อย่าให้การเก็บเงินเป็นเรื่องยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 16:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537517

อย่าให้การเก็บเงินเป็นเรื่องยาก

ใครเคยรู้สึกแบบนี้บ้าง “อยากใช้ชีวิตให้เต็มที่ แต่ก็อยากมีเงินเก็บด้วย จะทำอย่างไรดี เพราะไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาเก็บ”

เงินที่อยากจะเก็บนั้น จริงๆ แล้วเก็บไม่ยาก เพียงแค่รู้จักวางแผนมีวินัยและตั้งใจจริง แล้วเก็บเงินจะทำอย่างไรไง? ก็มีเคล็ดลับมากมายสามารถเลือกใช้กันได้ตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน หรือถ้าจะให้ดีควรมีเป้าหมายกันสักหน่อยว่าเพื่ออะไร จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เดินไปถึงฝันได้ง่ายขึ้น ส่วนใครยังไม่มีเป้าหมาย แถมเก็บเงินไม่เก่ง เป็นนักช็อปตัวยง ลองใช้หลักการง่ายๆ ตามนี้กันไปก่อน

– เก็บก่อนใช้

เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการบังคับตัวเองก่อนเลย เงินเดือนออกมาปุ๊บดึงมาเก็บอย่าได้รีรอ แล้วค่อยนำส่วนที่เหลือมาบริหาร จัดการกับค่าใช้จ่ายต่างๆ อะไรที่ไม่จำเป็น ลดทอนได้ก็ตัดออกไป ซึ่งหากทำบัญชีรายรับรายจ่ายไว้ จะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น ส่วนจะเก็บในสัดส่วนเท่าไหร่ก็ลองคำนวณดู แต่อย่าถึงขั้นบีบบังคับตัวเองจนไม่มีความสุข โดยอย่างน้อยๆ ควรเริ่มต้นเก็บออมที่ 10% เช่น มีเงินเดือน 15,000 บาท ก็เก็บไว้เลยเดือนละ 1,500 บาท ครบปีจะทำให้เรามีเงินออมแล้ว 18,000 บาท หากเก็บออมไปอย่างนี้สม่ำเสมอสัก 10 ปี ก็จะมีเงินเก็บ 180,000 บาท เงินก้อนเล็กๆ หากสะสมไปเรื่อยๆ ก็กลายเป็นเงินก้อนโตได้เหมือนกัน และเมื่อมีรายได้มากขึ้น ควรจะเพิ่มสัดส่วนการเก็บก่อนใช้นี้ตามไปด้วย จะยิ่งทำให้มีเงินก้อนโตมากขึ้นไปอีกในอนาคต

– ฝากประจำ

การเปิดบัญชีเงินฝากประจำ ถือเป็นสร้างวินัยในการเก็บออมอีกวิธีหนึ่ง เหมาะกับคนที่เก็บเงินไม่ค่อยอยู่ เพราะต้องฝากเงินเข้าแบงก์ในจำนวนเท่าๆ กันทุกเดือนในระยะเวลาที่กำหนด และไม่สามารถถอนก่อนกำหนดได้ เพราะถ้าถอนก่อนก็จะไม่ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากที่ตกลงไว้ตั้งแต่แรก ส่วนจะเลือกแบบฝากสั้นหรือฝากยาว ก็อาจจะดูเรื่องผลตอบแทนจากดอกเบี้ยประกอบการตัดสินใจกันไป หรืออาจจะใช้เป้าหมายเป็นตัวตั้ง เช่น ต้องการเก็บเงินเป็นเวลา 60 เดือน เพื่อให้ได้เงินก้อน 500,000 บาท ไปซื้อรถยนต์ ก็ลองคำนวณดูว่าต้องเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ เมื่อครบกำหนดตามเป้าหมายค่อยถอนออกมา

– พันธบัตร-สลากออมทรัพย์

การซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือสลากออมทรัพย์ ก็เป็นอีกวิธีเก็บเงินก้อนแบบยาวนานมีระยะเวลาชัดเจน รอชื่นชมกับผลตอบแทนที่งอกเงยมากกว่าการฝากเงินไว้กับแบงก์ ซึ่งคนที่ชอบลุ้นนิดๆ เผื่อโชคลาภจะเข้าข้าง ก็ลองหันไปซื้อสลากออมสิน หรือสลาก ธ.ก.ส. เอาไว้ลุ้นรางวัลเพิ่มเติม นอกเหนือจากผลตอบแทนเรื่องดอกเบี้ยก็น่าจะดีไม่น้อย

– ประกันชีวิตสะสมทรัพย์

พอพูดถึงประกันชีวิต หลายคนอาจชะงัก ด้วยทัศนคติติดลบ บ้างก็มองว่ายาวนานเกินไป หรือการเลือกซื้อดูยุ่งยาก จะว่าไปเป็นวิธีที่ดีที่สุดนอกเหนือจากการการันตีให้เรามีเงินเก็บก้อนโตในระยะยาว และมาพร้อมด้วยนำไปใช้สิทธิในเรื่องการลดหย่อนภาษี การดูแลคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนอย่างมาก

ลองพิจารณา ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ไลฟ์ เซฟเว่อร์ 15/9 ที่ TMB เป็นประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองชีวิตพร้อมกับการเก็บเงินก้อนไว้ใช้ในอนาคต ซึ่งสามารถเลือกเก็บแบบรายเดือน หรือรายปีก็ได้ โดยเริ่มต้นได้ตั้งแต่เดือนละ 1,000 บาทต่อทุนประกัน 50,000 บาท และจะได้รับเงินคืนทุกปี ปีละ 2,000 บาท ตั้งแต่สิ้นปีกรมธรรม์ 1-15 จ่ายเบี้ยประกัน 9 ปี คุ้มครองชีวิตเป็นระยะเวลา 15 ปี พร้อมได้รับเงินก้อนอีก 100,000 บาท ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 15

การเก็บเงินไม่ได้ยากเกินไป โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน บางคนเพิ่งเริ่มทำงานอาจมีเป้าหมายมากมายหลายอย่าง อยากใช้ชีวิตให้เต็มที่ มีไลฟ์สไตล์ในแบบของตัวเอง แต่ต้องฉุกคิดด้วยว่าเราต้องมีเงินเก็บควบคู่กันไปด้วย โดยเลือกวิธีให้เหมาะกับตัวเราเอง และรู้จักสร้างวินัยจนเป็นนิสัย

เทรนด์สุขภาพแห่งปี 2018

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 16:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537514

เทรนด์สุขภาพแห่งปี 2018

แฟชั่นยังมีการหมุนเวียนเปลี่ยนเทรนด์ เรื่องของสุขภาพและของกินก็ไม่แพ้กัน ซึ่งในปีนี้ก็มีหลายเทรนด์ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

– กินให้สวย

สาวๆ หลายคนมักเลือกอาหารที่ไม่ได้กินแค่เพียงเพื่อให้อิ่มเท่านั้น แต่จะเลือกที่กินแล้วได้ประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องของความสวย เช่น อาหารที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน วิตามินซี หรือมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยชะลอความชรา พร้อมป้องกันการเกิดมะเร็ง เรียกว่ากินแล้วอิ่มท้อง แถมด้วยผิวพรรณเปล่งปลั่ง สุขภาพดีจากภายใน เทรนด์นี้แหละมา

– ตรวจก่อนเจอก่อน

แม้เทคโนโลยีจะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยยืดอายุคนเรา แต่สภาพแวดล้อม และอาหารการกินที่เราบริโภคเข้าไปในแต่ละวัน ก็ล้วนเป็นสิ่งสะสมที่ก่อให้เกิดโรคมากมาย หลายองค์กรด้านสาธารณสุขต่างๆ ก็ยังคงรณรงค์ให้มีการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก ฯลฯ ซึ่งจะเป็นการช่วยตรวจหาความเสี่ยงที่จะเกิดโรค เพื่อหาทางดูแลและป้องกันได้ทันท่วงที

– หุ่นดีได้แบบไม่อดอาหาร

อดอาหารเพื่อหุ่นสวยไม่ใช่เทรนด์ของสาวๆ ยุคใหม่อีกต่อไป เมื่อผู้หญิงเข้าใจถึงหลักของการควบคุมและลดน้ำหนักที่แท้จริง ว่าการอดอาหารไม่ได้ช่วยให้เราสามารถลดน้ำหนักได้อย่างถาวร ส่วนใหญ่จึงหันมาเลือกกิน แทนการอด โดยเลือกอาหารที่แคลอรีต่ำแต่ให้พลังงานสูง เน้นอิ่มท้องแต่ไม่ต้องกลัวอ้วน

– ออกกำลังกายได้ทุกที่

แม้แต่คนทำงานส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยมีเวลาว่างในการเข้าฟิตเนส ก็ยังหันมาใส่ใจออกกำลังกายเพิ่มขึ้น ด้วยการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ให้สามารถออกกำลังกายได้ทุกที่ ด้วยท่าบริหารเฉพาะส่วนระหว่างดูทีวี หรือบนที่นอน

– กินแบบไม่ปรุงแต่ง

ผู้บริโภครุ่นใหม่มักใส่ใจในการเลือกซื้ออาหารมากขึ้น อ่านฉลากข้างผลิตภัณฑ์กันมากขึ้น โดยมักจะเลือกสินค้าที่สดใหม่ สะอาด ปลอดภัย ไร้สารปรุงแต่งหรือเคมี โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคหรือคนทำงาน ที่มีรายได้ในระดับกลาง มักจะเลือกซื้ออาหารที่คุณภาพมากกว่าราคา

– แพ็กเกจต้องสะดุดตา

นอกจากคุณภาพของสินค้า บรรจุภัณฑ์และหีบห่อก็สำคัญ เพราะคนรุ่นใหม่ส่วนมากมักเลือกซื้อสินค้าจากแพ็กเกจที่มีดีไซน์สวยงาม ดึงดูดตา นี่จึงเป็นหน้าที่ของเหล่าผู้ผลิตที่จะต้องศึกษาและออกแบบให้ตรงใจผู้บริโภค รวมถึงการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ดูแลริ้วรอยแห่งวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 16:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537512

ดูแลริ้วรอยแห่งวัย

เมื่ออายุมากขึ้นหลายคนก็จะเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของผิวพรรณที่มีความหย่อนคล้อยเพิ่มมากขึ้น คำถามก็คือ เราสามารถลดเลือน หรือชะลอกระบวนการเสื่อมสภาพหรือความชราของผิวพรรณของเราอย่างไรได้บ้าง?

พญ.ทิวบุญ ศรีพจนารถ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคผิวหนังและความงามของผิวพรรณ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ รพ.บำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บอกว่า สาเหตุของความชราหรือความเสื่อมของผิวนั้นเกิดขึ้นจากสองปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยภายใน เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังที่เป็นไปตามวัยที่เป็นผลมาจากพันธุกรรมและอายุที่มากขึ้นตามธรรมชาติ และปัจจัยภายนอก ซึ่งเป็นริ้วรอยที่เกิดจากการทำกิจกรรมต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมต่างๆ แม้กระทั่งแสงแดด รังสียูวี ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ ฯลฯ

เมื่ออายุมากขึ้นริ้วรอยต่างๆ บนใบหน้าก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงของสีผิวและจุดด่างดำต่างๆ เกิดขึ้น ซึ่งเป็นริ้วรอยแห่งวัยเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นที่สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อย่างเข้าสู่ช่วงอายุ 20-30 ปีขึ้นไป ผิวก็จะเริ่มมีความหมองคล้ำ ขรุขระ มีริ้วรอยสะสม บางคนอาจเกิดริ้วรอยรอบดวงตา มีถุงใต้ตาบวม และหมองคล้ำ หรือแม้กระทั่งรอยกระ ฝ้า ที่เกิดขึ้นจากการตากแดด หรือถูกแสงแดดเป็นเวลานาน สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาณแห่งวัยทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม เราสามารถฟื้นฟู ชะลอ และป้องกันการเกิดริ้วรอยเหล่านี้ได้หากเข้าใจถึงสาเหตุและมีการป้องกันอย่างถูกวิธี

ปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ได้พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างมาก และสามารถช่วยฟื้นฟูผิวได้ หนึ่งในนั้นคือ นวัตกรรมยกกระชับผิวหน้าอัลเทอร่า โดยใช้คลื่นพลังงานโฟกัสอัลตราซาวด์ในการรักษา อย่างไรก็ตาม ข้อสำคัญในการดูแลผิวพรรณที่ไม่ควรละเลย ได้แก่

งดสูบบุหรี่ และงดดื่มแอลกอฮอล์

กินอาหารให้ครบห้าหมู่

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ควบคุมความเครียด

ทาครีมกันแดด

ดื่มน้ำมากๆ เพื่อทำให้ผิวชุ่มชื่นอยู่เสมอ

ดูแลสายนาฬิกา เพื่อยืดอายุการใช้งาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 15:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537507

ดูแลสายนาฬิกา เพื่อยืดอายุการใช้งาน

นาฬิกา ถือเป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่งที่จะขาดไปเสียไม่ได้ เพราะนอกจากไว้ดูเวลาแล้ว ยังสามารถเป็นเครื่องบ่งบอกถึงรสนิยมได้ด้วย แต่รู้หรือไม่ว่าสายนาฬิกาประเภทต่างๆ นั้น มีวิธีการดูแลที่แตกต่างกันออกไป เพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งาน และรักษาสภาพนาฬิกาให้ดูดีอยู่เสมอ

นาฬิกาสายโลหะ

สายประเภทนี้เมื่อใช้ไปนานๆ มักเกิดการสะสมของคราบสกปรก และเหงื่อไคลตามซอกข้อต่อของสาย ดังนั้นวิธีการยืดอายุการใช้งานก็คือควรล้างทำความสะอาดสายด้วยน้ำเปล่าผสมกับน้ำยาล้างจาน โดยแช่สายนาฬิกาทิ้งไว้สักครูก่อนจะนำมาขัดตามซอกด้วยแปรงขนนุ่มๆ ล้างด้วยน้ำสะอาด และทำให้แห้งด้วยการใช้ผ้าขนหนูห่อไว้แล้วใช้ไดร์เป่า

นาฬิกาสายหนัง

หากผู้สวมใส่เป็นคนที่มีเหงื่อมาก และไม่เช็ดทำความสะอาดนาฬิกาให้แห้งก่อนเก็บก็อาจจะทำให้น้ำมันธรรมชาติในหนังหายไป เมื่อใช้ไปเรื่อยๆ สายหนังจะเริ่มแตก และอาจเกิดกลิ่นเหม็นจากเหงื่อที่หมักหมมอยู่ที่สาย สำหรับการยืดอายุการใช้งานก็คือให้ใช้น้ำสะอาดผสมกับน้ำยาล้างจาน แล้วใช้แปรงสีฟันนุ่มๆ แปรงสายเบาๆ หลังจากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาด นำไปผึ่งให้แห้งสนิท

นาฬิกาสายพลาสติก

ส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งานไม่เกิน 1 ปี เพราะถ้าเกินกว่านั้นสายหนังจะเริ่มแข็ง เพราะฉะนั้น วิธีการดูแลก็คือ ควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดก่อนถอดเก็บ หรือล้างสายนาฬิกาด้วยสบู่อ่อนๆ และใช้แปรงนุ่มๆ ขัดทำความสะอาด เพื่อขจัดคราบเหงื่อไคลและยืดอายุการใช้งานให้มากขึ้นไปอีก

เติมความชุ่มชื้น ให้ผิวอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 15:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537504

เติมความชุ่มชื้น ให้ผิวอย่างยั่งยืน

ผิวหนังมีน้ำเป็นองค์ประกอบ 60-70% ความสมดุลของน้ำในเซลล์ผิวหนังจึงมีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพผิว ยิ่งสไตล์ของหนุ่มสาววัยทำงานยุคนี้ที่ต้องเผชิญกับความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น การทำความสะอาดผิว ตลอดจนมลภาวะต่างๆ ที่ต้องประสบพบเจอในชีวิตประจำวัน ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น แห้งแตกเป็นขุย หยาบกระด้าง หากปล่อยทิ้งไว้และดูแลไม่ถูกวิธี อาจนำไปสู่ปัญหาผิวอื่นๆ ในระยะยาวได้อีกด้วย

จินดารัตน์ หาญกิติวัธน์ ผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์จาก BIODERMA เวชสำอางดูแลผิวจากฝรั่งเศส ให้ข้อมูลว่า ผิวขาดน้ำไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะคนที่มีผิวแห้งเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกสภาพผิว โดยเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและสามารถกลับมาเป็นใหม่ได้อีก เพราะ Hydrolipidic Film หรือแผ่นฟิล์มบนผิวที่ทำหน้าที่ในการปกป้องผิวจากสิ่งแวดล้อมภายนอกซึ่งมีอยู่ในทุกคน หากแผ่นฟิล์มนี้อ่อนแอหรือขาดสมดุล อาจส่งผลให้น้ำในชั้นผิวระเหยไปมากกว่าปกติ

เมื่อผิวขาดน้ำ ปัญหาที่ตามมาก็จะมีทั้งเรื่องของริ้วรอย ความหยาบกร้าน ตลอดจนผิวไวต่อแสง และแพ้ง่าย รวมถึงเมื่อใช้เครื่องสำอางก็ไม่ติดทนนาน ซึ่งการดูแลผิวขาดน้ำทำได้ไม่ยาก ด้วยการคงความชุ่มชื้นผ่านการฟื้นบำรุงจากภายนอกและภายใน เริ่มต้นด้วยการดื่มน้ำให้พอเหมาะ และควรลดอาหารที่ทำให้ร่างกายเสียน้ำ เช่น กาแฟ ชา เป็นต้น

ทั้งนี้ การดื่มน้ำอาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผิวชุ่มชื้นขึ้นได้ ดังนั้น การบำรุงผิวภายนอกอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน นับว่าเป็นสิ่งสำคัญ หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Hydrabio เพื่อแก้ปัญหาคนผิวขาดน้ำ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นประสิทธิภาพการทำงานของระบบส่งผ่านน้ำระหว่างเซลล์ และป้องกันการสูญเสียน้ำในผิว คืนความชุ่มชื้นสดใสตามธรรมชาติ พร้อมปกป้องและส่งเสริมปราการตามธรรมชาติในผิวให้แข็งแรง ช่วยให้ผิวสวยสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

เปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่ที่สดใสกว่าเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 15:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537503

เปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่ที่สดใสกว่าเดิม

เป้าหมายของหลายคน คือ ต้องการมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ วันนี้เราจึงมีคำแนะนำดีๆ จาก ฟิตเนส เฟิรส์ท ให้มาลองเช็กกันว่า คุณได้ลงมือเปลี่ยนตัวเองใหม่ให้สดใสกว่าเดิมแล้วหรือยัง

1. กินอาหารที่มีประโยชน์

ปีนี้ลองตั้งเป้าการกินใหม่ด้วยอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น ค่อยๆ ปรับด้วยสัดส่วนการกินก่อน โดยในแต่ละมื้อควรกินโปรตีนไม่ติดไขมัน ¼ แป้งไม่ขัดสีหรือโฮลเกรน ¼ ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งคือผัก และผลไม้ ร่างกายจะได้รับสารอาหารครบถ้วนและไม่เป็นภาระต่อระบบเผาผลาญมากเกินไป

2. นอนหลับพักผ่อนให้มากขึ้น

การนอนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อสุขภาพมาก หากพักผ่อนน้อยเกินไปเราจะสังเกตได้ว่าประสิทธิภาพในการทำงานลดลง รวมทั้งเจ็บป่วยง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นการพักผ่อนต้องมีความสำคัญพอๆ กับการใช้ชีวิต อย่างที่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าควรนอนพักผ่อนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน ถ้าทำไม่ได้ทุกวันอย่างน้อยก็ไม่ควรต่ำกว่า 6 ชั่วโมง

3. เครียดให้น้อยลง มีสติ และใจเย็น

ความเครียดไม่เพียงบั่นทอนสุขภาพให้โทรมเร็วแบบติดสปีด แต่ยังบั่นทอนสุขภาพจิตด้วย ควรหันกลับมาทบทวนตัวเอง มีอะไรที่รบกวนใจอยู่ แล้วมองหาทางออกของปัญหาที่จะทำให้เครียดน้อยลง ปรับสมดุลของเวลาในการใช้ชีวิต เวลางาน และเวลาส่วนตัวควรแยกออกจากกัน ถ้ามีอะไรต้องทำเป็นล้านอย่างควรตั้งสติค่อยๆ จัดระบบทำอะไรก่อนและหลัง

4. เรียนรู้สิ่งใหม่

ออกไปใช้เวลาว่างกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ชอบ อะไรที่อยากทำมานานแต่ไม่มีเวลา ไม่มีโอกาส หรือยังไม่กล้าที่จะทำ ก็ถึงเวลาเริ่มต้นทำอย่างจริงจังได้แล้ว เพราะการออกไปทำอะไรใหม่ๆ ที่ต่างไปจากเดิมจะช่วยเพิ่มความตื่นเต้น และถ้าได้ทำในสิ่งที่ชอบก็จะกลายเป็นความสุข แถมยังจะได้เจอสังคมใหม่ เพื่อนใหม่ เปิดโอกาสใหม่ให้กับตัวเองด้วย

5. ออกกำลังกายอย่างจริงจัง

ไม่ว่าจะอยากหุ่นดีขึ้น หรือสุขภาพดีขึ้น ก็ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากการออกกำลังกายทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ต้องเอาจริงเอาจังกับการออกกำลังกายให้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่จะช่วยพัฒนาทั้งรูปร่างและจิตใจแบบ 2 in 1 หนึ่งรูปแบบการออกกำลังกายประเภท โยคะ ก็ถือเป็นทางเลือกที่ช่วยให้แข็งแรงจากภายนอกสู่ภายใน และจากภายในสู่ภายนอกอย่างแท้จริง

โยคะจะร้อนหรือไม่ บริหารใจได้ทั้งนั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ม.ค. 2561 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537239

โยคะจะร้อนหรือไม่ บริหารใจได้ทั้งนั้น

โยคะร้อนเป็นโยคะอีกรูปแบบหนึ่งที่ประกอบไปด้วยท่าหลักทั้งหมด 26 ท่า ฝึกในห้องที่มีการกำหนดอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 36-40 องศาเซลเซียส ซึ่งการฝึกโยคะในห้องที่มีความร้อนสูงกว่าปกตินี้จะทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นได้มากกว่าเดิม และช่วยกระตุ้นการทำงานของหลอดเลือด แต่การศึกษาล่าสุดในวารสารทางสรีรวิทยา สหรัฐอเมริกา (Experimental Physiology) กลับพบว่า การฝึกร่างกายด้วยท่าโยคะต่างหากที่ดีต่อสุขภาพไม่ใช่การอยู่ในห้องที่มีความร้อน

เว็บไซต์ time.com เผยคำสัมภาษณ์ของ รศ.สเตซี ฮันเตอร์ อาจารย์คณะสุขภาพและพฤติกรรมมนุษย์ มหาวิทยาลัยเทกซัส ระบุว่า “ความร้อนไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาพหัวใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าโยคะร้อนไม่ดีต่อร่างกาย เพราะทั้งโยคะร้อนหรือธรรมดาทั่วไปก็ล้วนดีต่อร่างกายทั้งนั้นคือ ช่วยกระตุ้นการทำงานของหลอดเลือด ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองแตก”

รศ.สเตซี ได้ศึกษาคนสุขภาพดีจำนวน 52 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ จำนวน 19 คน ไปเล่นโยคะร้อนสัปดาห์ละ 3 ครั้ง จำนวน 14 คน เล่นโยคะแบบเดียวกันแต่อยู่ในห้องอุณหภูมิปกติ และจำนวน 19 คน ที่เหลือไม่เล่นโยคะเลย ผ่านไป 12 สัปดาห์ผู้ร่วมการทดลองทั้งหมดได้เข้ารับการตรวจสุขภาพของหลอดเลือด โดยดูการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตปรากฏว่า ผู้ที่เล่นโยคะทั้งสองกลุ่มมีอัตราการเกิดโรคหัวใจลดลง ต่างจากกลุ่มที่ไม่เล่นโยคะเลยที่ไม่พบการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม รศ.สเตซี กล่าวด้วยว่า กลุ่มที่เล่นโยคะร้อนจะมีการเปลี่ยนแปลงของไขมันในร่างกายลดลงเล็กน้อย ซึ่งไม่ชัดเจนพอที่จะสรุปว่าโยคะร้อนสามารถช่วยลดความอ้วนได้

“ผลการทดลองทำให้เราทราบว่าโยคะร้อนและโยคะแบบธรรมดาส่งผลดีต่อสุขภาพเหมือนกัน น่าจะเป็นข่าวดีของคนที่ไม่ชอบความร้อนหรือทนอยู่ในห้องที่มีอุณหภูมิร้อนจัดไม่ได้ เพราะคุณไม่จำเป็นต้องทนอีกต่อไป และยังสามารถเล่นโยคะที่ไหนก็ได้แม้กระทั่งในบ้านตัวเอง” รศ.สเตซี กล่าว

สมาธิสั้น โรคจากกรรมพันธ์ุ ที่ยังไม่รู้สาเหตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537238

สมาธิสั้น โรคจากกรรมพันธ์ุ ที่ยังไม่รู้สาเหตุ

ทําไมเด็กไทยถึงได้ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้น หรือเด็กไฮเปอร์แอ็กทีฟกว่า 3 แสนคน ขณะที่ทั่วโลกพบเด็กป่วยเพียง 5% หากไม่รักษาจะทำให้เด็ก 70% หรือ 2 ใน 3 มีอาการจนโตเป็นผู้ใหญ่ 1 ใน 4 มีบุคลิกก้าวร้าว

องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญมาก เนื่องจากหากไม่รักษาตั้งแต่เด็ก จะมีผลต่อการเรียน ต่ออนาคตของเด็กเอง และอาจถูกทำร้ายจากผู้ปกครองหรือญาติได้ จากความไม่เข้าใจ ผลสำรวจในกลุ่มเด็กไทยที่กำลังเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ที่มีจำนวนประมาณ 5 ล้านคน พบว่าเป็นโรคสมาธิสั้น 8% คาดว่าจะมีเด็กไทยป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นประมาณ 3.1 แสนราย ขณะที่ทั่วโลกพบเด็กเป็นแค่ 5% เท่านั้น แต่ยังโชคดีที่มีการเข้าถึงการรักษาได้ดีขึ้น

พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวถึงปัญหาไม่เล็ก ที่พ่อแม่หลายคู่ต้องนั่งกุมขมับ ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร ปัญหาหนึ่งคือเรื่องสมาธิสั้นของลูก หรือพฤติกรรมที่ไม่ชอบอยู่นิ่งนั่นเอง

พญ.วิมลรัตน์ บอกเล่าถึงสถานการณ์ปัจจุบันของอาการเด็กสมาธิสั้นว่า ส่วนใหญ่จะพบว่าเด็กชายมีสมาธิสั้นมากกว่าเด็กหญิง เฉลี่ย 4 ต่อ 1 และจำนวนประชากรเด็ก 5% ในโลก ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเด็กสมาธิสั้น ซึ่งพบได้มากกว่ากลุ่มออทิสติก ที่พบเพียง 5 ในหมื่นคนเท่านั้น

โรคสมาธิสั้นเกิดจากความผิดปกติบางอย่างของสมองส่วนหน้า จนทำให้พัฒนาการในครรภ์ผิดปกติ แต่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แม้การตรวจครรภ์หรืออัลตราซาวด์เบื้องต้นก็ยังไม่สามารถพบได้ ซึ่งโรคนี้ถือเป็นโรคทางกรรมพันธุ์ โดย 1 ใน 3 ของเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นสามารถรักษาให้หายได้ แต่เด็กที่เหลือ 2 ใน 3 จะรักษาไม่หาย จะเป็นไปจนกระทั่งโตตลอดชีวิต

“รูปแบบของโรคจะเปลี่ยนไป ตอนเป็นเด็กจะซนผิดปกติกว่าเด็กทั่วไป ซนมากวุ่นวาย ปีนป่าย อยู่นิ่งๆ ไม่เป็น ทำอะไรปุ๊บปั๊บไม่ทันจบก็เปลี่ยนเรื่อง ทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ขี้ลืม ทำของหายบ่อยๆ ชอบนั่งโยกเก้าอี้ ชอบนั่งสั่นขา ชอบวิ่ง พูดมาก พูดไม่หยุด ตื่นตัวตลอดเวลา หรือดูตื่นเต้นง่าย ชอบโพล่งคำตอบเวลาครูหรือพ่อแม่ถาม โดยที่ยังฟังคำถามไม่จบ ถ้าโตเป็นผู้ใหญ่จะดูเป็นคนใจร้อน หุนหันพลันแล่น หงุดหงิดง่าย ทำอะไรตกๆ หล่นๆ”

การรักษาก็คือให้กินยาเพื่อปรับทำให้สมองส่วนหน้าทำงานได้ดีขึ้น เป็นปกติมากขึ้น เพื่อปรับให้สมาธิดีขึ้น นอกจากนั้นก็คือการปรับพฤติรรม ฝึกวินัย ให้เด็กมีความอดทน ทำอะไรได้นานๆ มากขึ้น เช่น ลองฝึกให้ทำการบ้านให้นานขึ้น จากที่เคยอ่านได้ทีละบท ก็ลองเพิ่มเป็นสองบท เมื่อทำได้ดีก็ชมบ่อยๆ หรือให้รางวัล การตีเด็ก ดุด่าเสียงดังจะไม่ได้ผลดี ที่สำคัญเด็กสมาธิสั้นจะมีพลังเยอะ ต้องชวนไปปลดปล่อยพลังด้วยการออกกำลังกาย จะได้ผลดียิ่งขึ้น

หากพ่อแม่ผู้ปกครองสังเกตเห็นว่าลูกหลานมีอาการเข้าข่ายเด็กสมาธิสั้น ให้รีบพาไปพบแพทย์เพื่อทำการวิจัยอย่างละเอียด และสามารถรักษาได้ โดยการปรับสภาพแวดล้อมการเลี้ยงดู พยายามให้เด็กอยู่ในบรรยากาศที่สงบและมีระเบียบวินัย

โรงเรียนก็มีส่วนสำคัญในการช่วยแก้ปัญหา ครูต้องแสดงการยอมรับในความบกพร่องของเด็ก เอาใจใส่ดูแลเด็กมากขึ้น แยกจากกลุ่มเด็กซน รวมถึงให้เด็กได้มีการเคลื่อนไหวร่างกายในโรงเรียนบ้าง เช่น ช่วยครูลบกระดาน ทำความสะอาดห้องเรียน ชวนให้เล่นกีฬาหรือออกกำลังกายเยอะๆ เพื่อจะได้เป็นการปลดปล่อยพลังออกไปบ้าง และดูแลเรื่องการเรียนเป็นพิเศษ จึงจะทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดียิ่งขึ้นได้อีกทางหนึ่ง

คุณหมอยังบอกอีกว่า ยารักษาที่ดีที่สุดคือความรักความใกล้ชิดจากครอบครัว เพราะจะช่วยทำให้เด็กสมาธิสั้นมีโอกาสคืนสู่สภาวะปกติได้เร็วขึ้น พร้อมทั้งให้ข้อแนะนำ 8 ประการ เกี่ยวกับวิธีการดูแลเด็กสมาธิสั้นให้อยู่ร่วมในสังคมอย่างมีความสุขด้วย และมีพัฒนาการของโรคที่ดีขึ้น

1.อย่าเปิดทีวีเสียงดังจนเกินไป หรือสภาพแวดล้อมในบ้านต้องไม่วุ่นวายหรือมีการทะเลาะกันบ่อยครั้ง

2.หามุมสงบสำหรับเด็ก เพื่อให้เกิดสมาธิในการทำการบ้าน

3.ฝึกฝนวินัยให้เด็ก สร้างกรอบกฎเกณฑ์ มีตารางเวลาชัดเจน ไม่ปล่อยปละละเลย หรือตามใจจนทำให้เด็กติดเกม

4.มีการสื่อสารที่สั้น กระชับ ชัดเจน หากไม่แน่ใจให้เด็กทบทวนว่าสิ่งที่สั่งสอนไปคืออะไรบ้าง เพราะเด็กสมาธิสั้นมักไม่ค่อยมีความอดทนในการฟัง

5.มีความเข้าใจในพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้นอย่างจริงจังและเข้าใจ

6.จัดสภาพแวดล้อมให้เกิดความเป็นระเบียบ ไม่ปล่อยให้บ้านรกรุงรัง

7.อย่าทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองมีปมด้อย

8.ไม่ควรจับกลุ่มให้เด็กสมาธิสั้นอยู่ใกล้ชิดกับเด็กที่มีปัญหาแบบเดียวกัน เพราะจะทำให้กลายเป็นเด็กเกเร ก้าวร้าวได้

ด้าน นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อดีตอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า โรคสมาธิสั้นเป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก ตั้งแต่ก่อนอายุ 7 ขวบ ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่แท้จริง แต่มักจะพบในผู้หญิงที่สูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้าระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อพฤติกรรม อารมณ์ การเรียน และการเข้าสังคมกับผู้อื่นของเด็ก เด็กกลุ่มนี้จะมีระดับไอคิวปกติ อาการที่เป็นสัญญาณโรคจะปรากฏเห็นชัดเจน 3 อาการ ได้แก่ ขาดสมาธิ ขาดความสามารถในการควบคุมตัวเอง และซุกซน

เด็กสมาธิสั้นส่วนใหญ่จะมีปัญหาการเรียน หรือเรียนได้แต่ไม่เต็มศักยภาพ จึงแนะนำให้ผู้ปกครองและครูที่ดูแลเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น เรียนรู้เทคนิคที่ถูกต้อง เพื่อช่วยในการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบางอย่างของเด็ก การตีหรือการลงโทษทางร่างกาย เป็นวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ได้ผล และจะมีส่วนทำให้เด็กมีอารมณ์โกรธหรือแสดงพฤติกรรมต่อต้านและก้าวร้าวมากขึ้น

วิธีการที่ได้ผลดีกว่า คือ การให้คำชมหรือรางวัลเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ถูกต้องและเหมาะสม หรือควบคุมพฤติกรรมตนเองได้ โดยแนะนำให้งดกิจกรรมที่เด็กชอบ หรือตัดสิทธิอื่นๆ

หากพบว่าลูกหลานมีอาการเหล่านี้ ขอให้ปรึกษาจิตแพทย์ สามารถโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323หรือ 1667 หรือสอบถามที่สายด่วนวัยรุ่นของสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ 02-248-9999หรือดูในเว็บไซต์ http://www.smartteen.net หรือที่แฟนเพจของสถาบัน Facebook.com/smartteen ตลอด 24ชั่วโมง

เทรนด์อาหารสุขภาพปี 2018

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 ม.ค. 2561 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537047

เทรนด์อาหารสุขภาพปี 2018

1.Avocado Oil หรือน้ำมันอโวคาโด มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมากๆ ทั้งยังราคาถูกกว่าน้ำมันจากมะกอก น้ำมันอโวคาโด ประกอบไปด้วย Omega 9 และวิตามิน E ทั้งยังไม่มีกลิ่น คนที่ไม่ชอบกลิ่นและรสของอโวคาโดก็สามารถบริโภคได้สบายๆ น้ำมันอโวคาโดยังทนความร้อนได้สูงกว่าน้ำมันชนิดอื่นๆ นักวิชาการทางด้านการแพทย์จึงสนับสนุนให้หันมาบริโภคน้ำมันจากอโวคาโดกันแทนน้ำมันชนิดอื่นๆ

ในหลายประเทศที่เจริญแล้วมักประสบปัญหาเดียวกันคือ มีประชากรผู้สูงวัยในจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ทำให้เราต้องหันมาสนใจการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น เทรนด์เรื่องอาหารสุขภาพจึงมาแรงมีอะไรบ้าง นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ จากโรงพยาบาลกรุงเทพ มีข้อมูลดีๆ มาฝากกัน

ปัจจุบัน เริ่มมีผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปที่ใช้น้ำมันอโวคาโดเป็นส่วนประกอบมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น มายองเนสผสมน้ำมันอโวคาโด น้ำสลัดอโวคาโด เป็นต้น

2.กลุ่มถั่ว โดยเฉพาะถั่วลันเตา เราต่างรู้กันดีว่า ถั่วเป็นอาหารที่มีประโยชน์มาก นอกจากโปรตีนในเมล็ดถั่วแล้ว เห็นเม็ดเล็กๆ แบบนั้นแต่ในถั่วยังมีไฟเบอร์ สารต้านอนุมูลอิสระและอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายของเราถึง 8 ชนิด ใครไม่ชอบผัก ก็สามารถรับประทานถั่วลันเตาแทนได้ นอกจากนี้ ในถั่วลันเตายังมีวิตามิน B1 อีกด้วย

ผลวิจัยทางการแพทย์ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์อันมากมายมหาศาลในการบริโภคถั่ว และนั่นทำให้กระแสของ Healthy food หมุนกลับมาที่ถั่วอีกครั้ง ถั่วลันเตานั้นสามารถนำมาประกอบอาหารได้มากมายหลายเมนู ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการยังเสริมว่า อาหารอื่นๆ เมื่อถูกแช่แข็ง คุณค่าทางโภชนาการอาจจะลดลงมาก แต่สำหรับของถั่วลันเตานั้น คุณค่าทางโภชนาการถูกทำลายไปน้อยมาก นั่นแปลว่าถั่วลันเตาแช่แข็งสามารถนำมาประกอบอาหารได้ และยังมีประโยชน์เหมือนกับถั่วสดๆ

3.Back to Black อาหารแนวสีดำ โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำมาจากผงถ่านหรือ Charcoal ยังอยู่ในเทรนด์ และจะมากขึ้นไปอีก กูรูด้านอาหารสุขภาพฟันธงไว้ ไม่ว่าจะเป็นไอศกรีม พิซซ่า วาฟเฟิล ครัวซองต์และอื่นๆ ผงถ่านสีดำที่นำมาประกอบอาหาร ส่วนมากทำมาจากกะลามะพร้าว นำไปเผาด้วยความร้อนสูง จนกลายเป็นถ่าน ผงถ่านนี้เรียกว่า Activated Charcoal และ Activated Charcoal ถูกนำมาประกอบอาหาร

โดยปกติแล้วในทางการแพทย์นั้น เราใช้ผงถ่านสำหรับรักษาผู้ถูกสารพิษ ผงถ่านมีคุณสมบัติพิเศษในการดูดซับสารที่เป็นอันตรายกับร่างกาย จึงเชื่อกันว่าการนำเอาผงถ่านมาประกอบเป็นอาหารนั้น มีผลคล้ายๆ กับช่วยร่างกายในการ Detox ไปในตัว เรียกว่าอร่อยด้วย ได้ประโยชน์ด้วยไปพร้อมๆ กัน

อย่างไรก็ตาม การบริโภคอาหารที่มีผงถ่านเป็นส่วนประกอบทุกวัน อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารได้ เพราะผงถ่านจะไปจับตัวกับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ทำให้ดูดซึมได้น้อยลง ดังนั้น จึงควรบริโภคแต่พอดี

4.Keto Food คืออาหาร Low Carb หรืออาหารกลุ่มที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ ปกติแล้วเมื่อรับประทานอาหารเข้าไป ร่างกายเราจะย่อยสลายเป็นสารอาหารเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน และพลังงานหลักๆ ของร่างกายมาจากคาร์โบไฮเดรต ซึ่งมีอยู่ในแป้งและน้ำตาลนั่นเอง เมื่อเราจำกัดคาร์โบไฮเดรต ร่างกายจะหันไปใช้พลังงานจากไขมันแทน เมื่อกระบวนการใช้สลายไขมันให้เกิดเป็นพลังงานเราเรียกว่า Ketosis (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ Keto Food) ผลดีคือร่างกายจะมีไขมันลดลง ผลเสียคือ เกิดสารชื่อ Ketone ขึ้น ซึ่งสารนี้มีมากๆ จะไม่ดีต่อร่างกาย

หากคุณสนใจเลือกบริโภคอาหารกลุ่ม Keto Food ควรแน่ใจว่าร่างกายแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัว และควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายขับ Ketone ทิ้งออกไป

ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ งานท้าทายอาชญากรออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537042

ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ งานท้าทายอาชญากรออนไลน์

ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีวันไหนหรือวินาทีไหนที่โลกเราถูกหยุดโจมตีในโลกไซเบอร์เลย และนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ การโจมตีที่เรากำลังพูดถึงนี้มีทั้งการก่ออาชญากรรม ด้านการเงิน การล้วงข้อมูล การล่อลวงในโลกดิจิทัล ไปจนกระทั่งการก่อสงครามไซเบอร์ระหว่างประเทศ มุ่งเน้นการโจมตีทางการทหารโดยเฉพาะ ทำให้เวลานี้ตลาดแรงงานที่มีความต้องการมากที่สุดในแต่ละองค์กร คือโปรแกรมเมอร์ที่มีความสามารถในการดูแลป้องกันระบบความปลอดภัยไซเบอร์มากที่สุด

 

ความสำคัญของไซเบอร์ ซีเคียวริตี้

กิตติพล พัฒนาศิริ ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) อธิบายว่า ที่ต้องเร่งหาและสร้างบุคลากรทางด้านไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ นั้น เพราะทุกวันนี้การโจมตีในโลกไซเบอร์สูงมากกว่า 25 เท่า เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2550 ในฐานะผู้ใช้งานนั้นอาจจะไม่รู้ตัวว่ากำลังมีการโจมตี เพราะทุกคนใช้งานอยู่หลังกำแพงที่มีการป้องกันเอาไว้อย่างดี ในขณะที่ด่านหน้าของประตูทางเข้าเส้นไฟเบอร์ออปติกนั้น มีการเจาะระบบจากโปรแกรมเมอร์มือสมัครเล่นและไปจนถึงกลุ่มก่อการร้ายเป็นว่าเล่น

จุดประสงค์ของพวกเขาก็มีตั้งแต่ทดสอบวิชาความรู้ บางรายล้วงข้อมูลเพื่อผลธุรกรรมทางการเงิน หรือบางกลุ่มองค์กรแฮ็กเกอร์ข้ามชาติ ก็พยายามเจาะข้อมูลของรัฐบาล เพื่อล้วงความลับอันเป็นความมั่นคงของประเทศ

จำนวนการโจมตีสอดคล้องกับตัวเลขของผู้ที่เข้าศึกษาทางด้านโปรแกรมเมอร์ หรืออาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ เพราะบางคนก็สามารถศึกษาหาความรู้ได้เอง ทำให้มีผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการเขียนโปรแกรมเจาะระบบ อย่างโทรจัน, มัลแวร์, สปายแวร์, แรนซัมแวร์ และเว็บฟิชชิ่ง ขึ้นเป็นจำนวนมาก

ยกตัวอย่างการโจมตีที่มีผลกระทบต่อผู้คนมากที่สุดเมื่อปีที่ผ่านมาก็คือ วันนาคราย (WannaCry) เป็นแรนซัมแวร์ (Ransomware) เรียกค่าไถ่ และโจมตีไฟล์ข้อมูล ที่แพร่กระจายไปทั่วโลกเมื่อปี พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ทางเอฟบีไอยังไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นสูงเกิน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นความเสียหายรวม โดยคิดจากมูลค่าของข้อมูลที่ถูกจับเรียกค่าไถ่

 

 

 

อย่างที่ประเทศอังกฤษ วันนาครายเข้าล็อกไฟล์ข้อมูลสำคัญในฐานข้อมูลผู้ป่วยของโรงพยาบาลรัฐ ทำให้แพทย์ไม่สามารถดึงข้อมูลการรักษาเพื่อทำการวินิจฉัยและผ่าตัดได้ จำต้องยอมจ่ายเงินให้คนร้ายเพื่อปลดล็อกข้อมูล เพื่อให้รักษาคนไข้ที่กำลังรอการผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี

ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2558 ก็มีการโจมตีในลักษณะนี้ และมีความเสียหายราว 4,000 ล้านดอลลาร์ และยังมีรายงานการใช้แรนซัมแวร์ในลักษณะเดียวกันนี้ทั่วโลกราว 4,000 ครั้งต่อวัน

ลองจินตนาการดูว่าหากคนร้ายเข้าโจมตีไฟล์เครื่องที่ดูแลระบบการจราจร ระบบไฟฟ้า และระบบสาธารณูปโภคจะเกิดความเดือดร้อนต่อประชาชนแค่ไหน เพราะทุกวันนี้การทำงานระบบเหล่านี้ก็ใช้คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกันด้วยอินเทอร์เน็ตหมดแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการโจมตีระบบจากไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ เวนเจอร์ (Cyber Security Ventures) ซึ่งเป็นหน่วยงานค้นคว้าและวิจัยระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ คาดการณ์ความเสียหายจากการก่ออาชญากรรมในโลกไซเบอร์ว่า ความเสียหายจากการถูกโจมตีระบบสูงถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์

ไม่เพียงแต่จะมีการโจมตีข้ามประเทศ การโจมตีทางไซเบอร์ภายในประเทศ เช่น การล้วงความลับคู่แข่งระหว่างองค์กรยักษ์ใหญ่ก็มีปรากฏให้เห็นเช่นกัน เพียงแต่ไม่ปรากฏเป็นข่าวคราวออกมา เพราะเกี่ยวพันกับชื่อเสียงของบริษัท

ตลาดแรงงานมีความต้องการด้านบุคลากรเหล่านี้มากขึ้นเป็นทวีคูณ ซึ่งเดิมที่องค์กรต่างๆ ใช้เพียงโปรแกรมเมอร์ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านการดูแลระบบเซิร์ฟเวอร์ภายในองค์กร แต่ปัจจุบันความสามารถเพียงแค่นี้ไม่เพียงพออีกต่อไป โปรแกรมเมอร์จะต้องมีความสามารถในการตรวจสอบความผิดปกติของระบบ สามารถเขียนโค้ดป้องกันและตอบโต้อย่างเหมาะสม และจัดเลเวลของชั้นข้อมูลได้อย่างปลอดภัย

“หากผมจะบอกว่าทุกวันนี้คนที่สามารถเขียนเว็บไซต์ เขียนโปรแกรมจาวาอย่างง่ายๆ หรือคนที่ทำแอพพลิเคชั่นต่างๆ ในสมาร์ทโฟน จะกลายเป็นแรงงานไอทีชั้นล่างก็คงกล่าวไม่ผิดนัก เพราะโปรแกรมเมอร์เหล่านี้ ทุกสถาบันผลิตออกมาในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก

ดูอย่างอินเดียก็มีคนเรียนจบด้านไอทีตกงานนับแสนคน เพราะตลาดแรงงานในเวลานี้ต้องการคนที่มีความสามารถในการเขียนโปรแกรมที่มีความซับซ้อนสูง อย่างเช่น ระบบเอไอ สำหรับใช้ในการแข่งขันทางธุรกิจ และไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ ที่สามารถใช้ได้ทั้งดูแลป้องกันข้อมูลขององค์กร และยังปรับใช้เป็นสินค้าด้านความปลอดภัยนำเสนอต่อผู้บริโภคได้อีกด้วย” กิตติพล กล่าวทิ้งท้าย

 

โลกต้องการ รปภ.ไซเบอร์

รัฐพล นิ่มประยุทธ์ ประธานบริษัท มิราเคิล ซิเคียวริตี้ ผู้ให้บริการด้านระบบรักษาความปลอดภัยดิจิทัล เผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า “คาดการณ์กันว่าภายในปี พ.ศ. 2565 จะมีความต้องการจ้างผู้ดูแลด้านไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ สูงถึง 3.5 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งคนเหล่านี้จะต้องมีทักษะทางโปรแกรมเมอร์ระดับสูง ในระดับที่สามารถรับมือและแก้ไขการโจมตีได้ อาจจะไม่ถึงกับรับมือได้ทุกรูปแบบ แต่อย่างน้อยก็ควรแก้ปัญหาให้ผ่านไปได้ก่อนในเบื้องต้น

หากจะเทียบอย่างเป็นรูปธรรม บุคลากรที่เข้ามาทำงานเป็นไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ แล้วก็เปรียบเหมือนกับ รปภ.รักษาความปลอดภัยอาคารและบริษัท ที่มีหน้าที่ในการเช็กคนเข้าออกและดูแลความปลอดภัย ไม่ให้คนร้ายแอบเข้ามาภายในอาคาร แต่ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ คือคนที่จะคอยดูแลตรวจสอบการเข้าออกข้อมูลที่น่าสงสัย และรับมือกับการโจมตีไซเบอร์เหล่านี้เอาไว้

สถาบันต่างๆ จึงควรผลิตบุคลากรที่มีความสามารถทางด้านการเขียนโปรแกรมระดับสูง มีความรู้ด้านระบบเน็ตเวิร์กเป็นอย่างดี ใช้เครื่องมือในการตรวจสอบและป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษในระดับที่ดีมาก และเอาใจใส่ในการติดตามข่าวสารในวงการไอทีและไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ ผ่านเว็บไซต์องค์กรที่รายงานเฉพาะเรื่องเหล่านี้ทุกวัน เนื่องจากมีรายงานการถูกโจมตีด้วยโปรแกรมไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นทั่วโลก หากเรามัวแต่รอข่าวภาษาไทย ระบบในองค์กรก็อาจจะถูกมัลแวร์ฝังตัวไปแล้วก็ได้

ดังนั้น บุคลากรเหล่านี้จึงต้องมีความรู้ ความสามารถ และอัพเดทให้ทันต่อการพัฒนาของคนร้ายให้ได้  และที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่ยึดติดกับแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง รู้กลยุทธ์ในการบริหารจัดการ ไซเบอร์ ริสก์ (Cyber Risk) ได้เหมาะสมและทันสมัย

 

 

 

ที่ผ่านมา เราจะรู้กันดีว่ามีการโจมตีหรือการก่ออาชญากรรมในโลกไซเบอร์ผ่านระบบปฏิบัติการวินโดว์มากถึงกว่า 80% นั่นเพราะเป็นระบบที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก แต่ไม่ได้หมายความว่าระบบปฏิบัติการอื่นจะปลอดภัยกว่า เพียงแต่มีแฮ็กเกอร์น้อยรายที่จะหันมาเจาะระบบรักษาความปลอดภัยเหล่านี้

มองในปัจจุบันโลกยุคใหม่ที่มีผู้คนหันไปใช้สมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบแอนดรอยด์และไอโอเอสกันมากขึ้น การเจาะระบบปฏิบัติการบนสมาร์ทโฟนที่เต็มไปด้วยข้อมูลส่วนตัวจึงมีอันตรายยิ่งกว่า เพราะมีทั้งแอพพลิเคชั่นทางการเงิน รูปภาพส่วนตัวและข้อมูลลับทุกอย่างอยู่ในเครื่อง แบบที่แฮ็กเกอร์ไม่ต้องใช้เวลาเปิดหาให้ยุ่งยาก ยิ่งพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนและโซเชียลเน็ตเวิร์กของคนรุ่นใหม่ ล้วนเป็นเป้าหมายของแฮ็กเกอร์ที่จะเจาะเข้าสู่เครื่องเพื่อเชื่อมโยงถึงเครือข่ายภายในขององค์กรในขั้นตอนต่อไป

ปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ นั้น กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกจนกลายเป็นตำแหน่งที่ต้องการมากที่สุด ไม่เฉพาะบริษัท แม้แต่กองทัพก็ต้องการบุคลากรในตำแหน่งนี้ด้วยเช่นกัน เพราะนอกเหนือจากการรบบนพื้นดิน ผืนฟ้า อากาศ และอวกาศ แล้ว ไซเบอร์สเปซก็ถือเป็นอีกพื้นที่หนึ่งในการสู้รบด้วยเช่นกัน”

ท้ายสุด รัฐพล เน้นย้ำว่า ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีความปลอดภัยในโลกไซเบอร์เต็มร้อย เพราะเรากำลังป้องกันภัยที่มองไม่เห็น ไม่ว่าจะออกแบบระบบป้องกันมาอย่างดีแค่ไหนก็ตาม หรือจะมีไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ ที่มีความสามารถ ก็จะมีช่องทางให้เข้ามาก่อความเสียหายอยู่ดี ดังนั้นการเรียนรู้ในการป้องกันตัวเองในการใช้งานอย่างปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้