ใช้ชีวิตไม่ระวัง ทำไขมันพอกตับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543249

  • วันที่ 06 มี.ค. 2561 เวลา 11:14 น.

ใช้ชีวิตไม่ระวัง ทำไขมันพอกตับ

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา

พฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างไม่ระวัง นิยมบริโภคอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดที่มีไขมันในปริมาณสูง ขนมหรืออาหารที่หวานมากจนเกินไป แถมยังขาดการออกกำลังกาย เป็นบ่อเกิดของโรคไขมันพอกตับ หรือโรคตับคั่งไขมัน หนึ่งใน “กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” (Non-Communicable Diseases, NCDs)” เป็นภัยเงียบร้ายแรงแบบไร้อาการ และพบได้ในคนทุกเพศ ทุกวัย ความน่ากลัวของโรคนี้คือสามารถนำไปสู่การเป็นโรคมะเร็งตับได้ ถ้าหากไม่ดูแลรักษาตัวให้ดี

โรคไขมันพอกตับพบได้บ่อยในคนอ้วนลงพุงที่มีไขมันสะสมอยู่ในช่องท้องมากจนเกินควร วิธีสังเกตง่ายๆ คือ ผู้ชายที่มีรอบเอวเกิน 90 ซม. ส่วนผู้หญิงมีรอบเอวเกิน 80 ซม. โดยส่วนใหญ่คนอ้วนลงพุงมักมีน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน เช่น มีดัชนีมวลกาย (Body Mass Index-BMI) เกิน 25 (คำนวณจากน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมต่อส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง)

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติก็ไม่อาจนิ่งนอนใจ เพราะโรคนี้พบได้ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติเช่นกัน โดยโรคไขมันพอกตับมักพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูงและความดันโลหิตสูง ดังนั้นผู้ป่วยโรคนี้จึงมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ รวมทั้งโรคมะเร็งของอวัยวะต่างๆ มากขึ้นด้วย

สำหรับวายร้ายที่เป็นต้นเหตุของโรคไขมันพอกตับ คือ ไขมันที่เข้าไปแทรกอยู่ในเซลล์ตับมากกว่าปกติ ซึ่งโดยทั่วไปคนปกติไม่ควรมีไขมันเกินกว่า 5-10% เนื่องจากไขมันที่เพิ่มมากขึ้นนี้ เมื่อพอกพูนจนมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จะส่งผลทำให้เซลล์ตับเกิดการอักเสบและถูกทำลาย เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ จะเกิดเป็นแผลเป็นที่ตับและพัฒนาต่อไปจนเป็นตับแข็ง ซึ่งเป็นสภาพของตับที่อ่อนแอไม่แข็งแรงและทำงานได้น้อยกว่าปกติ จนอาจนำไปสู่การเป็นมะเร็งตับได้ในที่สุด ทั้งนี้มะเร็งตับถือว่าเป็นโรคมะเร็งที่น่ากลัวมาก เพราะมีความรุนแรงและรักษาให้หายขาดได้ยาก ที่สำคัญคือเป็นมะเร็งในลำดับต้นๆ ที่คร่าชีวิตคนไทยและคนทั่วโลกในแต่ละปี

ด้วยความที่โรคไขมันพอกตับเป็นโรคที่ไม่ค่อยแสดงอาการใดๆ ชัดเจน ดังนั้นคนส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่าเป็นโรคนี้จนกว่าจะตรวจพบตอนเช็กสุขภาพร่างกาย เช่น ตรวจเลือดพบว่ามีค่าเอนไซม์ของตับ (AST หรือ SGPT) สูงกว่าเกณฑ์ปกติ หรือเข้ารับการตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง เพราะฉะนั้นเมื่อทราบหรือสงสัยว่าเป็นโรคนี้แล้ว ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียดต่อไป ตั้งแต่การตรวจเลือดเพิ่มเติมว่าไม่มีโรคตับจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี หรือไวรัสตับอักเสบซี หรืออาจตรวจวัดความยืดหยุ่นของตับ ที่สามารถบอกได้ว่าตับมีพังผืดมากน้อยเพียงใด หรือมีไขมันสะสมอยู่เท่าไร n

จัดการความสำเร็จ และความล้มเหลว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543248

  • วันที่ 06 มี.ค. 2561 เวลา 11:06 น.

จัดการความสำเร็จ และความล้มเหลว

เรื่อง กันย์ภาพ pixabay

เคยรู้สึกไหมว่าทำไมบางคนทำงาน ทำอะไรง่ายๆ สบายๆ จับอะไรก็ประสบความสำเร็จเป็นเงินเป็นทองอย่างง่ายดาย ขณะที่บางคนทำงานหนักมากมายแต่ทำเท่าไรก็ดูจะไม่ประสบความสำเร็จเสียทีเหมือนกับว่าเกิดคู่มากับความล้มเหลวพ่ายแพ้ การจะประสบความสำเร็จนั้นมีองค์ประกอบหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือความชอบความหลงใหลหรือ Passion ไม่ใช่สิ่งที่อยู่เฉยๆ ก็เกิดขึ้น แต่ Passion มันจะเกิดขึ้นหลังจากที่เราทำอะไรบางอย่างสำเร็จแล้วต่างหาก มันเป็นความรู้สึกอิ่มเอมชื่นใจ แบบว่าเราทำสิ่งนี้แล้วได้เงินมากกว่าคนอื่นไง เราถึงอยากตื่นขึ้นมาทำ

ภาววิทย์ กลิ่นประทุม นักการเงินและนักลงทุน ชื่อดังเจ้าของงานเขียนเรื่องหุ้นหลายเล่ม ให้ข้อคิดเรื่องนี้ว่า ใครก็ตามที่อยากหา Passion ต้องทำงานเยอะๆ งานที่ว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นงานออฟฟิศ ยุคนี้จับอะไรก็เป็นงานทั้งนั้นแหละ เราอยู่ในโลกยุคที่โชคดี หยิบงานอดิเรกอะไรขึ้นมาก็ได้ ถ้าตั้งใจทำให้ดี เปลี่ยนเป็นงาน ทำเงินได้หมด ส่วนคนที่บ่นว่า ไม่มีงานทำ ก็เพราะเขาไม่คิดที่จะทำอะไรจริงจังแค่นั้นแหละ คิดง่ายๆ นะทุกงานอดิเรกเปลี่ยนเป็นงานได้หมด ซึ่งเส้นแบ่งก็คือคนทำจริงจัง กับคนทำอะไรเล่นๆ

พวกที่ทำอะไรเล่นๆ เห็นคนอื่นทำ ก็อยากทำบ้าง แต่ทำเหยาะๆ แหยะๆ อันนี้ไม่เรียกว่าทำงาน และก็ไม่มีทางเปลี่ยนอะไรเป็นงาน หรือทำเงินได้ เพราะมันหยิบโหย่ง ถ้าอยากเปลี่ยนคนไม่เอาไหน ให้เป็นคนสุดยอด ก็แค่ทำอะไรจริงจัง ทำจริงศึกษาจริง ทำหนักกว่าใครรู้จริง โดยขั้นตอนหา Passion มีดังนี้

1.ลงมือทำ งานบางอย่าง ถ้าเราทำได้ดีกว่าคนอื่น นั่นคือ จุดเริ่มต้นของ Passion เหมือนว่าเรามีพรสวรรค์พิเศษทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าคนอื่นๆ

2.ศึกษางานนั้นให้รู้จริง การที่เราทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าคนอื่นเป็นจุดเริ่มที่ดี แค่นั้นยังไม่พอ จะเป็น Passion ได้เราต้องศึกษาสิ่งนั้นให้รู้จริงกว่าคนอื่น ขั้นที่สองของ Passion คือ เป็นที่พึ่งของคนอื่น ในเรื่องนั้น คนอื่นชื่นชอบ ชื่นชมในสิ่งที่คุณทำ

3.ฝึกฝนหนักกว่าใคร การหาพรสวรรค์คือข้อ 1 พอเจอแล้ว ที่เหลือคือ พรแสวงทั้งหมด ตั้งแต่หาความรู้ และฝึกฝนอย่างหนัก

4.ต้องได้เงินจาก Passion ถ้าทำแล้วเสียเงิน ถึงทำได้ดีแค่ไหน มันก็แค่งานอดิเรก การได้เงินจาก Passion จะทำให้เราสามารถทำเป็นอาชีพ ทำได้นาน นานพอที่จะสร้างตำนาน และประสบความสำเร็จ

5.การถ่ายทอด และการส่งต่อ ขั้นสุดท้ายของการทำอะไรก็ตามของมนุษย์ ก็เพื่อการเชื่อมต่อ หรือการส่งต่อ เพราะการส่งต่อเท่านั้น ที่ทำให้สิ่งที่เราทำมีความหมาย มีประโยชน์

ลองสำรวจตัวเอง ว่าวันนี้เราหา Passion ของเราเจอหรือยัง เมื่อมี Passion แล้ว ประสบความสำเร็จแล้ว สิ่งที่ควรจะระวังอีกอย่างก็คือความประมาท หรือความมั่นใจที่สูงเกินไป จนกลายเป็นความพลาดพลั้ง มีอะไรบ้าง

1.คนเก่ง จะพลาดจากความประมาท คนเก่งสู้กับใครก็ชนะ จนถึงวันที่ตัวเองประมาท พอคิดว่าคู่แข่งไม่ฉลาด วันนั้นคนเก่งก็จะชะตาขาด

2.คนคิดว่าตัวเองเก่ง จะพลาดเพราะความไม่รู้ คนที่คิดว่าตัวเองเก่ง จะไม่ฟังใคร และไม่ศึกษาพัฒนาตัวเอง สุดท้ายจะพลาดและขาดโอกาสจากความไม่รู้ของตัวเอง

3.จะพลาดเพราะความขี้ขลาด คนที่ไม่ศึกษาหา ความรู้ เมื่อไม่รู้จึงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความกลัว ยิ่งเรารู้น้อยเท่าไร ความกลัวจะครอบงำเรา

4.มั่นใจเกินไปจนไม่ประมาณตน ยุคนี้คนพยายามทำเป็นรวย ไม่ว่าจะเพื่อสร้างภาพ หรืออะไรก็ตาม การพยายามโชว์สิ่งที่ไม่มี อาจจะหลอกคนอื่นได้ชั่วคราว แต่สิ่งนั้นแหละที่จะกลับมาทำลายตัวเอง

5.จะพลาดเพราะความโลภ พอเงินมาอะไรๆ ก็เปลี่ยนไป เท่าไรก็ไม่รู้จักพอ กลายเป็นโลภมาก

6.อย่ากลัวความผิดพลาด เพราะความผิดพลาด ไม่ทำให้เราตาย แต่จะทำให้เราเติบโต เมื่อเราตัดสินใจลุกขึ้นแล้วก้าวต่อไป ไม่มีใครไม่ผิดพลาด เพราะความผิดพลาดคือ การทำให้เราเติบโต และเป็นผู้ใหญ่ การเป็นผู้ใหญ่ไม่ใช่เพราะอายุเยอะ แต่เพราะเราเผชิญหน้ากับความล้มเหลว ยอมรับ เรียนรู้ แล้วเติบโตทางปัญญา

7.ความล้มเหลวที่แท้จริง คือความล้มเลิก ไม่มีความสำเร็จที่ยั่งยืนและก็ไม่มีความล้มเหลวที่ถาวร มีแต่ตัวเราเท่านั้นที่จะกำหนดความล้มเลิก เมื่อเราไม่ล้มเลิก จึงไม่มีความล้มเหลวที่ถาวร

นักปั่นไทย เท่ เฟี้ยว หล่อสตรอง ยกทีม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543277

  • วันที่ 06 มี.ค. 2561 เวลา 11:05 น.

นักปั่นไทย เท่ เฟี้ยว หล่อสตรอง ยกทีม!

เรื่อง ภาดนุ ภาพ เอเอฟพี

นับเป็นโอกาสดีที่ได้เจอนักปั่นจักรยานทางไกลระดับอาชีพทีมไทย ที่บอกได้เลยว่าหนุ่มๆ นักปั่นจากทีมไทยแลนด์ คอนติเนนตัล ไซคลิง(Thailand Continental Cycling Team) นี้ นอกจากจะเก่งจนสามารถคว้าแชมป์ทั้งประเภทเดี่ยวและประเภททีมจากการแข่งขันตูร์ เดอ อินโดนีเซีย 2018 (Tour de Indonesia 2018) มาได้แล้ว แต่ละคนยังแสนจะเท่ เฟี้ยว หล่อสตรองกันแบบยกทีมเลยล่ะ

ลองไปพูดคุยกับโค้ชและสองนักปั่นหนุ่ม เล่าถึงที่มาของความสำเร็จในครั้งนี้กัน

จากอดีตที่เคยเป็นนักกีฬาจักรยานทีมชาติไทยมา 14 ปี ปัจจุบัน โค้ชตั้ม-วิสุทธิ์ กสิยะพัท ได้ผันมาเป็นผู้ฝึกสอนจักรยานทีมชาติไทยและทีมระดับอาชีพได้ 10 ปีแล้ว โดยนำประสบการณ์ของตัวเองมาใช้ในการสอน จัดโปรแกรมฝึกฝน รวมทั้งเฟ้นหานักกีฬาที่มีฝีเท้าดีเยี่ยม เพื่อคัดเลือกเข้ามาเก็บตัวฝึกซ้อมและส่งเข้าร่วมทีมไทยแลนด์ คอนติเนนตัลฯ ซึ่งเป็นทีมจักรยานทางไกลระดับอาชีพของไทยที่ถือว่ามาแรงในขณะนี้

“หน้าที่หลักของผมนอกจากการฝึกสอนแล้ว ผมยังมีหน้าที่ในการนำทีมนักปั่นไปแข่งขันในสนามต่างๆ ทั่วเอเชีย พร้อมทั้งเป็นโค้ชคอยช่วยวางแผนการแข่งขันให้ด้วย ปกติแล้วผมจะมองหานักกีฬาจากการแข่งขันจักรยานชิงแชมป์ประเทศไทย ซึ่งจัดโดยสมาคมจักรยานแห่งประเทศไทยฯ ทั้งประเภทถนนและประเภทลู่

ในหนึ่งปีจะมีการแข่งเป็นสิบสนาม ผมก็จะติดตามดูจากผลการจัดอันดับในการแข่งขันเป็นหลัก ถ้านักกีฬาคนไหนทำเวลาดี มีผลงานดี ได้ขึ้นรับรางวัลบนโพเดียม ทางเราก็จะเรียกมาคัดเลือกอีกทีเพื่อให้พวกเขาเข้ามาฝึกซ้อมจนสามารถเดินทางไปแข่งขันในแต่ละทัวร์นาเมนต์กับเราได้

สำหรับการฝึกซ้อมนักกีฬานั้นจะมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ เพราะการปั่นจักรยานมีทั้งประเภทถนน ขึ้นเขา และทางไกล นอกจากนี้ยังมีประเภทลู่ระยะกลาง ระยะสั้น รุ่นเยาวชนชาย-หญิง และรุ่นโอเพ่นชาย-หญิง ฉะนั้นนักกีฬาแต่ละประเภทจะมีการซ้อมที่แตกต่างกัน จึงต้องดูสภาพร่างกาย สภาพเส้นทาง และองค์ประกอบอื่นๆ ก่อน แล้วค่อยมาออกแบบการฝึกซ้อมให้นักกีฬาอีกที”

โค้ชตั้ม บอกว่า ตารางการฝึกซ้อมที่ออกแบบจะแบ่งเป็นการซ้อมสำหรับเยาวชนและผู้ใหญ่อย่างชัดเจน แต่จะขอยกตัวอย่างการซ้อมของทีมไทยแลนด์ คอนติเนนตัลฯ ซึ่งเป็นทีมระดับอาชีพที่จะลงแข่งในรายการจักรยานทางไกลประเภทเอเชียทัวร์เท่านั้น

“อย่างที่บอกว่าการซ้อมมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ แต่สรุปแล้วก็คือ นักกีฬาอาชีพเหล่านี้ ใน 1 สัปดาห์ จะต้องฝึกปั่นเป็นระยะทาง 1,000 กม.เลยล่ะ ส่วนใหญ่แล้วสนามที่ใช้ฝึกซ้อมจะอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ พูดง่ายๆ ว่าปั่นไปตามท้องถนนรอบๆ เชียงใหม่นั่นแหละ ทั้งทางเรียบและทางขึ้นเขา-ลงเขา บางครั้งก็ปั่นไปพะเยาและน่านบ้าง นักกีฬาอาชีพจะอยู่ในช่วงอายุ 20-30 กว่าปี ซึ่งผมจะใช้ประสบการณ์ของตัวเองฝึกฝนและแนะนำพวกเขาอย่างดีที่สุด

ปีที่ผ่านมา ผมได้พาทีมไปแข่งที่ประเทศมาเลเซีย ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย เรียกว่าในหนึ่งปีต้องพาทีมไปแข่งขันเกือบ 15 รายการขึ้นไป ล่าสุดเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ทีมไทยแลนด์ คอนติเนนตัลฯ ซึ่งมีสมาชิก 6 คนของเรา ก็เพิ่งคว้าแชมป์รายการแรกของเอเชียทัวร์ ทั้งประเภททีมและประเภทเดี่ยวจากตูร์ เดอ อินโดนีเซีย 2018 มาได้

และอีกไม่กี่วันนี้ทีมก็กำลังจะเดินทางไปแข่งในรายการตูร์ เดอ ลังกาวี 2018 (Tour de Langkawi 2018) ที่มาเลเซียด้วย ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้ค่อนข้างท้าทาย เพราะทั้งนักกีฬาทีมชาติ ทีมอาชีพ และทีมสโมสร สามารถลงแข่งในรายการนี้ได้ จึงมีทีมคู่แข่งจากหลายประเทศที่เก่งๆ ทั้งนั้น เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส และคาซัคสถาน ดังนั้นการจัดอันดับ (Ranging) จึงสูงตามไปด้วย แถมยังแข่งกันยาวนาน 9 สเตจ (9 วัน) พูดง่ายๆ ว่าต้องปั่นเกือบรอบประเทศมาเลเซีย บนระยะทาง 1,000 กว่า กม. สิ่งที่ผมคาดหวังก็คืออยากให้ทีมทำอันดับให้สูงยิ่งขึ้นอีก”

โค้ชตั้ม ทิ้งท้ายว่า วิธีที่ดีที่สุดในการเป็นโค้ชก็คือ ต้องพาลูกทีมไปแข่งขันให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้นักกีฬาได้รับประสบการณ์จากการแข่งขันในสนามอย่างเต็มที่ เพราะเชื่อว่าการทำให้นักกีฬาแข็งแรงนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ประสบการณ์และความจัดเจนในการแข่งนั้นสำคัญที่สุด เพราะจะทำให้ทีมสามารถคว้าชัยชนะมาได้ในที่สุด ติดตามที่เพจเฟซบุ๊ก : Thailand Continental Cycling Team

ด้าน มะตูม-พีระพล ชาวเชียงขวาง หนุ่มนักปั่นวัย 31 ปี จากทีมไทยแลนด์ คอนติเนนตัลฯ ถือเป็นนักกีฬาความสามารถสูงที่น่าจับตามองอีกคนหนึ่งของทีม

“ผมเริ่มปั่นจักรยานมาตั้งแต่อายุ 14 ปี ด้วยความที่ตัวเองเป็นชาวเชียงใหม่ ผมจึงเริ่มจากการปั่นจักรยานเสือภูเขาไปตามถนนและทางขึ้นเขา-ลงเขาก่อน และเพิ่งมาขี่จักรยานเสือหมอบได้ 6-7 ปีที่ผ่านมา ผมซ้อมหนักมากจนติดนักกีฬาทีมชาติตอนอายุ 19 ปี จากนั้นก็แข่งมา 8-9 ปี ได้แข่งแมตช์ใหญ่ๆ มาเยอะมาก ทำให้มีประสบการณ์และมีผลงานดีขึ้นเรื่อยๆ และตอนนี้ผมก็เข้าเป็นสมาชิกของทีมไทยแลนด์ คอนติเนนตัลฯ ได้ 2 ปีแล้วครับ

เมื่อก่อนเมืองไทยยังไม่ค่อยมีนักกีฬาจักรยานอาชีพมากนัก เพราะกีฬานี้ยังไม่ค่อยแพร่หลาย แต่ปัจจุบันกลับได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีทีมระดับอาชีพเกิดขึ้นมากมาย ในหนึ่งปีผมและเพื่อนๆ จึงต้องเดินทางไปแข่งขันในรายการต่างๆ กว่า 10 ครั้ง ส่วนใหญ่จะเป็นการแข่งขันระดับเอเชียนทัวร์ ซึ่งประเทศที่ไปบ่อยที่สุดก็คือ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เนื่องจากจัดการแข่งขันบ่อย”

มะตูม บอกว่า สำหรับการคว้าแชมป์สเตจสุดท้าย (ระยะทางสุดท้าย) ทั้งประเภททีมและประเภทเดี่ยวจากตูร์ เดอ อินโดนีเซีย 2018 ที่ทีมทำได้นั้น ถือเป็นรางวัลใหญ่ประเภทจักรยานทางไกล ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของเขาเลยล่ะ

“ระยะทางในการปั่นของแต่ละวันที่แข่งขัน จะปั่น 160-170 กม.ขึ้นไป ทีมไหนหรือนักแข่งคนไหนทำเวลาได้ดีที่สุดก็จะถือเป็นผู้ชนะในแต่ละวัน จากนั้นก็จะนำคะแนนในแต่ละวันมารวมกันเพื่อหาคนหรือทีมที่ทำเวลาดีที่สุดอีกที สุดท้ายทีมเราก็คว้ารางวัลมาได้ทั้งสองประเภท ซึ่งผมรู้สึกดีใจมาก

สำหรับการแข่งขันตูร์ เดอ ลังกาวี 2018 ที่ทีมเราจะไปแข่งขันกลางเดือน มี.ค.นี้ ผมคาดหวังไว้ว่าจะทำอันดับได้ดียิ่งขึ้นไปอีก ตอนนี้สิ่งที่ผมโฟกัสจริงๆ ก็คือการแข่งขันจักรยานทางไกลในกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 18 ซึ่งจะจัดขึ้นกลางเดือน ส.ค.นี้ ที่ประเทศอินโดนีเซีย จุดมุ่งหมายของผมคืออยากได้เหรียญสัก 1 เหรียญ จะเป็นเหรียญอะไรก็ได้ นี่ถือเป็นความฝันของผมเลยล่ะ และในอนาคตผมคิดไว้ว่าจะลงแข่งจักรยานอาชีพไปถึงอายุ 30 ปลายๆ เลยนะ แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของร่างกายด้วยครับ”

สำหรับ อเล็กซ์-อริยะ พูลสวัสดิ์ วัย 26 ปี หนุ่มลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส-ลาว ถือเป็นอีกหนึ่งนักปั่นทีมไทยแลนด์ คอนติเนนตัลฯ ที่อนาคตสดใสในแวดวงนักกีฬาจักรยานอาชีพ

“ผมปั่นจักรยานมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ พออายุ 18 ปี ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นนักกีฬาทีมชาติลาวเพื่อลงแข่งในกีฬาซีเกมส์ปี 2009 ตอนนั้นยังไม่ได้เหรียญอะไรเลยครับ กระทั่งผมมาได้เหรียญทองจากการแข่งขันจักรยานในกีฬาซีเกมส์ปี 2013 ที่ประเทศเมียนมาเป็นเจ้าภาพ และเริ่มเป็นนักปั่นอาชีพตอนอายุ 21 ปี โดยเข้าเป็นสมาชิกทีมไทยแลนด์ คอนติเนนตัลฯ เพราะคุณพ่อผมเป็นเพื่อนสนิทกับโค้ชตั้ม วิสุทธิ์ พูดง่ายๆ ว่าผมรู้จักกับโค้ชตั้มมาตั้งแต่ผมเด็กๆ โค้ชตั้มก็ทั้งสอนทั้งดูแลผมเหมือนลูกเลยล่ะ ดังนั้นแกก็เลยดึงตัวผมมาเข้าทีมนี้ด้วย

ล่าสุดจากการแข่งขันในรายการตูร์ เดอ อินโดนีเซีย 2018 ที่เพิ่งผ่านมา ผมทำเวลาได้ดีที่สุดในนักปั่นประเภทเดี่ยว แถมทีมเรายังทำเวลาได้ดีที่สุดตอนรวมคะแนนในวันสุดท้าย ทีมเราจึงคว้าแชมป์ประเภททีมจากรายการนี้มาได้ด้วย ก็รู้สึกภาคภูมิใจมากๆ เลยครับ

ช่วงที่ผ่านมาผมต้องเดินทางไปแข่งขันกับทีมปีละ 10 กว่าครั้งได้ แล้วผมยังมีแยกไปแข่งเดี่ยวอีกหลายครั้ง โดยสนามส่วนใหญ่ที่แข่งจะอยู่ในทวีปเอเชีย ผมว่าทุกรายการที่ได้ไปแข่งมามันท้าทายหมดทุกสนาม แต่ปีนี้สนามที่ผมคิดว่าท้าทายที่สุดก็คือ ตูร์ เดอ ลังกาวี 2018 ที่เรากำลังจะไปแข่ง รวมทั้งกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 18 ในเดือน ส.ค.นี้ ที่จะจัดขึ้นที่อินโดนีเซียด้วย”

อเล็กซ์ บอกว่า การซ้อมปั่นจักรยานของเขาโดยเฉลี่ยแล้วจะปั่น 5-6 ชั่วโมง/วัน ระยะทาง 150-200 กม. โดยซ้อมที่ จ.เชียงใหม่ เป็นหลัก บางวันก็ซ้อมคนเดียวโดยมีโค้ชอีกคนคอยแนะนำ แต่บางวันก็ซ้อมคู่กับมะตูม โดยมีโค้ชตั้มคอยแนะนำให้ นอกจากปั่นจักรยานแล้ว ก็มีการเล่นเวต และการยืดเหยียดกล้ามเนื้อร่วมด้วย

“เป้าหมายในอนาคตของผมก็คือ อยากจะเป็นแชมป์ในกีฬาเอเชียนเกมส์ หรือแชมป์ในระดับเอเชียให้ได้อีกครั้ง ถ้าให้ผมวิเคราะห์แล้วหลายประเทศก็มีนักกีฬาที่เก่งเยอะนะ แต่ผมไม่รู้สึกกลัวใครสักคนเลย ผมคิดว่านักกีฬาชาติอื่นน่าจะกลัวผมมากกว่า (หัวเราะ) และเชื่อว่าหลายชาติน่าจะกำลังจับตามองทีมไทยแลนด์ คอนติเนนตัลฯ ของเราอยู่ครับ (ยิ้ม)

สำหรับแพลนในอนาคต ผมคงจะเป็นนักปั่นอาชีพต่อไปอีกนาน คิดไว้เล่นๆ ว่าอาจจะแข่งจนอายุ 30 ปลายๆ เลย และถ้าไม่ได้เป็นนักกีฬาแล้ว ก็อาจจะผันตัวเองมาเป็นโค้ชจักรยานเช่นกัน ทุกวันนี้ผมก็เป็นโค้ชสมัครเล่นให้กับบุคคลทั่วไปที่สนใจกีฬาจักรยานอยู่ด้วย เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมรักและจะทำต่อไปให้ดี แล้วก่อนแข่งขันเอเชียนเกมส์ในปีนี้ ผมก็ได้ติดต่อไปแข่งขันในสนามที่ยุโรปไว้ด้วย เพราะอยากจะลองไปแข่งกับนักกีฬารุ่นใหญ่ๆ ดูสักหน่อย พูดง่ายๆ ว่าตั้งใจไปหาประสบการณ์ให้ตัวเอง และจะทำให้ดีที่สุดครับ” สนใจติดตามได้ที่ IG : Ariya_3291

อัษฎางค์โยคะ จัดสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543111

  • วันที่ 05 มี.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

อัษฎางค์โยคะ จัดสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ

เรื่อง : วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

หลายคนคงเคยได้ยินการฝึกโยคะสาย Ashtanga (อัษฎางค์โยคะ) ที่มุ่งเน้นการฝึกร่างกายพร้อมๆ ไปกับการหายใจที่มีระบบ ไม่ว่าโยคะจะเข้าท่ายากขนาดไหน ระบบหายใจยังต้องเหมือนอยู่ในท่าปกติ และในระหว่างการฝึกนั้น ผู้ฝึกจะสัมผัสได้ถึงพลังความร้อนในร่างกาย หรือแม้กระทั่งเห็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพในระหว่างที่ฝึก

ในปัจจุบันมีหลายคนหันมาฝึกสายอัษฎางค์โยคะกันมากขึ้น และได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีหลากหลายสถาบันที่เปิดสอน เช่น อัชทางก้า สมสถิติ (สะ-มะ-สฺถิ-ติ) บาย ลัลลาบายโยคะ สตูดิโอโยคะระดับพรีเมียมแห่งใหม่ใจกลางทองหล่อ โดยมี ครูนว-ครูนวรัตน์ ตรีประเสริฐ 1 ใน 4 ของคุณครูสอนโยคะสาย Ashtanga ในประเทศไทยเป็นผู้สอน ครูนวรัตน์เล่าถึงประโยชน์ของการฝึกอัษฎางค์โยคะว่า สิ่งที่ผู้ฝึกจะได้คือ ใจที่นิ่ง และเมื่อผู้ฝึกนิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหว ผู้ฝึกจึงมีความสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจเกิดขึ้น บางท่ายังช่วยบรรเทาอาการป่วยจากโรคซึมเศร้าได้ด้วย

ต่อไปนี้เป็นท่าฝึกที่ช่วยจัดสมดุลในร่างกายได้เป็นอย่างดี

ท่า Downward Facing Dog หรือ Adho Mukha Svanasana

วิธีการฝึก

1.หายใจเข้า คุกเข่า เข่าอยู่ในระดับเดียวกับสะโพก ระดับมืออยู่หน้าไหล่เล็กน้อย นิ้วมืออาจจะขนานกับลำตัว

2.ขณะที่หายใจออก ให้ยกเข่าขึ้นพ้นจากพื้น (โดยเบื้องต้นอาจจะยกส้นเท้าก่อน หากชำนาญส้นเท้าจะอยู่บนพื้นตลอด) ยกก้นให้สูงขึ้นอาจจะรู้สึกตึงบริเวณน่อง

3.ให้วางส้นเท้าลงบนพื้น (เริ่มต้นอาจจะยืนบนปลายเท้า) เหยียดเข่าให้ตรง จะรู้สึกตึงบริเวณน่องมากขึ้น

ให้ค้างท่านี้ไว้ 1-3 นาที หรืออาจจะเริ่มต้นจากท่านอนคว่ำ ได้แก่

1.นอนคว่ำ ตั้งนิ้วเท้า เท้าแยกกว้างเท่าช่วงไหล่ มือทั้งสองข้างวางข้างลำตัวเตรียมในท่าดัน พื้นยกตัวขึ้น

2.เหยียดแขนยกลำตัวขึ้น ศีรษะอยู่ระหว่างแขนทั้งสองข้าง ยกก้นขึ้น เหยียดแขนเหยียดลำตัว

3.เข่าทั้งสองเหยียดตึง กดส้นเท้าลงให้ใกล้พื้นมากที่สุด แล้วคลายท่า

ท่า Downward Facing Dog หรือ Adho Mukha Svanasana

ประโยชน์

1.ทำให้จิตใจสงบ ช่วยลดอาการตึงเครียดและความซึมเศร้า

2.ช่วยยืดกล้ามเนื้อหลังต้นขา น่อง เอ็นร้อยหวาย มือ

3.ลดอาการของวัยทอง

4.ป้องกันโรคกระดูกพรุน

5.ช่วยระบบย่อยอาหาร

6.ช่วยลดอาการปวดหลัง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย

7.ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง หอบหืด ฝ่าเท้าแบนราบ

ท่า Seated Spinal Twist หรือ Ardha Matsyendrasana

วิธีการฝึก

1.นั่งบนพื้น ยืดเท้าให้เหยียดตรง จากนั้นนำเท้าซ้ายสอดเข้าไปใต้เท้าข้างขวา ให้ส้นเท้าซ้ายอยู่ใกล้กับสะโพกขวาให้มากที่สุด โดยเข่าซ้ายต้องแนบติดพื้น

2.ยกเท้าขวาขึ้น ให้ส้นเท้าขวาวางอยู่บนพื้นใกล้กับสะโพก ตั้งเข่าให้ตรง

3.หายใจออก แล้วบิดตัวไปทางขวา โดยให้มือขวาวางบนพื้น ส่วนมือซ้ายยกขึ้นให้อยู่ด้านข้างต้นขาซ้าย

4.ค้างท่านั้นไว้ 30 วินาที-1 นาที แล้วจึงคลายท่า

ท่า Seated Spinal Twist หรือ Ardha Matsyendrasana

ประโยชน์

1.ช่วยในการยืดกล้ามเนื้อและผ่อนคลายกล้ามเนื้อจากความตึงเครียด

2.ช่วยกระตุ้นอวัยวะภายใน ระบบย่อยอาหาร และเพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูกสันหลัง เหมาะสำหรับคนที่เป็นโรคหอบหืดและเป็นหมัน

ผู้นำองค์กร ที่คนเจนวายอยากเห็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543029

  • วันที่ 05 มี.ค. 2561 เวลา 11:34 น.

ผู้นำองค์กร ที่คนเจนวายอยากเห็น

เรื่อง วรธาร ทัดแก้วภาพ อีพีเอ

ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้คนอายุน้อยๆ ก็เป็นเจ้าของธุรกิจแล้ว จากภาพเดิมที่คนเป็นเถ้าแก่จะต้องมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ก็เริ่มเห็นเถ้าแก่อายุน้อยที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจกันแล้ว หลายคนก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารในองค์กรต่างๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งเราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า คนเจนวาย หรือ Generation Y เชื่อว่าต่อไปในอนาคตอันใกล้คนกลุ่มนี้จะกลายเป็นคนกลุ่มใหญ่ในตลาดแรงงานและเข้ามามีบทบาทในโลกธุรกิจอย่างแน่นอน

แล้วคนเจนวายนี้เป็นคนที่มีคุณลักษณะที่โดดเด่นหลายอย่าง เช่น ชอบคิดนอกกรอบ มีความมั่นใจใน ตัวเองสูง มีความสามารถในการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ มีความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในโลกยุคไร้พรมแดนเช่นในปัจจุบัน ชอบพัฒนาตนเองและชอบการแสดงออก เป็นต้น

อยากรู้ไหมว่า คนกลุ่มนี้ต้องการคนที่มีคุณสมบัติอย่างไรมาเป็นผู้นำองค์กร “ทองพันชั่ง พงษ์วารินทร์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีที คอปอเรชั่น วิทยากร นักเขียน และที่ปรึกษาอิสระด้านการบริหารงานอุตสาหกรรม มีคำตอบ โดยได้สรุป 10 คุณลักษณะของผู้นำจากการที่ได้ไปบรรยายหลักสูตร Basic Leadership ให้แก่บรรดา ผู้บริหารระดับต้นๆ ในองค์กรแห่งหนึ่ง ซึ่งได้มีการแบ่งทีมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กันและกัน

1.วิสัยทัศน์ มีแพสชั่น (Passion) คือ มีสิ่งที่ฝัน มี เป้าหมายชีวิต หรือสิ่งที่อยากทำอย่างชัดเจน คนเจนวายอยากเห็นผู้นำมีความฝัน มีเป้าหมาย และทิศทางในการทำงานที่ชัดเจน ซึ่งจะทำให้เขาอยากมีส่วนร่วมด้วย ยิ่งถ้าผู้นำที่มีแพสชั่นตรงกันแล้วเหล่าคนเจนวายก็จะทำงานให้สุดใจขาดดิ้น

2.ผู้นำต้องมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนและยืดหยุ่น เพราะคนเจนวายชอบความชัดเจนในการทำงาน แต่ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ เพราะคนเจนวายไม่ชอบการทำงานแบบยึดติดกรอบเดิมๆ

3.รับฟังข่าวสารข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นแล้วนำมาอัพเดทให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งรับฟังไอเดีย หรือความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ของลูกน้องเจนวายด้วย

4.ต้องรู้จักให้โอกาส เพราะคนเจนวายเป็นคนกล้าแสดงออก ดังนั้น ต้องหาเวทีให้พวกเขาได้แสดงฝีไม้ลายมืออย่างเต็มที่ และต้องไม่ลืมที่จะให้โอกาสคนที่เคยทำ ผิดพลาดเพื่อให้พวกเขาได้แก้ตัวใหม่ ไม่ควรจำฝังใจและยึดติดในภาพลบของเขามากไป

5.ติดดิน ไม่ถือตัว เข้าหาง่าย โดยพร้อมให้ลูกน้องเข้าปรึกษาหารือ พูดคุยได้ทุกเรื่อง เพราะคนเจนวายจะกล้าพูด กล้าแสดงออก และกล้าออกความคิดเห็นอยู่แล้ว

6.พูดสร้างสรรค์ พูดจูงใจ พูดโน้มน้าวใจ และสามารถกระตุ้นให้พวกเขาสามารถนำความรู้ และศักยภาพที่มีออกมาใช้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

7.ไม่หูเบา และมีคุณธรรม จริยธรรม โดยควรเปิดใจรับฟังพวกเขา และคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนที่ผู้นำจะตัดสินใจตำหนิ หรือลงโทษลูกน้อง นอกจากนี้ควรประพฤติปฏิบัติตน ทั้งในที่ทำงานและชีวิตส่วนตัว ในสิ่งที่ถูกต้อง ตามกฎระเบียบ จารีตประเพณีอันงดงามของไทยและสากล เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพวกเขาได้ทำตาม ที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือต้องให้เกียรติลูกน้องเสมอ อย่าหักหน้า หรือข่มพวกเขาต่อหน้าผู้อื่นโดยเด็ดขาด

8.มีความยุติธรรม ไม่ควรลำเอียง หรือเลือกที่รัก มักที่ชัง หรือเอาใจแต่ลูกน้องที่รัก ที่ปลื้ม และชิงชัง รังเกียจ ลูกน้องที่ไม่ชอบหน้า อย่างออกหน้าออกตา

9.ใจดีมีน้ำใจ โดยควรแสดงออกถึงความเข้าใจ ใส่ใจ และเอาใจใส่ลูกน้อง ไม่แบ่งชั้นวรรณะ และอาจมีขนม นมเนย ลูกอม กาแฟ หรืออะไรเล็กๆ น้อยๆ ติดไม้ติดมือไปฝาก รวมถึงการใช้คำพูดที่ทำให้เกิดกำลังใจให้กับพวกเขาเสมอ

10.ช่วยลูกน้องทำงาน หรือทำงานแทนลูกน้องได้ เมื่อลูกน้องร้องขอ หรือถ้าจำเป็นจริงๆ เช่น เมื่อลูกน้องไม่มาทำงาน ผู้นำก็ควรที่จะสานงานต่อเองได้ และไม่ควรตำหนิ หรือโทรจิก โทรตาม ในวันที่พวกเขาลางาน หรือไม่มาทำงาน

ทองพันชั่ง กล่าวว่า คุณลักษณะของผู้นำองค์กรที่คนเจนวายอยากเห็นนี้เป็นเพียงแนวคิดที่ได้จากการทำกิจกรรมกลุ่มของผู้บริหารระดับต้นๆ ของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งมีบางข้อที่อาจตรงกับความคิดของพนักงานเจนวายในบริษัท ตัวเองก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ แต่อยากฝากว่าไม่ว่าเป็นคนเจเนอเรชั่นใด ถ้าทำงานด้วยความเข้าใจ รู้ใจ และมีความไว้ใจซึ่งกันและกันแล้วงานที่ว่ายากก็สามารถสำเร็จได้โดยง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากอย่างแน่นอน n

ของขวัญแห่งมิตรภาพ สะท้อนความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543107

  • วันที่ 05 มี.ค. 2561 เวลา 11:18 น.

ของขวัญแห่งมิตรภาพ สะท้อนความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา

เพื่อฉลองวาระครบรอบ 200 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและไทย สถานทูตสหรัฐได้ผนึกกำลังกับสถาบันด้านวัฒนธรรมชั้นนำของไทยและสหรัฐ จัดงาน “Great and Good Friends” นิทรรศการของขวัญแห่งมิตรภาพสุดยิ่งใหญ่ที่รวบรวมของขวัญสุดเลอค่าที่สองมิตรประเทศได้แลกเปลี่ยนกันในช่วงเวลาสำคัญตลอด 200 ปีที่ผ่านมา จำนวน 79 ชิ้น จากทั้งสองประเทศ มาจัดแสดงให้ได้ยลโฉมแบบใกล้ชิด โดยของขวัญส่วนใหญ่ที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ไม่เคยจัดแสดงต่อสาธารณชนมาก่อน และมีหลายชิ้นที่จะนำมาจัดแสดงให้ได้ชมในประเทศไทยเป็นครั้งแรก

กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐ กล่าวถึงความพิเศษของนิทรรศการสุดยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ว่า เกิดจากความร่วมมือร่วมใจจากพันธมิตร โดยเฉพาะสถาบันด้านวัฒนธรรมชั้นนำของทั้งสองประเทศ รวมถึงสถาบันสมิธโซเนียน องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกจดหมายเหตุสหรัฐ หอสมุดประธานาธิบดีภายใต้การกำกับของหอสมุดรัฐสภาสหรัฐ สถาบันพระปกเกล้า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรมศิลปากร และหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

“ของขวัญแต่ละชิ้นที่นำมาจัดแสดงในงาน ล้วนเป็นตัวแทนแห่งกาลเวลาช่วยบอกเล่าเรื่องราวของสองมิตรประเทศที่แม้อยู่กันคนละซีกโลก แต่เพราะอาศัยความหวังดี และความเข้าใจที่มีให้แก่กันตลอดมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวมิตรภาพให้ยืนยาว เราหวังให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนได้สัมผัสด้วยตัวเองถึงความเลอค่าของของขวัญแต่ละชิ้น ที่ช่วยยึดเหนี่ยวมิตรภาพตลอดสิบชั่วอายุคนได้อย่างไร”

เอกอัครราชทูตฯ เดวีส์ ยังเผยถึงเหตุผลที่หยิบยกเอาคำว่า “Great and Good Friends” มาเป็นชื่องานว่า เป็นเพราะนับตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มของความสัมพันธ์ ประธานาธิบดีสหรัฐได้ใช้คำว่า “Great and Good Friend” ขึ้นต้นจดหมายที่เขียนกราบบังคมทูลพระกรุณาพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสยาม คำขึ้นต้นอย่างเป็นทางการนี้ไม่เพียงชวนให้หวนนึกถึงสมัยที่การติดต่อกันระหว่างรัฐบาลไทยกับสหรัฐ ยังจำกัดอยู่เพียงการส่งราชทูตและหนังสือเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศเจริญงอกงามไปมากเพียงใดตลอดระยะเวลา 200 ปีที่ผ่านมา

จุดเริ่มต้นแห่งมิตรภาพ

จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ระบุถึงปฐมบทแห่งความสัมพันธ์ของไทย-สหรัฐ ไว้อย่างน่าสนใจว่า 40 ปีหลังจากที่อาณานิคมในทวีปอเมริกาประกาศเอกราชจากจักรวรรดิอังกฤษ เมื่อปี 2319 ในขณะที่พ่อค้าวาณิชอเมริกันต่างกำลังหาหนทางค้าขายกับประเทศนอกมหาสมุทรแอตแลนติกให้มากขึ้นกว่าเดิม สยามก็กำลังวางแผนรับมือกับการล่าอาณานิคมของประเทศยุโรปที่รุกล้ำเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรมและระยะทางที่ห่างไกลจะแบ่งแยกทั้งสองประเทศ แต่สยามและสหรัฐต่างก็หมายที่จะผูกมิตรไมตรีอันดีต่อกัน

ทั้งสองประเทศติดต่อกันเป็นครั้งแรกในปี 2361 เมื่อกัปตันชาวอเมริกันนำเรือเข้าเทียบท่า ณ สยามประเทศ ครั้นเมื่อกัปตันเรือผู้นั้นจะเดินทางกลับไปยังบ้านเกิด เขาไม่ได้กลับไปตัวเปล่า แต่ได้ถือจดหมายที่ลงนามโดยเจ้าพระยาสุริยวงศ์มนตรี (ดิศ บุนนาค) ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าพระยาพระคลังในเวลานั้น ส่งถึงประธานาธิบดี เจมส์ มอนโร ไปด้วย โดยเนื้อหาในจดหมายกล่าวถึงพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่มีพระราชดำริจะสร้างสัมพันธ์ทางการค้าและพาณิชย์กับสหรัฐ จดหมายฉบับนี้ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญ เพราะถือเป็นการติดต่อกันทางจดหมายเป็นครั้งแรกระหว่างสองประเทศ และนับเป็นปฐมบทของมิตรภาพไทย-สหรัฐ ตั้งแต่บัดนั้น

ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชสาส์นไปยังประธานาธิบดี เจมส์ บูแคนัน โดยมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานงาช้าง 1 คู่ และช้าง 1 คู่ เพื่อไว้ให้สืบพันธุ์ในทวีปอเมริกาหลังจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชปฏิสันถารกับกัปตันชาวอเมริกันคนหนึ่ง และทรงทราบว่าไม่มีช้างอาศัยอยู่ในสหรัฐ”

ทว่า เมื่อพระราชสาส์นของพระองค์ไปถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในขณะนั้น กลับปฏิเสธพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างสุภาพ โดยชี้แจงว่าภูมิอากาศของสหรัฐนั้นไม่เหมาะแก่การขยายพันธุ์ช้าง ประกอบกับช่วงนั้นสหรัฐเข้าสู่สงครามกลางเมืองพอดี จึงอาจเป็นไปได้ว่าทำให้ประธานาธิบดีลินคอล์นตัดสินใจเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้สยามจะไม่ได้ส่งช้างคู่นั้นเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังสหรัฐ แต่น้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสาสน์ตอบกลับอันสุภาพจากประธานาธิบดีลินคอล์น ก็ได้แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพที่ทั้งสองประเทศมีต่อกัน

จวบจนรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงเป็นพระมหากษัตริย์และพระราชินีจากสยามพระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐ หนังสือพิมพ์หลายฉบับ รวมทั้งนิตยสารไทม์ซึ่งตีพิมพ์ทั่วประเทศลงข่าวการเสด็จพระราชดำเนินเยือนของพระองค์ ซึ่งทำให้ประเทศสยามกลายเป็นที่รู้จักไปทุกหนแห่งในสหรัฐ หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศยังคงดำเนินต่อไป กระทั่งในปี 2509 ลินดอน บี. จอห์นสัน ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกที่เดินทางเยือนประเทศไทย โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 พระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำ ณ พระบรมมหาราชวัง  

ของขวัญคือกระจกแห่งกาลเวลา

ตลอด 200 ปีแห่งความสัมพันธ์ไทยและสหรัฐ ได้มีการแลกเปลี่ยนของขวัญกันนับไม่ถ้วน ในเวลานั้นการมอบของขวัญเสมือนการแบ่งปันความรู้และวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปของขวัญแต่ละชิ้นกลับไม่ต่างจากกระจกแห่งกาลเวลาที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวในอดีตมากมาย โดยนิทรรศการในครั้งนี้ได้คัดสรรมาจัดแสดงทั้งหมด 79 ชิ้น ในจำนวนนี้นำมาจากสถาบันสมิธโซเนียนถึง 49 ชิ้น     

ของขวัญสุดล้ำค่าที่นำมาจัดแสดงนี้เป็นของขวัญที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานแก่ประธานาธิบดีสหรัฐ ครอบคลุมตั้งแต่พระราชสาสน์จากราชอาณาจักรสยาม พระบรมฉายาลักษณ์และภาพเหมือนประธานาธิบดี เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ เครื่องถมทอง ฉลองพระองค์และสิ่งทอ ศาสนวัตถุ เครื่องมือและเครื่องดนตรี ศัสตราวุธ

สำหรับชิ้นไฮไลต์ที่ต้องไปชมมีมากมาย อาทิ ชุดกาน้ำถมทอง ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่ประธานาธิบดี แฟรงกลิน เพียร์ซ ในปี 2399 ภาพเหมือนประธานาธิบดี จอร์จ วอชิงตัน วาดตามแบบฉบับของ เรมบรันต์ พีล ของขวัญจากประธานาธิบดี แฟรงกลิน เพียร์ซ ประธานาธิบดีคนที่ 14 ของสหรัฐ ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี 2399 ชุดเครื่องประดับโต๊ะทำงาน ตะกร้าของขวัญจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ปี 2524 กล่องบุหรี่ประดับอักษรพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ ของขวัญจากหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล มอบแก่ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เดลาโน รูสเวลต์ ปี 2488 เครื่องเขียนถมทอง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานแก่ประธานาธิบดี ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ เมื่อปี 2503 ตลอดจนจดหมายโต้ตอบทางการทูตตลอดทุกรัชสมัย เป็นต้น

นิทรรศการของขวัญแห่งมิตรภาพนี้ จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 21 มี.ค.-30 มิ.ย.นี้ ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. โดยจะเปิดจำหน่ายบัตรถึงเวลา 15.30 น. อัตราค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 150 บาท นักเรียน นิสิต นักศึกษาที่แสดงบัตร 50 บาท ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เข้าชมฟรี

ยอมรับและพบแพทย์ “โรคซึมเศร้า รักษาได้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543009

  • วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 18:47 น.

ยอมรับและพบแพทย์ "โรคซึมเศร้า รักษาได้"

โดย…พัชรีวรรณ มงคล

กล้องวงจรปิดเผยภาพ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค พลัดตกจากชั้น 7 กลางห้างดังย่านแจ้งวัฒนะ พร้อมจดหมายลาตาย กลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วสังคม โดยญาติเปิดเผยภายหลังว่าผู้เสียชีวิตป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

หากย้อนกลับไปดูข่าวในอดีต จะพบว่า มีบุคคลที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเเละตัดสินใจจบชีวิตลงโดยการฆ่าตัวตาย เช่น เมื่อปี 2558 สิงห์ มือกีต้าร์วงสควีซแอนิมอล ผลัดตกคอนโดหรู ย่านทองหล่อ  รวมไปถึง นักร้องนำวงร็อกระดับโลก  Chester Bennington แห่ง Linkin Park ที่ปลิดชีพตัวเองโดยการเเขวนคอในบ้านพัก ซึ่งเเสดงให้เห็นว่าภาวะของผู้ป่วย ไม่ใช่แค่พบในประเทศไทยเท่านั้น แต่ทุกคนทั่วโลกก็สามารถเป็นได้

เมื่อปี 2559 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณะสุข เปิดเผยว่า ทั่วโลกมีการฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่า 8 แสนคนต่อปี และคาดว่าในปี พ.ศ.2563 สถิติจะเพิ่มขึ้นเป็นถึง 20 เท่าตัว สำหรับประเทศไทย พบว่ามีอัตราฆ่าตัวตาย เฉลี่ยทุก 2 ชั่วโมง

อินทิรา เจริญปุระ หรือ ทราย ดารา/นักแสดง เล่าว่า การที่ต้องดูแลแม่ที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์และโรคซึมเศร้าควบคู่กัน ขณะที่ตัวเองต้องประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้เกิดภาวะเครียดสะสมเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง PTSD (Post – Traumatric Stress Disorder) หรือความเครียดจากการเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจ

“ทรายพยายามสู้กับโรคนี้ให้ถึงที่สุด ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ พยายามคิดด้านบวก ไม่คิดแง่ลบ เพราะบั่นทอนจิตใจเปล่าๆ ต้องให้กำลังใจตัวเอง”

อินทิรา บอกต่อว่า หลังจากที่หาสาเหตุเจอเเล้วก็เข้ากระบวนการรักษาของจิตแพทย์ด้วยการให้ทานยาเพื่อลดอาการและปรับความสมดุลของสารในสมอง ยาเป็นเหมือนสวิตซ์ที่ช่วยปิดความคิดได้มากขึ้น โดยมีคนรอบข้างให้กำลังใจ ช่วยลดอาการตึงเครียด ซึ่งโรคนี้ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา

นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์ชื่อดัง กล่าวว่า คนส่วนใหญ่มักมองข้ามภาวะซึมเศร้า ทั้งๆ เป็นภัยใกล้ตัว อัตราการเพิ่มของผู้ป่วยมาจากการเข้าถึงบริการทางการแพทย์

“คนที่มีอาการของโรคซึมเศร้าในอดีตจะปิดกั้นตัวเอง กลัวสายตาคนรอบข้างมองว่าบ้า แต่ปัจจุบันสังคมกล้าที่จะยอมรับ ผู้ป่วยจึงกล้าที่จะเข้ารับการรักษามากขึ้น”

นพ.กัมปนาท กล่าวต่อว่า โรคซึมเศร้าไม่ได้เกิดจากสารในสมองหลั่งผิดปกติอย่างเดียวเท่านั้น เเต่ยังพบว่าสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้อีกด้วย ก่อนผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจึงต้องซักถามประวัติอย่างละเอียด จากนั้นวินิจฉัยหาสาเหตุที่เเท้จริง เพื่อรักษาให้ตรงจุดมากที่สุด

ทั้งนี้โรคซึมเศร้าอาจเเฝงมากับโรคอื่นที่เกี่ยวกับทางกายเรื้อรัง เช่นโรคเบาหวาน  รวมไปถึงผู้สูงอายุที่มีสารก่อความสุขลดน้อยลง ภาวะของโรคซึมเศร้าก็เเฝงมาในโรคอัลไซเมอร์ด้วยเช่นกัน การรักษา อย่างเเรกเมื่อรู้ว่ามีอาการเข้าข่าย ให้รีบไปพบจิตเเพทย์รักษาตั้งเเต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้เป็นหนักกว่าเดิม

ความรุนเเรงนั้นมีหลายระดับ ระดับที่ไม่รุนแรงไม่จำเป็นต้องพึ่งยา เเค่ออกกำลังกายหรือหากิจกรรมเพื่อคลายเครียด สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ต้องอาศัยการบำบัดด้วยวิธีต่างๆ และกินยาควบคู่กันไป

 

นพ.ชิโนรส ลี้สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สถานการณ์ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในประเทศไทย ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 ล้านคน ซึ่งสถิติวัดจากการเข้ารับการรักษาของผู้ป่วย

“โรคซึมเศร้ารักษาให้หายได้ เเต่ก็สามารถกลับมาเป็นอีกรอบได้ หากมีสภาวะความเครียด ความกดดัน ผู้ป่วยที่เคยเกิดภาวะนี้เมื่อกลับมาเป็นอีกครั้งจะสามารถสังเกตอาการของตนเองได้ เเละรักษาได้ง่ายขึ้น ญาติผู้ป่วยต้องให้ความรัก ความเข้าใจ ความใกล้ชิด เป็นอีกทางออกหนึ่งที่จะช่วยลดอัตราผู้ป่วยโรคซึมเศร้าให้น้อยลง”

นอกจากนี้จากจุดเริ่มต้นของการป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ยังสามารถพัฒนาสู่การเป็นโรคอื่นๆ ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจจากเม็ดเงินที่ต้องเสียไปกับค่ารักษาพยาบาล โรคซึมเศร้าจึงจัดเป็นปัญหาระดับโลก จนองค์การอนามัยโลกต้องประกาศคำขวัญว่า “Depression : Let’s Talk หรือ ซึมเศร้า เราคุยกันได้” ในปี 2560 เพื่อให้โลกตระหนักถึงความสำคัญของโลกซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าเกิดขึ้นได้ทุกอาชีพ ทุกกลุ่มคน สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากทุกคนรู้จักวิธีดูแลตัวเอง และระบายความเครียดอย่างถูกวิธี ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้ได้

สำหรับวิธีการสังเกตโรคซึมเศร้า

1. อารมณ์ซึมเศร้า หงุดหงิด ก้าวร้าว

2. ขาดความสนใจสิ่งรอบข้าง

3. สมาธิเสีย คือ ไม่ค่อยมีสมาธิเวลาทำสิ่งต่างๆ

4. รู้สึกอ่อนเพลีย

5. เชื่องช้า

6. รับประทานอาหารมากขึ้นหรือน้อยลง

7. นอนมากขึ้นหรือนอนน้อยลง

8. ตำหนิตัวเอง พบได้มากในคนเป็นโรคซึมเศร้า

9. อยากฆ่าตัวตาย หากมีการพยายามฆ่าตัวตาย ก็ตั้งข้อสันนิษฐานได้เช่นกันว่า คนนั้นอาจเป็นโรคซึมเศร้า

หากพบอาการของโรคซึมเศร้า 5 ใน 9 อย่างนี้นาน 2 สัปดาห์ติดต่อกัน ให้รีบพบจิตแพทย์ทันที เพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาตั้งแต่แรก สำหรับผู้ใกล้ชิด กรุณาให้กำลังใจกันด้วยคำพูดและทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ต่อสู้อยู่เดียว แต่ยังมีคุณอยู่และจะก้าวผ่านเรื่องแย่ๆ ไปด้วยกัน

‘เมืองนิมิตร’ เรียมเอง มิตรภาพ ความรัก และการต่อต้านสงคราม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542963

  • วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 10:39 น.

‘เมืองนิมิตร’ เรียมเอง มิตรภาพ ความรัก และการต่อต้านสงคราม

โดย พริบพันดาว

“เป็นชีวิตการต่อสู้และความรักของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งต่อสู้เพื่ออิสรภาพของคนไทยในสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะถูกญี่ปุ่นยึดครอง และเป็นนวนิยายเรื่องเดียวที่เขียนเกี่ยวกับภาวะสงครามอย่างละเอียด

บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดของการชิงไหวชิงพริบระหว่างคนไทยหลายสาย ซึ่งต่างทำงานใต้ดินโดยอีกฝ่ายไม่รู้

ท่ามกลางการต่อสู้ซึ่งไม่รู้ว่าวันไหนจะอยู่ วันไหนจะไปนี่เอง ความรักที่เจิดจ้าเกิดขึ้นระหว่างหัวหน้าคณะใต้ดินสายหนึ่งกับน้องสาวอธิบดีตำรวจ ระหว่างน้องสาวของเขาเองกับนายทหารญี่ปุ่น ซึ่งพ่อเป็นอดีตนายพลญี่ปุ่นที่มาทำการค้าอยู่ในเมืองไทย และมารดาซึ่งเป็นคนไทย…

 และระหว่างนักประพันธ์เพื่อหัวหน้าคณะใต้ดินกับแม่ม่ายทรงเครื่อง… ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องรักในสงครามที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง”

 นั่นคือคำสรุปคร่าวๆหนังสือ “เมืองนิมิตร” ของเรียมเอง ซึ่งนวนิยายสะท้อนบรรยากาศและชีวิตของคนไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

 เมื่อเปิดสารานุกรมแนะนำหนังสือดี 100 ชื่อเรื่องที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน ซึ่งทำวิจัยและคัดสรรโดย วิทยากร เชียงกูล และคณะ เมื่อปี 2543 พบว่ามีการจัดให้หนังสือเล่มนี้อยู่ในกลุ่มเด็กและเยาวชนวัย 13-18 ปี (แบ่งตามประเภทเป็นกวีนิพนธ์ เรื่องสั้น นวนิยาย)

 สำหรับโครงการคัดเลือกหนังสือดีที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน เป็นโครงการวิจัยต่อเนื่องจากโครงการวิจัยคัดเลือกหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน โดยมีจุดมุ่งหมายการกระตุ้นให้เด็ก และเยาวชนไทยรักการอ่านหนังสือมากขึ้น และมีคู่มือในการอ่านหนังสือดี การรักการอ่านเป็นกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองที่สำคัญ ผู้ที่สนใจเรื่องการปฏิรูปการศึกษาน่าจะถือว่า การส่งเสริมให้คนอ่านหนังสือมากขึ้น เป็นกิจกรรมส่วนสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา การรักการอ่านนี้ จะมีผลถึงการปฏิรูปทางความคิด ความอ่านที่จะมีผลต่อการปฏิรูปทางเศรษฐกิจสังคมได้ต่อไป

 นวนิยาย “เมืองนิมิตร” เคยถูกแปลงประยุกต์ไปสู่การเล่าเรื่องในศิลปะการละครเมื่อปี 2544 เป็นละครร้อง (มิวสิคัล) เพื่อสันติภาพและความรัก โดยกลุ่มพระจันทร์เสี้ยวการละคร ซึ่งแสดงให้เห็นการขมวดปมความคิดการตีความและการเล่าเรื่องอย่างรวบรัด ดังเนื้อเรื่องย่อเป็นละครร้องดังนี้

 “ท่ามกลางการต่อสู้ ระหว่างฝ่ายอักษะ กับสัมพันธมิตร ที่ยังไม่มีทีท่าจะจบลง ณ ริมคลองแสนแสบ สถานที่หลบภัยยามสงคราม ของชาวพระนครในยามนั้น เรื่องราวมิตรภาพ และความรักของคนมากมายได้เกิดขึ้นที่นั่น

 นักหนังสือพิมพ์ผู้เปี่ยมอุดมการณ์ กับหญิงผู้สูงศักดิ์น้องสาวอธิบดีกรมตำรวจ นักเขียนพเนจร ผู้มีความฝันถึงการสร้างงานประพันธ์ชิ้นเอกว่าด้วยเรื่องของเมืองที่ไร้ความบาดหมาง “เมืองนิมิตร” กับแม่ม่ายสาวทรงเครื่อง ผู้ค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ ด้วยการบำเรอสุขแก่ผู้คนรอบข้าง และครูสาวผู้คอยเกื้อกูลดูแลเด็กๆ ที่พลัดหลงมาในสงคราม กับศัตรูผู้เป็นมิตรนายทหารชาวญี่ปุ่น ผู้ยอมเสียสละ อุทิศชีวิตเข้าช่วยเหลือคนไทยในยามนั้น โดยเข้าร่วมกับขบวนการลับใต้ดิน “เสรีไทย” ท่ามกลางความขัดแย้งภายในใจ ระหว่างหน้าที่ต่อองค์พระจักรพรรดิ มนุษยธรรมต่อชีวิตทุกข์ทนของผู้คนในสงคราม ความรักต่อหญิงคนรัก และแผ่นดินไทยที่ให้เขาได้ถือกำเนิดเกิดมา

 “เมืองนิมิตร” จึงมิใช่เรื่องราวของสงคราม ที่ว่าด้วยเรื่องของการแบ่งเชื้อชาติ และมุ่งทำร้ายกัน เพื่อชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่กลับเป็นสงครามแห่งสันติภาพ และความรักอันยิ่งใหญ่ ที่จะจารึกไว้ในหัวใจของทุกคน

 เรียมเอง ผู้ประพันธ์นวนิยาย “เมืองนิมิตร” เป็นนามปากกาของ มาลัย ชูพินิจ เกิดเมื่อ 25 เม.ย. 2449 ที่นครชุมน์ จ.กำแพงเพชร ด้วยการเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษา บิดาและมารดาจึงส่งเข้ามาเรียนหนังสือต่อที่กรุงเทพฯ ณ โรงเรียนวัดบพิตรพิมุข โรงเรียนวัดบวรนิเวศ เพื่อเรียนวิชาครู โรงเรียนสวนกุหลาบ และโรงเรียนเทพศิรินทร์ เพื่อเรียนภาษาอังกฤษให้แตกฉาน

 จากนั้นประกอบอาชีพครูอยู่ 2 ปี ก็มาทำงานหนังสือพิมพ์ที่ใจรักฉบับแรกที่ ไทยใต้ บางกอกการเมือง สุภาพบุรุษ ไทยใหม่ ผู้นำ ประชาชาติ ประชามิตร-สุภาพบุรุษ พิมพ์ไทย สยามนิกร สยามสมัย กระดึงทอง มีคอลัมน์ที่คนติดและต้องอ่านกันทุกเช้าคือ “ระหว่างบรรทัด” โดยใช้นามปากกาว่า น้อย อินทนนท์

 นอกจากนี้แล้ว ยังเขียนนวนิยายและเรื่องสั้นเป็นจำนวนมาก โดยใช้นามปากกาหลากหลายในแต่ละด้าน เช่น น้อย อินทนนท์ นายฉันทนา แบ๊ตตลิ่งกรอบ ม.ชูพินิจ เรียมเอง แม่อนงค์

 มาลัยได้เขียนเรื่องตลอดชีวิตการทำงานตลอดจนช่วงสุดท้ายของชีวิต ไม่ใช่แต่เพียงเท่านั้น ยังมีส่วนร่วมในการผลิตนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนประดับวงการหนังสือและวรรณกรรม ด้วยการได้รับเชิญไปสอนหนังสือที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนวาระสุดท้ายของชีวิต

หากจะหยิบเอาบทสนทนาที่บาดลึกกรีดกินใจเข้าไปข้างในของนวนิยายเรื่อง “เมืองนิมิตร” คงต้องหยิบท่อนนี้ของเด็กน้อยที่กล่าวอย่างรันทดออกมาจากห้วงลึกภายในอันไร้เดียงสาของเธอ

“หนูเกลียดการรบราฆ่าฟัน หนูเกลียดสงคราม แพ้หรือชนะ ไม่เห็นมันจะได้ความอะไร นอกจากเหลือเด็กกำพร้าอย่างหนูไว้เต็มบ้านเต็มเมืองเท่านั้น”

อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เปิดประตูดูความสนุกของประวัติศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542960

  • วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 10:28 น.

อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เปิดประตูดูความสนุกของประวัติศาสตร์

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

พอเปิดผ่านๆ อาจนึกว่าหนังสือเรื่อง ผจญไทยในแดนเทศ เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ธรรมดา แต่เมื่ออ่านหน้าแรกก็รู้ได้ทันทีว่า นี่เป็นหนังสือที่วางไม่ลง

อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ คือ ผู้ที่จะพาทุกคนเปิดประตูไปทักทายคนไทยในประวัติศาสตร์โลก ทั้งเหตุการณ์เรือไททานิกชนภูเขาน้ำแข็งในมหาสมุทรแอตแลนติก หรือเหตุการณ์เรือญี่ปุ่นถูกเรือรบเยอรมนียิงตอร์ปิโดใส่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเรื่องราวทั้งหมดเป็นการหยิบข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ผู้เขียนรวบรวมไว้มากกว่า 10 ปี มาเขียนในสำนวนภาษาที่สนุก แม้แต่คนที่ไม่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์ก็ยังอ่านง่าย อ่านสนุก และน่าจดจำ

อาชญาสิทธิ์เล่าว่า ด้วยความที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือสารพัดประเภท ทำให้เขาไปสะดุดกับเรื่องแปลกที่น่าสนใจว่า มีคนไทยอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์โลกหลายครั้งหลายหน อย่างเรื่องไททานิกซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้

“ผมเคยดูหนังเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วคิดเล่นๆ ว่าจะมีคนไทยอยู่ด้วยหรือเปล่า เพราะคำถามนี้ทำให้เราไม่ละทิ้งการตาม และเหมือนกับมีโชค ผมได้ไปเจอข้อมูลที่บันทึกโดยคนไทยกล่าวถึงเรือลำหนึ่งที่ล่มกลางมหาสมุทรซึ่งนั่นคือเรือไททานิกที่ตามหา โดยผมใช้เวลามากกว่า 10 ปีกว่าจะค้นเจอเรื่องนี้ และอีกหลายเรื่องในหนังสือเล่มนี้ที่ผมไม่สามารถเขียนขึ้นในระยะเวลาอันสั้นได้แน่นอน”

หนุ่มสุราษฎร์ธานีเผยด้วยว่า คลังข้อมูลที่ใช้ คือ สมุดบันทึกนับร้อยเล่มที่จดบันทึกด้วยลายมือ จากการอ่านพบเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยและสิ่งที่น่าสนใจในหนังสือ รวมถึงเอกสารที่เก็บรวบรวมไว้อีกนับไม่ถ้วน และศึกษาเพิ่มเติมในบางจุดที่ยังไม่ชัดเจน

“พอพบเรื่องไททานิกแล้ว ผมก็เริ่มคิดเกี่ยวโยงไปถึงเรื่องอื่นๆ ที่เคยค้นคว้ามาว่า มีหน้าประวัติศาสตร์ไหนอีกบ้างที่มีคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะเวลาผมจำอะไรผมจะจำเป็นภาพยนตร์ พอมีสิ่งที่มาสะกิด ผมจะคิดเป็นภาพขึ้นมาว่าเคยอ่านอะไรไปบ้างแล้วเหมือนกับว่าสมองมันจัดกลุ่มให้เอง จากนั้นผมก็จะกลับไปเปิดสมุดบันทึก ฉีกหน้านั้นออกมาจัดหมวดหมู่ และเริ่มเล่าในภาษาของตัวเอง” เขาไม่ยอมรับว่าเป็นอัจฉริยะ

“หลายเรื่องที่หลักฐานเล่าไม่สนุก แต่พออาศัยสำนวนภาษาวรรณกรรมโดยไม่บิดเบือนความจริง เพื่อให้คนอ่านคล้อยตามได้ นึกภาพได้ ก็จะทำให้ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่เล่าสนุกและอ่านง่ายขึ้น”

แน่นอนว่าหนังสือที่เจ้าของสำเนียงทองแดงชอบอ่านคือ ประวัติศาสตร์ “เพราะหัวใจของประวัติศาสตร์คือ การหาหลักฐาน” เขากล่าว ดังนั้นทุกเรื่องย่อมมีประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ย่อมเกี่ยวข้องกับทุกเรื่อง แม้ตำราแพทย์ก็สามารถมองในเชิงประวัติศาสตร์ถึงที่มาที่ไปของโรคได้

“หลายคนบอกว่าหนังสือเล่มนี้ใช้สำนวนสวิง ซึ่งผมคิดว่าสำนวนภาษามันสะท้อนช่วงอารมณ์และอายุของคนเขียน เมื่อตอนเด็กๆ เราอาจเขียนด้วยสำนวนภาษาเรียบร้อย แต่เมื่อโตขึ้นเรารักสนุกมากขึ้น สำนวนภาษามันเลยมีความสนุกเหมือนกับเราในตอนนี้ แต่สิ่งสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือ ต้องเคารพความจริง ความคิดบางอย่างของตัวละครที่เราไม่เห็นด้วย เราก็ไปเปลี่ยนไม่ได้ เหมือนผมเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ ผิดกับวรรณกรรมที่ผมเป็นคนรับบทเองจะคิดจะแสดงอย่างไรก็ได้”

ก่อนหน้านี้อาชญาสิทธิ์เคยเขียนวรรณกรรม เรื่องสั้น และบทกวีมาแล้วหลายชิ้น แต่สำหรับเรื่องผจญไทยในแดนเทศ เป็นงานเขียนประเภทไม่ใช่เรื่องแต่งที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดี จนมีคนแนะนำกันปากต่อปากว่าเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่อ่านแล้วตื่น!

“ผมไม่ได้ดีใจที่ผมได้รับความสนใจ แต่ผมดีใจว่าความรู้พวกนี้ที่ไม่เคยคาดนึกเลยว่าคนรุ่นใหม่จะสนใจกลับได้รับความสนใจ เพราะเมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์คนรุ่นใหม่ก็จะรู้สึกว่ามันไม่น่าสนุก แต่หนังสือเล่มนี้สามารถทำให้คนอ่านสนุกไปกับเรื่องสนุกที่ผมค้นเจอมา” เขากล่าวทิ้งท้าย

เชิญร่วมพิสูจน์ว่าประวัติศาสตร์จะสนุกหรือไม่ผ่านปลายปากกาของยอดนักอ่าน นักจดบันทึก และนักเขียนที่ย่อโลกไว้ในหนังสือเล่มเดียวกับชีวิตคนไทยที่ไปเกี่ยวข้องแต่แทบไม่มีใครล่วงรู้ จนกระทั่งเขาได้เปิดประตูบานนี้

พวกเขาคิดอะไรอยู่ ป๋อง แท่งทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542956

  • วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 10:11 น.

พวกเขาคิดอะไรอยู่ ป๋อง แท่งทอง

โดย มัลลิกา นามสง่า-จุฑามาศ นิจประพันธ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ลมหลง นิทรรศการของ ป๋อง แท่งทอง ยังเล่นกับความคิด หยิบประเด็นทางสังคมมานำเสนอผ่านงานจิตรกรรมสีน้ำมัน ใช้คนเป็นสัญลักษณ์ ลดทอนรายละเอียด ยังมีผลงานบางส่วนที่เป็นอินเตอร์แอ็กทีฟ ให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมในชิ้นงาน

“งานผมเป็นเรื่องการนำเสนอความคิดมากกว่า ดูงานจะไม่ค่อยมีสกิลเท่าไร ใช้สีผิดหลักสีน้ำมัน ผมไม่ค่อยสนใจเลย เน้นความคิดเป็นหลัก รูปไม่จำเป็นต้องเหมือน แต่ของผมนี่เป็นกลางคืน นี่เป็นทุ่งหญ้า นี่เป็นฟ้า นี่เป็นดาว ซึ่งจริงๆ ในภาพอาจเป็นแค่พื้นสีดำ”

ได้แรงบันดาลใจและแนวความคิดในการสร้างรูปทรงมาจาก สกอตต์ แมคคลาวด์ นักเขียนการ์ตูนชาวอเมริกัน “เขาบอกว่ารูปทรงที่จริงจังมากๆ จะอยู่กับตัวเอง รูปทรงที่มันง่ายๆ จะไปถึงทุกคน อย่างผมวาดรูปหน้าผมแบบเหมือนเลยมันจะเป็นของผมคนเดียว แต่ถ้าผมเหลือแค่เป็นเส้นวงกลม เป็นหัวแล้วก็มีจุด จุด จุด เป็นปาก เป็นตา มันจะแทนใครก็ได้ขึ้นมา เราอยากเล่าแบบนี้”

ลมหลง ชื่อนิทรรศการ ที่ศิลปินมีแนวคิดว่า “เราพูดอะไรออกมาแล้ว เราผิดทิศทางหรือเปล่า หรือว่าที่เห็นอยู่นั้นมันหลงทางอยู่ มันก็ตีความได้หลายแบบ เราหลงกับคำที่เราพูดเอง หรือบางทีคนอื่นเขาพูดกับเราและเราก็หลงไปกับคำนั้น”

เมื่อมีลมจึงต่อยอดมาสู่การงานอินเตอร์แอ็กทีฟ ที่ใช้ลมเป็นสื่อกลางระหว่างงานศิลปะกับผู้ชม ใช้เทคโนโลยี โทรศัพท์มือถือมาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยง โดยดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ชื่อ ป๋องแท่งทองลมหลง ผ่านระบบแอนดรอยด์ แล้วเอาโทรศัพท์ไปส่องที่งาน

งานจะมีเพียงบางชิ้น เพราะศิลปินต้องการให้คนสนใจกับเนื้อหาในงานเบื้องหน้า มากกว่าสนุกกับการเล่นโทรศัพท์

“งานที่ผ่านมาเอามือถือส่องปุ๊บ ขึ้นการ์ตูนในหน้าจอประมาณ 15 วินาที ดูสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่ปีนี้อย่างชิ้นที่เป็นรูปเล็กเท่าฝ่ามือ สีดำ ส่องไปแล้วจะมีแต่เสียงร้องไห้ ผู้ชมจะได้ใส่ใจกับคอนเทนต์ที่เป็นของจริง

ปัญหาของผมที่ผ่านมามันกลายเป็นเกมเกิน และไม่นำไปสู่เนื้อหา ทุกคนสนุกกับการส่อง ก็เลยเอาแบบไม่ต้องดู ฟังเสียง เสียงของงานจะช่วยเพิ่มบรรยากาศ”

ภาพที่ศิลปินยกตัวอย่าง คือ รูปผู้หญิงถือกล่องโฟม สร้างงานโดยได้แรงบันดาลใจมาจากภาพข่าวน้องเมย (นักเรียนเตรียมทหารที่เสียชีวิต) “ภาพนี้ผมเอามาจากคุณแม่น้องเมย ที่เขามาเก็บเศษหัวใจลูกเขา ผมใส่เสียงร้องไห้แม่น้องเมยลงไปในคลิปด้วย ถ้าอยากให้เธอหยุดร้อง พูดปลอบใจเธออะไรก็ได้ เสียงร้องไห้จะหยุด”

ยังมีอีก 2 ชิ้น เป็นรูปคนยืนอยู่กลางน้ำ ผู้ชมต้องใช้แรงลมเป่าที่หน้าจอมือถือ พระจันทร์ที่อยู่ในภาพจะลอยขึ้น เมื่อหมดแรงลมพระจันทร์จะตกน้ำ

อีกรูปข้างๆ กัน คนยืนอยู่กลางทุ่งหญ้า ใช้เป่าลมเหมือนกัน แล้วตัวคนจะเอนไปตามแรงลมที่เป่า ศิลปินต้องการนำเสนอ “โลกความจริงกับโลกที่เราจำลองมันคร่อมกัน”

ชิ้นที่เป็นไฮไลต์ ศิลปินสร้างประหนึ่งกับเกมมาริโอ ที่วิ่งกระโดดเก็บเหรียญ งานชิ้นนี้ผู้ชมสามารถเป็นผู้ยืนควบคุมงานได้เลย โดยไม่ต้องใช้มือถือ ตั้งชื่อว่า เกมมือป้อม ผลงานศิลปะในแบบเกม

“งานนี้ขึ้นโปรเจกเตอร์และมีขาไมค์ตั้งตรงนั้นเลย พอเราออกเสียง ตัวละครในนั้นจะกระโดดตามที่เราออกเสียง ตัวเอกในเกมคือรูปมือและใส่แหวน เวลาพูดอะไรออกไปมันก็จะกระโดดหลบรถถัง หลบเรือดำน้ำ หลบเรือเหาะ หลบจีที 200 แล้วไปเก็บนาฬิกา

ถ้าเก็บนาฬิกาครบ 25 เรือน จะมีมิเตอร์ 44 ผมเรียกย่อว่า ม.44 จะได้พลังมือก็จะเร็วขึ้น ทะลุทะลวงทุกอย่าง นี่แหละครับ มันใช้เรื่องลมมาสั่ง คราวนี้ไอ้ชิ้นนี้กับชิ้นคุณแม่ขอร้อง เป็นชิ้นที่ผมทำวิพากษ์สังคมครั้งแรก ส่วนงานทั้งหมดจะเป็นงานเน้นเรื่องอารมณ์ ความคิด”

ลมที่ดูไร้ภาวะ ไม่สามารถจับต้องได้ หากแต่แรงลมสามารถควบคุมกำหนดทิศทาง กุมอะไรได้หลายอย่าง แม้กระทั่งชีวิตของคน

นิทรรศการ ลมหลง เปิดให้ชมถึงวันที่ 11 มี.ค. 2561 จัดแสดงที่หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ห้องนิทรรศการชั้น 2 ห้อง 3