ดำน้ำ กายแข็งแกร่ง จิตใจแข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542953

  • วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 09:42 น.

ดำน้ำ กายแข็งแกร่ง จิตใจแข็งแรง

โดย กั๊ตจัง ภาพ : รอยเตอร์ส

การดำน้ำจัดเป็นกิจกรรมเอาต์ดอร์ชนิดหนึ่งที่ส่งเสริมสุขภาพในแง่ความแข็งแรงของร่างกายโดยรวม โดยเฉพาะระบบหายใจที่ต้องได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษ เป็นกิจกรรมที่อันตรายเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่ในขณะเดียวกันความสวยงามของท้องมหาสมุทรก็เย้ายวนพอให้ผู้คนลงทุนซื้อหาอุปกรณ์ดำน้ำและฝึกฝนเพื่อก้าวไปสู่โลกใต้ท้องทะเล

แสนยา โลหิตนาวี ครูฝึกสอนดำน้ำ ไดฟ์ อินดีด (Dive Indeed) บอกว่า “การดำน้ำเป็นกีฬาชนิดเดียวที่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์มากที่สุด ถ้าอยากสัมผัสโลกใต้น้ำมากขึ้นเท่าไร อุปกรณ์ก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น การดำน้ำเป็นเหมือนอีกโลกหนึ่ง ได้เห็นชีวิตใต้ทะเล การดำน้ำมีอยู่ 2 อย่าง ก็คือ การดำเพื่อสันทนาการ และการดำน้ำลึกกว่า 40 เมตร ซึ่งไม่ใช่การดำเพื่อสันทนาการ เพราะความลึกระดับนี้ร่างกายต้องเผชิญกับความดัน ความมืด และอันตรายอีกหลายอย่าง บางคนอาจจะชอบดำที่ความลึกระดับนี้ เพื่อท้าทายความสามารถ ได้เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น เพราะเป็นความลึกในระดับที่นักดำน้ำทั่วไปไม่ลงไปกัน แต่โดยทั่วไปแค่ผิวๆ น้ำ 20-30 เมตร ก็เหลือเฟือแล้ว

นอกจากนี้ การดำน้ำเป็นกีฬาที่ต้องพึ่งอุปกรณ์มากที่สุด ใครจะดีกว่าใครนอกจากทักษะความสามารถและอุปกรณ์ นับเป็นตัวชี้วัดหลักๆ เลยว่าคนไหนจะเล่นได้ดีกว่า ที่สำคัญสำหรับคนที่จะเล่นดำน้ำก็คือ มีต้นทุนพอกับการเล่นกอล์ฟเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นชุดอุปกรณ์ ค่าเรียน ค่าออกทริป รวมๆ กันแล้วก็เป็นหลักหมื่นหลักแสนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับคุณภาพของอุปกรณ์ทั้งนั้น”

การเริ่มต้นดำน้ำนั้นต้องผ่านการฝึกฝนพื้นฐานเสียก่อน เพื่อเมื่อลงสู่โลกใต้น้ำจะเจอกับแรงดันน้ำ ความกดอากาศ ที่ทำให้ร่างกายรู้สึกไม่สบายเหมือนอยู่บนบก

อาจจะเริ่มจาก โอเพน วอเตอร์ ไดเวอร์ เป็นคอร์สการเรียนดำน้ำเพื่อเปิดใบอนุญาตว่ายน้ำเพื่อเช่าอุปกรณ์ดำน้ำได้ทั่วโลก สามารถดำน้ำลึกระดับ 18 เมตร ซึ่งเพียงพอกับการดำน้ำดูแนวปะการังชายฝั่งได้ทั่วโลกแล้ว คอร์สนี้อาจจะใช้เวลาเรียนรวมโดยประมาณที่ 12-24 ชั่วโมง แล้วแต่โรงเรียนสอนจะจัดหลักสูตร มีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติกับสถานที่จริง คนส่วนมากจะจบที่การเรียนคอร์สเริ่มต้น แต่เพียงแค่นี้ก็ทำให้ร่างกายแข็งแรง ปอดสามารถจุอากาศได้มากขึ้น

การฝึกดำน้ำจะต้องมีพื้นฐานการหายใจ การถ่วงน้ำหนักเพื่อให้จมลงในน้ำ การดูเวลาที่เหมาะสมกับการดำน้ำว่าดำได้ไม่เกินกี่นาที ที่จะไม่ทำให้เกิดภาวะการเมาไนโตรเจน หลังจากผ่านคอร์สแรกแล้วเกิดติดใจโลกการดำน้ำ ส่วนมากจะเริ่มหาซื้ออุปกรณ์ดำน้ำเพิ่มเติม ที่สามารถทำให้ดำน้ำในสถานที่ต่างๆ ได้สะดวกและนานขึ้น

ชุดดำน้ำที่มีความหนาและคุณสมบัติในการรักษาความอบอุ่นแก่ร่างกายก็จะทำให้ดำน้ำได้สบายขึ้น อุปกรณ์วัดอากาศในถังและเครื่องวัดเตือนอันตรายต่างๆ แต่จะออกทริปถัดไปสนุกๆ ก็อาจจะเสียเวลาไปเปล่าประโยชน์ โดยมากคนที่ชอบดำน้ำอย่างจริงจังจะเริ่มเข้าคอร์สที่มีความแอดวานซ์ขึ้น เพื่อให้ได้ใบประกาศและได้ออกทริปเที่ยวดำน้ำไปในตัว ก็คือระดับ แอดวานซ์ โอเพน วอเตอร์ ไดเวอร์

เป็นหลักสูตรสอนการดำน้ำในสภาพการดำน้ำที่มีความหลากหลายใต้ท้องทะเล เช่น ดำน้ำที่มีระดับความลึกมากขึ้น การดำน้ำในเวลากลางคืน หรือการดำน้ำในสภาพท้องทะเลที่มีความแปรปรวน การนำทางใต้น้ำ ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ต้องการดำน้ำในต่างประเทศ

แต่ก็ยังมีอีก 2 คอร์สที่นักดำน้ำที่มีความจริงจังจะต้องเรียนเพิ่มก็คือ การดำน้ำด้วยถังไนตรอกซ์ (Nitrox) ถังดำน้ำแบบพิเศษที่ทำให้ดำน้ำได้นานกว่าปกติ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการถ่ายภาพใต้น้ำ และหลักสูตรกู้ชีพเป็นหลักสูตรที่ได้พัฒนาไว้สำหรับการปฐมพยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุจากการดำน้ำ เช่น การจมน้ำ การช่วยนักดำน้ำที่เหนื่อย การหานักดำน้ำที่จมหายไป การนำนักดำน้ำที่จมน้ำขึ้นสู่ผิวน้ำ เป็นหลักสูตรที่คู่ควรกับนักดำน้ำระดับมือโปร

จนมาถึงหลักสูตรสุดท้ายคือหลักสูตรครูสอนดำน้ำ สำหรับคนที่จะพัฒนามาเป็นอาชีพเพื่อเรียนรู้การจัดการดำน้ำในเรือและการวางแผนการดำน้ำ การจัดทริป และเทคนิคการสอนและการแก้ปัญหาต่างๆ

แสนยา ทิ้งท้ายว่า โดยมากแล้วอันตรายที่เกิดจากการดำน้ำมักจะเป็นเรื่องของอากาศ บางครั้งเราเพลินกับโลกใต้น้ำจนลืมดูเวลา รวมทั้งการไม่วางแผนการดำน้ำที่ถูกต้อง ดำน้ำต่อเนื่องจนเกิดภาวะไนโตรเจนร่างกายสูงจนเกิดอันตราย สำหรับนักดำน้ำจะต้องเชื่อฟังผู้ฝึกสอนและหัวหน้าทริป ไม่ฝืนดำน้ำในสภาพอากาศแปรปรวน และหมั่นเช็กอุปกรณ์ดำน้ำให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานเสมอ และไม่ฝืนร่างกายหากรู้สึกไม่ไหว เพราะถ้าฝืนแล้วเกิดปัญหาจะทำให้เกิดความยุ่งยากในการให้ความช่วยเหลือมากกว่า ที่สำคัญต้องมีบัดดี้คอยดูแลกันอยู่ตลอดเวลาที่ดำน้ำ จะทำให้โลกของการดำน้ำเต็มไปด้วยความสนุกและความสุขกลับมาเสมอ

เจนณรงค์ นบนอบ ครูดนตรี หัวใจ(รัก)เกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542950

  • วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 09:33 น.

เจนณรงค์ นบนอบ ครูดนตรี หัวใจ(รัก)เกษตร

โดย วรธาร ทัดแก้ว

เห็นบ้านหลังน้อยรูปทรงเก๋ๆ ในสวนผักบนพื้นที่ 1 ไร่ ในบรรยากาศกลางคืนที่เงียบสงบ อากาศกลางคืนเย็นสบาย ยามเช้าสดชื่นแจ่มใส กลางวันไม่ร้อนมาก เพราะสวนโอบล้อมด้วยต้นไม้สีเขียว หลายคนคงแอบอิจฉาเจ้าของบ้านอยู่แน่ๆ เป็นหนุ่มโสดวัยยังไม่ถึงเลข 3 อีกต่างหาก ทั้งหน้าที่การงานดี โดยเป็นถึงครูสอนดนตรีและศิลปะอีกด้วย

เขาคือ เจนณรงค์ นบนอบ หรือครูแบงค์ ปัจจุบันเป็นครูสอนวิชาดนตรีและศิลปะ โรงเรียนปิยะฉัตร (โรงเรียนระดับประถมศึกษา อนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขต อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี) โดยสอนมาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว ตั้งแต่เรียนจบทางด้านดนตรีสากลมา ทุกวันนี้เขายังคงมีความสุขกับการถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านดนตรีให้แก่เด็กนักเรียน

“ผมรักในการสอนนะ สนุกดี และผมรักดนตรี จึงไม่รู้สึกเบื่อทุกครั้งที่ได้สอนเด็กๆ ผมสอนทั้งดนตรีไทย ดนตรีสากล นอกจากนี้ก็พยายามส่งเสริมให้พวกเขาได้แสดงความสามารถทางด้านดนตรีอยู่บ่อยๆ เริ่มจากการตั้งวงขึ้นมากับเด็กๆ ชื่อวง ปิยะฉัตรแบนด์ ตามชื่อโรงเรียนเลย เวลาโรงเรียนมีงานก็เล่นเอง ไม่ต้องหาวงอื่น

รวมทั้งหางานข้างนอกให้พวกเขาได้แสดงฝีมืออย่างวันที่ 11 มี.ค.นี้ พวกเขาจะแสดงโชว์ที่โรงเรียนเป็นงานสุดท้าย เพราะแต่ละคนจบ ป.6 แล้วก็ต้องแยกย้ายไปเรียนต่อแต่เด็กเหล่านี้มีความสามารถทางด้านดนตรีติดตัวไปด้วย ขณะเดียวกันเราก็ต้องสร้างนักดนตรีรุ่นใหม่ขึ้นมาแทน เพราะที่โรงเรียนเรามีชมรมดนตรีอยู่แล้ว”

นอกจากสอนหนังสือเป็นอาชีพหลักแล้ว ครูนักดนตรีหนุ่มยังชื่นชอบธรรมชาติ ต้นไม้ พืชผักสีเขียวมาตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่เห็นการเจริญเติบโตของต้นไม้ พืชผักสีเขียวเขารู้สึกได้ถึงความสุขและความอยากจะลงมือปลูกให้ได้ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ลงมือ จนกระทั่งมาเป็นครูสอนดนตรี จึงเริ่มเก็บเงินไปพร้อมกับศึกษาวิธีปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ด้วยตัวเองไปด้วย

“ผมจะศึกษาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต พอเลิกจากโรงเรียนหรือวันหยุดก็พยายามหาข้อมูล หาเทคนิค วิธีการปลูก ศึกษาว่าเขาใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง ทำอย่างไร จากนั้นก็ลองปลูก เลือกผักสลัดนี่แหละ ปลูก 1 แปลง ลงทุน 3 หมื่นบาท ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจทำเป็นธุรกิจ แค่อยากปลูกผักปลอดสารพิษกินในครอบครัว ทุกคนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน

ทำในช่วงแรกๆ ก็เจอปัญหามากมาย ทั้งเรื่องโรค แมลง สภาพน้ำ เนื่องจากเรายังขาดความรู้และเทคนิคต่างๆ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้ผมท้อเลยนะ คือ เรื่องนี้ผมมีความสุขที่จะทำอยู่แล้ว ฉะนั้นเวลาเจอปัญหาผมก็ค่อยๆ หาวิธีแก้ ศึกษาเทคนิค วิธีการปลูกอย่างจริงจัง เอาใจใส่ ให้เวลากับมันเยอะๆ ในที่สุดก็ได้ผลผลิตและคุณภาพดีขึ้น”

ครูแบงค์ บอกว่า พอทำไปได้สองเดือนก็เริ่มมีลูกค้าติดต่อเข้ามาจากนั้นจึงขยายแปลงเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีแปลงขนาด 6 เมตร ประมาณ 40 แปลง ในพื้นที่ 1 ไร่ สามารถผลิตออกจำหน่ายได้อาทิตย์ละ 250-300 กิโลกรัม โดยผักที่ปลูกส่วนใหญ่คือผักสลัด ได้แก่ กรีนโอ๊ก เรดโอ๊ก เรดคอรอล และฟินเนอร์เร ส่วนคอสไม่ได้ปลูกมาก ซึ่งใช้เวลา  45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว

“ตอนนี้ผมได้ทดลองปลูกสตรอเบอร์รี่และมัลเบอร์รี่ ซึ่งได้พันธุ์มาจากประเทศตุรกี โดยปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์อยู่ในขั้นของการทดลอง เพิ่งเริ่มได้เดือนเดียวแต่น่าสนใจมากที่สตรอเบอร์รี่เป็นต้นไม้ที่ไม่ชอบน้ำขัง ผมก็ได้นำมาทดลองปลูกในระบบน้ำที่ไหลวนตลอดเวลา ปรากฏว่าเขาอยู่รอดและได้ให้ผลแก่เราด้วย ส่วนมัลเบอร์รี่ก็น่าพอใจครับ”

นักดนตรีผู้รักการทำเกษตรเล่าว่า การเลือกการปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ เพราะมองว่าดีกว่าระบบในดิน เป็นระบบที่เชื้อโรค หรือสารตกค้างในดินมีโอกาสยากมากที่จะแทรกซึมเข้าสู่พืชผัก เนื่องจากได้ปรับระดับพื้นดินสูงประมาณ 1 เมตร อีกทั้งเป็นระบบที่สามารถควบคุมอาหารได้ตามอายุช่วงที่เหมาะสมของพืชได้ด้วย ดังนั้น พืชจะกินอาหารได้ใกล้เคียงกันหมด โตมาสวยและมีขนาดใกล้เคียงกัน แต่ข้อเสียของวิธีนี้คือลงทุนค่อนข้างสูง

“สำหรับใครที่อยากปลูกผักด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ แต่ไม่มีความรู้มาก่อนเหมือนผม อยากแนะนำให้ไปศึกษาหาความรู้จากฟาร์มปลูกผักจริงๆ จะดีกว่าสามารถสอบถามจากเจ้าของฟาร์มโดยตรง จะได้ความรู้ที่เข้าใจง่ายกว่า และไม่ต้องเสียเวลาเหมือนผม ส่วนที่ผมศึกษาด้วยตัวเองเพราะไม่มีเวลา แต่เหนืออื่นใดผมทำด้วยใจรัก จึงอยู่กับมันได้แม้ว่าเจอปัญหาอะไรก็ไม่รู้สึกท้อ

ปัจจุบัน ผักสลัด ครูแบงค์ได้รับการตอบรับดีมากจากลูกค้า จากการบอกต่อปากต่อปากและการประชาสัมพันธ์ผ่านทางเฟซบุ๊ก “ผักสลัด ครูแบงค์” เนื่องจากเป็นผักปลอดสารพิษในการปลูกไม่มีการใช้สารเคมี หรือยาฆ่าแมลง

“ฟาร์มผักผมไม่ใช้ยาฆ่าแมลงและสารเคมีทุกชนิดในการกำจัดและป้องกันศัตรูพืช แต่จะใช้สารชีวภัณฑ์ (Microbial Pesticide) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ผลิตและพัฒนามาจากสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ พอแมลงมาโดนก็จะหนีไปแต่ไม่มีอันตรายต่อคน พืชผักกินได้ปลอดภัยไม่มีสารพิษตกค้าง”

ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าชีวิตของครูนักดนตรีหนุ่มผู้นี้มีความสุขมาก ทั้งในบทบาทครูที่เป็นอาชีพหลักและเกษตรกรผู้ผลิตอาหารสะอาดปลอดภัยให้คนอื่นที่เป็นอาชีพเสริม ใครที่อยากจะลองทำเหมือนครูแบงค์ก็ได้ แต่การจะทำได้อย่างครูแบงค์ต้องมีใจรักเป็นพื้นฐานจึงจะทำได้

ศศินทร์ ทิพชัย ในภาพถ่ายมีเรื่องเล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542948

  • วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 09:25 น.

ศศินทร์ ทิพชัย ในภาพถ่ายมีเรื่องเล่า

โดย มัลลิกา นามสง่า

หากยังพอจำกันได้ ภาพถ่ายฝีมือชาวไทย ชนะใจคณะกรรมการจากกองประกวด Moscow International Photo Awards 2017 ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภท Fine art people children และอีกภาพได้ที่ 2 ทว่าเขาไม่ได้เป็นคนส่งเข้าประกวด

เรื่องแดงขึ้นมาเพราะเพื่อนชาวต่างชาติที่คุ้นเคยกับภาพถ่ายอันเป็นอัตลัษณ์ของเขา ได้ส่งข้อความมาบอก จนเรื่องนำไปสู่การระงับให้รางวัลกับหญิงชาวต่างชาติที่แอบอ้างว่าเป็นเจ้าของภาพ

ผลงาน 2 ภาพนั้น มีชื่อว่า Asian Old Women Washing Clothes At The Creek และภาพ Boys Playing With Their Duck In The Creek

“ศศินทร์ ทิพชัย” คือผู้ถ่ายภาพ และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ชื่อเสียง และผลงานของศศินทร์ ถูกเผยแพร่เป็นที่รู้จักมากขึ้น นับว่าในวิกฤตมีโอกาส

“รูปผมมีแจกให้โหลดฟรีด้วย ต้องบอกว่ามันเป็นเทคนิคอีกอย่างหนึ่งของผม ให้คนตามงานผมมา แจกฟรีบ้างซื้อบ้าง ผมไม่ชอบดราม่า ไม่ตบตีกับใครอยู่แล้ว เราไม่ได้ผิดอะไร ยืนยันว่าเป็นภาพเรา แต่ได้หลายคนช่วยกันเรียกร้องสิทธิ ทั้งส่งเมลทั้งต่อว่าทางนั้น สุดท้ายทางกองประกวดระงับรางวัล ซึ่งรางวัลจริงๆ ผมก็ไม่รู้หรอกว่าอะไร

จากเหตุการณ์นั้น มีคนฟอลโลว์ในแฟนเพจเพิ่มขึ้นจาก 2,000-3,000 เป็นหมื่นกว่า ในอินสตาแกรมจากหมื่นก็เพิ่มเท่าตัว คนซื้อภาพก็มีหลังไมค์มาส่วนตัวเพิ่มขึ้น และเขายินดีจ่ายในราคาที่สูงขึ้น”

กล้อง…เครื่องหยุดเวลา

แรงบันดาลใจที่ศศินทร์ชอบถ่ายภาพ เพราะในหนึ่งภาพนั้นมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้น หวนกลับมาดูอีกครั้งก็ยังระลึกได้ “ผมว่ามันเป็นเครื่องหยุดเวลา บางทีถ่ายเหตุการณ์ไว้และเอากลับมาดู มันทำให้เราเห็นอะไรหลายๆ อย่าง เห็นรอยยิ้ม เห็นน้ำตา เห็นกิจกรรมต่างๆ ที่เราเคยผ่านมา

ผมชอบถ่ายรูปตั้งแต่เด็ก แต่สมัยนั้นกล้องแพง ใช้กล้องฟิล์มจะกดถ่ายอะไรต้องคิด ไหนจะค่าฟิล์ม ค่าล้างอัดรูป เงินก็ไม่มี พอมาถึงกล้องดิจิทัลผมเลยถ่ายทุกอย่าง พกกล้องติดตัวตลอด

หาข้อมูลตามหนังสือต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตไปด้วย รูปสวยๆ เขาถ่ายอย่างไร มีเว็บบอร์ดแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องกล้องเรื่องถ่ายภาพ ก็เข้าไปคุยในนั้น เอารูปเราไปโพสต์ ก็จะมีคนใจดีมาบอกเทคนิค ผมศึกษาด้วยตัวเอง ถ่ายทุกอย่าง เทคนิคอะไรไม่รู้ก็หา ทุกวันนี้ผมก็ยังหาเทคนิคใหม่ๆ ก็ยังเรียนรู้อยู่

พอเรารู้เยอะ ขอบเขตจำกัดของตัวกล้องมี ก็ค่อยๆ อัพเกรดกล้องขึ้นไปเรื่อยๆ กล้องใหญ่ตัวแรกของผม DSLR ราคาเกือบสี่หมื่นกว่าบาท”

ชอบถ่ายรูป แต่ไม่เคยคิดจะทำเป็นอาชีพ “เมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้วมีเพื่อนรุ่นพี่เขาถ่ายรูปขายในเน็ต ชวนเราลองเอามาขายดูสิ พอลองหัดขายรูปก็ได้ความรู้ ได้อะไรเยอะ ว่าควรจะถ่ายแบบไหน มันเป็นเทคนิคการตลาด เช่น ถ่ายแบบไหนที่ลูกค้าต้องการ ถ่ายแบบไหนแล้วลูกค้าจะซื้อ ต้องดูว่าใครจะเอารูปเราไปใช้ทำอะไร ทำไปได้สักพักก็พอรู้แล้วว่าลูกค้าคือใคร กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มร้านอาหาร กลุ่มหนังสือ อะไรประมาณนี้”

ถ่ายภาพ พบ สัจธรรมชีวิต

แม้จะได้รับเงินเดือนที่สูง แต่งานที่ทำอยู่ไม่ใช่คำตอบของชีวิต “ตอนนั้นผมทำงานประจำและถ่ายรูป ผมกำลังหาสัจธรรมของชีวิต ว่าทำงานหนักไปทำไม เพื่ออะไร เพื่อใครงานผมเข้าแปดโมงเลิกห้าโมงเย็น แต่วันนั้นเคลียร์งานเสร็จประมาณสองทุ่ม ผมไม่มีโอทีแต่เราก็ทำงานหนักเพื่อบริษัท พอทำงานไปเรื่อยๆ เกิดความรู้สึกว่ามันไม่ใช่ เหมือนเราทำเพื่อใครไม่รู้ ผลตอบแทนก็โอเค ไม่ใช่ว่าเราไม่รักองค์กรนะ เราก็รัก แต่ว่าสิ่งที่เรากำลังค้นหาอยู่มันน่าจะมีมากกว่านั้นอีกอย่างหนึ่งคือเวลาที่เราทุ่มเทไป เราทุ่มเทให้กับงานมากกว่าในครอบครัว ทำงานจันทร์ถึงเสาร์ ตอนนั้นก็ค้นหาวิธีการ ช่วงหนึ่งผมก็ไปศึกษาเกษตรพอเพียง อยากเข้าป่าย้อนไป 6 ปี อายุประมาณ 32 หาวิธีที่เราทำอะไรดีที่มันสามารถมีเวลาให้ครอบครัว ให้พ่อแม่ ก็ค้นอยู่ตลอด ผมเปิดโอกาสให้กับทุกอย่างทุกงาน

งานขายตรงผมก็เคยลองไปศึกษา เทคนิคที่เขาบอกที่จำได้คือ งานอะไรก็ตามที่เรามีความเชื่อมั่นและเราลงมือทำ มันจะสำเร็จทุกงาน ผมนำข้อคิดตรงนั้นมาใช้”

สิ่งที่ศศินทร์รู้สึกว่าทำออกมาได้ดี มีเวลา ทำแล้วมีความสุข และมีผลตอบแทนกลับมาพอๆ กับทำงานประจำนี่นา แสงสว่างที่เขาเจออยู่ข้างกายเขามาตลอดนั่นเอง

“ผมโพสต์ภาพในเฟซบุ๊ก โพสต์ขาย ทำไปเรื่อยๆ ก็เริ่มรู้ตลาด คือผมได้เทคนิคต่างๆ มาจากพี่ที่แนะนำ เขาให้เทคนิคการแต่งภาพด้วย มีการคิดโจทย์คิดเรื่องราว

ผมถ่ายอยู่ 2 ปี โพสต์รูปทุกวัน ได้เงินต่อเดือนเท่ากับเงินเดือน เริ่มมีความคิดอยากลาออก ประจวบกับมีคนมาชวนทำฟรีแลนซ์ เอนจิเนียริ่งนี่แหละครับ ซึ่งทุกวันนี้ผมก็ยังเป็นฟรีแลนซ์งานนี้อยู่”

ที่จริงศศินทร์อยากลาออกมาตลอด แต่ก็ถูกทักท้วงว่าออกไปจะทำอะไร จนในที่สุดเขาก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นคล้อยตามว่า ถ่ายรูปขายก็ยังชีพได้ และเขายังได้ใช้ชีวิต ได้ออกเดินทาง 

“รู้งี้น่าจะจริงจังถ่ายรูปตั้งนานแล้ว จริงๆ ผมมารู้เมื่อไม่กี่ปีมานี้เองว่าสัจธรรมของการทำงาน ไม่ว่าจะงานอะไรก็ตาม ถ้าเราโฟกัสงานแล้วเรามีเป้าหมาย มีคีย์เวิร์ด แล้วลงมือทำ มีระเบียบวินัย สำเร็จทุกงาน และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น

ต้องหาตัวเอง ถามตัวเองก่อนว่าต้องการอะไร คีย์แรกคือความสุข ทำอย่างไรให้มีความสุข เงินไหม เวลาไหม โอเค 2 อย่างนี้คือความสุข ต้องการมีเงินมีเวลา ชื่อเสียงด้วยไหม อ่ะสมมติมี 3 อย่าง ทีนี้ก็มาคิดว่าจะทำอย่างไรล่ะ ก็ค้นหาวิธีการอะไรที่จะทำให้เรามีความสุข ถ้าเราอยากได้เงินเราก็ต้องทำงาน งานอะไรที่เราชอบและใช้เวลามีความสุข ก็งานพวกนี้ไง ซึ่งเครื่องไม้เครื่องมือของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ความเชื่อของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เส้นทางก็ไม่เหมือนกัน”

จากวิศวกร สู่วิถีช่างภาพ

ศศินทร์จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโลหการ เป็นวิศวกรอยู่ในสายโรงงานมา 10 ปี เงินเดือนครึ่งแสน แต่สุดท้ายเลือกลาออกมาถ่ายภาพ

6 ปีที่ศศินทร์ถ่ายรูปขาย มีผลงานประมาณ 3,000 ภาพ ซึ่งวนเวียนผลัดกันสร้างรายได้ให้เขา 

“ราคาภาพอยู่ที่ฝีมือและประสบการณ์ (ตอนนี้เขาอยู่อันดับสูงสุด) อย่างตอนที่เข้ามาแรกๆ ขั้นต่ำคือ 8 บาท ตอนนี้น่าจะ 13 บาท/ภาพ มันขึ้นอยู่กับเรตราคา บางทีก็พันกว่า แต่เฉลี่ยแล้วจะตกอยู่ที่ใบละ 13 บาท

ช่วงแรกได้วันละ 200-300 บาท/วัน หลังๆ ก็ขยับมาหลักพันได้ 2,000-3,000 บาท  แล้วก็ทำไปเรื่อยๆ ทำไม่หยุดก็ได้มาประมาณเท่ากับเงินเดือน ภายใน 2 ปี

ผมต้องบอกว่าผมโชคดีอยู่อย่างหนึ่ง ผมเข้ามาช่วงต้นๆ ที่ถ่ายรูปขาย ตอนนี้ในโลกใครๆ ก็พูดถึงการถ่ายรูปขายทั้งนั้น ซึ่งการแข่งขันก็สูง บางทีทำรูปส่งไปแล้วก็เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ สวยแต่ก็ขายไม่ได้ แต่กฎของผมต้องลงภาพวันละ 2-3 ภาพ”

6 ปีที่ผ่านมา เขาได้เรียนรู้และค้นหาสิ่งที่ตัวเองปรารถนาไปด้วย ขี่มอเตอร์ไซค์ตระเวนถ่ายรูปที่เวียดนามก็ไปมาแล้ว

“รู้สึกว่าการถ่ายภาพไม่ได้เป็นงาน ทำแล้วสนุก ในเมืองไทยผมขับรถไปถ่ายรูปมาเกือบครบทุกจังหวัด คอนเซ็ปต์ถ่ายรูปของผมคือผมไปหาเพื่อนตามจังหวัดต่างๆ มีเพื่อนถ่ายรูปมันสนุกกว่า ได้แลกเปลี่ยน น้อยมากที่จะไปคนเดียว

จริงๆ ก็ไปเที่ยวนั่นแหละ แต่เราต้องบอกครอบครัวว่าเราไปทำงาน ถ้าเราบอกครอบครัวเราว่าเราไปเที่ยว เขาก็จะแบบ เอ่อ อ่า เรามีความสุขนิ อะไรแบบนี้ (หัวเราะ)

ทริปหนึ่งไปกันเป็นอาทิตย์ แต่ 2-3 ปีมานี่ผมไป 2-3 วันแล้วก็กลับ และก็กำลังมองหาโอกาสที่จะไปถ่ายยังต่างประเทศ โซนไกลๆ ออกไป เพราะในเออีซีผมไปมาครบแล้ว”

เบื้องหลังภาพ

ศศินทร์มักนำเสนอเรื่องราววิถีชีวิต วัฒนธรรม และนำสิ่งที่สูญหายไปแล้วกลับมาเล่าในภาพถ่าย “ถ้าดูรูปผมมีเนื้อหาต่างๆ เยอะ มีทั้งการจัดฉากและธรรมชาติด้วย

อย่างรูปเด็กเล่นโน้ตบุ๊กในท้องนา ธรรมชาติของเขาไม่ใช่แบบนั้นอยู่แล้ว เราก็เซตขึ้นมา หรือภาพยาย 2 คน ซักผ้าที่ลำธาร (ภาพที่เป็นข่าว) สมัยนี้เขาก็ไม่ได้ซักผ้ากันแบบทุบๆ กับหิน แต่ลำธารนั้นยังใช้เป็นที่หาหอยหาปลาอยู่

อย่างภาพคอนเซ็ปต์ที่ไปถ่ายที่ จ.สุรินทร์ วิถีชีวิตของหมู่บ้านช้าง เราก็จัดองค์ประกอบช้างกับวิถีชีวิตที่เขาเป็นอยู่กับที่เราต้องการ แค่วางองค์ประกอบแสง แบ็กกราวด์ ให้มันได้องค์ประกอบสวยๆ ซึ่งต้องมีการสำรวจพื้นที่ละแวกนั้นก่อนลงมือถ่ายจริง

ผมอยากสะท้อนวิถีชีวิตไทยที่มันหายไปแล้ว อย่างภาพคุณลุงเป็นช่างแกะสลัก จริงๆ เราก็ไปวางองค์ประกอบให้เหมาะสม ถ้าถ่ายโดยไม่มีโปรเซส อิมแพ็กของรูปมันก็ไม่ค่อยเท่าไร

ภาพที่ขาย มันจะมี 1.เรื่องราว 2.อารมณ์ ถ้าไม่มีพวกนั้นมันก็ขายไม่ค่อยได้”

ถ้าสังเกตงานของศศินทร์จะมีสีแสงสลัว และมีม่านหมอกควัน เขาให้เหตุว่า เพื่อให้ตัวองค์ประกอบมันเด่น เมื่อก่อนสุมไฟเอา ตอนนี้พัฒนามีเครื่องทำควันแล้ว

“ได้ไอเดียเริ่มมาจากเห็นแสงที่มันทะลุรูผนังบ้าน มันดูเป็นหมอก ดูสวย ก็เลยลองทำแบบนี้ดู ข้อดีของควันอย่างหนึ่งคือ เอาไว้บังในส่วนที่เราไม่ต้องการออก เราตกแต่งได้ก็จริง แต่ควันทำให้มันเป็นแสงได้ แสงออกมาเป็นลำๆ หรือเวลาที่มีความเข้มแสงสูง พอมีควันจะทำให้ภาพดูซอฟต์ขึ้น”

เบื้องหลังกว่าจะได้มาแต่ละภาพ อย่าง โหด มัน ฮา “ต้องบอกว่ารูปสวยๆ ที่ได้ มันไม่ใช่ตำแหน่งที่คนปกติยืน อย่างมุมสวยๆ ของสิงคโปร์ ผมยืนระเบียงโรงแรมก็จะหวาดเสียวหน่อย

หรือรูปต้องการฉากน้ำเป็นโบเก้ลักษณะเป็นวงกลมเม็ดๆ ของน้ำ ผมต้องเอากล้องเลียบกับผิวน้ำ ตัวต้องนอนจมในน้ำ หรือบางรูปต้องหมอบติดดินเพื่อให้ฉากหน้าเป็นพื้นดิน

ไปอินโดนีเซีย ถ่ายวิวภูเขาไฟ ไปรอตั้งแต่ 4 ทุ่ม ไปถ่ายทางช้างเผือกและรอถ่ายพระอาทิตย์ขึ้น ตอนนั้นตัวผมมุดอยู่ในพงหญ้า เอาหัวเข้าไปในกระเป๋ากล้อง คือหนาวมาก

ภาพที่เราเซตขึ้นมาก็มีการลงทุน เราทำงานขาย มันก็ติดคนอื่นที่ไม่อนุญาต เราจึงต้องจ้าง อย่างช้างเชือกละ 1,000-2,000 บาท เด็กและคนแก่ 500 บาท หรือผมไปอินเดียใช้งบ 3 หมื่นบาท ถ่ายมาหลายรูป ไม่รู้รูปจะโดนซื้อไหม แต่ถ้าโดนแล้วโดนหลายใบก็คุ้ม มันก็เหมือนการลงทุนมีความเสี่ยงหมดแหละ”

ถ่ายรูปขายอาจจะดูเหมือนง่าย แต่นั่นแหละ ในทุกวงการก็จะมีคนที่อยู่รอดและคนที่ล้มหายไป ซึ่งฝีมือจะเป็นตัวพิสูจน์ แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้ศศินทร์ก็มองว่าตอนนี้มีคนลงมาเล่นในสนามนี้เยอะ เขาต้องหาเส้นทางใหม่

“คนถ่ายภาพขายกันเยอะ ทุกคนมีรูปสวยๆ ทั้งนั้น และเทคนิคการทำมันเรียนรู้กันได้ง่าย ผมเลยต้องฉีกตัวเองออกมาทำอีกตลาดหนึ่ง กำลังหาโซลูชั่นพรินติ้งที่คนเขาไม่ทำกัน คือรวบรวมศิลปินที่อยู่ในเมืองไทยที่รูปเขาสวยทำเป็นเหมือนเว็บขายงานพรินต์งานประดับ ซึ่งใช้ไฟล์ที่ถูกลิขสิทธิ์และให้ค่าคอมมิชชั่นไป”

โยคะฝึกใช้กล้ามเนื้อส่วนหัวไหล่และแขน : Utthita Parsvakonasana

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542881

  • วันที่ 03 มี.ค. 2561 เวลา 18:05 น.

โยคะฝึกใช้กล้ามเนื้อส่วนหัวไหล่และแขน : Utthita Parsvakonasana

ในเวอร์ชั่นนี้ได้มีการผสมท่า Penguin Shoulder Stretch Variation เข้าไปด้วย ทำให้ผู้ฝึกได้ใช้กล้ามเนื้อส่วนหัวไหล่และแขน ซึ่งก็คือกล้ามเนื้อ Subscapularis ที่ทำหน้าที่หมุนข้อไหล่เข้าด้านใน และในขณะเดียวกันได้ยืดกล้ามเนื้อด้านหลังของหัวไหล่ ซึ่งก็คือกล้ามเนื้อรอมบอยด์ Rhomboid เมื่อกล้ามเนื้อนี้ถูกยืดจะช่วยลดอาการปวดสะบักหรืออาการปวดของโรค Office Syndrome ในขณะที่ฝึกท่านี้สำหรับคนที่มีปัญหาที่คออย่าหันศีรษะขึ้นด้านบน ให้มองไปด้านข้างหรือมองต่ำไปที่พื้นแทน และสำหรับคนที่มีความดันต่ำและสูงมาก ให้ระวังขณะฝึกท่านี้

การเดินทางบนสองล้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542878

  • วันที่ 03 มี.ค. 2561 เวลา 17:49 น.

การเดินทางบนสองล้อ

เรื่อง : รอนแรม ภาพ : เฮียซ้อชวนปั่น

ความสุขของคนในวัยใกล้เกษียณอย่าง “ลุงมิตร” ณรงค์ฤทธิ์ ลักษมีวรานนท์ วัย 57 ปี เจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และภรรยา สุปราณี ลักษมีวรานนท์ วัย 55 ปี คือ การเดินทางบนสองล้อ

เมื่อไม่นานมานี้ ทั้งคู่เพิ่งเปิดเพจเฟซบุ๊ก “เฮียซ้อชวนปั่น” เพื่อแบ่งปันเส้นทางปั่นลึกลับ และสร้างแรงบันดาลใจให้คนทุกวัยใช้จักรยานเป็นพาหนะคู่ใจในการเดินทาง

“แรงบันดาลใจในการเปิดเพจ เป็นเพราะเราชอบถ่ายรูปและปั่นเที่ยวอยู่แล้วในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ว่าง แรกๆ เราก็โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวทั้งรูปและรายละเอียดของเส้นทาง ทางลูกสาวเลยแนะนำว่าพ่อน่าจะทำเป็นเพจเพื่อให้คนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนของเรานำข้อมูลไปปั่นตาม ไปเที่ยวตามได้ ซึ่งตรงกับความตั้งใจของเราพอดีที่อยากให้ทุกคนมาปั่นจักรยานและออกไปสัมผัสบรรยากาศเหมือนเราบ้าง”

ลุงมิตร เผยด้วยว่า แม้เขาจะอยู่ในวัยใกล้เกษียณที่หลายคนมองว่าเป็นคนยุคเก่า แต่การลงมือสร้างเพจเฟซบุ๊กเองก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป กลับเป็นงานอดิเรกที่สนุกและเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย

“จักรยานเป็นสิ่งที่ผมชอบมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว แต่พอเข้าวัยทำงานทำให้เราหยุดปั่นไปยาว เพราะต้องใช้เวลากับการทำงาน จนเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วคนไทยฮิตกลับมาปั่นจักรยานอีกครั้ง เลยไปปัดฝุ่นจักรยานที่เคยซื้อไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้วมาปั่นใหม่จนตกหลุมรักมันอีกรอบ

ตอนนี้มีสมาชิกใหม่เกือบทุกประเภท ทั้งจักรยานทัวริ่ง เสือหมอบ ล้อโต โดยจะเน้นปั่นท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างลาวและกัมพูชา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สร้างสีสันใหม่ให้ชีวิต”

สำหรับเส้นทางปั่นจักรยานที่หลายคนตั้งคำถามว่าไปหาเจอได้อย่างไร? ลุงมิตร เล่าต่อว่า เนื่องจากผู้ที่ปั่นจักรยานต้องสรรหาเส้นทางเลี่ยงถนนใหญ่ไปยังตรอกซอกซอยโดยเปิดหาจากแผนที่ เริ่มจากเส้นทางใกล้บ้านแล้วค่อยๆ ขยายไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เส้นทางปั่นจักรยานค่อนข้างลึกลับ เพราะส่วนใหญ่เป็นเส้นทางลัดเลาะชุมชนที่รถยนต์เข้าไม่ถึง

“พอได้ปั่นจักรยานถึงรู้ว่าในกรุงเทพฯ มีวัดเก่าอายุเป็นร้อยปีเยอะมาก ในขณะที่สมัยก่อนเราขับรถ เราก็จะขับมุ่งไปพอไหว้เสร็จก็จบแค่ตรงนั้น แต่พอเปลี่ยนมาปั่นจักรยาน เส้นทางมันพาเราไปได้เรื่อยๆ ทำให้เราเจอสิ่งใหม่หรือสถานที่ใหม่ระหว่างทางเสมอ มันเลยเป็นเสน่ห์ที่ทำให้น่าค้นหา และทำให้เราสนุกไปกับสิ่งที่ซ่อนอยู่ในกรุงเทพฯ”

เขายังกล่าวด้วยว่า การปั่นจักรยานในปัจจุบันเสี่ยงต่ออันตรายน้อยลงกว่าแต่ก่อน เนื่องจากมีคนหันมาปั่นจักรยานมาก ทำให้คนใช้รถใช้ถนนระมัดระวังมากขึ้น

“ในบางเส้นทางที่มีคนปั่นจักรยานกันบ่อยๆ เช่น เส้นตลาดน้ำลำพญา เส้นศาลายา รถที่ใช้ทางจะทราบกันว่าวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีคนมาปั่นจักรยานกันเยอะ ทำให้คนที่ร่วมใช้ทางด้วยกันมีความระมัดระวัง และทำให้เกิดความปลอดภัยทั้งคนขับรถยนต์และคนปั่นจักรยาน”

เพจเฮียซ้อชวนปั่นจะมีการแนะนำเส้นทางปั่นจักรยานทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดจากประสบการณ์จริง ซึ่งหากสนใจสามารถทักทายไปขอร่วมก๊วนปั่นได้ ทางเฮียและซ้อยินดีอย่างยิ่งที่จะพาไปเปิดมุมมองใหม่ที่จะพบได้เฉพาะคนที่ปั่นจักรยานเท่านั้น

“เนื้อหาในเพจผมพยายามเขียนเป็นเส้นทางอย่างละเอียด เพื่อให้คนที่เข้ามาอ่านเห็นภาพและออกไปปั่นตามได้ง่ายที่สุด รวมถึงสาระความรู้ของวัดแต่ละแห่ง หรือแต่ละสถานที่ที่ไปคร่าวๆ เพื่อเป็นประโยชน์ให้ทุกคน” ลุงมิตร กล่าวทิ้งท้าย

“การปั่นจักรยานทำให้เราเห็นกว้างขึ้น อย่างน้อยก็กว้างกว่าการขับรถยนต์เพื่อไปให้ถึงจุดหมายที่เดียว ทำให้เราได้สัมผัสชุมชน ได้คุยกับคนท้องถิ่นซึ่งแม้จะเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน แต่เรามักจะได้รับน้ำใจเป็นน้ำดื่มเย็นๆ หรือรอยยิ้มที่สวยงามเสมอ

ดังนั้น เราจึงหวังว่าเพจนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนออกไปปั่นจักรยาน ออกไปท่องเที่ยวด้วยสองล้อ ออกไปเติมเต็มประสบการณ์ ให้และรับความสุขระหว่างทางที่จักรยานพาไป”

เพื่อนรักนักธุรกิจ จับมือสร้างคอมมูนิตี้เพื่อนักธุรกิจหญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542872

  • วันที่ 03 มี.ค. 2561 เวลา 16:51 น.

เพื่อนรักนักธุรกิจ จับมือสร้างคอมมูนิตี้เพื่อนักธุรกิจหญิง

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

ผู้หญิงสองคนเป็นเพื่อนกันมา 21 ปี บนทางเดินความสัมพันธ์ของความเป็นเพื่อนนั้นเหนียวแน่นและผูกพัน ทำให้ทั้งสองไม่เคยจะห่างกัน และยังได้ร่วมกันจับมือสร้างสรรค์ทำสิ่งดีๆ เพื่อสังคม โดยการสร้างคอมมูนิตี้สำหรับผู้หญิงไทยที่ต้องการเป็นเจ้าของกิจการและเป็นผู้บริหารมืออาชีพ

คนหนึ่งคือ พิมพ์ฐดา สหัชอติเรกลาภ หรือ ฝน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม เอาท์เลต ซึ่งเป็นผู้ให้บริการคลังสินค้าและโลจิสติกส์สำหรับองค์กรธุรกิจและร้านค้าออนไลน์แบบครบวงจร

ส่วนอีกคนหนึ่ง ศิริพร เชาว์ว่องเลิศ หรือ ตุ๊กตา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามคาร์ดีล ผู้ดำเนินธุรกิจเว็บไซต์ให้บริการผู้ซื้อรถยนต์ใหม่ http://www.siamcardeal.com

ความสัมพันธ์เริ่มต้นบนรถตู้!

“เราเจอกันตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ฝนบอกว่าเราเจอกันบนรถตู้ แล้วตุ๊กตาคุยไม่หยุดตั้งแต่รังสิตถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หลังจากนั้นเราก็เป็นเพื่อนกันมาจนถึงวันนี้ก็ 21 ปีแล้ว” ศิริพรเล่า

พิมพ์ฐดาเล่าว่า วันนั้นเลิกเรียนแล้วไปขึ้นรถตู้ ได้นั่งข้างๆ ผู้หญิงตัวเล็กหน้าหมวยๆ คนหนึ่งเจ้าหล่อนหันขวับมาฉีกยิ้มกว้างแล้วแนะนำตัวเองอย่างรวดเร็ว

“นี่ชื่อตุ๊กตานะ เรียนอยู่ชั้นปี 1 คณะ…บลาบลาบลา” จากนั้นก็ชวนคุยเล่าโน่นนี่ให้ฟังแบบไม่หยุด คนอะไรคุยเก่งชะมัด ขนาดเพิ่งรู้จักกัน

เมื่อถึงปลายทางก็แยกย้ายกลับบ้าน ที่แปลกคือทั้งคู่ไม่เคยเจอกันในมหาวิทยาลัยเลย จะเจอกันบนรถตู้ล้วนๆ

“เห็นกันที่รถตู้ทีไร จะขยับมานั่งติดกันและเมาท์กันไปตลอดทาง เป็นแบบนี้อยู่ 2-3 ครั้ง เมื่อได้เจอกันก็ดีใจทุกครั้ง เลยชวนลงเรียนวิชาเดียวกันเสียเลย คือตั้งแต่ปี 2 เทอม 1 ตัวติดกันตั้งแต่นั้นจนเรียนจบคณะนิเทศศาสตร์ สาขาโฆษณาด้วยกัน”

ตัวตนและความประทับใจ

เมื่อขอให้พูดถึงเพื่อนรัก ศิริพรเล่าว่า ประทับใจฝนที่รักครอบครัว ทำอะไรคิดถึงครอบครัวเสมอ เราทั้งคู่เป็นลูกสาวคนโตของบ้าน และมีน้อง 2 คนเหมือนกัน ทำให้คุยกันได้ทุกเรื่อง

“ฝนเป็นคนน่ารัก สุภาพ จิตใจดี เป็นเสมือนแม่หมอประจำกลุ่ม อยากรู้วิธีไหว้พระ ทำบุญและศาสนพิธีใดๆ ปรึกษาฝนได้ เวลาเพื่อนไม่สบายใจ ฝนมักมีคำแนะนำดีๆ ให้เพื่อนเสมอ

ภายนอกฝนดูอ่อนหวาน นุ่มนวลนะ แต่จริงๆ แล้วแกร่งมาก มีความมุ่งมั่นที่จะทำทุกอย่างให้สำเร็จ มีปัญหาก็ชนปัญหา ไม่ยอมแพ้ หาทางแก้ไขจนสำเร็จได้ด้วยดี”

ศิริพร เชาว์ว่องเลิศ

นอกจากนี้ก็ยังเป็นตัวอย่างที่ดีในหลายเรื่อง เช่น เรื่องการตั้งใจเรียนและการกินผัก เรื่องการเรียน ศิริพรเล่าอย่างออกรสว่า ฝนพยายาม ทำให้ตุ๊กตาอยากขยันเรียนตามเพื่อน ส่วนเรื่องกินผัก จากคนที่ไม่กินผัก แต่กลับมากินผักได้ก็เพราะฝน กินผักเก่งและทำให้การกินผักดูมีความอร่อยอย่างเหลือเชื่อ

“ที่ประทับใจที่สุดคือตอนเรียนปี 3 ตุ๊กตาผิดหวังกับความรักวัยรุ่น เสียใจไม่อยากกินข้าว ฝนบังคับให้กิน ทั้งไปซื้อข้าวมาให้ คอยดูแลให้กำลังใจ ทำให้เราผ่านช่วงเวลาแย่ๆ มาได้ จนถึงตอนนี้ที่โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ตุ๊กตามีปัญหาหรือมีความสุข ฝนก็จะเป็นเพื่อนคนแรกที่ตุ๊กตาคิดถึงเสมอ” ฝนเล่า

ด้านพิมพ์ฐดาพูดถึงเพื่อนรักว่า เมื่อนึกถึงตุ๊กตา สิ่งแรกที่ลอยมาคือ รอยยิ้ม ตาหยี และเสียงหัวเราะสดใส ทำให้ต้องยิ้มและมีความสุขตามไป ทุกเหตุการณ์ในชีวิต ตุ๊กตาจะคอยดูแลอยู่เคียงข้างเสมอ นอกจากนี้ ก็ยังช่วยบาลานซ์หรือสมดุลชีวิตให้

“เพราะฝนคิดเยอะ อยากทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ ก็ได้ตุ๊กตานี่แหละช่วยปรับมาตรฐานให้ จะมองการณ์ไกล มีมุมมองที่แหลมคมเฉียบขาด จึงเป็นทั้งกุนซือและกูเกิลอยู่ติดตัวฝนไปทุกที่”

ส่งต่อแรงบันดาลใจกับ 2xpace

เมื่อเรียนจบต่างคนต่างแยกย้าย ทั้งคู่เรียนจบนิเทศศาสตร์ สาขาโฆษณา ต่างแยกย้ายก้าวสู่ชีวิตการทำงาน ทั้งคู่เคยเป็นพนักงานบริษัท จากพนักงานตัวเล็กไต่เต้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง

จากนั้นก็หันหลังให้กับคอมฟอร์ตโซน ทิ้งเงินเดือนประจำหลักแสน เพื่อก้าวสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ต่างฝ่าฟันอุปสรรคและความท้าทาย กระทั่งถึงเป้าหมายแห่งความสำเร็จทั้งคู่

ปลายปี 2560 บริษัท สยามคาร์ดีล มียอดขายรถยนต์ผ่านแพลตฟอร์มเว็บไซต์สยามคาร์ดีล 1,000 คัน คิดเป็นมูลค่าราว 1,000 ล้านบาท ด้านบริษัท สยาม เอาท์เลต มีร้านค้าออนไลน์ใช้บริการคลังสินค้าและโลจิสติกส์กว่า 300 ราย มีจำนวนสินค้าที่ส่งออกจากโกดังเดือนละกว่า 1.2 แสนออร์เดอร์ คิดเป็นอัตราการเติบโตที่ก้าวกระโดดถึง 500%  

“เราสองคนเริ่มต้นชีวิตทำงานจากพนักงานประจำ แล้ววันหนึ่งตัดสินใจออกมาทำธุรกิจของตัวเอง ทั้งยังกระโดดลงมาลุยในแวดวงที่ตัวเองไม่มีประสบการณ์ด้วย เลยคิดกันว่าเราน่าจะแบ่งปันประสบการณ์ และสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างธุรกิจด้วยสองมือเปล่าของผู้หญิงอย่างเรา” พิมพ์ฐดา ขยายภาพชีวิตการทำงานให้ฟัง พร้อมเล่าต่อว่า ยังมีผู้หญิงทำธุรกิจอีกมากที่ยังกล้าๆ กลัวๆ หรือหลายคนที่กำลังควานหาคำตอบเรื่องการลงทุน จากที่เราสองคนเคยล้มลุกคลุกคลานช่วงเริ่มต้นมาก่อน จึงอยากแบ่งปัน

พิมพ์ฐดา สหัชอติเรกลาภ

พร้อมกับก่อตั้งคอมมูนิตี้สำหรับนักลงทุนและนักธุรกิจผู้หญิงในบ้านเราชื่อ “ทูสเปซ” (2xpace) โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จัดเสวนาให้ความรู้และสร้างเครือข่ายนักธุรกิจหญิงในไทยมาแล้ว 7 ครั้ง ประสบความสำเร็จทั้ง 7 ครั้ง ศิริพรเล่าว่า 2xpace เป็นความตั้งใจของทั้งคู่ที่อยากทำอะไรดีๆ เพื่อสังคม

“เราอยากสนับสนุนผู้หญิงที่ทำธุรกิจของตัวเอง หรือคนที่มีความต้องการอยากทำธุรกิจ ได้มีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนหรือแชร์ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน การเริ่มทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย จึงคิดว่าประสบการณ์ของเราน่าจะมีประโยชน์และช่วยคนอื่นได้บ้าง”

2xpace จะจัดงานพบปะกันของผู้หญิงนักธุรกิจครั้งละ 100 คน และเชิญนักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จหรือมีประสบการณ์ที่น่าสนใจมาพูดคุย มีผู้เชี่ยวชาญในการทำธุรกิจสาขาต่างๆ มาให้ความรู้ เช่น การทำบัญชี ภาษี เป็นต้น พร้อมกิจกรรมละลายพฤติกรรม เพื่อให้ทุกคนได้รู้จักกันและได้เพื่อนใหม่กลับบ้าน ซึ่งพวกเขาอาจมีการช่วยเหลือหรือมี Business Matching กันได้ในอนาคต

“สำหรับปีนี้ 2xpace มีแผนงานการจัดกิจกรรมให้หลากหลายยิ่งขึ้น เพราะเราอยากให้ผู้หญิงไทยมีความก้าวหน้าในอาชีพ และประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจที่รัก” ศิริพรเล่า

‘เพื่อน’ ไม่น้อยไปกว่านี้ได้

พิมพ์ฐดาฝากบอกเพื่อนว่า  “ตุ๊กตาเป็นมนุษย์มหัศจรรย์ มีพลังล้นหลาม เขาจริงจังและเต็มที่กับทุกอย่าง อยากให้ทุกคนมีความสุข จนบางทีลืมว่า เครื่องจักรยังมีเวลาหยุดพัก ถึงใจสู้แต่ร่างกายล้าแล้ว พร้อมจะประท้วงทุกเมื่อ อยากให้ตุ๊กตาแบ่งเวลาพักผ่อน สุขภาพก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กันนะ”

ตุ๊กตาก็ฝากถึงเพื่อน

“ฝนเป็นคนอึด ทุ่มเทกับการทำงาน และมักลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ห่วงที่สุดก็คงเป็นเรื่องสุขภาพ อยากให้เขามีเวลานอนมากขึ้น หาเวลาไปท่องเที่ยวพักผ่อนสมองบ้าง เพราะปัจจุบันธุรกิจก็กำลังไปได้ดี น่าจะถึงเวลาที่เพื่อนจะหนีเที่ยวได้บ้างแล้วนะ”

ความสัมพันธ์ของเพื่อนรักนักธุรกิจคู่นี้ ช่างงดงามยิ่ง เนื่องจากทั้งคู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันในทุกเรื่อง จากเพื่อนได้กลายเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นความรักความผูกพันที่ให้แก่กันโดยไม่หวังอะไรตอบแทน

เมื่อสุขก็แบ่งปัน เมื่อทุกข์ก็แบ่งเบา เพื่อเพื่อนจะได้กลับมายิ้มได้ อยากชวนสังเกตว่าเรื่องราวความสัมพันธ์อันยาวนานนี้ เริ่มต้นจากมิตรภาพเล็กๆ บนรถตู้โดยสาร… จากจุดเล็กๆ ที่ต่างคนต่างดูแลและเอาใจใส่ กลายเป็นพลังที่ส่งต่อให้แก่กัน ไม่เพียงกับเพื่อนหรืออีกฝ่ายเท่านั้น แต่รวมถึงการส่งต่อไปถึงสังคมด้วย

ตรวจสุขภาพอย่าเวอร์ ดูปัจจัยเสี่ยงและความจำเป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542871

  • วันที่ 03 มี.ค. 2561 เวลา 16:21 น.

ตรวจสุขภาพอย่าเวอร์ ดูปัจจัยเสี่ยงและความจำเป็น

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

การตรวจสุขภาพประจำปี เป็นการตรวจสอบเพื่อให้ได้รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย ซึ่งหากผลปรากฏออกมาว่ามีแนวโน้มสุ่มเสี่ยงเกิดโรคภัยในอนาคต ข้อมูลที่วัดได้จะเป็นสัญญาณเตือนนำไปสู่การป้องกันดูแลรักษาสุขภาพหลีกหนีโรคภัยไข้เจ็บที่กำลังก่อตัว

ทว่าเกิดคำถามถึงความจำเป็นมากน้อยเพียงใด ที่มักมีเงื่อนไขเสนอขายแพ็กเกจตรวจสุขภาพเพิ่มเติมเกินกว่าโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปีของประกันสังคมที่ทางโรงพยาบาลหลายแห่งนำมาเสนอขาย

วัยทำงานยังไม่ต้องตรวจทุกด้าน

นพ.อรรถสิทธิ์ ศรีสุบัติ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ เปิดเผยว่า โดยหลักการที่ถูกต้องของการตรวจสุขภาพควรทำเป็นประจำทุกปี แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทำงานยังไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกโปรแกรมตรวจสุขภาพให้ครอบคลุมไปหมดทุกด้าน ทำให้เสียเงินจำนวนมากโดยไม่สะท้อนถึงความเสี่ยงเกิดโรคอะไร ซึ่งที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าจะต้องตรวจอะไรบ้าง

ดังนั้น การตรวจสุขภาพประจำปีที่ถูกต้อง ควรผ่านกระบวนการซักถามจากแพทย์ก่อนเพื่อหาพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวันเป็นเช่นไรบ้าง เช่น ดื่มสุราบ่อยครั้งหรือไม่ สูบบุหรี่หรือไม่ รวมถึงอาชีพการงานได้สัมผัสคลุกคลีอยู่กับความเสี่ยงอย่าง สูดดมฝุ่นควัน สัมผัสสารเคมีเป็นประจำหรือไม่ หากมีวิถีชีวิตดังกล่าว ก็ควรตรวจร่างกายให้ตรงจุดเพื่อหาความเสี่ยงเกิดโรคภัยต่ออวัยวะนั้นๆ

กลุ่มผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงในเรื่องโรคผู้สูงอายุเข้ามามากจึงแนะนำว่า ต้องผ่านกระบวนการซักประวัติว่ามีความเสี่ยงเรื่องอะไร แต่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าการตรวจสุขภาพเป็นการตรวจผ่านห้องปฏิบัติการ ซึ่งความจริงไม่ใช่ เพราะผู้สูงอายุมีปัจจัยแตกต่างจากกลุ่มอื่น เช่น การกลืน สำลักน้ำอาหาร เกิดจากอวัยวะหย่อนยาน หรือประวัติการมองเห็น ได้ยิน หกล้ม และกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ รวมถึงประเมินภาวะทางโภชนาการ ที่อาจได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน เช่น รับรู้รสชาติอาหารได้ไม่ดี หากมีประวัติเหล่านี้แพทย์จะให้คำแนะนำได้เจาะจงให้การรักษาได้ตรงจุดมากที่สุด โดยใช้กรอบอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป จึงไม่ต้องตรวจตามโปรแกรมที่สถานบริการนำเสนอทั้งหมด เพราะบางรายการอาจยังไม่มีความจำเป็นในอายุนั้นๆ เช่น ภาวะซีดมักเกิดในกลุ่มอายุ 70 ปีคิดเป็น 50% ของผู้สูงอายุ ซึ่งกลุ่มอายุ 60 ปีเกิดภาวะซีดน้อยมาก จึงไม่จำเป็นต้องตรวจ เป็นต้น

นพ.อรรถสิทธิ์ กล่าวว่า อยากให้กระทรวงสาธารณสุข แพทยสภา สภาวิชาชีพ สถาบันวิชาการ พัฒนาแนวทางการตรวจสุขภาพที่จำเป็นให้เหมาะสมกับประชาชน โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.วัยเด็กและวัยรุ่น อายุ 0-18 ปี 2.วัยทำงาน อายุ 18-60 ปี 3.วัยสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มใหม่คือ 4.หญิงตั้งครรภ์ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันของการตรวจสุขภาพ ในระบบสวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รวมถึงโปรแกรมตรวจสุขภาพของโรงพยาบาลรัฐและเอกชนทุกแห่ง

“ยืนยันว่าการตรวจสุขภาพประจำปีมีความจำเป็นเพื่อดูความเสี่ยงแต่เน้นย้ำว่าควรกำหนดกลุ่มวัย อายุ และพฤติกรรมความเสี่ยงในคนปกติเพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น หันมาออกกำลังกาย ไม่เครียด ไม่สูบหรือดื่มสุรา เพราะพฤติกรรมทั้งหมดส่งผลต่อร่างกายให้เกิดโรค ดังนั้นช่วงอายุจึงมีความเสี่ยงไม่เหมือนกัน” นพ.อรรถสิทธิ์ ย้ำ

นพ.ธนะรัตน์ อิ่มสุวรรณศรี แพทย์ผู้ชำนาญการพิเศษ สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กล่าวว่า คณะกรรมการวิจัยกลุ่มเด็กและวัยรุ่น พบปัญหาแตกต่างจากกลุ่มผู้สูงอายุคือ พ่อแม่มักคิดว่าพาเด็กไปฉีดวัคซีนแล้วก็จบ รวมถึงสถานบริการด้านการแพทย์ไม่มีความพร้อม ทั้งที่ความจริงแล้วควรตรวจคัดกรองภาระอาการซีดในเด็ก พัฒนาการทางสมอง การได้ยินในทารกแรกเกิด สิ่งเหล่านี้ควรได้รับการตรวจแต่กลับไม่ได้ตรวจอย่างที่ควรเป็น

“ปัญหาที่พบในกลุ่มนี้คือพ่อแม่ไม่รู้ว่าต้องตรวจ ส่วนหนึ่งสิทธิประโยชน์ตามกองทุนยังไม่ได้กำหนดครอบคลุม ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งความตระหนักรู้ของสังคมยังน้อยในการให้ความสำคัญสุขภาพในทารก เพราะคิดว่าแค่ฉีดวัคซีนครบก็เพียงพอแล้ว ทั้งที่ความจริงยังไม่พอ ดังนั้นต้องกำหนดแนวทางให้ครอบคลุมมากขึ้น” นพ.ธนะรัตน์ กล่าว

ด้าน นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า กรอบการตรวจสุขภาพตามแพ็กเกจของประกันสังคมเป็นไปตามหลักวิชาการ เนื่องจากคณะกรรมการการแพทย์ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญกระทรวงสาธารณสุข เพื่อกำหนดกลุ่มอายุแต่ละวัยว่าควรตรวจอะไรบ้าง ความถี่มากน้อยเพียงใด ขอยืนยันว่าแพ็กเกจที่ให้ไม่เกินความจำเป็นแน่นอน ส่วนในอนาคตจะมีโรคที่เปลี่ยนแปลงหรือเกิดโรคใหม่จะปรับปรุงเป็นระยะให้เหมาะสมต่อไป

“ข้อกำหนดเป็นไปตามหลักวิชาการ ผ่านความเห็นจากกรมควบคุมโรค กรมการแพทย์ กรมอนามัย รวมถึงมหาวิทยาลัยได้ให้ความเห็นเสนอแนะเรื่องที่จำเป็นต้องตรวจครบถ้วนดีแล้ว ส่วนกลุ่มอายุวัยเด็กนั้นข้อกำหนดประกันสังคมครอบคลุมตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป ดังนั้นวัยที่เล็กกว่านั้นทางประกันสังคมจะไม่เข้าไปยุ่ง” นพ.สุรเดช กล่าว

สำหรับกลุ่มคนวัยทำงาน เป็นการตรวจเลือดทั่วไป ตรวจมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม สิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นมีในทุกกลุ่มอายุ เพียงแต่บางเรื่องไม่จำเป็นต้องตรวจทุกปีก็ได้ สามารถเว้นระยะ 3 ปีหรือ 5 ปีได้ เช่น วัดระดับน้ำตาลในเลือดสามารถเว้นได้ทุก 3 ปี วัดระดับไขมันในเลือดตรวจทุก 5 ปี และมะเร็งปากมดลูกตรวจทุก 3 ปี เป็นต้น

นพ.สุรเดช กล่าวอีกว่า ในด้านโรงพยาบาลเอกชนที่พยายามเสนอขายแพ็กเกจตรวจสุขภาพเกินความจำเป็น เพื่อแข่งขันหารายได้หรือไม่นั้น หากไม่โฆษณาเกินจริง ว่าต้องตรวจหามะเร็งต่างๆ จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริโภค ซึ่งบางเรื่องบอกตามตรงว่ายังไม่เป็นที่ยอมรับ 100% แต่หากผู้บริโภคมีความประสงค์ รวมทั้งมีศักยภาพในการจ่ายเงินตามแพ็กเกจก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล” นพ.สุรเดช กล่าว

หนุนตั้งหน่วยงานกลางคุมมาตรฐานตรวจสุขภาพ

ทุกวันนี้การตรวจสุขภาพร่างกายมีให้เลือกหลากหลายแพ็กเกจตามโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนซึ่งดูได้ตามเว็บไซต์ของโรงพยาบาล  เริ่มตั้งแต่ราคาหลัก 1,000 บาทไปจนถึงหลักหมื่นบาท โดยพยายามนำเสนอจุดเด่นของแต่ละแห่ง แข่งขันในเรื่องของสุขภาพ เช่น

โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ แบ่งเป็นโปรแกรมพื้นฐาน ราคา 3,999 บาท, โปรแกรมสุภาพสตรี อายุ 35-45 ปี ราคา 19,999 บาท, โปรแกรมสุภาพบุรุษ อายุ 35-45 ปี ราคา 14,999 บาท และสุภาพบุรุษ อายุมากกว่า 45 ปี ราคา 27,999 บาท

โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน แบ่งโปรแกรมออกเป็น 4 ชนิด คือ 1.รายการตรวจสุขภาพเบื้องต้น 2,400 บาท 2.ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป 3,000 บาท 3.ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป แต่เพิ่มตรวจอัลตราซาวด์อวัยวะภายในช่องท้องส่วนบน 4,700 บาท และ 4.ผู้หญิงที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป 8,200 บาท

ถัดมา โรงพยาบาลบางปะกอก 9 แบ่งเป็น 5 โปรแกรม 1.ราคา 2,650 บาท ตรวจ 18 รายการตรวจ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจร่างกายเบื้องต้น (ทั้งชาย/หญิง) 2.ราคา 6,500 บาท ตรวจ 25 รายการตรวจ เหมาะสำหรับกลุ่มวัยทำงาน (ชาย) 3.ราคา 7,000 บาท ตรวจ 26 รายการตรวจ เหมาะสำหรับกลุ่มวัยทำงาน (หญิง) โปรแกรม 4.ราคา 1.3  หมื่นบาท ลดจากราคาปกติ 1.86 หมื่นบาท ตรวจ 37 รายการ เหมาะสำหรับผู้ต้องการตรวจร่างกายอย่างละเอียดและผู้สูงอายุ (ชาย)และ 5.ราคา 1.55 หมื่นบาท ลดจากราคาปกติ 2.22 หมื่นบาท ตรวจ 36 รายการตรวจ เหมาะสำหรับผู้ต้องการตรวจร่างกายอย่างละเอียดและผู้สูงอายุ (หญิง)

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โปรแกรมตรวจสุขภาพ ดังนี้ 1.กลุ่มผู้มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้ชาย 22,790 บาท-ผู้หญิง 25,830 บาท 2.กลุ่มผู้มีอายุ 55-69 ปี ผู้ชาย 34,230 บาท-ผู้หญิง 38,750 บาท และ 3.กลุ่มผู้สูงอายุ 70-80 ปี ผู้ชาย 3.15 หมื่นบาท-ผู้หญิง 3.56 หมื่นบาท (ราคาอ้างอิงถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2561)

ข้อมูลของโรงพยาบาลแต่ละแห่งที่หลากหลาย การตรวจที่ครอบคลุมหลายระดับ ทำให้บางคนสับสนไม่รู้จะไปตรวจที่ไหนดี และจำเป็นต้องตรวจอะไรบ้าง นพ.ชาญวิทย์ วสันตธนารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สสส. กล่าวว่า การตรวจสุขภาพประจำปีควรมีหน่วยงานกลางที่คอยกำหนดมาตรฐานให้ว่า แนวทางการตรวจโรคที่ถูกต้องคืออะไร โดยแบ่งเป็นกลุ่มอายุ และจำเป็นต้องตรวจในเรื่องอะไรบ้าง เพื่อให้รู้ถึงแนวโน้มของสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

ทั้งนี้ การที่ประชาชนขาดความรู้หรือเข้าไม่ถึงบริการตรวจสุขภาพ นำไปสู่ปัญหาจ่ายเงินเกินความจำเป็น ก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคมตามมา ดังนั้นจึงได้จัดทำเว็บไซต์ WWW.HEALTHCHECKUP.IN.TH เป็นความร่วมมือจากหลายฝ่ายด้วยการรับฟังความคิดเห็นจาก สสส. กรมการแพทย์ ผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนภาคส่วนต่างๆ เพื่อกำหนดแนวทางตรวจสุขภาพที่จำเป็นตามบริบทของประเทศไทยให้กับประชาชน

ในเว็บไซต์ดังกล่าวมีคำแนะนำเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพหลายประเด็น รวมถึงแบบประเมินสุขภาพด้วยตัวเอง และให้กรอกอายุ ค้นหาว่า รายการตรวจสุขภาพที่เหมาะสมกับเรา แบบไหนอย่างไร

นอกจากนี้ยังให้ข้อมูลว่า ในแต่ละปีคนไทยจ่ายค่าตรวจสุขภาพมากกว่า 2,200 ล้านบาท/ปี และไม่น้อยที่มีการตรวจสุขภาพแบบเกินพอดี หรือการตรวจแบบเหวี่ยงแหในปัจจุบันนี้ นอกจากจะไม่ก่อเกิดประโยชน์ในการตรวจสำหรับบุคคลทั่วไปแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดโทษ เช่น ทำให้ผู้ถูกตรวจชะล่าใจและไม่ปรับพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค หรือผลการตรวจบางอย่างต้องไปตรวจเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น มักทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม และเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการทำหัตถการเพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลทำให้เสียชีวิตได้หากภาวะแทรกซ้อนมีความรุนแรง

“การตรวจสุขภาพที่ถูกต้องนั้น ไม่ใช่การตรวจเพื่อมุ่งค้นหาว่าป่วยเป็นโรคอะไร แต่ต้องเป็นการตรวจในขณะที่ยังไม่ป่วยเพื่อเน้นหาปัจจัยเสี่ยงความเป็นไปได้ว่าอาจป่วยด้วยโรคอะไร และมีการแนะนำเพื่อปรับพฤติกรรมจากปัจจัยเสี่ยงนั้น” ข้อมูลในเว็บไซต์ ระบุ

ช่องทางสร้างสินค้าอย่าตรวจเหวี่ยงแหนพ.ชาญวิทย์ กล่าวว่า โปรแกรมการตรวจบางอย่างที่ไม่มีประโยชน์แถมยังเสียเงินโดยไม่จำเป็น ประกอบด้วย 1.เอกซเรย์ปอด ไม่สามารถค้นหามะเร็งปอดและวัณโรคในระยะเริ่มต้นได้หากไม่มีอาการแสดงใดๆ 2.ตรวจมะเร็งต่อมลูกหมาก แพทย์จะพิจารณาตรวจในคนที่ปัสสาวะไม่คล่อง หากไม่มีภาวะดังกล่าวก็ไม่มีความจำเป็น 3.ตรวจ BUN ในเลือด ไม่มีประโยชน์ในการตรวจคัดกรองโรคเรื้อรัง เช่น ความดัน เบาหวาน โดยทั่วไปการคัดกรองไตเสื่อมใช้วัดจากระดับครีอะทินิน 4.เจาะเลือดเพื่อคัดกรองความผิดปกติของตับไม่มีความจำเป็นต่อสุขภาพคนปกติ 5.ตรวจกรดยูริคในเลือด ถ้าไม่มีอาการปวดข้อ ข้ออักเสบ บวมแดง ไม่จำเป็นต้องตรวจ และ 6.วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หากไม่มีอาการเช่น หน้ามืด ใจสั่น วูบ ไม่จำเป็นต้องตรวจในคนปกติ

“เมื่อก่อนยังไม่มีสถานพยาบาลที่ใดใส่ใจ แต่เดี๋ยวนี้คนเริ่มหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น กลายเป็นช่องทางหนึ่งที่แข่งขันกันสร้างสินค้านำเสนอประชาชน ผมเองเป็นหมอยังตกใจเลยว่าบางคนไปตรวจอะไรมากขนาดนี้ เพราะโดยปัจจัยแล้วไม่จำเป็นต้องตรวจขนาดนั้น เราจึงต้องมากำหนดข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบเบื้องต้นก่อนตัดสินใจเลือก สิ่งที่หมอกลัวคือการตรวจแบบหว่านแหไปทั่ว” นพ.ชาญวิทย์ กล่าว

ดังนั้น เบื้องต้นสำหรับให้ประชาชนได้รับรู้แบ่งออกเป็นกลุ่ม เริ่มที่กลุ่มคนวัยทำงาน อายุ 18-60 ปี ควรมีการซักประวัติเพื่อค้นหาความผิดปกติและประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพ คำถามเช่น ประกอบอาชีพอะไร สูบบุหรี่ ดื่มสุรา สารเสพติดหรือไม่ สัมผัสวัณโรคและบุคคลในครอบครัวที่เป็นวัณโรคในช่วง 5 ปีหรือไม่ หากไม่มีประวัติเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเอกซเรย์ปอดก็ได้

ผู้อำนวยการสำนักฯ ขยายความถึงการประเมินภาวะโรคซึมศร้า ว่า เรื่องนี้กำลังเป็นปัญหาใหญ่ เพราะคนไม่เข้าใจว่าตัวเองป่วยเป็นโรคนี้หรือไม่ ต้องตรวจหรือไม่ทำอย่างไร จึงควรมีแบบประเมินเชิงคำถามเพื่อคัดกรองวัดเกณฑ์ ที่ใครๆ ก็สามารถนำแบบประเมินนี้ไปวัดได้ เช่น เพื่อนสนิทตั้งคำถามตามแบบประเมินวัดภาวะโรคซึมเศร้ากับเพื่อน หรือวัดกันเองภายในครอบครัวได้ ตัวอย่างในต่างประเทศการตอบคำถามแบบประเมินนี้ถือเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนต้องทำเอง แม้เป็นเพียงไม่กี่คำถามแต่อาจวินิจฉัยได้ว่าควรไปพบแพทย์หรือไม่

นพ.ชาญวิทย์ กล่าวว่า ประชาชนมักเข้าใจผิดคิดว่าการซื้อแพ็กเกจตรวจสุขภาพ เพื่อหวังเห็นตัวเลขจากผลการเจาะเลือดผ่านห้องแลปปฏิบัติการก็เพียงพอแล้ว หากคิดแบบนี้ถือเป็นเรื่องเข้าใจผิดมหันต์ เพราะหากไม่มีการซักประวัติที่ดีมาก่อนอาจทำให้ตัวเลขที่วัดได้ถูกนำไปประเมินร่างกายผิดมากขึ้นไปอีก เช่น เมื่อ 3 วันก่อนไปรับประทานอาหารทะเลมาเยอะมาก ทานปู ซดมันกุ้งมาเต็มที่ผลปรากฏว่าค่าคอเลสเตอรอลสูงลิ่ว หากหมอไม่มีข้อมูลซักประวัติมาก่อน อาจวินิจฉัยผิดสั่งยาให้กินโดยไม่จำเป็น เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น

ขณะที่การแบ่งกลุ่มผู้สูงวัย ยิ่งทำให้บุตรหลานสามารถเข้าใจถึงสภาวะร่างกายของพ่อแม่ได้ไม่ยาก คือ ตรวจร่างกายทั่วไป คือ ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง BMI และวัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง, ตรวจสายตา อายุ 60-64 ปี ทุก 2-4 ปี หรืออายุ 65 ปีขึ้นไป ตรวจทุก 1-2 ปี เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากมองไม่เห็น ต่อด้วยประเมินภาวะโภชนาการ ว่าได้รับสารอาหารอย่างเหมาะสม, วัดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันเกิดอัมพฤกษ์อัมพาต, วัดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน, ภาวะสมองเสื่อม และภาวะซึมเศร้า

สำหรับการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็น ต้องทำดังนี้ ตรวจปัสสาวะ วัดภาวะซีดเมื่ออายุ 70 ปีขึ้นไป หาไขมันในเลือด ทุก 5 ปี วัดระดับเบาหวานทุกปี และตรวจการทำงานของไตทุกปี

“เชื่อว่าในอนาคตโรงพยาบาลจะพยายามแข่งขันกันออกแพ็กเกจตรวจสุขภาพกันมากขึ้นกว่าที่ควร ดังนั้นประชาชนต้องมีองค์ความรู้พื้นฐานตรวจสุขภาพประจำปีมาศึกษา เพื่อทำให้โอกาสที่คนเดินทางมาพบแพทย์โดยไม่จำเป็นลดลง และไม่ให้ใครมานำเสนอขายอะไรก็ซื้อหมดแบบนั้นยิ่งสิ้นเปลือง เพราะทุกวันนี้คนมารอคิวพบแพทย์เป็นจำนวนมากแล้ว” นพ.ชาญวิทย์ กล่าวเน้นย้ำ

คำว่ารักคงยังไม่พอ ต้องมี ‘สินสอด’ ด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542335

  • วันที่ 01 มี.ค. 2561 เวลา 10:01 น.

คำว่ารักคงยังไม่พอ ต้องมี 'สินสอด' ด้วย

เรื่อง : วรรณโชค ไชยสะอาด

ดาราเลิกกันทีไร สินสอดกลายเป็นประเด็นให้นักข่าวถามถึงอย่างบ่อยครั้ง และส่งผลให้คนยังไม่ได้แต่งงานอย่างผมต้องไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินว่าสินสอดนั้นสำคัญอย่างไร ถึงเวลาไปขอผู้หญิงแต่งงาน จะได้ให้คำอธิบายกับเธอถูก

เริ่มกันที่ความหมายของสินสอดและของหมั้น

พล.ต.หลวงวิจิตรวาทการ บอกในหนังสือวิชาการครองรักครองเรือน ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2494 ว่า ของหมั้นเป็นของที่พ่อแม่ฝ่ายหญิงเรียกจากฝ่ายชาย เหตุที่ฝ่ายชายต้องให้ เพื่อเป็นเครื่องรับประกัน เพราะมีไม่น้อยที่ถึงเวลาจะแต่งกันจริงๆ เจ้าบ่าวกลับไม่ยอมแต่งงานเอาเสียดื้อๆ การเป็นหม้ายขันหมากถือเป็นเรื่องสาหัสสำหรับผู้หญิง ในกรณีที่มีเหตุให้ไม่ได้แต่งงานกันเพราะฝ่ายชาย ของหมั้นจะตกเป็นของฝ่ายหญิง

ส่วนสินสอด พ่อแม่ฝ่ายหญิงจะเรียกเป็นพิธีเท่านั้น เรียกกันว่าเป็นค่าน้ำนม “สินสอดนี้จะเรียกไม่เกิน 40 บาท หากเรียกเกินกว่านี้ถือว่าเป็นการ ‘ขายลูกสาว’ ไม่ว่าครอบครัวทั้งสองฝ่ายจะมั่งมีขนาดไหนก็จะไม่ทำกัน”

ส่วนคำว่า เงินกองทุน เป็นเครื่องแสดงฐานะของพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย ถ้าฐานะดีจะเรียกกันสูง พ่อแม่ของทั้งฝ่ายชายและหญิงต้องให้เท่ากันทั้งสองฝ่าย ในวันแต่งงานจะมีการแกะห่อนับจำนวนเงินกันเพื่อให้ผู้ที่มาร่วมพิธีเป็นพยาน เงินกองทุนที่พ่อแม่ฝ่ายหญิงเรียกนั้นเป็นหลักประกันว่า ผู้ที่มาเป็นเขยสามารถเลี้ยงดูลูกสาวได้ไม่ด้อยไปกว่าที่พ่อแม่เลี้ยงดูมา และเงินกองนี้จะถูกยกให้กับคู่บ่าวสาวไปตั้งตัว

ผมขอความรู้ต่อกับ อ.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการด้านศาสนวิทยา และผู้สนใจปรัชญาและมานุษยวิทยา อาจารย์บอกว่าสินสอดเป็นวัฒนธรรมโบราณ ตามความเชื่อเรื่องชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงตกอยู่ในคติของความอ่อนแอ ต้องได้รับการดูแลภายใต้การปกครองของพ่อแม่จนกระทั่งออกเรือน

การนำสิ่งของมีค่ามามอบให้กับครอบครัวของฝ่ายหญิง ด้านหนึ่งเป็นการสะท้อนคุณค่าและตอบแทนการดูแลของครอบครัวฝ่ายหญิง ขณะที่อีกด้านเป็นเสมือนเครื่องชี้วัดให้ความมั่นใจว่าฝ่ายหญิงจะได้รับการดูแลที่ดี

เขาบอกว่าสินสอดเป็นวัฒนธรรมที่ยังดำรงอยู่เฉพาะในเอเชีย ขณะที่โลกตะวันตกหลุดพ้นเรื่องนี้ไปแล้ว เลือกให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียม ความเป็นอิสระ นอกจากนั้นยังเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาสวัสดิภาพและกฎหมายครอบครัว ทำให้คนที่นั่นไม่ได้คิดเรื่องสินสอดเป็นสำคัญ

“สินสอดเป็นตัวปิดกั้นให้หลายคู่รักแต่งงานกันยากขึ้น และกลายเป็นการตีราคาความรักด้วยเงิน” อ.ศิลป์ชัย บอก

คุยในแง่ประวัติศาสตร์ไปแล้ว มามองกันในมุมการตลาดบ้าง อ.วีรพล สวรรค์พิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด เปรียบเทียบได้อย่างน่าสนใจว่า ความสำเร็จและการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาวต้องเกิดขึ้นจากความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย

“ถ้าเรียกสูงเกินไป คุณจะแฮปปี้อยู่ฝ่ายเดียว ถึงแม้เขาจะจ่ายได้แต่อาจจะไม่แฮปปี้ สุดท้ายความสัมพันธ์ก็มีข้อแคลงใจ ดังนั้นสำหรับการเรียกสินสอด มันต้องเป็นความพอใจทั้งสองฝ่าย ถึงจะเกิดความสัมพันธ์อันดีในระยะยาว”

เออจริง แล้วเราควรจ่ายเท่าไหร่ดีล่ะ…

วิทยานิพนธ์หลักสูตรเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ของ ภศุ ร่วมความคิด เรื่อง “ถ้าฉันจะแต่งงาน ควรจะได้รับ/จ่ายสินสอดเท่าไร” เมื่อปี 2549 นั้นเหมือนจะมีคำตอบ

ผลการศึกษาของภศุ พบว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาสินสอด ขึ้นอยู่กับระดับรายได้ การศึกษา ภาระรับผิดชอบต่อครอบครัว และการแต่งงานเป็นลำดับแรกของครอบครัว ขณะที่ทรัพย์สินมีผลน้อยมาก และภาระความรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายในการแต่งงานและอาชีพไม่มีผลต่อมูลค่าสินสอด

เมื่อระดับรายได้ของคู่บ่าวสาวเพิ่มขึ้นประมาณ 1 เท่าตัว กลับพบว่าฝ่ายชายยินดีจ่ายค่าสินสอดเพิ่ม 20% ขณะที่ฝ่ายหญิงจะเรียกสินสอดเพิ่ม 32% ซึ่งไม่ตรงกัน

ถ้าฐานะการงานของทั้งคู่ดีและคบกันนาน ฝ่ายชายยินดีที่จะจ่ายเงินค่าสินสอดเพิ่มขึ้น ขณะที่เรื่องนี้ไม่มีผลกับผู้หญิง นั่นคือถึงจะคบระยะสั้นๆ ก็เป็นไปได้ที่ฝ่ายหญิงจะเรียกค่าสินสอดในระดับสูงตามความพอใจของตน และถ้าฝ่ายเจ้าบ่าวเป็นคนกรุงเทพฯ เจ้าสาวมีแนวโน้มจะเรียกค่าสินสอดเพิ่มขึ้น แตกต่างจากฝ่ายชาย แม้ตนเป็นคนต่างจังหวัด เจ้าสาวเป็นคนกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้คิดที่จะจ่ายเงินค่าสินสอดเพิ่มแต่อย่างใด

จากผลการศึกษาชิ้นดังกล่าว เว็บไซต์ setthasat ได้เผยโปรแกรมคำนวณมูลค่าสินสอดตามแบบจำลองสมการเส้นตรง ตามรูปแบบสมการดังนี้

มูลค่าสินสอด = (2.2205 x รายได้ต่อเดือน) + (8,986.92 x อายุ) + (174,818.6 หากเป็นคนกรุงเทพฯ) – (454,350.5 หากจบการศึกษาไม่เกินมัธยม/ปวช.) + (227,064.1 หากแต่งงานเป็นลำดับแรกของครอบครัว) – (134,160.8 หากมีภาระต้องดูแลครอบครัวอยู่) + (1,890,610 หากเป็นผู้บริหารระดับสูง)

ทั้งนี้ โปรแกรมคำนวณมูลค่าสินสอดดังกล่าว ถูกเปิดเผยตั้งแต่เมื่อปี 2011 ขณะที่งานของ ภศุ นั้นศึกษาไว้ตั้งแต่ปี 2007 หากผู้อ่านจะลองคำนวณ ต้องคิดอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วย

ลองคิดถึงประวัติศาสตร์ อารมณ์ และเหตุผล ก่อนไปพูดคุยกับครอบครัวแฟนสาวดูครับ ว่าสินสอดนั้นควรอยู่ที่เท่าไหร่ ที่แน่ๆ อย่าให้มันเกินเลยจนเป็นอุปสรรคต่อความรัก

ระหว่างทาง (ในชีวิต) เงินสูญหายไปไหนบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542459

  • วันที่ 01 มี.ค. 2561 เวลา 09:25 น.

ระหว่างทาง (ในชีวิต) เงินสูญหายไปไหนบ้าง

โดย กั๊ตจังภาพ เอเอฟพี, รอยเตอร์ส

แผนการเงินเพื่อการเกษียณของคุณเป็นแผนระยะยาวที่อาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นเสมอ แม้จะวางแผนมาดีอย่างไรก็ต้องเผื่ออุปสรรคเหล่านี้เอาไว้บ้าง

สูญเงินไปกับสิ่งฟุ่มเฟือย

อุปสรรคด่านแรกที่ทำให้คนเกินครึ่งไม่สามารถเก็บเงินได้มากพอถึงวัยเกษียณ ก็คือการใช้เงินไปกับสิ่งฟุ่มเฟือยเพื่อเป็นรางวัลชีวิต อาจจะเป็นสินค้าแบรนด์เนมอย่างกระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า สมาร์ทโฟน กล้องถ่ายรูป และอื่นๆ ที่ผู้คนยอมซื้อเพื่อให้ตัวเองดูดีในสายตาคนอื่น

สิ่งเหล่านี้คืออุปสรรคด่านแรกที่ทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายการเก็บเงินใช้ในวัยเกษียณ เรื่องเหล่านี้เป็นความชอบส่วนบุคคลที่ไม่สามารถแก้ไขกันได้ง่ายๆ แต่สามารถชะลอการใช้จ่ายสิ่งเหล่านี้ด้วยการยืดระยะเวลาการใช้งาน เช่น จากเดิมที่ซื้อสมาร์ทโฟนใหม่ทุก 1 ปี ก็เปลี่ยนเป็นทุก 2-3 ปี หรือจนกว่าจะพัง

ต่อมาคือจำกัดงบประมาณในการซื้อไม่ให้เกินพอดี โดยมากแล้วมักจะตั้งเป้าเอาไว้ไม่ให้เกิน 5-10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ขึ้นอยู่กับภาระของแต่ละบุคคลว่ามีบ้าน รถ และ ค่าใช้จ่ายประจำหรือไม่

สูญเงินไปกับค่ารักษาพยาบาล

สิ่งที่ทุกคนต้องเจอในชีวิตก็คือเรื่องค่ารักษาพยาบาล ยิ่งถ้าเป็นพนักงานออฟฟิศ ที่ไม่มีเวลาดูแลสุขภาพมากเหมือนกับอาชีพอื่นๆ ยิ่งต้องระวังเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ อย่าเพิ่งมั่นใจว่าสวัสดิการพนักงานของบริษัทจะช่วยคุ้มครองด้านค่ารักษาพยาบาลได้ทั้งหมด

เพราะสุดท้ายแล้วเราจะมีบางโรคที่เราจะต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายส่วนต่างค่ารักษาพยาบาล เช่น โรคมะเร็ง อาการเจ็บป่วยที่ต้องใช้ระยะเวลารักษาตัวนานหลายสัปดาห์ และอาจต้องมีการเบิกจ่ายนอกเหนือจากที่ประกันสุขภาพของบริษัทจะให้ความคุ้มครอง

คุณสามารถแก้ไขปัญหาการสูญเสียเงินจำนวนมากนี้ได้ด้วยการทำประกันสุขภาพเพิ่มเติม ซึ่งอาจจะอยู่ใน รูปแบบของการจ่ายเพิ่มจากประกันของบริษัทซึ่งเราจะได้จ่ายเพิ่มในจำนวนที่ไม่มากนัก แต่ได้รับการคุ้มครองเพิ่มเติมมากขึ้น หรืออาจจะตรวจเช็กว่าประกันสุขภาพที่มีอยู่มีขอบเขตการคุ้มครองแค่ไหน แล้วซื้อประกันคุ้มครองในส่วนต่างเพิ่มเติมก็ได้เช่นกัน

ค่าประกันสุขภาพที่จะช่วยลดการสูญเสียการเก็บเงินของคุณหากคิดเป็นเงินเก็บปีละราวๆ 1.5 หมื่นบาท หากคิดเป็นระยะเวลา 20 ปีก็จะใช้เงินไปทั้งหมดประมาณ 3 แสนบาท แต่หากเกิดการเจ็บป่วยหนักในระหว่างนี้ค่ารักษาพยาบาลจะมีมูลค่าเกินเงินทั้งหมดที่ลงทุนไปเป็นเท่าตัวอย่างแน่นอน

สูญเงินไปกับรถ

มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ตลอดชีวิตการทำงาน ส่วนใหญ่จะหมดเงินไปกับการซื้อรถ โดยเฉลี่ยระยะเวลาในการซื้อรถของมนุษย์เงินเดือนจะซื้อรถใหม่ทุก 12 ปี ดังนั้นในชีวิตการทำงานของเราประมาณ 35 ปี จนถึงวันเกษียณจะซื้อรถเฉลี่ยอยู่ประมาณ 3 คัน แต่ละคันใช้เวลาในการผ่อนรถอย่างน้อย 4 ปี เท่ากับว่าคุณจะใช้เวลาถึง 12 ปีในการทำงานผ่อนรถ หรือให้ชัดเจนคือคุณใช้เวลาเกือบ ครึ่งหนึ่งในชีวิตการทำงานเพื่อการผ่อนรถนั่นเอง และรถ 1 คันมีมูลค่าขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 8 แสนบาท ซื้อรถ 4 คันคุณต้องใช้เงินอย่างน้อยราวๆ 2.4 ล้านบาท ที่จะเสียไปโดยไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม และยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรักษาเฉลี่ยอีกปีละประมาณ 3 หมื่นบาทเป็นค่าซ่อมเปลี่ยนอะไหล่ตามระยะทางและค่าประกันรถ

แต่รถก็คือสิ่งจำเป็นสำหรับคนที่มีบ้านอยู่ไกลจาก ตัวเมือง หรือต้องใช้ในการทำงานขับหาลูกค้า คุณอาจจะลองใช้วิธีการหาซื้อรถมือสองสภาพดีซึ่งจะทำให้คุณประหยัดเงินได้ถึง 3 เท่า แต่ได้รถใช้งานเหมือนกัน

สูญเงินไปกับลูก

มีลูก 1 คนจนไป 7 ปีเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงเลย ยิ่งในยุคสมัยนี้อาจจะจนลงไปอีก 10 ปีเลยด้วยซ้ำเพราะ ค่าใช้จ่ายสำหรับค่าเทอมเด็กสูงจนน่าตกใจ ไม่นับรวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก โดยเฉลี่ยครอบครัวนึงจะเสียค่าเทอมและค่าใช้จ่ายกับเด็ก 1 คนอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นบาท จนถึง 3 แสนบาท/ปี ขึ้นอยู่กับค่าเทอมของโรงเรียนและค่าใช้จ่ายในการส่งเรียนพิเศษ เช่น ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล และค่าเสื้อผ้า

กว่าจะเลี้ยงเด็กจนเรียนจบปริญญาตรีจะต้องใช้เวลาประมาณ 20 ปี หากคิดถัวเฉลี่ยปีละ 1 แสนบาท คุณจะต้องใช้เงินประมาณ 2 ล้านบาท ยิ่งมีลูก 2 คนก็ต้องคูณ 2 เข้าไป จึงทำให้การเก็บเงินในวัยเกษียณของคุณอาจไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้

แต่อย่างไรก็ดีลูกก็คือชีวิตที่มีค่าสำหรับทุกคนในครอบครัว เป็นความสุขที่พ่อแม่ทุกคนยอมเสียเพื่อให้ลูกมีความสุข ดังนั้นการตั้งเป้าหมายทางการเงินในวัยเกษียณ จึงต้องคิดควบคู่ไปกับการวางภาพชีวิต ว่าจะอยู่อย่าง โดดเดี่ยวหรืออยู่โดยมีลูกหลานให้เดินจูงมืออยู่ข้างๆ ในวันที่เรี่ยวแรงถดถอย และสุดท้ายแม้ไม่ถึงเป้าแต่เรายังมีความสุขในชีวิต ก็อย่าได้เครียดกับสิ่งนอกกาย ขอให้ได้เห็นภาพชีวิตในบั้นปลายที่มีบ้าน และคนในครอบครัวอยู่ด้วยกันหรืออย่างน้อยๆ ก็แวะเวียนมาหาบ้างก็พอ

กินอยู่อย่างไรให้กายใจแข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542460

  • วันที่ 01 มี.ค. 2561 เวลา 09:25 น.

กินอยู่อย่างไรให้กายใจแข็งแรง

โดย กันย์ ภาพ pixabay

การกินอาหารส่งผลต่อสุขภาพร่างกายโดยตรง เรียกว่า กินอย่างไรก็จะได้อย่างนั้น หากเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับน้ำหนักตัว กิจวัตรประจำวัน รวมทั้งเลือกกินอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากจะมีสุขภาพที่ดีแล้ว ยังเป็นแนวทางป้องกันโรคที่ดีด้วย ถึงแม้ว่าจะเป็นโรคก็ยังต้องเลือกกินให้ถูกกับโรคที่เป็น เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนและอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาวได้

โรคที่มีส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารและพบบ่อยในคนไทย คือ โรคไตวายเรื้อรัง โดย ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ นายกสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ที่เป็นโรคไตส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่รับประทาน เช่น อาหารเค็มจัด อาหารที่ไม่สะอาด ซึ่งการรับประทานอาหารให้ห่างไกลโรคไตนั้น ควรเริ่มจากตัวเราก่อน โดยการปรับพฤติกรรมการ รับประทานอาหาร

เคยรับประทานอาหารในปริมาณที่เกินความต้องการของร่างกาย จนน้ำหนักขึ้นก็ควรลดปริมาณอาหารให้น้อยลง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันจากสัตว์ และคอเลสเตอรอลสูง หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีรสจัดเกินไป ทั้ง หวาน เค็ม เผ็ด และอาหารที่มีกะทิ เพื่อป้องกันโรคอ้วน ซึ่งจะเป็นสาเหตุสู่โรคอื่นๆ ตามมา เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันอุดตันในเส้นเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเป็นโรคไตเรื้อรังที่ตามมา นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว จะช่วยให้ห่างไกลจากโรคไตได้

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังแล้ว ก็ควรระมัดระวังไม่ให้โรครุนแรงไปมากกว่าเดิม นอกจากการกินยาตามที่แพทย์สั่ง และการบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีการล้างไตทางช่องท้อง หรือการฟอกเลือดอย่างสม่ำเสมอแล้ว อาหารก็มีส่วนช่วยบำบัดอาการของโรคไตได้

ผศ.ดร.ชนิดา อธิบายว่า ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ล้างไตด้วยวิธีใดๆ ก็ตาม อาจเกิดภาวะขาดสารอาหาร เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีอาการเบื่ออาหาร กินได้น้อยลง รวมทั้งมีการสูญเสียสารอาหารระหว่างการล้างไต อาทิ โปรตีนซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมร่างกายและสร้างภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยควรมีความรู้ความเข้าใจในการเลือกกินอาหาร เพื่อให้ได้รับสารอาหารโปรตีนและพลังงานที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

ผู้ป่วยโรคไตจะต้องรับการประเมินภาวะโภชนาการ เพื่อจะได้กำหนดปริมาณและรับประทานอาหารให้ถูกต้องเหมาะสมกับภาวะที่ร่างกายต้องการของแต่ละบุคคล โดยควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ทั้งเนื้อสัตว์ ข้าว แป้ง ไขมันดี ผักและผลไม้ แต่ต้องกินในปริมาณที่แนะนำ และควรงดเมื่อผลทางชีวเคมีของโพแทสเซียมในเลือดเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

สารอาหารโปรตีนที่พบมากในเนื้อสัตว์ต้องรับประทานให้เพียงพอ เน้นกินปลา เพราะเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดี ย่อยง่าย มีไขมันต่ำ ผู้ที่ล้างไตทางช่องท้องควรกินให้ได้ 4-6 ช้อนโต๊ะ/มื้อ กินไข่ขาววันละ 2 ฟอง ดัดแปลงเมนูให้หลากหลาย จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกอยากรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้น เช่น ใช้ไข่ขาวดัดแปลงเป็นอาหารหลากเมนู การใช้ วุ้นเส้นมาใช้ในตำรับจะช่วยให้ท้องอิ่ม น้ำตาลขึ้นได้อย่างช้าๆ และเพื่อให้ได้พลังงานตามที่กำหนด

ควรกินอาหารที่ปรุงด้วยวิธีการต้ม นึ่ง ย่าง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ น้ำมันในการปรุงอาหาร ประเภทผัด จะต้องเป็นน้ำมันที่ดี คือ มีไขมันไม่อิ่มตัว เนื่องจากเรากินน้ำมันด้วย ควรใช้น้ำมันถั่วเหลืองผสมกับน้ำมันรำข้าวในสัดส่วน 1:1 เพื่อลดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดที่จะนำไปสู่โรคหัวใจ น้ำมันปาล์มใช้สำหรับอาหารประเภททอด โดยหลังทอดเสร็จแล้วควรใช้กระดาษซับเอาน้ำมันออก ก็จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ที่สำคัญช่วยยืดอายุให้ยืนยาวมากยิ่งขึ้น

ควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง เช่น อาหารทะเล หมูสามชั้น หนังเป็ด หนังไก่ เครื่องในสัตว์ อีกทั้งเนื้อสัตว์แปรรูปและอาหารสำเร็จรูป ได้แก่ ไส้กรอก แฮม ปลาส้ม กุนเชียง รวมถึงเนื้อสัตว์ที่มีรสเค็ม รวมทั้งอาหารทะเลแช่แข็งด้วย เพราะอาหารเหล่านี้มีเกลือแร่ที่ชื่อโซเดียม

การปรุงรสอาหารตามใจปาก อาจเป็นส่วนที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อความดันเลือด ระบบหัวใจ และระดับแคลเซียมในเลือด ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ ผู้ป่วยสามารถเพิ่มรสชาติได้โดยการใช้สมุนไพรช่วยในการปรุงรส เช่น หอมแดง ใบมะกรูด กระเทียม ข่า ตะไคร้ กระชาย ผักชี ขิง ใบแมงลัก งดการดื่มสุราและสูบบุหรี่ ควรออกกำลังกายเบาๆ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า กล้ามเนื้อแข็งแรง และควบคุมความดันโลหิตได้ดีขึ้น พักผ่อนให้เพียงพอ และเลี่ยงภาวะตึงเครียดต่างๆ ที่จะทำให้สุขภาพจิตเสื่อมลง ปฏิบัติตัวได้ดังกล่าวก็สามารถอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้