ผ้าไทย ใส่เมื่อไรก็เก๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/539636

  • วันที่ 08 ก.พ. 2561 เวลา 14:14 น.

ผ้าไทย ใส่เมื่อไรก็เก๋

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

พูดถึงผ้าไทยหลายๆ คนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ไปจนถึงวัยต่ำกว่า 40 ปีลงมาอาจจะเสียงแข็งว่า “…ยังไงฉันก็ไม่ยอมใส่แน่” ด้วยเหตุผลและทัศนคติอาจแตกต่างกันไป เช่น ไม่ชอบใส่ เพราะผ้าบางชนิดอย่างผ้าไหมดูแลยากไม่พอยังนุ่งยากอีก เชยไม่ทันสมัยเหมือนผ้าในยุคปัจจุบันที่ใครๆ ก็ใส่กันบ้างละ หรือใส่แล้วไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจว่าจะเข้ากับบุคลิกและรูปร่างตัวเองหรือเปล่า หรือกลัวจะกลายเป็นมนุษย์ป้าหรือตัวตลกในสายตาคนอื่น อีกอย่างราคาแพงบ้างละ เป็นต้น

หากใครมีมุมมองและทัศนคติกับผ้าไทยเยี่ยงนี้ อยากให้ลองเปิดใจให้กว้าง หันมาใส่ผ้าไทยกันดู แค่ลองแล้วจะรู้ว่านอกจากเป็นเครื่องแต่งกายที่สื่อถึงความเป็นไทยและเอกลักษณ์ไทยได้เป็นอย่างดีแล้วคุณจะดูสง่างาม โดดเด่น เป็นที่จับตามองของคนอื่น รู้สึกได้ถึงความมั่นใจและดูมีสไตล์ที่ทันสมัยมากๆ ไม่เชื่อเชิญไปพิสูจน์ความสวยกันเลย

สวยงามทันสมัยและดูไม่แก่

หากพูดถึงคนใส่ผ้าไทยแล้วมีคนตามเฟซบุ๊กมากที่สุดในเวลานี้ ก็คงต้องยกให้รุ้ง-ศิริรัตน์ ราษฎร์นิยม นักธุรกิจด้านการเงิน เจ้าของเฟซบุ๊ก Rung Sirirat โดยมีคนติดตามเธออยู่ที่ 9 หมื่นกว่าคน ขอบอกว่าไม่ใช่แค่กดไลค์และติดตาม แต่ทุกครั้งที่เธอโพสต์เกี่ยวกับการแต่งตัวด้วยผ้าไทย ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายลงเฟซบุ๊ก ก็จะมีคนมาคอมเมนต์มากมาย ล้วนแล้วแต่ในทางสร้างสรรค์ เช่น สวยมาก สง่างาม เดิร์นจริงๆ อยากใส่แบบนี้บ้าง ซื้อผ้าจากร้านไหน ทำไมใส่แล้วสวยจัง ช่วยสอนหน่อย

รุ้ง เล่าว่า เริ่มใส่ผ้าไทยมาตั้งแต่ ยังสาว ส่วนใหญ่แค่ใส่ไปในโอกาสทำบุญที่วัดเท่านั้น แต่ทุกวันนี้หันมาใส่จริงจัง ทุกวัน เรียกว่าไม่ได้แตะผ้าอื่น เช่น ยีนส์ กางเกง เลย มาได้ 5 ปีกว่าๆ แล้ว ถ้ารวมผ้าไหมบวกฝ้ายที่มีอยู่ ณ ตอนนี้และส่วนใหญ่เป็นผ้าผืนมากกว่าผ้าซิ่นอยู่ที่ประมาณ 300-400 ผืน

“ชอบผ้าไทยมาตั้งแต่เด็กค่ะ เห็นครูใส่มาโรงเรียนดูสวยดีก็เกิดความชอบอยากใส่แต่ไม่มีโอกาส พอเริ่มโตเป็นสาวก็พยายามเก็บเงินซื้อแต่ก็ไม่ได้มากเพราะตอนนั้นเงินยังหาได้น้อย ทุกวันนี้พอหาได้บ้างก็เลยซื้อใส่ จุดเปลี่ยนที่จุดประกายให้หันมาใส่จริงจัง คือ เห็นน้องสาวเพื่อนในเฟซบุ๊กใส่ผ้าซิ่นผืนหนึ่งไปวัด เป็นซิ่นจกของเชียงของ สวยดีเลยสั่งซื้อ และใส่จริงจังมาตั้งแต่นั้น”

ขณะที่การนุ่งให้ดูโมเดิร์น ส่วนใหญ่เธอดีไซน์รูปแบบการนุ่งเอง บางรูปแบบก็เรียนรู้จากคนอื่น แต่รวมแล้วมีหลายแบบ เช่น การนุ่งหน้านางประยุกต์ โดยใช้ผ้า 1×2 หลา นุ่งแบบทวีต ใช้ผ้าซิ่นไหม การนุ่งจับจีบพัดทัดดอกลีลาวดี ใช้ผ้าซิ่นไหมพับหัวลงก่อนจับจีบ การนุ่งพันเกลียวราชาวดี ใช้ผ้าไหมผืน 1×2 หลา หรือการนุ่งแบบสาวอีสานดอกคูณ ใช้ผ้าซิ่นไหมพับครึ่งนุ่งแบบดั้งเดิม เป็นต้น

ศิริรัตน์ ราษฎร์นิยม

 

“ตอนฝึกนุ่งแรกๆ รู้สึกเขินอายอยู่ค่ะ ไม่ค่อยมั่นใจ กลัวหลุดบ้าง กลัวคนมองอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอเป็นแล้วความรู้สึกแบบนั้นไม่มีแล้ว ทุกวันนี้ใส่ไปไหนมาไหนด้วยความมั่นใจ ไม่มีอะไรมาขวางศิริรัตน์ได้แล้ว ออกจากบ้านไปทำงานใส่เสื้อเชิตสีเรียบและผ้าถุงลายก็พอแล้ว ถ้าไปงานอื่นก็จะดูธีมงาน แต่จะเลือกเสื้อสีเรียบๆ ไม่ฉูดฉาดแล้วข้างล่างเป็นผ้าไหมลาย แต่ถ้าบนก็ลายล่างก็ลายก็จะกลายเป็นลายชนลาย ไม่สวยและดูไม่เด่น อยากให้ทุกคนมาลองใส่ดู ไม่จำเป็นต้องซื้อผ้าราคาแพง ราคา 600-700 บาทก็สวยได้ ดีเก๋ไก๋ ทันสมัยและดูมีคุณค่า อีกอย่างผ้าผืนเดียวสามารถนุ่งได้หลายแบบอยู่ที่วิธีการนุ่ง และถ้าเรานุ่งทุกวันหรือนุ่งประจำเท่ากับได้อนุรักษ์ผ้าไทยและช่วยคนไทยมีรายได้ อีกด้วยค่ะ”

ว่าแต่ใครอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองในเรื่องการแต่งกายด้วยผ้าไทยสามารถปรึกษาเธอได้ เช่น ผ้าซื้อร้านไหน หรือนุ่งอย่างไร ในเฟซบุ๊ก Rung Sirirat จะมีคลิปสอนเกี่ยวกับเกี่ยวกับวิธีการนุ่งในรูปแบบต่างๆ ให้ด้วย

ขณะที่ เมย์-มนัฐกานต์ กงแก้ว เจ้าของร้านเรื่องไหม บ้านประดู่ทอง อ.ลำดวน จ.สุรินทร์ เป็นสาวรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการใส่ ผ้าไหม กล่าวว่า การนุ่งผ้าไหมให้ดูดีทันสมัยในแบบเธอคือการนุ่งให้ถูกกาลเทศะ โดยการเลือกผ้าและสีที่อยากนุ่งให้เหมาะสมกับงาน ส่วนเครื่องประดับไม่มีอะไรที่ยุ่งยากวุ่นวาย ต่างหู สร้อย เข็มขัด หรือเข็มกลัดที่ใส่แล้วดูไม่รกจนเกินไปก็เป็นอันใช้ได้

 

“การนุ่งผ้าไทยนางเอกอยู่ที่ผ้าอยู่แล้ว คือดูดีตั้งแต่ผ้าที่เราเลือก ส่วนเครื่องก็ไม่ได้ใช้เครื่องประดับที่แพง เมย์ก็จะใช้งานแฮนด์เมดของคนไทยด้วยกัน ต่างหูก็คู่ละ 10 บาท 20 บาท เข็มขัดเส้นละร้อยสองร้อย เข็มกลัดจะไม่เกิน 100 บาท เน้นงานแฮนด์เมดของไทยเป็นหลัก”

เมย์บอกว่า การนุ่งผ้าไทยที่ดูแล้วไม่จำเจและไม่เหมือนคนสมัยก่อนนุ่ง สำหรับเธอไม่ได้คิดจะนุ่งออกมาให้ดูแปลกตาคนมาก แค่ต้องการให้ออกมาดูดีเท่านั้น ซึ่งบางแบบก็ได้เห็นการนุ่งจากพี่ๆ เพื่อนๆ ในเฟซบุ๊ก ชอบแบบไหนก็เอามาดัดแปลง พยายามมองให้ออกว่าแบบที่คนอื่นนุ่งนั้นนุ่งอย่างไรถึงออกมาแบบนี้ๆ อีกส่วนหนึ่งก็ได้การนุ่งมาจากลูกค้าที่มาเลือกผ้าที่ร้านแล้วลองนุ่งให้ดู แต่ที่สำคัญที่อยากบอกคือการแต่งตัวให้ดูดีและไม่แก่ต้องเลือกเสื้อให้เข้ากับผ้าที่ต้องการนุ่งด้วย

“ทุกวันนี้ใครที่เห็นเมย์นุ่งผ้าไทย ก็จะต้องมาสอบถามว่านุ่งยังไงถึงสวย ใช้ผ้าอะไร เมย์ก็จะแนะนำและแบ่งปันวิธีการนุ่งตลอดจนวิธีการรักษา จากปากต่อปากเล่าสู่กันฟัง แบบนี้ก็เป็นการอนุรักษ์ผ้าไทยและให้คนอื่นๆ หันมาใส่ผ้าไทยมากขึ้น”

มนัฐกานต์ กงแก้ว

 

คนรุ่นใหม่รักใส่ผ้าไทย

นักแสดงสาวจากช่อง 3 เดียร์น่า ฟลีโป (ที่ตอนนี้มีละครกำลังถ่ายอยู่ 2 เรื่อง คือ สัตยาธิษฐาน กับชาติเสือมังกร) เป็นคนรุ่นใหม่ที่ชอบใส่ผ้าไทยมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากที่บ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับผ้าไทย ชื่อร้านชานเรือน นาข่า ที่บ้านนาข่า อ.เมือง อุดรธานี โดยเป็นทั้งผู้ผลิตและจำหน่ายผ้าทอมือพื้นเมือง ผ้าไหมโบราณ ผ้าย้อมคราม ผ้ามัดหมี่ ผ้าฝ้ายทอมือ และเสื้อผ้าสำเร็จรูป

“ทุกครั้งที่เดียร์เดินทางกลับอุดรธานี ก็จะต้องหยิบผ้าไทยมานุ่งตลอด ไปวัดกับคุณแม่ก็นุ่งผ้าไทย เดียร์รู้สึกว่าผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายเวลาใส่มันนุ่มนะ ใส่สบาย จะใส่ไปไหนก็ได้ที่เข้ากับทุกสถานที่ และใส่ไม่เคยซ้ำเลย แล้วที่ผู้ใหญ่เวลาเห็นเราใส่ก็จะชมว่าสวยดี น่ารักจัง เดียร์เลยใส่ผ้าถุงบ่อยๆ

บางทีคนอื่นเห็นภาพที่เราใส่ก็อยากใส่ตามเพราะมันดูสวยเก๋ดี ซึ่งการที่เดียร์ใส่อยู่เรื่อยๆ ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะทำให้คนไทยหรือวัยรุ่น หรือวัยประมาณเดียร์หันมาใส่ผ้าไทยกันมากขึ้น เดียร์คิดว่าถ้า วัยรุ่นเราเปิดใจ ลองใส่ดูจริงๆ มันก็สวยเก๋ดี และน่ารักด้วยในความเห็นของเดียร์”

เดียร์น่า ฟลีโป

 

ทว่า ที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ คือวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ที่กำหนดให้นักเรียนทั้งระดับ ปวช.และปวส. หันมานุ่งผ้าไทยมาโรงเรียนในทุกวันศุกร์ โดยเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2556 ปรากฏว่าการนุ่งผ้าไทยมาโรงเรียนของนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ ได้เป็นต้นแบบของโรงเรียนต่างๆ ใน จ.สุรินทร์ ให้ได้กระทำตาม

กรรณิการ์ เหลือสุข นักศึกษาระดับ ปวส. 2 แผนกเทคโนโลยีผ้าและเครื่องแต่งกาย กล่าวว่า ใส่ผ้าไหมมาตั้งแต่เข้าเรียน ปวช.ปีแรก รู้สึกดีใจ ไม่คิดว่าจะได้ใส่ ผ้าไหมมาโรงเรียน มองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้บริหารเห็นความสำคัญ เพราะสุรินทร์เป็นจังหวัดที่มีความโดดเด่นในการทอผ้าทั่วทั้งจังหวัดอยู่แล้ว เกือบทุกหมู่บ้านนอกจากทำนาแล้วก็จะเลี้ยงไหมทอผ้าอีกอาชีพหนึ่ง

“ต้องขอบคุณผู้อำนวยการ นิวัติ ตังวัฒนา ที่นำแนวคิดดีๆ มาสู่โรงเรียน ทำให้พวกหนูได้ใส่ผ้าไหมสวยๆ มาโรงเรียนกัน เพราะปกตินักเรียนทุกคนและทุกบ้านจะมีผ้าไหมอยู่แล้วไม่ต้องซื้อ แต่เราไม่ได้เอาออกมาใส่เพราะไม่มีโอกาสให้ต้องใส่ แต่ตอนนี้เราใส่ทุกวันศุกร์มาโรงเรียน ขณะเวลาไปวัดก็ใส่ผ้าถุงด้วย”

เลือกลงทุนให้ถูกโฉลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/539468

  • วันที่ 07 ก.พ. 2561 เวลา 13:37 น.

เลือกลงทุนให้ถูกโฉลก

เรื่อง: อณุสรา ทองอุไร ภาพ: Pixabay

คนเราจะรวยและประสบความสำเร็จได้ มันต้องทั้งเก่งและเฮงมาคู่กัน เก่งแต่ไม่เฮงก็รวยยาก ดังนั้นจึงต้องหาตัวช่วยในการลงทุนทำธุรกิจให้ถูกโฉลก โดยการหา Passive Income ที่เหมาะกับตัวคุณจากวันเดือนปีเกิดของตัวคุณเอง จะได้รู้ว่า แต่ละอย่างเป็นอย่างไร และทำเงินได้อย่างไร ใน พ.ศ.นี้ แบบไหนเหมาะกับตัวคุณ

หมอมีน ตีสิบ-อรรถพล น้อยวงศ์ (IG : MasterMeenforYou) วิทยากร และเจ้าของหนังสือ 12 ราศี ชี้การลงทุน แนะนำการลงทุนให้ถูกโฉลกของแต่ละราศีว่า ภาพรวมในปีนี้ เรื่องของการเงินจะกระเตื้องได้ดีขึ้นมากกว่าเดิม เพราะอิทธิพลของดาวจันทร์ตามหลักเลขศาสตร์สากล จะทำให้การเงินดีกว่าปี 2560 ในเรื่องของการช่วยเหลือของผู้ใหญ่ หรือทุนจากที่ต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงมาก แต่ถ้าหาโอกาสเป็นจะอยู่รอด และเกิดธุรกิจใหม่ๆ ตามราศีดังนี้

1.ราศีมังกร เกิด 22 ธ.ค.-19 ม.ค.

ดวงในปีนี้จะโดดเด่นมากเรื่องของการเงิน เพราะจะมีเรื่องธุรกิจใหม่ๆ จากเพื่อนฝูงหรือโอกาสที่ดีจากเจ้านายมาให้ทำธุรกิจใหม่ๆ ถือเป็นราศีมังกรเด่นเรื่องความเป็นผู้นำและเจ้าของกิจการ เหมาะกับการทำงานแฟรนไชส์ เจ้าของธุรกิจ ขยายธุรกิจ ขยายสาขา

2.ราศีกุมภ์ เกิด 20 ม.ค.-18 ก.พ.

ปีนี้เป็นอีกปีที่ชาวราศีกุมภ์จะมีโชคเรื่องของการได้รางวัลทางความคิดกับเรื่องของธุรกิจ และมีเพื่อนคอยช่วยเหลือทางด้านธุรกิจเป็นอย่างดี ชาวกุมภ์เป็นผู้มี Creativity สูง และถนัดด้านธุรกิจความงาม ถ้าทำ Brand และเครือข่ายด้าน MLM ด้านความงามจะเฮงมาก

3.ราศีมีน เกิด 19 ก.พ.-20 มี.ค.

ชาวราศีมีนจะทำให้การเงินและการงานชะงักได้ หากไม่ปล่อยวางความคิดหรือทางธุรกิจให้ดี แนะนำให้เชื่อถือคนที่เป็นผู้ใหญ่หรือที่ปรึกษา โดยเฉพาะทางด้านของการเงิน โดยรวมๆ การทำธุรกิจ ชาวราศีมีนมักจะถนัดเรื่องใช้ความรู้ การศึกษา แนะนำ ให้เป็น ครูออนไลน์ ใช้สื่อออนไลน์ หรือทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับออนไลน์ทุกชนิด

4.ราศีเมษ เกิด 21 มี.ค.-19 เม.ย.

ด้านชาวราศีเมษในปีนี้ จะมีโชคทางด้านอสังหาริมทรัพย์ หรือโชคทางเรื่องของการลงทุนทางด้านทองสูง เพราะดาวจันทร์ในปีนี้ช่วยเหลือได้อย่างดีมากๆ ชาวเมษชอบความมั่นคง หมอมีนแนะนำให้ชาวราศีเมษ มี Passive Income แบบทำอสังหาริมทรัพย์ แบบเก็บค่าเช่า หรือเล่นทอง จะเหมาะกับตัวเอง และเสริมดวงทางด้านธุรกิจอย่างมาก

5.ราศีพฤษภ 20 เม.ย.-20 พ.ค.

ชาวราศีพฤษภจะทำให้การงานปีนี้สดชื่นได้ และได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่และเพื่อนฝูงดี หากมีการเปิดกว้างทางความคิด เพราะโดยภาพรวม ชาวราศีพฤษภจะเป็นคนที่มีแรงมุ่งมั่นและบันดาลใจ แนะนำให้มีการทำ Passive Income แบบเล่นหุ้น แบบ VI หรือทำ MLM ขายตรงรูปแบบต่างๆ จะถูกกับนิสัยของคนราศีนี้

6.ราศีเมถุน เกิด 21 พ.ค.-22 มิ.ย.

ปีนี้ชาวคนคู่อาจจะต้องระมัดระวังเรื่องการลงทุนมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการลงทุนที่น่าสนใจและใช้ความเร็ว เช่น เรื่องการเทรดหุ้น แนะนำให้ใช้เวลาพิจารณาดูให้ดี แนะนำให้ทำเรื่อง Branding ให้ชัดเจน และจ้างผลิตหรือทำด้านลิขสิทธิ์ จะทำให้เงินเข้ามาอย่างต่อเนื่องเป็นอย่างดี

7.ราศีกรกฎ เกิด 23 มิ.ย.-22 ก.ค.

ชาวราศีกรกฎปีนี้ต้องระมัดระวังมากๆ เรื่องของการดูและตรวจสอบทางการเงิน มีโอกาสสูงที่จะเกิดปัญหา หรือรูรั่วได้มากกว่าเดิม ชาวกรกฎแนะนำให้ทำโปรแกรมให้ความรู้กับระบบออนไลน์ เช่น โปรแกรมบัญชี ที่เก็บค่าดูแลระบบทุกๆ ปี เป็นรายได้จากการทำ Passive Income

8.ราศีสิงห์ เกิด 23 ก.ค.-22 ส.ค.

ปีนี้ดาวการเงินค่อนข้างเด่นสำหรับชาวราศีสิงห์ เพราะจะมีเรื่องคนนำเอาโอกาสดีๆ เข้ามาทำให้การเงินคล่องตัว เช่น การขยายตัวทางธุรกิจ หรือแนะนำ Partner ดีๆ ให้ คนราศีสิงห์จะกล้าได้กล้าเสีย แนะนำให้ทำ Passive Income ด้านอสังหาริมทรัพย์ หรือทำโรงงานให้เช่า

9.ราศีกันย์ เกิด 23 ส.ค.-22 ก.ย.

สำหรับชาวราศีกันย์ แนะนำว่า ปีนี้สบายๆ รอรับเงินจากการลงทุน หรือการทำธุรกิจในปีก่อนๆ เพราะดาวปีนี้ถูกโฉลกอย่างดี หลังจากเหนื่อยมานาน ลักษณะของคนชาวราศีกันย์ เป็นคนที่ฝันหวานและสบายๆ ทำ Passive Income จากความสวยงามหรือด้านสปา เช่น วางระบบ และขายแฟรนไชส์ หรือคิดโปรแกรมดูแลก็ได้

10.ราศีตุล เกิด 23 ก.ย.-23 ต.ค.

ปีนี้ราศีตุลระวังเรื่องบุญมีแต่กรรมบัง เรียกว่ามีโอกาสที่ดีมากที่จะได้รับการช่วยเหลือ แต่อาจจะพลาดเพราะดวงบริวารไม่สานต่อ หรือไม่สนับสนุนทำงานเสียได้ ชาวราศีตุลจะมั่นคงและติดต่อกับผู้ใหญ่ บริษัทใหญ่ หรือราชการดี แนะนำให้ทำลิขสิทธิ์ทางด้านหนังสือที่มีการสั่งซื้อทุกปี เช่น ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย

11.ราศีพิจิก เกิด 24 ต.ค.-21 พ.ย.

ชาวราศีพิจิกจะทำงานได้อย่างดีมาก และเจรจาประสานงานได้อย่างคล่องตัว แนะนำให้เชื่อและเปิดรับบริวาร จะทำให้การงานดีมาก เฮงๆ ชาวพิจิกจะเด็ดขาดเรื่องการทำงาน พยายามใช้เรื่องระบบเข้ามาทางออนไลน์ และเก็บค่าดูแลแลกกับด้าน Consult

12.ราศีธนู เกิด 22 พ.ย.-21 ธ.ค.

สำหรับชาวราศีธนู ปีนี้ค่อนข้างเด่นมากๆ เพราะดาวประจำราศีได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี แนะนำทำเรื่องของความงาม และเรื่องของการค้า ต่างประเทศ ชาวราศีธนูจะเด่นทางด้านธุรกิจ และการเล่าเรื่อง แนะนำด้านหุ้น หรือเป็น Blogger เขียนบรรยายเรื่องที่ถนัด เช่น การท่องเที่ยว อาหาร หรือแกดเจ็ต และมีสปอนเซอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ทางด้าน ซินแซเจ๋อหลาง เซียงเซิง จากกรุงศรีกูรู กล่าวว่า เคยถามตนเองไหมว่าเหมาะกับการลงทุนแบบใด อะไรที่เหมาะสมกับดวงชะตา อะไรที่ทำแล้วร่ำรวยมั่งคั่ง เพราะคงไม่มีใครอยากเอาเงินที่มีไปเสี่ยงกับการลงทุนที่ไม่เหมาะสมกับตนเอง แม้การลงทุนของเราได้ผ่านการวางแผนอย่างรัดกุมดีแล้ว ก็ยังพบความผิดพลาดได้ หากเราสามารถตรวจดวงชะตาเราให้เหมาะสมกับการลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพและโอกาสในการทำกำไร หลักการง่ายๆ เบื้องต้นมาเป็นตัวช่วยในการพิจารณาเลือกหุ้นที่เหมาะสมตามศาสตร์จีน ดังนี้

  • คนเกิดเดือนชวด (7 ธ.ค.-4 ม.ค.), คนเกิดเดือนกุน ( 8 พ.ย.-6 ธ.ค.) และคนเกิดเดือนฉลู (5 ม.ค.-3 ก.พ.)

คนเกิดเดือนนี้จะใส่ใจเรื่องเงินทอง ชอบความละเอียด รอบคอบ คิดทุกเรื่อง รู้รอบด้าน ชอบการพลิกแพลงปรับตัว วิจัยเจาะลึก ซื้อมาขายไป สิ่งที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ทะเล การเดินทาง เครื่องดื่ม

ลักษณะของหุ้นที่เหมาะสม คือ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการพลิกแพลงปรับตัวตลอดเวลา หุ้นที่เป็นรอบวัฏจักรขึ้นลงตามสภาวะตลาด (หุ้นสวิงขึ้นลงอย่างมีรูปแบบซ้ำๆ เดิมๆ เหมือนลูกคลื่นไหลต่อเนื่องกันไป) หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว ขนส่ง โลจิสติกส์ ทัวร์ ชลประทาน ประมง เดินเรือ อาหารทะเล เครื่องดื่ม เครื่องทำความเย็น แอร์ ห้องเย็น นำเข้า-ส่งออก

  • คนเกิดเดือนขาล (4 ก.พ.-5 มี.ค.), คนเกิดเดือนเถาะ (6 มี.ค.-4 เม.ย.), คนเกิดเดือนมะโรง (5 เม.ย.-5 พ.ค.)

คนเกิดในช่วงนี้จะชอบพัฒนาตนเอง อะไรที่มีความเป็นวิชาการ งานที่พัฒนาสิ่งใหม่ๆ เสมอ งานสร้างสรรค์ ศิลปะ ลิขสิทธิ์ การตลาด การประชาสัมพันธ์ การสื่อสาร สายการบิน เฟอร์นิเจอร์ไม้ การเกษตร เครื่องเขียน อุปกรณ์การเรียน หนังสือ สำนักพิมพ์ กระดาษ ยา เส้นใยผ้า

ลักษณะหุ้นที่เหมาะสม คือ หุ้นที่มีลักษณะของการเจริญเติบโต ก้าวหน้าไม่หยุดยั้ง หุ้นที่อยู่ในช่วงของการขยายกิจการ ขยายสาขา หุ้นที่อยู่ในลักษณะขาขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่แกว่งตัวขึ้นลงมาก ธุรกิจสามารถก้าวหน้าขยายได้เรื่อยๆ หรือหุ้นกลุ่มสื่อสาร สายการบิน สำนักพิมพ์ กระดาษ เอกสาร บริษัทยา ยางพารา อุตสาหกรรมทางการเกษตร ธุรกิจที่มีหลายสาขา แฟรนไชส์

  • คนเกิดเดือนมะเส็ง (6 พ.ค.-5 มิ.ย.), คนเกิดเดือนมะเมีย (6 มิ.ย.-6 ก.ค.) และคนเกิดเดือนมะแม (7 ก.ค.-7 ส.ค.)

ช่วงเวลาเกิดแห่งฤดูธาตุไฟ ผู้ชื่นชอบและคุ้นเคยกับความร้อนแรง กระแสสังคม ภูมิปัญญาและความรู้ ธุรกิจที่เน้นชื่อเสียง ความสำเร็จโด่งดัง งานโฆษณา เอเยนซี รายการโทรทัศน์ ซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ไฟฟ้า แสงสว่าง แก๊ส พลังงาน คอมพิวเตอร์ มือถือ สินค้าสวยงาม แฟชั่น

ลักษณะหุ้นที่เหมาะสม คือ หุ้นที่หวือหวาตามกระแสสังคม ข่าวสาร อาศัยชื่อเสียงความโดดเด่นอยู่เสมอ กราฟขึ้นเร็วและลงเร็ว คุณต้องเข้าไวเมื่อมีข่าวและออกไวก่อนคนอื่น หุ้นที่สวิงขึ้นลงตามข่าวสาร หุ้นกลุ่มสื่อโทรทัศน์ วิทยุ ผู้ผลิตรายการทีวี ข่าว กลุ่มพลังงานทุกประเภท น้ำมัน แก๊ส โซลาร์เซลล์ พลังงานขยะ ไฟฟ้า พลาสติก

  • คนเกิดเดือนวอก (8 ส.ค.-7 ก.ย.), คนเกิดเดือนระกา (8 ก.ย.-7 ต.ค.) และคนที่เกิดเดือนจอ (8 ต.ค.-7 พ.ย.)

ฤดูแห่งการร่วงโรยของตลาดหุ้น คุณเกิดในช่วงไตรมาสแห่งความซบเซาของตลาด เป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงวัฏจักรเหมือนใบไม้ที่ร่วงโรย ช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้กลับมีกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจ คือ กลุ่มที่ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ตัดสินใจ เคลื่อนไหวอย่างรุนแรงชัดเจนตามนโยบายรัฐบาล และเศรษฐกิจ การเงิน การธนาคาร หลักทรัพย์ ของมีค่าราคาแพง เครื่องจักร โรงงาน รถยนต์ อาวุธ กลุ่มธุรกิจประมูล ธุรกิจที่ต้องประมูลแข่งขันงานภาครัฐ เหล็ก โลหะ

ลักษณะหุ้นที่เหมาะสม คือ หุ้นที่มีการเคลื่อนไหวของกราฟก่อนข่าวสาร หุ้นที่เคลื่อนไหวไร้ทิศทาง ไม่มีรูปแบบตายตัว ขึ้นเร็วลงเร็วมาก ในบางครั้งสะท้อนถึงหุ้นขนาดเล็กแต่เคลื่อนไหวรุนแรง หุ้นกลุ่มธนาคาร หลักทรัพย์ การเงิน สินเชื่อ กลุ่มรับงานประมูล ผู้รับเหมาจากงานประมูล กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เครื่องประดับ กลุ่มเหล็ก อุปกรณ์ก่อสร้าง รถยนต์ อุปกรณ์ชิ้นส่วนรถยนต์ ขายเครื่องจักร ทองคำ อาวุธ กลุ่มโรงแรม บันเทิง

  • กลุ่มพิเศษคนที่เกิดเดือนฉลู (5 ม.ค.-3 ก.พ.), คนที่เกิดเดือนมะโรง (5 เม.ย.-5 พ.ค.), คนที่เกิดเดือนมะแม (7 ก.ค.-7 ส.ค.) และคนที่เกิดเดือนจอ (8 ต.ค.-7 พ.ย.)

มีคุณสมบัติของธาตุดิน นอกจากจะอาศัยหุ้นที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังสามารถเลือกลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธาตุดิน ได้แก่ ทรัพยากร เหมืองแร่ ธุรกิจสัมปทาน ผู้ขาย จัดสรรที่ดิน ก่อสร้าง ปูน ที่ปรึกษา รักษาความปลอดภัย ธุรกิจประกัน ออร์แกไนเซอร์จัดงาน อาหารสำเร็จรูป กระเบื้อง อาหารสัตว์ อุปกรณ์ป้องกันทุกชนิด ระบบป้องกันน้ำท่วม บริหารจัดการน้ำ ขยะ

ลักษณะหุ้นที่เหมาะสมคือ หุ้นที่มีลักษณะกราฟโตอย่างช้าๆ แต่ต่อเนื่อง ไม่หวือหวามากเกินไป (เน้นปันผลและถือยาวๆ มากกว่าหาจังหวะเข้าออกเร็วจากกราฟ) กลุ่มที่ได้รับงานภาครัฐแล้ว หุ้นบริษัทที่มีความมั่นคง มีปันผลดี พื้นฐานและมูลค่าของธุรกิจมีความมั่นคงสูง มีหนี้สินน้อยกว่าทรัพย์สิน กลุ่มก่อสร้าง โครงการบ้านจัดสรร คอนโด ผู้เก็บค่าเช่าพื้นที่ เช่น ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น กลุ่มรับจัดงาน ออร์แกไนเซอร์ พลังงานขยะ จัดการขยะ จัดการน้ำ กลุ่มประกันภัยทุกชนิด กลุ่มโรงพยาบาล

หุ่นฟิตเฟิร์ม สุขภาพดีสไตล์ ‘เฌอเบลล์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/539152

  • วันที่ 05 ก.พ. 2561 เวลา 12:12 น.

หุ่นฟิตเฟิร์ม สุขภาพดีสไตล์ ‘เฌอเบลล์’

เป็นอีกหนึ่งสาวที่ขึ้นชื่อว่าดูแลรูปร่างได้สมส่วนและดูดีอยู่ตลอด สำหรับนางเอกหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม เฌอเบลล์-ลัลณ์ลลิน เตจะสาเวศซ์ จนเธอกลายเป็นแบบอย่างในการออกกำลังกายของใครหลายคนในขณะนี้ แต่การจะมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงได้นั้น เฌอเบลล์มีวิธีออกกำลังกายและดูแลตัวเองอย่างไร ลองไปฟังเจ้าตัวเปิดเผยเทคนิคในการดูแลตัวเองให้ฟิตแอนด์เฟิร์มกันเลย

“ตอนที่เข้าวงการแรกๆ ต้องบอกว่าเป็นนางเอกที่ตัวใหญ่มาก เคยหนักถึง 60 กก. ซึ่งตอนนั้นเราก็เคยพยายามลดน้ำหนักนะ แต่พอลดได้สักพักน้ำหนักก็ขึ้นมาเท่าเดิม นั่นเป็นเพราะเราออกกำลังกายและควบคุมอาหารไม่ถูกวิธี จนเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา หนูเริ่มหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองอย่างถูกวิธี ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาน้ำหนักตัวก็ลดลง หุ่นกระชับและเฟิร์มมากขึ้น ที่สำคัญบุคลิกภาพดีขึ้น จึงเป็นแรงบันดาลใจให้อยากทำต่อไปเรื่อยๆ และก็ทำให้เรารู้สึกมีความสุข สนุกทุกครั้งเวลาที่ได้ออกกำลังกาย

 

 

 

การออกกำลังกาย ช่วงแรกจะเริ่มจากการเข้าฟิตเนสสัปดาห์ละ 2-3 วัน แต่พอเล่นฟิตเนสไปได้สักพักก็เริ่มเบื่อ เพราะไม่มีคนคอยกระตุ้น หนูเลยมองหากิจกรรมใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากการเข้าฟิตเนส จนมาเจอการเข้าคลาสที่ Absolute You ซึ่งเป็นคลาสของการเล่น ริธึ่ม ไซคลิ่ง (Rhythm Cycling) ซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบมากๆ เพราะเป็นการปั่นจักรยานไปพร้อมกับจังหวะเพลงที่มีแสง สี เสียง แบบจัดเต็ม และมีเทรนเนอร์ที่ทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุก ทำให้เล่นจนจบคลาสได้อย่างไม่น่าเบื่อ ที่สำคัญมันเป็นการออกกำลังกายที่เผาผลาญพลังงานได้ดีมากๆ คือเราเข้าคลาสแค่ 45 นาที แต่สามารถเบิร์นได้ 500 แคลอรี ซึ่งพอออกกำลังกายด้วยวิธีนี้ต่อเนื่องประมาณ 1-2 เดือน เห็นผลทันทีเลยค่ะว่าเราผอมลง หุ่นกระชับขึ้น แล้วน้ำหนักก็จะทรงตัวด้วยค่ะ”

เฌอเบลล์เสริมว่า การเลือกกินอาหารก็เป็นสิ่งที่ทำให้สุขภาพดีขึ้นด้วยเช่นกัน… “อย่างที่เรารู้กันมาว่า โภชนาการเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ กับร่างกายเราเลย คือการกินมีผลต่อการลดน้ำหนักถึง 80% เลยทีเดียว เราต้องกินให้พอกับที่ร่างกายเราต้องการ กินให้ครบทุกมื้อ และต้องเป็นของที่มีประโยชน์ เน้นในเรื่องผักและผลไม้ ข้าวก็เลือกเป็นจำพวกข้าวกล้องหรือข้าวไรซ์เบอร์รี่ และพยายามงดเว้นพวกของทอดของมันด้วยนะ

หนูว่าข้อดีของการออกกำลังกาย นอกจากได้สุขภาพที่ดีขึ้นแล้ว ร่างกายยังแข็งแรงด้วย แถมเวลาไปออกกำลังกายยังได้เพื่อนใหม่อีกด้วย ไปเข้าคลาสก็ได้เจอสังคมใหม่ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข เมื่อเรามีความสุขมันก็จะส่งผลให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วยค่ะ”

เฌอเบลล์ทิ้งท้ายว่า สำหรับผู้ที่เริ่มต้นออกกำลังกาย ก่อนอื่นต้องเริ่มจากการเอาชนะใจตัวเองให้ได้ก่อน ต้องคิดว่าการออกกำลังกายคือสิ่งที่เป็นประโยขน์กับร่างกายของตัวเอง หลังจากเอาชนะใจตัวเองได้แล้ว ก็ต้องทำให้การออกกำลังกายกลายเป็นไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของคุณ โดยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 30-45 นาที ถ้าทำได้แบบนี้ คุณก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรงและหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มได้แน่นอน

สอนลูก… และสอนพ่อแม่ของลูก (ด้วย)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/539149

  • วันที่ 05 ก.พ. 2561 เวลา 12:00 น.

สอนลูก... และสอนพ่อแม่ของลูก (ด้วย)

มากไปกว่าความเศร้าและความหดหู่สะเทือนใจทุกครั้งที่ได้ยินข่าวการล่วงละเมิดในเด็กเยาวชน โดยเฉพาะเมื่อผู้กระทำเป็นครูบาอาจารย์ หรือบางครั้งก็เป็น “ผอ.โรงเรียน” นั่นหมายความว่า ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่เราต้องทำอะไรมากกว่านี้ เพื่อป้องกันเด็กเยาวชนของเรา ต้องมีมาตรการที่ดีและเข้มงวดกว่านี้หรือไม่ เพื่อคัดกรองคนแย่ๆ ไม่ให้เข้าถึงเด็กเยาวชน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อเร็วๆ นี้ ได้จัดทำโครงการ “สิ่งเล็กๆ ที่สร้างลูก” เครื่องมือดูแลลูกยุคใหม่ ที่สร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้แก่เด็กจากเรื่องใกล้ตัวที่ทำได้ง่าย

เพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ด้านเด็กเยาวชนและครอบครัว สสส.เล่าว่า โครงการฯ คือการสอนพ่อแม่ให้เลี้ยงลูกตามหลักพัฒนาการเด็ก นั่นหมายถึง จะสอนลูกก็ต้องสอนพ่อแม่ของลูกก่อน หลายกรณีที่เกิดขึ้นในสังคมของเราเวลานี้ สะท้อนให้เห็นว่า สภาพแวดล้อมโดยทั่วไป คนในสังคมไม่ได้ทำหน้าที่ตามบทบาทของตัว

“ถ้าเป็นเด็ก ก็มีหน้าที่เรียนรู้พัฒนาตัวเอง เมื่อเป็นครู ก็ต้องเป็นครูที่ดี ให้ความรู้แก่ศิษย์ มีคุณธรรมจริยธรรม หรือถ้าเป็นแม่เป็นพ่อ ก็ต้องทำหน้าที่บทบาทของการเป็นผู้ปกครองที่ดี เด็กมีโอกาสเคว้งคว้างหรือแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ถ้าคนรอบตัวของเขาไม่ทำหน้าที่”

 

ดร.วรนาท รักสกุลไทย ผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาปฐมวัย สสส. เล่าว่า การทำให้คนทำหน้าที่ของตัวเอง จุดประกาย สสส.ให้คิดโครงการสอนพ่อแม่เลี้ยงลูก การทดสอบสติปัญญาอารมณ์ของเด็กปฐมวัยทั่วประเทศครั้งล่าสุดยังสะท้อนว่า จะเสี่ยงเกินไปถ้าไม่เริ่ม อย่างน้อยก็ช่วยให้พ่อแม่มีหลักยึด อย่างน้อยเด็กไม่เติบโตขึ้นเป็นวัยรุ่นมีปัญหา ไม่เป็นพ่อแม่สร้างปัญหา

“ต้นทุนชีวิตคือการลงทุนด้านพัฒนาการของเด็กปฐมวัย โดยการติดตามผลพัฒนาการเด็กปฐมวัยทั่วประเทศ เราไปตามเป้าไม่ได้ เด็กต่ำกว่า 5 ขวบมากกว่า 30% ล่าช้ากว่าเกณฑ์”

ดร.วรนาทเล่าอีกว่า สมองของมนุษย์จะพัฒนาต่อเนื่องกระทั่งอายุ 25 ปี การพัฒนาเด็กเยาวชนจึงต้องพัฒนาต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เด็กเยาวชนในบ้านเราขาดทักษะการใช้ชีวิต ขาดทักษะการเอาตัวรอด ขาดทักษะการปฏิเสธสิ่งยั่วยุ บกพร่องในกระบวนการแก้ปัญหา บกพร่องเรื่องความรับผิดชอบ ทักษะการใช้ชีวิตเหล่านี้ต้องเสริมสร้างตั้งแต่ปฐมวัย

นอกจากนี้ เมื่อเด็กโตขึ้น ก็ต้องรักษาและเสริมสร้างต่อเนื่อง ซึ่งทักษะต่างๆ โดยเฉพาะทักษะเรื่องการตระหนักรู้และเท่าทัน ไม่ควรเน้นแต่ด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว เพราะจะกลายเป็นเด็กที่เอาตัวไม่รอด แก้ปัญหาไม่เป็น คิดไม่เป็น สรุปว่ายุทธศาสตร์ต้องเริ่มตั้งแต่ปฐมวัย เล็งเห็นความสำคัญก่อนที่จะสาย

เบญจพร ตันตสูติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หมอมินบานเย็น เพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา แสดงความเห็นถึงการเลี้ยงดูเมื่อเด็กก้าวสู่วัยรุ่นว่า วัยรุ่นเป็นวัยที่เด็กพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองอย่างเหมาะสม พึ่งพาตัวเองได้ ค่อยๆ แยกออกจากการพึ่งพาพ่อแม่ พร้อมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบทั้งตัวเอง คนรอบข้าง รวมถึงสังคม ประเทศชาติ

หากในช่วงที่เด็กเข้าวัยรุ่นนี้เอง ที่อาจจะสร้างความเครียดความไม่เข้าใจกันระหว่างเด็กและพ่อแม่ ช่วงรอยต่อสู่ความเป็นผู้ใหญ่ที่เรียกว่า วัยรุ่น จึงนับว่าเป็นช่วงที่วุ่นวาย ปวดหัว สำหรับพ่อแม่ ภาษาอังกฤษจะเรียกช่วงการเปลี่ยนผ่านของวัยนี้ว่า Adolescent turmoil หรือความวุ่นวายสับสนของวัยรุ่น

พ่อแม่จะสังเกตว่า ลูกเริ่มติดเพื่อนมากขึ้น คุยโทรศัพท์กับเพื่อนนานๆ สนใจเรื่องภาพลักษณ์ การแต่งตัว รูปร่างหน้าตามากกว่าเดิม กังวลกับความคิดความรู้สึกของเพื่อนที่มีต่อตัวเอง อยากเป็นที่นิยมชมชอบของเพื่อน

บางทีถ้าเพื่อนไม่ชอบ ไม่พอใจตัวเอง ก็จะเก็บเอามาคิดมาเครียด พ่อแม่ก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรลูกถึงต้องแคร์เพื่อนขนาดนั้น ลูกๆ อาจมีความชื่นชมหลงใหล ดารานักร้อง นักกีฬา รุ่นพี่ที่มีชื่อเสียงในโรงเรียน มีการเลียนแบบ ทำตามการเปลี่ยนผ่านนี้ หรือ Adolescent turmoil ไม่ใช่ความผิดปกติทางจิตเวช แต่เป็นพัฒนาการที่ปกติของวัยรุ่น ซึ่งครอบครัวต้องจับมือกันเดินข้ามผ่านไป การเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อเค้ายังเป็นเด็กๆ มีความสำคัญที่จะลดความสับสนและขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น

1.การเตรียมตัวอย่างแรกคือ พ่อแม่ต้องสร้างบรรยากาศที่ดีของบ้าน ให้อบอุ่นและน่าอยู่ คงไม่มีใครอยากกลับมาที่บ้านที่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ทุกคนอยากอยู่ในที่ที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย สงบ บ้านควรมีบรรยากาศของความไว้เนื้อเชื่อใจกันและกัน ให้เกียรติตามสมควร และมีความจริงใจต่อกัน

2.อย่าตีกรอบจนเกินไป พ่อแม่ควรให้โอกาสลูกในการแสดงออกเป็นตัวของตัวเองอย่างเหมาะสมตามวัย และสนับสนุนการแสดงออกที่สร้างสรรค์ อย่ามองว่าเวลาที่เด็กแสดงความเห็นคือการเถียง ไม่เชื่อฟัง ควรรับฟังเหตุผลของเด็ก แต่ก็ต้องมีระเบียบวินัยที่เป็นหลักที่เด็กต้องทำตาม

3.ต้องมีเวลาที่จะรับฟังเด็ก มีเวลาที่อยู่กับเด็กเพียงพอ ให้ความเข้าใจความต้องการ ความรู้สึก จะทำให้เด็กรับรู้ว่าพ่อแม่เข้าใจเขา และเวลามีเรื่องอะไรก็ตาม เด็กจะสบายใจที่จะเล่าให้พ่อแม่ฟัง

4.อย่าลืมปลูกฝังให้เด็กได้ช่วยเหลือตัวเอง มีหน้าที่รับผิดชอบตามวัยที่ทำได้ เช่น งานบ้านบางอย่าง

5.ถ้าเด็กทำอะไรไป ต้องเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบสิ่งที่ทำ เช่น ทำผิดต้องถูกทำโทษ เรียนผูกต้องเรียนแก้ ตรงนี้จะทำให้เด็กรู้จักรับผิดชอบ เมื่อโตขึ้นเวลาทำอะไรก็จะรู้ว่าต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง ไม่ใช่ว่าอยากทำอะไรก็ทำ รู้จักคิดก่อนทำอะไร

6.พยายามทำความรู้จักเพื่อนของลูกหรือสิ่งที่ลูกชอบ จะทำให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่เข้าใจเขา และหากเราจะชี้แนะหรือตักเตือนว่าสิ่งที่เขาชอบบางอย่างนั้นอาจส่งผลเสียกับเขาได้เราก็ค่อยๆ เข้าไปตักเตือน การผลีผลามเข้าไปว่ากล่าวหรือใช้คำพูดรุนแรงจะยิ่งทำให้เด็กพยายามปิดบังในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ไม่ให้พ่อแม่รู้

หมอมินบานเย็นระบุว่า การที่จะปล่อยให้เด็กทำอะไร ต้องปล่อยอย่างมีขอบเขต ตรงนี้สำคัญมาก เพราะหากฝึกเมื่อเขาโตแล้ว จะยากมาก ตอนนั้นส่วนใหญ่ก็จะไม่เชื่อฟัง ทำให้ทะเลาะกัน เข้าสู่วัยรุ่นอย่างวุ่นวายอลวน สับสนอลหม่าน

“ถ้าพ่อแม่สามารถทำความเข้าใจกับการเข้าสู่วัยรุ่นของลูก และสามารถป้องกันและจัดการได้อย่างเหมาะสม การเปลี่ยนผ่านนี้จะไม่มีปัญหามากนัก”

พ่อแม่ทุกคนมีหน้าที่ นั่นคือ การเตรียมตัวลูกให้พร้อมที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ การเตรียมตัวลูกให้พร้อมที่จะต้องรับผิดชอบตัวเองและคนรอบข้าง เพราะในวันหนึ่ง เราคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็จะต้องจากโลกนี้ไป…มาทำหน้าที่ของตัวเองกันเถอะ!

 

 

สิ่งเล็กๆ ที่สร้างลูก

พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าว่า พัฒนาการที่ดีเริ่มต้นจากพ่อแม่ผู้ปกครอง ลูกจะมีพัฒนาการดีไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยเงินจำนวนมากหรือมีเวลามาก หากจุดเริ่มต้นคือสิ่งเล็กๆ ใกล้ๆ ตัวในชีวิตประจำวัน ความรักความเอาใจใส่ รวมทั้งความสม่ำเสมอ

การเล่นที่เสริมสร้างพัฒนาการของลูกได้ ยกตัวอย่างการเล่นจ๊ะเอ๋ ที่แฝงความมหัศจรรย์ ช่วยให้สมองและพัฒนาการของเด็กในหลายด้านถูกกระตุ้น เช่น ช่วยให้เด็กเรียนรู้เรื่องการคงอยู่ของวัตถุ (Object Permanance) การที่ผู้ใหญ่ปิดตาหรือซ่อนแอบอยู่ที่ด้านหลังของมือ ช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านการสื่อสารระหว่างกัน ฝึกการจดจำข้อมูล เด็กจะรู้จักการรอคอย เกิดเป็นความสัมพันธ์ความผูกพันในหัวใจลูก

5 เครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการลูกของ สสส. ประกอบด้วย

1.คู่มือสิ่งเล็กๆ ที่สร้างลูก คู่มือพัฒนาลูกจากสิ่งใกล้ตัว

2.นิทานจ๊ะเอ๋

3.คู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยและโปสเตอร์เฝ้าระวัง

4.ห้องเรียนพ่อแม่ ห้องเรียนสัญจร 4 ภาค

และ 5.สื่อรณรงค์ ทั้งหมดกระจายสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและเครือข่ายด้านเด็กทั่วประเทศ

รวมทั้งสามารถดาวน์โหลดฟรีด้วย QR Code ผ่าน http://www.KhunLook.com และเฟซบุ๊กเพจ : สิ่งเล็กๆ ที่สร้างลูก

ภูพิงค์ มะโน รื่นรมย์กับการชงชาที่ ‘มากกว่าชา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538999

  • วันที่ 04 ก.พ. 2561 เวลา 10:55 น.

ภูพิงค์ มะโน รื่นรมย์กับการชงชาที่ ‘มากกว่าชา’

โดย  วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ภูพิงค์ มะโน

ทุกวันนี้เครื่องดื่มชากลายเป็นเครื่องดื่มสากลทั่วโลก บางคนนิยมดื่มชาจีน บางคนนิยมดื่มชายุโรป และมีหลายคนที่ชื่นชอบชาญี่ปุ่น หนังสือเล่มใหม่ “มากกว่าชา” ของ ภูพิงค์ มะโน สารคดีเรื่องชาที่ใช้วิธีเล่าเรื่องจากคลาสชงชาสุดพิถีพิถันที่ผู้เขียนได้มีโอกาสได้ร่ำเรียนถึงถิ่นต้นกำเนิด

ภูพิงค์ มะโน วัย 34 ปี ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำวิชา Human Resource Management และ Motivation สาขาบริหารธุรกิจ สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ก่อนหน้านี้ได้ศึกษาเล่าเรียนและใช้ชีวิตอยู่ที่เกาะญี่ปุ่นถึง 9 ปีเต็ม โดยไปอยู่ญี่ปุ่นตั้งแต่อายุ 15 ปี

ชายหนุ่มเข้าเรียนชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยโตเกียวกักกุเงจากนั้นศึกษาต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยไซตามะ จังหวัดไซตามะ คณะเศรษฐศาสตร์ ก่อนจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

“ใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น ซึมซับวัฒนธรรมประเพณีของญี่ปุ่น และคิดว่าบางทีสิ่งที่เราเห็นเราสัมผัส ก็มีอะไรที่มากกว่านั้น”ภูพิงค์ เล่า

หนึ่งในวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่มีอิทธิพลต่อนักเขียนหนุ่มผู้นี้คือ การชงชา ครั้งหนึ่งยังได้มีโอกาสร่ำเรียนอย่างจริงจัง เพื่อศึกษาอย่างลึกซึ้ง ซึ่งความเรียบง่าย ทว่ามากมายไปด้วยความลุ่มลึก พิธีชงชามัทฉะ หรือชาเขียวของญี่ปุ่นนั้น ไม่อาจพรรณนาได้โดยง่าย เป็นสิ่งที่ต้องปล่อยให้ตกผลึกในจิต จนในอีกหลายปีต่อมา

ญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องขนบธรรมเนียม ความพิถีพิถัน และความมุ่งมั่นตั้งใจ แม้แต่การดื่มชาก็ต้องมีพิธีกรรมชงชาที่ละเอียดอ่อน จนถึงกับต้องร่ำเรียนกันอย่างจริงจัง นั่นเพราะชาเขียวเป็นมากกว่าชา หรือเครื่องดื่มประจำชาติ เป็นมากกว่าการพักผ่อนหย่อนใจ หากยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ ศาสนา ความเชื่อและตัวตนของคนญี่ปุ่น

“ถ้าอยากรู้จักญี่ปุ่น ถ้าอยากรู้จักตัวตนของญี่ปุ่น อยากรู้จักและเข้าใจประเทศนี้อย่างลึกซึ้ง ก็ต้องไม่มองข้ามพิธีกรรมชงชาอันละเมียดละไม” ภูพิงค์ เล่า

ภูพิงค์ เล่าว่า หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือน “สมุดบันทึก” ช่วงปีสุดท้ายที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าจะไม่เคยเป็นขาประจำการดื่มมัทฉะมาก่อน แต่เมื่อได้เข้าเรียนที่สำนักอุระเซนเกะ ที่เปิดสอนการชงชา ก็ทำให้ได้รู้ว่าที่เคยรู้เข้าใจญี่ปุ่นมานั้นมี “อะไร” ที่มากกว่านั้น

“เปรียบเสมือนว่าการเรียนพิธีชงชาที่สำนักอุระเซนเกะแห่งนี้ ได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ ทำให้ได้มองญี่ปุ่นผ่านเลนส์อันใหม่ อธิบายให้เราได้เข้าใจว่า เพราะเหตุใดประเทศญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่น จึงเป็นดังที่เราเห็นและรู้จักในปัจจุบัน” ภูพิงค์ เล่า

ในหนังสือยังมีเกร็ดเฟื่องเรื่องชาที่สอดแทรกไว้อยู่ในทุกบท ให้ความรู้เรื่องชาและเกร็ดต่างๆ เช่น เรื่องโชกุนกับฉะเซ็น (ที่ตีชาไม้ไผ่) ที่อธิบายให้ทราบถึงความถนัดชำนาญของโชกุนแต่ละคนที่มีความชอบใช้ฉะเซ็นที่แตกต่างกันตั้งแต่รุ่น 80 ซี่ จนถึงรุ่น 120 ซี่

เกียวโตเมืองของมัทฉะ ภูพิงค์ เล่าให้ฟังว่า ชาของจังหวัดเกียวโตมักปลูกในพื้นที่ของเมืองอุจิ ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ ชาจากเกียวโตถูกเรียกว่าชาอุจิ ชาที่โด่งดังมากก็คือมัทฉะ เชื่อกันว่ามัทฉะจากอุจิเป็นมัทฉะที่มีรสชาติดีที่สุด

เมืองอุจิเป็นพื้นที่ปลูกชายุคแรกๆ ในญี่ปุ่น ราวศตวรรษที่ 13 พันธุ์ชาถูกนำเข้าจากจีนสู่ญี่ปุ่น และโชกุนในสมัยนั้นก็สั่งให้สร้างไร่ชาขึ้น ปัจจุบันเจ้าของไร่ชาที่เมืองอุจิได้พัฒนาเทคนิคการเพาะปลูก การดูแลพันธุ์ การผลิตชา สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาตลอดระยะเวลากว่า 800 ปีแล้วนั่นเอง

ถ้าอยากรู้เรื่องชาญี่ปุ่นก็ตามผู้เขียน “มากกว่าชา” ไปเรียนรู้เรื่องชาและอาทิตย์อุทัย รื่นรมย์ไปกับการชงชาที่มากกว่าชา

ทฤษฎี 21 วัน โลกฝันกับความจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538994

  • วันที่ 04 ก.พ. 2561 เวลา 10:24 น.

ทฤษฎี 21 วัน โลกฝันกับความจริง

โดย พาแลง  ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

หลังจากไปแสดงผลงานภาพวาด ชื่อ Thai-Tai ที่เมืองไทเปและไทจง ประเทศไต้หวัน ในปี 2559 และเข้าร่วมงานศิลปะของ Pop up Asia ที่เมืองไทเป ไต้หวัน เมื่อปี 2560 มาแล้ว ถึงเวลาที่ กวาง-สิรินาฏ สายประสาท เจ้าของคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูน SIRI (สิริ) อดีตเทคนิคการแพทย์ ที่หันมาเอาดีด้านงานเขียนและศิลปะ จะมีนิทรรศการแสดงงานศิลปะเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง ในชื่อ “21 Exhibition By SIRI” ภายใต้คอนเซ็ปต์ 21 สถานที่ในจินตนาการกับบันทึก 21 วันในโลกความจริง

ตัวเลข 21 คือจำนวนวันตามทฤษฎีของ ดร.แมคเวล มอลท์ ที่กล่าวไว้ว่า การกระทำจะตกผลึกกลายเป็นนิสัยได้ ต้องต่อเนื่องอย่างน้อย 21 วัน

“ตอนเราอ่านเรื่องนี้แล้วเรารู้สึกชอบ ก็เลยเอาตัวเองไปทดลอง เพราะลึกๆ แล้วเราก็ยังเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่ ชอบหาคำตอบว่าทฤษฎีที่ได้ยินมาจริงไหม ตอนนั้นที่ได้ทดลองเกิดจากมีปัญหาเรื่องความรัก แล้วไปอยู่ จ.น่าน คนเดียว ใช้เวลาทั้งหมด 21 วัน ทำสิ่งที่เราไม่เคยทำ เลือกไปอยู่ในจังหวัดที่ไม่มีเพื่อน อยู่โฮสเทลที่เป็นบ้านไม้คนเดียว เราเปลี่ยนจากที่เป็นคนนอนดึกก็นอนเร็ว เคยตื่นสายก็ตื่นเช้า เป็นคนชอบอาบน้ำอุ่นก็อาบน้ำเย็น ทั้งหมดก็สนุกดีและกลายเป็นบันทึกการเดินทางทั้งหมด 21 วัน นำมาสู่หนังสือเรื่อง 21 พอจะจัดนิทรรศการที่ไทย เรื่องนี้ก็เป็นหัวข้อแรกที่นึกถึง”

งานนิทรรศการนี้สิรินำงานภาพวาดที่เธอชอบ มารวมกับการจดบันทึกที่เธอถนัด บอกเล่าด้วยการเดินทาง เป็นสามสิ่งที่บ่งบอกตัวตนของเจ้าของนิทรรศการเป็นอย่างดี พื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าลึก 14 เมตร แบ่งนิทรรศการเป็น 2 ฝั่ง คือโลกความจริง เธอจะเขียนบันทึกเรื่องราวในโลกของความจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ลงบนสมุดบันทึกเล่มพิเศษ และวาดรูปให้ทุกคนที่มาชมนิทรรศการ ซึ่งจะต้องแลกกับการที่ผู้ร่วมงานต้องเขียนบันทึกร่วมกับเธอ

สองฝั่งถูกกั้นด้วยม่านที่แต่งแต้มสีสัน แต่มีรูปทรงแปลกตา สิริเรียกว่าเป็นหน้าตาของแบคทีเรียที่อยู่ในความทรงจำสมัยเป็นเด็กสายวิทยาศาสตร์ พื้นที่หลังม่านนั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในจินตนาการ และมีภาพวาดที่สิริวาดขึ้นใหม่ด้วยสีอะคริลิคบนเฟรมผ้าใบจำนวน 21 ภาพ เล่าถึง 21 สถานที่ที่ไม่มีอยู่จริง เป็นบันทึกที่แต่งขึ้นมา เป็นเรื่องราวที่อ่านเพลินจนเผลอคิดว่ามีสถานที่เหล่านี้อยู่จริง บางสถานที่ช่างอยากให้มีในโลกนี้

รูปสุดท้ายเป็นการสีสันแพดเดิลป๊อบ การจัดวางก้อนเมฆเป็นตัวแทนของการล่องลอยไปตามจินตนาการ เป็นจุดถ่ายภาพและไฮไลต์ของงาน ที่เล่นกับแสงแดดในแต่ละช่วงของวัน แสงที่ลอดผ่านช่องกระจกผ่านกระดาษแก้วหลายสี เมื่อแดดบ่ายมาถึงพื้นที่นิทรรศการจะถูกย้อมให้เป็นสีชมพูที่มีเมฆลอยโดดเด่น

กำหนดการจัดงานของนิทรรศการนี้คือ 21 วัน ซึ่งเริ่มวันแรกตั้งแต่ 26 ม.ค. เจ้าของนิทรรศการบอกว่า เธออยากทำการทดลองอีกสักครั้ง อยากลองดูว่าจะรู้สึกอย่างไรกับการทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ เช่น การตื่นแต่เช้า แต่งตัวด้วยคอนเซ็ปต์ของตัวสิริ คือเสื้อลายขวางและกางเกงยีนส์ตลอด 21 วัน เธอต้องวาดรูปด้วยมือทุกวัน

อย่างไรเสีย ในความซ้ำเดิมนั้น มีความแตกต่างของผู้คนที่แวะเวียนมา การวาดรูปก็มีโจทย์ใหม่ๆ เสมอ เช่น ข้อกำหนดของการเลือกชนิดอุปกรณ์ที่จะวาด เช่น สีไม้สีเมจิก หรือดินสอ สีชอล์ก หรือสีเทียน จะเป็น 21 วันแห่งการฝึกฝนและให้เติบโตไปอีกขั้น

นิทรรศการ 21 Exhibition By SIRI เปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จัดขึ้นที่ ร้าน 10 mL. Café Gallery ซอยวิภาวดี 16/6 ตั้งแต่วันนี้ ถึง 11 ก.พ. ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์) สอบถามเส้นทาง และดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.facebook.com/10mlcafegallery ข้อมูลเพิ่มเติมของศิลปิน FB : SIRI.DRAWING IG : Kwang_Siri

‘คู่รัก’ นักออกกำลังกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538993

  • วันที่ 04 ก.พ. 2561 เวลา 10:19 น.

‘คู่รัก’ นักออกกำลังกาย

โดย ปอย ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

ชาวฟิตเนสสายอุปกรณ์ ใครมาเยี่ยมบ้านนี้รับรองได้ตื่นเต้น มีกรี๊ดกันแน่นอน กับห้องกีฬายิมส่วนตัวขนาดรวมพื้นที่ 350 ตร.ม. เครื่องออกกำลังกายรุ่นล่าสุด “มัลติฟังก์ชั่นเทรนเนอร์ ครอสโอเวอร์” คืออุปกรณ์ยิมตัวเจ๋งสำหรับมืออาชีพการเพาะกาย และอีกหลายๆ เครื่องที่บ้านนี้ก็มีครบทุกสิ่ง ทั้งลู่วิ่งไฟฟ้า จักรยาน เครื่องอิเล็กทรอนิกา ได้ใจสายคาร์ดิโอเผาผลาญไขมัน

เฟย์-อรชุมา ดุรงค์เดช นักธุรกิจสาวน้ำแร่ Iceland Spring ควงคู่สามี ติ-ปิติพัฒน์ ปรีดานนท์ ผู้บริหารปรีดา โฮลดิ้ง เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สร้างคอนโดมิเนียมชั้นนำหลายๆ แห่ง วันนี้เปิดโฮมออฟฟิศซึ่งเป็นเรือนหอ ที่มีห้องฟิตเนสขนาดใหญ่ บ่งบอกได้ชัดเจนว่าทั้งคู่รักการออกกำลังกายเข้าเส้น เรื่องเวิร์กเอาต์คือกิจวัตรประจำวัน เป็นคู่รักนักธุรกิจที่ไม่เคยมีข้ออ้างว่า… ไม่มีเวลาออกกำลังกาย

“ผมรักกีฬา การสร้างห้องฟิตเนสในบ้านก็เพื่อไปเล่นกีฬาอื่นๆ ได้ ไปตีแบดมินตัน ตีกอล์ฟ ผมออกกำลังกายตั้งแต่เด็กๆ แล้วครับ แรงบันดาลใจก็คือคุณพ่อ อายุ 68 ปีแล้ว ท่านแข็งแรงหุ่นฟิตเป๊ะมาก สมัยหนุ่มๆ คุณพ่อเป็นนักกีฬาแบดมินตัน ก็ออกกำลังกายอยู่กับบ้านไม่เคยขาด ทั้งโหนบาร์ วิดพื้นเป็นกิจวัตรประจำวัน ตอนนี้คุณพ่อเล่นกอล์ฟจริงจังมากครับ อาทิตย์ละ 6 วัน เป็นสายเสพติดกีฬาก็ไม่ต่างกับผม (บอกพร้อมรอยยิ้ม) อาทิตย์ไหนถ้าออกกำลังกายไม่ครบ 4 วัน ร่างกายก็ไม่กระปรี้กระเปร่าไม่สบายตัว จะไม่ค่อยมีแรงทำงาน แล้วถ้าวีกไหนยังมีพลังเหลือ ผมก็จะชวนเฟย์ไปวิ่งสวนลุมพินีกันสักต่ออีก 1 วัน ด้วยครับ

จัดตารางเล่นให้ได้อาทิตย์ละ 4 วัน วันศุกร์และวันเสาร์ผมเล่นเวตคนเดียว โดยมีเทรนเนอร์มาสอนที่บ้าน เทรนเนอร์ก็ต้องเลือกให้รู้ใจกันจริงๆ เพราะอยู่กันบ่อยจนเหมือนสมาชิกที่บ้านอีกคนไปเลย เทรนเนอร์ผมสอนต่อยมวยก็ได้ การเล่นรูทีนคนเดียวบางครั้ง ก็น่าเบื่อ ผมก็จะชวนกลุ่มเพื่อน 4 คนมาเล่นแบบกรุ๊ป ช่วยกันเล่นให้ได้จำนวนเซตที่มากขึ้นกว่าเดิม อาจมีบ้างครับ ถ้าวันไหนใครไม่ไหว ใจไม่สู้ ก็มีบลัฟกันบ้างเพื่อความมัน(ส์)นะครับ (หัวเราะ)

เวตวันหนึ่งเล่นจะต้องทำให้ได้ 2 ส่วน ทำ 4 ท่า ผมเริ่มช่วงอก 3 เซต 4 ท่า เล่นไบเซปกล้ามแขนด้านหน้า อีก 4 ท่า นับได้ 24 เซต เล่นกล้ามท้อง ถ้าทำได้ครบรูทีนก็ราวๆ ชั่วโมงครึ่งครับ เล่นอาทิตย์ละ 4 ครั้งกำลังดี ถ้าพลังเหลือก็อาจต่อยมวย หรือโยคะบ้าง ปีนี้ฟิต วางแผนกับเฟย์ว่าเราจะไปเล่นสโนว์บอร์ดที่ญี่ปุ่น ถ้าไม่ฟิตก็ไม่สนุกนะครับ เวลาเล่นใจเกินร้อยอยู่แล้วถ้ากล้ามเนื้อไม่แข็งแรง อาจบาดเจ็บได้ เบาๆ ก็เจ็บศอกเจ็บเข่าแน่นอนครับ เวลาพุ่งตัวไปข้างหน้าด้วยความเร็ว

การออกกำลังกายทำให้เราทำทุกๆ กิจกรรมได้สนุกอย่างเต็มที่ รวมไปถึงเรื่องงานด้วยนะครับ ผมเป็นนักดีเวลอปเปอร์ธุรกิจอสังหาฯ โครงการล่าสุด คือ กรีเน่ คอนโดขนาดโลว์ไรส์ที่ย่านดอนเมือง ผมต้องไปคุมการก่อสร้างคอนโดมิเนียม คงไม่มีพลังการทำงานถ้าร่างกายไม่แข็งแรง ปีนตึกกลางแดดร้อนๆ บ้าง ถ้าเงอะงะๆ ก็คุมวิศวกรไม่ได้นะครับ” ปิติพัฒน์ บอกพร้อมรอยยิ้มพลางโชว์การเล่นครอสโอเวอร์ ใช้กล้ามเนื้อทุกมัด

แฟชั่นนิสต้าแถวหน้า หุ่นไม่ดีคงไม่ได้ เฟย์ อรชุมา มาในชุดฟิตเนส เล่นได้ทั้งสายวิ่งคาร์ดิโอ ทั้งโยคะ ที่เบิร์นได้ครบทุกส่วน การออกกำลังกายบอกเรื่องวินัยจนได้รับคำชมจากสามี เป๊ะมาก! ไม่เคยสายกว่า 7 โมงเช้า ภรรยาก็เล่นโยคะรอแล้ว

“ออกกำลังกายด้วยกันทุกๆ เช้า ก็ดีนะคะ วิ่งไป ก็ได้คุยกันปรึกษากันเรื่องธุรกิจไปด้วยค่ะ ซึ่งแต่ก่อนแต่งงานหนักกว่านี้อีกค่ะ ออกกำลังกายทั้งเช้าและเย็น ทุกวันค่ะ ผอมลีนมากจนระดับแฟตของร่างกายวัดได้ที่ระดับ 15 รู้สึกว่าไม่ไหวแล้วผอมเกินไป เวลานี้ก็พยายามทำน้ำหนักขึ้นด้วยค่ะ เพื่อเตรียมตัวมีลูกให้ได้ในปีนี้ พยายามกินให้มากขึ้น ตอนนี้เริ่มมีเนื้อมีหนัง

โยคะสัปดาห์ละ 2 ครั้งที่บ้าน สลับวิ่งบนลู่ไฟฟ้าบ้างค่ะ คลาสพีลาทีส ที่ ฟิลิป 2 ครั้งเช่นกัน และล่าสุด คือ บาร์คลาส การออกกำลังกายแบบใหม่จากนิวยอร์ก ที่ ฟีซีค (Physique) ช่วยในการเบิร์นไขมัน และสร้างกล้ามเนื้อมัดในได้ดีมาก เฟย์เคยมีกล้ามเนื้อขนาด 4 ลูก ไม่แกร่ง 6 ลูกแบบผู้ชาย แต่ตอนนี้หายไปพร้อมกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น การเล่นบาร์คลาสก็จะช่วยให้เรามีกล้ามท้องในแบบเลข 11 คืออีเลฟเว่นไลน์ ได้ค่ะ”

ไม่ต้องผอมมากเลยค่ะ ขอแค่สุขภาพแข็งแรง เมื่อก่อนอาจเคยใฝ่ฝันหุ่นผอมๆ ในแบบ คาเมรอน ดิแอซ พอมาตอนนี้ก็ชื่นชอบ เจสสิกา อัลบา ที่ใส่บิกินี่สวยมาก ในภาพยนตร์เรื่อง  Into the Blue แต่ความรู้สึกแฮปปี้เวลานี้อย่างที่สุดที่บอก คือความแข็งแรง แล้วสิ่งที่เหมือนกันในเรื่องแรงบันดาลใจการเล่นกีฬา รักการออกกำลังกาย คุณพ่อเฟย์ออกกำลังกายอยู่ในอินเนอร์ เหมือนกับคุณพ่อคุณติเลยค่ะ

คุณพ่ออายุ 82 ปี ลุคสมาร์ทมาก คุณพ่อทำให้เฟย์เห็นทุกๆ เช้าจะมีตารางออกกำลังกาย ไม่จำเป็นต้องไปฟิตเนสเสมอไปนะคะ แค่วันละนิดละหน่อยเพียง 30 นาที ให้ได้ 3 วัน ก็เพียงพอแล้วนะคะ พยายามทำให้ได้เป็นเรื่องใกล้ตัวค่ะ ทำแบบนี้ให้ได้สัก 1 เดือนก็จะติดเป็นนิสัยแล้วค่ะ” อรชุมา บอกยิ้มสดใส ร่างกายแข็งแรงที่มากับหุ่นสุดเฟิร์ม

มณฑล เสนีวงศ์ ณ อยุธยา วิถีสโลว์ไลฟ์ในแบบฉบับของผม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538990

  • วันที่ 04 ก.พ. 2561 เวลา 10:09 น.

มณฑล เสนีวงศ์ ณ อยุธยา วิถีสโลว์ไลฟ์ในแบบฉบับของผม

โดย ภาดนุ

หนุ่มรุ่นใหม่มากความสามารถวัย 34 ปี แมน-มณฑล เสนีวงศ์ ณ อยุธยา รั้งตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัท สนุกไร้ขีด ซึ่งเป็นโปรดักชั่นเฮาส์ รับครีเอทงานสปอตโฆษณา รวมทั้งเป็นคอนเทนต์ โปรโมเตอร์ รับคิด สร้างสรรค์ วางแผนโปรโมทละครและรายการทีวี เป็นหนุ่มนักบริหารที่อีกพาร์ตหนึ่งของชีวิตเขาก็มีวิถีสโลว์ไลฟ์เท่ๆ ในแบบฉบับของตัวเอง

“แม้ผมจะทำงานอยู่ในเมืองกรุงซะส่วนใหญ่ แถมเปิดบริษัทโปรดักชั่นเฮาส์มาเป็นปีที่ 6 แล้ว แต่ด้วยความที่ 2 ปีแรกที่เปิดบริษัท ผมยังทำงานประจำโดยเป็นโปรดิวเซอร์ส่วนกลางในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ในช่วงแรกผมจึงจ้างเพื่อนให้มาบริหารงานในบริษัทให้ก่อน จากนั้นในช่วง 4 ปีหลังผมจึงเริ่มเข้ามาบริหารงานด้วยตัวเอง

ถ้าพูดถึงการใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ หลายคนมักจะคิดไปถึงรูปแบบการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและช้าๆ ไม่รีบร้อนมากนัก แต่สำหรับผมแล้วคิดว่า แนวทางการใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ของผม คือการใช้ชีวิตไปตามเป้าหมายแบบมี ไลฟ์แมป (Life Map) เมื่อเรามีไลฟ์แมปเราก็จะสามารถควบคุมชีวิตเราเองได้ ทั้งในเรื่องของเวลาส่วนตัวและการทำงาน ดังนั้นสโลว์ไลฟ์สำหรับผมจึงไม่ใช่การใช้ชีวิตแบบช้าๆ แต่เป็นการแบ่งสัดส่วนของเวลาใน 1 วัน หรือ 24 ชั่วโมง ออกเป็น 8 : 8 : 8 ใน 1 วัน โดยผมจะมีเวลาสำหรับใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์อย่างน้อย 8 ชั่วโมง/วัน ที่เหลือเป็นการพักผ่อน 8 ชั่วโมง และใช้ชีวิตในการทำงานอีก 8 ชั่วโมง โดยอาจจะมีการยืดหยุ่นตามสถานการณ์หรือเรื่องสำคัญในแต่ละวัน แต่อย่างน้อยใน 1 วัน จะต้องมี 3 ช่วงเวลาที่ผมได้แบ่งไว้ตามที่กล่าวไปแล้ว”

แมน บอกว่า เวลา 8 ชั่วโมง ในช่วงสโลว์ไลฟ์ เขาจะทำกิจกรรมที่ตัวเองรักและชอบ เช่น การอ่านหนังสือประเภท Know How หรือเรื่องความสำเร็จของผู้นำต่างๆ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นวิธีลัดที่คนเขียนหนังสือค้นพบ แล้วต้องการจะมาแชร์ให้คนอ่านนำไปปรับใช้ต่อได้

“กิจกรรมอีกอย่างที่ผมชอบก็คือการถ่ายภาพ วันไหนที่รู้สึกว่าอยากถ่ายภาพ ผมก็จะออกไปตามสถานที่ต่างๆ หรือบางครั้งก็เซตสตูดิโอจำลองขึ้นมาเพื่อถ่ายภาพสิ่งของที่บ้านตัวเอง เป็นต้น นอกจากนี้ผมยังอ่านหนังสือและศึกษาในเรื่องการทำฟาร์มด้วย เพราะในอนาคตคิดไว้ว่าอยากจะกลับไปทำฟาร์มที่บ้านเกิดซึ่งอยู่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ด้วยเช่นกัน

ความที่ผมเข้ามาเรียนชั้นมัธยมปลายในกรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 15-16 ปี ต่อด้วยเรียนมหาวิทยาลัย พอจบก็ทำงานต่อเลย จึงรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนเมืองไปเลยละ แม้ตอนนี้ผมมีหน้าที่บริหารงานที่บริษัทตัวเอง แต่เมื่อน้องสาวเรียนจบ ผมก็อาจจะให้น้องสาวเข้ามาช่วยบริหารด้วย ส่วนผมยังคงช่วยดูแลบริหารอยู่นั่นแหละ แต่ถ้าทำฟาร์มผมก็อาจจะไปอยู่ที่นั่นสัก 2-3 วัน เพราะผมมีไอเดียไว้ว่า อยากจะทำ ‘ฟาร์มสเตย์’ ขึ้นที่บ้านเกิดตัวเอง”

แมน เสริมว่า ช่วงนี้เขายังได้ศึกษาในเรื่อง ‘ศาสตร์พระราชา’ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งคำว่าพอเพียงนั้นสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนทุกกลุ่มได้ค่อนข้างดี แต่คนส่วนใหญ่หรือเกษตรกรมักจะมองไปถึงผลผลิตที่ต้องได้เยอะๆ ไว้ก่อน เลยอาจจะมองข้ามสิ่งเล็กๆ ที่ใกล้ตัวพวกเขาไป

“อย่างผมเองได้มองเห็นถึงผักพื้นบ้านบางอย่างที่บ้านเกิดผม ซึ่งมันกำลังจะหายไป นั่นก็คือ ‘ผักกูด’ ผักชนิดนี้ค่อนข้างจะเซนซิทีฟกับปุ๋ยหรือสารเคมีมากๆ หากเราใส่ปุ๋ยเคมีเยอะเกินไป ผักกูดก็จะไม่ค่อยขึ้น แถมปัจจุบันยังหายไปจากลำธารตามต่างจังหวัดจนแทบไม่ค่อยเหลือ ผมจึงสนใจศึกษาเรื่องผักกูดมาได้ 4-5 ปีแล้ว โดยไปดูแปลงของคนที่ปลูกผักกูดแบบเป็นเรื่องเป็นราว ก็เลยได้ไอเดียโดยนำผักกูดมาปลูกบนที่ดินของครอบครัวที่ จ.กาญจนบุรี

ที่จริงแล้ว ผักกูดไม่จำเป็นต้องปลูกในพื้นที่ที่ชื้นแฉะอยู่ตลอดเวลานะ แค่มีดินทรายปนอยู่ในแปลงปลูกเท่านั้น ผักกูดก็จะสามารถขึ้นได้ดีแล้ว แล้วผักกูดยังสามารถนำมาทำอาหารได้หลายชนิด เช่น แกงส้ม จิ้มกับน้ำพริก ฯลฯ จึงถือว่าเป็นผักที่รสชาติดีและมีประโยชน์ ผมจึงอยากจะนำผักกูดมาเพาะพันธุ์ให้มีมากยิ่งขึ้น พูดง่ายๆ ว่าเริ่มต้นที่ผักกูดก่อน ต่อไปก็อยากจะขยายพันธุ์ผักพื้นบ้านอื่นๆ ตามมาด้วย ปัจจุบันผมปลูกผักกูดไว้ 2 ไร่ โดยพยายามปลูกผักสวนครัวและผลไม้เพิ่มเติมให้มากขึ้น อาทิ ส้มโอ และมัลเบอร์รี่”

แมน บอกว่า ใน 1 เดือน เขาต้องขับรถกลับบ้านที่ จ.กาญจนบุรี 2-3 ครั้ง จึงถือเป็นการไปเยี่ยมเยียนคุณตากับคุณแม่ซึ่งอยู่ที่นั่นบ่อยๆ ด้วย

“สำหรับฟาร์มสเตย์ที่ผมคิดจะเปิดนั้น ตอนนี้ก็เริ่มปลูกต้นไม้และพืชผักต่างๆ ไปเกือบ 60% แล้ว ก็อาจจะเหลือในส่วนของโครงสร้างซึ่งเป็นบ้านหรือเป็นที่พักที่ยังไม่ได้ลงมือสร้างเลย ซึ่งตามแผนที่คิดไว้คือปลายปี 2561 นี้อาจจะปลูกฟาร์มสเตย์สัก 1-2 หลัง ที่สามารถเปิดรับแขกที่มาเที่ยวได้ แต่หากจะให้พร้อมจริงๆ เลย คิดว่าน่าจะรออีก 2 ปี ก็น่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้

คอนเซ็ปต์ของโฮมสเตย์ คือ ผมอยากให้คนที่มาพักรู้สึกเหมือนกับว่า ที่นี่เป็นบ้านหลังที่ 2 ของพวกเขา ซึ่งรอบๆ บริเวณที่พักจะมีแปลงผักสวนครัว มีไก่ มีไข่ และอื่นๆ แถมมีอุปกรณ์ทำครัวให้ คนที่มาพักสามารถทำอาหารกินเองได้ แถมพักอาศัยแอบอิงธรรมชาติได้อย่างมีความสุข คือผมอยากให้ครอบครัวที่อยู่ในเมืองได้ไปสัมผัสวิถีชีวิตของคนต่างจังหวัด และได้ไปสัมผัสกับธรรมชาติอย่างแท้จริงบ้าง เพราะรู้สึกว่าเด็กบางคนยังแยกแยะระหว่างใบกะเพรากับใบโหระพาไม่ออกเลย ก็เลยอยากให้พวกเขาได้ไปเรียนรู้ให้รู้จักกับพืชผักสวนครัวอย่างแท้จริง”

แมน บอกว่า เดิมทีเขาสนใจในเรื่องทำฟาร์มและการทำเกษตรมาได้ 4-5 ปีแล้ว แต่ก็ได้ศึกษาเรื่อง “เกษตรพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาบ้าง ยิ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กระแสในเรื่องนี้มาแรง เขาจึงติดตามการจัดอบรมของอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) รวมทั้งมีโอกาสได้รับเชิญให้ไปร่วมสนทนาในโครงการ “ศาสตร์พระราชา” ด้วย โดยได้ร่วมสนทนากับอาจารย์ยักษ์ และโจน จันใด ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่สนใจในเรื่องนี้

“ในช่วงนั้นนอกจากศาสตร์พระราชาที่ผมสนใจแล้ว ผมยังสนใจในเรื่องการปลูกพืชออร์แกนิกด้วย ทำให้ค้นพบว่าคนไทยเราก็เก่งในเรื่องการปลูกผักออร์แกนิก และยังสามารถทำได้ดีไม่แพ้ชาวญี่ปุ่นเช่นกัน และในช่วงต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ผมก็ได้ไปเข้าอบรมกับอาจารย์ยักษ์ เพิ่มเติมมาด้วยครับ

ผมว่าความสุขในชีวิตของคนเรา คือ การได้ตื่นขึ้นมาทำในสิ่งที่ตัวเองรักทุกวัน โดยส่วนตัวแล้วผมรักในงานครีเอทีฟและงานโปรดักชั่น ฉะนั้นในแต่ละวันที่ได้ตื่นขึ้นมา ได้คิดงาน ได้พรีเซนต์งานให้ลูกค้าดู ก็เหมือนเป็นความสุขอย่างหนึ่งในชีวิตตอนนี้

ส่วนความสุขอีกชั้นหนึ่งหรือในชีวิตบั้นปลายที่คิดไว้ ก็คือ การทำฟาร์ม เพราะการทำฟาร์มถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งสำหรับผม เพราะเราเองก็เกิดและเติบโตมาจากต่างจังหวัด เรียกว่าเป็นเด็กหลังเขาเลยก็ว่าได้ ดังนั้นการได้กลับไปสู่ชีวิตที่เรียบง่าย และได้อยู่กับสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ คือ สิ่งที่ดีที่สุดครับ

นอกจากชีวิตสโลว์ไลฟ์ในแต่ละวันแล้ว ผมยังวางแผนการใช้ชีวิตแบบเวรี่ สโลว์ไลฟ์ 1-2 ครั้ง/ปี ด้วยการไปท่องเที่ยวหาแรงบันดาลใจทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นระยะเวลา 15-30 วันด้วย หรือไม่ก็อาจจะมุ่งมั่นอยู่กับกายออกกำลังกายสักอย่างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าในช่วงเวลานั้นผมกำลังมีความสุขหรือกำลังสนุกอยู่กับเรื่องใด

สำหรับตัวผมแล้ว ต่อให้ช่วงเวลานั้นอยู่ในโหมดของการใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์อยู่ก็ตาม แต่ยังไงซะผมก็มักจะมีเป้าหมายให้กับมันเสมอ เพราะชีวิตของเราทุกคนล้วนขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายในชีวิตที่เราสามารถกำหนดได้ด้วยตัวเอง”…ติดตามได้ที่ FB : Man Monton และ IG : manmonton

Basic seated twists into Revolved Head-to-Knee Pose Variation 2 โยคะท่าบิดที่เป็นท่านั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538903

  • วันที่ 03 ก.พ. 2561 เวลา 16:38 น.

Basic seated twists into Revolved Head-to-Knee Pose Variation 2 โยคะท่าบิดที่เป็นท่านั่ง

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การฝึกท่าบิดให้ปลอดภัยนั้นสำคัญมาก เพราะการบิดอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ สำหรับท่าบิดที่เป็นท่านั่ง ผู้ฝึกต้องรู้สึกถึงกระดูกก้นหรือกระดูกรองนั่งสัมผัสพื้นดิน ติดต่อพื้นโลก ซึ่งสำหรับท่านั่งบางท่าอาสนะหากรู้สึกว่ากระดูกรองนั่งไม่สัมผัสพื้นดิน อาจใช้โยคะบล็อก หรือ ผ้าห่มรองที่ใต้ก้น จะได้นั่งได้สบาย

ในช่วงจังหวะที่หายใจเข้า เราจะไม่บิด จังหวะที่หายใจเข้าเป็นช่วงที่เราจะยืดกระดูกสันหลังเราให้ยาวขึ้น ด้วยการรู้สึกถึงก้นที่สัมผัสพื้น จึงเป็นสิ่งสำคัญ จากล่างสู่บน ยืดหลังให้ยาว การบิดจะเกิดขึ้นในช่วงหายใจออก และไล่จากกระดูกสันหลังส่วนล่างขึ้นไปสู่ด้านบน ซึ่งสิ่งที่ต้องระวังคือ กระดูกสันหลังแต่ละส่วนมีความสามารถในการบิดได้มากน้อยต่างกัน

กระดูกสันหลังส่วนล่าง (The Lumbar) สามารถบิดได้ระหว่าง 0-18 องศา ส่วนกลาง (Thoracic Spine) บิดได้โดยประมาณ 0-35 องศา และกระดูกคอ  (The Cervical Spine) สามารถหมุนได้ถึง 0-80 องศา ดังนั้นการเลี่ยงการบิดที่ส่วนคอต้องระวังอย่าให้มากเกินไป เราจึงต้องไล่การบิดจากช่วงล่างขึ้นมาด้านบนเสมอ คอไม่จำเป็นต้องบิดเยอะ และให้ทำตอนท้ายสุด

วิธีปฏิบัติ

1.ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ให้อยู่ในท่าบิด Basic seated twists into Revolved Head-to-Knee Pose Variation 1 ใครไม่ทราบให้หาดูย้อนหลัง ฉบับวันที่ 27 ม.ค. 2561 (รูป 1)

2.หายใจเข้าให้งอขาขวาขึ้นมาครึ่งทาง กดส้นเท้าขวาลงพื้น (รูป 2)

 

3.หายใจออก ใส่แขนขวาเข้าไปด้านในขาขวาแล้วส่งแขนซ้าย อ้อมหลัง ไปล็อกกับมือขวาที่ด้านหลัง (รูป 3.1) หากไม่สามารถล็อกมือได้ดังรูป ให้ใช้เชือกหรือผ้าช่วยต่อมือ หรือหากไม่มีอุปกรณ์ช่วยให้กำเสื้อหรือกางเกงไว้ (รูป 3)

 4.หายใจเข้าให้อยู่นิ่งๆ ก่อน รู้สึกถึงก้นที่สัมผัสพื้น จากนั้นหายใจออก ค่อยๆ สไลด์ หรือเลื่อนส้นเท้าขวาออกไป จนกระทั่งข้อศอกขวาติดพื้น แล้วบิด ในท่านี้ เปิดไหล่ซ้ายขึ้น คอและศีรษะ ผ่อนคลาย ค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง (รูป 4)

 

เด็กเล็กนอนกรน ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538901

  • วันที่ 03 ก.พ. 2561 เวลา 16:16 น.

เด็กเล็กนอนกรน ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

 โดย เบญจวรรณ รัตนวิจิตร

 สุขภาพการนอนของเด็กเป็นเรื่องสำคัญ อาจส่งผลหยุดหายใจขณะเด็กหลับ เป็นเรื่องที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย พบบ่อยในช่วงอายุก่อนวัยเรียน และช่วงวัยอนุบาล

ผู้ปกครองควรเฝ้าสังเกต หากลูกมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมก้าวร้าว ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ หงุดหงิดง่าย สมาธิสั้น ควรปรึกษาแพทย์

พญ.ภัสสรา เลียงธนสาร แพทย์กุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า อาการนอนกรน (Obstructive Sleep Apnea Syndrome (OSAS)) คือความผิดปกติของระบบการหายใจที่เกิดขึ้นในขณะหลับ เกิดจากทางเดินหายใจมีการอุดกั้นบางส่วน หรืออุดกั้นอย่างสมบูรณ์ ซึ่งมักเกิดเป็นพักๆ ในขณะหลับ จึงทำให้เกิดการรบกวนต่อระบบการระบายลมหายใจและระบบการนอนหลับ

ภาวะนอนกรนในเด็ก (Snoring Children) พบได้ประมาณ 2% ของประชากร และพบได้ทั้งในเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายเท่าๆ กัน แต่จะพบในแบบที่ไม่เป็นอันตรายบ่อยกว่า

ทั้งนี้ แพทย์จะต้องทำการตรวจวินิจฉัยเด็กที่นอนกรนในลักษณะอันตราย หรือมีความผิดปกติของการหายใจ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้

การนอนกรนอาจเป็นอันตรายได้ หากการนอนกรนนั้นเกิดร่วมกับภาวะการหายใจที่ลดลง หรือหยุดหายใจในขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea Syndrome)

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท ได้แก่ 1.ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ที่เกิดจากการหายใจไม่ออก เนื่องจากทางเดินหายใจแคบหรือตัน 2.ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ที่เกิดจากความผิดปกติของสมองที่ควบคุมการหายใจหรือกล้ามเนื้อ

ในแบบแรกจะพบได้ค่อนข้างบ่อยกว่า ในช่วงอายุประมาณ 2-6 ขวบ เพราะทางเดินหายใจของเด็กในวัยนี้ยังมีขนาดเล็ก หากยิ่งมีอาการป่วยเป็นหวัดบ่อยๆ จะยิ่งทำให้ต่อมทอนซิลกับต่อมอะดีนอยด์โตขึ้นจากการอักเสบ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการหายใจไม่ออก ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในเลือดต่ำลง ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่พอเพียง ทางเดินหายใจถูกอุดกั้น ต้องใช้พลังในการหายใจค่อนข้างมาก เวลานอนจะกระสับกระส่าย ทำให้ตื่นนอนบ่อย ส่งผลให้การนอนหลับในตอนกลางคืนไม่มีคุณภาพ นอนหลับได้ไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบมาถึงการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก

ภาวะเสี่ยงอาการหยุดหายใจในขณะหลับ มีสาเหตุมาจากต่อมทอนซิล (Tonsils) และต่อมอะดีนอยด์ (Adenoid) โต ซึ่งเป็นผลมาจากการอักเสบซ้ำๆ จากอาการภูมิแพ้ หรือเป็นหวัดบ่อยๆ ในเด็ก ซึ่งเป็นสาเหตุหลัก

นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุร่วม ได้แก่ เด็กที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน (โรคอ้วน) เด็กที่มีความผิดปกติของโครงสร้างของระบบทางเดินหายใจ เช่น กรามมีขนาดเล็ก มีทางเดินหายใจที่แคบกว่าปกติ มีความผิดปกติของสมองที่ทำให้การควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อระบบทางเดินหายใจผิดปกติ เด็กที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากสาเหตุต่างๆ เด็กที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม อย่างดาวน์ซินโดรม รวมถึงเด็กที่มีปัญหาโรคปอดเรื้อรัง

นอกจากภาวะนอนกรน หรือการหยุดหายใจขณะหลับ ยังส่งผลให้มีอาการง่วงนอนในเวลากลางวัน ทำให้เรียนหนังสือไม่เต็มที่ การนอนธรรมดาอาจสัมพันธ์กับภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นการนอนกรนธรรมดา (Primary Snoring) หรือบางส่วนนั้นถือเป็นปกติและไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก

แต่เมื่อใดก็ตามที่เป็นภาวะหยุดหายใจในขณะหลับจากการอุดกั้นอย่างสมบูรณ์ ถือเป็นภาวะที่อันตรายมากสำหรับเด็กที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เพราะการอุดกั้นสมบูรณ์จะส่งผลทำให้กลายเป็นคนนอนหลับยาก หากไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างทันท่วงทีจะส่งผลกระทบเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของเด็กและมีปัญหาโรคหัวใจในอนาคตได้

ผู้ปกครองสามารถสังเกตอาการเด็กได้ เช่น การนอนกรนเกิดขึ้นเป็นบางช่วงของการหลับ นอนกรนเป็นประจำแต่อาจไม่ถึงกับทุกคืน นอนอ้าปากหายใจ หายใจแรง หายใจสะดุดหรือหายใจเป็นเฮือกๆ มีอาการไอ หรือมีอาการสำลักตอนนอน อาการร่วมอื่นๆ เช่น หลังจากตื่นนอนอาจมีปวดศีรษะ สมาธิสั้น ควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตนเองได้ไม่ค่อยดี บางคนอาจปัสสาวะรดที่นอนหรือเดินละเมอ เป็นต้น

การรักษานั้น เริ่มต้นจากการตรวจคัดกรอง แพทย์จะทำการตรวจสอบประวัติ รวมถึงข้อซักถามเพิ่มเติม หากพบว่าเด็กมีภาวะเสี่ยงของโรค รวมทั้งอาการที่เป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดปัญหาการหายใจผิดปกติขณะหลับ เช่น ภาวะน้ำหนักเกิน ควรควบคุมน้ำหนักหรือออกกำลังกาย ปรับพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร ซึ่งนับเป็นเป้าหมายการรักษาในระยะยาวต่อไป