พรหมหวิหาร 4 ที่ผู้นำต้องมี (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/549474

  • วันที่ 29 เม.ย. 2561 เวลา 09:25 น.

พรหมหวิหาร 4 ที่ผู้นำต้องมี (จบ)

โดย นสพ.ชัยวลัญช์ ตุนาค  เจ้าของเพจ Dr.Dang Can Do

คราวที่แล้ว หมอได้พูดถึงธรรมข้อที่ 1 ในพรหมวิหาร 4 “ธรรมะสำหรับผู้นำ” นั่นก็คือ “เมตตา” ไปแล้ว คราวนี้จะพูดถึงข้อธรรมะที่ 2 นั่นก็คือ “กรุณา” และข้อ 3 คือ มุทิตา

อันว่าความกรุณานั้น หากดูความหมายแล้วคงจะแปลได้ว่า มีจิตใจสงสาร เป็นความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง แม้จะเป็นคนที่เราไม่ชอบ ก็ต้องกรุณาต่อเขา ต้องมีความกรุณาทั้งหมดทุกคน ไม่เลือกกรุณาเป็นคนคน

บางทีคนที่เป็นหัวหน้าองค์กร แล้วมีความชอบหรือไม่ชอบใครนั้น ก็ควรพิจารณาดูให้ดี ว่าที่ชอบเขานั้นเพราะอะไร ที่ไม่ชอบเพราะอะไร

ชอบเพราะเขายกยอปอปั้น เห็นผิดเป็นถูก ร่วมมือกันทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันบางอย่างก็รักก็ชอบกันไป แต่ลูกน้องฝ่ายที่ไม่ชอบเขา ทำไมถึงไม่ชอบเขา ดูเขาก็ขยันทำงาน และมักเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพียงแต่ไม่ได้ร่วมมือไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ก็ไปโกรธ ไปเกลียดเขา ไปแกล้งเขา อย่างนี้เรียกว่า นอกจากจะไม่มีเมตตาแล้ว ความกรุณายิ่งไม่ต้องพูดถึง ถือว่าไม่มีหลักธรรมของผู้นำเลย

ก่อนอื่นผู้นำต้องหันมาดูตัวเราก่อน นอกจากความเมตตาแล้วความกรุณาที่มีให้ผู้ร่วมงานมีอะไรที่พอจะช่วยเหลือกันได้ก็ช่วยกันน่าจะเป็นสิ่งที่ผู้นำควรกระทำ หากเป็นองค์กร หรือธุรกิจของเราเองหากเราซึ่งเป็นผู้นำไม่กรุณากับลูกน้องหรือพนักงานในองค์กร ลูกน้องก็อาจลาออกไปหางานที่อื่นทำ แต่ถ้าเป็นองค์กรของรัฐ ตำแหน่งหัวโขนที่สวมอยู่ ผู้นำจะทำอย่างที่ใจต้องการทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะองค์กรนั้นๆ ไม่ใช่ของผู้นำคนเดียว จะให้ลูกน้องลาออกแบบเอกชนคงไม่ใช่เรื่อง เพราะบางทีลูกน้องก็ทำงานมาก่อนหัวหน้าด้วยซ้ำ

หมอจึงเห็นว่า ผู้นำในองค์กรของรัฐควรมีธรรมะข้อนี้ให้มาก มากกว่าองค์กรของเอกชนด้วยซ้ำไป เพราะเราเป็นผู้นำมาได้ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นเพราะอะไร หากมาด้วยความสามารถในการบริหารงาน เป็นคนดีมีคุณธรรม มาเพื่อพัฒนาองค์กร วิชาชีพก็ดีไป องค์กรหรือบ้านเมืองก็คงเจริญรุ่งเรือง และหากมีธรรมะของผู้นำติดตัวไปด้วยก็จะดียิ่ง เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำที่คนสรรเสริญ

ผู้นำที่ดีนอกจากจะมีเมตตาแล้ว ยังต้องมีความกรุณาเพิ่มเข้าไปอีกด้วย ถ้าได้ผู้นำแบบนี้ คนทำงานก็มีความสุข มีการปรับเงินเดือน ปรับตำแหน่ง ตามความเหมาะสมและยุติธรรม

เมื่อคนทำงานมีความสุข องค์กรก็จะมีแต่ความสุข เมื่อนั้นสังคมและประเทศชาติของเราก็จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง เป็นสังคมที่อุดมไปด้วยความกรุณา 1 ในพรหมวิหาร 4 ธรรมะสำหรับผู้นำ

พรหมวิหารข้อที่ 3 ได้แก่ มุทิตา ในธรรมะของผู้นำอาจหมายถึงว่าเมื่อลูกน้องได้ดี ได้รับความสำเร็จ มีความสุข มีความเจริญก้าวหน้า ผู้นำก็พลอยชื่นชมยินดีในสิ่งที่เขาได้รับ ไม่อิจฉาริษยาในความสำเร็จของลูกน้อง อาจแสดงด้วยการพูด หรือส่งบัตรอวยพร หรือมอบของขวัญเพื่อแสดงความยินดีก็ได้

ในผู้นำที่กลัวว่าลูกน้องจะดีกว่า เด่นกว่า ไปไหน ไปโชว์อะไรก็ไม่กล้าเอาไปด้วย กลัวลูกน้องเด่นกว่า งานอะไรที่เด่นๆ ก็ไม่กล้ามอบหมาย อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้นำที่ไม่มี “มุทิตา” เมื่อไม่เคยส่งเสริมลูกน้อง ไม่เคยชื่นชมยินดีกับความสำเร็จของลูกน้องแล้วจะได้ใจลูกน้องได้อย่างไร เมื่อไม่ได้ใจ ก็อย่าหวังว่าจะได้งาน เพราะงานที่มาจากใจ มันไม่ต้องสั่ง มันไม่ต้องพูดอะไรมาก มองตาก็รู้ใจ (ฮ่า)

นี่แหละครับคุณธรรมะของผู้นำ ที่หมออยากให้ผู้นำทุกคนมี เพราะมันจะเป็นจุดเริ่มของการสร้างสังคมที่ดีต่อไป หากผู้นำไม่มีคุณธรรมข้อนี้แล้ว สังคมจะแย่ไปกันใหญ่

ข้อสุดท้าย อุเบกขา ถ้าดูความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 แล้วเห็นจะแปลได้ว่า ความวางใจเฉยอยู่ ความเที่ยงธรรม ความวางตัวเป็นกลาง หรือแปลตามภาษาบาลีที่ว่า อุเปกขา หรือภาษาสันสกฤตที่ว่า อุเปกษา ก็จะได้คำแปลว่า ความวางเฉย ความวางใจ เป็นกลาง เช่นเดียวกัน

ผู้นำที่มีคุณธรรมข้อนี้ จะมีคุณสมบัติในความวางเฉย วางใจเป็นกลาง ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง อย่างที่หมอเคยบอก ไม่ใช่ชอบแต่คนประจบสอพลอ คนเก่งคนดีที่ไม่ประจบตัวเองก็ไปรังแกเขา ไม่ชอบเขา

ผู้นำที่มีคุณสมบัติข้อนี้ ใจจะไม่เอนเอียงเพราะชอบหรือเพราะชัง ไม่ดีใจหรือเสียใจจนเกินเหตุ เป็นคนหนักแน่นมีสติ เป็นคนยุติธรรม ยึดหลักความเป็นผู้ใหญ่ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยเหตุผลถูกต้องตามทำนองคลองธรรม นี่แหละผู้นำที่มี “อุเบกขา” บางคนไปแปล “อุเบกขา” ว่าอยู่เฉยๆ วางใจเป็นกลาง คือ ไม่เข้าข้างฝ่ายไหน ไม่ว่าจะถูกหรือผิด อันนี้เข้าใจผิดกันนะครับ ถ้าพิจารณาแล้วฝ่ายไหนถูกต้องช่วยฝ่ายนั้น ฝ่ายไหนทำผิดอย่าไปส่งเสริม อย่างนี้ครับเรียกอุเบกขา ไม่ใช่วางเฉยไปทุกเรื่อง อันนี้ไม่น่าจะใช่นะครับ (ฮ่าๆ)

ความเที่ยงธรรมที่ผู้นำมีจะเป็นขวัญกำลังใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชา เมื่อลูกน้องเชื่อมั่นในความเที่ยงธรรม ความยุติธรรมของผู้นำ ใจทั้งใจที่มีให้ก็จะเชื่อมั่นในตัวผู้นำ และพร้อมที่จะช่วยในทุกๆ เรื่อง เพราะเชื่อว่าผู้นำจะนำพาไปในทางที่ถูกที่ควร เมื่อได้ใจลูกน้องงานก็จะสำเร็จตามสูตรที่ว่าคนสำเร็จ งานสำเร็จนั่นเอง

ผู้นำที่มีอุเบกขาจะเป็นคนหนักแน่น มีความเป็นผู้ใหญ่สูง เวลาจะพูดจาสั่งงานอะไรกับลูกน้อง ก็มีความมั่นใจมีเหตุผลในการสั่งงาน และคอยสนับสนุนเราอยู่ตลอด ไม่ใช่สั่งงานก็มั่วๆ แล้วยังอยากได้งานดีๆ 555

พระสุธีรัตนบัณฑิต พระนักพัฒนามากด้วยวิสัยทัศน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/549473

  • วันที่ 29 เม.ย. 2561 เวลา 09:22 น.

พระสุธีรัตนบัณฑิต พระนักพัฒนามากด้วยวิสัยทัศน์

โดย วรธาร ทัดแก้ว

โบราณว่าถ้าอยากรู้เจ้าอาวาสเป็นพระที่ใช้ได้ไหม (เป็นสมภารดีทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์) ไม่ต้องดูอื่นไกล ให้ดูวัดนั่นแหละก็พอจะอนุมานได้ว่าเจ้าอาวาสเป็นคนแบบไหน

ถ้าวัดทรุดโทรม สกปรก ไม่สะอาด การบริหารจัดการวัดไม่เป็นระบบระเบียบ พระเณรขาดการสำรวมในศีลาจารวัตร ประพฤติปฏิบัติตนไม่เรียบร้อย เกิดปัญหาเป็นที่เสื่อมศรัทธาของชาวบ้านเป็นระยะ อย่างนี้ก็พอจะคาดเดาได้ว่าเจ้าอาวาสรูปนั้นไม่ได้ใส่ใจในการพระศาสนา เป็นเจ้าอาวาสที่ไม่ได้เรื่อง ถ้าพูดอย่างหยาบๆ ที่ชาวบ้านออกปาก คือ ไม่เอาถ่าน

ในทางตรงกันข้าม ถ้าวัดสะอาดสะอ้าน ไม่ว่าลานวัด โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ศาลาปฏิบัติธรรม ห้องน้ำ เสนาสนะต่างๆ ได้รับการปัดกวาดทำความสะอาดอยู่เสมอ ญาติโยมเข้าไปแล้วรู้สึกดีและอยากจะมาอีก ขณะงานด้านต่างๆ ที่วัดดำเนินการ เช่น การศึกษาของพระเณร ของเด็กเยาวชน (บางวัดมีโรงเรียนวัด) การสาธารณสงเคราะห์ งานเผยแผ่ งานสาธารณูปการ งานปกครอง ได้วางแผนไว้อย่างดีและขับเคลื่อนไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะพระเณรในวัดมีความสามัคคีพร้อมเพรียงในการทำกิจกรรมของวัด มีความสำรวมระวังในศีลและเสขิยวัตร ประพฤติปฏิบัติตนน่าเลื่อมใส มีปฏิสันถารที่ดีกับญาติโยม ชาวบ้านเข้าไปเห็นแล้วเกิดความรู้สึกเคารพยำเกรงเลื่อมใสศรัทธา อย่างนี้ก็เชื่อได้ว่าเจ้าอาวาสรูปนั้นเป็นงาน

วัดสุทธิวราราม ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯ เป็นวัดหนึ่งที่โชคดีเพราะได้พระทรงความรู้ เพียบพร้อมด้วยศีลาจารวัตร มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล ทั้งยังเป็นพระนักการศึกษา พระนักพัฒนา มาเป็นเจ้าอาวาส ท่านรูปนั้นคือ “พระสุธีรัตนบัณฑิต” (รศ.ดร.) หรือ ท่านเจ้าคุณสุทิตย์ ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) อีกด้วย

ความรู้ถือไม่ธรรมดา ทางโลกระดับดอกเตอร์และเป็นถึงรองศาสตราจารย์ ขณะที่ทางธรรมเป็นเปรียญธรรม 7 ประโยค จึงไม่แปลกใจที่ทำไมวัดสุทธิวรารามได้รับการพัฒนาที่โดดเด่นในหลายๆ ด้าน ไม่เชื่อลองเข้าไปดูแล้วจะเห็นความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก โดยชาวชุมชนรอบวัดสุทธิวรารามจะรู้ดีที่สุด

อุโบสถ์ 2 ชั้น ที่ตั้งอยู่ตรงกลางวัด มีความสวยงามทางด้านสถาปัตยกรรม และโดยเฉพาะภาพจิตรกรรมต้องบอกว่าทรงคุณค่าและหาชมยาก ทั้งภายในและนอกอุโบสถ์ มีทั้งภาพปริศนาธรรม ภาพพุทธประวัติที่งดงาม โดยการสร้างสรรค์ของศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับชาติที่เจ้าคุณสุทิตย์ติดต่อและเชิญมาเขียนให้

อีกทั้งวัดได้เปิดโบสถ์ให้ประชาชนเข้าไปกราบพระไหว้พระ หรือนั่งสมาธิได้ทุกวัน ต่างจากหลายวัดที่ปิดโบสถ์จะเปิดก็ต่อเมื่อพระสงฆ์ต้องการทำสังฆกรรมเท่านั้น

นอกจากงานจิตรกรรมทรงคุณค่าที่ใครได้เข้าไปเสพชมกันอย่างมีความสุขและได้ความรู้แล้ว ภูมิทัศน์รอบโบสถ์ก็ถือว่าไม่เลว กล่าวคือมีพื้นที่สีเขียวอยู่ทั้งสองด้านของโบสถ์ โดยเมื่อก่อนข้างๆ โบสถ์จะมีศาลาสวดศพและกุฏิหลังหนึ่งขวางพื้นที่ เจ้าคุณสุทิตย์ได้ให้รื้อออกแล้วทุบกำแพงแก้ว (กำแพงรอบโบสถ์) ออกด้วย เพื่อทำเป็นพื้นที่สวนรอบอุโบสถตามที่เห็นในปัจจุบัน ทำให้วัดดูร่มรื่นขึ้นด้วยต้นไม้สีเขียว

“วัดในเมืองส่วนใหญ่จะเห็นสภาพอันหนาแน่นของตึก อาคาร ร้านค้า ลานจอดรถ วัดสุทธิฯ ก็เช่นกัน ก่อนนี้มีพื้นที่สาธารณะน้อย อาตมาจึงคิดว่าน่าจะสร้างวัดให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ของสังคมขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยโบสถ์ ศาลาที่มีอยู่มาปรับผังภูมิทัศน์ขึ้นใหม่ โดยหลักคิดในการพัฒนาวัดก็คือเพื่อสร้างพื้นที่ทางกายภาพให้สะอาดร่มรื่น สวยงาม เป็นที่สัปปายะเหมาะกับการเรียนรู้ และการเข้ามาพัฒนาจิตใจของประชาชนทุกเพศทุกวัย” พระสุธีรัตนบัณฑิต กล่าว

นอกจากสร้างสวนสีเขียวรอบโบสถ์แล้ว ทางวัดยังได้ทำศูนย์เรียนรู้พระพุทธศาสนาและการพัฒนาสังคมขึ้นมาด้วย เพื่อให้นักเรียน ประชาชนทั่วไป หน่วยงาน องค์กรต่างๆ รวมทั้งชุมชนได้เข้ามาใช้ร่วมกันอีกด้วย ในการนี้ก็ได้อาสาสมัครด้านกิจกรรมของโครงการวัดบันดาลใจมาร่วมด้วยช่วยกันในเรื่องของการออกแบบกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น

“ยกตัวอย่าง กิจกรรมตักบาตรคนเมืองที่จัดทุกวันเสาร์แรกของเดือน เย็นวันศุกร์นักเรียนที่เป็นจิตอาสาจะมาช่วยเตรียมของ วันรุ่งขึ้นก็ชวนผู้ปกครองมาตักบาตร เสร็จงานนั่งกินข้าวร่วมกัน เป็นภาพที่น่ารัก ตอนแรกมีคนเข้าร่วมหลักสิบปัจจุบันหลักร้อย ทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง ผู้สูงอายุรอบๆ วัด บางคนรู้ข่าวจากโซเชียลมีเดีย

หลังจากศูนย์เปิดให้บริการแล้ว แต่ละวันก็จะมีเด็กๆ จำนวนหนึ่งมาใช้ศูนย์การเรียนรู้ ทำการบ้านบ้าง อ่านหนังสือบ้าง รอพ่อแม่มารับ บางครั้งเด็กๆ ก็ได้สนทนาธรรมกับพระอาจารย์ที่ดูแลศูนย์ทำให้เด็กๆ มีความคุ้นเคยกับพระอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี

“อาตมาต้องการขับเคลื่อนวัดไปในทิศทาง 3 ด้าน คือ ด้านกายภาพ เน้นการพัฒนาวัดให้มีความสะอาด ร่มรื่น โดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเข้ามา ด้านการพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของคนและชุมชน และการพัฒนาทางด้านปัญญา ทั้งสามด้านเราได้ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน

อีกอย่างอาตมาให้ความสำคัญกับงานศิลปะ ต้องการให้งานพุทธศิลป์เป็นเครื่องสื่อสารธรรมะให้กับประชาชน อยากให้ญาติโยมมาชมด้วยตัวเองที่โบสถ์วัดสุทธิฯ ผลงานของศิลปินชื่อดังทั้งนั้นที่มาวาดให้ นอกจากนี้ยังสามารถขึ้นไปชมภาพศิลปะที่ศูนย์เรียนรู้พระพุทธศาสนาและการพัฒนาสังคมของวัดได้ด้วย” เจ้าอาวาสนักพัฒนา กล่าวทิ้งท้าย

พรหมวิหาร 4 ที่ผู้นำต้องมี (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/548710

  • วันที่ 22 เม.ย. 2561 เวลา 09:17 น.

พรหมวิหาร 4 ที่ผู้นำต้องมี (1)

โดย นสพ.ชัยวลัญช์ ตุนาค เจ้าของเพจ Dr.Dang Can Do ภาพ รอยเตอร์ส

ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่า หมอไม่ใช่คนที่รู้ธรรมะโดยลึกซึ้ง หรือจบเปรียญ 9 มาแต่อย่างใดจะเคยบวชบ้างก็ 5 วัน 7 วัน ยังไม่ทันได้รู้อะไรลึกซึ้งเลยแม้แต่น้อย

เพียงแต่พยายามที่จะเชื่อมโยงความเป็นธรรมชาติให้เอามาใช้ได้กับชีวิตประจำวัน ให้เป็นกำลังใจ หรือกระตุ้นความคิด แก่ท่านผู้อ่านบ้างก็ยังดี เพราะระยะเวลาที่ทำงานมากว่า 20 ปี และใช้ชีวิตมามากกว่า 40 ปี ทำให้หมอเห็นอะไรมาบ้างพอสมควร ก็อยากจะมาเล่าให้ฟังในทัศนะของหมอก็เท่านั้นเองครับ

วันนี้อยากจะเล่าให้ฟังถึง ธรรมะของผู้นำบ้างสาเหตุที่อยากพูดถึงธรรมะของผู้นำ ก็เพราะว่าถ้าเราสังเกตดีๆ จะเห็นว่า ผู้นำมีอิทธิพลอย่างมากต่อความเป็นไปขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นหน่วยเล็กๆ อย่างครอบครัว หรือชมรม สมาคม องค์กร ภาครัฐหรือเอกชนใดๆ ก็ตาม จะมีความเป็นอยู่ที่สงบสุข มีความก้าวหน้า มีความสุขในการทำงานหรือไม่นั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากการบริหารของผู้นำในองค์กรนั้นๆ นั่นเอง

ลองคิดดูซิครับ ถ้าหัวหน้าครอบครัวมัวแต่กินเหล้า เมายา ไม่สนใจทำมาหากิน ครอบครัวจะเป็นอย่างไร? หรือหัวหน้าองค์กรใดๆ ก็ตาม วันๆฟังแต่พวกประจบสอพลอ ไม่สนใจพัฒนากิจการไม่สนใจลูกน้องที่มุ่งทำแต่งานจนไม่มีเวลามาประจบตัวเอง เป็นคนหูเบา เชื่อคนง่ายปราศจากสติปัญญาไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ลุ่มหลงในลาภ ยศ สรรเสริญ องค์กรนั้นก็ทำนายได้เลยว่ามีแต่ทรงกับทรุด จะหาความเจริญอันใดไม่ได้เลย ซึ่งในสมัยอดีตกาลก็จะพบเห็นผู้นำที่เป็นแบบที่ว่านี้และคงเห็นตอนจบของชีวิตว่าเป็นอย่างไร

เนื่องจากผู้นำมีอิทธิพลต่อความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองขององค์กรนั้นๆ นั่นเอง ทำให้ธรรมะสำหรับผู้นำเป็นที่สิ่งผู้นำควรมีและนำมาปฏิบัติ “พรหมวิหาร 4” หรือธรรมะสำหรับผู้นำที่ว่า ประกอบไปด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

พรหมวิหาร 4 คือหลักธรรมประจำใจ เพื่อให้เราสามารถดำรงชีวิตได้อย่างประเสริฐเหมือนพรหม เป็นแนวปฏิบัติที่ควรมีของผู้ปกครององค์กร และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม

วันนี้เรามาทำความเข้าใจกับคำว่า เมตตา กันก่อนนะครับ “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” หากจะกล่าวว่าเป็นวลียอดฮิตติดปากที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วก็คงไม่ผิด แต่จะมีสักกี่คนที่นำเอามาใช้ในชีวิตประจำวันบ้าง

แล้วคำว่า เมตตา หมายถึง อะไร?

เมตตา หมายถึง มีความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับความสุข ไม่เบียดเบียนรังแก หรือเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เป็นมิตรกับคนรอบข้าง และปรารถนาดีที่จะเห็นผู้อื่นมีความสุข ถ้าผู้นำมีเมตตา เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทรให้กับผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา มีความปรารถนาให้ทุกคนมีความสุข ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่เอาเปรียบคนอื่น ไม่ยกยอแต่พรรคพวกของตัวเองโดยปราศจากความเที่ยงธรรมและเมตตา องค์กรนั้นๆ ก็จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป

ทว่า หากองค์กรใด หรือผู้นำใดๆ ไม่มีความเมตตาเป็นเครื่องชี้นำทางในการบริหารงานแล้วละก็ ลองคิดดูเอาเองแล้วกันครับ ว่าองค์กรนั้นๆ จะอยู่ได้หรือไม่

ผู้นำที่ขาดความเมตตาก็เปรียบเสมือนมะเร็งร้ายในร่างกายของคนเรานั่นแหละครับ มันจะไม่ทำให้ร่างกายหรือองคาพยพตายไปในทันทีทันใดหรอกครับ มันจะค่อยๆ กัดกินจนองค์กรหรือร่างกายนั้นไม่เหลืออะไรแล้ว กว่าจะรู้สึกตัว กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็ระยะสุดท้าย นั่นแหละครับ แก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว ตายสถานเดียว

อยากเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จ อยากเป็นผู้นำที่คนรัก คนชอบ อยากเป็นผู้นำที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับชีวิตของตนเองและผู้อื่น อยากเป็นผู้นำที่มีแต่ความสุข ใครๆ ก็สรรเสริญ ต้องเป็นผู้นำที่มี “เมตตา” ครับ

หนึ่งในพรหมวิหาร 4 “ธรรมะของผู้นำ” ไม่ต้องเชื่อหมอนะครับ ไม่ต้องเชื่อครับ 555 อาทิตย์หน้ามาต่อพรหมวิหารธรรมะข้อต่อไปนะครับ วันนี้แค่นี้เพราะพื้นที่มีเท่านี้ครับ

สมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/548709

  • วันที่ 22 เม.ย. 2561 เวลา 09:14 น.

สมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่

โดย อาจารย์ชวินทร์  chavintapoti@gmail.com

วันนี้ชมพระสมเด็จวัดระฆังที่สร้างโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม องค์ที่นำมาให้ชมนี้เป็นพิมพ์พระประธานหรือพิมพ์ใหญ่ เจ้าของพระคือคุณชวการ อัศวะมหาศักดา ได้เช่าบูชามาจากคุณอุดม กวัสสราภรณ์ หรือเสี่ยดม อดีตเซียนพระใหญ่แห่งวงการพระเครื่องเมืองไทยถึงเลข 8 หลัก ต้องขอขอบคุณคุณชวการ อัศวะมหาศักดา ที่แบ่งปันมาให้ศึกษาครับ

ในการจัดทำเนียบชุดพระเครื่องครั้งแรก พ.ศ. 2495 นั้น ปรมาจารย์รุ่นใหญ่ตรียัมปวายหรือ พ.อ. (พิเศษ) ประจน กิตติประวัติ ได้จัดเป็นไตรภาคี ประกอบด้วย สมเด็จวัดระฆัง พระนางพญา กรุวัดนางพญา พิษณุโลก และพระรอด กรุวัดมหาวัน ลำพูน ภายหลังถึงได้เพิ่ม พระกำแพงซุ้มกอ กำแพงเพชร และพระผงสุพรรณ สุพรรณบุรี รวมเป็นพระชุดเบญจภาคีกระทั่งปัจจุบัน

สมเด็จวัดระฆังที่นักสะสมยอมรับมี 4 พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ฐานแซม และพิมพ์เกศบัวตูม ส่วนพิมพ์ปรกโพธิ์นั้นมีน้อยมาก จนบางส่วนไม่ยอมรับว่าเป็นพิมพ์มาตรฐาน ขณะที่นักสะสมอีกกลุ่มหนึ่งยอมรับว่าพระสมเด็จวัดระฆังมีพิมพ์ปรกโพธิ์เป็นมาตรฐานเช่นเดียวกับพระสมเด็จกรุวัดบางขุนพรหมที่แตกกรุออกมา

พระสมเด็จวัดระฆัง ประกอบด้วย ผงวิเศษทั้ง 5 ชนิด คือ ผงปถมัง ผงอิทธิเจ ผงมหาราช ผงพุทธคุณ และผงตรีนิสิงเห และมวลสารอื่นที่เพิ่มเติม คือ ปูนเปลือกหอย (โดยการนำเปลือกหอยไปเผาแล้วมาตำจนละเอียด) เกสรดอกไม้ตากแห้ง กล้วยน้ำว้า และข้าวสุกตากแห้ง เป็นต้น โดยใช้น้ำมันตั้งอิ๊วและน้ำอ้อยเป็นตัวประสานให้เป็นเนื้อเดียวกันพอนานวันเข้าพระมีสีขาวอมเหลืองหนึกนุ่มและแกร่ง

มีบันทึกว่า ศิษย์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) คือ พระธรรมถาวร (ช่วง สิงหเสนี) อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆัง ซึ่งบวชเป็นสามเณรในขณะนั้นและมีส่วนร่วมในการสร้างพระสมเด็จได้กล่าวถึงการทำผงวิเศษทั้ง 5 ว่าเป็นผงเดียวกัน แต่ได้ทำเป็นแท่งชอล์กและนำมาเขียนยันต์ถึง 5 ขั้นตอน กล่าวคือ 

ผงวิเศษของท่านที่เริ่มต้น คือ ผงปถมัง ที่เกิดจากการลบถมซ้ำแล้วซ้ำเล่าในพระอุโบสถ อันเป็นผงวิเศษชนิดแรกที่เกิดขึ้นก่อนผงวิเศษอื่นๆ คุณวิเศษของผงปถมังมีทั้งเมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี มหาอุด แคล้วคลาด ป้องกันภูตผีปีศาจ และคุณไสยทั้งปวงได้

หลังจากนั้นท่านจะนำผงปถมังมาปั้นเป็นชอล์กขึ้น แล้วเขียนอักขระเพื่อทำเป็นผงอิทธิเจแล้วลบจนหมดดังเช่นการทำผงปถมัง ผงอิทธิเจมีคุณวิเศษในด้านเมตตามหานิยม และป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ

จากนั้นท่านจะนำผงอิทธิเจมาทำเป็นชอล์กขึ้นอีกครั้ง แล้วเขียนอักขระเพื่อทำเป็นผงมหาราชแล้วลบจนหมดดังเช่นการทำผงปถมัง ผงมหาราชมีคุณวิเศษในด้านเมตตามหานิยม ป้องกันและถอนคุณไสยและด้านแคล้วคลาดด้วย

จากนั้นผงมหาราชก็นำมาทำเป็นชอล์กอีกครั้ง แล้วเขียนอักขระเพื่อทำเป็นผงพุทธคุณแล้วลบจนหมดดังเช่นการทำผงปถมัง ผงพุทธคุณมีคุณวิเศษในด้านเมตตามหานิยม

และสุดท้าย ท่านก็นำผงพุทธคุณมาทำเป็นชอล์ก แล้วเขียนอักขระเพื่อทำเป็นผงตรีนิสิงเหแล้วลบจนหมดดังเช่นการทำผงปถมัง คุณวิเศษของผงตรีนิสิงเห ถือว่าครบเครื่องเพราะเป็นผงที่เกิดจากการถมลบผงวิเศษทั้ง 4 ที่ผ่านมา ดังนั้นจึงครอบคลุมทั้งด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด ป้องกันภูตผีและคุณไสยได้

นอกจากมวลสารหลักคือผงวิเศษที่ใช้ในการจัดสร้างพระสมเด็จวัดระฆังแล้ว ยังปรากฏเม็ดแดงเล็กๆ ที่สันนิษฐานกันว่าคืออิฐหรือเศษพระเครื่องจากกรุทุ่งเศรษฐี กำแพงเพชร และจุดดำเล็กสันนิษฐานว่าคือก้อนถ่านของก้านธูป หรือแผ่นใบลานจารอักขระนำมาเผาตำละเอียด และกรวดเทาซึ่งสันนิษฐานเป็นชิ้นส่วนของเปลือกหอยที่ไม่ย่อยสลายจากการเผานั่นเอง

ด้วยมูลค่าของพระสมเด็จวัดระฆังสูงถึงหลักหลายสิบล้านบาทในองค์ที่สวยสมบูรณ์ย่อมมีผู้ปลอมแปลงมากมาย การศึกษาเรียนรู้และเช่าหาจำเป็นต้องได้รับการชี้แนะจากผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้โดยตรง ข้อสำคัญของดีไม่มีถูก ของฟรีไม่มีในโลกครับ

ท่องธรรมนำศรัทธา วัดธรรมมงคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/548614

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 12:01 น.

ท่องธรรมนำศรัทธา วัดธรรมมงคล

โดย วรธาร ทัดแก้ว ภาพ : วัดธรรมมงคล

มีวัดตั้งอยู่ในแนวรถไฟฟ้าหลายวัดที่น่าไปไหว้พระและเยี่ยมชม หนึ่งในนั้นคือ วัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร หรือที่คนทั่วไปมักเรียกกันติดปากว่า “วัดหลวงพ่อวิริยังค์” อยู่สุขุมวิท 101 กรุงเทพฯ

การเดินทางแสนสะดวกสบายแค่นั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสไปลงสถานีปุณณวิถี… ก็ถึงแล้ว

วัดนี้มีความโดดเด่นหลายอย่าง โดดเด่นขนาดว่าใครย่างกรายเข้าไปชมสิ่งสำคัญต่างๆ ในวัดสัมผัสแรกทางตาและใจเชื่อว่าจะเกิดความรู้สึกปีติ เกิดความเย็นที่แทรกลึกไปถึงข้างในจิตใจ บางคนถึงขนาดเกิดโลมหังสนาการ (ขนลุก)

เริ่มจากการเข้าไปภายในพระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์ พระเจดีย์ที่เชื่อว่าสูงที่สุดในประเทศไทย (สูง 94.78 เมตร 14 ชั้น) ที่ชั้นบนสุดประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระอุรังคธาตุ และพระเกศาธาตุ พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

 กล่าวถึงพระบรมสารีริกธาตุนั้น พระธรรมมงคลญาณ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร) เจ้าอาวาส ได้รับจากพระสันตปทมหาเถระ เจ้าอาวาสวัดโคตมวิหาร เมืองจิตตกอง สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ เมื่อปี 2517 และได้รับจากพระวิสุทธ์นันทมหาเถระ หัวหน้าพระสงฆ์ เถรนิกาย เจ้าอาวาสวัดธรรรมราชิกา นครดักก้า สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ปี 2519

 ต่อมาปี 2522 สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา โดยสมเด็จพระสังฆราชศรีลังกามหาเถระ ได้มอบพระเกศาธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จำนวน 1 ชุด และปี 2527 ได้มอบพระอุรังคธาตุ (พระบรมสารีริกธาตุส่วนอก) จำนวน 1 องค์

 ใครที่ได้เข้าไปกราบพระบรมสารีริกธาตุในพระมหาเจดีย์นี้ถือเป็นบุญ เชื่อว่าความรู้สึกปีติจะเกิดขึ้นกับทุกคน

 อีกที่หนึ่งเข้าไปแล้วอยากนั่งนานๆ คือ ถ้ำวิปัสสนา หลายคนอาจสงสัยทำไมมีถ้ำวิปัสสนา อย่าลืมว่า หลวงพ่อวิริยังค์ ท่านเป็นพระวิปัสสนาจารย์ที่เผยแผ่วิปัสสนา โดยสอนหลักสูตรสมาธิแพร่หลายไปทั่วโลก โดยมีศูนย์สมาธิวิริยานุภาพอยู่ในวัดธรรมมงคลและในวัดสาขาในต่างประเทศ ชาวต่างชาติรู้จักหลวงพ่อวิริยังค์เป็นอย่างดี  

 ถ้ำวิปัสสนานั้น ท่านได้เล็งเห็นว่าปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนผู้ปฏิบัติธรรมและช่วยให้จิตใจสงบได้โดยเร็ว คือสถานที่สัปปายะที่มีลักษณะเป็นป่าไม้และภูเขา ซึ่งในกลางกรุงเทพฯ ไม่มี จึงได้ดำเนินการสร้างป่าไม้และภูเขาขึ้นบริเวณวัดธรรมมงคลเรียกว่า “ถ้ำวิปัสสนา”

 ถ้ำนี้สร้างอยู่ด้านหลังศาลาของวัดธรรมมงคลบนเนื้อที่ 4 ไร่ การปลูกป่าได้เสาะหาต้นไม้นานาพันธุ์จากป่าแท้ๆ และบรรทุกหินมาจากภูเขาก่อเป็นถ้ำใหญ่ขนาดบรรจุคนได้ 200-300 คน

 บรรยากาศภายในถ้ำเงียบสงัด สงบเย็นสบายมีอากาศถ่ายเท กั้นรั้วล้อมรอบป้องกันผู้คนพลุกพล่านบริเวณภายนอกมีสระน้ำ รอบสระปลูกไม้ดอกและไม้ประดับแลดูงดงามตระการตา แต่ละมุมได้ถูกจัดสรรให้เป็นไปตามธรรมชาติ

 ทางวัดธรรมมงคลได้กำหนดให้ถ้ำวิปัสสนาเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของผู้ที่จะมารับการอบรมกรรมฐานและสำหรับนักศึกษาครูสมาธิ สถาบันพลังจิตตานุภาพ ตลอดทั้งผู้มาถือศีลอุโบสถทุกท่าน อยากเข้าถ้ำไหมก็ต้องไปปฏิบัติ ที่วัดสอนสมาธิตลอดไปสมัครได้

 อีกสถานที่หนึ่งอย่าลืมไปคือ “ศาลาพระหยก” ไปกราบพระพุทธมงคลธรรมศรีไทย (หลวงพ่อหยก) พระพุทธรูปองค์นี้แกะสลักจากหยกก้อนใหญ่ที่หลวงพ่อวิริยังค์สั่งมาจากจากรัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ในปี 2534 น้ำหนัก 32 ตัน เป็นหยกสีเขียวคุณภาพดีที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

 หยกก้อนนี้ได้ตัดออกเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งแกะเป็นพระพุทธรูปหยกปางนั่งสมาธิสูง 2.20 เมตร หน้าตักกว้าง 1.66 เมตร งดงามล้ำค่าหาประมาณมิได้ มีอยู่เพียงองค์เดียวจัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ชิ้นหนึ่งของโลก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานนามว่า พระพุทธมงคลธรรมศรีไทย

 ส่วนที่สองแกะเป็นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์กวนอิมหยก มีลักษณะงาม สง่า มีเมตตา ทรงยืนประทานพรสูง 2.20 เมตร จัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกเช่นกัน โดยช่างที่มีชื่อเสียงของโลกจากอิตาลีประดิษฐานไว้ในศาลา ภ.ป.ร.

 ยังมีสถานที่สำคัญอีกหลายที่ในวัดธรรมมงคล อยากให้ทุกคนไปสัมผัสด้วยตาและใจของตัวเอง แล้วปีติและความศรัทธาจะเกิดกับทุกคนแน่นอน

 

ซัมเมอร์นี้พาลูกไปเข้าค่ายที่ไหนดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544349

  • วันที่ 14 มี.ค. 2561 เวลา 08:13 น.

ซัมเมอร์นี้พาลูกไปเข้าค่ายที่ไหนดี

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

ปิดเทอมยาวหน้าร้อนทุกปี เป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ และพ่อแม่ผู้ปกครองต่างมองหาค่ายหรือแคมป์ดีๆ ให้กับตัวเองและลูกหลาน อันเป็นการใช้เวลาว่างในช่วงดังกล่าวให้เกิดประโยชน์ ขณะที่เด็กๆ ได้พัฒนาตัวเองด้านทักษะต่างๆ โดยจะมีความพิเศษด้านไหนนั้นขึ้นอยู่กับรูปแบบและการจัดกิจกรรมของแต่ละค่ายเป็นสำคัญ

ปัจจุบันมีค่ายต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งระยะสั้น ระยะยาว ทั้งจัดในประเทศและพาไปต่างประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของเด็กๆ และพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการส่งลูกหลานไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เช่น ค่ายภาษา ค่ายวิทยาศาสตร์ ค่ายคณิตศาสตร์ ค่ายอนุรักษ์ ค่ายอาสา ค่ายดนตรี ค่ายศิลปะ ค่ายคอมพิวเตอร์-ไอที เป็นต้น

 

เด็กสมัยนี้เก่งอย่างเดียวไม่พอ

พ่อแม่ผู้ปกครองยุคใหม่ต่างเห็นความสำคัญของการเข้าค่ายเพราะมองว่ามีประโยชน์และส่งเสริมศักยภาพของลูกๆ ซึ่งจะเห็นได้จากเด็กบางคนพอกลับจากเข้าค่ายแล้วนิสัยและพฤติกรรมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เช่น จากที่เป็นคนเอาแต่ใจ หรือไม่ชอบใจอะไรแล้วมักใช้อารมณ์ ก็เปลี่ยนมาเป็นคนที่ใช้เหตุผล ใจนิ่งสุขุมขึ้น เรียกว่าทัศนคติเปลี่ยนไปในทางที่ดี

คิม จงสถิตย์วัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท นานมีบุ๊คส์ คนรุ่นใหม่ที่เชื่อว่า การเข้าค่ายตอบโจทย์การศึกษาของเด็กในยุคปัจจุบัน ให้มุมมองว่า โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปเร็วมาก ทำให้การเลี้ยงลูกมีความท้าทายอย่างยิ่ง การเลี้ยงให้เก่งหรือเน้นการแข่งขันอย่างเดียวไม่ใช่ค่านิยมของคนรุ่นใหม่อีกต่อไป และไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิตอีกต่อไปด้วย แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้เด็กๆ เป็นคนเก่ง คนดี รับผิดชอบตัวเองและรับผิดชอบต่อสังคมได้ นี่คือนิยามที่เรียกว่าแอ็กทีฟ ซิติเซน (Active Citizen)

คิม กล่าวต่อว่า การเป็นคนเก่ง คนดีและรับผิดชอบตัวเองและสังคมได้นั้นเป็นสิ่งที่สังคมและชาติถวิลหา ในฐานะที่นานมีบุ๊คส์นอกจากทำหนังสือและจัดค่ายต่างๆ มานาน จึงเห็นว่าการเป็นแอ็กทีฟ ซิติเซนจำเป็นต้องพร้อมด้วย 7 ทักษะ ประกอบด้วย 1.การมีจิตสำนึกพลเมืองดี เกิดมาต้องตอบแทนสังคมและต้องเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง 2.การมีทักษะประกอบวิชาชีพ ควรมีแพสชั่นหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ต้องเก่งพิเศษ 3.ใส่ใจสิ่งแวดล้อม รักธรรมชาติและแผ่นดิน อยู่กับสิ่งแวดล้อมอย่างสุนทรีย์ 4.รู้จักคิดวิเคราะห์ ไม่ใช่คิดเก่งแต่ต้องทำเป็นและแก้ปัญหาเป็นด้วย 5.สร้างสรรค์ต่อยอด คิดนอกกรอบ 6.มีภาวะผู้นำ มุ่งมั่น รับผิดชอบ กล้าตัดสินใจ มีอุดมการณ์ โดยจะมีอุดมการณ์ในเรื่องใดก็ได้ เช่น เรื่องสัตว์ ผู้หญิง สิ่งแวดล้อม เป็นต้น 7.ต้องสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่พูดเก่งอย่างเดียว แต่ควรจะสามารถแสดงทัศนคติของตัวเองอย่างสร้างสรรค์ได้ รู้ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ทั้งหมดนี้เป็นทักษะที่จำเป็นของแอ็กทีฟ ซิติเซน

          ค่ายไหนน่าไปบ้าง

สำหรับระดับอนุบาล พ่อแม่ผู้ปกครองที่มีลูกหลานอยู่ในวัยเตรียมอนุบาลถึงอนุบาลที่ 3 หากกำลังมองหาค่ายให้ลูกอยู่ โรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี เป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ โดยได้จัดโปรแกรมไว้สำหรับผู้ปกครองที่ไม่ต้องการให้บุตรหลานอยู่บ้านเฉยๆ แต่อยากให้ต่อยอดและเติมเต็มความรู้ ประสบการณ์ ตลอดจนพัฒนาการและความสนุกสนาน กับกิจกรรมปิดเทอมหรรษา ซัมเมอร์คอร์ส (Summer course)

จิรวรรณ ชัยรุ่งเรือง รองผู้จัดการ โรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี กล่าวว่า กิจกรรมนี้กำลังอยู่ในช่วงของการจัดรอบแรก แต่รอบสองจะจัดวันที่ 2-30 เม.ย. ซึ่งมีหลายกิจกรรม เช่น กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ กิจกรรมกระดาษหรรษา กิจกรรมการประดิษฐ์ วาดภาพ ระบายสี กิจกรรมกลางแจ้ง กิจกรรมคุกกิ้ง กิจกรรมเสริมทักษะเตรียมความพร้อมและเชาว์ปัญญา กิจกรรมสนุกกับภาษาอังกฤษ กิจกรรมสนุกกับภาษาจีน เป็นต้น พ่อแม่ผู้ปกครองที่สนใจสามารถลงทะเบียนให้ลูกๆ ได้ตั้งแต่วันนี้ สอบถามข้อมูลได้ที่ 02-408-1919 ทุกวัน หรือ www.satitbtu.ac.thขณะที่ค่ายระดับประถมศึกษาก็มีจัดหลายที่ หนึ่งในนั้นคือของบริษัท นานมีบุ๊คส์ ก็ถือว่าน่าสนใจ โดยปีนี้นานมีบุ๊คส์มีกำหนดจัดค่ายทั้งหมด 23 ครั้ง ในช่วงซัมเมอร์นี้ได้มีการแบ่งค่ายออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ค่ายแฮร์รี่ พอตเตอร์ ในธีมที่เกี่ยวกับแฮร์รี่ พอตเตอร์ มีทั้งหมด 5 ธีม ประเภทที่ 2 ค่ายโกจีเนียส มี 5 แบบเช่นกัน

คิม กล่าวว่า ค่ายแฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นค่ายภาษาอังกฤษ โดยเจ้าของภาษา คอนเซ็ปต์ค่ายเป็นการถอดกิจกรรมจากหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่ละเล่มออกมาเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ให้เด็กๆ ให้ความสำคัญกับทักษะทางสังคมและมิตรภาพ ความคิดสร้างสรรค์ การสร้างภาวะผู้นำ ตลอดจนการทำงานเป็นทีม โดยค่ายที่ 1 คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ ทุกคนที่เข้าค่ายจะได้รับตุ๊กตานกฮูก ซึ่งในแฮร์รี่ พอตเตอร์ จะมีสัตว์ประจำกาย หนึ่งอย่าง และสัตว์ประจำกายของแฮร์รี่ พอตเตอร์ คือนกฮูก สีขาวที่ใช้ในการส่งสาส์น และไม้กายสิทธิ์ 1 อัน กิจกรรมมีหลายอย่างเหมือนในแฮร์รี่ พอตเตอร์ มีการแบ่งเป็น 4 บ้าน เด็กที่เข้ามาต้องใส่หมวกคัดสรร โดยหมวกจะบอกว่าใครอยู่บ้านหลังไหน ซึ่งทั้งสี่บ้านจะมีการแข่งขันระหว่างปี นักเรียนคนไหน บ้านหลังไหนทำได้ดี เช่น เก็บกวาดบ้านสะอาดมากก็จะได้ 1 แต้ม หรือใครชอบแกล้งเพื่อนก็โดนหัก 1 แต้ม การค้นหาศิลาอาถรรพ์ต้องผ่านด่านหลายภารกิจ เป็นต้น

ขณะค่ายที่ 2 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับห้องแห่งความลับ ซึ่งห้องแห่งความลับนี้เด็กๆ ต้องผ่านภารกิจลับต่างๆ ไปให้ได้ ค่ายนี้จะสอนให้เด็กๆ ได้รู้คุณค่าของเงินโดยจะมีการแจกเงินปลอมให้เด็กไปจ่ายตลาด ซื้อสัตว์เลี้ยงของตัวเอง ซึ่งตลาดในโลกเวทมนตร์ไม่เหมือนตลาดทั่วไป ตลาดที่ดังในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ชื่อตรอกไดแอกอน เด็กๆ ก็จะไปซื้อสัตว์เลี้ยงที่ตรอกนี้ ได้ฝึกเรียนรู้เรื่องการประมูล เช่น การประมูลไม้กายสิทธิ์ของตัวเอง ได้ฝึกคิดเลข ได้เล่นกีฬาควิดดิชแต่ด้วยการขี่ไม้กวาด เป็นต้น ทั้งสองค่ายนี้เคยจัดมาแล้ว น้องๆ อายุ 8-12 ปีที่สนใจยังสามารถสมัครได้อยู่

“นอกจากนี้ ปีนี้เรายังได้เปิดตัวค่ายที่ 3 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับนักโทษแห่งอัซคาบัน ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ที่เราจัดขึ้นก็จะอยู่ในเนื้อหาหนังสือในเล่มที่ 3 เช่น การผจญภัยไปกับแผนที่ตัวกวน ย้อนเวลาตามหาและพิชิตภารกิจที่แสนท้าทาย ตามหาสัตว์ลึกลับในห้องแห่งความลับ การปรุงยาในศาสตร์ชั้นสูง และกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกมาก”

ค่ายแรก แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ จะจัดขึ้นในวันที่ 24-26 มี.ค. และวันที่ 21-23 เม.ย. 2561 ค่ายที่ 2 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับห้องแห่งความลับ จัดในวันที่ 6-8 เม.ย. และวันที่ 24-26 เม.ย. ส่วนค่ายที่ 3 จัดวันที่ 27-29 เม.ย. 2561 ทั้งหมดจะจัดที่ โกจีเนียส เลิร์นนิ่ง เซ็นเตอร์ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

นอกจากค่ายแฮร์รี่ พอตเตอร์แล้วยังมีค่าย โกจีเนียส ซึ่งเป็นค่ายวิทยาศาสตร์ ตอนสุดยอดภารกิจเอาชีวิตรอดแดนมหัศจรรย์ รุ่นหนึ่งจะเริ่มวันที่ 31 มี.ค.-2 เม.ย. 2561 ซึ่งมีภารกิจหลายอย่างให้เด็กได้สนุกเพลิดเพลิน เช่น การประดิษฐ์เตาพลังงานแสงอาทิตย์ การเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์ต่างๆ การทำเมนูอาหาร การเรียนรู้ขอความช่วยเหลือด้วยสัญญาณ การสร้างหอคอยทรงพลัง เป็นต้น

 

ขณะที่อีกค่ายโกจีเนียส หนึ่งที่น่าสนใจคือ Fining Me Project เป็นค่ายที่ให้เด็กๆ ได้ฝึกเคารพกฎระเบียบของสังคม ฝึกความอดทนและความพยายาม ฝึกให้กล้าแสดงออก ฝึกทำงานและอยู่ร่วมกับคนอื่น ฝึกให้เสนอความคิดเห็น ฝึกให้เป็นผู้นำ ได้รู้จักการเปิดใจ เปิดเผยความรู้สึก การฝึกให้รู้จักการตั้งเป้าหมาย การสร้างแรงบันดาลใจ เป็นต้น ค่ายนี้จะเหมาะกับเด็กอายุ 11-12 ปี โดยจัดขึ้นในวันที่ 9-11 เม.ย. 2561 สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดหรือสมัครเข้าค่ายได้ที่ 02-2662-3000 ต่อ 5226, 4425

สำหรับนักเรียนมัธยมไปจนถึงมหาวิทยาลัยที่สนใจเข้าค่ายในช่วงซัมเมอร์นี้ก็มีค่ายต่างๆ ให้เลือกมากมาย สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.camphub.in.th เลือกค่ายที่ตัวเองชอบและอยากไปได้เลย.

“ใหลตาย” เกิดจากปัญหาการเต้นของหัวใจไม่ใช่เพราะ “ผีแม่ม่าย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544319

  • วันที่ 13 มี.ค. 2561 เวลา 17:49 น.

"ใหลตาย" เกิดจากปัญหาการเต้นของหัวใจไม่ใช่เพราะ "ผีแม่ม่าย"

“ไขความลับ-เปิดข้อเท็จจริงเรื่องใหลตาย” พร้อมเผยวิธีป้องกันจากเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

———————————

โดย..พัชรวรรณ มงคล

กรณี ดาดิเด้ อัสตอรี กัปตันทีมม่วงมหากาฬ ฟิออเรนตินา สโมสรฟุตบอลแห่งศึกกัลโช เซเรีย อา ประเทศอิตาลี เสียชีวิตอย่างกะทันขณะนอนหลับอยู่ภายในโรงเเรม โดยแพทย์ระบุว่า หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันจนถึงแก่ชีวิต กลายเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ

ในประเทศไทยมักเรียกการเสียชีวิตในขณะนอนหลับว่า “โรคใหลตาย” ซึ่งเกิดจากการเต้นผิดจังหวะของหัวใจขั้นรุนแรง มีผลทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยง อวัยวะต่างๆของร่างกายได้ โดยการศึกษาในต่างประเทศ พบว่า มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ประมาณ 0.5-1 คน ใน 1,000 คน แต่มีความแตกต่างของอุบัติการณ์ระหว่างเชื้อชาติเป็นอย่างมาก โดยพบได้มากในประชากรที่มีเชื้อสายเอเชีย โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ได้จัดงานเสวนาเรื่อง “ไขความลับ! ทำอย่างไรคนไทยจะไม่ใหลตาย” จากการถอดรหัสพันธุกรรมในคนไทยว่า 750 คน ด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ และการจี้หัวใจด้วยเครื่องวิทยุ

ผศ.นพ.สมชาย ปรีชาวัฒน์ หัวหน้าอนุสาขาสรีระไฟฟ้าหัวใจ สาขาวิชาหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า โรคใหลตาย หรือ sudden unexplained nocturnal death syndrome (SUND) ใช้เรียกการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นในขณะหลับ มีอาการคล้ายหายใจไม่สะดวกอาจเกิดเสียงร้องคล้ายละเมอก่อนเสียชีวิต โรคนี้พบได้ทั่วโลก แต่มักพบในมากในเอเชียตะวันตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนประเทศไทยมักพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากโรคนี้ไวต่อความร้อน มักพบในผู้ชายเฉลี่ยอายุประมาณ 30-50 ปี

ในอดีตประชาชนเกิดความเชื่อว่าผีแม่ม่ายมาพาชายหนุ่มไปอยู่ด้วย วิธีการแก้คือใส่ผ้าถุง ทาปากแดง นำป้ายมาแขวนหน้าบ้านพร้อมเขียนข้อความว่า บ้านหลังนี้ไม่มีผู้ชาย เป็นต้น

 

 

ศ.นพ.กุลวี เนตรมณี อาจารย์พิเศษฝ่ายวิจัย คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า โรคใหลตายเกิดขึ้นกับคนไทย ในอายุ 30-50 ปี อัตราการใหลตาย 40 ต่อแสนคน ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก เนื่องจากหัวใจที่เต้นผิดจังหวะขั้นรุนแรง จึงเป็นเหตุทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้ โดยเฉพาะสมอง สาเหตุหลักมาจากการมีผังผืดบริเวณผิวของหัวใจด้านนอกช่องล่างด้านขวา ทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นระริก ซึ่งหากดูจากกราฟหัวใจจะมีลักษณะคล้ายขาตั๊กแตน หรือ คลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิด Brugada ซึ่งโรคเหล่านี้ไวต่อความร้อน เมื่ออุณหภูมิ 40 องศาเมื่อไหร่ อุบัติการณ์การจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

คนที่มีความเสี่ยงโรคใหลตายนั้น คือผู้รอดชีวิตจากการใหลตาย ผู้ที่มีญาติสายตรงมีอาการใหลตาย หรือผู้ที่ตรวจพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ Brugada ซึ่งการรักษานั้นที่ผ่านมาจะใช้วิธีการฝังเครื่องช็อกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AICD) ซึ่งมีราคาไม่ต่ำกว่า 4 แสนบาท แต่ปัจจุบันอยู่ในได้รับการบรรจุอยู่ในสิทธิประกันสุขภาพ เนื่องจากประสิทธิผลชัดเจนว่าลดอัตราการตายให้เหลือ 0% ขณะที่การรักษาด้วยยายังพบการตายอยู่ประมาณ 14%

อย่างไรก็ตาม เครื่องจะสามารถช็อกได้สูงสุดประมาณ 200 ครั้ง ก็จะต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ หากผู้ป่วยเกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะบ่อยก็ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ

ดังนั้นจึงมีการพัฒนาการรักษาที่ต้นเหตุคือ การจี้ผังพืดหัวใจด้วยคลื่นวิทยุ ได้ทำมาประมาณกว่า 10 ปีแล้ว ที่ผ่านมารักษาผู้ป่วยในเมืองไทยมากกว่า 70 ราย ซึ่งผลลัพธ์พบว่า อาการคลื่นไฟฟ้าผิดปกตินั้นหายไป ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และจากการติดตามต่อเนื่องมา 4-5 ปี ก็ไม่พบการเกิดอาการคลื่นหัวใจเต้นผิดปกติ ซึ่งผู้ป่วยบางรายก็สามารถถอดเครื่อง AICD ออกได้ แต่เพื่อความมั่นใจจึงต้องมีการเก็บข้อมูลผู้ป่วยที่รักษาด้วยวิธีการจี้ให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งคาดว่าอีกประมาณ 2 -3 ปีก็จะได้ข้อสรุป ซึ่งหากมีประสิทธิผลที่ดีก็จะผลักดันให้เป็นสิทธิการรักษาแทนการฝังเครื่อง AICD เพราะมีราคาถูกกว่า

 

 

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า จากข้อมูลที่พบ คนใหลตายมักมีประวัติในครอบครัวรุ่นก่อนที่เป็นเช่นเดียวกัน จึงคาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมด้วย จึงต้องมีการศึกษาต่อ ซึ่งในการวิจัยในครั้งนี้ จะเก็บข้อมูลพันธุกรรมและถอดรหัสพันธุกรรมทั้งหมดของคนที่เป็นโรคใหลตายจำนวน 250 คน เปรียบเทียบกับการถอดรหัสพันธุกรรมของคนปกติอีก 500 คน หรือในอัตรา 1 ต่อ 2 ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อดูความแตกต่างกัน

ขณะนี้เก็บข้อมูลคนไข้ใหลตายได้แล้วกว่า 200 คน คนปกติอีกประมาณ 300 กว่าคน กำลังอยู่ในช่วงถอดรหัสและเก็บข้อมูลให้ครบจำนวน 250 และ 500 คน  คาดว่าใน 2-3 ปี จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับโรคนี้ เนื่องจากการถอดรหัสพันธุกรรมมีค่าใช่จ่ายที่สูง ครั้งละประมาณ 1-2 หมื่นบาทต่อคน หากทำได้ 1,000 คน ก็จะช่วยให้ประเทศมีฐานข้อมูลเรื่องพันธุกรรมที่ใช้ในการเปรียบเทียบโรคต่างๆ ได้

ประวีร์ สิริเธียรทรรศน์ เป็นเลิศด้วยเวชศาสตร์การกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544258

  • วันที่ 13 มี.ค. 2561 เวลา 11:19 น.

ประวีร์ สิริเธียรทรรศน์ เป็นเลิศด้วยเวชศาสตร์การกีฬา

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ไม่ได้มีนัดตรวจสุขภาพกับคุณหมอ แต่วันนี้มีนัดสัมภาษณ์คุณหมอว่าด้วยเวชศาสตร์การกีฬาและเวชศาสตร์ชะลอวัย ผศ.ดร.ประวีร์ สิริเธียรทรรศน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬาและเวชศาสตร์ชะลอวัย รองผู้อำนวยการศูนย์รอยัลไลฟ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ และแพทย์ประจำทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เรื่องราวของคุณหมอและสิ่งที่คุณหมอทำ ให้แรงบันดาลใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับผู้ที่เห็นประโยชน์ในความสุข ความมุ่งมั่น และสุขภาพที่แข็งแรง

เรื่องนี้เริ่มต้นจากความกลัวของตัวดอกเตอร์หนุ่มเอง เขามีความสนใจด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและเวชศาสตร์การกีฬา ก็เนื่องจากโดยส่วนตัวเป็นผู้กลัวความชรา มองเห็นว่าความแก่คือความเสื่อมที่มาพร้อมกับโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และกลัวที่สุดคือมะเร็ง ซึ่งก็คือความเสื่อมของร่างกายชนิดหนึ่ง

“โรคทุกอย่างที่เรากลัวมาจากความเสื่อม โรคทุกโรคที่เรากลัวมาเมื่อเราสูงอายุ”

ผู้คนโดยมากเมื่ออายุเข้าวัย 40-50 ปีก็เริ่มเป็นโรคกันแล้ว ถ้าเช่นนั้นจะทำอย่างไรเพื่อให้ร่างกายเสื่อมช้า ดร.ประวีร์เมื่อแรกพุ่งเป้าไปที่ศาสตร์เรื่องผิวหนัง แต่ท้ายที่สุดก็พบว่าการชะลอความเสื่อมของผิวหนัง เป็นเพียงการชะลอความเสื่อมแต่เพียงภายนอก และค้นพบในเวลาต่อมาว่า การออกกำลังกายคืออายุวัฒนะที่ดีที่สุด จากการศึกษาเป็นแพทย์ผิวหนัง ดร.ประวีร์เลือกเปลี่ยนไปเรียนด้านเวชศาสตร์การกีฬาแทน

“ผมเป็นเด็กเนิร์ด ทำอะไรเพราะรักและชอบเท่านั้น ในวัยรุ่นผมไม่ทำอะไรเลยนอกจากเรียนหนังสือ ไม่เล่นกีฬา ไม่ทำกิจกรรม มารู้ทีหลังว่า มันไม่ใช่ ยังเสียดายชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้” ดร.ประวีร์เล่าต่อว่า สมัยเป็นนักศึกษาแพทย์อยู่ปี 4 นั่นแหละจึงเริ่มเล่นกีฬา เริ่มออกกำลังกาย และนับจากวันนั้นถึงวันนี้ เพิ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เท่านั้น ที่ไม่ได้ออกกำลังกายติดต่อกัน 2 วันต่อเนื่องในรอบ 20 ปี จากคนไม่ออกกำลัง กลายเป็นผู้เสพติดการออกกำลังกายไปแล้วอย่างเต็มภาคภูมิ

เมื่อเรียนจบแพทย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.ประวีร์ทำงานที่กองแพทย์ กระทรวงมหาดไทย ประมาณ 6-7 ปี จากนั้นได้รับทุนไปเรียนต่อเนื่องจนจบปริญญาเอกในปี 2549 ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา Ph.D.Sport Medicine (Exercise Physiology) ที่มหาวิทยาลัยฟลอริดา (Florida State University)

“ผมจบมาใหม่มาเริ่มต้นเป็นแพทย์ศัลยกรรม ต้องก้มตัวเพื่อทำการผ่าตัดคนไข้ จนมีอาการบาดเจ็บที่หลัง อายุ 20 ปีแต่เจ็บหลังเหมือนคนอายุ 40 ปี ฉุกใจคิดเรื่องความเจ็บป่วยของตัวเองที่เหมือนคนสูงวัย นั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นว่าอยากชะลอวัย”

เมื่อศึกษาจบกลับเมืองไทยปี 2550 หรือเมื่อ 10 ปีก่อน เทรนด์ออกกำลังกายยังไม่ฮิต แพทย์ที่เรียนจบด้านเวชศาสตร์การกีฬาในเมืองไทยมีน้อยมาก นับจำนวนคนได้ หรือนับจริงๆ มีแค่ 3 คนทั้งประเทศ โชคดีที่เนวิน ชิดชอบ อดีตนักการเมืองที่ผันตัวมาสร้างทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดเห็นความสำคัญของเวชศาสตร์การกีฬากับการทำทีมฟุตบอลระดับมาตรฐาน

“นำความรู้มาประยุกต์ใช้กับทีมฟุตบอลไทย เพื่อให้นักกีฬาของเรามีความแข็งแรง มีความสมบูรณ์ของร่างกาย มาช่วยกันสิ นี่คือคำที่พี่เนวินพูด ผมรับโอกาสนั้นอย่างเต็มตื้น และมารู้เมื่อภายหลังว่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ดคือทีมฟุตบอลทีมแรกของไทยลีก ที่มีการนำเวชศาสตร์การกีฬาเข้ามาใช้พัฒนาทีมอย่างจริงจัง”

ถ้าจะทำทีมฟุตบอลไทยให้พัฒนาและต่อยอดไปได้ ก็เวชศาสตร์การกีฬานี่แหละที่คือคำตอบ ดร.ประวีร์เล่าว่า ส่วนช่วยและส่วนผลักดันที่จะทำให้นักกีฬาแข็งแรงขึ้น สมบูรณ์ขึ้น สามารถพัฒนาศักยภาพการเตะได้เป็นเลิศ เรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์มาแล้วจากอเมริกาและยุโรป ที่ทีมนักเตะพัฒนาฝีเท้าได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายหลังการใช้เวชศาสตร์การกีฬา

อันดับแรกเริ่มจากการวางพื้นฐาน ภาวะโภชนาการสำหรับนักกีฬา เช่น การหลีกเลี่ยงไขมัน การกินแป้งให้เยอะ ส่วนโปรตีนและวิตามิน กินให้เพียงพอเพื่อซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ ต่อมาคือการสร้างความรู้ความเข้าใจต่อตัวนักกีฬาเองและทีมเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เรื่องหน้าที่ของแพทย์ประจำทีมนี้ ยังขยายไปถึงเรื่องการคิดเมนูอาหารของนักเตะ

“ให้ความรู้อย่างเดียวอาจจะไม่พอ ผมคิดเมนูให้เลย การันตีความอร่อยของอาหารนั่นหมายความว่า อาหารที่กินต้องถูกหลักและอร่อยด้วย เพื่อให้ตัวนักกีฬากินอย่างไม่ต้องตั้งคำถาม กินเพราะอยากกิน ไม่ใช่กินเพราะต้องกิน คงเคยรู้ว่านักกีฬาบ้านเราในสมัยก่อน กินบะหมี่สำเร็จรูปเป็นอาหารหลัก เรื่องนี้ต้องจบ”

นอกจากนี้คือการเดินทางไปเยี่ยมแคมป์นักเตะ ในเกือบทุกนัดที่มีการแข่งขัน ในฐานะแพทย์ประจำทีม ทำหน้าที่กำกับตามหลักวิชาการโดยรวม ดูแลนักเตะในทีมว่าได้รับสารอาหารเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะวิตามิน ที่ต้องเสริมให้ครบถ้วน โดยร่างกายนักเตะก็เหมือนรถแข่งที่วิ่ง 24 ชั่วโมง ร่างกายของพวกเขา ย่อมต้องการวิตามินในปริมาณที่สูงกว่าคนทั่วไป

สำหรับเทรนด์การออกกำลังกายในปัจจุบัน ดร.ประวีร์เล่าว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะคนหันมาออกกำลังกายและเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายมากขึ้น กีฬากลายเป็นอาชีพทำเงิน ผู้ปกครองที่ต้องการพัฒนาบุตรหลานให้มีความสามารถทางกีฬา อยากฝากไว้ถึงการไม่โอเวอร์เทรนด์เด็ก หรือการต้องไม่ปล่อยให้เด็กฝึกซ้อมมากจนเกินไป

“การโอเวอร์เทรนด์ไม่ช่วยอะไร เด็กต้องเล่นกีฬาแบบเด็ก คอยสนับสนุนอยู่ห่างๆ เพื่อให้เขาพัฒนาศักยภาพตามวัย ให้เป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าไปเร่งเด็ก กระดูกจะปิดเร็ว จะเตี้ยตัน กลายเป็นลดโพเทนเชียลของเด็ก”

ทุกวันนี้สนุกกับการเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลกรุงเทพ สนุกกับการเป็นรองผู้อำนวยการศูนย์รอยัลไลฟ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ และแพทย์ประจำทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ความฝันของดอกเตอร์หนุ่มก็คือ การได้เห็นเวชศาสตร์การกีฬาของไทยมีความแพร่หลาย มีส่วนในการพัฒนาการกีฬาระดับชาติ รวมทั้งพลเมืองไทยมีความแข็งแรง เมื่อประชาชนแข็งแรง ประเทศชาติก็แข็งแกร่ง

ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ดร.ประวีร์ปลีกเวลาจากงานหลักเพื่อออกกำลังกายทุกวัน ว่ายน้ำ ตีเทนนิส และคาราเต้(สายดำ) เขายังชอบเล่นกีฬาท้าทายเกือบทุกชนิดด้วย  ล่าสุดคือสโนว์บอร์ด ที่ทุกปีต้องหาเวลาบินไปไถกระดานหิมะกับเพื่อนรู้ใจที่เกาะญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังชอบดำน้ำ ชอบท่องเที่ยวต่างประเทศ ดูผู้คนและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ทำความเข้าใจโลก ทำความเข้าใจเพื่อนร่วมโลก

ย้อนกลับมาที่คำถามว่า ทำไมการออกกำลังกายถึงกลายเป็นยาอายุวัฒนะได้ เรื่องนี้อธิบายว่า การออกกำลังกายจะทำให้การลดลงของระดับฮอร์โมนที่มีชื่อว่า อันนาบอลิค ฮอร์โมน (Anabolic hormone) ลดลงในระดับที่ช้า นั่นหมายความว่า เมื่อร่างกายสูงวัยขึ้น ฮอร์โมนลดการทำงานลงตามธรรมชาติ แต่การออกกำลังกายจะทำให้อันนาบอลิค ฮอร์โมน ลดลงช้ากว่าคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายนั่นเอง

“ช่วยมาก ช่วยน้อย แต่การออกกำลัง ช่วยได้แน่นอน ถ้าคุณไม่อยากแก่ ถ้าคุณอยากต้านวัยต้านความชราให้ได้ผล แข็งแรง ไร้โรค”

นั่นเป็นเหตุผลสำหรับผู้อ่านทุกท่าน ไม่ว่าท่านจะเป็นนักกีฬาหรือไม่ การออกกำลังกายดีสำหรับทุกคน ดีที่สุดถ้าคิดจะต้านวัยชะลอโรค เป็นหนุ่มเป็นสาวยืนยาว

ระวัง! พิษสุนัขบ้าหน้าร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544255

  • วันที่ 13 มี.ค. 2561 เวลา 11:08 น.

ระวัง! พิษสุนัขบ้าหน้าร้อน

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เข้าช่วงหน้าร้อนมาไม่กี่วัน ก็ได้ยินข่าวโรคพิษสุนัขบ้าระบาด มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 3 คน (ตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา) กรมปศุสัตว์ประกาศเขตโรคพิษสุนัขบ้า กำหนดเป็นพื้นที่สีแดงที่ต้องเฝ้าระวังแล้ว 13 จังหวัด รวมทั้งประกาศเขตโรคพิษสุนัขบ้าชั่วคราวอีก 31 จังหวัด มาตรการเฝ้าระวังสูงสุด ขณะที่เราๆ ท่านๆ ทุกคนมีหน้าที่ต้องดูแลตัวเองเช่นกัน

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า โรคพิษสุนัขบ้าเกิดจากเชื้อไวรัสเรบีส์ (Rabies Virus) สัตว์นำโรคได้แก่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์บ้าน เช่น สุนัข แมว กระต่าย กระรอก กระแต หนู ลิง ชะนี แพะ แกะ วัว ควาย ค้างคาว ฯลฯ ทว่าสัตว์นำโรคที่สำคัญที่สุดคือสุนัข เพราะใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุดนั่นเอง ปัจจุบันไม่มียารักษาโรคพิษสุนัขบ้า ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ที่ติดเชื้อนี้ เป็นแล้วเสียชีวิตหมด

คนติดโรคพิษสุนัขบ้าได้ยังไง

1.ถูกสัตว์ที่เป็นโรคกัด เชื้อไวรัสจากน้ำลายของสัตว์ที่เป็นโรคเข้าสู่บาดแผลที่ถูกกัด

2.ถูกสัตว์ที่เป็นโรคเลีย ซึ่งปกติจะไม่ติดโรคจากสัตว์เหล่านั้น ยกเว้นในกรณีที่บริเวณที่ถูกเลียมีบาดแผล รอยถลอก หรือรอยขีดข่วน ในกรณีนี้จะมีโอกาสติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าได้ รวมทั้งกรณีถูกเลียที่ริมฝีปากหรือนัยน์ตา

ข้อปฏิบัติภายหลังถูกสัตว์กัด

1.ล้างแผลทันทีด้วยน้ำสะอาด ฟอกด้วยสบู่ 2-3 ครั้ง แล้วทาแผลด้วยโพวิดีน (เบตาดีน) หรือแอลกอฮอล์ หรือทิงเจอร์ไอโอดีน แล้วรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที

2.ถ้าสุนัขตายให้นำซากมาตรวจ ถ้าหากสุนัขไม่ตายให้ขังไว้ดูอาการ 10 วัน หรือนำไปให้สัตวแพทย์ดูอาการ ขณะเดียวกันให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมทันที ส่วนการรักษาทางสมุนไพรหรือแผนโบราณ ไม่สามารถป้องกันโรคได้ ไม่ต้องรอดูอาการสุนัข เพราะอาจทำให้การรักษาล่าช้าเกินไป

3.กรณีที่ติดตามสัตว์ที่กัดไม่ได้ เช่น เป็นสัตว์ป่า สัตว์จรจัด กัดแล้วหนีไป หรือจำสัตว์ที่กัดไม่ได้ จำเป็นต้องได้รับการรักษาทันที

4.ผู้ที่ต้องการรับการรักษาเพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า คือผู้มีบาดแผล ไม่ว่าจะเป็นรอยช้ำเขียว หรือแผลมีเลือดไหล แผลถลอก แผลตื้น แผลลึกหรือไม่แค่ไหนก็ตาม รวมทั้งในรายที่ถูกสุนัขเลียตา ริมฝีปาก และผิวหนังที่มีแผลถลอก

ผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า ส่วนใหญ่ถูกสุนัขหรือแมวกัด ข่วน แล้วไม่ได้ไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันอย่างรวดเร็วและครบถ้วน กลุ่มเด็กเป็นกลุ่มที่ถูกสุนัขกัดมากที่สุด ปัญหาสำคัญเกิดจากยังไม่สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสุนัขให้ครอบคลุมทุกตัวได้ กลุ่มเสี่ยงทุกรายถูกกัดและไม่ได้ฉีดวัคซีนหลังถูกกัด

สำหรับอาการของผู้ติดเชื้อ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจนเกิดอาการโรคพิษสุนัขบ้า ส่วนใหญ่ใช้เวลา 2-8 สัปดาห์ แต่อาจสั้นแค่ 7 วัน หรือยาวเกิน 1 ปี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของบาดแผลและปริมาณเชื้อที่ได้รับ อาการโรคเป็นการอักเสบของสมองและเยื่อสมอง 2-3 วันแรกผู้ป่วยจะปวดเมื่อยตามตัว มีไข้ ชา เจ็บเสียวหรือปวดบริเวณรอยแผลที่ถูกกัด คันอย่างรุนแรงที่แผลและลำตัว

อาการจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือแบบคลุ้มคลั่ง กระวนกระวาย กระสับกระส่าย ไม่ชอบแสงสว่าง ไม่ชอบลม ไม่ชอบเสียงดัง กลืนลำบากแม้ของเหลว ระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติ ประสาทหลอน ชัก หายใจหอบ หมดสติ ส่วนกลุ่มที่สอง คือแบบอัมพาต พบน้อย แขนขาเป็นอัมพาต พูดไม่ชัด น้ำลายฟูมปาก มีอาการกลัวน้ำ กลัวลม เอะอะมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสองแบบจะเสียชีวิตทุกรายในท้ายที่สุด

โรคพิษสุนัขบ้าสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน โดยนำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนเมื่ออายุ 3 เดือนขึ้นไป และฉีดซ้ำทุกปี นอกจากฉีดวัคซีนแก่สัตว์เลี้ยงแล้ว ก็ควรลดความเสี่ยงจากการถูกสุนัขกัดหรือโดนสุนัขทำร้าย มาตรการอย่าแหย่ อย่าเหยียบ อย่าแยก อย่าหยิบ อย่ายุ่ง (กับหมาแมว) ก็ยังใช้ได้อยู่นะ!

ค่าใช้จ่ายของรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544254

  • วันที่ 13 มี.ค. 2561 เวลา 11:06 น.

ค่าใช้จ่ายของรถ

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ รอยเตอร์ส, เอพี

ซื้อรถนับวันมูลค่าก็มีแต่จะลดลง มีอย่างเดียวที่เพิ่มเข้ามาก็คือค่าบำรุงรักษา ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายแฝงที่มีผลกระทบต่อคนใช้ บางคนถึงขั้นต้องยอมตัดใจขายรถทิ้งเพราะไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายค่าบำรุงรักษา ที่ไม่เคยรู้มาก่อน วันนี้เรามาดูกันว่าค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับรถมีอะไรบ้างที่เราต้องบริหารเงินเผื่อเอาไว้ให้ดี

1.ค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง

ค่าซ่อมบำรุงตามระยะทางทุก 1.5 หมื่นกิโลเมตร (กม.) รถจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรอง หากคุณใช้รถทุกวันวันละ 70 กม. คุณจะต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุก 7 เดือน ค่าใช้จ่ายต่อครั้งในการเปลี่ยนถ่ายในศูนย์รถจะอยู่ราวๆ 3,600 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดรถ เกรด และยี่ห้อน้ำมันเครื่องที่ใช้ คุณจำเป็นต้องเก็บเงินเผื่อสำหรับค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องจำนวน 16 บาท/วัน หรือ เดือนละ 480 บาทไว้ด้วย

2.ค่าประกันรถ พ.ร.บ.และภาษี

นอกจากค่าน้ำมันเครื่องแล้ว สิ่งที่คุณต้องเตรียมอีกอย่างคือค่าใช้จ่ายเป็นค่าประกันรถชั้น 1-3 ค่า พ.ร.บ.และภาษีประจำปี ค่าประกันรถ มีตั้งแต่ราคา 8,000-3 หมื่นบาท ขึ้นอยู่กับรุ่น ขนาดรถ และประเภทของ พ.ร.บ.ที่ใช้ ในที่นี้จะขอคิดราคาโดยเฉลี่ยของประกันชั้น 1 ที่ 1.8 หมื่นบาท ภาษีรถประจำปีเฉลี่ยที่ 2,000 บาท และค่าพ.ร.บ.ประมาณ 700 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด 2.07 หมื่นบาท เฉลี่ยต่อปีคุณจะต้องกันเงินค่าใช้จ่ายรถวันละ 57 บาท จะใช้รถหรือไม่ใช้ก็ต้องกันเงินไว้วันละ 57 บาท หรือเดือนละ 1,700 บาท

3.ค่าผ่อนรถ

ค่างวดในการผ่อนรถนั้น ไม่ควรเกิน 15% ของรายได้ครอบครัวและไม่ควรเกิน 6 ปี ซึ่งให้ดีที่สุดคือ 4 ปีจะเป็นเวลาที่เหมาะสมกับการผ่อนรถโดยที่คุณไม่แบกรับภาระหนักเกินไป แต่สิ่งที่คุณควรระวังคือเรื่องค่านิยมและกับดักราคา คนไทยเรามีค่านิยมผิดๆ นิยมอวดรถใหม่เพื่อแสดงฐานะความมั่งมีทางอ้อม จึงนิยมเลือกซื้อรถหรูราคาแพงจนเกินฐานะที่แท้จริง อีกจุดที่ควรระวังคือเรื่องกับดักราคาค่างวดรถ ที่มักจะเห็นว่าเพิ่มผ่อนอีกไม่กี่พันบาทต่อเดือนก็จะได้รถรุ่นที่ดีกว่า ซึ่งไม่กี่พันบาทต่อเดือนนั้นรวมต่อปีก็เป็นเงินหลายหมื่น

4.ค่ายางและแบตเตอรี่

ในส่วนของค่ายางและแบตเตอรี่ ผู้ใช้จะเปลี่ยนตามการเสื่อมสภาพที่แท้จริง แต่ส่วนมากแล้วจะมีอายุใช้งานใกล้เคียงกันคือ 2 ปี ราคาเปลี่ยนแบตเตอรี่จะอยู่ที่ประมาณ 3,600 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดรุ่นและยี่ห้อ และควรเปลี่ยนก่อนถึงวันหมดอายุป้องกันการสตาร์ทไม่ติดกลางทางสำหรับยางรถยนต์เป็นอะไหล่รถยนต์ที่มีการเสื่อมทั้งตามระยะทางและอายุใช้งานไปพร้อมๆ กัน กล่าวคือนับแต่วันแรกที่ใช้งานอายุการใช้งานก็จะเสื่อมไปตามระยะทางที่วิ่ง ส่วนการเสื่อมตามเวลาก็คือ อายุการใช้งานของยางอยู่ที่ 2 ปีนับแต่วันแรกที่ใช้งาน ถึงไม่ใช้ยางก็จะเสื่อมสภาพแข็งตัวขึ้นเรื่อยๆ ค่าเปลี่ยนยางครั้งละ 4 เส้นจะอยู่ที่ประมาณ 1.6 หมื่นบาททุกสองปีคุณจะมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ประมาณ 1.96 หมื่นบาท ดังนั้นคุณจะต้องเตรียมเงินสำหรับค่าใช้จ่ายตรงนี้วันละ 27 บาท หรือเดือนละ 810 บาท

5.ค่าดูแลรักษารถยนต์

สำหรับคนรักรถย่อมลงทุนตกแต่งดูแลให้รถดูใหม่อยู่เสมอ จึงมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรถเข้าศูนย์ขัดเคลือบเงา เฉลี่ยปีละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 2,500 บาท คุณจึงต้องเตรียมเงินสำหรับค่าใช้จ่ายวันละ 14 บาท หรือเดือนละ 420 บาท สำหรับค่าดูแลรักษารถยนต์

6.ค่าใช้จ่ายที่คาดการณ์ได้ยาก

นอกจากค่าใช้จ่ายตามระยะเวลาและระยะทางแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอีกส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถกำหนดได้ด้วยระยะทางและเวลา สามารถเสียได้โดยคาดเดาไม่ได้ เช่น ค่าซ่อมแอร์ หม้อน้ำรถยนต์รั่ว โช้ก อะไหล่ช่วงล่าง เครื่องยนต์ ครัชเกียร์ สายพานไทมิ่ง หัวเทียน ท่อไอเสีย และเครื่องเสียง ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะต้องถูกเผื่อเอาไว้เป็นการซ่อมกะทันหัน

เมื่อรวมค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ต่อครั้งราวๆ 8,000-1.5 หมื่นบาท แต่จะพบได้กับรถที่มีอายุใช้งานมากกว่า 6 ปีขึ้นไป ถ้าคุณมีรถที่ใช้งานนานกว่า 6 ปี แนะนำให้เตรียมเงินราวๆ 1.5 หมื่นบาท กันไว้จากค่าซ่อมบำรุงต่างหาก

สรุปค่าใช้จ่ายแฝงที่เจ้าของรถต้องคิดคำนวณให้ดีต่อเดือนก็คือ 3,410 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายแฝงทั้งหมดในการดูแลรักษารถ และไม่รวมอีก 1.5 หมื่นบาท สำหรับรถที่มีอายุใช้งานนานเกิน 6 ปีสำหรับการซ่อมฉุกเฉิน ดังนั้นการจะซื้อรถสักคันคุณควรคิดให้ดี นอกจากค่างวดรถ และค่าน้ำมัน แล้วคุณไหวสำหรับค่าใช้จ่ายแฝงเหล่านี้หรือเปล่า