เอนก พนาอภิชน ซีอีโอชอบความอิสระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 09:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536384

เอนก พนาอภิชน ซีอีโอชอบความอิสระ

โดย ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การวางแผนล่วงหน้าสำหรับชีวิตเกษียณนั้น ไม่จำเป็นว่าต้องทำตอนที่อายุเข้าวัย 60 ปี แล้วค่อยลงมือทำ เพราะสำหรับรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ หรือซีอีโอหนุ่มใหญ่วัย 50 ปี ของอินทัชนั้น

เอนก พนาอภิชน ได้วางแผนชีวิตไว้ล่วงหน้าว่า ไม่ต้องรอให้อายุถึง 60 ปี ก็อยากจะพักเรื่องงานไปใช้ชีวิตตามกิจกรรมที่อยากทำก่อนถึงวัยเกษียณแล้ว

เอนก เล่าให้ฟังว่า วางแผนเรื่องการเออร์ลี่รีไทร์มาก่อน และบอกน้องๆ ที่ทำงานมาโดยตลอด เพราะคิดว่ายังมีอีกหลายกิจกรรมที่สนใจอยากทำ แต่ไม่ได้เป็นเป้าหมายจริงจังแบบคนอื่น

“สิ่งที่ผมมองเป็นหลัก คือเรื่องของการให้เวลากับครอบครัว ด้วยความที่ผมเป็นคนต่างจังหวัดและพ่อแม่อยู่ต่างจังหวัด ทำให้ผมอยากมีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่จะทำคือใช้เวลากับท่านเยอะขึ้น

ผมมีบ้านที่กรุงเทพฯ อยู่แล้ว ก็พยายามจะชวนพวกท่านมาอยู่ที่นี่ด้วยกันมากขึ้น แต่พอชวนท่านมาแล้วกลับไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้านใกล้ชิดกับท่านมากนัก ทำให้เขารู้สึกว่าเราไม่ค่อยอยู่กับเขานะ อีกทั้งมาแล้วก็ไปไหนไม่ได้ ต้องรอให้ลูกกลับมาพาไปข้างนอก

เพราะตอนอยู่ต่างจังหวัด ท่านยังรู้สึกว่ามีสังคม จะไปร้านกาแฟเจ้าประจำก็ได้ มีเพื่อนให้พูดคุยพบเจอ แต่สมาชิกร้านกาแฟที่เป็นเพื่อนกันก็เริ่มหายไปทีละคน เวลาเจอหน้ากันก็คุยแต่เรื่องเจ็บป่วย ทำให้ท่านยิ่งกังวล ทั้งที่คุณพ่อผมเป็นคนแข็งแรงมาก ไม่ค่อยจะป่วยเป็นโรคอะไร แต่ด้วยความที่แวดล้อมด้วยคนป่วย จึงชอบคิดว่าตัวเองป่วยไปด้วย พอไปหาหมอตรวจออกมาว่าไม่ได้เป็นอะไร ท่านก็ยังไม่เชื่อ ก็เลยอยากจะมีเวลาใกล้ชิดกับท่านมากกว่านี้”

นอกจากนั้น เอนกก็มีงานอดิเรกเรื่องการถ่ายภาพ เขาอยากจะไปท่องเที่ยวร่วมกับเพื่อนๆ ที่เออร์ลี่รีไทร์ไปตามสถานที่ต่างๆ

“มีเวลาถ่ายรูปไว้ รวมทั้งก็มองในเรื่องของการเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้บริหารที่อยากจะให้ไปแชร์ประสบการณ์ความรู้ด้านการลงทุนต่างๆ แต่อาจไม่ใช่ทำเต็มตัว ก่อนหน้านี้ก็มีการให้คำแนะนำ แนวคิดและวิธีการแก้ปัญหาให้กับนักลงทุนหรือเจ้าของธุรกิจ ที่ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นสายโทรคมนาคม

ผมแค่แชร์ประสบการณ์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เขาไปเดินหน้าต่อ ซึ่งการที่ผมแชร์ไปนั้นก็ไม่รู้ว่าเขานำไปใช้หรือเปล่า รวมทั้งไม่ได้หวังรายได้จากตรงนั้น”

นอกจากนี้ ด้วยสายงานที่เกี่ยวกับการลงทุนและการเงิน ทำให้เอนกคิดว่าความมั่นคงทางรายได้ในเรื่องของการลงทุนในหุ้นขณะนี้ ก็สามารถใช้ชีวิตบั้นปลายได้อย่างไม่ต้องกังวลแล้ว

“ด้วยความที่ผมเป็นคนโสด ทำให้ผมไม่ได้กังวลเรื่องการเงินที่ต้องมีไว้เผื่อมากนัก ถ้าเซตเซฟตี้เลเวลของเงินที่เก็บ ตอนนี้เป้าหมายก็ถือว่าอยู่ในจุดที่พอใจแล้ว รายได้ที่เข้ามาตอนนี้เป็นส่วนเพิ่มเติมและงอกเงยจากการลงทุน ผมไม่มีหนี้ที่ต้องกังวลและยังให้ความช่วยเหลือครอบครัวได้ แบบไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้คืนหรือไม่ ซึ่งคนที่คิดแบบนี้ได้ไม่ใช่มีแค่ผมนะ แต่เพื่อนๆ หลายคนเออร์ลี่และใช้ชีวิตอิสระได้แล้ว

หลายคนไม่ยึดติดกับองค์กรและอยู่ได้อย่างมีความสุข ทั้งดูแลครอบครัว ออกทริป ปฏิบัติธรรม กลุ่มเพื่อนผมมีความคิดเออร์ลี่กันเยอะ กลุ่มคนที่มีโอกาสและทางเลือกจะเลือกเออร์ลี่ก่อน ซึ่งคนที่มีศักยภาพหลายคนก็เลือกเส้นทางนี้กันมากขึ้น”

สิ่งที่เอนกคิดไม่ได้เพิ่งมาเกิด แต่เป็นการเตรียมพร้อมล่วงหน้า ตั้งแต่สมัยก่อนกับซีอีโอคนเก่าที่อยู่รุ่นเดียวกันและคุยเรื่องนี้กันมาตั้งเยอะ ทว่าเขาเจอปัญหาเรื่องสุขภาพก็เลยหยุดทำงานไปก่อน

“ผมคิดว่าคนเราเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เจอวิกฤตของชีวิตเนี่ย มุมมองชีวิตจะเปลี่ยนไปเลย จะเห็นคุณค่าของสุขภาพเยอะขึ้น เรื่องเงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของชีวิต ผมเชื่อว่าหลายคนที่เปลี่ยนมุมมองเกิดจากเจอวิกฤตของชีวิตเยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นตัวเองหรือคนใกล้ตัวเจ็บป่วย จะเปลี่ยนมุมมองเลย และมุมมองนั้นกลับสร้างโอกาสดีๆ ให้กับเขา

อย่างตอนที่คนรอบข้างอาจพูดให้ตายยังไงก็ไม่เข้าหู แต่พอเจอวิกฤตด้วยตัวเองครั้งเดียว ทุกอย่างเปลี่ยนหมดเลย หรือเรื่องที่เคยปล่อยวางไม่ได้ แต่เมื่อเจอชีวิตที่เหลืออยู่อย่างจำกัดเนี่ย สิ่งที่เคยวางไม่ได้อาจวางได้แบบเฉยๆ เลย”

สุดท้าย เอนก บอกว่า การวางแผนชีวิตก่อนล่วงเข้าสู่วัยเกษียณนั้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นการมองอนาคตอย่างรัดกุมและมั่นคง พร้อมเป็นเป้าหมายที่ทำให้รู้ว่าควรเดินไปในทางใด ซึ่งการวางแผนชีวิตหลังการทำงานหนักมาโดยตลอดจะได้ผ่อนคลายด้วยกิจกรรมและความฝันที่เคยคิดไว้

“ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ต้องมี อยู่ที่ว่าคนคนนั้นจะวางแผนไว้อย่างไร?”

กินให้ครบ 5 หมู่ ยังไม่พอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 ม.ค. 2561 เวลา 15:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536003

กินให้ครบ 5 หมู่ ยังไม่พอ

เรื่อง: ภาดนุ  ภาพ: เอพี

เราได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า ต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และวิตามิน-เกลือแร่ แต่เมื่อถึงยุคนี้แค่กินให้ครบ 5 หมู่เท่านั้นคงยังไม่พอ เพราะยังไม่ได้ช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีหรือห่างไกลโรคได้อย่างแท้จริง สิ่งสำคัญยิ่งไปกว่านั้นอยู่ที่การเลือกกินของเราต่างหากล่ะ

หลายคนอาจนึกสงสัยว่า เหตุใดการกินแฮมเบอร์เกอร์กับน้ำอัดลม กินข้าวผัดกะเพรากับชาเย็น หรือกินผัดซีอิ๊วกับโอเลี้ยง ล้วนต่างก็ให้สารอาหารครบ 5 หมู่เช่นกัน แต่ทำไมถึงไม่ช่วยให้เราห่างไกลโรค และหากกินอาหารแบบนี้เป็นประจำ เราก็อาจจะกลายเป็นโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด หรือโรคไต ได้ในที่สุดอีกด้วย

เพราะอาหารดังกล่าวแม้จะมีสารอาหารครบ 5 หมู่ แต่ก็มีสารอาหารบางอย่างมากเกินไป หรือบางอย่างน้อยเกินไปจนไม่สมดุล ซึ่ง สารอาหารที่เราได้รับมากเกินไปก็คือ โปรตีนจากสัตว์ ไขมันอิ่มตัว น้ำตาล ส่วนสารอาหารที่เราได้น้อยเกินไปก็คือ วิตามิน เกลือแร่ โปรตีนจากพืช กรดไขมันที่จำเป็น และใยอาหาร

ความจริงก็คือ สารอาหารที่มากเกินไปนั้นจะเกิดการตกค้างหรือสะสมในร่างกาย และเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ ได้ ส่วนการได้รับ สารอาหารที่น้อยเกินไป ก็จะทำให้ร่างกายทำงานบกพร่องและทำให้เกิดโรคได้เช่นกัน

1. อาหารราคาแพง อาจจะไม่ใช่อาหารที่ดี

เท่าที่เกริ่นมาผู้อ่านก็คงจะเริ่มมองเห็นภาพออกแล้วว่า อาหารราคาแพงๆ อาจจะไม่ใช่อาหารที่ดีก็ได้ เช่น อาหารอิตาเลียนที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตและไขมันส่วนเกิน สเต๊กราคาแพงที่เต็มไปด้วยโปรตีนจากเนื้อสัตว์และไขมันอิ่มตัว อาหารโต๊ะจีนที่เต็มไปด้วยไขมัน เค้กและเบเกอรี่ที่สวยงามที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ไขมันส่วนเกิน และไขมันทรานส์ ซึ่งล้วนแต่เป็นอันตรายถึงชีวิตทั้งนั้น

ด้วยเหตุนี้เราก็จะได้คำตอบว่า สาเหตุที่คนมีเงินมากชอบกินอาหารราคาแพง แต่กลับมีสุขภาพที่ย่ำแย่ ก็เพราะอาหารแพงๆ ที่พวกเขากินนั้น มีสารอาหารบางอย่างมากไป (คาร์โบไฮเดรต ไขมัน) และมีสารอาหารบางอย่างน้อยเกินไปนั่นเอง (วิตามิน เกลือแร่ ใยอาหาร)

ในขณะเดียวกันอาหารที่คนส่วนใหญ่กิน ทั้งข้าวผัดกะเพรา ผัดซีอิ๊ว ชาเย็น โอเลี้ยง หรือแม้แต่ไก่ทอด หรือพิซซ่า ต่างก็อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตและไขมันส่วนเกิน ซึ่งทำให้สุขภาพย่ำแย่ได้เช่นกัน จึงกล่าวได้ว่าโรคเรื้อรังเป็นโรคที่ไม่แบ่งแยกชนชั้น หากกินอาหารไม่สมดุล ทั้งคนรวยและคนจนก็สามารถเป็นโรคเหล่านี้ได้เหมือนกัน

ในทางตรงข้ามอาหารบางประเภท แม้ว่าราคาอาจจะไม่แพงมาก เช่น ข้าวกล้อง 1 จาน แกงจืดมะระสอดไส้หมูสับ 1 ถ้วย ฝรั่ง 2 ชิ้น มะม่วง 2 ชิ้น น้ำเปล่า 1 แก้ว แต่อาหารมื้อนี้ให้สารอาหารที่ครบถ้วนสมดุลมากกว่า อาหารแบบนี้ต่างหากที่ถือได้ว่าเป็นอาหารที่ดี สรุปง่ายๆ คือ ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ราคาแพงหรือไม่ หากให้สารอาหารครบถ้วนสมดุลก็เรียกได้ว่าเป็นอาหารที่ดี

 

2. กินตามใจ ไปกันทั้งบ้าน

พ่อแม่ส่วนหนึ่งมักจะถามลูกๆ ว่าอยากกินอะไร แล้วก็จะทำอาหารให้กิน หรือมักจะซื้ออาหารที่ลูกชอบ รวมทั้งเวลาไปกินอาหารนอกบ้านก็มักจะเลือกอาหารที่ชอบ หรือเลือกอาหารที่ราคาแพง โดยไม่เคยตั้งข้อสังเกตหรือให้ความสนใจว่า อาหารแต่ละคำ แต่ละมื้อ ที่เรากินเข้าไปนั้น มันมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างไร มีประโยชน์หรือมีโทษต่อร่างกายอย่างไร

การเลือกวิธีกินแบบนี้ จะทำให้เราและคนในครอบครัวขาดสารอาหาร ทั้งๆ ที่กินครบ 3 มื้อ (หรือกินมากด้วย) และได้รับสารอาหารบางอย่างมากเกินไป เพราะข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า เด็กก่อนวัยเรียนมีปัญหาขาดสารอาหารถึงร้อยละ 25 ขณะที่เด็กในวัยเรียนมีปัญหาขาดสารอาหารร้อยละ 20

ในขณะเดียวกันบางคนที่เลี้ยงสุนัขกลับเลือกให้สุนัขกินอาหารสำเร็จรูป โดยมีการตรวจดูที่ฉลากว่า มีวิตามิน เกลือแร่ สารอาหารต่างๆ ที่ครบถ้วนเหมาะสมหรือเปล่า เพื่อให้สุนัขมีสุขภาพที่แข็งแรง แต่กลับไม่เคยสนใจเลยว่า อาหารที่ตัวเองและคนในครอบครัวเลือกกินมีสารอาหารครบถ้วนเหมาะสมหรือไม่ คิดแล้วก็น่าเศร้านะ หากเราดูแลสุนัขดีกว่าดูแลตัวเองและคนในครอบครัว จนทำให้ทุกคนป่วยเป็นโรคเรื้อรังได้

3. ป่วยเพราะตามฝรั่ง

หากย้อนกลับไป 50-60 ปีที่ผ่านมา ในเมืองไทยมีผู้ป่วยโรคเรื้อรังน้อยมาก เพราะคนไทยในยุคนั้นมักนิยมกินผักเป็นพื้นฐาน เรียกได้ว่ามื้อไหนๆ ก็จะต้องมีผักขึ้นโต๊ะ ทำให้ได้รับวิตามิน เกลือแร่ ใยอาหารเพียงพอ แถมยังกินอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและไขมันไม่มาก

ในปัจจุบัน คนไทยมีพฤติกรรมการกิน ที่เปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยปรุงอาหารเอง และกินอาหารธรรมชาติในท้องถิ่นตามฤดูกาล ก็เปลี่ยนมากินอาหารแบบคนตะวันตก ที่มี เนื้อสัตว์ ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตมากขึ้น แต่ขาดวิตามิน เกลือแร่ และใยอาหาร เราจึง เป็นโรคเรื้อรังกันมากขึ้นเพราะกินตามแบบ ฝรั่งนั่นเอง

งามด้วยศีลห้า กุลบุตร-กุลธิดาต้นแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 ม.ค. 2561 เวลา 15:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535999

งามด้วยศีลห้า กุลบุตร-กุลธิดาต้นแบบ

เรื่อง วรธาร

โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ที่มีสมาชิกโครงการจากทั่วประเทศประมาณ 43 ล้านคน เชื่อว่าคนไทยรู้จักและจดจำได้ดีโดยเฉพาะชื่อของโครงการ ที่มักจะเรียกสั้นๆ ติดปากว่า โครงการหมู่บ้านศีล 5

โครงการนี้ริเริ่มโดยคณะสงฆ์อันมี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ประธานอำนวยการโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา (หมู่บ้านศีล 5) และมีพระพรหมเสนาบดี เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา ประธานกรรมการขับเคลื่อนฯ ร่วมกับภาครัฐ วัดทั่วประเทศ และประชาชน ตั้งแต่ปี 2557 ปัจจุบันโครงการได้ถูกบรรจุอยู่ในแผนการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จากนี้ไปคงได้เห็นความสำเร็จของโครงการในแง่คุณภาพที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

หมู่บ้านศีล 5

พระพรหมเสนาบดี ประธานกรรมการขับเคลื่อนฯ กล่าวว่า โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เน้นการหาสมาชิกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถือว่าเกินเป้าหมาย แต่จากนี้ไปเป็นเรื่องของการพัฒนาคุณภาพล้วนๆ เนื่องจากโครงการได้ถูกบรรจุในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีวาระละ 5 ปี เน้นเรื่องศีลเป็นหลักและขับเคลื่อนด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น การใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาชีวิตตามหลักศีล 5 วิถีพุทธวิถีไทย ตลอดจนกิจกรรมที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมประเพณี เป็นต้น

“ตอนนี้ถ้าว่าในเรื่องคุณภาพโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ถือว่ายังด้อยอยู่เมื่อเทียบกับปริมาณ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี เรามีหมู่บ้านรักษาศีล 5 ต้นแบบเข้มแข็งหลายที่ เช่น หมู่บ้านพระบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน รักษาศีล 5 แทบ 100% ประชาชนตั้งอยู่ในศีล ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เลี้ยงสัตว์ไว้กิน กินแต่มังสวิรัติ ประกอบแต่สัมมาชีพ ใช้หลักเศรษฐกิจ พอเพียง ทุกวันพระมาทำบุญพร้อมเพรียง

 

การที่ทำแบบนี้ได้ ทราบว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ยกที่ดินผืนหนึ่งให้ครูบาชัยวงศ์ วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม แล้วครูบาชัยวงศ์ก็ไปจัดสรรที่ดินให้ชาวบ้านที่เป็นปกากะญอ แต่มีข้อแม้ทุกคนต้องรักษาศีล 5 จึงจะได้รับการจัดสรร นี่คือที่มา ทว่าคงเป็นเรื่องยากที่ทุกหมู่บ้านจะทำได้อย่างนี้ แต่เราก็ตั้งใจที่จะพัฒนาให้ประชาชนในหมู่บ้านนั้นๆ หันมาใส่ใจในเรื่องศีล 5 มากขึ้น เพราะศีล 5 สำคัญมากในการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในสังคม”

พระพรหมเสนาบดี กล่าวว่า การจัดกิจกรรมต่างๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านศีล 5 ให้ประสบความสำเร็จ เพราะเป็นการกระจายข่าวสารไปถึงประชาชนทุกระดับตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ได้รู้แล้วหันมาให้ความสำคัญในการรักษาศีลมากขึ้น และเป็นที่น่ายินดีที่คณะอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์โครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา (หมู่บ้านรักษาศีล 5) ได้จัดประกวดกุลบุตรกุลธิดาศีลห้า เนื่องในวันมาฆบูชาขึ้น

“อาตมามองว่าเป็นแนวคิดและโครงการที่ดีที่ต้อง ส่งเสริม เพราะเชื่อว่าอย่างน้อยกุลบุตรกุลธิดาศีล 5 จะได้รู้จักศีล 5 รักษาศีล 5 ช่วยกันเผยแผ่ศีล 5 ให้คนอื่นได้รู้และขยายออกไปเยอะๆ เป็นต้นแบบของกุลบุตรกุลธิดาที่ดีของสังคม ประเทศชาติ และของพระพุทธศาสนา อาตมาพร้อมให้ความอุปถัมภ์ทุกอย่างเกี่ยวกับโครงการนี้”

กุลบุตร-กุลธิดาศีล 5 ช่วยงานศาสนา

ดร.สุทธิลักษณ์ สุทธิ ประธานอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์โครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา (หมู่บ้านศีล 5) เล่าถึงจุดประสงค์ของการจัดประกวด กุลบุตร กุลธิดาศีลห้า The Five Precepts (Thailand) เข้าใจศีล เข้าถึงปัญญา พัฒนาธรรม ว่า โครงการนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อต้องการสรรหาบุคคลที่มีบุคลิกภาพดี มีความประพฤติดี และมีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา มาร่วมเป็นทูตทางพระพุทธศาสนาให้กับคณะสงฆ์และมาทำหน้าที่รณรงค์สร้างความปรองดองสมานฉันท์ในชาติโดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะศีล 5 เป็นหลัก

 

ธนะวรรธน์ ณัฐวรไพศาล อนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ และผู้ดำเนินการจัดการประกวด เล่าเสริมว่า ต้องขอบพระคุณที่พระพรหมเสนาบดี เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา ได้สะท้อนแนวคิดว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่ทุกวันนี้รู้จักศีล 5 น้อย และไม่ค่อยได้ประพฤติตัวอยู่ในศีล เวลาเกิดเรื่องอะไรขึ้นมามักจะใช้อารมณ์มากกว่าการพูดคุยกันดีๆ ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยเหตุนี้ทางอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ จึงได้จัดการประกวดกุลบุตรกุลธิดาศีลห้าขึ้น โดยเริ่มเปิดรับสมัครวันที่ 1-31 ม.ค. 2561

“ตอนนี้มีผู้ยื่นใบสมัครมาแล้วประมาณ 10 กว่าคน มีทั้งหญิงและชาย หลังจากรับสมัครแล้วจะมีการคัดเลือกให้เหลือฝ่ายละ 15 คน ในเดือน ก.พ. เพื่อเข้ารับการอบรมในเรื่องธรรมะ มารยาท วัฒนธรรมไทย และอื่นๆ โดยใช้สถานที่ของสถานีโทรทัศน์พระพุทธศาสนา (บีเอ็มซีทีวี) ทำกิจกรรมในวันนั้น”

ด้าน ดร.ศุภาชัย ผ่องสวัสดิ์ อนุกรรมการและเลขานุการ กล่าวว่า การประกวดครั้งนี้ไม่มีการเก็บค่าสมัคร แต่มีกฎเกณฑ์ว่าผู้สมัครต้องมีอายุตามเกณฑ์ที่กำหนดคือ 17-28 ปี มีบุคลิกภาพดี เป็นพุทธศาสนิกชนจริง โดยประวัติที่เขียนมาต้องไม่มีหลักฐานทางเสียหายทั้งทางกฎหมายและศีลธรรม

“หลังจากสมัครและได้รับการคัดเลือกเหลือฝ่ายละ 15 คน (ชาย 15 คน หญิง 15 คน) แล้ว จะมีการอบรม พื้นฐานทางพระพุทธศาสนา อย่างน้อยเขาเหล่านี้จะต้องรู้จักศีล 5 รู้ความหมายของศีล 5 คืออะไร รู้จักการสมาทานศีล 5 และต้องมีการปฏิญาณตนตั้งใจที่จะปฏิบัติอยู่ในศีล 5 แม้ยังไม่บริสุทธิ์ทั้ง 5 ข้อก็ตาม แต่ตั้งใจรักษาไม่ให้ขาด

นอกจากนี้ เราจะปลูกฝังแนวคิดในการสมาทานศีล 5 เพราะบางคนเข้าใจว่าต้องสมาทานกับพระสงฆ์เท่านั้น ซึ่งไม่จำเป็น เราสามารถสมาทานด้วยตัวเอง เช้า เย็น ก่อนนอนได้หมด ถ้าสมาทานบ่อยๆ ก็จะเป็นการย้ำเตือนใจไม่ให้ทำผิดศีล ต่อไปเขาก็จะรู้ว่าศีล 5 ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและรักษาได้ไม่ยาก ถ้าสมาทานบ่อยๆ ตั้งใจที่จะงดเว้นไม่ทำผิดศีลจริง”

ดร.ศุภาชัย กล่าวต่อว่า นอกจากต้องมีบุคลิกภาพดี มีความประพฤติดี และมีความรู้พื้นฐานทางพระพุทธศาสนาที่ได้รับการอบรมจากโครงการแล้ว ต้องเป็นบุคคลที่มีจิตอาสาอีกด้วย โดยเป็นสื่อรณรงค์เผยแพร่ความรู้ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้รู้จักศีล 5 การรักษาศีล และหลักธรรมทางพุทธศาสนาอื่นๆ ด้วย

“ผู้ที่ได้ตำแหน่งจะปฏิบัติหน้าที่ 1 ปี เช่น อาจไปเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องศีล 5 และคุณธรรมพื้นฐานให้กับเด็กเยาวชนด้วยกันตามโรงเรียนต่างๆ ช่วยเหลือกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาทั้งของโครงการ ของคณะสงฆ์ หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา อาจช่วยรณรงค์ในเรื่องการทำบุญ การรักษาศีล การปฏิบัติธรรม ในเทศกาลและวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่มีอยู่ตลอดปี”

 

จากใจผู้สมัคร

มัลลิกา กิลส์ด็อง หรือ มะลิ นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศรังสิต ปัจจุบันนอกจากเรียนหนังสือแล้วยังรับงานถ่ายแบบโฆษณาและเดินแบบด้วย โดยมีผลงานโฆษณาซันซิลเมื่อปี 2014 โฆษณา Yamaha Grand Filano 2017 และโฆษณาลูกอมริโคล่าที่กำลังรอออนแอร์ วันนี้เธอมาสมัครพร้อมด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจมาก

“พอรู้ว่ามีโครงการนี้สนใจค่ะ อยากทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2559 หนูก็เป็นทูตพระพุทธศาสนา วิสาขบูชามาแล้ว ในการทำหน้าที่ครั้งนั้นได้รับประสบการณ์ที่ดีและมีคุณค่ามากกับชีวิตหนูและครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ชอบเป็นคนที่ทำบุญตลอดและมักจะพาหนูไปด้วย เช่น วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาไม่เคยขาด ขณะวันปกติก็จะใส่บาตรพระด้วยกัน”

เกี่ยวกับกิจวัตรประจำวัน มัลลิกา บอกว่า ชอบนั่งสมาธิมากกว่าสวดมนต์และนั่งทุกคืนก่อนนอน เป็นการทบทวนสิ่งต่างๆ และอารมณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตและใจตั้งแต่เช้ามาจนถึงเข้านอน ถ้ามีอันไหนผิดพลาดไม่ดีก็จะได้แก้ไขและพยายามจะไม่ให้เกิดขึ้นอีกในวันต่อไป ส่วนเรื่องสวดมนต์ไม่ค่อยได้สวด สวดได้เฉพาะบทบูชาพระรัตนตรัย (อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา…) เท่านั้น

“หนูมีความปรารถนาที่อยากจะทำหน้าที่ตรงนี้ ในฐานะกุลธิดาศีล 5 ถ้าสมมติว่าได้ก็จะตั้งใจทำหน้าที่นี้อย่างเต็มที่ ที่สำคัญหนูอยากเห็นคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญในการรักษาศีล 5 เพื่อสังคมไทยจะเป็นสังคมที่มีแต่ความสุข มีความงดงาม มีความรักสามัคคี มีน้ำใจ เป็นสังคมที่ใช้เหตุผล ไม่ใช้อารมณ์และไม่เบียดเบียนกันค่ะ”

ผู้สนใจสามารถเขียนใบสมัคร ประวัติส่วนตัว พร้อมรูปถ่ายและเบอร์โทรศัพท์ส่งมาที่ thefiveprecepts2018@gmail.com ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 31 ม.ค. 2561

‘วิ่ง’ เปลี่ยนฉันคนเดิม เป็นคนใหม่แสนสตรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 ม.ค. 2561 เวลา 10:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535900

‘วิ่ง’ เปลี่ยนฉันคนเดิม เป็นคนใหม่แสนสตรอง

เรื่อง: พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ: เสกสรร โรจนเมธากุล

กระแส Running Boom ในบ้านเรา ถูกปลุกขึ้นอีกครั้งโดยร็อกเกอร์หนุ่มขวัญใจมหาชนอย่าง “อาทิวราห์ คงมาลัย” หรือ “ตูน บอดี้สแลม” ที่ลุกขึ้นมาวิ่งจากใต้สุดสู่เหนือสุด ระยะทาง 2,190 กิโลเมตร เพื่อรับบริจาคสมทบทุนในโครงการ “ก้าวคนละก้าว” เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศจนเกิดกระแส “พี่ตูนฟีเวอร์ข้ามปี” จุดประกายให้หลายคนอยากลุกขึ้นมารักตัวเองด้วยการวิ่งเพื่อสุขภาพที่ดีกว่า

ในโอกาสก้าวสู่ศักราชใหม่ทั้งที ใครที่เคยผิดหวังซ้ำๆ กับเป้าหมายที่อยากจะหันมาเริ่มต้นดูแลตัวเอง อย่าปล่อยให้โอกาสผ่านไปอีกปี แค่เริ่มลุกขึ้นจากเตียง สวมรองเท้าวิ่ง แล้วพาหัวใจที่มุ่งมั่นออกมาโลดแล่นนอกคอมฟอร์ตโซนที่คุ้นเคย แล้วคุณจะรู้ว่าเป้าหมายไม่ไกลเกินเอื้อม เช่นเดียวกับ 3 เจ้าของเรื่องราวบันดาลใจที่มาร่วมถ่ายทอดที่สุดของประสบการณ์ก้าวข้ามขีดจำกัดในงานเปิดตัว “บัตรเครดิต KTC-REV” บัตรเครดิตสำหรับคนรักกีฬาและการออกกำลังกายใบแรกของประเทศไทย

สมชายให้สมชื่อ

หลายคนคุ้นภาพ เต๋า-สมชาย เข็มกลัด นักร้องและนักแสดงมากความสามารถที่โลดแล่นในวงการบันเทิงมานานถึง 30 ปี ในมาดนักฟุตบอล แต่น้อยคนที่จะรู้ว่า ในเวลานี้นอกจากกีฬาฟุตบอลที่เขารักปักใจไม่เสื่อมคลาย อีกหนึ่งการออกกำลังกายที่เขาตกหลุมรักมานานกว่า 2 ปี คือ การวิ่ง แถมเขายังตั้งเป้าหมายว่าชีวิตนี้จะต้องพิชิตมาราธอนให้ได้

 

“ก่อนมาเป็นศิลปิน ผมเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนเทพศิรินทร์ ตั้งแต่ ม.1-ม.6 เป็นนักกีฬา เขตสิบ กรุงเทพฯ และยังเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพให้กับสโมสรกองทัพบกอยู่พักหนึ่ง แต่เพราะอาการบาดเจ็บหนักจากเอ็นเข่าข้างซ้ายขาด คุณหมอเลยสั่งให้หยุดเล่นและเข้ารับการผ่าตัด แต่ผมเลือกไม่ผ่าและหันมาดูแลตัวเอง พยายามสร้างกล้ามเนื้อแทน

นั่นยังไม่ใช่จุดพลิกผันในชีวิตของผม เพราะจุดเปลี่ยนที่สำคัญในชีวิตของผมที่ทำให้ลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง คือ ตอนมีลูก ผมมีลูกตอนอายุ 35 ปี เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ตอนนี้ลูกเริ่มโต ผมดีใจที่เขาชอบเล่นฟุตบอล ชอบทำงานในวงการเหมือนผม ผมคิดเสมอว่า ถ้าอีก 10 ปีข้างหน้า ผมอยากเป็นคุณพ่อที่เล่นกีฬากับลูกได้ โดยไม่ต้องให้เขามาประคอง ถือไม้เท้า ผมต้องดูแลตัวเองให้ดี ผมกลับมารวมกลุ่มกับเพื่อนที่เทพศิรินทร์ และเริ่มต้นซ้อมวิ่งเมื่อ 2 ปีก่อน”

นักแสดงหนุ่มยังบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้ลุกขึ้นมาวิ่ง แม้จะมีอาการบาดเจ็บที่เข่าเป็นขีดจำกัดว่า “ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า ผมชื่อสมชาย ทำไมสมชายไม่จริง แถมยังแก่ก่อนกำหนด จนต้องกลับมานั่งคิดทบทวน

ผมคิดว่าผู้ชายอายุ 44 ย่าง 45 มีสองอย่าง คือ แก่แล้วแก่เลย กับแก่อย่างมีคุณภาพ ผมอยากเป็นอย่างหลัง ถึงเริ่มมาดูแลตัวเอง หลังๆ มานี้หลายคนเจอผมทักว่าทำไมดูหน้าเด็กลง เพราะผมเริ่มกลับมาวิ่ง ตอนนี้น้ำหนักหายไป 10 โล แต่ผมยังรู้สึกสดชื่น ผมมีความฝันว่าอยากพิชิตมาราธอน โดยมีลูกและภรรยารออยู่ที่เส้นชัย สิ่งที่ผมอยากได้ยินก่อนตาย คือ เวลามีคนมาถามลูกผม อยากเป็นอะไร คือ เขาอยากเป็นเหมือนพ่อ

เต๋า ยังทิ้งท้ายถึงคนที่อยากลุกขึ้นมาก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าว่า ขอเพียงมีความมุ่งมั่นและตั้งใจ อย่าให้คำว่าเป็นไปไม่ได้มาปิดทางฝัน

“การวิ่งถ้าเรามีความตั้งใจ ผมว่าไม่ยาก แต่สิ่งที่ยาก คือ เวลาที่ต้องตื่นมาวิ่ง แต่ทำเถอะ แล้วสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นในชีวิต ลดปัญหาสุขภาพ และความเครียด กฎสำคัญคือเราต้องวิ่งอย่างมีความสุข เพราะเวลาที่เราตั้งใจอะไรสักอย่าง แล้วต้องทำให้ได้ เราไม่ได้ต้องการเอาชนะคนอื่นเพื่อคุยโว แต่เรากำลังเอาชนะใจตัวเอง การที่จะทำอะไรให้สำเร็จ ต้องเริ่มจากศรัทธาในตัวเองก่อน

หญิงเหล็กวงการนักวิ่ง

ใครว่าผู้หญิงคือเพศที่อ่อนแอ อย่างน้อยสาวร่างบาง นุ่น-อาจารี เกียรติเฟื่องฟู ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ถ้าพยายามและตั้งใจ ไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้ เร็วๆ นี้นุ่นเพิ่งพิชิตตำแหน่ง ฟูลไอร์เอินแมน (Full Ironman) จากรายการ Ironman Asia-Pacific Championship Cairns ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองแคนส์ ประเทศออสเตรเลีย มาหมาดๆ

 

ใครที่สงสัยว่าไอร์เอินแมนคืออะไร นุ่นนิยามสั้นๆ พอให้เข้าใจว่า ไอร์เอินแมนเป็นการแข่งขันหฤโหดเพื่อหาผู้ที่แข็งแกร่ง โดยนักกีฬาที่เข้าร่วมพิสูจน์ความแข็งแกร่งด้วยการว่ายน้ำในทะเล 3.8 กิโลเมตร จากนั้นขึ้นมาปั่นจักรยานอีก 180 กิโลเมตร และลงมาวิ่งต่ออีก 42.195 กิโลเมตร ทั้งหมดต้องทำให้จบในวันเดียว 

หลายคนฟังแล้วส่ายหัว นุ่นเองก็เคยเป็นคนหนึ่งในนั้น แต่การวิ่งแบบมีเป้าหมายเพื่อท้าทายตัวเองไปเรื่อยๆ กลับจุดประกายให้ในที่สุดแล้วเธอตัดสินใจพาตัวเองออกจากกรอบ และก้าวข้ามขีดจำกัดทั้งปวงทำสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำจนสำเร็จ

“นุ่นก็เหมือนผู้หญิงทั่วไป ชอบกินและทำอาหาร พานให้น้ำหนักขึ้นเอาๆ จนเพื่อนเริ่มแซวว่ามีน้ำมีนวล เลยลุกออกมาวิ่ง เริ่มที่สวนลุมฯ ครั้งแรกแค่วิ่ง 1 รอบสวนลุมฯ (ประมาณ 2.5 กม.) ยังไม่ไหว ต้องวิ่งผสมเดิน จนเราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่านี่เราอ่อนแอขนาดนี้เลยเหรอ เลยพยายามซ้อมมาเรื่อยๆ จนเริ่มวิ่งได้ครบรอบ สองรอบ สามรอบ ก็เริ่มตั้งเป้าหมายสูงขึ้นเรื่อยๆ จนผ่านมาราธอนมาได้หลายรายการ

สำหรับไอร์เอินแมนไม่เคยอยู่ในหัวเลย ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ แต่เพราะเรามีโค้ชที่ช่วยฝึกซ้อม บวกกับความตั้งใจ เราซ้อมหนักมากถึง 6 เดือนเต็มก่อนไปแข่ง วินาทีที่ได้รับการประกาศขณะเข้าเส้นชัยว่า You’re an Ironman คือที่สุด”

นุ่น ยอมรับว่าความสำเร็จที่ได้มาไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นผลของความทุ่มเท ด้วยความที่รับราชการ เวลาสำหรับการฟิตซ้อมร่างกายในแต่ละวันค่อนข้างจำกัด ต้องซ้อมทุกเย็นและวันหยุด ทุกสุดสัปดาห์จะซ้อมเสมือนจริง ยอมรับว่าหนักและเหนื่อย แต่พอผ่านมาได้ ทำให้รู้สึกว่า จากนี้ไม่มีอะไรที่จะผ่านไปไม่ได้อีกแล้ว ขอแค่มีความตั้งใจและมีการเตรียมพร้อม

“สำหรับนุ่น การวิ่งเหมือนเป็นตัวแทนของความเพียรพยายามทำในสิ่งซ้ำเพื่อให้ประสบความสำเร็จ ในเดือน ส.ค.นี้นุ่นตั้งใจว่าจะไปแข่งไอร์เอินแมนอีกครั้ง แต่ตั้งเป้าว่าจะทำเวลาให้ดีกว่าเดิม จากสนามแรก นุ่นตั้งใจจบการแข่งขันในเวลา 15 ชั่วโมง ซึ่งเวลาจริงคือ 15 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งถือว่าไม่ไกลกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้มาก

บทเรียนชีวิตนอกห้องเรียน

หนึ่ง-สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ นักธุรกิจผู้พลิกชีวิตจากผู้ป่วยโรคมะเร็งสู่นักวิ่งมาราธอนระดับโลก 5 ปีมาแล้ว ที่เขาหันมาทุ่มเทให้กับการวิ่งอย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าจะวิ่งให้ได้เดือนละ 250-300 กิโลเมตรต่อเดือน

“ผมวิ่งประมาณสัปดาห์ละ 4 ครั้ง ผมมีเป้าหมายในใจว่าจะวิ่งให้ได้เดือนละกี่โล แต่ก็ไม่ได้กดดันตัวเอง ถ้าเดือนไหนทำไม่ได้ตามเป้า ก็ทบไปเดือนหน้า” หนึ่งกล่าวอย่างอารมณ์ดี ก่อนย้อนถึงวันแรกที่ตัดสินใจลุกขึ้นมาวิ่งอย่างออกรส 

“8 ปีที่แล้วผมป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง รักษาอยู่ 6 เดือนด้วยการให้คีโม เจอผลข้างเคียงทั้งผมร่วง เล็บดำ น้ำหนักร่วง กินข้าวไม่ลง ถามว่าท้อมั้ย ผมไม่ท้อนะ แต่สิ่งที่แปลกใจคือ ไม่คิดว่าเราในวันนี้จะเปลี่ยนไปจากเราเมื่อ 8 ปีที่แล้วอย่างคาดไม่ถึง

ผมเปลี่ยนจากคนที่อ่อนแอที่สุด กลายเป็นคนที่แข็งแรงที่สุดในชีวิต จากวันแรกที่ผมลุกขึ้นมาวิ่ง ผมซ้อมมาเรื่อยๆ จนเข้าสู่การวิ่งมาราธอน แรกๆ ผมวิ่งแบบไม่ได้ตั้งเป้า เอาแค่จบรายการ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในความเป็นเรา แต่พอวิ่งๆ ไป ผมเริ่มมีความคิดว่าอยากจะทำสถิติการวิ่งให้ดีๆ เพื่อเอาไว้เป็นสถิติเพื่อให้ลูกดูว่า อีกหน่อยถ้าลูกจะทำอะไร ต้องตั้งใจทำ แล้วทำให้ได้แบบพ่อ สำหรับผมการวิ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยเวลาในการฝึกฝน รู้จักบริหารเวลา จะซ้อมยังไงให้ได้ตามแผน

ผู้บริหารคนเก่งยอมรับว่า การวิ่งเปรียบเหมือนวิชาที่สอนอะไรหลายๆ อย่างในชีวิต ทำให้เขารู้จักตัวเองดีขึ้น ได้อยู่กับตัวเอง รู้รสชาติของความสำเร็จ และความผิดหวัง ได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่า สุดท้ายแล้วหลักการง่ายๆ ของคนที่อยากจะประสบความสำเร็จ ต้องอาศัยการฝึกซ้อม การวางแผนและการเตรียมตัวที่ดี ต่อให้บางครั้งเตรียมตัวดีแล้ว ก็อาจจะมีอีกหลายปัจจัยเข้ามาทำให้ต้องล้มเหลวได้ ซึ่งเราต้องรู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้ผ่านพ้นไปได้

หนึ่งกล่าวทิ้งท้าย พร้อมให้กำลังใจคนที่อยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยประโยคสั้นๆ แต่แสนกินใจ… “ถ้าผมทำได้ คุณก็ทำได้

แค่เดิน…ก็เบิร์นแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 ม.ค. 2561 เวลา 15:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535500

แค่เดิน...ก็เบิร์นแล้ว

เรื่อง พุสดี

รู้หรือไม่ว่าการเดิน (อย่างถูกวิธี) เพียงวันละ 30 นาที ช่วยเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 120-170 แคลอรี คำถามคือ เดินถูกวิธีคือเดินอย่างไร ลองไปดูกัน

  • 1.เดินให้ว่อง (ไว) ลำพังการเดินทอดน่องไม่สามารถช่วยให้เบิร์น เพราะถ้าจะให้ได้ผล “ต้องเดินแล้วเหนื่อย” นั่นหมายความว่าต้องเดินให้เร็วๆ ก้าวเท้าถี่ๆ จะช่วยเผาผลาญแคลอรีจากกล้ามเนื้อขาและสะโพก พร้อมกระตุ้นการทำงานของร่างกายโดยเฉพาะระบบหัวใจและหลอดเลือดให้ทำงานเพิ่มขึ้น เป็นการฝึกให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย
  • 2. เดินแกว่งแขนไปมา หลายคนอาจไม่รู้ว่าบริเวณใต้รักแร้ของเรามีต่อมน้ำเหลืองอยู่ ดังนั้นการแกว่งแขนเท่ากับเป็นการช่วยให้ต่อมน้ำเหลืองมีการไหลเวียนดีขึ้น ช่วยขับสารพิษและของเสียออกจากร่างกาย วิธีแกว่งแขนที่ถูกต้องคือ แกว่งจากหน้ามาหลังให้สุด แต่เวลาแกว่งกลับมาด้านหน้าให้ผ่อน โดยแกว่งสลับกับขาที่ก้าวออกไปข้างหน้า วิธีนี้จะช่วยทำให้ลดการสะสมของไขมันที่ใต้ผิวหนังและช่องท้อง ช่วยบริหารบริเวณหัวไหล่ ช่วยคลายปวดไหล่ปวดบ่าจากการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ
  • 3. เดินสลับวิ่ง บางคนที่สุขภาพแข็งแรง การเดินอย่างเดียวอาจไม่ทำให้รู้สึกเหนื่อยพอ ดังนั้น อาจเปลี่ยนมาใช้วิธีเดินสลับวิ่ง เพื่อช่วยเพิ่มการทำงานของหัวใจ โดยช่วงแรกๆ อาจเริ่มจากเดิน 30 ก้าว สลับวิ่ง 30 ก้าว จากนั้นค่อยๆ ลดจำนวนการเดินเพิ่มจำนวนการวิ่งไปเรื่อยๆ

ออกกำลังกายแบบไหน…ใช่ที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 ม.ค. 2561 เวลา 15:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535498

ออกกำลังกายแบบไหน...ใช่ที่สุด

เรื่อง พุสดี

เคยมั้ย ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะปฏิวัติตัวเองด้วยการลุกขึ้นมาออกกำลังกาย แต่สุดท้ายกลับตกม้าตาย เพราะไม่รู้ว่าจะเลือกการออกกำลังแบบไหนดีที่จะใช่ที่สุด

เจอแบบนี้ไม่ต้องแปลกใจหรือโทษตัวเอง เพราะบางครั้งการออกกำลังกายที่ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ ก็ไม่ต่างกับการเลือกเมนูอาหารกลางวัน ที่บางครั้งก็จนปัญญาไม่รู้จะเลือกเมนูไหนดี เพื่อเป็นไกด์ไลน์ให้คนที่มีเป้าหมายในชีวิตที่อยากจะลุกขึ้นมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี มายซิกส์ ออนไลน์แพลตฟอร์มที่ให้คุณคัดเลือกเทรนเนอร์ที่คุณถูกใจมากที่สุด ไปฝึกสอนในสถานที่ที่ต้องการ รวบรวมการออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบมาเป็นไอเดียสำหรับมือใหม่เริ่มออกกำลังกาย

เริ่มจากเวตเทรนนิ่งคือ การออกกำลังกายที่เราออกแรงสวนทางกับแรงต้าน ซึ่งเราสามารถแบ่งการออกกำลังกายประเภทนี้ได้เป็น 3 อย่างด้วยกัน

  • 1. บอดี้เวต จากชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเราใช้บอดี้ หรือร่างกายเป็นตัวต้านน้ำหนัก ได้แก่ วิดพื้น ซิตอัพ และสควอช
  • 2. ฟรีเวต การออกกำลังกายเวตเทรนนิ่งโดยใช้ดัมเบล บาร์เบล และอุปกรณ์อื่นๆ ที่สามารถเคลื่อนไหวได้อิสระ สำหรับการออกกำลังกายประเภทนี้ ก่อนคิดจะลองมีข้อควรระวังคือ อาจมีโอกาสได้รับบาดเจ็บจากการเล่นที่ผิด จึงควรหาผู้รู้หรือเทรนเนอร์คอยให้คำแนะนำเวลาฝึก
  • 3. แมชีน หมายถึงการออกกำลังกายโดยมีอุปกรณ์ที่ถูกคิดค้นขึ้น เพื่อลดความยากของการเล่นฟรีเวตและลดโอกาสของการออกท่าทางที่ผิดพลาด และการบาดเจ็บอันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวที่ผิดวิธี

ถัดมาคือการออกกำลังกายที่พัฒนาการทำงานของหัวใจ (คาร์ดิโอวาสคิวลาร์) สำหรับสายบ้าพลัง ชอบความสะใจ แนะนำการชกมวย ซึ่งเป็นการออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะการต่อยมวยใน 1 ชั่วโมง สามารถเผาผลาญแคลอรีให้เราได้มากถึง 600-800 แคลอรี ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้มีแค่เป้าชกและนวมก็เพียงพอ

ปิดท้ายด้วยการฝึกควบคุมและพัฒนาความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อด้วยโยคะ อีกหนึ่งวิธีออกกำลังยอดฮิตที่หากเล่นอย่างถูกวิธีสามารถพัฒนาความยืดหยุ่นและการทำงานของระบบกล้ามเนื้อในทุกๆ ส่วนของร่างกาย นอกจากนี้ช่วยให้บุคลิกภาพดี กระชับสัดส่วนและเสริมสร้างความแข็งแรง ส่วนภายในยังช่วยให้มีสมาธิ คลายเครียดได้เป็นอย่างดี

โครงงานคนตัวจิ๋ว การเรียนรู้ของเด็กน้อยยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 ม.ค. 2561 เวลา 14:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535396

โครงงานคนตัวจิ๋ว การเรียนรู้ของเด็กน้อยยุคดิจิทัล

เรื่อง ปอย

ไล่หลังวันเด็กแห่งชาติมาติดๆ ขอนิยาม “เด็กสุดเด็ด” ให้เยาวชนสมัยนี้ได้เลย เมื่อได้มีโอกาสได้ชมงานแสดงผลงานการเรียนรู้ผ่านโครงงาน หรือ Project Approach ของเหล่าลูกเจี๊ยบตัวน้อย ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงอนุบาล 3 โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ ถนนพระรามที่ 4 ซึ่งมีการจัดงานใหญ่ประจำปีอย่างต่อเนื่องร่วม 10 ปีแล้ว และเปิดให้บุคคลทั่วไปได้เข้ามาชมผลงานของนักสืบตัวจิ๋ว ตามล่าหาคำตอบเรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองสนใจ

ปีนี้เด็กๆ ห้องอนุบาลปีที่ 1/3 เลือกศึกษาโครงงาน Project Approach เรื่อง “ไข่” การร่วมกันกะเทาะเปลือกไข่ เด็กๆ เริ่มช่วยกันสืบค้นข้อมูลเรื่องไข่จากอินเทอร์เน็ต ในแบบเด็กๆ เกิดในยุคสมัยโลกออนไลน์ มีการเรียนรู้ต่อยอดสนุกสนาน ไม่ใช่แค่เริ่มหัดเขียน ก ไก่ ข ไข่ แบบผู้ใหญ่รุ่นเราๆ แค่นั้นอีกต่อไปแล้ว

ไก่ กับ ไข่ เรียนลึกซึ้งกว่าใคร… เกิดก่อน?

“หนูอยากเรียนเรื่องไข่ เพราะหนูชอบกินไข่มาก” ด.ญ.จิณณ์จิฎา หอมกลิ่นแก้ว เสนอหัวข้อขึ้น “จีน อยากเรียนเรื่อง แครอต เพราะแครอตมีประโยชน์” ด.ญ.ภิรญา อภิธนาคุณ เสนออีกหัวข้อที่อยากเรียนรู้

     “ปราชญ์อยากเรียนเรื่องข้าว ปราชญ์อยากเห็นคนปลูกข้าว” ด.ช.ปราชญ์ รัตตกุล กล่าวเสริมบ้าง เสียงแสดงความคิดเห็นอย่างมั่นใจของนักเรียนห้องอนุบาล 1/3 คงดังอย่าง ต่อเนื่องถึงเรื่องที่ตัวเองสนใจ และอยากเรียนรู้ ซึ่งบรรยากาศของการแสดงความคิดเห็นและการถกเถียง เพื่อให้เกิดการต่อยอดเรียนรู้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติในห้องแห่งการเรียนรู้ของอนุบาลเก่าแก่แห่งนี้

     กระบวนการซักถามและแสดงความคิดเห็นเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้แบบ Project Approach แนวหลักสูตรอบรมบ่มเพาะต้นกล้าน้อยๆ เหล่านี้ให้เติบใหญ่เป็นไม้ใหญ่ที่สมบูรณ์ในอนาคต

“เด็กๆ จะนำเสนอเรื่องที่เด็กๆ อยากเรียนรู้ และคุณครูก็สามารถร่วมนำเสนอได้ด้วย จากนั้นเด็กๆ จะลงคะแนน 1 คนต่อ 1 เสียง เพื่อเลือกเรื่องที่ต้องการเรียนรู้ เรื่องที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด ก็จะได้รับเลือกที่จะเรียนรู้เรื่องนั้น เป็นการเรียนเรื่องการเลือกแบบประชาธิปไตยไปด้วยในตัวค่ะ” วิวรรณ สารกิจปรีชา คุณครูใหญ่ที่เด็กๆ เรียกขานกันว่า “ครูไก่” อธิบายสรุปว่าในที่สุด “ไข่” โกยคะแนนเสียงมากที่สุด เด็กๆ ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนก็ล้วนหลงรักไข่กันทั้งนั้น และมีความกระหายใคร่รู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในเปลือกสีขาวฟองนั้น

ครูไก่เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนและเขียนหลักสูตร การเรียนแบบ Project Approach อธิบายเพิ่มเติมว่า การเรียนรู้แบ่งออกเป็น 6 สัปดาห์ แต่ละสัปดาห์เด็กๆ จะได้เรียนรู้ตามกระบวนการเป็นขั้นตอนโดยบูรณาการทุกศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม เทคโนโลยี ฯลฯ เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ลึกและรู้จริงกันเลยทีเดียว

ช่วงแรกของการเรียนรู้จะเป็นระยะของการรวบรวมความรู้จากประสบการณ์เดิมและสืบค้นข้อมูล โดยหลังจากการแสดงความเห็นว่าเด็กๆ สนใจที่จะเรียนเรื่องใดแล้ว เด็กๆ ได้ทำกราฟเพื่อนับจำนวนผู้ต้องการเรียนในแต่ละเรื่อง ผลปรากฏว่าเรื่องที่เด็กๆ อยากเรียนมากที่สุดคือ ไข่ โดยมีจำนวน 11 คน ช่วงเวลานี้เด็กๆ ก็จะได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรม ได้แก่ การฟัง สัมภาษณ์ ซักถาม เหล่าลูกเจี๊ยบในห้องนี้จะสวมร่างของนักสืบจิ๋ว เรียนรู้เรื่องไข่อย่างเจาะลึก

 

ครูไก่ วิวรรณ อธิบายจุดประสงค์ในการทำ Project Approach เป็นการให้เด็กๆ ได้ฝึกใช้ทักษะต่างๆ อย่างครบถ้วนตามที่ได้ฝึกมาตั้งแต่ต้นปีการศึกษา ได้แก่ ฝึกการสำรวจ การสืบค้น การหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ การพิจารณาความเป็นไปได้ ความถูกต้องของข้อมูล (สำหรับ อ2+3 เป็นหลัก) โดยการเปรียบเทียบข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เช่น การได้ความรู้จากพจนานุกรม สารานุกรม หนังสือต่างๆ และอินเทอร์เน็ต จากวิทยากรผู้รู้ด้านนี้จริงๆ จากการไปทัศนศึกษาเจาะลึกเรื่องที่เรียนรู้

“อย่างเช่นถ้าเรียนเรื่องเสื้อ เด็กจะได้ไปหรือพบปะผู้ที่อยู่ในอาชีพหรือเชี่ยวชาญจริงๆ ในเรื่องนั้นค่ะ เช่น พาเด็กไปเยี่ยมร้านตัดเสื้อ ร้านขายเสื้อผ้าที่หลากหลาย เด็กจะได้ใช้ทักษะการคิด เปรียบเทียบ คาดคะเน แก้ปัญหากันด้วยค่ะ รวมทั้งดำเนินการบันทึกโดยการวาดภาพและจำลองสิ่งต่างๆ ที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตามความสามารถและความสนใจของเด็กแต่ละคน

มีการสรุปการเรียนรู้โดยการจัดนิทรรศการเพื่อเผยแพร่เมื่อเรียนจบด้วยค่ะ เด็กฝึกการเล่าเรื่องประสบการณ์การ เรียนรู้ และที่สำคัญคือตั้งและถามคำถามได้ เป็นการเรียนรู้ที่ บูรณาการเข้ามาได้ด้วยอย่างแยบยลค่ะ” ครูไก่ วิวรรณ อธิบาย

คำถามต่างๆ ที่เด็กๆ อยากรู้ก็พรั่งพรูออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ไข่คืออะไร? ทำไมเราต้องกินไข่? กินแล้วทำไมแข็งแรง? ทำไมต้องเอาไข่ใส่ตู้เย็น? ไข่ทำอะไรได้บ้าง? ฯลฯ อีกหลายคำถามที่เด็กๆ อยากรู้

“แบ่งปันจะให้คุณแม่พาไปฟาร์มไข่ ไปดูว่ามีไข่อะไรบ้าง” น้องแบ่งปัน-ด.ญ.ภัทรดิฐ เลิศรัตนปรีชา ตอบคำถามเมื่อครูเริ่มตั้งคำถามว่าเราจะสืบค้นหาคำตอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับไข่ได้อย่างไร

“แพนจะให้คุณแม่พิมพ์ช่วยคลิกยูทูบ ค้นหาสารคดีดูเรื่องไข่ค่ะ” ด.ญ.ชานิกานต์ วงศ์นภาจันทร์ เสนอความคิดเห็น เด็กๆ ได้ร่วมกันหาความรู้เกี่ยวกับไข่ ทั้งสำรวจ ดมกลิ่น เปรียบเทียบลักษณะของไข่ชนิดต่างๆ เช่น ไข่เป็ด ไข่ไก่ ไข่นกกระทา ไข่กุ้ง ไข่ปลา ไข่ปู ไข่จิ้งจก ไข่นกกระจอกเทศ ที่เด็กๆ หากันมาแบ่งปันในห้องเรียน

“ไข่เป็ดมันรูปทรงวงรี สีขาว ไข่ไก่ก็เป็นวงรี สีน้ำตาล ไข่นกกระจอกเทศใหญ่มากกว่าไข่ไก่กับไข่เป็ด ไข่จิ้งจกเป็นวงกลม เล็กกว่าไข่นกกระทา ไข่ปลาหมึกสีขาวจับแล้วนิ่ม ไข่กุ้งก็นิ่มๆ สีส้ม” น้องจิณณ์-ด.ช.จิณณ์ ยศสุนทร สรุปอย่างฉะฉาน

เรียนรู้เรื่องน่ารักให้ลุ่มลึก

นอกเหนือจากการซักถามและการสืบค้น การลงมือทำก็เป็นหนึ่งในกระบวนการการเรียนรู้เช่นกัน เมื่อเด็กๆ เกิดคำถามว่า จะทำยังไงให้ไข่สุก “เราลองเอาไข่ไปตากแดดให้ไข่สุก เพราะแดดร้อน แต่พอเอาไปตากแดดแล้วกลับมาดู ไข่ขาวมันแห้ง พอใช้ส้อมจิ้มไข่แดงมันยังเหลว เรายังกินไข่ไม่ได้ พวกเราจึงต้องไปถามพี่ดอน แม่ครัวที่ทำกับข้าวให้เรากิน ว่าจะทำให้ไข่สุกอย่างไร”

น้องวิล- ด.ช.ธนัช สุทธิบุตร เล่าให้ฟังถึงการทดลองนี้ด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น เมื่อได้คำตอบแล้วว่าการทำไข่ให้สุกมีวิธีการต้ม การทอด การเจียว เด็กๆ จึงได้แบ่งกลุ่มกันทั้ง 3 กลุ่มในการลงมือทำไข่ให้สุกด้วยความสนุกสนาน

นอกจากวิธีการทำไข่ให้สุกแล้ว เด็กๆ ได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำไข่เค็มและไข่เยี่ยวม้า ซึ่งเป็นอีกวิธีในการถนอมอาหาร เพื่อเก็บรักษาไข่ให้มีอายุยาวนานขึ้น

วิวรรณ กล่าวถึงการเรียนการสอนระดับอนุบาลว่า บางคำถามอาจจะยังหาคำตอบไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร หรือบางคำถามไม่ได้ถาม หรือหาคำตอบเพราะสนใจอย่างอื่นมากกว่าก็ไม่เป็นไร และความรู้ไม่ได้มีเฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น การออกไปทัศนศึกษาจึงเป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่จะทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง

ในครั้งนี้เหล่าลูกเจี๊ยบยกขบวนไปทัศนศึกษาที่ฟาร์มไก่หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน เพื่อได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับไข่ ทุกๆ ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การฟักไปจนถึงการจัดจำหน่าย

น้องแบมแบม-ด.ญ.กฤตินี ทรัพย์เพิ่ม เล่าให้ฟังว่า “ไปเที่ยวฟาร์มไก่ ไก่ออกไข่ มีไข่เยอะ ได้เก็บไข่ใส่รัง เข้าไปดูห้องมืด เอาไข่มาส่องไฟ เห็นลูกเจี๊ยบอยู่ข้างใน มีตู้ฟักไข่ด้วย ไข่ต้องฟัก 21 วันถึงจะมีลูกเจี๊ยบออกมา ลูกเจี๊ยบคือไก่ที่ยังไม่โต มีไก่ออกไข่สีขาวด้วย เป็นแม่ไก่จากต่างประเทศ แต่คนไทยไม่ชอบกินไข่ไก่สีขาว”

 

นอกจากคุณครูที่เป็นผู้แนะนำให้ความรู้ในการสืบค้นเรื่องไข่แล้ว ทางโรงเรียนยังเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้เข้ามามีส่วนร่วมอีกด้วย ซึ่งในการเรียนรู้ครั้งนี้ วรมน สารกิจปรีชา ผู้ปกครอง น้องวิล-ด.ช.ธนัช ร่วมกิจกรรมให้ความรู้สอนเด็กๆ ในเรื่องของไข่นกชนิดต่างๆ พาไปชมรังนกเขา ซึ่งทำรังอยู่บนต้นไผ่ภายในโรงเรียน

ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ผู้ปกครองของน้องแพน-ด.ญ. ชานิกานต์ อาสามาสอนให้เด็กๆ ได้เรียนรู้การทำไข่ตุ๋น ซึ่งเป็นวิธีการทำให้ไข่สุกอีกวิธีการหนึ่ง มเนศร์-แพรทิพย์ รัตตกุล ผู้ปกครอง ด.ช.ปราชญ์ มาสอนเด็กๆ ทำวาฟเฟิล เพื่อเรียนรู้ประโยชน์ของไข่ในการทำอาหารทั้งคาวหวาน

เด็กๆ ได้ร่วมกิจกรรมมากมายที่ทำให้ความรู้เรื่องไข่ ยิ่งเจาะลึกและกว้างมากขึ้น ความรู้สึกสนุกสนาน กระตือรือร้นที่จะออกไปเสาะหาคำตอบที่ตนเองตั้งคำถามขึ้นมา และ ตื่นเต้นที่ได้ค้นคว้าหาคำตอบนั้น ทำให้เด็กๆ ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังเรียนอยู่

สร้างความรู้สึกประหลาดใจเล็กๆ เกศินี บัวแพ ผู้ปกครองของน้องแบมแบม-ด.ญ.กฤตินี ทรัพย์เพิ่ม กล่าวว่า ลูกจะกลับมาเล่าให้ฟังว่าในแต่ละวันได้เรียนรู้เรื่องอะไรบ้าง โดยบางครั้งสิ่งที่น้องแบมแบมเล่าให้คุณแม่ฟัง บางอย่างคุณแม่เองก็เพิ่งรู้เช่นกัน โดยไม่คิดเลยว่าเด็กอนุบาลอายุเพียง 3 ขวบ จะมีความรู้ ความเข้าใจและเล่าเป็นเรื่องราวได้ขนาดนี้

ทุกความรู้ตกผลึกเมื่อถึงช่วงสุดท้ายของการเรียนรู้ เด็กๆ ช่วยกันลงมือตกแต่งห้องเรียนเพื่อแสดงผลงานที่ได้เรียนมาทั้งหมดตลอดระยะเวลากว่า 6 สัปดาห์ เด็กๆ นำเสนอผลงานตามมุมต่างๆ เพื่อรอต้อนรับให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาเยี่ยมชมถึงความน่ารักและช่างเรียนรู้ของน้องๆ หนูๆ ยุคโลกออนไลน์ ที่ไม่ได้ท่องกันแค่ ก ไก่ ข ไข่ อีกต่อไปแล้ว n

กวีในห้องนอน กับ การเดินทางจิตใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ม.ค. 2561 เวลา 10:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535325

กวีในห้องนอน กับ การเดินทางจิตใจ

โดย มัลลิกา นามสง่า  ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ในที่สุดความฝันที่อยากจะมีหนังสือบทกวีของ แคทเธอรีน นภาลัย โฟลเดอร์ (Catherine Napalai Faulder) ก็เป็นจริงในวัย 27 ปีความฝันที่ถูกเจ้าตัวข่มกดไว้ เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถพอ แม้คิดเขียนมันมาตั้งแต่เยาว์วัยก็ตาม

Journey of a Bedroom Poet คือ หนังสือที่เธอทำเองแทบจะทุกขั้นตอน และวันนี้เธอพร้อมเปิดเผยเรื่องราวกับผู้อ่าน

แคทเธอรีน ลูกครึ่งไทย-อังกฤษ เกิดที่เมืองไทย พออายุ 16 ปี ไปอยู่โรงเรียนประจำที่ประเทศอังกฤษ จนเรียนจบระดับปริญญาตรีและใช้ชีวิตทำงานที่นั่น เธอกลับมาเมืองไทยอีกครั้งในวัย 24 ปี ขณะทำงานที่กูรูแมกกาซีน ก็ได้ปลุกไฟความเป็นนักคิดนักเขียนของเธอให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง “สนุกได้แรงบันดาลใจเยอะ และเหมาะกับแคทที่ชอบไลฟ์สไตล์ ชอบออกกำลังกาย ชอบดนตรี ดูหนัง แฟชั่น

มีคนเคยบอกไว้ว่า ถ้าจะเขียนอะไรต้องรักสิ่งที่จะเขียน ถ้ารักสิ่งที่เขียนผู้อ่านก็จะรู้สึกได้เช่นกัน ทีนี้ได้ทำหลายอย่าง แต่แคทชอบดนตรีมากที่สุด

ดนตรีเหมือนภาษาที่เรารู้สึกได้ บางคนพูดภาษาอังกฤษคนหนึ่งพูดฝรั่งเศส เขาพูดคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่เขานั่งห้องเดียวกัน ฟังเพลงด้วยกันเขาจะเข้าใจกัน แม้เพลงนั้นจะไม่ใช่ภาษาที่พวกเขาเข้าใจความหมายก็ตาม

มีแต่งเพลงเองด้วย แต่งเป็นภาษาไทยก็มีในหนังสือเล่มนี้มีเนื้อเพลงในหนังสือด้วย แคทร้องเองแร็ปเอง แต่ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นนักร้อง แคทชอบแต่งบทกวี แล้วใช้บทกวีไปแต่งเป็นเพลง”

แคทเธอรีนเขียนกลอนตั้งแต่อายุ 12 ปี “ตอนเรียนอยู่ที่ไทย ครูฝรั่งเป็นคนเปิดใจเปิดตาของแคทให้เห็นความสวยความงามในบทกวีและจากจุดนั้นทำให้แคทชอบแต่งกวี นั่งเขียนทุกสิ่งทุกอย่าง ตอนนั้นแคทมีความรู้สึกเศร้าพอเขียนกวีรู้สึกโอเคขึ้น”

นักกวีชาวอเมริกัน เอมิลี ดิกคินสัน คือหนึ่งในแรงบันดาลใจ “เขาใช้ภาษาคล้องจอง สัมผัสเราได้ยินเหมือนจังหวะดนตรี แล้วเขาเป็นผู้หญิง มีความมั่นใจซึ่งแคทชอบ

เขาเป็นแรงบันดาลใจในเรื่องของการใช้คำ ใช้คำง่าย ไม่ซับซ้อนแต่ให้ความหมายที่หลายแง่มุมเขาเก่งมาก แล้วบทกวีของเขาเปิดตาเปิดใจเรื่องจิตวิญญาณของเรา ให้เราฟังเสียงตัวเอง”

แม้จะรักในการเขียนกวี แต่เธอก็ขังตัวเองไว้ภายใต้ชื่อ Bedroom Poet ไม่เปิดเผยตัวตน “ตอนนั้นรักการเขียนมากแต่ไม่กล้าให้คนรู้ว่าเราเขียนกวี มันถึงเป็นกวีในห้องนอน ชื่อ Bedroom Poet แคทสร้างเขาขึ้นมาเป็นผู้หญิงคนหนึ่งรักการเขียนกวี แต่เขากลัวว่าคนจะไม่ชอบ ไม่มั่นใจตัวเองว่าจะทำได้เหรอเรื่องนี้

ผู้หญิงคนนี้เป็นอีกมุมหนึ่งของแคท แคทคิดว่าทุกคนมีสิ่งที่เขารักมากแต่เขาไม่กล้าทำ หรือไม่มีเวลาทำ คิดมากเกินไปว่าคนจะไม่ชอบ กลัวที่จะแสดงสิ่งที่เรารักออกมา แคทก็เป็นแบบนั้นแต่ตอนนี้แคทกล้าทำแล้ว

เมสเซจของหนังสือ เราอยากเห็นคนทำสิ่งที่เขารัก เพราะถ้าทุกคนทำสิ่งที่เขารักจะดีกว่า ทุกคนจะดีใจมีความสุข”

ก่อนที่หนังสือจะออกมาเป็นเล่ม แคทเธอรีนได้นำบทกวีที่เธอแต่งไปเพอร์ฟอร์แมนซ์หลายแห่งนานเป็นเวลา 3 ปี และอยู่ในกลุ่ม Bangkok Lyrical Lunacy

“มีเพื่อนชวนไปอีเวนต์ที่นักกวีไปเพอร์ฟอร์มบทกวีของเขาตามโรงแรม โรงเรียน ร้านอาหาร ครั้งแรกสั่นมากเลย  แคทเปิดใจให้ทุกคนฟังเลย พูดเรื่องความกลัว ความลับของเราทั้งหมดเลย

ความรู้สึกเหมือน เราเปิดตัวเองควักหัวใจแล้วยื่นไปวางที่มือคนอื่น ให้คนอื่นดู แคทกลัวมากเพราะมันเป็นฝันของเรา แชร์กวีของเรากับทุกคน”

จากหลายพันบทกวีที่เขียนไว้ เธอคัดเลือกประเด็นเกี่ยวกับผู้หญิง ซึ่งก็คือเรื่องราวของเธอ ที่มันจะสามารถสื่อสารและสะท้อนแง่มุมความคิดกับคนอื่นได้

“มีเรื่องความไม่มั่นใจในตัวเอง การติดโซเชียลมีเดีย เรื่องสีผม เรื่องสัญชาติ แคทเคยป่วยล้วงคออาเจียนเพื่อจะทำลายเส้นเสียงของตัวเอง เพราะไม่อยากให้ตัวซัคเซสในการร้องเพลง มีความขัดแย้งในตัวเอง

แคทอยากให้คนรู้ด้วยว่าแคทหาวิธีช่วยตัวเองได้ ตอนแคทเป็นแบบนั้นบอกกับใครไม่ได้ แต่การแต่งบทกวีมันช่วยเราได้ เราเริ่มเข้าใจมัน เรื่องนี้มีพูดนิดๆ ในเล่ม เพราะพูดหลายเรื่อง มันเหมือนเป็นการเดินทางของผู้หญิงคนหนึ่ง

สำหรับแคทกวีเป็นสิ่งที่เรารักมากที่สุด กวีเราจะเปลี่ยนโลกได้ จะช่วยให้คนอื่นมั่นใจตัวเองด้วย”

ลองฟังกวีในห้องนอน ซึ่งจะช่วยให้คุณนอนหลับ และตื่นมาเข้าใจโลกเพิ่มขึ้นในอีกแง่มุมติดตามเธอและสั่งซื้อหนังสือได้ทางเฟซบุ๊กอินสตาแกรม Bedroompoet หรือซื้อหนังสือทางAmazon, iBooks และ Kindle

ผู้หญิง ทะเล และอารมณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ม.ค. 2561 เวลา 10:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535319

ผู้หญิง ทะเล และอารมณ์

โดย มัลลิกา นามสง่า ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

มนตร์เสน่ห์ของผู้หญิงไม่เสื่อมคลายยังสามารถมัดใจ “โกวิท วัฒนราช” ได้ต่อเนื่องมา 8 ปี งานจิตรกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นยังนำ “ผู้หญิง” มาเป็นตัวเอกในการสื่อสารเนื้อหา หากแต่สถานที่เปลี่ยนไป และเมื่อสถานที่เปลี่ยน อารมณ์แห่งอิสตรีก็ผันแปรตามเช่นกัน

นิทรรศการ Ladies in Summer (พักร้อน) โกวิทพาผู้หญิงของเขาไปพักร้อนที่ทะเล ผู้หญิงมาทะเลไม่หนีร้อน ก็หนีรัก

“ผู้หญิงยังมีอะไรน่าสนใจอีกเยอะ อารมณ์ของพวกเธอ โกรธ มีความสุข หัวเราะ ร้องไห้ เครียด กังวล การแสดงสีหน้าท่าทาง การยิ้ม ยักคิ้ว ริมฝีปาก การแต่งหน้าแต่งตา แต่งตัวยังมีอะไรให้เรานำมาเล่นได้อีก”

ครั้งนี้โกวิทได้สร้างผู้หญิงกึ่งคาแรกเตอร์การ์ตูน ลดทอนความเหมือนจริงลงไป ทำให้เขาสามารถที่จะใส่จินตนาการไปยังพวกเธอได้อย่างอิสระ

“งานชุดที่แล้วทำผู้หญิงกลางคืน ชุดนี้อยากให้เนื้อหาชัดเจนขึ้นมาอีก แต่อยากให้ดูในบรรยากาศท่องเที่ยว ออกมาจากสังคมเมือง ก็นึกถึงทะเล เพราะผมพาลูกๆ ไปเที่ยวบ่อย

ผู้หญิงมาทะเลได้เห็นทั้งความสดใส ร่าเริง มีความสุข ตื่นเต้น แต่งตัวสวย แต่บางคนมาแล้วก็มีความทุกข์ ดูเหนื่อย โดดเดี่ยว เหงา เหมือนทะเลดูสวยบางทีดูน่ากลัว ใต้ท้องทะเลไม่รู้มีอะไรบ้าง ทะเลกว้างใหญ่”

สีสด สไตล์งานป๊อปอาร์ต ยังเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ฝีแปรงของโกวิท “งานยังมีความเป็นเพนติ้งเป็นเรียลลิสติกแต่ทำให้ดูมีความทันสมัย จึงใส่ป๊อปปาร์ตผสมเข้ามาบ้าง”

ยังคงสร้างงานขนาดใหญ่ คือ 1.5×2 เมตร เพื่อให้ภาพมีอิมแพ็คกับคนดู และสีจัดจ้านเฉพาะจุด เช่น ปาก ผม เป็นจุดแรกที่จะดึงดูดเชื้อเชิญให้ผู้ชมเดินเข้ามาเพ่งพิศพวกเธอใกล้ๆ เพราะถึงแม้งานจะมีขนาดใหญ่แต่การได้ใกล้ชิดกับผู้หญิงเรามักจะได้รับสัญญาณบางอย่างที่พวกเธอส่งผ่านอิริยาบถ แววตา การวางไม้วางมือ แม้แต่รอยยิ้มที่ซ่อนนัยหลายแง่

โกวิทลดทอนรายละเอียดในภาพลง ปล่อยให้ผู้หญิงกับทะเลได้ทำหน้าที่ของตัวเอง เฉกเช่นภาพวาดสีน้ำมัน “Alone” ภาพหญิงสาวในบรรยากาศท่ามกลางทะเลสีหม่น หรือภาพวาดสีน้ำมันชื่อ “Hey!..I gonna fly” หญิงสาวสวมแว่นนักบินพร้อมบินไปกับนกนางนวลผู้ชมดูแล้วจะคิดเยี่ยงไรกับเธอ…

“ผมชอบงานให้มีสเปซให้คิดนิดๆ เหมือนมีอะไรแฝงอยู่ ลายเส้นของคลื่นทะเลใช้แปรงใหญ่ปาดไปก่อน สลัดสีบ้าง ดีดสีบ้าง เพื่อให้มีอารมณ์ของน้ำกระเซ็น ให้พื้นผิวมีมิติขึ้นมา ส่วนผู้หญิงรายละเอียดที่ดวงตาใช้เวลาทำนานหน่อย ตาเขามีอะไรจะบอก”

ทะเลสื่ออารมณ์ได้เยอะเหมือนชีวิตคน และยิ่งอารมณ์ของผู้หญิงไม่ว่าจะจับพวกเธอไปอยู่ไหน พวกเธอก็ยังมีเสน่ห์อันเย้ายวนให้น่าค้นหา

ในรอยยิ้มอาจมีแววตาหม่นเศร้า ในท่าทีร่าเริงใต้อาภรณ์ที่มั่นใจเธออาจกำลังโดดเดี่ยว ทะเลสีฟ้าครามเมื่อเธอลงไปอยู่อาจกลายเป็นทะเลสีดำ และเจ้านกนางนวลตัวแทนแห่งความฝันที่จะพาหัวใจโบยบิน การว่ายดำดิ่งกับปลาใต้ท้องทะเลประหนึ่งการปลดปล่อยพันธนาการ

ผู้หญิงอาจจะเข้าใจยาก แต่ผู้หญิงก็อยากจะให้ใครเข้าใจเธอ…

นิทรรศการ Ladies in Summer (พักร้อน) จัดแสดงถึงวันที่ 27 ม.ค. ณ นัมเบอร์วันแกลอรี่ 19 ซอยสีลม 21

อลิสา สินวัฒนกุล พลังงานบวกจากสนามแข่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ม.ค. 2561 เวลา 10:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535318

อลิสา สินวัฒนกุล พลังงานบวกจากสนามแข่ง

โดย สมแขก ภาพ ทีมบียอนด์

ถาพูดถึงฮอบบี้ยอดฮิตของหนุ่มสาวในยุคนี้หนีไม่พ้น “การวิ่ง” นอกจากการได้สังคมใหม่ ทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ส่วนหนึ่งของเป้าหมายคือการทดสอบตัวเอง บางคนไต่ระดับความโหดด้วยการเพิ่มระยะทาง ไปจนไตรกีฬา เหมือนสาวสวยที่คลุกคลีในวงการวิ่งมาหลายบทบาท “อลิ-อลิสา สินวัฒนกุล” สาวนักกีฬาหน้าหวาน เริ่มจากการเป็นทีมงานผู้จัดการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ มาเกือบ 10 ปี จนได้รับแรงบันดาลใจจากเพื่อนนักกีฬาหลายคน จึงได้เริ่มออกวิ่งตามงานต่างๆ ฝึกปั่นจักรยานและหัดว่ายน้ำ จนกระทั่งเริ่มลงไตรกีฬา มาดูกันว่าเธอได้รับพลังดีๆ มากมายจากไลฟ์สไตล์นี้อย่างไรบ้าง

 

 

สาวตัวเล็กหน้าตาค่อนไปทางต่างชาตินิดๆ เธออยู่ในวงการวิ่งมายาวนานเริ่มจากในฐานะคนจัดการแข่งขันทั้งวิ่งมาราธอน ไตรกีฬา แล้วอะไรทำให้เธออยากออกวิ่ง “ของ อลิอาจจะแปลกกว่าคนอื่นหน่อยคือ เราเป็นสายแบ็กแพ็ก พอเรียนจบก็อยากทำงานที่ได้เดินทางเยอะๆ แต่ก็คิดว่าจะทำอะไรเกี่ยวกับกีฬา ก็มาเจอบริษัทสปอร์ตอีเวนต์ ตอนนั้นก็เจอคำว่ามาราธอน ไตรกีฬา เรารู้แค่เฮ้ย! บาหลี ภูเก็ต อยากเที่ยวแต่ไม่รู้เรื่องกีฬา คิดว่าถ้าเข้าไปทำงานต้องได้เที่ยวชัวร์ เริ่มต้นมาตั้งแต่ 9 ปีที่แล้ว ได้เดินทางไปดูการแข่งขันต่างๆ ไม่เฉพาะในเมืองไทย แต่เห็นในเอเชีย ยุโรป มีทั้งพานักกีฬาไทยไปต่างประเทศและพานักกีฬาต่างประเทศเข้ามาในไทย”

อลิบอกว่า การได้เจอนักกีฬาที่ได้ร่วมการแข่งขันเป็นความโชคดีอีกอย่างหนึ่งของเธอ บางครั้งแม้ไม่ได้ไปแข่งขันแต่ได้ไปชมการแข่งขันระดับโลกใหญ่ๆ ก็สร้างแรงบันดาลใจดีๆ ให้เธอได้ไม่น้อย และด้วยประสบการณ์เกือบสิบปีในแวดวงสปอร์ตอีเวนต์ ตอนนี้อลิแม้จะพ่วงคำว่านักกีฬาเข้าไปด้วยแต่ก็ยังอยู่ในฐานะผู้จัดการแข่งขันอยู่ มีบริษัทของตัวเองชื่อ FabMotion

“พอทำงานเที่ยวจุใจก็เกิดแรงบันดาลใจ ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเล่นกีฬา จากคนที่ไม่เคยเล่นกีฬาเลย ก่อนหน้านี้อลิเป็นคนชอบดูกีฬา แต่ไม่เล่นกีฬาอะไรเลยตั้งแต่เด็กๆ จนได้มาทำงานในสาย Sport event organizer พอเราอยู่ในบรรยากาศการแข่งขันงานวิ่ง หรือไตรกีฬาต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ พอมาทำงานด้านนี้จริงๆ ก็ทำให้เข้าใจว่าความเข้าใจเดิมของเราที่คิดว่านักกีฬาจะต้องเป็นคนที่เกิดมาแข็งแกร่งเลย เกิดมาเพื่อเป็นนักกีฬา จริงๆ แล้วไม่ใช่ เราเห็นคนเกือบทุกอาชีพ นักธุรกิจ คุณหมอ คุณครู หรือหนุ่มสาวออฟฟิศทั่วไป ทุกคนเป็นนักกีฬาได้หมด”

จากผู้จัดอลิสาเริ่มพาตัวเองออกมาวิ่งบ้างในฐานะนักกีฬา เธอบอกว่าเป็นมือใหม่เริ่มจากมินิมาราธอนก่อน ขยับมาฮาล์ฟมาราธอน แล้วก็มาฝึกว่ายน้ำแบบออกทะเล แล้วก็เริ่มแข่งไตรกีฬาครั้งแรกเมื่อสองปีที่ผ่านมา ตอนนี้เป้าหมายของตัวเองตอนนี้ก็คือเพิ่มระยะของตัวเองไปเรื่อยๆ ทั้งเรื่องวิ่งและไตรกีฬา

 

“มันเริ่มจากงานที่สุดท้ายกลายเป็นฮอบบี้ ที่มีเป้าหมายวางเอาไว้ และเราก็พยายามไล่ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ อลิก็เป็นเหมือนคนทั่วไปที่ออกวิ่งวันแรกก็ไม่ได้สำเร็จเลย เราต้องฝึก ต้องซ้อม จากคนที่วันแรกออกวิ่งทำได้ 400 เมตรก็เหนื่อยลิ้นห้อย พอเราไม่ยอมแพ้ก็มีพัฒนาการเป็น 2 กม. ขยับเป็น 10 กม. กลายเป็น 21 กม. เป็นฟูลมาราธอน อย่างที่อลิบอกว่าทุกคนสามารถเป็นนักกีฬาได้หมด หากเราลงมือและตั้งใจจริง แต่เรื่องที่ยากที่สุดก็คือการเริ่มต้นนี่แหละ”เมื่อถามว่าอะไรคือความสนุกของการวิ่ง หรือเล่นไตรกีฬาของเธอ “อลิมองว่าเสน่ห์ของกีฬานี้มันมีกระบวนการตั้งแต่การตัดสินใจเล่น การซ้อม และบรรยากาศในการแข่งขันที่เป็นมิตรมากๆ เป็นความรู้สึกที่ต่างจากการเล่นกีฬาอื่นๆ ที่เราสะใจเวลาทีมหรือคนที่เราเชียร์ชนะ หรือเกิดการปะทะ แต่บรรยากาศแข่งวิ่งไกลๆ มันเป็นกีฬาที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนเล่นมากกว่า ยิ่งใหญ่ที่ได้สู้กับตัวเราเอง ไม่ต้องไปเอาชนะใคร สู้กับตัวเองนี่แหละ ถามว่ามันยากไหม แน่นอนว่าไม่ง่ายหรอกวิ่งร้อนๆ เป็นหลักสิบยี่สิบหรือบางทีก็สี่สิบกิโลเมตร มันก็ทรมาน แต่มันเป็นทรมานบันเทิง (เป็นคำที่นักวิ่งมักพูดกัน) เพราะจะมีอะไรที่มีความสุขเท่าเอาชนะใจตัวเองไม่มีแล้ว แม้เป้าหมายจะเล็กน้อยสำหรับคนอื่น แต่เราทำสำเร็จก็ชนะตัวเองแล้ว”

 

อลิ บอกว่า ไม่ได้บอกว่าจะให้ทุกคนลุกขึ้นมาวิ่ง แต่ให้เริ่มหาสิ่งที่ตัวเองทำแล้วมีความสุข ทุกอย่างต้องเริ่มต้นลองทำ อาจจะยากในครั้งแรกแต่สิ่งที่ได้กลับไปแน่นอนก็คือ สุขภาพที่ดีขึ้น สังคมใหม่ๆ นอกห้องสี่เหลี่ยม สำหรับเธอ การวิ่งและไตรกีฬาทำให้วิธีคิดเปลี่ยนไป เธอเรียนรู้ว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ ก็สามารถเป็นนักกีฬาได้ พลังบวกจากสนามแข่งหรือสนามซ้อม ทำให้เธอผลักดันตัวเองไปทีละนิด และมีความสุขไปกับมัน“สิ่งสำคัญคือการตั้งเป้าหมาย ให้เวลากับเป้าหมายนั้น แล้วเริ่มลงมือทำให้เหมือนกับเวลาที่คุณตั้งเป้าหมายกับงานหรือเป้าหมายชีวิตอื่นๆ อาจจะเริ่มต้นจากเป้าหมายเล็กๆ พอเราทำสำเร็จหนึ่งเป้าหมาย เราก็จะมีกำลังใจทำเป้าหมายต่อไปให้สำเร็จ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเป้าหมายก็คือการเริ่มต้นลงมือทำ เพราะผลจะไม่เกิดถ้าเราไม่ลงมือทำ”