อ่านการ์ตูน ทำให้เรียนเก่งได้จริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ม.ค. 2561 เวลา 18:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536837

อ่านการ์ตูน ทำให้เรียนเก่งได้จริงหรือ?

เรื่อง : พริบพันดาว

วงการสื่อสิ่งพิมพ์กำลังอยู่ในช่วงขาลง โดยเฉพาะหนังสือการ์ตูนร่วมสมัยที่มีวางจำหน่าย ต่างหายไปจากแผงและร้านหนังสือ สำนักพิมพ์การ์ตูนต่างๆ เป็นจำนวนมากต่างปิดกิจการไม่มีการพิมพ์หนังสือการ์ตูนออกมา เนื่องจากบรรดาเด็กรุ่นใหม่หันมาอ่านการ์ตูนบนแท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนกันแบบออนไลน์เสียเป็นส่วนใหญ่

แสดงให้เห็นว่าการ์ตูนไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เปลี่ยนแพลตฟอร์มจากกระดาษไปอยู่หน้าจอกระจกแบบออนไลน์แทน

การ์ตูนก็ยังมีอิทธิพลต่อเด็กๆ ทุกยุค แม้ปัจจุบันนี้การ์ตูนชุดความรู้ก็ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กในยุคปัจจุบันอยู่ และเป็นเรื่องที่บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองควรตรองและเข้าใจ

การ์ตูนให้อะไร? ในแบบฉบับ ‘น้าต๋อย เซมเบ้’

ใน TEDxBangkok 2016 หัวข้อ “ไทม์แมชชีนการ์ตูน สู่ความฝันวัยเด็ก” โดยน้าต๋อย เซมเบ้-นิรันดร์ บุญยรัตพันธุ์ ได้มาพูดสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับการ์ตูนว่า 36 ปีกับการพากย์การ์ตูน ตัวเขาเองใฝ่ฝันถึงการพากย์การ์ตูนมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ใช้แรงมานะทุ่มเททุกอย่างเพื่อจะมาเป็นนักพากย์การ์ตูน

“การ์ตูนสอนอะไรเราบ้าง การ์ตูนให้อะไรเราบ้าง การ์ตูนให้ความเป็นฮีโร่ในสมัยก่อน ไม่มีใครอยากเป็นผู้ร้าย การ์ตูนให้ความสนุกสนานในช่วงเวลาเด็กๆ ความใฝ่ฝันในอดีต พอโตขึ้นก็ลืมความรู้สึกถึงความสุขและคุณธรรมที่ได้จากการ์ตูนในอดีต การ์ตูนให้ความรู้สึกที่ดี ให้ความรู้สึกว่าต้องเป็นคนดีของสังคม”

น้าต๋อย พูดในคราวนี้ด้วยว่า ดูการ์ตูนเป็นความสุข เพ้อฝัน เขาเคยไปถามเด็กอนุบาลรัศมี เรียนชั้นอนุบาล 2 ถามว่าดราก้อนบอลกระโดดจากภูเขาโน้นไปภูเขานี้ หนูทำได้หรือเปล่า?

“เด็กตอบว่า บ้าหรือเปล่าน้า คนธรรมดาทำได้อย่างไร เด็กตัวขนาดนี้ 4 ขวบยังรู้เลย เด็กเขามีสามัญสำนึก มีวิจารณญาณในการดูหรืออ่านการ์ตูนอยู่แล้ว”

การ์ตูนทำให้เป็นสังคมของครอบครัว น้าต๋อย ย้ำว่าเป็นความอบอุ่นของครอบครัวสมัยก่อน การ์ตูนให้ความเป็นครอบครัว

“ลูกอยู่กับพ่อ มีความสุขกับแม่ แล้วการ์ตูนสอนสั่งให้เป็นคนที่มีคุณธรรมเป็นฮีโร่ ไม่มีใครอยากเป็นคนไม่ดี เด็กที่ดูการ์ตูนโตขึ้นไปเขาคงเป็นคนดีของประเทศชาติ เป็นการตอบของผมในช่วงปี 2530 ในการประชุมเรื่องการ์ตูนมอมเมาเยาวชนจริงหรือ? ที่คุรุสภา

 

การ์ตูนสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับผู้คน มองในสิ่งที่ดีๆ แล้วก็จะได้สิ่งเหล่านั้นมา ลองนึกถึงวัยเด็กจะจุดพลังฮีโร่ขึ้นมาในใจเรา การเป็นฮีโร่ไม่ใช่การประสบความสำเร็จ แต่ความสุขของความฝันคือการได้ทำในสิ่งที่คุณอยากจะทำ นั่นคือความสุข ซึ่งไม่ใช่ความสำเร็จ นี่คือความสุขที่ได้รับจากการ์ตูน”

เหรียญทองวิทยาศาสตร์ เก่งกับการ์ตูน

“เพราะหนูชอบอ่านหนังสือค่ะ เริ่มต้นคุณแม่ซื้อหนังสือการ์ตูนความรู้ครอบครัวตึ๋งหนืดมาให้อ่าน หนูก็อ่านจนจบชุดรู้สึกว่ามันสนุกมาก หลังจากนั้นก็หาชุดอื่นๆ มาอ่านอีกเรื่อยๆ ที่หนูอ่านเป็นหนังสือการ์ตูนความรู้ที่มีความรู้เยอะมากทั้งเรื่องวิทยาศาสตร์และความรู้รอบตัว เพราะ 1 เล่มต่อ 1 หัวข้อ เนื้อหาข้างในก็จะเจาะลึกเรื่องนั้นๆ ซึ่งทำให้หนูมีพื้นฐานมาก่อนเมื่อไปเรียนในชั้นเรียน

ในชั้นหนูก็ตั้งใจเรียน เมื่อครูพูดถึงเรื่องที่เรารู้มาก่อน ก็เหมือนช่วยทบทวนความรู้ของเรา หนูพยายามมาเรียนอย่างสม่ำเสมอไม่เคยขาด หากมีการสอบคุณแม่จะหาข้อสอบเก่ามาให้ทำทุกวัน วันละ 10 ข้อ หากเนื้อหาตรงไหนหนูไม่เข้าใจคุณแม่ก็ช่วยอธิบายให้หนูฟังจนเข้าใจ หนังสือการ์ตูนความรู้อ่านง่ายและสนุก คุณแม่จึงไม่เคยห้าม หนูว่างเมื่อไหร่ก็จะหยิบมาอ่าน แต่ก็ต้องทำการบ้านจนเสร็จก่อนด้วยนะคะ”

เป็นคำบอกเล่าของ ด.ญ.อาทิชา ไตรรงค์ทอง อายุ 9 ขวบ ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ จ.ลำปาง ที่สามารถคว้าเหรียญทองชนะเลิศอันดับ 1 ของประเทศ ในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประจำปี 2560 จากโครงการประเมินและพัฒนาสู่ความเป็นเลิศทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า TEDET มาครอง

ด.ญ.อาทิชา ยังมีผลการเรียนและรางวัลอีกมากมายมาช่วยยืนยันว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้รางวัล ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียนที่ได้เกรด 4.00 มาตั้งแต่เรียนชั้นอนุบาลจนถึงปัจจุบัน ชนะเลิศการประกวดตอบคำถามวิชาการประเภททีม ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ชนะเลิศอันดับ 1 ของ จ.เพชรบูรณ์ สาขาวิทยาศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จาก TEDET ปี 2559 และสอบได้คะแนนรวมสูงสุด อันดับ 1 ของ จ.เพชรบูรณ์ ในวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับประถมศึกษาตอนต้น (ป.1-ป.3) ในปี 2559 จากโครงการสอบแข่งขันวัดความรู้ความสามารถทางวิชาการ Top Test Center เมื่อตอนเรียนอยู่ ป.2 โรงเรียนเซนต์โยเซฟศรีเพชรบูรณ์

 

ถึงแม้ ด.ญ.อาทิชา จะต้องย้ายโรงเรียนตามคุณพ่อบ่อยๆ เพราะคุณพ่อรับราชการเป็นผู้พิพากษา แต่ก็ไม่ได้มีผลกระทบใดๆ กับผลการเรียน ซึ่งผลงานที่ผ่านมานั้นถือเป็นรางวัลที่สั่งสมมาให้สามารถก้าวสู่ระดับประเทศในที่สุด

พญ.กัณต์กัลยา ตัณชวนิชย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู คุณแม่ของ ด.ญ.อาทิชา บอกว่า โดยส่วนตัวอยากให้น้องเอ่เอ้สนใจภาษาจีน จึงหาหนังสือการ์ตูนมาให้อ่าน

“เลือกครอบครัวตึ๋งหนืดตะลอนทัวร์ตอนหนีห่าวเมืองจีนมาให้อ่าน เราดูเนื้อหาภายในแล้วตัวละครน่ารักดี มีความรู้สอดแทรกตลอดทั้งเล่ม เนื้อหาไม่หนักอ่านง่าย ที่สำคัญคือไม่มีคำพูดหยาบคาย พอลูกอ่านก็ชอบมากเป็นเล่มแรกที่อ่านเองได้จนจบ จากนั้นลูกก็อยากอ่านเล่มอื่นๆ อีกและซื้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มบ้านเป็นร้อยๆ เล่ม”

เมื่ออ่านการ์ตูนเยอะๆ อ่านไปอ่านมาปรากฏว่า ด.ญ. อาทิชา ชอบเรื่องวิทยาศาสตร์ คุณแม่ของเธอก็ส่งเสริมไปในทิศทางที่ลูกชอบ

“เราก็ไม่ห้ามค่ะ อยากอ่านอะไรเราก็ส่งเสริม ก่อนซื้อเราจะอ่านเพื่อคัดกรองก่อนเสมอ ที่ผ่านมาไม่เคยบังคับให้อ่าน หรือต้องเรียนพิเศษเสริม แต่เราเชื่อว่าการอ่านจะทำให้น้องเกิดจินตนาการ ฝึกเรื่องการอ่านให้คล่อง และยังทำให้ไม่เครียด อีกทั้งจดจำได้ดีกว่าการเรียนพิเศษ เพราะถ้าเรียนพิเศษต้องกำหนดเวลาและทำให้เครียดกว่า ในขณะที่หนังสือการ์ตูนก็สอนความรู้เหมือนกัน แต่สามารถหยิบมาอ่านเมื่อไหร่ก็ได้”

วิธีการส่วนตัวของ พญ.กัณต์กัลยา ที่ทำให้ลูกสาวเรียนเก่งคือ ให้อ่านเยอะๆ แต่ต้องไม่เครียด

“เราจึงเลือกหนังสือการ์ตูนความรู้ให้อ่าน ซึ่งเหมือนเป็นการอ่านเพื่อผ่อนคลาย แล้วยังได้ความรู้ไปด้วย ส่วนทีวีจะให้ดูเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ หลังทำการบ้านเสร็จแล้ว ให้ดูประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก่อนสอบประมาณหนึ่งเดือนจะให้ทำข้อสอบเก่าประมาณวันละ 10-15 ข้อ เพื่อทบทวน

แต่ถ้าวันไหนไม่อยากทำก็ให้อ่านหนังสือเล่มที่อยากอ่าน หรือเปิดยูทูบดูเรื่องที่สนใจ และมีข้อตกลงร่วมกันว่า ถ้าสอบได้คะแนนระดับไหนจะได้รางวัลอะไรจากคุณแม่ เช่น พาไปเที่ยวสวนน้ำ ขอดูการ์ตูนทางยูทูบ ส่วนวันหยุดเราก็หากิจกรรมทำร่วมกันไปเรื่อยๆ”

 

เข็มทิศเมื่อลูกชอบอ่านการ์ตูน

นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ คอลัมนิสต์ด้านจิตวิทยา และนักวิจารณ์การ์ตูน ได้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องเด็กชอบอ่านการ์ตูนว่า การอ่านหนังสือการ์ตูนหรือนิยายภาพกราฟฟิก เป็นการส่งเสริมทักษะการอ่านให้ลูกเรียนรู้ได้ดีขึ้นด้วย

โดย นพ.ประเสริฐ ได้อ้างข้อมูลของ มิเชล กอร์แมน ผู้เขียน “Getting Graphic! Using Graphic Novels to Promote Literacy with Preteens and Teens” ที่อธิบายว่า การ์ตูนและภาพต่างๆ ในหนังสือก็เป็นนัยของเนื้อหาแบบหนึ่งที่ ช่วยต่อเติมความเข้าใจจากการอ่านได้ อย่างไรก็ตามลองมาดูการ์ตูนที่ลูกอ่านหน่อยก็ไม่เลว

1. เรื่องแบบไหนที่ลูกสนใจบางทีดูจากปกคุณอาจไม่รู้ ลองถามเขาเล่นๆ ก็ได้ว่า เป็นเรื่องของอะไร อย่างน้อยคุณจะได้รู้แนวที่ลูกชอบ

2. ดูสำนักพิมพ์ลองสังเกตดูว่าสไตล์เรื่องที่ลูกชอบนั้นเป็นหนังสือของสำนักพิมพ์อะไร ถ้าหากว่าสำนักพิมพ์นั้นผ่านมาตรฐาน ของคุณ ต่อไปลูกจะได้เลือกซื้อหนังสือได้ง่ายขึ้น

3. ลองอ่านด้วยแฟนการ์ตูนญี่ปุ่น ลองอ่านไปด้วยก็จะดีไม่น้อย แต่หากไม่สามารถทำได้ สิ่งที่ควรทำคือ ไม่ให้ลูกหมกมุ่นกับการ์ตูนมากเกินไปจนกระทบกิจกรรมจำเป็นอื่นๆ ที่เขาต้องทำก็ แล้วกัน

นอกจากนี้ นพ.ประเสริฐ เคยให้สัมภาษณ์ถึงการ์ตูนว่า มีความปรารถนาดีต่อการ์ตูนจึงเขียนวิจารณ์การ์ตูนออกมาให้คนอ่าน ตั้งใจเขียนให้คุณพ่อคุณแม่อ่านเพื่อลดทัศนคติที่เป็นลบของพ่อแม่ลงบ้าง ให้เข้าใจเด็กๆ ที่อ่านการ์ตูนหรือติดการ์ตูนมากขึ้น อย่าไปตำหนิเด็กมากเกินไป อยากให้สังคมมองการ์ตูนในแง่ดี อยากให้เด็กๆ อ่านแล้วคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป ได้อะไรมากอีกนิดนอกจากความสนุก

สีม่วงมาแรง โทนนู้ดก็ยังอิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ม.ค. 2561 เวลา 15:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536840

สีม่วงมาแรง โทนนู้ดก็ยังอิน

เรื่อง พุสดี

เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เหล่าแฟชั่นนิสต้าตั้งตาคอยกันทุกปีว่า แพนโทน คัลเลอร์ (Pantone Color) บริษัทธุรกิจสีและสถาบันวิเคราะห์เทรนด์สีจากสหรัฐอเมริกาจะออกมาประกาศว่าสีอะไรเป็นสีที่มาแรงที่สุดในแต่ละปี ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า เทรนด์สีประจำปี 2018 นี้ คือ สีม่วงอัลตราไวโอเลต (Ultra Violet) ที่ดูเก๋ แถมให้ความรู้สึกอบอุ่น แฝงไปด้วยความลึกลับ น่าค้นหาเหมือนกับห้วงจักรวาล ทั้งยังสื่อถึงความคิดสร้างสรรค์ การใช้จินตนาการ ความเฉลียวฉลาด การสะท้อนถึงจิตวิญญาณและการแสดงออกทางศิลปะ ไปจนถึงการมีวิสัยทัศน์ที่จะนำไปสู่อนาคต

นอกจากโทนสีม่วงอัลตราไวโอเลตจะมาแรงสุดๆ ในวงการแฟชั่น ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ในวงการเมกอัพก็ได้รับอิทธิพลมาไม่น้อยเช่นกัน เพราะการใช้โทนสีม่วงอมน้ำเงินไม่เพียงช่วยให้สาวๆ ดูดีมีเสน่ห์ เซ็กซี่น่าค้นหา แต่ยังดู หรูหรามีรสนิยม ใครที่ยังกลัวๆ กล้าๆ ไม่มั่นใจ บอกเลยอย่ารอช้า ขอแค่มั่นใจ สีไหนก็ผ่าน

วิลาสินี ภาณุรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดสินค้าเมคอัพ บริษัท ลอรีอัล ประเทศไทย เผยถึงเทรนด์ เมกอัพที่จะมาแรงในซีซั่นนี้ว่า สีม่วงกำลังเป็นเทรนด์ที่สาวๆ หลายคนมองหา แต่ถ้าเจาะลึกลงไปที่เทรนด์ของลิปสติกในปีนี้ที่มาแรงจริงๆ ไม่ได้โฟกัสที่เนื้อสี แต่จะเน้นที่ตัวเทกซ์เจอร์มากกว่า

“ปีนี้ลิปสติกเนื้อแมทจะค่อนข้างเฟด ที่มาแรงคือ ลิปสติกเนื้อมันวาว หรือกลิตเตอร์จะมา ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ที่ยังอยู่ตลอดกาล คือ โทนนู้ด ปีนี้ก็ยังอินเทรนด์อยู่ ซึ่งถือว่าเป็นโทนที่เข้ากับสาวไทยมากๆ”

เช่นเดียวกับ ปาหนัน ธนไพศาลกิจ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ ฟอร์ยูทู (4U2) มองว่า โทนสีนู้ดยังมาแรงในปีนี้ ไม่เพียง แต่ในส่วนของลิปสติก แต่ยังรวมถึง บลัชออนและอายแชโดว์ ตั้งแต่โทนน้ำตาลอ่อน น้ำตาลเข้ม ชมพูอ่อน ชมพูเข้ม พีชอ่อน พีชเข้ม ยันแดงและม่วงยังคงมาแรง โดยเคล็ดลับในการเลือกโทนสีที่ใช่แบบง่ายๆ คือ สำหรับสาวที่มีผิวขาวอมชมพูควรเลือกสีชมพูนมหรือพีชอ่อนเพื่อให้แก้มดูระเรื่อ ขณะที่สาวผิวสองสี ควรเลือกสีอันเดอร์โทนน้ำตาลหรือเฉดอบอุ่นอย่างน้ำตาลส้ม ชมพูน้ำตาล ส่วนสาวผิวดำ สีชมพูสด ชมพูแดง หรือส้มผสมชิมเมอร์ ก็จะช่วยเติมความสว่างให้ใบหน้าดูโกลว์ขึ้นได้

“เทกซ์เจอร์แบบไหนที่สาวๆ ต้องมีไว้ อย่างบลัชออนแนะนำให้ดูจากสภาพผิว ถ้าผิวไม่เนียน เลี่ยงเนื้อชิมเมอร์ แม้ประกายแวววาวของชิมเมอร์จะช่วยขับให้ผิวดูผ่อง แต่หากนำมาปัดบนผิวที่ไม่เรียบเนียนอย่างรอยหลุมสิวหรือฝ้ากระ ก็อาจไปเน้นให้จุดนั้นดูเด่นขึ้นโดยไม่ตั้งใจได้ ดังนั้น ใช้บลัชออนเนื้อแมทจะดีกว่า ส่วนอายแชว์โดว์ สาวๆ ไม่ต้องลำบากใจ เพราะส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้มีมาครบในตลับเดียว แค่สาวๆ ใช้ให้เป็น อย่างเนื้อแมทละเอียด จะช่วยปรับผิวเปลือกตาให้ดูเนียน ส่วนเนื้อชิมเมอร์วิ้งน้อยๆ จะช่วยมอบความสดใสใครเห็นก็ต้องปิ๊ง” n

โยคะ กระตุ้นระบบขับถ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ม.ค. 2561 เวลา 15:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536838

โยคะ กระตุ้นระบบขับถ่าย

เรื่อง: แมงโก้หวาน  ภาพ: ลัลลาบาย โยคะ

ใครระบบขับถ่ายทำงานไม่ค่อยดี มีปัญหาท้องผูก ท้องอืด รู้สึกอึดอัดแน่นท้อง โดยเฉพาะคนทำงานที่มีเวลาจำกัดกินอาหารเสร็จแล้วต้องนั่งทำงานต่อ ทำให้ระบบลำไส้ไม่ค่อยได้มีการเคลื่อนที่ อาหารจึงย่อยได้ไม่ดี การเลือกฝึกท่าโยคะที่เหมาะสมจะช่วยทำให้ระบบหมุนเวียนอวัยวะภายในทำงานได้ดีขึ้น

ครูฝน-ณัฐปภัสร์ พรรัศมีนนท์ จากลัลลาบาย โยคะ (Lullaby Yoga) ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้แนะนำท่าโยคะง่ายๆ ที่จะช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย โดยให้ทำในช่วงเช้าหลังตื่นนอน หรือจะทำในช่วงเวลาที่สะดวกก็ได้ แต่ควรทำเป็นประจำสม่ำเสมอ

1.ท่า Wind Removing นอนหงาย เหยียดขาซ้ายตรง งอเข่าขวาเข้ามาหาหน้าอก หายใจออกค่อยๆ ดึงเข่าออกไปทางด้านข้างเล็กน้อยและลงมาหาไหล่ขวา ศีรษะและไหล่อยู่บนพื้น ทำทั้ง 2 ข้าง ข้างละ 5-8 ลมหายใจ

ประโยชน์ ช่วยขับลม คลายความตึงของกล้ามเนื้อหลังและสะโพก

 

2.ท่า Revolved Abdomen นอนหงาย งอเข่าทั้ง 2 ข้างขึ้นมา กางแขนออกด้านข้าง หายใจออกค่อยๆ วางเข่าทั้ง 2 ข้างลงไปทางขวา หายใจเข้าเข่ากลับมาตรง กลาง หายใจออกครั้งถัดไปวางเข่าลงทางซ้าย สลับกันแบบนี้ประมาณ 5 รอบ

ประโยชน์ ช่วยทำให้กล้ามเนื้อท้องแข็งแรง ระบบหมุนเวียนโลหิตดีขึ้น กระตุ้นระบบย่อยอาหาร

 

3.ท่า Seated Twist นั่งเหยียดขา 2 ข้างตรง ตั้งเข่าขวาขึ้นพร้อมกับพับขาซ้ายเข้ามาให้เท้าซ้ายอยู่ด้านข้างสะโพกขวา ใช้มือ (แขน) ซ้ายกอดเข่าขวาไว้ หายใจออกบิดตัวไปทางขวา วางมือขวาไว้ด้านหลังสะโพกเพื่อพยุงลำตัวให้ตั้งตรง

ประโยชน์ กระตุ้นการทำงานของตับและไต ช่วยยืดช่วงไหล่ คอ สะโพก เพิ่มการทำงานของระบบย่อยอาหาร และยังช่วยคลายเครียดและความกังวลด้วย

 

4.ท่า Squat ยืนแยกขากว้างกว่าสะโพกเล็กน้อย ชี้ปลายเท้าออกข้างๆ ย่อเข่าลง คล้ายท่านั่งยอง พนมมือขึ้น พยายามยกยืดช่วงอกขึ้น ถ้าส้นเท้าไม่ติดพื้นหาผ้ามารองได้

ประโยชน์ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของข้อเท้าและเข่า ยืดหลังช่วงล่าง สะโพก กระเบนเหน็บ หน้าขา กระตุ้น Metabolism กลไกการเผาผลาญอาหารในร่างกาย

 

กลุ่มชาติพันธุ์ในไทย คนที่ต้องไม่ถูกลืม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 ม.ค. 2561 เวลา 12:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536686

กลุ่มชาติพันธุ์ในไทย คนที่ต้องไม่ถูกลืม

หลังจากสังคมไทยมีความขัดแย้งทำให้ปัญญาชนกลุ่มหนึ่งหนีออกจากเมืองไปอยู่ป่า แล้วพบเข้ากับกลุ่มคนชาติพันธุ์อื่นที่ไม่ได้เรียกตัวเองว่าไทย แต่เป็นกะเลิง ผู้ไท อาข่า มูเซอ อีก้อ เย้า และอีกมากมาย ต่อมามีการอนุญาตให้ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) เปลี่ยนเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ทำให้กลุ่มนักศึกษาหรือปัญญาชนทั้งหลายกลับสู่สังคมเมือง

ด้วยเหตุนี้จึงมีการบอกเล่าความเป็นไปในสังคมว่า “แท้จริงแล้วคนไทยมีความหลากหลาย” ทำให้เกิดการก่อตั้งสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท หรือปัจจุบันคือ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อผลิตนักภาษาศาสตร์ให้ลงพื้นที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรมในชนบทของไทย แล้วนำความรู้ที่ได้มาเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้ทราบโดยทั่วกันผ่านสื่อที่เรียกว่า “สารานุกรม”

อาจารย์วีระพงศ์ มีสถาน หัวหน้าโครงการสารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย และนักวิจัย (ชำนาญการพิเศษ) สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สารานุกรมเป็นเครื่องมือที่จะส่งเสริมและก่อให้เกิดความภาคภูมิใจร่วมกันของชาวไทย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และความเข้าใจเพื่อนร่วมชาติ อันจะนำไปสู่ความสงบ ผาสุก และความเข้มแข็งของสังคม

 

 

“เราทำสารานุกรมขึ้นมาเพื่อเชิดชูความเป็นมนุษย์ มนุษย์ที่ร่วมอยู่ในสังคมสยาม เพราะเราเห็นว่าสารานุกรมเป็นช่องทางหนึ่งที่จะบอกเล่าความเป็นชาติพันธุ์ในประเทศไทยสู่สังคม โดยเราจะไม่พูดในลักษณะของเรื่องแปลกแต่จริง แต่นำวิชาการว่าด้วยเรื่องของภาษา ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ความเชื่อ วิถีชีวิต แล้วนำมาเรียบเรียงเป็นเล่ม เราเชื่อในความเป็นมนุษย์ว่าถ้าเราให้เครดิตเขา ให้เครดิตความเป็นมนุษย์ที่อยู่ในท้องถิ่น จะทำให้เกิดสังคมที่มีวุฒิภาวะ คือ สังคมที่อยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ เราไม่จำเป็นต้องเรียกเขาว่าไทยเพื่อให้เขาเป็นคนไทย เพราะอย่างไรเสียพวกเขาก็อยู่บนแผ่นดินสยาม”

ในขณะเดียวกัน ทางสถาบันฯ ยังทำโครงการศึกษาวิจัยเรื่องแผนที่ภาษาในประเทศไทย เพื่อสืบค้นว่าจังหวัด อำเภอ และหมู่บ้านไหนพูดภาษาอะไร เนื่องจากโดยทั่วไปนักภาษาศาสตร์จะเรียกชาติพันธุ์ตามภาษา แต่หากถามว่าในประเทศไทยมีกี่กลุ่มชาติพันธุ์คงไม่สามารถฟันธงได้

ข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่า ประเทศไทยมี 63 ชาติพันธุ์ แต่ในความเห็นของอาจารย์วีระพงศ์ มองว่ามีอยู่ 45-50 ชาติพันธุ์ ซึ่งไม่สามารถกำหนดตัวเลขที่ชัดเจน เพราะยังมีความไม่ชัดเจนในการกำหนดเกณฑ์แบ่งชาติพันธุ์

หัวหน้าโครงการสารานุกรมฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ชาติพันธุ์คือ ความสำนึกในความเป็นตัวตน ต่อให้พูดภาษาได้ชัดหรือต่อให้คลอดออกมาในกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน แต่หากไม่มีสำนึกหรือความร่วมมือทางวัฒนธรรมก็ไม่ถือว่าเป็นชาติพันธุ์นั้น

ดังส่วนหนึ่งของคำนำ “สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย : กะเลิง” โดย อาจารย์วีระพงศ์ มีสถาน ตีพิมพ์ในปี 2548 ที่เขียนไว้ว่า การเกิดมีชนชาติหรือเผ่าพันธุ์ผู้คนขึ้นมาในโลก นับได้ว่าเป็นความพิเศษและยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ เพราะมิใช่การเสแสร้งแกล้งให้เกิดขึ้นของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความสอดคล้องของหมู่กลุ่มผู้คน มีความสืบเนื่องทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการแต่งกาย ภาษา ขนบประเพณี ความคิด ความเชื่อ และที่สำคัญคือ ความรู้สึกร่วมเป็นพวกพ้อง จึงจะนับเนื่องได้ว่าเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน ดังนั้น การเสื่อมสูญของชาติพันธุ์ใดๆ นั่นย่อมหมายถึงหลักฐานและพัฒนาการของมนุษยชาติได้กร่อนหายและสูญสิ้นไปด้วย

 

“ประเทศไทยยังมีผู้คนมากหน้าหลายตาอยู่ร่วมกันในสยามประเทศ ถ้าเราเคารพในความเป็นชาติพันธุ์ของกันและกัน ก็จะทำให้เราอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข” อาจารย์วีระพงศ์ กล่าว

สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์จึงจะช่วยเติมเต็มแง่คิดมุมมอง อีกทั้งเป็นเครื่องมือส่งเสริมและก่อให้เกิดความภาคภูมิใจร่วมกันของชาวไทย ซึ่งทำให้ตระหนักถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กลุ่มชาติพันธุ์และสิทธิตามกฎหมาย

ในขณะที่นักภาษาศาสตร์ขะมักเขม้นในการรวบรวมความรู้จากเอกสาร ข้อเขียน หนังสือ และเก็บข้อมูลภาคสนามเพื่อใช้เป็นข้อมูลหลักในการเขียนสารานุกรม ยังมีนักกฎหมายกลุ่มหนึ่งในโครงการ “บางกอกคลินิก” คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงพื้นที่ทับเฒ่าไข่ ต.ปาล์มพัฒนา

อ.มะนัง จ.สตูล เพื่อถ่ายภาพ บันทึกประวัติ และสำรวจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเข้าถึงสิทธิต่างๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ (ซาไก) เพื่อเป็นข้อมูลนำส่งกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย สำหรับใช้ประกอบในกระบวนการรับรองสิทธิในสัญชาติไทย โดยการเกิดตามหลักสืบสายโลหิตของคนมานิดั้งเดิมแห่งเทือกเขาบรรทัด

อาจารย์ศิวนุช สร้อยทอง นักกฎหมายโครงการบางกอกคลินิก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เขียนบทความเรื่อง “กฎหมายเพื่อการพัฒนาสังคมที่เป็นธรรม : สิทธิตามธรรมชาติที่เกี่ยวกับสถานะบุคคลของชนพื้นเมืองดั้งเดิมแห่งคาบสมุทรมลายู-กรณีศึกษาน้องแอ๊ด ศรีมะนัง คนชาติพันธุ์มานิ (ซาไก) แห่งอำเภอละงู จังหวัดสตูล” ในบทความได้เล่าถึงน้องแอ๊ดและครอบครัวเป็นกรณีศึกษาต้นแบบ เพื่อให้สังคมได้ตระหนักถึงปัญหาของ “คนที่ด้อยโอกาสที่สุดกลุ่มหนึ่งในประเทศไทย”

เมื่อกลางเดือน มิ.ย. 2560 อาจารย์ได้จัดทำโครงการสตูลศึกษา 2 ลงพื้นที่หมู่บ้านวังนาใน ต.น้ำผุด อ.ละงู จ.สตูล เพื่อพบกับครอบครัวของ “เฒ่าไข่ ศรีมะนัง” คนชาติพันธุ์มานิ บิดาของน้องแอ๊ด ค้นพบว่า บุตรและหลานของครอบครัวเฒ่าไข่ยังประสบปัญหาความไร้รัฐโดยสิ้นเชิง ทั้งที่เขาเหล่านี้เป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมในคาบสมุทรมลายู และมีเชื้อสายไทยตามชั้นบรรพบุรุษ ตลอดจนปรากฏหลักฐานทางทะเบียนชัดแจ้งว่า เฒ่าไข่ถือบัตรประชาชนไทย

อาจารย์ศิวนุชจึงเลือกเรื่องราวของน้องแอ๊ดเป็นต้นแบบการใช้กฎหมายในการขจัดปัญหาความด้อยโอกาสและอำนวยความเป็นธรรม เพราะหากสามารถจัดการสิทธิตามกฎหมายของน้องแอ๊ดได้ก็จะเป็นเข็มทิศและเครื่องมือในการจัดการสิทธิของคนชาติพันธุ์มานิคนอื่นๆ ซึ่งตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน อันเป็นการสร้างมาตรฐานความเป็นธรรมทางสังคมภายใต้หลักนิติธรรม โดยมิให้ความยุติธรรมปรากฏอยู่เพียงตัวบทกฎหมาย แต่ยังขับเคลื่อนในความเป็นจริง

 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา ครอบครัวของนายเฉดและนางแดง ชาวมานิในทับเฒ่าไข่ได้รับการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนและเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน ซึ่งเป็นการรับรองสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักสืบสายโลหิตเป็นที่เรียบร้อย ณ ที่ว่าการอำเภอละงู จ.สตูล ส่งผลให้พวกเขาสามารถเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายและสวัสดิการของรัฐในฐานะคนไทยคนหนึ่ง รวมทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของคนมานิอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ การบันทึกและสำรวจกลุ่มชาติพันธุ์มานิยังนำไปสู่การทำ “สารานุกรมเพื่อคนดั้งเดิมที่ยังอยู่ในวิกฤตการณ์แห่งชีวิต” ซึ่งจะขยายวงกว้างไปยังกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมอื่นในประเทศไทยที่มีปัญหาการเข้าถึงสิทธิมนุษยชน

“ตอนนี้ชาวมานิบางกลุ่มไม่อยากอยู่ในป่าร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะในป่าเริ่มไม่มีอาหาร สภาพป่าไม่สมบูรณ์เหมือนแต่ก่อน ทำให้เขาอยากเข้าสู่ความเป็นเมือง แต่พวกเขาแทบไม่ได้เรียนหนังสือ อย่างในทับเฒ่าไข่มีคนรู้หนังสือแค่ 3 คน จาก 51 คน

ดังนั้นถึงแม้ว่าเขาจะมีสิทธิตามกฎหมายแต่ก็ไม่มีความรู้พอที่จะเข้าถึงสิทธิเหล่านั้น และเขายังไม่มีศักยภาพพอที่จะทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง เหมือนมีความด้อยโอกาสผสมอยู่ในนั้น” อาจารย์ศิวนุช กล่าวต่อ

“สิ่งที่เฒ่าไข่ขอมี 3 เรื่อง อย่างแรกคือ ขอมีบัตรประชาชนเพื่อรับรองสิทธิตามกฎหมาย สอง ขอบ้านที่มีความปลอดภัย เพราะตอนนี้ป่าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทับของเฒ่าไข่จึงต้องปักหลัก และสาม ขอการศึกษา อย่างน้อยก็ให้คนในทับอ่านออกเขียนได้และนับเลขเป็น เพื่อป้องกันการเอาเปรียบจากคนเมือง”

นักกฎหมายท่านนี้ยังมองว่า เมื่อกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมได้รับความยุติธรรมและความเป็นธรรมตามกฎหมายจะสร้างแรงกระเพื่อมขนาดใหญ่ 2 ประการ คือ ก่อให้เกิดสันติภาพในประเทศชาติ เพราะการปล่อยให้ใครสักคนยากลำบาก ถูกกดขี่ หรือถูกล่วงละเมิดเป็นเวลานาน อาจเป็นสาเหตุของความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคม และก่อให้เกิดสังคมที่เป็นธรรม เพราะความยุติธรรมที่เกิดแก่มนุษย์ ซึ่งเป็นหน่วยเล็กที่สุดของสังคมเป็นกุญแจที่นำไปสู่ความเป็นธรรมและสันติ หรือที่เรียกว่า สังคมแห่งนิติธรรม (The Rule of Law)

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่อง “กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย” ยังคงต้องดำเนินต่อไปและไม่อาจละทิ้งได้ ทั้งในแง่วิชาการด้านภาษาศาสตร์เพื่อเป็นหลักฐานของมนุษยชาติ และในแง่ของนิติศาสตร์ที่เป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาสิทธิขั้นพื้นฐานเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม และ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” อันเป็นจริยธรรมสำคัญเบื้องหลังเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ลาดา อาภาภัทร หุ่นดีเพราะตีกอล์ฟและซ้อมเต้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 ม.ค. 2561 เวลา 09:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536523

ลาดา อาภาภัทร หุ่นดีเพราะตีกอล์ฟและซ้อมเต้น

โดย ภาดนุ

นักร้องสาวบุคลิกร่าเริงสดใส ลาดา-อาภาภัทร สุขสวัสดิ์ชล จากค่ายอาร์สยาม เป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่ชอบออกกำลังกาย โดยเฉพาะการตีกอล์ฟและซ้อมเต้น ซึ่งเธอบอกว่ากีฬาทั้งสองอย่างนี้ช่วยให้มีรูปร่างและบุคลิกภาพที่ดีได้จริง

“ตอนเด็กๆ สมาชิกครอบครัวหนูจะออกรอบตีกอล์ฟกันทุกคนเลย ทั้งพ่อ แม่ น้า และป้า หนูก็จะถูกพาไปที่สนามกอล์ฟด้วยตลอด พอโตขึ้นมาหน่อย พ่อ (บุญโทน คนหนุ่ม) ก็เริ่มให้ไปหัดไดรฟ์กอล์ฟ พัตกอล์ฟ จนอายุ 10 ขวบหนูก็เลิกไป เพราะรู้สึกว่าตัวเองอยู่กับการทำอะไรที่ใช้สมาธินานๆ ไม่ได้

หลังจากหยุดตีกอล์ฟไปนาน หนูเพิ่งจะกลับมาเล่นอีกครั้งในช่วงต้นปี 2560 ที่ผ่านมา เพราะแม่บอกว่าหนูสมาธิสั้น ให้ไปเรียนโยคะหนูก็ไม่ชอบ แม่ก็เลยบอกว่างั้นก็ต้องเลือกกีฬาสักอย่างเพื่อฝึกสมาธิให้ตัวเอง แล้วแม่ก็จับหนูมาไดรฟ์กอล์ฟเหมือนเดิม แต่ยังไม่ค่อยได้ออกรอบเท่าไร เพราะหนูทั้งเรียนทั้งทำงาน ถ้าออกรอบตีกอล์ฟก็ต้องช่วงเย็นๆ หรือไม่มีแดดเลย เพราะเราต้องใช้หน้าตาผิวพรรณทำงานในวงการบันเทิงอยู่ไงคะ”

ลาดา บอกว่า ปีนี้เธออายุย่างเข้า 20 ปีแล้ว ดังนั้นจึงอยากจะตั้งใจตีกอล์ฟแบบจริงจังให้ต่อเนื่องได้สักที

“สำหรับการเตรียมตัวเมื่อกลับมาตีกอล์ฟ สิ่งแรกคือต้องเตรียมร่างกายให้แข็งแรง โชคดีว่าหนูออกกำลังกายด้วยการซ้อมเต้นมาโดยตลอด ร่างกายจึงค่อนข้างแอ็กทีฟ เมื่อไปไดรฟ์กอล์ฟสิ่งที่หนูโฟกัสจริงๆ ก็คือสมาธิ ซึ่งพ่อจะบอกเสมอว่าลูกต้องใจเย็นๆ เพราะการตีกอล์ฟต้องมีสมาธิ ต้องมีมารยาท และต้องให้เกียรติผู้เล่นคนอื่น เนื่องจากกีฬาตีกอล์ฟนี้จะสามารถอ่านนิสัยใจคอของผู้เล่นคนอื่นๆ ได้ว่าเขาเป็นอย่างไร ฉะนั้นการทำตามกฎ กติกา มารยาท จึงเป็นเรื่องสำคัญ”

ลาดาบอกว่า ประโยชน์ของการตีกอล์ฟสำหรับเธอก็คือทำให้มีสมาธิและจิตใจนิ่งขึ้น ที่สำคัญยังช่วยให้โฟกัสที่กล้ามเนื้อทุกจุดของร่างกาย และทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นด้วย

“อย่างเวลาที่ซ้อมเต้น บางครั้งตัวเราอาจจะไม่ได้โฟกัสที่กล้ามเนื้อทุกจุด แต่การตีกอล์ฟนี่มันต้องโฟกัสกล้ามเนื้อให้ถูกจุดค่ะ ถึงจะสามารถตีได้ดี แล้วยังสร้างความแข็งแรงให้ข้อต่อส่วนอื่นๆ ในร่างกายด้วยค่ะ แต่การตีกอล์ฟก็สามารถทำให้บาดเจ็บได้ ถ้าวางท่าทางไม่ถูกต้อง สิ่งที่ต้องระวังก็คือการตีโดยใช้วงสวิงผิด ก็อาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ ยอก หรือปวดได้เช่นกัน ดังนั้นก่อนตีกอล์ฟจึงควรยืดแขน ลำตัว และหลังกับไม้กอล์ฟเสียก่อน และเมื่อตีเสร็จก็ควรยืดเหยียดกล้ามเนื้ออีกครั้ง ก็จะช่วยคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นได้

ในหนึ่งเดือนหนูจะไปไดรฟ์กอล์ฟมากสุด 2-3 ครั้ง ส่วนใหญ่จะไปตอนเย็นๆ หลังเลิกเรียน หนูคิดว่าน่าจะตีกอล์ฟไปเรื่อยๆ ถ้ามีเวลามากกว่านี้ก็อยากจะไปออกรอบกับสมาชิกในครอบครัวบ่อยๆ เรียกว่านอกจากการออกกำลังกายด้วยการซ้อมเต้นแล้ว ตอนนี้การตีกอล์ฟก็เป็นกีฬาอีกอย่างที่หนูเล่นบ่อยที่สุดแล้ว คือหนูอยากพิสูจน์ให้รู้ด้วยตัวเองค่ะ เพราะเท่าที่สังเกตคนที่ออกรอบตีกอล์ฟส่วนใหญ่แล้วเขาดูอารมณ์ดี มีความสุขกันทุกคนเลย หนูจึงอยากรู้ว่าการตีกอล์ฟนี่มันจะทำให้เราแฮปปี้จริงหรือเปล่า” (หัวเราะ)

ลาดาเสริมว่า การตีกอล์ฟแตกต่างจากการซ้อมเต้นที่เธอถนัด เนื่องจากกอล์ฟต้องมีการวางแผน มีการคิด และคำนวณว่าเกมจะออกมาในรูปแบบไหน

“เมื่อก่อนหนูจะตีแบดมินตันด้วย แต่ตอนนี้ไม่ค่อยได้ตีแล้ว ที่จริงกีฬาอีกอย่างที่ชอบก็คือว่ายน้ำ แต่พอว่ายบ่อยๆ ผิวก็เสีย ผมก็เสีย หนูก็เลยหันมาตีกอล์ฟช่วงเย็นๆ แทนค่ะ ในอนาคตถ้ามีโอกาสก็อยากจะลองเรียนขี่ม้าดูด้วย คือตอนที่หนูเด็กๆ มีเพื่อนคุณพ่อเปิดคอกม้าอยู่ที่ต่างจังหวัด แล้วพ่อถามว่าอยากขี่ม้าไหม แต่ด้วยความที่เป็นเด็ก หนูเลยตอบว่าไม่ดีกว่า เพราะม้ามันตัวใหญ่และดูน่ากลัว พอถึงวันนี้ก็มานั่งเสียดาย เพราะไม่มีเวลาไปเรียนแล้วไง แต่ถ้ามีโอกาสเมื่อไรก็อยากฝึกขี่ม้านะ เพราะในอนาคตมันสามารถนำมาใช้ในการแสดงของเราได้”

ลาดาทิ้งท้ายว่า สำหรับการเต้นนั้นแม้เธอไม่เคยเรียนอย่างจริงจังมาก่อน แต่ก็ชอบเต้นมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะชอบร้องเพลงจังหวะเร็วๆ สนุกๆ ยิ่งพอได้มาเป็นศิลปินฝึกหัดในค่ายอาร์สยามจึงต้องเรียนเต้นอยู่ 1 ปี จนต่อยอดไปสู่การออกกำลังกายด้วยการเต้นซุมบ้าซึ่งก็ไม่ยากมากนัก แถมยังช่วยในเรื่องการคาร์ดิโอให้ร่างกายอีกด้วย ดังนั้นเคล็ดลับของการมีรูปร่างและบุคลิกภาพที่ดี เธอจึงยกให้การตีกอล์ฟและการเต้นเลยละ

ที่ผ่านมาลาดามีซิงเกิ้ลออกมา 2 เพลง คือ “แชะ แชะ (อยากเซลฟี่กับเธอ)” และ “อย่าปากดี เดี๋ยวมีจูบ”(สโมสรมินิ) และกำลังจะมีซิงเกิ้ลใหม่เป็นเพลงเร็วแนวแดนซ์ในช่วงเดือน ก.พ.นี้ ติดตามได้ที่ Youtube : R Siam Music, IG : Lada_RSiam ทางช่อง 8 และทางช่องสบายดีทีวี

วรวัฒน์ ศรีธรรมบุตร ชีวิตมีสุข ด้วยศาสตร์พระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 ม.ค. 2561 เวลา 09:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536520

วรวัฒน์ ศรีธรรมบุตร ชีวิตมีสุข ด้วยศาสตร์พระราชา

โดย วรธาร

ย้อนไปวันที่ 7-8 ต.ค. 2560 โครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน ปีที่ 5 โดยบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ร่วมกับสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติที่มีและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้เดินทางไปทำกิจกรรมเอามื้อสามัคคี ครั้งที่ 3 ณ พื้นที่นาของ “แสวง ศรีธรรมบุตร” เกษตรกรบ้านนาเรียง ต.ตาดทอง อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี

ชาวบ้านนาเรียง ตลอดจนหมู่บ้านใกล้เคียง ใน ต.ตาดทอง และตำบลใกล้เคียงต่างรู้จัก “แสวง” หรือที่คนมักเรียกว่า “ลุงแสวง” เป็นอย่างดี ในความเป็นเกษตรกรคนเก่งผู้พลิกฟื้นผืนดินที่ไม่สามารถปลูกผักและพืชต่างๆ ได้เนื่องจากเป็นดินปนหิน แต่สามารถพลิกฟื้นพื้นที่ 31 ไร่ ของตัวเองให้เป็นพื้นที่เขียวขจีได้

มีทั้งไม้ยืนต้นกว่า 200 ชนิด อาทิ ไม้สัก ยางนา เต็งรัง ประดู่ ไม้ผลกินได้อีกหลายร้อยต้น และพืชผักสวนครัวอีกประมาณ 10% ในพื้นที่ 31 ไร่ ล้วนแล้วแต่เป็นพืชผักออร์แกนิก ปลอดสารพิษ ไม่มีการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง แต่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพ นอกจากนี้ยังมีแหล่งน้ำใช้ตลอดทั้งปี มีทั้งเลี้ยงปลา เป็ด และไก่ เรียกว่ากับข้าวไม่ต้องซื้อ

เครื่องมือสำคัญที่แสวงใช้พลิกฟื้นพื้นที่จนสามารถปลูกพืชผักต่างๆ จนประสบความสำเร็จคือ “ศาสตร์พระราชา” อันได้แก่ หลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 นั่นเอง แต่ความสำเร็จที่ปรากฏในปัจจุบันอาจไม่เกิดขึ้นหากไม่มี “วัฒน์” วรวัฒน์ ศรีธรรมบุตร ลูกชายคนเดียวที่เป็นผู้จุดประกายและชักนำให้พ่อของเขารู้จักศาสตร์พระราชา

วันนี้มาจักหนุ่มผิวเข้มร่างกายแข็งแรงคนนี้ว่า ก่อนนี้เขาทำงานอะไร ที่ไหน และได้นำพาคุณพ่อของเขาให้รู้จักศาสตร์พระราชาได้อย่างไร ทำไมชีวิตเขาทุกวันนี้ถึงแม้มีหนี้แต่ใจก็ยังเปี่ยมด้วยความสุข

วัฒน์ เล่าชีวิตให้ฟังว่า หลังเรียนจบ ปวส.แล้วได้ไปทำงานที่กรุงเทพฯ นาน 10 ปี และเพิ่งลาออกจากงานได้ 2 ปี เพื่อมาช่วยพ่อทำเกษตรที่บ้าน ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ไม่ยากเพราะเป็นเป้าหมายที่คิดไว้แล้วสักวันจะต้องกลับบ้านไปทำการเกษตรที่ตัวเองชอบ เพียงแต่เวลานั้นจะมาถึงเมื่อไหร่แค่นั้น พอบริษัทที่ทำงานต้องการลดพนักงานจึงได้ยื่นใบลาออกทันที

“ความจริงงานที่ผมทำ (เริ่มจากช่างเทคนิคเกี่ยวกับแม่พิมพ์แล้วเป็นโปรแกรมเมอร์เงินเดือน 4 หมื่นบาท) ยังเป็นตำแหน่งงานที่สามารถหางานที่ใหม่ได้ อีกอย่างมีเพื่อนและคนรู้จักแนะนำหลายที่แต่ผมไม่เอาแล้ว มองว่าชีวิตการทำงานในกรุงเทพฯ ตลอด 10 ปีเป็นการทำงานหาเลี้ยงชีพไปวันๆ ไม่มีเป้าหมายและไม่มีความมั่นคงโดยเฉพาะทางการเงินและความสุข แถมยังเป็นหนี้บัตรเครดิต ผมจึงตัดสินใจกลับบ้านพร้อมหนี้บัตรเครดิตจำนวนหนึ่งและหวังจะลบมันทิ้งด้วยการทำเกษตรที่ผมเชื่อมั่น”

วัฒน์ ย้อนชีวิตช่วงอยู่กรุงเทพฯ ว่า เวลาว่างเขามักจะเข้าอินเทอร์เน็ตเปิดยูทูบหาความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรจากคนที่เป็นปราชญ์ทางด้านเกษตรหลายต่อหลายคน แต่คนที่โดดเด่นมากคือ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออาจารย์ยักษ์ เจ้าของศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จ.ชลบุรี (ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์) จากนั้นจึงได้ตามอาจารย์ยักษ์เปิดดูคลิปของอาจารย์มาตลอด

“ผมตามอาจารย์ยักษ์มาได้ 6 ปี กับอีก 2 ปีที่ออกจากงานมาช่วยพ่อ รวม 8 ปี แค่ดูคลิปของท่านผมก็ได้ความรู้มากมายเลย ทั้งเรื่องดิน เรื่องน้ำ ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง หรือโคก หนอง นาโมเดลที่อาจารย์กำลังขับเคลื่อนไปทั่วประเทศกับทางบริษัทเชฟรอนตลอดจนภาคราชการและประชาชน

อาจารย์ยักษ์บอกว่าในการทำเกษตรสิ่งสำคัญอันดับแรกต้องเตรียมน้ำก่อน ถ้าน้ำพร้อมเรื่องอื่นไม่ยาก ผมเลยโทรบอกพ่อให้ขุดบ่อเก็บน้ำในนาและเลี้ยงปลา ถือเป็นโชคดีที่พ่อชอบเกษตรเหมือนกัน ท่านเลยขุดทั้งหมด 9 บ่อ แต่ไม่ได้ขุดทีเดียว ทยอยขุดมาเรื่อยๆ คนอื่นขุดให้บ้างแต่เป็นการแลกกัน เขาเอาดินเราได้บ่อ ขุดด้วยเงินเราบ้าง หลังๆ ราชการมาช่วย

พอขุดบ่อแล้ว (ยังไม่ครบ 9 บ่อ) ผมแนะนำพ่อให้ไปเรียนกับอาจารย์ยักษ์ที่มาบเอื้อง จ.ชลบุรี จากนั้นพ่อกลับมาแอ็กทีฟมาก มีการขุดคลองไส้ไก่ ทำโคกหนองนา อยู่ 2-3 ปี แล้วผมก็ออกจากงานมาช่วย สิ่งที่ผมทำกับพ่อและครอบครัวคือ การปรับปรุงดินให้สามารถเพาะปลูกได้โดยใช้เวลาเกือบ 2 ปี”

วัฒน์ กล่าวว่า ตอนนี้ดินที่นาปลูกอะไรก็ขึ้นงามเขียวขจีมีต้นไม้ 200 กว่าชนิด เช่น ไม้ยางนา สัก ประดู่ พยุง เต็งรัง เป็นต้น จนได้ป่ามาส่วนหนึ่ง ปลูกอะไรลงไปก็จดบันทึกไว้ ส่วนที่กินได้เยอะมาก มะนาว 300 ต้น (4 พันธุ์) กล้วย มะละกอ เป็นร้อยๆ ต้น มะม่วง 200 ต้น พันธุ์มหาชนก ส่วนใหญ่เขาส่งออกญี่ปุ่นกันแต่ของเขาเพิ่งปลูกได้ 3 ปี รวมทั้งพืชผักสวนครัวอีกมากมาย

“ทั้งหมดนี้ใช้ศาสตร์พระราชาอย่างเดียว ผลผลิตที่ได้แจกฟรีก่อนเลย ใครมาที่นาผม อยากกินอะไรเอาไปเลย ผมเน้นแจกก่อน เรื่องขายค่อยว่าทีหลัง อาจารย์ยักษ์บอกว่าศาสตร์พระราชาต้องเดินทีละก้าว ต้องแจกก่อนทำบุญก่อน แล้วขายก็ไม่สาย แล้วเวลาขายคนก็จะมาอุดหนุนเอง”

วัฒน์ เล่าว่าต่อ รายได้ที่เข้ามาในครอบครัวในช่วงนี้ หลักๆ มาจากการเพาะพันธุ์ไม้ขาย มีทั้งไม้ผล เช่น ตอนกิ่งมะนาวขาย เพาะพันธุ์มะละกอ และอื่นๆ ส่วนไม้ยืนต้น เช่น ยางนา จะขายดีมากจนเพาะไม่ทัน หรือใครต้องการซื้อปลาก็จับให้ได้ในบ่อมีเยอะ อีกรายได้หนึ่งมาจากขายดินสำหรับปลูกพืชทุกชนิด

“ชีวิตตอนนี้แตกต่างจากตอนอยู่กรุงเทพฯ ถึงหนี้สินยังมีอยู่แต่ความสุขเพิ่มขึ้นมากครับ ตอนอยู่กรุงเทพฯ ทำมาหากินไปวันๆ ไม่มีเป้าหมายชีวิต ไม่มีความมั่นคง และไม่ค่อยมีความสุข ของกินอะไรๆ ก็แพง มะนาวตอนอยู่กรุงเทพฯ ผมซื้อกินลูกละ 10 บาท มาเกือบ 2 ปี แต่อยู่บ้านผมแจก มันต่างกันเยอะ บอกเลยว่าตอนนี้ทุกคนในบ้านมีแต่รอยยิ้ม พ่อ แม่ เมีย ถึงมีหนี้ก็ยิ้มได้เพราะอีกไม่นานก็หมดแล้ว”

So Hum Mantra Meditation : โซ ฮัม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 11:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536408

So Hum Mantra Meditation : โซ ฮัม

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

มนตรา โซ ฮัม แปลว่า ฉันคือ สิ่งนั้น So แปลว่า “That” และ Humแปลว่า “I” เมื่อรวมกัน จึงแปลว่า I’m that ซึ่งคำว่า “That” เป็นตัวแทนของจักรวาล Universe ดังนั้นมนตรานี้จึงเป็นสัณลักษณ์ที่บอกกับเราในความเป็นจริงของธรรมชาติ ว่าเราติดต่อและเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ของจักรวาล

การสวดมนตราเป็นเทคนิคการทำสมาธิแบบเรียบง่ายและ

เบื้องต้น โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีสมาธิสั้น การสวดมนตราสั้นๆ เป็นวิธีโบราณที่คลาสสิกที่สุด เป็นเครื่องมือที่จะส่งให้จิตใจที่ฟุ้งซ่าน ค่อยๆ เงียบลงช้าๆ ในแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากการสวดจะเคลื่อนย้ายพลังงานและเชื่อมโยงพลังของธรรมชาติเข้าด้วยกันวิธีปฏิบัติ

หาสถานที่ที่เงียบสงบ หรือในป่าเขา ท่ามกลางธรรมชาติ โดยจะนั่งที่โขดหินที่พื้นหรือบนเก้าอี้ก็ได้ นั่งหลังตรง หลับตา ส่งความรู้สึกรับรู้ถึงความรู้สึกภายในดึงจิตกลับเข้าสู่กาย ปล่อยใจให้ว่าง นิ่ง สงบ โฟกัสที่ลมหายใจ เข้า-ออก รับรู้ถึงลมที่ผ่านจมูกลึกลงไปในช่องท้องของเรา

ขณะที่หายใจเข้า เปล่งหรือสวดคำว่า โซ So ในใจ หรือจะสวดแบบออกเสียงได้ยิ่งดี รับรู้ถึงจักรวาลอันไกลโพ้น ที่ยิ่งใหญ่ที่สร้างสิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิต จากนั้น

ขณะที่หายใจออก สวดคำว่า ฮัม Hum ในใจหรือจะสวดแบบออกเสียงก็ได้ ซึ่งสำหรับผู้ฝึกหลายๆ คน การสวดแบบออกเสียงจะรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนของมนตราได้ง่ายกว่าขณะที่เราสวดมนตราให้รับรู้ถึงตัวเราพลังชีวิตของตัวเรา ว่าเราและพลังงานในจักรวาลนั้นล้วนเชื่อมโยง เกื้อหนุน และเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ผ่านความรักความเมตตา ความดีงาม ความบริสุทธ์ิให้แผ่ขยาย จากตัวเรา สู่จักรวาล และดูดซับพลังเหล่านั้นให้เลื่อนไหลผ่านเข้ามาในหัวใจ และถ่ายทอดออกกลับคืนไปสู่จักรวาลอีกครั้ง

เมื่อเราสวดมนตราหลายๆ รอบ จนกระทั่งเกิดพลังแห่งความนิ่งสงบ มนตราจะละลายเข้ามากลายเป็นส่วนหนึ่งของเราแล้วมนตรานั้นก็จะหายไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือจิตสำนึกที่บริสุทธิ์ เพราะเราใช้มนตราน้อมนำความสงบเข้ามาและไม่ว่าจะเวลาใดที่ไหน ขอให้พลังแห่งสมาธิคงอยู่กับเราในทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่เราทำ จงเฝ้าระวังและให้การมีสติกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเราตลอดไป…นมัสเต

‘จับมือลูกเดินไปพร้อมกับงานที่เรารัก’ อัมพิกา ชาญวิริยะวุฒิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 10:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536394

‘จับมือลูกเดินไปพร้อมกับงานที่เรารัก’ อัมพิกา ชาญวิริยะวุฒิ

โดย จุฑามาศ นิจประพันธ์ ภาพ : อัมพิกา ชาญวิริยะวุฒิ

เมื่อก่อนเราอาจจะคิดว่า การทำทีละอย่างโดยไม่ปะปนกันจะทำให้สิ่งๆ นั้นออกมาดีที่สุด แต่กับ “เติ้ล” อัมพิกา ชาญวิริยะวุฒิ คุณแม่ผู้รักในการทำงาน เธอกลับมีวิธีจัดการระหว่างงานที่เธอรักและลูกที่เธออยากดูแลได้อย่างลงตัว

การทำงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท เดนท์สุ อีจิส เน็ตเวิร์ค ซึ่งแม้ว่าจะมีงานรัดตัวจนมีเวลาค่อนข้างน้อยกว่าคนอื่น แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เธอสามารถพาลูกสาวคนเดียวไปทำงานด้วยตั้งแต่อายุ 10 เดือน เพราะเธอเชื่อว่าสามารถทำสองอย่างนี้ควบคู่กันไป

 “ต้องเท้าความก่อนว่า เติ้ลเป็นคนทำงานหลัก แล้วต้องดูแลน้องแอนนาไปด้วย ซึ่งงานของเติ้ลส่วนหนึ่งบางครั้งก็ต้องไปต่างจังหวัดในช่วงเสาร์-อาทิตย์ ส่วนวันธรรมดาน้องสาวและคุณแม่จะเป็นคนช่วยดูแล แต่ก็พยายามจัดการเวลาไปทำงาน โดยการไปเช้าและกลับเร็ว พยายามเคลียร์งานให้เสร็จ จัดการทุกอย่างภายในเวลาทำงานให้มากที่สุด

ส่วนที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องไปเวิร์กช็อปก็จะถือโอกาสพาน้องแอนนาไปด้วย ถ้าในทริปที่คุณแม่และน้องสาวไปได้ก็จะฝากในช่วงระหว่างวัน ส่วนช่วงเย็น ถ้ามีเวลาก็จะใช้เวลาอยู่กับเขา หรือพาเขาเข้าร่วมในเวิร์กช็อปด้วย”

 นอกจากนี้ เธอมักจะพาลูกสาวไปเที่ยวที่ออฟฟิศ

 “เรียกง่ายๆ ว่าน้องแอนนาเป็นเด็กที่โตในออฟฟิศ” เธอกล่าวต่อ เนื่องจากองค์กรที่เธอทำงานอยู่สามารถพาลูกมาด้วยได้ อีกทั้งองค์กรสมัยนี้เริ่มเข้าใจในบทบาทของคุณแม่ที่ต้องทำงานมากขึ้น

เติ้ล อัมพิกา ยังกล่าวด้วยว่า ผลจากการพาน้องแอนนาไปทำงานทำให้ลูกสาวค่อนข้างโตกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ซึ่งบางครั้งคนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีความคิดที่จะพาลูกเข้ามาในชีวิตการทำงาน เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเข้ากันได้

 บางคนกังวลว่าการพาลูกหรือครอบครัวเข้ามา จะดูไม่มืออาชีพหรือเปล่า แต่เธอกลับมองว่าการทำถูกที่ถูกเวลา ถูกจังหวะ และถูกกาลเทศะ ลูกจะได้ประโยชน์และจะเข้าใจบทบาทในแง่ของการเข้าสังคม และไม่ค่อยมีปัญหาในแง่ปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ด้วย

“มีช่วงหนึ่งเติ้ลต้องไปทำงานที่ฮ่องกง ซึ่งเป็นงานที่รักมาก แต่มีจุดที่ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกงานหรือเลือกลูก สุดท้ายเติ้ลตัดสินใจทิ้งงานเพื่อกลับมาหาลูก เพื่อใช้เวลากับลูกมากขึ้น แต่ถ้ากลับไปคิดใหม่ มันน่าจะมีวิธีการบริหารจัดการได้ เติ้ลเข้าใจว่าคุณแม่ที่ต้องทำงาน โดยเฉพาะคนที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กดดัน มีภาระที่ต้องเป็นคนดูแลลูกอย่างนี้ อาจมองว่าอย่าพยายามแยกเรื่องงานกับเรื่องครอบครัวออกจากกันร้อยเปอร์เซ็นต์

 แต่บางทีมันมีเส้นบางอย่างที่เบลอๆ แล้วมันสามารถรวมด้วยกันได้ เราต้องพยายามหามุม หาจุดว่าทำอย่างไรถึงจะเข้าหากันได้อย่างเหมาะสม มันมีมุมที่ทำให้ลูกเข้าใจในบทบาทเราได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันเราต้องไม่ละเลยในบทบาทการเป็นคุณแม่ อย่าพยายามกดดันตัวเอง หาจุดที่มันพอจะรวมกันได้ พยายามหาองค์กรที่เข้าใจ หรือหางานที่สามารถจัดการเรื่องเหล่านี้ได้บาลานซ์ที่สุด”  เธอกล่าวทิ้งท้าย

ทุกวันนี้แม่เติ้ลยังพาลูกสาววัย 12 ปี ไปออฟฟิศด้วยกัน ทำให้เธอได้ทำงานที่รักและลูกยังได้เปิดโลกทัศน์ รวมถึงสร้างมุมมองมิติการใช้ชีวิตในอนาคตได้อย่างดีเยี่ยม

องอาจ กิตติคุณชัย นั่งสมาธิดีต่อใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 10:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536391

องอาจ กิตติคุณชัย นั่งสมาธิดีต่อใจ

โดย  พรสวรรค์ นันทะ

การจะประสบความสำเร็จในธุรกิจมูลค่าร้อยล้านพันล้านบาทได้อย่างยั่งยืนและแข็งแกร่ง นักธุรกิจมักผ่านอุปสรรคเป็นบททดสอบก่อนเสมอ จึงสามารถยืนหยัดมาได้

หนึ่งในนักธุรกิจที่ฝ่าฟันอุปสรรคผ่านประสบการณ์ร้อนหนาวมามาก แต่ก็ยังประสบความสำเร็จได้ระดับหนึ่งแล้วนั้น ควรนับ องอาจ กิตติคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันสวีท (SUN) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานด้วย

องอาจ เล่าถึงวิธีผ่อนคลายที่ทำให้เขามีสติและยืนหยัดต่อสู้กับอุปสรรคจนมามีวันนี้ได้ว่า ช่วงที่เจอมรสุมชีวิตเขาก็หาทางออกผ่อนคลายหลายวิธี เริ่มจากการนั่งสมาธิ เข้าคอร์สและฝึกมาตั้งแต่ช่วงปี 2541-2543 ซึ่งมีผู้ใหญ่ที่นับถือท่านหนึ่งแนะนำให้ทำ เพื่อขจัดขยะในหัว ทำให้โล่งโปร่งสบาย

“จะคิดอ่านอะไรก็คิดออกง่าย การนั่งสมาธิมันเหมือนเราอาบน้ำแปรงฟันทุกวัน ยิ่งวันที่ทำงานหนักๆ ยิ่งต้องทำเลย ดังนั้น ผมจึงพยายามจัดเวลานั่งสมาธิให้ได้บ่อยๆ อย่างน้อยวันละ 20 นาที”

นอกจากนี้ การผ่อนคลายอื่นคือการเล่นกอล์ฟบ้าง แต่เมื่อหลายเดือนก่อน องอาจเจ็บหัวไหล่จึงพักการเล่นไปว่ายน้ำออกกำลังกาย และวิธีสุดท้ายที่ทำมาตลอดคือ การจดบันทึกเรื่องราวที่ทำทุกวัน

“จดสิ่งที่คิดและจดสิ่งที่รับรู้ว่ามีประโยชน์ก็จะจดไว้กันลืม รวมไปถึงจดสิ่งที่ได้เริ่มต้นทำไปแล้ว และสิ่งที่คิดได้ว่าควรทำ หรือเรื่องราวที่คิดไว้และได้ทำไปแล้ว เช่น เมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว พาคุณแม่วัย 97 ปี และครอบครัวไปเที่ยวที่ชะอำ และไปโรดโชว์ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ก่อนจะเข้า เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้บันทึกเรื่องราวไว้

การนั่งสมาธิและปฏิบัติให้ได้อยู่เสมอ ช่วยให้ผมรู้สึกปลอดโปร่ง รู้สึกโล่ง มีสติเสมอ การทำสมาธิช่วงแรกๆ ที่ทดลองทำต้องยอมรับว่ายาก เหมือนใครบอกเราไปโดดตึกสูง ไม่ชอบ ไม่อยากทำ คิดเยอะ แต่พอทำได้และเข้าใจกับมัน มันช่วยให้เรามองสิ่งต่างๆ ที่เป็นไปได้ดีขึ้น ทำให้ผมเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ และมีสุขภาพที่ดีด้วย

ที่สำคัญมันทำให้ผมไม่เดือดดาลกับธุรกิจมากเกินไป สมัยก่อนจะฝึกสมาธิ ธุรกิจกำไรน้อยจะกังวลมาก แต่ปัจจุบันธุรกิจจะกำไรมากบ้าง น้อยบ้าง ไม่เป็นไร ได้เท่าไรก็แบ่งปันกัน แค่ตั้งใจบริหารงานและทำให้ดีที่สุดก็พอ และเมื่อมีกำไรก็อยากแบ่งปันกับสังคมด้วย

ใครยังไม่ลองฝึกนั่งสมาธิผมแนะนำเลยนะ เช่นเดียวกับการออกกำลังกาย เราควรเลือกวิธีออกกำลังกายสักวิธีที่เหมาะกับเรา ถ้าทำได้แล้วเราจะสบายผ่อนคลายได้จริงๆ” องอาจ กล่าวพร้อมรอยยิ้มสดใส

ว่าไปแล้ว องอาจเพิ่งนำธุรกิจที่ปั้นมากับมือเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2560 โดยเขามองว่าธุรกิจอาหารพร้อมรับประทาน โดยเฉพาะอาหารที่มีคุณภาพ สะดวก สะอาด ที่ขายในราคาที่คนเข้าถึงยังมีแนวโน้มเติบโตได้ ตามแนวโน้มคนรักสุขภาพที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ บวกกับจำนวนประชากรที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ถ้าคัดสรรสินค้าให้ดีมีคุณภาพได้จริง เชื่อว่าจะเติบโตได้แน่นอน ไม่เฉพาะในประเทศ แต่จะขยายไปสู่ต่างประเทศมากขึ้นอีก จากปัจจุบันที่สินค้าของ SUN ขายในต่างประเทศในสัดส่วน 80% อีก 20% ในอนาคตหากสามารถระดมทุนได้ตามแผน และธุรกิจเติบโตดีอย่างที่คาดไว้ เขายังเตรียมจะต่อยอดธุรกิจไปยังซูเปอร์ฟู้ด หรืออาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ รวมทั้งอาจช่วยรักษาโรคบางอย่างได้ด้วย เช่น ถั่ว งา ธัญญาหารอื่นๆ เป็นต้น เนื่องจากเป็นเทรนด์ของโลกที่คนเริ่มหันมารับประทานอาหารที่มีคุณภาพเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

“ทุกวันนี้คนอายุยืนขึ้นและรักษาสุขภาพมากขึ้น เน้นกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ปรุงแต่งน้อยหรือไม่ปรุงแต่งเลย เรื่องนี้ทำให้ผมเลือกมองหาช่องทางต่อยอดผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตร ด้วยโจทย์ที่เริ่มต้นว่าต้องเป็นพืชที่มีมากพอที่จะผลิตได้ตลอดปี ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ แต่คนส่วนใหญ่เข้าถึงด้วยราคาที่ไม่แพงมาก จึงมาลงตัวที่ข้าวโพดหวาน ปัจจุบันสินค้าเราได้รับการยอมรับในต่างประเทศมากขึ้น ทั้งเกาหลีและญี่ปุ่น ส่วนในไทยก็เริ่มหาช่องทางขายปลีกผ่านร้านเซเว่นอีเลฟเว่นแล้ว” องอาจ กล่าว

เขาเล่าว่า ธุรกิจอาหารในปัจจุบันมีความโชคดีที่มีเทคโนโลยีมาช่วยต่อยอด อยู่ที่ว่าจะต่อยอดอย่างไร? ให้ของที่มีประโยชน์เหล่านี้เป็นอาหารพร้อมรับประทานแต่มีประโยชน์

“อนาคตอาจเห็นการนำวัตถุดิบธัญญาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งผ่านงานวิจัยพัฒนาจนสามารถออกมาจำหน่ายมากขึ้น เหมือนฟาสต์ฟู้ดที่มีขายทั่วไปก็เป็นได้ เพราะผมคิดว่ายังมีช่องทางการทำธุรกิจอีกมากที่ไม่จำเป็นต้องไปเบียดเบียนสิ่งมีชีวิต กระทั่งบัญญัติไว้เป็นหลักปฏิบัติส่วนตัว

อย่างการทำงานจะเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่ว่า แต่ต้องทำแล้วมีความสุขเหมือนธุรกิจอาหาร ถ้าคัดสินค้าดีมีคุณภาพ คนซื้อไปกินก็มีความสุข ธุรกิจอาหารจึงต้องเน้นสะอาด ปลอดภัย ราคาที่คนเข้าถึง”

อย่างไรก็ดี กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ องอาจก็เรียนรู้และแก้ไขมาไม่น้อย ชีวิตเริ่มต้นทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นคนงานในโรงงานย่านสมุทรปราการตั้งแต่อายุ 15-16 ปี เก็บเงินก้อนได้ก็มาเป็นพ่อค้าผลไม้รถเร่และขายส่งผลไม้ ทำอยู่นานจนได้รับความเชื่อถือจากลูกค้า ด้วยความที่ใส่ใจคัดคุณภาพสินค้าดีมาขาย เก็บหอมรอมริบมาจนมีทุนตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตร

แต่ก็มาเจอวิกฤตในชีวิตช่วงต้มยำกุ้งปี 2540 ธุรกิจแทบล้มครืน ติดหนี้สินจำนวนมาก ถูกทวงหนี้แต่ไม่จ่าย ต้องก้มหน้ารับสภาพก็หลายครา ลำบากไม่ต่างจากเจ้าของธุรกิจอื่นในสมัยนั้น กว่าจะกลับมายืนได้ใหม่ไม่ง่ายเลย

การออกกำลังกาย เป้าหมาย วินัย และความมุ่งมั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 09:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536387

การออกกำลังกาย เป้าหมาย วินัย และความมุ่งมั่น

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล      sopitasavang2010@gmail.com

หนุ่มสาวออฟฟิศในยุคปัจจุบันหันมาสนใจใส่ใจและดูแลสุขภาพกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นในทุกช่วงเย็นหลังเลิกงานไปจนมืดค่ำ ฟิตเนสของบริษัทต่างๆ ก็จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนวัยทำงานที่เข้ามาใช้บริการอย่างเนืองแน่น

การออกกำลังกาย หมายถึงกิจกรรมที่ทีกระทำแล้ว ทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี มีความฟิต ทำให้กล้ามเนื้อ หัวใจ และหลอดเลือดแข็งแรง ป้องกันโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็ง

หยิบข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ การออกกำลังกาย : แนวทางการออกกำลังกายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (Exercise concepts for healthy lifestyle) ซึ่งเขียนโดย ผศ.ดร.นพ.ภาสกร วัธนธาดา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬาและการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวในเว็บไซต์หาหมอ อธิบายว่า

การออกกำลังกาย (Exercise) คือ กิจกรรมที่มีการวางแผนเป็นลำดับขั้น เพื่อเพิ่มความฟิตของร่างกายโดยรวมตัวอย่างเช่น การวิ่งจ๊อกกิ้ง การปั่นจักรยาน ฯลฯ และการวางแผนที่กล่าวถึงนี้จะมีรายละเอียด เช่น ระยะเวลา ความหนัก และความถี่ ของการออกกำลังกาย

 เมื่อร่างกายมีความฟิตมากขึ้น แผนการออกกำลังกายในส่วนของระยะเวลา ความหนัก และความถี่ ก็สามารถปรับเพิ่มให้เหมาะสม เพื่อส่งผลให้เพิ่มความฟิตที่มากขึ้นและสุขภาพที่ดีขึ้นเช่นกัน

 เพราะฉะนั้นเมื่อถามถึงเป้าหมายการออกกำลังกายคืออะไร? เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น เพื่อการลดน้ำหนัก เพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้ดูฟิตแอนด์เฟิร์ม ซึ่งแต่ละคนก็มีเป้าหมายที่แตกต่างกันไป

การกำหนดเป้าหมายจะช่วยทำให้รู้ทิศทางว่าควรออกกำลังกายแบบใด และเป็นการกระตุ้นสร้างกำลังใจให้ถึงเป้าหมาย

ชากร ศรีสุนทร ผู้จัดการแผนกสุขภาพและฟิตเนส จากฟิตเนส เฟิร์ส สาขาไลฟ์เซ็นเตอร์ กล่าวว่า ควรตั้งเป้าหมายของการออกกำลังกาย เพราะการกำหนดเป้าหมายเปรียบเสมือนการสร้างแรงบันดาลใจ หรือแรงจูงใจในการที่จะลงมือทำอะไรสักอย่างให้ได้ตามที่ตั้งไว้

 คล้ายกับการตั้งเข็มทิศว่าจะไปในทิศทางไหนและมุ่งไปในทิศทางนั้น ข้อดีของการกำหนดเป้าหมาย คือ

1.ทำให้ไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

2.มีแบบแผนที่ชัดเจนในการลงมือทำ (รูปแบบการฝึก)

3.มีระยะเวลา (Timeline) ที่ชัดเจนและเหมาะสม

4.ประสบความสำเร็จในการออกกำลังกาย

หลักในการกำหนดเป้าหมายต้องคำนึงถึงว่าสามารถเกิดขึ้นได้จริง อาจจะกำหนดเป้าหมายในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว แต่ละช่วงจะมีไทม์ไลน์ เช่น ระยะสั้นอยู่ที่ 3-6 เดือน ระยะกลางอยู่ที่ 6 เดือน-1 ปี ระยะยาว 1-3 ปี

ทั้งนี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อยตามเป้าหมายนั้นๆ และเมื่อถึงเป้าหมายในทุกระยะก็ควรจะมีการให้รางวัลกับตัวเอง เพื่อให้เป้าหมายประสบความสำเร็จ ควรเลือกออกกำลังกายให้เหมาะกับแต่ละเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่น เป้าหมายเพื่อการลดน้ำหนัก ในเบื้องต้นควรออกกำลังกายให้ครบทุกส่วนของร่างกาย แต่เน้นกิจกรรมที่มีการใช้การเผาผลาญเยอะๆ โดยจะเน้นเรื่องของการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การออกกำลังกายแบบ Functional Training หรือ Dynamic Movement Training ซึ่งเป็นการออกกำลังกายในลักษณะของการเคลื่อนไหวในหลายระนาบ เช่น ลุก นั่ง เดิน ก้ม ย่อ ยืด หมุนตัว ทำให้ร่างกายมีการใช้งานได้ครบทุกส่วน และเพิ่มเติมเรื่องของการควบคุมอาหาร

เป้าหมายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อควรเน้นการออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน Resistance Training อาจจะเริ่มง่ายๆ จากการใช้ Body Weight เช่น Push up, Pull up จนกระทั่งไปถึงการใช้อุปกรณ์ Free Weight (Barbell, Dumbbell, Barbell Squats)

เป้าหมายเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงควรจะเน้นไปในการฝึกแบบ Cardio เพื่อให้หัวใจเต้นเร็วมีการสูบฉีดโลหิตได้ดีขึ้น ถ้าเป็นกีฬาก็เป็นจำพวก วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน

เป้าหมายเพื่อลดสัดส่วนเฉพาะจุดในความเป็นจริงจะไม่สามารถทำได้ เพราะถ้าลดไขมันจะทำให้ทุกๆ ส่วนของร่างกายลดด้วย แต่ถ้าต้องการลดสัดส่วนเฉพาะจุดให้มีความชัดเจนมากขึ้นจะใช้การฝึกแบบ Weight Training เข้ามาช่วย เช่น ถ้าต้องการลดต้นขาควรฝึกท่า Leg Extension และท่า Leg Curl เป็นต้น

เพื่อความสวยงาม หรือร่างกายที่สมส่วน จะเน้นเป็นเรื่องของการเล่น Weight Training ควบคู่ไปกับ Functional Training แต่จะแตกต่างกันตรงความหนักและเวลา

สิ่งสำคัญที่สุดในการออกกำลังกายคือ วินัย ควรออกกำลังกาย 4-5 ครั้ง/สัปดาห์ วันละ 1 ชั่วโมง ถ้าไม่สามารถทำได้อาจจะลดจำนวนเวลาลง หรือเน้นในกิจกรรมที่เป็น Dynamic Movement Training โดยใช้ทุกส่วนของร่างกายในเวลาที่จำกัดประมาณ 25-30 นาที จะทำให้ร่างกายได้เผาผลาญแคลอรีได้เยอะ และควรทำพร้อมกับการควบคุมอาหารด้วย