไขจนเห็นว่าเหมือนเจ้าพระยาบดินทรเดชาแล้ว จึงได้จัดการหล่อขึ้น ประจวบกับพระพุฒาจารย์มีอายุครบ 5 รอบ (60 ปี) จึงได้รวมทำพิธีฉลองอายุในคราวเดียวกัน รูปนี้หล่อขึ้นในระหว่าง พ.ศ. 2441 กับ พ.ศ. 2447

ในด้านศาสนานั้น นอกจากปฏิสังขรณ์วัดสามปลื้ม ปัจจุบันคือ วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหารแล้ว เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้ปฏิสังขรณ์วัดพรหมสุรินทร์ ซึ่งรัชกาลที่ 3 พระราชทานนามใหม่ว่าวัดปรินายก (กรุงเทพมหานคร) ปฏิสังขรณ์วัดช่างทอง ซึ่งเป็นวัดที่ท่านผู้หญิงฟักผู้เป็นมารดาได้สร้างไว้ อยู่ที่เกาะเรียน จ.พระนคร ศรีอยุธยา ปฏิสังขรณ์วัดวรนายกรังสรรค์ (เขาดิน) จ.พระนครศรีอยุธยา สร้างวัดตึก ปัจจุบันคือ วัดเทพลีลา พระอารามหลวง ย่านรามคำแหง ยกที่บ้านถวายเป็นวัด สร้างโบสถ์วิหารการเปรียญเสนาสนะพร้อม มีชื่อว่าวัดชัยชนะสงคราม แต่ชาวบ้านมักเรียกกันว่าวัดตึก (สี่แยกวัดตึก กรุงเทพมหานคร)จนทุกวันนี้

ปีที่กลับจากเขมรมานั้น เจ้าพระยาบดินทรเดชา มีอายุย่าง 71 ปี แต่ก็ยังเข้มแข็งสามารถรับราชการสนองพระเดชพระคุณได้ต่อมาจนกระทั่งถึงวันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2392 ก็ถึงแก่อสัญกรรมที่บ้านริมคลองโอ่งอ่าง (บริเวณเชิงสะพานหันกับบ้านดอกไม้) ด้วยอหิวาตกโรค ซึ่งระบาดชุกชุมในปีนั้นรุ่งขึ้นปี พ.ศ. 2393 จึงได้พระราชทานเพลิงศพที่วัดสระเกศ

ในเขตพุทธาวาส ยังมีพระวิหารที่เคยเป็นที่ประดิษฐานพระบาง ตั้งแต่รัชกาลที่ 3 แต่ถึงรัชกาลที่ 4 โปรดฯให้ส่งคืนกลับไปยังหลวงพระบาง เมื่อ พ.ศ. 2409 วิหารนั้นปัจจุบันจึงเป็นที่ประดิษฐานพระนาก

นอกจากนั้นก็มีพระอุโบสถ และวิหารถัดออกไปด้านหลังจะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธฉาย อันพระพุทธฉายนี้ มีผู้ท่องเที่ยววัดโพสต์ข้อความในพันทิปดอตคอม (หลายปีมาแล้ว) ว่า

ต่อเนื่องจากพระวิหารเจดีย์เป็นภูเขาพระฉาย เป็นเขาจำลองขนาดย่อม ลักษณะเดียวกับเขามอ ใช้ตุ่มไหเป็นแกนโบกปูนทับ เป็นที่สักการะพระฉาย ที่ผนัง ลักษณะพระฉายทำเป็นเงาพระพุทธรูปยืนสีดำเว้าเข้าไป

(โดย) เขียนองค์พระพุทธรูปลงบนกระจกที่เคยเป็นกระจกเงาบานใหญ่สำหรับใช้ในการแต่งกายของเจ้าพระยายมราช

ผู้ที่โพสต์ในพันทิปดอตคอม บ่นว่า สถานที่ที่กล่าวมานั้น ขาดการดูแล กลายเป็นที่เก็บของ ดูรกรุงรัง ไม่น่าดู ผม(ผู้ที่โพสต์) พยายามเก็บภาพส่วนที่ดูไม่รกนักมาให้ดูกัน จึงดูพระฉายยังมีสีสมบูรณ์

เมื่อผู้เขียนเข้าไปต้นเดือน ก.ค. นี้ บางส่วนของพระฉายถูกปิดทอง จนเสียศิลปะ ความงาม ส่วนความสกปรกยังเหมือนเดิม

สรุปง่ายๆ ว่าขาดการดูแล และการทำความสะอาด ถ้าเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ที่บูรณะวัดให้งดงามมาเห็น จะรู้สึกอย่างไรหนอ เชื่อว่าเจ้าอาวาส พระเทพวิสุทธิโมลี (พรหมา) คงให้คำตอบได้

วัดทองบน วัดเล็กๆ แต่อบอุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/558367

  • วันที่ 22 ก.ค. 2561 เวลา 09:10 น.

วัดทองบน วัดเล็กๆ แต่อบอุ่น

โดย วรธาร ทัดแก้ว

อยากเขียนถึง “วัดทองบน” ตั้งแต่ช่วงวิสาขบูชาที่ผ่านมาแต่ก็ไม่ได้เขียนเลย วันนี้คิดว่าได้โอกาสแล้ว เหตุผลที่อยากเขียนถึงวัดเล็กๆ แห่งนี้ เพราะมีโอกาสได้ไปทำบุญตักบาตรที่วัดในวันวิสาขบูชา วันที่ 29 พ.ค. และตอนค่ำก็ไปเวียนเทียน รู้สึกประทับใจหลายๆ อย่างและชอบบรรยากาศการทำบุญที่วัดทั้งภาคเช้าและภาคค่ำ

วันนี้เลยขอย้อนความประทับใจในการทำบุญที่วัดทองบนในวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา เพราะบรรยากาศแบบนี้กำลังจะมาถึงอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 27 ก.ค. 2561 นั่นคือ วันอาสาฬหบูชา ที่เชื่อว่า วัดทองบน ถนนพระราม 3 วัดเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งเจ้าพระยา ใกล้สี่แยกท่าน้ำสาธุประดิษฐ์ จะมีชาวพุทธเดินทางมาทำบุญเนืองแน่นเช่นเดิม

ภาคเช้าวันนั้นมีพิธีตักบาตรที่ศาลาอเนกประสงค์ของวัด ศาลาขนาดใหญ่ 2 ชั้น แต่จัดทำบุญที่ชั้นล่าง พื้นที่กว้างขวาง โอ่โถง ปูพื้นด้วยกระเบื้องสีขาว บรรยากาศเย็นสบาย มีเก้าอี้รองรับผู้มาทำบุญราวๆ 300 ตัวด้านหน้าเป็นโซฟาสำหรับใครก็ได้ที่อยากนั่งนุ่มๆ สบายๆ หรือใครชอบนั่งกับพื้นก็ตามอัธยาศัยไม่มีใครว่า

สำหรับชั้น 2 ใช้เป็นที่เรียนนักธรรมและบาลีของพระเณร และใช้เป็นที่พักทำวัตรสวดมนต์ของอุบาสกอุบาสิกาที่มารักษาศีลอุโบสถในวันพระช่วงเข้าพรรษาและวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ตลอดวันสำคัญอื่นๆ ที่วัดจัดกิจกรรม เช่น จัดปฏิบัติธรรมถวายเป็นพระราชกุศลในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นต้น

คำนวณผู้มาทำบุญด้วยสายตาราวๆ 400 คน อยู่จนจบพิธีราวๆ 300 คน เรียกว่า เก้าอี้ทุกตัวที่ทางวัดจัดเตรียมไว้ไม่มีที่ว่าง ทุกคนพอเข้ามาในศาลาก็เปลี่ยนถ่ายสำรับอาหารใส่ภาชนะที่วัดจัดเตรียมไว้ ส่วนข้าวก็ใส่บาตร ธูปเทียนที่เตรียมมาก็นำไปบูชาพระ เสร็จแล้วนั่งฟังพระสวดถวายพรพระ ถวายภัตตาหาร ฟังเทศน์ รับพร กลับบ้าน

บรรยากาศการทำบุญต้องบอกว่าชวนให้นึกถึงวัดในชนบทหรือวัดต่างจังหวัด ที่พอถึงวันพระและวันสำคัญทางศาสนาชาวบ้านก็จะจูงมือลูกฉุดมือหลานเตรียมอาหารหวานคาว ดอกไม้ธูปเทียนลงไปวัด ทำบุญตักบาตร สมาทานศีล ฟังเทศน์กัน เสร็จแล้วกลับบ้าน พอตอนเย็นก็นำดอกไม้ธูปเทียนมาเวียนเทียนที่วัดอีกครั้งหนึ่ง

สิ่งที่ประทับใจ คือ วัดทองบน เวลามีงานวัดกลับเนืองแน่นด้วยชาวพุทธ ทั้งที่วัดไม่ได้ตั้งอยู่ในชุมชน หน้าวัดติดถนนพระราม 3 ฝั่งตรงข้ามถนนพระราม 3 เยื้องไปอีกหน่อยก็เป็นวัดดอกไม้ ส่วนด้านข้างวัดเป็นคอนโดมิเนียมสูงระฟ้า อีกฝั่งเป็นบริษัทเอกชน นอกจากนี้วัดก็ไม่ได้โดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่งที่จะเป็นจุดดึงคนเข้าวัดเหมือนอย่างวัดปริวาสราชสงครามที่อยู่ไม่ไกลกันแต่เป็นวัดเกจิดังในอดีตและเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันก็เป็นพระสายเกจิด้วย แต่เวลามีงานบุญวันสำคัญทางศาสนาผู้คนมาจากทั่วสารทิศพื้นที่วัดที่กว้างขวางก็ดูแคบลง

พระมหาอาทิตย์ อมโร เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ซึ่งเป็นมหาเปรียญ 7 ประโยค จบปริญญาตรี พุทธศาสตรบัณฑิต (พธ.บ.) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บอกว่า คนมาทำบุญและร่วมกิจกรรมที่วัดทองบนส่วนใหญ่มาจากย่านถนนสาธุประดิษฐ์ ถนนพระราม 3 แถวบางคอแหลม บางโคล่ และยานนาวา

“ความที่วัดมีความเงียบสงบ สะอาด อากาศเย็นสบาย ร่มรื่น โดยเฉพาะบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาอากาศดีมาก ลมเย็น แถมมีต้นไม้ตั้งเรียงรายให้ร่มเงาหลายต้น ตอนเย็นๆ ผู้คนมักจะขับรถพาลูกหลานมานั่งกินลมชมวิวสองฝั่งเจ้าพระยาและให้อาหารปลาตรงเขื่อนของวัด ซึ่งเขื่อนนี้สร้างขึ้นในสมัยพระครูสุทธิธรรมรักษ์ (รส อุ่มเพชร) เจ้าอาวาสรูปก่อนเนื่องจากสมัยก่อนวัดทองบนถูกน้ำท่วมตลอดเลยท่านจึงสร้างเขื่อนป้องกัน”

ความประทับใจอย่างหนึ่ง คือ วัดทองบนมีการเลี้ยงอาหาร น้ำดื่มประชาชนที่เดินทางมาทำบุญและร่วมกิจกรรมที่วัดทุกวันสำคัญทางศาสนา เรียกได้ว่าใครมาวัดทองบนนอกจากมาทำบุญแล้วยังอิ่มท้องด้วย

“การทำอาหารเลี้ยง เริ่มต้นมาจากหลวงพ่อพระครูสิทธิธรรมรักษ์ ท่านจะให้เงินแม่ครัวไปซื้อขนมจีนมาเลี้ยงญาติโยมในช่วงออกพรรษาทอดกฐิน ทำทุกปี ตอนหลังญาติโยมที่มาทำบุญเห็นหลวงพ่อให้เงินแม่ครัวไปทำอาหารเลี้ยงคนเลยขอทำบุญด้วย จากนั้นมาพอถึงวันสำคัญที่วัดจัดกิจกรรมต่างๆ ญาติโยมก็จะมาแจ้งความประสงค์บริจาคเงินเพื่อทำอาหารเลี้ยงคนตามศรัทธาโดยที่วัดไม่ได้บอกบุญแต่อย่างใด”

อีกความประทับใจคือ ทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรมในวันสำคัญทางศาสนา วัดทองบนจะเต็มไปด้วยจิตอาสาที่มาช่วยงานวัดมากมาย เช่น ช่วยขายดอกไม้ ธูปเทียน อำนวยความสะดวกให้กับคนที่มาทำบุญ หลังจากเวียนเทียนเสร็จแล้วก็ช่วยเก็บดอกไม้ธูปเทียน ทำความสะอาดสถานที่ เก็บของร่วมกับพระเณรเป็นภาพที่เห็นแล้วประทับใจ

จะสังเกตเห็นว่าจิตอาสาส่วนใหญ่เป็นชาวพม่ามากกว่าคนไทย ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะย่านสาธุประดิษฐ์นั้นมากไปด้วยชาวพม่า และคุณลักษณะที่เด่นชัดของชาวพม่าอย่างหนึ่งที่คนไทยต่างรู้จักดีคือ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนเขาก็ใส่ใจในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากบอกสาธุชน วัดนี้แม้จะชื่อทองบนแต่ก็ไม่ได้เป็นวัดที่มีเงินเหมือนวัดอื่นๆ แต่ที่วัดพัฒนามาขนาดนี้เพราะบารมีของเจ้าอาวาสรูปก่อน (รูปที่ 7) คือ พระครูสิทธิธรรมรักษ์ (รส อุ่มเพชร) ด้วยเหตุนี้ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันได้เห็นคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ของท่านที่มีต่อวัด จึงได้สร้างศาลาอุ่มเพชรลักษณะคล้ายมณฑปเพื่อเป็นอนุสรณ์และบูชาคุณ โดยข้างในจะประดิษฐานรูปหล่อของท่านเพื่อให้สาธุชนได้กราบไหว้