คู่หู คู่รัก คู่ธุรกิจ พลวุฒิ อนุศาสน์อมรกุล & อัจจิมา ศรีปรัชญาอนันต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543915

  • วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 11:19 น.

คู่หู คู่รัก คู่ธุรกิจ พลวุฒิ อนุศาสน์อมรกุล & อัจจิมา ศรีปรัชญาอนันต์

โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา/จุฑามาศ นิจประพันธ์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

 หลายคนอาจคิดว่าคนที่มีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน มีนิสัยใจคอคล้ายๆ กันเท่านั้น ถึงจะมีพลังดึงดูดเข้าหากัน แต่สำหรับ “เป้” พลวุฒิ อนุศาสน์อมรกุล นักบินหนุ่มหล่ออนาคตไกล ผู้มีแนวคิดและการใช้ชีวิตที่มีระเบียบแบบแผน ส่วน “ป๋วย” อัจจิมา ศรีปรัชญาอนันต์ หญิงสาวที่มีพลังบวกเหลือล้น ไม่ยึดติดในแบบแผน รักในอิสระ ยิ้มได้ง่ายกับทุกๆ เรื่องในชีวิต เจ้าของคาเฟ่เล็กๆ แต่อบอุ่น ลิตเติ้ล ซันไชส์ (Little Sunshine Cafe)

ทั้งคู่ไม่ต่างจากแม่เหล็กที่ต่อให้จะมีไลฟ์สไตล์และแนวคิดแตกต่างกันแค่ไหน แต่ก็ยังดึงดูดเข้าหากันและกันกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัว

ป๋วย… ผู้หญิงคนนี้เป็นทุกอย่างของผม

 จั่วหัวมาหวานแบบนี้ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ให้คะแนนความโรแมนติกฝ่ายชายเต็มร้อย เพราะหลังจากตอบคำถามง่ายๆ แต่หาคำตอบยากว่า ถ้าให้เปรียบเทียบผู้หญิงข้างกายเป็นอะไรสักอย่าง เขาแอบเก็บงำคำตอบอยู่นาน เพราะกลัวฝ่ายหญิงจะลอกคำตอบ จนในที่สุดเป้ก็ยอมเฉลยว่า ป๋วยเป็นทุกอย่าง

 “ที่ตอบแบบนี้ไม่ใช้ว่าทำซึ้งหรืออะไรนะครับ แต่ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ เขาเข้ามาเติมเต็มชีวิตผม ทำให้ชีวิตผมมีสีสัน เขาเป็นคนที่ร่าเริงสดใสมากๆ แต่บางมุมเขาก็ทำตัวเหมือนแม่ที่คอยดูแล บางทีก็ขี้อ้อนเหมือนลูก แถมบางครั้งที่ผมเหนื่อยๆ หิวๆ มา เขาก็ยังเป็นเชฟได้”

 เป้ ตอบพร้อมอมยิ้ม ก่อนที่จะเผยถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ที่ฟังไปแล้วก็เหมือนพรหมลิขิต เพราะเรื่องราวความรักของทั้งคู่ไม่ต่างกับกำลังชมภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง “แฟนฉัน” ผสมกับพล็อตเรื่องซีรี่ส์เกาหลี

 เพราะนอกจากจะทั้งคู่จะรู้จักกันมาแต่เด็ก กว่าจะลงเอยเป็นแฟนกันได้ยังต้องตามลุ้นจนเหนื่อย แถมถ้าฝ่ายหญิงไม่เป็นฝ่ายรุกจีบก่อน ไม่รู้ว่าจะได้แฮปปี้ เอ็นดิ้ง เมื่อไหร่

 “ผมกับป๋วยเรียนโรงเรียนทิวไผ่งาม เขาเข้ามาตอน ป.3 เด่นตั้งแต่เข้ามาเลย ตัวสูง เฟรนด์ลี่ เรียนเก่งทุกวิชายกเว้นเลข (ยิ้ม) เขาจะพูดเสมอว่า ตอนนั้นทุกคนคุยกับเขายกเว้นผม ซึ่งนั่งอยู่ข้างหลังเขา ผมเองก็ไม่รู้ตัว อาจเพราะผมกำลังตั้งใจเรียนอยู่มั้งเลยไม่ได้ชวนเขาคุย สุดท้าย เขาเลยแกล้งตกเก้าอี้เพื่อให้ผมขำ (หัวเราะ)”

 มิตรภาพในวัยเด็กนั้นเป็นความทรงจำที่สวยงามให้คิดถึง เพราะหลังจากนั้นต่างฝ่ายต่างแยกย้ายไปตามเส้นทางชีวิต กระทั่งเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย จึงได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง

 “ตอนเรียนวิศวะ จุฬาฯ ผมเจอกับป๋วยและเพื่อนโดยบังเอิญ ตอนนั้นเขากลับจากอเมริกา แต่หลังจากนั้น เพื่อนคนหนึ่งก็ไลน์มาบอกว่าเขาสนใจผม ผมเองก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะดูลุคเขาเป็นคนขี้เล่น ชอบแกล้ง หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้เจอกัน จนกระทั่งทำงาน ผมไปกินข้าวกับเพื่อน ก็เจอเขามากับเพื่อนโรงเรียนทิวไผ่งามอีกคน

 ปรากฏเขาไม่ได้เข้าทักเฉยๆ แต่เลื่อนโต๊ะมาชนกันเลย (ยิ้ม) แถมยังขอไลน์ผมไปอีก เขาไลน์มาทุกวันนะ แต่ผมไม่ค่อยตอบ จน 2 เดือนผ่านไป มาเจอเขาโดยบังเอิญที่ร้านหนังสือ เลยกลับมาคุยกันอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้มีอะไร จนผมพาคุณแม่ไปเดินเล่นที่สวนลุมก็เจอเขาอีก คราวนี้เขาได้ใจคุณแม่ไปเต็มๆ”

 จากความบังเอิญที่ราวกับพรหมลิขิต ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อยๆ ก่อตัว แต่ดูเหมือนจะไม่ทันใจฝ่ายหญิง

 “ตอนที่ป๋วยไปทำงานเป็นนักเขียน มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปทำคอลัมน์เป็นเพื่อนเขา พอขับรถมาส่งเขาที่บ้าน เขาก็ดีใจใหญ่บอกนี่เป็นเดตของผมกับเขา แถมยังถามผมว่าเราเป็นเพื่อนกันมากี่ปีแล้วนะ ผมก็ตอบเขาไปว่าเกือบ 20 ปี เขาก็พูดสวนกลับเลยมาว่า เมื่อไหร่เราจะเลิกเป็นเพื่อน (ยิ้ม) ตอนนั้นในใจผมคิดว่าจะทำไงดี แต่สุดท้ยาก็ตอบไปว่าเป็นเพื่อนกันต่อไปก็ดีแล้ว (ยิ้ม) เอาจริงๆ ตอนนั้นผมก็เริ่มชอบเขานะ แต่คิดว่าเราเพิ่งคุยกันได้ไม่นาน”

 แม้จะยังสวมบทผู้ชายปากแข็ง แต่ด้วยความที่ที่ทำงานฝ่ายหญิงใกล้บ้านเป้ เธอมาเป็นแขกที่บ้านประจำ ความน่ารักสดใสของเธอเอาชนะใจคุณพ่อคุณแม่เป้ไปได้อย่างไม่ต้องสงสัย จนทำเอาเป้โดนพูดกรอกหูทุกวันว่า “เมื่อไหร่จะเป็นแฟนกัน”

ในที่สุด หลังจากบ่มเพาะจนสุกงอม เป้ก็ตัดสินใจขอฝ่ายหญิงเป็นแฟน แถมเดือน มี.ค.นี้ ยังเตรียมจะลั่นระฆังวิวาห์กันแล้ว

เป้… เหมือนรองเท้าคู่โปรด ไปไหนไปกัน

 หลังจากนั่งอมยิ้มปล่อยให้ฝ่ายชายเล่าถึงเรื่องราวความสัมพันธ์อยู่พักใหญ่ ถึงคราวป๋วยเผยถึงความรู้สึกหลังในที่สุด ความพยายามของเธอก็เป็นผลสำเร็จ

 “วินาทีนั้นเหมือนได้มง (หัวเราะ) รู้สึกว่าในที่สุดก็ทำสำเร็จ ถึงป๋วยจะจีบเป้ก่อนก็ไม่เป็นไร ยอมรับค่ะ ป๋วยคิดว่าเวลาอยากได้อะไร เราต้องหาได้ด้วยตนเอง โชคไม่เข้าข้างเราถ้าเราไม่ทำเอง” ป๋วยบอกเล่าถึงความมุ่งมั่นด้วยแววตาขี้เล่น

อย่างไรก็ตาม ถึงใครจะมองว่าทั้งคู่แตกต่างกันเหลือเกิน จนไม่น่ามาลงเอยกันได้ เพราะขณะที่ฝ่ายชายสวมวิญญาณหนุ่มสุดเนี้ยบ เป๊ะไปทุกเรื่อง แต่ฝ่ายหญิงกลับดูลั้นลา ใช้ชีวิตแบบสบายๆ แต่เมื่อมาอยู่ด้วยกันแล้ว กลับเป็นสองขั้วที่เข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

“ป๋วยว่าด้วยความที่เราแตกต่างกันมาก เลยทำให้พอดีเมื่อมาอยู่ด้วยกัน เขาอาจจะเป็นพวกคิดเยอะ ขี้บ่น (ยิ้ม) ทำอะไรต้องมีขั้นตอนทุกอย่าง ขณะที่ป๋วยเองไม่คิดอะไรเยอะ เวลาเราอยู่ด้วยกันเราก็อาจจะต้องปรับตัวบ้าง ไม่ใช่ปัญหา เขาเขาบ่นๆ มา ป๋วยก็ยิ้มกลับ ไม่ได้เก็บมาใส่ใจทุกเรื่อง บางเรื่องก็ปล่อยผ่าน เพราะถ้าเราเก็บทุกเรื่องมาคิด ยิ่งเครียด ยิ่งตอนนี้เรามาทำร้านอาหารด้วยกัน เรายิ่งต้องบาลานซ์”

ถามว่ามาทำธุรกิจด้วยกันไม่กลัวกระทบกับความสัมพันธ์ หรือคำถามนี้ เป้ชิงตอบว่า “กลัวครับ ผู้ใหญ่ก็เตือนผมก็เลยเลือกทำธุรกิจกับแฟนเลย (ยิ้ม)”

“ป๋วยว่าการที่เรามาทำธุรกิจด้วยกัน ทำให้เราได้เห็นเขาในอีกมุม เราแบ่งหน้าที่กันชัดเจน เวลาอยู่ด้วยกัน ถ้าเราจะคุยเรื่องงาน จะบอกเลยว่า 15 นาทีนี้ขอคุยเรื่องงานก่อนนะ ที่สำคัญเราไม่เอาเรื่องงานไปปนกับเรื่องส่วนตัว เวลามีปัญหากันเราต้องเคลียร์ให้จบในวันนั้น ไม่ปล่อยให้ข้ามคืน ใครผิดก็เอ่ยคำว่า ขอโทษ”

สำหรับป๋วย ถ้าให้เปรียบเทียบหนุ่มหล่อข้างกายเป็นอะไรสักอย่างในชีวิต เธอเลือกให้เป็นรองเท้า

 “เวลาไปไหนเราก็ไปด้วยกัน ทำธุรกิจด้วยกัน ใช้ชีวิตด้วยกัน เหมือนกับรองเท้าที่ต้องไปเป็นคู่ตลอดเวลา” ป๋วย กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องใกล้ตัวเด็กๆ ที่ผู้ใหญ่ควรใส่ใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543910

  • วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 09:57 น.

เรื่องใกล้ตัวเด็กๆ ที่ผู้ใหญ่ควรใส่ใจ

 โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com ภาพ : Getty Image, รอยเตอร์ส

 ในบรรดาเด็กๆ ที่แพ้อาหาร โรคแพ้นมวัวเป็นปัญหาที่พบบ่อยที่สุด แต่ไม่พบอุบัติการณ์ที่แท้จริงของโรคแพ้นมวัว เนื่องจากเกณฑ์ในการวินิจฉัยโรคแตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ

ปัจจุบันสถิติอัตราการเกิดของทารกแรกเกิดในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 8 แสนคน/ปี การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 เดือน มีเพียงร้อยละ 20 เพราะฉะนั้นจะมีเด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยนมวัวประมาณ 6 แสนคน และมีเด็กแพ้นมวัวสูงถึงปีละ 2 หมื่นราย

แม้นมวัวจะอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย และมีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างความเจริญเติบโตให้กับลูกน้อย แต่ทราบหรือไม่ว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยที่มีอาการแพ้นมวัว บางรายแพ้รุนแรงจนอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายและถึงแก่ชีวิตได้

ผู้ปกครองควรรู้ถึงสาเหตุและวิธีป้องกันและรับมือ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้ายกับลูกรักได้

สำหรับอาการแพ้โปรตีนนมวัวมักเกิดช่วงแรกของชีวิต คือ หลังจากที่เด็กได้รับนมวัวจะมีอาการแพ้เกิดขึ้น ซึ่งมีรูปแบบและระยะเวลาในการเกิดอาการแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ 1.อาการเกิดแบบรวดเร็ว (Rapid Onset) โดยเกิดอาการขึ้นทันทีหลังได้รับประทานนมวัวเข้าไป คือ เด็กจะมีอาการกระสับกระส่าย อาเจียน หายใจหอบ มีเสียงวี้ด มีอาการบวม เกิดลมพิษและคันตามตัว ท้องเสียและถ่ายเป็นเลือด

2.อาการเกิดแบบช้า (Delayed หรือ Slower Onset) คือ เกิดอาการแพ้แบบค่อยเป็นค่อยไป อาจเกิด 7-10 วัน ภายหลังจากได้รับนมวัว อาการที่พบส่วนใหญ่จะใกล้เคียงกันแบบที่เกิดอาการแบบรวดเร็ว โดยจะมีอาการท้องเสียถ่ายเหลว อาจมีเลือดปนมากับอุจจาระ อาเจียน ไม่อยากอาหาร หงุดหงิด ปวดท้องหรือมีอาการทางผิวหนัง เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เริ่มที่อายุประมาณ 2 เดือน

พญ.ฉัฐฐิมา เสาวภาคย์ กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และหอบหืด โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า โรคแพ้โปรตีนนมวัว มีสาเหตุมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเห็นโปรตีนในนมวัวเป็นสิ่งแปลกปลอมและพยายามกำจัดออก ทำให้เกิดอาการต่างๆ จนเด็กไม่สบาย สามารถพบอาการได้ในหลายระบบของร่างกาย ได้แก่ ระบบทางเดินอาหาร ระบบผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ โดยมาจากการแพ้โปรตีนในนมวัว

ทั้งยังเป็นผลพวงมาจากพันธุกรรม เช่น หากทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ หรืออาจไม่ต้องเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดเดียวกันก็ได้ เช่น คนหนึ่งเป็นโรคหืด คนหนึ่งเป็นผื่นแพ้ ลูกก็มีโอกาสเกิดการแพ้ได้มากกว่าการมีพ่อหรือแม่แพ้เพียงคนเดียว และเด็กที่แพ้โปรตีนนมวัวมักมีโอกาสที่จะแพ้ อาหาร ยา สารต่างๆ ได้สูงกว่าคนทั่วไป เมื่อโตขึ้นเด็กกลุ่มที่แพ้โปรตีนนมวัวอาจเป็นผื่นแพ้ ผิวหนังอักเสบหรือเป็นโรคหืด ภูมิแพ้จมูกได้

 

ส่วนวิธีการรักษาเด็กแพ้โปรตีนนมวัว คือควรให้เด็กหลีกเลี่ยงนมวัวและอาหารที่มีนมวัวเป็นส่วนประกอบ แต่เด็กก็ยังต้องการโปรตีนและแคลเซียมเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต ผู้ปกครองอาจใช้นมชนิดอื่นหรืออาหารอื่นมาทดแทนนมวัว

อาหารที่สำคัญสำหรับเด็กคือ การให้นมแม่จะดีที่สุด แต่ถ้าเด็กไม่สามารถรับประทานนมแม่ได้ อาจจะต้องใช้นมพิเศษ หรือนมที่มีการปรับเปลี่ยนกรดอะมิโน โดยควรใช้ภายใต้คำแนะนำจากแพทย์

หากเด็กมีอาการแพ้โปรตีนนมวัวแบบรวดเร็ว ต้องได้รับยาเอพิเนฟรีน (Epinephrine) ทันที และรีบพามาพบแพทย์โดยด่วน ซึ่งแพทย์จะให้การรักษาและดูแลอาการผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เด็กที่แพ้โปรตีนนมวัวที่มีอาการแบบรวดเร็วควรต้องมีการพกยาฉีดเอพิเนฟรีนติดตัวไว้ ในเด็กที่มีอาการแพ้อาหารที่มีส่วนประกอบของนมวัวเด็กอาจมีอาการเมื่อไปสัมผัสส่วนประกอบของอาหารโดยไม่ตั้งใจ ต้องมีการฝึกฝนให้ฉีดยานี้ได้

ในกรณีที่เด็กรับประทานนมแม่ก็ให้รับประทานต่อไป โดยที่แม่ต้องงดรับประทานนมวัวและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมวัวทุกชนิดในระหว่างที่ให้นมลูก และไม่แนะนำดื่มนมถั่วเหลืองแทนนมวัว เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน เนื่องจากในเด็กบางรายก็อาจมีอาการทั้งแพ้โปรตีนนมวัวและแพ้โปรตีนนมถั่วเหลืองได้ คุณพ่อคุณแม่ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์

เด็กที่แพ้โปรตีนจากนมวัวนั้น มีโอกาสหายจากอาการแพ้ได้ตามช่วงอายุ คือ ร้อยละ 45-56 อาการจะหายไปเมื่ออายุ 1 ปี ร้อยละ 60-77 อาการจะหายไปเมื่ออายุ 2 ปี ร้อยละ 84-87 อาการจะหายไปเมื่ออายุ 3 ปี และร้อยละ 90-95 อาการจะหายไปเมื่ออายุ 5-10 ปี

อย่างไรก็ตาม การพาเด็กมาพบแพทย์เฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้ เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและหาอาการแพ้โปรตีนจากนมวัว นับว่าเป็นสิ่งที่ดีเพื่อผู้ปกครองจะได้รู้เท่าทันและรักษาได้อย่างต่อเนื่อง ให้ลูกรักเติบโต แข็งแรงอย่างปลอดภัย

วรพงศ์ วงษ์กะพันธ์ ยิ่งให้ยิ่งได้ อิ่มใจอิ่มบุญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543901

  • วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 09:27 น.

วรพงศ์ วงษ์กะพันธ์ ยิ่งให้ยิ่งได้ อิ่มใจอิ่มบุญ

 โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศษฐ์ แถมเงิน

 ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท บัตรเคทีซี รับผิดชอบตลาดของสินค้าด้านน้ำมัน ภาพยนตร์ บันเทิง โรงหนัง โบว์ลิ่ง วรพงศ์ วงษ์กะพันธ์ ทำงานที่นี่มานานถึง 13 ปี

แม้งานประจำจะมีงานยุ่งเพราะธุรกิจบัตรเครดิตมีการแข่งขันกันสูง แต่เขาก็พยายามหาเวลาว่างช่วงวันหยุด หรือหลังเลิกงาน ไปทำงานจิตอาสาเพื่อสังคมบ้าง เพราะคิดว่าเป็นงานที่มีประโยชน์แบ่งปันเพื่อคนอื่นบ้าง โดยเริ่มทำงานจิตอาสาอย่างจริงจังเมื่อปี 2554 ซึ่งเป็นปีที่น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา

 ตอนนั้นบ้านวรพงศ์เองก็ประสบปัญหาน้ำท่วมด้วยเช่นกัน จนต้องย้ายไปอยู่ที่ จ.ชลบุรี ชั่วคราว เมื่อไปอยู่ที่นั่นก็มีโอกาสได้ไปช่วยงานของมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกัน ซึ่งเป็นมูลนิธิคล้ายๆ ของ จส. 100 โดยเริ่มจากการซื้อของไปบริจาคก่อน 2-3 ครั้ง แล้วก็เริ่มรับรู้ว่าในจุดที่น้ำท่วมมากๆ นั้น มีชาวบ้านที่อยู่ในชุมชนลึกๆ เขาเดือดร้อนมาก เพราะน้ำท่วมเยอะจนไม่สามารถออกมารับของบริจาคได้ ส่วนผู้ที่ไปบริจาคก็เข้าไปไม่ถึงด้วยเช่นกัน เพราะน้ำท่วมสูงถึง 150 ซม.

 “เป็นชุมชนย่านรังสิต เราก็เลยคิดว่า ไหนๆ อยากจะช่วยแล้วก็พยายามช่วยให้ทั่วถึง ก็เลยขอเข้าไปช่วยเป็นอาสาสมัครด้วยจากเดิมที่แค่ซื้อของฝากไปบริจาค แล้วก็เริ่มเล่นวิทยุศูนย์ชุมชน เราเป็นจิตอาสาธรรมดาไม่ได้เป็นกู้ภัย ซึ่งเขามีสมาชิกทั่วประเทศกว่า 4,000 คน จิตอาสาคือเวลาเจอคนรถเสียก็ไปช่วย ถ้าช่วยไม่ได้ก็จะวิทยุไปเรียกสมาชิกที่มีอุปกรณ์มาช่วย เมื่อเจอเหตุด่วนเหตุร้ายก็แจ้งศูนย์ให้ช่วยกระจายข่าวจนกว่าจะได้รับการช่วยเหลือ” เขากล่าวถึงการเข้าไปเป็นจิตอาสาในช่วงปีแรกๆ

 หลังจากนั้น วรพงศ์ ก็พบว่าใกล้ซอยบ้านของเขานั้นมีศูนย์วิทยุ เขาก็เริ่มไปนั่งประจำที่ศูนย์วิทยุหลังเลิกงานบางวัน เรียกว่า ศูนย์อาร์ดี (RD) เวลามีงานอาสาเขาก็จะช่วยประสานงานไปยังจุดต่างๆ เพื่อให้ผู้ประสบเหตุได้รับความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยจะทำทุกอย่างตามที่มีผู้ขอความช่วยเหลือเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเอาของไปบริจาค รถเสียบนทางด่วน จับงู ลืมกุญแจในรถ เปลี่ยนยาง โดยสามารถโทรขอความช่วยเหลือมาที่ 1677 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 วรพงศ์ เล่าต่อถึงงานอาสาตรงนี้ว่า เริ่มทำจริงจังมาถึงตอนนี้เป็นเวลา 5 ปีแล้ว บางวันหลังเลิกงานก็อยู่ที่ศูนย์ บางวันก็ลงพื้นที่

 “การได้ทำงานจิตอาสาเพื่อคนอื่นนั้นเป็นเรื่องที่ดี สังคมก็มีความน่าอยู่ขึ้น เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราพอทำเพื่อคนอื่นได้ ผมคิดว่าสังคมที่มีผู้ให้มากกว่าผู้รับจะเป็นสังคมที่ดีงาม  

 มีครั้งหนึ่งเคยมีคนเล่าว่าขับรถไปเจอรถยนต์ชนกันแล้วอยู่ในมุมมืด เขาขับผ่านไปปรากฏว่ามีมอเตอร์ไซค์ขับมาไม่เห็นจุดเกิดเหตุชนซ้ำเข้าไป มอเตอร์ไซค์ตายคาที่ คือ ถ้าหากมีใครหยุดช่วยส่องไฟ แล้วรีบแจ้งศูนย์ให้รีบมาช่วยก็คงไม่มีใครเสียชีวิตเพิ่ม ตอนนี้พอผมเจออุบัติเหตุผมจะรีบวิทยุเรียกศูนย์ หรือช่วยเหลือเบื้องต้นเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดความเสียหายไม่ให้เกิดเพิ่มขึ้น”

 การทำบุญมีหลายรูปแบบ วรพงศ์ บอกว่า เขาชอบทำบุญแบบนี้มากกว่าไปทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ช่วยคนเดือดร้อนประสบภัยดีกว่า ณ จุดเกิดเหตุเขาต้องการช่วยเหลือเร่งด่วนมากกว่า มีความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากกว่า มันเป็นนาทีเป็นนาทีตายต่อชีวิตบางคนด้วย

 “ผมคิดว่าทุกคนมีส่วนร่วมได้คนละนิดละหน่อย อย่าคิดว่าไม่ใช่เรื่องของเรา บางคนขับวินมอเตอร์ไซค์ บางคนขับแท็กซี่ ก็มาเป็นจิตอาสาได้ เขาก็ไม่ได้มีรายได้มากมาย แต่เขามีใจที่จะให้ ยิ่งให้ก็ยิ่งได้อิ่มใจอิ่มบุญทำในแบบที่เราทำได้ไม่เดือดร้อนตัวเองไม่เดือดร้อนใคร” เขากล่าวออกมาด้วยความเต็มใจ

เติร์ดเวฟ เทรนด์กาแฟที่ยังไม่ร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543791

  • วันที่ 09 มี.ค. 2561 เวลา 15:46 น.

เติร์ดเวฟ เทรนด์กาแฟที่ยังไม่ร่วง

เรื่อง คาเอรุภาพ รอยเตอร์ส

ผลสำรวจการบริโภคกาแฟของชาวอเมริกัน โดยสมาคมกาแฟแห่งชาติ (The National Coffee Association – NCA) ปีล่าสุด คือ 2017 ออกมาว่า สหรัฐเป็นประเทศที่เสพติดกาเฟอีนอย่างจริงจัง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เกินคาดหมายนัก ด้วยว่า นอกจากกาแฟท้องถิ่นค่ายยักษ์อย่าง สตาร์บัคส์ แล้ว ยังมีร้านกาแฟแบรนด์ และร้านเล็กร้านย่อยผุดขึ้นราวดอกเห็ด

สิ่งที่เซอร์ไพรส์ในการสำรวจครั้งนี้ เป็นเรื่องของ “ชนิด” กาแฟที่อเมริกันชนนิยมเสพ 59% ทีเดียวที่เลือกดื่มกาแฟที่เรียกว่าเป็นชนิด กูร์เมต์ (Gourmet) หรือกาแฟชนิดพิเศษ โดยนับว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 67 ปี ที่คนอเมริกันเกินครึ่งตอบว่าเลือกกินกาแฟเฉพาะชนิดพิเศษเท่านั้น

ตลาดของกาแฟชนิดพิเศษเริ่มเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ในสหรัฐ นับตั้งแต่ปี 1999 ที่เพิ่งเข้ามานั้นมีผู้นิยมดื่มแค่ 9% ขณะที่เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา คนเลือกกาแฟชนิดพิเศษเพิ่มขึ้นเป็น 41%

สมาคมกาแฟแห่งชาติสหรัฐ รายงานว่า นี่คือการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป อาศัยเวลาถึง 18 ปีทีเดียว ในการนำพากาแฟชนิดพิเศษ ให้กลายมาเป็นกาแฟแก้วโปรดของอเมริกันชนส่วนใหญ่

เหตุใดคนทุกวันนี้จึงยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อกาแฟชนิดพรีเมียม ที่รู้จักกันดีในนาม “กาแฟคลื่นที่ 3” หรือ Third Wave กิน แทนที่จะเลือกซื้อกาแฟเดิมๆ แบบ ธรรมดาๆ ล่ะ… Perfect Daily Grind นิตยสารกาแฟออนไลน์ บอกว่า เป็นเพราะผู้บริโภคเข้าใจว่า กาแฟถ้วยหนึ่งๆ ไม่ได้สร้างสรรค์โดยบาริสต้าเท่านั้น ทว่า ยังมี ผู้ผลิต ผู้คั่ว เมล็ดพันธุ์ สถานที่ ฯลฯ อีกมากมาย ที่ทำให้แต่ละตัวมีรสชาติที่แตกต่าง

กาแฟชนิดพิเศษ ยังแสดงบุคลิกตัวตนอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะ ผ่านชาวไร่กาแฟที่ใส่ใจในการผลิตเมล็ดที่ได้มาตรฐาน ภาพลักษณ์แบบนี้เป็นสิ่งจำเป็นมากในกาแฟคลื่นที่ 3 ที่นับว่ากาแฟเป็นความหรูหราที่สัมผัสได้

นอกจากกาแฟคุณภาพดีแล้ว ชาว “คลื่นที่ 3” ยังเห็นว่า กาแฟเป็นศิลปะในถ้วยไม่ต่างจากไวน์ ไม่ใช่สินค้าธรรมดาที่ซื้อมาขายไป หลายๆ แหล่งผลิตที่ไม่อยากตกขบวนก็ต้องปรับปรุงคุณภาพ การผลิตให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรวมกลุ่มกันกับโรงคั่วและพ่อค้าที่เข้าใจในความเป็นกาแฟคลื่นที่ 3 เหมือนกันด้วย

กาแฟเติร์ดเวฟ ส่วนมากจะมีลักษณะของการซื้อขายตรงจากแหล่งผลิต เมล็ดกาแฟคุณภาพสูง มักเป็นแหล่งที่ปลูกเดี่ยวๆ (Single-Origin) ส่วนใหญ่จะคั่วอ่อนๆ นอกจากนี้ เพื่อให้ได้รสชาติแท้ๆ ของกาแฟพิเศษๆ แต่ละชนิด จึงมักอาศัยวิธีชง แบบดริป หรือ Pour-Over อย่างเครื่อง เชอเมกซ์และฮาริโอ

เทตสึ คาสึยา แชมป์บาริสต้าโลก ปี 2016 บอกว่า เขาชื่นชอบกาแฟคลื่นที่ 3 และต้องขอบคุณการซื้อตรงจากแหล่งผลิตที่ทำให้บาริสต้าและโรสเตอร์ (นักคั่วกาแฟ) มีเรื่องราวมาเล่าให้คนชอบดื่มกาแฟฟังอีกด้วย ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าพอใจที่จะจ่ายเพิ่มอีกสักนิด สำหรับเรื่องราวและกาแฟที่อร่อยขึ้น

ประเด็นของกาแฟคลื่นที่ 3 ก็คือ การทำให้ลูกค้ารู้สึกพิเศษๆ ส่วนหนึ่งของการบริการก็คือ ต้องมีเรื่องราวของกาแฟ ตัวพิเศษเหล่านั้นมาเล่า ตั้งแต่ต้นน้ำคือ แหล่งผลิต วิธีผลิต วิธีคั่ว แถมเรื่องของ บาริสต้าเองก็ยังนำมาเล่าได้ด้วยเช่นกัน ทั้งหมดทั้งมวลเพื่อให้ลูกค้าได้เห็นภาพรวมว่า ทำไมกาแฟดีๆ ถึงผลิตย้าก-ยาก ทำไมกาแฟจึงมีรสชาติแบบนี้ แล้วทำไมมันจึงแพงกว่ากาแฟทั่วๆ ไป

18 ปีผ่านไป ชัยชนะของเติร์ดเวฟ ก็มาถึงเต็มๆ เสียที

เลิกกินแป้ง (ช่วย) ต้านวัย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543617

  • วันที่ 08 มี.ค. 2561 เวลา 14:15 น.

เลิกกินแป้ง (ช่วย) ต้านวัย!

เรื่อง บีเซลบับภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

คาร์โบไฮเดรตหมดความสำคัญเสียแล้วรึ ไม่หมดความสำคัญไปทั้งหมดหรอก แต่ลดความสำคัญลง เคล็ดลับอายุยืน ไม่ป่วยไม่แก่! เมื่อร่างกายเปลี่ยนมาใช้ออกซิเจนแทนแป้ง “หยุดแก่แค่เลิกกินแป้ง” ผู้แต่งคือ โคอิชิโร่ ฟุจิตะ ว่าด้วยทฤษฎีแอนตี้เอจจิ้ง หรือการชะลอวัยด้วยการเปลี่ยนทัศนคติเรื่องการกินคาร์โบไฮเดรต และการทำความรู้จักกับร่างกายของตัวเองเมื่ออายุมากขึ้น

กุญแจสำคัญของการมีร่างกายและจิตใจที่อ่อนเยาว์ไม่ได้อยู่ที่ยาวิเศษ แต่ขึ้นอยู่กับการกินอาหารให้เหมาะสมกับระบบการทำงานของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป ช่วงวัยเด็กต้องการพลังงานมหาศาล แต่เมื่อสูงวัย ร่างกายสับสวิตช์ครั้งใหญ่ เปลี่ยนโหมดเป็นการทำงานด้วยพลังงานต่ำ จึงไม่ต้องการอาหารให้พลังงานสูงหรืออาหารจำพวกแป้งอีกต่อไป

“ความลับของการมีชีวิตยืนยาวคือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการกินอาหารเมื่อเข้าสู่วัย 50 ปี เพราะจะเป็นช่วงที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” โคอิชิโร่กล่าวในหนังสือของเขา

คาร์โบไฮเดรตหมดความจำเป็นเมื่อพ้นวัยหนุ่มสาว โดยความเชื่อเกี่ยวกับการลดความอ้วนข้อหนึ่งที่ได้รับความนิยมในกลุ่มหนุ่มสาวคือ การงดแป้งแล้วแทนด้วยอาหารประเภทอื่น จะช่วยให้ไดเอตได้ดี แต่พองดแป้งได้ 3 วันก็รู้สึกหน้ามืดแล้ว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะร่างกายในช่วงหนุ่มสาวหรือวัยกลางคน ยังต้องใช้พลังงานจากน้ำตาลปริมาณมาก

เมื่อร่างกายเข้าสู่วัย 50 ระบบย่อยน้ำตาลที่เคยเป็นกลไกหลักจะลดบทบาทลง แล้วให้ระบบไมโตคอนเดรีย ซึ่งเป็นระบบเผาผลาญพลังงานจากออกซิเจน มาทำหน้าที่เผาผลาญพลังงานแทน ไมโตคอนเดรียคืออะไรกันแน่ ไมโตคอนเดรียมีรูปทรงคล้ายแคปซูล อาศัยอยู่ในเซลล์ พบมากในหัวใจ ตับ ไตและต่อมต่างๆ มันทำหน้าที่แทนอาหารจำพวกแป้งอย่างเหลือเชื่อ เมื่อคุณอายุ 50 ปีขึ้นไป

“ไมโตคอนเดรียทำหน้าที่เผาผลาญพลังงานจากออกซิเจน เพื่อสร้างดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอและสร้างเซลล์ใหม่ อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตเอนไซม์นับพันชนิด เพื่อใช้ในระบบการเผาผลาญของเซลล์ทั่วร่างกาย”

เมื่อเราหายใจเข้า ออกซิเจนจะถูกส่งไปยังไมโต คอนเดรียผ่านทางกระแสเลือด และเข้าสู่กระบวนการสร้างพลังงาน ไมโตคอนเดรียจะทำงานได้ดีเมื่อได้รับออกซิเจนเต็มที่ และร่างกายอยู่ในอุณหภูมิปกติ ไม่เย็นเกินไป ด้วยเหตุนี้ คนที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป จึงต้องพยายามรักษาอุณหภูมิร่างกายให้เป็นปกติ

 

“อย่าลืมออกกำลังกายให้สม่ำเสมอด้วย เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนในปริมาณที่มากพอนั่นเอง โดยไมโตคอนเดรียจะใช้ระยะเวลาหนึ่งเพื่อสร้างพลังงาน ซึ่งต่างจากระบบย่อยน้ำตาล ที่สามารถเปลี่ยนอาหารเป็นพลังงานได้ทันที”

นั่นหมายความว่า ถ้ายังคงกินคาร์โบไฮเดรตมากเท่าเดิม ระบบย่อยน้ำตาลที่ผ่อนกำลังลงแล้วต้องเริ่มทำงานอีกครั้ง ขณะที่ไมโตคอนเดรียกำลังทำหน้าที่หลัก ส่งผลให้กระบวนการสร้างพลังงานของร่างกายผิดปกติ เนื่องจาก ระบบไมโตคอนเดรียต้องใช้ออกซิเจนจำนวนมาก

หากระบบย่อยน้ำตาลทำงานควบคู่กันไปด้วย ไมโตคอนเดรียจึงไม่สามารถเปลี่ยนออกซิเจนทั้งหมดเป็นพลังงานได้ ออกซิเจนที่เหลือปริมาณมากจะเปลี่ยนเป็นอนุมูลอิสระอนุพันธ์ออกซิเจนที่ไวต่อการทำปฏิกิริยา หรือที่เรียกว่า Reactive Oxygen Species (ROS)

อนุมูลอิสระชนิดนี้ ส่งผลกระทบต่อความเจ็บป่วยของมนุษย์มาก เมื่อเกิดปฏิกิริยาระหว่างอนุมูลอิสระกับสายของกรดไขมันที่ผนังเซลล์ไมโตคอนเดรียจนเซลล์ถูกทำลายหรือผิดรูปร่าง ส่งผลให้ร่างกายเสื่อมสภาพลงได้ ก็อย่างนี้แล้วจะไม่ให้ “แก่” ได้อย่างไร

ใช่! วัฒนธรรมการกินของไทยส่วนใหญ่ มีแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตเป็นอาหารหลัก ไม่ว่าจะเป็นข้าวหน้าต่างๆ ข้าวหน้าไก่ ข้าวหมูแดง ข้าวหมูอบ ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยวประดามี ไม่นับขนมปัง แป้งพิซซ่า เค้ก โดนัท วัฒนธรรมไทยจีนและผสมอีกหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก กินกันจนเป็นอาหารประจำวันไปแล้ว เอาเป็นว่า “ลดลง” ก็น่าจะดี

จำไว้ว่าเมื่อเชื้อเพลิงสำหรับสร้างพลังงานของคนแต่ละวัยแตกต่าง วัยหนุ่มสาวใช้พลังงานจากโมเลกุลน้ำตาลเป็นหลัก จึงจำเป็นต้องกินคาร์โบไฮเดรตให้เหมาะสมกับพลังงานที่ต้องใช้ แต่เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ ร่างกายเปลี่ยนมาต้องการพลังงานจากออกซิเจนมากกว่า จึงไม่จำเป็นต้องกินคาร์โบไฮเดรตในทุกมื้ออาหารนั่นเอง

ในโลกใบนี้ ไม่มีอะไรที่ผู้หญิงทำไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543668

  • วันที่ 08 มี.ค. 2561 เวลา 13:50 น.

ในโลกใบนี้ ไม่มีอะไรที่ผู้หญิงทำไม่ได้

เรื่อง..ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

8 มี.ค. เป็นวันสตรีสากล หรือ International Women’s Day ถือกำเนิดขึ้นมานานกว่า 100 ปีแล้ว เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของสตรี  ในทุกๆ ปี เมื่อถึงวันสตรีสากล นานาประเทศจะจัดกิจกรรมฉลองวันแห่งความเสมอภาค จุดประกายให้สตรีทั่วโลก เริ่มตระหนักถึงสิทธิของตัวเองมากขึ้น

วันนี้เราได้เห็นผู้หญิงยุคใหม่ ก้าวเข้ามาทำอาชีพที่เคยเป็นพื้นที่ของผู้ชายมากขึ้น พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้หญิงสมัยนี้ มีความสามารถรอบด้าน สอดคล้องกับสถิติจาก บริษัท แกร็บ เกี่ยวกับจำนวนพาร์ตเนอร์ หรือผู้ขับขี่แกร็บ ที่เป็นผู้หญิงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี โดยในประเทศไทยจำนวนผู้ขับขี่ที่เป็นผู้หญิง จากบริการแกร็บแท็กซี่ แกร็บคาร์ และแกร็บไบค์ เพิ่มขึ้นมากกว่าครึ่ง (ข้อมูลล่าสุด ม.ค. 2561)

เพื่อเป็นการต้อนรับวันสตรีสากล สองหญิงแกร่ง จะมาเปิดเผยเรื่องราวการเริ่มต้นทำอาชีพนี้ เป็นอีกการบอกเล่าส่งพลังดีๆ จากผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ และส่งแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงหลายๆ คนในโลกใบนี้ ที่สามารถสร้างชีวิตให้ดีขึ้นได้ ด้วยพลังอันเหลือเชื่อของพวกเธอ

“พลังหญิง” เดินหน้าไปด้วยกัน

เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว กันตา อกนิษฐ์อปราชัย หรือ เปิ้ล พาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่แกร็บคาร์ เลือกหันมายึดอาชีพขับรถโดยสารแกร็บคาร์ เนื่องจากธุรกิจของสามี ซึ่งเป็นรายได้หลักของครอบครัว เริ่มประสบปัญหา

จุดหักเหของชีวิตวิกฤตธุรกิจสามีทำให้ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบต้องเจอกับบททดสอบครั้งยิ่งใหญ่ ปัญหาได้ลุกลาม จนนำมาสู่ความตึงเครียดบ่อนทำลายความสุขในครอบครัว และจบลงที่การตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะต้องยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง และต้องเลี้ยงดูลูกทั้งสองคนให้ดีเช่นกัน

สามีทำงานและรับผิดชอบหาเลี้ยงปากท้องทั้ง 4 ชีวิต ยอมรับค่ะตอนที่รู้ว่าธุรกิจสามีล้มเหลว รายได้หลักของครอบครัวมีปัญหา ก็ตกใจมาก แต่ต้องรีบตั้งสติ เพื่อหาวิธีทางแก้ไขเรื่องนี้ให้ได้ วิธีของเปิ้ลคือดูจากสิ่งที่เรามี และความสามารถเริ่มทำอะไรได้เร็ว และจะเป็นไปได้มากที่สุด

พื้นฐานเปิ้ลสนใจในด้านเทคโนโลยีเป็นทุนเดิม จึงรู้จักแอพพลิเคชั่นแกร็บ รถยนต์เราก็มีอยู่แล้ว ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้น รับงานจากแกร็บค่ะ

 เปิ้ลจำได้เลยค่ะ ตอนที่ตัดสินใจย้ายออกมาอยู่ด้วยตัวเองในวันนั้น มีเงินสดแค่ 200 บาท กับมีรถ 1 คัน ก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้เงินจำนวนนี้เพิ่มขึ้นสำหรับนำมาใช้จ่ายหมุนเวียนให้ได้โดยทันที ตอนนั้นปี 2557 แกร็บเพิ่งเข้ามาเปิดในบ้านเราได้ไม่นาน จากเงินเติมน้ำมันแค่ 200 บาท เราได้ค่าโดยสารกลับมาทันที 1,000 กว่าบาทในวันแรก ก็เกิดความมั่นใจ และภาคภูมิใจ ว่าเราสามารถทำงานหาเงินได้ เราต้องเลี้ยงลูกได้

เปิ้ลสามารถทำเงินขั้นต่ำจากการขับแกร็บได้อย่างน้อย 3 หมื่นบาท/สัปดาห์ค่ะ โดยเป็นรายได้รวมจากค่าโดยสาร และเงินรางวัล หรือเงินอินเซนทีฟ ที่ทางแกร็บจัดสรรเป็นเหมือนโบนัสให้พาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่ ที่มีความทุ่มเทในการทำงานตามที่บริษัทกำหนดไว้ได้ และให้บริการอย่างมีคุณภาพ เช่น รับผู้โดยสารไม่ผิดเส้นทาง รถสะอาด ก็จะเก็บคะแนนไปเรื่อยๆ

สำหรับเวลาปกติแล้วรายได้จากการขับแกร็บ โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อการทำงานประมาณ 10 ชั่วโมง/วัน สิ่งดีที่สุดคือเปิ้ลสามารถจัดสรรเวลาในการขับแกร็บ ควบคู่ไปกับการทำธุรกิจส่วนตัวได้อีกค่ะ รายได้ที่เข้ามากับอาชีพใหม่ ก็ทำให้พร้อมดูแลครอบครัวได้ดีขึ้นค่ะ”

อาชีพขับรถโดยสารซึ่งเคยเป็นที่นั่งของเพศชาย ในวันนี้เมื่อผู้หญิงเข้ามาทำบ้าง มีปัจจัยความเสี่ยงมากกว่าคนขับที่เป็นผู้ชายบ้างหรือเปล่า ผู้หญิงหน้าตาดี รูปร่างแบบบาง หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น จะมีการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างไร กันตา ตอบข้อสงสัยนี้ด้วยน้ำใจมีความมั่นอกมั่นใจ

“เคยเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันบ้างค่ะ แต่ไม่ใช่เคสซีเรียสอะไร แกร็บมีการดูแลพาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่เรื่องความปลอดภัยเป็นอย่างดีค่ะ ไม่ว่าจะเป็นตัวแอพพลิเคชั่น เมนู Help Center บนแอพพลิเคชั่น

ของพาร์ตเนอร์ ซึ่งเป็นผู้ขับขี่ รวมถึงช่องทางการให้ความช่วยเหลือ ทางโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง เรียกได้ว่ามั่นใจได้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารค่ะ”

อาชีพบริการขับรถโดยสาร ควรมีใจรักในการบริการ และที่สำคัญที่สุดคือปฏิภาณไหวพริบในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพราะเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้ค่ะ คุณสมบัติความเป็นผู้หญิงเราก็นำมาใช้ได้ดี เรามีความละเอียด และความใจเย็นอยู่แล้วนะคะ รวมถึงเวลาเจอผู้โดยสารที่เป็นผู้หญิง เขาก็เกิดความไว้วางใจเรามากกว่า

ผู้โดยสารที่เป็นผู้ชายก็มักจะเซอร์ไพรส์ค่ะ ส่วนใหญ่กล่าวชื่นชม (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ที่เราสามารถทำงานนี้ได้ เนื่องจากไม่ค่อยเห็นผู้หญิงทำงานขับรถโดยสารนะคะ”กันตา เผยทัศนคติการทำงานในวัย 44 ปี ที่ไม่ใช่อาชีพในฝัน ในอดีตเคยทำงานประจำเป็นพนักงานต้อนรับภาคพื้นดิน (Ground Hostess) สายการบินแห่งหนึ่ง จากนั้นตัดสินใจลาออก เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโท และใช้ชีวิตแต่งงานเป็นแม่บ้านเต็มตัว งานหลักในช่วงนั้นก็เพื่อทุ่มเทเวลาให้กับการดูแลครอบครัว

“ถ้าถามอาชีพในฝันของเปิ้ลคือแอร์โฮสเตสค่ะ เราชอบท่องเที่ยว ซึ่งการทำงานกับแกร็บ ก็ไม่ได้ทำให้ความฝันของเปิ้ลจบลงไปเลยนะคะ แต่สามารถต่อยอดความฝันได้เพราะสามารถจัดสรรเวลาเองได้ ก็จะมีเวลาจัดทริปไปได้สักวัน รวมไปถึงการแบ่งเวลามาดูแลครอบครัวได้ดีด้วยนะคะ ซึ่งเปิ้ลถือว่าทั้งงานอาชีพ ทั้งดูแลลูก เป็นสองหน้าที่ที่ผู้หญิงไม่ควรละเลย” กันตา กล่าวไว้เปี่ยมพลัง

“ลุกขึ้น” ทำสิ่งที่รัก

ผู้หญิงวันนี้ไม่ได้ทำงานแค่หลังพวงมาลัย “ไวท์” กนกวรรณ เพ็ชรภูผา พาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่แกร็บไบค์ ซึ่งเป็นบริการรับส่งผู้โดยสารด้วยรถมอเตอร์ไซค์ การเริ่มขับแกร็บไบค์ของผู้หญิงที่มีรอยยิ้มสดใสรายนี้ เนื่องจากธุรกิจร้านหมูกระทะของเธอและสามี ได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจ คนใช้จ่ายน้อยลง รายได้จากการค้าขายลดฮวบลง

จากเจ้าของกิจการเลี้ยงดูครอบครัวและลูกน้องได้ แต่วันหนึ่งที่เศรษฐกิจเริ่มถดถอยเรื่อยๆ แถมมาเจอเหตุการณ์ผีซ้ำด้ำพลอย โจรขึ้นบ้านยกเค้าไปแทบหมดเนื้อหมดตัว

“ในที่สุดก็ต้องปิดร้านไปเลยค่ะ ชีวิตก็ต้องมาคิดกันใหม่ว่าจะทำอะไรกันดี สามีเคยได้ยินว่ามีรถมอเตอร์ไซค์ก็สามารถไปขับแกร็บไบค์ได้ และมีการประกันรายได้ด้วย เขาจึงไปสมัครขับและก็มีรายได้ดีเลี้ยงครอบครัวได้ มีอิสระในการรับงาน เราก็เริ่มสนใจบ้าง สามีก็ให้กำลังใจและสนับสนุน

 กลายเป็นความภาคภูมิใจว่า แม้ว่าเราเป็นผู้หญิง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยหาเลี้ยงครอบครัวได้ดีเหมือนกัน ทุกวันนี้ถ้าเปิดแอพก็จะมีงานเข้ามาตลอดเวลาค่ะ”

กนกวรรณ เริ่มต้นสนทนาด้วยรอยยิ้มสดใส กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจหากมองอีกด้าน คือโอกาสในการได้ทำงานใหม่ๆ การเป็นพาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่แกร็บไบค์ เป็นสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน

“เราโชคดีอุ่นใจสามีเริ่มมาขับแกร็บไบค์ก่อน เรามีรถมอเตอร์ไซค์อยู่แล้ว เลือกทำเพราะเป็นอาชีพสุจริตมีรายได้ที่ดี รายได้เฉลี่ยใน 1 วัน จะอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท ต่อการทำงาน 8 ชั่วโมง มีอิสระในการรับงาน จากที่เริ่มขับรับส่งงานแมสเซนเจอร์ ตอนนี้ได้เสื้อวิน และป้ายเหลืองแล้ว สามารถรับส่งผู้โดยสารได้ด้วยค่ะ”

ในแต่ละวันของการทำงานกลางถนน ต้องเจอกับการจราจรแออัดของกรุงเทพฯ รวมถึงมลพิษ และสภาพอากาศเลวร้าย วันที่เหน็ดเหนื่อยที่สุด รวมถึงวิธีการรับมือในแบบฉบับของเพศที่มีกำลังวังชาจำกัดกว่าเพศชาย กนกวรรณ เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า

“ปีนี้คนเมืองหลวงเจอน้ำท่วมกันหลายๆ รอบนะคะ วันน้ำท่วมคือวันรถติดมากๆ โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วนทำให้เราเกิดความเครียดได้ง่ายๆ เลยค่ะ วิธีการแก้สิ่งแรกก็ต้องปรับสภาพจิตใจให้เย็นลง ไม่หงุดหงิดไปกับการจราจร และปัญหารอบข้าง

วันไหนหนักมากๆ ก็เลือกปรึกษากับสามีที่คอยให้กำลังใจอยู่เสมอค่ะ บางครั้งเจอลูกค้าไม่เข้าใจการทำงานของเรา หรือต้องการคำแนะนำในเรื่องอื่นๆ ไวท์เลือกแจ้งให้ลูกค้าติดต่อ Call Center เนื่องจากให้รายละเอียดได้มากกว่า”

 ทัศนคติผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถจักรยานยนต์ ใครๆ ก็มองว่าสำหรับผู้หญิงอาจทำได้ไม่ดีนัก กนกวรรณ ตอบน้ำเสียงมั่นใจว่า

“อันดับแรก ก็ต้องมีความภูมิใจในสิ่งที่เราทำค่ะ และคิดไว้เสมอว่าเป้าหมายของเราคืออะไร ทุกอาชีพเป็นอาชีพที่ดี ถ้าเราทำด้วยความใส่ใจ และตั้งใจ อาชีพของไวท์เป็นพาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่แกร็บไบค์ ต้องบอกว่าภูมิใจมากนะคะ เพราะจากแม่บ้านธรรมดา อาชีพนี้ได้นำเราไปเจอสิ่งใหม่ๆ ช่วงแรกที่ขับอาจจะไม่ค่อยรู้เส้นทาง ก็สามารถพึ่งจีพีเอสได้ ก็เป็นงานใหม่ที่ไม่ยากเกินความสามารถสิ่งที่เราภาคภูมิใจในตัวเองที่สุด คือ มีเงินมาเลี้ยงครอบครัวได้อีกทางค่ะ การเป็นผู้หญิงทำงานนี้ยิ่งมีข้อดี เพราะผู้โดยสารจะรู้ว่าเราไม่ใจร้อน และขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ทำให้ผู้โดยสารไว้วางใจเรามากขึ้น ไวท์ก็ต้องพัฒนาตัวเองด้วย กับการศึกษาหาข้อมูลเรื่องเส้นทางอยู่เสมอด้วยค่ะ

รวมถึงให้บริการลูกค้าด้วยใจรักในงาน ถึงแม้จะมีเครียดบ้าง เพราะผู้โดยสารที่มาเลือกใช้บริการ ก็ต้องการความรวดเร็ว แต่หลักการทำงานจะยึดถือความปลอดภัย คือสิ่งที่สำคัญที่สุดค่ะ”

ความตั้งใจเต็มเปี่ยม คือปัจจัยให้ผู้หญิงสามารถทำได้ทุกๆ อย่าง ทำงานปราศจากความกลัว มีความกล้าหาญที่จะลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเธอ เปิดโลกไปพบเจอในสิ่งใหม่ ซึ่งมีพลังยิ่งกว่าเดิม

โลกกังวล “เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ” ปัญหาที่คนไทยต้องหันมอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543481

  • วันที่ 07 มี.ค. 2561 เวลา 13:13 น.

โลกกังวล "เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ" ปัญหาที่คนไทยต้องหันมอง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ให้ความสำคัญกับปัญหา “เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ” ไว้ในระดับต้นๆ ของวิกฤตปัญหาสุขภาพของประชาคมโลก เพราะถือว่าเป็นภัยคุกคามที่คนทั่วโลกจะต้องดำเนินการแก้ไขร่วมกัน

กระทั่งมีการคาดการณ์ว่า หากไม่เกิดการแก้ไขอย่างเร่งด่วน จะมีคนเสียชีวิตทั่วโลกถึง 10 ล้านคน ในปี 2593

ทำความเข้าใจกับปัญหาดังกล่าวกันก่อน โดยยาปฏิชีวนะเป็นส่วนหนึ่งของยาต้านจุลชีพ หน้าที่คือ ฆ่า ทำลาย ยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นเชื้อโรค และเมื่อยาเหล่านี้ไม่ทำหน้าที่ ก็นำไปสู่คำว่า “เชื้อดื้อยา” ส่งผลให้ยาที่เคยใช้ได้ผลกลับใช้ไม่ได้ผล ทำให้ไม่หายจากการติดเชื้อ

สำหรับประเทศไทยในกรณีปัญหาดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2560 เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย ปี 2560-2564 ซึ่งปัจจุบันมีความคืบหน้าไปสู่แผนปฏิบัติการ

เป้าหมายของไทยคือลดการป่วยเชื้อดื้อยาให้ได้ 50% การใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับมนุษย์และสัตว์ลดลง 20-30% และอีกเป้าหมายคือ คนไทยตระหนักรับรู้เรื่องเชื้อดื้อยาและเข้าใจการใช้ยาต้านจุลชีพมากขึ้น

นอกเหนือจากนั้น นพ.กำธร มาลาธรรม นายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย เล่าว่า การพัฒนาศักยภาพของแพทย์ พยาบาล เภสัชกร ด้วยการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องของการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม และสร้างความมั่นใจให้แก่แพทย์ในการวินิจฉัยเกี่ยวกับการใช้ยา ซึ่งเป็นการลดโอกาสของความคลาดเคลื่อนในการใช้ยาให้น้อยลง ซึ่งแนวทางดังกล่าวเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ขณะเดียวกันเห็นว่าทุกภาคส่วนต้องช่วยกันขับเคลื่อนเรื่องการเข้าถึงความรู้เรื่องยาและสุขภาพอย่างถูกต้อง เพื่อให้การใช้ยาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

“จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เรื่องของความรู้เกี่ยวกับยาปฏิชีวนะและความตระหนักเรื่องเชื้อดื้อยาของประชาชนในประเทศไทย เมื่อเดือน มี.ค. 2560 โดยสุ่มครัวเรือนตัวอย่างกว่า 2.7 หมื่นครัวเรือน พบว่า คนไทยมีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับยาปฏิชีวนะอยู่ในระดับต่ำมาก ความรู้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีฐานะดี ดังนั้นจึงควรจัดทำข้อความเพื่อรณรงค์สื่อสารความรู้เกี่ยวกับเชื้อดื้อยาไปสู่ประชาชนทั่วไปได้อย่างถูกต้อง” นพ.กำธร ให้ความเห็น

ด้าน นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย.มีบทบาทในการควบคุมและกำกับเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ยา ตั้งแต่การขึ้นทะเบียน ยาที่จะมาขึ้นทะเบียนต้องเป็นยาที่มีคุณภาพ เพราะถ้ายาไม่มีคุณภาพ หรือยาปฏิชีวนะไม่มีประสิทธิภาพ พอใช้ไปก็จะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

“และการสุ่มตรวจหลังออกสู่ท้องตลาด ส่วนใหญ่เป็นยากลุ่มปฏิชีวนะ ที่ถูกสุ่มในอัตราสูงกว่ายากลุ่มอื่น เพราะเป็นยาที่ประชาชนใช้เยอะ ดังนั้นหากพบว่ามีความผิดปกติ อย.จะถอนทะเบียนยาหรือมีการขยับสถานะ เช่น ยาอันตราย ซึ่งขายได้เฉพาะในร้านที่มีเภสัชกร ขยับไปเป็นยาควบคุมพิเศษที่มีเฉพาะในสถานพยาบาลเท่านั้น หรือในอดีตที่มียาปฏิชีวนะเป็นยาสามัญประจำบ้าน แต่ปัจจุบันไม่ให้มีแล้ว”

นพ.สุรโชค อธิบายเสริมว่า การที่ประชาชนเข้าถึงยาได้สะดวกมากขึ้นในปัจจุบัน จากการซื้อยารับประทานเองโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยและคำแนะนำอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการจากแพทย์และเภสัชกร เป็นปัจจัยหลักหนึ่งที่ก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาในคน รวมถึงการติดเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาลยังเป็นปัญหาที่ไม่อาจละเลยได้ ส่วนการใช้ยาในสัตว์มีควบคุมอย่างเข้มข้นทั้งจากภายในประเทศตามกฎหมายของกรมปศุสัตว์ในเรื่องการใช้ยา ยาที่ห้ามใช้ ระยะเวลาหยุดยาก่อนจับสัตว์ เป็นไปด้วยความรับผิดชอบตามคำสั่งของสัตวแพทย์ และมาตรฐานอาหารสากลที่มีข้อกำหนดด้านสุขอนามัยหลายด้าน

“และเนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ ซึ่งการควบคุมคุณภาพตลอดห่วงโซ่การผลิตเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อให้ได้อาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภคดังนั้นเชื้อดื้อยาจึงเป็นเรื่องที่เราแก้ไขได้ โดยเริ่มจากตัวคุณเอง” รองเลขาธิการ อย. แนะนำ

อีกด้านของความเห็นจาก นสพ.บุญขวัญ วงษ์อยู่น้อย ตัวแทนจากสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีกเสริมว่า รัฐบาลประกาศห้ามใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อเร่งการเจริญเติบโตในสัตว์ที่นำมาเป็นอาหารในประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล สมาคมมีการให้ความรู้เรื่องของปัญหาของเชื้อดื้อยา ซึ่งในส่วนของอุตสาหกรรมไก่ การรับรู้ในเรื่องดังกล่าวมีความก้าวหน้าไปมากและปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกไก่อันดับ 4 ของโลก

“สมาชิกทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาเชื้อดื้อยา และขอยืนยันว่าไก่ไทยบริโภคได้ปลอดภัย ไม่มีการใช้ฮอร์โมนเร่งโต” นสพ.บุญขวัญ กล่าวทิ้งท้าย

สวนเทอร์ราเรียม ผ่อนคลาย ใจสงบ แถมได้สตางค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543467

  • วันที่ 07 มี.ค. 2561 เวลา 11:24 น.

สวนเทอร์ราเรียม ผ่อนคลาย ใจสงบ แถมได้สตางค์

เรื่อง วราภรณ์

ด้วยความชื่นชอบธรรมชาติเช่นเดียวกับคุณแม่ จึงทำให้โค้ช ฟิกเกอร์ ไอซ์สเกตหนุ่มหล่อ รัตนพณ ช้างคนมี วัย 29 ปี รักงานจัดสวนขวดในโหลแก้ว หรือเทอร์ราเรียม โดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า Terrarium by Treeraium สิ่งที่ได้นอกเหนือจากรายได้เพิ่ม คือ การได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ได้จำลองสวนป่าเขตร้อนชื้นมาอยู่ใกล้ๆ ตัวเพื่อให้คนอื่นได้ชื่นชมระบบนิเวศวิทยาของสวนสวยอีกด้วย

“จุดเริ่มต้นของการจัดเทอร์ราเรียมเป็นงานอดิเรกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว พอดีคุณแม่ของผมอยากเอาต้นไม้มาไว้ในห้อง แต่ติดที่ต้นไม้จะคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในตอนกลางคืน จึงไม่เหมาะ ก็เลยไปเจอสวนโหลในเว็บไซต์ ผมจึงเริ่มศึกษาและลองทำดูทำมาเรื่อยๆ เริ่มต้นพอดูไอเดียก็ไปซื้ออุปกรณ์มาลองทำและศึกษาจากร้านที่ขายอุปกรณ์จัดสวนขวด ลองทำดูครั้งแรกๆ ก็ทำให้คุณแม่ ให้ตัวเอง แล้วก็ให้เพื่อนคุณแม่ ทุกคนก็ชอบ เพราะสวนขวดตอบโจทย์ของคนรักต้นไม้ ที่สามารถนำต้นไม้ไปไว้ในห้องได้ ที่สำคัญคือเราสามารถออกแบบสวนเล็กๆ ของเราเองได้ พอทำสวนขวดโหลแรกเสร็จก็เอาไปให้เพื่อนคนพิเศษได้ชื่นชมเนื่องในวันเกิด ปรากฏว่าเพื่อนชอบมาก ที่ผสมผสานระหว่างธรรมชาติและอยากให้เพื่อนได้รับสิ่งที่ชื่นชอบด้วย

ลูกค้าผมส่วนใหญ่เป็นคนรู้จัก และเพื่อนๆ ผม เพื่อนคุณแม่ เฉลี่ยรายได้ 3,000-5,000 บาท/เดือน ผมถือว่าเป็นรายได้ที่น่าพอใจ เพราะในระหว่างที่ทำผมได้ทำงานอดิเรกที่ผมรัก ยิ่งมีคนชื่นชอบผลงานของผม ผมก็รู้สึกดีใจ เพราะราคาสวนขวดของผมจะอยู่ที่ 180-2,000 บาท ตามขนาดของโหลและความยากง่ายในการจัด การจัดเน้นไอเดียการจัดสไตล์ผม แต่ก็มีลูกค้าบางคนบอกสไตล์ที่อยากได้ของตัวเองมา แล้วผมจะลองจัดให้เขาดู เช่น บ้านอยู่บนหน้าผา ด้านหลังเป็นป่า แล้วเราก็ใส่ไอเดีย และซิกเนเจอร์ก็คือตุ๊กตาของผมเข้าไป ส่วนตุ๊กตาแล้วแต่มีทั้งออกแบบเอง ซื้อสำเร็จเพราะขึ้นอยู่กับการออกแบบ และแล้วแต่ลูกค้าเลือกครับ”

สวนที่รัตนพณชื่นชอบในการออกแบบคือ สวนแนวธรรมชาติแต่ใส่จินตนาการให้ดูเกินจริง เช่น ใช้ต้นไม้ มอสตกแต่งเข้ากับบ้านที่มีขนาดที่สมดุลกัน แต่ตุ๊กตาที่ใส่ประดับเข้าไปตัวใหญ่เกินจริง เพื่อขับให้ตุ๊กตาดูมีตัวตนขึ้นมาด้วย ส่วนชนิดของต้นไม้ที่เขาชื่นชอบนำมาประกอบกันคือ ต้นไม้ในเขตร้อนชื้น เช่น เฟิร์นก้านดำ เฟิร์นออสเตรเลีย พรมออสเตรเลีย เล็บครุฑ ฯลฯ เนื่องจากพืชเหล่านี้มีความทนทานสูง

“วิธีดูแลสวนขวดคือ เราปิดโหลแล้วให้โดนแสงแดดบ้าง ความร้อนก็จะขังอยู่ภายใน แต่มีความชื้นของมอสที่ต้องอาศัยด้วย จึงเกิดความสมดุลของระบบนิเวศของพืชเขตร้อนชื้นพอดี ส่งผลให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดี รวมถึงตัวมอสด้วย” ซึ่งความรู้เหล่านี้ได้มาจากประสบการณ์การลองผิดลองถูก อายุของสวนขวดแต่ละใบขึ้นอยู่กับปริมาณแสง อุณหภูมิและความชื้นในขวดโหล หากมีความสมดุลสวนขวดก็จะอยู่ได้นาน 3 เดือน-3 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลด้วย

การดูแลที่ถูกต้อง อย่างชั้นล่างของโหลมักเป็นหิน เราจะดูว่าชั้นล่างมีน้ำขังไหม หากไม่ได้เยอะมากน้ำจะส่งผลให้กลายเป็นความชื้นระเกิดขึ้นไป เกิดเป็นเม็ดฝน เป็นวัฏจักรของพืช เหมือนฝนตก แดดร้อนก็ระเหย ทำให้ต้นไม้ในขวดโหลอยู่นาน สาเหตุที่ต้นไม้ตายเร็วส่วนมากได้รับความร้อนสูงและปริมาณน้ำที่รดเยอะเกินไป จะทำให้รากเน่าได้ ฉะนั้นวิธีดูแลที่ดีคือ ใช้แสงรำไรที่หน้าต่างเวลาเช้าถึง 10.00 น. แค่นั้นเพราะแดดไม่ร้อนมาก เกิน 10 โมงพยายามเก็บสวนขวดเข้าที่ร่ม เพื่อป้องกันแสงแดดระอุขึ้นทำให้พืชตายได้ง่าย”

ในอนาคตรัตนพณอยากต่อยอดสร้างแบรนด์ Terrarium by Treeraium ให้เป็นการจัดสวนเขตร้อนชื้นให้เป็นไซส์ขนาดจริง เช่น ออกแบบสวนที่บ้าน หรือทำเป็นสวนหย่อมในบ้านจริงๆ เป็นต้น

“ผมตั้งใจจะทำงานอดิเรกนี้ไปเรื่อยๆ เพราะเวลาผมได้ทำรู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียดและใจเย็นลง รู้สึกสงบมากขึ้น และผมยังมีความสุขกับการหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ มาใช้ในงานออกแบบ เช่น การเดินป่า พอเดินป่า ผมชอบวิวตรงไหนผมจะถ่ายรูปเก็บไว้ และเอารูปมาใส่รายละเอียดเป็นสวนขวดอีกทีหนึ่งครับ”

หากลูกค้าสนใจจะสั่ง ติดต่อผ่านอินสตาแกรม Treerarim8 โทร. 06-5535-6135 หรือไอดีไลน์ wipaker

สลัดจานนี้…ดีต่อสุขภาพจริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543464

  • วันที่ 07 มี.ค. 2561 เวลา 11:18 น.

สลัดจานนี้...ดีต่อสุขภาพจริงหรือ?

เรื่อง พุสดี

บรรดามือใหม่ที่เริ่มหันมาดูแลสุขภาพ มักนึกถึงเมนูสลัดเป็นอันดับต้นๆจนลืมนึกไปว่าสลัดไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องที่สุดเสมอไป เพราะสลัดบางเมนูก็อัดแน่นไปด้วยวัตถุดิบที่มีแคลอรีสูง

เหตุผลที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิด เพราะเวลาพูดถึงสลัด สมองจะวาดภาพในหัวให้เสร็จสรรพว่า สลัดชามนี้อุดมไปด้วยผักใบเขียวแซมด้วยผักหลากสีสันต่างๆ ทั้งแครอตสีส้ม หอมหัวใหญ่สีม่วง มะเขือเทศแดงปลั่งและพริกหยวกเหลือง แต่สิ่งที่สมองอาจหลงลืมโฟกัสลงไปให้ลึกคือ องค์ประกอบอื่นๆ ที่รวมตัวอยู่ในสลัดจานอร่อย ไม่ว่าจะเป็นน้ำสลัด เครื่องปรุงอื่นๆ ที่ใส่ลงไปเพื่อชูรสชาติของสลัด ตลอดจนเนื้อสัตว์ ขนมปังกรุบกรอบ ชีส หรือเบคอนที่ใส่ลงไปเพื่อเพิ่มความอร่อยให้เมนูสุขภาพนี้

คำถามคือ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า สลัดชามไหนอุดมไปด้วยประโยชน์ หรือไขมันตัวร้าย คำถามนี้ ซูซาน

โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการด้านการศึกษาและฝึกอบรมโภชนาการระดับโลกของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น มีคำตอบ

1.บอกลาโปรตีนที่อุดมไปด้วยไขมัน เมื่อไหร่ที่เห็นคำว่า “กรุบกรอบ” เช่น ไก่กรอบ นั่นเป็นแค่การเลี่ยงคำว่า “ทอด” และทำให้ฟังดูดีขึ้นเท่านั้น ดังนั้นหากกำลังมองหาสลัดที่อุดมไปด้วยโปรตีน ให้เลือกเมนูสลัดที่มีเนื้อไก่ กุ้ง หรือปลาที่ย่างแทนที่จะทอด และระวังอาหารที่มีโปรตีนที่มีแคลอรีสูง เช่น ไส้กรอกหรือโคลด์คัตที่มีไขมันเยอะๆ

2.หลีกเลี่ยงเครื่องเคียงที่มีไขมันสูง สลัดในร้านอาหารหลายแห่งมักเต็มไปด้วยเครื่องเคียงมากมายที่ชวนให้ปริมาณแคลอรีพุ่งสูง ตัวการของแคลอรีไขมันสูง ได้แก่ ชีส เบคอน แผ่นแป้งตอติญ่าทอดกรอบ หมี่กรอบ หัวหอมทอด ซาวครีม และขนมปังกรอบมันๆ

3.เลือกน้ำสลัดให้ดีและไม่ต้องใช้เยอะมาก น้ำสลัดเป็นหนึ่งในวิธีที่รวดเร็วที่สุดที่จะทำลายคุณค่าทางโภชนาการของสลัดเพื่อสุขภาพเลยทีเดียว น้ำสลัดแบบครีมเยิ้มๆ หรือมีส่วนผสมของชีสเยอะๆ ทางที่ดี  พยายามใส่น้ำสลัดแค่เพียง 1 ช้อนโต๊ะเท่านั้น  และควรเลือกน้ำสลัดประเภทวินนะเกรท (Vinaigrette) แบบเบาๆ แทนที่จะเป็นครีมสลัด เคล็ดลับที่ช่วยให้บริโภคน้ำสลัดแต่น้อย คือ ใช้ส้อมจุ่มในน้ำสลัดแล้วจิ้มผักสลัดเข้าปาก วิธีนี้นอกจากจะทำให้ได้รสชาติน้ำสลัดทุกคำ ยังไม่ต้องกังวลว่าจะกินน้ำสลัดมากเกินไป

“เวลาที่ต้องเลือกเมนูสลัด สิ่งที่ต้องจำให้ขึ้นใจก็คือ แค่เพียงอาหารจานนั้นเรียกว่าสลัด ไม่ได้แปลว่ามันจะดีต่อสุขภาพเสมอไป ดังนั้นอย่าให้คำว่า “สลัด” มาทำให้คุณไขว้เขว ขอให้เลือกเมนูอาหารด้วยการใส่ใจให้มากขึ้นว่ามีส่วนผสมอะไรอยู่ในสลัดจานนี้บ้าง มากกว่าแค่เพียงเพราะมันเรียกว่าสลัดเท่านั้น”

ซูซาน ยังแนะนำด้วยว่า ก่อนเลือกสลัดสักจาน ควรระวังพวกวัตถุดิบที่มีไขมันสูงและดูส่วนผสมให้เหมาะสม มิฉะนั้นต่อให้กินสลัดทุกมื้อ แต่อาจได้รับปริมาณแคลอรีและไขมันมากกว่าชีสเบอร์เกอร์ได้ ยกตัวอย่างเมนูเฮลท์ตี้ที่ทำได้ไม่ยากอย่างเมนูสลัดที่มีผักกาดหอม แค่เติมไก่ย่าง ถั่วดำสองสามช้อน กัวคาโมเล และซอสซัลซ่าเล็กน้อย เพียงแค่นี้ก็อิ่มท้องด้วยปริมาณแคลอรีเบาๆ แค่ 400 แคลอรี แต่ถ้าเผลอเลือกสลัดที่ล้นไปด้วยครีมสลัดอัดแน่นและเสิร์ฟมาในแป้งตอติญ่าห่อแบบทอด ปริมาณแคลอรีอาจจะเพิ่มสูงถึง 3 เท่า เป็นมากกว่า 1,200 แคลอรีเลยทีเดียว

การแต่งตัว ใบเบิกทางสู่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543425

  • วันที่ 07 มี.ค. 2561 เวลา 11:06 น.

การแต่งตัว ใบเบิกทางสู่ความสำเร็จ

เรื่อง อณุสรา ทองอุไรภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน, pixabay

หลายปัญหาหลากอุปสรรคการแต่งตัวของผู้หญิงที่มีมานาน แก้ได้ด้วยการหันมาทำความรู้จักกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปร่าง ความต้องการ และที่สำคัญคือภาพที่ต้องการจะนำเสนอ เราลองมาทำความรู้จักกับอุปสรรคและวิธีแก้ปัญหาเกี่ยวกับการแต่งตัว โดย Style Guru เกด-ฐาดิณี รัชชระเสวี อดีตบรรณาธิการแฟชั่น ที่ผันตัวมาเป็นที่ปรึกษาด้านการแต่งตัวและวิทยากรที่ทำงานให้กับองค์กรและผู้บริหาร รวมถึงการเป็นเจ้าของเพจให้ความรู้และแรงบันดาลใจด้านการแต่งตัวที่ชื่อว่า The Daily Stylista

เสื้อผ้าเต็มตู้แต่ไม่รู้จะใส่อะไร

ปัญหาคลาสสิกที่ผู้หญิงทุกคนมักเจอ 99% ที่เข้ามาปรึกษานั้นมักมาด้วยปัญหาเรื่องเสื้อผ้าเต็มตู้ แต่รู้สึกว่าไม่มีอะไรจะใส่นั้น ไม่ได้มาจากเสื้อที่มีหรอก แต่มาจากคุณยังไม่ชัดเจนกับภาพที่คุณต้องการนำเสนอ ลองคิดดูว่าก่อนออกจากบ้าน เวลาแต่งตัวคุณนึกถึงอะไร

“เรามักรู้ว่าจะไปเจอใคร ทำกิจกรรมอะไร แต่คำถามที่ไม่ได้ถามตัวเองคือ แล้วภาพแบบไหนที่เราต้องการให้คนเห็นจากเรา เราอยากเป็นผู้บริหารแบบไหน อยากเป็นคนแบบไหน ถ้าตัวเราชัดเจนกับคำตอบของตัวเอง ก็จะชัดเจนในการเลือกเสื้อผ้า สมมติว่าอยากเป็นผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นคนรุ่นใหม่ที่ดูน่าเชื่อถือ แน่นอนว่าเมื่อเลือกเสื้อผ้า เราจะเลือกเสื้อผ้ามีดีไซน์ แต่ไม่ล้ำหรือดูเข้าถึงยากจนเกินไป อาจจะใส่สูทเท่ๆ แต่มีลูกเล่นอะไรบางอย่างที่แขน ที่ตัวเสื้อเชิ้ต แต่ถ้าอยากเป็นคนที่ดูอบอุ่น เข้าถึงง่าย เสื้อผ้าที่เลือกก็อาจจะอยู่ในโทนสีที่ละมุน ไม่ฉูดฉาด ไม่มีลีลามากไป ถ้าอยากนำเสนอตัวเองในฐานะผู้นำ เสื้อผ้าที่เลือกมาจะต้องโดดเด่นแบบที่เห็นมาแต่ไกล เคล็ดลับคือถามตัวเองก่อนแต่งตัวออกจากบ้านทุกวันว่า ถ้าผู้หญิง/ผู้ชายคนนี้เดินมา คนจะได้เห็นอะไรในตัวเขา เพียงแค่ตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจน ปัญหาเสื้อผ้าล้นตู้แต่ไม่มีอะไรจะใส่จะหายไป คุณจะสนุกกับโจทย์การแต่งตัวในแต่ละวัน รวมถึงเวลาไป ช็อปปิ้งได้มากขึ้น”

แบบไหนที่ใช่สไตล์ของเรา

คุณต้องเข้าใจก่อนว่าสไตล์กับแฟชั่นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สไตล์หมายถึงทุกอย่างในการใช้ชีวิตของคนคนหนึ่ง เป็นสิ่งที่ต้องสั่งสมมาจากประสบการณ์ชีวิตกลายเป็นความชัดเจน นั่นคือ Personal Style คือสไตล์ส่วนบุคคลที่มีความเชื่อว่าไม่มีใครเลียนแบบกันได้ เวลามีคนถามว่าจะหาสไตล์เจอได้อย่างไร เธอมักจะให้โจทย์ว่าให้ลองมองหาสไตล์ไอคอน หรือคนที่คุณชื่นชอบในสไตล์ของเขามาสัก 3-4 คน ลองดูว่าคุณชอบส่วนไหนในสไตล์ของคนคนนั้น สิ่งใดที่คุณชอบในคนคนหนึ่ง แปลว่าคุณมีสิ่งนั้นอยู่ในตัวเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องลอกเลียนแบบสไตล์ของคนคนนั้นออกมา

นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหาของผู้หญิงส่วนใหญ่ คือเวลาคุณชอบสไตล์ของใครแล้วก็จะแต่งตัวให้เหมือนเขาโดยอัตโนมัติ และที่ทำให้พวกคุณรู้สึกแย่ก็คืออดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับไอดอลของคุณแล้วรู้สึกว่า ทำไมคุณยังไปไม่ถึงตรงนั้นเสียที ความลับก็คือว่าคุณสามารถหยิบยืมสไตล์ของคนที่ชอบมาใช้ แต่คุณต้องให้อยู่ในสัดส่วนที่พอดี ตัวอย่างเช่น ตอนนี้ชอบ วิคตอเรีย เบคแฮม ชื่นชมเขาในฐานะ ผู้หญิงทำงาน ภรรยา และแม่ ชอบสไตล์ที่เรียบแต่มีรายละเอียดของเขา แต่คุณไม่สามารถดึงเสื้อผ้าที่เขาใส่มาแต่งตามได้ เพราะหนึ่ง รูปร่างคุณกับเขาต่างกัน สองคือ คาแรกเตอร์และบุคลิกของคุณกับเขาต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าหากอยากแต่งตัวสไตล์ประมาณนี้ ก็ต้องเริ่มจากการเลือกท่อนบนหรือล่างที่มีสไตล์แบบเขา แล้วนำมาแมตช์กับเสื้อผ้าสไตล์วินเทจในตู้ของคุณ วิธีนี้จะทำให้คุณค่อยๆ สร้างสไตล์ที่เป็นตัวตนออกมา จนกลายเป็นภาพจำของคนอื่นได้ในที่สุด

Mix and Match ยังไงให้โดน

อีกหนึ่งปัญหาคลาสสิกของลูกค้า ก่อนอื่นต้องเข้าใจคำว่า Mix and Match ก่อน Mix and Match ในเชิงแฟชั่นคือการจับโน่นผสมนี่ ไม่ว่าจะเป็นผสมสี เล่นกับลาย หรือสไตล์เสื้อผ้า เพื่อให้ได้สไตล์การแต่งตัวที่เป็นตัวเอง แต่ในเชิง Personal Style การ Mix and Match คือการนำเอาสไตล์อันเป็นคาแรกเตอร์ของคุณไปผสมกับคาแรกเตอร์อื่นๆ ปกติแล้วถ้าลูกค้ามาหาเธอจะมีแบบวิเคราะห์สไตล์ให้ทำ การวิเคราะห์สไตล์มาจากตัวตนของคนคนนั้น เสื้อผ้าที่คนคนหนึ่งเลือกซื้อมาใส่ส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อผ้าที่สะท้อนตัวตนของคนคนนั้นโดยที่เขาไม่รู้ตัว วิธีการง่ายๆ ที่จะวิเคราะห์สไตล์ของตัวเอง คือแบ่งเสื้อผ้าออกเป็น 3 กอง คือ

1.กองที่เรามีเยอะ เช่น บางคนอาจจะมีกางเกงยีนส์ หรือเสื้อผ้าใส่สบายๆ เต็มตู้ บางคนอาจจะมีเสื้อผ้าที่ดูเป็นทางการเต็มตู้

2.กองที่เราใส่บ่อย เช่น เสื้อหรือกางเกงตัวโปรดที่หยิบมาใส่เมื่อไหร่ก็มั่นใจเมื่อนั้น

3.กองที่เราไม่ได้ใส่มานานเกินกว่า 6 เดือน กองนี้ให้สังเกตดูว่าไม่ได้ใส่เพราะอะไร อาจจะซื้อตอนเซลส์หรือน้ำหนักเพิ่มขึ้น เป็นต้น บางกรณีของกองนี้คือไม่รู้จะไปแมตช์กับอะไร

หลังจากที่สำรวจตู้เสื้อผ้าแบ่งกองแล้ว คุณจะเห็นเสื้อผ้าที่มีอยู่ชัดขึ้น เช่น คุณจะบอกได้ว่าคนที่มีเสื้อผ้าแนวเฟมินีน ลูกไม้ หรือแนวระบายเยอะๆ น่าจะเป็นคนที่ได้สไตล์โรแมนติก เพราะฉะนั้น หากคนคนนี้อยากจะทำให้ดูเท่ขึ้น เขาน่าจะหาเครื่องประดับหรือเสื้อผ้าที่มีความเท่ หรือแฟชั่นเข้ามาเสริม แต่ถ้าใครเสื้อผ้ามีแต่ชุดทำงาน หรือทำงานที่ต้องการความเป็นมืออาชีพ คุณอาจจะทำให้ดูอ่อนโยนขึ้นด้วยสไตล์เสื้อผ้าที่มีความละมุนเพื่อให้ดูเข้าถึงง่าย พูดง่ายๆ คือการ Mix and Match ในชีวิตประจำวัน คือให้หาอารมณ์หรือคาแรกเตอร์ที่คุณอยากจะนำเสนอในวันนั้น แล้วเลือกเสื้อผ้ามาเป็นตัวเสริมเพื่อให้คาแรกเตอร์ของคุณชัดเจนยิ่งขึ้น แค่นี้ก็จะทำให้สนุกกับการ Mix and Match ได้มากขึ้น รวมถึงสนุกกับการช็อปปิ้งได้มากขึ้นอีกด้วย

 Master Pieces ตัวช่วยใหม่

ทราบกันดีว่า Basic Piece ที่ควรมีติดตู้คืออะไรบ้าง จากประสบการณ์ของเธอก็คือ ถ้าคุณอยากแต่งตัวให้ดูดีขึ้นอย่างง่ายๆ ให้หา Master Pieces มาเป็นตัวช่วย Master Piece ที่เธอคิดว่าเวิร์กและสามารถทำให้ผู้หญิงสวยได้เลยคือ

1.ท่อนบนที่เป็นสีขาว ตั้งแต่เบลเซอร์ เชิ้ตขาวตัดเย็บดี ไปจนถึงเสื้อทับในซาตินประดับลูกไม้ ท่อนบนสีขาวมีความง่าย คือเข้ากับท่อนล่างใดๆ ก็ได้ในโลก และสามารถนำเข้ากับสถานการณ์ได้แทบจะทุกสถานการณ์ สิ่งที่เธออยากจะแนะนำก็คือ ให้เลือกแบบที่ตัดเย็บดี เนื่องจากสีขาวจะทำให้เห็นรายละเอียดของเสื้อผ้าได้ชัดเจน เพราะฉะนั้นรูปทรงและการตัดเย็บจึงมีผลอย่างมากที่จะทำให้คนใส่ดูน่ามอง

2.ลายพิมพ์ หลายคนกลัวลายพิมพ์ แต่ทราบไหมว่าลายพิมพ์คือตัวช่วยสำคัญในการแต่งตัวของผู้หญิง ลายพิมพ์ตั้งแต่ลายทางไปจนถึงลายกราฟฟิกฉูดฉาด เมื่อนำไปแมตช์กับท่อนบนเรียบๆ จะทำให้ได้สไตล์ที่โดดเด่นขึ้นมา ถ้าอยากดูน่าสนใจขึ้นอีกหนึ่งขั้น ลองเล่นสีกับลายพิมพ์ เช่น ใส่เสื้อลายกับกางเกงสีสด เป็นต้น ส่วนถ้าใครใจกล้าให้ไปจนถึงขั้นสุด คือใส่ลายพิมพ์กับลายพิมพ์ หรือลายพิมพ์เดียวกันทั้งตัวไปเลย สไตล์นี้แนะนำมากสำหรับสาวไซส์เล็ก เพราะจะทำให้ดูสูงชะลูดขึ้นแบบง่ายๆ เลย ส่วนคนที่บอกว่าคนอ้วนไม่ให้ใส่ลายขวาง อันนี้ขอบอกว่าไม่จริง อยู่ที่ว่าจะเลือกลายขวางแบบไหนต่างหาก ถ้าไม่อยากดูกว้างมากให้เลือกลายเล็ก หรือลายทางตรงแทนจะช่วยได้

3.กระโปรง ใส่สบายและไม่ต้องแขม่ว (ยกเว้นทรงสอบ) แถมกระโปรงยังเป็นตัวแทนของความสดใส สนุก เซ็กซี่ ไปจนถึงสง่างาม อยากได้อารมณ์ไหนกระโปรงส่งให้ได้หมด กระโปรงยังเป็นเสื้อผ้าชิ้นเดียวที่ ผู้หญิงไม่ต้องแชร์กับผู้ชาย และยังนำเสนอความเป็นเพศหญิงได้อย่างชัดเจน เลือกทรงไหนดี ถ้าทำงานแนะนำทรงเอกับทรงสอบ เพราะใส่ง่ายและมีความเป็นมืออาชีพ แต่ถ้าเที่ยวสนุก กระโปรงบานๆ ย้วยๆ ก็สวยไปอีกแบบ ความยาวกระโปรงจะใส่อย่างไรให้ดูไม่เตี้ย ซึ่งความยาวกระโปรงทั่วไปโดยปกติแล้วมี 3 ระดับ คือ เหนือเข่า ครึ่งน่อง และกรอมเท้า

ถ้าจะพูดถึงความเป็นมืออาชีพ แน่นอนว่าต้องเท่าเข่าหรือเลยลงไป ส่วนเรื่องความสูง จริงๆ มันไม่เกี่ยวว่าคุณสูงเท่าไร แต่อยู่ที่คุณใส่กับรองเท้าอะไรต่างหาก การเลือกใส่รองเท้าสำคัญมาก ถ้าไม่อยากให้ดูเตี้ยตันแนะนำให้ใส่เป็นรองเท้าสาน หรือมีส้นกับกระโปรงยาวกึ่งน่องหรือกรอมเท้า แต่ถ้าใส่รองเท้าหัวปิดส้นแบน กระโปรงควรจะสั้นเหนือเข่าขึ้นไป 1 นิ้ว เพื่อให้ดูเพรียวขึ้น Tips ง่ายๆ คือ ถ้าจะใส่กระโปรงกับเสื้อยืด อย่าลืมเพิ่มเครื่องประดับเพื่อเพิ่มความเก๋ให้กับลุค และอยากสวยแบบรวดเดียวจบ ให้เลือกกระโปรงพิมพ์ลาย รับรองว่าสวยจบแน่นอน

 

4.ผ้าลูกไม้ ลูกไม้เป็นเนื้อผ้าที่ทำให้ดูบอบบาง น่าทะนุถนอม มีความเป็นผู้หญิงสูง ในขณะเดียวกัน ลูกไม้ก็ทำให้ดูลึกลับ น่าค้นหา เซ็กซี่ ไปจนถึงดุดัน ลูกไม้สามารถใส่ได้ในหลายโอกาส ตั้งแต่ทำงานไปจนถึงปาร์ตี้ ได้ทั้งงานที่เป็นทางการมากหรือไม่ทางการเลย แล้วจะใส่ลูกไม้ยังไงไม่ให้ดูเหมือนยืมเสื้อคุณยายมาใส่ Tips ง่ายๆ คือ แมตช์กับเสื้อผ้าชิ้นเซอร์ๆ อย่างยีนส์ เลื่อนจากท่อนบนไปเป็นท่อนล่างแทน เช่น กระโปรงบานลูกไม้ จะทำให้ดูเด็กลงได้ ถ้าอยากใส่ลูกไม้ให้ออกมาในแนวเซ็กซี่ ลองใส่กับคร็อบบราหรือซับในสีเนื้อแทน ลูกไม้มีหลายสี หลายแบบ ถ้าเพิ่งเริ่มแนะนำเป็นสีดำไว้ก่อนจะง่ายต่อการแมตช์มากกว่า ลองแมตช์กับสร้อยหรือต่างหูจำพวกโลหะสีเมทัลลิกก็จะช่วยให้ดูซ่าส์ๆ หน่อย แต่ถ้าอยากดูคลาสสิกเหมือนมาดมัวแซลชาเนล เล่นกับมุกไปเลย

5.รองเท้าสวยๆ ไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่ที่ว่ารองเท้าคู่นั้นทำให้เรียวเท้าดูดีขึ้นไหม หลายคนไม่ค่อยใส่ใจกับรองเท้า ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย จริงๆ แล้ว รองเท้าคืออุปกรณ์ที่จะทำให้ลุคทั้งหมดที่ใส่มาดูสมบูรณ์ที่สุด ผู้หญิงหลายคนกลัวการใส่ส้นสูง และรองเท้ามีส้นสักประมาณนิ้วครึ่งเท่านั้นเองจะช่วยให้ดูดีขึ้นได้อย่างผิดตา ลองใส่รองเท้ามีส้นกับไม่มีส้น แล้วลองเดินเปรียบเทียบดู จะเห็นเลยว่าความสง่างามของท่วงท่าและจังหวะของชุดจะต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

คำว่า ส้นสูง มันกว้างมาก แต่หลายครั้งที่คุณไปติดกับคำว่า ส้นสูงใส่แล้วเจ็บ ใส่แล้วเมื่อย เคล็ดลับไม่ได้อยู่ที่ความสูง แต่ที่ลองแล้วได้ผลดีคือ เลือกที่ความหนาของส้น แน่นอนว่าคุณจะดูเซ็กซี่มากๆ บนรองเท้าส้นเข็ม คือ Stiletto แต่คุณไม่ต้องเซ็กซี่บ้างก็ได้ แค่อยากสูงสง่าค่ะ ฉะนั้นรองเท้าส้นสูงที่ส้นหนาหน่อย คือ Platform แบบมีรองข้างหน้าให้หนาด้วย ส้นหนาด้วยจะช่วยให้เดินง่ายสบายขึ้น หัวรองเท้าเลือกแบบไม่แหลมมาก หรือแบบเปิดหน้าเท้าไปเลยจะช่วยได้ ใครอยากเก๋หน่อยก็เลือกแบบมีดีไซน์ ใครชอบแบบคลาสสิกก็รองเท้าส้นสูงหัวปิดธรรมดาก็งามแล้ว ซินเดอเรลลายังกลายเป็นเจ้าหญิงชั่วข้ามคืนเพราะรองเท้า นี่คือหนึ่งใน Master Pieces ที่จะสะกดทุกสายตาในทุกสถานการณ์

ไม่ว่าอุปสรรคการแต่งตัวจะเป็นอย่างไร แต่ทุกอุปสรรคมีให้ก้าวข้ามผ่าน แค่ต้องอาศัยความรู้ทางการแต่งตัว ดูนิตยสารแฟชั่น ดูคนที่ชื่นชอบ สังเกตเวลาดูภาพยนตร์หรือซีรี่ส์ เลือกเสื้อผ้าที่คุณไม่เคยใส่ ออกจากกรอบความเชื่อเดิมๆ ทดลองสิ่งใหม่ เหล่านี้จะช่วยให้คุณหล่อหลอมตัวตนจนค้นพบสไตล์ที่ชัดเจนของตัวเองได้ในที่สุด อย่ากลัวที่จะแต่งตัวพลาด เพราะถ้าพลาดก็แค่ถอดออกตอนจบวัน แล้วเริ่มต้นกับโจทย์ใหม่ในวันรุ่งขึ้น ทุกคนดูดีขึ้นได้จากการแต่งตัว เพราะการแต่งตัวคือใบเบิกทางแห่งความสำเร็จ