โรคโฮมซิกที่รัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538899

  • วันที่ 03 ก.พ. 2561 เวลา 16:11 น.

โรคโฮมซิกที่รัก

 โดย  อินทรชัย พาณิชกุล

 ได้ยินคำว่า โฮมซิก (Home Sick) หรือโรคคิดถึงบ้านมานาน แต่นึกไม่ออกว่ามันรู้สึกยังไง จนกระทั่งมาใช้ชีวิตคนเดียวต่างบ้านต่างเมือง ในที่สุดก็ซาบซึ้งแล้วว่า อ๋อ! หน้าตามันเป็นแบบนี้นี่เอง

ช่วงแรกที่มาอยู่ปูเน่ ต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงแบบชุดใหญ่ไฟกะพริบ จากภาษาไทยต้องมาเงี่ยหูฟังภาษาอังกฤษสำเนียงรัวเร็ว

เคยกินข้าวสวยต้มผัดแกงทอดน้ำพริกผัก ต้องมากินโรตีแกงถั่วแกล้มหอมแดงกับมะนาวฝาน โค้กใส่น้ำแข็งกลายเป็นชาร้อนใส่มาซาล่า

ดึกดื่นหิวท้องร้องวิ่งเข้าร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมง แต่ที่นี่ 3 ทุ่ม ร้านค้าทุกแห่งพากันปิดอย่างพร้อมเพรียง

ไม่มีตลาดนัดคนเดิน ไม่มีสตรีทฟู้ดยามราตรี ปูเน่ไม่คึกคักมีชีวิตชีวาเหมือนอย่างกรุงเทพฯ ทว่าความตื่นเต้นกับสิ่งแปลกใหม่ก็พาข้ามผ่านปัญหาการปรับตัวช่วงแรกได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ผมเช่าห้องพักค่อนข้างสะอาดและปลอดภัยในย่านชุมชน เพียบพร้อมทุกสิ่งสำหรับการดำรงชีวิต ตลาดสด ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายยา ร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ ร้านชำ ร้านขายวัสดุก่อสร้าง ร้านตัดผม ตู้เอทีเอ็ม ฟิตเนส ยันมหาวิทยาลัยอันเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียวให้เข้าไปพักผ่อน

ขณะเดียวกันเลือกห้องที่เหมาะกับจริตตัวเองว่าอยู่แล้วมีความสุข มีห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัว ห้องน้ำ และระเบียงกว้างขวางไว้นั่งดูนกดูต้นไม้ ที่สำคัญใกล้ที่เรียนแค่ขี่มอเตอร์ไซค์ 15 นาทีถึง มองเผินๆ ดูเหมือนชีวิตลงตัวและไม่มีอะไรน่าห่วง

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ความเหงามันมาเคาะประตูห้องในวันที่ชีวิตทุกอย่างลงตัวนี่แหละ

กิจวัตรประจำวันของผมคือ ตื่นเช้ามาทำกับข้าว จิบกาแฟ แล้วจึงอาบน้ำแต่งตัวไปเรียน กลางวันก็จมอยู่ในห้องเรียน ด้านหน้าคืออาจารย์ชาวอินเดีย ด้านหลังเป็นเพื่อนร่วมห้องที่มาจากหลากหลายชาติ

ไอ้ความที่ห้อมล้อมด้วยเพื่อนฝูงทำให้เราสนุกกับการเรียน หัวเราะหยอกล้อ กอดคอไปกินข้าวเที่ยง พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกัน หัวใจเปี่ยมล้นด้วยความร่าเริงแจ่มใส กระทั่งเลิกเรียนแยกย้ายกลับบ้าน ไอ้ความร่าเริงแจ่มใสมันคล้ายจะตอกบัตรเลิกงานไปพร้อมกับเราทุกคน

หลายคนโชคดีอยู่หอพักนักศึกษา มีรูมเมทไว้คุยแก้เหงา แถมได้ฝึกภาษาไปในตัว แต่หลายคนต้องกลับไปใช้ชีวิตอย่างเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย

ผมเองทำมันทุกวิถีทางให้ชีวิตมีรสชาติ มีสีสันที่สุด เพราะชีวิตเรียบง่ายนั้นคืออาหารอันโอชะของความเหงา และผมเองก็ไม่คุ้นชินกับความเหงาเสียด้วยตามประสาคนเพื่อนฝูงเยอะ

บางวันก็เข้าร้านหนังสือ บางวันไปนั่งแช่ในร้านกาแฟ ถึงเวลาก็ไปออกกำลังกายให้เหงื่อมันท่วม สมองสดชื่น จ่ายตลาดทำกับข้าวมื้อเย็น จนเข้าห้องพักนั่นแหละที่ทำเอารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะป่วย ป่วยเป็นโรคคิดถึงบ้าน

ยิ่งเวลาเข้าไปส่องเฟซบุ๊ก หาอะไรที่มันมีสาระอ่าน สุดท้ายก็ต้องมาสะดุดกับข่าวสารที่เมืองไทย ผู้นำนักสะสมนาฬิกาหรู ข่าวทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการแบบหน้าด้านๆ ข่าวคลิปคนต่อยกันกลางถนนเพราะเรื่องเล็กๆ คนโดนจับเข้าคุกในข้อหาเพี้ยนๆ ข่าวคนยากคนจนโดนรังแก ยิ่งดูยิ่งหดหู่เคียดแค้น พานให้ใจห่อเหี่ยว

ไล่ดูเฟซบุ๊กเพื่อน เห็นภาพคนคุ้นเคยกัน ภาพอาหารไทยน่าอร่อย ภาพการใช้ชีวิตการทำงานที่ตัวเราเคยผ่านมาค่อนชีวิต บ้านเมืองถนนหนทาง ยิ่งดูยิ่งคิดถึงบ้าน คิดถึงคนรัก ยิ่งคิดก็กลายเป็นวิตกกังวล เป็นห่วงเป็นใยต่างๆ นานา จนฟุ้งซ่าน พอฟุ้งซ่านและไม่มีใครคุยด้วย ก็เริ่มหงอยเหงาเศร้าซึม เฉื่อยชา เบื่อหน่ายไปเสียหมด ถึงขั้นอยากเก็บกระเป๋ากลับบ้านมันเสียพรุ่งนี้

ถามว่าวิธีแก้เหงา วิธีเอาชนะโรคคิดถึงบ้านคืออะไร ผมใช้วิธีนึกถึงราคาที่ต้องจ่ายไปมหาศาลเพื่อแลกกับการได้มาอยู่ที่นี่ มันไม่ใช่แค่เงินเป็นแสนๆ ที่เสียไป แต่นึกย้อนลงไปถึงวันที่ตัดสินใจลาออกจากงานมั่นคง นึกถึงความเสียสละของคนรัก คนในครอบครัวที่ยินยอมอนุญาตให้เดินตามความฝัน นึกถึงความคาดหวังที่เขามีในตัวเรา ความหวังที่ว่าเราจะไปศึกษาเล่าเรียน พัฒนาความรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้คุ้มค่า ก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและเป็นที่ภาคภูมิใจแก่คนที่เรารัก

ผมบอกตัวเองว่าต้องอดทนเท่านั้น สู้ต่อไปให้จบ เกมนี้จะมาอ่อนแอ ทำตัวขี้แพ้ไม่ได้

วันนั้นจำได้ว่า หลังจากตาสว่าง ผมเปลี่ยนเสื้อผ้า ออกจากห้องเหงาๆ ไปขี่มอเตอร์ไซค์ชมเมือง ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ได้คุยกับผู้คนใหม่ๆ ได้ลองไปในเส้นทางใหม่ๆ กินอาหารร้านใหม่ๆ ความร่าเริงสดใส อยากรู้อยากเห็นมันก็กลับคืนมาอีกครั้ง

สุดท้ายความเหงาก็จากไป ทิ้งไว้เพียงหัวใจที่เข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม

บล็อกเกอร์สายเพี้ยน พากินเที่ยวกับ ‘ใหญ่วัยซิ่ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538888

  • วันที่ 03 ก.พ. 2561 เวลา 15:10 น.

บล็อกเกอร์สายเพี้ยน พากินเที่ยวกับ ‘ใหญ่วัยซิ่ง’

 โดย รอนแรม ภาพ : ศุภสวัสดิ์ เพียรธัญกรณ์

 จากความชื่นชอบถ่ายภาพ ผสมกับนิสัยชอบเก็บรวบรวมข้อมูล ทำให้ “ใหญ่” ศุภสวัสดิ์ เพียรธัญกรณ์ บล็อกเกอร์สมญานาม ใหญ่เพี้ยน เปิดเพจเฟซบุ๊ก “Yai Travel กินเที่ยวกับใหญ่วัยซิ่ง” และเว็บไซต์ www.yaikintiew.com เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งสองอย่าง

เขาเล่าว่า ซื้อกล้องฟิล์มตัวแรกเมื่อปี 2534 พร้อมๆ กับการเดินทางครั้งแรกไปยังน้ำตกทีลอซู จ.ตาก จากนั้นด้วยความที่คลุกคลีกับคอมพิวเตอร์มาตลอด ตั้งแต่เป็นนักวิเคราะห์ระบบไปจนถึงโปรแกรมเมอร์ ทำให้เขาค้นพบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลบนโลกออนไลน์ โดยช่องทางแรกที่ใช้คือ กระทู้พันทิป

 “เมื่อก่อนใช้กล้องฟิล์มอย่างเดียว ไม่มีดิจิทัล ทำให้ต้องถ่ายแม่น เพราะเราจะไม่เห็นรูปหลังกดชัตเตอร์เหมือนสมัยนี้ ซึ่งเมื่อก่อนผมชอบเที่ยวและเก็บภาพไปเรื่อยๆ ชอบเที่ยวคนเดียว ขับมอเตอร์ไซค์เที่ยวไปเรื่อยๆ ขอแค่มีที่พักที่ปลอดภัยเท่านั้นพอ

 ยุคที่อินเทอร์เน็ตยังไม่ได้รับความนิยม และคำว่าบล็อกเกอร์ยังไม่มีคนรู้จัก ผมก็ได้แต่เก็บภาพและจดข้อมูลไว้อย่างเดียว จนกระทั่งมีโอกาสได้เขียนลงเว็บไซต์พันทิป ใช้ชื่อแอ็กเคานต์ว่า ใหญ่เพียร หรือ ใหญ่เพี้ยน อย่างที่หลายคนเรียกกัน ซึ่งเป็นการจุดประกายให้ต่อยอดไปยังช่องทางอื่น”

 ปี 2550 ใหญ่เริ่มเขียนบล็อกในเว็บไซต์บล็อกสปอต (blogspot.com) จากนั้นขยับไปทำยูทูบ เพจเฟซบุ๊ก และล่าสุดเพิ่งเปิดตัวเว็บไซต์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา รวบรวมทั้งเรื่องท่องเที่ยวแยกหัวข้อเป็นภาคกลาง ตะวันออก ใต้ เหนือ และอีสาน รวมถึงเรื่องของที่พักและร้านอาหารด้วย

 “ผมเขียนในบล็อกสปอต เพราะอยากเก็บข้อมูลไว้เป็นประวัติศาสตร์ของตัวเอง ทั้งการถ่ายภาพและการเขียนถือเป็นงานอดิเรก เป็นความชอบส่วนตัว อาจได้รายได้บ้างแต่ก็ไม่ใช่รายได้หลัก เพราะทุกอย่างผมทำด้วยใจรักเป็นหลักอยู่แล้ว”

 เขายังกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันการบันทึกข้อมูลและรูปภาพบนโลกออนไลน์ ทำได้อย่างง่ายดายผ่านโทรศัพท์มือถือ เมื่อได้ภาพสวยๆ และข้อมูลที่จำเป็นครบแล้ว เขาสามารถอัพโหลดทั้งหมดขึ้นเว็บไซต์ได้ทันที รวมถึงพื้นที่ในเว็บไซต์ยังเปิดให้ใครก็ตามที่อยากเขียนเรื่องท่องเที่ยวมาใช้พื้นที่ได้ฟรีด้วย

 “นอกจากข้อมูลและภาพที่จะช่วยอัพเดทข่าวสารให้กับคนไทยแล้ว คนที่ติดตามจะได้ทราบถึงเทคนิคการถ่ายภาพ เช่น การถ่ายดาว ถ่ายทางช้างเผือก และถ่ายถ้ำจากประสบการณ์ตรงของผม ซึ่งอาจเป็นประโยชน์กับช่างภาพมือใหม่ที่อยากสะพายกล้องท่องเที่ยวเหมือนผมก็ได้”

 พื้นที่ของกินเที่ยวกับใหญ่วัยซิ่ง อบอวลไปด้วยบรรยากาศความสนุกสนานที่สะท้อนออกมาผ่านภาพถ่าย และข้อมูลที่เป็นประโยชน์แบบเน้นๆ ทำให้ย่อยง่าย อ่านง่าย และใช้เวลาไม่นาน ตรงกับพฤติกรรมของคนยุคใหม่ที่มักค้นหาข้อมูลบนโลกออนไลน์

ณัฐพงศื ศิริชนะ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ในวัยเกษียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538881

  • วันที่ 03 ก.พ. 2561 เวลา 14:18 น.

ณัฐพงศื ศิริชนะ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ในวัยเกษียน

 โดย วารุณี อินวันนา

 ในวันมอบกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มสำหรับคณะนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมทีม “ขุนด่านเกมส์” ครั้งที่ 39 ที่ จ.นครนายก เป็นเจ้าภาพ วงเงินเอาประกันภัย 836 ล้านบาท

วันนั้น ณัฐพงศ์ ศิริชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก มารับมอบกรมธรรม์ด้วยตัวเอง ในชุดผ้าไทยใบหน้ายิ้มแย้ม อารมณ์ดี โดยที่ดูไม่ออกเลยว่า มีระเบิดเวลาอยู่ในหัวใจ

ชีวิตการทำงานส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้ พัทลุง สงขลา สตูล ภูเก็ต ภูเก็ต กระบี่ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา ตั้งแต่เป็นปลัดอำเภอจนถึงผู้ว่าราชการจังหวัด เพิ่งกลับเข้ากรุงเทพฯ เมื่อปี 2558 ในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกเมื่อปี 2560

ผู้ว่าฯ ณัฐพงศ์ กล่าวว่า นับจากวันนี้ เหลือเวลาอีก 2 ปี 8 เดือน จะเกษียณแล้ว เวลาผ่านไปไวมาก เพราะหลังจากปี 2553 ชีวิตที่เหลืออยู่ถือว่าเป็นกำไร เพราะเป็นการรอดตายจากเส้นเลือดหัวใจตีบ 3 เส้นพร้อมกัน ถึงวันนี้ยังมีระเบิดเวลาอยู่ในหัวใจอีก 1 ลูก เพราะยังมีเส้นเลือดอีก 1 เส้นที่มีระดับความตีบ 50%

“ชีวิตที่เหลืออยู่ จะดำเนินชีวิตตามทางสายกลางตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะก่อนหน้านั้นทำงานหนักมาก เชื่อว่าคนยุคเบบี้บูม จะเหมือนกันคือทำงานหนัก ประเภทสุดโต่ง บ้างาน ทำงานสุดตัว หามรุ่งหามค่ำ กินข้าวกล่อง ไม่ได้ดูแลสุขภาพ พอเวลาใกล้ตาย จะเห็นสัจธรรมว่า อะไรๆ ก็ไม่สำคัญเท่าสุขภาพ”

 นับว่าโชคดีที่รอดตายมาได้ ถึงได้บอกว่า เวลาที่เหลืออยู่คือกำไรของชีวิต

 “จำได้เลยช่วงนั้นเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ปี 2553-2554  ซึ่งวันรุ่งขึ้นจะต้องไปตรวจโกดังข้าว คืนวันนั้นรู้สึกปวดท้องมาก ก็ตื่นมาตอน 5 ทุ่ม 2 ยาม คิดว่าตัวเองเป็นกรดไหลย้อน เพราะเสียงก็แหบไป รู้สึกไม่ไหว

 ตัดสินใจไปหาหมอ กะว่าจะหายามากิน แต่หมอดูแล้วจับตรวจคลื่นหัวใจ สัญญาณบอกว่าตัน 100% 1 เส้น และตัน 90% อีก 2 เส้น หมอสั่งทำบอลลูนหัวใจทันที เส้นที่ตัน 100% ก่อน หลังจากนั้นก็ทำบอลลูนเส้นที่เหลือ สัปดาห์ละเส้น ไม่งั้นผมคงตายไปแล้ว 

 โหย! บอกเลย ชีวิตนี้ สยองตอนนี้ ยังมีอีก 1 เส้นที่ตัน 50% เราเหมือนมีระเบิดเวลาอยู่ในตัว”

 ผู้ว่าฯ ณัฐพงศ์ ย้ำว่า หลังจากทำบอลลูนหัวใจมาแล้ว 3 เส้น ทำให้เรารู้ว่า อะไรก็ไม่สำคัญเท่าสุขภาพ เพราะถ้าสุขภาพไม่ดีก็ทำประโยชน์ไม่ได้ หลังจากนั้น เปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต หันมากินอาหารเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้น ลดอาหารมันๆ จะเน้นทานข้าวแค่ 2 มื้อ ส่วนมื้อเย็นจะทานผักและผลไม้

 นอกจากนี้ เหตุการณ์เจ็บป่วยครั้งวิกฤตในครั้งนั้น ทำให้รู้ว่าครอบครัวสำคัญที่สุด

“เพราะตอนที่เจ็บอยู่บนเตียง คนที่มาดูแลเราตลอดเวลา คือคนในครอบครัว ฉะนั้นคนที่ต้องให้ความสำคัญที่สุด คือ คนในครอบครัวที่อยู่ด้วยกันมา ตอนนั้นนึกขอบคุณภรรยาสุดหัวใจ ที่ดูแลเราอย่างดี เธอสวยขึ้นมาทันที

 ช่วงที่เหลือของชีวิต จะเน้นการทุ่มเทเพื่อสังคม ที่ยึดหลักเรียบง่าย ประหยัด ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และเดินทางสายกลาง ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า”

 สำหรับการทำประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลให้กับนักเรียนนักศึกษา รวมถึงบุคลากร 8,400 คนที่เข้าร่วมแข่งขันกีฬาขุนด่านเกมส์ที่เพิ่งแข่งขันผ่านพ้นไป เพื่อเป็นการหาวิธีการดูแลชีวิตของคนเหล่านี้ให้มีความสบายใจ เพราะการเดินทางโดยรถ ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

“หากเกิดอะไรขึ้นมาแล้ว จะดูแลคนเหล่านี้อย่างไร เพราะดูรอบๆ ตัวแล้ว เห็นว่าไม่มีช่องทางไหนที่จะนำเงินมาช่วยได้ แม้แต่งบประมาณในส่วนของกาชาดจังหวัด ก็ไม่มีหลักเกณฑ์เปิดให้ผู้ว่าฯ นำเงินมาจ่ายให้กับนักกีฬาในการแข่งขันครั้งนี้ จึงต้องพึ่งประกันภัยอย่างเดียว”

ผู้ว่าฯ ณัฐพงศ์ กล่าวว่า การใช้ชีวิตส่วนตัวและการทำงาน เน้นยึดหลักเรียบง่าย ประหยัด ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาตลอด และนำหลักการนั้นมาใช้กับการบริหารขุนด่านเกมส์

“ก่อนหน้านี้มีการเลี้ยงนักกีฬา ใช้เงินเป็นล้านกว่าบาท แต่เราบอกว่าเราไม่มีตังค์ การจัดพิธีเปิด เดิมที่ทำกันมาจะเปิดอย่างยิ่งใหญ่ เราก็ประหยัด เปิดอย่างเรียบง่าย

ปกติจะมีการแจกแมสคอต  เราเปลี่ยนมาเป็นแจกข้าวสารออร์แกนิกปลอดสารพิษใส่ถุง นักกีฬาได้กินข้าวปลอดจากสารพิษสุขภาพแข็งแรง ชาวนาขายข้าวได้”

ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ ณัฐพงศ์ บอกถึงเจตนารมณ์ว่า เพื่อให้เด็กๆ ได้รู้จักความประหยัดพอเพียง สมวัย ไม่ฟุ้งเฟ้อ เลอเลิศ ฟู่ฟ่า อลังการ เน้นไปที่สารัตถะหรือเนื้อแท้ของเกม สร้างความสมัครสมานสามัคคี ทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ให้เข้าใจเกณฑ์การแข่งขัน เพื่อเตรียมตัวสู่การเป็นนักกีฬาทีมชาติต่อไป

เฉลิมพล โขนแจ่ม เต็มที่ทั้งงานและครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538877

  • วันที่ 03 ก.พ. 2561 เวลา 13:48 น.

เฉลิมพล โขนแจ่ม เต็มที่ทั้งงานและครอบครัว

 โดย อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร

นับว่าเป็นบุคคลที่น่าจับตามองสำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์ในขณะนี้ ที่กำลังสยายปีกบุกชิงส่วนแบ่งในตลาดกรุงเทพฯ

ทั้งนี้ นอกจากจะเป็นนักพัฒนาอสังหาฯที่มีประสบการณ์ใน จ.ชลบุรี มากว่า 10 ปีแล้วยังมีบทบาทในฐานะผู้บริหารให้กับธุรกิจครอบครัว ซึ่งเป็นดีลเลอร์ด้านวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ภาคตะวันออกของเอสซีจี รวมทั้งยังมีบริษัทในไลน์วัสดุก่อสร้างอีก 11 แห่งที่อยู่ภายใต้การดูแล แม้งานจะมากแต่ก็ให้ความสำคัญกับครอบครัวควบคู่กัน

เฉลิมพล โขนแจ่ม กรรมการผู้จัดการบริษัท เอปัส ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป เปิดเผยว่าด้วยสมัยเด็กที่เป็นนักเรียนประจำเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา ทำให้เรารู้จักคิดและคิดเป็นขณะเดียวกันยังทำให้รู้จักการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น คือทำอย่างไรให้อยู่ได้อยู่เป็น

ทั้งนี้ กิจกรรมที่ชื่นชอบในวัยเด็กคือการเล่นกีฬา เล่นเป็นหลายอย่าง แต่ที่ชื่นชอบคงเป็นฟุตบอล เป็นกีฬาซึ่งเล่นเป็นทีมทำให้ตัวเขาเองได้เรียนรู้อะไรต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความสามัคคีและช่วยเหลือ การเรียนรู้ซึ่งกันและกัน การทำงานเป็นทีม รู้จักหลบหลีกรู้จักการแพ้ชนะ

ที่สำคัญคือต้องมีการวางแผนเพื่อตั้งรับการรุกหรือถอย ซึ่งปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่ รวมทั้งการเล่นกอล์ฟ ทั้งนี้ประสบการณ์ที่ได้จากการเล่นกีฬาได้นำมาปรับใช้กับการทำงานในตอนนี้ด้วย

นอกจากเรื่องงานแล้ว ยังให้ความสำคัญกับครอบครัวเน้นการทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการไปทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเล่นกีฬา ไปเรียนดนตรี เหล่านี้เพื่อให้ลูกทั้งสองคน ซึ่งมีอายุ11 ขวบ และ 9 ขวบ มีประสบการณ์ รู้จักคิด แก้ปัญหาที่ต้องเผชิญ รู้จักเข้าสังคม

“ในส่วนของการเลี้ยงลูกจะไม่บังคับแต่จะแนะแนวทางให้ เช่น เรื่องของเงินไปโรงเรียนเราให้เป็นก้อน และเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดไม่จ่ายเพิ่มให้ เขาต้องบริหารจัดการเอง เป็นต้น เราเลี้ยงลูกจากประสบการณ์ตัวเรา ซึ่งตอนเด็กพ่อแม่ก็ไม่ได้บังคับให้ต้องเรียนอย่างไรใช้ชีวิตอย่างไร แต่การที่ไปอยู่โรงเรียนประจำให้เราต้องดิ้นรน ขณะเดียวกันก็สอนให้เราเข้าสังคมไปในตัว

ทุกวันนี้ทำงานอย่างหนัก แต่นอกเวลางานก็เต็มที่เช่นกัน คือพอถึงเวลา 5 โมงเย็น จะหยุดปิดเครื่อง หันไปโฟกัสที่ครอบครัว ซึ่งมองว่าไม่ว่าจะเรื่องการทำงานหรือครอบครัวต้องทำอย่างเต็มที่” เฉลิมพล กล่าว

เฉลิมพล กล่าวเพิ่มว่า ตนเองจบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งจบมาในปี 2541 เจอภาวะวิกฤตต้มยำกุ้ง มี 56 ไฟแนนซ์ถูกปิดกิจการ เลยไม่ได้ทำงาน

ประกอบกับตนเองเป็นลูกชายคนเดียวในบ้านจากจำนวนพี่น้อง 4 คนมีธุรกิจครอบครัวคือบริษัท บ้านอำเภอเทรดดิ้ง ซึ่งเป็นร้านวัสดุก่อสร้าง โดยเข้ามาเรียนรู้งานได้เพียง 1 เดือน คุณพ่อก็ปล่อยให้ดูแลกิจการเอง ตอนนั้นคิดว่าจะต้องดูแลธุรกิจที่บ้านให้ดีที่สุดขณะเดียวกันก็ไม่ได้คาดหวังว่าเราจะต้องได้อะไรจากที่บ้าน

การทำงานทำแบบลองผิดลองถูกเรียนรู้จากคนรอบข้าง หาสิ่งใหม่ๆเข้ามาพัฒนาเรื่อยๆ การทำงานมีปัญหามากแต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี จากดีลเลอร์เล็กๆ จนปัจจุบันพัฒนาเป็นดีลเลอร์ด้านวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ภาคตะวันออก

“ทั้งนี้ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา นอกจากจะเน้นการสร้างคนสร้างบุคลากรที่มีประสิทธิภาพแล้ว เรายังได้วางระบบปฏิบัติการต่างๆ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเดิมที่เรามีพนักงานเพียง 20 คนปัจจุบันมีประมาณ 300 คน เนื่องจากมีการแตกไลน์ธุรกิจใหม่รวม 11 บริษัท”

สำหรับหลักการทำงานนั้น เฉลิมพลจะเน้นการสร้างการมีส่วนร่วม มองว่าพนักงานคือพาร์ตเนอร์ เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ ทำให้เขารู้สึกมีความเป็นเจ้าของการมีส่วนต้องรับผิดชอบไม่ใช่ลูกจ้างทั้งนี้บริษัทมีความชัดเจนเรื่องของผลตอบแทน เราจะสร้างคนจากข้างในตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อให้เติบโตไปพร้อมๆ กันไม่ใช้วิธีดึงคนจากข้างนอกเข้ามาเป็นพนักงาน ซึ่งต้องสร้างความเชื่อถือในวัฒนธรรมองค์กร”

อย่างไรก็ดี ในอีก 5 ปีข้างหน้าตัวเฉลิมพลเองจะใช้เวลาทำงานน้อยลงไม่ใช่การหยุดทำงาน แต่เป็นการทำให้ธุรกิจขับเคลื่อนตัวเองได้ด้วยคนที่เราสร้างขึ้น

“เราจะต้องพัฒนาองค์กร พัฒนาวิธีการทำงาน เพื่อให้บริษัทที่มีอยู่ทั้งหมดสามารถดำเนินงานสอดคล้องเดินไปพร้อมกันได้”

ชฎากร ธนสุวรรณเกษม จิตนิ่งมีสมาธิด้วยมวยไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538863

  • วันที่ 03 ก.พ. 2561 เวลา 10:38 น.

ชฎากร ธนสุวรรณเกษม จิตนิ่งมีสมาธิด้วยมวยไทย

แม้หน้าที่การงานจะเคร่งเครียดแต่บนใบหน้าของ “นิ” ชฎากรธนสุวรรณเกษม กรรมการผู้จัดการบริษัท AVG Thailand สาวลูกครึ่งฮ่องกง-ไทย ก็ยังเห็นรอยยิ้มที่สดใสได้

เพราะมีเคล็ดลับคลายเครียดคือ เธอชื่นชอบการออกกำลังกายด้วยมวยไทยมาก เพราะมวยไทยเป็นกีฬาที่ทำให้เธอได้ฝึกทั้งสมาธิ สติ และได้เหงื่อไปด้วยในตัว

แรงดึงดูดในกีฬามวยไทย

การเป็นนักบริหารในแวดวงไอทีด้วยบริษัทที่เธอดูแล ถือเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงในยุค 4.0 เพราะบริษัททำงานด้านดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง ทำการตลาดทั้งที่จีนและประเทศไทย เช่น หากมีผู้ประกอบการชาวไทยสนใจไปทำธุรกิจที่ประเทศจีน หรือคนจีนต้องการมาทำธุรกิจที่ประเทศไทย เธอและทีมงานจะเป็นผู้แนะนำถึงช่องทาง และสินค้าอะไรบ้างที่จะได้รับความนิยมบนออนไลน์ เธอจะช่วยวางกลยุทธ์ให้รวมทั้งแนะนำการซื้อสื่อ การโฆษณาภาพนิ่ง การทำคอนเทนต์และทำโปรดักชั่นต่างๆ บนออนไลน์ด้วย

หน้าที่หลักของชฎากร คืองานบริหารองค์กรทั้งภายในและภายนอกภายในคือการดูแลทีมงานในการวางกลยุทธ์ต่างๆ ภายนอกคือการติดต่อกับลูกค้าทั้งคนจีนและคนไทย ดูเทรนด์ตลาดทั้งจีนและไทยว่ามีสื่ออะไรใหม่ๆน่าสนใจบ้าง รวมทั้งศึกษาพฤติกรรมของคนจีนเปลี่ยนไปไหม? ลูกค้าสินค้าบางตัวเหมาะกับคนจีน เป็นต้น

เห็นใบหน้าเป็นหมวยอินเตอร์ที่อ่านเขียนภาษาจีนได้คล่องกว่าภาษาไทยเพราะเธอมีคุณพ่อเป็นชาวฮ่องกง จึงสามารถพูดได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีนกลาง จีนแต้จิ๋ว กวางตุ้ง และภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี แต่เธอกลับชอบเรียนมวยไทย ซึ่งก่อนหน้านั้นเธอออกกำลังกายมาแล้วหลายชนิด เช่นว่ายน้ำ แบดมินตัน และเล่นเวตเทรนนิ่งแต่ในที่สุดก็มาตกหลุมรักในกีฬามวยไทยได้ 2 ปีแล้ว

“2 ปีที่แล้วเคยเล่นเวตเทรนนิ่ง โดยให้เทรนเนอร์มาสอนที่บ้าน แต่เล่นไปสักพักรู้สึกเบื่อ เพราะต้องเล่นท่าซ้ำๆใน 1 เซตแล้วเล่นสัปดาห์ละ 3 วันเล่นแต่เวตเทรนนิ่งเพราะผู้หญิงเล่นไม่ค่อยใช้เครื่อง เล่นไปได้ 6 เดือนเริ่มเบื่อ จึงปรึกษากับเทรนเนอร์ว่า จะเล่นอะไรต่อไปด้วยดี เทรนเนอร์ก็แนะต่อยมวยไหม เพราะเขาก็ชกมวยอยู่แล้ว”

ครั้งแรกที่ชฎาพรได้ยินคำว่า ต่อยมวย ความรู้สึกคือมันเท่มาก เพราะมีไม่กี่ประเทศที่มีกีฬาประจำชาติอย่างมวยไทย เธอจึงอยากเรียน ก็ต้องไปที่ค่ายมวยใกล้ๆ ที่ทำงานนั่นคือ ค่ายคงสิทธา

เนื่องจากการจะฝึกมวยต้องมีระเบียบวินัย ไปค่ายมวยจึงเหมาะสมที่สุดและมวยไทยเป็นกีฬาที่ต้องเล่นจริงจังเธอยอมรับว่าเล่นครั้งแรกๆ เพียงแค่วอร์มอัพเธอก็หมดแรงแล้ว ไม่มีแรงจะไปออกหมัดและออกสเต็ป เริ่มรู้สึกท้อเพราะคิดว่าหนักเกินไปสำหรับผู้หญิงหรือเปล่า

เธอจึงเกิดความท้าทาย อยากเอาชนะใจตัวเอง โดยตั้งเป็น “แพลน เยียร์เรสต์โซลูชั่น” ว่าในแต่ละปีเธอจะทดลองทำสิ่งใหม่หนึ่งอย่างให้สำเร็จภายในปีนี้ เธอจึงฮึดสู้และต่อยมวยมาเรื่อยๆ จนผ่านมาได้ 2 ปีแล้ว และกลายเป็นกีฬาโปรดเสียด้วย

ปรัชญาทางธุรกิจที่ได้จากการชกมวย

การชกมวย ชฎากรบอกว่าเป็นกีฬาที่หนัก เมื่อเกิดความท้อก็ต้องให้กำลังใจตัวเอง เสน่ห์ของมวยไทย คือเป็นศิลปะที่ได้รับการถ่ายทอดศิลปะมาแต่โบราณกาล ซึ่งแตกต่างจากกีฬาชนิดอื่นๆ

“มวยเป็นกีฬาที่ไม่ใช่การฝึกซ้ำๆแล้วจะทำได้ แต่มันต้องมีเทคนิค สำหรับนิต่อยมวยไทยต้องมีเทคนิคท่วงท่าถือเป็นศิลปะแขนงหนึ่งเลยทีเดียว ครูต้องสื่อสารให้เราเข้าใจว่า ทำไมต้องใช้ท่านี้ เช่น การเตะ ถ้าเราดูคือแค่ยกขาเตะ แต่จริงๆ แล้วคือการยกเท้าเตะ 2 จังหวะ ซึ่งมันเร็วมากเพื่อจะได้เพิ่มแรง ส่วนอีกขาต้องยืนให้มั่นคงอย่างไร มือต้องป้องกันอย่างไร

ต่อยมวยไม่ใช่ต่อยอย่างเดียว ต้องปกป้องกันตัวเองได้ด้วย ป้องกันการสวนกลับของคู่ต่อสู้ มวยจึงเป็นกีฬาที่ท้าทายมาก และการเลือกเทรนเนอร์ที่รู้ใจก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน อีกทั้งกีฬามวยมีเสน่ห์ตรงต้องใช้สมาธิสูงหากวันใดนอนน้อย ต่อยแค่ 4 หมัดก็มึนแล้ว ดังนั้นสมองและจิตต้องมีสมาธิมากๆ”

อีกทั้งตัวเธอได้ปรัชญาในการต่อยมวย ซึ่ง นิ ชฎากร บอกว่า บางครั้งดูผิวเผินอาจจะไม่เห็นอะไรในกีฬามวยแค่เป็นกีฬาที่ใช้กำลังชกต่อยเตะคู่ต่อสู้แต่หากมองให้ลึกลงไป กีฬามวยซ่อนอะไรไว้หลายๆ อย่าง เช่น มีตำนานมีที่มาที่ไป ทำไมต่อยต้องป้องกันตัวเองไปในตัว ซึ่งเหมือนปรัชญาทางธุรกิจ

“คือเราจะบุกอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูช่วงจังหวะการตั้งรับด้วย ซึ่งแตกต่างจากกีฬาชนิดอื่น เช่น ทีมฟุตบอลมีผู้เล่น 11 คน แต่เราต่อยมวยมีคนเดียวเราต้องคิดให้รอบด้าน คิดตลอดเวลาถ้าคุณพลาดปุ๊บนั่นคือการบาดเจ็บเวลาที่นิซ้อมกับเทรนเนอร์ก็ต้องดูคิวดีๆ ไม่อย่างนั้นเราจะทำให้เทรนเนอร์บาดเจ็บได้ ซึ่งจริงๆ ไม่ควร เพราะมันเป็นอาชีพเป็นเครื่องมือทำงานของเขาดังนั้นเราต้องดูแลต้องเชฟคู่ชกเราด้วย”

สำหรับความถี่ในการมาชกมวย เธอก็ให้ไม่น้อย เฉลี่ย 2 วัน/สัปดาห์ เพราะเธอศึกษามากก่อนจากคู่มือการออกกำลังกายที่ดี ซึ่งแนะนำว่า ไม่ควรหยุดออกกำลังกายเกิน 3 วัน ถ้าหยุดนานกว่า 3 วัน จะส่งผลต่อตัวเองคือ เส้นจะเริ่มตึง ไม่คล่องแคล่วเหมือนเก่า

“เวลามาชกมวย ต้องวอร์มอัพร่างกายก่อน 20 นาที หลังจากนั้นเริ่มต่อย วอร์มอัพคือการกระโดดเชือกให้ร่างกายและหัวใจเราตื่นตัว ยืดเส้นนี่คือการวอร์ม หลังวอร์มร่างกายแล้วก็ไปต่อยกับเทรนเนอร์ ซึ่งเทรนเนอร์จะให้เราทำท่าซ้ำๆ จากนั้นกระบวนท่าต่างๆ จะมารวมกัน

ต่อยเสร็จก็มาคูลดาวน์ร่างกายซึ่งสำคัญมากๆ แรก ๆ นิไม่เข้าใจ เล่นเหนื่อยแล้วมาคูลดาวน์อีกทำไหม แต่จริงๆ คูลดาวน์สำคัญเพราะวอร์มคือการทำให้ร่างกายเราตื่นตัวได้ยืดเส้นยืดกล้ามเนื้อ เมื่อออกกำลังกายเสร็จก็ต้องมายืดเส้นอีกครั้ง แรกๆ นิไม่ยอมคูลดาวน์จนครูดุ แต่พอทำแล้วรู้สึกสบายจริงๆ คือเมื่อก่อนนิชอบไปสปาชอบไปนวด แต่พอได้คูลดาวน์หลังออกกำลังกายแล้ว ไม่ต้องไปสปาอีกเลย เพราะไม่รู้สึกว่าเส้นปวดตึง มีน้อยมาก”

ประโยชน์ที่ได้จากภายในจิตใจ

การชกมวยมีคุณประโยชน์หลายประการสำหรับ นิ ชฎากร นอกจากทำให้ร่ายกายแข็งแรงแล้ว เธอยังได้ฝึกจิตไปในตัวอีกด้วย

“เมื่อก่อนนิทำงานในแวดวงเอเยนซี ต้องทำงานเร็วคล่องว่องไวตลอดเวลา ในหัวสมองคิดสร้างสรรค์งานอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งมีปัญหาต้องแก้ไขเยอะแยะ มีอะไรมากระทบที่ทำให้ต้องโต้ตอบทันที หรือหาวิธีแก้ทันทีแต่การต่อยมวยทำให้นิรู้สึกว่าจิตนิ่งและคิดตัดสินใจก่อนพูดเยอะขึ้น เพราะต่อยมวยต้องว่องไว แต่ไม่กี่วินาทีตรงนั้นนิต้องประเมินผลหลายๆ อย่าง

เช่น เขาต่อยมาฝั่งไหน แล้วเราหลบอย่างไร อันนี้คือการดีเลย์ ต้องคิดต้องมีสติ คิดประมวลผลว่าหลบอย่างไรถ้าเราไม่ประมวล ต่อยกลับตรงๆ ไม่เวิร์กต้องหลบก่อน ซึ่งหลายปัญหาในการทำงานปัญหามาตรงๆ แล้วจะแก้ตรงๆคือไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เราจึงต้องมีสติ ทำให้ช่วงดีเลย์เป็นประโยชน์ นิจึงรู้สึกตัวเองว่า ตัดสินใจได้ดีขึ้น เราต้องดูหลายแฟกเตอร์มากกว่าเมื่อก่อน อันนี้คือได้ที่ภายในเลย”

สำหรับภายนอกร่างกายจริงๆฟอร์มของการออกกำลังกายคือ 30%มาจากการออกกำลังกาย อีก 70% มาจากการกิน ดังนั้นการออกกำลังกายเพื่อให้ผอมไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะเธอชอบรับประทาน แต่สังเกตการออกกำลังกายทำให้เธอมีจำนวนมวลกล้ามเนื้อที่เยอะขึ้น ร่างกายเฟิร์มและแข็งแรงขึ้น ป่วยน้อยลงอีกด้วย

สุดท้ายชฎากรบอกว่า มวยไทยถือเป็นศิลปะที่มีชีวิต เธอคิดว่าตนเองโชคดีที่เกิดมาเป็นคนไทยที่มีศิลปะในการออกกำลังกายและการใช้ชีวิตได้ศึกษา ได้ปฏิบัติตาม อีกทั้งมวยไทยยังเป็นวัฒนธรรมและถือเป็นมรดกที่งดงามของไทย ที่ครั้งหนึ่งทุกคนควรได้มาสัมผัส

“นอกจากมวยจะเป็นศิลปะแล้วมวยยังเหมาะกับผู้หญิง เพราะแฝงด้วยวิชาป้องกันตัวเองในเวลาคับขันได้ครูเคยสอนว่าให้นิผลักเขา ซึ่งเขาตัวใหญ่มากๆ สูง 180 เซนติเมตร แต่นิสูง160 เซนติเมตร ครูจะสอนวิธีผลัก คือเราต้องตั้งหลักให้ดี หากมีหลักผลักแล้วครูเซไปจริงๆ การต่อยมวยจึงใช้ป้องกันตัวเองได้ด้วย แต่โชคดีที่นิไม่เคยใช้ฝีมือปกป้องตัวเอง อย่างน้อยเรารักตัวเองออกกำลังกาย เราไม่เป็นภาระกับคนในครอบครัว ไม่เจ็บป่วยก็เป็นความรักแบบหนึ่ง แต่อย่างน้อยๆนิคิดว่าตัวเองมีสติมากขึ้นกว่าเมื่อ 2ปีก่อน”

สูงวัยสุขภาพดี คุณออกแบบได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538457

  • วันที่ 01 ก.พ. 2561 เวลา 11:30 น.

สูงวัยสุขภาพดี คุณออกแบบได้

ต้องใส่ใจกันตั้งแต่เรื่องการรับประทาน ลดเนื้อสัตว์ให้น้อยลง ลดแป้ง ลดน้ำตาล ลดหวาน ลดเค็ม นั่นเป็นเรื่องพื้นๆ ที่เราฟังกันจนชินหู แต่ที่ต้องใส่ใจให้มากกว่านั้นและหลายคนอาจจะนึกไม่ถึง ก็คือ เรื่องของการดื่มน้ำ โดยเฉพาะน้ำเย็นนั้นไม่เป็นผลดีของสุขภาพสำหรับวัย 40 ขึ้นไป

ตอนเป็นวัยรุ่น วัยหนุ่มสาวหรือวัยทำงานนั้นจะหยิบจับอะไรเข้าปาก นั่นถือว่าเป็นเรื่องง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องซีเรียสอะไรทั้งนั้น แต่พอทะลุเลขสี่ เข้าใกล้เลขห้าเข้ามาแล้วละก็ เป็นช่วงวัยแห่งการต้องเลือกกินอย่างจริงจัง จะตามใจปากอย่างที่ผ่านมาไม่ได้อีกแล้ว เพราะความเสื่อมแห่งวัยมันมีมากขึ้น การดูแลตัวเองทั้งเรื่องสุขภาพและจิตใจจึงสำคัญมาก ไม่อย่างนั้นจะเป็นการขุดหลุมฝังตัวเองด้วยปากของคุณเอง ที่สำคัญโดยปกติแล้วผู้หญิงอายุ 30 กว่าๆ ถ้าไม่ดูแลการกินจะอ้วนขึ้นอย่างน้อยปีละ 1 กก.กันอยู่แล้ว

ใครจะไปคิดว่ากับแค่การดื่มน้ำเย็นจะให้โทษได้ หมอทางด้านอายุรแพทย์ กล่าวว่า การดื่มน้ำเย็นนั้นส่งผลหลายอย่าง เป็นส่วนหนึ่งในการส่งผลให้เกิดอาการแขนขาอ่อนแรง สะสมจนดำเนินไปสู่โรคอัมพฤกษ์ได้ ซึ่งสืบค้นต้นตอไปๆ มาๆ ก็พบว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการดื่มน้ำเย็น หรือน้ำแข็งเป็นประจำนั่นเอง ยิ่งไม่ชอบรับประทานผัก แล้วรับประทานแต่เนื้อสัตว์เป็นหลักด้วยแล้วละก็ จะเป็นตัวเร่งให้เกิดโรคต่างๆ เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ซึ่งร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนมาก่อนหลายครั้ง ก่อนที่จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงออกมาอย่างชัดเจน

เริ่มจากจะมีอาการมึนเวียนศีรษะได้ง่าย บ่อยครั้งจะมีอาการเหมือนเห็นแสงไฟแวบๆ ขณะกะพริบตา ตามมาด้วยการพูดเริ่มติดๆ ขัดๆ สุดท้ายเกิดอาการวูบกะทันหัน จนต้องนำส่งโรงพยาบาล เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งผู้ป่วยก็ไม่สามารถขยับร่างกายซีกซ้ายได้แล้ว นี่คืออาการของโรคเส้นเลือดตีบที่สมองในวัยเพียง 40 ปี ที่ชอบทานแต่น้ำเย็นมาตลอดเวลา

การดื่มน้ำเย็นสำหรับคนไทยนั้นทำให้ไตต้องรับกำจัดความเย็นออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว ขับน้ำเย็นมากักเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ เตรียมขับออกเป็นน้ำปัสสาวะ ทำให้ผู้ที่ชอบดื่มน้ำเย็นก็ยิ่งขาดน้ำ จนเลือดข้นหนืดไปหมด ประกอบกับหลอดเลือดที่เริ่มแข็งกระด้างไม่ยืดหยุ่น ทำให้มีคราบไขมันและของเสียไปยึดเกาะตามผนังหลอดเลือดจนเกิดการพอกพูนกลายเป็นโรคหลอดเลือดตีบ ก็เพราะน้ำเย็นที่ชอบทานเป็นประจำนั่นเอง

น้ำเย็นเป็นของต้องห้ามสำหรับร่างกาย กระเพาะเมื่อเจอของเย็นเข้าไปการทำงานจะด้อยลงทันที เกิดเป็นอาหารไม่ย่อย อาหารบูดเน่า หมักหมมอยู่ในกระเพาะและลำไส้ ลำไส้ก็ดูดซึมของเสียจากกากอาหารพวกนี้กลับเข้าสู่เส้นเลือดต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถ่ายอุจจาระออกจากร่างกายของเรา เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะทานของเย็นๆ ดื่มน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นก็ได้

ไตของคนเราเปรียบเสมือนเครื่องกรองน้ำอันน่าอัศจรรย์ ทำหน้าที่ช่วยกรองของเสียออกจากเลือดแล้วขับออกทางปัสสาวะ การทำหน้าที่ตลอด 24 ชม.ไม่มีวันหยุดของไตนั้น ถ้าเราไปซ้ำเติมด้วยการรับประทานสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกาย รวมทั้งน้ำเย็นด้วย ก็จะทำให้เกิดภาวะไตอ่อนแอ และจะส่งสัญญาณร้องให้ตัวเรารู้ ดังนี้ การดื่มน้ำเย็นเป็นภัยมากกว่าจะคาดคิด

1.ปัสสาวะบ่อยขึ้น อั้นปัสสาวะได้ไม่นาน เมื่อดื่มน้ำเข้าไปแล้วต้องวิ่งเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ส่วนกลางคืนก็ต้องลุกขึ้นเข้าห้องน้ำหลายครั้งต่อคืน

2.มักมีอาการปวดหลัง ปวดเอวบ่อยๆ โดยเฉพาะเวลานั่งนานๆ

3.ปวดเมื่อยตามข้อและร่างกายง่าย เช่น ปวดข้อเข่า ปวดต้นคอ

4.หลอดเลือดตีบตัน หรือหลอดเลือดแข็งได้ง่าย

โดยเฉพาะหากใครยังชอบดื่มน้ำเย็น นมเย็น กาแฟเย็น น้ำอัดลม น้ำหวานเย็น ชาเย็น อยู่เป็นประจำ ระวังจะมีอาการปวดหลังปวดตัวตามมา ถ้ารักที่จะดูแลใส่ใจเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี ก็ควรจะต้องดูแลตนเองง่ายๆ ด้วยการดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำในอุณหภูมิห้อง เพื่อที่จะช่วยปรับเลือดที่หนืดข้นให้หายข้น ด้วยการเพิ่มน้ำเข้ากระแสเลือด โดยการดื่มน้ำอุ่นให้ได้ 8-10 แก้วทุกวัน จะช่วยทำให้เลือดไหลเวียนสะดวกอย่างต่อเนื่อง

ถ้าเราดื่มน้ำน้อยกว่าวันละ 1 ลิตร เลือดซึ่ง 90% ทำมาจากน้ำก็จะไหลเวียนไม่สะดวก ร่างกายก็จะขับของเสียได้ยาก ขณะเดียวกันสารอาหารในเลือดก็ส่งไปถึงร่างกายช้า ทางแพทย์จีนบอกว่าถ้าเกิดเลือดลมเดินไม่สะดวก นี่เป็นบ่อเกิดสารพัดโรคเลย

รวมทั้งออกกำลังกายเป็นประจำเท่าที่จะสามารถทำได้ อย่างน้อย 15-20 นาทีทุกวัน ด้วยการยืดเส้นยืดสาย หรือเดินออกกำลังกาย เพื่อจะช่วยให้เลือดไหลเวียนสม่ำเสมอ นอกจากนี้ควรจะงดหรือลดไม่กินอาหารเนื้อสัตว์ ของทอด ของหวานจัด เพราะทำให้เกิดอนุมูลอิสระปริมาณมาก จนทำให้หลอดเลือดแข็ง

ดังนั้น ถ้าอยากสูงวัยแบบแข็งแรงสุขภาพดี ก็ต้องเริ่มวางแผนสุขภาพกันเสียแต่วันนี้ อยากสูงวัยแบบสง่างามเราออกแบบได้และควรลงทุนกับสุขภาพเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อผลดีทันตาเห็นในวัยแค่ 40 ปลายแล้วยังสวย หล่อ ดูดีกันอยู่

เอไอเอสแจงขอผ่อนผันชำระเงินประมูลคลื่น900 MHz

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 เม.ย. 2561 เวลา 21:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/546853

เอไอเอสแจงขอผ่อนผันชำระเงินประมูลคลื่น900 MHz

เอไอเอสชี้แจงขอผ่อนผันชำระเงินประมูลคลื่น 900 MHz นำเงินไปลงทุนขยายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ จำกัด กล่าวว่า ตามที่ผู้ประกอบการโทรคมนาคมผู้ได้รับใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 MHz ได้ยื่นหนังสือถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ขอพิจารณาผ่อนผันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz งวดที่ 4 ในปี 2563 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายออกไปเป็น 7งวด และยกเว้นการเรียกเก็บดอกเบี้ยจากการผ่อนผันชำระเงินดังกล่าวด้วย ตั้งแต่เดือนกันยายน 2560 ซึ่ง คสช. ได้ส่งให้ กสทช. พิจารณาเหตุผลและความจำเป็นต่ออุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน และกสทช. ได้พิจารณาเสนอกลับไปยัง คสช. ให้ขยายออกไปเพียง 5 งวด พร้อมให้ชำระดอกเบี้ยนโยบายซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยกลางที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ประมาณ 1.5%)นั้น นับว่าเป็นข้อเสนอมาตรการผ่อนผันที่เพียงพอที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการโทรคมนาคม เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมทีวีดิจิตอล ที่ได้รับการพิจารณามาตรการผ่อนผันการชำระเงินประมูลทีวีดิจิตอลเมื่อวันที่ 20ธันวาคม 2559 ซึ่งผู้ประกอบการทั้ง 2 อุตสาหกรรมเป็นผู้ที่ได้ใบอนุญาตจากการประมูลคลื่นความถี่จากกสทช. เช่นเดียวกัน จึงควรได้รับการพิจารณาในหลักการเดียวกัน

ทั้งนี้การยื่นขอพิจารณาการผ่อนผันการชำระค่างวดเงินประมูลงวดที่ 4 ทางบริษัทฯขอชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นการขอลดจำนวนเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ที่ต้องชำระให้แก่ภาครัฐแต่อย่างใด แต่เป็นการขอความช่วยเหลือเพื่อขยายจำนวนงวดชำระงวดสุดท้ายเท่านั้น และบริษัทฯพร้อมที่จะชำระดอกเบี้ยตามที่รัฐได้กำหนดขึ้น ซึ่งไม่ได้ทำให้รัฐ และประชาชนเสียประโยชน์แต่อย่างใด

ขณะเดียวกันบริษัทฯยังคงปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กสทช.กำหนดไว้เดิม โดยได้มีหลักประกันธนาคารให้แก่กสทช.ครบถ้วนตามมูลค่าคลื่นที่ต้องชำระ ดังนั้น การแบ่งชำระของบริษัทฯจึงไม่ได้เป็นการผิดนัดการชำระ จนต้องคำนวนเป็นอัตราดอกเบี้ยค่าปรับ (15%) หรือทำให้รัฐเสียประโยชน์จากการผิดนัด

อี-คอมเมิร์ซไทยชนเทศ ใครจะอยู่ ใครจะไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 เม.ย. 2561 เวลา 06:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/546761

อี-คอมเมิร์ซไทยชนเทศ ใครจะอยู่ ใครจะไป

…iPrice

ประกาศอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อเดือน มี.ค.ว่า อาลีบาบาเพิ่มเงินลงทุนในลาซาด้ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรุกตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากยิ่งขึ้น การลงทุนครั้งนี้จึงชัดเจนแล้วว่า อาลีบาบามองเห็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะขึ้นเป็นแถบประเทศที่สำคัญต่อการเติบโตของบริษัท

บริษัท iPrice บริษัทอี-คอมเมิร์ซใน 6 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เล็งเห็นการเข้ามารุกตลาดของบริษัท อาลีบาบา ครั้งนี้ จึงได้จัดทำการศึกษาเปรียบเทียบการแข่งขันของบริษัทอี-คอมเมิร์ซสัญชาติไทยชนต่างประเทศขึ้น โดยเก็บข้อมูลทราฟฟิกและโซเชียลมีเดียตั้งแต่เดือน เม.ย.-ธ.ค. 2560 ในการศึกษาที่ชื่อว่า The Map of eCommerce หรือสงครามอี-คอมเมิร์ซ

ผลการศึกษาดังกล่าวพบว่า ไตรมาส 4 ในปี 2560 ที่ผ่านมาค่าเฉลี่ยทราฟฟิกของร้านค้าอี-คอมเมิร์ซโตกว่า 70% จากไตรมาส 2 กล่าวคือ ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้เข้าชมอย่างรวดเร็วในช่วง 9 เดือน ซึ่งในช่วงปลายปีที่มีกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดัน ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังพบว่า Chilindo เป็นแบรนด์ อี-คอมเมิร์ซที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศไทยซึ่งมีโมเดลธุรกิจที่แตกต่างจากร้านค้าอี-คอมเมิร์ซอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง โดยมุ่งเน้นการขายสินค้าในรูปแบบประมูล โดยผู้บริโภคนั้นสามารถประมูลสินค้าเริ่มต้น เพียง 1 บาท นับเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2560 ที่ผ่านมา โดย ในไตรมาส 2 บริษัทอยู่อันดับที่ 4 มีทราฟฟิกอยู่ที่ 3,056,000 ครั้ง/เดือน ต่อมาไตรมาส 3 ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 3 โดยมีทราฟฟิก 11,916,883 ครั้ง/เดือน และไตรมาส 4 ปี 2560 ขึ้นเป็นอันดับที่สอง รองจากลาซาด้า โดยมีทราฟฟิก 13,484,858 ครั้ง/เดือน

ขณะที่สองยักษ์ใหญ่ที่เข้ามาจากต่างประเทศอย่างลาซาด้าและช้อปปี้ ก็มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดตลอดมา แต่ถ้าหากพูดถึงช้อปปี้ แม้จะเป็นรอง ลาซาด้าตลอดมา แต่ไตรมาส 4 ก็สามารถขึ้นเป็นอันดับหนึ่งบนแอพสโตร์ที่มียอดดาวน์โหลดแซงหน้าลาซาด้าไปได้ แต่การแข่งขันอย่างดุเดือดระหว่างสองยักษ์ใหญ่นี้คงจะยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะในปีนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขายจากทั้งสองบริษัทที่จะโปรโมทให้บริษัทดังเป็นพลุแตกอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นครบรอบวันเกิดของแต่ละบริษัท แคมเปญ 11.11 และ 12.12 เป็นต้น

โซเชียลมีเดียเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทางบริษัทใช้ในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งแต่ละบริษัทมีกลยุทธ์ในการเลือกช่องทางการสื่อสารที่แตกต่างกันออกไป โดยมีช่องทางหลักๆ คือ เฟซบุ๊ก ไลน์ และอินสตาแกรม

ทั้งนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในปีที่ผ่านมาพบว่า Carnival แบรนด์แฟชั่น ไทยสามารถขึ้นนำแบรนด์เทศในอินสตาแกรม เพราะตรงกับกลยุทธ์การทำตลาดของแบรนด์ Carnival ที่เป็นแบรนด์สตรีท แฟชั่น เน้นการโพสต์ภาพบนอินสตาแกรม และบอกรายละเอียดของสินค้าชัดเจน จึงทำให้ประสบความสำเร็จบนอินสตาแกรม

นอกจากนี้ ยังพบว่าแบรนด์ Karmart ซึ่งเป็นแบรนด์ไทย เลือกใช้ไลน์เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารกับลูกค้าคนไทย ที่นิยมใช้ไลน์เป็นแอพพลิเคชั่นหลัก จนมีผู้ติดตามในไลน์กว่า 14 ล้านคน ขณะที่ลาซาด้า ที่มาอันดับหนึ่งนั้นมีผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ปี 2561 นี้จึงถือเป็นปีที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับตลาดอี-คอมเมิร์ซทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าผลประโยชน์คงตกไปอยู่ที่ผู้บริโภค จากการมีตัวเลือกมากขึ้นในแง่ของสินค้าและคุณภาพของบริการ

กสทช.เผยปี60คนไทยใช้เน็ตผ่านมือถือกว่า 3พันล้านกิกะไบต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 เม.ย. 2561 เวลา 14:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/546699

กสทช.เผยปี60คนไทยใช้เน็ตผ่านมือถือกว่า 3พันล้านกิกะไบต์

กสทช. เผยปี 60 คนไทยทั้งประเทศใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือประมาณ 3.3 พันล้านกิกะไบต์ ใช้บริการเสียงเฉลี่ยประมาณ 43,460 ล้านนาที

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า จากรายงานของสำนักงาน กสทช. พบว่า จากการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปี 2560 มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้งานอยู่จำนวนทั้งสิ้น 121.53 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็น กลุ่มบริษัท AIS จำนวน 53.05 ล้านเลขหมาย คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ร้อยละ 43.65 รองลงมาคือกลุ่มบริษัท TRUE จำนวน 36.05 ล้านเลขหมาย คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 29.66 และกลุ่มบริษัท DTAC จำนวน 30 ล้านเลขหมาย คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 24.69 ส่วนกลุ่ม CAT และกลุ่ม TOT มีจำนวน 0.11 ล้านเลขหมาย และ 2.32 ล้านเลขหมายตามลำดับ โดยคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 0.09 และ 1.91 ตามลำดับ

สำหรับข้อมูลปริมาณการใช้บริการเสียงของโอเปอเรเตอร์หลัก 3 ราย คือกลุ่มบริษัท AIS กลุ่มบริษัท TRUE และกลุ่มบริษัท DTAC ระหว่างปี 2557 – 2560 มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2557 ปริมาณการใช้งานบริการเสียงมีจำนวน 70,720.42 ล้านนาที ปี 2528 ลดลงเหลือ 62,851.09 ล้านนาที ปี 2559 ลดลงเหลือ 51,021.48 ล้านนาที และปี 2560 มีปริมาณการใช้งานบริการเสียงจำนวน 43,460.84 ล้านนาที โดยกลุ่มบริษัท AIS มีปริมาณการใช้บริการเสียงสูงสุดในแต่ละปี ตามด้วยกลุ่มบริษัท DTAC และกลุ่มบริษัท TRUE อย่างไรก็ตาม ในปี 2559 และ 2560 กลุ่มบริษัท TRUE มีปริมาณการใช้งานบริการเสียงมากกว่ากลุ่มบริษัท DTAC ทั้งนี้ในปี 2560 คนไทยใช้บริการเสียงผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่เฉลี่ยประมาณ 2 นาที ต่อคนต่อวัน ลดจากเดิมปี 2557 ที่ใช้บริการเสียงเฉลี่ยประมาณ 4 นาที ต่อคนต่อวัน

นายฐากร กล่าวว่า ในส่วนของข้อมูลปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (การใช้บริการดาต้า) ของโอเปอเรเตอร์หลัก 3 ราย พบว่า แนวโน้มปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยพบว่า เมื่อสิ้นปี 2560 มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่จากโอเปอเรเตอร์รายใหญ่ 3 กลุ่มบริษัท (กลุ่มบริษัท AIS กลุ่มบริษัท TRUE และกลุ่มบริษัท DTAC) สูงถึง 3,294,325,000 กิกะไบต์ (หรือ 3 ล้านเทราไบต์โดยประมาณ) โดยเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2557 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 6 เท่าตัว ภายใน 4 ปี ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตของการใช้งานที่สูงมาก คิดเป็นปริมาณการใช้งานดาต้าโดยเฉลี่ย 4.11 กิกะไบต์ ต่อคนต่อเดือน แสดงให้เห็นว่าในปี 2560 ใน 1 วันแต่ละคนมีการใช้งานดาต้าเฉลี่ย 0.14 กิกะไบต์ หรือ 140 เมกะไบต์ (หมายเหตุ : 1 เทราไบต์ เท่ากับ 1024 กิกะไบต์)

ข้อมูลดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความต้องการใช้คลื่นความถี่เพื่อการสื่อสารข้อมูลผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดภายหลังจากการประมูลคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ ในปี 2555 และ 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ ในปี 2558 – 2559 ที่ทำให้มีการให้บริการ 3G/4G อย่างแพร่หลายทั่วประเทศ ทำให้สังคมไทยก้าวสู่สังคมออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ มีการใช้งานโซเชียลมีเดียสูง เช่น มีผู้ใช้งาน Facebook กว่า 40 ล้านคน และมีผู้ใช้งาน Line กว่า 30 ล้านคน ในประเทศไทย เป็นต้น นอกจากนั้นยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านการทำธุรกรรมออนไลน์ในระบบ Mobile Banking หรือ FinTech ทำให้เกิดระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Promptpay ซึ่งมีผู้ใช้งานกว่า 39 ล้านคนในปัจจุบัน ทำให้การซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการสามารถทำได้ง่าย สะดวกสบาย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถดำเนินการได้ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้ทุกที่ ทุกเวลา เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง

5 เทรนด์ใหม่ภัยบนไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 เม.ย. 2561 เวลา 05:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/546511

5 เทรนด์ใหม่ภัยบนไซเบอร์

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

บริษัท ไซแมนเทค (Nasdaq : SYMC) จัดทำรายงานภัยคุกคามประจำปีฉบับที่ 23 (Internet Security Threat Report หรือ ISTR) พบอาชญากรไซเบอร์ใช้วิธีการโจมตีเมื่อปี 2560 มีด้วยการ 5 เทรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้น จากการได้รับจากเครือข่ายข้อมูลไซเบอร์ภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่กว่า 157 ประเทศในทุกทวีป สำหรับไทยมีแนวโน้มการโจมตีเพิ่มขึ้น

เชรีฟ เอล-นาบาวี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมระบบประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก บริษัท ไซแมนเทค เปิดเผยว่า การโจมตีมีด้วยกัน 5 เทรนด์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2560 และคาดว่าจะมี แนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2561 คือ 1.การโจมตีแบบใช้ทรัพยากรคนอื่นมาใช้ในการขุดหาเหรียญดิจิทัล โดยจะลักลอบใช้งานทรัพยากรระบบในการขุดเหรียญดิจิทัล เป้าหมายโจมตีขยายไปทุก พื้นที่ ตั้งแต่คอมพิวเตอร์บ้าน ศูนย์ ข้อมูลขนาดยักษ์ ซึ่งจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดกว่า 8,500% ในช่วงระหว่างปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ปัจจัยมาจากการเพิ่มมูลค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของสกุลเงินดิจิทัล เมื่อเดือน ธ.ค. สูงถึง 1.7 ล้านบาท ทำให้อาชญากรพยายามสร้างรายได้จาก การโจมตีทั้งบนเครื่องทั่วไป ระบบ คลาวด์ของผู้ใช้ตามบ้านทั่วไป จนถึง ระดับองค์กรขนาดใหญ่ นอกจากนี้ อุปกรณ์ไอโอทีก็เป็นเป้าหมายหลักในการโจมตี พบว่ามีเพิ่มขึ้นกว่า 600% ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา แม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ แอปเปิ้ลแมค ยังพบว่ามีการโจมตีเพิ่มขึ้นกว่า 80%

ขณะที่เทรนด์ที่ 2 การโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย ส่วนใหญ่ใช้เพียงวิธีเดียวในการแพร่เชื้อเข้าสู่ระบบ เป้าหมาย ซึ่งการโจมตีจากกลุ่มทีมงานมืออาชีพแบบเจาะจงเป้าหมายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีมากกว่า 140 กลุ่มแล้วในตอนนี้ และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในส่วนของเทรนด์ที่ 3 เกิดขึ้นวงการอุตสาหกรรมซึ่งการโจมตีมุ่งเน้นฝังตัวในระบบของบริษัทผู้ผลิตโปรแกรม ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของเป้าหมายที่ต้องการโจมตี เพิ่มขึ้น 2 เท่าในปีที่ผ่านมา ซึ่งนั่นเทียบเท่ากับมีการโจมตีอย่างน้อย 1 ครั้งในทุกๆ เดือน เปรียบเทียบกับปีก่อนๆ ที่มีการโจมตีเพียง 4 ครั้งตลอดทั้งปี เช่น โจมตีที่เป็นข่าวโด่งดังของไวรัส Petya

เทรนด์ที่ 4 ไวรัสบนอุปกรณ์มือถือ มีสายพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้น 54% เนื่องจากมีผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการเก่าอยู่เป็นจำนวนมาก ปัญหาต่างๆ ก็ยิ่งเลวร้ายลง ตัวอย่างเช่นบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ มีผู้ใช้งานเวอร์ชั่นหลักล่าสุดเพียง 20% และมีเพียง 2.3% ที่มีการอัพเดทแพตช์ความปลอดภัย เทรนด์ที่ 5 กลุ่มอาชญากรไซเบอร์ มองไวรัสเรียกค่าไถ่เป็นสินค้าทำเงินระยะยาว ค่าเฉลี่ยของค่าไถ่ได้ลดลง อยู่ที่ระดับ 522 ดอลลาร์สหรัฐ อาชญากรมองไวรัสเรียกค่าไถ่เป็นสินค้าที่สามารถเป็นแหล่งทำเงินได้ในระยะยาว

สำหรับปีนี้คาดว่าเทรนด์โจมตีจะใช้ไอโอทีควบคุมแปลงเข้าไปปลอมฝังตัวอยู่ มัลแวร์รูปแบบไอโอทีและอุปกรณ์ไอโอทีต่างๆ เพราะไอโอทีเป็นอุปกรณ์ที่ยังมีระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงแนวโน้มใช้แมชีนเลิร์นนิ่งสำหรับการโจมตี และคริปโตเคอเรนซีจะถูกโจมตีเพิ่มขึ้น องค์กรต้องวางระบบภัยคุกคามอัจฉริยะ ส่วนผู้ใช้งานทั่วไปต้องหมั่น