ภัทรวดี เหลาสา สวยสตรองด้วยเทควันโด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541791

  • วันที่ 25 ก.พ. 2561 เวลา 10:59 น.

ภัทรวดี เหลาสา สวยสตรองด้วยเทควันโด

โดย ภาดนุ

ถุงแป้ง-ภัทรวดี เหลาสา นักแสดงและนักร้องวัย 19 ปี จากค่ายโมโนมิวสิค เป็นอีกหนึ่งสาวสวยที่รักการเล่นกีฬาหลากหลายชนิดอย่างสม่ำเสมอ แต่กีฬาที่เธอชอบเป็นพิเศษก็คือเทควันโด ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า นอกจากจะเรียกเหงื่อได้ดีแล้ว ยังช่วยให้หุ่นดีและสวยสตรองอีกด้วย

“หนูก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงจากการชนะเลิศการประกวด Miss Gossip Girls 2014 และมีโอกาสเข้ามาเป็นนักแสดงประจำสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลช่องโมโน ทเวนตี้ไนน์ (Mono 29) และเร็วๆ นี้หนูกำลังจะมีผลงานละครเรื่อง ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดอะซีรี่ส์’ ทางช่องโมโนฯ เรื่องนี้หนูรับบทเป็น ‘วิไลกัลยา’ ตามด้วยซีรี่ส์เรื่อง ‘รสรินล่าแวมไพร์’ เป็นซีรี่ส์แนวดราม่า-แฟนตาซี ซึ่งตอนนี้กำลังถ่ายทำอยู่ด้วยค่ะ

 

จากความฝันที่อยากเป็นนักร้อง ล่าสุดหนูได้รับโอกาสให้เป็นศิลปินเดี่ยวครั้งแรกในชีวิตจากโปรเจกต์ “โมโน มิวสิค เจลาโต้” ของค่ายโมโนมิวสิค ในเครือโมโน กรุ๊ป กับผลงานซิงเกิลแรกที่ชื่อว่า “หัวใจไม่ปิดหน้าต่าง” แฟนเพลงสามารถติดตามได้ทางช่อง Mono Music, Youtube, Joox และ seeme.me ค่ะ

ถ้าให้พูดถึงการเล่นกีฬาตั้งแต่เด็กจนโตมาหนูจะชอบออกกำลังกายและดูแลสุขภาพเป็นประจำสม่ำเสมอ แม้ช่วงนี้จะไม่ค่อยมีเวลามากนัก เพราะทั้งเรียนมหาวิทยาลัยและทั้งทำงาน แต่เมื่อไรที่มีเวลาว่าง หนูจะทั้งออกกำลังกาย เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ เข้านอนเร็ว และกินวิตามินเสริมไปพร้อมกัน ที่สำคัญหนูยังติดการเล่นกีฬาเทควันโดด้วยค่ะ”

 

ถุงแป้ง บอกว่า การเล่นกีฬาเทควันโด สำหรับเธอแล้วถือเป็นการออกกำลังกายและการดูแลตัวเองไปพร้อมกันเลยทีเดียว ซึ่งการเล่นเทควันโดนี้จะต้องมีวินัย เพราะจะมีตารางการฝึกที่แน่นอน แถมยังต้องเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมก่อนเข้าคลาสจริงด้วย

“จำได้ว่าหนูเริ่มเล่นเทควันโดมาตั้งแต่เรียนชั้น ป.2 เลยละ มีทิ้งช่วงไปพักนึง แล้วก็กลับมาเล่นอีกครั้งช่วงที่เรียน ป.4-6 แล้วก็หยุดไปอีก เพราะต้องถ่ายละครในช่วงที่เรียนชั้นมัธยมปลาย หนูเพิ่งกลับมาเล่นเทควันโดอีกครั้งตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยปี 1 นี่แหละ ช่วงที่หยุดเล่นไปเพราะไม่ค่อยมีเวลาจริงๆ เมื่อมีโอกาสได้กลับมาเล่นอีกครั้ง ก็อยากจะเล่นไปเรื่อยๆ ค่ะ เพราะมันช่วยในหลายๆ เรื่อง เช่น ส่งเสริมสุขภาพ ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง บางครั้งถ้าเราได้ไปลงแข่งขันแล้วได้เหรียญรางวัลมา ยังสามารถนำมาลดหย่อนค่าเทอมที่มหาวิทยาลัยได้ด้วยค่ะ (หัวเราะ)

สำหรับการเตรียมความพร้อมก่อนเล่นเทควันโด เคล็ดลับส่วนตัวของหนูคือ ต้องนอนเร็ว เพราะจะได้มีแรงซ้อม เนื่องจากเทควันโดจะซ้อมค่อนข้างหนักและเหนื่อยมาก อีกอย่างคือหนูต้องควบคุมน้ำหนัก เพราะเวลาที่เคลื่อนไหวจะได้คล่องตัว แล้วยังต้องมีระเบียบวินัยในตัวเองสูงมากๆ เลยค่ะ ห้ามขี้เกียจเด็ดขาด” (ยิ้ม)

 

ถุงแป้งเสริมว่า ประโยชน์ของการเล่นเทควันโด นอกจากสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายแล้ว รูปร่างยังเฟิร์มกระชับขึ้นด้วย แม้ตัวจะยังผอมอยู่ น้ำหนักตัวไม่เพิ่ม แต่ร่างกายจะมีความแข็งแรงเต็มเปี่ยม ที่สำคัญเทควันโดยังให้ประสบการณ์ที่ดี ทำให้ได้เจอเพื่อนๆ คนอื่นๆ อีกมากมาย

“เสน่ห์ของกีฬาเทควันโดที่ทำให้หนูหลงใหลก็คือ มันเป็นกีฬาที่สามารถนำมาใช้ป้องกันตัวได้ แถมยังมีความเท่ในตัวมันเอง เป็นกีฬาที่เล่นคนเดียวได้ แล้วยังสามารถนำไปต่อยอดสู่กีฬาชนิดอื่นได้อีกหลายด้านด้วยค่ะ

แต่เทควันโดก็มีข้อควรระวังคือ การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เพราะถ้าร่างกายไม่พร้อมก็อาจจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ ดังนั้น นอกจากเทควันโดแล้ว หนูยังเล่นกีฬาอื่นๆ เสริมด้วย เช่น เล่นเวต หรือวิ่ง นอกจากทำให้ร่างกายและกล้ามเนื้อแข็งแรงแล้ว การวิ่งยังส่งผลในการร้องเพลงอย่างมากเลยละ เพราะถ้าเราไม่ออกกำลังกาย พลังเสียงของเราก็จะไม่มีเพาเวอร์ หนูว่าเรื่องนี้สำคัญมากๆ เลยค่ะ”

 

ถุงแป้งทิ้งท้ายว่า ในช่วงที่มีเวลาว่าง เธอคงจะซ้อมเทควันโดต่อไปเรื่อยๆ เพราะเป็นกีฬาที่มีประโยชน์และช่วยให้ร่างกายแข็งแรง

“ตอนนี้เทควันโดเป็นกีฬาที่หนูชอบมากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะหนูเล่นกีฬานี้มานานมาก จึงค่อนข้างรู้สึกผูกพันกับมัน จริงๆ แล้วกีฬาอื่นหนูก็เล่นหมดนะ แต่อาจจะไม่ถนัดเท่าเทควันโด ในอนาคตนอกจากเทควันโดแล้ว หนูก็คงเล่นเวตต่อไป โดยจะเล่นไม่หนักมาก เน้นเล่นเพื่อทำให้ร่างกายและกล้ามเนื้อได้ใช้งาน จะได้มีรูปร่างที่ฟิตแอนด์เฟิร์มและมีความมั่นใจยิ่งขึ้น

หนูว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเรามากๆ ถ้ามีเวลาว่างก็อยากให้ทุกคนหันมาออกกำลังกายกันค่ะ ไม่จำเป็นจะต้องเล่นกีฬาหนักๆ ก็ได้ แค่เล่นเวต วิ่งจ๊อกกิ้ง หรือเต้นแอโรบิก แค่นี้ก็ถือว่าได้ออกกำลังกายกล้ามเนื้อของเราแล้วละค่ะ”

อารียา สิริโสดา อนุญาตให้ตัวเองทำสิ่งใหม่ๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541786

  • วันที่ 25 ก.พ. 2561 เวลา 10:12 น.

อารียา สิริโสดา อนุญาตให้ตัวเองทำสิ่งใหม่ๆ

โดย สมแขก

เรื่องราวของคนสวยสุดสตรองอย่าง “ป๊อป-อารียา สิริโสดา” นางสาวไทยปี 2537 นอกจากความสวยไม่สร่างของเธอแล้ว สิ่งที่หลายคนพูดถึงและชื่นชมเธอคนนี้ในช่วงที่ผ่านมา ก็คือ การดูแลคุณแม่ ขณะเดียวกันก็เป็นครูสอนโยคะไปด้วย เธอสร้างคอมมูนิตี้เล็กๆ ระหว่างนักเรียนโยคะและคุณแม่ ในช่วงเวลานี้อาจจะเรียกว่า นี่คือความสุขที่เธอพยายามค้นหามาโดยตลอดก่อนหน้านี้

“เมื่อก่อนไม่ได้เป็นคนที่ติดบ้าน ไม่ได้นอนหัวค่ำแล้วตื่นเช้า เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ชีวิตมันดีขึ้นอ่ะ นอนหัวค่ำตื่นเช้า มีเป้าหมายชีวิต ป๊อปมองว่าไม่มีอะไรเจ๋งเท่าการตื่นเช้ามาแล้วไม่เจ็บตัว นอนอิ่ม ไม่ได้ปวดตา ไม่ได้เล่นมือถือทั้งคืน ตื่นมาแล้วสดใสแล้วมีพลัง ตีห้าออกไปเข้าห้องน้ำถ่ายทุกอย่างออกจากร่างกาย เสร็จล้างหน้าล้างตาไปตีเทนนิส เหงื่อออกเสร็จ ก็ไปทำสมูทตี้ให้ทุกคนในบ้านกิน เราเติมพลังให้ทุกคน ถ้าวันไหนมีสอนก็รอนักเรียนมาที่บ้าน เท่านี้”

ในวันที่ใครๆ เรียกเธอว่าครูป๊อป แต่สิ่งที่อดีตนางสาวไทยบอกเสมอก็คือ เธอเป็นนักเรียนอยู่ตลอดเวลา ด้วยการอนุญาตให้ตัวเองได้ทำสิ่งใหม่ๆ “เราไม่ใช่เป็นครูอย่างเดียว แต่ได้เป็นนักเรียนด้วย พาร์ตไทม์ครู ฟลูไทม์สติวเดนต์ (หัวเราะ) เราต้องเป็นนักเรียนตลอดชีวิต เพราะว่าถ้ารู้สึกว่าไม่มีอะไรจะเรียนรู้คนนั้นก็คือพร้อมตายแล้ว หลายครั้งที่เราเปิดโอกาสให้ตัวเอง เช่น เล่นเซิร์ฟครั้งแรกหลังเราอายุ 40 หรือทำอะไรหวาดเสียวที่ไม่เคยทำ กล้าที่จะล้ม กล้าที่จะลุก แบบว่ายังตื่นเต้นอะไรอยู่ อายุป่านนี้มันไม่ตื่นเต้นอะไรเท่าไรแล้วนะ เลยหากีฬาเล่นไป มันสนุกแล้วมันท้าทาย คนเรามันเติบโตด้วยความท้าทาย

ถ้าถามว่าเป็นครูกับนักเรียน เราชอบเป็นนักเรียนมากกว่านะ ถ้าเจอครูดีๆ มันคือสมาธิ อยู่กับลมหายใจของเราเอง อยู่กับท่าของเราเอง แต่การที่เราเป็นครูมันต้องมีเมตตา เราไม่ได้อยู่กับตัวเอง เราอยู่กับรอบตัว จะเติมให้เขาเต็มไม่ได้ถ้าเราเองไม่เต็ม เราจะให้เขาไม่ได้ถ้าเกิดเราไม่เคยผ่านมา โดยส่วนตัวป๊อปชอบสอนแบบเล็กๆ สอนแบบต่อเนื่องยาวๆ เพราะได้เห็นนักเรียนเติบโต บางคนอาการป่วยเรื้อรังก็ดีขึ้น เหมือนที่เราหายปวดหลังจากหลังคดที่เป็นมาตั้งแต่เด็ก เราใช้ศาสตร์ที่เราชอบ อย่างเช่น นวดไทยแผนโบราณผสมกับโยคะ รักษาให้คนเขาหายเจ็บหลังที่เราเคยเป็น

ป๊อป บอกว่า มันเป็นบุญอย่างหนึ่ง เราเกิดมาโกยความรู้ โกยชื่อเสียง โกยเงินทองมาครึ่งชีวิต ในอีกครึ่งชีวิต ก็ถือคติปล่อย มองเรื่องการให้ ถ้าคุณ จิตกายกับลมหายใจอยู่ที่เดียวกัน ทำให้ดูสิ มันไม่จำเป็น แต่จริงๆ ในวงการของโลกปัจจุบันคือเราสนใจเรื่องเปลือก สนใจท่ายากๆ ถ่ายรูปสวยๆ แต่โยคะจริงๆ มันไม่ได้เน้นตรงนั้น

นักเรียนหลายคนที่มาหาเราก็กำลังดูแลพ่อดูแลแม่ตัวเองอยู่ บางคนดูแลสามี พ่อแม่สามี ดูแลลูก ป๊อปนับถือคนเหล่านี้ ผู้หญิงเป็นเพศที่ดูแลคนอื่นแต่น้อยครั้งที่จะดูแลตัวเอง โยคะมันเป็นโอกาสที่เขาดูแลตัวเอง มาเสร็จชีวิตเขาเปลี่ยนดีขึ้นหายเจ็บหลัง ปั่นจักรยานก้มตัวเยอะหลังเจ็บข้างหลังต้องยืดเป็นแบล็กเบนมากขึ้น เราก็จะพยายามหาว่ายูเจ็บตรงนี้ใช่ไหมเดี๋ยวฉันไปหาเสิร์จทำยังไงดี เราก็เรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหาให้นักเรียน

ป๊อป บอกว่า ถ้าจะบอกว่าทุกวันนี้ทำอาชีพอะไร สิ่งที่เธอบอกกับทุกคนก็คือ งานในวงการนานๆ ถึงจะทำ หน้าที่ประจำตอนนี้คือเป็นลูก เป็นครู เป็นนักเรียน “เราไม่เคยถือว่าครูโยคะเป็นอาชีพ อีกอย่างเราสอนที่บ้านเราที่หมู่บ้านสัมมากร พยายามคิดถูกที่สุด ครั้งละสองร้อยกว่าบาท คือทุกคนก็ตกใจทำไมคิดถูกขนาดนั้น 

จริงๆ เมื่อก่อนเราเปิดสอนแบบไม่คิดเงิน เพราะเราสอนอยู่หลังบ้าน แบบใครมาก็มาเถอะเราเป็นแชร์ลิตี้ ให้บริจาคเงิน คนก็ให้ห้าร้อยพันหนึ่ง แล้วก็บางคนคือรายได้น้อยบอกว่าสองร้อยห้าสิบบาทได้ไหม อะถ้างั้นก็เป็นสองร้อยห้าสิบบาทไปเลยละกัน สองร้อยห้าสิบบาทแล้วเราก็สอนไปเกือบสองชั่วโมง เล่นเสร็จนักเรียนก็ไปทำก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยกินด้วยกัน คนนั้นก็เอาเนื้อมา คนนั้นก็เอาก๋วยเตี๋ยวมา เสียบปลั๊กข้างหลังบ้าน เล่นโยคะเสร็จมีทำปาร์ตี้ทุกวันพุธ พอเสร็จก็ต้องพาแม่ไปดูหนัง มันเป็นชีวิตที่แบบจริงๆ เรามีความสุขกับการที่อยู่บ้าน

ป๊อปสอนเพราะอยากให้แม่มีเพื่อน มีคนแวะมาหาและพูดคุยกับท่าน ท่านก็ไม่เหงา แม่จะมีความสุขแล้วก็ยิ้มแป้นมากเลยนะ ถ้านักเรียนมาหาเขา แล้วเขาจะมีหน้าที่นะ จำหน้าทุกคนให้ได้ เป็นฝ่ายเช็กชื่อ เรียกทุกคนน้อง ไม่ว่าจะอายุ 50 60 70 ปี ก็เรียกน้องหมดเพราะเขาแก่สุด (หัวเราะ) เรารู้สึกว่าเขาไม่เหงา คนแก่ผู้สูงอายุเนี่ยนะ ไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า แล้วไม่อยากรู้สึกโดนทิ้ง เรากำลังทำบุญอยู่ ไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าแล้ว แล้วคือทุกคนเข้ามาไหว้เขา หาอาหารให้เขากิน ทำให้เขายิ้ม

ทุกวันนี้มีความสุขมากๆ สิ่งที่เราทำ สอนโยคะที่บ้าน ดูแลแม่ เรารู้สึกว่าไม่โดดเดี่ยวบนโลกนี้ เป็นมนุษย์สังคมอ่ะ ไม่ใช่สังคมเป็นปาร์ตี้นะ แต่เป็นสังคมแบบให้กำลังใจกัน ให้ความรู้กัน ให้แชร์กัน เมตตากัน มีปัญหาอะไรก็ช่วยกัน คือนักเรียนตอนนี้เป็นเพื่อนเราหมด แทบจะสัญญากันเลยว่าจะแก่ก็ดูแลกันไป ฉันจะไม่โดดเดี่ยวบนโลกใบนี้อีกแล้ว” อดีตนางสาวไทยที่สดใสจากภายใน กล่าว

พิริยะ วัชจิตพันธ์ หลงใหลในสัตว์ดึกดำบรรพ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541785

  • วันที่ 25 ก.พ. 2561 เวลา 10:08 น.

พิริยะ วัชจิตพันธ์ หลงใหลในสัตว์ดึกดำบรรพ์

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ  วิศิษฐ์   แถมเงิน

จะมีเด็กสักกี่คนที่ประทับใจกับอะไรสักอย่างแล้วมุ่งมั่นอย่างหนักในการตามล่าฝันของตัวเองอย่างทุ่มเทจริงจังและหนักหน่วง จนกระทั่งเติบโตเป็นหนุ่มใหญ่ แม้แต่งงานมีครอบครัวแล้วเขาก็สานฝันจนยิ่งใหญ่เผื่อแผ่แบ่งปันให้คนอื่นได้มีความสุขไปพร้อมกับเขา เช่นผู้ชายคนนี้ พิริยะ วัชจิตพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ้าพระยาทัวร์ริสท์โบ๊ท ดูแลเรื่องเรือท่องเที่ยว การตลาดและโฆษณาของเรือด่วน และเป็นคอลัมนิสต์ที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับไดโนเสาร์และช้างแมมมอส ในนิตยสารพลอยแกมเพชร และมีหนังสือพ็อกเกตบุ๊กรวมเล่มชื่อ ”หลงยุค” ออกมา โดยใช้นามปากกาว่า “ตัวแน่น” ซึ่งเป็นชื่อของลิงพันธ์ุจิ๋วเพศเมียตัวอ้วนกลมที่เขาเลี้ยงไว้คู่กับลิงหนุ่มตัวผอมที่โดนตัวแน่นแย่งกินตลอดเวลา

เขาจะมาบอกเล่าเรื่องราวสิ่งละอันพันละน้อยของสิงสาราสัตว์ ทั้งจากอดีตและปัจจุบัน จากเรื่องแนววิทยาศาสตร์ไกลตัว จนกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สนุกสนานน่าหลงใหลอย่างเหลือเชื่อ เขาหลงใหลในดึกดำบรรพ์ อาจทำให้ตระหนักนึกถึงสัตว์ต่างๆ ที่สูญหายไปจากโลกใบนี้ เป็นเรื่องน่าเสียดายเหลือเกิน

ด้านการศึกษานั้นเขาไปเรียนไฮสกูลที่สหรัฐอเมริกา ต่อปริญญาตรีทางด้านการตลาดที่ซานฟรานซิสโก  เมื่อจบกลับมาประเทศไทย เขาก็ทำธุรกิจร้านอาหารและผับอยู่พักใหญ่ จึงมาช่วยธุรกิจของญาติๆ ก่อนจะมาทำด้านการตลาดและการท่องเที่ยวที่ บริษัท เจ้าพระยาทัวร์ริสท์โบ๊ท

เขาเล่าว่า ตอนเขายังเล็กๆ พ่อแม่ไม่ค่อยพาไปเดินห้าง แต่ได้ไปสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์บ่อยๆ เท่าที่จำความได้ก็เลยชอบเรื่องอะไรพรรค์นี้มาตลอด เข้าโรงเรียนอนุบาลมงคลทิพย์ในละแวกบ้าน ก็ไปวิ่งไล่จับกิ้งก่าบ้าน ตามกอดอกเข็ม พอไปเรียนประถมที่สาธิตจุฬาฯ ก็เอาอิกัวน่าเกาะไหล่ไปเรียนด้วย แถมยังเขียนหนังสือสอนเลี้ยงวางขายทั่วประเทศ พอขึ้นชั้นมัธยมก็ตั้งตู้เพาะปลาเอาไว้หลังห้องเรียน เพาะตั้งแต่ปลาตัวละบาท จนรวบรวมเงินไปซื้อปลาตัวละหมื่นได้

พอย้ายไปเรียนไฮสกูลที่เวอร์จิเนียก็ไปรับจ้างเขาล้างจานและเอาเงินทั้งหมดที่ได้ไปซื้อซากฟอสซิล ต่อมาพอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เลือกไปเรียนบริหารธุรกิจที่ยูออฟซานฟรานซิสโก ก็ยังเลี้ยงตุ๊กแกเผือกคู่ตุนาหงันอยู่ข้างหัวเตียง หลังจากจบปริญญาตรีกลับมาบ้านเรา แล้วไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการบริหารการตลาดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ก็ยังคงเลี้ยงตัวอะไรต่อมิอะไรไว้หลายสิ่ง และยังคงสะสมซากฟอสซิลอยู่เต็มบ้านอย่างไม่ว่างเว้น มีเยอะเสียจนเกือบโดนจับอยู่ก็หลายครั้ง เนื่องจากสมัยนั้นกฎหมายยังไม่ชัดเจน

“โชคดีว่าผมเป็นคนไม่หวงของ เพราะเอาฟอสซิลต่างๆ ที่มีอยู่เยอะไปบริจาคหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐอยู่เสมอ ตั้งใจจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ เลยมีผู้หลักผู้ใหญ่เห็นใจคอยช่วยเหลือมาโดยตลอด  ทั้งยังอุตส่าห์ตั้งชื่อตัวโน้นตัวนี้ที่เป็นชนิดที่ค้นพบใหม่ตามชื่อเราบ้าง ชื่อพ่อบ้าง ชื่อครอบครัว เป็นเกียรติเป็นศรีตราบกัลปาวสาน บางที่ก็มีคนให้เราไปเขียนหนังสือ ทำรายการ สร้างพิพิธภัณฑ์ เป็นที่ปรึกษางานราษฎร์งานหลวงเกี่ยวกับเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับซากสัตว์ยุคโบราณอยู่ตลอด ซึ่งผมก็ยินดีและตอบรับอยู่เสมอโดยไม่หวังอะไรตอบแทนใดๆ เพราะการที่ได้เผยแพร่สิ่งที่เรารักให้คนอื่นๆ ได้เห็นคุณค่าด้วยนั้น มันวิเศษและอิ่มอกอิ่มใจกว่าการหาเงินหาทองเป็นไหนๆ (หัวเราะ) ก็คนมันชอบอ่ะครับ” เขากล่าวอย่างอารมณ์ดี

เขาเล่าว่า ตอนเป็นเด็กเขาชอบไดโนเสาร์มาก ชอบไปดูพิพิธภัณฑ์ ไปดูสัตว์ป่าสัตว์โบราณ โดยเฉพาะ ซากกระดูกไดโนเสาร์ สะสมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับไดโนเสาร์ รวมไปถึงฟอสซิลต่างๆ ไปเที่ยวที่ไหนจะต้องไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เป็นลำดับแรก ตอนเรียนไฮสกูลก็ทำงานพิเศษที่ร้านอาหารบ้าง รับล้างจานบ้าง เพื่อเอาเงินมาซื้อพวกฟอสซิล กระดูกไดโนเสาร์ต่างๆ พอปิดเทอมกลับมาประเทศไทยก็ไปเดินตลาดนัดจตุจักร ไปหาซื้อซากกระดูกต่างๆ ไปนั่งคุย ไปถามว่าเขาได้มาจากไหน

“พี่เขาบอกคนแถวบ้านเขาขุดมาขาย จาก อ.เฉลิมพระเกียรติ โคราช จ.นครราชสีมา ผมก็ไปที่นั่นเลยโห ไปเห็นเขาขุดแล้วโยนๆ หักบ้างอะไรบ้าง เห็นแล้วเสียดาย ก็เลยไปขอซื้อให้เขาขุดแล้วเก็บมาดีๆ หน่อย พอได้เยอะๆ ก็ให้เขาขนใส่รถกระบะมาส่งที่บ้าน เขาก็ส่งมาเป็นปีหลายสิบคันรถ เหมาซื้อเขาคันละหมื่น ที่บ้านก็ตกใจสั่งซื้ออะไรมานักหนา ผมต้องไปทำโกดังเก็บของใส่พวกซากต่างๆ เหล่านี้โดยเฉพาะ แบ่งแยก จัดเก็บให้เป็นสัดเป็นส่วน รักษาให้สภาพดี ไม่แตกหัก เรียกว่าช่วงมัธยมปลาย 2-3 ปีนี่ผมทำงานล้างจาน ทำงานพิเศษได้มาเป็นล้านบาท เพื่อเอาเงินมาซื้อซากกระดูกไดโนเสาร์เก็บไว้เป็นโกดังๆ ส่วนหนึ่งผมเก็บเอาไว้เอง อีกส่วนก็บริจาคให้กับพิพิธภัณฑ์ของสถาบันราชภัฏโคราช ซึ่งเขาตั้งชื่อซากโครงต่างๆ ว่า ซากพิริยะ (หัวเราะ) เพราะผมเป็นผู้บริจาครายใหญ่ให้กับเขา”

พิริยะ บอกว่า ชิ้นไหนที่มีซ้ำๆ เขาจะเก็บไว้ส่วนหนึ่งและบริจาคไปส่วนหนึ่ง บางครั้งก็นำไปแลกกับกลุ่มคนสะสมที่เขามีซ้ำแล้วเราไม่มี หรือเรามีซ้ำก็แลกเปลี่ยนกันไป เพราะว่าที่อเมริกาก็มีคนสะสมซากฟอสซิลกันเยอะ ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยก็ยังคงทำงานพิเศษ แล้วก็ยังเอาเงินไปซื้อซากฟอสซิลแบบนี้อยู่ตลอดมา จนกระทั่งมาระยะหลังๆ มีกฎหมายคุ้มครองห้ามซื้อขายซากกระดูกและฟอสซิลต่างๆ ก็หยุดซื้อไป แต่ก็สะสมมากว่า 7-8 ปี ได้เยอะมากพอ เรียกว่าเก็บโครงไดโนเสาร์ได้ครบทั้งตัว แอบคิดไว้ในใจว่าสักวันจะเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เปิดให้เด็กๆ หรือผู้ใหญ่ที่ชอบเหมือนเราได้เข้าเยี่ยมชม เพราะประเทศไทยยังมีพิพิธภัณฑ์น้อย โดยเฉพาะที่ทำโดยเอกชน     

เขาบอกว่าโชคดีที่มาปรึกษากับผู้ใหญ่ที่นับถือ คือคุณลุงหมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ท่านเห็นด้วยส่งเสริมอยากให้ทำพิพิธภัณฑ์ เพราะท่านเองก็ชอบสะสมของมีคุณค่าทางใจหลายชิ้น และอยากเปิดพิพิธภัณฑ์เหมือนกัน ท่านมีที่มีทางอยู่ใกล้ๆ สนามบินสุโขทัย ท่านเลยชวนมาเปิดด้วยกัน จะได้มีของเยอะๆ หลากหลาย ทำแล้วจะได้มีของเยอะให้น่าดูน่าศึกษาความรู้กัน ตอนนี้ก็ทำเป็นรูปเป็นร่างแล้วแต่ยังไม่เรียบร้อยเท่าไร เลยยังไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการ คาดว่าอาจจะเปิดได้ปลายปีหน้า มี 2 ตึก มีทั้งไดโนเสาร์และช้างแมมมอส มีทั้งของจากประเทศไทยเราเองและของจากต่างประเทศ แล้วยังมีเครื่องโถโบราณอีกบางส่วนที่คุณลุงท่านเก็บสะสมไว้

“ญาติผู้ใหญ่ที่บ้าน เขาเห็นผมคลั่งไคล้ของพวกนี้ตั้งแต่เด็กๆ ตอนนั้นเขาบอกว่าผมเป็นเด็กหลงยุค ชอบของเก่าของโบราณ ชอบซากหินซากฟอสซิล ไปเที่ยวไหนทั้งในและต่างประเทศก็มองหาแต่พิพิธภัณฑ์ ไม่ได้เข้าร้านของเล่นเหมือนเด็กคนอื่น ปิดเทอมอยู่บ้านก็คัดแยกซากฟอสซิล ไม่ก็ตะลอนไปหาของเก่าของโบราณ มีเงินเก็บก็ไปซื้อของพวกนี้หมด ตอนอยู่อเมริกา พิพิธภัณฑ์ดังๆ และประเทศใกล้ๆ ย่านนั้นผมไปมาหมดแล้ว ไปหลายครั้ง ไม่มีเบื่อ จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังชอบเห็นอะไรแบบนี้ ก็อยากจะซื้อมาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ จนกระทั่งป้าชุลิตา อารีย์พิพัฒน์กุล เจ้าของพลอยแกมเพชร เคยเห็นผมแต่เด็กๆ ว่าบ้าไดโนเสาร์มาก เลยชวนมาเขียนเป็นตอนๆ ลงในพลอยแกมเพชรเมื่อ 4-5 ที่แล้ว” เขาเล่าอย่างมีความสุข

ความสุขจากการหลงใหลในเรื่องไดโนเสาร์ของเขา เรียกว่าลึกซึ้งถึงดีเอ็นเอ ทุกวันนี้เขาก็ยังศึกษาหาความรู้ในเรื่องนี้อยู่ ให้รู้ลึกถ่องแท้ลงไปอีก เพราะยิ่งศึกษาก็ยิ่งสนุก อยากเรียนรู้เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ แล้วก็อยากเผยแพร่ให้คนอื่นได้รับรู้ ไม่อยากเก็บไว้กับตัว ไม่ได้ประโยชน์กับคนอื่น เพราะมันคือประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าควรอนุรักษ์รักษาเอาไว้อย่างดี เขาจึงมีโครงการที่จะให้เพื่อนชาวต่างชาติเขียนหนังสือเล่มเป็นภาษาอังกฤษสี่สีสวยงามอย่างดี เพื่อเผยแพร่ให้กับคนรุ่นหลังสนใจและร่วมอนุรักษ์และรักษาของโบราณอย่างยั่งยืน ให้ของดีคงอยู่ในบ้านเรา เพราะเด็กไทยหรือคนไทยมีน้อย คนที่จะมีใจรักษาหวงแหนของเก่าของโบราณส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเห็นคุณค่าสักเท่าไร เสียดายเวลาที่เห็นคนต่างชาติซื้อของเก่าของโบราณของประเทศเรากลับไป ของเก่าของไทยไม่ว่าจะอะไรก็ตามมันควรอยู่ในประเทศของเรา

เขาเล่าต่อไปว่า ตอนนี้เขากำลังศึกษาศิลปะย้อนยุค รูปปั้น รูปแกะสลัก รูปวาดต่างๆ ตั้งแต่ยุคผาแต้ม  ศิลปะในอดีตมีเสน่ห์น่าค้นหา จากงานที่ทำเพื่อศาสนาในอดีตมายุคนี้เราทำเพื่อธุรกิจ

“แม้ผมจะไม่ได้จบปริญญาตรีทางชีววิทยาหรือวิทยาศาสตร์ใดๆ ทั้งนั้น แต่ความรู้ที่เอามาจากการรวบรวม เรียบเรียง เป็นเรื่องโน้นเรื่องนี้ได้นั้น เกิดขึ้นทั้งหมดจากการอ่าน การดู การถาม ทั้งยังศึกษาด้วยตัวเอง และด้วยความกรุณาของผู้รู้ ด้วยความรัก ความสนใจเป็นที่ตั้ง เป็นเวลาเกือบเท่าชีวิตของผม ที่ใส่ใจอย่างจริงจังมา 30 กว่าปี” เขากล่าวอย่างจริงจัง

ตรุษจีน ปากน้ำโพ ฟื้นคืนชีพสิงโตมังกรทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541703

  • วันที่ 24 ก.พ. 2561 เวลา 16:37 น.

ตรุษจีน ปากน้ำโพ ฟื้นคืนชีพสิงโตมังกรทอง

เรื่อง : กาญจน์ อายุ ภาพ : กาญจน์ อายุ, จำลอง บุญสอง

ใช้คำว่า “ควันหลง” เทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ก็คงไม่ผิด เพราะจนถึงตอนนี้เมืองนครสวรรค์น่าจะยังมีกลิ่นประทัดคละคลุ้ง หลังจากคนทั้งเมืองร่วมเฉลิมฉลองนานถึง 12 วัน 12 คืน (วันที่ 9-20 ก.พ. 2561) จุดประทัดนับตับไม่ถ้วนสร้างเสียงกึกก้องไม่ว่างเว้น

นอกจาก จ.นครสวรรค์ จะเป็นประตูสู่ภาคเหนือ ยังเป็นศูนย์กลางการค้า และเป็นที่ตั้งรกรากของชาวจีนหลายเชื้อสายที่อพยพเข้ามาอาศัยและทำมาหากินริมแม่น้ำน่าน โดยเฉพาะบริเวณต้นแม่น้ำเจ้าพระยาหรือที่คนทั่วไปรู้จักในนาม “ปากน้ำโพ” ซึ่งเมื่อชาวจีนเข้ามาปักหลักที่ใดจะอัญเชิญเทพเจ้าที่นับถือติดตัวมา

สิงโตเรืองแสงในขบวนแห่วันชิวชา

 

เช่นเดียวกับชาวจีนในตลาดปากน้ำโพที่นับถือ 4 เทพเจ้า ได้แก่ เจ้าพ่อเทพารักษ์ เจ้าพ่อกวนอู เจ้าแม่ทับทิม และเจ้าแม่สวรรค์ จึงได้จัดตั้งศาลเพียงตาสำหรับเป็นที่ประทับของเจ้าพ่อเจ้าแม่ 2 ศาล คือ ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาหรือทางทิศตะวันออกของตลาดปากน้ำโพ และศาลเจ้าแม่หน้าผา ริมฝั่งแม่น้ำปิงที่บ้านหน้าผาหรือทางทิศเหนือของตลาดปากน้ำโพ

ส่วนงานประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพที่จัดขึ้นในเทศกาลตรุษจีน ต้องเท้าความย้อนกลับไปประมาณ 100 ปี ในตอนนั้นตลาดปากน้ำโพเกิดโรคอหิวาตกโรคระบาดหนัก ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก บรรดาชาวจีนในปากน้ำโพจึงนำกระดาษฮู้ หรือกระดาษยันต์จากศาลเจ้าไปเผาไฟ แล้วนำเถ้ากระดาษมาชงน้ำดื่มปรากฏว่าทำให้หายจากโรค กลายเป็นที่เลื่องลือไปทั่วถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อเจ้าแม่

มังกรเล่นน้ำที่จุดบรรจบของแม่น้ำเจ้าพระยา

 

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวจีนปากน้ำโพจึงได้อัญเชิญองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่ทุกองค์มาแห่รอบตลาดในช่วงเทศกาลตรุษจีน สืบทอดจนเป็นงานประเพณี ซึ่งปีนี้นับได้เป็นปีที่ 102 คือเมื่อชาวจีนแต่ละบ้านทำพิธีในวันไหว้และวันชิวอิก (วันเที่ยวหรือวันขึ้นปีใหม่) ภายในบ้านของตัวเองเป็นที่เรียบร้อย

หลังจากนั้นอีก 2 วันจะเป็นวันแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ ยกตัวอย่างในปีนี้ วันที่ 14 ก.พ. เป็นวันจ่าย วันที่ 15 ก.พ. เป็นวันไหว้ วันที่ 16 ก.พ. เป็นวันเที่ยว จากนั้นวันที่ 18 ก.พ. เป็นวันชิวชา (แห่กลางคืน) และวันที่ 19 ก.พ. เป็นวันชิวสี่ (วันแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ช่วงกลางวัน) ซึ่งไฮไลต์อยู่ที่สองวันหลังนี้ เพราะเป็นครั้งเดียวในรอบปีที่สิงโตและมังกรจะออกมาปรากฏตัว

ขบวนเชิดมังกรทองสุดอลังการ

 

วันชิวชา ตระการตาทัพสิงโต

ช่วงแดดร่มลมตกประมาณ 5 โมงเย็น คณะสิงโตนับสิบมารวมตัวกันบนถนนหน้าศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์  เพื่อรอร่วมขบวนแห่ฉลองตรุษจีนที่จะเริ่มหลังพระอาทิตย์ตกดิน โดยก่อนหน้าที่จะตั้งแถวขบวน แต่ละคณะตีกลองลั่นฉาบเชิดสิงโตไปไหว้ศาลหลักเมือง จ.นครสวรรค์ (แบบจีน) และศาลหลักเมือง จ.นครสวรรค์ (แบบไทย) ทั้งสองแห่งตั้งอยู่ใกล้กันบริเวณเชิงเขากบ

ภายในศาลหลักเมืองเป็นที่ประดิษฐานองค์เทพารักษ์ 3 องค์ คือ พระเสื้อเมือง เป็นเทพารักษ์คุ้มครองป้องกันทั้งทางบกและทางน้ำ พระกาฬไชยศรี เป็นบริวารพระยมมีหน้าที่นำวิญญาณของมนุษย์ผู้ทำบาปไปสู่ยมโลก และพระทรงเมือง เป็นเทพรักษาการปกครอง และดูแลทุกข์สุขของประชาชนให้ร่มเย็นเป็นสุข

มังกรทองขึ้นเสาพ่นน้ำมนต์

 

กว่าคณะสิงโตทั้งหมดจะสลับมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองครบ งานพิธีหน้าศาลากลางจังหวัดก็เริ่มพอดี โดยผู้เข้าร่วมงานต้องซื้อบัตรเข้างานคนละ 200 บาท ได้อาหารหนึ่งกล่อง หรือสำหรับคนที่จองโต๊ะจีนไว้ล่วงหน้าจะได้นั่งแถวหน้าใกล้ขบวนแห่เข้ามาหน่อย

พิธีการดำเนินไปอย่างไม่รีบร้อนทั้งคนใหญ่คนโตจากไทยและจีนต่างมาเป็นแขกผู้มีเกียรติกันเต็มเวที จะเห็นใจก็แต่สาวงามอัญเชิญป้ายบนส้นสูงและประคองยิ้มไม่ให้หุบเกือบร่วมชั่วโมง จนเมื่อพิธีเปิดอย่างเป็นทางการผ่านพ้นส้นสูงทุกคู่ก็ได้เดินเฉิดฉายกลางแสงสีเสียง

ขบวนแห่เริ่มต้นจากออร์เดิร์ฟเหมือนเมนูอาหารบนโต๊ะจีน รถประดับไฟของบรรดาสปอนเซอร์ขับมานำหน้า บางคันมีการแสดงวัฒนธรรมจีนเป็นน้ำจิ้มให้ครบรส ค่อยๆ เคลื่อนรถผ่านหน้าประธานและสายตาฝูงชนอย่างเชื่องช้า แต่ก่อนที่จะอิ่มไปกับออร์เดิร์ฟเย็นๆ เมนูเมนคอร์สร้อนๆ ก็เริ่มเสิร์ฟทันที

สิงโตลอดท้อง โชว์ความแข็งแกร่งของผู้เชิด

 

เสียงกลองเสียงฉาบแว่วมาแต่ไกลพร้อมแสงไฟแอลอีดีหรี่ๆ ที่เคลื่อนไหวเป็นลอนคลื่นอยู่ท้ายขบวน เหมือนกับอยู่ในหนังกำลังภายในเพราะที่เห็นอยู่นั้นคือ “มังกรทอง” สัญลักษณ์ของนครสวรรค์ ลำตัวยาว 52 เมตร  ตั้งแต่หัวถึงหางประดับไฟสว่างไสว ใช้ผู้เชิด 180 คน

การเคลื่อนไหวของมังกรทองพลิ้วไหวเหมือนมีชีวิต ไม่มีช่วงไหนหยุดชะงัก กระตุก ผู้เชิดนับร้อยต่างวิ่งเข้าออกสลับกันเชิดเหมือนก้อนเมฆที่พยุงมังกร ลำตัวเดี๋ยวขด เดี๋ยวขยาย เดี๋ยวโบกสบัด ตามหัวมังกรที่เชิดไปตามผู้ถือลูกแก้วที่จะวิ่งวกไปวนมา ให้มังกรทองไล่ล่าเข้าไปหาแบบไม่จบไม่สิ้น

ความยาว 50 กว่าเมตรทำให้การเชิดใช้เวลานานเป็นพิเศษ ผู้ชมเองก็ทึ่งกับผู้เชิดมากเป็นพิเศษที่แม้จะดูวุ่นวายแต่ทุกคนต่างรู้จังหวะของกันละกัน ซึ่งคณะมังกรทอง นครสวรรค์ เป็นคณะมังกรแรกในประเทศไทยที่เกิดขึ้นในปี 2507 ซึ่งชาวจีนถือว่ามังกรเป็นสิ่งสิริมงคลนําโชคลาภและความผาสุกมาสู่ปวงชน ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ชั้นสูงขององค์จักรพรรดิจีนในอดีตด้วย

หน้ากากเอ็งกอเรืองแสง

 

ใจเต้นแรงไม่ทันหาย พิธีกรในงานก็ประกาศเสียงดัง “ขอเสียงปรบมือต้อนรับสิงโตโบราณ 5 ภาษา” แวบความคิดแรกของคนไม่เคยมางานตรุษจีนนครสวรรค์พลันคิด “อลังการ! สิงโตเมืองนี้พูดได้ 5 ภาษา”

พิธีกรเหมือนได้ยินเสียงที่คิดจึงรีบอธิบายต่อว่า การเชิดสิงโตมีอยู่ในวัฒนธรรมย่อยของจีนในแต่ละภูมิภาค ซึ่งชุมชนชาวจีนปากน้ำโพมีความพิเศษ คือเป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรมจีนหลากหลายและมี 5 ภาษาหลัก คือ ภาษากวางตุ้ง จากจังหวัดกวางเจาและจังหวัดซิ่วเข่ง กลายเป็นสมาคมกว๋องสิว ภาษาจีนแต้จิ๋ว จากจังหวัดซัวเถามีจำนวนมากที่สุด ภาษาจีนไหหนำ จากเกาะไหหนำทางตะวันตก ภาษาจีนฮากกา จากจังหวัดเซี๊ยะเหมิ่น และภาษาจีนฮกเกี้ยน จากมณฑลฮกเกี้ยน มีจำนวนคนน้อยในปากน้ำโพ ส่วนใหญ่จะอยู่ทางใต้ของประเทศไทย “สิงโต 5 ภาษา” จึงกลายเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมที่อยู่รวมกัน โดยมีสิงโตปักกิ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเชิดสิงโตปากน้ำโพ

ใบหน้าของนักแสดงเอ็งกอ

 

สิงโตเรืองแสงทั้ง 5 ตัว เดินเชิดมาอย่างแข็งแรง ดุดัน นำหน้าด้วยแป๊ะยิ้ม และปิดท้ายด้วยกลองจังหวะตุ้งแช่ ตุ้งแช่ สิงโตทุกตัวต่างหยุดทำความเคารพมังกรทองที่อยู่ด้านหน้า ยิ่งตอกย้ำภาพหนังจีนแฟนตาซีที่เกิดขึ้นจริงแล้วต่อหน้าต่อตา และในใจได้แต่คิดว่า ความเชื่อความศรัทธาของลูกหลานชาวจีนนครสวรรค์ช่างแกร่งกล้าและหนักแน่น

ขบวนแห่ฉลองตรุษจีนจะปิดท้ายที่ “กองทัพเอ็งกอ-พะบู๊” ตำนานเล่าว่า เอ็งกอ คือผู้กล้าแห่งเหลียงซันโป๋จำนวน 108 คน ที่จะเขียนหน้าต่างกันเป็นเอกลักษณ์ของใครของมัน ออกปล้นคนโกงชาติโกงแผ่นดินแล้วมาแบ่งให้คนยากจน จนได้รับสมญานามว่า ชุมโจรเหลียงซันโป๋ มณฑลซานตง ซึ่งการแสดงจะจำลองกองทัพเอ็งกอ 108 คน ทุกคนทาหน้าสีสด สวมหมวกประดับไฟ และเสื้อเรืองแสงในความมืด โชว์ลีลาการต่อสู้ด้วยไม้พลองอย่างพร้อมเพียง ซึ่งการแสดงนี้จะหาชมได้เฉพาะในงานแห่ฉลองตรุษจีนปากน้ำโพเท่านั้น

ขบวนแห่ฉลองตรุษจีนใช้เวลาทั้งหมดร่วม 3 ชั่วโมง จะเห็นองค์ประกอบทั้งหมดของเทศกาลยกเว้นขบวนแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ ซึ่งจะอยู่ในขบวนแห่ช่วงกลางวันของวันชิวสี่เพียงวันเดียว

ตัวแทนเจ้าแม่กวนอิมบนหลังมังกร

 

วันชิวสี่ มังกรทองลงน้ำ

เช้าตรู่ของวันชิวสี่ ขบวนแห่ฉลองตรุษจีนตั้งแถวอีกครั้ง และยิ่งใหญ่กว่าเดิมด้วยการแห่ไปรอบเมืองนครสวรรค์ โดยคณะเชิดสิงโตจะแวะเวียนไปตามบ้านและร้านค้าเพื่ออวยชัยให้อยู่เย็นเป็นสุขและทำมาค้าขึ้นตลอดปี

บ้านและร้านค้าของชาวไทยเชื้อสายจีนจะตั้งโต๊ะพร้อมเครื่องเซ่นไหว้ไว้หน้าบ้าน คณะแรกที่มาอวยชัยคือ คนทรงเทพกวนอูและเจ้าแม่ทับทิม ที่ผู้คนต่างยื่นหน้าผากและฝ่ามือให้ประทับตราเครื่องหมายแห่งความโชคดีกันชุลมุน

จากนั้นเสียงกลองอันคุ้นเคยเริ่มบรรเลงอีกหน จังหวะตุ้งแช่ ตุ้งแช่ จากเมื่อคืนคงต่อเนื่องถึงเช้าวันนี้ คณะสิงโตคณะเดิมยังมีเรี่ยวแรงเหมือนเพิ่งเชิดเป็นครั้งแรก โดยคราวนี้จะไม่เดินแห่ไปตามขบวน แต่จะเชิดไปตามบ้านที่ตั้งเครื่องบูชาไว้ และเดินเข้าไปอวยชัยถึงภายในอาคารเพื่อความเป็นสิริมงคล

 

ไฮไลต์ของขบวนคือ เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ เจ้าพ่อเทพารักษ์ เจ้าพ่อกวนอู เจ้าแม่ทับทิม และเจ้าแม่สวรรค์ ที่อัญเชิญมาให้ชื่นชมบูชา เมื่อผ่านบ้านไหนไม่ว่าจะคนจีนหรือไทยก็ต่างยกมือไหว้พึมพำขอพร

นอกจากนี้ ท้ายขบวนวันชิวสี่จะปิดท้ายด้วยมังกรทอง (ตัวเดิม) โดยวันนี้จะเห็นรายละเอียดของมังกรที่สวยงาม และจะได้ตื่นเต้นไปกับ “มังกรขึ้นเสา” ตามจุดต่างๆ ใจกลางเมือง ซึ่งขอเล่าเป็นฉากๆ เพื่ออรรถรส

เสาที่ว่านั้นมี 2 เสาอยู่คู่กัน ต้นหนึ่งเป็นเสาเกลี้ยงสำหรับผู้ถือลูกแก้ว อีกต้นมีขั้นบันไดให้ปีนสำหรับผู้เชิดมังกร ก่อนที่มังกรจะขึ้นเสาจะแห่วนรอบรอให้คนเชิดปีนขึ้นไปเตรียมพร้อมบนเสา จากนั้นจังหวะกลองจะเร่งเร้าเมื่อตัวมังกรถูกยกขึ้นเสา วนรอบบิดเกลียวเหมือนว่าน้ำหนักเบา แต่ที่จริงหนักอึ้ง จนหัวมังกรถูกเชิดสู่ปลายยอด ความน่าตื่นเต้นก็เริ่มต้นขึ้น

คนจำนวนมากแบฝ่ามือให้คนทรงเจ้าแม่ทับทิมประทับตรามงคล

 

ผู้ถือลูกแก้วบนยอดเสาสูงจะเอนเอียงเข้าออกไปหามังกร ส่วนหัวมังกรก็ส่ายหาลูกแก้ว ซึ่งองศาเอนเอียงของผู้ถือลูกแก้วไม่ธรรมดา แต่เป็นองศาที่เอียงมากจนคนดูหวาดเสียว ส่งเสียงเชียร์กันกรีวกราว ขณะเดียวกันมังกรทองยังมีเทคนิคพ่นน้ำ ชาวบ้านเรียกว่า น้ำมนต์ พ่นจากยอดเสาสวยงามเกินบรรยาย

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ถือลูกแก้วยังมีหน้าที่เกี่ยวเงินหรือเสาธนบัตรที่เจ้าของบ้านแถวนั้นแขวนไว้บนชั้นสอง กลายเป็นสีสันให้การแห่มังกรสนุกกว่าเดิม และกลายเป็นสิ่งท้าทายที่ทำให้ชื่อเสียงของคณะมังกรทองกระจายไปไกล โดยการขึ้นเสาใช้เวลาไม่นานแต่เชื่อว่าทุกคนต้องผ่านการฝึกฝนมายาวนานกว่าจะแข็งแกร่งยกมังกรยาว 52 เมตรขึ้นเหนืออากาศได้อย่างงดงาม

 

งานแห่วันชิวสี่เริ่มตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึงเกือบ 5 ทุ่ม มังกรทองจะถูกเชิดไปตามถนน ผ่านอาคารบ้านเรือนให้มากที่สุดเพื่อความเป็นสิริมงคลของบ้านเมือง และจะไปสิ้นสุดที่จุดกำเนิดแม่น้ำเจ้าพระยา มังกรทองจะลงเล่นน้ำที่จุดบรรจบของแม่น้ำปิงและน่าน โดยผู้เชิดจะแช่ตัวอยู่ในน้ำ ยกลำตัวมังกรไว้เหนือหัว เชิดค้างไว้ท้าทายพละกำลังและจิตใจ ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวกรากและดำลึก ถ้าตัดภาพผู้ชมที่มุงดูออกไป ภาพที่เห็นจะเสมือนว่ามังกรทองลงมาเล่นน้ำจริงๆ

เทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพยิ่งใหญ่สมความร่ำลือและอลังการกว่าที่คิด โดยเฉพาะ “คนนครสวรรค์” ที่สามารถเนรมิตชีวิตให้สิงโตและมังกรโลดแล่นในความเป็นจริงได้สมแก่ความเชื่อและความศรัทธารวมถึงยังเห็นความสามัคคีของชาวไทยเชื้อสายจีนที่ไม่ลืมรากเหง้า อนุรักษ์ และสืบทอดจนทำให้ตรุษจีนกลายเป็นงานใหญ่ และเชื่อว่าอีกร้อยปีก็ยังคงอยู่ต่อไปซึ่งน่าจะยิ่งใหญ่ขึ้นทุกปี

บันทึกไว้…ต้นไม้แห่งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541701

  • วันที่ 24 ก.พ. 2561 เวลา 15:32 น.

บันทึกไว้...ต้นไม้แห่งแผ่นดิน

เรื่อง – ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

“รุกขมรดกของแผ่นดิน ใต้ร่มพระบารมี” เป็นหนังสือเล่มแรกที่กระทรวงวัฒนธรรมจัดทำขึ้น โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์เพื่อรวบรวมต้นไม้ใหญ่เก่าแก่สำคัญของชาติทั่วประเทศจำนวน 65 ต้น โดยเปิดตัวหนังสือไปแล้วกลางปีที่ผ่านมา เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 65 พรรษา เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2560

หนังสือทรงคุณค่าเล่มนี้จัดพิมพ์ครั้งแรกจำนวน 3,000 เล่ม ครั้งที่สอง 1,700 เล่ม ไม่มีจำหน่าย แต่วางอยู่ในห้องสมุดทั่วประเทศ ส่วนประชาชนสามารถโหลดทางอี-บุ๊ก เนื้อหาบรรยายด้วยรูปต้นไม้สำคัญ ประวัติเรื่องราวที่มีการบอกเล่า รวมถึงความรู้ทางวิชาการด้านพฤกษศาสตร์ โดยขณะนี้กำลังจัดทำเล่มที่ 2 บันทึกอีก 63 ต้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 63 พรรษาในวันที่ 2 เม.ย. 2561

เบื้องหลังการถ่ายทำ กว่าจะได้ต้นไม้จากสุดยอดทั่วไทยคัดสรรเหลือ 65 ต้น เพื่อให้ตรงตามพระชนมพรรษาของรัชกาลที่ 10 ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีการเสนอรวมกว่า 500 ต้น จากวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ ที่สำคัญมีระยะเวลาในการจัดทำค่อนข้างกระชั้นชิด

 

“ช่างภาพทุกคนทำด้วยใจและตื่นเต้นที่จะทำให้หนังสือเล่มนี้เกิดมาได้ พอเล่มนี้ออกไปคนสนใจเยอะมาก เราก็ภูมิใจ” ความในใจจาก วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร ศิลปินแห่งชาติปี 2552 สาขาทัศนศิลป์ด้านภาพถ่าย ที่ถูกมอบหมายจากกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็นหัวหน้าคณะทำงานประสานงานช่างภาพ และบันทึกภาพต้นไม้แห่งชาติทั่วประเทศ รวมถึงเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมคัดเลือกรูปทั้งหมดลงในหนังสือเล่มนี้

การรวบรวมช่างภาพฝีมือดีให้มาร่วมภารกิจพิเศษครั้งนี้ วรนันทน์ ช่างภาพระดับโลกของไทย เล่าว่า เนื่องจากมีระยะเวลาสั้นเพียงเดือนกว่า ต้องทำให้เสร็จเดือน ก.ค. แต่เพราะกลัวไม่ทันจึงให้ช่างภาพต่างจังหวัดในเครือข่ายช่วยถ่ายเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงช่างภาพที่ฝีมือดีที่รู้จักกัน ส่วนใหญ่เข้าร่วมงานถวายอาลัยรัชกาลที่ 9 หลายคนก็เป็นช่างภาพสมัครเล่นที่ได้รางวัลเยอะ เราก็รู้เรื่องฝีมือ การใช้เลนส์ อุปกรณ์ เพราะถ้าเราใช้ช่างภาพที่ไม่คุ้นกัน ก็จะมีปัญหาในช่วงที่กระชั้น รวมแล้วเราใช้ทีมช่างภาพประมาณ 60 กว่าคน

ต้นมะขามคู่ วัดโพธิ์ ภาพ : วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร

 

ตามขั้นตอนการคัดเลือกต้นไม้เข้าโครงการ จะมีคณะกรรมการ มีอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธาน คัดเลือกต้นไม้โบราณแต่ละพื้นที่ ยังได้ป่าไม้จังหวัดช่วยดูว่าเป็นต้นลักษณะไหน กลุ่มยืนต้นหรือไม่ รวมถึงผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้แทนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่แต่ละคนมีประสบการณ์ไปดูงานเมืองนอก มาช่วยกันพิจารณา

คุณสมบัติของต้นไม้ของแผ่นดินที่ถูกคัดเลือก จะต้องเข้าข้อใดข้อหนึ่ง อาทิ 1.มีขนาดใหญ่ อายุ 100 ปีขึ้นไป 2.มีตำนานและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ 3.อยู่ในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรม 4.สอดคล้องกับระบบนิเวศพื้นฐาน 5.เป็นต้นไม้หายาก หรือใกล้สูญพันธุ์

ต้นโพธิ์ จ.อ่างทอง ภาพ : สมศักดิ์ ล่ำพงศ์พันธุ์

 

หลายต้นที่เคยเป็นข่าวแปลก ที่สุดของจังหวัด จึงถูกบันทึกในหนังสือเล่มนี้ เช่น ตะเคียนทองพันปี อยู่ในอุทยานแห่งชาติทับลาน จ.นครราชสีมา อายุกว่า 1,000 ปี ขนาด 13 คนโอบ เป็นพันธุ์ไม้ตะเคียนทองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี เป็นต้นโพธิ์อายุเก่าแก่ที่สุดในไทยกว่า 2,000 ปี ต้นจำปาดะถวาย จ.ปัตตานี อายุกว่า 150 ปี ออกผลทุกปี อยู่ในสวนของ วาเด็ง ปูเต๊ะ “พระสหายแห่งสายบุรี” ของในหลวงรัชกาลที่ 9

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มต้นจันทน์หอมในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นไม้มงคลชั้นสูง มักใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์ ป่าคำชะโนด จ.อุดรธานี พื้นที่ 20 ไร่ ซึ่งเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตำนานพญานาค “ปู่ศรีสุทโธ” ศูนย์รวมจิตใจของชาว อ.บ้านดุง มีต้นชะโนดพืชหายากขึ้นหนาแน่น อายุกว่า 2,000 ปี ต้นจำปีสิรินธร จ.ลพบุรี ต้นพระเจ้าห้าพระองค์ จ.ชลบุรี ต้นจามจุรีอลังการ จ.กาญจนบุรี ต้นอินจัน วัดหลวง จ.ราชบุรี ต้นเทพทาโรมงคล จ.พังงา ต้นลิ้นจี่โบราณ กรุงเทพฯ ต้นสะเดาเทียมยักษ์ จ.สงขลา ต้นยางนา ริมถนนสายเชียงใหม่-ลำพูน ต้นไทรยักษ์พันปี ณ บ้านอุโมงค์ปิยะมิตร อ.เบตง จ.ยะลา

ต้นมะม่วง จ.บุรีรัมย์ ภาพ : นรินทร์ ไชยวรณ์

 

วรนันทน์ เล่าว่า โครงการเฉลิมพระเกียรตินี้บันทึกต้นไม้ของแผ่นดิน เขาเป็นคนถ่ายภาพเองกว่า 20 ต้น ส่วนช่างภาพอื่นที่ต้องเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงภัยถึงป่าลึกอันตรายจะให้ทำเป็นทีม 4-5 คน อย่าง จ.ปัตตานี ต้นจำปาดะถวาย อายุ 150 ปี เป็นประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวเนื่องกับในหลวงรัชกาลที่ 9 วาเด็ง ปูเต๊ะ พระสหายในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นคนดูแล ตอนที่เขามีชีวิตอยู่จะส่งผลจำปาดะมาถวายในหลวงทุกปี  เมื่อช่างภาพเราไปจะให้ทุกคนคอยติดต่อเจ้าหน้าที่ให้ดีเพื่อให้ทุกคนปลอดภัย และเผื่อติดขัดปัญหาในการเดินทาง

หลักในการถ่ายภาพต้นไม้ ต้องเน้นกิ่งก้านใบ ถ้ามีผล ดอก ก็ให้ถ่าย แต่ระยะเวลาเพียงเดือนกว่าและช่วงดังกล่าวจึงไม่ใช่ช่วงออกดอก การถ่ายต้องให้มีคนเข้าไปเปรียบเทียบด้วยเพื่อให้รู้ว่าใหญ่อย่างไร และถ้าเป็นไปได้ก็ควรเป็นคนพื้นถิ่น

ต้นหว้าน้ำ จ.อุบลราชธานี ภาพ : จามิกร สุขทรามร

 

สำหรับ วรนันทน์ การได้มาถ่ายภาพต้นไม้ทรงคุณค่าเพื่อบันทึกไว้ในแผ่นดิน ยังความประทับใจหลายอย่าง เช่น การได้เห็นต้นจามจุรีขนาดยักษ์ที่ จ.กาญจนบุรี ตั้งอยู่ค่ายทหารในเขตเมืองแถวศาลากลางจังหวัด ซึ่งเป็นภาพปกหนังสือ

“ผมตกใจที่นั่น ต้นนี้ใหญ่มาก และก็มีศาลเจ้าแม่จามจุรี ผมถามรุกขกรว่าทำไมต้นนี้ใหญ่พิเศษ เขาบอกว่าเนื่องจากต้นไม้นี้อยู่ในค่ายทหารมีพื้นที่เยอะ และไม่มีต้นอื่นบริเวณใกล้เคียง ทำให้กิ่งก้านแผ่ออกไปกว้างมาก ผมเองก็ไม่เคยเจอต้นจามจุรีที่ใหญ่มากอย่างนี้ พอหนังสือเสร็จ ท่าน รมว.วัฒนธรรม ก็เลือกสถานที่นี้เปิดตัวหนังสือเล่มนี้ และทำพิธีมอบโล่ให้กับผู้ที่ดูแลต้นไม้ และองค์กรต่างๆ รวมถึงทำโครงการอบรมรุกขกร ผู้ดูแลต้นไม้ ตอนนี้ทำได้ 2 รุ่นแล้ว”

ต้นโพธิ์ ธรรมศาสตร์ ภาพ : วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร

 

ความประทับใจอีกแห่งคือ ต้นอินจัน ที่ จ.ราชบุรี และฉะเชิงเทรา ทราบจากชาวบ้านว่าแต่ละต้นในบริเวณนั้น มีคนเสียชีวิตเป็นพัน เลือดนองโบสถ์ เพราะสมัยก่อนมีการฆ่ากัน ไม่รู้มันเกี่ยวข้องกับการประหารชีวิตคนหรือไม่ เพราะมีเขียงประหารอยู่ข้างต้นไม้ตรงนั้น อย่างที่ฉะเชิงเทรา เวลาไปถ่ายต้องกราบเจ้าที่เจ้าทาง

“ต้นพุทราในอุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา 800 กว่าปี ผมไปเห็นเพราะเราไม่เคยรู้ว่าลูกพุทราที่นั่นยังมีชาวบ้านมาเก็บและตากในพื้นที่ทำเป็นสมุนไพร หรือต้นมะขามยักษ์ร้อยกว่าปีที่วัดแจ้งกับวัดอรุณ ที่ผมรับผิดชอบถ่ายก็อายุร่วมร้อยปี แต่ก็ไม่ได้ใหญ่มาก เป็นต้นซ้ายกับขวา ใหญ่เล็กไม่เท่ากัน มันเป็นต้นประวัติศาสตร์จริงๆ ใครไปวัดอรุณก็ต้องถ่าย ต้นมะขามก็มีเสนอมาหลายต้น มีหลายจังหวัดทางอีสานและเพชรบูรณ์ บางต้นเป็นโพรงเข้าไปนั่งข้างในได้ บางที่ก็มีประวัติศาสตร์จากต้นมะขามพันธุ์แรกที่เราเอามาปลูกแถวเพชรบูรณ์ กระทั่งสร้างเงินทองให้ชาวบ้านที่ร่ำรวยจากการปลูกมะขามหวาน หรือบางต้นเช่นมะขามในวรรณคดีขุนช้างขุนแผน”

ต้นไทร จ.ยะลา ภาพ : วีระพันธ์ ไชยคีรี

 

กลุ่มต้นตะเคียนอายุเกิน 100 ปี ก็มีมากจากวัดต่างๆ แม้บางต้นไม่ได้ใหญ่มาก แต่เท่าที่ดูหลายวัดก็สงสัยว่าไปขุดถึงตอขึ้นมาได้อย่างไร ให้ประชาชนมากราบไหว้ ถูเลข มีศาลา ในอนาคตอยากเสนอกระทรวงวัฒนธรรมให้แต่ละวัดอนุรักษ์ต้นตะเคียนไว้เป็นมรดกเช่นกัน หรือต้นยางที่นครนายก ที่ผมถ่ายมาใหญ่มาก อายุ 400-500 ปี  ต้นยางก็เยอะ จะปลูกเกือบทุกวัด หรือ ยางนาเป็นร้อยต้น จ.ลำพูน ช่างภาพที่ถ่ายก็เลือกเปรียบเทียบช่วงที่คนขับสามล้อผ่านมากให้ความใหญ่โต

“ต้นโพธิ์ที่อ่างทองผมถ่ายเอง ถ้าไม่มีไทรล้อมอยู่สี่มุมโบสถ์นี้ก็อยู่ลำบากเพราะไทรค้ำไว้หมด  ที่นี่มีคนมาถ่ายมาไหว้ และก็ต้นโพธิ์ธรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรคือ ต้นกร่าง ตระกูลเดียวกับไทร น่าสงสารเพราะถูกตัดจนหมดเกลี้ยง ข้างล่างกำลังล้อมรั้วก่อสร้างแทบไม่มีพื้นที่ถ่าย”

ต้นชะโนด จ.อุดรธานี ภาพ : ประสบชัย จันดก

 

“ต้นไม้ที่เกี่ยวข้องความเชื่อ เช่น ป่าคำชะโนด ที่ จ.อุดรธานี สวยมาก ช่างภาพเรามีโดรนถ่ายเป็นเกาะที่ลอยน้ำ แล้วมันก็เกิดต้นว่านน้ำเป็นร้อยปีอยู่ในแม่น้ำโขง หรือไทรงามที่พังงา สวยมากเหมือนป่าอะเมซอน บริสุทธิ์ ช่างภาพที่เรามอบหมายที่พังงาถ่ายออกมาแล้ว ทำให้ผมอยากไปเที่ยว ในหนังสือเราก็มีต้นเทพทาโรที่เอาไปทำมวลสารองค์จตุคามรามเทพ”

ความยากของงานคือ ตอนคัดเลือกภาพออกจากที่ถ่ายมาทั้งหมดร้อยกว่าภาพให้เหลือ 65 ภาพ โดยต้นโพธิ์มีภาพส่งเข้ามาเยอะมาก บางต้นใหญ่มากอายุพันกว่าปี เมื่อโพธิ์แต่ละต้นมาประชันกัน เราก็ต้องเอาโพธิ์ต้นที่เด่นก่อน ทำให้โพธิ์อีกหลายๆ ต้นถูกตัดทิ้งไป ส่วนต้นยางนา มะขาม ต้นลั่นทม ก็มีมาเยอะ ทุเรียนก็มีมาจากชุมพร มีทั้งผลไม้ บางชื่อก็เฉพาะถิ่น จำเป็นต้องตัดออกเพื่อให้หนังสือเล่มนี้มันทรงคุณค่า หลากหลาย น่าดูยิ่งขึ้น

อีกหลายความประทับใจที่ศิลปินแห่งชาติท่านนี้ว่าไว้ โดยเฉพาะการได้ความรู้ด้านต้นไม้ เช่นเดียวกับช่างภาพ 60 กว่าชีวิต ทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีของดีอีกมากเด่นกว่าหลายประเทศ เช่น ต้นไม้ที่ญี่ปุ่นที่เคยไปดู ต้องขับรถไปไกล พอไปถึงต้นไม้ก็เล็กนิดเดียวอยู่บนเขา คนญี่ปุ่นก็ยืนดูทั้งวัน หรือในสิงคโปร์ การ์เดน บาย เดอะเบย์ (Gardens by The Bay) สวนพฤกษศาสตร์ธรรมชาติที่มีชื่อเสียงของเขาหลายต้น ก็ซื้อมาจากอินโดนีเซีย และไม่มีไม้ใหญ่เหมือนเมืองไทย

ต้นยางนา จ.เชียงใหม่ ภาพ : วินนิวัตร ไตรตรงธนรัตน์

 

ศิลปินแห่งชาติท่านนี้ยังเล่าด้วยว่า ที่ผ่านมาได้มีโอกาสเป็นกรรมการตัดสินภาพขิงข่าโลก ครั้งที่ 1 จัดที่ จ.เชียงใหม่ ทำให้ได้ทราบว่าขิงข่าทั่วโลกที่มีอยู่พันกว่าชนิด อยู่ที่เมืองไทย 75% ไม่ว่าจะเป็นขมิ้น สมุนไพร กวาวเครือ โด่ไม่รู้ล้ม อยู่ในตระกูลขิงข่าหมด สะท้อนให้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์ไม้หลากหลายในประเทศ ยังไม่นับรางวัลสมุนไพรต่างๆ ที่ประเทศไทยชนะเลิศทั่วโลก เช่น กระท่อม กัญชา ต่างชาติถึงขั้นรีบจดลิขสิทธิ์เพื่อใช้เป็นยารักษา

“ผมภูมิใจที่ได้ทำหนังสือดีๆ เล่มหนึ่ง มันไม่ได้รวบรวมเฉพาะต้นไม้อย่างเดียว แต่เราสามารถเล่าถึงประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ต้นไม้มงคล เล่าอดีตที่ยาวนานที่บรรพบุรุษได้ปลูกต้นไม้ ซึ่งบ้านเราเป็นเขตเมืองร้อน เหมาะกับการปลูกต้นไม้ที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมามีคนขอ เช่น ช่างภาพอยากจะได้ตำแหน่งชื่อต้นไม้ 65 ต้น เพื่ออยากไปเที่ยวต่อ ผมก็ดีใจเพราะทำให้เกิดเรื่องราวดีๆ”

 

โครงการในอนาคต วรนันทน์ เล่าว่า ในปีนี้นอกจากจะมีโครงการเล่ม 2 เน้นต้นไม้สำคัญของชาติแล้ว ต่อไปอาจเพิ่มต้นไม้เฉพาะถิ่น หรือรูปทรงแปลก เช่น เป็นรูปหัวใจ เป็นรูปม้าวิ่ง ก่อนหน้านี้ก็มีการเสนอให้เอาต้นเถาวัลย์เข้าร่วม เพราะมีรูปทรงแปลกเยอะ อย่างไรก็ตามบางท่านว่า เป็นไม้ล้มลุก แต่ถ้ามีอายุเป็นร้อยปีก็อาจจะเข้าเงื่อนไข หรือกลุ่มต้นโพธิ์คุมวัดก็เยอะและสวยมาก หากต้นไม้เหล่านี้ได้รับการบรรจุอยู่ในโครงการก็ช่วยเป็นเกียรติประวัติให้กับจังหวัดและได้โล่รางวัลประกาศให้เป็นต้นไม้ทรงคุณค่า รวมถึงรางวัลกับผู้ที่อนุรักษ์ดูแลรักษาด้วย เพราะอยากให้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลต้นไม้ตลอดไป เนื่องจากบางต้นอยู่ในป่า ถ้าอยู่ในวัดก็ให้วัดรับผิดชอบและก็ให้รางวัลกับวัดเช่นกัน

หมายเหตุ – ภาพปกต้นยางนา ถนนสายเชียงใหม่-ลำพูน ถ่ายโดย วินนิวัตร ไตรตรงธนรัตน์ สำหรับประชาชนผู้สนใจหนังสือสามารถดูผ่านระบบอี-บุ๊ก ดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ http://tree.culture.go.th นอกจากนี้สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดของหนังสือที่ป้ายชื่อของต้นไม้ทั้ง 65 ต้นได้ 

วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร

 

ล้อมกรอบ

ช่างภาพระดับโลก

วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร ปัจจุบันอายุ 63 ปี ผลงานสำคัญก่อนได้รับเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่าย) เมื่อปี 2552  คือการได้รางวัลจากสมาคมถ่ายภาพทั่วโลกมากถึง 1,000 รางวัล เช่น รางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยม การประกวดภาพถ่ายสไลด์สีนานาชาติทั่วโลก เหรียญทองจากสมาคมถ่ายภาพแห่งสหรัฐอเมริกา จำนวน 86 ครั้ง

ที่โดดเด่นคือ คว้ารางวัลชนะเลิศที่ 1 จากสมาคมถ่ายภาพอเมริกา ซึ่งเป็นการประกวดท็อปเทนระดับโลกถึง 17 ปีติดต่อกัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1987-2009 ประเภทภาพท่องเที่ยว ในจำนวนนี้ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ถึง 22 ปี วรนันทน์ บอกว่า ภาพที่ส่งประกวดจะใช้รูปจากเมืองไทยเกือบ 100% เพราะต้องการเสนอสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองไทย ประเพณี วัฒนธรรมโบราณ เช่น พระสงฆ์ ศาสนา

“ประเพณีเมืองไทยมีสิ่งสวยงามและแปลกๆ เยอะ เช่น ผมใช้รูปพระสงฆ์เพราะจีวรสวย ส่วนของพม่าที่เป็นคู่แข่ง จีวรจะไม่สวย จะออกสีเข้มๆ ของเราออกสีใส บางวัดเวลาถ่ายออกมาก็จะสว่างสดใส”

“พอผมได้ศิลปินแห่งชาติปี 2552 ผมก็เลิกส่ง เพราะคิดว่าต้องการพัฒนาฝีมือต่อเนื่อง ตอนนี้ก็เป็นกรรมการตัดสินภาพถ่ายจากต่างประเทศเยอะจากหลายประเทศ เดือนนึงตัดสินเยอะมากผ่านระบบออนไลน์”

นอกจากจะมีผลงานด้านถ่ายภาพแล้ว วรนันทน์ ยังเป็นอาจารย์พิเศษและวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพให้กับสมาคมถ่ายภาพ สถาบันการศึกษา นอกจากนี้กระทรวงวัฒนธรรมยังมอบหมายให้ไปสอนการถ่ายภาพทางมือถือให้กับประชาชนฟรี ซึ่งคนสมัครเรียนเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการกับประชาชน สอนให้รู้การถ่าย การใช้แอพพลิเคชั่นแต่งรูปฟรี ที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ

 

ต้นแบบสนามเด็กอัจฉริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541691

  • วันที่ 24 ก.พ. 2561 เวลา 14:40 น.

ต้นแบบสนามเด็กอัจฉริยะ

เรื่อง : แมงโก้หวาน

การพัฒนาย่านพื้นที่สร้างสรรค์ เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการจัดเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2561 (Bangkok Design Week 2018) โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาย่านสร้างสรรค์ให้เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ของชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ

ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้พัฒนา 3 ต้นแบบสนามเด็กเล่นสำหรับชุมชนในโครงการแอ็กทีฟเพลย์ ของ สสส.

กิตติรัตน์ ปิติพานิช รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ กล่าวว่า ทั้ง 3 ต้นแบบประกอบด้วย 1.โคเพลย์อิ้ง เพลย์กราวน์ (Co-Playing playground) การปรับปรุงสนามเด็กเล่นให้เอื้อต่อการเล่นร่วมกันของเด็กและเยาวชนในชุมชน โดยเน้นการออกแบบในลักษณะที่เด็กเห็นแล้วอยากเล่น อยากขยับตัว อยากออกแรง อย่างบ้านไม้ของเล่นที่ถูกแบ่งออกเป็นโซนต่างๆ อาทิ โซนวิ่งออกกำลังแบบวงล้อ เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อขาและการทรงตัว โซนชู้ตบาสเกตบอลให้ลงห่วง เพื่อฝึกกล้ามเนื้อแขน ที่ออกแบบมาใน 2 ระดับความสูง เพื่อรองรับการเล่นสำหรับเด็กโต และเด็กเล็ก ฯลฯ

2.แอ็กทีฟเลิร์นนิ่งเพลย์กราวน์ (Active Learning Playground) การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ของครูผู้สอนที่เหมาะสมในแต่ละวิชา โดยเน้นการเรียนรู้ในรูปแบบแอ็กทีฟ เลิร์นนิ่ง (Active Learning) ที่ช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้อย่างสนุก มีความกระตือรือร้น ควบคู่ไปกับการมีพัฒนาการของสมองที่โลดแล่นอย่างต่อเนื่อง อาทิ สายรัดข้อมือแก้โจทย์คณิตคิดเร็ว ที่ออกแบบให้มีช่องพลาสติกใส สำหรับใส่คำตอบหรือโจทย์คำนวณที่มาพร้อมกับสีสันสดใส และไม่ระคายผิว ฯลฯ

3.เฮาส์โฮลด์ แฮ็ก (Household Hack) การประยุกต์ใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน ที่ทำให้เรื่องงานบ้านกลายเป็นการเล่นที่สนุกสนาน อาทิ ถังขยะซูเปอร์ชู้ต การฝึกกระตุ้นกล้ามเนื้อขา จากการกะน้ำหนักเท้าเพื่อเหยียบฝาถังให้เปิด พร้อมกับโยนวัตถุบนฝาให้ลงปากท่อที่ติดไว้ ไม้กวาดไดรฟ์กอล์ฟ การกระตุ้นกล้ามเนื้อแขนผ่านการกวาดลูกกอล์ฟให้ลงหลุม บนที่ตักขยะ ฯลฯ

สามต้นแบบดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการออกแบบและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อแอ็กทีฟเพลย์ ซึ่งเหมาะกับการเรียนรู้และการพัฒนาสมรรถภาพด้านร่างกายในเด็กวัย 6-14 ปี เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องปัจจัยต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ ทั้งในพื้นที่สาธารณะในชุมชน โรงเรียน และบ้าน

“เริ่มนำร่องทดสอบในย่านสร้างสรรค์เจริญกรุง ผ่านการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็ก ผู้ปกครองและครูในพื้นที่กว่า 250 คนจาก 2 ชุมชน 4 โรงเรียน ควบคู่กับการใช้องค์ความรู้ด้านการออกแบบบริการ ก่อนขยายผลไปยังชุมชนและโรงเรียนอื่นๆ ต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบต้องการให้โครงการนี้เป็นแรงกระตุ้นให้เด็กๆ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์เห็นคุณค่าของการเล่น และการมีปฏิสัมพันธ์ทั้งทางกายและทางใจ แฝงข้อคิดในเรื่องการแบ่งปัน ความสามัคคี และความมีวินัย”

ด้าน ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักงานสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวเสริมว่า ปัญหาหนึ่งที่พบในยุคปัจจุบัน คือผู้คนเคลื่อนไหวกันน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ และเยาวชน ที่มีพฤติกรรมเนือยนิ่งกันมากขึ้น เนื่องจากให้ความสนใจกับสื่อและอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ที่อยู่ตรงหน้ามากกว่าเพื่อนรอบข้าง โดยพฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ จึงกลายเป็นที่มาของโครงการแอ็กทีฟ เพลย์ ที่ต้องการดึงเด็กๆ ออกจากหน้าจอสู่โลกแห่งความเป็นจริง ใช้ชีวิตกับคนรอบข้างมากขึ้น

“ในความเป็นจริงเด็กในช่วงวัย 6-14 ปี ควรทำกิจกรรมทางกายอย่างน้อย 60 นาที/วัน ซึ่งต้นแบบนวัตกรรมที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบได้พัฒนาขึ้น ถือเป็นหนึ่งในทางออกสำคัญที่จะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ และผู้ปกครองได้กลับมาเห็นความสำคัญของการเล่นอย่างมีคุณภาพอีกครั้งหนึ่ง”

เมื่อไม่นานมานี้ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) และ สสส.จึงได้จัดพิธีเปิด 3 นวัตกรรมสนามเด็กเล่นต้นแบบจากความคิดสร้างสรรค์ต่อยอดโครงการแอ็กทีฟเพลย์ พร้อมสาธิตการเล่นต้นแบบอย่างเป็นทางการครั้งแรก โดยมี ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี เมื่อเร็วๆ นี้ ณ บ้านพักตำรวจน้ำ ชุมชนมัสยิดฮารูณ ซอยเจริญกรุง 36 กรุงเทพฯ

สนใจติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.bangkokdesignweek.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-105-7441

อภิชัย ล้ำเลิศพงศ์พนา ชีวิตกับธุรกิจไม่ต่างกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541689

  • วันที่ 24 ก.พ. 2561 เวลา 14:28 น.

อภิชัย ล้ำเลิศพงศ์พนา ชีวิตกับธุรกิจไม่ต่างกัน

เรื่อง : กองทรัพย์ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ตลอดระยะเวลา 35 ปีบนเส้นทางธุรกิจด้านอุตสาหกรรมทำความเย็น แช่แข็ง และถนอมอาหาร กลุ่มบริษัท ไอ.ที.ซี. (I.T.C.) ภายใต้การนำของสองพี่น้อง ดร.อภิชิต และอภิชัย ล้ำเลิศพงศ์พนา ผ่านช่วงเวลาที่ล้มลุกคลุกคลานมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

จากเด็กหนุ่มสองคนที่ไม่มีแม้เงินจะจ่ายพนักงาน ปัจจุบันกลุ่มบริษัท ไอ.ที.ซี. เติบโตได้อย่างมั่นคง และก้าวหน้าเป็นลำดับ และไม่เคยหยุดพัฒนา เห็นได้จากรางวัลการันตีระดับโลก “เทคโนโลยีอะวอร์ด” หมวดอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิต (First Place 2008 ASHRAE Technology Award-The Industrial Facilities and Processes Category) จากสมาคมแอชเร่ย์ (ASHRAE) สหรัฐอเมริกา

รางวัลแห่งความภาคภูมิใจอีกหนึ่งรางวัล คือรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในฐานะหน่วยงานดีเด่นของชาติ ด้านเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์ ต่อมาเป็นรางวัลของสภาวิจัยแห่งชาติ ด้านวิศวกรรม รางวัลที่ 4 Thailand Energy Awards ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ที่นำเทคโนโลยีมาแปลงเป็นทุน

รางวัลธรรมาภิบาลดีเด่น โดย 3 สถาบัน คือ สถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสมาคมเอสเอ็มอี ล่าสุดได้จากสมาคมจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย TMA ในการบริหารจัดการ

ธุรกิจไม่มีทางลัด

อภิชัย เริ่มต้นพูดคุยว่า งานของเขามีทั้งงานเทคโนโลยี นวัตกรรม งานบริหาร และการบริหารจัดการ คำถามคืออะไรคือแรงผลักดันให้องค์กรแห่งนี้ดำเนินงานมาไกล และพัฒนาภายในจนได้รับรางวัลครบทุกด้าน อภิชัย ล้ำเลิศพงศ์พนา กรรมการบริหารกลุ่ม ไอ.ที.ซี. บอกว่า

“เริ่มแรกบริษัทเราก่อตั้งก็ยังไม่ได้มีความมุ่งหมายอะไรมากว่าอยากมีกำไร แต่พอเรารู้จักตัวตนของเราในจุดหนึ่งว่าเราคือใคร เป้าหมายในการทำงานของเราก็ชัดเจนไปด้วย ก็เหมือนเรียนหนังสือ เมื่อเจอตัวเองแล้ว เราก็เดินไปสู่เป้าหมายได้ง่ายขึ้น บริษัทก็เช่นกัน ที่มุ่งเน้นไปที่ความเย็นถนอมอาหาร เราอยู่ในแวดวงนี้ไม่ได้เป็นคนเก่ง แต่ลูกค้าสอนเราตลอดเวลา

เรานำสิ่งที่เขาสอนมาต่อยอดเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า การได้รับรางวัลต่างๆ มาก็เป็นสิ่งที่ลูกค้าตั้งโจทย์ให้เราแก้ปัญหา ประสบการณ์ที่ผ่านมา 35 ปี ก็สะสมในสายเลือดว่าจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร สิ่งที่ลูกค้าสอน ทำให้เราคิดนวัตกรรมต่างๆ ขึ้นมาได้ สายตาของลูกค้าก็มองเราด้านเทคโนโลยี

ไอ.ที.ซี.เกิดจากบริษัททำแอร์คอนดิชันเนอร์เล็กๆ บริษัทหนึ่ง รับซ่อมคอนเทนเนอร์ในท่าเรือ ทำเป็นพาร์ตไทม์กันในช่วงนั้น เพราะต่างคนต่างมีงานประจำ และมาทำเป็นรายได้เล็กๆ น้อยๆ ช่วงเสาร์-อาทิตย์ พอมีลูกค้า ก็เติบโตไปเรื่อยๆ เราเริ่มต้นโดยไม่ได้กู้แบงก์มาทำ แต่เราค่อยๆ โต เอากำไรมาขยาย เติบโตมาได้เพราะวงการอาหารเติบโตขึ้น

พูดได้ว่าเป็นองค์กรที่เติบโตมาพร้อมกับธุรกิจอาหารของประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราก็สะสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ ไม่ได้แพ้ชาติมหาอำนาจเลย” อภิชัย ลำดับเหตุการณ์ของ ไอ.ที.ซี.

เรียนรู้จากวิกฤต

กรรมการบริหารกลุ่ม ไอ.ที.ซี. บอกว่า ช่วงล้มลุกคลุกคลานเริ่มต้นหลังจากดำเนินธุรกิจมาแล้ว 10 ปี ช่วงแรกคือการแยกทางกับพาร์ตเนอร์เก่าที่มีความคิดไม่ตรงกัน

สองพี่น้องล้ำเลิศพงศ์พนา ก็เริ่มต้นใหม่ แม้จะมีคอนแท็กต์ลูกค้าในมือ แต่ปัญหาคือไม่มีกระแสเงินเพื่อดำเนินธุรกิจต่อ

“ผมถือว่าเป็นช่วงที่สาหัสมาก เราไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง หลังจากแยกออกมาเราก็ยังเดินในสายนี้อยู่ แต่ตอนนั้นเราหมดตัว พอดีเจ้านายเก่าที่อยู่แบงก์เอเชียในขณะนั้น มาช่วยเรื่องสนับสนุนเรื่องกระแสเงิน ทำให้ธุรกิจเราเดินต่อได้

เป็นความโชคดีของผม เพราะเราไม่ได้มองในเรื่องตัวเงินเป็นหลักเมื่อเราแยกกัน ไม่ได้มองสมบัติเป็นเรื่องใหญ่ สิ่งที่เราเห็นก็คือ คอนเนกชั่น เมื่อก่อนเบอร์โทรศัพท์สำคัญมาก เราขออยู่ออฟฟิศเก่า ซึ่งมูลค่าที่ดินของสำนักงานน้อยกว่าโรงงาน แต่เรามองว่ามันมีค่าสำหรับเรา วันที่แยกกันเราสองพี่น้องสามารถเดินงานต่อได้เลย เปิดบริษัทใหม่ แต่โทรศัพท์เดิม ลูกค้าเดิมก็ยังอยู่ เรามีงานที่จะต้องทำเลย ผมมองความต่อเนื่องของการตลาดก่อนสินทรัพย์”

ผ่านพ้นวิกฤตแรกไปได้ไม่กี่ปี วิกฤตที่สองก็ตามมาก็คือวิกฤตค่าเงินบาท จากงานมูลค่าเงินจาก 25 บาท เป็น 55 บาท/1 ดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าหนี้สินเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่า

“ตอนนั้นถือว่าหนักมากนะ สาหัสมาก เราไม่รู้จะทำยังไง ก็ใช้วิธีเจรจากับเมืองนอก ต้องเสี่ยงดวง พอเรายืดไประยะหนึ่งจาก 55 ค่อยๆ กลายมาเป็น 36 บาท การขาดทุนเราก็น้อยลง แต่งานในเมืองไทยหายไปหมดเลย

ในช่วงนั้นทุกบริษัทเลือกที่จะปลดคนงาน และงานห้องเย็นก็ปลดช่างซ่อมบำรุง ก็ทำให้โรงงานขาดการซ่อมบำรุงเครื่องจักร เรามองเห็นโอกาสตรงนี้ก็เลยทำเป็นเอาต์ซอร์สคนไปดูแลเครื่องจักรต่อ ช่วยบรรเทาในเรื่องของเงินได้ เป็นการเก็บเล็กผสมน้อยเรื่อยมา

จริงๆ ธุรกิจต้องเจอแบบนี้แหละ มันไม่มีอะไรที่จะสวยหรู เราเรียนรู้จากประสบการณ์ แม้จะเคยได้ยินเรื่องราวจากอดีต แต่หากไม่ได้เจอกับตัวก็จะนึกถึงความเจ็บปวดไม่ออก แต่พอมาเจอเองก็เจ็บและจดจำไว้ สิ่งที่องค์กรเราได้เรียนรู้อีกอย่างหนึ่งจากปี 2540 ก็คือ เราไม่ปลดพนักงานเลย ด้วยความคิดว่า 1 ชีวิตที่เขาอยู่ เขาเลี้ยงอีก 2 ชีวิต เมื่อเราปลดแล้วอาจมีอีกหลายชีวิตที่ได้รับผลกระทบ

เมื่อเราไม่ปลด พอเศรษฐกิจบูมขึ้น ผลของการไม่ปลดพนักงานของเรา คือการเกิดองค์ความรู้ในองค์กร เราไม่ต้องจ้างคนใหม่ ไม่ต้องสร้างคนใหม่ เราเดินงานได้ต่อเนื่อง เราก้าวหน้ามากกว่าคนที่ปลดพนักงานแล้วรับเข้ามาใหม่ เราคิดว่าพนักงานคือทรัพย์สินที่มีค่าขององค์กร ไม่ใช่ภาระขององค์กร” อภิชัย ให้ภาพ

เติบโตทีละก้าว

“เราค่อยๆ เติบโตทีละก้าวเหมือนบันได ผมไม่เคยคิดว่าธุรกิจใดจะสามารถกระโดดขึ้นไปได้ ผมคิดว่าทุกธุรกิจทุกชีวิตคนมันจะต้องเรียนรู้ผ่านขั้นบันไดทีละขั้นๆ สะสมประสบการณ์ เป็นไปไม่ได้ที่จะเดินจากขั้นที่หนึ่งกระโดดไปขั้นที่ห้าหรือสิบ ผมเชื่อว่าคนพวกนั้นจะขาหัก ธุรกิจหรือชีวิตคนต้องหัดจากการคลาน แล้วค่อยหัดเดิน จากแบเบาะ พลิกตัว เอาอกเดิน แล้วค่อยๆ คลาน ลุกเดิน ชีวิตกับธุรกิจไม่ได้ต่างกันเลย

เพียงแต่ว่าปัจจุบันนี้เรามักจะเห็นว่าคนที่เดินในสายธุรกิจ เขาอยากจะคิดว่ามันจะต้องกระโดดเร็ว เพราะทุกตำราในร้านหนังสือจะบอกอยู่สองอย่างคือ ทำอย่างไรให้รวยเร็ว หรือเล่นหุ้นให้รวยเร็ว บอกวิธีรวย บอกทางลัดหมดเลย แต่ผมไม่คิดว่าธุรกิจจะมีทางลัดนะ แม้แต่ขับรถยนต์ที่บอกว่าไปทางลัดบางทีก็ต้องไปเจอปัญหาใหม่ มันทั้งแคบและไม่คุ้น ผมมองว่าทางลัดมีไว้สำหรับคนที่ได้วัคซีนชีวิตมาจนกระทั่งล้มมาไม่รู้กี่ครั้ง”

จากปัญหาที่ผ่านมาทุกยุค เมื่อเจอกับคำถามว่า เคยท้อแท้ไหม อภิชัย ตอบว่า

“เคยนะ ไม่มีใครหรอกที่เจออุปสรรคแล้วไม่ท้อแท้ ในช่วงชีวิตหนึ่งก็คือปี 2535 มีแวบหนึ่งผมคิดอยากฆ่าตัวตาย เพราะเงินสักบาทก็ไม่มีจ่ายลูกน้อง ปีนั้นเป็นปีที่ผมหาหมอดูเยอะที่สุดต้องการที่พึ่งทางใจ เราคิดว่าเราไม่มีทางออก แต่จริงๆ แล้วทางออกมีเสมอสำหรับคนที่ดิ้นรน

แม้แต่เชือกที่ผูกไว้ถ้าคุณไม่ดิ้นก็ไม่มีทางหลวมได้ และปมที่ติดอยู่ก็เพราะเราผูกมันเอง เมื่อผูกแล้วต้องแก้แต่ต้องใช้เวลานิดหนึ่ง ทุกปัญหาผมมั่นใจว่ามันมีประตูทางออก และผมเชื่อในความดี เอาความดีเป็นที่ตั้ง เอาความดีเป็นตัวนำ ชีวิตมนุษย์เกิดมามีข้อดีอยู่ข้อเดียวก็คือ รู้ว่าอะไรชั่วอะไรดี จริงๆ เราก็เหมือนทุกคนเพียงแต่พอกลับมานั่งคิดแล้วมันคิดได้เท่านั้นเอง”

เป้าหมายและท้าทาย

กรรมการบริหาร ไอ.ซี.ที. บอกว่า ปัจจัยที่ทำให้องค์กรแห่งนี้ประสบความสำเร็จและกวาดรางวัลมาแล้วทุกด้าน มีประกอบของแนวคิดการบริหาร ที่เรียกว่า Talent and Target (ทาเลนต์ แอนด์ ทาร์เก็ต) คือเป้าหมายและท้าทาย มีทั้งหมด 5 เป้าหมาย 3 ความท้าทาย

“เป้าหมายอย่างแรกคืองานต้องมีคุณภาพ ลูกค้าชอบและบริษัทได้ สองคือต้องมีคุณภาพ สามคือเวลา ถ้าเราทำเวลาให้เร็วขึ้นลูกค้าก็ชอบ การส่งมอบก็ตรงตามเป้า เราทำเวลาให้พอเหมาะกับเรา เราประหยัดเงิน

สิ่งต่อมาเรามองเรื่องต้นทุน ถ้าเราสามารถทำงานที่มีคุณภาพในปริมาณมาก และภายในเวลาที่กำหนดหรือก่อนกำหนดต้นทุนก็ต่ำลง แต่สุดท้ายที่กล่าวมาทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้นเลย หากเราไม่มีองค์ความรู้ เป็น 5 ปัจจัยที่เรามองว่าสำคัญ

3 ความท้าทาย คือประสิทธิผล ผมทำงานจำนวนมาก ได้คุณภาพ และในเวลาที่กำหนด ประสิทธิภาพ ผลผลิต สิ่งที่แถมมาคือสองการกระทำ เราเรียกว่าความรับผิดชอบในหน้าที่กับรับผิดชอบโดยจิตสำนึก ถ้าเรารับผิดชอบโดยจิตสำนึกก็จะทำให้เราท้าทาย มากกว่าสิ่งที่ทำตามหน้าที่ (5 เป้าหมาย 3 ท้าทาย 2 การกระทำ) สิ่งที่เราปฏิบัติมาตลอด”

ในวันที่ผ่านพ้นอุปสรรคมาจนวันนี้ อภิชัย ชี้ว่ามีอยู่ 2 อย่างที่ท้าทายเมื่อองค์กรเติบโต อย่างแรกคือระบบ สองคือคน ระบบดีถ้าคนไม่ดีก็ทำงานไม่ได้ ระบบดีต้องอยู่ที่คนปฏิบัติที่ดีด้วย

“เราเกิดขึ้นจากไม่มีระบบ ไม่มีวิสัยทัศน์ตอนตั้งบริษัทใหม่ๆ เรามีเป้าหมายเมื่อดำเนินงานมา 10 ปีแล้ว ตอนแรกเราต้องการแค่อิ่มท้องต้องหาเงินก่อน เมื่อเรามีคนหมู่มากก็มีระบบ อะไรที่ยากที่สุดก็คือคนกับระบบที่ต้องสอดคล้องไปด้วยกัน

ดังนั้น เป้าหมายของ ไอ.ที.ซี. ต้องเติบโตด้วยการพัฒนาภายในองค์กร เติบโตอย่างพอดี ยึดมั่นในแนวทางของตัวเอง คือเติบโตด้วยเงินทุนและกำไรของเราทีละขั้นทีละตอน”

หรือกาแฟจะขาดแคลนในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541485

  • วันที่ 23 ก.พ. 2561 เวลา 14:05 น.

หรือกาแฟจะขาดแคลนในอนาคต

เรื่อง เอกศาสตร์ สรรพช่างภาพ รอยเตอร์ส

ช่วงเวลาเดียวกันนี้ของปีที่แล้วผมกำลังยืนต่อแถวอยู่ที่ร้านกาแฟแถวไทม์สแควร์ อากาศที่ยังหนาวมากดึงดูดคนให้เข้าร้าน คนก็ยืนต่อแถวกันจนแน่น ใช้เวลารอคิวอยู่นานกว่าจะได้กาแฟร้อนสักแก้วหนึ่ง ผมพบว่าร้านสตาร์บัคส์และร้านกาแฟสาขาส่วนมากในนิวยอร์กมีคนต่อคิวซื้อกาแฟกันแน่นแบบนี้ทุกเช้า สาย บ่ายจนถึงเย็นก็ยังมี

วูบหนึ่งตอนต่อแถวก็คิดขึ้นได้ว่าตั้งแต่เข้าร้านกาแฟมาผมไม่เคยเจอพนักงานบอกว่ากาแฟหมดแล้วมาก่อนเลย คนอื่นไม่รู้เคยเจอไหม แต่ตั้งแต่ดื่มกาแฟมาก็ไม่เคยได้ยินคำปฏิเสธแบบนี้ให้ได้ระคายหู

แต่ถ้าหากวันหนึ่งเราตื่นขึ้นมาพร้อมกับพบว่ากาแฟเป็นของหายากขาดแคลนเหมือนทุเรียนลับแล คุณกับผมผู้เสพกาแฟราวกับน้ำเปล่า จะมีชีวิตอยู่อย่างไร แถมคนก็ยังดื่มกาแฟกันมากขึ้นทุกวัน

ปัจจุบันธุรกิจกาแฟเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มากนะครับ มีคนเข้ามาเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่ธุรกิจนี้นับตั้งแต่คนปลูกไปจนถึงคนดื่มน่าจะเกือบหนึ่งในสามของประชากรของโลกได้ เราดื่มกาแฟกันทั่วโลกมากกว่า 2.5 หมื่นล้านแก้ว/ปี เฉพาะในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวธุรกิจกาแฟมีเงินหมุนเวียนกว่า 1.5 ล้านล้านบาท/ปี นั่นก็เกือบจะเทียบเท่างบประมาณทั้งปีของประเทศบางประเทศ

ธุรกิจที่ใหญ่โตขนาดนี้ย่อมต้องการจำนวนวัตถุดิบมากมายมหาศาลในการหล่อเลี้ยงให้ร้านกาแฟทั้งหลายมีกาแฟเสิร์ฟคุณและผมทุกเช้า แน่นอนครับปัญหาที่เกิดขึ้นกับวงการอุตสาหกรรมกาแฟก็เป็นกับเขาเหมือนกัน

ผมเคยไปสังเกตการซื้อขายเมล็ดกาแฟบนดอยที่เชียงใหม่และเชียงรายต่างกรรมต่างวาระกันอยู่หลายปี ก็พบว่าทุกวันนี้การซื้อขายนั้นพัฒนาไปมากและหลายอย่างเกี่ยวเนื่องกันไปหมดอย่างไม่น่าเชื่อ ส่งผลต่อกันกับเป็นทอดๆ เป็นห่วงโซ่ เช่น การเก็บเมล็ดกาแฟในที่ๆ แสงน้อยหากขาดผู้เชี่ยวชาญก็อาจทำให้เก็บเมล็ดที่ยังไม่สุกดี (ยังไม่แดงก่ำเป็นผลเชอร์รี่มาขาย) ก็อาจทำให้เสียราคา การแปรปรวนของสภาพอากาศก็ทำให้ชาวไร่ต้องวางแผนการเก็บกาแฟให้ดี เพราะหากเกิดฝนหลงฤดูขึ้น (ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ) การเก็บกาแฟก็อาจต้องเก็บทั้งๆ ที่ยังไม่พร้อม เมล็ดกาแฟทั้งหมดอาจเกิดความเสียหาย เช่น หล่นร่วง หรือเน่าคาต้น ขึ้นรา ฯลฯ เรื่องเหล่านี้ก็เป็นปัจจัยทำให้เกิดความผันผวนของราคาเมล็ดกาแฟขึ้น ราคาเมล็ดก็แพงขึ้น เราผู้ดื่มก็ต้องเสียเงินซื้อกาแฟในราคาที่แพงขึ้น เจ้าของโรงคั่วก็อาจต้องหาเมล็ดกาแฟจากที่อื่นมาผสม เพื่อลดต้นทุน แต่ยังคงมาตรฐานของแบรนด์ของตัวเองไว้ให้ได้ ฯลฯ

การซื้อขายเมล็ดกาแฟทุกวันนี้ก็ไม่ แตกต่างราคาพืชผลอย่างอื่น มีการเก็งราคาผลผลิต มีการซื้อขายล่วงหน้า อย่าลืมว่าทุกวันนี้กาแฟเป็นของเหลวอันดับสอง ที่มีการซื้อขายกันมากที่สุดในโลกรองจากน้ำมัน (แซงหน้าชาไปแล้วที่เคยอยู่ในอันดับนี้เมื่อสักสิบปีก่อน) ฉะนั้นมันเป็นทรัพย์สินที่มีค่า มันจึงเต็มไปด้วยมาตรการควบคุมมากมาย ทั้งในแง่ของมาตรการทางสังคม เช่น เรื่อง Fair Trade (การค้าขายโดยได้รับการรับรองว่ามีการค้าขายกันอย่างเป็นธรรมและไม่มีการกดขี่แรงงานในไร่) หรือเรื่องของมาตรการทางสุขภาพอย่างเรื่องของการรับรองการปลอดสารพิษ หรือการเพิ่มมูลค่าในแบบอื่นๆ (เช่น กาแฟขี้ชะมด ขี้ควาย ขี้ช้าง) แม้แต่กาแฟโรบัสต้าก็ยังอยู่ในกระบวนการของห่วงโซ่นี้เช่นกัน

สิ่งที่ท้าทายของผู้ปลูกกาแฟทุกคนก็คงไม่แตกต่างจากการเกษตรแบบอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็คือ เมื่อพัฒนาถึงจุดๆ หนึ่งจะเริ่มมีปัญหาเข้ามาท้าทายมากขึ้น ทั้งเรื่องคุณภาพของสินค้าที่อาจไม่คงที่ ปัญหาเรื่องการใช้สารเคมีมากไป ปัญหาแรงงานที่ไม่เคยพอเพียงกับการทำการเกษตร ฯลฯ เรื่องเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในหลายประเทศ

ในแอฟริกาปัญหาใหญ่ที่สุดคือเรื่องสภาพอากาศและการขาดกำลังขาดแคลนแรงงาน แม้แต่ในบราซิลเองก็เคยได้ยินข่าวว่าแรงงานในไร่กาแฟของบราซิลเริ่มมีไม่พอ เพราะคนรุ่นใหม่หันไปทำอย่างอื่นกันมากขึ้น ต้องนำเข้าแรงงานต่างด้าวมาทำ แต่แรงงานเหล่านี้หมุนเวียนเร็วและความชำนาญเรื่องการเก็บเกี่ยวก็ไม่มี ก็มีการพูดถึงการเติม “นวัตกรรม” ลงไปในอุตสาหกรรมที่ดูขายความเก่าแก่ดั้งเดิม เช่น การทำไร่แบบ Minimize หรือ Lean Business หรือ ไคเซ็น คือใช้เงินให้น้อยที่สุดในการปลูก ลดแรงงาน แต่ยังให้ผลผลิตที่ดีและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม การพัฒนากาแฟให้เป็นเหมือนสินค้าที่มีเอกลักษณ์ตามแหล่งปลูกให้มากกว่านี้และชัดเจนกว่านี้ เพื่อเพิ่มมูลค่าและความจำเพาะให้มากกว่านี้

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่จะช่วยให้เกษตรกรทำงานได้ง่ายมากขึ้นก็คือเรื่องเทคโนโลยี ทุกวันนี้เกษตรกรของเราก็ก้าวหน้าไปมากนะครับ เกษตรกรรู้จักเช็กสภาพอากาศทางมือถือเพื่อดูแนวโน้มว่าเขาควรต้องกะระยะเวลาในการเก็บเมล็ดาแฟตอนไหน วันนี้พระอาทิตย์ตกเร็วไหม ฝนจะตกหรือเปล่า เรื่องพวกนี้หากสามารถส่งเสริมความรู้เหล่านี้ แน่นอนผลที่ตามมาก็คือเราจะลดความเสียหายระหว่างการปลูกได้มากขึ้น ผลผลิตก็น่าจะดีตามไปด้วย

ในบรรดาอาชีพที่ผมเคยเห็นมาตลอดอายุ 40 กว่าปีทั้งรายได้และวิถีชีวิต อาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพที่เปลี่ยนแปลงช้าที่สุด แต่ผมมีความเชื่อลึกๆ ว่าหากเราเริ่มต้นด้วยกาแฟ เหมือนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมองเห็นความสามารถในการใช้พืชชนิดนี้ดูแลคนได้

กาแฟไม่น่าจะหายไปจากโลกและหวังว่าเกษตรกรรุ่นใหม่น่าจะมีชีวิตดีขึ้นกว่าคนรุ่นพ่อแม่เราแน่นอน

6 วิธีง่ายๆ ช่วยให้สมองเป็นวัยรุ่นเสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541301

  • วันที่ 22 ก.พ. 2561 เวลา 14:10 น.

6 วิธีง่ายๆ ช่วยให้สมองเป็นวัยรุ่นเสมอ

เรื่อง : กาญจนา

อย่างที่สุภาษิตไทยกล่าวไว้ “ไม่มีใครแก่เกินเรียน” แต่ถ้าจะให้คนสูงวัยเรียนรู้ได้เร็วไวเหมือนวัยรุ่นก็คงไม่ได้ ทว่า ดร.ราเชล วู ผู้ช่วยศาสตราจารย์ คณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียริเวอร์ไซด์ ได้เขียนรายงานและตีพิมพ์ในวารสารเกี่ยวกับพัฒนาการของมนุษย์ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้สมองของผู้สูงวัยกลับไปมีความสดใหม่เหมือนวัยรุ่น โดยใช้วิธีกับที่เด็กเรียนรู้ จะช่วยให้ผู้ใหญ่พัฒนาความสามารถใหม่ๆ สามารถทำงานอดิเรกใหม่ที่ยังไม่เคยทำ และช่วยชะลอความเสื่อมในการจำด้วย

ดร.ราเชล แนะนำ 6 วิธีพื้นฐานที่เด็กใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการจำ การควบคุมตัวเอง และการสนใจใคร่รู้ ซึ่งเธอเชื่อว่าวิธีเดียวกันนี้จะช่วยให้ผู้ใหญ่มีสมองที่ดีอยู่เสมอด้วยเช่นกัน

1.ออกไปนอกคอมฟอร์ตโซน

ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักใช้ทักษะเดิมๆ ในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่าง การใช้ทักษะในการทำงานเดิมทุกวัน ขับรถไปทำงานเส้นทางเดิมทุกวัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่จะทำให้คุณรู้สึกปลอดภัยและรู้ว่าทำได้ดี แต่ขณะเดียวกัน การใช้ทักษะเดิมซ้ำๆ กลับเป็นการปิดกั้นการทำงานและการสร้างสรรค์ของสมอง

ดร.ราเชลกล่าวต่อว่า “ถ้าคุณพยายามเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และคุณค้นพบว่ามันง่ายสำหรับคุณมาก นั่นเป็นสัญญาณเดียวกับที่เด็กเป็น ฉะนั้นลองเปลี่ยนพฤติกรรม พัฒนาทักษะ สู่สิ่งใหม่ สถานการณ์ใหม่ เพื่อท้าทายประสบการณ์เดิมของตัวเอง ซึ่งจะช่วยพัฒนาประสิทธิภาพของความจำของสมองต่อไปด้วย”

2.เรียนรู้อยู่เสมอ

อาจจะยากเกินไปที่จะให้ผู้ใหญ่กล้าที่จะลองทักษะใหม่ด้วยตัวเอง ดร.ราเชลจึงแนะนำว่า ดังนั้นให้จ้างคุณครูหรือซื้อคอร์สเรียน อันจะเป็นวิธีที่ช่วยให้คุณมีวินัยและมีพัฒนาการเร็วขึ้น แล้วทุกคนจะทราบว่า ไม่มีใครแก่เกินเรียน และไม่ว่าอายุไหนทุกคนก็ยังเป็นผู้เรียนที่ดีอยู่เสมอ

3.เชื่อในตัวเอง

“ข้อนี้น่าจะเป็นข้อที่ยากที่สุด เพราะมันเกี่ยวโยงกับวัฒนธรรมและแบบแผนในการดำเนินชีวิต”

ดร.ราเชลอธิบายว่า คนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุจำเป็นต้องมีพรสวรรค์มากกว่าความขยันเพื่อที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต จึงเป็นการยากที่จะทำให้ผู้สูงวัยลุกขึ้นมาเชื่อมั่นในตัวเอง และยากที่จะทำให้ตัวเองรู้สึกว่าสามารถทำอะไรก็ได้หากมีความมั่นใจในตัวเอง

4.พาตัวเองไปอยู่ในสังคมที่เกื้อหนุน

สาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงวัยไม่กล้าเรียนรู้สิ่งใหม่ คือ ความกลัวที่จะผิดพลาด เพราะหากพวกเขาลองแล้วแต่ล้มเหลว จะรู้สึกว่าตัวเองใช้ไม่ได้ สิ้นเปลืองเงินทอง และอยากละเลิกเสียตอนนั้น แต่ในทางตรงกันข้าม สำหรับเด็กแล้ว หากเขาทำอะไรไม่ได้หรือยังไม่สำเร็จ เด็กจะลองทำต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้จนกว่าจะสำเร็จเข้าสักวัน

ดังนั้นจึงมีความสำคัญในการสร้างสังคมที่จะคอยสนับสนุนและเกื้อหนุนกันและกัน สังคมที่จะให้กำลังใจคนที่กล้าลองอะไรใหม่ๆ และไม่ตอกย้ำถ้าล้มเหลว “พาตัวเองไปอยู่กับความคิดแง่บวก” ดร.ราเชลกล่าว “โดยพื้นฐานแล้วคงไม่มีใครอยากอยู่ในสังคมที่มีแต่พลังงานลบ แต่กลับเป็นเรื่องยากที่จะหาสังคมที่ดี ที่เข้าใจ และเต็มไปด้วยพลังงานบวกให้แก่กัน”

5.วางเป้าหมายให้ชัดและอย่ายอมแพ้

แต่ละคนล้วนมีแรงผลักดันให้ไปถึงเป้าหมายต่างกัน ดร.ราเชลกล่าวต่อว่า บางงานวิจัยระบุ การบอกเล่าเป้าหมายให้เพื่อนหรือครอบครัวฟังก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้คุณมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมาย นอกจากนี้การมีเป้าหมายในชีวิตยังทำให้คุณรู้สึกมีคุณค่า มีอนาคต และมีแรงที่จะเดินไปข้างหน้าทุกวัน

6.เรียนรู้มากกว่าหนึ่งอย่างในครั้งเดียว

“สำหรับผู้สูงอายุเวลาเป็นสิ่งมีค่า จึงควรทำหลายอย่างพร้อมกันในเวลาเดียวกัน” ดร.ราเชลแนะนำเป็นข้อสุดท้าย กล่าวคือ หากตอนนี้คุณมีงานอดิเรกเพียง 1 อย่าง เธอแนะนำให้หาสิ่งอื่นทำอีกสัก 3 อย่าง เพื่อบังคับให้สมองทำงานหลากหลายมากขึ้น

“ปีนี้คุณเริ่มเรียนรู้ภาษาที่สาม จากนั้นในปีหน้าคุณไปเรียนร้องเพลง และต่อไปอีกปีคุณก็หาอะไรใหม่ๆ ทำอีกสักอย่าง การเรียนรู้ทักษะใหม่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้สมองของคุณไม่หยุดพัฒนาและทำให้คุณมีทักษะหลายด้านด้วย”

ข้อแนะนำทั้ง 6 ข้อเป็นการสังเคราะห์งานวิจัยมานานกว่า 5 ทศวรรษ ซึ่งเธอเชื่อว่า วิธีเหล่านี้จะช่วยให้การทำงานของสมองผู้สูงวัยมีประสิทธิภาพ และยังเป็นหนุ่มสาวอยู่เสมอ ติดตามเรื่องราวด้านสุขภาพอื่นๆ ของ ดร.ราเชลได้ทางเว็บไซต์ Health.com n

ปลุกหัวใจ คนไทยพิทักษ์ป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541348

  • วันที่ 22 ก.พ. 2561 เวลา 13:36 น.

ปลุกหัวใจ คนไทยพิทักษ์ป่า

เรื่อง : ชุติมา สุวรรณเพิ่ม, จีรวัฒน์ กล้ากะชีวิต

ข่าวเลวร้ายที่ซ่อนตัวในผืนป่าลึก กำลังถูกเผยออกมาจากป่าทุ่งใหญ่นเรศวรในเวลานี้ การตายของเสือดำ 1 ตัว และชีวิตสัตว์สงวนตัวเล็กๆ ทั้งไก่ฟ้า เก้ง จะต้องไม่ใช่เรื่องจบลงง่ายๆ แบบไฟลามทุ่งแน่นอน เมื่อผู้หลักผู้ใหญ่จับมือกับคนรุ่นใหม่ ทั้งนักธุรกิจ ศิลปิน ดารา เซเลบริตี้ จัดงานระดมทุนกันแข็งขัน เพื่อหารายได้ร่วมสมทบทุนต่อชีวิตสัตว์ป่า

มีการรวมตัวทำจริงจัง คึกคัก 2 งานในเดือนนี้ มีผู้เข้าร่วมงานกันอุ่นหนาฝาคั่ง จิตอาสาคนละไม้ละมือ นักธุรกิจเป็นสปอนเซอร์จัดงานใหญ่ ศิลปินวาดภาพนำเงินเข้ากองทุน ซึ่งก็เห็นได้ชัดเจนถึงการ “สานต่อ” เจตนารมณ์ในการเป็นผู้พิทักษ์ป่าของคนรุ่นต่อๆ มา ส่งไม้ต่อกันมุ่งมั่น เพื่อพิทักษ์สถานการณ์ป่าไม้ไทยที่เหลือเพียงหยิบมือ

ในปี 2559-2560 กรมป่าไม้ เผยข้อมูลมีพื้นที่ป่าลดลงจากปีที่ผ่านมา ราว 0.02% หรือ 6.5 หมื่นไร่ ป่าไม้เมืองไทยหดหายไปทุกๆ ปี

เราทุกคนคือผู้พิทักษ์ป่า

กรณีข่าวใหญ่เป็นกระเเสสังคมในเวลานี้ กับการที่ “ผู้มีฐานะ” บุกรุกลักลอบตั้งแคมป์พักแรม และเข้าล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก แต่ก็ไม่รอดพ้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ ตรงไปตรงมา ของวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ผู้พิทักษ์พื้นที่

“หัวหน้าวิเชียร” กลายเป็นกุญแจดอกเล็ก ผู้ไขความลึกลับป่าผืนกว้างใหญ่ของไทย ฉายภาพชัดเจนยิ่งขึ้น กับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ทุ่มเทอย่างยากลำบาก แล้วในที่สุดข่าวร้ายครั้งนี้ก็กลับกลายเป็นอีกเรื่องดีๆ กับการร่วมแรงร่วมใจของคนในเมืองหลวง จัดกิจกรรมเพื่อคนทำงานในป่า ระดมพลังหารายได้และสิ่งของที่จำเป็น สำหรับการทำงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า 25 ชุดลาดตระเวน

งานใช้ชื่อเริ่มต้นมาจากฮีโร่นักอนุรักษ์ป่า “สืบสานตำนาน บริบาลผู้พิทักษ์ป่า” จัดขึ้นที่โถงชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การอ่านบทกวี นิทรรศการภาพถ่ายสัตว์ป่า ดนตรี การออกร้านจำหน่ายสินค้า

การเสวนามีผู้หลักผู้ใหญ่ขึ้นเวทีให้ข้อมูลสถานการณ์ป่าไม้ หัวข้อเรื่อง “ว่าด้วยการอนุรักษ์สัตว์ป่า สิ่งแวดล้อม และความสำคัญของกองทุนพิทักษ์ป่า”ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ ณ อยุธยา ช่างภาพสัตว์ป่าและนักเขียนชื่อดัง ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร สมโภชน์ มณีรัตน์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี หลายๆ เรื่อง จากป่า ถูกเผยแพร่ออกสู่เมือง

สืบสานตำนาน บริบาลผู้พิทักษ์ป่า

“หัวหน้าสมโภชน์” เริ่มการพูดคุยให้ตัวเลขภาพรวมพื้นที่ป่า คนไทยฟังแล้วก็ใจชื้น คือถ้าจะบอกว่าป่าไม่ดีเลยก็ไม่ใช่ ตามเป้าหมายของประเทศพื้นที่ป่าต้องมี 40% เวลานี้ทำได้ 32% อยู่ในระดับที่ดีขึ้น

“ภาพรวมป่าไม้ กับสัตว์ป่า ก็จะมีสภาพที่ดีขึ้นตามลำดับไปด้วยนะครับ แล้วไม่ได้หมายความว่า ดีแล้วจะหยุดทำ ระบบการป้องกันต้องทำตลอดเวลาครับ ยิ่งสถานการณ์ดีขึ้น ยิ่งหยุดการดูแลป้องกันการล่าไม่ได้ครับ เพราะถ้าเจ้าหน้าที่อ่อนแอเมื่อใด โดนเมื่อนั้น

การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดคือ สัตว์ป่าเพิ่มขึ้น วัวแดง นกยูง เสือ ช้าง พบเจอได้ง่ายมากครับ ขณะเดียวก็ยังคงพบเห็นซากสัตว์ที่ถูกล่าเช่นกัน

เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นอาชีพที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก เป็นอาชีพที่ไม่ทำเงินเมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ ทุกคนที่เข้ามาทำต้องมีใจรักจริง ต้องมีการสแกน คนเรียนเก่งมากๆ มาสมัคร ก็อาจจะเดินป่าไม่เป็น ขณะเดียวกันคนที่เรียนไม่สูงแต่ชำนาญการเดินป่า เราก็จะมีวิธีการคัดเลือก นายพรานกลับใจมาช่วยงานก็มีครับ ผมได้เจอชาวกะเหรี่ยงมาทำงานเป็นผู้พิทักษ์ เขามีความสุข เขาได้รักษาป่าที่เขารัก” สมโภชน์ ให้ข้อมูลที่คนเมืองใคร่รู้

ม.ล.ปริญญากร กล่าวสำทับเห็นด้วยกับเรื่องของการรับคนเข้ามา ในฐานะช่างภาพสัตว์ป่ามือวางอันดับต้นของไทย กล่าวว่า เสืออยู่ได้ ก็ต้องมีเหยื่อให้ล่า การอนุรักษ์เสือไว้ จึงต้องรักษาเหยื่อไว้และรักษาป่าที่อยู่อาศัยของสัตว์น้อยใหญ่ ให้เป็นไปตามระบบนิเวศของธรรมชาติ

“คนเป็นสิ่งมีชีวิตที่ละโมบที่สุด ไปรุกล้ำถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ธรรมชาติจะวุ่นวายทุกครั้งที่คนเข้าไปยุ่ง และเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว กว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ นับเป็นเรื่องยาก

ความเชื่อเรื่องยาชูกำลังในชาวเอเชีย และเป็นสิ่งไม่หายไปจากสังคมไทย แม้แต่เด็กรุ่นใหม่ก็มีความคิดอยากล่าสัตว์ ซึ่งตลอดเวลาที่ผมทำงานถ่ายภาพ และนำเสนอเรื่องของป่าสู่สังคมภายนอก ก็เพื่อสื่อให้คนเข้าใจธรรมชาติเยอะขึ้น วันนี้ขบวนการฆ่าสัตว์ป่าคงอยู่ครับ และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ พื้นที่เปิดให้คนเข้าไปได้จึงต้องควบคุมมาตรฐานให้มากขึ้น การอนุรักษ์ไม่ใช่การดูแลสัตว์ตัวใดตัวหนึ่ง แต่เป็นการดูแลความสมดุลของป่าทั้งหมด”

คนทำงานป่าคุ้นเคยกันดี ศศิน แจงรายละเอียดพื้นที่ป่าในไทยราว 102 ล้านไร่ แต่มีเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนเพียง 5 ล้านไร่เท่านั้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ “หัวหน้าวิเชียร” ทำงาน ซึ่งเป็นการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ แล้วแม้กลุ่มผู้พิทักษ์ป่าจะทำงานหนักขนาดไหน แต่เมื่อเทียบกับสัดส่วนของป่าไม้ในประเทศแล้วก็ยากที่จะดูแลได้ทั่วถึง

“ทุ่งใหญ่ห้วยขาแข้งยังมีเสือโคร่ง กระทิง วัวแดง ควายป่าอยู่ในป่าแห่งนี้ซึ่งเป็นผืนสุดท้าย และมีแบ็กแพ็กเกอร์ (เผยข้อมูลพลางยิ้ม) การเดินลาดตระเวนต้องสม่ำเสมอครับ สัตว์ใหญ่เหล่านี้มีมูลค่า 7 หลัก เมื่อแปลงเป็นยาชูกำลังได้ตั้งแต่เขายันหาง เสือ ไปจนไม้พะยูง มีการลักลอบล่าอยู่ตลอดเวลา เจ้าหน้าที่ป่าไม้ต้องทำงานเป็นเชิงคุณภาพแบบพี่วิเชียร

รายได้จากการบริจาคงานนี้ ผมกลัวมากๆ นะครับว่าคนจะครหาว่าจัดเพื่อเกาะกระแส แต่พอผมเดินเข้ามาในงาน กลับกลายเป็นรู้สึกดีใจที่ได้เห็นคนมาเยอะ ดีใจเห็นการร่วมแรงร่วมใจมาช่วยทุ่งใหญ่ ช่วยพี่วิเชียร ที่ทำงานด้วยความรักแผ่นดิน รักป่าจริงๆ”  ศศิน กล่าวไว้ในวงเสวนา ซึ่งมีเสือดำเป็นตัวจุดพลังการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน

นิธิ สมุทรโคจร

รักษ์ป่า ต้องมีหัวใจรักจริง

อีกหนึ่งงานรวมพลคนรักป่า จัดขึ้นเพื่อนำรายได้สมทบทุน “มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก” งานจัดในช่วงวันแห่งความรักเป็นประจำทุกๆ ปี “13 ก.พ. วันรักนกเงือก” ปีนี้จัดในคอนเซ็ปต์ “รวมใจให้นกเงือก” เจ้าภาพเจ้าเก่า มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก ร่วมกับผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกาย ฮอร์นบิล (Hornbill)  กิจกรรมคึกคักเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้า จนถึงเย็นย่ำที่สวนนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ไฮไลต์การเสวนาในหัวข้อ “เรื่องเล่าจากป่า” รวมถึงร่วมฟังประสบการณ์จากช่างภาพสัตว์ป่า เกี่ยวกับ “นกเงือก…กับการถ่ายภาพเชิงอนุรักษ์” เป็นอีกงานที่มีคนทำงานรักป่า นักธุรกิจ ดารามาร่วมงานมากหน้าหลายตา

นิธิ สมุทรโคจร ร่วมงานนี้โดยบอกมาในฐานะ “สื่อ” เจ้าของรายการโทรทัศน์ “สมุทรโคจร” นำเสนอการท่องเที่ยว ซึ่งเรื่องธรรมชาติป่าเขา รายการนี้ทำอย่างลึกเข้าถึงป่าตัวจริง โดยทำงานกับกลุ่ม ตชด. 44 (ตำรวจตระเวนชายแดน) จ.ยะลา

“ผมเข้าป่าฮาลา-บาลา 2 รอบแล้วครับ รอบแรกก็เริ่มรู้จักนกเงือก รอบสอง เจาะลึกซึ้งเลย โดยไปกับกลุ่มมูลนิธินกเงือกลงไปพื้นที่ไปสำรวจ ก็เริ่มอินไปเรื่อยๆ เห็นความสำคัญที่มากกว่า นกเงือกเป็นสัตว์ผัวเดียวเมียเดียว แต่สิ่งสำคัญกว่า คือ ถ้าในวันหนึ่งไม่มีนกเงือก ก็ไม่ใช่เพียงสัตว์ชนิดหนึ่งสูญพันธุ์ไป นกชนิดนี้หมายถึงความสมบูรณ์ของผืนป่า เป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบต่อมนุษย์เราด้วย

วัชรบูล ลี้สุวรรณ

ผมเป็นคนชอบเรียนรู้ ไปได้มันทุกที่ ลงไปฮาลา-บาลาครั้งแรก ผมไปเรียนรู้เรื่องชุมชน อ.บันนังสตา ธารโต บางลาง มีปัญหามีระเบิด ผมอยากรู้ว่าคนอยู่อย่างไรในชุมชน อยากนำเสนอเรื่องราวคนในพื้นที่ ซึ่งไปเกี่ยวพันกับผืนป่าผืนนี้ที่กว้างใหญ่มาก 389,813 ไร่ คือป่าดิบชื้นสมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาค หรือบนโลกใบนี้ก็ว่าได้ กระทิง ผมเจอตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปเลย

ป่าลึกมาก ในป่าเราต้องนั่งเรือ โทรศัพท์มือถือใช้ไม่ได้ ต้องใช้วิทยุตำรวจสื่อสารผ่านฐานการทำงาน นั่งเรืออย่างเดียวก็ใช้เวลาหลายชั่วโมงแล้ว เดินป่าเข้าไปอีกเป็นวันๆ เพื่อจะเข้าไปดูแหล่งที่อยู่อาศัยของนกเงือก ป่าฮาลา-บาลา เป็นเส้นการบินไปสู่ป่าห้วยขาแข้ง นกจะอพยพลงมาแล้วก็กลับไป เป็นแบบนี้ทุกๆ ปี จำนวนแต่ละปีก็ไม่เท่ากัน สัตว์ป่าเหล่านี้มันคือความยิ่งใหญ่นะครับ” นิธิ กล่าวย้ำสิ่งที่ต้องการสื่อถึงคนรุ่นนี้ให้รับรู้

ดาราระดับพระเอก วัชรบูล ลี้สุวรรณ มาร่วมงานนี้ในฐานะช่างภาพสัตว์ป่า รีบออกตัวว่าเป็นเพียงมือสมัครเล่น แต่เมื่อเขาโชว์รูปให้ดู ก็รู้ถึงความรักจริง

“ผมชอบเข้าไปใช้ชีวิตในป่า ชอบความเงียบสงบ และชอบสัตว์ป่า ตั้งแต่เด็กๆ แล้วครับ ชอบเสือโคร่ง ช้าง ก็เริ่มจับกล้องถ่ายรูปสัตว์พวกนี้ ป่าที่แรกคืออุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กางเต็นท์แคมป์พะเนินทุ่ง แคมป์บ้านกร่าง ก็ได้เจอทั้งช้างป่า นกเงือกก็ได้เจอที่นี่”

วัชรบูล บอกพร้อมเสียงหัวเราะว่าไม่มีสไตล์ ถ่ายภาพไปเรื่อยเปื่อย ถ่ายในสิ่งที่ชอบ ส่วนใหญ่ก็จะได้รูปธรรมชาติ ภาพสารพัดสัตว์ ติดกล้องกลับมาทุกครั้ง

“ผมต้องการสื่อภาพป่าเมืองไทย มีอะไรดีๆ กว่าที่เรารู้เยอะนะครับ เช่น เรื่องการอนุรักษ์พวกเสือโคร่ง สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เป็นสถานีวิจัยที่ได้รับการยอมรับว่าเก่งมากในระดับโลก ทีมวิจัยศึกษานกเงือก ของ ศ.พิไล พูลสวัสดิ์ ก็ได้รับการยอมรับระดับโลกเช่นกัน ซึ่งเราไม่ได้รับรู้ข่าวพวกนี้เพราะไม่ใช่ข่าวกระแสหลัก ผมถ่ายภาพนกเงือกได้ทั้งที่แก่งกระจาน ป่าอีกแห่งคือห้วยขาแข้ง

ส่วนใหญ่จะเป็นนกเงือกสีน้ำตาล นกกก นกเงือกกรามช้าง เวลานกเงือกบินกระพือปีกเสียงดังมาก จึงเห็นง่าย ยิ่งช่วงที่ลูกไทรสุก นกบินมากิน เราก็ไปนั่งรอถ่ายรูปกลมกลืนกับธรรมชาติ

ภาพประทับใจที่สุด คือ ภาพเสือโคร่งถ่ายจากเลนส์ซูม เป็นความสนุกที่ผมได้จากการถ่ายภาพ แต่สิ่งที่ผมต้องการสื่อคือประเทศของเรามีป่าไม้แจ๋วๆ อยู่นะครับ เพราะฉะนั้นพวกเราต้องช่วยกันดูแลครับ” วัชรบูล บอกทิ้งท้ายในงานที่จัดเพื่อสืบสานการอนุรักษ์ป่า คนรุ่นใหม่ร่วมงานคึกคัก