ขณะฝึกโยคะ คุณได้ฟังเสียงร่างกายที่บอกคุณจริงๆ หรือเปล่า Are you listening to your body ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540620

  • วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 13:34 น.

ขณะฝึกโยคะ คุณได้ฟังเสียงร่างกายที่บอกคุณจริงๆ หรือเปล่า Are you listening to your body ?

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ขณะที่คุณฝึกโยคะอาสนะนั้น ร่างกายของเราส่งข้อความหาเราตลอดเวลา ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องหาเหตุผล วิเคราะห์ใดๆ แค่ฟังเท่านั้น แค่ได้ยินสิ่งที่ร่างกายบอก แล้วจงเชื่อความรู้สึก ความเจ็บปวด ที่เกิดขึ้น เพราะเขาบอกเราเสมอว่ามันมากเกินไป เกินข้อจำกัดของร่างกายในวินาทีนั้น หรือมีอาการขัดของเส้นกล้ามเนื้อของข้อต่อชิ้นไหนๆ หรือยืดมากเกินไปหรือเปล่า

เมื่อใดก็ตามที่เราฟังและเคารพร่างกายเราจริงๆ อย่างตั้งใจและใส่ใจจริงๆ ขณะที่เราฝึกโยคะอาสนะ เราจะมีทางเลือกให้ตัวเราเองเสมอ

 

หากขณะที่เราฝึกอาสนะ แล้วร่างกายกำลังส่งสัญญาณบอกกับเราว่าจะเจ็บหากทำท่าอาสนะนั้นๆ เราต้องเชื่อร่างกายแล้วใช้ทางเลือก ทำท่าที่ง่ายลงหรือใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น บล็อกโยคะ เชือก หรือใช้อาสนะทางเลือกในเวอร์ชั่นที่ง่ายกว่า หากเราไม่ฟังสิ่งที่ร่างกายบอก เรากำลังเริ่มสะสมอาการบาดเจ็บ หรือบางครั้งอาการบาดเจ็บอาจเกิดขึ้นทันทีในเสี้ยววินาทีนั้น

นอกจากนี้ ในคลาสโยคะที่เคลื่อนไหวต่อเนื่องแบบไม่หยุด เช่น คลาสสไตล์ Vinyasa, Ashtanga เป็นต้น หากคุณฝึกแล้วต้องทำท่าซ้ำๆ อย่างเช่น ทำท่าจาตุรังก้า Chaturangas เป็นจำนวนหลายๆ รอบ อาจทำให้เกิดการใช้กล้ามเนื้อมัดซ้ำๆ และเกิดความเครียดกับกล้ามเนื้อ เช่น Rotator cuff issues เส้นเอ็นไหล่ฉีกขาด ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกันกับคนที่ฝึกเซตท่า Arm-balance

ซ้ำร้ายกว่านั้นบางคนยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าฝึกท่าจาตุรังก้าแบบผิดๆ อยู่ อาจส่งปัญหากับการบาดเจ็บที่ข้อมือ Wrist injury ที่สำคัญ ครูอยากให้นักเรียนหลีกเลี่ยงท่าอาสนะโยคะที่ยากและดูอันตราย อย่างเช่น พวกท่าแฟนซี หรือแม้กระทั่งท่าอาสนะที่มาจากท่าในตำรายุดโมเดิร์นโยคะที่ยากเกินไป

 

อย่าเสพโซเชียลมีเดียจนเพลินแล้วมีความอยากทำตามอาจสร้างปัญหาให้เราได้ ในปัจจุบันนี้มีครูโยคะชื่อดังจากอเมริกาบาดเจ็บจากโยคะอาสนะกันหลายคนเลย ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นเคยทำท่าอาสนะยากๆ ได้ในตอนวัยรุ่น แล้วใช้ร่างกายเกินขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเปลี่ยนข้อต่อสะโพก เปลี่ยนหัวไหล่ ปวดหลังรุนแรง เปลี่ยนหัวเข่า เช่น Jill Miller, Erika Trice, Kathryn Budig, Jason Bowman, Sarah Ezrin, Meagan McCrary, Melanie Salvatore August, Kino MacGregor เป็นต้น

แม้ว่าสาเหตุที่เกิดการบาดเจ็บอาจมีตัวแปรหลายอย่างแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล แต่สิ่งดีที่เกิดขึ้นคือ คุณครูเหล่านั้นกำลังส่งข้อความบอกเราเพื่อเป็นวิทยาทานผ่านงานเขียนผ่านโซเชียลเช่นกัน เพื่อย้ำเตือนเราว่าให้เฝ้าระวังการฝึกอาสนะโยคะ แล้วฟังเสียงร่างกายของเราเสมอๆ อย่างมีสติ ซึ่งการจะฟังได้จริงๆ ต้องมีความเงียบเกิดขึ้น ต้องมีความอ่อนไหวเกิดขึ้น ดังนั้นสิ่งที่คุณรู้สึกในชั่วขณะนั้นจะถูกต้องสำหรับคุณเสมอ

ปนพงษ์ ภูมิดิษฐ์ ‘เปิดโลกภายนอกให้ลูกสัมผัส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540610

  • วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 12:09 น.

ปนพงษ์ ภูมิดิษฐ์ ‘เปิดโลกภายนอกให้ลูกสัมผัส’

 โดย  ฤดูกาล ภาพ : ปนพงษ์ ภูมิดิษฐ์

 พ่อแม่ยุคใหม่ที่ทำงานประจำจะทราบดีว่า เวลาเป็นสิ่งมีค่าที่สุดโดยเฉพาะกับลูกรัก เหมือนครอบครัวของ “แปลน” ปนพงษ์ ภูมิดิษฐ์ บรรณาธิการบริหารนิตยสารมายาแชนแนล ที่เพิ่งมีสมาชิกใหม่ “น้องโปรกู๊ด” ลูกสาวคนแรกวัย 1 ขวบหมาดๆ โดยวันธรรมดาคุณย่าจะเป็นคนเลี้ยงอยู่ที่ จ.สุพรรณบุรี ส่วนวันเสาร์และวันอาทิตย์จะเป็นเวลาของเขาและภรรยา

“กลางสัปดาห์เราจะกลับไปนอนค้างกับลูกที่สุพรรณบุรี เพื่อให้น้องรู้สึกว่าเจอหน้าพ่อแม่บ่อยขึ้น เพราะถ้ารอเจอเสาร์และอาทิตย์กลัวจะนานไป แต่ระหว่างที่เราไม่ได้กลับไป เราก็จะโทรวิดีโอคอลไปหาน้องอยู่เป็นประจำ ซึ่งเวลาที่น้องโปรกู๊ดเห็นก็จะรู้สึกดีใจทุกครั้งที่เห็นหน้าและได้ยินเสียงพ่อกับแม่” เขากล่าว

 “เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ส่วนใหญ่จะมีงานประจำทำกันทุกคน แต่ก็ใช่ว่าเราจะทำงาน 7 วัน/สัปดาห์ หรือ 24 ชั่วโมง/วัน หากเรารู้จักที่จะแบ่งเวลาให้ลูก แม้จะเป็นเวลาเพียงน้อยนิดแต่ก็มีค่าสำหรับเราและเขา ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องไปท่องเที่ยวหลายวัน หรือเดินทางไกลๆ ขอแค่คุณพาเขาออกนอกบ้านไปสวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ออกนอกบ้านไปเจอผู้คนไปเจอเด็กวัยเดียวกันกับเขา แค่นี้ก็เป็นการสร้างความสุขและเป็นการส่งเสริมพัฒนาการที่ดีให้กับลูกคุณได้แล้ว”

 อย่างครอบครัวของเขาก็เริ่มพาน้องโปรกู๊ดเที่ยวนอกบ้านตั้งแต่อายุ 4 เดือนกว่า โดยเลือกพาไปห้างสรรพสินค้าที่มีคนไม่มาก เพื่อให้น้องลองปรับสภาพร่างกายทั้งการเดินทางบนรถ สัมผัสอากาศนอกบ้าน ออกไปโดนแสงแดด และออกไปฟังเสียงรอบข้าง

 จากนั้นเมื่ออายุครบ 5 เดือน แปลนและภรรยาได้พาลูกสาวไปเที่ยวต่างจังหวัดครั้งแรกที่พัทยา โดยตั้งใจให้ลูกได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการลงสระว่ายน้ำครั้งแรกหรือการเหยียบพื้นทรายครั้งแรก

 ส่วนทริปที่ประทับใจที่สุด เขายกให้ทริปเพชรบูรณ์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งแตกต่างจากทริปพัทยาตรงที่น้องโปรกู๊ดรู้เรื่องขึ้นมาก ทำให้เขาได้เห็นวิวัฒนาการของเด็ก 10 เดือนอย่างชัดเจน

 “ยิ่งน้องได้เห็นดอกไม้สวยๆ น้องก็จะร้องอู้หู! ดูมีความสุข แถมยังไม่งอแงเวลาที่ต้องเดินทางบนรถนานๆ เพราะเราฝึกให้นั่งรถจนเคยชินตั้งแต่เด็กแล้ว” เขาเพิ่มเติม

 นอกจากความสุขของลูกรัก แปลนยังกล่าวด้วยว่าการพาลูกออกจากบ้านทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดี โดยเฉพาะการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบข้างทั้งผู้คน ต้นไม้ และสัตว์ รวมถึงยังช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวให้มีความรักมากขึ้น

 “ถึงแม้ว่าการพาลูกไปเที่ยวตอนเด็ก พอโตขึ้นมาเขาจะจำอะไรไม่ได้ แต่น้องโปรกู๊ดก็ได้รับประโยชน์จากการเที่ยวมากมาย ทำให้น้องอารมณ์ดี แถมยังมีพัฒนาการที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าการเลี้ยงน้องอยู่ในบ้าน ถึงเราจะอ่านนิทานหรือให้เล่นของเล่นที่เสริมสร้างพัฒนาการ ก็ไม่ต่างอะไรไปจากการเรียนรู้แค่ในโรงเรียน

ดังนั้น เราควรจะพาเขาออกไปเที่ยวนอกบ้านและเปิดโลกภายนอกให้ลูกได้สัมผัส ทุกวันนี้มีอุปกรณ์ถ่ายภาพ มีสื่อโซเชียลมีเดีย ทุกครั้งที่เราพาน้องไปเที่ยวก็จะบันทึกความทรงจำเหล่านั้นเพื่อให้น้องได้ดูตอนโต เชื่อว่าอย่างน้อยๆ น้องก็ต้องรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่นั้นๆ ไม่มากก็น้อย” เขากล่าวทิ้งท้าย

ซันเดย์วันเดินทาง ‘Traveling Sunday’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540606

  • วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 11:46 น.

ซันเดย์วันเดินทาง 'Traveling Sunday'

โดย รอนแรม ภาพ : Traveling Sunday

จากไดอารี่ส่วนตัวถูกขยายเป็นพื้นที่สาธารณะ ผ่านการบอกเล่าของ “ซันเดย์” เตรียมพร้อม กลิ่นหอม ผู้จัดการแผนกสื่อสารการตลาด โรงแรมอัมรา กรุงเทพฯ ที่สามารถทำให้ไลฟ์สไตล์กลายเป็นงานอดิเรกและยังส่งต่อแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น

นักเดินทางวัย 38 ปี เจ้าของเว็บไซต์ TravelingSunday.com เพจเฟซบุ๊ก Traveling Sunday รวมถึงทวิตเตอร์ และอินสตาแกรมในชื่อเดียวกัน

 เขาเล่าว่า ด้วยนิสัยชอบเขียนไดอารี่ ชอบส่งโปสการ์ด และชอบเดินทาง จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้อยากเขียนบันทึกลงบนโลกออนไลน์ โดยได้ทำเว็บไซต์ด้วยตัวเองเสร็จภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์

 “แม้จะอายุย่าง 40 แล้ว แต่ก็ยังถือว่าเป็นมิลเลนเนียลทราเวลเลอร์ (หัวเราะ) เพราะฝันเอาไว้ว่าถ้าเที่ยวไทย อยากไปทุกจังหวัด อยากไปที่ใหม่ๆ จังหวัดที่ไม่เคยไป ไปที่เที่ยวใหม่ๆ ที่เก๋ ที่ชาวบ้านชาวช่องเขาไปกัน สำหรับต่างประเทศ อันนี้แปลกคือฝันไว้ว่าอยากเดินทางไปเยือนเมืองหลวงให้มากที่สุด แล้วหากมีโอกาสค่อยเก็บเมืองที่เหลือ” ซันเดย์กล่าวต่อ

 “พื้นเพแล้วเป็นคนกินง่าย อยู่ง่ายไม่เน้นหรูหรา เลยเป็นได้ทั้งแบ็กแพ็กแบบเดี่ยว เดินทางเฮฮาแบบกลุ่มเพื่อน หรือเดินทางแบบคู่รักก็ยังได้ การเดินทางแต่ละครั้งไม่เน้นอะไรที่ดูยุ่งยาก บางทีมีเวลาว่างกะทันหัน แพลนไม่นานก็เดินทางได้เลย ไม่บินไปก็ขับรถไปเองเพื่อจะได้ไปเปิดโลกใหม่ได้ง่ายๆ”

ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2560 เขาวางคอนเซ็ปต์เว็บไซต์และช่องทางโซเชียลมีเดียไว้เป็นสื่อ 2 ภาษา คือภาษาไทยและภาษาอังกฤษขึ้นอยู่กับเนื้อหาของแต่ละบทความ โดยดูตามความเหมาะสมว่าทริปไหนเหมาะกับใครและอยากให้ใครอ่าน

 “ต้องออกตัวก่อนว่า ไม่ได้เรียนด้านการเขียนอะไรมาเลย แค่ชอบเขียนไดอารี่ ชอบถ่ายทอด ทุกบล็อกที่เขียนจึงเป็นตัวเองมาก คิดยังไงก็สื่อแบบนั้น ไม่เน้นอะไรที่เป็นเชิงพาณิชย์ มีเวลาว่างค่อยเขียน ไม่กดดันตัวเอง ตอนนี้พอติด 1 ใน 10 รางวัลบล็อกหน้าใหม่ยอดเยี่ยมเมื่อปีที่แล้ว และกลายเป็นหนึ่งในบล็อกเกอร์ที่ทำงานให้กับเว็บไซต์ท่องเที่ยว เลยทำให้ต้องมีวินัย เป็นกลาง และยังต้องรักษาอัตลักษณ์ของเราไว้ และทั้งหมดยังทำบนพื้นฐานของความสบายใจเหมือนเดิม”

 เขายังกล่าวถึงการใช้ชีวิตการทำงานและการพักผ่อนอย่างสมดุลว่า ยิ่งงานยุ่ง ยิ่งต้องไปเที่ยว เพราะการเดินทางจะทำให้โลกเป็นสีชมพู สดใส และสร้างกำลังใจในการทำงาน

 “ศุกร์เสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดยาว ถ้าไม่ทำงานจะแพลนเที่ยว ทั้งแบบขับรถไป นั่งรถไฟไป หรือไม่ก็ในละแวกบ้าน เราคิดว่าถ้าไม่ไปตอนนี้แล้วจะไปตอนไหน และอยากเป็นแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวของทุกคน อยากให้เขาเดินทางตอนนี้ อย่ารอเดินทางตอนที่ทุกอย่างพร้อม แต่ร่างกายกลับไม่พร้อม”

หาก Traveling Sunday เป็นคน ก็คงเป็นคนที่มั่นใจ กล้า และอยากหาอะไรใหม่ๆ ให้ตัวเองอยู่เสมอ (เหมือนเจ้าของ) สามารถติดตามเรื่องราวสนุกสนานของซันเดย์ได้ที่เว็บไซต์ TravelingSunday.com และโซเชียลมีเดียในชื่อ Traveling Sunday ทุกช่องทาง

วรรณ์วรี สรรพกุลโรจน์ ให้ ‘แพสชั่น’ นำ จนสุดทางเรื่องสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540587

  • วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 11:01 น.

วรรณ์วรี สรรพกุลโรจน์ ให้ ‘แพสชั่น’ นำ จนสุดทางเรื่องสุขภาพ

โดย ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

 การที่ได้ทำในสิ่งที่รักที่ชอบได้ทุกวันและมีรายได้เลี้ยงตัวเองไปด้วย สุดแสนจะเป็นความฝันของใครหลายคน จึงไม่แปลกที่ “บุศ” วรรณ์วรี สรรพกุลโรจน์ จึงดูมีความสุขอย่างมากกับการเป็นเฮลท์โค้ช (Health Coach) แม้จะทำให้เธอต้องพักผ่อนน้อยไปบ้างก็ตาม

กว่าจะเป็นไอคอนด้านสุขภาพที่มีชื่อเสียงอย่างทุกวันนี้ บุศเริ่มต้นจากลูกคนจีนคนหนึ่งที่ชอบกิน ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่มีเพื่อน โตขึ้นก็เป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดา

9 ปีในตำแหน่งวิศวะด้านซอฟต์แวร์ (Software Engineer) 3 ปีในไทย และอีก 6 ปีที่สิงคโปร์ แน่นอนว่าสิ่งที่ชาวออฟฟิศเจอ บุศก็ประสบเหมือนกัน

ทั้งเครียด อาหารไม่ย่อย ท้องผูก นอนน้อย ออฟฟิศซินโดรม อ้วนขึ้น เรียกว่าจัดครบจัดเต็ม ทั้งที่ออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงทุกรูปแบบ 1-2 ชั่วโมงทุกวัน

“ก่อนไปสิงคโปร์ คุณพ่อป่วยเป็นมะเร็ง คุณแม่อ้วนขาเล็กปวดเข่าเดินเหินไม่สะดวก ทำให้เราเริ่มกังวลในชีวิตว่า เราไม่สวยและมีแนวโน้มขึ้นคานเพราะไม่มีคนมาจีบเลย ถ้าเราเดินเหินไม่สะดวก เราป่วยใครจะมาดูแล ดังนั้นเรื่องสุขภาพเป็นแพสชั่น (Passion) อย่างมากของบุศ”

 

 การออกกำลังกายไม่ช่วยแก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรมของเธอ บุศจึงไปลองโยคะธรรมดา (หัตถะโยคะ) ก็รู้สึกดีขึ้น แต่รู้สึกเป็นเพียงการยืดเหยียด ไม่ใช่การออกกำลังกาย จึงเล่นเพียงสัปดาห์ละครั้ง จนกระทั่งไปเจอพลาบู่โยคะ หรือโยคะพอยต์ เมื่อลองก็รู้สึกใช่เลย นี่แหละที่ตามหา!

 “ได้หมดเลย คาร์ดิโอ บอดี้เวท สเตรทชิ่ง บาลานซ์ ติดใจถึงขนาดไปเทรนเป็นครูโยคะ ซึ่งใช้เวลาเรียน 2-3 เดือน และสอนไปด้วยควบคู่กับการทำงานประจำ”

 จุดเปลี่ยนแรกของชีวิตก็เกิดขึ้น เมื่อคุณพ่อเสียจากโรคมะเร็งลำไส้ลามไปปอด เธอบอกว่า ทั้งที่คุณพ่อเป็นคนออกกำลังกาย เมื่อค้นคว้าข้อมูลจึงพบว่าอาหารมีส่วนอย่างมาก เป็นจุดเริ่มต้นที่มาทานอาหารสุขภาพ เป็นมังสวิรัติ และเริ่มไปสู่อาหารมังสวิรัติเพิ่มพลังชีวิตและบำบัดโรค (Raw Vegan) ในที่สุดก็พบทางสว่างของการกินให้ได้สุขภาพดี ต้องถูกหลักการรวมอาหาร (Food Combination) เลยต้องทำความเข้าใจอย่างหนัก ใช้เวลา 4 ปีในการปรับตัวเองให้เป็นฟู้ด คอมบิเนชั่น คอมพลีทลี่ (Food Combination Completely) ช่วงแรกๆ ที่เปลี่ยนการกินก็เห็นผลแล้ว อาการเหนื่อยล้าต่างๆ เริ่มหายไป

 “ความใฝ่ฝันแรงกล้าอย่างหนึ่งของบุศคือการช่วยคน อยากเป็นแรงบันดาลใจให้คนรักสุขภาพ ให้คนสุขภาพดี ไม่อยากให้ใครต้องเป็นเหมือนตัวเองที่ต้องสูญเสียคุณพ่อไป จึงเรียนเป็นครูโยคะ ใช้เวลาหลังเลิกงานมาสอนใต้ถุนบ้านที่สิงคโปร์ นักเรียนรุ่นแรกคือเพื่อนตัวเองที่ไม่ชอบโยคะเลย แต่เมื่อได้ลองก็ชอบ และเกิดการบอกปากต่อปาก จาก 1-2 คน กลายเป็นสิบกว่าคน  

 ตัวเองตอนนั้นยังนอนน้อยอยู่ แต่ก็มีพลังไปสอน ตื่นมาทำอาหารได้ ออกกำลังได้ ทำงานอย่างน้อย 8 ชั่วโมง และสอนโยคะหลังเลิกงาน ซึ่งทำได้ขนาดนี้ต้องมีเรื่องอาหารควบคู่กันไปด้วย”

 และแล้วชีวิตก็นำพามาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เธอลาออกจากงานประจำ มาสู่การเป็นเอ็กซ์เพิร์ตด้านสุขภาพ เป็นการออกจากคอมฟอร์ตโซนครั้งแรก และเพี้ยนไปจากตัวตนที่ปกติจะเป็นคนยึดความมั่นคงแน่นอน การออกจากงานต้องมีงานใหม่รองรับ แต่ครั้งนี้ “ไม่” ขอออกมาก่อน ซึ่งไม่ได้ลำบากมากเพราะมีเงินเก็บอยู่มาก

 

 “สาเหตุที่ตัดสินใจลาออกอีกข้อหนึ่ง คือแฟนชวนกลับเมืองไทย ใช่ค่ะ! บุศมีแฟนแล้ว จากคนที่คิดว่าต้องขึ้นคานแน่ๆ อยู่ดีๆ ก็เป็นสาวฮอตซะอย่างนั้น ที่สิงคโปร์คนจีบเยอะมาก แต่สุดท้ายก็ลงเอยกับหนุ่มไทยอยู่ดี ทั้งหมดทั้งมวลนี้ยกให้เป็นอานิสงส์นี้ จากการเปลี่ยนตัวเองมาเป็นคนสุขภาพดี”

 ก่อนไปทำงานที่สิงคโปร์ บุศได้เปิดเพจของตัวเอง “Healthy Living By BUD” ไว้ปล่อยของ หรือความรู้ด้านสุขภาพที่ศึกษามาตลอดตั้งแต่ช่วงคุณพ่อป่วยอยู่ แต่พอไปเตือนคนรอบข้างก็ถูกหาว่าบ้า พออึดอัดมากๆ ก็เปิดเพจเสียเลย

 “ตอนแรกไม่มีคนตาม แต่ก็ปันข้อมูลไป เหมือนเป็นที่ระบายความรู้  คนตามเพจค่อยๆ เพิ่มทีละนิด ถือว่าตัดสินใจถูกที่กลับมา เพราะบุญกุศลสิ่งที่เราสร้างเพจมา 6 ปี พอแฟนเพจรู้ว่าเราย้ายกลับมา ก็ตามมาเรียนเต็มเลย เดือนแรกทำรายได้เกิน 2 แสนบาท แต่ก็สอนหนักไป ประกอบกับกินเป็นวีแกนด้วย จนประจำเดือนหาย ต้องกลับมาปรับใหม่ สุขภาพต้องมาก่อนเพื่อจะได้ช่วยคนได้มากๆ”

 เมื่อเป้าหมายคือ “อยากช่วยคน” ชัดขนาดนี้ บุศจึงตัดสินใจลงเรียนเฮลท์โค้ช (Health Coach) จากมหาวิทยาลัยโฮลิสติก (Holistic University) แบบออนไลน์เป็นประกาศนียบัตรใบที่ 3 จากที่มีอยู่แล้ว 2 ใบ จากสิงคโปร์ และบินไปเรียนที่สมาพันธ์โยคะนานาชาติ (International Yoga Alliance) ที่อินเดีย 

 “เพราะการช่วยคนได้ ต้องมีเครดิต และยังทำให้รู้ลึกขึ้น ยังไม่พอตอนนี้ ยังเรียนแอดวานซ์ขึ้นไปอีกเป็นคอร์สเฮลท์กัต (Health Gut) ซึ่งเป็นทุกอย่างเรื่องระบบย่อย เป็นสเปเชียลลิสต์เรื่องกัตไปเลย

 นอกจากเรื่องสุขภาพ บุศยังศึกษาการพัฒนาการพูดของตัวเอง เมื่อก่อนพูดไม่ได้เลย จับไมค์ก็สั่น แต่เราเห็นแล้วว่าการพูดไม่ได้นั้นเป็นอุปสรรคกับชีวิต ทำงานไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง เป็นคนอิมพลิเมนต์แต่คะแนนน้อยกว่าคนพรีเซนต์ ซึ่งไม่แฟร์ และหากเราพูดไม่ได้ ก็ไม่สามารถช่วยคนได้มาก ถ้าพูดได้ก็จะช่วยคนได้มากขึ้น จึงไปลงเรียน และฝึกด้วยการไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊ก”

 หลังมีชื่อเสียง ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปมากในทางที่ดี จากที่ไม่มีคนคบ ไม่มั่นใจในตัวเอง กลายเป็นคนของสังคม เป็นคนมีคุณค่า ช่วยแม่ให้สุขภาพดีขึ้น ช่วยพี่ชายได้ ซึ่งคนรอบข้างเปลี่ยนไป จากที่เคยรำคาญ กลายเป็นมีอะไรต้องมาถาม และเธอยิ่งชอบมากกว่าที่ได้ช่วยคน ได้เห็นคนส่งเมสเซจมาขอบคุณ

 

“ก็ชอบความรู้สึกนี้ ที่ได้เปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นคนพิเศษ ถ้าบุศมีเวลาว่าง จะชอบทำอาหารเป็นงานอดิเรก เป็นความท้าทายที่จะทำอาหารสุขภาพให้อร่อย ซึ่งแม้ไม่ได้เป็นเชฟ แต่กลับได้รับเชิญไปสอนทำอาหารบ่อยมาก เป็นผลจากส่วนตัวเป็นคนชอบทำอาหารอยู่แล้ว และเป็นความเชื่อของเราเองจากคำของคุณพ่อ

ป๊าเชื่อว่าถ้าบุศทำอาหาร บุศจะเป็นคนทำอาหารที่อร่อย (น้ำตาคลอ) บุศเชื่อสิ่งที่พ่อพูด พออยู่สิงคโปร์ก็เลยทำอาหารเอง ก็ทำตั้งแต่เมนูธรรมดาไม่เฮลตี้ พอเปิดเพจสุขภาพก็เปลี่ยนแนวไปเป็นอาหารสุขภาพ อยากกินขนมก็ทำขนมแบบอร่อยด้วยสุขภาพดีด้วย”

เมื่อก่อนอาทิตย์หนึ่งต้องมีอย่างน้อยครั้งหนึ่ง ที่เธอต้องทดลองเมนูใหม่ๆ จนย้ายกลับมาเมืองไทย มีงานติดต่อเต็มเลย จึงไม่ค่อยมีเวลาทำเมนูใหม่สักเท่าไหร่ แต่ช่วงหลังมานี้ความสุขเริ่มกลับมา เพราะคนติดต่อให้สอนทำอาหาร

“เลยเป็นภาคบังคับให้เราหาเมนูใหม่อีกแล้ว คือชอบมากในเรื่องทำอาหาร จะให้เหลือแต่โยคะก็ไม่เอา หรือจะอาหารอย่างเดียวก็ไม่เอา ต้องมี 2 อย่างนี้”

สิ่งที่ไปด้วยกันกับอาหารและโยคะ บุศยังชอบทางธรรมด้วย เธอรู้สึกว่าเรื่องจิตใจและความคิด (Spiritual) เป็นสิ่งที่ตัวเองต้องปรับปรุง เพราะส่วนตัวเธอเป็นคนคิดมาก ทุกวันนี้นอนหลับได้จากการฝึกสปิริตชวล

“บุศต้องนั่งสมาธิทุกวัน นั่งสมาธิตอนเช้าและก่อนนอน สิ่งนี้ช่วยให้เราโฟกัสได้มากขึ้น และยังช่วยเรื่องการกำหนดลมหายใจ คนเราทุกวันนี้การใช้ชีวิตต้องมีสมดุลทุกเรื่อง ทั้งเรื่องร่างกายและจิตใจด้วย เพราะจิตใจหรือประสาทจะเชื่อมโยงไปหาสุขภาพ

ถ้าเราเครียดระบบย่อยก็จะทำงานไม่ดี ทุกอย่างต้องสมดุลกันหมด แม้แต่ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง หน้าที่การงาน การเงิน หากทำงานจนไม่มีเวลาใช้ชีวิตหรือดูแลตัวเอง ก็ไม่สมดุล สุขภาพก็เสีย”

บุศ ทิ้งท้ายว่า ทำอะไรอยากให้ทำอย่างมีความสุข หากทำตามหลักฟู้ด คอมบิเนชั่น แล้วรู้สึกเครียดก็อย่าทำ

“เอาแบบที่สบายใจ เอาความสุขเป็นหลัก ฟังเสียงร่างกายตัวเอง แต่อย่ารอให้ป่วยก่อนแล้วค่อยมาสนใจสุขภาพ เพราะบางทีอาจจะสายไปแล้ว”

‘ป๋าเต็ด’ ยุทธนา บุญอ้อม ปั้น ‘เวิลด์ เฟสติวัล’ ให้เกิดในประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540585

  • วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 09:30 น.

'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม ปั้น ‘เวิลด์ เฟสติวัล’ ให้เกิดในประเทศไทย

โดย จะเรียม สำรวจ

เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งสำหรับอีเวนต์คอนเสิร์ต เห็นได้จากการจัดงานคอนเสิร์ตทั้งไทยและต่างชาติที่เริ่มจัดกันอย่างคึกคักตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา

จากแนวโน้มที่ดีดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในแวดวงการจัดงานคอนเสิร์ตเริ่มมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ ออกมาวางแผนการจัดงานคอนเสิร์ตกันอย่างคึกคักในปี 2561 นี้

 หนึ่งในบริษัทที่มองเห็นโอกาสการขยายตัวของธุรกิจอีเวนต์คอนเสิร์ตในประเทศไทย คือ บริษัท คูล เอเยนซี บริษัทเอเยนซีชั้นนำด้านการจัดอีเวนต์ในประเทศไทย ซึ่งล่าสุด มิ่งมงคล ทวีกุลวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คูล เอเยนซี ผู้ดำเนินธุรกิจบริษัทเอเยนซีชั้นนำด้านการจัดอีเวนต์ในประเทศไทยก็ได้มีการดึงตัวพ่อ อย่าง “ป๋าเต็ด” ยุทธนา บุญอ้อม ตัวพ่อด้านการจัดงานมิวสิค เฟสติวัล เข้ามาร่วมธุรกิจ ด้วยการเปิดบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ บริษัท แก่น 555 เพื่อร่วมกันจัดงานมิวสิค เฟสติวัล ครบวงจร

จัดมิวสิคเฟสติวัลที่แตกต่าง

 ยุทธนา บุญอ้อม ประธานกรรมการ บริษัท แก่น 555 กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมทุนกับผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดอีเวนต์อย่างบริษัท คูล เอเยนซี จากประสบการณ์การจัดงานมิวสิค เฟสติวัล ที่มี เชื่อว่าจะนำพาธุรกิจไปสู่เป้าหมายที่พวกเราวางไว้ได้อย่างแน่นอน

 “การจัดงานมิวสิค เฟสติวัล ตอนนี้มีค่อนข้างเยอะมากในประเทศไทย โจทย์ของเราที่ต้องทำตอนนี้ คือจะจัดงานมิวสิค เฟสติวัล อย่างไรให้มีความแตกต่างไปจากคู่แข่ง ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายอย่างมาก สำหรับการจัดงานมิวสิค เฟสติวัล ของบริษัท แก่น 555 ที่จะจัดนับจากนี้จะเป็นการจัดงานรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย”

 ยุทธนา กล่าวต่อว่า ปัจจัยที่ทำให้เราต้องจัดงานมิวสิค เฟสติวัล รูปแบบใหม่ๆ เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด เพราะตอนนี้คู่แข่งของเราไม่ใช่แค่งานมิวสิค เฟสติวัล ที่จัดในปรเทศไทยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มองไปถึงคู่แข่งในต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์

 เหตุผลที่ทำให้ ป๋าเต็ด-ยุทธนา มองโอกาสที่จะปั้นมิวสิค เฟสติวัล ในประเทศไทยให้ยิ่งใหญ่ เพื่อท้าชนกับคู่แข่งในต่างประเทศ คือ ประเทศไทยยังมีช่องว่างให้จัดงานมิวสิค เฟสติวัล ได้อีกมาก เพราะยังมีทำเลอีกหลายแห่งที่เหมาะจะจัดงานมิวสิค เฟสติวัล

 “เขาใหญ่ถือเป็นหนึ่งทำเลที่ยังมีโอกาสจัดงานมิวสิค เฟสติวัล ได้อีกมาก เนื่องจากเป็นทำเลที่ประชากรส่วนใหญ่มีกำลังซื้อ นอกจากนี้ อีกไม่กี่ปีโครงการมอเตอร์เวย์ บางปะอิน-นครราชสีมา ซึ่งจะผ่านเขาใหญ่ก็จะแล้วเสร็จยิ่งจะทำให้การเดินทางไปเขาใหญ่มีความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ความสะดวกสบายที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันเขาใหญ่มีคอนโดมิเนียม และร้านอาหารขนาดใหญ่เปิดให้บริการเป็นจำนวนมาก”

 นอกจากนี้ หัวหินถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่มีความน่าสนใจ เพราะเป็นเมืองที่มีศักยภาพสำหรับการจัดงานมิวสิค เฟสติวัล ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดเข้าไปจัดงานมิวสิค เฟสติวัล ขนาดใหญ่ในเมืองหัวหินเลย มีเพียงงานขนาดเล็กและขนาดกลางเท่านั้น

 ยุทธนา กล่าวอีกว่า จากการเดินทางไปดูงานมิวสิค เฟสติวัล ในต่างประเทศแล้วนำมาเปรียบเทียบกับประเทศไทยพบว่า ไทยยังมีโอกาสที่จะพัฒนางานมิวสิค เฟสติวัล ขนาดใหญ่ เพื่อแข่งขันกับต่างประเทศได้ หากได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของภาครัฐเหมือนกับต่างประเทศ

 เพราะงานมิวสิค เฟสติวัล ถือเป็นแรงหนุนที่สำคัญในภาคธุรกิจท่องเที่ยว หากภาครัฐให้การสนับสนุนงานมิวสิค เฟสติวัล เหมือนกับต่างประเทศ เชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้น เหมือนกับต่างประเทศที่จัดงานทูมอร์โรว์แลนด์ (Tomorrowland) หรืองานเทศกาลดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์ ในรูปแบบอีดีเอ็ม (EDM) ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในหลายประเทศ

 “ผมอยากให้งานเทศกาลดนตรีในประเทศไทยอยู่ได้แบบยั่งยืน ซึ่งการที่จะอยู่ได้แบบยั่งยืน ผู้จัดงานควรมีรายได้หลักมาจากการขายบัตรเข้าชมงาน แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เพราะรายได้หลักประมาณ 70% ยังมาจากสปอนเซอร์ ส่วนที่เหลืออีก 30% มาจากการขายบัตร ซึ่งปัญหาที่ทำให้เราไม่สามารถหารายได้หลักมาจากการขายบัตรได้ เพราะประเทศไทยยังไม่สามารถขายบัตรเข้าชมงานได้ในราคาที่สูง จึงทำให้ผู้จัดงานต้องหารายได้หลักมาจากสปอนเซอร์”

เตรียมลุยเวิลด์ เฟสติวัล

 แม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่สามารถขายบัตรงานมิวสิค เฟสติวัล ในราคาที่สูงได้ แต่มูลค่าตลาดมิวสิค เฟสติวัล ก็มีอัตราการเติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 10% ส่งผลให้ปัจจุบันตลาดมิวสิค เฟสติวัล มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท และจากมูลค่าตลาดที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ ยุทธนา มีแผนที่จะจัดงานมิวสิค เฟสติวัล ขนาดใหญ่ หรืองานเวิลด์ อีเวนต์ ภายหลังจากนำบริษัท แก่น 555 เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2562 เพื่อระดมเงินมาลงทุนการจัดงานดังกล่าว

 “เป้าหมายใหญ่ของเรา ถือการเนรมิต ‘เวิลด์ เฟสติวัล’ ให้เกิดขึ้นให้ได้ในประเทศไทย เพื่อดึงคนจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมงาน เพราะในประเทศไทยยังไม่มีใครทำได้ ซึ่งงานที่ประเทศไทยจัดและสามารถดึงให้คนทั่วโลกเข้ามาร่วมงานได้ก็มีแค่ ‘ฟูลมูนปาร์ตี้’ เท่านั้น”

 ดังนั้น จึงมีแนวคิดที่อยากจะจัดงานสเกลใหญ่ที่นักท่องเที่ยวต้องบุ๊กไว้ในอีเวนต์ประจำปีว่าต้องเข้าร่วมงาน ชนิดแบบว่าพลาดไม่ได้ ส่วนเฟสติวัลระดับโลกที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกในปัจจุบันมีเพียงประเภทมิวสิค เฟสติวัล อย่างทูมอร์โรว์แลนด์ ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศเบลเยียม และภูมิภาคต่างๆ 1 ประเทศ รวมไปถึงการจัดงาน แกลสตันเบอรี่ (Glastonbury) ที่ซัมเมอร์เซต ประเทศอังกฤษ

 ยุทธนา กล่าวว่า เกณฑ์การขึ้นแท่นเฟสติวัลระดับโลกจะต้องเป็นงานขนาดใหญ่มีคนเข้าร่วมงานหลักแสนคนขึ้นไป นอกจากนี้ ยังต้องเป็นงานที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และมีศิลปินระดับโลกมาให้เข้ามาร่วมงาน จึงจะสามารถนั่งแท่นเป็นเฟสติวัลระดับโลกได้

 “ภายใน 2 ปีนับจากนี้ ประเทศไทยจะได้เห็นเวิลด์ เฟสติวัล ที่เราจัดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะประเทศไทยมีศักยภาพในการจัดงานใหญ่ระดับโลกได้ ซึ่งในส่วนของงบประมาณการจัดงานคาดว่าจะใช้อยู่ที่ประมาณ 500-600 ล้านบาท และหากการจัดงานดังกล่าวประสบความสำเร็จเราก็มีแผนที่จะส่งออกอีเวนต์ไปจัดในต่างประเทศด้วย”

ปีนี้จัดเต็มอีเวนต์ใหญ่ 3 งาน

 หลังจากผนึกกำลังกันอย่างแข่งขันระหว่าง “มิ่งมงคล” กับ “ยุทธนา” เมื่อช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมา ก็ได้มีการประเดิมงานโปรเจกต์แรกกับคอนเสิร์ต KHAOYAI COUNTDOWN กอด ข้าม ปี เพื่อเป็นการทดลองตลอดมิวสิคเฟสติวัลภายในการดูแลของบริษัทน้องใหม่ “แก่น 555”

 จุดเด่นของการจัดงานดังกล่าว นอกจากจะได้พบกับ 14 ศิลปินระดับแถวหน้าของเมืองไทยมาร้องเพลงเพราะๆ ในบรรยากาศที่พิเศษสุดๆ รายล้อมไปด้วยขุนเขาและต้นไม้จาก MIDWINTER FARM แล้ว คอนเซ็ปต์ของงาน KHAOYAI COUNTDOWN กอด ข้าม ปี ยังจะมีกิจกรรมให้ผู้ที่เข้ามางานได้ทำร่วมกัน คือ การกอดในช่วงของการนับเคาต์ดาวน์ข้ามปี 2560 สู่ปี 2561

 ยุทธนา กล่าวว่า ในส่วนของแผนการจัดงานอีเวนต์ในปี 2561 นี้ เรามีแผนที่จะจัดงานทั้งหมดประมาณ 3 งาน ภายใต้งบลงทุนรวมประมาณ 80 ล้านบาท โดยในส่วนของต้นปีจะเป็นการจัดงาน ยัง เฟสติวัล จะเป็นงานเทศกาลที่นำเสนอไลฟ์สไตล์การรวมตัวของกลุ่มคน (Community) เพื่อฉีกตลาดการทำอีเวนต์ในเมืองไทย ส่วนกลางปีจะเป็นการจัดงานเฟสติวัล โดยขณะนี้อยู่ระหว่างคิดหาธีมงานที่จะนำมาเล่น และปิดท้ายปลายปีด้วยการจัดงานเคาต์ดาวน์ เฟสติวัล

แต่ละงานที่จะจัดขึ้นในปีนี้ ยุทธนา คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคน ซึ่งถือว่าสูงกว่างานเขาใหญ่ที่จัดไป งานนั้นมีคนเข้ามาร่วมงานอยู่ที่ประมาณ 3,000-5,000 คน ส่วนรูปแบบของงานก็จะเน้นไปที่ความแตกต่าง หลังจากจัดงานครบทั้ง 3 งาน คาดว่าจะมีรายได้จากการจัดงานไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท แม้ว่าตอนนี้ประเทศไทยจะยังไม่มีการจัดงานมิวสิค เฟสติวัล ขนาดใหญ่เหมือนกับต่างประเทศ เพื่อดึงดูดความสนใจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาร่วมงาน แต่จากความตั้งใจของบริษัท แก่น 555 ที่ต้องการจะจัดเวิลด์ เฟสติวัล ให้เทียบเท่ากับงานทูมอร์โรว์แลนด์ หากได้แรงสนับสนุนจากภาครัฐเข้ามาช่วยเสริม เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมการรับรู้ในการจัดงานให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับทราบ เชื่อว่าประเทศไทยน่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นมากกว่าอย่างแน่นอน

โพลเผยหนุ่มสาวมองบอกรักได้ทุกวันไม่จำเป็นต้องวาเลนไทน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540286

  • วันที่ 14 ก.พ. 2561 เวลา 13:03 น.

โพลเผยหนุ่มสาวมองบอกรักได้ทุกวันไม่จำเป็นต้องวาเลนไทน์

กรุงเทพโพลล์เผยผลสำรวจพบหนุ่มสาวรุ่นใหม่ 60.9% มองการบอกรักทำได้ทุกวันไม่จำเป็นต้องเฉพาะวาเลนไทน์

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “บอกรักวาเลนไทน์ สไตล์ 4.0” โดยเก็บข้อมูลจากคนวัยหนุ่มสาวในกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,193 คน พบว่า ความเห็นที่หนุ่มสาวยุค 4.0 มีต่อค่านิยมการบอกรักหรือแสดงความรักในวันวาเลนไทน์ ส่วนใหญ่ร้อยละ 60.9 ระบุว่า บอกรักได้ทุกวันไม่จำเป็นต้องบอกในวันวาเลนไทน์ รองลงมาร้อยละ 49.2 ระบุว่า ไม่ต้องมีคู่รัก ก็บอกรัก เพื่อน พ่อแม่ พี่น้องได้ และร้อยละ 33.1 ระบุว่า เป็นค่านิยมและวัฒนธรรมของชาวตะวันตก

สำหรับวิธีบอกรักของหนุ่มสาวในปีนี้นั้น ส่วนใหญ่ ร้อยละ 46.8 ระบุว่าจะแสดงความรักมอบดอกไม้/ช็อคโกแลต/ของขวัญ ด้วยตนเองกับมือ รองลงมาร้อยละ 24.5 ระบุว่าจะทำเซอร์ไพรส์ แอบเอาของไปให้ โดยไม่ให้รู้ตัว และร้อยละ 17.8 จะส่งสติ๊กเกอร์ไลน์, facebook, Social Media เพื่อบอกรัก

ทั้งนี้ร้อยละ 49.0 ระบุว่าตั้งงบประมาณสำหรับวันวาเลนไทน์ปีนี้ไว้แล้ว โดยค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายอยู่ระหว่าง 300 บาท ถึง1,000 บาท ขณะที่ร้อยละ 23.3 ระบุว่าฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย และอีกร้อยละ 27.7 ระบุว่า ไม่มีใครมอบให้ในปีนี้

 

เลือกบริโภคอย่างปลอดภัยรับตรุษจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540265

  • วันที่ 14 ก.พ. 2561 เวลา 11:00 น.

เลือกบริโภคอย่างปลอดภัยรับตรุษจีน

เทศกาลตรุษจีนเป็นเทศกาลที่สำคัญของชาวจีน ตามปฏิทินจีนถือเอาวันตรุษจีนเป็นวันขึ้นปีใหม่ประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนานของชาวไทยเชื้อสายจีนในช่วงเทศกาลตรุษจีน คือ การจับจ่ายซื้ออาหารเพื่อไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และบรรพบุรุษ รวมทั้งจัดเตรียมไว้สำหรับเลี้ยงฉลองในหมู่เครือญาติเพื่อให้ปลอดภัยต่อปากท้องของเรา โดยอาหารที่นิยมใช้ไหว้ตามความเชื่อของชาวไทยเชื้อสายจีน เช่น เนื้อสัตว์จำพวกเป็ด ไก่ ปลา หมู นอกจากนี้ยังมีไข่ ผักและผลไม้สดที่เป็นมงคล ขนมมงคล เช่น ขนมเข่ง ขนมเทียน ขนมปุยฝ้าย ฯลฯ เป็นต้น

โดย…วราภรณ์

ผศ.ดร.รชา เทพษร อาจารย์สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีคำแนะนำผู้บริโภคในการเลือกซื้ออาหารด้วยความมั่นใจและปลอดภัยช่วงเทศกาลตรุษจีนว่า อาหารที่ผู้บริโภคนิยมซื้อในช่วงเทศกาลตรุษจีน มีทั้งชนิดที่เป็นอาหารสด อาหารพร้อมปรุง และปรุงสำเร็จพร้อมบริโภค ในกรณีที่เป็นอาหารพร้อมบริโภค ผู้ผลิตมักผลิตออกมาจำนวนมาก จึงมีความเป็นไปได้ว่าหากช่วงระยะเวลาระหว่างการเตรียมจนกระทั่งจัดจำหน่ายอาหารดังกล่าวอาจอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมต่อการเจริญของจุลินทรีย์ ย่อมส่งผลโดยตรงถึงความปลอดภัยและก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ

นอกจากนี้ ผู้บริโภคควรใส่ใจเลือกสถานที่จัดจำหน่ายอาหารที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ มีกระบวนการป้องกันการปนเปื้อน เลือกซื้อจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ ได้รับรองคุณภาพด้านความปลอดภัยในการผลิตอาหาร สังเกตจากเครื่องหมายรับรอง GMP หรือ HACCP ที่แสดงบนฉลากของผู้บริโภค

สำหรับอาหารพร้อมปรุงและพร้อมรับประทาน ควรตรวจสอบโดยดูจากบริษัทผู้ผลิตอาหาร ต้องมีมาตรฐานการผลิต ในเรื่องความสะอาด วัตถุดิบ ส่วนผสม การขนส่ง และการเก็บรักษา ผ่านการรับรองของกระทรวงสาธารณสุข ยกตัวอย่างอาหารแช่เยือกแข็งควรวางจำหน่ายในตู้ควบคุมอุณหภูมิ โดยมีอุณหภูมิไม่เกิน -18 องศาเซลเซียส อาหารแช่เย็นพร้อมปรุงหรือพร้อมบริโภค ต้องจัดจำหน่ายในตู้ควบคุมอุณหภูมิเช่นกัน โดยมีอุณหภูมิไม่เกิน 5 องศาเซลเซียส

อาหารปรุงสุกพร้อมรับประทานควรอุ่นร้อนอยู่เสมอและมีอุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส หากไม่มีเครื่องมือแสดงอุณหภูมิให้สังเกตจากควันไอน้ำที่ลอยอยู่เหนืออาหาร ควรเลือกซื้อชนิดที่มองเห็นว่ามีควันไอน้ำลอยจากอาหารเท่านั้น และหลีกเลี่ยงอาหารปรุงสุกที่เก็บไว้ที่อุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีการอุ่นร้อน เนื่องจากที่อุณหภูมินี้อยู่ในช่วงอุณหภูมิอันตราย (Danger Zone) ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ ทั้งนี้ผู้บริโภคสามารถสังเกตตู้แช่ควบคุมอุณหภูมิตามระดับที่กำหนด หากไม่เป็นไปมาตรฐานดังกล่าว ก็อาจเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้อาหารเกิดการปนเปื้อนจากเชื้อต่างๆ และส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค

สำหรับอาหารสด เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ อาหารทะเล ผักสด ผลไม้นั้น ผู้บริโภคควรมีแผนการซื้อ และการประกอบอาหารไว้ล่วงหน้า ไม่ควรเก็บเนื้อสัตว์สดไว้ที่อุณหภูมิสูงกว่า 5 องศาเซลเซียส นานเกินกว่า 2 ชั่วโมง เพราะหากเก็บนานกว่านี้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ที่อาจปนเปื้อนมากับผลิตภัณฑ์

การจัดลำดับการเลือกซื้อวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับใช้ในเทศกาลเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง ต้องหลีกเลี่ยงโอกาสที่จะทำให้เกิดการปนเปื้อนข้าม (Cross Contamination) ซึ่งหมายถึงการปนเปื้อนจากที่ที่มีอันตรายปนเปื้อนสูง ไปสู่ที่ที่มีอันตรายปนเปื้อนต่ำ ของแห้ง ผัก และผลไม้ ควรเก็บแยกจากอาหารสด อาหารแช่เยือกแข็งควรซื้อเป็นลำดับสุดท้าย และถ้าเป็นไปได้ ควรให้ผู้ขายบรรจุใส่ลังน้ำแข็ง และเก็บในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำตลอดเวลา

ข้อสังเกตลักษณะเนื้อสัตว์สดที่ดี ต้องมีเนื้อแน่น สีเนื้อปกติ สม่ำเสมอและเป็นธรรมชาติ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีข้อกำหนดไม่อนุญาตให้ใช้สีผสมอาหารในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ทุกชนิด สำหรับการเลือกซื้อไก่เพื่อเซ่นไหว้ ควรเลือกไก่ที่มีหนังสีขาวอมชมพู มีสีสม่ำเสมอ สีที่ผิดปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งรอบคอ ส่วนหัว หรือหงอน แสดงให้เห็นว่าไก่อาจเป็นโรค เมื่อซื้อเสร็จแล้วต้องรีบนำกลับทันที และเก็บไว้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส หากยังไม่ปรุงด้วยความร้อนในทันที เพื่อลดโอกาสการเจริญของจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนมากับวัตถุดิบ

ในกรณีที่เป็นอาหารบรรจุในบรรจุภัณฑ์ ผู้บริโภคควรสังเกตวันที่ผลิตและวันหมดอายุบนฉลาก และบรรจุภัณฑ์ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่ถูกทำลาย ไม่มีร่องรอยการเปิดหรือฉีกขาด และอาหารต้องเก็บอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมตลอดระยะเวลาการจัดจำหน่าย

เพราะรักนำทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540260

  • วันที่ 14 ก.พ. 2561 เวลา 10:04 น.

เพราะรักนำทาง

คบกันไม่รู้จะพาชีวิตฉันไปทางไหน… คุณเคยเกิดคำถามนี้ขึ้นในความสัมพันธ์กับคนรักหรือเปล่า นั่นอาจจะเป็นเพราะความรักของเรายังไม่แข็งแรง เรายังวางใจฝากอนาคตที่อีกฝ่ายโดยไม่ได้กำหนดเป้าหมายจากภายในของตัวเอง

โดย…มัลลิกา นามสง่า

จะดีกว่าไหม เมื่อมีความรัก คนรักของเราพร้อมจะจับมือเราก้าวไปทุกแห่งหน ร่วมกันฟันฝ่า เดินเคียงข้างกันไป ในความต่างของคนสองคนยังมีบางกิจกรรมที่โยงใยเป็นสายสัมพันธ์

บางครั้งสิ่งที่คู่รักร่วมกันทำเล็กๆ น้อยๆ ก็เกิดพลังอันยิ่งใหญ่

ก้อย รัชวิน ผู้หญิง (วิ่ง) ข้างๆ ตูน

กลายเป็นคู่รักขวัญใจมหาชน ระหว่าง ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ กับ ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย ที่ใช้การวิ่งเข้าสู่กลางใจฝูงชน

เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยความรักความห่วงใย ชักชวนกันทำสิ่งที่ดีต่อสุุขภาพตัวเอง รัชวินย้อนเล่าถึง 5 ปีที่แล้ว “ต้องขอบคุณพี่ตูนเขาจุดประกายตั้งแต่ตอนออกกำลังกาย เขาชวนเราไปวิ่ง เขาเองก็ไม่เคยวิ่งมาราธอนมาก่อน งานแรกของเราวิ่ง 10 กิโลเมตร โหดมาก ไม่คิดว่าจะวิ่งจบ แต่พอวิ่งได้ความรู้สึกเหมือนได้ชนะตัวเอง เป็นความท้าทายใหม่

จากที่ก้อยไม่ค่อยออกกำลังกาย จุดนั้นเขาทำให้เรามองเห็นความสำคัญการออกกำลังกาย ก้อยเริ่มเข้าฟิตเนสออกกำลังกาย แต่จากวันนั้นพี่ตูนไปไหนต่อไหนแล้ว”

จนเมื่อโครงการก้าวคนละก้าวรัชวินรู้สึกว่า ไม่อยากวิ่งตามหลังพี่ตูนอีกแล้ว อยากวิ่งข้างๆ เธอจึงฝึกซ้อมๆๆๆ “ไม่อยากวิ่งตามเงาเขาไปเรื่อยๆ อยากวิ่งข้างๆ เขา อยากช่วยเขา แรกๆ ลงวิ่งก็ยังวิ่งตามหลังอยู่เพราะไม่อยากเป็นภาระคนอื่นและให้เกียรติพี่ๆ ที่เขาวิ่งมืออาชีพกัน แต่พอทุกคนเห็นว่าก้อยวิ่งได้พัฒนาเรื่อยๆ ก็ให้ก้อยมาวิ่งด้านหน้ากับพี่ตูน

พี่ตูนไม่เคยบอกว่าก้อยต้องมาวิ่งนะ ไม่ได้ขอไม่ได้บอกว่าเราต้องทำอะไร ก้อยอยากวิ่ง อยากไลฟ์ก็ไปไลฟ์ มีแต่บอกหนูพักก่อน เขากลัวก้อยจะไม่ไหว แต่ก้อยก็ทำในศักยภาพของตัวเอง ที่มาวิ่งข้างเขาเพราะเราต้องการช่วย ได้ใช้เวลาร่วมกับเขา ซึ่งตลอดบนท้องถนนเราคุยเรื่องที่เกี่ยวกับการวิ่ง ถามเจ็บไหม พี่ต้องการอยากให้ช่วยอะไร จะคอยถามความรู้สึกตอนวิ่งและสังเกต ถ้าเขาวิ่งเร็วก้อยจะแอบเช็กฮาร์ตเรตแล้วบอกคุณหมอตอนที่วิ่งข้างๆ พี่ตูนมีความสุขมาก เป็นพลังงานที่อธิบายไม่ได้ เวลาวิ่งก้อยจะคอยสังเกตคนที่มารอ

พี่ตูน ได้เห็นแววตารอยยิ้มที่มองมายังพี่ตูน ซึ่งก้อยก็สังเกตพี่ตูน เขามีความสุขมาก เขาไม่ยิ้มแต่แววตาเขาสื่อสาร นี่เป็นสาเหตุที่พี่ตูนไม่ใส่แว่นตาเพราะเขาต้องการมองเห็นผู้คนที่มารอด้วยตาของเขาและอยากให้ทุกคนได้เห็นความรู้สึกจากแววตาของเขา เหตุการณ์ครั้งนั้นยังเป็นความทรงจำครั้งสำคัญ ก้อยไม่ได้รู้สึกโชคดีที่เป็นแฟนพี่ตูน โชคดีที่ได้มาวิ่งกับเขา ในชีวิตหนึ่งเราได้ทำเพื่อคนอื่น ทำให้เราเห็นค่าในตัวเอง มันทำให้เรามีคุณค่ามากขึ้น เราทำงานเป็นนักแสดงสร้างความสุขให้คนอื่นจากผลงานเราได้รายได้มีความสุข แต่พอวันหนึ่งเราได้มาเป็นผู้ให้ในระดับทำประโยชน์ให้คนอื่น ได้มีความสุขมากกว่าเงิน เป็นความสุขที่อิ่มใจและตราตรึงไปตลอดชีวิต ทุกครั้งกลับมาดูภาพตั้งแต่เบตงถึงเชียงราย

หลังจากจบการวิ่ง เราได้ขอบคุณกันและกัน ก้อยขอบคุณที่พี่ตูนจุดประกายให้ก้อยอยากวิ่ง และขอบคุณที่เขาคิดทำสิ่งนี้ ไม่อย่างนั้นชีวิตนี่ไม่ได้มาเจอประสบหัศจรรย์เท่านี้อีกแล้ว ก็บอกพี่ตูนขอบคุณมากที่ให้หนูมาวิ่งด้วย”

ตั้งแต่คบกับพี่ตูน ก้อยบอกว่า ผู้ชายคนนี้ทำให้ก้อยเปลี่ยนไปในหลายๆ อย่าง “เขาทำให้เราเปลี่ยนทีละนิดโดยที่เราไม่รู้ตัว เขาไม่บอกว่าเราต้องทำแต่เขาทำให้เราเห็น เรารู้สึกสิ่งที่เขาทำมันดีเราอยากดีให้เท่าเขา เราก็ทำบ้างแล้วก็ค่อยๆ เปลี่ยน

พี่ตูนบอกเสมอเรายังเป็นคนธรรมดา ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ไม่เคยเปลี่ยน เพียงมีคนรอบข้างเข้ามาเพิ่มมากขึ้น มาขอถ่ายรูปเราให้ถ่ายเสมอ เป็นสิ่งที่พี่ตูนสอนก้อยมาตลอด แค่สละเวลาของเราไม่มากในการถ่ายรูปทำให้คนอื่นมีความสุข

พี่ตูนไม่ค่อยพูดแต่เขาทำเลย แล้วการกระทำของเขานี่ละมีค่ามหาศาลสำหรับก้อยมาก อย่างที่ผ่านมาซ้อมวิ่งที่สวนผึ้งแค่บอกเขาว่าอยากซ้อมเขาก็อาสาไปเป็นเพื่อน ทั้งๆ ที่เขาแทบไม่มีเวลาว่างเลย พาไปซื้ออุปกรณ์เตรียมพร้อมให้ทุกอย่าง นี่คือสิ่งที่เขาทำสำหรับเรามีค่ามาก คือการใส่ใจ

รู้จักกันเป็นปีที่ 8 วันแรกเขาเป็นยังไงวันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น ทุกสิ่งที่เขาทำ กลายเป็นพลังให้เรา เป็นแรงบันดาลใจให้ เราไม่รู้หรอกว่าเราก็เปลี่ยน บางทีตอนแรกเรายังไม่โตมากพอ มีคำถามแบบเด็กๆ แต่พอมาถึงตอนนี้เราเข้าใจทุกอย่างเราเรียนรู้ เราทำความรู้จักเข้าใจทุกอย่างที่เขาทำ”

รัชวินเล่าถึงเหตุการณ์แรกที่ทั้งคู่ได้ทำความรู้จักกัน “หลังจากเจอกันที่คลื่นวิทยุ 2 อาทิตย์ถัดมาพี่ตูนโทรมาน้ำเสียงเรียบร้อยสุภาพมาก ขี้เกรงใจ ถ่อมตัวมาก คนละภาพที่เราเห็นบนเวทีคอนเสิร์ต เรายังแปลกใจเลยเขามีโลกแบบหนึ่ง เราก็มีแบบหนึ่ง เขาพาเราไปโลกของเขาไปดูคอนเสิร์ต เราพาเขาไปดูละครเวที ละครใบ้ แล้วเขาก็พาก้อยไปในโลกของการออกกำลังกาย คือเราสองคนพยายามหาแอคทิวิตี้ซึ่งส่วนใหญ่กินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง เรารู้สึกว่ามันอิ่มตัว แล้วมีอะไรอีกที่เราจะทำด้วยกันได้ ก็คือการออกกำลังกายซึ่งพี่ตูนทำอยู่แล้ว ก้อยก็ไปทำจะได้ใช้เวลาร่วมกับเขา”

เมย์-ต้น คงเป็นรอยบุญมาหนุนนำ

เมย์-เมลนีย์ ศิรจินดาภิรมย์ กับ ต้น-เดิมพัน อยู่วิทยา ซีอีโอ ลิม่า รีสอร์ท กรุ๊ป ปลูกต้นรักมาแรมปี และมีกำหนดพิธีฉลองมงคลสมรสในวันที่ 17 ก.พ.ที่จะถึงนี้

คู่นี้พบกันในงานแต่งงานคู่อื่น แล้วออร่าของฝ่ายหญิงต้องใจของฝ่ายชายเข้าอย่างจัง จนมองตามตาไม่กะพริบเลยเทียว “วันนั้นไปงานคนเดียว เขามองเมย์นานมากจนเมย์รู้สึกตัว จนเกือบจบงานเขาเดินมาคุยด้วย ตอนนั้นเราไม่รู้จักเขาเป็นใคร เขาก็ขออินสตาแกรมเราก็ให้ไป เพราะเปิดเป็นพับลิกอยู่แล้ว ถ้าขอเบอร์หรือไลน์ไม่ให้แน่ๆ

มารู้ทีหลังเขาบอกว่า แปลกใจว่าทำไมผู้หญิงสวยมาคนเดียว แล้วเขาพยายามหาวิธีการคุยกับเรา พยายามหาคนที่รู้จักเรา แต่หาใครไม่ได้เลยเดินเข้ามาคุยเอง จากนั้นก็คุยกันผ่านอินสตาแกรมเมสเสจ”

 

ด้าน เดิมพัน เล่าว่า ตอนแรกที่มองเห็นน้องเมย์ ดูนิ่ง ดูอิลิแกนต์ (Elegant) เป็นตัวของตัวเอง “ที่ตัดสินใจเข้าไปคุยเพราะเป็นผู้หญิงน่าสนใจ คุยด้วยน่าจะมีบทสนทนาที่ดี”

สถานที่เดทแรกของคู่นี้ คือ วัด “เขาถามว่าเราชอบกินอาหารแบบไหน เมย์ก็ตอบไปว่ากินได้หมด เมย์อยู่วัดกินอาหารรวมๆ กันในชามยังกินได้เลย พอเขารู้ว่าเมย์ไปวัดบ่อยๆ เขาก็ขอไปด้วย

ปกติเมย์ไปวัดป่าสุขใจ แถวถนนบางนา-ตราด เป็นประจำแทบจะทุกวัน ไปปฏิบัติภาวนา ครั้งละ 5-10 วัด ก็ไปบ่อย เมย์ปฏิบัติแบบนี้มานานแล้ว แล้วมีคนขอไปทำบุญด้วยเป็นเรื่องดี เราก็มีความสุข

พอพี่ต้นไปเขาก็ได้เริ่มศึกษาพระธรรม บางคำถามที่เขาสงสัย เมย์ไม่ตอบแต่ให้เขาไปหาพระอาจารย์ แล้วให้พระอาจารย์ตอบ คือให้เขาได้รู้เห็นเองจริงๆ ได้ปฏิบัติเอง

เขาก็เอาหลักธรรมคำสอนมาใช้ ช่วยให้มีกำลังของสติมากขึ้น สติสำคัญมาก ทำให้เราไม่ทำไปตามอารมณ์ ทำด้วยความคิด ไตร่ตรองที่ดี มันทำให้ชีวิตเราสงบมาก เวลาเราจะทะเลาะปัญหาก็ยุติได้ง่าย ทะเลาะแบบสงบมาก มันมีหลักในชีวิตมากขึ้น”

เดิมพันเข้าวัดทำบุญตามโอกาสอยู่แล้ว แต่เมื่อได้รู้จักกับเมลนีย์ เสมือนได้เปิดโลกในมุมใหม่ “เรื่องที่น้องเมย์ชอบไปวัด รู้สึกเขามีกิจกรรมที่น่าสนใจดี ประทับใจว่าเด็กรุ่นนี้เข้าวัดปฏิบัติธรรม เขาบอกไปวัด ผมขอไปด้วย ไปกับน้องเมย์ได้ทำความสะอาดวัด สวดมนต์ตอนกลางคืน ปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยได้ทำ ก็รู้สึกว่าเราได้ทำสิ่งที่ไม่เคยทำก็ภูมิใจกับตัวเอง เราก็สามารถยืนล้างจานชั่งโมงสองชั่วโมงได้”

ไม่เพียงเข้าวัดทำบุญ คู่นี้ยังมีกิจกรรมที่ชอบทำด้วยกันอีกหลายอย่าง แต่สิ่งที่โปรดปรานและทำเป็นประจำคือ การทำอาหารเพื่อสุขภาพ

“ช่วยกันคิดเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ เราจะไม่กินอาหารที่ไม่อร่อย แม้มันจะดีต่อสุขภาพก็ตาม น้องเมย์จะไปหาสูตร ผมว่าเมื่อมีคนกินคนทำเขาก็มีความสุขที่จะทำ เมื่อก่อนผมไม่ได้ควบคุมเรื่องอาหารขนาดนี้ แต่พอน้องเมย์มาดูแลต้องกินสารอาหารครบ 5 หมู่ ต้องกินปลาไม่ต่ำกว่า 300 กรัม เขาจับชั่งทุกอย่าง” เดิมพัน กล่าว

สโนว์บอร์ด อีกกิจกรรมโปรดของเดิมพัน “การเล่นสโนว์บอร์ด ผมมองว่าเป็นกีฬาที่ผสมการท่องเที่ยว ได้เห็นวิวในอีกแบบ ได้เข้าป่า วิวบนเขาเป็นยังไง ผมก็พยายามบอกเขา ถ้าเขาไม่ชอบ ลองแล้วไม่ชอบ ผมก็เล่นของผมได้ แล้วเราก็หาอย่างอื่นทำด้วยกัน เราไม่บังคับกันต้องมาทำในสิ่งที่อีกฝ่ายชอบ ผมว่าเรายังมีกิจกรรมหลายอย่างที่ทำพร้อมกัน หรือบางอย่าง ต่างคนต่างแยกกันไปทำ ชีวิตมีหลายองค์ประกอบ”

เมลนีย์เปิดมุมมอง คู่รักควรให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมร่วมกัน “เมย์ขี่ม้ายังกลัว แต่พอไปเล่นสโนว์บอร์ด พยายามมองในมุมของเขา ถ้ากลัวก็กลัวตลอด ถ้ากลัวแล้วระวังอาจจะมีบาดเจ็บแต่เราทำดีที่สุดแล้ว เราได้เอนจอยชีวิต บางอย่างเราต้องเสี่ยงให้ได้สิ่งที่ดีกว่านั้นมา

เมย์ขี้กลัว พี่ต้นเปิดโลกเรามากขึ้น เขาไม่เคยคิดว่าอะไรเป็นอุปสรรคในชีวิตเลย ไม่มีคำว่ากลัว ถ้าไม่ทำจะเป็นเหตุผลอื่น ไม่ใช่ว่ากลัวหรือไม่กล้า

การที่คนเราอยู่ด้วยกัน การได้ทำอะไรร่วมกันมันสำคัญเหมือนกันนะ อย่างตอนนี้พี่ต้นทำงานแต่ไม่เต็มตัว ดังนั้นเรามีเวลาอยู่ด้วยกันแทบตลอดเวลาเราคบกัน 1 ปี ความรู้สึกตอนนี้มันจูนไปด้วยกัน สิ่งที่เขาสนุกก็อยากให้เราสนุกด้วย เราจะเข้าใจเขาว่าเขาชอบอะไร เหมือนที่เขาเข้าใจและเอนจอยที่ไปวัด”

เรื่องของ (โรค) หัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540128

  • วันที่ 13 ก.พ. 2561 เวลา 10:57 น.

เรื่องของ (โรค) หัวใจ

ใกล้วันวาเลนไทน์เข้ามาทุกที สำหรับเรื่องของ (โรค) หัวใจ…เรียนรู้ไว้ไม่เสียหลาย เพราะหลีกเลี่ยงได้ ถ้าสามารถควบคุมความเสี่ยงของเหตุปัจจัย แต่ถ้าหลบไม่ได้หรือเลี่ยงไม่พ้น ก็ลองมาเรียนรู้อัพเดทแนวทางการรักษาใหม่ๆ ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันตัวเอง ประเมินตัวเอง และเลือกแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับ “หัวใจ” ของตัวคุณเอง

ประเภทของโรคหัวใจ

1.หลอดเลือดหัวใจ เมื่อหัวใจไม่ได้รับโลหิตที่มีออกซิเจนอย่างพอเพียง ก็จะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดที่เรียกว่าหัวใจขาดเลือด (Angina) มีสาเหตุจากการกระตุกในหลอดเลือดหัวใจ เตือนว่าหัวใจต้องการออกซิเจนมากขึ้น มีอาการเจ็บ ปวด รู้สึกไม่สบาย แน่นท้อง เป็นตะคริว ชา หายใจลำบาก จุกเสียด แน่นหน้าอก

2.กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หัวใจวายเกิดขึ้นจากมีการอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจ ขัดขวางการไหลของโลหิตไม่ให้เป็นไปอย่างสะดวก หัวใจในส่วนที่ไม่ได้รับออกซิเจนอาจถูกทำลายถาวรและกลายเป็นเยื่อพังผืด

3.ภาวะหัวใจล้มเหลว (Congestive heart failure – CHF) เกิดขึ้นเมื่อหัวใจไม่สามารถสูบฉีดโลหิตให้ไหลเวียนไปทั่วทุกส่วนของร่างกายได้อย่างพอเพียง มีอาการหายใจเข้าลำบาก น้ำหนักตัวเพิ่มอย่างรวดเร็ว มือ เท้า หรือท้องบวม เหนื่อยมาก ไอแห้ง นอนหลับยาก

4.หัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmias) คือการถูกรบกวนซึ่งมีผลให้จังหวะการเต้นของหัวใจเปลี่ยนไป สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยารับประทาน และอาจต้องผ่าตัดในบางกรณี รวมทั้งต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าช่วย(pacemaker)

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

ปัจจัยเสี่ยงแบ่งเป็น 2 ประเภท ส่วนหนึ่งก็คือนิสัยหรือบุคลิกเฉพาะบุคคล ที่อาจเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้

1.ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น พันธุกรรม รูปแบบการใช้ชีวิต อายุที่มากขึ้น เพศชายพบโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าเพศหญิง

2.ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ ได้แก่ การสูบบุหรี่ การควบคุมความดันโลหิต การควบคุมคอเลสเตอรอล การควบคุมภาวะโรคเบาหวาน รวมทั้งไลฟ์สไตล์แบบนั่งอยู่กับที่ (Sedentary lifestyle)

โปรแกรมออกกำลังหลังเกิดอาการหัวใจวาย จะช่วยให้อาการดีขึ้นและป้องกันปัญหาโรคหัวใจที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง โปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจของศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ-บำรุงราษฎร์ ออกแบบการฟื้นฟูที่ช่วยผู้ป่วยให้เริ่มออกกำลังอย่างปลอดภัยและเหมาะสม

แนวทางการรักษา

1.การรักษาโดยการใช้ยา

2.มัณฑนากรหลอดเลือดหัวใจโดยลูกโป่งถ่างขยายและการใส่ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angioplasty and Stent Placement) ใช้วิธีเดียวกับการวินิจฉัยด้วยการสวนหัวใจ สอดสายยางเข้าทางเส้นเลือดที่ขาหนีบหรือที่แขน และสอดไปตามเส้นเลือดสู่หัวใจ ตรงปลายสายยางจะมีลูกโป่งขนาดเล็กอยู่ เมื่อสายยางจะทะลุผ่านหลอดเลือดที่อุดตัน ก็จะถูกทำให้ขยายตัวเพื่อขยายหลอดเลือดและเปิดทางให้กับการไหลของโลหิต

3.การผ่าตัดเปิดหัวใจ สำหรับผู้ป่วยที่มีการไหลเวียนของเลือดเปลี่ยนไปอันเนื่องมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคลิ้นหัวใจ หรือปัญหาโรคหัวใจอื่นๆ

4.การตัดต่อหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ (Coronary artery surgery) เป็นการผ่าตัดเพื่อใช้เส้นเลือดดำจากร่างกายมาต่อโดยข้ามผ่านเส้นเลือดแดงหลักที่มีการอุดตัน การผ่าตัดบายพาสนี้จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดสู่กล้ามเนื้อหัวใจ ช่วยให้หัวใจทำหน้าที่ดีขึ้น

5.การผ่าตัดเปลี่ยนและซ่อมแซมลิ้นหัวใจ (Heart valve surgery) ลิ้นหัวใจที่ถูกทำลายอาจซ่อมแซมได้ แต่โอกาสที่ต้องเปลี่ยนลิ้นหัวใจมีมากกว่า โดยอาจเป็นลิ้นหัวใจเทียม ที่ทำจากวัสดุหรือทำจากเนื้อเยื่อคนหรือสัตว์ก็ได้

6.การผ่าตัดปิดรูรั่วผนังหัวใจด้านบน (Atrial septum defect) รูรั่วที่ผนังหัวใจด้านบน (ASD) คือภาวะที่มีช่องเปิดที่ผนังหัวใจด้านบน การผ่าตัดปิดรูรั่วก็เพื่อให้โลหิตได้ไหลเวียนผ่านห้องหัวใจต่างๆ ได้ตามเส้นทางที่ควรจะเป็นศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ให้บริการ 24 ชั่วโมง ทุ่มเทดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การป้องกัน การวินิจฉัยในระยะเริ่มต้น การรักษา ตลอดจนการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ โดยทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจโดยเฉพาะ พร้อมด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย

ศูนย์หัวใจ : อาคารบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล คลินิก ชั้น 14 สอบถามข้อมูล โทร 02 011 5999 นัดหมายแพทย์ 02 011 2222

ร้านอาหารไทย สยายปีกปักธงรบในต่างแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540126

  • วันที่ 13 ก.พ. 2561 เวลา 10:46 น.

ร้านอาหารไทย สยายปีกปักธงรบในต่างแดน

หลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีแต่แบรนด์อาหารจากต่างชาติที่รุกคืบเข้ามาทำตลาด โกยเงินจากกระเป๋าผู้บริโภคบ้านเราเท่านั้น แต่มีธุรกิจร้านอาหารไทยจำนวนไม่น้อยที่สยายปีกไปเติบโตในต่างแดนจนประสบความสำเร็จอย่างน่าชื่นชม

เพื่อเป็นไกด์ไลน์ให้กับเจ้าของธุรกิจอาหารที่กำลังมีแผนในใจว่าจะก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซน พาแบรนด์ไปชิมลางในตลาดต่างประเทศ ลองไปดูกลยุทธ์จากสองแบรนด์ร้านอาหารสายเลือดไทยอย่าง เกรย์ฮาวน์ คาเฟ่ ที่ล่าสุดไปไกลกว่าเอเชียรุดไปเจาะตลาดยุโรป ประเดิมเปิดสาขาแรกที่ลอนดอนเมื่อปลายปีที่แล้ว ขณะที่บาร์บีคิว พลาซ่า แบรนด์ปิ้งย่างในวัย 30 ยังแจ๋ว จับมือกับมาสเตอร์แฟรนไชส์ในกัมพูชา ผุดโมเดลธุรกิจใหม่ ด้วยการเปิดบาร์บีคิวพลาซ่า เวอร์ชั่น “สแตนด์อะโลน” เป็นครั้งแรก

 

ยกแบงค็อก คาเฟ่ไปไว้ที่ลอนดอน

พรศิริ โรจน์เมธา กรรมการผู้จัดการ ผู้ร่วมก่อตั้ง และหนึ่งในผู้ถือหุ้น บริษัท เกรฮาวด์ และบริษัท เกรฮาวด์ คาเฟ่ เผยถึงการเดินหน้าทางธุรกิจครั้งสำคัญว่า เพื่อต่อยอดความสำเร็จของเกรฮาวด์ คาเฟ่ ตลอด 20 ที่ผ่านมา เราตัดสินใจทุ่มเม็ดเงินลงทุนกว่า 150 ล้านบาท เนรมิต “เกรฮาวด์ คาเฟ่ ลอนดอน” เป็นแฟล็กชิปสโตร์ ใจกลางมหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นสาขาแรกในยุโรป

“เดิมทีเราคิดว่าจะเปิดได้ภายใน 6 เดือน แต่เอาเข้าจริงใช้เวลาถึง 2 ปี เพราะกว่าจะหาโลเกชั่นที่ลงตัว อยู่ตรงหัวมุมถนนเบอร์เนอร์ส สตรีท (Berners Street) ในย่านฟิตซโรเวีย (Fitzrovia) ซึ่งเป็นย่านแห่งไลฟ์สไตล์สุดฮิป อยู่ไม่ไกลจากโซโหได้ต้องใช้เวลาไปปี”

พรสิริ เปิดฉากเล่าถึงเส้นทางที่เป็นความท้าทายใหม่ในการทำธุรกิจอย่างออกรส เพราะที่ผ่านมา การขยายสาขาของเกรฮาวด์ คาเฟ่ ไปยังฮ่องกง ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และอินโดนีเซีย ล้วนเป็นการขยายในรูปแบบแฟรนไชส์ไม่ใช่การตั้งต้นจากศูนย์เช่นครั้งนี้

“การจะเปิดร้านอาหารในลอนดอน ไม่ใช่แค่กำเงินไปแล้วจะก็เปิดได้ เพราะเวลาจะไปประมูลเพื่อขอเช่าที่เขาต้องดูก่อนว่าคุณเป็นใคร มาจากไหน ช่วงที่ไปใหม่ๆ เรายังคุยกับทีมเลยว่า เกร์ฮาวด์ คาเฟ่ อยู่เมืองไทยเราเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ที่แข็งแกร่ง แต่พอไปที่ลอนดอน เรากลายเป็น ‘นิวคิดส์’ ไปเลย เพราะฉะนั้นเราต้องพิสูจน์ศักยภาพของแบรนด์เราให้เขาเห็น”

พรสิริ ยอมรับว่า กว่าจะได้ทำเลที่ใช่ ตกผลึกคอนเซ็ปต์เป็นเกรฮาวด์ คาเฟ่ ลอนดอน ต้องอาศัยการทำวิจัยทางการตลาดเยอะมาก เพราะสูตรสำเร็จของเกรฮาวด์ คาเฟ่ ในประเทศไทย อาจใช้ไม่ได้กับที่ลอนดอน

“เราทำการบ้านเยอะมากตั้งแต่การเลือกโลเกชั่น เราเลือกที่นี่ เพราะเอเยนซีที่ลอนดอนแนะนำว่า ร้านอาหารในลอนดอน ถ้าจะสร้างแบรนด์ให้ดูชิก ต้องอยู่ในซอย ไม่ใช่ริมถนนใหญ่ ซึ่งจะถูกมองว่าเป็นร้านสำหรับนักท่องเที่ยว หรืออย่างเมนู ตอนแรกเราส่งเมนูของเกรฮาวด์ คาเฟ่ ที่ไทยไปให้ดู เขาบอกเลยว่าที่ลอนดอนไม่นิยมเมนูที่มีรูปภาพ เพราะจะดูเป็นร้านอีกระดับไปเลย ตอนนั้นเราก็คิดหนักนะ แต่เพราะเห็นว่า ด้วยคอนเซ็ปต์อาหารร้านเราที่ไม่ใช่ไทยจ๋า แต่เป็นแบงค็อกสไตล์ ลำพังแค่ใส่ชื่อเมนู ลูกค้าอาจไม่เข้าใจ สุดท้ายเราเลยตัดสินใจออกแบบเมนูที่มีรูป แต่หน้าตาเหมือนแมกกาซีนแล้วส่งกลับไปใหม่ ปรากฏว่าเขาโอเค และฟีดแบ็กจากลูกค้าก็ดีมาก เป็นที่กล่าวขานในหมู่บล็อกเกอร์ที่มารีวิวร้าน”

ด้าน ภาณุ อิงคะวัต ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหนึ่งในผู้ถือหุ้นหลัก บริษัท เกรฮาวด์ และบริษัท เกรฮาวด์ คาเฟ่ เสริมถึงที่มาของคอนเซ็ปต์ “แบงค็อก คาเฟ่” ว่าต้องการเป็นมากกว่าร้านอาหารไทย ต้องการนำเสนอประสบการณ์ในการกิน-ดื่มในรูปแบบของชาวกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง สะท้อนผ่านผลงานการตกแต่งร้านที่ยังคุมโทนสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ หยิบเอาเสน่ห์ของร้านโชห่วย พร็อพบ้านๆ ที่เห็นตามท้องถนนในกรุงเทพฯ รวมทั้ง “ไซดักปลา” ขนาดใหญ่ พร้อมฝูงปลาตะเพียนสานจากทองเหลืองมาเป็นกิมมิกในการแต่งร้าน

“ในส่วนของเมนูอาหาร เรายังคงคอนเซ็ปต์อาหารไทยที่พลิกแพลงอย่างสร้างสรรค์ ด้วยส่วนผสมจากวัตถุดิบหลากหลาย มิกซ์แอนด์แมตช์ จนเกิดเป็นเมนูและรสชาติที่สร้างประสบการณ์ทางอาหารที่แปลกใหม่ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และเป็นจุดแข็งเบื้องหลังความสำเร็จที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานของเกรฮาวด์ คาเฟ่”

หลังจากเปิดตัวเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ภาณุ บอกว่า เกรฮาวด์ คาเฟ่ ลอนดอน ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี จนทำเอาทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังอดภูมิใจไม่ได้ เพราะความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่กับแบรนด์ แต่เหมือนกับเราได้นำธงไทยไปโบกสะบัดบนเวทีโลกได้ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เป้าหมายของเราจากนี้คือ ขยายสาขาในอังกฤษและยุโรปต่อไป

 

 

อยู่ที่ไหนหัวใจเดียวกัน

บาร์บีคิว พลาซ่า แบรนด์ร้านอาหารปิ้งย่างชื่อดังของไทย ถือโอกาสที่แบรนด์เติบโตอย่าแข็งแกร่งจนอายุครบ 30 ปี เดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์ก้าวสำคัญของแบรนด์ ด้วยการร่วมมือกับ Express Food Group (EFG) บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้รับสิทธิมาสเตอร์แฟรนไชส์ร้านบาร์บีคิว พลาซ่า ในกัมพูชา เปิดร้านบาร์บีคิว พลาซ่า ในรูปแบบ “สแตนด์อะโลน” ครั้งแรก

ชาตยา สุพรรณพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น ผู้บริหารแบรนด์บาร์บีคิว พลาซ่า กล่าวว่า บาร์บีคิว พลาซ่า มีการขยายสาขาไปยังต่างประเทศตั้งแต่ 13 ปีที่แล้ว ด้วยการร่วมทุนกับพันธมิตรในมาเลเซีย จนปัจจุบันมีถึง 17 สาขา ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ก่อนจะขยายไปที่อินโดนีเซียอีก 1 สาขา และล่าสุด เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เราได้เปิดให้บริการบาร์บีคิว พลาซ่า สาขาแรกในศูนย์การค้าอีออน มอลล์ (AEON Mall) ในกรุงพนมเปญ ได้รับการตอบรับดีอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เราตัดสินใจเปิดสาขาสองในรูปแบบสาขาสแตนด์อะโลน

 

 

“จากการทำงานกับพาร์ตเนอร์ที่มีประสบการณ์ตรงในการทำธุรกิจอาหารในกัมพูชามามากกว่า 10 ปี มีสาขาทั่วประเทศกว่า 50 สาขา โดยเกือบทั้งหมดนั้นเป็นสาขาในรูปแบบสแตนด์อะโลน ทำให้เราทราบว่าธุรกิจร้านอาหารในพนมเปญ ส่วนใหญ่นิยมเปิดในรูปแบบสแตนด์อะโลน เพราะจำนวนพื้นที่ในกัมพูชามีจำกัด ส่งผลให้มีจำนวนห้างสรรพสินค้าไม่มาก ร้านอาหารส่วนใหญ่จึงนิยมเปิดในรูปแบบสแตนด์อะโลน จนทำให้ผู้บริโภคคุ้นชินกับร้านแบบนี้ โดยเราเลือกปักหมุดในย่านทีเค แอเรีย (TK Area) ซึ่งแวดล้อมไปด้วยแหล่งที่พักอาศัยในระดับกลางค่อนไปทางสูง (Upper Middle Class) อีกทั้งยังมีทั้งโรงเรียนนานาชาติ สำนักงาน บริษัทต่างๆ รวมทั้งเป็นแหล่งรวมร้านอาหาร (Dining Destination) ของกรุงพนมเปญ

นอกจากนี้ เพื่อให้บาร์บีคิว พลาซ่า สแตนด์อะโลน สาขานี้ มีความพิเศษมากขึ้นและตอบรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในพื้นที่ที่นิยมการสังสรรค์เฮฮาหลังเลิกงาน เรายังได้เพิ่มพื้นที่สันทนาการด้วยห้องส่วนตัวจำนวน 2 ห้อง ขนาด 40 ที่นั่ง ที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมต่างๆ รวมไปถึงให้บริการคาราโอเกะ หรือแม้แต่บริการตกแต่งพื้นที่ในธีมต่างๆ เพื่อรองรับการจัดงานปาร์ตี้สำหรับลูกค้าอีกด้วย

“ในอนาคต ฟู้ดแพชชั่น วางแผนที่จะสร้างแบรนด์บาร์บีคิว พลาซ่า ให้ขึ้นไปสู่การเป็นแบรนด์ระดับภูมิภาค (Regional Brand) และตั้งเป้าขยายสาขารวมไม่น้อยกว่า 30 สาขาทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี”

ด้าน แต๊ก-ศันสนะ ศศะนาวิน ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโสหน่วยธุรกิจต่างประเทศและกฎหมาย ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังการขยายและบริหารสาขาบาร์บีคิว พลาซ่า ในต่างประเทศ เสริมถึงเคล็บลับสำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาโอกาสที่ขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ไปยังต่างแดนว่า หัวใจสำคัญคือต้องเลือกพาร์ตเนอร์ที่ใช่

“ถ้าธุรกิจเปรียบเหมือนลูก เราจะวางใจให้ใครดูแลลูกเรา? เหตุผลที่เราตัดสินใจร่วมมือกับอีเอฟจี ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นบริษัทที่มีความผู้เชี่ยวชาญในการบริหารเชนธุรกิจอาหารในกัมพูชา แต่เพราะเขามีแนวคิดในการดูแลพนักงานคล้ายๆ กับเราที่ให้ความสำคัญเรื่อง “คน” มีการปูเส้นทางการเติบโตของพนักงาน และไม่มีอัตราการเทิร์นโอเวอร์สูงในตำแหน่งสำคัญ”

 

เมื่อได้คู่หูทางธุรกิจที่ดีแล้ว ลำดับถัดมาคือ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดี สิ่งที่จะทำให้สายใยความสัมพันธ์ของเรายั่งยืนคือ ไม่ใช่แค่การสร้างความประทับใจแรก แต่ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้เกิดขึ้น ซึ่งหลักการง่ายๆ ที่บาร์บีคิว พลาซ่า ใช้มี 3 ข้อ คือ ทำในสิ่งที่เขาคาดหวัง ทำให้ทันท่วงที และทำให้สม่ำเสมอ