Ortho Dynamic ช่วยแก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ม.ค. 2561 เวลา 11:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537873

Ortho Dynamic ช่วยแก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรม

ปัญหาหลักๆ ของคนวัยทำงาน คือการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ บ่าไหล่ หรือเรียกว่าออฟฟิศซินโดรม ทางการแพทย์บอกว่า เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นกับคนที่ทำงานในออฟฟิศ เนื่องจากเวลาที่เรานั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน และไม่เปลี่ยนอิริยาบถเลย จึงอาจส่งผลให้เกิดโรคและอาการผิดปกติในระบบต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ระบบการย่อยอาหารและการดูดซึม เช่น อาการทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่เกิดจากการทำงานที่พบได้บ่อยและสามารถดูแลโดยนักกายภาพบำบัด กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง ความผิดปกติของความตึงตัวของเส้นประสาท หรือกล้ามเนื้อบริเวณแขนท่อนล่างด้านนอกอักเสบ เอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ ปวดหลังจากท่าทางผิดปกติ หรืออาการอื่นๆ ตามมา

พรทิพย์ เวสารัชเวศย์ เจเนอรัลแมนเนเจอร์ ดูภาพรวมทั้งหมดของคลับฟิลิป เวน ที่ดูแลด้านความสวยความงามมานานกว่า 25 ปี บอกเล่าว่า ฟิลิป เวน ได้ออกแบบคอร์สพิเศษคือ โปรแกรม “Ortho Dynamic” เพื่อหุ่นสวยเฟิร์มกระชับ บำบัดปัญหากระดูกโดยไม่ต้องผ่าตัด ที่จะช่วยฟื้นฟูการทำงานของกระดูกข้อต่อ 6 ประเภทในร่างกาย

สำหรับท่าออกกำลังกายที่เหมาะกับออฟฟิศซินโดรม และผู้หญิงที่มีไลฟ์สไตล์ชอบใส่รองเท้าส้นสูง นั่งไขวห้างเป็นประจำ ซึ่งเป็นท่านั่งที่ก่อปัญหาให้กระดูกสันหลังบิดเบี้ยว “Ortho Dynamic” เป็นโปรแกรมออกกำลังกายแบบกึ่งบำบัด ที่ออกแบบพิเศษเพื่อช่วยในการฟื้นฟูสมรรถนะการทำงานของกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ รวมถึงเส้นเอ็นที่เกี่ยวข้องกับข้อพับทั้งหมด ให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยปรับกล้ามเนื้อให้สมดุล โดยเน้นการดูแลแบบ One on One จาก Personal Trainer ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่ได้รับการรับรองจาก American Council of Exercise (ACE) สถาบันรับรองเทรนเนอร์สากล เสริมด้วยอุปกรณ์ Orbit นำเข้าจากสหรัฐ

ครูนามิ-กฤษฏ์พิชญาดา กานต์กัลยวณิช พิลาทิสอินสตรักเจอร์ ที่มีประสบการณ์เป็นครูพิลาทิสมานาน 7 ปี แนะนำท่าที่จะช่วยลดปัญหาออฟฟิศซินโดรม โดยมี Orbit อุปกรณ์ที่จะช่วยเสริมให้เราออกกำลังกายไม่สะดุด

 

ท่าที่ 1 ช่วยแก้อาการ Office Syndrome บริเวณช่วงหัวไหล่ หลัง คอ และแขน

– นั่งหลังตรง เหยียดขาไปด้านหน้า แล้วชันเข่า ให้เข่าและปลายเท้าชิด

– วางมือบนอุปกรณ์ Orbit จากนั้นวาดมือทั้งสองข้างพร้อมกันไปด้านหน้า และด้านหลังให้ยืดได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ท่านี้จะช่วยยืดหยุ่นกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ ทำ 12 ครั้ง/2 เซต

 

 

ท่าที่ 2 ยืดเพื่อช่วยแก้อาการหลังตึง หลังแข็ง อาการปวดหลัง Office Syndrome จากการนั่งทำงานในท่าเดิมนานๆ

– นั่งคุกเข่า มือทั้งสองข้างจับที่เครื่อง Orbit ค่อยๆ ยืดแขนดึงออกไปข้างหน้า ให้ความรู้สึกว่าดึงแขนและ Upper back ไปด้านหน้า ดึงเอวมาด้านหลัง ท่านี้จะช่วยให้ยืดกระดูกสันหลัง

– ค่อยๆ ก้มตัวลงให้แขนและหลังเหยียดตรง

– ค่อยๆ ยืดตัวกลับ โดยใช้แรงจากหน้าท้องช่วยดึงมือและแขนเข้ามาหาลำตัว พร้อมกดสะโพกบริเวณก้นกบลง ดึงเอวขึ้น แต่กดหัวไหล่ลง ค่อยๆ ยืดตัวขึ้นช้าๆ ทำ 12 ครั้ง/2 เซต

 

ท่าที่ 3 แก้อาการหลังตึง

– มือจับไปที่เครื่อง Orbit จากนั้นวาดมือทั้งสองข้างไปด้านข้างลำตัวซ้าย-ขวา ไปให้ไกลเท่าที่จะสามารถยืดออกได้ แล้วค่อยๆ ดึงกลับมาตรงกลาง ตรงกับลำตัวเพื่อ Set Balance แล้วค่อยๆ วาดมือทั้งสองข้างเคลื่อนออกด้านข้าง ซ้าย-ขวา

– ทำช้าๆ ทีละข้าง ท่านี้จะทำให้ Thoracic Spine ค่อยๆ เคลื่อนออกด้านข้าง ท่านี้ให้โฟกัสไปที่ Upper Back เวลาทำจะต้องเกร็งหน้าท้องกับสะโพกไว้ (Lower Body) เป็นท่าที่ช่วยยืดช่วงหลังส่วนบน แก้อาการหลังตึงจาก Office Syndrome ทำ 12 ครั้ง/2 เซต

 

‘สร้างรอยยิ้ม’ ภารกิจนี้ สร้างโลกสดใสให้เด็กน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ม.ค. 2561 เวลา 11:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537872

‘สร้างรอยยิ้ม’ ภารกิจนี้ สร้างโลกสดใสให้เด็กน้อย

จากการเก็บข้อมูลเพื่อการศึกษาทุกๆ 3 นาที ทั่วโลก มีเด็ก 1 คน เกิดมาพร้อมภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ไม่สามารถดูดนมแม่ หรือกินอาหารได้ปกติ และมีความผิดปกติทั้งในการออกเสียง ได้ยินเสียง หรือมีปัญหากับระบบการหายใจ มักเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม เด็กๆ เกิดมาพร้อมโรคนี้มักถูกกีดกันจากสังคมเพื่อนๆ วัยเดียวกันโดยอัตโนมัติ เด็กมีความรู้สึกไร้ค่า หลบเลี่ยงสังคม และใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว

ในประเทศไทยมีผู้ป่วยเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ “จำนวนมาก” ไม่เคยได้รับโอกาสผ่าตัดแก้ไขเลยจนตลอดชีวิต

ข้อมูลนี้ส่งมาจากมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม (Operation Smile Foundation) องค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร ก่อตั้งที่สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2525 โดย นพ.วิลเลียม แมกกี และภรรยา มีพันธกิจในการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ รวมถึงแผลไฟไหม้และความผิดปกติบนใบหน้าอื่นๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม มีสำนักงานกระจายอยู่ใน 60 ประเทศทั่วโลก และในประเทศไทยมีการออกหน่วยลงพื้นที่ให้การผ่าตัดครั้งแรกปี 2540 โดยอีก 4 ปีต่อมา ได้จดทะเบียนก่อตั้งเป็นองค์กรการกุศลให้การรักษาผู้ป่วยภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ยากไร้ อาศัยในพื้นที่ห่างไกลทั้งในไทย และตามชายขอบประเทศเพื่อนบ้าน

ตั้งแต่ปี 2540-ปัจจุบัน มีการผ่าตัดเปลี่ยนชีวิตแล้วกว่า 1.2 หมื่นครั้ง จากความอุตสาหะของคณะแพทย์ พยาบาล และคณะทำงาน “อาสาสมัคร” ของมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม

จินตกาญ ศรีชลวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารพัฒนากลยุทธ์มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย เผยตัวเลขผลการดำเนินงานในปี 2560 จำนวนการผ่าตัด 786 ครั้ง ซึ่งรวมโครงการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้การผ่าตัดภายใน 1 สัปดาห์ (Weeklong Medical Mission) โครงการผ่าตัดแบบต่อเนื่องไม่จำกัดระยะเวลา (Ongoing Medical Mission) โครงการฝึกพูด (Speech Camp) เด็กบางรายต้องฝึกพูดนานนับปี

กว่าจะสร้างรอยยิ้มให้เด็กๆ สร้างคำพูดให้ออกจากปากเล็กๆ ของพวกเขาได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าน้ำใจของพวกเราทุกๆ คน ที่ล้วนอยากเห็นรอยยิ้มที่ทำให้โลกสดใส โดยค่าใช้จ่ายของมูลนิธิมาจากเงินบริจาคเป็นหลัก

 

ผู้มอบรอยยิ้มถาวรให้เด็กๆ

“…คือคุณ”

จากงานอาสาสมัคร จินตกาญ ก้าวสู่แกนหลักมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย แม้ไม่ใช่หมอ ไม่ใช่พยาบาล ขอเลือกใช้ความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ เริ่มงานล่าม ช่วยสื่อสารกับหมออาสาต่างชาติ และใช้ประสบการณ์เคยทำงานเอเยนซีโฆษณา คิดเรื่องการระดมทุนด้วยกลยุทธ์ Brand Awareness ชักชวนดีไซเนอร์ ศิลปิน เช่น ม.ล.จิราธร จิรประวัติ แบรนด์เสื้อผ้าของไทย ยัสปาล ช่วยกันสร้างสรรค์มูลนิธิในแบบ Merchandiser หรือนักบริหารผลิตภัณฑ์มืออาชีพ

“รายได้หลักมูลนิธิมาจากเงินบริจาคทั้งสิ้นค่ะ แบ่งเงินบริจาคเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก บริษัทขนาดใหญ่บริจาคเงินก้อนใหญ่ ส่วนที่สอง ประชาชนทั่วไป บริจาคผ่านการหยอดเงินลงกล่องบริจาค กระจายไปตามจุดต่างๆ อย่าง เช่น โรงแรมดุสิตธานี โรงภาพยนตร์เอสเอฟทุกสาขาในกรุงเทพฯ โรงพยาบาล รวมไปถึงการโอนเงินผ่านธนาคารและเคาน์เตอร์เซอร์วิส

นอกจากนี้ มูลนิธิไม่รอเฉพาะเงินบริจาคทางเดียวค่ะ เราทำเสื้อขายโดยร่วมกับดีไซเนอร์อาสาออกแบบเสื้อมาให้มูลนิธิจำหน่าย เนื่องจากเป็นองค์กรการกุศลที่ไม่แสวงหาผลกำไร มูลนิธิจึงมีกฎ คือ เงินก้อนใหญ่จะต้องใช้ไปกับเรื่องของการช่วยเหลือคน โดยเน้นค่าโรงพยาบาล ค่ายา ค่าหมอ ค่าเดินทาง ส่วนเงินนำมาใช้ทำการตลาด ก็ต้องอยู่ในสัดส่วนไม่มากเกินไป

ปีที่ผ่านๆ มา มีความโชคดี ดิฉันเคยทำงานในเอเยนซีโฆษณา BBDO Bangkok ได้เอื้อเฟื้อทำโปรดักชั่นให้มูลนิธิโดยไม่มีค่าครีเอทีฟ KTC สถาบันการเงินใหญ่ช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย

เริ่มทำแคมเปญแรก คือ Painted Smile คิดโจทย์ทำอย่างไรให้เด็กๆ ไม่รู้สึกอาย ‘ปาก’ ของตัวเองก่อนผ่าตัด ครีเอทกันขึ้นมาว่า สร้างความสุขเด็กชั่วคราวด้วยการเพนต์สีบนปาก เป็นหน้าตัวละครต่างๆ ส่วนผู้ให้รอยยิ้มถาวรกับเด็กๆ ได้คือคุณผู้บริจาคทุกๆ คน ทำให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการผ่าตัดและมีรอยยิ้มที่ถาวรได้ค่ะ”

จินตกาญ แจงรายละเอียดยิบเพื่อให้คนรู้จักมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย หลายๆ คนอาจเพิ่งได้ยินชื่อนี้ครั้งแรก

“ปีที่ผ่านมา มูลนิธิออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ 2 ครั้ง ที่ จ.แม่ฮ่องสอน และ อ.แม่สอด จ.ตาก ดำเนินการผ่าตัดผู้ป่วยยากไร้ 785 ครั้ง นอกจากนี้มีผู้ป่วยจากศูนย์แก้ไขความพิการบริเวณใบหน้าและศีรษะ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมูลนิธิดูแลอีกด้วยค่ะ 1,253 ราย การผ่าตัดแต่ละครั้ง ค่าใช้จ่ายเริ่มที่ 2.5 หมื่น-2 แสนบาท บางเคสต้องผ่าตัดอย่างน้อย 3-4 ครั้ง การรักษาภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ไม่ได้จบเพียงแค่การผ่าตัดเท่านั้นค่ะ การดูแลรักษาหลังการผ่าตัด การประเมินผลการผ่าตัดก็มีความสำคัญเช่นกัน ในบางกรณีอาจจะต้องผ่าตัดเพิ่มอีกหลายครั้ง มีการติดตามผลทุกๆ ปี เพื่อทำการรักษาต่อเนื่อง เช่น การทำฟัน การดูแลสุขภาพในช่องปาก การฝึกหัดพูด เพื่อให้เด็กสามารถพูดได้เป็นปกติ เหมือนคนทั่วไป การดูแลรักษาหลังผ่าตัดเหล่านี้ บางรายอาจกินเวลานานถึง 10-20 ปี เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลืนอาหารได้ พูดได้

ปี 2561 เพื่อดำเนินการการรักษาผู้ป่วยต่อเนื่อง และเปิดรับผู้ป่วยใหม่ มูลนิธิวางแผนงานออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ 3 ครั้ง เริ่มต้นที่โรงพยาบาลศรีสังวาลย์ จ.แม่ฮ่องสอน มูลนิธิจะไปวันที่ 11-15 ก.พ.นี้ค่ะ ส่วนอีก 2 ครั้ง วางแผนออกหน่วยแพทย์ที่ จ.ตาก และดำเนินการอีก 1 จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ยิ่งจำนวนผู้ป่วยมีเยอะขึ้น นั่นก็แปลว่าเราเข้าถึงคนไข้ได้มากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่เราทำอยู่มันเวิร์ก เรามาถูกทางเราสื่อสารกับคนแล้ว ได้ผลค่ะ”

ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่เกิดจากสาเหตุอะไร? หลายคนอยากรู้?!! จินตกาญ อธิบายฐานะคนทำงานคลุกคลีจริงจัง ความผิดปกตินี้เริ่มในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ แม่บางคนท้อง 5 เดือนแล้วแต่ก็ยังไม่รู้ตัวเลย ว่าจะมีลูก!!!

“ปัจจัยความยากจน อาหารการกินขาดแคลนมีส่วนมากๆ ค่ะ อ.แม่สอด ที่เราไป เด็กๆ ยากไร้มีทั้งเด็กไทยและผู้อพยพไร้สัญชาติ การออกหน่วยจึงต้องนำแพทย์เคลื่อนที่ไปด้วย เพราะโรงพยาบาลที่นั่นก็ขาดแคลนหมอ แม้กระทั่งโรงพยาบาลสวนดอก ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ใน จ.เชียงใหม่ ก็ยังมีศัลยแพทย์ตกแต่งเพียง 4 คนเท่านั้น

หมอผ่าตัดงานหนักมากๆ ตั้งแต่อุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ล้ม ไปจนเส้นเลือดในสมองแตก เด็กๆ กลุ่มปากแหว่งเพดานโหว่โดยกำเนิดแต่ละปีประมาณ 2,000 คน เกิดมาพร้อมกับความผิดปกติบนใบหน้า ก็ต้องรอ บางคนรอกระทั่งโต ซึ่งควรมาก่อน 1 ขวบค่ะ ยิ่งโตก็ยิ่งรักษายากมากนะคะ

เงินบริจาคนำมาใช้ให้เด็กๆ ได้คิวผ่าตัดเร็วขึ้น และเพียง 45 นาทีของการศัลยกรรมแก้ไขภาวะดังกล่าวก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กคนหนึ่ง ได้อย่างถาวรค่ะ” จินตกาญ บอกรายละเอียดงานสร้างรอยยิ้มในกลุ่มผู้ยากไร้

 

ผู้เปิดรอยยิ้มสดใส “คุณหมอ-พยาบาลอาสา”

รศ.นพ.อภิชัย อังสพัทธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการทางการแพทย์ภาคสนาม มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย ศัลยแพทย์ตกแต่งมือทอง แห่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นอกจากงานแพทย์หนักหนาที่สุดอาชีพหนึ่ง แต่คุณหมอก็จัดตารางงานมาทำงานให้มูลนิธิ

“หมออาสาสมัครในโครงการรวมทั้งหมดเกือบ 200 คน แยกตามความถนัด ซึ่งเวลาลงสนามก็จะช่วยกันตรวจเด็กกลุ่มนี้อ่อนแอมากครับ หมอก็ตรวจเด็กปอดบวมไหม ไอ มีหูน้ำหนวก เป็นโรคหัวใจ หรือมีโรคประจำตัวหรือเปล่า มีทีมด้านทันตแพทย์ ก็จะมาช่วยดูว่าหลังจากดมยาสลบ เด็กจะถอนฟันได้หรือไม่

กระทั่งหลังผ่าเสร็จเรียบร้อยก็จะมีนักอัตถบำบัดมาช่วยดูว่าผ่าตัดแล้วพูดชัดหรือเปล่า หมอทำงานลักษณะนี้คือช่วยๆ กันครับ

 

 

หลังจากเสร็จกระบวนผ่าตัดก็จะเป็นหน้าที่ของพยาบาล หมอเด็ก คอยดูแลความเรียบร้อยหลังผ่าตัด เด็กมีอาการฟื้นจากยาสลบดีไหม มีอาการสำลัก อาเจียนหรือเปล่า เรียบร้อยดีไหม ถ้าปกตินอนพัก 2-3 วันก็กลับบ้านได้ ขั้ นตอนสุดท้ายจะเรียกว่าทีมเล็ก ประกอบไปด้วย หมอผ่าตัด หมอดมยา ทีมอาสาที่มีทั้งประชาชนทั่วไป ก็จะไปช่วยเก็บข้อมูล ถ่ายรูป ถือเป็นการจบภารกิจในการผ่าตัด

เนื่องจากต้องใช้แพทย์พยาบาลผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก จึงพยายามชักชวนทั้งศัลยแพทย์ วิสัญญี แพทย์รุ่นใหม่เข้ามาช่วย เพราะหมอรุ่นใหญ่มีภาระหน้าที่เยอะขึ้น ยิ่งเป็นงานอาสา ก็ใช่ว่าหมอทุกคนจะว่างตลอด ส่วนใหญ่ไม่ถึงกับขาดแคลนหมอนะครับ มีหมออาสาเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งหมอไทย หมอจากต่างชาติ หมอเกาหลีมากันบ่อยๆ เลย เคสพิการบนใบหน้าคือความยาก ให้หมอสะสมฝีมือ มูลนิธิก็อยากได้หมอคนรุ่นใหม่ๆ มาช่วยๆ กันครับ”

ช่วงเวลากว่า 20 ปี ก็ย่อมมีเหตุการณ์ให้จดจำสร้างความประทับใจอยู่เสมอ คุณหมออภิชัย เล่าด้วยสีหน้าระบายไปด้วยรอยยิ้มใจดี

“เคสผู้ป่วยที่ผมจำได้แม่นยำ ไม่ใช่เด็กเพราะมูลนิธิรับคนทุกกลุ่ม ทุกวัยนะครับ มีคุณลุงอายุ 70 กว่าปี ผ่าตัดตกแต่งใบหน้ากับมูลนิธิ หลังจากผ่าตัดญาติค่อนข้างไม่พอใจ เพราะคนต่างจังหวัดเขาจะถือเคล็ด เชื่อโชคลางจะโชคร้ายถ้าฝืนชะตาฟ้าลิขิต คนเกิดมาแบบนี้ก็ต้องชดใช้กรรมให้หมดใช้จนตาย ชาติหน้าเกิดใหม่ ชีวิตจะได้ปกติ เขามีความเชื่อเช่นนั้น

สถานการณ์พลิกผันผ่านไป 2 วัน พวกเขาอารมณ์ดีกันใหญ่ หมอซักถามปรากฏว่า “ลุงถูกหวย” (หัวเราะ) กลายเป็นว่าใบหน้าใหม่ เริ่มนำโชคมาให้

อีกเคสหนึ่งเป็นคุณยายอายุประมาณ 60 ปี ตัดสินใจผ่าตัด ก็เพราะว่าลูกชวนไปงานเลี้ยง ซึ่งคุณยายก็ไม่อยากไป กลัวลูกอาย คุณยายยอมผ่าตัด เพื่อจะไปงานเลี้ยงกับลูกได้”

ความสุข รอยยิ้มทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดกำลังสนับสนุนจากทุกฝ่ายที่มีจิตอันเป็นกุศล เพื่อช่วยเหลือผู้ขาดโอกาสและทุนทรัพย์

“ผมอยากขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมอาสา ร่วมบริจาคเงินที่มูลนิธิจะใช้เป็นประโยชน์มากที่สุด งานยากที่สุดคือ การนำเด็กคนหนึ่งจากชายแดนมาผ่าตัดที่กรุงเทพฯ เคสหนักก็ต้องมาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ มูลนิธิดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดครับ ไม่ง่ายครับเด็กๆ บางคนต้องผ่าตัด 2-3 ครั้ง เด็กตัวเล็กๆ แม่อุ้มลงเขาจาก อ.สะเมิง กว่าจะมาถึงเชียงใหม่ ก็เหมือนๆ เราเตรียมตัวไปผ่าตัดในนิวยอร์ก ในเกาหลี ผมขอเปรียบแบบนั้นเลยนะครับ

ปัญหานี้ล่าสุด ปี 2559 มูลนิธิจึงมีการคิดระบบ CMU สร้างเครือข่ายระหว่างโรงพยาบาลอำเภอกับโรงพยาบาลจังหวัด บริการสุขภาพใกล้บ้านมีประสิทธิภาพมาตรฐานสากล ประชาชนไม่ต้องอุ้มลูกลงเขากันมา 8 ชั่วโมง เข้าเมืองเชียงใหม่ แม่ประหยัดเวลาทำมาหากิน เด็กสำลักนมแม่ก็พาไปโรงพยาบาล อ.ฝาง ซึ่งมีการอบรมพยาบาลไว้แล้ว มูลนิธิก็ประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยครับ” รศ.นพ.อภิชัย กล่าวถึงงานสร้างรอยยิ้มของมูลนิธิสร้างรอยยิ้มประเทศไทย ที่ก้าวไปข้างหน้าไม่มีหยุด

วิ่งให้เร็วขึ้นด้วย อินไลน์สเกต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ม.ค. 2561 เวลา 11:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537687

วิ่งให้เร็วขึ้นด้วย อินไลน์สเกต

โดย กั๊ตจัง ภาพ : เอพี

ใครว่าจะมีแต่จักรยาน ของเล่นเด็กยุคโบราณที่พัฒนาจนกลายเป็นกีฬาที่ผู้คนยอมรับ โรลเลอร์เบลด หรืออินไลน์สเกต ที่เห็นเด็กๆ เล่นกันตามสวนสาธารณะ กลายเป็นการแข่งขันกีฬาสากลระดับโลกอย่างจริงจัง เป็น 1 ใน 15 ชนิดกีฬาที่ชาวอเมริกันนิยมเล่นมากที่สุด ในปี ค.ศ. 1990 มีการแข่งขัน ESPN Extreme Games ครั้งแรกในนิวพอร์ตโรดไอแลนด์ ยิ่งทำให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น

อุปกรณ์การเล่นชนิดนี้พัฒนาต่อมาจากรองเท้าสเกต ที่คิดค้นมาเมื่อ 300 ปีที่แล้ว จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1979 สกอตต์ โอลเซ่น (Scott Olsen) นักฮอกกี้น้ำแข็ง ได้นำมาพัฒนากับรองเท้าฮอกกี้น้ำแข็งจนกลายเป็นอินไลน์สเกตในที่สุด

รองเท้าสเกตรูปแบบแถวเรียงนี้ สามารถพลิกแพลงรูปแบบการเล่นได้ค่อนข้างหลากหลาย พัฒนาให้เล่นในรูปแบบฟรีสไตล์ สลาลม หรือเน้นการแข่งทำความเร็ว อย่างสปีดสเกตผู้เล่นก็จะพบกับความเร็วระดับที่สามารถเร่งแซงจักรยานทั่วไปได้เลยทีเดียว เพราะความเร็วของสเกตประเภทนี้สามารถทำความเร็วได้ตั้งแต่ 40 กม./ชม.ขึ้นไป จนถึง 70 กม./ชม. ก็มีให้เห็นในการแข่งขันระดับโลก ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของอุปกรณ์และการฝึกซ้อมของผู้เล่น

สืบสกุล พรหมบัญพงศ์ ประธานชมรมสเกตฟรอสวีลส์ แนะนำการเลือกอุปกรณ์ว่า “ควรเริ่มต้นจากรองเท้าเสียก่อน รองเท้าพื้นฐานนี้จะเป็นรองเท้าสเกตที่มีล้อขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการออกกำลังกายทั่วไป จนถึงรองรับการเล่นแบบสลาลม หรือฟรีสไตล์ท่าต่างๆ ราคาเริ่มตั้งแต่ 2,000 บาท ที่ซื้อมาแล้วเล่นได้เลย ไปจนถึงราคา 2 หมื่นบาท ที่เน้นคุณภาพของวัสดุในแต่ละชิ้นส่วนที่ดีที่สุด

ควรทดลองซื้อรองเท้าที่มีความพอดีกับเท้า ไม่คับส่วนใดส่วนหนึ่ง และไม่หลวมเกินไป ซึ่งจะมีผลต่อการควบคุมการเคลื่อนไหวและอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บ หลังจากที่เลือกรองเท้าและลองเล่นแล้ว ก็ค่อยๆ ฝึกซ้อมเล่นและพัฒนาฝีมือ เพื่อดูว่าเราชอบเล่นสเกตแนวไหน ระหว่างฟรีสไตล์กับคนที่ชอบเล่นทำความเร็ว”

คนเล่นแนวสปีด (Speed) ล้อมีลักษณะใหญ่กว่าสเกตประเภทอื่นๆ บางรุ่นอาจมี 4 หรือ 5 ล้อ หรือถ้าเน้นออกกำลังกายอย่างแนวฟิตเนส หรือเน้นโชว์ลีลาสลาลม ให้เลือกรุ่นที่มีล้อประมาณ 72-80 มม. ใส่สบาย วิ่งได้เรื่อยๆ มีความคล่องตัวสูง ล้อยิ่งเล็กยิ่งพลิ้ว

ด้านการแข่งขันจะแบ่งประเภทเป็น ฟรีสไตล์สลาลมประเภทเดี่ยว (Freestyle Classic Slalom) ใช้เวลาแข่งขันแต่ละรอบไม่เกิน 100 วินาที ผู้เล่นจะต้องเลือกเพลงประกอบการเล่นเอง และโชว์ลีลาการเล่นตามความถนัด

ต่อมาคือ แข่งสปีดสลาลม (Speed Slalom) คนที่ทำเวลาได้ดีที่สุดในแต่ละรอบการแข่ง จะได้ลงแข่งในรอบน็อกเอาต์แพ้คัดออก ผู้เข้าแข่งขันที่วิ่งเข้าเส้นชัยในจำนวนที่กำหนดก่อนถือเป็นผู้ชนะในรอบนั้นๆ จะต้องมาแข่งกับผู้แข่งขันที่เหลือจนกระทั่งถึงรอบสุดท้าย เพื่อให้ได้ผู้ชนะของรายการ

สุดท้าย ฟรีสไตล์สลาลมประเภททีม ในการแข่งขันฟรีสไตล์ประเภททีมต้องประกอบด้วยผู้เล่นมากกว่า 2 คนขึ้นไป ส่วนมากไม่เกิน 6 คน กติกาคล้ายกับการแข่งขันฟรีสไตล์สลาลมประเภทเดี่ยว แต่เพิ่มคะแนนท่วงท่าลีลาจังหวะที่พร้อมเพรียงกันของคนในทีม เพิ่มเติมจากความเร็วในแต่ละรอบด้วย

สุดท้าย สืบสกุล แนะนำว่า สำหรับมือใหม่นั้นควรหัดเล่นบนสนามหญ้าก่อน เพราะสนามหญ้าจะมีความหนืดให้สเกตเคลื่อนที่ไปได้ช้า ทำให้เรามีเวลาปรับฝึกการทรงตัวและการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง หากพลาดล้มก็จะไม่เจ็บตัวมากนัก คนทั่วไปที่เล่นสเกตมักจะเกิดอาการบาดเจ็บเพราะไปฝืนไม่ให้ล้มยิ่งทำให้เจ็บหนัก การฝึกล้มที่ถูกต้องคืออย่าไปฝืนแรงเราจะเจ็บตัวน้อยกว่า

สำหรับอุปกรณ์ป้องกันพื้นฐานที่ควรมีก็คือ หมวกกันน็อกและถุงมือที่ใช้แบบเดียวกับจักรยาน เป็นอุปกรณ์ป้องกันพื้นฐานที่ใช้ตั้งแต่มือใหม่ไปจนถึงระดับการแข่งขัน ส่วนเสื้อผ้านั้นเน้นเสื้อผ้าที่สวมใส่สบายคล่องตัว

ปัจจุบันมีสนามเล่นอินไลน์สเกตผุดขึ้นมากมายทั่วประเทศตามหัวเมืองใหญ่ ในกรุงเทพฯ จะมีจุดเล่นอยู่ 2 จุด คือ สวนลุมพินี และช่วงเย็นวันเสาร์ที่สนามหลวง หรือดูข้อมูลสนามเล่นโดยพิมพ์ชื่อ อินไลน์สเกต และตามด้วยชื่อจังหวัดก็มีให้เห็นเช่นกัน หากเบื่อการปั่นจักรยานจะลองเปลี่ยนมาเล่นอินไลน์สเกตเพื่อฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น เท้า ข้อเท้า และกล้ามเนื้อแกนกลาง แล้วคุณอาจจะพบว่าทำให้การเล่นกีฬาชนิดอื่นดีขึ้นก็ได้

Head-to-Knee Pose Variation 1 อาสนะท่าบิดตัวช่วยหมุนกระดูกสันหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ม.ค. 2561 เวลา 15:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537591

Head-to-Knee Pose Variation 1 อาสนะท่าบิดตัวช่วยหมุนกระดูกสันหลัง

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

อาสนะท่าบิดตัวจะช่วยหมุนกระดูกสันหลัง ยืดกล้ามเนื้อหลัง ซึ่งส่งผลให้เกิดการฟื้นฟูและรักษาให้กระดูกสันหลังอยู่ในแนวธรรมชาติ

การที่เราบิดก็เพื่อที่จะสร้างที่ว่างในกระดูกสันหลังของเรา หากไม่มีที่ว่างภายในหรือมีน้อย จะส่งผลให้พลังงานภายในลดลง การบิดจึงเป็นการยืดหลังให้ยาวขึ้นพร้อมๆ กับการสร้างที่ว่างภายในที่อยู่ระหว่างกระดูก พลังงานภายในจะเลื่อนไหลได้อย่างดี

สำหรับคนที่ฝึกอาสนะท่าแอ่นหลังแบบลึก หรือฝึกท่าก้มตัวมาด้านหน้าแบบลึก การบิดจะเป็นการช่วยปรับสมดุลให้หลัง ในขณะเดียวกันกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านข้างทำงาน (Obliques) รวมทั้งหัวไหล่ สะบัก และกระดูกเชิงกราน

นอกจากนี้ การบิดยังมีส่วนช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร กระตุ้นให้เลือดที่สดใหม่ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะในช่องท้อง สำหรับวันนี้ครูจะให้ฝึกท่าบิดนั่งแบบง่าย แล้วสัปดาห์หน้าเรามาต่อท่ากัน

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มจากนั่งหลังตรง ตัวสูง แยกขาข้างขวาออกกว้าง คล้ายกับเวลาเราฝึกท่านั่งแยกขากว้าง  Upavistha konasana แต่ให้พับขาซ้ายเข้ามา ให้ส้นเท้าซ้ายวางที่จุดพีเรเนียม พนมมือที่หน้าอก หายใจเข้า-ออก 2 รอบลมหายใจ (รูป 1)

2.หายใจเข้า ยืดแขนทั้งสองข้างขึ้นแนบใบหู ยืดกระดูกซี่โครง ยืดกระดูกสันหลังให้ยาว กดกระดูกก้นให้ติดพื้นดิน (รูป 2)

3.หายใจออก ส่งมือขวามาจับที่หัวเข่าซ้ายยืดแขน ส่วนแขนซ้ายให้อ้อมหลังไปจับที่ต้นขาขวา หากจับไม่ถึงให้จับเท่าที่จับได้ หรือจับที่เสื้อหรือกางเกงแทน (รูป 3)

4.หายใจเข้า ยืดหลังตรง หายใจออกให้บิด โดยไล่จากฐานล่างที่ก้น เชิงกราน กระดูกสันหลังส่วนล่างไล่ขึ้นไปจนสู่ด้านบนศีรษะ จุดที่ต้องระวังคือ คอจะหันองศาและบิดได้เยอะ จงอย่าบิดคอมากเกินไป คอยืดเบาสบาย ไม่เกร็ง ดวงตาผ่อนคลายหรือหลับตา ครูให้การบิดเกิดขึ้นขณะที่เราหายใจออก ตอนหายใจออกไล่ลมออกให้หมดท้อง จะเกิดการนวดอวัยวะในช่องท้อง ค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง (รูป 4)

ความสุขสไตล์ ‘ชาวสวน’ เหรียญอีกด้านของ อลงกรณ์ พลบุตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ม.ค. 2561 เวลา 14:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537579

ความสุขสไตล์ 'ชาวสวน' เหรียญอีกด้านของ อลงกรณ์ พลบุตร

โดย ธนพล บางยี่ขัน

หลังเฟดตัวจากถนนการเมือง อลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ที่ดำรงตำแหน่งสุดท้ายในฐานะอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ผันตัวไปใช้ชีวิตเป็น “เกษตรกร” อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ กับสารพัดโครงการที่กำลังเดินหน้าและหลายโครงการเริ่มสำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง

ทุกวันนี้ เขาแบ่งชีวิตเป็น 3 ส่วน คือ 1.เป็นอาจารย์สอนหนังสือ  ตามหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง และสอนหนังสือตามมหาวิทยาลัยต่างๆ 2.เป็นผู้บริหาร บริษัท 2-3 บริษัท ทั้งบริษัทที่เกี่ยวกับอินโนเวชั่น โลจิสติกส์ อี-คอมเมิร์ซ  และ 3.ชาวสวน ควบคู่ไปกับการจัดการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

“อลงกรณ์ฟาร์มแอนด์รีสอร์ท” บนพื้นที่ 66 ไร่ จ.เพชรบุรี ถือเป็นฐานที่มั่น ซึ่งอดีตนักการเมืองที่เคยใช้ชีวิตโลดโผนคร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 20 ปี  เล่าให้ฟังว่าทุกวันนี้ใช้เวลากว่าครึ่งอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ ทั้งปลูกเมล่อน ปลูกผักออร์แกนิก เลี้ยงล็อบสเตอร์น้ำจืด และกำลังปลุกปั้นการท่องเที่ยวอนุรักษ์

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดตั้ง “ศูนย์สืบสานศาสตร์พระราชา” ที่มี 11 ฐานการเรียนรู้ บนพื้นที่ 11 อาคาร และ อาคารกลาง ที่จะบอกเล่าศาสตร์พระราชาโครงการ อันเนื่องจากพระราชดำริ เช่น โซลาร์เซลล์ พลังงานลม มีกังหันลมตั้งอยู่เพื่อสูบน้ำทำการเกษตร  และการท่องเที่ยว

รวมทั้งผลิตผลอื่นๆ อาทิ  “น้ำส้มควันไม้” สารปราบศัตรูพืชที่เป็นชีวภาพ ฟาร์มเห็ด ฟาร์มไส้เดือน ผลิตปุ๋ยชีวภาพ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้คนที่มาเที่ยวพักผ่อนได้เรียนรู้และเข้าใจศาสตร์พระราชา มีสวนพฤกษชาติ  ซึ่งต้นไม้จะติดคิวอาร์โค้ด ให้ผู้มาพักโดยเฉพาะยังเจนเนอเรชั่นใช้มือถือกดเพื่อจะได้รับรู้ข้อมูล รู้จักต้นไม้ของไทย รู้คุณค่า เพื่อที่จะได้เกิดความรัก

จุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจหันมาทำการเกษตรนั้น อลงกรณ์ เล่าให้ฟังว่า  ปกติเป็นคนชอบธรรมชาติ ชอบปลูกต้นไม้ จริงๆ ก็ไม่ชอบแสงสีเสียง โดยเฉพาะปี่กลองการเมือง อยู่มานาน รู้สึกว่าเราน่าจะมาอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ให้เป็นโมเดล แหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่เป็นทั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

“ต้องเริ่มจากความรักความชอบก่อนแล้วจะไปได้ด้วยดี ต้องใฝ่รู้ใฝ่เรียนศึกษาค้นคว้า อย่างเมล่อนตัวเองเป็นคนชอบกินเมล่อน เคยมีโอกาสเดินทางไปญี่ปุ่นหลายครั้ง พอดีเพื่อนคนหนึ่งทำฟาร์มเมล่อน จากนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นให้ศึกษา และนำมาปลูกที่นี่ พัฒนาสร้างแบรนด์ของตัวเองคือ ไดยะมอนโดะ ที่แปลว่าเพชร”

อดีต สส.เพชรบุรี อธิบายว่า ประเพณีการตั้งชื่อเมล่อนมักจะตั้งชื่อตามเมืองที่ปลูก อย่างเมล่อนยูบาริ ก็คือเมล่อนที่ปลูกที่เมืองยูบาริ  เหมือนส้มโอนครชัยศรี ต้นตาลเมืองเพชร ไดยะมอนโดะ มาจากไดมอนด์ เพราะปลูกที่เพชรบุรี จากนั้นก็มาทำแพ็กเกจจิ้ง ทำแบรนดิ้ง และมีขายออนไลน์ด้วยส่วนหนึ่ง

ทุกอย่างต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่  ทั้งการปลูก การให้น้ำ ให้ปุ๋ย ดูแลรักษา โดยเฉพาะพันธุ์ที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น ที่ต้องดูแล ทั้งสภาพอากาศ ดิน แมลง ศัตรูพืช  ต่างจากสายพันธุ์ญี่ปุ่นที่พัฒนาในเมืองไทย จะปลูกง่ายหน่อย  เพราะมีภูมิต้านทานอยู่แล้ว รสชาติก็ใกล้เคียงกัน ถ้าพันธุ์ญี่ปุ่นเป็นพันธุ์แชมป์ พันธุ์ที่พัฒนาในเมืองไทยก็เป็นรองแชมป์ ซึ่งอาจารย์ที่ดีที่สุดก็คือ ต้นเมล่อน ที่จะเป็นครูคอยสอนเรา  หรือหากมีปัญหาก็ไลน์คุยกับเพื่อนที่ญี่ปุ่น

“ถามว่าดูแลยากไหมต้องบอกว่าดูแลยิ่งกว่าลูก  ต้องดูใกล้ชิด  เข้าสวน 6 โมงเช้า ออก 6 โมงเย็น เพราะถ้าจะดูให้ได้เพอร์เฟกต์ จริงๆ ต้องลงไปดูอย่างใกล้ชิด หนึ่งต้น หนึ่งลูก จากหลายๆ ลูก ต้องเลือกคัดให้เหลือหนึ่งลูก  เพราะฉะนั้น พลาดไปแค่ครึ่งวันก็เสียหายได้ บางทีก็เจอราน้ำค้าง บางวันก็เจอเพลี้ยไฟ  หรือศัตรูพืชอื่น เพราะพวกนี้ลามเร็วมาก เราปลูกแบบกรีนเฮาส์ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง หากเจอราก็ต้องใช้สารปราบศัตรูพืชที่เป็นชีวภาพ”

“ความยากใดๆ ก็สู้ความพยายามไม่ได้” อลงกรณ์สรุป พร้อมอธิบายว่า ช่วงหลังๆ เริ่มอยู่ตัวก็เทรนคนขึ้นมาทำแทน และไปเริ่มทำเรื่องอื่นๆ อย่างเลี้ยงล็อบสเตอร์คอนโด ที่เป็นการเลี้ยงแบบสมัยใหม่  ทำเป็นศูนย์สาธิต ทดลองทำให้ต้นทุนต่ำมากที่สุด เพื่อให้ชาวบ้านทั่วไปได้เรียนรู้ทำเป็นอาชีพเสริม แม้แต่คนที่อยู่ในเมือง  ภาคเหนือ ภาคอีสาน ก็สามารถเลี้ยงได้ เป็นอาชีพที่ใช้พื้นที่น้อย แค่กล่องพลาสติกเรียงกันเป็นชั้นๆ เหมือนคอนโด โครงการต่อไปก็จะเลี้ยงปูทะเล คนภาคอีสาน ภาคเหนือก็สามารถมีปูทะเลกิน

ทุกวันนี้ เริ่มมีกลุ่มต่างๆ มาดูงานเพื่อนำไปใช้ทำในพื้นที่อื่นๆ ทั้งคณะครู คณะเกษตรประเทศลาว  เพราะลาว เป็นแลนด์ล็อกไม่มีพื้นที่ออกทะเล เขาก็เห็นจากเว็บไซต์บ้าง ปากต่อปากบ้าง  กลุ่มที่เคยมาดูแล้วก็ไปบอกต่อๆ  กัน  ซึ่งทั้งหมดนี้มาจากที่เราลงไปหาข้อมูลเองทั้งหมด ดูเว็บไซต์  ทีวีเกษตร  หนังสือ ไปคุยกับทางมหาวิทยาลัย หรือร่วมมือทำวิจัย  อย่างเช่น  เพลี้ยไฟ ซึ่งเป็นศัตรูพืชที่ประเทศไทยยังกำจัดไม่ได้ เราก็ร่วมมือกับคณะเทคโนโลยีเกษตร  มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ชะอำ ร่วมวิจัย กำจัดเพลี้ยไฟ ที่ทำมา 6 เดือน แล้วเริ่มเห็นผล

อลงกรณ์ เปรียบเทียบว่า บทบาทใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมนั้นเหมือนเป็นอีกด้านของเหรียญ  ที่ทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น สุขภาพดีขึ้น ได้อยู่ในพื้นที่ที่เรารัก  ได้ถ่ายทอดความรู้  เป็นศูนย์เรียนรู้ ชีวิตเปลี่ยนแต่ก็ยังเป็นคนเดิม  เหมือนสองด้านของเหรียญ

ส่วนจะหวนกลับสู่ถนนการเมืองหรือไม่นั้น  หากการเมืองยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่กับวงจรอุบาทว์ มีคอร์รัปชั่น ขายสิทธิ ซื้อเสียง  ยังไม่ปฏิรูป ไม่เปลี่ยนแปลงก็อาจจะทบทวนกลับมาต่อสู้อีกครั้ง

“ส่วนตัวผมปล่อยวางได้ทั้งหมด เป็นคนไม่ได้ยึดติดอะไรมาตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ได้มีความอยากได้อยากมี เป็นห่วงก็เพียงแต่ว่า การสืบสานการปฏิรูปให้เดินหน้าปฏิรูปประเทศ ยกระดับอัพเกรดให้ดีขึ้นกว่าเดิม หัวใจทั้งหมดอยู่ที่การปฏิรูปการเมือง เป็นหัวใจของการเดินหน้าประเทศ ถ้าบ้านเมืองไม่สงบ มีแต่แปลกแยก  แบ่งฝักแบ่งฝ่าย  มีการครอบงำพรรคการเมืองโดยนายทุน ผูกขาด และตอบแทนคืน ด้วยการคอร์รัปชั่น ยังเวียนว่ายตายเกิดในสิ่งเหล่านี้ ประเทศไม่มีทางเติบโตได้ เดินไปข้างหน้าได้ แต่เติบโตไม่ได้ เพราะผุกร่อนอยู่ข้างใน”

“ถ้าเป็นเช่นนี้ผมจะกลับไปต่อสู้อีกครั้ง รวมคนดีที่มีความรู้เข้าไปต่อสู้ เพื่อเปลี่ยนแปลง สู่การเมืองยุคสร้างสรรค์ให้ได้ นี่คือสิ่งเดียวที่จะกลับไป”

“นั่นคือจุดที่จะต้องออกจากจุดที่เราอยู่อย่างดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต คือการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เราอยู่ในบลูโอเชียน จะกลับไปเรดโอเชียนคงไม่มีใครประสงค์อยู่แล้ว”

อลงกรณ์ อธิบายว่า การกลับไปไม่ใช่ไปทำลายล้างใคร แต่ไปช่วยให้ก้าวพ้นหลุมโคลน หลุมทรายให้ขึ้นมาได้  ถ้าทุกคนไม่ช่วยก้าวขึ้นด้วยตัวเอง ปีนป่ายขึ้นมาเอง ระบบการเมืองก็ยังเหมือนเดิม คอร์รัปชั่นเหมือนเดิม เราต้องตีโจทย์นี้ให้แตกโดยไม่โทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด  ต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงบนแนวทางการปฏิรูป   ก้าวข้ามระบบโครงสร้างเดิม ที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยเทียม ถ้าไม่แก้ปัญหาเหล่านี้ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ประเทศก็เดินต่อไปไม่ได้

รังสิมา อิทธิพรวณิชย์ มอนิเตอร์อารมณ์ด้วยธรรมะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ม.ค. 2561 เวลา 13:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537563

รังสิมา อิทธิพรวณิชย์ มอนิเตอร์อารมณ์ด้วยธรรมะ

 โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ด้วยอาชีพแอ็กติ้งโค้ช (Acting Coach) ทำให้แทบทุกวินาทีของ “กุ๊กไก่” รังสิมา อิทธิพรวณิชย์ ผู้ก่อตั้ง Action Play ต้องเกี่ยวพันกับการแสดงอารมณ์ต่างๆ ของมนุษย์อย่างแยกไม่ออก

เพราะหน้าที่ของเธอยามอยู่หลังกล้อง ไม่เพียงต้องช่วยเค้นอารมณ์ ดึงอินเนอร์ของเหล่านักแสดงให้สะท้อนออกมาตามบทบาทที่ได้รับให้ได้ดั่งใจผู้กำกับการแสดงมากที่สุด แต่ในอีกบทบาทเมื่อเธอสวมบทโค้ชการแสดงที่โรงเรียนการแสดงที่เธอสร้างขึ้นมาด้วยสองมือ

หน้าที่ของเธอคือช่วยปลดล็อกความคิดบางอย่างในตัวนักเรียน เพื่อพาไปรู้จักตัวเอง เข้าใจผู้อื่นให้ดีขึ้น และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีสุขกว่าเดิม โดยอาศัย “ศาสตร์ของการแสดง” เป็นกุญแจดอกสำคัญ

“ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า การแสดง (Acting) นั้น เป็นศาสตร์ที่ทำให้เราเข้าใจถึงพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ว่าทำไมเราถึงแสดงออกแบบนี้ คนรอบข้างถึงแสดงออกเช่นนั้นเมื่ออยู่ในสถานการณ์ต่างๆ แล้วถ้าเราลองพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ เราจะแสดงออกอย่างไร เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ศาสตร์ของการแสดง จึงเหมือนเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะพาเราดำดิ่งไปในจิตใจของมนุษย์ เพื่อเข้าใจตัวเองและผู้คนรอบข้างมากขึ้น”

 ด้วยความมุ่งมั่นนี้เอง ทำให้กุ๊กไก่มีความมุ่งมั่นในใจมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแล้วว่า หนึ่งในเป้าหมายในชีวิตที่ต้องทำให้สำเร็จคือ เปิดสตูดิโอสอนการแสดงที่ไม่ได้เหมือนกับโรงเรียนการแสดงทั่วไป

เพราะที่นี่คือโรงเรียนที่พร้อมต้อนรับทุกคน ทุกสาขาอาชีพ เข้ามาใช้กลไกของศาสตร์ของการแสดงในการใช้ชีวิต การทำงาน และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“หลายครั้งที่เราเองก็ได้เรียนรู้จากนักเรียนเช่นกัน เวลานักเรียนถามเราว่าซีนนี้ต้องเล่นอย่างไร มันทำให้เราได้ย้อนกลับมามองตัวเองว่า แล้วถ้าเราต้องเล่นซีนนี้ เราจะเชื่อมโยงอารมณ์ที่ต้องแสดงออกกับตัวเราอย่างไร ข้อดีคือทำให้เราได้มีโอกาสคุยกับตัวเองบ่อยขึ้น ได้ถามตัวเองว่า ถ้าเราต้องพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ เราจะมีวิธีการแสดงออกอย่างไร ซึ่งทำให้เราจับความรู้สึกของตัวเองได้ง่ายและดีขึ้น

แต่ข้อเสียคือบางครั้งการที่เราต้องเล่นกับอารมณ์ ความรู้สึก ใช้ชีวิตอยู่กับโลกของจินตนาการมากเกินไป เพราะเรายังทำงานเขียนบท และเร็วๆ นี้กำลังก้าวมาสู่บทบาทผู้กำกับซีรี่ส์ Wake up ชะนี ซึ่งจะออกอากาศทางช่องวันในเดือน มี.ค.นี้ ทำให้บางครั้งก็มีคิดฟุ้งซ่านจนเกินไป”

ด้วยเหตุนี้ เพื่อสร้างเกราะคุ้มใจให้อยู่บนทางสายกลาง กุ๊กไก่เลือกใช้ธรรมะเป็นเข็มทิศในการใช้ชีวิต

 “เราเริ่มไปปฏิบัติธรรมครั้งแรก ตั้งแต่ตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี 1 ครั้งแรกไป 8 วัน 7 คืน 3 วันแรกยอมรับว่าทรมานมาก (หัวเราะ) พยายามลุกไปเข้าห้องน้ำทุกครั้งที่มีโอกาส แต่สุดท้ายก็ปรับตัวและผ่านมาได้ หลังจากนั้นก็ยังไปปฏิบัติอยู่บ้าง ปีละครั้ง

จนเมื่อ 3 ปีก่อน เริ่มมาปฏิบัติธรรมจริงจัง ไม่ได้คิดว่าว่างแล้วไปเหมือนแต่ก่อน แต่กำหนดไว้เป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่เกิน 3 เดือนต้องหาเวลาไป เราไม่เกี่ยงว่าต้องมีเพื่อนไป เพราะถ้ารอแบบนั้นไม่ได้ไปพอดี เลยจะเอาคิวของตัวเองเป็นหลัก ถ้าเพื่อนๆ ว่างตรงกันก็ไปด้วยกัน”

สำหรับสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติธรรม ซึ่งดูเป็นคนละโลกกับศาสตร์การแสดง กุ๊กไก่สะท้อนมุมมองอย่างน่าสนใจว่า ถึงจะดูแตกต่าง แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกจะพบว่าทั้งสองศาสตร์ต่างเป็นหลักในการวิเคราะห์พฤติกรรมการแสดงออกของมนุษย์ให้รู้ทันอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง

“จุดที่ต่างคือ ในโลกการแสดงเมื่อจับความรู้สึก อารมณ์ได้แล้ว ต้องขยายให้ใหญ่ขึ้น ยกตัวอย่างถ้ารู้สึกโกรธ เราต้องลงลึกไปอีกว่าโกรธในระดับไหน แล้วลองไปให้สุดทาง เล่นให้ใหญ่ ถ้าเสียใจ เสียใจแบบไหน ลองไปให้สุดทางทุกอารมณ์ ในขณะที่ธรรมะเราแค่เท่าทันอารมณ์ แล้วอยู่ตรงทางสายกลาง ปล่อยวาง”.

 ทุกวันนี้กุ๊กไก่บอกว่า นอกจากปฏิบัติธรรมสม่ำเสมอ เธอยังแบ่งเวลาก่อนนอนเพื่อนั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ 15 นาที

“เวลานั่งสมาธิเราจะพยายามไม่คิดอะไร โฟกัสกับลมหายใจ และทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ จับอารมณ์ ความรู้สึก และกิเลสของตัวเอง สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการนั่งสมาธิ นอกจากใจจะสงบแล้ว ยังเข้าใจความหมายของคำกล่าวที่ว่า จิตของมนุษย์มีขึ้นมีลง เพราะต่อให้วันนี้นั่งสมาธิได้ถึงจุดที่สงบแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าเราบรรลุ เพราะพรุ่งนี้กลับมานั่งสมาธิอีกที จิตก็อาจจะฟุ้งซ่านไม่สงบก็ได้” กุ๊กไก่กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเผยถึงเป้าหมายที่อยากทำให้ได้จากนี้คือ นั่งสมาธิให้ได้ทุกวัน

โชคนิธิ คงชุ่ม ความสุขในงานอนุรักษฺสิ่งแวลล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ม.ค. 2561 เวลา 13:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537560

โชคนิธิ คงชุ่ม ความสุขในงานอนุรักษฺสิ่งแวลล้อม

โดย กั๊ตจัง

“ผมลองเข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัครมาหมดแล้ว และพบว่ากิจกรรมที่เกี่ยวกับธรรมชาตินี่ละ ที่เราถนัดมากที่สุด เป็นความชอบที่เกิดมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ ได้เห็นปัญหาความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อตัวเรา”

ได้เห็นความทุ่มเทของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อย่างคุณสืบ นาคะเสถียร ทำให้เรารู้สึกซึมซับไปโดยไม่รู้ตัว จนวันหนึ่งที่เราลุกขึ้นมาทำค่ายของตัวเอง ถึงได้รู้ว่านี่คือสิ่งที่ถนัดที่สุดของเรา”

โชคนิธิ คงชุ่ม หรือ “เก่ง กลุ่มใบไม้” ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มใบไม้ (facebook.com/baimaigroup) กล่าวไว้ถึงความหลัง

เขาเล่าถึงเส้นทางการเป็นอาสาสมัครอนุรักษ์ธรรมชาติต่อว่า กลุ่มงานที่ทำในนามกลุ่มใบไม้ เป็นกลุ่มทำงานอาสากับเพื่อนๆ ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี จนถึงตอนนี้ก็ยังดำเนินกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง มีคนทำงานประจำอยู่ 3 คน ซึ่งรวมถึงตัวของเขาเองด้วย

“แรกๆ ต่างคนต่างทำงานประจำ พอถึงช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ค่อยเข้ามาทำงานกลุ่มด้วยกัน จนระยะหลังๆ มีงานเข้ามาเยอะขึ้นมาก ทำให้ไม่มีเวลาดำเนินงานของกลุ่มได้อย่างเต็มที่ เลยประชุมกับเพื่อนๆ ว่าน่าจะมีคนทำงานหลักไว้คอยประสานงานติดต่อ ให้โครงการเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่น เริ่มต้นมีคนทำงาน 1 คน แต่ยังไม่พอ ตอนนี้ก็เลยมีคนทำงานหลักอยู่ประมาณ 3 คน เพื่อแบ่งเบากันประสานงานกิจกรรมต่างๆ

โดยมีพื้นที่ทำงานหลักๆ ของ 2 ที่ ก็คืออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครนายก ใช้บ้านของตัวเองเป็นพื้นที่เรียนรู้และจัดกิจกรรมค่าย อีกพื้นที่คือพื้นที่ป่าตะวันตก เช่น ห้วยขาแข้ง ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี โดยทำร่วมกับมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร และองค์กรอื่นๆ ที่เข้ามาร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยกัน เป็นการทำกิจกรรมต่อเนื่องจากสมัยเรียน”

แนวทางการจัดกิจกรรมของกลุ่ม เก่ง บอกว่า จะเริ่มต้นจากการให้ความรู้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพราะเชื่อว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนมีความรู้และตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

“กิจกรรมอีกส่วนหนึ่งก็คือการลงพื้นที่ช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ซึ่งกิจกรรมของกลุ่มเราก็แทบจะเรียกได้ว่ามีทุกเสาร์อาทิตย์ สัปดาห์ไหนที่ว่างนี่เราจะรู้สึกแปลกๆ ไปเหมือนกัน ทุกสัปดาห์จะมีโพสต์ในกลุ่มว่าสัปดาห์นี้เราจะไปทำอะไรกันที่ไหนบ้าง คนที่เห็นว่าตัวเองถนัดสามารถช่วยเหลือตรงนี้ได้ดี และมีเวลาว่างพอก็จะเข้ามาช่วยเหลือ ก็จะมีสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป”

ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับอาสาสมัคร เก่ง เล่าว่า พวกเขายินดีออกค่าใช้จ่ายเฉพาะเรื่องค่าเดินทาง และค่าอาหาระหว่างทาง แต่เมื่อถึงในส่วนพื้นที่กิจกรรม หากจะให้อาสาสมัครออกอีกและมาบ่อยๆ ก็เกรงว่าจะหนักกับพวกเขามากเกินไป

“เราก็จะมีการระดมหาทุนเข้ามาช่วยเหลือกิจกรรมให้เดินหน้าไปได้ อย่างเช่นโครงการทำเสื้อยืดรุ่นพิเศษ ‘นกเงือกคู่รัก’ ก็เป็นหนึ่งในโครงการที่เราทำหาทุนดำเนินการ โดยกำไร 30% จะมอบให้มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก นำไปใช้ในการขับเคลื่อนงานอนุรักษ์นกเงือกของมูลนิธิ และ 70% มอบให้กลุ่มใบไม้ดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติผ่านอาสาสมัครและเยาวชนเครือข่ายของกลุ่มใบไม้ สามารถติดต่อสั่งซื้อสมทบทุนได้ทางเพจเฟซบุ๊กของกลุ่มใบไม้ได้”

นอกจากนี้ กิจกรรมส่วนหนึ่งคือการพาคนเข้าไปเรียนรู้ธรรมชาติ แล้วซึมซับความรู้และความสวยงามของธรรมชาติ เพราะครั้งหนึ่งเก่งเองก็เคยผ่านกิจกรรมเหล่านี้มา และซึมซับสิ่งเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ได้เห็นคุณค่า ความสำคัญ ความงาม ความรู้ และความจริงด้านวิทยาศาสตร์ ให้คนที่แตกต่างกันได้เรียนรู้และเห็นคุณค่าตรงนี้ขึ้นมา

“เมื่อวันหนึ่งที่มีปัญหาธรรมชาติถูกทำลาย เห็นปัญหาสัตว์ป่าถูกรถชน กินขยะเข้าไปเต็มท้อง คนกลุ่มนี้นั่นละที่จะลุกขึ้นมาทำให้ดีขึ้น แต่การเรียนรู้ทุกอย่างจะต้องเป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่เรียนรู้ความเข้าใจในธรรมชาติมาอย่างผิดๆ

“กลุ่มใบไม้เคยผ่านการทำโครงการมาหลายโครงการ บางโครงการทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ก็มี งานบางอย่างใช้เพียงอารมณ์ไม่ได้ ก็ต้องเรียนรู้กันไป หลังๆ ก็จะเลือกทำกิจกรรมที่เห็นว่าเกิดประโยชน์กับคนส่วนใหญ่จริงๆ ทุกบาทที่ลงทุนไปต้องเกิดประโยชน์สูงสุด”

ท้ายสุด เก่ง เปิดใจด้วยน้ำเสียเปี่ยมความสุขว่า การเข้ามาทำงานตรงนี้ เขาบอกตามตรงเลยว่าไม่ได้มีเงินเดือนเยอะเลย ถือว่าน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำด้วยซ้ำ

“ผมจำคำคำหนึ่งที่มีคนเคยกล่าวไว้กับผมว่า ถ้าเราเจองานที่เรารัก เราจะพบกับเช้าที่อยากตื่นคืนที่อยากนอน อยากตื่นแต่เช้าเพื่อมาทำงานที่รัก และไม่อยากนอนเพราะกลัวจะเสียเวลาในการทำ ผมก็เห็นหลายๆ คนทำงานที่ไม่ได้ทำให้มีความสุข เลิกงานก็รีบกลับบ้าน เช้าก็ตื่นไปทำงานที่น่าเบื่อหน่าย

สำหรับผมแล้วการได้มาทำงานอนุรักษ์ธรรมชาติได้ช่วยเหลือสัตว์ป่า เป็นความสุขในชีวิตเกินความคาดหมายที่สุดแล้ว”

โรคกระดูกพรุน การเตรียมพร้อมและป้องกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ม.ค. 2561 เวลา 12:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537549

โรคกระดูกพรุน การเตรียมพร้อมและป้องกัน

 โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล        sopitasavang2010@gmail.com

ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ถือเป็นปัญหาใหญ่ของประชากรกลุ่มนี้ที่จะเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

โรคกระดูกพรุนเกิดจากมีมวลกระดูกลดต่ำลง จนเป็นปัจจัยเสี่ยงหรือเป็นสาเหตุของกระดูกหักได้สูง เป็นโรคพบได้บ่อยมากโรคหนึ่ง เป็นโรคของผู้ใหญ่โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้หญิงพบเกิดได้บ่อยกว่าผู้ชาย ปัจจุบันจัดเป็นอีกโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขรวมทั้งในประเทศไทยด้วย

โรคกระดูกพรุน หมายถึง โรคที่มวลกระดูกของร่างกายลดต่ำกว่าค่ามวลกระดูกมาตรฐาน ซึ่งเรียกว่า ค่าทีสกอร์ (ค่า T- score ในคนปกติคือ ไม่ต่ำกว่า 1) ตั้งแต่ ลบ 2.5 ของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (ค่าเอสดี หรือ SD, Standard deviation) ขึ้นไป หรือทางแพทย์ใช้เขียนเป็นตัวเลขตั้งแต่ ลบ 2.5 เอสดีขึ้นไป

เมื่อพยาธิสรีระมีการเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ควรต้องระมัดระวังให้มากที่สุดในผู้สูงอายุ ผศ.นพ.สมบัติ โรจน์วิโรจน์ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่ากระดูกพรุนมีสาเหตุเกิดจากการสูญเสียมวลกระดูก ทำให้กระดูกบางลง

 “หากนึกภาพไม่ออกให้นึกถึงเปลือกไข่เปราะๆ บางๆ แตกหักง่าย ทำให้บางคนตัวเตี้ยลง เนื่องจากกระดูกโปร่งบางและยุบตัวช้าๆ ที่น่าเป็นห่วง คือผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมีโอกาสเกิดกระดูกแตกหักง่ายกว่าคนทั่วไป”

 จะทราบได้อย่างไรว่าตัวเองมีภาวะกระดูกพรุน โดยทั่วไปกระดูกที่พรุนหรือมวลกระดูกบางลงจะไม่มีอาการแสดงออก ผศ.นพ.สมบัติ เรียกว่าเป็นภัยเงียบที่ซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งมีวิธีการตรวจ คือการสกรีนด้วยอัตราซาวด์ที่ข้อมือ และข้อเท้า เพื่อเป็นการตรวจคัดกรอง

“หากพบความผิดปกติก็จะต้องตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องตรวจวัดมวลกระดูก ซึ่งผู้สูงอายุเวลามีกระดูกพรุนจะไม่ได้พรุนเฉพาะจุด จึงต้องตรวจวัดที่สะโพกและกระดูกสันหลัง เพราะเป็นจุดที่เห็นชัดที่สุดที่ถือเป็นมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก”

 สำหรับค่าการวัดที่ได้จะเปรียบเทียบกับคนปกติทั่วไปวัย 35  ปี เพราะเป็นช่วงอายุที่มวลกระดูกหนาแน่นที่สุด ผศ.นพ.สมบัติ  บอกว่าถ้าใครผลออกมาเป็นผลบวก จนถึง ลบ 1 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้าต่ำกว่า ลบ 1 ถึง ลบ 2.5  แสดงว่ากระดูกบางลง เนื่องจากมวลกระดูกลดลง แต่ถ้าใครตรวจแล้วพบว่าต่ำว่า ลบ 2.5 จะถูกวินิจฉัยว่า กระดูกพรุนต้องได้รับการรักษา

“หากเกิดเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิด นั่นคือผู้สูงอายุหกล้มกระดูกหัก โดยอวัยวะที่หักพบบ่อยใน 3 ส่วน คือ ข้อมือ สะโพก และกระดูกสันหลัง จากการข้อมูลทั่วไปพบว่า หากข้อมือหัก หรือกระดูกสันหลังทรุด กระดูกจะมีรูปร่างบิดเบี้ยวไป หลังก็ค่อมลงๆ แต่มักจะไม่ถึงขั้นเสียชีวิต ยกเว้นกรณีที่ทรุดไปมากหรือมีการกดทับเส้นประสาทก็ต้องรับการรักษาเฉพาะทาง

แต่ถ้ากระดูกสะโพกหัก ปัญหาคือความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ไม่สามารถลุกยืนเดินได้ ต้องนอนติดเตียงเสี่ยงกับโรคแทรกซ้อนต่างๆ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งเกินกว่า 95% ต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วน แต่ที่สำคัญคือการรักษาแบบองค์รวมของหลากหลายสาขาอย่างมีระบบจะช่วยให้เกิดความรวดเร็ว ปลอดภัย”

ในส่วนวิธีการผ่าตัดในผู้ป่วยแต่ละคนนั้น ผศ.นพ.สมบัติ ชี้ว่าแพทย์ต้องเลือกว่าเหมาะกับการรักษาวิธีใด เพราะมีรูปแบบการรักษาต่างๆ เช่น ผ่าตัดใส่แท่งโลหะยาวๆ มีสกรูยึด หรือมีเรื่องของการใช้ซีเมนต์เสริม

“บางรายอาจใช้ข้อสะโพกเทียม หลังจากผ่าตัดเสร็จแล้ววันที่ 2-5 ผู้ป่วยต้องเริ่มทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสภาพ พยายามให้ลุกออกจากเตียง ฝึกการนั่ง ยืน เดิน และการทรงตัว ซึ่งตรงนี้มีความสำคัญมาก เพราะผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักส่วนใหญ่ที่นอนติดเตียง อาจส่งผลร้ายตามมา”

มีข้อมูลที่มีการอ้างอิงออกมาว่า เมื่อกระดูกสะโพกหักแล้ว จะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย 20% มักเสียชีวิต ภายใน 1 ปี 30% พิการถาวร 40% ต้องใช้เครื่องช่วยพยุงในการเดิน ที่สำคัญคือไม่สามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้เหมือนเดิม ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เหมือนปกติก่อนกระดูกหัก ฉะนั้น ผศ.นพ.สมบัติ จึงเน้นย้ำเสมอว่าอย่าให้มีกระดูกหักครั้งแรก เพราะก็อาจจะมีครั้งต่อๆ ไปตามมา จนเข้าสู่วงจรเศร้าสลด

“หมายความว่าผู้สูงวัยเมื่อไหร่ที่เริ่มล้ม ก็มีโอกาสที่จะล้มซ้ำได้อีก เมื่อล้มแล้วล้มอีกก็ต้องทนทุกข์ทรมานผ่าตัดซ้ำๆ อยู่แบบนี้ สุดท้ายก็ต้องเสียชีวิตจากโรคอื่นที่แทรกซ้อนและรุมเร้าเข้ามา ดังนั้นจึงต้องป้องกันไม่ให้ล้มซ้ำ การป้องกันการล้มซึ่งมีหลากหลายวิธี ได้แก่ การฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรงเพื่อมาประคองกระดูกไว้ การฝึกการทรงตัวและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ส่วนออกกำลังกายชนิดที่มีการลงน้ำหนัก ได้แก่ วิ่งเหยาะๆ เดินเร็ว ก็มีส่วนช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้น”

สำหรับการรักษากระดูกพรุน ผศ.นพ.สมบัติ บอกว่ามีหลักการคือ การให้ร่างกายเสริมสร้างโครงกระดูกด้วยการสะสมแคลเซียม เช่น การเสริมอาหารหรือการเสริมแคลเซียมในปริมาณที่พอเหมาะ

ทั้งนี้ อาจจะต้องใช้ยาช่วยยับยั้งการสลายแคลเซียมจากกระดูก หรือยาฮอร์โมนบางประเภทร่วมด้วย ยาฉีดที่เป็นฮอร์โมน เรียกว่า พาราไทรอยด์ฮอร์โมน ที่ช่วยกระตุ้นในการสร้างกระดูกและช่วยรักษาให้การดูดซึมของแคลเซียมออกจากกระดูกน้อยลง และต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการหัก

“สิ่งสำคัญคือการดูแลตัวเอง และทำให้มวลกระดูกของเรามีความหนาแน่นเหมือนกับตอนอายุ 35 เพราะเมื่อสูงวัยขึ้นมวลกระดูกก็จะลดลงอย่างช้าๆ สิ่งสำคัญคือการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคกระดูกพรุนให้มากขึ้น ถึงสาเหตุหรือองค์ประกอบที่ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุน ไม่ว่าจะพันธุกรรมหรือปัจจัยเสี่ยง รวมถึงพฤติกรรมการบริโภค และการออกกำลังกายซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ

การป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำอีกคือต้องดูแลในเรื่องคุณภาพกระดูกให้แข็งแรงใกล้เคียงกระดูกปกติ ได้แก่ เรื่องยาพื้นบ้าน คือแคลเซียม ปริมาณพอเหมาะอยู่ที่ 800-1,000 มิลลิกรัม/วัน หากรับประทานเกินไปถึง 2,000-3,000 มิลลิกรัม ก็จะดูดซึมได้ไม่หมด อาจเกิดท้องผูกและผลเสียด้านอื่นได้ และทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

อีกตัวหนึ่งคือวิตามินดี ซึ่งผิวหนังร่างกายคนเราสามารถสร้างได้จากการโดนแสงแดด จึงควรตากแดดประมาณ 30 นาที แนะนำให้ใส่กางเกงขาสั้น เสื้อแขนสั้นไม่ต้องทาครีมกันแดด ในช่วงเวลา 8-9 โมงเช้า แต่ถ้าใครไม่อยากตากแดดก็มีอีกวิธีหนึ่งคือนำเห็ดสดๆ ไปตากแดดในช่วงแดดจัดๆ ประมาณ 1 ชม. เห็ดสดจะสร้างวิตามินดีเก็บไว้ เมื่อนำเห็ดนั้นมาปรุงอาหารรับประทาน ก็จะทำให้ได้รับวิตามินดีได้แบบเต็มๆ”

ผศ.นพ.สมบัติ ทิ้งท้ายว่า การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมมากๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น คะน้า บร็อคโคลี่ นม และผลิตภัณฑ์ของนม ปลาตัวเล็กตัวน้อย เต้าหู งาดำ ก็ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุนยามเมื่อกลายเป็นผู้สูงวัยในอนาคต

ชนกานต์ ชินชัชวาล+ภูชิษณุ์ พิชัยจุมพล สายสัมพันธ์เพื่อน เชื่อมั่นในกันและกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ม.ค. 2561 เวลา 11:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537547

ชนกานต์ ชินชัชวาล+ภูชิษณุ์ พิชัยจุมพล สายสัมพันธ์เพื่อน เชื่อมั่นในกันและกัน

 โดย โยธิน ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

อนาคตบริษัทห้างร้านต่างๆ อาจไม่จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่คอยตอบคำถามลูกค้าอีกต่อไป เพราะยุคสมัยของการใช้บอตแชตกำลังจะเริ่มต้นขึ้นด้วยมือของบริษัท Zwiz.ai (อ่านว่าซีวิซดอทเอไอ ซึ่งแผลงมาจากคำว่าชีวิตนั่นเอง)

ซีวิซ เป็นบริษัทสตาร์ทอัพฝีมือของศิษย์เก่าคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหิดล รุ่นที่ 7 ภายใต้การนำทีมของ ชนกานต์ ชินชัชวาล กับเพื่อนอีก 2 คน ภูชิษณุ์ พิชัยจุมพล และศิริศักดิ์ นาคะวิวัฒน์

เมื่อบุกเบิกธุรกิจด้านการทำบอตแชตระดับโลกเป็นรายแรกๆ ของเมืองไทย โดยมีผลงาน แชตบอตบทเฟซบุ๊ก จส.100 และตุ้ยนุ้ยบอตเป็นตัวการันตีความสามารถ ชนกานต์ หรือชื่อเล่น อาร์ต เล่าให้ฟังถึงการเปิดบริษัทสตาร์ทอัพร่วมกับเพื่อนๆ ว่า

“หลังจากที่ผมกับเพื่อนๆ เรียนจบ ต่างก็แยกย้ายกันไปทำงานตามเส้นทางชีวิตของตัวเอง ผมก็ทำงานอยู่กับบริษัทไอบีเอ็ม ก่อนที่จะเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ พอเรียนจบกลับมาก็ไม่อยากจะกลับเข้าไปทำงานบริษัทแล้ว เพราะว่าเราเห็นตัวอย่างสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ

 จึงตัดสินใจทำสตาร์ทอัพของตัวเองขึ้นมาโดยชวนเพื่อนอีก 2 คนเข้ามาทำด้วยกัน โดยออกมาทำเต็มตัว ส่วนเพื่อนอีก 2 คนผมไม่กล้าชวนให้ออกมาทำเต็มตัว เพราะว่าเขามีงานประจำที่มั่นคงอยู่แล้ว และอย่างที่เรารู้กันอยู่ สตาร์ทอัพเกิดง่ายแต่ก็มีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวได้ง่ายเช่นกัน

ทั้งที่ใจของตัวผมเองก็อยากให้ช่วยกันออกมาทำงานเต็มตัว แต่ว่าเราก็มีแผนอยู่เหมือนกันว่า ถ้าธุรกิจประสบความสำเร็จ ได้ลูกค้ารายใหญ่มาใช้บริการในระดับหนึ่ง ก็คงออกมาทำเต็มตัวด้วยกันทั้งหมด”

ภูชิษณุ์ เล่าต่อจากเพื่อนว่า สิ่งที่พวกเขาทำตอนนี้ ก็คือการสร้างโปรแกรมแชตบอตบนเฟซบุ๊ก จากปกติที่เราต้องใช้คนตอบคำถามผ่านทางอินบ็อกซ์ ซึ่งบางครั้งผู้ดูแลจะไม่มีเวลาในการตอบคำถามได้รวดเร็วและทั่วถึง แต่แชทบอทสามารถเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้

“เราพัฒนาไปถึงขั้นที่สามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบแชตบอต ต่อไปจะเป็นอนาคตของในแง่มุมของการให้บริการใหม่ เพียงแต่ว่าเริ่มแรกสิ่งที่จะต้องทำ ก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวของผู้บริโภคเอง อย่างเช่นในโปรแกรมตุ้ยนุ้ย การถามตอบอาจจะต้องมีแพตเทิร์นที่ค่อนข้างที่ชัดเจนว่า จะต้องถามแบบไหนถึงจะได้คำตอบ

ระบบเอไอไม่เพียงแต่สามารถพัฒนาในการถามตอบปัญหาของลูกค้าเท่านั้นยังสามารถพัฒนาในเรื่องของตัวช่วยในการคำนวณ ค้นหาข้อมูล หรือคำนวณหาบริการที่เหมาะสมกับลูกค้าได้”

ทางด้าน ชนกานต์ เล่าต่อเนื่องในทันทีว่า หลังจากคิดจะทำบริษัทของตัวเอง เขาก็มองหาเพื่อนร่วมทีมที่จะเข้ามาทำด้วยกัน

“ผมนึกถึง ภู กับ เกม (พาร์ตเนอร์อีกคน) ที่เคยเรียนด้วยกันมาก่อนเป็นอันดับแรก อย่าง ภู มีความสามารถทางด้านการเขียนโปรแกรมที่หลากหลาย ผมจะไว้ใจให้เขาเป็นคนเขียนโปรแกรมที่เป็นเบื้องหลังทั้งหมด

 ส่วนเกมจะเก่งทางด้านการออกแบบ ดีไซเนอร์ หน้าตาของโปรแกรมทั้งหมด ซึ่งผมกับเกมเคยทำงานร่วมกันมาก่อนตั้งแต่สมัยเรียน เราทำทีมแข่งการเขียนโปรแกรมด้วยกันทำให้เรารู้ฝีมือกันดี ส่วนภูก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่เราเคยเห็นความสามารถในการเขียนโปรแกรมของเขามาก่อน

ตัวผมเองนอกจากเรื่องของการเขียนโปรแกรม ก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนเซลส์ขายสินค้าให้กับบริษัทต่างโดยมีเพื่อนๆ ทำงานอยู่เป็นเบื้องหลัง ในการทำงานของเราด้วยความที่เป็นสตาร์ทอัพเริ่มต้นเพียงแค่ 3 คน”

ชนกานต์ เล่าขยายภาพต่ออย่างสนุกว่า สิ่งที่พวกเขาทั้งสามคุยกันตั้งแต่แรกเลย ก็คือเรื่องสัดส่วนหุ้นของแต่ละคน ได้กำไรมาเราแบ่งหุ้นส่วนกันเป็นสัดส่วนเท่าไหร่

“เป็นสิ่งที่เราคุยกันตั้งแต่ต้น ดังนั้นในเรื่องปัญหาของการทำงาน ความขัดแย้งตรงนี้ไม่ว่าจะไม่มีความแน่นอน เพราะเราชัดเจนกันตั้งแต่ต้น เราเรียนหนังสือด้วยกันมา เป็นเพื่อนกันมาก่อนจึงรู้จักนิสัยใจคอกันดี แล้วพวกเราก็เป็นคนที่พูดกันอย่างตรงไปตรงมาก็มา

ในรายละเอียดของการทำงานเรามีการประชุมร่วมกันสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และมอบหมายงานแบ่งกันไปทำ ซึ่งตรงนี้ผมเชื่อมือเพื่อนว่าเขาสามารถทำได้เสร็จตามที่กำหนดไว้แน่นอน

 อย่างภู เวลาทำงานเขาไม่ใช่เพียงแค่ทำงานตามที่เราบอกว่า ลูกค้าต้องการอะไรและเราจะพัฒนาไปในทางใด แต่เขาทำมากกว่าสิ่งที่เขาได้รับมอบหมาย เมื่อทํางานไปถึงจุดหนึ่ง เขาคิดว่าสิ่งที่กำลังทำจะกลายเป็นปัญหา หรือเขามีความคิดที่ดีกว่าที่จะพัฒนาผลงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม เขาก็จะเสนอเรามาทำให้การทำงานของเราง่ายขึ้น สนุก ที่จะได้ทำร่วมกันมากขึ้น”

ภูชิษณุ์ เสริมว่าเวลาที่ทั้งสามคุยงานกัน จะเริ่มจากการขายความคิดของแต่ละคนออกมาว่าอยากจะทำอะไรให้ออกมาในรูปแบบไหน

“แล้วเราก็ฟังความคิดเห็นของกันและกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าการฟังความเห็นของเพื่อนเราจะต้องยอมเสมอ แต่เราจะสู้ด้วยเหตุผลข้อดีและข้อเสียในการตัดสินใจต่างๆ แล้วหาจุดที่สามารถทำร่วมกันได้ เราไม่ได้ยอม แต่เราหาจุดร่วมที่ลงตัวมากกว่า

 อีกอย่างหนึ่งผมรู้จักอาร์ตมาตั้งแต่สมัยเรียน เขาเป็นประธานรุ่นมีความสามารถเป็นที่ยอมรับและมีความเป็นผู้นำสูง ไม่ใช่ผู้นำในแบบที่ออกคำสั่งกับเพื่อนๆ แต่เป็นผู้นำที่ฟังความเห็นของเพื่อนๆ ผมไม่ลังเลเลย ตอนที่อาร์ตเอ่ยปากชวนเข้ามาทำงานด้วยกัน เพราะผมรู้ดีว่าเขาจะต้องพาบริษัทของเราไปถึงเป้าหมายได้อย่างแน่นอน อาร์ตบอกว่าเขาเชื่อมือผม ผมเองก็เชื่อมั่นในตัวเขาเช่นกันครับ”

เคล็ดลับความงามจากน้ำมันมะกอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 17:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537520

เคล็ดลับความงามจากน้ำมันมะกอก

น้ำมันมะกอก นอกจากจะอุดมด้วยคุณประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว ยังมีสารพัดประโยชน์ด้านความงามอีกด้วยและสำหรับสาวๆ คนไหนที่สนใจอยากลองใช้น้ำมันมะกอกเพื่อบำรุงความงามเบอร์ทอลลี่ ขอแนะนำ 6 เคล็ดลับ ที่เราจะสามารถใช้เพื่อความงามได้

1.บำรุงเส้นผมที่ชี้ฟู น้ำมันมะกอกสามารถช่วยฟื้นฟูสภาพผมที่แห้งเสีย จากการโดนทำร้ายด้วยความร้อนทำให้เส้นผมกลับมามีชีวิตชีวาได้ เพียงแค่นวดน้ำมันมะกอกปริมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะลงบนเส้นผมและหนังศีรษะ หมักทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ก่อนสระด้วยแชมพูตามปกติ

2.เช็ดเครื่องสำอาง สามารถล้างเครื่องสำอางกันน้ำได้โดยไม่ต้องออกแรงถูให้ผิวบอบช้ำแล้ว น้ำมันมะกอกยังช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้าอีกด้วย ส่วนวิธีการใช้ เพียงแค่ทาน้ำมันมะกอกปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ลงบนผิวหน้า นวดเบาๆ ประมาณ 10-20 วินาทีแล้วเช็ดออกด้วยสำลีนุ่มๆ

3.มอยส์เจอไรเซอร์ น้ำมันมะกอกเหมาะกับการบำรุงทุกสภาพผิวแม้แต่ผิวที่แพ้ง่าย เพราะสารประกอบฟีนอลิกในน้ำมันมะกอกมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียได้ จึงถือเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ที่หมาะกับผิวทุกประเภทแนะนำให้ทาน้ำมันมะกอกหลังจากอาบน้ำและรอให้ดูดซึมเข้าสู่ผิวหน้า ก่อนจะบำรุงด้วยผลิตภัณฑ์อื่น ๆ น้ำมันนมะกอกจะทำหน้าที่คงความชุ่มชื้นให้แก่ผิวโดยไม่อุตตันรูขุมขนและไม่ทำให้เกิดสิว

4.สครับขัดผิว การสครับผิวนอกจากจะช่วยผลัดผิวที่แห้งเสียแล้ว ยังช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ ดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ยิ่งขึ้นแต่การเสียดสีจากการสครับอาจเป็นการทำร้ายผิวโดยไม่รู้ตัวลองมาใช้สคับที่ผสมน้ำมันมะกอก เริ่มจากผสมน้ำตาลไม่ขัดสีครึ่งถ้วยตวง และน้ำมันหอมระเหยเข้าด้วยกัน กัน ตามด้วยน้ำมันมะกอกครึ่งถ้วยตวง ผสมให้เข้ากัน เท่านี้ก็ได้สครับที่พร้อมดูแลผิวแล้ว