น่ายินดีและยังเป็นห่วง “วันช้างไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544252

  • วันที่ 13 มี.ค. 2561 เวลา 10:53 น.

น่ายินดีและยังเป็นห่วง "วันช้างไทย"

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ ปฏิภัทร จันทร์ทอง

หวนมาอีกปีกับวันที่ 13 มี.ค. “วันช้างไทย” วันที่จะมีเวทีเสวนาเรื่องสถานการณ์ช้างให้ผู้เชี่ยวชาญมานั่งถกถึงปัญหาและแนวทางการแก้ไข(บางประเด็นถูกพูดถึงทุกปีและยังต้องพูดถึงต่อไป) แต่จากการพูดคุยกับคนในวงการช้างไทย ดูเหมือนว่าปีนี้จะมีทั้งเรื่องน่ายินดีและน่าเป็นห่วงควบคู่กันไป เพราะถึงแม้ว่าไทยจะมีปริมาณช้างเพิ่มขึ้นมากที่สุดในภูมิภาค แต่ก็มาพร้อมปัญหาใหญ่ที่อาจทำได้แค่หวังว่าจะเป็นจริง

โซไรดา ซาลวาลา ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อนช้าง และผู้ต่อสู้เพื่อช้างมานานกว่า 25 ปี กล่าวว่า ปัญหาเรื่องช้างกับคนมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนน่าเป็นห่วง แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ สุขภาพช้าง เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางเข้ามาจะคิดถึงการนั่งบนหลังช้างเป็นอันดับแรก ซึ่งเธอเคยสะท้อนปัญหาสุขภาพช้างในปางไปตั้งแต่ปี 2536 สมัยที่ยังมีปางช้างไม่กี่แห่งในประเทศไทย รวมถึงปัญหาสุขภาพของช้างเร่ร่อนที่เดินอยู่ในหัวเมืองใหญ่ ที่ถึงแม้กรุงเทพมหานครจะประกาศใช้ข้อบัญญัติ กทม. ควบคุมการนำช้างมาหารายได้ในเขตกรุงเทพฯ แต่ในเขตปริมณฑลและหัวเมืองอื่นก็ยังพบเห็น

“พอการท่องเที่ยวมาก ความต้องการการใช้ช้างสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวก็มีมาก ส่งผลทำให้เกิดการใช้งานช้างมากขึ้นตามมา ปางบางแห่งให้ช้างยืนรอนักท่องเที่ยว ทำให้ช้างไม่ได้หยุดพัก ต้องยืนตากแดดทั้งวัน ก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพของเขา (ช้าง) ทำให้เขาเครียดเหมือนเรายืนกลางอากาศร้อน หรือเวลาเขายืนขับถ่ายก็จะยืนอยู่บนมูลของตัวเองทำให้เกิดเป็นแผลที่เท้า ซึ่งทางมูลนิธิเพื่อนช้างไม่อยากเห็นช้างป่วยเลย ไม่มีช้างป่วยมาโรงพยาบาลยิ่งดี แล้วโรงพยาบาลก็จะเป็นสถานที่ให้ความรู้ ดังนั้นถ้าท่านดูแลช้างดีจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด”

โซไรดา กล่าวต่อว่า เธอต่อต้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ได้ เนื่องจากคนที่เกี่ยวข้องกับช้างก็ต้องทำงานหารายได้ แต่จะทำอย่างไรให้คนอยู่กับช้างในทิศทางของการท่องเที่ยวที่ไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อน คือช้างไม่บอบช้ำ และควาญไม่บอบช้ำ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่น่าดีใจที่ได้รับความร่วมมือจากปางช้างมากขึ้นแล้ว

“เฉพาะใน จ.เชียงใหม่ มีช้างที่อยู่ในธุรกิจท่องเที่ยวจำนวน 980 กว่าเชือก จากเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วพื้นที่ภาคเหนือเคยมีปางช้างใหญ่ๆ อยู่แค่ 3 แห่ง มาถึงวันนี้เชียงใหม่มีปางช้าง 78 แห่ง และยังพบว่ามีลูกช้างเพิ่มจำนวนขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งกลายเป็นคำถามที่ทางมูลนิธิถามเสียงดังว่า ลูกช้างมาจากไหน”

นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่ของช้างป่า คือ ประชากรช้างป่ามีมากและประชากรคนไทยก็มาก ทำให้คนรุกใช้พื้นที่ป่าส่งผลให้ป่าซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของช้างมีขนาดเล็กลง

“ปัญหาคนกับช้างเป็นปัญหาที่มีมายาวนาน ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่ปัจจุบันมีประชากรช้างป่าเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่ แต่พื้นที่ป่ามีจำกัดและไม่มีผู้ล่าตามธรรมชาติอย่างเสือคอยควบคุม ทำให้ช้างป่าออกมาหากินใกล้ที่อยู่อาศัยของคน และด้วยเหตุที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจจึงทำให้เกิดเหตุสลดกับช้างอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อมีประชากรช้างมากขึ้นก็มีความเห็นให้ย้ายช้างจากป่านี้ไปป่าอื่น รวมถึงมีข้อเสนอว่าให้นำช้างป่าไปให้ประเทศเพื่อนบ้านที่มีช้างน้อย แต่ทางมูลนิธิเพื่อนช้างไม่เห็นด้วยกับการส่งช้างไปต่างแดน และเรียกร้องให้ยุติการค้าช้างข้ามชาติทั้งเพื่อการศึกษาหรือไม่ก็ตาม เพราะช้างไทยต้องอยู่ในประเทศไทย ในเมื่อเราเป็นประเทศท่องเที่ยวแล้ว นักท่องเที่ยวก็ต้องมาดูช้างไทยในประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศเพื่อนบ้าน”

โซไรดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันช้างถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจ แต่เขาก็ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่เมื่อซื้อมาก็ต้องดูแลเหมือนสมาชิกในครอบครัว ไม่ใช่ซื้อมาเพื่อใช้งานอย่างเดียวจนตายแล้วซื้อใหม่ หรือถ้าไม่สามารถดูแลต่อได้ ตอนนี้ประเทศไทยมีองค์กรเกี่ยวกับช้างหลายแห่ง ซึ่งสามารถช่วยเหลือ หรือหากช้างเจ็บป่วยก็สามารถแจ้งได้ที่มูลนิธิเพื่อนช้าง จ.ลำปาง ภายในมูลนิธิเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลช้าง ซึ่งรักษาช้างมาแล้ว 4,000 กว่าเชือก และมีช้างที่อยู่กับมูลนิธิไปตลอดชีวิตจำนวน 9 เชือก

ถามเธอต่อถึงชีวิตการต่อสู้เพื่อช้างมานานถึง 25 ปี ว่าเป็นอย่างไร “ร้องไห้ทุกวัน” เธอตอบ “เพราะสิ่งที่ทำอยู่เป็นงานที่เหนื่อย และส่วนตัวมีปัญหาด้านสุขภาพหลายโรค ทั้งโรคที่เป็นตั้งแต่เกิดและที่ได้มาใหม่ระหว่างทำงาน จนตอนนี้ร่างกายจะไม่ไหวแล้ว อยากส่งไม้ต่อก็ยังไม่มีคนรับ”

เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2560 โซไรดาประกาศผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ขอลาออกจากบทบาทเลขาธิการมูลนิธิเพื่อนช้าง เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความเหมาะสมมารับหน้าที่แทนต่อไป” แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีคนสมัครแม้แต่คนเดียว

“ถามว่าความหวังสูงสุดคืออะไร เราอยากให้มีกองทุนช้างแห่งชาติ ซึ่งกองทุนนี้จะได้ช่วยมูลนิธิหรือองค์กรหรือคนที่ทำงานเกี่ยวกับช้าง จะได้ไม่ต้องรบกวนเงินบริจาคจากประชาชน ถ้าหากภาครัฐเกื้อหนุนให้มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการก็จะสามารถผ่อนภาระที่จะต้องพึ่งเงินบริจาคได้มาก ซึ่งเรื่องนี้พูดกันมา 20 กว่าปีแล้ว จนตอนนี้มีความคืบหน้าเพราะเรื่องกองทุนช้างแห่งชาติได้บรรจุอยู่ในแผนแม่บทเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาช้างเลี้ยง และอยู่ระหว่างการรอนำเสนอแผนต่อรัฐบาล ถ้าหากรัฐบาลเห็นชอบก็จะได้นอนตายตาหลับ” เธอกล่าวทิ้งท้าย

อีกหนึ่งมูลนิธิที่เป็นที่รู้จักกันในหมู่ชาวต่างชาติอย่าง มูลนิธิโกลเด้นท์ไทรแองเกิ้ลเอเชียนเอเลเฟนท์ ทำงานเพื่อสวัสดิภาพของช้างและให้ความช่วยเหลือปางช้างในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของช้าง โดย จอห์น โรเบิร์ตสผู้อำนวยการช้างและฝ่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีช้างเลี้ยงมากถึง 3,400 เชือก และเพิ่มขึ้นทุกวัน (มีช้างเลี้ยงที่ลงทะเบียนจำนวน 3,878 เชือก) โดยช้าง 1 เชือก กินอาหารวันละ 250 กิโลกรัม ต้องการการดูแลจากสัตวแพทย์ รวมถึงควาญช้างหรือเจ้าของช้างเองก็ต้องมีชีวิตอยู่ได้เช่นกัน จึงเกิดคำถามขึ้นว่าจะมีวิธีจัดการกับช้างจำนวนนี้และผู้ดูแลช้างอย่างไร

“ผมคิดว่าช้างดีกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แต่การท่องเที่ยวจะดีกับช้างหรือไม่ขึ้นอยู่กับวิธีการที่ปฏิบัติกับเขา เราสามารถทำให้การท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่ดีสำหรับช้าง ถ้าเราทำโดยคำนึงถึงความต้องการของช้าง เข้าใจลักษณะนิสัยของช้างแต่ละเชือก เราไม่สามารถบังคับช้างทุกเชือกให้อยู่ในปางช้าง หรือล่ามโซ่ปล่อยไว้ในพื้นที่เล็กๆ เพราะช้างจะสู้ถ้าเราบังคับให้ทำสิ่งที่ไม่ชอบ ในปางช้างบางแห่งช้างอาจต้องทำงานหนัก หรือแม้แต่ปางช้างที่ดีก็อาจมองข้ามบางเรื่อง เช่น การใส่เสลี่ยงที่น้ำหนักเยอะบนหลังช้าง

ดังนั้น เรายังต้องการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อให้สามารถเลี้ยงช้าง 3,400 เชือกได้ ซึ่งผมคิดว่ากุญแจสำคัญคือ เราต้องพยายามพัฒนาการท่องเที่ยวที่เกี่ยวกับช้างให้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องเริ่มตั้งคำถามว่าเราต้องการประชากรช้างมากขนาดนี้หรือไม่”

โรเบิร์ตส กล่าวด้วยว่า สมัยก่อนควาญเคยอาศัยอยู่กับช้างในป่า แต่เมื่อช้างไม่สามารถทำงานลากซุงได้ พวกเขาก็ออกจากป่ามาเร่ร่อนตามถนน จนปัจจุบันเปลี่ยนมาอยู่ตามบ้านหรือปาง ซึ่งคนไม่สามารถผูกช้างไว้เฉยๆ และลืมไปได้

“เมื่อช้างไม่ได้ทำงานเหมือนแต่ก่อน บรรดาควาญช้างก็ไม่ควรจะใช้วิธีการเดิมที่เคยทำ เราจึงต้องช่วยกันหาวิธีใหม่ในการดูแลช้างให้พวกเขา ผมไม่คิดว่างานโปโลช้างจะช่วยให้เราสามารถช่วยช้างทั้ง 3,400 เชือกได้ (โรเบิร์ตสยังมีหน้าที่เป็นผู้อำนวยการช้างที่อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำฯ โดยกลุ่มโรงแรมอนันตราได้จัดงานการแข่งขันโปโลช้าง เมื่อวันที่ 8-11 มี.ค.ที่ผ่านมา) แต่ก็เป็นโอกาสที่ให้เราได้นำเสนอวีถีควาญช้างและสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้คน”

มูลนิธิโกลเด้นท์ไทรแองเกิ้ลเอเชียนเอเลเฟนท์มีโครงการช่วยเหลือช้างหลายโครงการ โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ สวัสดิภาพของช้าง การปกป้องช้างป่า และการวิจัยเกี่ยวกับช้าง ซึ่งงานที่เกี่ยวข้องกับช้างเลี้ยงส่วนใหญ่จะทำงานร่วมกับบ้านตากลาง จ.สุรินทร์ เนื่องจากช้างกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศลงทะเบียนอยู่ที่นั่น ส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับช้างป่า มูลนิธิได้สนับสนุนหลายโครงการของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ผืนป่าดงพญาเย็น

หลังจากนี้ทางมูลนิธิจะสนับสนุนศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย ในการฝึกอบรมให้ควาญช้างมีทักษะทางเทคนิคการสัตวแพทย์ อบรมโปรแกรมสอนควาญช้าง สอนวิธีฝึกช้างเชิงบวกโดยไม่ใช้วิธีการลงโทษ ส่งครูไปสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กในหมู่บ้านช้าง พาเด็กไปทัศนศึกษา และให้ความรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่า ช้างป่า และการอนุรักษ์

ด้าน นสพ.เกษตร สุเตชะ นายสัตวแพทย์ โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กล่าวว่า ช้างในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีไทยกับเมียนมาที่ยังเหลืออยู่เป็นล่ำเป็นสัน ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย มีจำนวนช้างลดลง และถ้าเทียบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศที่ปกป้องช้างอย่างแข็งขันและมีจำนวนช้างป่ามากขึ้นอย่างชัดเจน คือ ประเทศไทย

“พื้นที่บางแห่งมีช้างป่าค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น เช่น กุยบุรี แก่งหางแมว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน ในขณะที่ชาวบ้านรอบๆ ป่าใช้พื้นที่ทำกินไปเรื่อย จึงเกิดเป็นปัญหาคนกับช้าง เพราะช้างมีปริมาณคงตัวและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่คนก็ตัดป่าและเข้าไปหาช้างใกล้ขึ้น เลยมีข่าวช้างป่ากับคนทะเลาะกันบ่อยและมีอยู่เสมอ

ตอนนี้จำนวนช้างทั้งในและนอกป่าของประเทศไทยไม่ได้อยู่ในจำนวนที่น่าเป็นห่วงหรือใกล้สูญพันธุ์ หรือเรื่องความหลากหลายทางพันธุกรรมก็ไม่น่าเป็นห่วง เพราะจากที่คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ศึกษาช้างเลี้ยงทั้งหมดพบว่า มีช้างเลี้ยงอยู่ 7-8 สายยายทวด ซึ่งเป็นปริมาณพันธุกรรมที่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงช้างไทยไม่ให้แคระแกร็น และไม่มีโรคทางพันธุกรรม แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ปริมาณป่าและธรรมชาติต่างหากที่ลดลงอย่างต่อเนื่องและไม่มีแนวโน้มว่าจะหยุด ดังนั้นสถานการณ์ช้างไทยจึงมีทั้งเรื่องน่ายินดีและน่าเป็นห่วง”

นสพ.เกษตร แนะหนทางแก้ไข 2 ทาง คือ หนึ่ง เพิ่มพื้นที่ป่าให้เป็นผืนป่าใหญ่ต่อเนื่องกัน และ สอง พื้นที่ไหนที่มีช้างมากเกินไปให้ย้ายไปป่าอื่นที่มีปริมาณช้างน้อย (หมายถึงเฉพาะป่าในประเทศไทย) ส่วนคำว่า คุมกำเนิดช้าง พบว่า บางพื้นที่ในแอฟริกาใช้การคุมกำเนิดด้วยวิธีฝังฮอร์โมนในการควบคุมประชากรช้าง แต่สำหรับในไทยไม่มีการนำวิธีนี้มาใช้ตั้งแต่บรรพกาล

“ผมอยากเห็นประเทศไทยมีป่าให้ช้างและปราศจากการล่าของมนุษย์ และอยากให้ช้างที่ถูกเลี้ยงไว้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการดูแลที่ดี ก็คงหวังได้เท่านี้ แต่จะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่าก็คงต้องรอดูต่อไป” นสพ.เกษตร กล่าวทิ้งท้าย

เหมือนคำส่งท้ายบนเวทีเสวนาที่เคยฟัง การจบด้วยความหวังจะทำให้ประเด็นที่กำลังถกอยู่นั้นมีพลังขับเคลื่อนต่อไป และสำหรับวันช้างไทยปีถัดไปหวังว่าจะไม่ย้อนกลับมาหวังในเรื่องเดิมๆ

เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544158

  • วันที่ 12 มี.ค. 2561 เวลา 11:47 น.

เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ รอยเตอร์ส

หากมีปัญหาในเรื่องการวางแผนการทำงานหลายๆ อย่างไม่เป็นไปอย่างที่คิด บางทีปัญหานั้นอาจจะไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอก แต่เกิดจากการที่เราเตรียมตัวตอนเริ่มต้นได้ไม่ดีพอ ลองเทคนิคเหล่านี้ดูว่าเราจะเริ่มต้นอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

1.30 นาทีตอนเช้าสำคัญที่สุด

ผู้บริหารระดับสูงในหลายๆ บริษัทต่างบอกเคล็ดลับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพข้อหนึ่งที่ตรงกันคือ ทุกเช้าก่อนออกจากบ้านพวกเขาจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที เป็นเวลาสั้นๆ ที่เราสามารถหยิบตารางการทำงานของแต่ละวันและสัปดาห์ เพื่อดูว่าในวันนั้นเราต้องจัดการทำงานอะไรได้บ้าง ให้สอดคล้องไปตามแผนงานทั้งหมด และทำให้มีความผิดพลาดลดลง

การวางแผนงานนี่ควรเผื่อในเรื่องความผิดพลาด และแนวทางการแก้ไขไว้ด้วย โดยเฉพาะงานที่ต้องติดต่อประสานงานกับผู้อื่น ที่ไม่สามารถควบคุมเวลาที่ชัดเจนได้จะมีความผิดพลาดสูงกว่างานที่สามารถทำให้เสร็จได้ด้วยตัวเอง

2.จดทุกครั้งที่ได้รับมอบหมายทันที

หลายครั้งที่เรามักจะลืมนัดหมายเพราะไม่ได้จดลงสมุด ดังนั้นเมื่อเราได้รับมอบหมายงานจึงควรจดลงสมุด รวมทั้งพิมพ์โน้ตไว้ในสมาร์ทโฟน พร้อมกำหนดวันเวลาทำงานให้เสร็จในทันที หากทำเป็นประจำจะช่วยในเรื่องการวางแผนสัปดาห์ต่อสัปดาห์ได้ดีมาก และเราจะไม่สับสนว่าควรทำอะไรก่อนหรือหลัง

หากงานมีจำนวนมากเกินรับมือ หรือต้องรอคอยคำตอบการตัดสินใจ หรือรอรับงานช่วงต่อจากผู้อื่นให้เผื่อเวลาสำหรับการทวงถามและติดตามไว้ด้วยเช่นกัน

3.เพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน

คงไม่มีใครชอบระบบการทำงานที่มีความเคร่งเครียดมากเกินไป การวางแผนงานควรเผื่อเวลาในการยืดหยุ่นและพักตัว ไม่ควรจัดตารางจนดูแน่นตลอดทั้งวัน เช่น หลังเลิกงานก็ต่อด้วยการอ่านหนังสือ 1 ชั่วโมง ทานข้าว 1 ชั่วโมง หรือจัดตารางเป็นชั่วโมงต่อชั่วโมงจนถึงเวลาเข้านอน ซึ่งในชีวิตจริงคงมีน้อยคนนักที่จะทำได้

เราควรปล่อยฟรีไทม์ระหว่างการทำงานอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้สมองได้พักตัว พร้อมรับสำหรับการทำงานอีกรอบ และมีอย่างน้อยๆ 1 วัน/สัปดาห์ ที่สามารถทำสิ่งที่อยากจะทำนอกเหนือจากเรื่องการทำงาน กล้ามเนื้อยังต้องการพักตัวให้หายเหมื่อยแล้วทำไมสมองของคนเราจะไม่ต้องการหยุดพักการทำงานบ้างล่ะ

4.วางแผนระยะสั้นและยาว

การวางแผนแบ่งเวลาอย่างง่ายๆ ได้ 2 ระดับ คือ แผนระยะสั้น และแผนระยะยาว ซึ่งเราควรวางแผนระยะยาวก็คือเป้าหมายของผลการทำงานในแต่ละปีควรตั้งให้ชัดเจนว่าเราต้องการเป้าความสำเร็จว่าคืออะไร จากนั้นมาดูแผนระยะสั้น ซึ่งก็คือการแบ่งเวลาในการทำงานโปรเจกต์เล็กๆ ให้สำเร็จ เพื่อให้ถึงเป้าหมายใหญ่นั่นเอง แต่ทั้งนี้การวางแผนเป็นเรื่องของการคาดคะเนอนาคต เราจึงควรกำหนดเป้าหมายอย่างคร่าวๆ และคิดแผนสำรองเผื่อไว้กรณีฉุกเฉินเสมอ

5.หาความรู้ใส่ตัวเสมอ

เพิ่มศักยภาพตัวเองด้วยการหมั่นศึกษาหาความรู้เสมอ อย่าขาดจากการเล่าเรียน ไม่จำเป็นต้องศึกษาในระบบ แต่ชีวิตต้องเติมความรู้ใหม่ๆ บางคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเพราะนั่งอยู่ในตำแหน่งมานาน คิดว่าตัวเองรู้ทุกซอกทุกมุม นี่เป็นการคิดที่ผิดและบั่นทอนความสนุกในการทำงานมาก หัดคิดในมุมของเด็กที่กระหายความรู้ และหมั่นศึกษาหาความรู้เพื่อมาต่อยอดในการงานเสมอ เราเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ความรู้ใหม่ๆ ที่เราได้เรียนรู้ที่จะทำให้พบว่าโลกการทำงานน่าสนุกขึ้นอีกเยอะ

6.สม่ำเสมอและมั่นคง

แผนจะไร้ประโยชน์หากเราไม่ทำตามแผน ในชีวิตจริงเราทุกคนมีโอกาสที่จะเจอปัญหาใหม่ๆ เข้ามาให้เราไม่สามารถทำตามแผนได้เสมอ เช่น ปัญหาระหว่างเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว อุบัติเหตุ หรือแม้กระทั่งวินัยอันหย่อนยานของตัวเราเอง จึงควรระลึกไว้เสมอว่าแผนการทำงานก็คือเส้นทางเดินคร่าวๆ ที่เรากำหนดไว้ อาจจะมีเดินหลุดนอกเส้นทางไปบ้าง แต่ควรกลับมาทำตามแผนอย่างสม่ำเสมอให้มากที่สุด เพื่อกลับมาอยู่ในเส้นทางสู่เป้าหมายการทำงานที่ฝันไว้

นอนไม่หลับ ปัญหาหนักกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544156

  • วันที่ 12 มี.ค. 2561 เวลา 11:31 น.

นอนไม่หลับ ปัญหาหนักกว่าที่คิด

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี ภาพ รอยเตอร์ส, นิทรา สปา แอนด์ เวลเนสส

นอนดึกตื่นเช้าจนชิน อาจไม่ใช่เรื่องผิดปกติของใครหลายคนที่มีกิจวัตรเช่นนี้เป็นประจำ แต่ในระยะยาวแล้วไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ เพราะปัญหาการทำงานหนักจนนอนไม่พออาจส่งผลต่อสุขภาพถึงขั้นเสียชีวิต และยังก่อให้เกิดปัญหาโรคร้ายได้ในอนาคต

อ.พญ.มณฑิดา วีรวิกรม กรรมการดำเนินงานศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านความผิดปกติจากการนอนหลับ ศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวถึงปัญหาการนอนหลับ เนื่องในวันนอนหลับโลกเมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า “วันนอนหลับโลกนั้นเริ่มมีตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค. 2551 เพราะพบว่าผู้คนในปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการนอนและไม่ใส่ใจกับการนอนมากขึ้น และมีการจัดตั้งองค์กรและสมาคมรวบรวมองค์ความรู้ด้านการนอนขึ้นมาในระดับโลก

จนปัจจุบันมีศูนย์เกี่ยวกับการนอนหลับเพิ่มมากขึ้น ที่รักษาปัญหาเกี่ยวกับการนอน และโรคจากการนอนหลับทุกอย่าง ตั้งแต่จิตเวช ระบบประสาท หู คอ จมูก รวมองค์ความรู้ในหลายๆ สาขาที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับขึ้นมาเป็นเวชศาสตร์การนอนหลับขึ้นมาโดยเฉพาะ อย่างเช่น ศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และยังมีศูนย์รักษาโรคเกี่ยวกับการนอนตามโรงพยาบาลขนาดใหญ่อีกหลายแห่งทั่วประเทศ ที่ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาได้

ปัญหาการนอนมีมานานแล้ว แต่ไม่ได้รับการพูดถึงมากนัก เพราะเป็นผลกระทบที่ไม่เห็นผลในทันที ปัญหาแรกที่พบได้บ่อยสุดแต่ไม่รุนแรงมากนัก ก็คงเป็นเรื่องของการนอนที่ไม่พอ ทำให้เกิดปัญหาการง่วงนอนในช่วงเวลากลางวัน อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ทำงานอย่างต่อเนื่อง หรือมีกิจกรรมในช่วงเวลากลางคืน ที่ทำให้ร่างกายตื่นตัวจนนอนไม่หลับ ทำให้เบียดบังช่วงเวลาที่ควรจะนอนไป

นอกจากนั้น อาจจะเป็นเรื่องของความเครียด สภาพสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น แสง เสียง ที่เป็นตัวกระตุ้น รบกวนการนอนต่างๆ ก็มีผลต่อการนอนของเราด้วยเช่นกัน เช่น ถ้าเกิดว่าเสียงดังเกินไปก็จะรบกวนการนอนทำให้เราหลับยาก หรือว่าแสง เช่น แสงจากคอมพิวเตอร์ แสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ หรือบางทีการที่เราเล่นคอมพิวเตอร์ก่อนนอนก็ทำให้เราหลับยาก

โดยเฉพาะเรื่องของแสง ซึ่งมีผลต่อการนอนหลับของเรา ปกติแล้วก่อนที่เราจะนอนหลับ สมองจะหลั่งฮอร์โมนออกมาตัวหนึ่งชื่อว่า เมลาโทนิน ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายรู้สึกอยากจะหลับ แต่ถ้าเราเปิดคอมพิวเตอร์หรือดูสมาร์ทโฟนก่อนนอน จะทำให้สมองไม่สั่งให้สารตัวนี้หลั่งออกมา ก็จะไม่ทำให้เรารู้สึกง่วงนอนแล้วก็นอนหลับยากมากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการหลั่งสารตัวนี้ออกมา อาจจะทำให้รู้สึกสนุก มีการกระตุ้นทำให้เราตื่นตัว ไม่อยากนอนด้วยเช่นกัน”

ตามสถิติที่ได้จากเว็บไซต์ worldsleepday.org มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างระยะเวลาการนอนหลับกับโรคอ้วนในวัยเด็ก ผลการวิจัยพบได้ชัดเจนในเด็กหญิง ระยะเวลาการนอนหลับจะมีความผกผันกับน้ำหนักตัวอย่างเห็นได้ชัด คือยิ่งนอนน้อยเท่าไรก็มีแนวโน้มกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน โรคนอนกรนหรือภาวการณ์หยุดหายใจขณะนอนหลับ เป็นโรคที่พบได้มากในผู้ชายถึง 4 เปอร์เซ็นต์ และผู้หญิง 2 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ทำให้เกิดอาการง่วงนอนในตอนกลางวัน และเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคเบาหวาน อีกทั้งยังส่งผลกระทบด้านความจำ และการเรียนรู้ระยะยาว โรคอ้วน เบาหวาน ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ โรคมะเร็งบางชนิด และโรคทางจิตวิทยาหลายอย่าง เช่น ภาวะซึมเศร้า

นอกจากนี้ จากการศึกษาของสหรัฐ ประเมินค่าใช้จ่ายประจำปีของการนอนไม่หลับสูงเป็นหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ มีชาวอเมริกันกว่า 7 หมื่นคนได้รับบาดเจ็บทุกปี เนื่องจากอุบัติเหตุจากการนอนหลับ เช่น ง่วงแล้วขับ หลับในระหว่างการทำงานจนเกิดอุบัติเหตุ และในจำนวนนี้ เกือบ 2,000 คนเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุจากการนอนหลับ

ปัญหาด้านการทำงานพบว่ามีจำนวนถึง 46 เปอร์เซ็นต์ของบุคคลที่มีปัญหาการนอนหลับ ทำรายงานผิดพลาดและทำของหายบ่อยครั้ง มีการคาดการณ์ว่า ในประชากรผู้ใหญ่จะมีคนที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และยังพบว่าปัญหาการนอนไม่หลับอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน โดยมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะและการลดลงของคุณภาพงาน หากความผิดปกติยังไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้โอกาสในการทำงานลดลงและการสูญเสียการจ้างงานในที่สุด

พญ.มณฑิดา อธิบายเพิ่มเติมว่า ปีนี้สโลแกนของวันนอนหลับโลก 2018 ก็คือ หลับเป็นเวลา ตามนาฬิกาชีวิต พิชิตโรคร้าย ร่างกายแข็งแรง การหลับเป็นเวลาก็คือเราควรจะเข้านอนเป็นเวลาตามปกติ เช่น เข้านอนช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเป็นประจำก็ควรจะนอนอย่างนั้นตามเวลาที่ใกล้เคียงในทุกๆ วัน แล้วก็ตื่นในเวลาที่ใกล้เคียงเวลาเดิมในทุกๆ วัน ก็จะทําให้รอบการนอนของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น ร่างกายมีการปรับตัวแล้วก็รู้ว่าช่วงเวลาไหนควรจะเป็นเวลานอน

นอนตามนาฬิกาชีวิต ก็คือในร่างกายของคนเราจะมีสิ่งที่เรียกว่า นาฬิกาชีวิตที่บอกเวลาว่าเวลาไหนร่างกายควรจะทำอะไร เช่น เวลาง่วงนอน เวลาหิว เวลาตื่น ซึ่งพบว่านาฬิกาชีวิตนี้สามารถทำงานได้ใกล้เคียงเวลาเดิมอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ วัน ซึ่งนาฬิกาชีวิตจะเป็นนาฬิกาหลักของสมองที่จะกำหนดว่าเราควรจะตื่นแล้วคุณจะหลับ แต่ในขณะเดียวกันอวัยวะต่างๆ ในร่างกายก็มีนาฬิกาเวลาของตัวเองที่ทำงานสอดคล้องกัน เช่น อวัยวะที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมน และระบบน้ำย่อย

ปัญหานาฬิกาชีวิตนี้ พบได้มากในผู้ที่เดินทางไปกลับในต่างประเทศเป็นประจำ ซึ่งจะต้องเผชิญกับอาการที่เรียกว่าเจ็ตแล็ก ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ทำให้เวลานอนกับเวลารับประทานอาหารก็ผิดเพี้ยนไปตามเวลาในแต่ละท้องถิ่น อาการเจ็ตแล็กนี้ต้องใช้เวลาหลายวันในการปรับตัว เพื่อให้เข้ากับเวลาท้องถิ่น อีกอย่างหนึ่งก็คืออาชีพที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเป็นกะ เช่น อาชีพ รปภ. อาชีพแพทย์ หรืออาชีพอื่นๆ ที่ต้องเปลี่ยนกะเข้าเวร เป็นต้น อาชีพเหล่านี้จะต้องปรับตัวเรื่องของการนอนค่อนข้างบ่อย ฉะนั้นจึงจะมีปัญหาทางด้านการนอนหลับค่อนข้างมาก

หากเรานอนได้ตามนาฬิกาชีวิต จะช่วยให้ร่างกายเรารู้เวลาซ่อมแซมตัวเองที่แน่นอน และมีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันเรื่องโรคหัวใจ ความดันโลหิต และเบาหวาน ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความเครียดและอาการนอนน้อย ที่ทำให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้น้อยลง

“อาการที่เกี่ยวกับการนอนหลับ แบ่งปัญหาการนอนออกเป็น 2 อย่างก็คือ อาการแรกนอนหลับยาก ซึ่งต้องหาสาเหตุว่าเกิดได้จากอะไรบ้าง บางสาเหตุเกิดมาจากความเครียดที่ส่งผลต่อเนื่องจนกลายเป็นพฤติกรรมทำให้นอนไม่หลับ โดยเฉพาะคนที่ทำงานประเภทเพอร์เฟกชั่นนิส ที่มักกังวลเกี่ยวกับงานในวันรุ่งขึ้น ทำให้นอนไม่หลับในช่วงแรกแต่ปัญหาสะสมอย่างต่อเนื่องทำให้กลายเป็นพฤติกรรมนอนหลับยากในระยะยาว

อีกอาการหนึ่งก็คือนอนหลับง่าย แต่ตื่นบ่อยกลางดึกก็ต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไรได้บ้าง ส่วนมากมักเกิดจากโรคประจำตัวบางอย่างที่รบกวนการนอน เช่น อาการนอนกรน หรือโรคบางโรคที่แสดงอาการระหว่างนอนหลับด้วยเช่นกัน” พญ.มณฑิดา กล่าว

สำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านการนอน นอกจากการพบแพทย์แล้ว ยังมีสปาบำบัดด้านการนอนขึ้นมาโดยเฉพาะ อย่างเช่นที่ นิทรา สปา แอนด์ เวลเนสส์ (Nitra Spa & Wellness) ของ 137 พิลลาร์ส โฮเต็ลส แอนด์ รีสอร์ทส ก็เป็นหนึ่งในการนำศาสตร์ด้านการบำบัดมาใช้ควบคู่กับเทคโนโลยีบำบัดอาการนอนหลับยาก ที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรครบกวนการนอนอื่นๆ

จักรชัย เล่าลือเกียรติ์ ผู้จัดการ นิทรา สปา แอนด์ เวลเนสส์ อธิบายว่า ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่มีปัญหาเรื่องของการนอนอย่างมีคุณภาพ อาจจะด้วยเพราะความเครียดส่วนตัวหรือมีอาการเจ็ตแล็ก ทำให้มีปัญหาเรื่องการนอนจึงทำให้มีบริการ สลีป เทอราพี ซิกเนเจอร์ ทรีตเมนต์ (Sleep Therapy Signature Treatment) เป็นการนำเอาน้ำมันหอมระเหยใช้ร่วมคู่กับชุดหูฟังเสมือนจริง (Glyph) ในการบำบัดด้วยภาพและเสียงในเวลาเดียวกัน เพื่อเปลี่ยนคลื่นสมองเบต้า ซึ่งเป็นคลื่นสมองในขณะที่คนเรามีอาการเครียด เปลี่ยนให้เป็นคลื่นอัลฟา ซึ่งเป็นคลื่นสมองในช่วงเวลาที่เราได้รับการบำบัดและรู้สึกผ่อนคลาย

อย่างไรก็ดี บางคนที่มีปัญหานอนหลับยาก ไม่ชอบใส่เครื่องมือรบกวนการนอน จะไม่ใส่ก็ได้แต่ก็จะยังได้ยินเสียงเพื่อการบำบัดอยู่ โดยทำร่วมกับการนวด โดยเน้นจุดสำคัญที่สามารถส่งผลให้ร่างกายผ่อนคลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มตั้งแต่เท้าซึ่งเป็นศูนย์รวมระบบประสาทที่สำคัญ แต่หลายคนมักจะละเลยการดูแลสุขภาพเท้าตรงนี้ไป ควบคู่กับการนวดที่ไม่เหมือนกับการนวดกดจุดหรือนวดทั่วไปที่ทำให้รู้สึกเจ็บ แต่เป็นการนวดที่เบาและทำให้กล้ามเนื้อรู้สึกผ่อนคลายทั้งตัวเท่านั้น โดยนวดตั้งแต่เท้า ขา มือ ท้อง คอ และศีรษะ เพื่อกระตุ้นการนอนหลับ และการผ่อนคลายไปถึงระดับหลับไปในที่สุด ในผู้ที่มีปัญหาการนอนแนะนำว่าควรรับการบำบัดประมาณ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งทั้งหมดจะใช้เวลาเพียง 90 นาทีเท่านั้น

ท้ายสุด พญ.มณฑิดา ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่มีปัญหาการนอนว่า ปัญหาการนอนไม่ได้มีแค่นอนไม่พอ และนอนกรนเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาเรื่องง่วงแล้วขับ ซึ่งทำให้มีอัตราเสียชีวิตที่สูงกว่าปัญหาการนอนกรนหลายเท่า และยังสร้างผลกระทบให้กับผู้อื่นอีกด้วย

“ที่สำคัญคือ การนอนที่มีประสิทธิภาพไม่จำเป็นจะต้องถึงระดับหลับลึกนานกี่ชั่วโมง ไม่จำเป็นต้องดูจากเครื่องวัดในสมาร์ทโฟน แต่ขอให้ไม่มีโรคที่เกี่ยวข้องหรือส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ และนอนในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกสดชื่นไม่อ่อนเพลียและอยากจะทำกิจกรรมชีวิตประจำวันอย่างมีความสุขก็ถือว่าเป็นการนอนที่ดีแล้ว”

สุขนิสัยการนอน 10 ประการ

1.เข้านอนและหลับเป็นเวลาในทุกวันอย่างเป็นลักษณะนิสัย

2.นอนกลางวันไม่เกิน 45 นาที (นานกว่านั้นจะทำให้เกิดปัญหาไม่ง่วงนอนตอนกลางคืน)

3.ไม่ดื่มแอลกอฮอล์

4.ไม่สูบบุหรี่ หรือดื่มกาแฟก่อนนอน (หากเป็นเครื่องดื่มกาเฟอีนก็ไม่ควรดื่มก่อนนอน 6 ชั่วโมง โดยเฉพาะคนที่มีอาการนอนหลับยาก)

5.หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนัก เผ็ด และหวานในมื้อเย็น (เพราะอาหารมื้อหนักจะทำให้กระเพาะทำงานหนักแม้ถึงช่วงเวลานอนที่ร่างกายต้องพักผ่อนอย่างต่อเนื่อง อาหารเผ็ดจะทำให้รู้สึกไม่สบายท้อง และอาหารหวานจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงส่งผลถึงปัญหาการนอนหลับยากด้วยเช่นกัน)

6.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (การออกกำลังกายจะทำให้นอนหลับง่ายขึ้น แต่ควรเว้นการออกกำลังกายก่อนเวลานอนประมาณ 2-4 ชั่วโมง หากออกกำลังกายใกล้เวลานอนจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นจนยากแก่การนอน)

7.ใช้เครื่องนอนที่หลับสบาย

8.อุณหภูมิห้องควรปรับอย่างเหมาะสม

9.หลีกเลี่ยงแสง เสียงรบกวนการนอน

10.ใช้ห้องนอนเพื่อการนอนหลับและกิจกรรมทางเพศเท่านั้น

บุพเพสันนิวาส เปิดประวัติศาสตร์โฉมใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544046

  • วันที่ 11 มี.ค. 2561 เวลา 10:35 น.

บุพเพสันนิวาส เปิดประวัติศาสตร์โฉมใหม่

โดย มัลลิกา นามสง่า

ตอนนี้คนไทยทั้งพระนครหาหนังสือ “บุพเพสันนิวาส” มาอ่านกันให้วุ่น แต่หนังสือก็มีกำลังผลิตออกมาไม่ทันใจและเพียงพอต่อจำนวนผู้ต้องการ

อันเป็นผลพวงมาจากละครบุพเพสันนิวาสออกอากาศทางช่อง 3 เพียงตอนเดียว กระแสของออเจ้าการะเกด คุณพี่หมื่นก็เป็นที่เลื่องลือ นับเป็นปรากฏการณ์โฉมใหม่ของละครไทย พีเรียด คอมเมดี้ โรแมนติก ปนดราม่านิดๆ เรียกว่าแซ่บครบรส

บุพเพสันนิวาส นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ บทประพันธ์ของ “รอมแพง” ตีพิมพ์ครั้งแรก ปี 2553 ก่อนถูกซื้อลิขสิทธิ์มาเป็นบทละครโทรทัศน์ พิมพ์มาแล้ว 27 ครั้ง 1,000-1,500 เล่ม/ครั้ง แต่นับจากละครออกอากาศไปเพียง 4 ตอน ยอดจำนวนพิมพ์อยู่ที่ 44 ครั้ง ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของออเจ้าทั่วแผ่นดินสยาม

นอกจากบุพเพสันนิวาสฟีเวอร์ ยังส่งให้ผลงานเล่มอื่นๆ ของรอมแพงที่มี 21 เรื่อง นับตั้งแต่เธอเริ่มเขียนนิยายเมื่อปี 2549 มีคนไปเสาะหามาอ่านตามไปด้วย

“ดีใจที่ผลตอบรับออกมาแบบนี้ แต่มีแอบกังวลนิดๆ ค่ะ ไม่ค่อยชอบอะไรหวือหวา เพราะทำให้เรากลายเป็นจุดสนใจมากเกินไป ไม่ชอบโดนจับตาเยอะ เพราะเป็นคนนิ่งๆ เงียบๆ แต่ก็ดีใจที่พอมีกระแสคนซื้อหนังสือเยอะ”

รอมแพง เป็นนามปากกาของ “จันทร์ยวีร์ สมปรีดา” โดยตั้งชื่อ รอมแพง ตามชื่อนางเอกนิยายเรื่อง เวียงกุมกาม บทประพันธ์ ทมยันตี ซึ่งได้ขออนุญาตกับนักเขียนโดยตรง เพราะชื่นชอบในเรื่องตัวผู้ประพันธ์ และเพื่อความเป็นสิริมงคลในเส้นทางการเขียนหนังสือ ซึ่งเป็นอาชีพเดียวของรอมแพง

การประสบความสำเร็จของนิยายบุพเพสันนิวาสเกิดขึ้นตั้งแต่หนังสือยังไม่ได้ตีพิมพ์ โดยการนำไปโพสต์ในเว็บไซต์เด็กดี พอตีพิมพ์ก็เป็นหนังสือที่ผู้อ่านกล่าวถึงกันมาก จนอยากให้นำมาสร้างเป็นละคร และเป็นหนังสือที่ผู้จัดละครหลายค่ายต่างช่องอยากคว้ามาครอง

รอมแพง จบการศึกษาภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร บุพเพสันนิวาส คือเรื่องแรกของเธอที่เขียนในช่วงอยุธยา ยุคของสมเด็จพระนารายณ์

“ประวัติศาสตร์ศิลป์คือสิ่งที่เราชอบ พอจะเขียนย้อนยุคก็ศึกษาจะนำเสนอยุคไหนดี ยุคที่มีคนทำเยอะๆ เราก็เลี่ยง หรือถ้าจะช่วงใกล้ๆ ก็มีคนศึกษาเยอะหรือยังมีลูกหลานอยู่ในปัจจุบันการเตะอาจกระทบ จึงเลือกช่วงสมเด็จพระนารายณ์ มีความเจริญรุ่งเรืองด้านวรรณกรรม การค้า มีข้อมูลน่าสนใจ มีสีสันที่เราต่อยอดเสริมแต่งได้

การเสริมแต่งใช้ตามเซนส์ของเรา มันไปตามตัวละคร ก่อนอื่นเราต้องสร้างคาแรกเตอร์ของตัวละครให้เหมือนคนจริงๆ มีอดีตของเขาให้เป็นคนแบบนี้ แล้วจะดำเนินเนื้อเรื่องเลือกเอาประวัติศาสตร์ส่วนไหนมาใส่

หาข้อมูลเยอะมาก ใช้เวลา 3 ปี ลงสถานที่จริง อยุธยา ลพบุรี อ่านหนังสือหลายเล่มมากฝังตัวในหอสมุดแห่งชาติ หอสมุดศิลปากร อ่านพงศาวดาร จดหมายเหตุลาลูแบร์ ต้องย่อยประวัติศาสตร์เยอะ ต้องคัดเลือกตรวจสอบให้เหมาะสมกับพล็อต บางจุดก็ต้องบิดประวัติศาสตร์ไปบ้าง บางจุดก็เสริมแต่ง พวกประวัติศิลปะดูลวดลายโครงสร้างของสถาปัตยกรรมมาบรรยายในหนังสือให้เห็นภาพมากขึ้น”

นิยายของรอมแพงส่วนมากเป็นแฟนตาซี อารมณ์คอมเมดี้ โดยเธอบอกว่า “ตอนคิดพล็อตก็คิดว่า ถ้านางเอกเกิดใหม่แต่ไปเกิดในอดีตจะเป็นยังไง แล้วเลือกให้ไปเกิดเป็นตัวร้าย เพื่อที่ตัวละครจะได้เรียนรู้ เติบโต แก้ไข คนอ่านจะได้เอาใจช่วยตัวละครไปด้วย

ประวัติศาสตร์ก็นำเสนอผ่านการใช้ชีวิตประจำวัน โดยให้เกศสุรางค์ไปเกิดใหม่ในร่างการะเกดเป็นคนซักถาม ให้คนอ่านเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ทำให้เราคุมการเล่าได้ในระดับหนึ่ง แล้วสื่อสารการเล่าที่อยู่ในสายตาของคนในปัจจุบันเพื่อให้ใกล้ชิดกับคนอ่านมากขึ้น

คาแรกเตอร์ของเกศสุรางค์ ผสมกันระหว่างเราเองที่คิดว่านักประวัติศาสตร์อยากไปเห็นในยุคอดีต กับรุ่นน้องคนหนึ่งเป็นวิศวกรปิโตรเคมีอยากรู้อยากเห็นไปหมด อยากรู้ก็ต้องค้นหาไม่ให้คาใจ”

ภาษา หรือบทแร็ปของคุณพี่หมื่นในละคร ในนิยายเป็นเพียงความคิดของพระเอก หากการเลือกใช้คำที่โดนใจผู้อ่านนั้น รอมแพงได้รับการยกย่องจากเพื่อนๆ ว่ามีภาษาจิกกัดน่ารักๆ แบบสาวประเภทสองอยู่แล้ว

“ตอนเล่นเกมออนไลน์มังกรหยก น้องๆ ที่คุยในโปรแกรมแชตก็บอกพี่ไปเขียนนิยายเถอะ ภาษาพี่สนุกมาก นั่นคือจุดที่ทำให้มาเขียนนิยาย ส่วนสำนวนในบุพเพสันนิวาสก็มาจากเราเองมองโลกในแง่ดี มีความรู้สึกว่าในโลกความเป็นจริงมีอะไรที่เครียด ถ้าเราเขียนนิยาย น่าจะมอบความสุขให้กับคนอ่านและมอบความสุขให้กับตัวเองในขณะที่เขียน”

ใครรีบร้อนอยากหาหนังสือมาอ่าน ซื้อหาผ่านทางอีบุ๊กได้ อย่าละเมิดลิขสิทธิ์กันเลย เพราะตอนนี้เป็นปัญหาให้กับผู้สร้างงานดีๆ หนักใจ แทนที่จะดีใจที่มีคนหันมาสนใจอ่านนิยายต้องมาคอยคุยกับทนายเรื่องพวกนี้

หรือใครจะรอหนังสือก็จะได้เห็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ในการพิมพ์รอบใหม่ ชื่อ รอมแพง ถูกพิมพ์ขนาดตัวอักษรใหญ่พอๆ กับชื่อเรื่องแล้วบนหน้าปก ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่า นักเขียนดัง ชื่อนี้คนอ่านมั่นใจ

ราฟฟี คาเลนเดอเรียน พอร์เทรตสไตล์แอบสแทรกต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544037

  • วันที่ 11 มี.ค. 2561 เวลา 09:50 น.

ราฟฟี คาเลนเดอเรียน พอร์เทรตสไตล์แอบสแทรกต์

โดย อฐิณป ลภณวุษ ภาพ ราฟฟี คาเลนเดอเรียน

แกลเลอรี่บุคมันน์ ในกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี จัดนิทรรศการแสดงผลงานใหม่ล่าสุดของ ราฟฟี คาเลนเดอเรียน Raffi Kalenderian ; Always in Rare Form ตั้งแต่วันนี้-14 เม.ย. ซึ่งมีทั้งภาพสีน้ำมันและผลงานบนกระดาษของจิตรกรอเมริกันวัย 37 ปี

ผลงานส่วนใหญ่ ราฟฟี เน้นวาดภาพพอร์เทรตของคนในแวดวงใกล้ชิด ส่วนมากจะเป็นนักเขียน, กวี, นักดนตรี ฯลฯ ด้วยสีน้ำมันที่สีสันจัดจ้าน รวมทั้งสร้างชีวิตชีวาให้เพิ่มขึ้นด้วยเท็กซ์เจอร์จากสีน้ำมันเอง

ตัวเอกในนิทรรศการ Raffi Kalenderian ; Always in Rare Form จึงประกอบไปด้วยคนรุ่นใหม่ชาวลอสแองเจลิสที่มานั่งหรือยืนเป็นแบบให้วาด แต่ละภาพเหมือนมีกฎของมันอยู่ นาง/นายแบบจะต้องมายืนหรือนั่งหน้าตรง เบื้องหน้าแบ็กกราวด์สีสดที่ดูสุดหลอน เล่นกับประสาทและสายตา โดยราฟฟีตั้งใจให้เกิดการตัดกันอย่างรุนแรงระหว่างแบบและแบ็กกราวด์

นอกจากนี้ เขายังต้องการให้ภาพของนาง/นายแบบ หน้าแบ็กกราวด์ที่เป็นสีสันแนวแอบสแทรกต์ มีภาพรวมๆ ออกมาเป็นภาพที่ดูตึงเครียด เป็นพอร์เทรตสไตล์แอบสแทรกต์

สำหรับสีสันบนพื้นหลังหรือแบ็กกราวด์สุดแสบและหลอนตา ราฟฟีได้แรงบันดาลใจมาจากผ้าคิลต์ อันเป็นอเมริกันโฟล์กอาร์ต ผสมผสานกับศิลปะแอบสแทรกต์แบบโมเดิร์นนิสม์ รวมทั้งผืนผ้าทอประดับผนังห้องสไตล์เม็กซิกัน อันเป็นวัฒนธรรมอันแสนคุ้นเคยของชาวแคลิฟอร์เนียใต้เช่นเขา

หากจะว่ากันตามนิยามของ ชาร์ลส์ โบเดอแลร์ กวีชาวฝรั่งเศส จากบทวิจารณ์เกี่ยวกับศิลปะ Le peintre de la vie moderne ที่เขาเขียนไว้ในปี 1863 บทที่ 4 ว่าด้วยเรื่อง La modernite ราฟฟี คาเลนเดอเรียน ก็คือจิตรกรผู้สะท้อนภาพชีวิตสมัยใหม่ ที่อาศัยภาพพอร์เทรตของเขาในการค้นหา ค้นพบ ดึงเอาบุคลิกภาพ และตัวตนของคนที่ถูกวาดออกมาบนผืนผ้าใบ

ด้วยแรงบันดาลใจจากนักวาดพอร์เทรตยุคโมเดิร์นนิสม์ อย่าง อองรี มาติสส์ และดาวิด ฮอคนีย์ ราฟฟีปฏิบัติตามขนบของไอคอนของเขาอย่างเคร่งครัด ผสมผสานกับประสบการณ์ ปูมหลัง และผนวกเอาตัวตนของนาง/นายแบบใส่เข้าไปในแต่ละภาพอย่างมีเอกลักษณ์

ผลงานของราฟฟีจึงได้ไปโลดแล่นอยู่ทั่วโลก ทั้งฝั่งสหรัฐเอง อังกฤษ ยุโรป รวมทั้งในเอเชีย โดยหลังจากศึกษาจบทางด้านจิตรกรรมจากยูซีแอลเอ เขาก็เริ่มมีผลงานอย่างหนาแน่น ทั้งเดี่ยวและกลุ่มในแวดวงศิลปะฝั่งแคลิฟอร์เนีย โดยในปี 2010 ผลงานของเขาก็ได้รับการจัดแสดงในนิทรรศการ The Next Generation ที่คุนสต์ มิวเซียม เซนต์ กัลเลน สวิตเซอร์แลนด์

ขณะที่ปี 2016 ราฟฟี คาเลนเดอเรียน ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งนิทรรศการ Painters‘ Painters ณ ซาชิ แกลเลอรี่ ในกรุงลอนดอน

นักวิ่งเท้าใหม่แกะกล่อง… มาทางนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544036

  • วันที่ 11 มี.ค. 2561 เวลา 09:45 น.

นักวิ่งเท้าใหม่แกะกล่อง... มาทางนี้

โดย  ปอย

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ระบุปัจจุบันนักวิ่งออกกำลังกายกว่า 12 ล้านคน มีการจัดงานวิ่งปีละกว่า 700 งาน มีนักวิ่งหน้าใหม่เพิ่มขึ้นอีกปีละกว่า 1.7 แสนคน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดี มีเพียงรองเท้าดีๆ แค่ 1 คู่ ไม่ต้องลงทุนมากก็ได้ออกกำลังกายและได้สุขภาพดีๆ กลับมา คุ้มค่า

หลายคนจึงเปิดโอกาสให้ตัวเองก้าวสู่สนาม “วิ่ง”  เริ่มที่ระยะใกล้หรือไกล เกิดนักวิ่งหน้าใหม่อยู่มากมาย ใครสนใจเริ่มออกวิ่ง “ครูดิน” สถาวร จันทร์ผ่องศรี อดีตนักวิ่งมาราธอนทีมชาติไทย วันนี้กูรูทางด้านการวิ่งแนะเทคนิคง่ายๆ การวิ่งเบื้องต้นให้เรียนรู้กัน

เริ่มต้นที่ฝึกเดินเร็ว

คนไม่เคยออกกำลังกายด้วยการวิ่งเลย ครูดิน แนะว่า ควรเริ่มจากการเดิน เพื่อให้ร่างกายปรับตัวในการทำกิจกรรมที่หนักกว่าปกติ โดยลองฝึกเดินเร็วมากกว่าการเดินในชีวิตประจำวัน ให้เดินอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 20-30 นาที เดินจนเหนื่อย เพื่อให้ร่างกายปรับตัว ช่วง 2-3 วันแรกจะรู้สึกเหนื่อยมากกว่าปกติ ไม่ต้องกังวล ค่อยๆ เดินไป อาจเดินเร็วบ้างในบางครั้ง

เมื่อเดินอย่างต่อเนื่องประมาณ 10 วัน ร่างกายจะค่อยๆ ปรับตัว ครูดิน แนะว่า จากนั้นให้ฝึกเดินช้าสลับเดินเร็ว เป็นช่วงๆ อย่างต่อเนื่อง

“เมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวมากขึ้นก็ให้เดินเร็วมากกว่าเดิม จนในที่สุดสามารถเดินเร็วได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อทำได้ก็ให้วิ่งเหยาะๆ สลับเดินเร็ว แล้วเริ่มเพิ่มการวิ่งเหยาะๆ ให้มีระยะทางมากขึ้น จนสามารถวิ่งเหยาะๆ ต่อเนื่อง 20-30 นาที จากนั้นเพิ่มระยะเวลาให้มากขึ้น ทำทีละนิด อย่างน้อยที่สุดเพิ่มระยะทาง 1 สัปดาห์ ไม่ควรเกิน 5% จากระยะเวลาหรือระยะทางที่เคยทำได้”

เคล็ดลับเมื่อพัฒนาสู่การวิ่ง ไม่ควรหักโหมจนเกินเหตุ เพราะอาจทำให้ท้อจนอาจเลิกวิ่งไปเสียก่อน

ท่าวิ่งของครูดิน

ครูดินแนะนำท่าวิ่งที่ถูกต้องไว้ในเฟซบุ๊กเพจ ความรู้คู่ครูดิน @sathavornknowledge คงสรุปไม่ได้ว่าท่าวิ่งแบบไหนที่ดีที่สุดหรือถูกต้องที่สุด สิ่งสำคัญคือการวิ่งที่ลื่นไหล พลิ้วไหว เบาสบาย ไม่กระแทก ไม่สูญเสียพลังงานโดยใช่เหตุ มีความสัมพันธ์ที่ดีในการเคลื่อนไหวของแขน ขา ลำตัว ที่สัมพันธ์กับการหายใจ และมีประสิทธิภาพที่เหมาะสมกับโครงสร้างของร่างกาย

วิ่งได้เร็ว วิ่งได้นาน วิ่งได้ไกล โดยมีปัญหาการบาดเจ็บน้อยที่สุด ซึ่งทุกครั้งที่มีการแนะนำการวิ่งท่าใหม่ให้กับนักวิ่งที่สนใจ มักจะมีประเด็นข้อสงสัยเกิดขึ้นเสมอว่า หลังจากฝึกและเปลี่ยนวิ่งในท่าใหม่นี้จะมีอาการเหนื่อยเพิ่มขึ้น ครูดินบอกว่า ใช่ครับ เหนื่อยขึ้นแน่นอน เนื่องมาจากวงรอบที่เพิ่มขึ้น มีอาการเจ็บบริเวณเอ็นร้อยหวายกับกล้ามเนื้อน่อง เพราะเป็นการเปลี่ยนมาใช้มัดกล้ามเนื้อใหม่ ก็สร้างความแข็งแรงของส่วนที่จำเป็นต้องใช้มากขึ้น ด้วยการยืดเหยียดที่ดี พัฒนาความแข็งแรงด้วยแรงต้าน ปัญหานี้ก็จะหมดไป แต่ก็มีปัญหาใหม่เกิดจากการวิ่งเร็วขึ้น ซึ่งจะมีความเหนื่อยเพิ่มขึ้น ก็แค่ปรับแก้ให้เหนื่อยเท่าเดิม จะเห็นได้ว่ามีระยะทางที่เพิ่มมากขึ้นกว่าที่เคยวิ่ง ลองใช้ความพยายามในการวิ่งที่เหนื่อยเท่าเดิม แล้วเปรียบเทียบกับระยะทางที่ทำได้ จะพบว่าในความเหนื่อยเท่าเดิมจะได้ระยะทางที่เพิ่มมากกว่าเดิมแน่นอน

วิ่งช้าให้เป็น

จุดที่สำคัญของการวิ่งท่าใหม่ ก็คือ “วิ่งช้าให้เป็น” ในเบื้องต้นฝึกให้วิ่งช้าลงในอัตราความเหนื่อยเท่าเดิม เวลาในการวิ่งก็ดีขึ้นได้ แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่มอัตราความเร็ว เมื่อคุ้นเคยกับการเปลี่ยนมัดกล้ามเนื้อ คุ้นเคยกับท่าทางการวิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่คุ้นชิน การวิ่งก็จะง่ายและลื่นไหล

‘สโลว์ไลฟ์ คือ การได้เป็นนายตัวเอง’ ชัยวุฒิ จึงเจริญพาณิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544034

  • วันที่ 11 มี.ค. 2561 เวลา 09:34 น.

‘สโลว์ไลฟ์ คือ การได้เป็นนายตัวเอง’ ชัยวุฒิ จึงเจริญพาณิชย์

โดย วราภรณ์

โทนี่-ชัยวุฒิ จึงเจริญพาณิชย์ ปัจจุบันคือเจ้าของแบรนด์น้ำมัลเบอร์รี่ออร์แกนิกคั้นสดมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ภายใต้แบรนด์ “แม่ยายดุ” แต่ในอดีตเขาคือพยาบาลหนุ่มที่ศึกษาจบด้านการพยาบาลจากประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากอยู่ที่นั่นนาน 9 ปี ทั้งเรียนและทำงาน เขาตัดสินใจทิ้งความศิวิไลซ์แต่ไม่ดีต่อสุขภาพคือ กินอาหารจังก์ฟู้ด ต้องกินอาหารกระป๋องที่อยู่บนชั้นวางของนานๆ กลับมาเมืองไทยหันมาทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อแบ่งปันสุขภาพดีให้ผู้สนใจได้กินผักปลอดสารบ้าง โดยมีไร่เล็กๆ อยู่ที่น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ สถานที่ที่เขาสามารถใช้ชีวิตแบบช้าๆ ที่เรียบง่าย แต่ก็มีความสุข

สนใจวิถีเกษตรอินทรีย์

แรงบันดาลใจหลักๆ ที่ทำให้โทนี่สนใจเรื่องสุขภาพดีเนื่องจากคุณพ่อของเขาเสียด้วยโรคมะเร็งก่อนจะย้ายไปอยู่กับคุณแม่ที่พำนักอยู่ที่สหรัฐอเมริกาและตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจากนักการตลาดให้กับแบรนด์ยักษ์ใหญ่มาทำงานเป็นโปรดิวเซอร์ทำค่ายเพลงอิสระเล็กๆ ชื่อ โมโนโทน เคยทำงานเพลงร่วมกับค่าย เช่น เบเกอรี่ มิวสิค บีอีซี เทโร แกรมมี่ ฯลฯ ไปเรียนซาวด์ เอนจิเนียร์ด้านการบันทึกเสียง ที่มิวสิคเชียนส์ อินสติวติว หรือเอ็มไอ ที่แอลเอ การอยู่อเมริกาทำให้โทนี่ได้เปิดโลกของตัวเองว่าอะไรที่เราทำได้และทำไม่ได้ เพราะชีวิตที่นั้นการแข่งขันค่อนข้างสูง วันหนึ่งเขาจึงคิดเปลี่ยนเนื่องจากคุณพ่อของเขาเสียด้วยโรคมะเร็ง พอไปอยู่ที่อเมริกาพบว่าอาหารที่นู้นแย่มาก ไม่มีความรู้ด้านโภชนาการที่ดี ประกอบกับหากเจ็บป่วยค่ารักษาพยาบาลแพงมาก ดังนั้น ประชาชนต้องดูแลสุขภาพของตัวเองไม่ให้เจ็บป่วย ทำให้เขาอยากเรียนด้านสุขภาพจึงเข้าเรียนคอร์สพยาบาลจากเริ่มแรกเรียนคอร์สสั้นๆ กลายเป็นเข้าเรียนด้านการพยาบาลอย่างจริงจังจนศึกษาจบด้านการพยาบาลและสอบใบพยาบาลวิชาชีพได้แล้ว แต่ติดที่ปัญหาด้านเอกสารทำให้เขาไม่สามารถประกอบวิชาชีพด้านการพยาบาลที่อเมริกาได้ เขาจึงตัดสินใจกลับมาเมืองไทย มาทำในสิ่งที่ตัวเขาสนใจ นั่นคือ ดูแลด้านการกินด้วยการทำไร่เกษตรอินทรีย์

“ผมคิดว่าคนเราต้องฉลาดเลือกกิน พอผมกลับมาอยู่เมืองไทยได้ 2 ปีแล้ว ตอนกลับมาอยู่เมืองไทย ผมรู้สึกผมอยากเริ่มชีวิตใหม่ ที่ให้ประโยชน์กับตัวเองและสังคม และเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองเรียนมา ก็เลยขับรถไปเที่ยวภาคเหนือ ใต้ ออก ตก เพื่อท่องเที่ยวหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ก่อนกลับจังหวัดนนท์ที่ผมอยู่ ผมได้แวะไปเยี่ยมคุณพ่อของเพื่อน ซึ่งเขามาอยู่เมืองไทยที่น้ำหนาวและทำไร่เกษตรอินทรีย์ ปลูกมัลเบอร์รี่และผักชนิดอื่น ซึ่งเป็นวิถีที่ผมชอบมาก เพราะข้อดีของเมืองไทยคือปลูกอะไรก็ขึ้นง่าย ภูมิประเทศเราดี และผมอยากให้คนมีสุขภาพที่ดี อยากกลับไปใช้ชีวิตวิถีเกษตรอินทรีย์เหมือนสมัยพ่อแม่เรา ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า อยู่กับธรรมชาติรู้จักธรรมชาติ หรือเราเรียนแบบธรรมชาติได้ ในวิถีอินทรีย์ พอเจอคุณพ่อของเพื่อนทำฟาร์มออร์แกนิก ชื่อคุณจอห์น ที่ปลูกพันธุ์ไม้เมืองหนาว เช่น เขาปลูกกาแฟเป็นหลักเพราะความสูงและอากาศได้ และปลูกไผ่พันธุ์พื้นบ้าน มีผักสวนครัว เช่น มะนาว พริก มีครบ ที่สำคัญคือปลูกแบบออร์แกนิกด้วย ไม่ใช่ปุ๋ยเคมีเลย แล้วผมก็พบผลลูกหม่อนหรือมัลเบอร์รี่ หากศึกษาดูมีคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายเยอะมากๆ ผมจึงคิดผลิตภัณฑ์และพัฒนาแบรนด์แม่ยายดุ และวางจำหน่ายดีมากๆ เพราะคนไทยหันมาดูแลสุขภาพเยอะมาก ตอนนี้ผมคิดพัฒนาแตกไลน์ทำเป็นแยมมัลเบอร์รี่โดยทำแบบโฮมเมด พาสเจอไรซ์จำหน่ายอีกทางเลือกหนึ่ง”

ลงทุนซื้อที่ทำไร่เกษตรอินทรีย์

เริ่มแรกก่อนจะตัดสินใจซื้อที่ดินข้างๆ สวน Jorn’s coffee farm ของจอห์นที่ทำไร่กาแฟ อโวคาโด และทำไร่แบบส่วนผสมจำนวน 5 ไร่เศษ เขาทดลองปลูกต้นมัลเบอร์รี่บนดาดฟ้าบ้านพักที่นนทบุรี โดยทดลองปลูกหลายๆ วิธีเพื่อค้นหาว่าแบบไหนดีที่สุด สรุปปลูกพืชต้องลงบนดินดีที่สุด เพราะธรรมชาติจะดูแลกันเอง ประกอบกับได้เข้ากลุ่มปันอยู่ปันกินที่เป็นกลุ่มคนที่ตระหนักในเรื่องสินค้าและผู้บริโภคที่ฉลาดเลือกซื้อเลือกกิน ปลูกกินเองได้ ซึ่งเพื่อนๆ ในกลุ่มเป็นคนในแวดวงเกษตรอินทรีย์ และตัดสินใจซื้อที่ดินที่ อ.น้ำหนาว

“ตอนนี้ผมทำสวนออร์แกนิกโดยใช้ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงคือ ไม่ปลูกพืชอย่างเดียว แต่ปลูกหลายๆ อย่าง เพราะทางเดียวที่จะเข้าถึงอาหารที่ดีคือ ต้องเริ่มจากการปลูก ไร่ที่น้ำหนาวจำนวนสองไร่ครึ่งผมลงมือขอพันธุ์กิ่งมัลเบอร์รี่ 1,000 ต้นมาปลูกเอง แรกๆ ไปขอปุ๋ยจากชาวบ้านที่ปลูกผักอินทรีย์และเลี้ยงหมูด้วย แล้วเขามีเครื่องสีข้าวเล็กๆ  ผมก็ขอเศษข้าวเหลือๆ มาให้หมูของผมกินซึ่งดีมากๆ แต่ปัญหาเดียวคือ ผมอยากมั่นใจว่าทุกขั้นตอนปลอดสารจริงๆ ผมจึงอยากทำเองทุกกระบวนการจึงเกิดโปรเจกต์เพื่อนชื่ออุ้ยทำฟาร์มไก่ ซึ่งเขาได้รับผลกระทบคือ น้ำท่วมฟาร์มที่พระนครศรีอยุธยา เขาจึงแบ่งไก่อารมณ์ดีมา 30 ตัว มาให้ผมเลี้ยง เพื่อผมจะได้นำมูลไก่ไปทำปุ๋ย และให้ผู้จัดการฟาร์มนำไข่ไก่ไปจำหน่ายและให้รายได้กับเขา เราจะได้มั่นใจว่าปุ๋ยเราปลอดสารเคมีจริงๆ

วิถีเกษตรอินทรีย์ของโทนี่ซึมลึกมากขึ้น เมื่อเขาได้รู้จักกับไอคอนด้านเกษตรอินทรีย์ท่านหนึ่งคือ อาจารย์อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ เกษตรอินทรีย์ดีเด่นตัวอย่าง อ.ท่าลี่ ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว และโทนี่ได้เรียนรู้เกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร รวมไปถึงการพัฒนาชุมชน ความคิด ทำเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านได้ดู ได้รู้ เกษตรอินทรีย์ดีอย่างไร

“ผลมัลเบอร์รี่มีประโยชน์ตั้งแต่ลำต้นยันใบ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด สร้างเลือด ไฟเบอร์ช่วยถ่ายท้อง ช่วยให้ลำไส้เคลื่อน และเป็น Zero Waste ตอนนี้ที่ดินของผม ผมแบ่งปลูกมัลเบอร์รี่ 400 ต้น และแปรรูปเอง นอกจากนี้ผมยังปลูกต้นไม้พันธุ์ผลและพันธุ์ใบ และที่เหลือปลูกโกโก้และพัฒนาที่ดินที่เหลือทำเป็นขั้นบันได เพื่อเป็นแหล่งน้ำ เป็นที่ดินเพื่อการเกษตร”

ชีวิต ‘สุขี’ ที่น้ำหนาว

ที่เลือก อ.น้ำหนาว เพราะจังหวัดที่เขาอยู่คือ นนทบุรีที่ดินมีราคาแพงมาก พื้นที่การเกษตรกลายเป็นคอนโดมิเนียมไปหมดแล้ว และสวนถูกผลักออกไปเรื่อยๆ แต่สภาพอากาศที่น้ำหนาวเย็นสบาย เขาได้อยู่บนดอย เป็นพื้นที่ธรรมชาติที่เขาได้อยู่กับธรรมชาติและเข้าใจธรรมชาติอย่างแท้จริงจึงจะอยู่ตรงนั้นได้

“ชีวิตประจำวันของผมที่น้ำหนาว ไปทุกครั้งไม่เหมือนไปทำงาน ขับรถไป 7 ชั่วโมง เพื่อไปดูแลสิ่งที่ผมกับผู้จัดการไร่กำลังสร้าง ได้อยู่กับชาวบ้านใช้วิถีชาวบ้าน ที่หมดหน้างานของชาวบ้าน ผมก็จ้างเขามาสร้างบ้านไม้ไผ่เล็กๆ ให้ผมที่เป็นแค่เรือนไม้ไผ่เล็กๆ ก่อนบ้านเสร็จผมนอนนอนเต็นท์ยกแคร่เล็กๆ แล้วกางมุงเอา ชีวิตผมสมรรถะมาก แตกต่างจากอยู่นนท์ที่เราอยู่ดีมีสุขมีพร้อมแล้ว ตอนนี้ผมมีโปรเจกต์จะทำที่ดินที่เหลือเป็นขั้นบันได เพื่อปลูกสมุนไพรไทยที่ผมเริ่มศึกษาจากภัทรเวชสยาม ผมอยากเรียนรู้รากของยาต่างๆ ซึ่งแพทย์แผนไทยของเราดี เพราะค่อนข้างปลอดภัยจากสารตกค้าง แต่เราต้องรู้วิธีผสมผสาน บางตัวมีผลต่อตับต้องใช้อีกตัวมาบำรุงตับ เป็นต้น”

ตารางที่เรียบง่ายของโทนี่คือ 7-10 วัน ใน 1 เดือน เขาจะขึ้นไปอยู่ที่น้ำหนาว เพื่อเพาะพันธุ์สมุนไพรไทย ดูแลตามงานกับฟาร์ม เมเนเจอร์ เวลามีปัญหาเรื่องการเกษตรก็ปรึกษากับจอห์นที่อยู่ไร่ข้างๆ อยู่กันแบบสังคมเกื้อกูลกัน แบ่งปันพืชผักผลไม้และไก่ไข่ออร์แกนิกให้กันกิน

“ตอนนี้ผมกำลังทำสวนโดยเพิ่มโปรตีนให้ไก่ด้วยการหมักสับปะรดไว้เพื่อมีหนอนให้ไก่กิน ปล่อยให้ไก่มีพื้นที่กระโดดได้ ไก่อารมณ์ดีเพราะได้กินอาหารดีๆ ชีวิตของผมที่น้ำหนาวคือ นอนเร็วด้วยไม่มีไฟฟ้าใช้ จึงได้ตื่นเช้า ไม่มีโทรศัพท์ใช้ แต่มีโทรศัพท์มือถือ ใช้น้ำโอ่งเพื่ออาบ และใช้น้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินสูบขึ้นมารดต้นพืช กินน้ำของเทศบาลที่นำมาส่ง ช่วงหน้าฝนเรากักเก็บน้ำฝนไว้ใช้เอง 4 ตุ่มใหญ่ น้ำหนาวดีตรงความชุ่มชื่น เพราะฝนตกหนักมากๆ ช่วงหน้าฝน ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ในหมู่บ้านมีร้านสะดวกซื้อเพียงร้านเดียว ผมอยู่แบบนั้นหิวก็กินกล้วย ดื่มชามัลเบอร์รี่ กินผักปลูกผักกินเอง เช่น ผักสลัด เวลานอนพระอาทิตย์ตกดินมืดจริงๆ ไม่มีไฟฟ้า ก็ต้องนอนเร็วๆ ตื่นตีห้า เรียกว่านอนอิ่ม อากาศดีบริสุทธิ์ มีความสุข ผมชอบชีวิตแบบนี้

สุดท้ายโทนี่ บอกว่า จะใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ได้ ต้องจัดสมดุลกับความเป็นจริงให้ได้ เช่น ชีวิตในแต่ละวันเป็นทำงาน 8 ชั่วโมง อีก 8 ชั่วโมง พักผ่อนและหาความรู้ใหม่ๆ อีก 8 ชั่วโมง ที่เหลือก็ต้องกินข้าวหลับนอน ชีวิตต้องมี 3 ส่วนนี้ แล้วสุขภาพจิตก็จะดี

“ผมคิดว่าความเป็นคนคือต้องนอน อย่านอนน้อย แล้วชีวิตเราจะลงตัวขึ้น ซึ่งตอนแรกๆ กว่าจะทำได้แบบนี้ยากมาก เพราะการเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ ทุกอย่างยากหมด เช่น เพื่อให้ได้สิ่งที่ลูกค้ายอมรับในคุณภาพ หรือเพื่อนยอมรับมันยากเสมอในช่วงเริ่มต้น แต่ตอนนี้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ทำให้ผมสบายขึ้นทำให้ผมมีเวลาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แต่ชีวิตสโลว์ไลฟ์ต้องรู้จักบาลานซ์เรื่องการหาเงิน การใช้ชีวิตและความฝันได้ด้วย เราเพียงพอได้แต่ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน เราต้องอยู่อย่างมีแรงผลักดัน ถ้าหนักเกินไปก็ผ่อน สโลว์ไลฟ์ผมคิดว่าคือ การที่เราได้เป็นนายตัวเอง แต่เราต้องมีระเบียบวินัยที่มากพอ เพราะเราไม่ใช่พนักงานประจำ ที่ทำงานมีเงินเดือน ไม่มีใครมาเลี้ยงเรา เราต้องเลี้ยงตัวเอง ต้องดูสุขภาพตัวเองให้ดี ซึ่งบางคนอาจทำตรงนี้ไม่ได้ก็ได้”

‘อิทธิพล สมุทรทอง’ ก้าวต่อก้าวบนถนนนักวิ่ง 33 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544033

  • วันที่ 11 มี.ค. 2561 เวลา 09:25 น.

‘อิทธิพล สมุทรทอง’ ก้าวต่อก้าวบนถนนนักวิ่ง 33 ปี

โดย กองทรัพย์ ภาพ กิจจา อภิชนรุจเรข

ในวงการวิ่งชื่อชั้นของ ป๊อก-อิทธิพล สมุทรทอง นักวิ่งหลายต่อหลายคนยกให้เขาเป็น “ไอดอล” แต่หลังจากโครงการ “ก้าวคนละก้าว ครั้งที่ 1” เริ่มออกสตาร์ทตั้งแต่ระยะ 400 กม. จากกรุงเทพฯ-บางสะพาน เพื่อหารายได้ในการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้กับโรงพยาบาลบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ภาพและชื่อของ “ป๊อก อิทธิพล” ก็พลันกลายเป็นชายสาธารณะ ด้วยคำนิยามว่าชายผู้วิ่งข้างกายซูเปอร์สตาร์ (อาทิวราห์ คงมาลัย) และล่าสุดกับระยะทางที่แสนยาวไกลในโครงการก้าวคนละก้าว ครั้งที่ 2 จากใต้สุดสู่จุดเหนือสุดของสยาม (เบตง-แม่สาย) ด้วยระยะทางกว่า 2,200 กม. นักวิ่งรุ่นใหญ่คนนี้ก็ยังเป็นหนึ่งในคนที่วิ่งเคียงข้างร็อกสตาร์อยู่เช่นเดิม

ในวันที่โครงการจบแล้วอย่างงดงาม ผู้คนในคณะก้าวคนละก้าวต่างก็มีก้าวของตัวเอง สายของวันหนึ่งการนัดหมายของเราได้รับการยืนยันว่า หนุ่มใหญ่ใจดีหนึ่งในนักวิ่งมาราธอนที่คร่ำหวอดในวงการ ทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 30 ปี หัวเรือใหญ่ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กกรุ๊ป “42.195 K Club…เราจะไปมาราธอนด้วยกัน” เฟซบุ๊กกรุ๊ป “แบ่งปัน” และผู้จัดการบริษัทขายประกันชื่อดังเมืองไทย และตำแหน่งล่าสุดคือชายข้างกายตูน บอดี้สแลม จะมานั่งคุยถึงประสบการณ์ ความประทับใจบนเส้นทางวิ่งตลอด 33 ปี แบบก้าวต่อก้าว

นาทีประทับใจของนักวิ่งธรรมดา

ประโยคด้วยคำพูดติดปากชายวัย 50 ปี ที่ใบหน้าอารมณ์ดีตลอดเวลา ก็คือ “ผมก็แค่นักวิ่งธรรมดา” นักวิ่งรุ่นใหญ่ถ่อมตนครั้งแล้วครั้งเล่า วันนี้ก็เช่นเดิม “ผมเป็นเด็กสุรินทร์เข้ามาเรียนต่อกรุงเทพฯ พักอยู่ใกล้กับวังสวนจิตรลดา ตอนปี 2527 มีโอกาสลงรายการวิ่งรายการแรกชื่อ Pan 10K ที่จังหวัดบ้านเกิด รู้สึกว่ามันสนุกดี จากนั้นก็มาซ้อมวิ่งรอบๆ วังสวนจิตรตอนเย็นกับกลุ่มวิ่งกลุ่มเล็กๆ จนกระทั่งปี 2530 ก็ลงงานวิ่งมาราธอนลอยฟ้าเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นการจัดวิ่งมาราธอนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยระยะทาง 42 กม. ช่วงนั้นเป็น Running Boom ยุคที่หนึ่งในความคิดของผม เป็นปรากฏการณ์เพราะถ้ามองจากมุมสูงเราจะเห็นผู้คนคลาคล่ำนับแสนวิ่งไปบนสะพานพระราม 9 และเราเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์นั้น มาราธอนแรกของผมวิ่งจบด้วยเวลา 4.03 ชม. จากนั้นก็เข้าสู่วงการวิ่งมาราธอน”        

ภาพจำแรกของจุดสตาร์ทถูกเล่าซ้ำเช่นนี้ทุกครั้งเมื่อถูกถามว่า “เข้าสู่วงการวิ่งได้อย่างไร” แม้จะผ่าน 30 ปีมาแล้ว ความประทับใจครั้งแรกก็เล่าได้ไม่มีเบื่อ และนี่คืออีกหนึ่งก้าวที่เกิดขึ้นครั้งแรก อีกหนึ่งรายการที่ประทับอยู่ในใจก็คือการวิ่ง 100 กม.ครั้งแรก

“เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว มีรายการวิ่งหนึ่งชื่อ The north face 100K ผมไม่สามารถวิ่งระยะ 100 กม.ได้ เพราะคนที่จะลง 100 กม.ได้ต้องวิ่งมาราธอนได้ต่ำกว่า 3.45 ชม. ก็เลยเลือกวิ่งระยะ 50 กม. แต่จากงานนั้นก็ทำให้มีเพื่อนชาวต่างชาติเข้ามาทักเยอะมาก และทำให้เราเห็นช่องทางที่จะสร้างคอมมูนิตี้จากเฟซบุ๊ก สิ่งที่เราเห็นก็คือข้อมูลการวิ่งที่เพื่อนนักวิ่งต่างชาติเขาแชร์มา ทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้วต่างประเทศเขาวิ่ง 100 กม.มานานมากแล้วน่าจะ 30 ปีได้มั้ง ปีถัดมาก็เลยตัดสินใจลงวิ่ง 100 กม.ครั้งแรกในรายการเดียวกัน ครั้งนี้เขาย้ายสถานที่จัดการแข่งขันจากอัมพวามาอยู่ที่เขาใหญ่

การวิ่ง 100 กม.ครั้งแรกในชีวิตเป็นความตั้งใจครั้งหนึ่งในชีวิต ทุกเช้าที่ตื่นนอน ทันทีที่เท้าแตะพื้น ในหัวจะคิดถึง 100 กม.เสมอ ทุกเช้าเราจะคิดถึงมัน สิ่งที่ผมทำก็คือตื่นตี 3 ตี 4 จะต้องปรากฏกายที่สวนรถไฟ ตี 5 ครึ่ง ต้องวิ่งเสร็จ ทำแบบนี้แทบทุกเช้า ไม่เปิดโซเชียล ไม่แชร์เฟซบุ๊ก ซ้อมเงียบๆ แบบไม่มีใครรู้ พอวันจริงมาถึงผลของสิ่งที่เราทำตลอดคือวินัย และการฝึกซ้อมที่สม่ำเสมอ ทำให้ผมวิ่งได้ดีมากในวันนั้น และจบการวิ่งเทรลระยะ 100 กม.ด้วยเวลา 13.56 ชม. และสิ่งที่ทำให้ประทับใจสำหรับสนามนี้ ก็คือ เป็นการวิ่ง 100 กม.ที่ลูกชายผมไปยืนรอที่หน้าเส้นชัย เราวิ่งรอบแรก 50 กม. ก็ผ่านไปราวๆ 7 ชม. เขาก็เริ่มมารอแล้ว และก่อนจะเข้าเส้นชัย 200 เมตร ผู้จัดงานเขาจะปูพรมเตรียมรอนักวิ่ง เราวิ่งผ่านก็ได้ยินเสียง ติ๊ดๆ! แล้วเสียงจากลำโพงก็ดังก้องว่า “คนไทย” ตามด้วยชื่อเรา “อิทธิพล สมุทรทอง” ซึ่งผมเข้าเส้นชัยเป็นคนไทยคนที่ 6 ที่วิ่งในรายการนี้ ลูกชายที่ยืนรอหน้าเส้นชัยตอนนั้นเขาปลื้มใจมาก เขาประทับใจและบอกว่าอยากเป็นนักวิ่งให้ได้เหมือนพ่อ” อิทธิพล เล่านาทีประทับใจด้วยแววตาเปล่งประกาย

ก้าวที่เจ็บดีกว่าจบ (ชีวิต)

แน่นอนว่าสำหรับบางคนไม่ใช่เพียงความสำเร็จที่ตราตรึง แต่การตัดสินใจจบการแข่งขันด้วยเหตุผลบางอย่างก็จดจำไม่เคยลืมเช่นกัน สำหรับนักวิ่งวัย 50 ปีคนนี้ เกิดขึ้นในรายการ The north face Philippines เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว “เป็นธรรมดาของนักวิ่งที่วิ่งจบบ้าง ไม่จบบ้าง สำหรับรายการที่ฟิลิปปินส์ ผมลงวิ่ง 100 กม. ก็ซ้อมมาอย่างดี ตอนนั้นรู้สึกว่าเราวิ่งดี ผ่านไป 50 กม. วิ่งไป 10 ชั่วโมงกว่า ขณะที่เราต้องวิ่งไปที่ปลายภูเขาเพื่อเข้าจุดกลับตัวและกลับลงมา เหตุการณ์ดำเนินไปตามปกติ จนกระทั่งเข้า กม.ที่ 66 รู้สึกเหมือนว่าจะอาเจียน พอ กม.ที่ 67 ก็อาเจียนออกมาเยอะมาก เริ่มรู้ตัวว่าอาการไม่ดี แต่ปัญหาคือที่นั่นเป็นภูเขาสูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 1,800 เมตร จะทำอย่างไร ที่สุดก็ตัดสินใจออกจากการแข่งขัน หยุดวิ่ง ต้องให้กู้ภัยขึ้นไปหามลงมา

การกู้ชีพกู้ภัยก็เป็นตามสภาพพื้นที่ เพราะภูเขาของฟิลิปปินส์ค่อนข้างดิบ และกันดารมาก ตอนนั้นกลัว หนาว ต้องถอดเสื้อออก แล้วเอาผ้าห่มฉุกเฉินพันร่างกายแล้วใส่เสื้อทับ นั่นเป็นครั้งแรกที่รู้วิธีการใช้ผ้าห่มฉุกเฉินอย่างถูกต้อง คือ ต้องถอดเสื้อก่อน พันแนบลำตัวแล้วก็ใส่เสื้อทับมันถึงจะปกป้องความร้อนออกจากร่างกายและกันความหนาวเข้าร่างกาย ใช้ผ้าห่อ ใช้ไม้หาม และแบกลงมา สภาพตอนนั้นคิดว่าเราเหมือนศพยังไงยังงั้น ผมยังเก็บรูปตัวเองตอนนั้นไว้อยู่เลย สุดท้ายมารู้ว่าอาการของเราตอนหลังว่าคือภาวะที่ร่างกายขาดน้ำ ก็เกิดภาวะขาดน้ำ (Dehydration) เพราะหนึ่งเราอยู่บนที่สูง สอง ผมผสมอาหารที่ให้พลังงานขณะวิ่งในปริมาณความเข้มข้นสูงเกินไป ทำให้ร่างกายดึงน้ำจากร่างกาย ก็เลยทำให้เกิดภาวะนี้ขึ้น อาจจะเรียกว่าเฉียดตายยังไม่ได้ แต่เป็นภาวะอันตรายที่รู้สึกว่าเรายังไม่เคยเจอ เข้าโรงพยาบาลให้น้ำเกลือ แต่ถ้าให้น้ำไม่ทันก็อาจจะช็อกตายได้ เป็นสิ่งเตือนใจว่าถ้าเรารู้ว่าเกิดความผิดปกติกับเราก็อย่าดันทุรังวิ่งให้จบ ไม่งั้นชีวิตอาจจะจบได้”

ก้าวคนละก้าว ยิ่งวิ่งยิ่งได้

อีกหนึ่งสนามที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คือ สนามที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของการวิ่งที่ชายชื่ออิทธิพลเคยเจอมา “โครงการก้าวคนละก้าว”

เป้าหมายของการเป็นนักวิ่งของบางคน ก็คือ การได้ไปวิ่งในสนามระดับเมเจอร์ของโลก 6 แห่ง แต่ก้าวคนละก้าวไม่เหมือนงานวิ่งใดในโลกเลย “ตอนก่อนจะเข้าเส้นชัยที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย พี่ตูนหันมาพูดกับผมว่า พี่ป๊อก ขอบคุณที่มาวิ่งกับผม พี่อาจจะวิ่งมา 30 ปี ผมไม่รู้จะรู้สึกหรือคิดยังไงกับงานนี้ เพราะมีงานระดับโลกหรืองานที่พี่ผ่านมาแล้วเยอะมาก แต่สำหรับผมนี่คืองานที่สุดในชีวิตแล้ว เพราะหนึ่งมันไม่ได้จัดกันง่ายๆ และนี่ไม่ใช่งานวิ่งธรรมดาแต่เป็นการวิ่งเพื่อผู้อื่น เพื่อระดมทุนและเพื่อแสดงออกบางอย่าง พี่ตูนเขาจะเลือกใครก็ได้แต่เขาเลือกเรา ซึ่งเราก็ต้องทำให้ดีที่สุด ต้องวิ่งให้จบและดูแลพี่ตูนตามที่คิดไว้ เป็นที่สุดแล้วของผม

สิ่งที่เปลี่ยนไปทางกายภาพ น้ำหนักลดลงไป 5 กก. ขณะที่ด้านมุมมองความคิดก็เปลี่ยนไปด้วย ตอนเริ่มต้นก่อนวิ่งเราคิดตลอดว่าตัวเองเป็นผู้ให้ เพราะว่าเงินก็บริจาคทั้งสองรอบ เคลียร์งานทุกอย่างเพื่อไปวิ่ง เราทุ่มทั้งแรงกายแรงทรัพย์ แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ เรากลับกลายเป็นผู้รับ บอกกับทุกคนที่ถามเลยว่าร้องไห้ทุกวัน พลังงานบวกจากประชาชนกลับกลายเป็นสิ่งที่เราได้รับตลอดเวลา มีคนไทยที่น่ารักอีกมาก มีคนที่บริจาคโดยไม่ต้องการใบเสร็จรับเงิน ไม่ต้องการถ่ายรูปบนเวที บางคนนั่งเงียบๆ รอมอบเงินให้พี่ตูนโดยไม่บอกว่าเขาเป็นใคร ผ่านจังหวัดต่างๆ ก็จะมีอาหารพื้นเมือง หรือบรรยากาศของการออกมาต้อนรับของพี่น้อง ผมว่าตัวเองโชคดีที่ได้อยู่ในบรรยากาศที่คนไทยรักกัน ให้คนอื่นโดยไม่ได้คิดถึงตัวเอง และในฐานะนักวิ่งเส้นทางแบบนี้รับรองว่าไม่มีใครทำ พี่ป๊อกต้องฝ่าร้อน ฝน หนาว บางวันสามฤดูในวันเดียว ผ่านไปได้และได้รับสิ่งดีๆ เหล่านี้ จากทั้งพี่ตูนที่แสนอ่อนน้อมถ่อมตน เราขอให้ได้หนึ่งส่วนร้อยของเขา เราได้ซึมซับได้รับรู้และเรียนรู้เรื่องต่างๆ จากเขาเยอะมาก พลังงานของทีมสำคัญมาก ถ้าไม่มีทีมก็ยากที่จะผ่านไปได้ เป็นความสุขที่ตื้นตันที่มีความหมายเป็นการทำเพื่อคนอื่น ส่งต่อแรงบันดาลใจ

หลายคนบอกพี่ป๊อกเป็นไอดอล ไม่ใช่! เพราะทุกคนเป็นไอดอล โพสต์ไปเลยในเฟซบุ๊ก เขาเหล่านี้กำลังมองคุณอยู่ คนบางคนจะมองการเปลี่ยนแปลงของคุณอยู่ คุณอาจเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น…แค่มีคนบอกว่าอยากเริ่มวิ่ง เราก็ประสบความสำเร็จแล้ว หาตัวเองให้เจอว่าทำไมมาออกกำลังกาย แล้วคุณจะออกกำลังกาย เราไม่รู้จะชวนยังไง เพราะคุณต้องหาให้เจอเองว่าทำไมอยากวิ่ง บางคนอยากมีชีวิตอยู่นานๆ เพื่อคนที่คุณรักนานๆ บางคนอยากจะสวยขึ้น อยากดีขึ้น หาให้เจอว่าอยากวิ่งเพราะอะไร แค่นั้นเอง”

บทส่งท้ายยอดนักวิ่ง

เมื่อผ่านโครงการก้าวคนละก้าว ผ่านที่สุดของชีวิตมาแล้วมีอะไรที่ยังท้าทายชายคนนี้อยู่อีกหรือ? “มีสิครับ เป้าหมายส่วนตัวก็ยังสนุกกับการวิ่งอยู่ ยังอยากไปข้างหน้า อยากไปพิชิตรายการทัวร์นาเมนต์ Ultra Trail du Mont Blanc : UTMB บอสตัน (Boston Marathon) ลอนดอน (London Marathon) และอีกหลายรายการ แต่ต้องยอมรับว่าเราเปลี่ยนไปจริงๆ เมื่อก่อนก็อยากสนุกๆ ไปวิ่งก็ไปเที่ยวสำเร็จส่วนตัว พิชิตมาราธอนแล้วอยากเร็วขึ้น

สุดท้ายแล้วจะบอกว่าการวิ่งพาเรามาไกลกว่าที่เราคิดไว้มาก พาเรามาสู่อีกโลกหนึ่งอย่างโครงการก้าวคนละก้าว จากคนวิ่งธรรมดาๆ คนหนึ่งที่วันนี้มีงานเมเจอร์ระดับโลกเชิญไปแข่ง ชวนคนออกกำลังกายได้มากขึ้น ยังคงอยากเร็วขึ้น อยากไปวิ่ง อยากไปข้างหน้า การที่ลูกชายมาวิ่งเป็นสิ่งพิเศษอีกสิ่งหนึ่งในชีวิต เราเคยชวนเขามาวิ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว เขาอยากวิ่งตั้งแต่เราเข้าเส้นชัย 100 กม. แต่ก็ยังไม่ออกมาวิ่งสักที แต่วันที่พี่ตูนออกมาวิ่ง เขาวิ่ง เขาได้เจอพี่ตูน ได้ฟังและพูดคุยกับพี่ตูน และวันที่เขาวิ่งจบระยะ 26 กม. เป็นความชื่นใจและเป็นของแถมจากการวิ่งที่อิ่ม มันเต็ม

Saucha : The Purity in Yoga เศาจะ การทำตัวให้บริสุทธิ์ทั้งร่างกายและจิตใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543927

  • วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 12:24 น.

Saucha : The Purity in Yoga เศาจะ การทำตัวให้บริสุทธิ์ทั้งร่างกายและจิตใจ

 โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

เพิ่งผ่านพ้นวันมาฆบูชามา เป็นวันที่น้อมรำลึกถึงพระโคตมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ทำให้ครูนึกถึงหลักปฏิบัติของโยคะข้อหนึ่งแล้วอยากจะแบ่งปันกับทุกคน เศาจะ คือ ข้อปฏิบัติข้อแรกในนิยมะ (The niyamas) ซึ่งในหลักองค์ 8 ของท่านปตัญชลีการฝึกนิยมะมาก่อนการฝึกอาสนะ เพราะในปัจจุบันมีคนมากมายที่ฝึกอาสนะโยคะหรือฝึกปราณายามะโดยขาดซึ่งความสำรวมกาย วาจา ใจ บางครั้งก็เปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นมีความโลภ ความอยาก รวมทั้งการยึดติดในการทำท่าจนมากเกินไป ทำให้การฝึกติดขัดจิตใจขุ่นมัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงถึงความไม่บริสุทธิ์ การฝึกนิยมะคือการมองกลับเข้ามาที่ตัวเอง

คำตีความของ เศาจะ ที่เรียบง่ายที่สุดหมายถึง “ความสะอาด” ทั้งภายนอกและภายในซึ่งหมายรวมถึงคำพูดที่เราเลือกใช้ในการสื่อสาร ละการนินทาใส่ร้ายผู้อื่น การไม่ใช้คำพูดหลอกลวงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน (การสำรวมวาจา) ยังรวมถึงการกิน การดื่ม อาหารที่ดี เพราะอาหารคือแหล่งพลังงานที่หล่อเลี้ยงร่างกาย สามารถสร้างปัญหาโรคภัยไข้เจ็บให้เราได้หากเราไม่พิจารณาเลือกบริโภคอาหารที่สะอาดมีคุณภาพในปริมาณที่เหมาะสม รวมทั้งการล้างพิษอย่างสม่ำเสมอ (การทำกริยาโยคะ) อาบน้ำทุกวัน แปรงฟัน ทำความสะอาดลิ้น ล้างจมูกบ้างนานๆ ครั้ง ใส่เสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้าน (การสำรวมกาย)

เศาจะ ยังรวมถึงการทำความสะอาดจิตใจของเราให้มีความสงบ ความเยือกเย็น ความบริสุทธิ์ภายในจิตใจ ไม่คิดฟุ้งซ่าน คิดปรุงแต่ง ปล่อยให้จิตคิดไปเรื่อยเปื่อยไร้สาระ (การสำรวมใจ) เพราะชีวิตของเราเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล ส่วนหนึ่งของสังคมของประเทศชาติ ความรับผิดชอบตัวเราคือความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ดังนั้นการกระทำที่บริสุทธิ์ของเราอย่างมั่นใจ และไม่ลังเล จะเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ดี และมีคุณค่าสะท้อนออกไปสู่ภายนอก แล้วย้อนกลับมาสู่ตัวเรา ไหลเวียนไปเหมือนสายน้ำไหลอย่างไม่มีวันสิ้นสุดเฉกเช่นกัน…

นำพาผู้ใหญ่สูงวัย เที่ยวเพลินเจริญใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543921

  • วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 11:43 น.

นำพาผู้ใหญ่สูงวัย เที่ยวเพลินเจริญใจ

 โดย พริบพันดาว

 การพาครอบครัวเที่ยวส่วนมากก็มักติดอยู่ในกรอบของการพาลูกพาหลานที่อยู่ในวัยเด็กๆ ไปเที่ยวเสียเป็นส่วนใหญ่

ทั้งที่ความจริงในครอบครัวขยายมีคนหลายรุ่นหลายช่วงอายุอยู่รวมกัน การพาเด็กไปเที่ยวว่ายากแล้ว การพาผู้ใหญ่หรือผู้สูงวัยไปเที่ยวกลับยากกว่า แต่มีที่ยากกว่านั้นคือพาคนทั้งสองรุ่นไปเที่ยวด้วยกันอย่างมีความสุขให้ได้นั้น ถือว่าเป็นสุดยอดครอบครัวท่องเที่ยว

จำข่าวนี้ได้ติดแน่นผนึกอยู่ในสมอง เพราะประทับใจข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว เรื่องราวของ อาณัฐ จัตุรัตน์ อายุ 40 ปี นักธุรกิจชาวเชียงใหม่ ซ้อมปั่นจักรยานเพื่อเตรียมเข้าร่วมโครงการ “Bike for Mom ปั่นเพื่อแม่”

ด้วยการลากรถวีลแชร์ของ จำนงลักษณ์ จัตุรัตน์ อายุ 78 ปี ผู้เป็นแม่ ชมเที่ยวไปตามถนนภายในสวนพฤกษศาสตร์ทวีชล อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่พบเห็น ซึ่ง อาณัฐ เผยกับผู้สื่อข่าวในคราวนั้นที่เป็นข่าวว่า การทำเช่นนี้ถือเป็นการปั่นเพื่อแม่อย่างแท้จริง ได้เห็นแววตาแม่แล้วมีความสุขมาก เสมือนกับพาแม่เที่ยวไปในตัว

อย่างที่ว่าการพาครอบครัวไปท่องเที่ยว โดยเฉพาะพ่อแม่ที่อยู่ในช่วงสูงวัยเข้าใจโลก ผ่านประสบการณ์มาแล้วในชีวิตมากมาย น่าจะเป็นเรื่องง่าย แต่จริงๆ แล้วเหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่าย โดยเฉพาะความเจ้ากี้เจ้าการงอแงง้องแง้งขี้ใจน้อยกับลูกๆ หลานๆ ที่พาไป จนดูคล้ายปัญหาโลกแตกที่แก้ไม่ได้

แน่นอน ถ้ามีการเตรียมตัวเตรียมพร้อมในการพาผู้สูงวัยไปเที่ยวอย่างรอบคอบละเอียดลออ จะเป็นเรื่องที่ดีและมีความสุขสำหรับผู้พาไปเที่ยวและผู้ไปเที่ยวเองอย่างแน่นอน มีเคล็ดลับเล็กๆ ที่ทำให้การท่องเที่ยวของผู้สูงวัยสนุกสนานและปลอดภัย 100%

การเตรียมตัวพาพ่อแม่ หรือญาติๆ ผู้ใหญ่สูงวัยไปเที่ยว อย่างแรกที่ต้องคิดคือ เลือกจุดหมายปลายทางที่เหมาะกับพวกเขาที่สูงวัย แน่นอน สถานที่ในฝันที่อยากจะไปของผู้สูงวัยซึ่งอาจจะเป็นฝันในวัยเด็ก หรือตอนเป็นผู้ใหญ่ หรือแม้แต่ช่วงเวลาปัจจุบัน ก็ต้องดูสภาพร่างกาย ความยากง่ายของการเดินทาง และการประเมินทุกอย่างในการตัดสินใจไปท่องเที่ยวในที่นั้นๆ

การเดินทางท่องเที่ยวของผู้สูงวัย สิ่งที่จำเป็นอย่างมากก็คือ การเช็กสุขภาพ การทำประกันการเดินทาง ฉีดวัคซีนที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุ

ประเด็นของการทำประกันภัยการเดินทางให้ผู้สูงอายุไว้ทุกครั้งในการเดินทางท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะอยู่ในภาวะเสี่ยงในการที่จะเกิดอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

โดยเฉพาะผู้สูงอายุ การบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังคุ้มครองในกรณีที่ต้องส่งตัวผู้ป่วยกลับประเทศ กรณีเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งหากไม่มีประกันภัยการเดินทาง ค่ารักษาพยาบาลในต่างแดนเหล่านี้อาจสูงมากจนทำให้เป็นภาระที่หนักมากเลยทีเดียว

อีกข้อสำหรับการเดินทางพาผู้สูงวัยเดินทางท่องเที่ยวที่ต้องเอาใจใส่มากเป็นพิเศษอีกเรื่องหนึ่งคือ การเตรียมเอกสารให้พร้อม โดยเฉพาะเอกสารสำคัญอย่างหนังสือเดินทาง ตั๋วเครื่องบิน ใบรับรองประกันภัย/ประกันสุขภาพ ใบรับรองแพทย์ ต้องเตรียมให้พร้อมสรรพ แล้วอย่าลืมทำสำเนาแยกเก็บจากตัวจริงไว้ด้วยเผื่อจำเป็นต้องใช้

ตรงส่วนนี้อาจจะมองข้ามไปเพราะคนสูงวัยมักจะหลงๆ ลืมๆ และเลินเล่อในเรื่องพวกนี้อยู่ไม่มากก็น้อย เพราะฉะนั้นจึงต้องรอบคอบและรัดกุมอยู่พอสมควรเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นและตามมาในภายหลังให้ต้องแก้กันทั้งเฉพาะหน้าและหลังเดินทางท่องเที่ยวเสร็จแล้วกันจนปวดหัว

ต่อมาก็ไล่ขั้นตอนกันไป จากนั้นก็ต้องมีการเตรียมข้อมูลการเดินทางล่วงหน้าให้พร้อม สรุปรวบความทำความเข้าใจหรือบรีฟให้เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่ายในการไปเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งวางแผนเอาไว้ หลังจากนั้นก็จัดกระเป๋าเดินทางอย่างรอบคอบและสบายใจ เตรียมทั้งหยูกยาทั้งยาประจำตัวที่แสนจำเป็น ยาสามัญและฉุกเฉินเตรียมให้พร้อม

ที่ต้องพลาดไม่ได้ก็คือเผื่อเวลาให้ชิลๆ ไม่เร่งรัดหรือเร่งเร้า เพราะผู้สูงวัยมักจะเนิบและเชื่องช้าและควรให้เวลาอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้เคร่งเครียดหรือน้อยใจ

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่ต้องดูแลแบบจิปาถะ อย่างการแจ้งขอใช้บริการรถเข็นนั่งหรือวีลแชร์ หรือบริการพิเศษสำหรับผู้สูงวัยซึ่งมีปัญหาสุขภาพเรื่องการเคลื่อนไหว ให้แจ้งขอใช้บริการรถเข็นนั่งกับทางสายการบินหรือทางสนามบินนั้นๆ ได้เลย

เรื่องอาหารการกินระหว่างเดินทางท่องเที่ยว เพราะผู้สูงวัยมักมีปัญหาเรื่องระบบการย่อย หรือการควบคุมปริมาณไขมัน รวมถึงเตรียมอาหารสำหรับคนเป็นเบาหวาน หรืออาหารโซเดียมต่ำ ฯลฯ เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาเรื่องสุขภาพระหว่างการเดินทาง

อีกข้อที่ลืมไม่ได้คือการแนะนำให้ผู้สูงวัยพกโทรศัพท์ติดตัวไว้ตลอดเวลา เพื่อใช้โทรกลับบ้านหรือติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น ที่สำคัญควรบันทึกเบอร์โทรต่างๆ ให้โทรออกฉุกเฉินได้เลย

และท้ายสุดคือความใส่ใจกับเรื่องความปลอดภัยต่างๆ ทั้งอุบัติเหตุการบาดเจ็บทางร่างกาย อันตรายจากพวกมิจฉาชีพ โดยเฉพาะเรื่องของมีค่าที่พกติดตัว ควรเก็บให้มิดชิด ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใส่เครื่องประดับราคาแพง หรือระวังกระเป๋าสะพายที่ใส่เงินและบัตรเครดิตที่ง่ายต่อการโดนกระชากหรือล้วงกระเป๋า

ทั้งหมดเป็นหลักเกณฑ์ที่พึงปฏิบัติอย่างรอบคอบในการที่จะพาผู้สูงอายุเดินทางเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งการันตีเบื้องต้นได้เลยว่าสบายใจมีความสุข ทั้งผู้พาไปที่เป็นลูกหลาน และบรรดาพ่อแม่ซึ่งเป็นผู้สูงวัยเองอย่างแน่นอน