ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน เตรียมพร้อมมีลูกอย่างมั่นใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542330

  • วันที่ 28 ก.พ. 2561 เวลา 15:15 น.

ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน เตรียมพร้อมมีลูกอย่างมั่นใจ

เรื่อง : เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

การจะสร้างครอบครัวกับใครสักคนนั้น สิ่งสำ คัญคือการเตรียมความพร้อมก่อนการแต่งงานไม่ว่าจะเป็นการเตรียมงานแต่งงาน หรือเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องสุขภาพ เพราะการเตรียมความพร้อมตรวจสุขภาพร่างกายก่อนแต่งงานเป็นเรื่องจำ เป็นเมื่อหนุ่มสาวตกลงปลงใจที่จะแต่งงานกันนั่นหมายถึงการมุ่งหวังที่จะสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์เพื่อการมีบุตรในอนาคต ดังนั้นการตรวจร่างกายก็เพื่อเป็นการเตรียมตัวในการมีบุตร และตรวจหาโรคที่อาจซ่อนอยู่ในร่างกาย เพื่อไม่ให้โรคร้ายนั้นถ่ายทอดไปสู่ทารกในครรภ์ได้

พญ.รุ่งทิวา กมลเดชเดชาสูติ-นรีแพทย์เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ศูนย์สุขภาพสตรีโรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน ไม่ใช่เพียงแค่การเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อนจะมีลูกเท่านั้น แต่เป็นการเตรียมช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับคู่ที่อยากมีลูกอีกด้วย ทั้งนี้แต่ละคู่แต่งงานมีความพร้อมไม่เหมือนกัน บางคนอยากมีเลยทันทีหลังแต่งงาน ในขณะที่บางคู่อาจจะอยากทำ งานและใช้ชีวิตด้วยกันก่อนสัก 1-2 ปีแล้วค่อยมี

การตรวจร่างกายเพื่อเตรียมช่วงเวลาที่พร้อมจะมีลูก และเพื่อความมั่นใจของทั้งสองฝ่ายที่กังวลถึงความเสี่ยงจากโรคต่างๆ ที่อาจถ่ายทอดไปสู่ลูกที่จะคลอดออกมาได้การเตรียมช่วงเวลาที่เหมาะสมนี้จะดูว่า ผู้ที่เข้ารับการตรวจมีปัญหาสุขภาพ มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคใดๆ อยู่บ้าง และแพทย์จะทำ การตรวจร่างกายเบื้องต้น หากพบความผิดปกติ จะได้ตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เริ่มต้นจาก

1.การเข้าพบแพทย์ เพื่อซักประวัติตรวจร่างกาย รวมถึงขอคำปรึกษาและคำ แนะนำ โดยแพทย์เฉพาะทาง

2.หากอยากมีบุตรทันที ฝ่ายหญิงต้องมีการเตรียมความพร้อม โดยการรับประทานโฟลิคแอซิดวิตามิน ในการวางแผนก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 3 เดือน

3.แต่หากยังไม่อยากตั้งครรภ์ แพทย์จะให้คำ แนะนำ และวิธีคุมกำ เนิด

4.ผู้หญิง บางคนอาจมีซีสต์ หรือเนื้องอก หากตรวจพบปัญหาก่อนตั้งครรภ์ จะได้ไม่เป็นอันตรายทั้งแม่และลูกในขณะตั้งครรภ์

5.การตรวจเลือดเพื่อหาความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การเจาะเลือดการตรวจหากรุ๊ปเลือดหมู่โลหิต เอ บี โอ และหมู่โลหิตอาร์เอช โดยทั่วไปคนไทยจะเป็นหมู่โลหิตอาร์เอชบวก (Rhpositive) แต่บางคนก็พบได้ว่าเป็นชนิดอาร์เอชลบ ถ้าฝ่ายผู้หญิงมีเลือดเป็นอาร์เอชลบ (Rh negative) เมื่อตั้งครรภ์อาจจะมีความเสี่ยงต่อทารกได้ ในกรณีที่คู่สมรสเป็นอาร์เอชบวกการตรวจเลือดเพื่อหาพาหะธาลัสซีเมียที่พบได้บ่อยในคนไทย สามารถถ่ายทอดสู่ทารกในครรภ์

การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน นั้นควรเข้ามารับการตรวจพร้อมกันทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ในผู้ชายควรมาตรวจเลือดเพื่อหาความผิดปกติของโรคต่างๆ ที่จะเป็นพาหะหรือโรคติดเชื้อไปยังฝ่ายหญิงและส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ เช่น การตรวจหาเชื้อซิฟิลิส หรือโรคเอดส์ ไวรัสตับอักเสบบีเป็นต้น นอกจากนี้ยังมีโรคของคุณแม่ที่ไม่ควรตั้งครรภ์ เช่น โรคหัวใจบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์ว่าสามารถตั้งครรภ์ได้หรือไม่ ยาที่รับประทานอยู่ควรปรับหรือเปลี่ยนเพราะอาจส่งผลต่อความพิการในเด็กได้ โรคหัวใจบางชนิดรุนแรงและไม่ควรตั้งครรภ์เพราะจะเป็นอันตรายมากทั้งแม่และลูก หรือหากเป็นโรคไทรอยด์สามารถควบคุมได้หรือไม่ ถ้าควบคุมโรคได้ก็ตั้งครรภ์ได้ หรือหากฝ่ายหญิงเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE)ก็ควรให้โรคสงบก่อนเช่นกันถ้าโรคไม่สงบก็ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ เพราะไม่ใช่แค่อันตรายต่อตัวเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นอันตรายต่อคุณแม่ด้วย ถึงขั้นที่อาจทำ ให้เสียชีวิตได้ทั้งนี้ ความแตกต่างของการตรวจเลือดในฝ่ายชายและฝ่ายหญิงไม่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังเพิ่มเติมในการตรวจร่างกายฝ่ายหญิงก็คือการตรวจหาภูมิคุ้มกันโรคหัดเยอรมันถ้าฝ่ายหญิงเป็นขณะตั้งครรภ์จะเกิดอันตรายต่อเด็กในครรภ์ได้

หนุ่มสาวที่กำ ลังจะแต่งงานหลายคู่อาจคิดว่าร่างกายแข็งแรงดี หรือมีการตรวจสุขภาพประจำ ปีเป็นปกติอยู่แล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ความเป็นจริงการตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานเพื่อเป็นการเตรียมช่วงเวลาให้พร้อมเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่อย่างมีคุณภาพ อีกทั้งโรคประจำตัวบางชนิดอาจยังไม่แสดงอาการให้เห็นในวัยหนุ่มสาววัยทำ งาน การที่โรคไม่แสดงอาการไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นโรค หรือไม่มีโรคนั้นๆ อยู่ในตัว และเพื่อเป็นการป้องกันผลกระทบที่จะส่งต่อไปยังลูกน้อยที่อาจเกิดมา ลดการส่งผ่านโรคร้ายไปสู่คนที่เรารักได้

ฝึกโยคะอาสนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542328

  • วันที่ 28 ก.พ. 2561 เวลา 15:09 น.

ฝึกโยคะอาสนะ

โดย: ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

จากการเก็บสถิติข้อมูลทางการแพทย์ทั่วโลกพบว่าผู้หญิงมีแน้วโน้มที่จะเจอปัญหาเรื่องเส้นเอ็นไขว้หน้าข้อเข่า (anterior cruciate ligament หรือ ACL) ฉีกขาดจากจำนวน 4 ใน 10 คน  ซึ่งเส้นเอ็นไขว้หน้าหัวข้อเข่านี้จะอยู่บริเวณจุดกึ่งกลางของข้อเข่า และยาวไปตามแนวเฉียงจากด้านหลังของกระดูกต้นขาไปจนถึงกระดูกหน้าแข้ง

เส้นเอ็นนี้ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกระดูกหน้าแข้งว่าจะสามารถเคลื่อนไหวได้มากน้อยเพียงใด โดยเส้นเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ คือ anteromedial และ posterolateral ซึ่งแต่ละส่วนจะทำให้หัวเข่าและหน้าแข้งเคลื่อนไหวได้ในมุมต่างๆ

สำหรับคนที่ฝึกโยคะอาสนะจะต้องฝึกท่าเก้าอี้หลายๆ ครั้งในแต่ละคลาสเฉลี่ย 5 ครั้งหรือมากกว่าหากเราฝึกโยคะ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ในหนึ่งปีเท่ากับว่าเราก็ทำท่าเก้าอี้มากกว่า 500 ครั้ง หรืออาจจะเกิน 1,000 ครั้งแล้ว คุณครูเห็นว่ายังมีนักเรียนอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตระหนักว่า การฝึกท่านี้ผิดเท่ากับเป็นการสะสมอาการบาดเจ็บที่เส้นเอ็นข้อเข่าได้

จุดที่ต้องระวังในการฝึกท่านี้คือไม่เพียงแต่แค่การเช็คตำแหน่งหัวเข่าไม่ให้เลยปลายนิ้วเท้า แต่ให้ใส่ใจถึงการถ่ายเทน้ำหนักไปที่ส้นเท้า ก้น สะโพก ให้มากพอจนเกิดการติดต่อกลุ่มกล้ามเนื้อด้านหลังทั้งหมด ( the posterior chain of muscles i.e. the glutes and hamstrings ) ให้กลุ่มกล้ามเนื้อด้านหลังรับผิดชอบในท่านี้รวมถึงการจัดระเบียบ กระดูกเชิงกราน กระดูกสันหลังล่าง ไล่ไปจนถึงกระดูกต้นคอให้อยู่ในแนวธรรมชาติ แล้วใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องซัพพอร์ตหลังล่างด้วยในขณะฝึก

ในเวอร์ชั่นวันนี้ครูได้ประยุกต์ท่า จากท่าเก้าอี้ดั้งเดิม ดังนั้นผู้ฝึกต้องสามารถฝึกท่าเก้าอี้แบบดั้งเดิมได้ดีและถูกต้องก่อนการฝึกท่านี้ก็จะไม่ยากแต่ท้าทายในขณะที่เราต้องยืดขาตรง ควรงดฝึกท่านี้หากมีอาการบาดเจ็บรุนแรงหรืออักเสบที่หัวเข่า

วิธีปฏิบัติ

1. ให้เริ่มต้นในท่ายืน ส่งข้อเท้าซ้ายพาดหน้าหัวเข่าขวาหายใจเข้าเพื่อเตรียม  (รูป1)

(รูป1)

2. หายใจออก ฝึกท่าเก้าอี้ 1 ขา โดยถ่ายเทน้ำหนักไปที่ก้น รวมทั้งกลุ่มกล้ามเนื้อด้านหลังทั้งหมด  อย่าให้หัวเข่าเลยปลายนิ้วเท้า โน้มตัวมาด้านหน้าจนหน้าอกติดกับขาซ้าย จากนั้นค้างท่าประมาณ 3 รอบลมหายใจ  (รูป 2)

(รูป 2)

3. หายใจเข้าส่งแขนขวาอ้อมฝ่าเท้าซ้าย ส่วนมือซ้ายอ้อมหลังมาล็อคกัน ทรงตัวให้นิ่ง เพ่งสมาธิที่จุดใดจุดหนึ่ง หายใจเข้า – ออก ขณะค้างท่าประมาณ 3 รอบลมหายใจ  (รูป 3)

(รูป 3)

4. หายใจออกค่อยๆ ยืดขาขวาตรง หรืออาจงอหัวเข่าเล็กน้อยเพื่อความปลอดภัย ฟังเสียงร่างกาย ค้างท่าประมาณ 3 รอบลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง  (รูป 4)

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วน DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

Fทร. 02-636-6758-9

‘ด็อก เลิฟเวอร์’ รักสุดๆ ฉุดไม่อยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542301

  • วันที่ 28 ก.พ. 2561 เวลา 12:09 น.

‘ด็อก เลิฟเวอร์’ รักสุดๆ ฉุดไม่อยู่

เรื่อง วราภรณ์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ไม่เพียงสุนัขจะเป็นทาสที่ซื่อสัตย์ของมนุษย์แต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น มนุษย์ก็รักสัตว์เลี้ยงของพวกเขามากจนยอมนำพวกเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต และทุ่มเทเงินทองซื้อให้ทุกอย่าง เช่น ลงทุนซื้อสุนัขตัวละราคาเป็นล้านบาทเพื่อให้ได้ครอบครองสุนัขพันธุ์ใหญ่ๆ หรือการพาสุนัขไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่บางประเทศคนบางคนยังไม่เคยไปเยือน แถมยังได้นั่งในชั้นบิซิเนสคลาสเสียด้วย

ด็อกเลิฟเวอร์บางคน นอกจากลงทุนซื้อสุนัขพันธุ์อลาสกัน มาลามิวท์ตัวละ 5 แสนบาท แต่มีคนมาขอซื้อต่อในราคาตัวละ 2 ล้านบาทเขากลับไม่ขาย หรือต้องพาสุนัขพันธุ์ชิห์สุของแฟนสาวไปกรูมมิ่งขนเป็นประจำ พร้อมสายจูงยี่ห้อแอร์เมสเส้นละหมื่นกว่าบาท มีเสื้อผ้าแบรนด์เนมตัวละ 8,000 บาท และมีกระเป๋าใส่สุนัขแบรนด์หลุยส์ วิตตอง เป็นของตัวเอง รวมทั้งมีป้ายสลักชื่อทำจากทองเคราคา 7,000 บาท ถือว่าเป็นเรื่องจิ๊บๆ

ความรักในตัวสุนัขของเหล่าเจ้าของบางคน จึงมีไม่จำกัดจริงๆ ลองไปดูความรักของพวกเขาที่มีต่อเพื่อนคู่ใจว่าจะเข้มข้นขนาดไหน

ไปไหนไปกัน

โบ๊ท-กิรัติมา ณ พัทลุง เจ้าของเพจ Traveler Dogs “หมาอยากเที่ยว” ที่เกิดจากเวลาไปเที่ยวยุโรปแต่ละครั้ง เห็นฝรั่งจูงหมาเดินไปมาเต็มไปหมด เลยเกิดอาการคิดถึงเจ้าตัวเล็กที่บ้าน ที่อยากพามาเปิดหูเปิดตาด้วย ว่าแล้วกิรัติมาจึงเริ่มค้นคว้าหาข้อมูลตามที่ต่างๆ ซึ่งพบว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยมีใครพาสุนัขเที่ยวมากนัก ทริปต่อไปเธอจึงใช้เวลาเตรียมตัวล่วงหน้าเกือบปี จนเกิดเป็นทริปแรกของ “เป๊ปเปอร์” สุนัขพันธุ์มิเนียเจอร์ ชเนาเซอร์ วัย 5 ขวบ เกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2559 ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี และฝรั่งเศส

พอปีกกล้าแล้วทริปที่ 2 ก็ตามมา โดยนายของพวกเขาพาไปตะลุยสโลวีเนีย และโครเอเชีย โดยเพิ่มความสนุกคูณ 4 โดยพาสมาชิกใหม่ “มัมมา มีย่า” พันธุ์โคตอน เดอ ทูลี อาร์ วัย 2 ขวบ ที่สั่งซื้อมาจากประเทศฝรั่งเศส จอยทริปด้วย จนเกิดเป็นเพจ “หมาอยากเที่ยว” ที่สร้างขึ้นมาด้วยความตั้งใจที่จะให้ข้อมูลสำหรับพ่อแม่หมาที่อยากพาเจ้าตัวเล็กไปเที่ยว แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร

กิรัติมา เล่าถึงค่าใช้จ่ายในการพาสุนัขไปท่องเที่ยวต่างประเทศแต่ละครั้ง ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะไปประเทศไหน เช่น ไปสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนพาสุนัขไปจะต้องนำสุนัขไปตรวจเลือดและตรวจสุขภาพ ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายราวๆ 2 หมื่นบาท เพราะต้องส่งเลือดไปตรวจที่ห้องแล็บประเทศอังกฤษ ซึ่งผลเลือดนี้จะอยู่ได้ตลอดสิ้นอายุขัยของสุนัขตัวนั้นๆ เลย หากเราพาสุนัขของเราไปฉีดวัคซีนตามกำหนด

อันที่สองคือ ค่าเครื่องบินโบ๊ทรีเควสว่าอยากนำสุนัขขึ้นไปนั่งในห้องผู้โดยสารด้วย หรือ เพท อิน เคบิน ไม่ส่งไปโหลดในห้องสัมภาระใต้ท้องเครื่อง โดยกระเป๋าที่ใส่น้องหมาและตัวน้องหมาต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 8 กิโลกรัม

“ตอนไปสวิตเซอร์แลนด์ โบ๊ทเลือกนั่งสายการบินของสวิส แอร์ไลน์ส อย่างมัมมา มีย่า หนักรวม 6.5 ส่วนเป๊ปเปอร์หนักรวมเกือบ 8 กิโลกรัม ก็ต้องเสียเงินเพิ่มราวๆ เที่ยวละ 200 เหรียญ 2 ตัว กลับอีก 200 เหรียญ รวมไปกลับ 400 เหรียญ พอไปถึงสนามบินของสวิสก็ต้องเขียนใบอิมพอร์ต เพอร์มิต คือใบอนุญาตนำเข้าสุนัขจากประเทศปลายทางก็คือซูริก โดยเสียให้กับด่านศุลกากรอีกราวๆ 40 ฟรังก์สวิส นอกนั้นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ๆ เช่น โรงแรมจะชาร์จน้องหมาเพิ่ม ซึ่งเราต้องแจ้งโรงแรมล่วงหน้าว่า โรงแรมของเขาอนุญาตให้นำสุนัขเข้าพักไหม และจะคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มตัวละ 20 เหรียญต่อคืนต่อตัว ซึ่งโบ๊ทไปพักราวๆ 20 วัน เฉลี่ยวันละ 1,000 บาทต่อตัว”

นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมอาหารและของใช้จิปาถะส่วนตัวของน้องหมาไปด้วย เพราะสุนัขเขาไปในสถานที่ที่แตกต่างไปจากเดิมแล้วไม่ควรเปลี่ยนอาหารทันที

“เวลาพาสุนัขไปต่างประเทศ โบ๊ทเลือกนั่งบิซิเนส เพราะเราก็อยากสบายส่วนตัว แต่คนอื่นอาจไม่จำเป็น แต่โบ๊ทก็รักความสบาย อีกทั้งสะดวกกับน้องหมา เพราะหากนั่งชั้นประหยัดเราต้องยัดกระเป๋าน้องหมาไว้ตรงที่พักขาด้านหน้า ตัวเราก็นั่งลำบาก น้องหมาก็อยู่ลำบาก แล้วเวลาไปเที่ยวทีโบ๊ทจะเตรียมสัมภาระของน้องหมา 2 ตัวใส่ไว้ในกระเป๋าเดินทางใหญ่ๆ 1 ใบอยู่ได้ 3 อาทิตย์ ภายในบรรจุอาหารสุนัข 2 ตัว ตวงใส่ถุงไปตัวละ 2 มื้อต่อวัน ขนมเอาไว้ให้เขากินตอนเดินเล่น แพดรองฉี่ ผ้าอ้อมสำหรับมัมมา มีย่า โอบิสำหรับเป๊ปเปอร์ เอาเสื้อผ้าน้องหมาไปเยอะมาก เพื่อเอาไว้ถ่ายรูป โดยสั่งซื้อจากอเมริกาแบรนด์ พิงค์ กอฮอลิค ราคาประมาณตัวละ 2,000-3,000 บาท แว่นกันแดด รองเท้า สายจูงมีหลายอันเอาไว้จูงเดินเล่นเฉยๆ หรือสายปล่อยให้เขาวิ่งเล่นในสนาม กระบอกน้ำ เหมือนมีลูกเด็กอ่อนๆ ไปด้วยเลยค่ะ ต้องเอาทิชชู่เปียกไปเยอะๆ เพื่อเช็ดเท้า เช็ดฉี่ เช็ดตัว แชมพูสุนัขต้องอาบน้ำเขาอาทิตย์ละครั้ง อุปกรณ์สเปรย์ยาหรือยาแก้ปวดท้อง สเปรย์ฉีดแก้คันด้วยค่ะ”

ความสุขของการพาสุนัขท่องเที่ยวไปด้วย คือจะได้อยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง ถือเป็นช่วงเวลาที่ดี

รักแบบ “ฟูล ออปชั่น”

เบิร์ด-ณัฐพร ศีลา ผู้ก่อตั้ง บิ๊ก ด๊อก กรุ๊ป เจ้าของบิ๊ก ด๊อก คาเฟ่ รัชดา ที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่คนดังในขณะนี้ เล่าถึงความรักในตัวสุนัขพันธุ์ใหญ่ ที่เขาหลงเสน่ห์ในสุนัขเช่นเดียวกับแฟนสาว ยุ้ย-ชลธิชา ลาภผาติกุล เจ้าของธุรกิจศูนย์ความงามครบวงจร แม้จะบิ๊กไซส์แต่ก็มีนิสัยที่ขี้อ้อนเฟรนด์ลี่มากๆ และเมื่อเขาตัวใหญ่เพื่อความสะดวกในการควบคุมก็ต้องส่งไปฝึกตั้งแต่พวกเขายังเล็กๆ โดยสุนัขพันธุ์ใหญ่จำนวน 28 ตัวที่ณัฐพรนำมาโชว์ที่บิ๊ก ด๊อก คาเฟ่ รัชดา ได้แก่พันธุ์อลาสกัน มาลามิวท์ (Alaskan Malamute) ที่ชื่อโซโล ที่ซื้อมาตัวละ 5 แสนบาท แต่เมื่อชาวต่างชาติมาขอซื้อตัวละ 2 ล้าน ก็ไม่ขาย ด้วยความรักและผูกพันกันมาก

“สุนัขบางสายพันธุ์เรามีวิธีฝึกให้เขาเป็นมิตรกับคนโดยครูฝึก ให้เรียนรู้ถึงการให้อยู่ในคำสั่ง เช่น นั่ง หมอบ คอย ได้ ผมรักสุนัขมากจนต้องนอนด้วยกันบนเตียงถึง 4 ตัว ได้แก่ พันธุ์ทิมเบอรูลฟ์ เชปเพิร์ด (Timberoolf Shepherd) ราคาตอนนำเข้าตัวละ 1.2 แสนบาท ชื่อ ริกกี้ กับมาร์ติน อีกตัวที่นอนด้วยกันคือโซโล พันธุ์อลาสกันฯ และพี่ใหญ่สุดแต่ตัวเล็กสุด คือผักบุ้ง พันธุ์ชิห์สุ นอกจากนี้ผมยังเลี้ยงสุนัขพันธุ์คอมอนดอร์ (Komondor) ที่ผมคิดว่ามีตัวเดียวในประเทศไทยชื่อ บัตเตอร์ ซื้อมาตัวละ 1 ล้านบาท”

เนื่องจากเขามีร้านบิ๊ก ด๊อก คาเฟ่ ด้วยสุนัขตัวอื่นๆ จึงนอนที่ร้าน ที่แต่ละตัวต้องอยู่ในห้องเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา และมีพี่เลี้ยงดูแลใกล้ชิด 5 คนเป็นอย่างต่ำ เพื่อดูแลความเป็นอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน อีกทั้งยังมีหน้าที่ดูแลเส้นขนของสุนัขพันธุ์ใหญ่ไม่ให้เปียกชื้นน้ำลายระหว่างสุนัขด้วยกัน ที่แม้ไม่ต้องเข้าร้านเพื่อกรูมมิ่งตัดแต่งขน แต่ต้องดูแลเรื่องขนให้แห้งตลอดเวลา เพราะหากเมื่อไหร่ที่ขนชื้นจะทำให้เป็นโรคผิวหนัง ปอดบวม จึงต้องให้พนักงานคอยดูแลใกล้ชิด หากเปื้อนน้ำลายขณะเล่นกันก็ต้องหาน้ำยามาเช็ดทำความสะอาดเส้นขนแล้วเป่าให้แห้ง เรียกว่าดูแลตลอด 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี บางสายพันธุ์ที่เบิร์ดเลี้ยงก็ต้องจ้างกรูมเมอร์มาดูแลขน โดยจ้างเดือนละ 1.5 หมื่นบาท มาดูแลตัดแต่งทรงขนให้น้องหมา ไม่นับรวมเฉพาะค่าอาหารเลี้ยงสุนัขจำนวน 28 ตัว ตกเดือนละ 3.5 แสนบาท อาหารบวกอาหารเสริม ไม่รวมค่าพนักงาน ค่าหมอที่เข้ามาดูแลเรื่องสุขภาพสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ตกเดือนละ 3 หมื่นบาท นอกจากนี้ยังมีค่าฝึกสุนัข 28 ตัว เดือนละ 6 หมื่นบาท

“โชคดีที่ผมมีฟาร์มสุนัขอยู่แล้วที่นครสวรรค์ เลี้ยงสุนัขและเพาะพันธุ์ใหญ่มานาน 10 ปี ผมจึงค่อนข้างรู้นิสัยของสุนัข รู้วิถีชีวิต โรคภัย อุปนิสัย การเลี้ยงดูจึงง่าย แต่คนไม่เคยเลี้ยงเลยจะยาก รู้ถึงอาหารที่ถูกต้อง สุนัขพันธุ์ใหญ่กินข้าวหรืออาหารเหลือๆ เหมือนหมาบ้านไม่ได้ เพราะระบบการย่อย เขากินเค็มไม่ได้ เราจึงให้กินแต่เนื้อดิบๆ มีทั้งเนื้อวัว ปลา ไก่ กินผักและผลไม้ด้วย เช่น ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เพื่อเพิ่มวิตามิน เช่น แบล็กเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่คุณภาพก็คือซื้อตามห้างสรรพสินค้า เราเลี้ยงเขาเหมือนลูกเลย”

นอกจากนี้ ยังมีค่าน้ำค่าไฟในการที่ต้องเลี้ยงดูสุนัขแสนรักเป็นอย่างดี ค่าเปิดแอร์ 24 ชั่วโมง ค่าไฟตกเดือนละ 4-5 หมื่นบาท รวมแล้วจึงมีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงน้องหมาตกเดือนละต่ำๆ 1.2 ล้านบาท ไม่นับรวมค่าใช้จ่ายที่ฟาร์มที่นครสวรรค์อีก

ไม่เพียงค่าใช้จ่ายอื่นๆ เท่านั้น ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าสุนัขพันธุ์ใหญ่ เช่น สุนัขตัวละ 1 ล้านบาท เมื่อนำเข้าจากต่างประเทศ และต้องขนส่งทางเครื่องบิน ต้องเพิ่มค่าระวางคือการดูแลสุขภาพสุนัขระหว่างการขนส่งอีกราว 4-5 หมื่นบาทอีกด้วย

เมื่อรักสุนัขแล้วการทุ่มเทให้พวกเขาอยู่ในไลฟ์สไตล์ของเจ้าของ เช่น ให้เวลานอนในห้องด้วยกัน พาไปเที่ยวต่างจังหวัดและอื่นๆ ณัฐพรก็มีสุนัขอยู่ในทุกโมเมนต์ของชีวิตด้วย โดยสถานที่ที่เขาเลือกพาน้องหมาไปพักผ่อนหย่อนใจ ต้องเลือกสถานที่ที่สามารถพาสุนัขไปด้วยได้

“ถ้าไปกินข้าวตอนเย็นๆ เราเลือกไปที่เอเชียทีคหรือเซ็นทรัล อีสต์วิลล์ หรือไม่ก็ไปต่างจังหวัด เช่น หัวหิน เวเนเซีย ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวแฟน ส่วนใหญ่ผมจะให้พวกเขากินดีอยู่ดี กินอาหารสำหรับสุนัข เวลาไปต้องมีพี่เลี้ยงไปด้วย เวลาไปก็ต้องขนชามข้าว ผ้าเช็ดตัว มีเบาะ ที่นอนเขาของใครของมัน ตัวที่รักที่สุดชื่อผักบุ้ง ชิห์สุตัวแรกที่ยุ้ยเลี้ยงมา อายุ 10 ปี แฟนผมซื้อสายจูงแอร์เมสเส้นละหมื่นกว่าบาท เสื้อผ้าแบรนด์ตัวละ 8,000 บาท

คือยุ้ยเขาชอบเครื่องประดับที่เกี่ยวกับสุนัขมาก เขาสั่งทำป้ายสลักชื่อทำจากทองเคราคา 7,000 บาทก็มี ส่วนเสื้อผ้าสุนัขมันมีคอลเลกชั่นของหลุยส์หรือแอร์เมสเขาก็ซื้อให้ อย่างเสื้อผ้าน้องหมามีเป็นราวเลย มีราคาตั้งแต่หลักพันไปถึงหลักหมื่นมีทั้งแบรนด์เนมและเสื้อผ้าธรรมดา อย่างกระเป๋าใส่สุนัขของผักบุ้งก็แบรนด์หลุยส์ วิตตอง ซึ่งผมก็เข้าใจแฟนนะครับ เพราะเราก็รักสุนัขเหมือนกัน ดังนั้นอะไรที่หมดไปกับสุนัขผมจึงไม่ค่อยซีเรียส คิดว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว

อย่างไปเที่ยวต่างประเทศเร็วๆ นี้มองว่าจะพาผักบุ้งไปฝรั่งเศสด้วย เวลาพาน้องหมาไปยุโรปต้องตรวจสุขภาพก่อน ราคาเฉพาะตรวจสุขภาพราวๆ 2 หมื่นบาท ซึ่งจำเป็นเพราะเป็นข้อบังคับของสายการบิน หากน้ำหนักน้องหมาไม่ถึง 8 กิโลกรัม ก็นำขึ้นเครื่องไปนั่งชั้นบิซิเนสกับเราได้ โดยเสียเงินเพิ่มอีกหมื่นกว่าบาทสำหรับน้องหมา”

ณัฐพรอยากฝากไปถึงคนรักสุนัขว่า ควรรักพวกเขาไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหนก็ตาม ก่อนเลี้ยงก็ควรศึกษาอุปนิสัยว่าจะเข้ากับผู้เลี้ยงได้ไหม และเลี้ยงสุนัขเพื่ออะไร เช่น เป็นเพื่อนหรือเฝ้าบ้าน ลักษณะความยาวของเส้นขนก็ต้องใส่ใจ หากไม่ค่อยมีเวลาไม่ควรเลี้ยงสุนัขพันธุ์ขนยาว อย่าเลี้ยงสุนัขเพราะเป็นแฟชั่น เพราะชีวิตของน้องหมาตัวหนึ่งๆ ต้องมีอายุอยู่เป็นสิบๆ ปี ดังนั้นเวลาเจ็บป่วยจึงต้องมีกำลังในการดูแลบั้นปลายชีวิตของน้องหมาด้วย

ลงรองพื้นอย่างไรให้ดูเนียนสวยตลอดวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542140

  • วันที่ 27 ก.พ. 2561 เวลา 14:32 น.

ลงรองพื้นอย่างไรให้ดูเนียนสวยตลอดวัน

การแต่งหน้าของสาวๆ แต่ละคนมีขั้นตอนแตกต่างกันตามสไตล์ความชอบและความถนัด หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการแต่งหน้าเพื่อปรับสภาพสีผิวและปกปิดริ้วรอยคือ “การลงรองพื้น” ซึ่งกุญแจสำคัญคือความพอดีเพื่อลุคที่ดูเป็นธรรมชาติในทุกๆ วัน สำหรับเคล็ดลับที่จะช่วยให้สาวๆ ลงรองพื้นได้เรียบเนียนแต่ยังคงมีความโกลว์ ต้องทำอย่างไรบ้าง มาดูกัน

1.เริ่มด้วยมอยส์เจอไรเซอร์

สกินแคร์ควรมาก่อนเมกอัพเสมอ โดยการลงมอยส์เจอไรเซอร์ก่อนแต่งหน้าจะช่วยให้ผิวหน้ามีความชุ่มชื้นตลอดวัน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รองพื้นดูเรียบเนียนและเมกอัพติดทนนานขึ้น สำหรับสาวๆ ที่กังวลเรื่องผิวมัน อาจจะหันมาใช้ Primer ที่ช่วยควบคุมความมันก่อนการแต่งหน้า สาวคนไหนไม่ชอบทาครีมกันแดด แนะนำให้เลือกรองพื้นที่มีส่วนผสมของ SPF เพราะนอกจากจะช่วยปกปิดแล้ว ยังปกป้องผิวของเราจากรังสียูวีไปพร้อมกัน

2.วอร์มรองพื้นบนหลังมือ

การวอร์มรองพื้นบนหลังมือจะช่วยให้เนื้อรองพื้นละเอียดยิ่งขึ้น เพราะได้รับความอุ่นจากร่างกาย และเนื้อรองพื้นที่ถูกวอร์มก่อนจะช่วยให้เกลี่ยง่ายขึ้น

3.เติมบิวตี้ออยล์ผสมกับรองพื้น

เคล็ดลับนี้เพื่อลุคที่ดูเป็นธรรมชาติและต้องการให้ผิวดูโกลว์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องพึ่งไฮไลเตอร์ แต่สามารถทำให้ผิวเหมือนดูโกลว์จากภายในได้ตั้งแต่การลงรองพื้น โดยการหยดบิวตี้ออยล์ผสมในรองพื้นแล้ววอร์มเข้าด้วยกันก่อนลงที่ใบหน้า ส่วนปริมาณของออยล์ก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน

4.หาตัวช่วยที่ดีกว่ามือ

อุปกรณ์ที่ช่วยให้การลงรองพื้นให้เรียบเนียนไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นแปรงหรือฟองน้ำแต่งหน้าเพียงเท่านั้น แต่การใช่อุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยให้เราเกลี่ยรองพื้นได้ง่ายขึ้นและเข้าถึงทุกซอกทุกมุมมากกว่าการใช้นิ้วมือเกลี่ย ทั้งยังช่วยเกลี่ยให้สีเนียนดูกลมกลืนกับผิว

5.ล็อกหน้าให้สวยทนด้วย Setting Spray

หลังจากลงรองพื้น สาวๆ ควรใช้ Setting Spray เพื่อล็อกความสดใหม่ของเมกอัพให้อยู่ทนตลอดวัน โดยแนะนำให้ฉีดสเปรย์หลังจากลงรองพื้น และอีกครั้งหลังแต่งหน้าเสร็จ เพื่อคืนความมีชีวิตชีวาให้แก่ผิวหน้า

โรคทางเดินอาหาร อย่าวางใจ อาจลุกลามใหญ่โต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542083

  • วันที่ 27 ก.พ. 2561 เวลา 10:34 น.

โรคทางเดินอาหาร อย่าวางใจ อาจลุกลามใหญ่โต

เรื่อง กันย์

โรคความผิดปกติของทางเดินอาหาร เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ ขาดการออกกำลังกายและมีภาวะเครียดสูง โรคนี้วินิจฉัยได้ยาก แต่ด้วยการแพทย์ที่ก้าวหน้าทำให้แพทย์มีเครื่องมือช่วยในการวินิจฉัยโรคเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เชื่อว่าโรคนี้อาจเกิดจากความผิดปกติ ของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร เช่น มีเนื้องอก มีการอักเสบ มีแผล หรือ ความผิดปกติของการทำงานของทางเดิน อาหาร เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติในปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมองและทางเดินอาหาร แบ่งตามกลุ่มอาการของระบบทางเดินอาหารส่วนต่างๆ

สาเหตุของความผิดปกติอาจเกิดได้จากการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารผิดปกติ อวัยวะในช่องท้องรับความรู้สึกไวเกินไป หรือการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุลำไส้ และการตอบสนองของภูมิต้านทานของลำไส้ผิดปกติ การเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลำไส้ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของการรับรู้และการแปรผลของระบบประสาทส่วนกลาง

กลุ่มอาการเหล่านี้อาจเกิดได้จากความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารส่วนต่างๆ ได้ทุกส่วนรวมถึงถุงน้ำดี อาทิ โรคกรดไหลย้อน โรคหลอดอาหารอะคาเลเซีย ภาวะการกลืนผิดปกติ ภาวะกระเพาะอาหารบีบตัวช้า ปวดท้องโดยไม่รู้สาเหตุ โรคลำไส้แปรปรวน โรคท้องผูกเรื้อรัง อาการที่มักพบได้บ่อย เช่น การปวดท้องโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการแสบร้อนที่หน้าอกหรือลิ้นปี่ ขย้อนอาหาร เจ็บหน้าอกหรืออาจมีอาการไอเรื้อรัง หอบเรื้อรัง ร่วมด้วย ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย หรือท้องผูกสลับท้องเสีย

สาเหตุของโรคยังไม่แน่ชัด มักมีส่วนเกี่ยวข้องกับสภาวะจิตใจ เช่น ความเครียด หรือการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม เช่น ขาดการออกกำลัง กินอาหารที่มีกากใยน้อยเกินไป กินอาหารไม่เป็นเวลา การใช้ชีวิตที่ เร่งรีบเกินไป ดื่มสุรา ฯลฯ อาการของโรคยังคาบเกี่ยวกัน เช่น ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนอาจมีอาการท้องอืด หรือท้องผูกร่วมด้วย ทำให้วินิจฉัยได้ยาก แพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยอาศัยเกณฑ์ที่เป็น

การวินิจฉัยโรคทางเดินอาหารส่วนบน

1.การส่องกล้องในหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร เพื่อหาความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารส่วนต่างๆ อาทิ กระเพาะอาหารอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร หรือเนื้องอกต่างๆ เป็นต้น โดยแพทย์จะพ่นยาชาเข้าไปในช่องปากและลำคอ ต่อจากนั้นจะทำการให้ยาเพื่อให้ผู้ป่วยหลับระหว่างการตรวจและใส่กล้องตรวจเข้าไปเพื่อตรวจหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้น ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวดขณะการตรวจได้ผลการตรวจที่แม่นยำและมีผลข้างเคียงน้อย

2.การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เพื่อดูความผิดปกติโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่าย เช่น ท้องผูกเรื้อรัง ท้องผูกสลับท้องเสีย ท้องเสียถ่ายเป็นมูกเลือด ใช้กล้องที่มีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็ก ผอมยาวและยืดหยุ่นได้ มีกล้องบันทึกภาพเพื่อให้เห็นถึงความผิดปกติภายในได้ชัดเจน และแพทย์สามารถนำชิ้นเนื้อไปตรวจได้

3.ตรวจวัดการทำงานของทางเดินอาหารส่วนต้นชนิดความละเอียดสูง สามารถดูการบีบตัวของหลอดอาหาร ในผู้ป่วยที่มีอาการกลืนลำบาก เจ็บหน้าอก หรือสงสัยว่าเป็นโรคของการทำงานของหลอดอาหารที่ผิดปกติ โดยแพทย์จะใส่ยาชาเข้าไปทางช่องจมูก ให้คนไข้กลืนสายลงไปในหลอดอาหารและให้ดื่มน้ำ เพื่อตรวจการทำงานของหลอดอาหาร เป็นการตรวจที่ไม่ยุ่งยากทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้แม่นยำและถูกต้อง

4.การตรวจวัดค่าความเป็นกรด-ด่าง ในหลอดอาหาร เป็นการตรวจวัดค่าความเป็น กรด-ด่าง 24 และ 48 ชั่วโมง มักใช้หลัง จากตรวจวัดการทำงานของทางเดินอาหาร ส่วนต้นแล้ว เพื่อตรวจดูว่าผู้ป่วยมีกรดไหลย้อนหรือไม่

5.การตรวจกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก เป็นการตรวจทางรังสีจากการถ่ายภาพเอกซเรย์ภายหลังจากการดื่มสารทึบแสง เพื่อถ่ายให้เห็นส่วนต่างๆ ของทางเดินอาหาร

การเตรียมตัวขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจแต่ละวิธี ซึ่งแพทย์จะแจ้งให้ผู้ป่วยทราบล่วงหน้า โดยปกติการตรวจโรคเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร ผู้ป่วยต้องแจ้งให้แพทย์ทราบถึงโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา ประวัติการผ่าตัด ยาที่ใช้เป็นประจำ รวมถึงต้องงดน้ำและอาหารล่วงหน้า ระยะเวลาในการงดน้ำและอาหารขึ้นอยู่กับการตรวจแต่ละวิธี แพทย์จะให้งดน้ำและอาหารประมาณ 6-8 ชม. ล่วงหน้าและงดยาบางอย่างก่อนทำการตรวจ ส่วนการตรวจกรดไหลย้อนต้องลดยาลดกรดอย่างน้อย 3-5 วัน ทั้งนี้แล้วแต่ดุลพินิจของแพทย์ โอกาสเกิดผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนได้น้อยมาก

โรคทางเดินอาหาร เป็นโรคที่พบได้บ่อย หากไม่ทำการรักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่น โรคกรดไหลย้อน อาหาร ไม่ย่อย ท้องผูก ท้องเสีย ตับอักเสบ มะเร็งในกระเพาะอาหารและลำไส้ และมะเร็งตับ โดยศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีคลินิกเฉพาะทางที่ให้บริการโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินอาหารครบทุกสาขา

ไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ไม่เป็น ‘โรคแปลกหายาก’ ยิ่งประเสริฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542112

  • วันที่ 27 ก.พ. 2561 เวลา 10:33 น.

ไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ไม่เป็น ‘โรคแปลกหายาก’ ยิ่งประเสริฐ

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ในวันพรุ่งนี้ (28 ก.พ.) เป็นวันโรคหายาก 2018 (Rare Disease Day 2018) ซึ่งหมายถึงโรคแปลก พบเจอน้อย การวินิจฉัยและตรวจรักษามีความซับซ้อน ที่พลอยทำให้ “โอกาส” ของผู้ป่วยโรคแปลกหรือโรคหายากเหล่านี้ มีความ “ซับซ้อน” ไปด้วย มาทำความรู้จักกับโรคหายาก เพื่อที่จะรู้ว่าไม่ใช่ทุกโรคที่หายยาก ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องทนทุกข์ทรมาน ภายใต้กลไกอันซับซ้อนในโลกอันซับซ้อนของกลุ่มผู้ป่วยโรคแปลก “พวกเรา” จะทำอะไรเพื่อพวกเขาได้บ้าง

ศ.พญ.ดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล หัวหน้าสาขาวิชาเวชพันธุศาสตร์ ภาควิชากุมารศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เล่าถึงสถานการณ์โรคหายากว่า โรคหายากเป็นกลุ่มอาการของโรคที่พบน้อย โดยแต่ละโรคมีความชุกของโรคต่ำกว่า 1 ใน 2,000 คนของประชากร ปัจจุบันมีโรคหายากในโลกรวมทั้งสิ้น 7,000-8,000 โรค สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 6% ของประชากรป่วยด้วยโรค

หายากโรคใดโรคหนึ่ง เฉพาะในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหายากจำนวนหลายหมื่นคนที่กระจายตัวอยู่ใน 100 กว่าโรคหายาก โดย 80% เป็นโรคหายากที่เกิดจากพันธุกรรม

“ผู้ป่วยหลักหมื่นที่กระจายตัวอยู่ใน 100 โรคหายากทั่วประเทศ ก็ไม่ถึงกับงมเข็มในมหาสมุทรเสียทีเดียวนัก” ศ.พญ.ดวงฤดีเล่า

โรคหายาก ไม่เพียงความซับซ้อนของตัวโรคเท่านั้น แต่คือความซับซ้อนที่เริ่มตั้งแต่กระบวนการตรวจรักษา ที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขามีน้อย ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับวินิจฉัยล่าช้าผิดพลาด รักษาไม่ตรงจุด เสียโอกาสในการรักษา หรือเมื่อวินิจฉัยได้แล้ว ก็ไม่มียาในการรักษา ยารักษาโรคในกลุ่มโรคหายากถูกเรียกว่ายากำพร้า ก็เพราะยาส่วนใหญ่เป็นยาต่างประเทศและไม่มีการนำเข้า เนื่องจากไม่มีความคุ้มค่าในแง่ของการลงทุน สังคมไทยขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคหายาก ระบบสาธารณสุขไทยยังไม่มีนโยบายหรือกระบวนการจัดการดูแลรักษาโรคหายากของประเทศ นั่นทำให้สิทธิในระบบสาธารณสุขไม่ครอบคลุมการตรวจวินิจฉัยและการรักษา นี่คือเหตุผลว่าทำไมกลุ่มผู้ป่วยโรคหายากจึงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

“คนไข้ในกลุ่มนี้ถูกละเลยตั้งแต่แรก ตั้งแต่ยังไม่ทันจะเริ่มรักษา ไปถึงมือหมอแล้ว แต่หมอไม่รู้จักโรค หมอนึกว่าเป็นโรคอื่น วินิจฉัยไม่ถูก วินิจฉัยช้า ในบางรายวินิจฉัยช้าไปแค่ไม่กี่วันก็ทำให้เสียชีวิตได้ หรือในบางรายวินิจฉัยช้าเพียงนิด แต่ก็มากพอที่จะเปลี่ยนให้ผู้ป่วยต้องทนทุกข์ทรมานจากภาวะเจ็บป่วยพิการไปชั่วชีวิต ในบางรายวินิจฉัยถูกต้อง แต่ไม่มียารักษา เนื่องจากยามีราคาแพงมาก ตั้งแต่ 4-5 หมื่นบาทต่อปี กระทั่ง 4-5 ล้านบาทต่อปี เฉพาะค่ายานะ ยากที่คนไข้จะมีโอกาสเข้าถึงยา หรือหมอก็ต้องเห็นเคสบ้าง ไม่เช่นนั้นก็จะหลงลืมกันไป ต้องมียาที่พร้อมจะหยิบใช้ ไม่เช่นนั้นคนไข้ก็ถูกละเลยอีก ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ” ศ.พญ.ดวงฤดีเล่า

การรณรงค์โรคหายากในวันโรคหายาก ประเทศไทย นอกจากจะรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคหายากที่ถูกต้องแล้ว คือการผลักดันภาครัฐในระดับนโยบาย เพื่อให้คนไข้มีโอกาสเข้าถึงยาเข้าถึงการรักษาที่ควรจะเป็น มีการวางแผนพัฒนากำลังคนด้านการวินิจฉัยและการรักษา พัฒนาระบบการจัดการส่งต่อที่เหมาะสมถูกตัวถูกคน รวมทั้งการสำรองยากำพร้าสำหรับโรคหายาก เปรียบเทียบกับต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป มีการรวมตัวกันสร้างศูนย์โรคหายาก สนับสนุนเรื่องการตรวจรักษาและการสำรองยา ส่วนในเอเชีย ประเทศที่ระบบสาธารณสุขมีการสนับสนุนกลุ่มผู้ป่วยโรคหายากมีเพียงญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี และสิงคโปร์ นอกจากนี้แล้วแทบไม่มีการพูดถึงในระดับนโยบาย

“จะดีกว่าหรือไม่ ที่เราจะลดการสูญเสียจากการใช้งบประมาณเพื่อรักษาเพียงภาวะแทรกซ้อนที่ปลายทาง หรือรักษาอาการทุพพลภาพระยะยาวโดยไม่รู้ตัว เพราะถ้ารักษาให้ตรงจุดตรงโรคเสียตั้งแต่แรก ประชาชนที่ป่วยด้วยโรคกลุ่มนี้ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม พวกเขาก็สามารถที่จะเป็นประชากรที่แข็งแรง มีคุณภาพ มีประโยชน์”

ล่าสุดในปี 2560 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Program-UNDP) ร่วมกับกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation-APEC) ได้กำหนดแนวทางการรักษาโรคหายาก และได้นำโรคหายากเข้ามาอยู่ในแผนการพัฒนาระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย นับเป็นโอกาสและความหวังครั้งสำคัญของผู้ป่วยโรคหายากในไทย โดยจะมีนโยบายและแผนดำเนินการเกี่ยวกับโรคหายากที่ชัดเจนขึ้น เช่น จะมีการสำรวจสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศสมาชิกว่า มีนโยบายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดการดูแลรักษาโรคหายากหรือไม่เพียงไรและอย่างไร มาตรการความช่วยเหลือที่ควรจะเป็น กระบวนการจัดการ กระบวนการผลิตผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งการจัดการเรื่องยากำพร้า เป็นต้น ทั้งนี้ จะมีการประชุมติดตามผลในระดับภูมิภาคอีกครั้งในอีก 2 ปีข้างหน้า APEC Healthy 2020 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

ปรียา สิงห์นฤหล้า ประธานมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรค

หายาก เล่าว่า มูลนิธิฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 1-2 ปีก่อน โดยเป็นศูนย์กลางของกลุ่มผู้ป่วยโรคหายากทุกกลุ่มในประเทศไทย ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยในด้านต่างๆ รวมทั้งการเป็นตัวแทนผลักดันสิทธิประโยชน์ของผู้ป่วย สมาชิกคือผู้ป่วยและครอบครัว รวมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดที่จะทำงานร่วมกัน และเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันก็สื่อสารความเข้าใจเรื่องโรคหายากต่อสาธารณะ เป้าหมายการทำงานปีนี้ มีแผนสร้างฐานข้อมูลผู้ป่วยโรคหายาก โดยเก็บข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขและครอบครัวผู้ป่วยทั่วประเทศ 800 ครอบครัวเสร็จสิ้นภายในเดือน ต.ค. 2561 จากนั้นเดินหน้าแผนระยะยาว ผลักดันในระดับนโยบาย เพื่อสิทธิของผู้ป่วยโรคหายาก ทั้งมาตรการการรักษาที่ครอบคลุม และยารักษาที่ควรจัดอยู่ในกลุ่มยาบัญชีหลัก (fb : rarediseasedaythailand)

“มูลนิธิฯ เปรียบเสมือนร่มของผู้ป่วย ภายใต้ร่มเงานี้ เราเดินไปด้วยกัน” ปรียากล่าว

“น้องวาด” หนึ่งในผู้ป่วยโรคหายาก วาดเป็นโรคปอมเป (Pompe) โดยจัดเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดหนึ่ง โรคนี้เกิดจากพันธุกรรม ที่พ่อและแม่ต่างมียีนแฝงของโรค ตัวเธอและน้องชายของเธอต่างเป็นโรคนี้ สำหรับตัวเธอจัดเป็นผู้ป่วยโรคปอมเปคนแรกที่ถูกตรวจพบในประเทศไทย อาการของโรคจะปวดท้องมากและปวดบ่อยๆ ง่วงนอน ผงกคอไม่ได้ หายใจลำบาก หายใจถี่ ออกกำลังกายหนักไม่ได้ อาการเริ่มชัดเจนเมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลาย ไปพบแพทย์บ่อย จนแพทย์สงสัยและตั้งข้อสังเกตความแปลกของอาการ เธอถูกผ่าตัดกล้ามเนื้อส่งไปตรวจที่ไต้หวัน และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคแปลกประหลาดที่ไม่มีใครในบ้านเคยได้ยินชื่อมาก่อน

วาดเล่าว่า โรคปอมเปรักษาด้วยการฉีดเอนไซม์

ชื่อ Lumizyme ทุกๆ 2 สัปดาห์ไปตลอดชีวิต เนื่องจากร่างกายผลิตเอนไซม์ชนิดนี้เองไม่ได้ ปัจจุบันถือว่าใช้ชีวิตปกติ ถ้าไม่นับว่าต้องไปฉีดเอนไซม์ที่โรงพยาบาลเดือนละ 2 ครั้ง ยาหรือเอนไซม์ที่เธอฉีดเป็นเอนไซม์ที่ได้รับ

การสนับสนุนจากโครงการ International Charitable Access Program (ICAP) ซึ่งเป็นโครงการนานาชาติในการบริจาคยาช่วยผู้ป่วยโดยบริษัท ซาโนฟี เจนไซม์ สหรัฐ ในวัย 27 ปี สาวน้อยเรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอทำงานที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ไม่ปวดท้องหรือง่วงตลอดเวลาอีก แต่ยังมีอาการผงกคอและศีรษะไม่ได้ เนื่องจากเป็นอาการผิดปกติของกล้ามเนื้อนั่นเอง โรคปอมเปมีคนเป็นโรคนี้เพียง 100 คนทั่วโลก วาดได้

เข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มโรคนี้ และพบว่าทุกคนใช้ชีวิตมีความสุขดี

คุณพ่อน้องมาเวล เล่าให้ฟังถึงอาการป่วยของน้องมาเวลที่ป่วยด้วยโรคเลือดเป็นกรด น้องเกิดมาปกติ แต่เมื่อ 2 วันผ่านไปเริ่มซึม กินนมน้อย หลับเยอะ โชคดีที่ตรวจพบเร็ว แพทย์สั่งถ่ายเลือด 3 รอบด้วยกัน โรคมีสาเหตุจากพันธุกรรม ผู้ป่วยไม่มียีนที่จะขจัดของเสียจากโปรตีนบางตัว ทำให้กลายเป็นของเสียที่คั่งอยู่ในเลือด มีค่าแอมโมเนียในเลือดสูงจนพัฒนากลายเป็นกรด ซึ่งทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายรวน น้องมีอาการชัก ถ่ายเลือดแล้วแต่น้องยังไม่ดีขึ้น จึงส่งตัวมาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี พบทีมแพทย์ที่ช่วยกันดูแล น้องอยู่ในห้องไอซียูรวม 43 วัน ถือเป็น 43 วันแห่งความยากลำบาก

“น้องนิ่ง นอนโคม่า เป็นหนึ่งเดือนเต็มที่ต้องเฝ้าระวังทุกวินาที ในระหว่างนี้มีการติดเชื้อ มีการให้ยาให้อาหารทางสายยาง ไขสันหลังโดนเจาะ จะว่าไปแล้วน้องถูกเจาะพรุนทั้งตัว”

โรคเลือดเป็นกรด ใน 1 แสนคนจะมีเป็นโรคนี้ 1 คน โรคนี้ไม่มีทางหาย รักษาด้วยการถ่ายเลือดนั้นถูกแล้ว จากนั้นเฝ้าระวังอาหารจำพวกโปรตีน ต้องจำกัดโปรตีนตลอดชีวิต โดยนมที่น้องกินก็ต้องเป็นนมที่สกัดโปรตีนตัวที่บกพร่องออก ราคานมเป็นหลักแสนบาท ปัจจุบันได้รับบริจาคจากบริษัทนม

“ไปตรวจล่าสุดน้องอายุ 3 เดือนแล้วและมีพัฒนาการตามเกณฑ์เด็กทั่วไป รู้สึกดีใจเพราะคุณหมอแจ้งให้ทำใจก่อนหน้านี้ว่า น้องอาจช้ากว่าเกณฑ์ได้ ได้ทราบว่าเด็กบางคนที่เป็นโรคนี้ ทำให้ชักและมีอาการทางสมอง 6 ขวบแล้วแต่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ก็มี”

คนทุกคน อยากเกิดมาไม่มีโรค หรือเมื่อประสบเคราะห์ เป็นโรคเป็นภัยเป็นผู้ป่วย ก็ขอโอกาสในการ

เข้ารับการรักษาที่เท่าเทียม ในฐานะเพื่อนร่วมสังคม ให้พวกเขาได้มีโอกาสเหมือนๆ กับคนที่ป่วยเป็นโรคทั่วไปอื่นๆ การรณรงค์ผลักดันทั้งในแง่ของกฎหมาย หรือโดยนโยบายสาธารณะ ขอให้เป็นไปภายใต้ความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจ ในฐานะเพื่อนร่วมทุกข์ ที่เกิดแก่และเจ็บตาย

ออกกำลังหนัก ให้พักกล้ามเนื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541860

  • วันที่ 26 ก.พ. 2561 เวลา 17:20 น.

ออกกำลังหนัก ให้พักกล้ามเนื้อ

เรื่อง สมแขก ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

หลายคนใช้ร่างกายหนัก ออกกำลังกายต่อเนื่องหลายๆ วันโดยไม่หยุดพัก หวังผลว่าความฟิตจะมาเยือนเร็วๆ อยากมีซิกซ์แพ็กไวๆ แต่สิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าการออกกำลังกายให้สตรองก็คือการฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย ถ้ามัวแต่ออกกำลังกายอย่างหนัก ความเหนื่อยล้าและทรุดโทรมจะมาเยือนแทนความสดใส ดังนั้น ต้องรู้จักวิธีพักที่ถูกต้อง การออกกำลังกายจึงจะเต็มประสิทธิภาพ เพราะการพักฟื้นกล้ามเนื้อหรือ Recovery จะช่วยร่างกายของคุณพร้อมสำหรับการฟิตอีกครั้ง วิธีฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายสิ่งที่ต้องทำและขาดไม่ได้ก็คือ

ชดเชยน้ำให้ร่างกาย การออกกำลังกายทำให้ร่างกายของเราสูญเสียน้ำไปในรูปแบบเหงื่อ แต่เหงื่อไม่ได้พาแค่น้ำออกไปด้วย เพราะมีแร่ธาตุบางตัวที่ไปด้วย เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม ฯลฯ การจิบน้ำก่อนและระหว่างออกกำลังกาย รวมทั้งหลังออกกำลังกายจึงเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อช่วยทดแทนการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ได้ แต่สำหรับ วันที่พักฟื้นฟู แนะนำให้ดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อช่วยรักษาอุณหภูมิในร่างกาย ซ่อมแซมกล้ามเนื้อและทำให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในระดับปกติ

พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ จำเป็นสำหรับทุกคน ยิ่งหากคุณออกกำลังกายด้วยแล้ว การนอนหลับพักผ่อนเรียกได้ว่าเป็น สิ่งสำคัญ จากที่ปกติเราต้องนอนให้ได้ 6-8 ชั่วโมง สำหรับคนที่อยากมีรูปร่างที่ฟิต แอนด์ เฟิร์ม ออกกำลังกายเป็นประจำ จำเป็นต้องนอนให้ได้ 7-9 ชั่วโมง เหตุผลเพราะคุณใช้กล้ามเนื้อมากกว่า ปกติ การนอนหลับที่เพียงพอจะมีผลต่อการฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้ดี

เลือกกินอาหาร หลังออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง ควรเติมน้ำตาลให้ร่างกาย ด้วยการเลือกกินผลไม้ รสหวานแต่มีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตในตัว เช่น กล้วย และมันฝรั่ง ที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม ช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้ไวยิ่งขึ้น สำหรับคนที่เลือกกินอาหารในวันพักคือวันที่ไม่ได้ออกกำลังกาย ก็ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์และช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อไป ในตัว ควรกินเนื้อสัตว์และผักที่ให้โปรตีนสูง เช่น แซลมอน และถั่ว แหล่งรวมไขมันดี

ขยับกายวันพัก ก็สามารถออกกำลังกายเบาๆ ได้ หลายคนเข้าใจว่าวันพักคือการอยู่เฉยๆ แต่จริงๆ แล้วการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อบ้างจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีและทำให้กล้ามเนื้อฟื้นฟูได้เร็ว เช่น หลังวันออกกำลังกายหนัก เช้าวันต่อมาแนะนำให้จ๊อกกิ้งเบาๆ ฝึกโยคะยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เดินเร็ว ปั่นจักรยาน เป็นต้น

หลีกหนีความเครียด การออกกำลังกายคือการทำให้ร่างกายเกิดความตึงเครียด แน่นอนว่า หลังออกกำลังหนัก ทั้งร่างกายและสมอง ต้องการการพักผ่อน อยากผ่อนคลาย การนวด นั่งสมาธิ หรือฟังเพลงเบาๆ จะช่วยให้เราแจ่มใส

ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อฟื้นฟูได้ไม่เต็มที่ แถมทำให้เหนื่อยง่ายกว่าเดิมอีก ต่างหาก

หลากวิธีลดความขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541915

  • วันที่ 26 ก.พ. 2561 เวลา 17:20 น.

หลากวิธีลดความขัดแย้ง

เรื่อง ราตรีแต่ง

ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เป็นสิ่งที่เกิดได้ในทุกๆ หน่วยงาน ซึ่งโดยทั่วไปคนเรามักนึกถึงความขัดแย้งกันแต่ในเชิงทำลายล้าง แต่ถ้าวิเคราะห์อีกด้าน ความขัดแย้งครั้งนี้ก็อาจไม่ได้เป็นสิ่งที่ย่ำเย่เสมอไป ถ้ามีการคลายปมปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ความขัดแย้งสามารถก่อให้เกิดความตื่นตัว เป็นปัจจัยสำคัญ ให้คนทำงานหันมาตรวจสอบสมรรถภาพการทำงานของตัวเองจริงจังกันอีกครั้ง

รวมทั้งเป็นการเริ่มต้นแนวคิดแตกต่างไป จากการทำแบบเดิมๆ ทำให้งานมีการพัฒนาและมีแนวทางใหม่ๆ ในการทำงานเกิดขึ้นได้

การบริหารความขัดแย้งได้อย่างเหมาะและมีประสิทธิภาพนั้น ต้องทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้ง สาเหตุ ระดับความขัดแย้ง วิธีการ หรือเทคนิคการจัดการกับความขัดแย้ง ควรมีการวางมาตรการในการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม วิธีการลดทอนปัญหาก็ควรเริ่มต้นกันที่

มุ่งหาสาเหตุของความขัดแย้ง

หัวหน้าทีมหรือผู้บริหารควรมองความขัดแย้งให้เป็นปรากฏการณ์ธรรมดา โดยเฉพาะในการทำงานเป็นทีม เมื่อต้องทำงานร่วมกับบุคคลอื่น สมาชิกของทีมขัดแย้งกันด้วยการใช้วาจาได้ง่ายดายที่สุด ซึ่งเกิดขึ้นได้หลายๆ ประการ เช่น สภาพแวดล้อมแต่ละคนล้วนไม่เหมือนกัน ค่านิยม แตกต่างกัน ทำให้การจะยอมรับหรือปฏิบัติตามกันจึงเป็นสิ่งที่ลำบาก ความขัดแย้งที่ตามมา คือการส่งให้เกิดพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไป

การทำงานให้ไปสู่เป้าหมายเดียวกันให้ได้ ทุกๆ คนจะต้องรู้จักและพร้อมที่จะเรียนรู้ในพฤติกรรมของกันและกัน เพื่อเข้าใจความต้องการของกันและกันให้ถ่องแท้ยิ่งขึ้น

ความแตกต่างในปัญหาถ้ามีไม่มากนัก ก็จะทำให้การปรับตัวง่ายขึ้น แต่ถ้ามีความแตกต่างกันมากเกินไป ความขัดแย้งก็จะเกิดได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย วิธีแก้ไขการเจรจาไกล่เกลี่ยแบบสันติวิธี คำว่า “สุนทรียสนทนา” เป็นคำที่ไพเราะ และเป็นวิธีที่นำมาใช้แก้ปัญหาได้ดีที่สุดอีกด้วย

ผลประโยชน์ไม่สอดคล้องกัน

ถ้าสาเหตุมาจากเรื่องนี้ จะทำให้ต่างฝ่ายต่างต่อต้านกัน และเกิดสภาพการณ์ซึ่งทำให้ไม่สามารถหาข้อยุติได้มากที่สุด มีการวิเคราะห์ปัญหานี้ เกิดจากการจำแนกงานออกเป็นแผนกย่อยๆ หลายแผนกเกินไป ส่งผลต่อการเพิ่มปริมาณความ ขัดแย้งของคนงานในแผนกต่างๆ ทั้งๆ ที่อยู่ในองค์การเดียวกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนทำงาน ใช้เวลา เงิน และทรัพยากร แตกต่างกันไป เรียกได้ว่าตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน มีผลก่อให้เกิดวิธีทำงานที่มีรายละเอียดต่างกันขึ้นมา

การลดความขัดแย้งระหว่างแผนกต่างๆ หากลดข้อจำกัดเฉพาะแผนกลงมา โดยสร้างนโยบายที่ทำให้งานมีลักษณะใกล้เคียงกัน ก็จะส่งผลให้เกิดความร่วมมือกันมากขึ้น ลดการลุกลามจนทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันลงไปได้

มีความต้องการสิ่งเดียวกัน

สาเหตุของความขัดแย้งในข้อนี้ คือ ความไม่สอดคล้องกันระหว่างความต้องการของสมาชิกในทีม และแสดงออกเป็นพฤติกรรมให้เห็นอย่างเปิดเผย ความขัดแย้งชนิดนี้อาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากสมาชิกมีผลประโยชน์ในสิ่งเดียวกัน แต่อาจแบ่งปันกันไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างจึงพยายามกีดกัน ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่บรรลุถึงความต้องการ หรือทำให้อีกฝ่ายได้ผลประโยชน์น้อยกว่าฝ่ายตัวเอง ในชีวิตประจำวัน ผลประโยชน์เป็นมูลเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งมากที่สุด

ควรมองปัญหานี้อีกด้าน คือ ทำให้มีการแข่งขันในหน่วยงาน มีค่าตอบแทน และสิ่งล่อใจชัดเจนไปเลย จะทำให้ความขัดแย้งลดลง เพราะคนทำงานได้พุ่งความสนใจไปยังการทำงานเพื่อให้ได้ชิ้นงานใหม่ๆ เพื่อตำแหน่งที่สูงขึ้น ค่าตอบแทนที่มากขึ้น

การมีอคติ

ในการทำงานก็ต้องทำงานร่วมกับคนที่หลากหลาย ทั้งทางอายุ ความคิด หรือแม้แต่รูปแบบการทำงาน ความ ขัดแย้งอันเกิดจากอคติก็เกิดขึ้นได้เสมอ และเป็นไปได้ที่ ทั้งสองฝ่ายมีความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่ดีต่อกัน สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกส่วนตัวของคนผู้นั้น โดยแสดงออกมาให้เห็นใน ขณะที่มีการติดต่อสื่อสารกัน จนเป็นเหตุให้ก้าวร้าวต่อกัน

สำหรับลักษณะที่จะลดอคติลงได้นั้น สรุปได้ว่า ขึ้นอยู่กับการมองโลกในแง่ดี เพราะการมองโลกในแง่ดีเป็นเหตุให้แต่ละคนเริ่มต้นที่จะค้นหาวิธีแก้ไขความขัดแย้ง และการไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง เป็นอีกหนทางที่จะช่วยอำนวยความสะดวกต่อการยอมรับผู้อื่นได้ง่ายขึ้น

ถ้าพฤติกรรมการเกิดอคติมีมากเกินไป การจัดทีมงานใหม่ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ อาจต้องย้ายพนักงานที่มีปัญหามากที่สุดไปอยู่แผนกอื่นไปเลย เป็นสิ่งสุดท้ายที่ต้องนำมาใช้ สำหรับหัวหน้างานคือตัวกลางในการแก้ปัญหานี้ ซึ่งในโลกของการทำงาน คงต้องอาศัยแนวทางหลายแนวทางที่จะไปสู่ความสำเร็จของงาน ความขัดแย้งก็เป็นสิ่งที่จะต้องได้รับการดูแลให้หมดไป หรือมีน้อยที่สุด เมื่อปัญหาได้รับการแก้ไขเรียบร้อย ควรตั้งกฎระเบียบหรือข้อตกลงขึ้นมา

รวมถึงพูดคุยกับพนักงานให้บ่อยขึ้น เพื่อที่จะได้รู้ปัญหาชี้ชัดขึ้น และหาทางแก้ไขได้เร็วขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเดิมอีกในอนาคต n

เรือยอชต์ สิ่งที่ให้มากกว่าความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541886′

  • วันที่ 26 ก.พ. 2561 เวลา 17:18 น.

เรือยอชต์ สิ่งที่ให้มากกว่าความสุข

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี

พรินเซส 68 เรือยอชต์สุดหรูกำลังพาเรามุ่งหน้าไปสู่เกาะรังใหญ่ ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะภูเก็ตออกไปราว 15 นาที ขอบฟ้าจรดผืนน้ำข้างหน้าดูกว้างไกล ภาพเหล่านี้เป็นสิ่งคุ้นตา แต่สิ่งที่แตกต่างจากทุกครั้ง คือความรู้สึกที่ไม่เหมือนกับเรากำลังนั่งเรือ แต่ราวกับว่าเรากำลังอยู่ในบ้านที่มีวิวทะเลและหมู่เกาะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาที่เคลื่อนผ่าน

วริศ ยงสกุล ผู้บริหาร บริษัท โบ๊ทลากูนยอชต์ติ้ง ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายเรือยอชต์ระดับลักซ์ชัวรี่ อธิบายถึงการเดินทางด้วยเรือยอชต์ว่า “การเที่ยวด้วยเรือยอชต์เป็นการท่องเที่ยวที่ให้อิสระและความเป็นส่วนตัวมากกว่าการเดินทางในรูปแบบอื่น เหมาะสำหรับคนที่อยากจะพักผ่อนหลีกหนีจากผู้คน และใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างมีความสุขกับครอบครัวหลังจากทำงานหนักมานาน

เรือสามารถพาเราเที่ยวยังสถานที่ที่น้อยคนจะเข้าถึง ไปตามเกาะเล็ก เกาะใหญ่ ที่มีชายหาดสะอาด น้ำทะเลใส มีธรรมชาติสวยงามสมบูรณ์มากกว่า

นักท่องเที่ยวที่ใช้เรือยอชต์มีหลายระดับ หลากรูปแบบ ใช้เวลาเที่ยวไม่กี่วันจนถึงหลายเดือนก็มี ขึ้นอยู่กับว่าเขาอยากเดินทางไปที่ไหน และสามารถหาเวลาพักผ่อนได้เท่าไร หากเที่ยวในวันเดียวก็อาจจะขับเรือไปเที่ยวเกาะที่อยู่ไม่ไกลจากแผ่นดินใหญ่มากนัก หากมีเวลาหลายวันก็สามารถล่องเรือไปยังหมู่เกาะที่ห่างไกลออกไป เช่น มัลดีฟส์

บางท่านอยากแล่นเรือในยุโรปก็อาจจะใช้วิธีนั่งเครื่องบินไปลงที่ยุโรป แล้วเช่าเรือยอชต์ขับเที่ยวก็ได้เช่นกัน ไม่ได้มีข้อจำกัดว่าจะต้องใช้เวลาเที่ยวนานแค่ไหน หรือไปได้ไกลแค่ไหน เพียงแต่ถ้าใช้เรือลำเล็กก็อาจจะมีข้อจำกัดเรื่องระยะทางที่สั้นกว่า ทำให้ต้องแวะเติมน้ำมันบ่อยกว่าลำใหญ่แค่นั้นเอง

เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายเวลาพาครอบครัวไปเที่ยวต่างประเทศในแต่ละครั้ง ขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวยุโรปไปกลับก็หมดหลายแสนแล้ว ยังมีค่าโรงแรมอีกหลายคืน แล้วยังไปเที่ยวได้แค่ประเทศเดียว แต่ถ้าเป็นเรือยอชต์ สามารถจอดแวะเที่ยวได้หลายที่ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน การเดินทางรูปแบบอื่นไม่สามารถให้ได้มากเท่ากับเรือยอชต์”

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้กล่าวเกินจริงแม้แต่น้อย เพราะเมื่อเราเดินขึ้นมาบนเรือยอชต์ พรินเซส 62 เรือรุ่นใหม่ล่าสุดที่ โบ๊ทลากูนยอชต์ติ้งเปิดตัวไปเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา แม้จะมีขนาดเล็กกว่าพรินเซส 68 ที่เพิ่งพาเราเที่ยวเกาะรังใหญ่ แต่การออกแบบภายในก็ดูกว้างขวางหรูหรา เต็มไปด้วย สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งห้องครัว ห้องนอน ห้องน้ำ มีชั้นดาดฟ้าเรือสำหรับนั่งรับลม จิบชาอังกฤษกับมาการงยามบ่าย

หรืออยากลงไปนั่งพักผ่อนในห้องนั่งเล่นดูรายการโทรทัศน์ หรือจะนอนเล่นแท็บเล็ตบนโซฟา ให้ความรู้สึกสบายเหมือนอยู่บ้าน แต่สามารถมองเห็นวิวทะเลรอบเรือได้อย่างเต็มตา เมื่อเรือเดินทางถึงเกาะก็เพียงแค่หาจุดทอดสมอ แล้วนั่งเรือเล็กลงไปเล่นน้ำริมหาดทรายขาว ที่ผู้คนไม่พลุกพล่านหรือมีเพียงแค่เราเป็นเจ้าของหาดชั่วคราว

จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเรือยอชต์จึงกลายเป็นสิ่งที่เหล่าเศรษฐีอยากได้มาครอบครอง รวมทั้งคนทั่วไปที่สนใจอยากจะเที่ยวด้วยเรือยอชต์กันมากขึ้น

ตามสถิติการเที่ยวด้วยเรือยอชต์ที่ได้จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่าทั่วประเทศไทยมีจำนวนเรือยอชต์ราว 2,000 ลำ ในจำนวนนี้ 70% เป็นเรือยอชต์ส่วนตัว นับเป็นการท่องเที่ยวในกลุ่มตลาดไฮเอนด์ ที่มีค่าใช้จ่ายสูงเฉลี่ยทริปละประมาณ 1 แสนบาท/คน เป็นอย่างต่ำ

80% ของค่าใช้จ่ายจำนวนนี้ คือค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนที่เหลือเป็นค่าจ้างกัปตันเรือและลูกเรือ ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องกับกีฬาทางน้ำ หากเป็นการเช่าเรือยอชต์จะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ 2 แสนบาท

นอกเหนือจากเรือยอชต์ที่มีเจ้าของเป็นคนไทยแล้ว ยังมีเรือยอชต์แล่นจากต่างประเทศเข้าสู่น่านน้ำไทยในแต่ละปีเฉลี่ยราว 2,000 ลำ ข้อมูลล่าสุดที่สำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2559 มีถึง 2,625 ลำ มีทั้งชาวยุโรปและนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย และมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นทุกปี บ่งบอกถึงความนิยมในการเดินทางด้วยเรือยอชต์ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ขอยกตัวอย่างการเดินทางท่องเที่ยวด้วยเรือยอชต์ในเส้นทาง 7 วัน คือการขับเรือจากพัทยามาเที่ยวที่เกาะภูเก็ตด้วยเรือยอชต์จะใช้เวลาประมาณ 7 วัน ดูเหมือนจะใช้เวลานาน แต่ที่จริงแล้วเป็น 7 วันที่ได้เที่ยวตลอด เพราะในแต่ละวันเรือจะขับเลียบชายฝั่งแผ่นดินใหญ่ ผ่านเกาะที่มีหาดทราย สามารถลงไปเล่นน้ำนอนริมหาด มีจุดจอดเรือดำน้ำ ดูปะการัง ตกปลา แวะเทียบท่าเติมน้ำมัน เช่ารถขึ้นไปเที่ยวบนฝั่ง แล้วกลับมาล่องเรือเดินทางต่อ ระหว่างทางจะแล่นผ่านมาเลเซีย สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่เหมาะกับการช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนม

แม้ผ่านจุดท่องเที่ยวสำคัญ แต่ไม่มีท่าเรือให้จอดก็ยังสามารถทอดสมอนอกชายฝั่งแล้วนั่งเรือเล็กเข้าชายหาดแล้วขึ้นไปเที่ยวต่อ จึงเป็นช่วงเวลา 7 วันที่ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่แต่บนเรือเสมอไป

ปราโมทย์ ดีชูศร กัปตันเรือผู้คร่ำหวอดการเดินเรือมากว่า 20 ปี ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเที่ยวด้วยเรือยอชต์ว่า การขับเรือยอชต์ด้วยตัวเองก็ไม่ยากเกินจะเรียนรู้ มีทั้งโรงเรียนฝึกอบรมที่สามารถเข้าไปเรียนได้ หมั่นศึกษาความรู้เรื่องการเดินเรือ กฎระเบียบมารยาทในการเดินเรือบ้าง และทดลองขับเรือด้วยตัวเอง หรือจะเริ่มจากการเรียนรู้การขับเรือ การดูร่องน้ำ การอ่านแผนที่ ฝึกการจอดเทียบท่า จากกัปตันเรือมาก่อนก็ได้เช่นกัน เมื่อคล่องแล้วก็สอบใบอนุญาตขับเรือจากกรมเจ้าท่า เพราะถ้าจะขับเรือยอชต์ด้วยตัวเองก็ต้องมีใบอนุญาตขับเรือเสียก่อน

เรือยอชต์รุ่นใหม่ๆ ขับง่ายมาก เพราะมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการเดินเรือให้มาเป็นอุปกรณ์พื้นฐานครบครัน ทั้งเรดาร์สำหรับเดินเรือกลางคืน เครื่องปั่นกระแสไฟฟ้าอำนวยความสะดวกในเรือ แผนที่นำทางระบบจีพีเอส ระบบลดการโคลงของเรือ ฯลฯ จึงทำให้เรือยอชต์เป็นเรือที่ขับง่าย มีความปลอดภัยสูง

หากมีสิ่งผิดปกติก็จะมีสัญญาณแจ้งเตือนดังขึ้นมาตลอด บางลำก็อาจจะติดเครื่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียม หรือโซนาร์แบบเดียวกับเรือหาปลาเพื่อดูความลึกของทะเล ช่วยทำให้การขับเรือเวลากลางคืนมีความปลอดภัยมากขึ้น

ก่อนการเดินทางแต่ละครั้ง สิ่งที่กัปตันเรือต้องศึกษาล่วงหน้าให้ดี ไม่ว่าจะเป็นเรือเล็กหรือเรือใหญ่ก็คือเส้นทางที่จะใช้เดินเรือ จุดแวะพักเติมน้ำมันและเสบียง แนะนำว่าควรหาจุดแวะเติมให้เต็มอยู่ตลอด เพราะบางครั้งอาจจะมีแผนแวะเที่ยวเพิ่มระหว่างการเดินทางจะทำให้เที่ยวได้อย่างสบายใจมากขึ้น สมัยก่อนต้องอาศัยวิธีการกางแผนที่แล้ววัดมุมคำนวณพิกัดและระยะทาง แต่สมัยนี้ใช้ดาวเทียมจีพีเอสกันหมดแล้ว มีแผนที่แสดงเขตน้ำตื้นน้ำลึก พิกัดท่าเรือและจุดจอด แค่พิมพ์สถานที่ที่ต้องการไปก็แค่ขับไปตามเส้นทางที่แผนที่นำทางไปก็ถึง”

เมื่อเราสอบถามถึงการใช้ชีวิตในเรือยอชต์ในแต่ละช่วงเวลาของนักท่องเที่ยว กัปตันจึงเล่าต่อว่า ส่วนมากแล้วก็จะเป็นการเดินทางแวะจอดเที่ยวตามจุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง บ้างก็จอดลงเล่นน้ำ ดูปะการัง พายเรือหรือขี่เจ็ตสกี บ้างก็ทำบาร์บีคิว หรือประกอบอาหารทะเลกินกัน แล้วแต่ว่านักท่องเที่ยวจะมีแผนทำกิจกรรมอะไรบ้าง

ตอนกลางคืนก็เข้าพักเปิดเครื่องปั่นไฟใช้ภายในเรือ เปิดเครื่องปรับอากาศและระบบกันโคลงเรือ ลองสังเกตดูว่าเรือยอชต์จะไม่ค่อยมีอาการโคลงเคลงซ้ายขวา ซึ่งทำให้เกิดอาการเมาเรือ แต่จะมีการยกหัวท้ายตามปกติ แต่เวลาจอดเรือจะต้องจอดในส่วนที่มีคลื่นลมค่อนข้างสงบ เวลาเข้านอนจึงจะไม่รู้สึกโคลงเคลงเมาเรือมากนัก

สำหรับลูกเรือก็จะมีห้องเล็กๆ สำหรับนอนใต้ท้องเรือใกล้ห้องเครื่อง แต่ส่วนมากแล้วจะใช้เป็นที่เก็บสัมภาระแล้วนอนบนดาดฟ้าเรือกันมากกว่า เพราะหากเกิดมีลมพายุเข้ามากะทันหันหรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด นอนอยู่ในเรือจะไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบๆ เรือ จะออกมาแก้ไขก็อาจจะช้าเกินไป

คนที่สนใจอยากจะซื้อเรือยอชต์สำหรับพาครอบครัวไปเที่ยว วริศ แนะนำว่า สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องบริการหลังการขาย ที่ควรจะมีครบวงจรตั้งแต่บริการลูกเรือ รับฝากเรือ มีช่างซ่อมบำรุงตามชั่วโมงทำงาน บริการดูแลรักษาระบบต่างๆ ภายในเรือให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้

“ถ้าซื้อเรือใหม่การรับประกันในส่วนที่เป็นตัวเรือและเครื่องยนต์จะอยู่ที่ 2 ปี แต่ในเรือหนึ่งลำไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเรือกับเครื่องยนต์ ยังมีระบบเครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอื่นๆ ที่นำมาใส่ไว้ในเรือ มีระบบนำทางเรดาร์ และอื่นๆ ที่มีระยะเวลาในการรับประกันแตกต่างกันออกไป ถ้าบริการหลังการขายไม่ดีพอลูกค้าอาจจะเกิดความยุ่งยากในการติดต่อกับผู้ผลิตที่อยู่ต่างประเทศนัดหมายเดินทางมาซ่อมบำรุงในภายหลัง

ในขณะเดียวกันเรือแต่ละแบรนด์ก็จะมีคุณลักษณะโดดเด่นแตกต่างกันออกไปตามสไตล์ของแต่ละประเทศ บางแบรนด์ก็เด่นเรื่องการออกแบบภายใน บางแบรนด์ก็เด่นเรื่องเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตเรือ ขึ้นอยู่กับรสนิยม อีกทั้งเจ้าของแต่ละคนก็มีความต้องการในรายละเอียดต่างๆ ไม่เหมือนกัน เช่น การแบ่งสัดส่วนห้องนอน โต๊ะเครื่องใช้ ตำแหน่งโต๊ะและโซฟาภายในห้องนั่งเล่น การปรับฟังก์ชั่นต่างๆ ภายในเรือให้ตอบสนองกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน”

สุดท้ายแล้วไม่ว่าคุณจะเลือกเรือยอชต์แบบไหนก็ตาม สิ่งที่ได้รับกลับมาก็คือความสุข ที่ไม่ใช่เพียงการครอบครองบ่งบอกฐานะ แต่เป็นความสุขที่ได้ซื้อเวลาแสนมีค่าที่ทุกคนในครอบครัวหรือเพื่อนๆ จะได้อยู่ร่วมกันต่างหาก n

‘ลูกไม้ใต้ต้น’ พลังศิลป์กลุ่มลูกศิษย์ ลาวัณย์ อุปอินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541747

  • วันที่ 25 ก.พ. 2561 เวลา 13:55 น.

‘ลูกไม้ใต้ต้น’ พลังศิลป์กลุ่มลูกศิษย์ ลาวัณย์ อุปอินทร์

โดย พริบพันดาว

ในช่วงนี้ของปีที่แล้ว ได้มีนิทรรศการ “ลาวัณย์ อุปอินทร์” ที่หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ใกล้สะพานผ่านฟ้าลีลาศ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับ ลาวัณย์ อุปอินทร์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี 2559 ซึ่งนับเป็นศิลปินหญิงคนแรกที่เป็นศิลปินแห่งชาติ

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติยศในฐานะดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยได้รวบรวมผลงานจิตรกรรม รวม 110 ชิ้นงาน มาจัดแสดงซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี

 

มาถึงในปี 2561 นี้ นิทรรศการศิลปะ “ลูกไม้ใต้ต้น” โดยกลุ่มลูกศิษย์อาจารย์ลาวัณย์ อุปอินทร์ จัดแสดงในหอศิลป์สมด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เช่นเดียวกัน โดยผลงานที่จัดแสดงในครั้งนี้ประกอบด้วย 4 ส่วน คือ 1.งานพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โดยศิลปินรับเชิญ

2.งานแสดงภาพเหมือนลาวัณย์ อุปอินทร์ โดยศิลปิน 11 คน อาทิ รศ.ไพรวัลย์ ดาเกลี้ยง วินัย ปราบริปู เกริกบุระ ยมนาค ประดับใจ วงษ์ประเสริฐ ฯลฯ

3.งานแสดงภาพและงานศิลปะจากจินตนาการอิสระฝีมือลูกศิษย์ทั้ง 11 คน อาทิ พรชัย สินนท์ภัทร ทิววัฒน์ ภัทรกุลวณิชย์ รศ.ระพี ลีละสิริ ศิลาวิศว์ พูลสวัสดิ์ สมพงษ์ แสงอร่ามรุ่งโรจน์ อนันต์ ประภาโส กวี ลักษณะสกุลชัย ฯลฯ

 

4.นิทรรศการเพื่อต่อยอดการแสดงความรัก และสืบทอดความปรารถนาดีจากรุ่นสู่รุ่น จากอาจารย์มาสู่ลูกศิษย์ และจากลูกศิษย์ไปสู่บุคคลทั่วไปผ่านงานเวิร์กช็อป 9 วัน ระหว่างการแสดงนิทรรศการ

ทิววัฒน์ ภัทรกุลวณิชย์ ศิลปินนักวาดการ์ตูน หนึ่งในลูกศิษย์ที่เป็นศิลปินที่ถูกรับเชิญให้มาร่วมแสดงงาน เล่าว่า อาจารย์ลาวัณย์เป็นผู้ผลักดันให้เกิดวิชาวาดภาพล้อ (Art of Caricature) ในมหาวิทยาลัยศิลปากร จากประสบการณ์การเข้าเรียนกับอาจารย์ลาวัณย์ เขาพบว่าอาจารย์เป็นผู้สอนให้รู้ถึงความพอดีในการสร้างงานศิลปะ อันเป็นสิ่งที่นำมาใช้มาตลอดชีวิต อีกทั้งยังเป็นผู้จุดประกายการเดินเข้าสู่เส้นทางนักวาดการ์ตูนล้อเลียนการเมืองที่เดินมาจนถึงวันนี้

ลาวัณย์ถือเป็นศิลปินที่มีฝีมือมีผลงานโดดเด่นมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนศิลปศึกษา เตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากร และเป็นบัณฑิตหญิงคนแรกที่จบปริญญาตรี คณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร เธอมีความชำนาญในการเขียนภาพเหมือนบุคคล(Portrait) เป็นพิเศษ จนเป็นที่ยอมรับในสังคมและวงการศิลปะ

 

นอกจากนี้ ยังได้ชื่อว่าเป็นศิลปินราชสำนัก เนื่องจากได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ให้ถวายงานรับใช้ในการเขียนภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ส่วนพระองค์ และพระสาทิสลักษณ์ของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์อย่างยาวนาน

ปัจจุบันในวัย 82 ปี ลาวัณย์ เป็นศิลปินและนักวิชาการที่มีความเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องศิลปะ ได้เขียนภาพบุคคลสำคัญของประเทศไทยเป็นจำนวนมาก และยังคงสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ว่าไปแล้ว ลาวัณย์ เป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ประติมากรชาวอิตาลีผู้วางรากฐานการศึกษาศิลปะร่วมสมัยของไทย ได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นครูผู้ช่วยของอาจารย์ศิลป์ ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 และเมื่อจบปริญญาตรี ก็ได้รับการบรรจุเข้าเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร รับราชการมาจนเกษียณอายุ แล้วทางมหาวิทยาลัยยังเชิญให้ไปเป็นอาจารย์พิเศษต่อเนื่องมาจนถึงปี 2555 เรียกว่าเป็นครูมาตลอดชีวิตการทำงาน

 

นอกจากความสามารถด้านการวาดรูป อาจารย์ลาวัณย์ยังมีจิตวิญญาณความเป็นครูอย่างแท้จริง ใส่ใจแนะนำลูกศิษย์ด้วยความปรารถนาดี กิริยาวาจาสุภาพนุ่มนวล ลูกศิษย์ลูกหาทุกรุ่นที่เคยได้เรียนกับอาจารย์ลาวัณย์ทุกคนล้วนรัก เคารพและชื่นชม

การจัดนิทรรศการศิลปะ “ลูกไม้ใต้ต้น” จึงเปรียบเสมือนการระดมรุ่นพี่และรุ่นน้องให้ได้กลับมาเจอกัน โดยมีเป้าหมายในการเชิดชูความเป็นครูที่มีอยู่ในจิตวิญญาณของลาวัณย์ และเผยแพร่ผลงานศิลปะให้ทุกคนได้สัมผัส ดังคำบอกเล่าของ พรชัย สินนท์ภัทร ที่มองว่างานหลักของอาจารย์ลาวัณย์ไม่ใช่การเขียนรูป เพราะตลอดชีวิตคือการสอน การจัดแสดงงานในคราวนี้เป็นแค่ศิษย์กลุ่มหนึ่งเท่านั้น ยังมีลูกศิษย์อีกมหาศาลที่เป็นลูกไม้ใต้ต้น ผลงานของลาวัณย์ในฐานะศิลปินจึงไม่ใช่แค่งานจิตรกรรมภาพวาด แต่คือการสร้างคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า แล้วคนรุ่นต่อไปก็ไปสร้างผลงานต่อๆ ไป นับเป็นเส้นทางที่ค่อยๆ เพิ่มรสนิยมในด้านศิลปะให้กับสังคมไทย

นิทรรศการจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 12 มี.ค.เวลา 10.00-19.00 น. (ปิดวันพุธ) รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.queengallery.org http://facebook.com/queengallerybkk/ โทร. 02-281-5360