เน็ตประชารัฐคึกคัก ยอดใช้แตะ2.7ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 มี.ค. 2561 เวลา 07:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/543437

เน็ตประชารัฐคึกคัก ยอดใช้แตะ2.7ล้าน

ดีอีเผยประชาชนเข้าถึงเน็ตประชารัฐแล้ว 2.7 ล้านคน ภาคอีสานนำโด่ง สนใจหาข้อมูลผ่านกูเกิล และยูทูบมากที่สุด

น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จำนวนผู้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตภายใต้โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หรือเน็ตประชารัฐ ณ วันที่ 5 มี.ค. 2561 มีจำนวนทั้งสิ้น 2.7 ล้านคน โดยพบว่าวัตถุประสงค์ของการใช้งานอันดับ 1 เป็นการค้นหาข้อมูลพื้นฐานทั่วไป โดยมีการเข้าถึงกูเกิลและเฟซบุ๊กมากที่สุด ขณะที่กลุ่มผู้ใช้งานส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 20-30 ปี

ทั้งนี้ พื้นที่โครงการเน็ตประชารัฐที่ประชาชนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากที่สุด ได้แก่ พื้นที่ภาคอีสานใน จ.ร้อยเอ็ด โดยได้ติดตั้งไว-ไฟฟรี 2.47 หมื่นหมู่บ้านครบถ้วนแล้ว ขณะที่การให้บริการโครงข่ายแบบเปิด (Open Access) เพื่อเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ตเข้าถึงครัวเรือนโดยตรงนั้น คาดว่าจะเชื่อมโยงเครือข่ายแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ จากการให้บริการของโอเปอเรเตอร์ ทั้งนี้แม้ว่าจะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเข้าถึงครัวเรือนแล้วนั้น แต่ยังคงให้บริการไว-ไฟฟรีหมู่บ้านละ 1 จุดเช่นเดิม

นอกจากนี้ กระทรวงได้เดินหน้าสร้างการรับรู้การใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตให้กับประชาชน เพื่อใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงบริการของภาครัฐ และเพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชนผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ) และการทำการตลาดออนไลน์ ทั้งนี้กระทรวงตั้งเป้ามีประชาชนเข้าโครงการสร้างการรับรู้การใช้ประโยชน์ถ่ายทอดความรู้การใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐให้กับประชาชนจำนวน 1 ล้านคน ภายในเดือน เม.ย. 2561 และขยายไปทั่วประเทศภายในปีนี้

ภาพประกอบข่าว

เอสเอฟขับเคลื่อน โรงหนังสู่ยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 มี.ค. 2561 เวลา 06:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/543427

เอสเอฟขับเคลื่อน โรงหนังสู่ยุค 4.0

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

วิสัยทัศน์ของเอสเอฟ ต้องการเป็นผู้นำด้านดิจิทัลไลฟ์สไตล์ นั่นคือก้าวแรกของการจับมือร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดบริการขายตั๋วหนังผ่านโมบายแบงก์กิ้งแอพพลิเคชั่น เอสซีบี อีซี่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ด้านดิจิทัลและเข้าถึงไลฟ์สไตล์ความต้องการของลูกค้าในยุค 4.0 ซึ่งบริษัทได้ดำเนินการมาร่วม 4 ปี สำหรับการวางระบบรองรับกับยุคดิจิทัล

สุวิทย์ ทองร่มโพธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานปฏิบัติการ บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น ผู้บริหารโรงภาพยนตร์เอสเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทเดินยุทธศาสตร์ผลักดันธุรกิจสู่ผู้ให้บริการโรงหนังยุค 4.0 โดยใช้เทคโนโลยีผสมกับการออนไลน์ขับเคลื่อน เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงลูกค้าและสร้างประสบการณ์ในด้านดิจิทัล ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้ลงทุนพัฒนาระบบหลังบ้านมากกว่า 30 ล้านบาท

ขณะที่แนวโน้มการซื้อตั๋วผ่านทางออนไลน์เติบโตเร็วมาก นับตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งมีสัดส่วน 3% และปีที่ผ่านมาได้เพิ่มเป็น 10% จากยอดการซื้อตั๋วหนังทั้งหมด 18 ล้านใบ เอสเอฟจึงจับมือร่วมกับเอสซีบี อีซี่ เปิดขายตั๋วหนังผ่านแอพพลิเคชั่น จากก่อนหน้านี้เอสเอฟมีแอพพลิเคชั่นอยู่แล้ว แต่การร่วมมือกับเอสซีบี อีซี่ ทำให้การซื้อตั๋วหนังเป็นเรื่องง่ายมากขึ้น และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย

ทั้งนี้ พฤติกรรมการดูหนังส่วนใหญ่จะวางแผนการดูล่วงหน้า ดังนั้นแอพพลิเคชั่นดังกล่าวจึงมาตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยทำงาน นอกจากนี้ยังมองว่าโอกาสการเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ๆ ของเอสซีบี อีซี่ ซึ่งมียอดผู้ใช้งานปัจจุบัน 6 ล้านราย และคาดว่าสิ้นปีเพิ่มเป็น 10 ล้านราย อย่างไรก็ดีเป้าหมายการจับมือร่วม คาดว่าจะมีกลุ่มลูกค้าซื้อตั๋วผ่านออนไลน์เพิ่มเป็นสัดส่วน 30% และผลักดันให้ยอดการขายตั๋วเพิ่มจาก 18 ล้านใบ เป็น 19 ล้านใบ

อย่างไรก็ดี แนวโน้มอีก 5 ปีข้างหน้า เชื่อว่าพฤติกรรมการซื้อตั๋วหนังของกลุ่มลูกค้าจะต้องเปลี่ยนไป โดยสัดส่วนทางออนไลน์หรือแอพพลิเคชั่นเพิ่มไม่ต่ำกว่า 50-60% ขณะที่การซื้อตั๋ว ณ จุดจำหน่ายจะเริ่มลดลง เพราะไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โทรศัพท์มือถือกลายเป็นทุกสิ่งของการดำเนินชีวิต

“ปกติการซื้อตั๋วจากแอพเอสเอฟต้องเปิดถึง 7 เพจ โดยเข้าไปเปิดแอพพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ของโรงหนัง แล้วจึงมาชำระเงินที่ช่องทางธนาคาร แต่จากนี้เมื่อลูกค้าเปิดแอพเอสซีบี อีซี่ แล้วคลิกที่ไอคอนดูหนัง เลือกภาพยนตร์ที่ชื่นชอบ เลือกรอบ เลือกที่นั่งและจำนวนที่ต้องการ ชำระเงินก็สามารถออกตั๋วหนังได้ ซึ่งเท่ากับว่าเปิดหน้าเพียง 4 เพจเท่านั้น มีความง่ายและสะดวก”

สุวิทย์ กล่าวว่า เทคโนโลยีโลกเสมือนจริง หรือวีอาร์ จะมีให้เห็นในโรงภาพยนตร์ แต่เทคโนโลยีที่เข้ามาสร้างสีสันให้กับผู้ชมหรือสร้างประสบการณ์รับชมรูปแบบใหม่ๆ แต่คงไม่ถึงขั้นเปลี่ยนไปทั้งหมด และที่สำคัญภาพยนตร์วีอาร์ต้องขึ้นอยู่กับการสร้างคอนเทนต์ด้วย แต่มองว่าเทคโนโลยีจออาจต้องปรับเปลี่ยนใหม่ จากการใช้โปรเจกเตอร์ไปสู่การใช้จอแบบแอลอีดี เพื่อเพิ่มอรรถรสการรับชม

สำหรับการทำตลาดในปีนี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวมูฟวี่คลับการ์ด เป็นบัตรลอยัลตี้โปรแกรมที่มอบรางวัลให้กับลูกค้าที่เฉพาะเจาะจงและลงลึกมากขึ้น ซึ่งจะเปิดตัวในเร็วๆ นี้ ส่วนแผนขยายสาขาปีนี้ลงทุน 160 ล้านบาท เปิดเพิ่ม 8 สาขา หรือ 40 โรง หรือเฉลี่ยลงทุน 15-20 ล้านบาท/สาขา จากปีที่ผ่านมามีราว 57 สาขา จำนวน 373 โรง

นั่นคือการปรับตัวของธุรกิจโรงหนังซึ่งมีมูลค่า 3,700 ล้านบาท และเติบโต 3-4% ต่อปีเท่านั้น เมื่อโลกเปลี่ยนการดึงให้คนมาดูหนังต้องใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนและช่องทางจำหน่ายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยรับผู้บริโภคยุค 4.0 ยังไม่รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ของระบบจอหนังที่โรงหนังจะต้องยกเครื่องใหม่

ชู “ดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม” ปั้นนิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 มี.ค. 2561 เวลา 22:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/543349

ชู "ดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม" ปั้นนิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี

โดย…จะเรียม สำรวจ

เทคโนโลยีที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้บริโภค ส่งผลให้กลุ่มเซ็นทรัลต้องปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจครั้งใหญ่ ด้านการทรานส์ฟอร์มธุรกิจผสมผสานการทำธุรกิจออฟไลน์และออนไลน์ไปพร้อมๆ กันเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ

ญนน์ โภคทรัพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ บริษัทจะเป็นเจ้าของธุรกิจค้าปลีกอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มด้วย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลให้ทัน

ดังนั้น จึงวางยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจอีก 5 ปีนับจากนี้ (2561-2565) ด้วยการพากลุ่มเซ็นทรัลสู่การเป็น “นิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี” (NEW CENTRAL, NEW E-CONOMY) เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม (Digi-Lifestyle Platform) แห่งแรกในประเทศไทย และมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ

สำหรับกลยุทธ์ที่กลุ่มเซ็นทรัลเลือกนำมาใช้ คือ ดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม ซึ่งจะถูกพัฒนาขึ้นมาในทุกกลุ่มธุรกิจในเครือ เพื่อต่อยอดไปยังธุรกิจใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยการขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 3 มิติสำคัญ คือ 1.ข้อมูล (Data) จัดเก็บข้อมูลทั้งหมด (Data Lake) จากทุกกลุ่มธุรกิจไว้บนระบบคลาวด์ เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจที่ตรงกันเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าเชิงลึก (Single view of customer) และมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าให้กับลูกค้า

2.ลอยัลตี้ และการตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล (Loyalty & Personalized experience) ผ่านแพลตฟอร์มใหม่ของเดอะวัน (The 1) ซึ่งจะทำให้กลุ่มเซ็นทรัลสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นกับลูกค้า และตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลได้ดียิ่งขึ้น 3.ออมนิแชนแนล แพลตฟอร์ม (Omnichannel Platform) พัฒนาให้ทุกธุรกิจในเครือของกลุ่มเซ็นทรัลก้าวสู่การเป็นออมนิแชนแนล แพลตฟอร์มอย่างแท้จริง สามารถเชื่อมต่อประสบการณ์การช็อปปิ้งระหว่างโลกออฟไลน์ และออนไลน์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ทุกที่ ทุกเวลา

นอกจากนี้ กลุ่มเซ็นทรัลยังได้จับมือร่วมกับ JD.Com ยักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซจากประเทศจีน ใช้งบลงทุนกว่า 1.75 หมื่นล้านบาท จัดตั้ง เจดี เซ็นทรัล (JD CENTRAL) สร้างธุรกิจมาร์เก็ตเพลส (Marketplace) ภายใต้ชื่อ JD.co.th เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าของกลุ่มธุรกิจในเครือกลุ่มเซ็นทรัล

แนวทางดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้กลุ่มเซ็นทรัลก้าวสู่การเป็น “ดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม” อย่างรวดเร็วและครบวงจรยิ่งขึ้น โดยภายในเดือน พ.ค.นี้ เว็บไซต์ JD.co.th จะเริ่มดำเนินการเปิดให้บริการแก่ลูกค้า พร้อมเปิดโอกาสให้สินค้าไทยได้มีโอกาสนำสินค้าเข้าจำหน่ายในตลาดโลก

การร่วมทุนกับ JD.com ดังกล่าว ไม่เพียงทำให้เกิดมาร์เก็ตเพลสแห่งใหม่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ในอนาคตยังจะมีการต่อยอดความสำเร็จไปสู่ 2 ธุรกิจใหม่ คือ 1.อี-โลจิสติกส์ (E-Logistics) กลุ่มเซ็นทรัลจะก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์รายใหญ่ของประเทศไทย พร้อมบริการออนดีมานด์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น และ 2.อี-ไฟแนนซ์ (E-Finance) กลุ่มเซ็นทรัลมุ่งหน้าสู่การเป็นบริษัทฟินเทค (Fintech) เต็มตัว ให้บริการด้านการเงินอย่างครบวงจร (One stop-integrated financial system) ครอบคลุมทั้งบริการอี-เพย์เมนต์ (E-Payment) และอี-ไฟแนนเชียล (Financial) สำหรับทั้งลูกค้า และซัพพลายเออร์

อย่างไรก็ดี เพื่อให้การพัฒนาดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม เป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ กลุ่มเซ็นทรัลยังให้ความสำคัญกับ 4 องค์ประกอบหลัก ที่จะสามารถตอบสนองลูกค้าแบบไลฟ์สไตล์ ออนดีมานด์ และบรรลุเป้าหมายการเป็นนิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี อย่างแท้จริง คือ 1.พันธมิตร (Alliance) ที่ผ่านมากลุ่มเซ็นทรัลได้ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลก ได้แก่ ดุสิตธานี เจดีดอทคอม ฮ่องกงแลนด์ และอิเกีย เป็นต้น

2.เทคโนโลยี (Technology) โดยการพาธุรกิจสู่การเป็นสุดยอดเทคคอมปานี (Technology Company) ด้วยการสร้างอี-คอมเมิร์ซแพลตฟอร์มที่ดีที่สุด การสร้างฐานข้อมูลลูกค้าบนคลาวด์ การสร้างแพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์ใหม่ของเดอะวัน หรือการลงทุนต่อเนื่องในด้านโลจิสติกส์ และศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัย

องค์ประกอบที่ 3 คือ คน (People) ที่ยังคงสรรหา และส่งเสริมพนักงานที่เก่ง ดี และมีความสามารถในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านดิจิทัลเข้ามาร่วมพัฒนาธุรกิจ และ 4.ชุมชน (Community) ด้วยการให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมภายใต้โครงการ “เซ็นทรัลทำ” เพื่อตอบแทนชุมชนและสิ่งแวดล้อม

เอไอเอสลั่นที่1โมบายเพย์เมนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 มี.ค. 2561 เวลา 05:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/543169

เอไอเอสลั่นที่1โมบายเพย์เมนต์

เอไอเอสโดดถือหุ้นแรบบิท ไลน์ เพย์ มุ่งขึ้นผู้นำแพลตฟอร์ม โมบายเพย์เมนต์ใน 3 ปี ผ่านแรบบิท ไลน์ เพย์ ด้านเอ็มเปย์หันจับลูกค้าองค์กร

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานกรรมการ บริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า บริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ หรือเอ็มเปย์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของเอไอเอส ได้เข้าถือหุ้นจำนวน 33.33% ในบริษัท แรบบิท ไลน์ เพย์ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่สังคมไร้เงินสด และมุ่งให้ แรบบิทไลน์ เพย์ ก้าวสู่แพลตฟอร์มการชำระเงินทางมือถืออันดับ 1 ในประเทศไทยภายใน 3 ปี

ทั้งนี้ ถือเป็นการนำความแข็งแกร่งของผู้นำใน 3 ธุรกิจมาผสานกัน ได้แก่ เอไอเอส ผู้นำด้านโทรคมนาคมกลุ่มโมบายและฟิกซ์บรอดแบนด์ ที่มีลูกค้ามากกว่า 40 ราย ขณะที่ไลน์ผู้นำด้านแชตแพลตฟอร์ม ด้วยจำนวนผู้ใช้มากกว่า 42 ล้านราย และแรบบิท ผู้นำด้านไมโครเพย์เมนต์และระบบขนส่งสาธารณะ อันดับ 1 โดยสมาชิกบัตรแรบบิทกว่า 8.5 ล้านคน

สำหรับการร่วมทุนครั้งนี้ เอไอเอสได้เข้าร่วมทุนผ่านการซื้อขายหุ้นเพิ่มในบริษัท แรบบิท ไลน์ เพย์ จำนวน 1,999,998 หุ้น ในราคาหุ้นละ 393.75 บาท รวมเป็นเงิน 787 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถือหุ้น 33.33% ขณะที่ผู้ร่วมทุนเดิมคือ ไลน์ เพย์ คอร์ปอเรชั่น และไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) ถือหุ้น 33.33% และ แรบบิทเพย์ ถือหุ้น 33.33%

นอกจากนี้ ได้วางเป้าหมายเพื่อขยายธุรกิจให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์และการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคดิจิทัล รวมทั้งเชื่อมั่นว่าฐานลูกค้าและแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งของพันธมิตร จะช่วยสร้างโอกาสและผลักดันธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

ที่ผ่านมาเอไอเอสได้ปรับโมเดลธุรกิจจากการเป็นโมบายโอเปอเรเตอร์สู่ดิจิทัลเซอร์วิสโพรวายเดอร์ และมุ่งสร้างอีโคซิสเต็มที่แข็งแกร่งจากพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เพื่อสู่เป้าหมายการทำ 5 แพลตฟอร์มที่เอไอเอสวางไว้ ได้แก่ ด้านโมบายมันนี่แพลตฟอร์ม วิดีโอแพลตฟอร์ม ไอโอทีแพลตฟอร์ม คลาวด์คอมพิวติ้งแพลตฟอร์ม และพาร์ตเนอร์แพลตฟอร์ม

ขณะเดียวกันยังถือเป็นการเดินหน้าโมบายมันนี่แพลตฟอร์มตามนโยบายของ เอไอเอส จากเดิมมี เอ็มเปย์ เป็นผู้ให้บริการโมบายมันนี่อยู่แล้วกว่า 10 ปี โดยจะส่งผลให้เอไอเอสก้าวสู่แพลตฟอร์มการให้บริการโมบายเพย์เมนต์อย่างแข็งแกร่งมากขึ้น

หลังจากนี้ เอ็มเปย์จะขยับไปสู่ลูกค้าองค์กร หรือ B2B และให้ลูกค้ากลุ่มคอนซูเมอร์มาใช้บริการผ่านแรบบิท ไลน์ เพย์แทน เช่น ชำระค่าบริการของ เอ็มเปย์กว่า 200 รายการ การเพิ่มช่องทาง ชำระค่าสินค้าและบริการของแรบบิทไลน์เพย์ และใช้ช่องทางเอไอเอสทั้ง เอไอเอสเทเลวิซ ตู้เติมเงินกว่า 2 แสนจุดเพื่อเติมเงิน

จับตาไอทีไตรมาสแรก องค์กรลงทุนเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 มี.ค. 2561 เวลา 22:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/543168

จับตาไอทีไตรมาสแรก องค์กรลงทุนเทคโนโลยี

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตลาดสินค้าไอทีและอุปกรณ์ต่างๆ จึงมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ขณะที่ภาครัฐและเอกชนต้องทรานส์ฟอร์มองค์กร ทำให้ต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนทางเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นจับกระแสตลาดไอทีและเทคโนโลยีไตรมาสแรก

สุระ คณิตทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอมเซเว่น (COM7) ผู้ประกอบการค้าปลีกสินค้าไอทีรายใหญ่ เปิดเผยว่าภาพรวมร้านค้าปลีกสินค้าไอทีในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ประเมินว่ามีอัตราการเติบโต 10% ถือว่าอยู่ในภาวะที่ดีใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งมีอัตราการเติบโต 10% เนื่องจากกลุ่มผู้ประกอบการเปิดตัวสินค้าและเทคโนโลยีใหม่ๆ ในช่วงปลายปีที่ผ่านมาและคนต้องการเปลี่ยนสินค้ารุ่นใหม่ๆ เพื่อใช้ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ สินค้ากลุ่มไอทีเติบโตใกล้เคียงกันหมด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโทรศัพท์มือถือ พบว่าพฤติกรรมการซื้อของคนไทยเริ่มยกระดับเพิ่มขึ้นจากราคาเริ่มต้น 7,000 บาทมาเป็นระดับราคา 7,700-8,000 บาท และสมาร์ทโฟน ทั้งไอโฟน ซัมซุง หัวเว่ย มีราคาเฉลี่ยต่อเครื่องที่สูง เพื่อรองรับความต้องการของตลาด นอกจากนี้ กลุ่มการ์ดจอ แม้ว่ามูลค่าของบิตคอยน์จะผันผวน แต่อัตราการซื้อการ์ดจอไม่ตกลง ส่วนหนึ่งมาจากกระแสอี-สปอร์ตที่มาแรงต่อเนื่อง

ขณะที่ตลาดโน้ตบุ๊กเติบโตมาจากมีรุ่นสำหรับการเล่นเกมเปิดตัวมากขึ้น อย่างไรก็ดีประเมินว่าตลาดค้าปลีกในช่วงไตรมาส 2 การเติบโตจะชะลอตัวลง หรือเติบโตเพียง 5% เนื่องจากเป็นสงกรานต์ กำลังซื้อส่วนใหญ่จะจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว รวมทั้งยังเป็นช่วงปิดเทอม ซึ่งถือว่าเป็นโลว์ซีซั่นของตลาดค้าปลีกไอที และในช่วงไตรมาส 3 ตลาดจะกลับมาคึกคัก จากการที่อุปกรณ์ไอที ค่ายโทรศัพท์มือถือต่างๆ เปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่

สำหรับบริษัทยังเดินหน้ากลยุทธ์ในปี2561 ด้วยการขยายสาขาบานาน่า สตูดิโอ7 เป็นต้น จากปี 2560 มีสาขาทั้งหมด 434 สาขา ให้ครบ 600 สาขา แบ่งเป็นการบริหารของคอมเซเว่น 500 กว่าสาขา และธุรกิจแฟรนไชส์คาดว่าจะมีผู้สนใจกว่า 100 ราย รายได้ปี 2561 ตั้งเป้าโตอย่างน้อย 15% จากในปีที่ผ่านมารายได้กว่า 2.2 หมื่นล้านบาท

ดุสิต สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท เจมาร์ท โมบาย กล่าวว่าแนวโน้มตลาดโทรศัพท์มือถือยังคงเติบโตมีมูลค่าเพิ่มจาก 1.1 แสนล้านบาท เพิ่มเป็น 1.2 แสนล้านบาท ปีที่ผ่านมาบริษัทสามารถจำหน่ายมือถือได้ 1.2 ล้านเครื่อง สำหรับปีนี้ลงทุน 130 ล้านบาท ขยายสาขาเพิ่ม 75 สาขา จากเดิมมี 225 สาขา อย่างไรก็ดี บริษัทวางแผนนำสินค้าไอโอทีอุปกรณ์เออาร์กับวีอาร์ และสมาร์ทโฮม มาจำหน่ายภายในร้าน เพื่อรองรับกับความต้องการในอนาคตของกลุ่มลูกค้าจาริตร์ สิทธุ หัวหน้าฝ่ายบริหารจัดการ ไอดีซี ประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีในช่วงไตรมาสแรกอยู่ในภาวะเติบโตเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นช่วงที่ภาครัฐและเอกชนกำลังอยู่ในช่วงดำเนินการตามแผนการลงทุน อย่างไรก็ดี เชื่อว่าไตรมาส 2 การลงทุนทางด้านเทคโนโลยีจะปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหลังสงกรานต์ไปแล้ว

แม้ว่าเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนไม่โดดเด่นมากนัก แต่มือถือกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์ จึงทำให้ตลาดยังเติบโตได้ ส่วนการลงทุนเทคโนโลยีภาครัฐและเอกชนจะช้าหรือเร็ว จุดหมายปลายทางคือการทรานส์ฟอร์มประเทศให้ได้ภายใน 3 ปี ดังนั้นจึงมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

เดินหน้ายูโซเน็ตโซนซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 มี.ค. 2561 เวลา 08:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/542671

เดินหน้ายูโซเน็ตโซนซี

“พิเชฐ” เผย บอร์ดดีอี เห็นชอบรับยูโซเน็ต 15,732 หมู่บ้าน กลับมาดูแลแทน กสทช. เตรียมมอบหมายให้ทีโอที เป็นผู้ดำเนินการ

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแทนนายกรัฐมนตรี เมื่อ วันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติให้กระทรวงดีอี รับมอบโครงการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมพื้นที่โซนซีที่เหลือจำนวน 15,732 หมู่บ้าน หรือโครงการยูโซเน็ต 15,732 หมู่บ้าน กลับมาดูแลแทนสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยจะมอบหมายให้บริษัท ทีโอที เป็น ผู้ดำเนินการ ซึ่งกระบวนการหลังจากนี้จะนำเสนอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติให้ กสทช.พิจารณาการจัดสรรงบประมาณตามแผน การจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (แผน USO) มาใช้ในการให้บริการครอบคลุมพื้นที่โซนซี ทั้งหมด 40,423 หมู่บ้าน ภายใต้เงื่อนไข ให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบไร้สายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายกับผู้ใช้บริการ เป็นระยะเวลา 5 ปี ดูแลและบำรุงรักษาโครงข่ายเน็ตประชารัฐที่ครอบคลุมหมู่บ้าน เป็นระยะเวลา 5 ปี และสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะ (ศูนย์ USO NET และศูนย์ดิจิทัลชุมชน) เพื่อสร้างโอกาสและพัฒนาศักยภาพให้กับประชาชนให้สามารถเข้าถึงและใช้งานบริการโทรคมนาคมพื้นฐาน เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2561 เป็นต้นไป

ขณะที่นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า โครงการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมพื้นที่โซนซีจำนวน 15,732 หมู่บ้าน ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,929 หมู่บ้าน หรือโครงการเน็ตชายขอบที่ กสทช.ดูแลอีกหนึ่งโครงการ ดังนั้นการตั้งเงื่อนไขราคาให้บริการอินเทอร์เน็ตตามครัวเรือนอยู่ที่ 200 บาท ของโครงการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมพื้นที่โซนซีจำนวน 15,732 หมู่บ้าน ไม่สามารถใช้ราคาเดียวกับโครงการเน็ตชายขอบได้ เพราะมีมาตรฐานในการกำหนดราคาต่างกัน

นอกเหนือจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังมีมติรับทราบผลการดำเนินการโครงการ “เน็ตประชารัฐ” ที่กระทรวงดีอีดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จสิ้น 24,700 หมู่บ้านทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2560 รวมถึงการดำเนินกิจกรรมสร้างการรับรู้ และการใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐให้กับประชาชน ซึ่งจะดำเนินการเสร็จสิ้นภายในเดือน ก.ย. 2561

ยื้อ หรือ หยุด โปรดฟังคำขอสุดท้ายก่อนตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 ก.พ. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/538456

ยื้อ หรือ หยุด โปรดฟังคำขอสุดท้ายก่อนตาย

บริษัท ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม ให้ความหมายของคุณภาพชีวิตระยะท้ายไว้ว่า เป็นภาวะความเป็นอยู่ที่มีความพอใจ สุขใจ สุขกาย และมีความสงบ ปลอดภัย มีสิทธิ เสรีภาพ และมีความเข้าใจจากครอบครัวที่พร้อมปรับตัวรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีความไม่สุขกาย สบายใจ จากอาการเจ็บป่วย พร้อมทั้งตอบสนองความต้องการและความคาดหวังที่ยังห่วงกังวล เพื่อให้สามารถดูแลตนเองเท่าที่จะสามารถทำได้ และจากไปอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ชีวิตของเราได้รับการเตรียมพร้อมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมการเกิด เรียนหนังสือ เข้าทำงาน มีชีวิตครอบครัว แต่การเตรียมพร้อมสำหรับความตายเป็นเรื่องที่หลายคนหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง ทั้งที่เรื่องนี้เป็นสิ่งจำเป็น คำถามคือ การเตรียมพร้อมสำหรับความตายทำได้หรือไม่ อย่างไร ในทางธรรมอาจพูดถึงมรณานุสติ แต่ก่อนจะไปถึงวาระสุดท้ายของชีวิต บางคนต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจก่อนจะสิ้นลมหายใจ

ส่วนหนึ่งของหนังสือ ปัจฉิมอาพาธ พุทธทาสมหาเถระ โดยท่านพุทธทาสภิกขุ มีเนื้อหาเกี่ยวกับความตาย ความว่า “การตายเป็นหน้าที่ของสังขารอย่างไม่มีทางเปลี่ยนแปลงแก้ไข นอกจากการต้อนรับให้ถูกวิธี”

แล้วอะไรคือการต้อนรับความตายอย่างถูกวิธีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะท้าย…

 

รู้จัก Living Will ความต้องการวาระสุดท้าย

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า เมืองไทยกำลังจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว หนึ่งในปัญหาทางการแพทย์ที่จะตามมาก็คือจำนวนของผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้ป่วยติดเตียงที่เพิ่มจำนวนขึ้น เมื่อบวกรวมกับปัญหาการขาดองค์ความรู้และความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแล้ว จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตระยะท้ายของผู้ป่วย

แม้ปัจจุบันจะมีกลุ่มคนที่เข้าใจเรื่องการเตรียมคุณภาพชีวิตระยะท้ายมากขึ้น แต่ยังไม่ได้ขยายวงกว้าง เพื่อเป็นการปูทางสำหรับอนาคต สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และชีวามิตร จึงเปิดอบรม “อยู่อย่างมีความหมาย จากไปอย่างมีความสุข” เพื่อทำความเข้าใจใน 3 มิติ คือ กฎหมาย การแพทย์ และศาสนา การสร้างความเข้าใจความต้องการของผู้ป่วยระยะท้าย อีกมิติหนึ่งที่ผู้ดูแลต้องตระหนัก รวมถึงการสวมบทบาทหากวันหนึ่ง คุณกลายเป็นผู้ป่วยระยะท้ายที่ต้องการเผชิญความตายอย่างสงบ และคนที่ยังมีชีวิตอยู่สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้โดยไม่รู้สึกผิดกับการจากไปของผู้ป่วย

 

 

ศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส ที่ปรึกษาศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า ในความเข้าใจของคนทั่วไป “ลีฟวิ่ง วิล (Living Will)” คือพินัยกรรมชีวิต แต่คำว่าพินัยกรรม จะมีผลเมื่อคนคนนั้นเสียชีวิตแล้ว ดังนั้นในทางกฎหมายลีฟวิ่ง วิล ถือว่าเป็นคำสั่งล่วงหน้า หรือความต้องการในวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งหมายความถึงสภาวะเจ็บป่วย บาดเจ็บ ไม่สามารถรักษาให้หายได้ และจะเสียชีวิตในเวลาไม่ช้า

ในเมืองไทยการทำหนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาที่เกินความจำเป็น ได้รับการรับรองทางด้านกฎหมาย โดยได้บัญญัติไว้ในมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ดังนี้

มาตรา 12 “บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้

การดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้วมิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง”

ศ.แสวง ระบุอีกว่า ต้องเข้าใจก่อนว่า ลีฟวิ่ง วิล เป็นการแสดงเจตนาขอตายตามธรรมชาติ มิใช่เรื่องการเร่งการตาย หรือการุณยฆาต “ลีฟวิ่ง วิล เป็นการปฏิเสธการรักษาพยาบาลที่เป็นเพียงเพื่อยืดการตายโดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในทางการแพทย์ ผู้ป่วยจะยังคงได้รับการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ถ้าเราอยู่ในวาระสุดท้าย เพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย ดังนั้น หากหมอปฏิบัติตามคำขอของคนไข้ ถือว่าไม่มีความผิด

ปัญหาที่ทำให้ลีฟวิ่ง วิล ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนักในเมืองไทย มีปัจจัยมาจาก 3 ประการ คือ แพทย์ยังมีความกังวลเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ขณะที่นักกฎหมายไม่มีความรู้เรื่องการแพทย์ และประชาชนทั่วไปไม่มีพื้นฐานทั้งเรื่องกฎหมายและแนวทางการรักษาของแพทย์ รู้แต่ว่าอยากให้คนที่รักอยู่กับตัวเองนานๆ

เมื่ออยู่ในภาวะที่ป่วยหนัก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอยู่ในสภาพที่ไม่รู้สึกตัว การตัดสินใจในการรักษาพยาบาลจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแพทย์และญาติ บางครั้งอาจสวนทางกับความต้องการของผู้ป่วย หรืออาจเกิดความขัดแย้งเรื่องแนวทางการรักษาระหว่างญาติผู้ป่วยและหมอที่ไม่อาจตัดสินใจร่วมกันได้ ดังนั้น หาก 3 ตัวแปรที่มีความสำคัญ อันได้แก่ กฎหมาย การแพทย์ และศาสนา มีความเข้าใจตรงกันก็จะเกิดประโยชน์ในทุกฝ่าย” ศ.แสวง อธิบาย

 

แพทย์ผู้ต่อรอง สู่เป้าหมายที่เหมาะสม

 

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หากเปรียบแนวทางการรักษาผู้ป่วยกับการขับเครื่องบิน ตัวแพทย์ก็เหมือนกับนักบิน มีหน้าที่ทำอย่างไรก็ได้ให้เครื่องบินไปสู่จุดหมายอย่างปลอดภัย มีปุ่มหลายปุ่มอยู่ตรงหน้า ทั้งปุ่มให้ยา ให้อาหารทางสายยาง ต่อท่อช่วยหายใจ

“การจะเลือกกดปุ่มไหน สำคัญที่การตั้งเป้าหมายต้องชัดเจน เมื่อเริ่มการรักษาก็เหมือนนำเครื่องขึ้นแล้ว หากยังไม่ถึงจุดหมายก็ต้องประคองเครื่องไปให้ได้ ก็ต้องใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ให้คุ้ม แต่ถ้าสักวันหนึ่งต้องนำเครื่องลงเราก็ต้องเลือกทางที่นำเครื่องลงให้นุ่มนวลและสบายที่สุด สิ่งแรกที่สำคัญแต่หลายคนไม่คำนึงถึงก็คือเป้าหมาย ถ้าเห็นเป้าชัดก็จะได้แนวทางการรักษาที่เหมาะสมได้

“สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาก็คือ 3 ฝ่าย คือ แพทย์ ญาติผู้ป่วย และผู้ป่วย มองเป้าหมายไม่ตรงกัน เพราะแต่ละฝ่ายรับข้อมูลไม่เหมือนกัน หน้าที่ของแพทย์คือผู้ต่อรองให้เป้าหมายทุกฝ่ายตรงกัน โรคบางโรคเมื่อสุดทางการรักษาโรคเราก็ต้องรักษาคน เพื่อให้คนคนนั้นมีคุณภาพที่ดีขึ้นจนกว่าจะเสียชีวิต แต่ถ้าเราเข้าใจเป้าหมายผิดคือต้องการยืดชีวิตของผู้ป่วยได้นานๆ แต่เขาอยู่ด้วยความทุกข์ทรมาน

นอกจากความทุกข์ทรมานทางกายแล้ว สิ่งที่ผู้ป่วยในระยะสุดท้ายกลัวก็คือ กลัวการทรมานก่อนเสียชีวิต กลัวการถูกทอดทิ้ง กลัวเป็นภาระของลูกหลาน กลัวการพลัดพราก กลัวไปในภพภูมิที่ไม่ดี เป็นห่วงลูกหลานและห่วงสมบัติ ผู้ป่วยระยะสุดท้ายมักจะมีปัญหาทางใจ เช่น ภาวะซึมเศร้ารุนแรง วิตกกังวลรุนแรง หากดูแลแบบประคับประคองก็ต้องรวมถึงสภาพจิตใจผู้ป่วยด้วย เพราะคนไข้จำนวนหนึ่งก่อนเสียชีวิตจะมีความทุกข์ทรมานทั้งทางกายและทางใจหากไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ” รศ.นพ.ฉันชาย ให้ภาพ

 

การดูแลระยะท้าย เพื่อเป้าหมายการตายดี

ศ.แสวง ให้ภาพของการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (Palliative Care) เพิ่มเติมว่า มุ่งเน้นให้ผู้ป่วยสามารถอยู่กับความเจ็บป่วยได้อย่างมีความสุขที่สุด และใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า จนวาระสุดท้าย ดูแลแบบครอบคลุมทุกด้าน ทั้งร่างกายและจิตใจ ความต้องการส่วนลึกในวาระสุดท้ายของผู้ป่วยส่วนใหญ่ระบุว่าต้องการอยู่กับครอบครัว อยากพบคนที่รักก่อนจากโลกนี้ไป สำหรับแพทย์และญาติจะต้องทำตามความต้องการของผู้ป่วย เพราะนี่คือสิ่งที่ดีที่สุดของผู้ป่วย ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการหรือคิดว่าดี

ขณะที่ รศ.นพ.ฉันชาย กล่าวอีกว่า แนวทางเพื่อนำไปสู่การตายที่ดี (Good Death) ซึ่งหมายถึงการตายที่ไม่ควรจะมีความทรมานที่ไม่จำเป็น มีการวางแผนที่ดี ดูแลทุกด้าน กาย จิตวิญญาณ สังคมของผู้ป่วย ทั้งญาติ หมอ พยาบาล “แพทย์ต้องบอกทางเลือก แนวทางการรักษาให้คนไข้ฟัง และให้ญาติและผู้ป่วยตัดสินใจ ของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ทุกคนไม่จำเป็นต้องมีพระสงฆ์ไปสวดหรือฟังเทปธรรมะก่อนจะสิ้นลมหายใจเสมอไป เพราะความเชื่อและความชอบของคนเราไม่เหมือนกัน ทุกคนมีราก ผู้ป่วยบางคนต้องการนอนฟังเพลง บางคนต้องการอยู่กับญาติเท่านั้น

การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองก็เหมือนเราเปลี่ยนเป้าหมายการรักษา จากการยื้อชีวิตเป็นการรักษาให้เขารู้สึกดี ดูแลอาการและจิตใจไม่ได้โฟกัสที่ตัวเลขชีพจร ความดัน หรือค่าบ่งชี้อาการใดๆ แล้ว แต่ดูแลเพื่อให้ผู้ป่วยได้ตายในสภาพแวดล้อมที่ดี”

โรงพยาบาลบางแห่งในประเทศไทยมีหน่วยงานหรือศูนย์ที่ดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแล้ว บางแห่งตั้งชื่อใหม่ เช่น โรงพยาบาลศิริราช ใช้ชื่อศูนย์บริรักษ์ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ใช้ชื่อ ชีวันตาภิบาล โรงพยาบาลเวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ใช้ว่า คลินิกฮอมฮัก (แปลว่า รวมรัก) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ใช้ชื่อศูนย์ ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ ซึ่งกำลังจะเตรียมเปิดอย่างเป็นทางการในปี 2562

วาเลนไทน์ 2018 วัยรุ่นยุคใหม่ (จง)ไร้เอชไอวี!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ม.ค. 2561 เวลา 10:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/538257

วาเลนไทน์ 2018 วัยรุ่นยุคใหม่ (จง)ไร้เอชไอวี!

เทศกาลวาเลนไทน์ที่ใกล้มาถึงนี้ หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเอดส์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวเตือนสติวัยรุ่นให้ตระหนักถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่ต้องป้องกันอย่างระมัดระวัง

มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย จึงดึงพลังวัยรุ่นกลุ่มรักษ์ไทย เพาเวอร์ทีน และผู้หญิงที่อยู่ร่วมกับเอชไอวี ลงพื้นที่ชุมชน จ.เชียงใหม่ เพื่อร่วมกันทำโครงการ “อีกนิดพิชิตเอดส์” คือ การรณรงค์ให้ความรู้ เตือนวัยรุ่นรู้จักรักให้ปลอดเอดส์ หลังพบสถิติน่าเป็นห่วง วัยรุ่นกว่าครึ่งมีรักครั้งแรกแบบไม่ป้องกัน และวัยรุ่นน้อยกว่าครึ่งมีความรู้ที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการแพร่เชื้อเอชไอวี และร้อยละ 70 ของการติดต่อทางเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นในหมู่เยาวชนอายุ 15-24 ปี (จากรายงานสถานการณ์การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 องค์การยูนิเซฟประเทศไทย)

ประเทศไทยมีความพยายามมานานหลายปี เพื่อยุติการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวี และการทำความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี อาการป่วยโรคเอดส์ และสังคมที่ตีตราผู้ติดเชื้อ ซึ่งเป็นปัญหาระดับนานาชาติ มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทยลงพื้นที่ทำงานในระดับชุมชนภาคเหนือ โดยร่วมกับภาคี เครือข่ายต่างๆ ทั้งที่ทำงานอยู่กับกลุ่มวัยรุ่นอย่าง กลุ่มรักษ์ไทย เพาเวอร์ทีน และกลุ่มผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากเอชไอวี โดย มูลนิธิผู้หญิงอยู่ร่วมกับเอดส์ ซึ่งปัญหาหลักๆ ที่พบก็คือการขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งในเรื่อง การติดเชื้อ การรักษา สิทธิในการเข้าถึงการรักษา การถูกตีตราและเลือกปฏิบัติจากสังคม

สถานการณ์เอดส์ในปัจจุบัน

เย็นจิต สมเพาะ ผู้อำนวยการมูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์ในประเทศว่า หากมองสถิติภาพใหญ่นานาชาติ ในปี 2558 องค์การสหประชาชาติได้ประมาณว่าทั่วโลกมีผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีจำนวน 36.7 ล้านคน รวมทั้งเด็กจำนวน 1.8 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้จำนวน 35 ล้านคน

แม้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลสำเร็จดังกล่าวมาจากการเข้าถึงการตรวจรักษา การได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวีเร็ว แต่ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ และกลุ่มทหารเกณฑ์คัดเลือกใหม่เข้าประจำการ อายุ 20-24 ปี กลับมีแนวโน้มสูงขึ้น สอดคล้องกับพฤติกรรมเสี่ยงของกลุ่มเยาวชน ที่มีคู่เพศสัมพันธ์หลายคนและไม่ป้องกัน เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เยาวชนติดเชื้อเอชไอวีและไม่ทราบสถานการณ์ติดเชื้อฯ ของตนเอง นอกจากนี้พบว่าเยาวชนมีอัตราการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ถึงร้อยละ 50 รวมถึงการตั้งครรภ์ไม่พร้อม

“ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและสนับสนุนให้ประเทศไทย ประการแรก ลดการเสียชีวิตจากเอดส์ ถัดมาลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ และสุดท้ายลดการรังเกียจ และเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ โดยบูรณาการทุกภาคส่วนทำงานตอบโจทย์เป้าหมายดังกล่าวนี้ไปพร้อมกัน เพื่อยุติเอดส์ภายในปี 2573 หรืออีก12 ปีตามเป้าหมายใหญ่ของนานาชาติ” เย็นจิต ผู้อำนวยการมูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย กล่าว

สถานการณ์เอดส์ภาคเหนือ

จ.เชียงใหม่ เป็นพื้นที่สำคัญของภาคเหนือ ที่มีอัตราการแพร่ระบาดเอชไอวีและพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในระดับต้นๆ ตั้งแต่ปี 2550-2558รวมทั้งสิ้น 19,326 ราย เสียชีวิตแล้ว 1,887 ราย เด็กและผู้สูงอายุที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 3หมื่นราย

นิภา ชมพูป่า เจ้าหน้าที่มูลนิธิรักษ์ไทยบอกว่า เนื่องจากเชียงใหม่เป็นจังหวัดท่องเที่ยวที่มีคนมาท่องเที่ยวเยอะ มีสถาบันการศึกษามากมาย มีผู้คนไหลมาทำงานที่เชียงใหม่ มีสถานบันเทิงเป็นจำนวนมาก จึงมีความเสี่ยงในการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์ เรื่องความเป็นอยู่ด้านประเพณีวัฒนธรรมเป็นเงื่อนไขที่สำคัญ การให้ความรู้เรื่องเพศและการป้องกันเป็นเรื่องที่พูดยาก การเข้าถึงข้อมูลการรักษาน้อย เยาวชนผู้หญิงไม่สามารถต่อรองกับคู่ได้

“ระยะแรก พะเยามีการแพร่เชื้อเอชไอวีเป็นจำนวนมากเป็นอันดับ 1 เชียงรายอันดับ 2 และเชียงใหม่เป็นอันดับ 3 แต่ 10 ปีที่ผ่านมาผู้ติดเชื้อลดจำนวนลง เพราะคนทั่วไปมีความรู้เรื่องการป้องกันการติดต่อโรคด้านเพศสัมพันธ์มากขึ้น แต่ภาคเหนือมีการอพยพแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงาน เช่น ไทยใหญ่ พม่า ลาว เขมร ประกอบกับเป็นจังหวัดการท่องเที่ยว แม้จะมีเครื่องมือ ยาป้องกัน วิธีป้องกันโรคทางเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย แต่บางกลุ่ม เช่น แรงงานข้ามชาติยังเข้าไม่ถึงข้อมูลและวิธีป้องกัน บางคนไม่ได้เข้ามาโดยถูกต้องทางกฎหมาย ทำให้มีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีสูงเช่นกัน” นิภา เล่า

วัยรุ่นขาดความรู้เรื่องการติดเชื้อ

ปัจจุบันประเทศไทยมีวัยรุ่น (10-19 ปี) ประมาณ 8.7 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 13 ของประชากรทั้งหมด จากการศึกษาและรายงานหลายฉบับ ระบุปัญหาเอดส์ในวัยรุ่นน่าวิตก มีเด็กอายุ 0-14 ปี 1.2 แสนคน เสียชีวิตด้วยสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับเอดส์ ในขณะที่ทั่วโลกมีคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีเชื้อเอชไอวี 1.4 ล้านคน มีเด็กผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ทั่วโลก 1.6 แสนคน (ข้อมูลจาก 2017 UNICEF Statistical Update on Children and AIDS)

นพรุจ หมื่นแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์ไทยเพาเวอร์ทีน กล่าวว่า จากการลงพื้นที่รณรงค์ให้ความรู้ด้านเพศศึกษาในวัยเจริญพันธุ์ และเอชไอวีมาตลอด 12 ปี พบปัญหาวัยรุ่นติดเชื้อเอชไอวี ส่วนใหญ่มาจากไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องเพศที่ถูกต้อง ไม่คิดถึงการป้องกันตัวเอง แม้ว่าจะมีการรณรงค์โดยหน่วยงานและมูลนิธิต่างๆ มากมาย ในเรื่องสาเหตุของการติดเชื้อที่มาจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกัน แต่ด้วยวัยและวุฒิภาวะ และบางทีก็คิดไปเองว่า คู่ของเรารักเราคนเดียวไม่มีคนอื่น คงไม่มีโรคใดๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคู่ของเรานั้นผ่านประสบการณ์ใดมาบ้าง เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีอยู่หรือไม่

“ปัญหาอีกส่วนหนึ่ง คือมีวัยรุ่นตั้งครรภ์ และเด็กทารกเกิดใหม่ติดเชื้อเอชไอวี สาเหตุมาจากการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน รวมถึงการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ปัญหาต่อมาคือ วัยรุ่นตั้งครรภ์ขาดความรู้และเข้าใจเมื่อเป็นผู้ติดเชื้อไม่เข้ารับการรักษา ทำให้เด็กที่เกิดมาได้รับการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวี ซึ่งเป็นปัญหาทั้งทางด้านความเป็นอยู่ การใช้ชีวิต และปัญหาด้านจิตใจของแม่และเด็ก”

หลายภาคส่วนร่วมรณรงค์ยุติปัญหา

เพื่อให้การทำงานโครงการ “อีกนิดพิชิตเอดส์” ประสบผลสำเร็จ หลายภาคส่วนต้องช่วยกันทั้งรัฐบาลและเอกชนต่างๆ อาทิ บริษัท แสนสิริ ก็ยื่นมือเข้ามาช่วยประชาสัมพันธ์โครงการอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีภาคี เช่น กลุ่มรักษ์ไทย เพาเวอร์ทีน มาช่วยรณรงค์ช่วยเหลือในเบื้องต้น ด้านการให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคการดูแลตัวเอง และการเข้ารับการรักษา พยายามหาองค์กรเข้ามาช่วยเหลือ หลังจากนั้นเป็นเรื่องของการเยียวยาจิตใจ โดยให้เข้าร่วมกลุ่มเพื่อพูดคุยปรึกษา สร้างกำลังใจให้กันและกัน ไม่ให้ผู้ติดเชื้อรู้สึกแปลกแยก สร้างแรงบันดาลใจให้เขาอยากดำเนินชีวิตและพึ่งตัวเองได้

“ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงการรักษาได้ อยู่ที่ว่าเขาจะเข้ารับหรือไม่ ซึ่งคนที่เลือกไม่เข้ารับการรักษา มักจะเป็นคนที่ถูกตีตราจากสังคมส่งผลให้เขาตีตราตัวเอง เขาจึงไม่มีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตต่อ กลุ่มของเราอยากให้ความรู้กับสังคมในเรื่องนี้ เราเชื่อว่าถ้าสังคมเข้าใจก็จะไม่ตีตราและไม่เลือกปฏิบัติกับผู้ติดเชื้อ ซึ่งต้องใช้ความร่วมมือกับทั้งภาครัฐและประชาชน” นพรุจ อธิบายเพิ่มเติม

หล้า (นามสมมติ) สมาชิกกลุ่มรักษ์ไทย เพาเวอร์ทีน เล่าว่า ในกลุ่มที่ทำงานรณรงค์อยู่ตอนนี้ เกือบครึ่งหนึ่งมีสาเหตุการติดเชื้อเอชไอวีโดยรับมาจากคู่รัก และบางส่วนถูกล่วงละเมิดทางเพศ การรู้สถานการณ์ทันเวลา การเข้าถึงสิทธิการรักษา จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รักษาทั้งชีวิตและจิตใจกลุ่มคนเหล่านี้ได้

“เยาวชนหญิงตั้งครรภ์ที่กลุ่มรักษ์ไทยเพาเวอร์ทีน เข้าถึงได้ส่วนใหญ่ ทันทีที่ทราบว่ามีโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อและตั้งครรภ์แล้ว แนะนำให้รีบไปพบแพทย์ หมอจะตรวจดูว่าสามารถให้ยาคุมได้หรือไม่ เยาวชนตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี จะต้องไปพบคุณหมอทุกเดือนเพื่อรับยาต้านไวรัส ซึ่งไม่ต่างจากผู้ติดเชื้อทั่วไป แต่คุณหมอจะดูแลเป็นพิเศษมากกว่า ต้องคอยมาตรวจครรภ์ คอยดูแลเรื่องการปรับยาเพื่อไม่ให้ส่งผลกับทารก”

หล้า เป็นหนึ่งในเคสนี้ เริ่มเข้ารับการดูแลตั้งแต่เมื่อ 2-3 ปีก่อน “ยิ่งรู้สถานการณ์เร็ว ก็ยิ่งปลอดภัยมากขึ้นทั้งแม่และเด็ก นอกจากนั้นกลุ่มจะมีกิจกรรมพบปะพูดคุยและให้คำปรึกษาและเสริมกำลังใจต่อกัน ติดตามเยี่ยมเยียนกันอย่างสม่ำเสมอ ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ติดเชื้อในช่วงแรกจะมีสภาพจิตใจที่ไม่ดีนัก การทำให้ไม่รู้สึกแปลกแยก เผชิญปัญหาลำพังจะช่วยให้สภาพจิตใจดีขึ้น ใครที่สภาพจิตใจแย่มาก คุณหมอก็จะให้เข้าไปคุยกับจิตแพทย์”

ด้าน ศรัญญา บุญเพ็ง ประธานมูลนิธิผู้หญิงที่อยู่ร่วมกับเอชไอวี กล่าวถึงสถานการณ์ผู้หญิงที่อยู่กับเชื้อเอชไอวีว่า จำนวนไม่ได้เพิ่มมากนัก ล้วนเป็นกลุ่มเก่าที่กินยาต้านมานานแล้ว เพราะการเข้าถึงการรักษา จึงทำให้กลุ่มผู้ติดเชื้อมีอายุยืนยาวขึ้น

“กลุ่มใหม่ที่เพิ่งติดเชื้อ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 20 ปี โดยสาเหตุหลักมาจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน เรามองว่าถ้าเราทำงานกับแค่ผู้หญิงที่ติดเชื้อเอชไอวี ไม่สามารถครอบคลุมปัญหาได้ เราจึงทำกับผู้หญิงตั้งครรภ์ เป็นเป้าหมายใหม่ที่เราทำเป็นปีที่ 2 โดยเข้าไปทำงานกับกลุ่มผู้หญิงที่เข้ามาฝากครรภ์ทั้ง 4 ภาค ได้แก่ เหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก ทีมอาสาสมัครของเราจะเข้าไปคุยกับผู้หญิงตั้งครรภ์และคู่ ในเรื่อง เอดส์ เรื่องเพศ อนามัยเจริญพันธุ์ในผู้หญิงตั้งครรภ์ ชวนวิเคราะห์ความเสี่ยง ถ้าคิดว่าเสี่ยงต้องทำยังไง ต้องตรวจเลือดที่ไหน ทำไมต้องตรวจ และการวางแผนครอบครัวการคุมกำเนิด ตลอดจนวางแผนการดูแลที่ครอบคลุมไปถึงการดูแลเด็กติดเชื้อหลังคลอด

นอกจากนี้ เราก็ยังมีการออกไปให้ความรู้กับชุมชนและโรงเรียน โดยถ้าเป็นชุมชนเราก็จะไปชวนให้วิเคราะห์ความเสี่ยง ทุกคนมีพฤติกรรมเสี่ยง ให้ความรู้ว่าจะตรวจสอบการติดเชื้อเอชไอวีได้ที่ไหน ถ้าเป็นเยาวชนในโรงเรียนเราจะเน้นเรื่องปัญหาท้องไม่พร้อม การป้องกันและการคุมกำเนิด เราพยายามทำ แต่ทัศนคติคนเปลี่ยนกันยาก คนส่วนใหญ่รู้ว่าอยู่ร่วมกันได้ ไม่ติดต่อทางการสัมผัส แต่ก็ไม่อยากอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อ”

ปัญหาที่พบด้านการทำงาน มีตั้งแต่การที่แม่หยุดการรักษา การเข้าถึงได้แค่คนที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เข้าถึง ขาดงบประมาณและกำลังคน ส่วนปัญหาของผู้ติดเชื้อเอชไอวี กลุ่มผู้ติดเชื้อเก่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสารกับคู่กับครอบครัว การโดนเลือกปฏิบัติ ไม่สามารถเข้ารับสิทธิสวัสดิการสังคมได้

“พอเขาดูใบรับรองแพทย์เห็นว่าเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี ก็จะโดนเลือกปฏิบัติ กีดกันการเข้ารับสวัสดิการ รวมทั้งเวลาผู้ติดเชื้อไปประกอบอาชีพ พอเขารู้ว่าเป็นผู้ติดเชื้อก็มักจะไม่รับ เราก็มักจะต้องเปลี่ยนงานบ่อย แม้แต่ในโรงพยาบาล เรามักได้รับบริการทีหลัง หรือเป็นระดับรองลงมา เช่น จะไปทำฟันก็จะโดนไปไว้คิวสุดท้าย บอกว่าต้องเตรียมห้องและอุปกรณ์เฉพาะ เวลานอนโรงพยาบาลห้องรวม ก็มักจะถูกไปไว้ในโซนสุดท้าย หรือหน้าห้องน้ำ

ผู้ติดเชื้อที่ตั้งครรภ์โดนบังคับทำหมันหลังคลอดโดยไม่ได้ยินยอม ทั้งที่ไม่ได้มีนโยบายหรือกฎหมายบังคับว่า ผู้ที่ติดเชื้อต้องทำหมันทุกคน แต่เป็นทัศนคติของคนปฏิบัติ ที่ต้องให้ผู้ติดเชื้อทำหมันจึงจะปลอดภัย เป็นต้น” ศรัญญา เล่า

ดูแลตัวเองให้ดี ก่อนมีปัญหาไตวาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 ม.ค. 2561 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/538046

ดูแลตัวเองให้ดี ก่อนมีปัญหาไตวาย

การเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ต้องเจอ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ แต่อุบัติการณ์ของโรคต่างๆ นั้นเกิดในคนที่อายุน้อยลงมากขึ้นทุกวัน เพราะอาหารการกิน ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบวุ่นวายจนกินไม่เป็นเวลา กินอาหารที่ไม่ดีกับสุขภาพส่งผลต่อการดำเนินของโรค

โรคไตวายก็อยู่ในข่าย ไตวายคือภาวะที่ไตสูญเสียความสามารถในการกรองของเสียออกจากเลือด จนไม่สามารถขับของเสียออกมาจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะได้ ทำให้มีของเสียตกค้างในร่างกาย อีกทั้งยังทำให้ระดับน้ำ เกลือแร่ และแร่ธาตุต่างๆ ในร่างกายเกิดความไม่สมดุล หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จะทำให้ระบบการทำงานภายในร่างกายเกิดความผิดปกติ และเป็นอันตรายแก่ชีวิต

ไตวายอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่สามารถป้องกันและชะลอการเกิดภาวะนี้ได้ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ลดปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลเสียต่อไตในระยะสั้นและระยะยาว ได้ด้วยเลี่ยงการสูบบุหรี่ งดดื่มแอลกอฮอล์ เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที ออกกำลังกายให้หนักปานกลาง เพื่อลดปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดภาวะไตวาย ได้แก่ ความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

 

ชนิดและสาเหตุภาวะไตวาย

1.ไตวายเฉียบพลัน คือการที่ไตสูญเสียการทำงานอย่างรวดเร็ว โดยเกิดจากสาเหตุต่างๆ เช่น ภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิต โรคในระบบทางเดินปัสสาวะ การได้รับสารพิษ ผลข้างเคียงจากยา การรับประทานยาเกินขนาด รวมถึงผู้ป่วยอาการหนักจากโรคต่างๆ ซึ่งหากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็มีโอกาสที่ไตจะฟื้นกลับมาเป็นปกติได้

2.ไตวายเรื้อรัง เป็นภาวะที่ไตค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการทำงานลง ซึ่งสาเหตุหลักๆ ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน รวมถึงสภาวะอื่นๆ เช่น ไตอักเสบ โรคถุงน้ำในไต ซึ่งภาวะนี้อาจกินเวลานานนับปีโดยไม่มีอาการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงมักตรวจพบโรคเมื่อประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลง และนำไปสู่ภาวะไตวาย ที่ไม่สามารถรักษาให้กลับมาทำงานเป็นปกติได้อีกต่อไป

เมื่อเกิดภาวะไตวาย ของเสียและน้ำจะคั่งค้างอยู่ในร่างกายของผู้ป่วย ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนแรง เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ผิวแห้ง คัน กล้ามเนื้อเป็นตะคริวตอนกลางคืน ปัสสาวะลดลง ตัวบวม ตาบวม น้ำท่วมปอด หายใจไม่ถนัด นอนราบไม่ได้ ความดันโลหิตสูง มีภาวะซีด เลือดจาง และอาจถึงขั้นหมดสติและเสียชีวิตได้

 

การรักษาภาวะไตวาย

1.การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เป็นการนำของเสียและน้ำออกจากเลือด โดยเลือดจะออกจากตัวผู้ป่วยแล้วผ่านตัวกรองเพื่อกำจัดของเสีย ปรับสมดุลเกลือแร่และกรดด่าง เพื่อให้กลายเป็นเลือดดี ก่อนที่เครื่องไตเทียมจะนำเลือดนั้นกลับสู่ร่างกาย ในการฟอกเลือดแต่ละครั้งต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง และต้องทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยผู้ป่วยต้องเข้ารับการตัดต่อเส้นเลือดเพื่อใช้ในการฟอกเลือดเสียก่อน

2.การล้างไตทางผนังช่องท้อง เป็นการใส่น้ำยา ล้างไตเข้าไปในช่องท้องผ่านทางสายยางที่ฝังไว้ในช่องท้องผู้ป่วยเพื่อกรองของเสียในร่างกายออก วิธีนี้จำเป็นต้องทำทุกวัน ผู้ป่วยจึงมักทำที่บ้าน และเรียนรู้วิธีการทำด้วยตัวเอง ซึ่งอาจมีข้อจำกัดที่ผู้ป่วยหลายรายไม่สะดวก และมีข้อควรระวังเรื่องความสะอาดที่อาจนำไปสู่การติดเชื้อได้

3.การผ่าตัดปลูกถ่ายไต เป็นการผ่าตัดเอาไตของผู้อื่นมาใส่ไว้ในร่างกายผู้ป่วยเพื่อทดแทนไตเดิมที่ไม่สามารถทำงานได้แล้ว โดยไตใหม่นั้นอาจได้มาจากผู้บริจาคอวัยวะที่มีภาวะสมองตาย หรือผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตอยู่และมีไตเข้ากับผู้ป่วยได้ วิธีนี้มีข้อจำกัดเรื่องไตที่ต้องรอรับบริจาค

 

การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม

การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เหมาะกับผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และไม่มีผู้ช่วยสำหรับการล้างไตด้วยตัวเองที่บ้าน หรือผู้ป่วยเคยได้รับการผ่าตัดช่องท้องมาก่อนและ มีโรคปวดหลังเรื้อรัง มีภาวะไส้เลื่อนออกมาทางผนังหน้าท้อง ซึ่งสามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการเปลี่ยนอวัยวะ

สำหรับโรงพยาบาลที่ให้การรักษาภาวะไตวายด้วยการฟอกเลือดโดยเครื่องไตเทียมในบ้านเรามีอยู่หลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือ “ศูนย์ไตเทียม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์” (โฉมใหม่) ที่ให้บริการอย่างครบครัน เพื่อให้การดูแลสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายทั้งแบบเรื้อรังและเฉียบพลัน โดยมีเครื่องไตเทียม Fresenius รุ่น 5008 Full option ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน มีระบบตรวจวัดปริมาตรน้ำ การควบคุมอุณหภูมิระหว่างการฟอกเลือด เพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ป่วย นำเข้าจากต่างประเทศ

ศูนย์ฯ ยังมีระบบการผลิตน้ำบริสุทธิ์ขั้นสูง (Ultrapure Reverse Osmosis Water) สำหรับการฟอกเลือดที่มีระบบการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของผู้ป่วยและได้มาตรฐานสากล The Association of Advancement of Medical Instrumentation (AAMI) มีระบบควบคุมการติดเชื้อภายในศูนย์ไตเทียมที่ได้มาตรฐานสากล

ที่สำคัญคือ ความพร้อมด้านทีมบุคลากรด้านโรคไต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไตและพยาบาลวิชาชีพที่ได้รับการฝึกอบรมหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทางการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมและพยาบาลผู้เชี่ยวชาญการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ตามมาตรฐานแพทยสภาและสภาการพยาบาล

บริการของการศูนย์ไตเทียม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีทั้งการฟอกเลือดสำหรับผู้ป่วยนอก, ผู้ป่วยใน และผู้ป่วยอาการวิกฤตในห้องไอซียู, การผ่าตัดเชื่อมต่อเส้นเลือดดำและแดง หรือใส่ท่อชั่วคราวเพื่อใช้ในการฟอกเลือด โดย นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่ต้องการฟอกเลือดเป็นกลุ่มหรือเป็นรายบุคคลสามารถนัดเวลาพิเศษได้

นอกจากนี้ ยังมีบริการผ่าตัดปลูกถ่ายไต รวมถึงการประเมินและการให้คำแนะนำการรับประทานอาหารจากนักโภชนาการที่มีประสบการณ์ด้วย

ศูนย์ไตเทียม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โทร. 02-011-4062 หรือ 02-011-5959

คนยุคนี้ ต้องมีสองอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/538045

คนยุคนี้ ต้องมีสองอาชีพ

เอ็กซ์-วิศรุต ส่งเสริมสวัสดิ์ บรรณาธิการบริหารนิตยสารกุลสตรี เป็นอีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ ที่นอกจากมีงานประจำคือ สานต่อธุรกิจการทำนิตยสารจากคุณแม่แล้ว เขายังมีอีกหนึ่งอาชีพเก๋ๆ นั่นคือ การทำน้ำปลาหวานกระปุกยี่ห้อ “แม่ต้อย น้ำปลาหวาน” ขายแบบเดลิเวอรี่และขายบนออนไลน์อีกด้วย

ในยุคปัจจุบันการทำอาชีพใดเพียงอาชีพเดียว ดูจะเป็นเรื่องที่ตกเทรนด์ไปซะแล้ว เพราะคนรุ่นใหม่ยุคนี้ต้องมีอย่างน้อย 2 อาชีพขึ้นไป นอกจากจะดูเท่เก๋ไก๋แล้ว อาชีพที่สองเหล่านี้ยังทำเงินให้พวกเขาได้อย่างดีพอๆ กับอาชีพหลักหรืองานประจำเชียวละ

“ธุรกิจเล็กๆ เกี่ยวกับการขายน้ำปลาหวาน เริ่มมาจากคุณแม่ของผมได้ทำน้ำปลาหวานสูตรของตัวเองให้เพื่อนๆ ลองกินในงานเลี้ยง พอทุกคนได้กินก็บอกว่าอร่อยดี เพื่อนๆ คุณแม่เลยยุให้ลองทำขาย เพราะน้ำปลาหวานที่คุณแม่ทำสามารถจิ้มได้ทั้งมะม่วงเปรี้ยวและมะม่วงมัน ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน

ด้วยความที่ผมเรียนจบปริญญาตรีทางด้านอินดัสเทรียล ดีไซน์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผมจึงช่วยออกแบบสติ๊กเกอร์โลโก้ชื่อยี่ห้อ ‘แม่ต้อย น้ำปลาหวาน’ ให้ จากนั้นก็ไปซื้อกระปุกแก้วมาติดสติ๊กเกอร์ แล้วบรรจุน้ำปลาหวานลงไป แรกๆ ก็มีเพื่อนคุณแม่มาสั่งทีเดียว 200 กระปุกเลย เพื่อนำไปแจกญาติๆ ของเขาในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา พอแจกไปก็มีลูกค้าอื่นๆ โทรเข้ามาตามเบอร์โทรศัพท์ข้างกระปุกหลายราย โดยเราขายราคากระปุกละ 150 บาท และมีขนาดเดียว แต่ในอนาคตเราอาจทำกระปุกเล็กๆ ออกมาขายเพื่อให้คนได้ลองสั่งไปชิมดูก่อนด้วยครับ”

 

 

เอ็กซ์บอกว่า เขาและคุณแม่ได้ทำน้ำปลาหวานกระปุกขายมาตั้งแต่เดือน ต.ค. 2560 ล่าสุดเขาและน้องชายก็กำลังเปิดเพจเฟซบุ๊กขึ้นมา และจะโพสต์ลงขายบนออนไลน์ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นช่องทางที่สะดวกดี เมื่อมีคนโทรมาสั่งก็อาจส่งให้ลูกค้าทางไปรษณีย์ แต่ถ้าสั่งในจำนวนหลักร้อยกระปุกก็จะขับรถไปส่งให้ถึงที่เลยละ

“ตั้งแต่ขายมาก็ได้รับการตอบรับที่ดีมาก ถ้าทำเพจเฟซบุ๊กเสร็จก็น่าจะทำให้ขายดียิ่งขึ้น เท่าที่ผ่านมารายได้จะขึ้นอยู่กับออร์เดอร์ของลูกค้าเป็นหลัก ถ้าสั่งมาเยอะเท่าไรก็จะมีรายได้เยอะเท่านั้น บางรายสั่งไปแจกให้ลูกค้าก็มี หรืออย่างมีพีอาร์มาเยี่ยมเราที่ออฟฟิศ เราก็จะนำมาแจกให้ลองไปชิมด้วยเช่นกัน

เร็วๆ นี้ผมว่าจะหาซื้อเครื่องกวนน้ำปลาหวานให้คุณแม่แล้วล่ะ (ยิ้ม) เพราะจะได้ช่วยทุนแรงท่านด้วย คือเราทำแบบโฮมเมดกันไง มันจึงต้องใช้แรงเยอะ (หัวเราะ) แม้ตอนนี้อาชีพหลักของผมคือการทำนิตยสารก็จริง แต่อีกอาชีพหนึ่งก็คือ การทำน้ำปลาหวานกระปุกขายด้วยนี่แหละครับ” ติดตามที่เพจเฟซบุ๊ก : น้ำปลาหวาน แม่ต้อย และ IG : namplawan_maetoy

 

ด้าน ต้อม-สุกัญญา เพ็ชร์เลิศ กราฟฟิกดีไซเนอร์ ประจำบริษัท ไทวัสดุ ก็เป็นอีกคนที่มีสองอาชีพ นอกจากงานประจำซึ่งออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้กับบริษัทจำหน่ายวัสดุก่อสร้างชื่อดังแล้ว เธอยังมีอีกหนึ่งอาชีพที่ทำด้วยใจรัก แถมได้เงินเพิ่มอีกด้วย

“ดิฉันเรียนจบมาทางด้านสถาปัตยกรรมฯ แต่ตอนที่ฝึกงานก็มีความสนใจด้านกราฟฟิกด้วย จึงไปศึกษาเพิ่มเติมจากรุ่นพี่และลงคอร์สเรียนเฉพาะทางด้านออกแบบผลิตภัณฑ์ ปัจจุบันดิฉันทำหน้าที่ออกแบบแพ็กเกจจิ้ง เช่น กล่อง ถุง หรือซอง สำหรับบรรจุวัสดุก่อสร้างโดยเฉพาะ ปัจจุบันทำงานที่ไทวัสดุมาได้ 4 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เคยออกแบบเครื่องครัว ลวดลายของสินค้า แพ็กเกจจิ้ง และทำสื่อโฆษณามาก่อนค่ะ

นอกจากงานประจำจันทร์-ศุกร์แล้ว ดิฉันยังมีอีกอาชีพหนึ่ง นั่นคือการเปิดฟาร์มเพาะพันธุ์สุนัขที่ชื่อว่า ‘AD. Bullies Camp’ ที่ถนนศุขประยูร อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี เดิมทีดิฉันชอบเลี้ยงหมาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ตอนนั้นเลี้ยงพันธุ์บางแก้ว เลี้ยงไว้เฝ้าบ้านเฉยๆ จนเมื่อได้คบหากับแฟนซึ่งทำงานประจำอยู่เช่นกัน เขาก็รักน้องหมาและมีงานอดิเรกคือเพาะพันธุ์หมาขายด้วย นั่นคือพันธุ์อเมริกันบูลลี่ (คล้ายกับเฟรนช์บูลด็อกกับอเมริกันพิทบูล) ซึ่งตัวไม่ใหญ่มากนัก หน้าจะดุ แต่จะอารมณ์ดีและขี้เล่นมาก เราทั้งคู่จึงมองเห็นช่องทางในการสร้างรายได้เพิ่มอีกทางโดยการเปิดฟาร์มน้องหมาขึ้นมา”

 

 

 

ต้อมบอกว่า ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เธอจะขับรถไปดูแลฟาร์มน้องหมาที่เปิดร่วมกับแฟนที่ จ.ชลบุรี เป็นประจำ ถึงตอนนี้ก็เปิดฟาร์มมาได้ 4 ปีแล้ว

“ช่วงแรกเราเริ่มด้วยการเพาะพันธุ์อเมริกันบูลลี่ แล้วตามด้วย ไทยหลังอาน เชาเชา และเฟรนช์บูลด็อก อย่างที่บอกว่าพันธุ์อเมริกันบูลลี่จะมีนิสัยขี้เล่น แต่พันธุ์หลังอานจะมีนิสัยดุและหวงของ ส่วนเชาเชาก็จะเป็นน้องหมาที่น่ารักหน่อย ทุก 6 เดือนพ่อแม่ของแต่ละพันธุ์ก็จะมีความพร้อมในการผสมพันธุ์ เราก็ต้องมาคอยเช็กวันเวลาอีกทีว่า พ่อพันธุ์น้ำเชื้อสมบูรณ์มั้ย แม่พันธุ์รังไข่สมบูรณ์พร้อมที่จะผสมหรือยัง เป็นต้น ถ้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สมบูรณ์ดีก็จะให้ลูกได้หลายตัว

นอกจากเช็กเรื่องต่างๆ แล้ว เรายังต้องปรึกษาสัตวแพทย์อยู่ตลอด แล้วต้องคอยสังเกตดูว่าทุก 6 เดือนแม่พันธุ์มีประจำเดือนมามั้ย ถ้ามีก็แสดงว่าพร้อมผสมแล้ว ที่สำคัญต้องพาไปให้สัตวแพทย์ตรวจร่างกาย พร้อมทั้งเช็กความพร้อมของเวลาตกไข่และวันในการผสมพันธุ์อีกที ตอนนี้ถือว่าฟาร์มของเราเป็นฟาร์มขนาดกลาง มีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์อย่างละ 2-4 ตัว และมีพื้นที่ของฟาร์มกว้างไร่ครึ่ง แต่ในส่วนที่ทำเป็นฟาร์มจริงๆ จะมีพื้นที่ 129 ตร.ว. ซึ่งจะมีคอกหรือกรงที่แบ่งซอยให้น้องหมาอยู่ มีอาหาร น้ำ และที่นอนที่สะอาดได้มาตรฐาน”

ต้อมบอกว่า ธุรกิจเพาะพันธุ์สุนัขยุคนี้ถือว่าไปได้สวย เพราะคนรุ่นใหม่ชอบเลี้ยงน้องหมากันมากขึ้น แต่เมื่อตัดสินใจเลี้ยงก็ต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ ต้องพาไปหาสัตวแพทย์ ตัดเล็บ ตัดขน และอาบน้ำอยู่เสมอ

“ต้อมว่าถ้าเรารักสุนัขอยู่แล้ว การทำธุรกิจเปิดฟาร์มหมาไม่ใช่เรื่องยากเลย หลังจากเปิดมา 4 ปีก็สร้างรายได้ดีพอสมควร จากปีแรกที่เริ่มต้นก็อาจจะได้น้อยหน่อย แต่พอมาช่วงปีหลังๆ รายได้จากการเปิดฟาร์มก็สามารถเลี้ยงตัวเอง รวมทั้งเลี้ยงเจ้าของได้ด้วยค่ะ (หัวเราะ) เรียกว่ามีรายได้ 6 หลักต่อปีเช่นกัน สิ่งสำคัญคือเราทำเพราะเรารักน้องหมาและมีความสุขที่จะทำมากกว่าค่ะ”…ติดตามที่เพจเฟซบุ๊ก : Baan ไอหมา

 

สำหรับ ปาล์ม-ปรมีณ์ มิ่งตระกูล เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดเก็บข้อมูลของบริษัทแห่งหนึ่ง หลังจากทำงานมาหลายปี เขาก็ต่อยอดอาชีพที่สอง โดยรับทำอาหารกล่องและเครื่องดื่มแบบเดลิเวอรี่ขายเพื่อนร่วมงานในบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่

“ผมทำงานประจำเข้า 9 โมงเช้า เลิก 6 โมงเย็นทุกวัน แต่ผมก็มีอาชีพที่สองคือ การทำข้าวกล่องเดลิเวอรี่ให้กับเพื่อนๆ ที่ออฟฟิศด้วย ผมจะใช้เวลาหลังเลิกงานในการไปเลือกซื้อวัตถุดิบที่ซูเปอร์มาร์เก็ตซึ่งอยู่ใกล้ที่ทำงาน ถ้าเป็นเครื่องดื่มประเภทกาแฟ ผมก็จะรับออร์เดอร์มาในช่วงเย็นวันศุกร์ แล้วพอวันอาทิตย์ตอนเย็นๆ ก็จะทำกาแฟใส่ขวดแช่ไว้ (ขวดละ 25 บาท) หลังจากเก็บร้านกาแฟที่ผมเปิดขายช่วงเสาร์-อาทิตย์เสร็จแล้ว

อาหารกล่องที่ผมทำ มีทั้งสลัดโรล ข้าวไก่ย่าง สเต๊กหมู ปลากะพงย่างเกลือ ฯลฯ โดยเสิร์ฟคู่กับข้าวสวยไรซ์เบอร์รี่ จะออกแนวอาหารคลีนหน่อยๆ โดยปกติแล้วผมชอบทำอาหารมานานแล้ว ตอนเรียนจบใหม่ๆ ก็เคยฝึกงานเป็นผู้จัดการสาขาร้านกาแฟแบรนด์หนึ่ง ผมจึงได้เรียนรู้ทุกอย่างและนำมาบริหารอาชีพที่สองได้”

 

 

 

ปาล์มเสริมว่า ลูกค้าจะสั่งสูงสุด 40 กล่องต่อวัน แล้วเมนูแต่ละวันจะหลากหลาย ขึ้นอยู่กับออร์เดอร์ของลูกค้าเป็นหลัก แต่เมนูส่วนใหญ่จะมีวิธีปรุงที่ใกล้เคียงกัน จึงไม่ใช่อุปสรรคสำหรับเขาแต่อย่างใด

“ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ผมจะตื่นมาทำข้าวกล่องตั้งแต่เช้าก่อนไปทำงาน ไม่เหนื่อยนะ เพราะทำจนชินแล้ว การที่เราได้ทำในสิ่งที่เราชอบ เราจะไม่รู้สึกเหนื่อยเลย แต่หากวันไหนไม่ได้ทำจะรู้สึกหงุดหงิดซะมากกว่า (หัวเราะ) มันจึงช่วยสร้างรายได้อีกทางหนึ่งให้ผมเป็นอย่างดี แม้บริษัทจะมีโรงอาหารให้ซื้อ แต่บางคนก็อยากจะสั่งอาหารที่เราทำมากกว่า ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงซึ่งชอบกินอาหารคลีน แต่ก็มีลูกค้าผู้ชายสั่งด้วยเหมือนกัน (อาหารกล่องราคา 35-80 บาท)

อาหารกล่องและเครื่องดื่มทำรายได้ให้ผม 6,000 บาท/สัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการเปิดร้านกาแฟช่วงเสาร์-อาทิตย์ด้วย ฉะนั้นอาชีพที่สองจึงสร้างรายได้ให้ผมไม่น้อยไปกว่าเงินเดือนเลยละ”…ติดตามได้ที่ FB : Paramee Mingtrakul