ดูไพ่ ดูดวง และฮวงจุ้ย งานอดิเรกช่วยคนและทำเงินได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541194

  • วันที่ 21 ก.พ. 2561 เวลา 17:20 น.

ดูไพ่ ดูดวง และฮวงจุ้ย งานอดิเรกช่วยคนและทำเงินได้

เรื่อง ภานุ

บุ๊ค-ณัชฐปกรณ์ อัครเลิศสุวรรณ วัย 32 ปี เรียนจบจากคณะบริหารธุรกิจ การตลาด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตพณิชยการพระนคร ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของบริษัท ไทยวัสดุ ซึ่งเป็นงานประจำ แต่ขณะเดียวกันก็มีงานอดิเรกโดยเป็นหมอดูไพ่ยิปซี ดูดวงด้วยศาสตร์ตัวเลข และดูฮวงจุ้ยเป็นงานเสริม ที่นอกจากจะ ได้ช่วยผู้คนแล้ว ยังทำรายได้ให้อย่างดี

“ขอเท้าความก่อนว่าครอบครัวผมชอบเกี่ยวกับเรื่องดูดวงมาตั้งแต่ผมยังเด็กๆ และตัวผมเองก็ชื่นชอบศาสตร์การดูดวงมานานแล้ว แต่เริ่มมาสนใจจริงจังก็ในช่วงที่ผมทำงานประจำนี่แหละครับ เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา ผมมักจะไปให้หมอดูดูดวงให้เกือบทุกเดือนเลย กระทั่งมาสนใจศึกษาอย่างจริงจังในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างจะเชื่อนะ แล้วยังรู้สึกว่าทำไมหมอดูถึงทำนายเรื่องของเราได้แม่นยำจังเลย

เมื่อคิดดังนั้นผมจึงเริ่มศึกษาและไปลงคอร์สเรียนดู ไพ่ยิปซีที่สมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ปัจจุบันผมเรียนจบทั้งคอร์สดูไพ่ยิปซี ดูดวงด้วยตัวเลข ดูด้วยเวลาเกิด ดูเบอร์โทรศัพท์ ดูชื่อ นามสกุล (เปลี่ยนชื่อ) และดูฮวงจุ้ย เรียกว่าเริ่มจากเป็นงานอดิเรกที่ตัวเองชอบก่อน จนตอนนี้ผมได้ผันเป็นอาชีพเสริมที่ช่วยสร้างรายได้ให้ตัวเองด้วย นอกจากนี้ผมยังดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายกิจกรรมของสมาคม โหรฯ ด้วยครับ”

บุ๊คบอกว่า การเรียนศาสตร์เกี่ยวกับดวงชะตาไม่มีวันเรียนรู้ได้จบหมด เพราะมีศาสตร์ที่หลากหลายแตกแขนงอีกมากมายให้เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ซึ่งทุกวันนี้เขาก็ยังศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ

“สำหรับการดูไพ่ยิปซี ผมจะรับงานตั้งแต่ 6 โมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาหลังเลิกงานเป็นต้นไป ลูกค้าสามารถให้ผมดูไพ่ยิปซีทางโทรศัพท์ หรือจองคิวแล้วนัดสถานที่ไปเจอกันก็ได้ แล้วแต่สะดวก นอกจากนี้ยังมีการดูผ่านเฟซไทม์หรือดูออนไลน์ด้วย โดยคิดค่าดูครั้งละ 500 บาท ส่วนใหญ่ลูกค้าจะถามเรื่องทั่วไป การงาน การเงิน เรื่องแฟน หรือเรื่องสุขภาพของพ่อแม่ บวกกับการที่ผมจะดูดวงตามวัน เดือน ปีเกิด พ่วงไปให้ด้วย ซึ่งผมจะมีวิธีทำนายโดยใช้หลักอ้างอิงจากสถิติซึ่งสะสมมาจากอาจารย์หลายท่านตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเป็นหลัก ปกติแล้วผมจะทำนายให้ทุกเรื่องนะ แล้วลูกค้ายังสามารถถามเพิ่มเติมได้ด้วย ส่วนใหญ่จะใช้เวลาดูไม่เกินครั้งละ 1 ชั่วโมง

การดูฮวงจุ้ยจะเริ่มจากการไปที่บ้านของลูกค้า และขอวัน เดือน ปีเกิด เวลาตกฟากมาประกอบการดูด้วย โดยจะเน้นว่าฮวงจุ้ยมุมไหน ทิศไหน ดีหรือไม่ดีสำหรับบ้านของลูกค้า หรือต้องวางอะไรแก้เคล็ดตรงไหน พูดง่ายๆ ว่าต้องดูทั้งดวงบ้านและดวงเจ้าของบ้านประกอบกัน ค่าดูฮวงจุ้ยแต่ละครั้งราคาจะไม่ตายตัว เพราะผมต้องไปดูที่หน้างานจริงๆ ก่อนว่ามีเรื่องที่จะต้องแก้ไขอะไรบ้าง ซึ่งแต่ละบ้านก็อาจมีรายละเอียดยิบย่อยที่ต่างกัน”

บุ๊คเสริมว่า กรณีการดูฮวงจุ้ยจะมี 2 เคสคือ มีทั้งเคสที่ดูพื้นที่ตั้งแต่ก่อนสร้างบ้าน และดูหลังจากสร้างบ้านเสร็จแล้ว (เน้นแก้ฮวงจุ้ย) ซึ่งหากลูกค้าให้ดูเพื่อวางตำแหน่งฮวงจุ้ย ก่อนสร้างบ้านตั้งแต่แรก ก็จะง่ายและราคาถูกกว่าตอนแก้ฮวงจุ้ย เพราะถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นการแก้ ก็จะมีเรื่องจุกจิกตามมา มากมายเสมอ

“ลูกค้าส่วนใหญ่ของผมจะเป็นวัยรุ่นจนถึงวัยทำงานตอนปลายในช่วงอายุ 20-50 ปี ผมรับดูดวงศาสตร์ต่างๆ มาจนถึงตอนนี้ก็ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว การรับดูดวงถือเป็นงานอดิเรกที่เสริมรายได้อีกส่วนหนึ่งให้ผมจากรายได้ปกติในการทำงานประจำ แต่โดยหลักๆ แล้วจุดเริ่มต้นในการเป็นหมอดูของผม เริ่มมาจากการที่ผมอยากช่วยคนอื่นมากกว่า เพราะในช่วงแรกๆ ที่ผมไม่มีความรู้เรื่องศาสตร์เหล่านี้ ผมมักจะถูกหมอดูบางคนหลอกมาเยอะ ดังนั้นพอผมหันมาศึกษาเรื่องศาสตร์หมอดูอย่างจริงจัง ก็เลยอยากจะช่วยคนที่มีทุกข์ร้อนซะมากกว่า คนไหนที่ผมพิจารณาแล้วว่าเขาไม่มีเงินจริงๆ ผมจะคิดค่าครูแค่ 9 บาท แล้วให้เขานำเงินนั้นไปทำบุญ ส่วนคนที่มีเงินผมก็คิดในราคาปกติครับ

พูดได้ว่าการดูดวงของผมไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้เป็นสำคัญ แน่นอนว่ารายได้มันมีเข้ามา และมันสามารถทำให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้นได้ แต่สิ่งสำคัญสำหรับผมก็คือการได้ช่วยเหลือผู้คนจากสิ่งที่ตัวเราชอบและสนใจซะมากกว่าครับ”

ดูข้อมูลได้ที่ FB : ณัชฐปกรณ์ อัครเลิศสุวรรณ และ เฟซบุ๊กแฟนเพจ : Home Work

งานสำเร็จเพราะ ‘คนรู้จัก’!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540900

  • วันที่ 19 ก.พ. 2561 เวลา 17:36 น.

งานสำเร็จเพราะ ‘คนรู้จัก’!

เรื่อง บีเซลบับ

ความสำเร็จของคนก็ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยตัวแปรของคนคนนั้น แต่เชื่อหรือไม่ว่า ความสำเร็จขั้นสูงสุดของคนขึ้นอยู่กับผู้คนที่เขารู้จักในชีวิตแปลกแต่จริงเรื่องนี้ รวบรวมมาจากนักการตลาดชั้นเซียนระดับโลกหลายต่อหลายคน ถ้าคุณนึกสงสัยว่าชีวิตของคุณจะประสบความสำเร็จได้ถึงขั้นไหน ก็อาจเป็นตอนที่คุณต้องยกมือขึ้นมานับ “คนที่คุณรู้จัก” แล้วล่ะ

แน่นอนว่าพันธกิจเป้าหมายและลำดับความสำคัญ รวมทั้งอื่นๆ อีกมากมาย ย่อม เป็นองค์ประกอบความสำเร็จพื้นฐาน มหาเศรษฐีและนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จล้วนมีองค์ประกอบพื้นฐานดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะทำให้คุณเหนือกว่าคือ “รายชื่อ” หรือพันธมิตร ที่จะทำให้ส่งทะยานให้คุณบรรลุเป้า

1.จดรายชื่อ

เริ่มต้นด้วยญาติสนิท มิตร เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน ทีมงาน สุดท้ายแล้วคิดออกไปนอกทีมงาน ยกตัวอย่าง นายแบงก์ที่คุณใช้บริการ ซัพพลายเออร์ของคุณ คนที่มีแนวคิดเดียวกับคุณเรื่องพรรคการเมือง รายชื่อกลุ่มชมรมจิตอาสาที่คุณเป็นสมาชิก ฯลฯ จดชื่อพวกเขาลงไว้ในกระดาษหรืออะไรก็ตาม นี่คือสินทรัพย์ของคุณ

2.ให้ก่อนที่จะรับ

สังคมมีผู้คนสองแบบ แบบแรกคือคืนที่มองเห็นคนอื่นเป็นเพียงเครื่องมือสู่ความสำเร็จ คือคนที่หาหนทางเข้าไปใช้ประโยชน์ หาประโยชน์ หรือแม้แต่เอารัดเอาเปรียบจากคนอื่น กับคนแบบที่สอง คือคนที่มองเห็นผู้คนว่าล้วนมีปัจเจกภาพ มีความต้องการเฉพาะตัว มีความปรารถนาและความต้องการเฉพาะตัว ซึ่งทำให้พวกเขาล้วนมีคุณค่า

จะขึ้นสูงได้ต้องเป็นคนแบบที่สอง พวกเขาจะถามตัวเองว่า ฉันจะให้อะไรแก่คนเหล่านี้ที่ฉันรู้จัก ฉันจะให้ในสิ่งที่เขาปรารถนาได้อย่างไร ชื่นชมพวกเขาให้สุดหัวใจได้อย่างสร้างความสัมพันธ์กับพวกเขา แล้วเชื่อหรือไม่ ในทุกจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของคุณ คนพวกนี้จะยืนรอคุณอยู่ สนับสนุนและสร้างผลกระทบต่อชีวิตของคุณในแบบที่คุณก็นึกไม่ถึง

3.สร้างเครือข่าย

สิ่งหนึ่งที่คนทุกคนในชีวิตควรทำคือ การสร้างเครือข่าย ไม่ว่าเครือข่ายนั้นจะผูกโยงไว้ด้วยอะไร หากความสำคัญคือการเป็นเครือข่ายที่สมบูรณ์ มีประสิทธิภาพหลากหลาย และครอบคลุมในทุกมิติของการใช้ชีวิตของเรา ลองคิดดูแล้วคุณจะรู้ว่า เครือข่ายสำคัญได้มากขนาดไหน

เพราะตลอดเส้นทางการใช้ชีวิต ตลอดเส้นทางอาชีพการทำงานของคนคนหนึ่ง ย่อมผูกและพันไว้ด้วยเครือข่ายที่เขาสร้างขึ้น คุณจะประสบความสำเร็จหรือตายน้ำตื้น ก็เพราะเครือข่ายของคุณและการทำงานของคนในชีวิตบนเครือข่ายที่คุณเป็นเจ้าของ

หลายคนตั้งคำถามว่า จะสร้างเครือข่ายที่ดีได้อย่างไร เริ่มจากละทิ้งชีวิตแบบเดิมที่ทำกิจกรรมคนเดียว กลับบ้านดูทีวี ไปไหนมาไหนกับเพื่อนกลุ่มเดิมๆ คราวนี้ขอให้ลองออกไปแสวงหาโอกาสสร้างเครือข่ายใหม่ๆ กับคนใหม่ๆ ออกไปพบปะผู้คนที่มี “ศักยภาพ”

4.แค่คนเดียว…คุณมีมั้ย

อย่าดูถูกความสัมพันธ์ ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร หรือมีหน้าที่อาชีพการงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับคุณเลยก็ตาม เพราะในบางมิติของชีวิต ความช่วยเหลือ การเกื้อกูลสนับสนุนก็มาในรูปของสิ่งเหลือเชื่อ หัดตัวเองให้เป็นคนสนใจในผู้อื่น และพยายามให้ความช่วยเหลือเขาจากเครือข่ายที่คุณมีอยู่ ถ้าคุณทำได้ก็หมายถึงเครือข่ายของเขาและคุณที่ผนวกรวมกันเป็นหนึ่ง ทวีคูณไปเรื่อยๆ

ประเด็นก็คือคุณไม่มีทางรู้หรอกว่า ใครสักคนจะมาช่วยคุณได้อย่างไรด้วยวิธีไหนและเมื่อไหร่ รวมทั้งตัวเขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าเขาจะช่วยคุณ (หรือคุณจะช่วยเขา) ได้อย่างไรด้วยวิธีไหนและเมื่อไหร่ ทั้งคุณและเขาต่างใช้กฎของความน่าจะเป็น ต่างก็ขยายเครือข่ายของตัวเองออกไป ให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือเป็นไปได้

“คุณอาจคิดว่า คุณกำลังใช้อวนขนาดใหญ่เพื่อจับปลาอยู่ก็ได้ โอกาสจับปลาที่มากขึ้นนั่นแหละ คือโอกาสประสบความสำเร็จที่มากขึ้นด้วย”

5.หลักการแห่งความสำเร็จ

หนึ่งในหลักการแห่งความสำเร็จก็คือ ยิ่งคุณให้ไปโดยไม่หวังอะไรตอบแทน ผลตอบแทนก็จะยิ่งย้อนกลับมาจากแหล่งที่ไม่คาดคิด เมื่อคุณให้ความช่วยเหลือใครไป คุณอาจไม่ได้พบเจอเขาอีกเลยชั่วชีวิต แต่ด้วยความมหัศจรรย์ของจักรวาลนี้ ใครบางคนก็จะปรากฏตัวแทนที่ขึ้น เพื่อมอบความช่วยเหลือที่คุณต้องการ

เจ๋งเป้งที่สุดก็คือ ความช่วยเหลือนั้น จะมาในเวลาที่คุณต้องการที่สุด และเหมาะเหม็งที่สุด!

แบ่งเวลาฟิตหุ่น มาคุยเรื่องหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540898

  • วันที่ 19 ก.พ. 2561 เวลา 17:32 น.

แบ่งเวลาฟิตหุ่น มาคุยเรื่องหัวใจ

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา

สมัยนี้ใครๆ ก็หันมาออกกำลังกาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี แต่การออกกำลังกายอย่างหักโหม หรือออกกำลังกายโดยไม่ฟังเสียงหัวใจตัวเองเลย อาจทำให้ความตั้งใจที่จะลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพต้องเสียเปล่า แถมเป็นการทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว

ในงานเปิดตัว ฟิตบิท ไอออนิค (Fitbit Ionic) สมาร์ทวอตช์เพื่อสุขภาพที่อัดแน่นด้วยฟังก์ชั่นการออกกำลังกายแบบจัดเต็มในเครื่อง นพ.วิโรจน์ ตระการวิจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลนครธน ได้ร่วมให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกายว่า บางครั้งการฟิตซ้อมอย่างจริงจัง จนไม่มีเวลาพักผ่อน หรือกินอาหารที่มีประโยชน์เลย ไม่เพียงส่งผลเสียต่อสุขภาพกาย แต่ความเครียดที่สะสมยังส่งผลต่อสุขภาพจิตและสมอง เพราะฉะนั้นใครที่คิดจะออกกำลังกายต้องรู้ลิมิตของตัวเราเอง

หนึ่งในวิธีเช็กตัวเองง่ายๆ คือ จับสัญญาณจากอัตราการของเต้นหัวใจ ซึ่งปัจจุบันมีแกดเจ็ตมากมายเป็นตัวช่วย ใครที่เป็นสายวิ่งอาจเริ่มจากการวัดอัตราการเต้นของหัวใจขณะวิ่งเหยาะๆ ขยับมาเป็นวิ่งขึ้นเนิน หรือบอดี้เวตเทรนนิ่ง เมื่อรู้แล้วจะได้นำมาคำนวณเพื่อวางแผนการออกกำลัง การรับประทานอาหาร และการพักผ่อนให้เหมาะสม

สอดคล้องกับโค้ชมิกกี้-นนท์ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร เทรนเนอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายชื่อดัง ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยที่มีผลต่อระดับอัตราการเต้นของหัวใจ หรือฮาร์ตเรตโซน ได้แก่ 1.อายุ เมื่ออายุมากขึ้น หรือมีอาการของโรคบางอย่างอาจทำให้เพียงแค่นั่งเฉยๆ ก็มีฮาร์ตเรตโซนสูงกว่าปกติ 2.มีอาการเหนื่อยจากการทำกิจกรรมที่หนักกว่าปกติ เช่น เดินเร็วหรือวิ่งเร็วขึ้นมีผลให้ฮาร์ตเรตโซนสูง 3.การออกกำลังกาย วิธีคำนวณหาฮาร์ตเรตสูงสุดของตัวเอง เพื่อนำมาประกอบในการเลือกออกกำลังกายคือ นำอายุของตัวเองมาลบออกจาก 220 เช่น 220-30 = 190 หมายความว่าฮาร์ตเรตสูงสุดของคนอายุอยู่ที่ 190 นั่นเอง

โค้ชมิกกี้ อธิบายว่า การออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นในระดับสูงจนเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เพราะเส้นเลือดจะสูบฉีดมาก หัวใจเต้นเร็ว อาจทำให้ช็อกหมดสติ หรือเส้นเลือดแตกได้ เพราะฉะนั้นการเข้าใจ “ฮาร์ตเรตโซน” นอกจากจะช่วยกำหนดวิธีและโปรแกรมการออกกำลังกายเพื่อเบิร์นให้เห็นผลได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และยังส่งผลให้มีการนอนหลับที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การออกกำลังกายอย่างหนักจนเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะเครียดและอาจทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ

สำหรับการออกกำลังกายที่มีผลต่อฮาร์ตเรตโซน ได้แก่ 1.Aerobic Training เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยสร้างความแข็งแรงให้ระบบหัวใจ แต่ไม่ได้สร้างกล้ามเนื้อ หลังจากออกกำลังกายเสร็จจะไม่มีการเบิร์นแคลอรีต่อ การออกกำลังในกลุ่มนี้ ได้แก่ การวิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน 2.Resistance Training หมายถึงการออกกำลังกายที่มีแรงต้าน ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการเบิร์นแคลอรีต่อเนื่อง แม้ออกกำลังกายเสร็จสิ้นแล้วก็ตาม การออกกำลังในกลุ่มนี้ ได้แก่ พิลาทิส เวตเทรนนิ่ง และสควอช

“ใครที่อยากเพิ่มความสามารถในการเผาผลาญแคลอรี วิธีง่ายๆ คือ เพิ่มความหนักในการออกกำลังกาย สำหรับมือใหม่อาจเริ่มด้วยการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา ค่อยๆ เพิ่มความหนักของการออกกำลังกาย จำกัดเวลาในแต่ละกิจกรรม เช่น เคยใช้เวลา 30 นาที วิ่ง 5 กิโลเมตร ลองคุมเวลาให้เหลือเพียง 25 นาที หรือจากที่เคยยกเวตได้ระดับความหนัก 5-6 ลองขยับเป็น 7-8 ทั้งนี้ การหมั่นสังเกตฮาร์ตเรตโซนของตัวเองนอกจากจะช่วยให้รู้ว่าลิมิตการออกกำลังกายของตัวเองอยู่ตรงไหนยังช่วยประเมินความฟิตของร่างกาย เพราะโดยปกติอัตราการเต้นของหัวใจของนักกีฬาที่ฟิตขณะนั่งเฉยๆ จะอยู่ที่ 55-60 ครั้ง/นาที”

Body Drop

โค้ชมิกกี้แนะนำท่าออกกำลังกายง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ ด้วยท่า Body Drop เริ่มด้วยการแยกขาระดับไหล่แล้วโน้มตัวไปที่พื้นพยายามเอามือแตะกับพื้นแล้วค่อยๆ คลานด้วยมือไปด้านหน้าจนลำตัวเหยียด พยายามยืดตัวให้แขนและหลังตึงแล้วคลานกลับมาที่ท่ายืน ทำแบบนี้ซาๆ หรือเร่งความเร็วเพื่อเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและเพิ่มการเผาผลาญไขมันให้มากยิ่งขึ้น

ครูพี่เลี้ยง (Mentor) บทบาทนี้มีคุณค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540893

  • วันที่ 19 ก.พ. 2561 เวลา 17:14 น.

ครูพี่เลี้ยง (Mentor) บทบาทนี้มีคุณค่า

เรื่อง ภาดนุ

การเรียนสายวิทย์-คณิต ถือเป็นเรื่องยากสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมมาทุกยุคสมัย แต่หากเด็กๆ ได้ครูผู้สอนที่ดีซึ่งมีวิธีการสอนที่สามารถทำให้พวกเขาเรียนด้วยความสนุกและความเข้าใจแล้ว วิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ก็จะไม่ใช่ยาขมสำหรับเด็กๆ อีกต่อไป

ยิ่งถ้าได้ครูพี่เลี้ยง (Mentor) จากโครงการ Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต ซึ่งเป็นโครงการที่บริษัท เชฟรอน ประเทศไทยฯ ผนึกกำลังกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวง ศึกษาธิการ และสถาบันคีนันแห่งเอเชีย ส่งมาเป็นกำลังเสริมคอยให้คำแนะนำครูผู้สอนในโรงเรียนต่างๆ ด้วยแล้ว เชื่อว่า เด็กสายวิทย์-คณิต ต้องเรียนดีมีอนาคตแน่นอน

วงเดือน โปธิปัน วัย 72 ปี ข้าราชการครูเกษียณอายุ นับเป็นแม่พิมพ์ของชาติที่ใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่สั่งสมมาในสาขาวิชาคณิตศาสตร์ พร้อมทั้งจิตวิญญาณความเป็นครู มาทำหน้าที่เป็นครูพี่เลี้ยงให้กับครูจากโรงเรียนต่างๆ ในระดับภูมิภาคที่เข้าร่วมโครงการ

“ก่อนเกษียณอายุราชการครู ตำแหน่งสุดท้ายของดิฉันก็คือ ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ สำนักงานการประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 โดยก่อนที่จะมาเป็นศึกษานิเทศก์ ดิฉันสอนวิชาคณิตศาสตร์อยู่ที่โรงเรียนบ้านเชียงดาว จ.เชียงใหม่ มา 18 ปี แล้วจึงสอบเข้ามาเป็นศึกษานิเทศก์อีก 21 ปีค่อยเกษียณอายุ

ครูวงเดือน โปธิปัน

ตอนเป็นครูดิฉันสอนคณิตศาสตร์หรือวิชาเลขในระดับชั้นประถม-มัธยม ซึ่งวิชาเลขนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นยาขมสำหรับเด็กไทยเลยละ ฉะนั้นการสอนที่จะทำให้เด็กเรียนแล้วเข้าใจง่ายก็คือ ตอนที่เราสอนเด็กๆ จะต้องเรียนด้วยความสนุก วิธีการของดิฉันก็คือ การสอนโดยแทรกกิจกรรมที่ทำให้เด็กๆ มีส่วนร่วมเข้าไปด้วย เพราะหากเราให้เด็กทำแต่แบบฝึกหัด แล้วอธิบายแต่ทฤษฎีกรอกหู นอกจากเด็กจะรู้สึกว่าเลขเรียนยากและไม่เข้าใจแล้ว พวกเขายังเรียนแบบไม่สนุกด้วย

ฉะนั้นดิฉันจะใช้วิธีหาเกมมาให้เด็กๆ เล่นในชั่วโมงเรียน พาพวกเขาออกไปนอกห้องเรียน เช่น หากช่วงนั้นสอนเกี่ยวกับการวัดหรือคำนวณหาพื้นที่ ก็จะพาเด็กๆ ไปวัดกระเบื้องปูพื้นหรือสิ่งอื่นๆ แล้วให้เขาคำนวณออกมาเป็นตารางเมตร พูดง่ายๆ ว่าให้เด็กๆ ใช้สภาพแวดล้อมในโรงเรียนเป็นเคสในการเรียนรู้ ก็จะทำให้เรียนแล้วสนุกขึ้น และรู้สึกว่าวิชาเลขไม่ได้ยากอย่างที่คิด ซึ่งที่ผ่านมาก็สามารถวัดผลได้ว่าเด็กเรียนเลขได้ดีขึ้น”

ครูวงเดือนบอกว่า ได้นำประสบการณ์จากการเป็นครูในช่วงหลายสิบปี มาปรับใช้กับการเป็นครูพี่เลี้ยง ซึ่งคอยดูแลครูจากสถาบันการศึกษาอื่นๆ อีกที โดยหน้าที่หลักของครูพี่เลี้ยงก็คือ คอยแนะนำการเรียนการสอนให้กับบรรดาครูอาจารย์ในโรงเรียนต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เขต 2 โดยนำเทคนิคการสอนของตัวเองมาขยายผลไปสู่ครูอาจารย์ที่เข้าอบรมอีกที

“บทบาทของครูพี่เลี้ยงก็คือ ไปสังเกตดูการเรียนการสอนในโรงเรียนแม่ข่ายที่เข้าร่วมโครงการ ดิฉันเริ่มทำหน้าที่นี้ตั้งแต่ปี 2557-2558 ที่โรงเรียนใน จ.ขอนแก่น จากนั้นในปี 2559 ก็มายังโรงเรียนใน จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแพร่ ตามลำดับจนถึงปัจจุบัน

การมาเป็นครูพี่เลี้ยงด้านวิชาการในโครงการนี้ ดิฉันได้นำแนวทางบางส่วนจากการเป็นศึกษานิเทศก์มาใช้กับงานนี้ซึ่งเป็นงานที่อยู่นอกระบบ ดังนั้นเมื่อต้องไปทำหน้าที่ครูผู้สังเกตการเรียนการสอน ก็จะใช้ความเป็นกัลยาณมิตรในการเข้าถึงครูในโรงเรียนต่างๆ โดยใช้วิธีพูดคุยกันเพื่อให้ครูทุกท่านได้สะท้อนความคิดออกมาว่า ช่วงนี้แต่ละท่านทำอะไรได้ดีบ้าง รวมทั้งให้กำลังใจ และรับฟังปัญหาในการสอน ด้วยการใช้คำถามช่วยกระตุ้นให้บรรดาครูได้เผยสิ่งเหล่านี้ออกมา พร้อมทั้งให้คำปรึกษาและแนะนำวิธีการสอนให้ทุกท่านนำไปปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

นอกจากนี้ สิ่งที่ครูจากโรงเรียนในโครงการจะได้รับก็คือ การได้เข้าอบรมการเป็นครูผู้สอนคณิตศาสตร์ภาคเรียนละ 1 ครั้ง สนับสนุนโดยบริษัทเชฟรอนฯ และสถาบันคีนันแห่งเอเชีย ซึ่งได้ร่วมกับ Teacher College แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐ และมหาวิทยาลัยท้องถิ่นในเมืองไทยอย่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดขึ้น โดยมีครูวิทยากรเป็นผู้สาธิตการเรียนการสอนให้กับบรรดาครูที่เข้าร่วมโครงการอีกที”

ครูวงเดือนทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันหลายคนมองว่ามีเด็กนักเรียนที่เลือกเรียนสายวิทย์-คณิตน้อยลง ส่งผลให้ตอนนี้อาชีพทางด้านสายวิทย์-คณิต ยังขาดบุคลากรในด้านต่างๆ อยู่มาก เรื่องนี้ครูเห็นด้วยอย่างยิ่ง

“เมื่อมีโครงการดีๆ มาช่วยกระตุ้นให้เด็กๆ สนใจเรียนด้านวิทย์-คณิตมากขึ้น ดิฉันมองว่ามันสามารถช่วยได้ในระดับนึง แต่กว่าจะพัฒนาได้ทั่วทั้งประเทศก็อาจจะต้องใช้เวลายาวนานสักหน่อย แต่โดยส่วนตัวแล้วยังเชื่อมั่นว่า การเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือทำ ได้พัฒนาตนเอง โดยมีครูผู้สอนคอยกระตุ้นหรือเป็นที่ปรึกษาให้นั้น จะช่วยปลูกฝังบ่มเพาะให้เด็กไทยรักการเรียนคณิตศาสตร์กันมากขึ้น”

ปัจจุบันชีวิตหลังเกษียณของครูวงเดือนก็คือ ติดตามโครงการการศึกษาอื่นๆ อาทิ โครงการคุณธรรมของมูลนิธิยุวสถิรคุณ และโครงการพัฒนาเด็กเล็กของ สสส. เป็นต้น

ครูวรรณา เฟื่องฟู

ด้าน วรรณา เฟื่องฟู วัย 65 ปี อดีตข้าราชการครูชำนาญการระดับ 8 ซึ่งสอนวิชาวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมต้น-มัธยมปลาย และสอนวิชาฟิสิกส์ชั้น ม.ปลาย ที่โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย จ.ภูเก็ต ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่เข้าร่วมโครงการครูพี่เลี้ยง

“ดิฉันเป็นครูมาตั้งแต่ปี 2519 โดยสอนในโรงเรียนประถมก่อน ต่อมาในปี 2520 ก็ได้สอบบรรจุเป็นครูมัธยมประจำโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย กระทั่งขอเกษียณอายุก่อนในปี 2551 ปัจจุบันดิฉันเป็นหนึ่งในครูพี่เลี้ยงในโครงการของเชฟรอน โดยได้เข้าร่วมมาตั้งแต่โครงการ Chevron Increase ซึ่งเป็นโครงการแรกเลยก็ว่าได้ โดยไปเป็นครูพี่เลี้ยงวิชาการช่วยดูแลการสอนให้ครูโรงเรียนต่างๆ ใน จ.สงขลา และนครศรีธรรมราช

กระทั่งได้ร่วมงานต่อเนื่องในโครงการ Enjoy Science ในปี 2555 การเป็นครูพี่เลี้ยงในโครงการซึ่งเป็นการพัฒนานักเรียนในระดับมัธยมต้นนี้ ดิฉันมีหน้าที่ให้คำแนะนำช่วยเหลือครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับ ม.ต้น เป็นหลัก ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานทั้งวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีวะ โดยส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ ตั้งสมมติฐาน ทดลอง ปฏิบัติ และสรุปผลการทดลองเพื่อเป็นองค์ความรู้ด้วยตัวเอง โดยครูผู้สอนไม่ต้องอธิบายถึงผลสำเร็จให้เด็กฟัง แต่จะเป็นการให้แนวทางเด็กได้คิดเองทำเองซะมากกว่า”

ครูวรรณา ยกตัวอย่างการให้เด็กนักเรียนทดลองหาคำตอบในเรื่องการเปลี่ยนสถานะของมวลสสาร ซึ่งวิธีการก็คือ ให้นักเรียนนำน้ำแข็งมาใส่กล่องที่มีฝาปิดและชั่งน้ำหนักดูว่า น้ำแข็งมีมวลเท่าไร จากนั้นให้เขย่าจนน้ำแข็งละลายเป็นน้ำ นั่นคือการเปลี่ยนสถานะของสสารจากของแข็งเป็นของเหลว แล้วให้นักเรียนหาคำตอบว่า มวล (น้ำหนัก) ของสสารที่เปลี่ยนสถานะนั้นจะเปลี่ยนแปลงด้วยหรือไม่

ครูวรรณา เฟื่องฟู

สิ่งสำคัญคือให้นักเรียนทำนายผลไว้ก่อนล่วงหน้า ถ้าอยากรู้คำตอบ พวกเขาก็จะต้องทดลองด้วยตัวเอง จนได้คำตอบที่ว่า แม้สสารจะเปลี่ยนสถานะจากของแข็งกลายเป็นของเหลว แต่มวลของมันก็จะไม่เปลี่ยนแปลง เป็นต้น

“วิธีการให้เด็กๆ ทำนายผลหรือตั้งสมมติฐานไว้ล่วงหน้า จะทำให้พวกเขาอยากรู้และสนุกกับการหาคำตอบ ซึ่งจะนำไปสู่การลงมือปฏิบัติหรือทดลองทำจริง หากทำเสร็จแล้วได้คำตอบแบบที่คิดไว้ก็จะถือว่าทำสำเร็จ แต่หากผลที่ออกมาไม่เป็นไปอย่างที่คาดไว้ เด็กก็จะได้กลับมาคิดทบทวนดูว่า มันไม่เป็นอย่างที่ตั้งสมมติฐานไว้เพราะอะไร ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้พวกเขาคิดและหาคำตอบอย่างมีเหตุมีผลและมีหลักการ โดยมีครูผู้สอนคอยแนะนำให้

จากการเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์มา 40 ปี ดิฉันพบว่า เด็กส่วนใหญ่เข้าใจว่าการเรียนวิทยาศาสตร์ยาก เพราะที่ผ่านมาครูส่วนใหญ่จะสอนแต่ทฤษฎี หรือนำความรู้มาอัดใส่หัวเด็กมากเกินไป เมื่อพวกเขาไม่สามารถจำได้หมด ก็จะรู้สึกว่าวิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่ยากเกินไป ทำให้ไม่ค่อยอยากเรียนกัน แต่เมื่อเราเปลี่ยนมาใช้วิธีที่โครงการเน้นถึงความสำคัญ นั่นคือการให้เด็กได้ลงมือทดลอง และหาคำตอบด้วยตัวเอง พวกเขาก็จะรู้สึกสนุกกับการเรียน แถมยังสามารถไปต่อยอดหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งอื่นๆ ที่มีสารประโยชน์ด้วยความขวนขวายอีกด้วย”

ครูวรรณาเสริมว่า สำหรับการเป็นครูพี่เลี้ยงด้านวิทยาศาสตร์ โครงการจะมีการเตรียมวิทยากรหลักมาช่วยคิดและออกแบบการเรียนการสอนให้ พร้อมกับถ่ายทอดให้กับบรรดาครูที่เข้าร่วมโครงการ โดยตัวเธอเองมีส่วนร่วมในขั้นตอนนี้ด้วย และเมื่ออบรมเสร็จก็จะแนะนำเทคนิคการสอนและมอบอุปกรณ์ให้ครูจากโรงเรียนต่างๆ นำไปใช้อีกที

“จากนั้นดิฉันจะมีหน้าที่คอยติดตามดูการเรียนการสอนของครูจากโรงเรียนต่างๆ ว่าเมื่อใช้วิธีของโครงการแล้วมีปัญหาอะไรมั้ย ใช้แล้วประสบผลสำเร็จแค่ไหน เด็กนักเรียนสนุกกับการสอนนั้นมั้ย โดยอาจนำเสนอวิธีการสอนของเราสอดแทรกเข้าไปด้วย จากนั้นจะแนะนำให้ครูผู้สอนได้ลองใช้คำถามที่ช่วยกระตุ้นให้นักเรียนคิด อภิปราย หรือลงมือหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งก็จะทำให้เด็กๆ สนุกสนานกับการเรียนมากยิ่งขึ้น

โดยส่วนตัวแล้วดิฉันสังเกตว่า เด็กที่ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางของโครงการ ส่วนใหญ่จะรู้สึกสนใจและรักการเรียนมากขึ้น ยิ่งเราเน้นวิชาวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องหรือสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้มากเท่าไร เด็กๆ ก็จะยิ่งสนุกกับการเรียนและให้ความสนใจวิชาวิทยาศาสตร์กันมากขึ้นตามไปด้วย”

ปัจจุบัน ครูวรรณายังช่วยงานในโครงการ Enjoy Science รวมทั้งช่วยงานของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ สสวท. อีกด้วย

ดาบ “จ๋าย” ทุ่งสองห้อง แขวนพระดีปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540785

  • วันที่ 18 ก.พ. 2561 เวลา 15:13 น.

ดาบ "จ๋าย" ทุ่งสองห้อง แขวนพระดีปลอดภัย

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เรื่องยศตำแหน่งเพียงหัวโขน หาใช่ยั่งยืนเช่นสัมพันธ์มิตรภาพ จงมองคนที่คุณงามความดีและผลงาน

วนรอบถึงคิวเขียนตามกำหนดสัปดาห์นี้ ขอพามาส่องพระคู่ใจพร้อมกับพาไปทำความรู้จัก “ดาบจ๋าย” ด.ต.นันทวัฒน์ ประสิทธิ์วิเศษ ผบ.หมู่สืบสวน (สส.) สน.ทุ่งสองห้อง ตำรวจนักสืบรุ่นเก๋าฝีมือแพรวพราวมากประสบการณ์

เบื้องหลังชีวิตควันปืน “ดาบจ๋าย” พื้นเพเป็นคน จ.พิจิตร คุณพ่อเป็นตำรวจเก่า ลูกไม้เลยหล่นไม่ไกลต้น ก่อนตัดสินใจเดินเข้าสู่เส้นทางสีกากีทำหน้าที่พิทักษ์สันติษฎร์ และจบโรงเรียนพลตำรวจ ปี 2537 รับราชการตำรวจครั้งแรก วันที่ 1 ก.พ. 2538 ตำแหน่งสายตรวจป้องกันปราบปราม สน.ทุ่งสองห้อง

ถัดมาปี 2546 ติดยศ สิบตำรวจเอกขยับสายงานมาอยู่ฝ่ายสืบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ต่อมาปี 2552 ติดยศนายดาบตำรวจจนถึงปัจจุบันทำงานสืบสวนมากว่า 15 ปี เป็นนายตำรวจรุ่นเก๋าเชี่ยวชาญงานสืบสวน ที่สำคัญตำรวจทุกนายใน สน.ทุ่งสองห้อง รู้จักชื่อเสียงเรียงนามอย่างดี เอ่ยชื่อ “ดาบจ๋าย” ทุกคนร้องอ๋อหมด ด้วยนิสัยใจคอสัมพันธ์ดีรักเพื่อนฝูงน้องพี่ เลยไม่แปลกที่ผู้บังคับบัญชาและลูกน้องมีแต่รักใคร่

คุยเรื่องส่วนตัวพอกระษัย เลยคว้ากล้องมาส่องพระคู่ใจดาบตำรวจนักสืบกันดีกว่า องค์แรกถือว่าสุดยอดพระเครื่องชื่อดัง หลวงพ่อเงิน ปี 2472 วัดบางคลาน จ.พิจิตร (อาจารย์แจ๊ะสร้าง) ถัดมาเหรียญหลวงปู่หมุน ฐิตสีโล ปี 2543 วัดบ้านจาน จ.ศรีสะเกษ สุดท้ายเหรียญหลวงพ่อกวย ปี 2518 วัดโฆสิตาราม จ.ชัยนาท

พระเครื่องชุดนี้ถือเป็นของรักยอดดวงใจของดาบจ๋าย ที่แขวนหลวงพ่อเงินเพราะเกิดและโตใน จ.พิจิตร ยังไงก็ต้องมีติดตัว ส่วนหลวงพ่อกวย เป็นมรดกบนหิ้งพระของพ่อ แขวนเพราะป้องกันคนคิดไม่ดีหรือพวกแทงข้างหลัง และองค์สุดท้ายหลวงปู่หมุน มีคนมาให้เช่าเลยเช่าเก็บไว้จนทุกวันนี้ ทั้ง 3 องค์ คล้องติดตัวมานานหลายสิบปี ประสบการณ์ ส่วนใหญ่จะแคล้วคลาดปลอดภัยจากอุบัติเหตุหนักเป็นเบา

 

 

ย้อนไปช่วงปี 2556 ขับรถยนต์ไป จ.เชียงราย ช่วงนั้นหน้าฝนพอดี ระหว่างขับรถถึงช่วงโค้ง จ.แพร่ ดันเปลี่ยนเกียร์พอดีรถเลยหมุนเคว้ง ปากก็ไวบอกว่า “หลวงพ่อช่วยลูกด้วย” รถที่หมุนหยุดนิ่งสนิทอย่างกับปาฏิหาริย์ ถ้าวันนั้นรถไม่หยุดหมุนคงลงเหวข้างทางแน่นอน

“มันเป็นเรื่องความเชื่อของแต่ละบุคคล แต่ส่วนมากตำรวจหรือคนอื่นๆ ก็คล้องพระกันทั้งนั้น แล้วแต่ความศรัทธา มันอยู่ที่ความชื่นชอบเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวการทำงาน ทุกครั้งคิดเสมอตั้งใจปฏิบัติ ตั้งใจทำให้เต็มที่ ยึดความถูกต้อง ทำงานด้วยหัวใจ ถ้าทำไม่เต็มที่และไม่ทำด้วยหัวใจมันรู้สึกไม่ดี” นักสืบรุ่นเก๋า สะท้อนมุมคิด

ก่อนแขวนพระทุกครั้งจะสวดอาราธนาเพื่อสิริมงคลและต้องมีพระชุดนี้ติดตัวตลอด “ถ้าไม่ได้แขวนพระรู้สึกเหมือนไม่เต็มร้อยไม่เต็มที่ในการปฏิบัติงาน” ทว่าคลุกคลีงานสืบสวนจับคนร้ายมาสารพัดคดี ดาบจ๋าย เอ่ยปากเลยว่า “แขวนพระเครื่องชุดนี้เวลาปฏิบัติงานทุกครั้งรู้สึกอุ่นใจปลอดภัย มั่นใจ”

ทุกวันจะสวดมนต์ ไม่ว่าทำงานเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องสวดมนต์ “ให้เมาแค่ไหนก็ต้องสวดมนต์” ดาบจ๋ายหัวเราะ ก่อนเสริมว่า อย่างบทอิติปิโสฯ โดยเฉพาะเวลาไปทำงานต่างจังหวัด ไปนอนพักต่างที่ต่างถิ่น ถ้าไม่สวดก็ไม่ได้ชีวิตการทำงานสืบสวนยอมรับว่าเสี่ยง แต่ด้วยหน้าที่ก็ต้องปฏิบัติทำให้อย่างดีที่สุด อย่ามองเรื่องผลประโยชน์พวกนี้จะให้ทำเดือดร้อนเสียหายต่อระบบราชการ

ความสุขกับอาชีพตำรวจที่เหลืออายุราชการอีก 14 ปี จากนี้ “ดาบจ๋าย” มุ่งมั่นแน่วแน่จะลุยจับโจรผู้ร้ายในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ โดยใช้ประสบการณ์งานสืบสวนนำทางไขคดีล่าโจร

 

 

 

เอมิล โนลเด สีคือชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540720

  • วันที่ 18 ก.พ. 2561 เวลา 10:20 น.

เอมิล โนลเด สีคือชีวิต

โดย อฐิณป ลภณวุษ

ระหว่างวันนี้-10 มิ.ย. นิทรรศการศิลปะ Emil Nolde\ Colour is Life ผลงานจิตรกรชาวเยอรมันจากยุคเอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ เอมิล โนลเด กำลังจัดแสดงให้ชมที่หอศิลป์แห่งชาติไอร์แลนด์ ณ กรุงดับลิน

เอมิล โนลเด เป็นศิลปินที่มีผลงานมากมาย ทั้งงานจิตรกรรมและภาพพิมพ์ สำหรับนิทรรศการ Emil Nolde\ Colour is Life เป็นความร่วมมือระหว่างหอศิลปะสมัยใหม่แห่งชาติสกอตแลนด์และหอศิลป์แห่งชาติไอร์แลนด์ ซึ่งนิทรรศการของ เอมิล โนลเด ครั้งนี้ นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปีทีเดียว ที่มีผลงานของศิลปิน “บิ๊กเนม” มาจัดแสดงในไอร์แลนด์ โดยภาพทั้งหมดยืมมาจากมูลนิธิโนลเด ซีบูล ที่เมืองนอยเคอร์เชน เยอรมนี

Emil Nolde\ Colour is Life เป็นผลงานของภัณฑารักษ์ อย่าง คีท ฮาร์ตลีย์ จากหอศิลปะสมัยใหม่แห่งชาติสกอตแลนด์ และเจเน็ต แมคลีน กับ ฌอน เรนเบิร์ด แห่งหอศิลป์แห่งชาติไอร์แลนด์ ที่รวบรวมผลงานจิตรกรรมสีน้ำและสีน้ำมัน, ภาพดรออิ้ง, ภาพพิมพ์โลหะ และภาพพิมพ์ไม้กว่า 120 ภาพ มาจากซีบูล บ้านเก่าของเอมิลในเยอรมนี ซึ่งบัดนี้เป็นที่ตั้งของมูลนิธิโนลเด

120 กว่าภาพกระจัดกระจายอยู่ในหลายยุคสมัย หลายรูปแบบในการทำงานของจิตรกรเยอรมันจากยุคนาซี ทั้งภาพที่แสดงบรรยากาศบ้านเมืองในกรุงเบอร์ลิน ไปจนถึงภาพเขียนสีสด ที่เขาเรียกว่าภาพ “ไม่ได้วาด” เพราะโดนแบนจากรัฐบาลนาซี รวมทั้งภาพในช่วงที่เขาต้องลดสเกลลงมาวาดลงกระดาษแผ่นเล็กๆ เนื่องจากศิลปะแบบเอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์เป็นสิ่งต้องห้ามในยุคนั้น อย่างที่รู้ดีกันว่าท่านผู้นำ “ไม่ปลื้ม” ศิลปะยุคใหม่

ผลงานของเอมิล โนลเด ที่นำมาจัดแสดงใน Emil Nolde\ Colour is Life ยังมีภาพดอกไม้และสวนที่โด่งดัง รวมไปถึงภาพเขียนอิงศาสนาแบบไม่ธรรมดา เพราะบรรจุไว้ด้วยจิตวิญญาณและเนื้อหาแนวอีโรติก

สำหรับ เอมิล โนลเด ได้รับการยอมรับว่าเป็นศิลปินที่โดดเด่นและมีพรสวรรค์สูง โดยเฉพาะอัจฉริยภาพในการใช้สีและเทคนิคการพิมพ์ภาพของเขา การนำผลงานของจิตรกรชื่อดังของโลกครั้งนี้ นับเป็นการสานต่อจากความสำเร็จของนิทรรศการของ เอ็ดวาร์ด มุงค์ ในปี 2009 ที่นับเป็น “บิ๊กเนม” จากยุคเอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์อีกคนจากยุโรปเหนือ

การจัดแสดง ณ หอศิลป์แห่งชาติไอร์แลนด์ ภัณฑารักษ์ทั้งสามจัดสรรเรียงร้อยรูปภาพให้ชมตามธีม ซึ่งมีทั้งธีมบ้าน เมืองหลวง ความขัดแย้งและยา ทะเลใต้และความแปลกใหม่ ทะเลและสวน ฯลฯ ในแต่ละส่วนของการแสดงงานจึงมีทั้งภาพสีน้ำ สีน้ำมัน ภาพพิมพ์ ภาพชุด “ไม่ได้วาด” และภาพดรออิ้งอยู่เคียงข้างกัน

ไม่ว่าจะเป็นภาพสีน้ำมันอย่าง Exotic Figures II (1911) Candle Dancers (1912) Two Women in a Garden (1915) Paradise Lost (1921) และ Large Poppies (Red, Red, Red) (1942) จัดแสดงปะปนกับภาพเขียน “ไม่ได้วาด” ได้แก่ Singer (in a green dress) (1910-11) และ Aboriginal Man Swimming (1914) รวมถึงภาพพิมพ์ต่างๆ เช่น Prophet (1912) และ Young Couple (1913) โดยบริเวณ ดับลิน เวอนู ที่เป็นฮอลล์โปร่งใสกลางหอศิลป์ จัดให้เป็นส่วนแสดงเอกสารต่างๆ เพื่อที่จะปกป้องผลงานอันละเอียดอ่อนของจิตรกรเยอรมันจากแสงแดด

เอมิล โนลเด หรือ เอมิล ฮันเซน จิตรกรเยอรมัน จากช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เขาเคยเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มดี บรุคเค (Die Brucke – สะพาน) 1 ใน 2 กลุ่มศิลปินยุคเอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ชื่อดังของเยอรมนี เขาใช้ชีวิตสร้างสรรค์ศิลปะส่วนใหญ่ที่บ้านในซีบูล ซึ่งอยู่แถวๆ ชายแดนระหว่างเยอรมนีกับเดนมาร์ก

ในปี 1902 เขาแต่งงานกับนักแสดงชาวเดนิช เอดา ฟิลสทรูป พร้อมๆ กับเปลี่ยนสกุลเดิมจากฮันเซนเป็น โนลเด ตามสถานที่เกิดของเขา ภาพแลนด์สเคปสีสันจัดจ้าน ทั้งทะเลและสวน ส่วนมากที่ปรากฏในผลงาน ล้วนเป็นทิวทัศน์แถวๆ บ้านของเอมิลเอง ขณะที่เขาจะต้องเดินทางมาปักหลักที่กรุงเบอร์ลินทุกๆ ปี จึงมีภาพวาดบรรยากาศของเมืองหลวง อย่างเช่น โรงละคร นักเต้นคาบาเรต์ และบรรดาคาเฟ่ต่างๆ ฯลฯ อยู่ด้วยเช่นกัน

เช่นเดียวกับความชื่นชอบในการวาดภาพชาวนาแถวๆ บ้านเกิด เมื่อเขามีโอกาสได้ไปที่เยอรมัน นิวกินี (เมืองขึ้นของเยอรมนีขณะนั้น ปัจจุบันคือปาปัวนิวกินี) ในปี 1913-1914 เขาก็วาดภาพชนพื้นเมืองไว้เป็นจำนวนมาก ทว่าไม่มีโอกาสได้แสดงงาน เนื่องเพราะกระทรวงวัฒนธรรมในยุคนาซีเยอรมันจัดว่าภาพเขียนของเขาเป็นภาพชั้นเลว ไม่คู่ควรต่อการเป็นงานศิลปะ

หลัง เอดา เสียชีวิตในปี 1946 เขาแต่งงานใหม่กับ โจลันเท เอดมันน์ ก่อนจะเสียชีวิตในอีก 10 ปีต่อมา บ้านซีบูลได้รับการแปลงโฉมเป็นมูลนิธิโนลเด เพื่อที่จะรักษาภาพเขียนจำนวนมากของ เอมิล โนลเด เอาไว้

สิรยา ชุมนุมพร ‘โยคะ’ เปิดโลกใบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540719

  • วันที่ 18 ก.พ. 2561 เวลา 10:11 น.

สิรยา ชุมนุมพร 'โยคะ' เปิดโลกใบใหม่

โดย จีรวัฒน์/กองทรัพย์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

สาวนักแปลฟรีแลนซ์ เวลาในหนึ่งวันใช้ไปกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ พูดไม่เก่ง ไม่มีสังคม และเป็นสาวอวบที่มีอาการปวดไหล่ ปวดบ่า ปวดหลัง โมโหง่าย รู้สึกแก่ทั้งที่เพิ่งผ่านเบญจเพสมาปีเดียว เมื่อเธอค้นพบโยคะ ชีวิตในแบบเดิมๆ ของเธอก็เปลี่ยนไป ใบเฟิร์น-สิรยา ชุมนุมพร วันนี้เธอเป็นครูสอนโยคะ ที่เริ่มสนใจศาสตร์ของโยคะหลังจากที่รู้สึกว่าร่างกายของตัวเองพังเร็วกว่าที่ควรเป็น ว่าพอมาเล่นที่นี่เริ่มมีเพื่อนเยอะขึ้น เริ่มเข้าสังคมได้

“เฟิร์นเรียนจบวรรณคดีอังกฤษจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มทำงานก็เป็นนักแปลเลย เป็นคนพูดน้อย และเดิมเป็นคนไม่ชอบออกกำลังกาย พอเริ่มทำงานก็ไม่ได้ออกกำลังกายเลยอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตลอด ขี้เกียจด้วย พอร่างกายเริ่มแสดงอาการปวดเมื่อย โดยเฉพาะช่วงหัวไหล่ลามไปถึงสันหลัง จากที่ไม่ออกกำลังกาย แต่โยคะก็ผุดขึ้นมาในหัว เพราะคิดว่าน่าจะทำได้ดี เพราะมีพื้นฐานจากบัลเล่ต์ที่เคยเรียนตอนเด็ก เราเริ่มจากหาที่เรียนใกล้บ้านที่วาย โยคะ (Y Yoga) ในซอยโชคชัย 4 ตอนแรกที่เริ่มเล่นวันละสามรอบได้ (หัวเราะ) เพราะรู้สึกสนุกและทำได้ดี จัดสรรเวลาได้เพราะเราเป็นฟรีแลนซ์ ฝึกฝนมาเรื่อยๆ น้ำหนักลดไปประมาณ 7 กก. ภายใน 4 เดือน

 

พอฝึกประมาณปีกว่า พี่ๆ แนะนำให้ลองไปเรียนเพื่อเป็นครูโยคะ บวกกับตัวเองก็สนใจอยู่แล้ว เพื่อที่จะรู้ว่าฝึกโยคะอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ เพราะก่อนหน้านี้เราอาจจะโฟกัสไม่ถูกจุด หรือตัวอ่อนอย่างเดียว แต่ไม่แข็งแรง เลยบาดเจ็บ ลองแก้ด้วยการเข้าฟิตเนส เพิ่มกล้ามเนื้อ บวกกับคุมอาหาร ผลก็คือโอเวอร์เทรนนิ่ง คือน้ำหนักไม่ลด ตัวล่ำกว่าเดิม คือตอนนั้นยังหาสมดุลให้ตัวเองไม่ได้ จึงตัดสินใจไปเรียนเพิ่มเติมที่ โยคะ สเปซ แบงคอก (Yoga Space Bangkok) ของครูพิมพ์ (พิมพ์รัตน์ เสวตเวชากุล) และเริ่มต้นสอนที่แรกที่ วาย โยคะ โรงเรียนแห่งแรกที่เปิดโลกให้เฟิร์น และรับสอนฟรีแลนซ์อีกหลายแห่งทั้งไพรเวทและสตูดิโอต่างๆ”

นักรบย่อมมีบาดแผลเป็นธรรมดา ใบเฟิร์นเองลองผิดลองถูกอยู่นาน กว่าจะหาจุดที่พอดีให้ตัวเองได้ หลังผันตัวเองมาเป็นครูสอนยิ่งทำให้เธอค้นพบสิ่งที่ชอบ “มันเป็นความรู้สึกที่ดี มีคนยิ้มให้หลังจากที่เราสอนเสร็จ ในฐานะครูเราเห็นเขาสบายตัว สบายใจ ยิ่งทำให้สนใจในทักษะการสอนมากขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาคือพอเราโฟกัสเรื่องการสอนมากไป จนลืมที่จะดูแลตัวเองกลายเป็นว่าร่างกายเริ่มตึง เพราะเวลาสอนเราทำเดโมเพียงข้างเดียวให้นักเรียนดูจนอีกข้างที่เราไม่ได้ใช้งานพังไปเลย ตอนนี้ทุกอย่างลงตัว เราหาเวลาพักให้ตัวเองมากขึ้น จากที่เคยสอนทุกวัน ก็ลดลงมาให้มีเวลาว่าง แต่ก็ยังมีไปเข้าคอร์สเรียน พิลาทิส รีฟอร์เมอร์เพื่อให้ไม่บาดเจ็บ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาช่วยให้เข้าใจนักเรียนมากขึ้น

 

เฟิร์นกำลังวางแผนจะไปเรียนเพิ่มอีกศาสตร์หนึ่งคือ “หยิน โยคะ” จะเป็นการฝึกค้างท่านาน เพื่อคลายกล้ามเนื้อชั้นลึก คลายพังผืด เป็นศาสตร์ที่น่าสนใจเพราะทุกส่วนยังคงทำงานในขณะที่ร่างกายอยู่นิ่ง เหมาะกับคนที่มีปัญหาสุขภาพ ผู้สูงอายุ เป็นต้น เราเป็นครูโยคะ ขณะเดียวกันเราก็เป็นนักเรียนด้วย เป็นสองบทบาทในเวลาเดียวกัน เนื่องจากเราอยากช่วยคนอื่นเวลาที่ไปสอนก็ต้องเรียนรู้ตลอดเพราะนักเรียนแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย ต้องเคยใส่ใจและสังเกต ความคิดต้องทำงานตลอด เพราะเราต้องเรียนรู้ร่างกายเขาไปเรื่อยๆ อย่างกรณีที่เขาเป็นนักเรียนในคลาสประจำของเรา ก็ต้องกลับไปทำการบ้านไปคิดท่าต่างๆ เพื่อเขาโดยเฉพาะ จุดประสงค์ของเราคืออยากช่วยเหลือคนให้เขากลับไปแล้วใช้ชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่มองแค่ว่าเป็นการออกกำลังกายเท่านั้น” เฟิร์น กล่าว

 

จากอาชีพนักแปลที่ใช้เวลาส่วนใหญ่หมกมุ่นอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์จนกลายเป็นคนไม่เข้าสังคม ทุกวันนี้โยคะทำให้เฟิร์นเรียนรู้วิธีการเข้าหาคนอื่น เปลี่ยนมุมมองและเปิดโลกใบใหม่ มีช่วงหนึ่งพูดติดอ่างเป็นคนขี้หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน เรียนเก่งแต่ไม่ชอบเข้าสังคม ซึ่งโยคะมันไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกาย ยังมีในส่วนของความคิดและเรื่องของจิตใจทำให้เรามีความสุข ความปีติ รับรู้ถึงพลังของคนที่มาฝึกด้วยกัน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เหมือนเป็นอีกสังคมหนึ่ง

 

อนาคตอยากทำให้คนชอบโยคะ และไม่กลัวที่จะฝึกอยากให้คนอื่นๆ เข้าใจว่าพื้นฐานร่างกายคนเราต่างกัน ไม่ได้แปลว่าทุกคนที่ฝึกจะทำได้เหมือนกันหมด แต่อยากให้เขาพัฒนาได้ตามพื้นฐานของเขา และใช้โยคะในชีวิตประจำวันได้ดี ในขณะที่งานแปลก็ไม่ได้ทิ้ง มีรับอาสาเป็นล่ามให้กับงานโยคะนานาชาติ เป็นสิ่งที่เฟิร์นชอบทั้งสองอย่าง ทำให้สิ่งที่เรียนมาไม่สูญเปล่า ทุกวันนี้จากที่เคยอารมณ์ร้อนเหวี่ยงใส่คนง่ายๆ ก็ถูกปรับกลับมาให้อ่อนน้อมอ่อนโยนขึ้นด้วยโยคะ” เฟิร์นเล่าพร้อมยิ้มตาหยี

ญาดา จำนงค์ทอง แมนดาล่า…ฤาจักรวาลนี้จะช้าลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540717

  • วันที่ 18 ก.พ. 2561 เวลา 09:54 น.

ญาดา จำนงค์ทอง แมนดาล่า...ฤาจักรวาลนี้จะช้าลง

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : ญาดา จำนงค์ทอง

ญาดา จำนงค์ทอง นักกิจกรรมอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านแมนดาล่า วัย 52 ปี เล่าให้ฟังถึงจักรวาลและโลกที่ช้าลง เมื่อชีวิตมีโอกาสได้หมุนวนเข้าไปสัมผัสสัมพันธ์กับภายในแห่งแก่นแกนของวงล้อแมนดาล่า หากก่อนจะไปถึงจุดนั้น คงต้องเล่าให้ฟังเสียก่อน ถึงความหมายของแมนดาล่า…วงล้อบำบัดทางธรรมชาติ

แมนดาลา เทราพี (Mandala Therapy) กลไกแห่งการเยียวยา หลักการคือการฟังเสียงจากภายในของตัวเอง จากนั้นใช้วัสดุธรรมชาติรอบตัว เช่น ใบไม้ ดอกไม้ กิ่งไม้ หรือเปลือกไม้ ก้อนหิน ดิน อิฐ ฯลฯ สร้างสรรค์เป็นวงกลมบนพื้นและสรรพสิ่ง จุดมุ่งหมายคือการเยียวยาบำบัดทางธรรมชาติ

ญาดา เล่าว่า Manda เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า จุดศูนย์กลาง ส่วน La แปลว่า ล้อวงกลมที่ล้อมรอบจุดศูนย์กลาง แมนดาลาจึงหมายถึงภาพที่มีจุดศูนย์กลาง หรือภาพที่แผ่ขยายจากจุดศูนย์กลาง อาจสมมาตรหรือไม่ก็ได้ ความหมายหรือผลลัพธ์คือ การได้กลับมาอยู่กับตัวเองที่ภายใน จิตใจและความสงบเบิกบาน

ญาดากับการใช้ชีวิตที่ช้าลงเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน นักกิจกรรมอิสระด้านแมนดาล่าอดีตเป็นนางพยาบาลแผนกจิตเวช อยู่ที่โรงพยาบาลแหลมฉบัง(อ่าวอุดม) ศรีราชา ชลบุรี ดูแลผู้ป่วยจิตเวชและผู้ป่วยยาเสพติด เธอทำงานอยู่ที่นี่ถึง 25-26 ปีเต็ม ระหว่างนี้คือการพยายามใคร่ครวญหาคำตอบที่แท้จริงของภาวะการเจ็บป่วย โดยส่วนตัวแล้วญาดาไม่คิดว่า การรักษาในระบบจะให้คำตอบแก่ตัวผู้ป่วยหรือครอบครัวผู้ป่วยได้ 100%

“การรักษาด้วยยานั้นจำเป็นก็จริง แต่ก็ไม่อาจให้คำตอบ หรือบำบัดเยียวยาผู้ป่วยได้ทั้งหมด” ญาดาเล่า

“ความสนใจมุ่งที่แนวทางการบำบัดทางธรรมชาติ คิดว่าเราน่าจะใช้ธรรมชาติ เพื่อบำบัดเยียวยาผู้คนได้ ก็คิดว่าอยากจะศึกษาทางนี้ และมุ่งมาทางนี้มากกว่า” ญาดาเล่า

เธอตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อเดินหน้าศึกษาในศาสตร์ใหม่ที่สนใจ แม้ได้เงินก้อนจากการเออร์ลี่รีไทร์ไม่มาก แต่ก็คิดว่าไปหาเอาข้างหน้า ไม่กลัวที่จะเผชิญกับสิ่งที่จะได้พบเจอ ประกอบกับไม่ฟุ่มเฟือย ก็คิดว่าอยู่ได้ เลี้ยงตัวเองได้ ขณะเดียวกันก็ได้เวลาและได้ทำในสิ่งที่สนใจอย่างแท้จริง

ญาดาเล่าว่า ชีวิตเปลี่ยนไปจริงๆ ได้เงินน้อยลง แต่ “ดี” มากขึ้น ดีที่มากขึ้นนั้นคือคุณภาพชีวิตที่มากขึ้น เพราะได้นอนได้พักผ่อน กินน้อยลงแต่กลายเป็นดี ได้เรียนรู้ทำความเข้าใจในชีวิตร่างกายของตัวเองแล้วพบว่า กินอยู่แต่น้อยนั้นดีกว่ากินอยู่หรือยัดเยียดให้ตัวเองกินเยอะๆ เสพเยอะๆ

“ชีวิตจริงๆ ของเรา ใช้น้อยมาก เหมือนเราได้สังเกตตัวเอง ไม่หิวก็ไม่กิน ไม่ยัดเยียดร่างกายเยอะ ได้เวลามากมายที่จะได้ทำในสิ่งที่สนใจและต้องการจริงๆ”

ปัจจุบันญาดารับจ๊อบเป็นนางพยาบาลประจำที่ห้องพยาบาลของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง สัปดาห์หนึ่งทำงาน 2 วัน วันจันทร์และวันอังคาร ส่วนที่เหลือจากสองวันนี้คือขอให้เป็นวันที่ได้ใช้ชีวิตเต็มที่ ตื่นสาย เล่นโยคะ ทำสมาธิ กินอาหารเช้า ก่อนจะออกไปปีนเขาใกล้ๆ บ้าน หรือเดินเล่นในสวนใกล้บ้าน ทำแมนดาล่า…ช้าๆ ซึมซับ

“ชีวิตมีความสนุก มีความเต็มอิ่ม และมีความหวัง ใช่!เงินน้อยลง แต่เพราะกินน้อยใช้น้อย ก็เรียกว่าไม่มีปัญหาอะไรเลย ทุกเดือนจะตั้งใจเก็บเงิน เพราะมีเป้าหมายตลอดเวลา ไม่คอร์สเรียนธรรมชาติบำบัด คอร์สแมนดาล่าก็เป็นคอร์สเรียนแนวจิตวิทยาที่สนใจ หัวใจมีความหวัง หัวใจมีเรื่องดีๆ ให้คิดให้ฝัน”

กิจกรรมแมนดาล่าของญาดา นอกจากจะเดินทางไปศึกษาเพิ่มเติมคอร์สแมนดาล่าที่เปิดสอนตลอดเวลาแล้ว ก็เป็นแมนดาล่าในชีวิตประจำวันของตัวเธอเอง เธอมักวาดรูปหรือทำวงล้อแมนดาล่าที่ในสวนรุกขชาติใกล้บ้าน หรือบางทีก็ปีนเขาขึ้นไปทำแมนดาล่าบนเขา เขาที่ชอบไปไม่พ้นเขาฉลาก เพราะใกล้บ้านที่ศรีราชาที่สุด

ญาดายังเป็นนักกิจกรรมที่เปิดตัวทางเฟซบุ๊ก จึงมีผู้สนใจแมนดาล่ามากมายติดต่อเข้ามา หลายคนที่อยากทำหรืออยากเรียนรู้แมนดาล่า ญาดาจะตอบพวกเขาว่า ไม่มีวิธีอะไรที่จะเรียนรู้แมนดาล่าได้ดีไปกว่า การได้ทดลองฝึกทำสักครั้ง ส่วนใหญ่ก็จะนัดแนะกันไปทำแมนดาล่าที่บนเขาบ้าง ในสวนป่าบ้าง เฉลี่ย 2-3 ครั้ง/สัปดาห์

“ผู้คนมาจากทั่วสารทิศ บางคนมาจากกรุงเทพฯ หรือบางคนก็มาจากต่างจังหวัดไกลๆ ถือเป็นกิจกรรมพิเศษที่ทำให้ได้เรียนรู้ เรียนรู้ตัวเอง เรียนรู้แมนดาล่า พาเดินเลยดีกว่า(ฮา)” ญาดาเล่า

เป้าหมายของญาดา คือความฝันที่จะท่องเที่ยวไป เธออยากเดินทางไปเดินและทำแมนดาล่าในต่างประเทศ ที่สำคัญคือได้ใช้ประโยชน์จากแมนดาล่ากับคนหรือกลุ่มคนที่แวดล้อมในชีวิต หรือแม้แต่คนแปลกหน้าที่ได้สัมผัส

“แว่บหนึ่งคือแมนดาล่าที่จะปรากฏขึ้น ดิฉันมักนำแมนดาล่ามาใช้กับตัวเองและคนรอบตัว คล้ายกับแมนดาล่าที่เคลื่อนไปกับเราตลอด แผ่ขยายออกมาจากตัวเราตลอด” ญาดาเล่า

ในเดือน มี.ค.นี้ ญาดาก็กำลังจะเดินทางไปที่เวียดนาม ท่องเที่ยวและทำงานที่นั่น ช่วงแรกคงไปในย่านเอเชียก่อน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ถือว่าเปลี่ยนชีวิตตัวเองแล้ว มีความเข้าใจตัวเองมากขึ้น มีความสุขกับงานที่ทำ มีชีวิตที่ช้าลงและได้ทำตามใจปรารถนา

อ้อ ! ครอบครัวก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ได้ใช้ชีวิตที่ช้าลงหรือไม่ ญาดากล่าวติดตลกว่า แรกเริ่มสามีไม่เห็นด้วย ถือเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ ใช้วิธีพาสามีไปเดินเขาฉลากด้วยกันเสียเลย พาไปทำแมนดาล่าด้วยกันเสียเลย(ฮา) พร้อมๆ กับใช้กฎแห่งแรงดึงดูด เมื่อจิตของเราดี คิดดี เราก็จะเปลี่ยนผู้คนรอบตัวของเราให้เป็นพลังและความสุขได้เอง

สำหรับคนที่ต้องการใช้ชีวิตที่ช้าลง ญาดาให้คำแนะนำว่า ต้องออกจากงานประจำหรือไม่ อาจจะต้องออกจากงานหรือไม่ออกจากงานก็ได้ กุญแจสำคัญคือการ “รู้” ตัวเองแล้วหรือไม่ว่า เราต้องการอะไรจากชีวิต ถ้ารู้แล้วก็จะสามารถควบคุมเวลาในชีวิตได้เอง เบื้องต้นอาจใช้เวลาช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ไปก่อนก็ได้

ถ้ารู้ว่าตัวเองมีความสุขกับอะไร อยากทำอะไรก็ไม่ยาก ลองบริหารจัดการเวลามาทำสิ่งที่ต้องการนั้น ถ้ายังอยู่อยากอยู่ในระบบหรือทำงานประจำต่อไป อาจต้องกำหนดขอบเขตบ้าง แต่ถ้าลาออกก็ต้องถือว่าเต็มที่ได้กับงานหรือสิ่งที่เรารัก ไม่ต้องถูกรบกวนจากงานประจำ ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าคีย์เวิร์ดของเรื่องนี้คือคำว่า “เวลา”

จากชีวิตที่วุ่นวาย ญาดาค้นพบชีวิตและจักรวาลที่เธอต้องการในที่สุด คือโลกของแมนดาล่าที่ทำให้รู้ว่าเวลาคือชีวิต การมีเวลาของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเวลาคือโอกาส เวลาคือความสุข มีเวลาให้กับตัวเองกันให้มากๆ เพราะเวลาคือสิ่งที่มีคุณค่า ทำความเข้าใจว่าเวลาไม่ใช่ความเร่งรีบ เวลาในชีวิตของเราคือเวลาของเรา

“อย่ารีบจนไม่มีอะไรเหลืออยู่ในชีวิต เพราะทุกอย่างขาดพร่องความหมายไปหมด”

ญาดาเล่าว่า ไม่ใช่เวลาเร่งรีบ ที่ทำให้ไปไกลจากตัวตนของตน แต่เป็นเวลาที่สบายๆ ให้กับตัวเอง กำหนดเองว่าจะใช้เวลาในชีวิตอย่างไร ทุกเวลาเป็นความสุข อยู่กับความสุขและทำงานด้วยความสุข รวมทั้งได้แบ่งปันความสุขนั้นแก่ผู้คน ด้วยธรรมชาติง่ายๆ ใกล้ๆ ตัว

อนาคตคือความเคลื่อนไปแห่งจักรวาล แมนดาล่าและวงล้อที่หมุนแผ่รัศมีออกไปไม่มีขอบเขต…แมนดาลา เทราพี กลไกการเยียวยาที่เหมาะกับทุกคน ที่ต้องการรู้จักตัวเอง ต้องการเยียวยาตัวเอง และต้องการโลกที่ช้าลง สนใจอินบ็อกซ์ที่เฟซบุ๊ก Yada Jib Jamnongtong

ประเสริฐ สัสดีวงศ์ กับชีวิตรสเด็ดที่ปรุงด้วยสองมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540714

  • วันที่ 18 ก.พ. 2561 เวลา 09:40 น.

ประเสริฐ สัสดีวงศ์ กับชีวิตรสเด็ดที่ปรุงด้วยสองมือ

โดย  พุสดี สิริวัชระเมตตา และ จุฑามาศ นิจประพันธ์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

อาหารแต่ละเมนูที่ถูกปรุงแต่งรสชาติและหน้าตาด้วยวัตถุดิบต่างๆ ก็คล้ายกับเรื่องจริงของชีวิตคนเรา ที่ถูกแต่งแต้มสีสันด้วยประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลายและไม่คาดคิด เช่นเดียวกับเชฟเปี๊ยก-ประเสริฐ สัสดีวงศ์ หัวหน้าเชฟห้องอาหารไทยต้นตำรับ ศาลาริมน้ำ แห่งโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เชฟหนุ่มที่ทลายขีดจำกัดของตัวเอง ด้วยการก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนไปเรียนรู้ในโลกกว้างที่น้อยคนนักจะมีโอกาสได้สัมผัส เขาเปรียบเทียบเส้นทางชีวิตที่เต็มไปด้วยรสชาติทั้งหวาน ทั้งขม ว่าเป็นอาหารรสชาติเยี่ยม ที่เขาตั้งใจปรุงขึ้นด้วยสองมือ

“หน้าตาอาหารจานนี้อาจจะใม่ดูน่ากิน แต่พอได้ชิมแล้วจะรู้ว่าเป็นอาหารที่ครบรสและอร่อยที่สุด” เชฟเปี๊ยกเกริ่นเรียกน้ำย่อยก่อนชวนชิมเรื่องราวชีวิตที่ครบรสของเขาอย่างออกรส

ยินดีที่ได้รู้จักฟิจิ ดินแดนแห่งฝัน

“ผมเชื่อว่าโอกาสไม่ได้มีมากมายสำหรับทุกคน ดังนั้นเมื่อโอกาสมาถึงอยู่ที่ว่าใครจะไขว้คว้าไว้ เราไม่มีทางรู้ว่าโอกาสที่คว้ามาจะพาเราไปเจอกับอะไร แต่อย่างน้อยเราต้องทำโอกาสที่ได้มาให้ดีที่สุด” เชฟเปี๊ยกบอกเล่าด้วยแววตามุ่งมั่นก่อนจะพาไปเพลิดเพลินกับเรื่องราวที่สุดของชีวิต

“ผมเริ่มทำงานในครัวตอนอายุ 24-25 ปีแล้ว ซึ่งถือว่าค่อนข้างช้า เพราะอาชีพนี้บางคนเริ่มตั้งแต่ 18-19ปี แต่ผมไม่ท้อ พยายามเรียนรู้ตลอดเวลา ทำงานได้ 5 ปี ผมก็ได้รับการทาบทามให้ไปทำงานเป็นสเปเชียลเชฟที่โรงแรมในเกาะส่วนตัวแห่งหนึ่งในฟิจิ บอกตามตรง ตอนนั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประเทศฟิจิอยู่ตรงไหนของโลก ใช่อันเดียวกับภูเขาไฟฟูจิที่ญี่ปุ่นหรือเปล่า“ เชฟเปี๊ยกบอกเล่าอย่างติดตลก “แต่ผมก็ตัดสินใจไปนะ ผมเริ่มทำการบ้านหาข้อมูลจนรู้ว่า ฟิจิ เป็นประเทศที่อยู่ระหว่างออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ ผมยังจำได้ว่า ผมเปิดกูเกิ้ลแมพดู ยังแปลกใจทำไมเห็นแต่หลังคาบ้านที่มุงด้วยใบไม้ มารู้ทีหลังว่าเป็นธรรมเนียมของคนฟิจิที่จะนำใบไม้มาคลุมหลังคาอีกชั้นเพื่อรักษาความเป็นธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด”

หลังจากเตรียมใจและเตรียมพร้อมเพื่อเผชิญกับประสบการณ์ใหม่ที่แสนแปลกใหม่ การเดินทางที่ไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่เบื้องหน้าก็เริ่มต้นขึ้น

เชฟเปี๊ยกค่อยๆฉายภาพความทรงจำที่ไม่ลืมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เจือด้วยเสียงหัวเราะแทรกเป็นระยะว่า เป้าหมายในการเดินทางของเขา คือ Laucala Island Hotel รีสอร์ตหรูระดับ 5 ดาว ติด 1 ใน 10 ของรีสอร์ตที่ดีที่สุดในโลก เป็นหนึ่งในเดรสทิเนชั่นยอดฮิตของเหล่าคนดังและดาราฮอลลีวู้ด ที่มองหาความเป็นส่วนตัว ด้วยจำนวนบ้านพักเพียง 25 หลัง เจ้าของคือ ดีทริช เมเทสซิทซ์ นักธุรกิจและมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของออสเตรีย ซึ่งคนไทยหลายคนอาจคุ้นหู เพราะเขาคือ ผู้ที่ร่วมกับเฉลียว อยู่วิทยา ก่อตั้งอาณาจักรเรดบูล ฟังดูตื่นเต้นสวยหรู แต่หนทางที่จะไปกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

อย่างไรก็ตาม เชฟเปี๊ยกบอกว่า ถึงจะเป็นเกาะส่วนตัว แต่การเดินทางไม่ได้ยากอย่างที่คิด สำหรับแขกของโรงแรมสามารถนั่งเครื่องบินตรงมาที่ฟิจิได้เลย แต่สำหรับพนักงานตัวเล็กๆอย่างเขา ด้วยความที่กำหนดเดินทางไป เป็นช่วงที่มีแขกเข้าพักเต็ม และเครื่องบินไปยังเกาะยังมีเพียงลำเดียว แผนการเดินทางของเขาเลยต้องเปลี่ยนไป

“ผมใช้เวลาในการเดินทาง 2 วัน ขึ้นเครื่อง นั่งรถ นั่งเรือ สารพัดจะนั่งครับ ผมนั่งเครื่องบินไปลงที่ออสเตรเลีย จากนั้นนั่งเครื่องไปลงที่เกาะที่ใกล้สุด เครื่องบินที่นั่งไปเป็นเครื่องบินแบบโอเพ่นแอร์ คล้ายๆเฮลิคอปเตอร์ นั่งได้ประมาณ 4-  5 คน ใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง พอถึงเกาะทางโรงแรมก็จะมารับให้นั่งรถต่อไปอีกเกือบชั่วโมงเพื่อไปลงท่าเรือในเกาะ เชื่อมั้ยว่ารถที่เอามารับ ผมดูสภาพรถแล้วยังแอบคิดว่าไม่น่าจะวิ่งได้ (หัวเราะ) แต่สุดท้ายรถคันนี้ก็พาผมมาถึงท่าเรือ เพื่อไปขึ้นสปีดโบ๊ดต่อ นั่งอีก 45 นาที มาถึงเกาะ ก็นั่งรถจากท่าเรือมาบ้านพักของเรา ตอนมาถึงบ้านพัก ผมนึกถึงบ้านเรือนที่ดูในกูเกิ้ลแมพมาเลย เป็นแบบเดียวกับหลังคามุงใบไม้  ที่ผมดูมาจริงๆ”

ชีวิตความเป็นอยู่ที่บ้านหลังใหม่แห่งนี้สำหรับเชฟเปี๊ยกไม่ใช่เรื่องที่น่าหนักใจ แถมเขายังหลงรักในชีวิตที่เรียบง่าย ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติไม่น้อย ยิ่งกว่านั้นการทำงานที่นี่ ยังทำให้เชฟเปี๊ยกไม่เพียงมอบประสบการณ์ล้ำค่าในชีวิตให้เขามากมาย แต่ยังมอบโอกาสที่หาได้ไม่ง่ายในชีวิตการเป็นเชฟ เพราะ ณ  รีสอร์ทแห่งนี้ เขาได้มีโอกาสโชว์ฝีมือทำอาหารให้กับคนดังระดับโลก อย่าง ดีทริช เมเทสซิทซ์ อภิมหาเศรษฐีรวยที่สุดอันดับหนึ่งของประเทศออสเตรีย, โอปราห์ วินฟรีย์ เจ้าแม่ทอล์คโชว์และผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาได้มีโอกาสทำอาหารแบบไพรเวทให้ถึงสองครั้ง อีกคนคือ คริสโตเฟอร์ ไบรอัน บริจส์ หรือ ลูดาคริส แร็ปเปอร์และนักแสดงชาวอเมริกัน นอกจากนั้นยังมีเชื้อพระวงศ์จากตะวันออกกลาง และ มหาเศรษฐี

“จำได้ว่าครั้งแรกที่ผมไปทำอาหารให้โอปราห์ เขามากับเพื่อนแล้วก็มีบอดี้การ์ด วันนั้นเขาเลือกเป็นอาหารสไตล์เทปันยากิ ระหว่างที่ทำ ก็มีโอกาสได้พูดคุยกันบ้าง คือ เขาถามเราก็ตอบ (ยิ้ม) ถามว่ากดดันมั้ยที่ต้องทำอาหารให้แขกระดับวีวีไอพี ผมเฉยๆนะครับ เพราะเราหน้าที่เราให้ดีที่สุด”

ชีวิตการทำงานที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าได้มาเจอกับสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ได้ทำอาหารเสิร์ฟบุคคลสำคัญที่ไม่เคยคิดว่าจะได้พบก็ถือเป็นความทรงจำไม่ลืมแล้ว แต่เรื่องราว ณ ฟิจิ ของเชฟเปี๊ยกจะขาดรสชาติไปโดยพลัน ถ้าเชฟเปี๊ยกไม่ได้สัมผัสกับภัยธรรมชาติที่คนท้องถิ่นเจอจนชินอย่าง “ไซโคลน” ที่เขาเคยเห็นแต่ในหนังเท่านั้น

“ช่วงเม.ย. ถึงต.ค.ถือเป็นช่วงมรสุม คนไทยอย่างเรารู้จักไซโคลน แต่ไม่เคยสัมผัส ผมเองก็สงสัยมาตลอดว่าไซโคลนเป็นยังไง จนได้เจอกันตัว วันนั้นผมจำได้ว่าเงียบมากๆ ไม่ได้มีลางบอกเหตุใดๆ กระทั่งจู่ๆเริ่มมีลมพัดมา ผมเห็นคนบนเกาะเริ่มทยอยเก็บข้าวเก็บของ จนพอตกกลางคืน ลมเริ่มแรง คนในเกาะบางส่วนเลือกหลบอยู่ในบ้านพัก อีกส่วนรวมทั้งผมตัดสินใจมารวมตัวที่ศาลากลางซึ่งผมว่าแข็งแรงกว่าบ้านพัก จำได้ว่าตอนนั้นลมด้านนอกพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นเขาไม่ให้ใครออกมานอกศาลาเลย เพราะกลัวว่าต้นไม้จะโค่นทับวินาทีนั้นผมยังนึกภาพอานุภาพของไซโคลนไม่ออก จนกระทั่งออกมาเห็นสภาพเกาะ ถึงได้เข้าใจ ภาพที่เห็น คือ ทุกอย่างพังราบเป็นหน้ากลอง ท่าเรือเละ ตัววิลล่าก็พัง ผมมารู้ทีหลังว่า ที่เราเจอแค่ไซโคลนลูกเดียวนะ ถือว่าเบาะๆเพราะตามพยากรณ์อากาศเราต้องเจอไซโคลน 2 ลูก”

หลังจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งนั้น เชฟเปี๊ยกถ่ายทอดความรู้สึกในตอนนั้นว่า รู้สึกสงสารทุกคนที่ทำงานบนเกาะจับใจ ถึงจะโชคดีรอดตายมาได้ แต่ในฐานะลูกจ้าง ทุกคนต่างกังวลจะตกงานหรือไม่ เพราะทุกอย่างบนเกาะพังพินาศหมด โชคดีที่เจ้าของรีสอร์ตน่ารัก นอกจากจะถามไถ่ถึงสวัสดิภาพของพนักงานเป็นอันดับแรก ยังไม่ไล่พนักงานออก แถมปีนั้นยังให้โบนัสพนักงานด้วย

“ตอนนั้นกำลังใจทุกคนดีมาก เราช่วยกันพลิกฟื้นเกาะแห่งนี้ขึ้นมาอีกครั้งจนคืนสภาพเดิมทุกอย่าง ผมมีความสุขมากที่ได้ทำงานที่นี่ ช่วงที่เกิดเรื่องไม่มีความคิดที่จะกลับประเทศเลย แค่คิดว่าจะทำอย่างไรให้เกาะกลับมาสวยเหมือนเดิม หลังจากผ่านไป 6 เดือนเกาะแห่งก็กลับมาสวยเหมือนเดิม”

สถานีต่อไป…กาตาร์

อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่างานเลี้ยงยังมีวันเลิกรา แม้จะหลงรักชีวิตที่แสนเรียบง่ายที่ฟิจิ แต่เมื่อโอกาสเข้ามาทักทายอีกครั้ง เชฟเปี๊ยกก็พร้อมสำหรับการเดินทางครั้งใหม่ หลังจากเชฟใหญ่ของรีสอร์ตที่เคยทำงานที่ฟิจิที่ลาออกไปทำงานที่กาตาร์ เขาก็ติดต่อมาทาบทามให้ผมไปทำงานด้วยกัน นอกจากเงินเดือนจะมากขึ้น ได้ทำงานใกล้บ้านมากขึ้น เพราะใช้เวลานั่งเครื่องบินแค่ 6 ชั่วโมงก็ถึงกรุงเทพฯ เขายังได้เติบโตในสายงาน ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นโฮเตล เชฟ เป็นเชฟใหญ่ดูแลทั้งโรงแรม

“ผมยังจำวันแรกที่เดินทางไปถึงกาตาร์ได้ว่า ไปถึงตอนเที่ยงคืน ก็มีเจ้าหน้าที่จากโรงแรมมารับพามาที่อพาร์ตเม้นต์ที่พัก กาตาร์เป็นประเทศที่ร้อนมาก อุณหภูมิ 40 – 50 องศาเซลเซียส เขามีกฎระเบียบข้อบังคับหลายอย่างต่างกับบ้านเรา ตอนไปใหม่ๆ ต้องปรับตัวเยอะมาก ยกตัวอย่าง ผู้หญิงกาตาร์เวลาไปไหนต้องใส่ฮิญาบคลุมทั้งศีรษะ เห็นแค่ดวงตา ถ้าเราเดินผ่านแล้วไปสบตา เขาสามารถเรียกตำรวจจับเราได้เลย พวกกฎหมาย กฎระเบียบเขาก็ค่อนข้างโหด อย่างวัตถุดิบตามร้านอาหาร ถ้าเขาตรวจเจอว่าหมดอายุ คือ สั่งปิดร้านทันที พืชผักอย่างหอมหัวใหญ่ กระเทียม ถ้าเก็บไว้ในครัวจนมีต้นงอกออกมานี่คือผิดเลย”

เชฟเปี๊ยกยอมรับว่า การมาทำงานที่กาตาร์ ทำให้เขาได้เติบโตในสายงาน ได้ค่าตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ถ้าถามถึงความชอบและความสุขในการทำงาน เขาเทใจให้ฟิจิ   

“ตอนมาอยู่กาตาร์ ผมต้องเรียนรู้เรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมเยอะ อย่างที่ผมบอกว่า ผู้หญิงที่นี่ต้องใส่ผ้าคลุมหน้า ผมเคยไปดูแลห้องอาหารเช้า ปรากฏว่ามีผู้หญิงใส่ผ้าปิดหน้ามาสั่งอาหารผม ปรรากฏทำเสร็จผมเงยหน้าขึ้นมา เจอผู้หญิงใส่ผ้าคลุมหน้าหมดเลย งานเข้าเลย คนไหนสั่งหล่ะ (หัวเราะ) สุดท้ายผมต้องรอให้เขาเดินมาเอง”

วีรกรรมโหดมันฮา ณ กาตาร์ยังไม่จบ เชฟเปี๊ยกเล่าอย่างออกรสว่า หลังจากทำงานได้ปีครึ่ง เขาตัดสินใจลาออก แต่การจากลาครั้งนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะหลังจากตัดสินใจจะเดินทางกลับประเทศไทย เขาตั้งใจไปกดเอทีเอ็มเพื่อถอนเงินจากบัญชี ปรากฏว่าถอนเงินได้แค่ส่วนเดียวบัญชีก็ถูกล็อก ทำเอาเชฟเปี๊ยกตกใจไม่น้อย

“ผมรีบไปธนาคารเลย หลังจากเจ้าหน้าที่เช็คแล้ว เขาถามผมว่า เคยทำบัตรเครดิตไว้ใช่ไหม ผมก็ตอบว่าใช่ เขาก็ถามว่าแล้วคุณยังต้องการบัตรเครดิตอยู่ไหม ผมก็งง เพราะผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบัตรเครดิตที่ผมได้รับการอนุมัติ เพราะที่กาตาร์ไม่เหมือนบ้านเราที่มีเจ้าหน้าที่โทรแจ้งผลว่าสมัครบัตรเครดิตแล้วผ่านหรือไม่ผ่าน เพราะ ของเขาคือ ถ้าผ่านก็เราต้องไปรับบัตรที่ไปรษณีย์เอง ตอนนั้นผมเลยตอบเจ้าหน้าที่ไปว่า ผมจะกลับบ้านแล้ว ไม่ต้องการบัตรเครดิตแล้ว เขาก็แนะนำให้ไปเคลียร์ให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นจะเดินทางออกนอกประเทศไม่ได้ ผมก้ต้องรีบไปไปรษณีย์ ไปเดินเรื่องเพื่อให้ปลดล็อกบัญชีให้ผม”

ร่วมลุ้นระทึกมาถึงตรงนี้ เหมือนทุกอย่างจะจบลงอย่างแฮปปี้ เอ็นดิ้ง แต่เชฟเปี๊ยกส่งสัญญาณว่าช้าก่อน เพราะเรื่องราวชวนใจเต้นแรงยังไม่จบ หลังจากจัดการภารกิจทุกอย่างเรียบร้อย เชฟกลับไปที่บ้านพักเพื่อเตรียมตัวย้ายออก ก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ระหว่างที่คนขับรถที่จะพาผมไปสนามบินรออยู่ด้านหน้าประตูเพื่อเตรียมช่วยขนของ จังหวะที่จะไขกุญแจเพื่อเปิดประตูลูกบิดออกมา กุญแจห้องดันหักคาประตูที่เปิดปิดมานับครั้งไม่ถ้วนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่

“เรื่องนี้ เล่าทีไรผมก็ยังขำไม่หาย เรื่องแบบนี้ดันมาเกิดในวันที่ผมกำลังจะขึ้นเครื่องบินกลับบ้านในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า วินาทีนั้นผมไม่มีทางเลือกอื่น จะเรียกช่างก็ไม่มี เพราะวันนั้นเป็นวันอาทิตย์ จะมัวรีรอก็ไม่ได้ เพราะกลัวตกเครื่อง สุดท้ายผมกับคนขับรถใช้เวลาอยู่ครึ่งชั่วโมงเพื่อพังประตูออกมา ในที่สุดก็สำเร็จ มาถึงสนามบิน จนสามารถเดินทางกลับประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ”

เต็มอิ่มกับอาหารจานพิเศษ

มาถึงวันนี้ เชฟเปี๊ยกอดนึกขอบคุณตัวเองในวัยหนุ่มไม่ได้ ที่คว้าโอกาสแล้วออกไปเผชิฐโลกกว้าง

“ถ้าวันนั้นผมเลือกทิ้งโอกาส ผมก็เป็นแค่พนักงานธรรมดาคนหนึ่งซึ่งทำอาหารมีเงินเดือนใช้ไปวันๆ คงไม่ได้รู้จักผู้คนมากมายเช่นวันนี้”

จากนี้ เชฟเปี๊ยกตั้งใจนำประสบการณ์และความรู้ที่ได้รับจากการไปทำงานในต่างประเทศที่หลายคนไม่คุ้นเคยมาถ่ายทอดให้เชฟรุ่นหลัง พร้อมกันนี้นอกจากเขาจะเดินหน้าปลุกปั้นห้องอาหารไทย ศาลาริมน้ำ ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ซึ่งเปรียบเหมือนบ้านหลังแรกของเขาให้เข้าไปนั่งในใจลูกค้า ควบคู่ไปกับการปลุกปั้นธุรกิจร้านอาหารของตัวเอง

ดูแลภายในจมูก ก่อนที่จะสายเกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540621

  • วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 13:40 น.

ดูแลภายในจมูก ก่อนที่จะสายเกินไป

 โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com ภาพ : medicalgrapevineasia.com

 ในแต่ละปีพบผู้ป่วยทั่วโลกเกือบ 1 ต่อประชากรแสนคน โดยเฉพาะในแถบเอเชียจะพบผู้ป่วยมะเร็งหลังโพรงจมูกมีเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ จีนตอนใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน

ในขณะที่ประเทศไทย พบมะเร็งหลังโพรงจมูก 25 คนต่อประชากรแสนคน ซึ่งพบว่าอุบัติการณ์ในผู้ชายสูงกว่าในผู้หญิงประมาณสองเท่า ส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาวถึงวัยกลางคน

ข้อมูลจากเว็บไซต์พบแพทย์ บอกว่า มะเร็งหลังโพรงจมูก เป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อโพรงจมูกหรือพื้นที่ข้างหลังจมูกและโพรงอากาศเล็กๆ ข้างจมูก โหนกแก้มและหน้าผาก มะเร็งหลังโพรงจมูกเกิดจากการเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติหรือมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับเซลล์

สาเหตุของมะเร็งโพรงจมูก เกิดจากการที่เซลล์ต่างๆ ในโพรงจมูกและโพรงอากาศข้างจมูกเกิดความผิดปกติหรือมีการเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่การยืนยันแน่ชัดว่าสาเหตุของมะเร็งหลังโพรงจมูกคืออะไร

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งหลังโพรงจมูกได้มีหลายประการ เช่น การสัมผัสหรือสูดดมสารเคมีที่ส่งผลให้เซลล์พัฒนาเป็นมะเร็งได้ ความเปลี่ยนแปลงนี้จะก่อให้เกิดเนื้อร้ายที่สามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ แต่บางครั้งการเซลล์ที่ผิดปกติก็ไม่ได้เป็นเนื้อร้ายเสมอไป

ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นแค่โรคริดสีดวงจมูกหรือเนื้องอกโพรงจมูกแทน โดยมะเร็งโพรงจมูกเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ยาก ซึ่งหากพบก็จะมักพบได้ในผู้ชายอายุ 50-60 ปี

อาการของมะเร็งหลังโพรงจมูก อาจไม่แสดงอาการตั้งแต่แรกๆ เนื่องจากโพรงจมูกมีลักษณะค่อนข้างกว้างซึ่งเนื้องอกอาจขยายได้เรื่อยๆ อาการอาจปรากฏออกมาเมื่อมะเร็งเจริญเติบโตไปรอบๆ หรือใหญ่จนปิดกั้นโพรงจมูกแล้ว

อาการทั่วไปที่พบได้บ่อยคือคัดจมูกหรือน้ำมูกไหลข้างเดียว แม้ผู้ป่วยจะไม่ได้เป็นหวัดหรือเป็นภูมิแพ้ อาการจะคงอยู่เป็นเวลานานและแย่ลงเรื่อยๆ อาการอื่นๆ ของมะเร็งหลังโพรงจมูกค่อนข้างที่จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่ามะเร็งนั้นเริ่มมาจากส่วนไหน

จากการวิจัยในถิ่นที่มีความชุกของโรคสูง จะพบว่ามีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสเอปสไตน์บาร์ (Epstein-Barr Virus) ปัจจุบันก็ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงว่ามะเร็งหลังโพรงจมูกนี้เกิดจากสาเหตุอะไร แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเพิ่มอุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งหลังโพรงจมูกได้ คือ

 

1.พันธุกรรม จากการที่พบว่ามะเร็งหลังโพรงจมูกมีความชุกสูงเฉพาะในบางเขตภูมิศาสตร์ เช่น ในประเทศจีนตอนใต้ และส่วนอื่นๆ ที่ชาวจีนอพยพไป ทำให้มีการศึกษาว่าพันธุกรรมอาจเป็นปัจจัยหนึ่งของการเกิดมะเร็งชนิดนี้

2.ไวรัส เป็นที่ยอมรับกันว่าไวรัสเอปสไตน์บาร์ มีส่วนสำคัญต่อการเกิดมะเร็งหลังโพรงจมูก โดยศึกษาพบว่าผู้ป่วยมะเร็งหลังโพรงจมูกจะมีสารภูมิต้านทานต่อไวรัสชนิดนี้ ในปริมาณที่สูงกว่าประชากรทั่วไปที่มีสุขภาพดี

3.อาหารการกิน พบว่าในมณฑลกวางตุ้งซึ่งมีอุบัติการณ์ของมะเร็งหลังโพรงจมูกในอัตราสูงนั้น ประชาชนนิยมบริโภคปลาหมักเค็มกันมากกว่าส่วนอื่นของประเทศ ซึ่งในเรื่องอาหารนั้นในประเทศไทยก็พบว่า มีข้อมูลที่คนไทยบริโภคอาหารที่มีสารไนโตรซามีนในจำนวนมาก ซึ่งมีอยู่ในเนื้อสัตว์ อาหารหมักดอง เช่น ไส้กรอก แหนม ปลาร้า ปลาเค็ม

4.สิ่งแวดล้อม มีปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมหลายอย่างที่อาจมีผลต่อการเกิดมะเร็งหลังโพรงจมูก ได้แก่ ฝุ่นละออง ควันไฟจากการเผาไม้หรือหญ้า สารเคมีต่างๆ ตลอดจนการดื่มสุราและการสูบบุหรี่

พญ.วรรนธนี อภิวัฒนเสวี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศูนย์ตา หู คอ จมูก โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า อาการเบื้องต้นของโรคนี้ ผู้ป่วยอาจมีหูอื้อข้างเดียว มีเสียงดังในหู คัดแน่นจมูก มีน้ำมูกหรือเสมหะปนเลือด เมื่อโรคมีการกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง ทำให้คลำได้ก้อนที่คอข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ เนื่องจากตำแหน่งของโพรงหลังจมูกอยู่ติดกับฐานสมอง ทำให้โรคสามารถลุกลามเข้าเส้นประสาทสมองหรือเข้าสมอง ทำให้ปวดศีรษะ หน้าชาด้านใดด้านหนึ่ง หรือเกิดการมองเห็นที่ผิดปกติ เช่น มองเห็นภาพซ้อน

การตรวจวินิจฉัย แพทย์จะเริ่มจากซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างละเอียดโดยเฉพาะบริเวณโพรงหลังจมูก และหากสงสัยว่ามีความผิดปกติก็จะทำการส่องกล้องทางจมูกเพื่อตัดชิ้นเนื้อไปตรวจอีกครั้ง ในบางรายอาจตรวจเลือดหาสารภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสเอปสไตน์บาร์

สำหรับการตรวจทางรังสีวิทยาเพื่อหาระยะและขอบเขตของโรคนั้น สามารถทำได้ด้วย CT Scan หรือ MRI บริเวณโพรงหลังจมูกและบริเวณลำคอ ตรวจการแพร่กระจายของโรคไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น เอกซเรย์ปอด อัลตราซาวด์ตับและช่องท้อง การกระจายเข้าสู่กระดูกหรือ Bone Scan

การรักษามะเร็งหลังโพรงจมูกโดยหลัก คือการใช้รังสีรักษาซึ่งอาจรวมกับการให้เคมีบำบัดขึ้นอยู่กับระยะการดำเนินโรคของมะเร็ง ส่วนการผ่าตัดมีบทบาทน้อย เนื่องจากตำแหน่งของโรคอยู่ติดกับอวัยวะสำคัญ เช่น เส้นประสาทสมอง เส้นเลือดแดงใหญ่ในสมองและส่วนเนื้อสมอง ทำให้การผ่าตัดก่อให้เกิดอันตรายและความพิการสูงมาก

“ประกอบกับเซลล์ของมะเร็งส่วนใหญ่จะตอบสนองดีต่อการฉายรังสีทำให้การผ่าตัดมีบทบาทในกรณีหลังรักษาแล้วแต่ยังคงมีเนื้อมะเร็งเหลือค้างอยู่ มะเร็งหลังโพรงจมูกนับว่าเป็นภัยเงียบที่ซ่อนเร้น แต่หากตรวจพบเร็วก็จะรักษาให้หายขาดได้

ดังนั้น การหมั่นตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ นับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยส่งเสริมที่อาจเป็นสาเหตุของมะเร็งหลังโพรงจมูก รวมถึงการปฏิบัติตัวและดูแลพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร ก็เป็นการป้องกันภัยเงียบจากมะเร็งชนิดนี้ได้เช่นเดียวกัน”

 มะเร็งหลังโพรงจมูก เป็นอีกหนึ่งโรคมะเร็งร้ายที่กลายเป็นภัยเงียบและคร่าชีวิตผู้คนได้ไม่แพ้มะเร็งชนิดอื่นๆ เนื่องจากเป็นโรคที่อยู่ในตำแหน่งที่ซ่อนเร้นยากแก่การตรวจพบ จึงทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการของระยะที่มะเร็งลุกลามมากแล้ว และยากแก่การรักษา