กิตติกา สมเป็งตัน ความสุขเกิดง่าย ไม่ซับซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ม.ค. 2561 เวลา 09:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535315

กิตติกา สมเป็งตัน ความสุขเกิดง่าย ไม่ซับซ้อน

โดย สมแขก ภาพ เฟซบุ๊กแฟนเพจ บ้านเหนือ หนังสือและภาพถ่าย

“แค่มีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่เบียดเบียนใคร ได้ใช้ชีวิตแบบช้าๆ ไม่เร่งรีบ อยู่ในที่อากาศปลอดโปร่ง มีเวลาให้ครอบครัว คนที่รัก กินอิ่มนอนสบาย ยิ้มได้ หัวเราะได้ ก็น่าจะเป็นนิยามชีวิตที่ดีแล้ว” นิยามความสุขสั้นๆ แต่ชัดเจนและตรงไปตรงมาจาก ฝ้าย-กิตติกา สมเป็งตัน สาวลำพูนที่ปัจจุบันย้ายตัวเองไปอยู่ที่เชียงใหม่เรียบร้อยแล้ว บอกกับเราเมื่อเจอกับคำถามว่านิยามความสุขคืออะไร

ฝ้ายเล่าย้อนว่า เมืองเล็กๆ สงบ เรียบง่าย ใกล้เชียงใหม่อย่างลำพูน ที่วิถีของผู้คนไม่ได้เร่งรีบเหมือนเมืองใหญ่ทั่วไป บวกกับการอยู่ในครอบครัวที่

รับราชการ เติบโตมากับคุณปู่คุณย่าเป็นส่วนหล่อหลอมให้เธอคิดว่าไม่อยากไปอยู่ไกลบ้าน “ฝ้ายเกิดในลำพูน ตอนเป็นเด็กมีคุณปู่กับคุณย่าคอยดูแลเลี้ยงดู ส่วนทุกวันนี้เปลี่ยนมาเป็นคนดูแลคุณปู่ ส่วนคุณย่านั้นเสียแล้ว คุณพ่อรับราชการตำรวจ คุณแม่ค้าขาย ขณะเดียวกันที่บ้านยังทำสวนลำไย เหมือนชาวบ้านลำพูนทั่วไป ตั้งแต่เด็กจนถึงมัธยมเรียนใน จ.ลำพูน ก่อนจะไปต่อระดับมหาวิทยาลัยที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ในสาขาวิชาจิตวิทยาองค์การ แล้วก็ย้ายไปทำงานประจำในตัวเมืองเชียงใหม่ สักพักหนึ่งจึงลาออกเพื่อมาทำร้านหนังสือ”

งานปัจจุบันของฝ้ายคือเปิดร้านหนังสือ ชื่อ “บ้านเหนือ หนังสือและภาพถ่าย” ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างออกมาจากตัวเมืองเชียงใหม่ คือตั้งอยู่ในหมู่บ้านแม่กุ้งบก อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งชาวบ้านที่นี่ยังมีวิถีชีวิตแบบที่เราเคยเห็นตั้งแต่เด็ก คือทำนาทำสวน เปิดมาเป็นเข้าปีที่สองแล้ว โดยจะเป็นร้านในสไตล์บุ๊กคาเฟ่ มีส่วนที่เป็นร้านหนังสือ มีโต๊ะนั่งกินดื่มแบบสบายๆ ดูผ่อนคลาย เป็นกันเองกับตัวบ้านที่ดูคล้ายๆ แกลเลอรี่ส่วนตัว ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านมากกว่าคาเฟ่

“การปรับตัวระยะแรกของการลาออกมีปัญหาบ้างเล็กน้อย เพราะเรายังไม่ชิน อย่างในช่วงแรกๆ มักจะหลงลืมวันเวลาอยู่ตลอดเลย วันธรรมดากับวันเสาร์อาทิตย์นี่งงไปหมด อีกอย่างคือ เพื่อนๆ ทำงานกันหมดในวันที่เราว่าง มันก็เลยเหงานิดหน่อย ทำตัวไม่ค่อยถูก สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นก็คือทำสิ่งที่เราชอบ อ่านหนังสือบ้าง ฟังเพลงบ้าง แต่เป็นอยู่แป๊บเดียว เราก็จัดการกับรูปแบบชีวิตของเราได้ลงตัว

ตอนนี้งานที่ทำส่วนใหญ่ในแต่ละวัน จะดูแลในส่วนของอาหาร เครื่องดื่ม ทำขนมไว้ขายเองที่บ้านด้วย และส่งให้ลูกค้าทั้งที่เป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ และตามออร์เดอร์ นอกจากนี้ ชั้นสองของบ้านยังเปิดเป็นที่พักให้กับแขกที่สนใจอยากมานอนพักในบรรยากาศบ้านทุ่ง หากวันไหนมีแขกเข้าพักก็จะดูแลในส่วนนี้ด้วย”

การทำงานที่มีตัวเองเป็นเจ้าของ และต้องบริหารจัดการเอง ฝ้ายบอกว่า แตกต่างจากงานประจำที่เคยทำ ข้อดีที่เธอค้นพบก็คือ “เราทำงานอยู่ที่บ้าน ไม่ต้องรีบตื่นแล้วเดินทางไปทำงานนอกบ้านเหมือนเมื่อก่อน ได้สูดอากาศโปร่งๆ แดดอุ่นๆ หอมๆ ในยามเช้า มีอิสระกับการทำในสิ่งที่เราอยากทำ ไม่ต้องขัดกับความรู้สึกฝืนใจทำในเรื่องที่เราไม่อยากทำมากๆ แต่ก็ต้องทำ เพราะเป็นหน้าที่รับผิดชอบที่คนทำงานประจำมักจะประสบ พอทำงานประจำถึงจุดหนึ่ง มันเริ่มรู้สึกว่าไม่สนุกละ เลยออกจากงานที่ทำดีกว่า

งานตอนนี้ที่ทำอยู่ เราไม่ได้คิดว่าเป็นงาน เราอยากทำอะไร ตอนไหน ทำอะไรก่อนหลังก็มีเวลาของมันอยู่แล้ว และบางอย่างขึ้นอยู่กับเรา แต่เราก็ยังมีตารางความรับผิดชอบและวินัยของเราด้วยส่วนหนึ่ง เพื่อให้งานลุล่วงในแต่ละวัน” ฝ้าย อธิบาย

สาวยิ้มง่ายดูใจดี บอกที่มาของแรงบันดาลใจของการมาสร้างกิจการของตัวเอง และการลุกขึ้นมาทำขนม จนถึงวันนี้นอกจากเธอจะทำขายในแบรนด์ของตัวเองคือ “คำฝ้าย” เป็นขนมโฮมเมดแล้ว ยังเป็นคุณครูฝ้ายของเด็กๆ ด้วย “จริงๆ แล้วไม่ได้มีแรงบันดาลใจอะไรเลย แค่ชอบอ่านหนังสือ และมีโอกาสที่ดี จังหวะเวลาที่เหมาะสม เลยเปิดร้านบ้านเหนือฯ ขึ้นมา ซึ่งตอนแรกที่ทำร้านก็ทำขนมไม่เป็นเลย ไปสั่งตามร้านมาขาย พอขายไม่หมด ขนมหมดอายุก็ทิ้ง เสียดายและทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่าย

ในที่สุดเลยตัดสินใจไปเรียนทำขนมกับพี่ที่รู้จักเพื่อเป็นพื้นฐาน พอให้หยิบจับอะไรได้คล่องขึ้น หลังจากนั้นก็บรรเลงเรียนด้วยตัวเองทั้งหมด จากหนังสือก็มี แต่ส่วนใหญ่จะดูคลิปจากในยูทูบ ดูสูตร ดูวิธีการทำ อยากทำอันไหน ชอบอันไหน อยากกินอะไร เราลงมือทำเลย ทำบ่อยๆ ก็เริ่มปรับสูตรตามที่ถูกใจเรา ยิ่งทำก็ยิ่งสนุก ยิ่งมีคนกินชอบ เรายิ่งมีกำลังใจที่จะทำ

ความสุขของการทำขนม เพลินดีค่ะ การทำขนมแต่ละครั้งทำให้ฝีมือเราพัฒนาขึ้น ทั้งรสชาติ รูปร่างหน้าตา มีความมั่นใจมากขึ้น เพราะอย่างที่บอกเป็นคนทำขนมไม่เป็นเลยตั้งแต่แรก พอลูกค้าชอบขนมที่เราทำ เราก็ดีใจ ยิ้มแก้มบาน ขอบคุณแล้วขอบคุณอีก ส่วนความสุขของการสอนทำขนม จริงๆ แล้วเราไม่ได้คิดว่าเป็นการสอน เรามาสนุกกันมากกว่า เด็กๆ สนุกเราก็สนุก ให้เด็กๆ ได้ชั่ง ได้ตวง มีกิจกรรมทำ คุยนั่นนี่กันตอนทำ หัวเราะกันไปก็น่ารักดี เขามีความน่ารักในตัวเองอยู่แล้ว เราก็ได้ประสบการณ์ใหม่ ความประทับใจใหม่ สดใสขึ้นด้วย (ยิ้ม)”

ฝ้ายยืนยันอีกครั้งว่า “แท้จริงแล้วความสุขไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ความสุขเกิดขึ้นได้ง่าย ดังนั้นการทำอะไรที่อยากทำแล้วลงมือทำ ไม่จำเป็นจะต้องทำทีเดียว ค่อยๆ ทำตามกำลังแรงที่เรามี อย่าคิดว่ารอเวลาเมื่อพร้อม เพราะถ้าไม่เริ่มทำคุณก็จะไม่มีวันพร้อม ความสุขของความฝัน คือการได้ลงมือทำในสิ่งที่เป็นตัวเรา”

ไปติดตามความสงบเรียบง่ายสไตล์หนอนหนังสือ งานศิลปะ และบรรยากาศของการใช้ชีวิตเนิบช้าใน อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ได้ที่เพจร้าน “บ้านเหนือ หนังสือและภาพถ่าย” ได้ที่www.facebook.com/baanneua.booksgallery/

Eka Bhuja Swastikasana 1 Variations : (Universal Yoga Arm Asana) อาสนะท่าประยุกต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ม.ค. 2561 เวลา 12:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535195

Eka Bhuja Swastikasana 1 Variations : (Universal Yoga Arm Asana) อาสนะท่าประยุกต์

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

อาสนะท่านี้ได้ประยุกต์มาจากท่าเดิมที่ครูโยคะชื่อดังจากชาวยูเครน อันเดรย์ ลัปปา (Andrey Lappa) ได้ออกแบบขึ้นมา ซึ่งในท่านี้นอกจากจะยืดต้นแขนด้านในที่ลึกแล้ว ยังเพิ่มการฝึก การทรงตัวด้านข้าง เข้ามา โดยการออกแบบตำแหน่งของขาคล้ายกับท่าต้นไม้ โดยใช้การทรงตัวของลำตัวด้านข้าง ทั้งหมดแทนการทรงตัวด้วยท่ายืนด้วยขาเดียวแบบท่าต้นไม้ดั้งเดิม จึงกลายเป็นท่าผสม ของ 2 ท่านี้เข้าด้วยกัน

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มจากให้นอนคว่ำในท่าสฟิงซ์ หายใจเข้า-ออกตามธรรมชาติสักครู่ (รูป 1)

2.วางหน้าอกลงที่พื้น คว่ำหน้าลง ยืดแขนขวาออกไปด้านข้างให้อยู่ในระดับเดียวกับไหล่ คว่ำฝ่ามือลงที่พื้น แยกนิ้วมือออกจากกัน ส่วนฝ่ามือซ้ายให้วางข้างหน้าอกด้านซ้าย (รูป 2)

3.สูดลมหายใจเข้าให้เต็มปอด จากนั้นช่วงที่หายใจออก ให้ยกเท้าข้างซ้ายวางไปที่พื้นนอกขาขวาโดยวางติดกับขาขวา ในขณะเดียวกันตะแคงฝ่าเท้าขวาที่พื้น (รูป 3)

4.หายใจเข้าให้ยกเท้าซ้ายที่อยู่ที่พื้นขึ้นมาทำท่าต้นไม้แบบนอนตะแคง โดยมือซ้ายยังคงประคองตัวให้แตะไว้ที่พื้นเบาๆ คว่ำหน้าผากลงพื้น ผ่อนคลายต้นคอ หายใจเข้า-ออก ประมาณ 2 รอบลมหายใจ (รูป 4)

5.หายใจออก ทรงตัวด้วยลำตัวด้านข้าง ส่งมือซ้ายมาวางที่หน้าต้นขาซ้ายเหนือหัวเข่า ค้างท่าให้นิ่ง ด้วยการหายใจเข้า-ออก ประมาณ 5 ลมหายใจ (รูป 5)

6.หายใจเข้ายกแขนข้างซ้ายขึ้นกลางอากาศ (รูป 6)

7.หายใจออก ยืดแขนซ้ายข้ามศีรษะวางแขนแนบใบหูยืดแขนออกไปจนกระทั่งวางฝ่ามือลงสู่พื้นได้ ค้างท่านี้สักครู่ ประมาณ 5 ลมหายใจเข้า-ออก จากนั้นค่อยคลายออกจากท่า แล้วลองฝึกสลับข้าง (รูป 7)

เลี่ยงภาวะตาบอด เช็ก 5 สัญญาณ… เสี่ยงโรคต้อกระจก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ม.ค. 2561 เวลา 11:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535192

เลี่ยงภาวะตาบอด เช็ก 5 สัญญาณ... เสี่ยงโรคต้อกระจก

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล       sopitasavang2010@gmail.com

การเตรียมพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณด้วยการดูแลและตรวจสุขภาพอย่างเป็นประจำ นับเป็นสิ่งที่จำเป็นและส่งผลดีอย่างยิ่ง เนื่องจากภาวะเสื่อมถอยของร่างกายก็อาจเป็นบ่อเกิดของภาวะเสี่ยงต่อสุขภาพที่มากมาย

รวมไปถึงโรคต้อกระจกซึ่งเป็นปัญหาทางสายตาที่พบได้มากในกลุ่มวัยเกษียณ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจกลายเป็นสาเหตุของภาวะตาบอดได้

จากการสำรวจพบว่ามีจำนวนถึง 42% ของผู้มีภาวะตาบอดมีสาเหตุมาจากภาวะต้อกระจก พ.ต.อ.นพ.คำนูณ อธิภาส จักษุแพทย์ ประจำ “นวตา จักษุคลินิก” กล่าวว่า โรคต้อกระจก มักมาพร้อมกับอายุมากที่ขึ้น นับเป็นความเสื่อมอย่างหนึ่งเกี่ยวกับร่างกายของคนเรา

“โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงของเลนส์แก้วตาที่ช่วยในการมองเห็น ซึ่งจะมีลักษณะตัวเลนส์ที่นิ่มมากเมื่ออยู่ในวัยเด็ก แต่เมื่อเริ่มมีอายุที่มากขึ้น เลนส์แก้วตาจะค่อยๆ แข็งขึ้น เกิดความไม่สม่ำเสมอ จนเกิดความขุ่นมัวในเนื้อเลนส์ และส่งผลต่อการมองเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ

 นอกจากนี้ ยังสามารถเกิดจากปัจจัยอื่นๆ ได้ เช่น ผลข้างเคียงจากการใช้ยา สารสเตียรอยด์ สารพิษ ประสบอุบัติเหตุ และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อาทิ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และไทรอยด์”

 โรคต้อกระจก จะค่อยๆ เกิดขึ้น โดยใช้ระยะเวลาในการเปลี่ยนแปลงของเลนส์ตาจนกระทั่งตาขุ่นมัว จึงอาจทำให้คนทั่วไปไม่ทันได้ตระหนักถึงอาการเริ่มต้นของโรคต้อกระจก ซึ่ง พ.ต.อ.นพ.คำนูณ ชี้ว่าจะส่งผลร้ายต่อการมองเห็นได้

ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอย่างผู้ที่เข้าสู่วัยเกษียณ หรือบุคคลใกล้ชิด จึงควรตรวจสอบตนเอง รวมถึงบุคคลใกล้ตัวถึงอาการ 5 สัญญาณเสี่ยงโรคต้อกระจก ดังนี้

1.ตาค่อยๆ มัวลงอย่างช้าๆ โดยไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ อาจเริ่มมีอาการที่มัวลงภายในช่วงเวลาสั้นเพียง 2-3 เดือน หรือถึงมากกว่า 10 ปีในบางราย

2.สายตากลับ มีอาการเปลี่ยนแปลงด้านการมองเห็นอย่างเห็นได้ชัดเจน เช่น จากเดิมสายตายาวแล้วเปลี่ยนเป็นสายตาสั้น หรือเกิดสายตาเอียงขึ้น

3.เห็นแสงแตกกระจาย เมื่อใช้สายตามองแสงแล้วจะเห็นมีลักษณะเป็นเส้นๆ เป็นแฉกๆ หรืออาจดูมีภาพซ้อน

 4.ความสามารถในการมองเห็นในที่มืดลดน้อยลง ต้องการแสงสว่างที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะพบบ่อยๆ ในกลุ่มคนสูงวัยมากๆ

5.ต้อกระจกบางชนิดจะมองเห็นในที่มืดชัดกว่าที่สว่าง เนื่องจากมีความขุ่นมัวเฉพาะส่วนกลางของเลนส์ตา ซึ่งในที่สว่างนั้นรูม่านตาจะมีขนาดเล็ก เวลาใช้สายตาก็จะมองผ่านเฉพาะส่วนที่ขุ่นมัวนั้น แต่ในที่มืดรูม่านตาจะขยายกว้างขึ้นการมองเห็นก็จะดีขึ้น มักพบในคนที่ป่วยเป็นโรคต้อกระจกจากผลกระทบของโรคเบาหวาน ใช้ยาสเตียรอยด์ด้วยการรับประทาน หรือหยอดตามาเป็นเวลานานๆ

หากมีอาการน่าสงสัยเพียงข้อใดๆ ข้อหนึ่ง พ.ต.อ.นพ.คำนูณ แนะว่าก็ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเช็กอย่างละเอียดและรับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

“เนื่องจากความก้าวหน้าในทางการแพทย์ปัจจุบันที่สามารถรักษาผู้ป่วยได้อย่างหลากหลายรูปแบบ ทั้งการสวมแว่นตา การใช้ยาหยอดตาในกรณีที่ยังไม่มีอาการรุนแรงมาก รวมไปถึงการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตา ที่ทำได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น

ดังเช่นการสลายต้อกระจกด้วยระบบอัลตราซาวด์ ที่ช่วยทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กเพียง 2-3 มิลลิเมตร ผู้ป่วยจึงไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน แผลสามารถสมานตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่จะรักษาด้วยการผ่าตัดลอกต้อกระจก ทำให้มีแผลใหญ่และยาวเกือบ 1 เซนติเมตร จนส่งผลให้แผลหายได้ช้าลง หรือมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เฟมโตเซคเคินเลเซอร์ และนาโนเซคเคินเลเซอร์เข้ามาช่วยในการผ่าตัดร่วมด้วย”

นอกเหนือจากการรักษาด้วยการผ่าตัดนั้น พ.ต.อ.นพ.คำนูณ แจงว่า การเลือกใช้เลนส์แก้วตาเทียมสำหรับการผ่าตัดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้ป่วยควรให้ความสำคัญและมีความรู้เบื้องต้น

“เนื่องจากเลนส์แก้วตาเทียมมีหลากหลายชนิด ซึ่งผู้ป่วยสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับการลักษณะการใช้ในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่เหมาะกับปัญหาทางสายตาเดิมของตนเอง เช่น หากมีสายตาสั้นมากๆ เมื่อมีการผ่าตัด ก็จะสามารถใช้โอกาสนั้นเลือกใช้เลนส์แก้วตาเทียมชนิดหลายโฟกัส ที่คำนวณค่าให้แสงตกโฟกัสให้ตรงจอประสาทตาพอดี จึงสามารถช่วยแก้อาการสายตาสั้นให้ดียิ่งขึ้นได้ หรือสายตาเอียงมากๆ อันมาจากผิวกระจกตาไม่กลม ก็สามารถใช้โอกาสการผ่าตัดนี้ในการเลือกเลนส์แก้วตาเทียม ที่สามารถชดเชยและแก้สายตาเอียงได้อีกด้วย”

สำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญต่อโรคเกี่ยวกับสายตาได้ง่าย พ.ต.อ.นพ.คำนูณ ย้ำว่าควรรับการตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง หรืออาจเข้ารับการตรวจที่เร็วขึ้นหากว่าอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงอื่นๆ เช่น เป็นผู้ป่วยเบาหวาน และไทรอยด์ หรือใช้ยาสเตียรอยด์บ่อยครั้ง เป็นต้น ซึ่งหากรู้ปัญหาทางสายตาได้เร็ว รักษาได้ทันเวลา ก็จะช่วยให้ทุกคนสามารถถนอมสายตาให้อยู่คู่ไปกับเราได้อย่างยาวนานยิ่งขึ้น

ธันยพร คงแจ่ม ดาราภัช ทวินันท์ คู่ซี้นักร้องสาวแห่งค่ายอาร์สยาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ม.ค. 2561 เวลา 11:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535184

ธันยพร คงแจ่ม ดาราภัช ทวินันท์ คู่ซี้นักร้องสาวแห่งค่ายอาร์สยาม

โดย ภาดนุ  ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

เป็นโอกาสดีที่ได้เจอสองนักร้องสาวรุ่นใหม่มาแรงแห่งค่ายอาร์สยาม อย่าง “เพลง” ธันยพร คงแจ่ม และ “ธัญญ่า” ดาราภัช ทวินันท์ ซึ่งทั้งคู่ถือว่าเป็นสองสาวสวยเพื่อนซี้คู่ใหม่ของค่าย ณ เวลานี้เลยก็ว่าได้

เอ้า! สองสาวเขามีอะไรจะฝากถึงกันและกันบ้าง ลองไปฟังจากปากเจ้าตัวกันเลย พร้อมทั้งอัพเดทผลงานของสองสาวไปในตัวด้วย

เพลง พูดถึงธัญญ่า “แตกต่างแต่ลงตัว”

 เพลง ธันยพร อายุ 19 ปี เรียนอยู่ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (มศว) เพลงเป็นศิลปินเดี่ยวสังกัดค่ายอาร์สยาม มีผลงานซิงเกิ้ลที่ผ่านมาคือ เพลง “เรื่องสิวๆ” กับ “ทำตัวไม่น่ารัก” รวมทั้งมีซิงเกิ้ลที่ทำร่วมกับสโมสรมินิชื่อว่า “อย่าปากดี เดี๋ยวมีจูบ” ด้วย แล้วในช่วงต้นปี 2561 ก็จะออกซิงเกิ้ลใหม่ซึ่งเป็นเพลงแนวแดนซ์สนุกๆ อีกด้วย

 “ครั้งแรกที่หนูเจอพี่ธัญญ่า คือตอนไปออกอีเวนต์ในรายการของช่องสบายดีทีวี แรกๆ ก็ยังไม่ค่อยสนิทสักเท่าไร แค่ได้คุยกันนิดหน่อย แต่เมื่อเราได้มาเจอกันอีกครั้งก็เริ่มพูดคุยกันมากขึ้น ทีนี้พอมีงานต่างๆ ของค่าย เราก็มีโอกาสได้เจอกันเรื่อยๆ ล่าสุดก็ได้มาเรียนการแสดงด้วยกัน เพราะนักร้องนอกจากต้องเทรนเรื่องเสียงร้องแล้ว ยังต้องเทรนเรื่องการแสดงเพิ่มด้วยค่ะ

 พอเจอกันเรื่อยๆ ก็ทำให้เราสองคนยิ่งสนิทกันมากขึ้น หนูอายุ 19 ปี ส่วนพี่ธัญญ่าอายุ 20 ปี ซึ่งอยู่ในวัยใกล้เคียงกัน เราสองคนจึงคุยกันถูกคอและสนุกสนานมากๆ โดยส่วนตัวแล้วพี่ธัญญ่าเป็นคนน่ารักมาก ถึงจะมีบุคลิกที่เรียบร้อย แต่นางจะแอบมีความตลกความโก๊ะอยู่ในตัวเอง และอาจจะติดนิสัยขี้อายด้วยซ้ำไป ต่างจากบุคลิกในเพลงส่วนใหญ่ที่ร้อง ซึ่งจะออกแนวห้าวๆ ไปเลย”

 เมื่อสาวใต้อย่างเพลง และสาวอีสานอย่างธัญญ่ากลายมาเป็นเพื่อนกัน ทั้งสองคนจึงถือเป็นเพื่อนคู่ซี้ที่แตกต่างแต่ลงตัวคู่ใหม่ของค่ายอาร์สยามเลยก็ว่าได้ จากที่สองสาวเริ่มรู้จักกันในการทำงาน ปัจจุบันทั้งสองจึงเริ่มสานต่อความสนิทสนมโดยมีการโทรหรือไลน์หาเพื่อพูดคุยกันนอกเหนือจากเวลางานด้วย

“จากที่ได้ร่วมงานกัน หนูคิดว่าพี่ธัญญ่าเป็นนักร้องที่ร้องเพลงเพราะอยู่แล้ว ยิ่งเราสองคนได้มาเรียนแอ็กติ้งหรือเรียนการแสดงด้วยกัน หนูรู้สึกว่ามันยิ่งทำให้พี่ธัญญ่ามีความมั่นใจมากขึ้น อย่างที่บอกว่าถ้าเรามองเฉยๆ บุคลิกของพี่ธัญญ่าจะดูเรียบร้อย แต่พอให้โชว์แอ็กติ้งจริงๆ นะ เขาทำได้ทุกอย่างเลยละ เรียกว่ามีความเป็นมืออาชีพมากๆ เลยค่ะ

สิ่งที่หนูเป็นห่วงก็คือ พี่ธัญญ่าจะมีงานเดินสายเยอะ คือมีงานทุกช่วงเลย ส่วนใหญ่จะจ้างไปโชว์คอนเสิร์ตแถบภาคกลางและภาคอีสาน มีภาคใต้บ้างประปราย เดือนหนึ่งมีงานจ้าง 10 กว่างาน ซึ่งถือว่าเยอะมาก อีกอย่างพี่ธัญญ่ากำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ซึ่งหนูว่าทั้งเรียนทั้งทำงานเยอะๆ จะทำให้เหนื่อยมาก

 แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนแอ็กทีฟ ไม่ชอบอยู่ว่างๆ จึงรับงานตลอด หนูว่าเขารักการร้องเพลงมากๆ เลยค่ะ เพราะประกวดร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กๆ แถมยังมีคุณแม่เป็นหมอลำซิ่งด้วย จึงถ่ายทอดสาย เลือดศิลปินมาโดยตรงเลยละ หนูจึงเป็นห่วงในเรื่องสุขภาพ อยากให้เขาหาเวลาพักผ่อนเยอะๆ”

เพลงบอกว่า ธัญญ่ามีนิสัยร่างเริงและอัธยาศัยดี จึงเป็นธรรมดาที่จะมีหนุ่มๆ เข้ามาขายขนมจีบหลายคน

“เรื่องหนุ่มๆ ก็ไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไรนะ เพราะคิดว่าพี่ธัญญ่าสามารถจัดการได้อยู่แล้ว สิ่งที่หนูประทับใจในตัวเขาก็คือรอยยิ้ม เรียกว่าเป็นเฟิร์สต์ อิมเพรสชั่น เลยก็ว่าได้ ก่อนหน้านี้หนูจำได้ว่าเป็นวันเกิดของเขา ตอนนั้นเรายังไม่สนิทกัน แต่หนูก็ส่งข้อความไปแฮปปี้เบิร์ธเดย์และทักกันทางไลน์ค่ะ พอได้มาเจอตัวจริงก็ยิ่งประทับใจ เพราะเราเข้ากันได้ดีทีเดียว

ที่สำคัญหนูยังเป็นแฟนเพลงตัวจริงของพี่ธัญญ่าด้วยนะ แล้วยังเคยนำเพลง ‘เหตุผลของคนจะไป’ ไปร้องในงานด้วย เพราะชอบน้ำเสียงและชอบเอ็มวีที่เขาเล่นด้วยค่ะ” (ยิ้ม)

ธัญญ่า พูดถึงเพลง “อารมณ์โก๊ะๆ ขำๆ”

 ธัญญ่า ดาราภัช นักร้องสาววัย 20 ปี เคยมีผลงานเดี่ยวซิงเกิ้ลแรกชื่อว่า “แอบฮักอ้าย” ตามด้วยการเล่นเอ็มวีเพลง “อ้ายมีเหตุผล” ของเบิ้ล ปทุมราช และมีเพลง “เหตุผลของคนจะไป” ซึ่งเป็นเพลงแก้กับเพลงอ้ายมีเหตุผล จากนั้นก็เล่นเอ็มวีคู่กับเบิ้ลในเพลง “คนดีพี่มาง้อ” และ “กอดครั้งสุดท้าย” (ที่ร้องด้วยกัน) จนกลายเป็นคู่จิ้นไปเลย

แล้วเธอยังมีเพลง “ใจกังวล” ออกมา ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และในช่วงปลายเดือน ม.ค. 2561 ก็จะมีซิงเกิ้ลใหม่ซึ่งเป็นเพลงเร็วสไตล์โมเดิร์นแดนซ์ผสมหมอลำออกมาให้แฟนเพลงได้ติดตามด้วย

“ตั้งแต่ได้รู้จักหรือได้เจอน้องเพลงครั้งแรก ตอนนั้นคิดในใจว่า ทำไมน้องคนนี้สวยจังเลย ตัวสูง ผิวขาว หุ่นดีเชียว พอเริ่มเจอกัน 2-3 ครั้งก็ถามน้องเพลงเลยว่า ได้ทำศัลยกรรมหรือทำอะไรที่ใบหน้าบ้างหรือเปล่า น้องก็ตอบเลยว่า ยังไม่เคยทำอะไรเลยค่ะ เราก็รู้สึกชื่นชมในใจว่า น้องเพลงสวยแบบธรรมชาติจริงๆ เป็นสาวใต้ที่หน้าคมมากๆ เลยรู้สึกประทับใจค่ะ

เมื่อได้มาร่วมงานกัน ก็รู้สึกว่าน้องเพลงจะมีความเป็นเด็กอยู่ในตัวเยอะ (หัวเราะ) ส่วนใหญ่จะเป็นอารมณ์โก๊ะๆ ขำๆ ของน้องที่เราได้เห็น คือเขายังเด็ก ยังไม่มีมาดไงคะ ก็จะมีความกุ๊กกิ๊กน่ารักเวลาเรียนแอ็กติ้งจะมีฉากที่ต้องยั่วผู้ชายหรือหว่านเสน่ห์ พอนักแสดงชายเดินเข้ามาใกล้ น้องเพลงก็จะรีบบอกว่า “อุ๊ย! เดี๋ยวแป๊บนึงนะคะ” ธัญญ่ากับครูสอนแอ็กติ้งก็จะนั่งขำกัน คือน้องจะมีความใสๆ ดูเป็นธรรมชาติดีค่ะ”

ธัญญ่าบอกว่า สำหรับน้องเพลงแล้วก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง มีอยู่เรื่องเดียวคือความกระโดกกระเดกของน้อง ด้วยความที่น้องเพลงยังมีบุคลิกของความเป็นเด็กอยู่ เวลาเดินเหินหรือลุกนั่งก็อาจจะไม่ทันระวัง จึงอยากให้น้องเพลงระมัดระวังขึ้นอีกนิดหนึ่ง

“ธัญญ่าว่า คนสวยๆ แบบน้องเพลงย่อมต้องมีหนุ่มๆ มาจีบเป็นเรื่องธรรมดา น่าจะเยอะเลยละ (ยิ้ม) ส่วนใหญ่จะเป็นคนนอกวงการ แต่ก็ไม่น่าเป็นห่วงอะไร เพราะเชื่อว่าในวัยนี้น้องเพลงน่าจะยังไม่โฟกัสเรื่องแฟนมากนักหรอก

ในอนาคตก็เป็นไปได้ที่เราสองคนอาจจะมีงานร่วมกัน แต่ก็ต้องดูฟีดแบ็กจากผู้ใหญ่ทางค่ายก่อน หรืออาจจะมีโปรเจกต์พิเศษที่ทำร่วมกันก็ได้ค่ะ เช่น ร้องเพลงด้วยกัน เป็นต้น สำหรับสิ่งดีๆ ที่อยากทำให้น้องเพลง ธัญญ่าก็ขอเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี มีอะไรก็ขอบอกกล่าว แนะนำ ตักเตือนกันได้ ทั้งเรื่องแอ็กติ้งและเรื่องร้องเพลงเลยค่ะ”

สองสาวทิ้งท้ายว่า ฝากติดตามผลงานของพวกเธอได้ทางยูทูบ : R Siam Music และช่องสบายดีทีวีในเครืออาร์เอส หรือติดตามได้ที่ IG/FB : pleng_rsiam, IG : tanya_rsiam, FB : ธัญญ่า อาร์สยาม และยูทูบ : Tanya Channel

รหัสนัยหนังสือวันเด็กแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ม.ค. 2561 เวลา 09:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535169

รหัสนัยหนังสือวันเด็กแห่งชาติ

โดย พริบพันดาว

หนังสือวันเด็กแห่งชาติปี 2561 ของกระทรวงศึกษาธิการ ใช้ชื่อเล่มบนปกว่า “ฮีโร่ตัวจิ๋ว” เน้นให้เด็กทุกคนเป็นฮีโร่ได้ด้วยการทำความดี

“วันเด็กแห่งชาติ” เป็นวันสำคัญในประเทศไทย ตรงกับวันเสาร์ที่สองของเดือน ม.ค.ของทุกปี งานวันเด็กแห่งชาติจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันจันทร์แรกของเดือน ต.ค. 2498 ตามคำเชิญชวนของ วี.เอ็ม. กุลกานี ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิภาพเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ

 เพื่อให้ประชาชนเห็นความสำคัญและความต้องการของเด็กและเพื่อกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ โดยปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม เตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ

รัฐบาลจัดให้มีคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้นมาคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชน กำหนดให้มีการฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เด็กทั่วประเทศทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน ได้รู้ถึงความสำคัญของตน เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย ที่มีต่อตนเองและสังคม มีความยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

 งานวันเด็กแห่งชาติจัดขึ้นทุกปีในวันจันทร์แรกของเดือน ต.ค. ถึงปี 2506 และในปี 2507 ไม่สามารถจัดงานวันเด็กได้ทัน จึงได้เริ่มจัดอีกครั้งในปี 2508 โดยเปลี่ยนเป็นวันเสาร์ที่สอง ของเดือน ม.ค. เนื่องจากเห็นว่าเป็นช่วงหมดฤดูฝนและเป็นวันหยุดราชการ จนถึงทุกวันนี้

หนังสือวันเด็กปี 2561

หนังสือ “ฮีโร่ตัวจิ๋ว” จัดทำเป็นที่ระลึกวันเด็กแห่งชาติปีนี้ องค์การค้าของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. ได้อัญเชิญพระบรมราโชวาทของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่เด็กไทย ความว่า

“บ้านเมืองเรามีสิ่งดีงามมากมาย ที่บรรพบุรุษได้สร้างสมไว้ให้เรา เด็กทุกคนผู้เป็นอนาคตของชาติ จึงมีหน้าที่สืบสานและรักษาสิ่งดีงามเหล่านั้นไว้ พร้อมทั้งสร้างเสริมพัฒนาให้เจริญงอกงามยิ่งๆ ขึ้นไป”

หน้าปกหนังสือวันเด็ก มีสีสันสวยงาม เน้นให้เด็กไทยทุกคนเป็นฮีโร่ได้ด้วยการทำความดี ปันน้ำใจให้กับสังคม มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเป็นพลเมืองดี รู้จักทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม อาทิ การช่วยชีวิตคนป่วยในกรณีฉุกเฉินหรือการทำ CPR (Cardiopulmonary Resuscitation – ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ) / ผลงานนักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว รวมถึงเรื่องเล่าของพระราชา ที่นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เขียนเป็นนิทาน

การุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า หนังสือวันเด็กในปีนี้ ใช้ชื่อว่า “ฮีโร่ตัวจิ๋ว” จัดทำขึ้นเพื่อเป็นหนังสือที่ระลึกในวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2561 โดยเนื้อหาประกอบด้วยประเด็นหลักๆ ได้แก่ ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความผูกพัน การเล่าประสบการณ์ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สำนึกรักบ้านเกิด ผู้สูงอายุ การประหยัด การมีคุณธรรม ครอบครัว ความเป็นไทย ความซื่อสัตย์ การทำตัวให้มีคุณค่า ความกตัญญู และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

สำหรับรายละเอียดหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ปี 2561 “ฮีโร่ตัวจิ๋ว” ประกอบด้วย

 + พระบรมราโชวาทของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

+ คติธรรมจากเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

+ คำขวัญ สารนายกรัฐมนตรี และสารรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561

+ ผลงานเขียนของเพื่อนๆ ฮีโร่ตัวจิ๋วทั่วประเทศ

+ ทำไมต้อง “ฮีโร่ตัวจิ๋ว” บทสัมภาษณ์ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดโลโก้วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561

+ พบกับบทสัมภาษณ์ ความรู้สึกของเหล่าฮีโร่จิตอาสา / นักธุรกิจรุ่นเยาว์เจ้าของแบรนด์ “คริสปี้ คริสปี้” / เตาย่างไร้ควัน นวัตกรรมเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

+ “เด็กเด็กของพ่อ” บทกลอนสอนใจจาก พี่กุดจี่

นักเขียนชื่อดัง “กุดจี่” พรชัย แสนยะมูล ซึ่งเขียนบทกลอนสอนใจ “เด็กเด็กของพ่อ” ในหนังสือวันเด็กแห่งชาติปี 2561 ว่าแรงบันดาลใจและการติดต่อให้เขียนมีที่มาที่ไปคือเขาไปเดินสายพูดในรายการเสวนา “พรวนฝัน ปันยิ้ม” ที่ จ.สงขลา

“เป็นการไปให้แรงบันดาลใจในการเดินตามฝัน แรงบันดาลใจในการอ่านการเขียน สลับกับร้องเพลงยิ้มๆ ให้คณะตัวแทนคุณครูและนักเรียนจากโรงเรียนหลายๆ โรงเรียนฟัง บังเอิญว่ามีผู้หลักผู้ใหญ่ไปนั่งฟัง แล้วก็ชื่นชมว่า ชอบ กลับมาจากสงขลา ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ที่กระทรวงศึกษาธิการว่า อยากเชิญมาเป็นคณะกรรมการคัดเลือกผลงานการเขียนของเด็กๆ เพื่อตีพิมพ์ในหนังสือวันเด็กแห่งชาติ

ได้ทำงานร่วมกับอาจารย์นักวิชาการทางการศึกษาก็ดีนะครับ ได้ความรู้และมุมมองเพิ่ม ถกเถียงกันว่าผลงานชิ้นไหนผ่าน ผลงานชิ้นไหนไม่ผ่าน จากนั้นที่ประชุมก็สรุปร่วมกันว่าให้กุดจี่ช่วยเขียนบทกวีเกี่ยวกับวันเด็กให้น่าจะดี คงเห็นว่ากุดจี่ใช้ภาษาง่ายๆ แต่ลึกซึ้ง”

บทหนึ่งของบทกวีของเขา เขียนว่า “…คือเด็กเด็กของพ่อ บ้างมอซอ บ้างหยาบกร้าน บ้างซุกซนเหลือประมาณ

พ่อรักเด็กทุกทุกคน…”

“แรงบันดาลใจ ก็มาจากการที่ได้อ่านงานของเด็กๆ ที่ส่งมาร่วมเพื่อตีพิมพ์ในหนังสือเล่มนี้แหละครับ เด็กๆ ต่างที่มา ต่างเรื่องเล่า เด็กๆ ก็เหมือนดั่งขนมชั้น มาจากต่างชนชั้น  แต่ไม่ว่าจะอย่างไร พ่อก็รักเด็กทุกคน”

มุมมองของ กุดจี่-พรชัย ที่มองภาพรวมหนังสือวันเด็กแห่งชาติตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในฐานะคนทำหนังสือที่เกี่ยวกับเด็กว่ามีจุดเด่นข้อดีและสิ่งที่ควรพัฒนา

“เด็กยังคงเป็นเด็ก แม้สื่อจะเปลี่ยนรูปแบบไป เรื่องเล่าจากเด็กๆ ยังคงต้องได้รับการขัดเกลา ชี้แนะจากผู้ใหญ่ หนังสือวันเด็กแห่งชาติก็คงต้องปรับปรุงต่อไป เพื่อก้าวให้ทันเด็กในแต่ละยุคสมัย อาจจะต้องมีเด็กมาร่วมเป็นคณะทำงานด้วยครับ

และอยากจะได้อ่านเรื่องเล่าจากเด็กๆ ให้ทั่วถึงทั่วประเทศมากกว่านี้ จะได้เห็นความแตกต่างของขนมชั้นมากขึ้น เพื่อผู้ใหญ่จะได้แก้ปัญหาให้ถูกจุดมากขึ้น ว่าเด็กแต่ละที่มีปัญหาอะไร ผมว่างานเขียนของเด็กๆ มันสะท้อนปัญหาได้ระดับหนึ่งครับเห็นปัญหาเพื่อสร้างปัญหาเพื่อเกิดปัญญาต่อ”

หนังสือวันเด็กแห่งชาติปี 2561 นี้ เขามองว่ามีทั้งบทกวี ความเรียง เรื่องสั้น การ์ตูนช่อง และภาพวาด ซึ่งถึงที่สุดแล้ว มันคงทำหน้าที่เป็นได้เพียงหนังสือเล่มหนึ่ง ที่สะท้อนชีวิต ความคิด มุมมอง ของเด็กๆ กลุ่มหนึ่ง จากหลายๆ ภูมิภาค

“มันจะไปสนองตอบความสนใจของใครได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ผมได้แต่ภาวนาครับได้แค่ไหนก็แค่นั้น แต่ท่าทางจะสนองตอบได้เยอะ ถ้าโรงเรียนมีนโยบายให้เด็กๆ ต้องอ่านหนังสือเล่มนี้นะ หนังสือวันเด็กแห่งชาติในฝันของกุดจี่ ไม่ยึดติด หลากหลาย ง่ายงาม กว้างไกล ลึกซึ้ง และอ่านสนุก เข้าถึงเด็กได้จริงๆ”

สร้าง ‘เด็กดี’ และ ‘พลเมืองดี’

หนังสือวันเด็กแห่งชาติเล่มแรกของไทย ได้ริเริ่มจัดพิมพ์หนังสือวันเด็กแห่งชาติ ฉบับแรก เมื่อปี 2502 (ตามที่ปรากฏในคำนำของหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ปี 2508) คณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ปี 2502  ซึ่งมี นาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประธานคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ปี 2502 ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดพิมพ์หนังสือวันเด็กแห่งชาติ ไว้ในคำนำ ว่า

คณะกรรมการจัดงานฯ เห็นสมควรให้จัดพิมพ์เอกสารขึ้นเพื่อให้ผู้ใหญ่ได้รู้แนวทางในการอบรมเด็ก โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ส่วนใหญ่คือคณะเจ้าหน้าที่แผนกสุขวิทยาจิต โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งมีเจตนาจะให้ผู้ใหญ่เข้าใจถึงธรรมชาติของเด็ก แล้วส่งเสริมให้เจริญเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า

หากเด็กมีความบกพร่องก็ควรจะได้รับการแก้ไขเสียแต่เยาว์วัย ดีกว่าจะปล่อยไว้ให้เป็นจุดอ่อนในบุคลิก ลักษณะ จนเป็นผู้ใหญ่แก้ไขไม่ได้ และเป็นเหตุให้เกิดโรคจิต โรคประสาทต่อไป พฤติกรรม ของเด็กเป็นผลต่อเนื่องมาแต่การอบรมเลี้ยงดูของผู้ใหญ่ทั้งสิ้น ฉะนั้น การป้องกัน แก้ไขปัญหาในเด็ก จึงขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่โดยสิ้นเชิง

คณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ปี 2502 มีความเชื่อมั่นว่า เอกสารนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ใหญ่ในการดูแลอบรมเด็ก รวมทั้งผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์โดยทั่วๆ ไป ด้วยเป็นอันมาก โดยมีเรื่องที่น่าสนใจ รวม 10 เรื่อง ดังนี้ 1.คำแนะนำเกี่ยวกับการระวังอนามัยของเด็ก 2.บริการแก้ไขปัญหาจิตใจเด็ก 3.พ่อแม่กับการพาเด็กมาสถานแนะนำปัญหาเด็ก 4.เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการทดสอบปัญญา 5.ธรรมชาติของเด็กกับการเลี้ยงดู 6.สิ่งแวดล้อมในครอบครัวกับการอบรมเด็ก 7.บทสนทนาระหว่างมารดากับแพทย์ในสถานแนะนำปัญหาเด็ก 8.เด็กเรียนไม่ดี 9.การศึกษาและสุขภาพจิต และ 10.ของฝากท่านผู้ปกครองในยามโรงเรียนปิดเทอม จัดพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือปกอ่อน หนา 95 หน้า พิมพ์ที่ โรงพิมพ์คุรุสภา 1 ก.ย. 2502 ราคาเล่มละ 1 บาท

นับแต่นั้นมา คณะกรรมการจัดงานวันเด็ก ในปีต่อๆ มา ก็ได้จัดพิมพ์หนังสือวันเด็กเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบันนี้

ในปี 2504 ได้มีการเพิ่มเรื่องสั้นแสดงภาพชีวิตระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่และวิธีแก้ปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับเด็กเข้าไว้ด้วย ต่อมาเนื้อหาขยายเป็นบทความธรรมะ เรื่องสั้น นิทาน บทเพลง ความรู้รอบตัว และบทประพันธ์ต่างๆ ปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน ปี 2537 มีการเปลี่ยนแปลงรูปโฉมเป็นขนาด 150×210 มม. เพิ่มเนื้อหาในส่วนของงานเขียน ภาพวาด และกิจกรรมของเด็กๆ มาลงตีพิมพ์เป็นสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นและดำรงรูปแบบนี้มาจนกระทั่งปัจจุบัน

งานวิจัย “คุณลักษณะของเด็กไทยที่พึงประสงค์ : วิเคราะห์จากหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2502-2548” โดย ผศ.วัลลภา วิทยารักษ์ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2548 มีผลสรุปถึงคุณลักษณะของเด็กไทยที่พึงประสงค์ที่วิเคราะห์จากหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ทุกช่วงกลุ่ม คุณลักษณะที่ปรากฏมากที่สุดในแต่ละด้าน คือ

1.ด้านสุขภาพ มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ มีความรักความเชื่อมั่นในตนเอง มีความร่าเริงยิ้มแย้มแจ่มใส

2.ด้านนิสัย มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความขยันขันแข็ง มีความสนใจใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ

3.ด้านความรู้ความสามารถ มีความรู้ความสามารถทางวิชาการโดยทั่วไป มีความสามารถในการคิดและรู้จักคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความสามารถในการประกอบอาชีพและหารายได้พิเศษ

4.ด้านจริยธรรม มีศรัทธาเชื่อมั่นในการทำความดี มีมานะพยายามและอดทนต่อความยากลำบาก มีความเมตตากรุณาต่อผู้อื่น

5.ด้านความสัมพันธ์กับบุคคล มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น มีความรักความผูกพันกับบุคคลในครอบครัว มีความรักความเป็นมิตรกับผู้อื่น

6.ด้านวัฒนธรรมและประเพณี มีกิริยามารยาทสุภาพเรียบร้อยงดงามตามแบบไทย มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทยและนิยมไทย มีการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีไทย

7.ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบและปฏิบัติตามหน้าที่ มีความรักชาติและท้องถิ่นของตน มีความเลื่อมใสในศาสนาและจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

 ส่วนคุณลักษณะของเด็กไทยที่พึงประสงค์ที่วิเคราะห์จากหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ทุกช่วงทุกกลุ่ม คุณลักษณะที่ปรากฏมากที่สุด 3 ลำดับจากคุณลักษณะทั้งหมด 70 คุณลักษณะ คือ 1.มีความรับผิดชอบและปฏิบัติหน้าที่ 2.มีความศรัทธาเชื่อมั่นในการทำความดี และ 3.มีความรู้ความสามารถทางวิชาการโดยทั่วไป

ในวิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต ปี 2555 ของ อุมาวัลย์ ชีช้าง ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีชื่อว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับอุดมการณ์ในเรื่องเล่าสำหรับเด็กในหนังสือวันเด็กแห่งชาติ พ.ศ. 2523-2553” ที่ศึกษาว่ามีการประกอบสร้างความคิดเกี่ยวกับ “เด็กดี” และ “เยาวชนที่พึงประสงค์ของชาติ” อย่างไรบ้าง

ผู้วิจัยเก็บข้อมูลเรื่องเล่าสำหรับเด็ก ได้แก่ นิทานและเรื่องสั้นสำหรับเด็กที่ตีพิมพ์ในหนังสือวันเด็กแห่งชาติจำนวน 94 เรื่อง และศึกษาโดยใช้กรอบแนวคิดวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ของ แฟร์คลัฟ

ผลการวิจัยพบว่า แม้เรื่องเล่าเหล่านี้จะมีลักษณะเป็นเรื่องที่เน้นความบันเทิงและเพลิดเพลินในการอ่านแต่แท้จริงแล้วกลับมีบทบาทในการถ่ายทอดอุดมการณ์บางประการไปสู่เด็ก กลวิธีการสื่ออุดมการณ์ที่ปรากฏในเรื่องเล่าสำหรับเด็กนั้น แบ่งออกเป็น 3 กลวิธีหลัก ได้แก่ 1) กลวิธีทางภาษาในตัวบท พบทั้งสิ้น 6 กลวิธี ได้แก่ การใช้คำศัพท์ การใช้โครงสร้างประโยคแบบต่างๆ การกล่าวอ้าง การใช้คำถามวาทศิลป์ การใช้อุปลักษณ์ และการแนะความ

2) กลวิธีระดับตัวบท พบว่าการใช้องค์ประกอบของเรื่องเล่าในการนำเสนออุดมการณ์ ซึ่งมีผลทำให้การสื่ออุดมการณ์มีความแนบเนียนมากยิ่งขึ้น กล่าวคือผู้แต่งนำเสนออุดมการณ์และความคิดของตนในรูป “เสียง” และ “ความคิด” ของตัวละครในเรื่องเล่า

3) กลวิธีระดับสหบท พบว่ามีการแทรกตัวบทอื่นหรือกล่าวอ้างถึงตัวบทอื่นเกี่ยวกับความคิด ความเชื่อต่างๆ เพื่อสื่อความคิดเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาพุทธและอิสลาม ความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติรวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และความเป็นไทย

กลวิธีดังกล่าวสื่ออุดมการณ์ที่ปรากฏอย่างสม่ำเสมอและอุดมการณ์ที่ปรากฏบางช่วงเวลา อุดมการณ์ที่ปรากฏอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ อุดมการณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเด็ก-ผู้ใหญ่ อุดมการณ์เกี่ยวกับความเป็นเด็กดีและคนดี อุดมการณ์เกี่ยวกับบทบาทชาย-หญิงในสังคมไทย อุดมการณ์เกี่ยวกับความยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ อุดมการณ์ที่ปรากฏบางช่วงเวลา ได้แก่ อุดมการณ์เกี่ยวกับความยากจน อุดมการณ์เกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ รวมถึงชุดความคิดย่อยเรื่องสังคมเมืองกับชนบท

ผลการวิจัยที่พบทำให้เห็นว่าเรื่องเล่าสำหรับเด็กในหนังสือวันเด็กแห่งชาติ มีบทบาทเป็นสารทางอุดมการณ์ซึ่งรัฐอาจใช้ในการถ่ายทอดและปลูกฝังความคิดเชิงอุดมการณ์บางประการแก่เด็กในสังคมไทย เพื่อสร้าง “เด็กดี”  และ “พลเมืองดี” ซึ่งจะเอื้อต่อการกำกับดูแลและควบคุมสมาชิกในสังคมต่อไป

10 สถานที่เที่ยววันเด็กกับคุณหนูๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 ม.ค. 2561 เวลา 16:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535060

10 สถานที่เที่ยววันเด็กกับคุณหนูๆ

Central | ZEN Baby & Kids Happy Days

เซ็นทรัลร่วมฉลองวันเด็กสนุกกว่าทุกปี! พบกับกิจกรรมสุดมันมากมาย อาทิ เวิร์กชอปปั้นแป้งโดห์, ระบายสีปูนปาสเตอร์, เพนต์หน้าแฟนซี, เล่านิทาน, บิดลูกโป่ง ฯลฯ ที่แผนกเด็ก และยังมีสินค้าลดราคาอีกมากมายให้พ่อแม่สายช็อปได้เลือกชื้อสินค้าให้ลูกๆอีกมากมาย พบกันที่เซ็นทรัลทุกสาขา

 

 

The Emporium

Emporium จัดกิจกรรมวันเด็กให้เด็กๆได้ร่วมสนุกกันให้ชื่อ “EmQuartier in Wonderland Explore the World” พบกับกิจกรรมศิลปะ ชมการแสดงขบวนพาเหรดจากโจรสลัด และเมนูสุดเด็ดจากร้านดังโดยครีเอทเมนูจากนมตรามะลิ กิจกรรมนี้จัดระหว่างวันที่ 11 – 14 มกราคม 2561 ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม และ ดิ เอ็ม ควอเทียร์

 

 

The Mall

เดอะมอลล์  จัดกิจกรรม The Mall Kids’ Funtasia ชวนน้องๆหนูๆพบกับอาณาจักรแสนสนุกสุดหรรษา ให้น้องๆได้ร่วมสนุกไปกับกิจกรรมสร้างเสริมจินตนาการมากมาย กิจกรรมนี้จัดระหว่างวันที่ 11 – 17 มกราคม 2561 ณ ศูนย์การค้า เดอะมอลล์ ทุกสาขา

 

 

Dinosaur Planet

 

วันเด็กปีนี้ไดโนซอร์เเพลนเน็ต ชวนน้องๆหนูๆมาเปิดประสบการณ์ใหม่กับสวนสนุกที่มีมากกว่าความบันเทิง พบกับกิจกรรมสนุกๆตลอดทั้งวัน ร่วมเล่นเกมส์รับของรางวัลอีกมากมาย โดยมีค่าใช้จ่าย  ราคาบัตรเข้าชม
– ผู้ใหญ่ ราคาปกติ 600 บาท
– เด็ก ความสูง 90 – 140 ซม. ราคาปกติ 400 บาท
เด็กที่สูงเกิน 140 ซม. ถือเป็นบัตรผู้ใหญ่
– เด็ก ความสูงต่ำกว่า 90 ซม. เข้าฟรี
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอื่นๆ (ซื้อเพิ่มหน้าเครื่องเล่น)
– นั่งกระเช้า DINO EYE ราคา 200 บาท/คน
– ขี่ไดโนเสาร์ DINO FARM ราคา 100 บาท/คน
กิจกรรมนี้จัดระหว่างวันที่ 13 – 14 มกราคมนี้  Dinosaur Planet อยู่ใกล้กับ BTS พร้อมพงษ์

 

 

ศูนย์สรรพสินค้าซีคอน บางแค

ซีคอน บางแค เอาใจคุณหนูๆ ด้วยการจัดกิจกรรม Pokémon Smile Day 2018 (โปเกมอน สมายล์ เดย์ 2018) ระหว่างวันที่ 10-14 มกราคม 2561 งานนี้โปเกม่อนส่งตรงจากญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก พบกับกิจกรรมไฮไลท์สุดพิเศษ ที่จะเรียกรอยยิ้ม ทั้งจุดเช็คอินที่ห้ามพลาด (Pikachu Landmark) อย่างพิคาชูยักษ์ 8 เมตร และ บอลลูนพิคาชู และการแสดงอีกมากมายที่รอคุณหนูๆอยู่ กิจกรรมจะเริ่มตั้งแต่ 10.30 – 20.00 น. ค่าเข้าชมกิจกรรมคนละ 40 บาทเท่านั้น

 

The Bright พระราม 2

The Bright พระราม 2 จัดกิจกรรม “BALLOON PARTY” ต้อนรับวันเด็กยาวต่อเนื่อง 4 วันเต็ม พบกับสิ่งที่น่าสนใจภายในงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเพ้นท์หน้าแฟนซี ขบวนพาเหรดของเหล่าบรรดาตัวตลกมากมาย  กิจกรรมจะเริ่มตั้งแต่ 12.00-18.00 น.  มีลูกโป่งแฟนซีแจกฟรี! สำหรับคุณหนูๆ

 

Thanya Park (ธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์)

ธัญญาพาร์ค เปิดต้อนรับเด็กๆ จัดกิจกรรมสุดพิเศษในตอน “Thanya Park 5 Wonderland อัจฉริยะจิ๋วตะลุย 5 ดินแดนมหัศจรรย์” ดินแดนแห่งจินตนาการและความฝัน มาร่วมออกเดินทางผจญภัย สนุกสนานพร้อมสร้างเสริมประสบการณ์ไปกับ 5 ดินแดน เพื่อตามล่าหาขุมทรัพย์มหัศจรรย์ พร้อมทั้งจัดบุฟเฟ่ต์ให้เด็กที่สูงไม่เกิน 120 ซม. ทานบุฟเฟ่ต์ ฟรี ที่้ร้านโตไก อีกด้วย

 

 

Siamparkcity สวนสยามทะเล-กรุงเทพฯ

วันเด็กปีนี้ได้เวลาของเด็กๆ สวนสยามเปิดให้ เด็กสูงไม่เกิน 100 ซม.เข้าฟรี! และลดราคาให้กับเด็กๆ ที่สูงไม่เกิน 130 ซม. ลด 50% ไปเลย เหลือเพียง 60 บาทเท่านั้น ส่วนบัตรผู้ใหญ่ปกติ ลดเหลือเพียง 500 บาท ราคานี้เฉพาะวันเด็กเท่านั้น

 

SEA LIFE Bangkok Ocean World

เปิดประสบการณ์ให้น้องๆหนูๆได้สัมผัสโลกใต้ท้องทะเล ชมสัตว์น้ำมากมายใน  “โอเชียน วอล์กเกอร์” ณ SEA LIFE Bangkok Ocean World ชั้น B1-B2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

 

อุทยานการเรียนรู้ TK park ชั้น 8 Dazzle Zone ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ 

 

วันเด็กปีนี้ TK park  จัดกิจกรรม Kid Ranger สร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น รวมพลังฝันแบ่งปันพลังบวกไปพร้อมกัน พร้อมลุ้นรับของรางวัลอีกมากมาย วันเสาร์ที่ 13 – วันอาทิตย์ 14 มกราคม 2561 เวลา 10.00 น. – 17.00 น.
*พิเศษเฉพาะวันเด็ก เด็กสูงไม่เกิน 140 ซม. เข้าฟรีตลอดงาน

 

รวมสถานที่จัดงานวันเด็ก ปี 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 ม.ค. 2561 เวลา 13:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535048

รวมสถานที่จัดงานวันเด็ก ปี 2561

เขตพระราชทานราชวิถี

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561 ณ เขตพระราชฐานในพระองค์ฯ ราชวิถี ในวันเสาร์ ที่ 13 มกราคม 2561 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00 น. ทั้งนี้ ประชาชนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมสามารถเข้าได้ทางฝั่งประตูศูนย์ศิลปาชีพ 904 ถ.สุโขทัย และขอให้ผู้ปกครองที่นำบุตรหลานเข้าร่วมงาน แต่งกายด้วยชุดสุภาพ พร้อมแนะนำให้เดินทางมาด้วยระบบขนส่งสาธารณะจะสะดวกที่สุด

ทำเนียบรัฐบาล

รัฐบาลเปิดทำเนียบรัฐบาล จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติปี 2561 เปิดให้เยี่ยมชมห้องทำงานนายกรัฐมนตรีบนตึกไทยคู่ฟ้า และตึกภักดีบดินทร์ (ตึกรับรองหลังใหม่) พร้อมพบกับกิจกรรมสนุกๆ ตลอดวัน อาทิ การทดลองอ่านข่าว การแสดงดนตรีของโรงเรียน Music for Fun การแสดงเต้น Modern Troupe ของศิลปินไทยทีวีสีช่อง 3 มายากล และคณะตลก ซุ้มเกมเสริมสร้างความรู้ ร่วมสนุกกับศิลปิน AF และ The Voice

กระทรวงศึกษาธิการกระทรวงศึกษาธิการ ชวนน้องๆ มาร่วมเข้าประกวด และร่วมกิจกรรม “หนูน้อยแห่งวังจันทรเกษม” เพื่อลุ้นรับทุนการศึกษาอีกมากมาย ณ บริเวณกระทรวงศึกษาธิการ

กองทัพอากาศ

วันที่ 13 มกราคม 2561 ชวนน้องๆ เด็กและเยาวชนมาร่วมงาน วันเด็กแห่งชาติกองทัพอากาศ ประจำปี 2561ในวันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2561เวลา 08.00–16.00 น. ณ ฝูงบิน 601 กองบิน 6, พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ สนามกีฬาสำนักงานผู้บังคับทหารอากาศดอนเมือง และสนามบนิเล็กกองทัพอากาศ ทุ่งสีกันชมการแสดงการบินของอากาศแบบต่างๆ การตั้งแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ การแสดงบนเวที ร่วมสนุกเกมชิงรางวัล พร้อมรับของที่ระลึกมากมาย (ฟรี)

สภากาชาดไทย

สภากาชาดไทย เปิดต้อนรับเด็กๆและผู้ปกครองเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การเข้าชมพิพิธภัณฑ์สภากาชาดไทย, ชมสวนงู และการแสดงสาธิตการจับงู พร้อมทั้งร่วมกิจกรรมบันเทิงบนเวที พร้อมร่วมสนุกเพื่อรับของที่ระลึกกลับบ้าน

สวนสัตว์ดุสิต

สวนสัตว์ดุสิตเปิดจัดกิจกรรม “รักษ์ป่า รักษ์ทะเล รักษ์สัตว์และสัตว์ทะเล” ซึ่งทางสวนสัตว์จัดฐานการเรียนรู้ต่างๆ ไว้ให้น้องๆ ร่วมกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อรับของรางวัลจากผู้ใหญ่ใจดี และยังได้พบกับสมาชิกเกิดใหม่ “ลูกม้าลาย” (Burchell’s Zebra) อีกด้วย เด็ก เข้าฟรี !!! (ส่วนสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร)

ธนาคารออมสิน

จัดงานวันเด็กแห่งชาติปี 2561 ภายใต้แนวคิด “อาชีพในฝัน อัจฉริยะ วัยมันส์ 4.0” ณ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ สำนักงานภาค และสาขาทั่วประเทศ พร้อมเปิดทุกสาขาทั่วประเทศให้เด็กฝากเงินเป็นกรณีพิเศษ ตั้งแต่ 8.30-11.00น. ฝากเงินหรือเปิดบัญชีด้วยตัวเอง ตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป รับของที่ระลึกฟรี “กระปุกออมสินอาชีพในฝัน”

สถาบันราชานุกูล

วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม 2561 เวลา 08.30 – 13.00 น.สถาบันราชานุกูลขอเชิญร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ สถาบันราชานุกูล ประจำปี 2561 “พัฒนาอย่างยั่งยืน กลมกลืนในสังคม” “Inclusiveness and sustainable development”

มิวเซียมสยาม

มิวเซียมสยาม จัดงานวันเด็กเพื่อน้องๆ ชวนทุกครอบครัวมาสนุกไปกับประเพณีแบบไทยๆ ที่เราอยากได้ย้อนเวลา ค้นหาความสนุก ถอดรหัสความเป็นไทยผ่านการเล่น! พิเศษ นิทรรศการถาวร ชุด “ถอดรหัสไทย” เปิดต้อนรับน้องๆ เข้าชมฟรีตลอดวัน! สนุกสนานกับกิจกรรมได้ ในวันที่ 13 มกราคม 2561 เวลา 9.00 – 17.00 ณ มิวเซียมสยาม

พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดงานมหกรรม “ลูกหลานไทย สืบสานพระราชปณิธาน” เรียนรู้การทำความดีเพื่อแผ่นดิน ความดีงามนั้นสืบทอดได้ พิพิธภัณฑ์เปิดต้อนรับน้องๆ ตั้งแต่เวลา 07.00 – 15.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช (นวนคร) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

กิจกรรมวันเด็กศิลป์@BACC ถูกจัดขึ้นที่หอศิลปวัฒนธรรม งานอาร์ตๆสำหรับเด็กอาร์ตๆ หอศิลป์ชวนเด็กๆมา “ผจญภัยสนามเด็กศิลป์” หนึ่งวันกับการเนรมิตหอศิลปกรุงเทพฯ ให้เป็นสนามเด็กเล่นเพื่อการเรียนรู้สำหรับเยาวชน น้องๆทุกคนจะได้ผจญภัยไปในโลกศิลปะ บุกตะลุยไปพิชิตฐานกิจกรรม และการแสดงมากมาย หอศิลป์เปิดให้น้องๆ เข้าชมเวลา 10:00-18:00 น.

อุทยานธรรมชาติวิทยาสีรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล

ชวนน้องๆ ร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อเป็นนักพฤกษศาสตร์น้อย หัดปลูกสมุนไพรต้นเล็กๆ นั่งรถรางชมสมุนไพร ทำยาดมสมุนไพรด้วยตัวเอง และร่วมกิจกรรมที่ให้ความรู้อื่นๆ อีกมากมาย กิจกรรมเริ่มตั้งแต่ เวลา 8.00-16.00 น. ณ อุทยานธรรมชาติวิทยาสีรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล

พิพิธภัณฑ์ทหาร อนุสรณ์สถานแห่งชาติ

ขอเชิญน้องๆหนูๆ ร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ ณ พิพิธภัณฑ์ทหาร อนุสรณ์สถานแห่งชาติ เปิดบ้านต้อนรับน้องๆ หนูๆ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ร่วมเรียนรู้ความเป็นชาติไทย ชมหุ่นจำลองการรบ ชมการแสดงต่างๆ มากมาย พร้อมลุ้นกิจกรรมชิงรางวัลอีกเพียบ

พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 (จตุจักร)
ขอเชิญร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ ปี 2561 ฟรี! ในวันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2561 เวลา 8.00 – 16.00 น. ภายในงานเด็กๆจะได้พบกับกิจกรรมสร้างสรรค์และการแสดงจากนักแสดงตัวน้อย พร้อมด้วยความสนุกสนานอีกมากมายสำหรับน้องๆหนู แล้วพบกันที่ พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 (จตุจักร)

คิดมีอายุยืนยาว ต้องปรับพฤติกรรม(ไม่)ออกกำลัง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 ม.ค. 2561 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534795

คิดมีอายุยืนยาว ต้องปรับพฤติกรรม(ไม่)ออกกำลัง!

อเมริกัน คอลเลจ ออฟ สปอร์ต เมดิซีน (American Collage of Sports Medicine) และ อเมริกัน เฮลท์ แอสโซซิเอชั่น สหรัฐ (American Health Association) แนะนำการออกกำลังกายเพื่อการมีสุขภาพที่ดี อัพเดทว่า ใน 1 สัปดาห์ เราควรออกกำลังกายให้ครบทุกแบบ เสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายให้สมดุล

คำแนะนำนี้จะนำมาปรับใช้กับผู้สูงวัยเพื่ออายุที่ยาวยืนได้อย่างไร

ใน 1 สัปดาห์น่ะหรือ นักออกกำลังกายรู้ดีว่า เราควรออกกำลังกายให้ครบ 4 แบบ เพื่อร่างกายที่สมดุล ได้แก่

1.การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic exercise หรือ Cardiorespiratory)

เป็นการออกกำลังกายที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มการหายใจ เช่น การว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก วิ่ง ปั่นจักรยาน ฯลฯ

สำหรับการออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับความหนักปานกลาง วัดง่ายๆ จากระดับความเหนื่อยชนิดที่พอพูดเป็นคำได้ ทำให้ได้อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 ครั้งต่อสัปดาห์

ขณะที่คนเพิ่งเริ่มหัดออกกำลังกาย ให้เริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป อาจแบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงละ 10-15 นาที

2.การออกกำลังกายแบบออกแรงต้าน (Strength and resistance training exercise)

เช่น ยกน้ำหนัก ซิตอัพ หรือการใช้ยางยืด เพิ่มความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ เพิ่มความแข็งแรงของกระดูก ป้องกันร่างกายจากการบาดเจ็บ การออกกำลังกายแบบนี้ให้ได้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์

3.การออกกำลังกายแบบยืดหยุ่น (Flexibillity exercise)

เป็นการออกกำลังกายโดยฝึกการหายใจ ทำให้ร่างกายมีความยืดหยุ่น ดีต่อข้อต่อและเส้นเอ็น เช่น โยคะ และพิลาทีส ออกกำลังกายแบบนี้ให้ได้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์

4.การออกกำลังกายแบบฝึกการควบคุมการทรงตัว (Neuromotor exercise หรือ Balance exercise) เช่น ไทชิ ไทเก็ก และโยคะ เพื่อช่วยควบคุมการทำงานของร่างกายให้ทำงานประสานกัน และป้องกันการล้มสำหรับผู้สูงอายุ ออกกำลังกายแบบนี้ให้ได้ 20-30 นาทีต่อวัน

รู้ว่าต้องออกกำลัง 4 แบบอย่างไรแล้ว ต่อมาคือคำถามว่า แล้วเราจะละลายพฤติกรรม (ไม่) ออกกำลังกายเดิมๆ ของเราได้อย่างไร คำตอบเดียวก็คือวินัย โดยเราๆ ท่านๆ ทุกคนที่อยากดำรงไว้ซึ่งความเยาว์วัย ใช้ชีวิตที่ดีมีคุณภาพ ร่างกายแข็งแรงจนสิ้นอายุขัย คำตอบรู้แล้ว ขอให้ดำเนินตามหลักการออกกำลังกายตามวัยดังต่อไปนี้

1.วัยเด็ก 5-17 ปี แนะนำให้มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางหรือหนักมาก อย่างน้อย 60 นาทีต่อครั้ง และฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูกอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์

2.คนทั่วไป 18-64 ปี ควรมีกิจกรรมทางกายระดับความหนักปานกลาง อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือหนักมาก อย่างน้อย 75 นาทีต่อสัปดาห์ หรือออกกำลังกายทั้งสองแบบรวมกัน โดยมีการออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 10 นาทีต่อครั้ง

ทั้งนี้ เพื่อผลดีต่อสุขภาพ ควรเพิ่มการทำกิจกรรมทางกายเป็นสองเท่า หรือใช้พลังงานอย่างน้อย 1,000-1,500 กิโลแคลอรีต่อสัปดาห์ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

3.คนสูงอายุ อายุ 65 ปีขึ้นไป แนะนำเช่นเดียวกับคนทั่วไป และเน้นกิจกรรมที่ปรับให้เหมาะตามความสามารถของร่างกายผู้สูงอายุ เรื่องการออกกำลังกายในผู้สูงวัยนี้ นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง มีความยืดหยุ่นและทรงตัวได้ดีแล้ว ก็ยังเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ ชะลอความเสื่อมของกระดูกได้

นอกจากนี้ยังช่วยผ่อนคลาย ทำให้มีอารมณ์ที่ดี ช่วยให้นอนหลับได้ดี คุณภาพการนอนหลับดี รวมทั้งช่วยลดภาวะซึมเศร้าในผู้ที่มีความผิดปกติของระบบประสาทระบบสมองได้ด้วย ตรงกันข้ามหากไม่ออกกำลังหรือออกกำลังแต่ไม่เพียงพอ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

สรุปว่า “ทำเท่าที่ทำได้” เลือกและปรับให้เหมาะกับตัวเรา (และความชอบของเรา) นั่นเอง รู้เรื่องการออกกำลังกายเรียบร้อยดีแล้ว ขั้นต่อไปไม่ใช่แค่รู้ แต่ต้องทำด้วย

สตาร์ทอัพ อายุน้อย ไอเดียใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534794

สตาร์ทอัพ อายุน้อย ไอเดียใหญ่

ค่านิยมยุคหนึ่งเรียนจบต้องรับราชการเป็นการงานที่มั่นคง มีเกียรติ มีหน้ามีตา ยุคหนึ่งเป็นพนักงานเอกชนรายได้ดี โบนัสก้อนโตดาวน์รถเก๋งคันงามได้เลย ยุคหนึ่งทำงานรับจ้างคนอื่นไหนจะสู้ออกมาเป็นเจ้าของกิจการเอง เป็นอาชีพที่อิสระ เราทำเรารวย ค่านิยมหลังจากพ้นชีวิตวัยเรียนหมุนเวียนผันเปลี่ยนกันไป

หากสิ่งหนึ่งที่วัยเริ่มต้นทำงานมักมีเหมือนกัน คือ การแสวงหา ประสบการณ์ที่ตื่นเต้น ท้าทายความสามารถ และอยากนำเสนอความคิดของตัวเองให้ออกมาเป็นรูปธรรม เรียกว่าเป็นวัยที่ไฟแรง ไอเดียแตกซ่าน และพวกเขาเลือกความสุข หากสิ่งนั้นจะมีความกดดัน ความเสี่ยง แต่ถ้าคือสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขก็พร้อมจะลองกับมันสักตั้ง

นักรบย่อมมีบาดแผล นักธุรกิจวัยหนุ่มสาวก็เจอรอยขีดข่วนมาไม่น้อยกว่าที่จะมีวันนี้ ทว่าประสบการณ์ของพวกเขาน่าสนใจ ไอเดียของพวกเขาไปไกลถึงต่างแดน มาทำความรู้จักกับเจ้าของแบรนด์อาหารไทยกึ่งสำเร็จรูป “ไทยวรี่” (Thaivory) และงานเซรามิกที่มีชิ้นเดียวในโลก “ทีละชิ้น” (Treerachin)

ไทยวรี่ พรีเซนต์ รสชาติอาหารไทยแท้

จูเนียร์-ทิพย์วสี กุลมงคล หลังจากเรียนจบคณะเศรษฐศาสตร์ (อินเตอร์) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวัย 23 ปี และ มาร์ค-กฤษฎา พงษ์พันธ์เดชา วัย 24 ปี เรียนจบสาขาการจัดการระหว่างประเทศ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ทั้งคู่ตกลงกันทำธุรกิจทันที เพราะเป็นความตั้งใจไว้แต่แรก

หลังจากไอเดียบรรเจิด อยากทำนั่นนี่หลายอย่าง สุดท้ายมาลงตัวที่อุตสาหกรรมอาหาร โดยทิพย์วสี มีความผูกพันกับอาหารไทยมาตั้งแต่เด็ก ส่วนกฤษฎามีแนวคิดอยากทำสินค้าไทยๆ ออกไปสู่ตลาดโลกให้ชาวต่างชาติได้เห็นสิ่งที่ไทยทำ

2 ไอเดียผสานกันจนเกิดแบรนด์ “ไทยวรี่” (Thaivory) อาหารกึ่งสำเร็จรูปอบแห้ง ที่นำเอานวัตกรรมฟรีซดรายมาผลิตสินค้า

 

“ความจริงแล้วคุณแม่มีส่วนช่วยให้เกิดไอเดียนี้ เพราะคุณแม่ (ฐนิวรรณ กุลมงคล) เป็นนายกสมาคมภัตตาคารไทย ทำร้านอาหารมา 3 ร้าน จึงทำให้เกิดความสนใจ รวมถึงเห็นเสน่ห์และคุณค่าของอาหารไทยที่ควรนำมาพัฒนาต่อยอดและให้ความสำคัญเพื่อที่จะแชร์ให้คนทั้งโลกเห็นว่าอาหารไทยเป็นของดีที่ควรจะลิ้มลอง” ทิพย์วสี กล่าว

กฤษฎา เล่าถึงที่มาของการทำธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย “ที่ยังไม่เรียนต่อระดับปริญญาโท ผมเองก็ยังไม่รู้ชัดเจนว่าชอบทางไหน แต่เรื่องการทำธุรกิจเป็นเป้าหมายไว้แต่แรกอยู่แล้วว่า อยากมีแบรนด์ของคนไทยในแบบที่ต่างชาติรู้จัก เพราะส่วนใหญ่ชีวิตประจำวันผมอยู่กับแบรนด์ต่างชาติเยอะ จึงคาดหวังอยากเห็นแบรนด์ไทยไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนต่างชาติบ้าง”

จากคู่รักเพิ่มเติมเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ กฤษฎาบอกไม่กลัวจะทะเลาะกัน เพราะไม่ทำธุรกิจด้วยกันก็ทะเลาะกันอยู่แล้ว “ผมมองว่าเป็นเรื่องดีที่ทำให้เราได้เรียนรู้กันมากขึ้น และหาวิธีจัดการกับปัญหา ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องใหญ่แต่มองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้”

“ในส่วนของเงินทุนเราใช้วิธีร่วมหุ้นกัน โดยใช้ทุนคุณพ่อคุณแม่ รวมถึงทุนส่วนตัวด้วย หนูทำงานเป็นติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษ ส่วนมาร์ครับทำกราฟฟิกดีไซน์ เขาก็มีทุนของตัวเอง

พยายามลงทุนให้น้อยที่สุด เพราะไอเดียนี้เริ่มตั้งแต่เรียนยังไม่จบด้วยซ้ำ ยังขาดประสบการณ์ในเรื่องของการลงทุน ดังนั้นก็พยายามมองหาหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล  (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) ทำให้เราสามารถไปใช้สถานที่ของเขาได้ ให้เขาช่วยถ่ายทอดโนว์ฮาว

ฟรีซดรายเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่สำหรับคนไทย แต่ในวงการอาหารของต่างประเทศฝั่งตะวันตกอย่างนักบินอวกาศ เขาจะทำอาหารให้มันแห้งเพราะเอาขึ้นไปกินได้ แล้วสามารถเก็บคุณค่าของสารอาหารไว้ได้ และกินสะดวกแค่เติมน้ำ ฝั่งเอเชียเองญี่ปุ่นเริ่มเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้อย่างจริงจัง ใช้ในอาหารหลายๆ อย่าง เช่น พวกซุปก้อน

เราพยายามทำแบบบ้านๆ ทำกัน 2 คน ไม่จ้างใครเลย มาร์คบอกว่า อยากทำก็คือทำ เราก็เดินไปคุยกับโรงงานที่มีเทคโนโลยีแบบที่เราต้องการ โรงงานบอกว่าให้ไปทำอาหารมา เราก็ไปทำมาเริ่มจากเดินตลาดสดกันเอง หนูสองคนทำอาหารไม่เป็น แต่พี่เลี้ยงทำอาหารอร่อยมากเลยให้พี่เลี้ยงทำ เราคุมการผลิตเอง หาสูตรที่อร่อยที่สุดมา เสร็จก็ยกหม้อไปโรงงานเลย ด้วยต้นทุนค่อนข้างจำกัด อะไรที่ทำเองได้จะพยายามก่อน รวมไปถึงแพ็กเกจจิ้ง ดีไซน์ การออกแบบ แม้แต่คอนเซ็ปต์ของแบรนด์ก็ออกแบบเอง”

ทิพย์วสี เล่าถึงชื่อแบรนด์ “ไทยวรี่” (Thaivory) “การทำสินค้าที่ยากที่สุดคือการคิดแบรนด์ คำว่า Thai มาจากประเทศไทย กับคำว่า Ivory แปลว่า งาช้าง ช้างหนึ่งตัวมีงาแค่สองอัน งาช้างเป็นของดี เราไม่ควรจะเอาช้างมาฆ่าเรี่ยราด เราควรที่จะรักษาไว้ เหมือนกับอาหารไทยเราควรทำให้ถูกต้อง ก็มาผสมกับคำว่าไทย ก็อ่านออกเสียงเป็น ไทยวรี่ มีคุณค่าเหมือนงาช้าง”

กว่ารสชาติจะนิ่งและเริ่มทำการตลาดวางขายได้ จนตอนนี้มีคู่ค้าจากประเทศเวียดนามแล้ว พวกเขาต้องเจออุปสรรคมามาก

“ตอนแรกๆ รสชาติไม่อร่อย เพราะเราไม่รู้ว่าต้องทำให้รสชาติมันหวานเค็มแค่ไหน จนคิดว่าต้องใส่ผงชูรสไหม ใส่สารกันบูดไหม แต่ใจเราต้องการทำอาหารที่ให้พ่อแม่กินได้ อย่างนั้นต้องทำให้ดี ไม่ใส่ก็คือไม่ใส่ แต่พอไม่ใส่มันทำออกมายาก ทิ้งไปหลายล็อต บางล็อตก็เสีย

ขาดทุนเยอะมาก แต่เข้าใจอยู่แล้วว่าการทำธุรกิจเริ่มแรกมันไม่มีแบบว่า เริ่มปุ๊บได้ปั๊บ ก็ถือว่าเป็นการลงทุนของการเรียนรู้ไปอีกอย่างอาหารไทยมันนานาจิตตัง สิบคนชิมก็พูดไม่เหมือนกัน นี่ก็เป็นปัญหาอีกอย่างในจุดยืนของเรา จนท้ายที่สุดกลับมาคุยกับแม่ว่าจะทำอย่างไรดี แม่บอกว่า การทำอาหารต้องทำให้อร่อยไม่อย่างนั้นคนไม่ซื้อ และทำรสชาติให้เป็นจุดยืนของไทยวรี่ คือ ทรูไทย เป็นยังไงในเมื่อเราอยากเผยแพร่วัฒนธรรมไทยออกไป โดยที่เราทำส้มตำกับต้มยำกุ้งให้อร่อยแบบไทยแท้แต่ไม่เผ็ดมาก ใครๆ ก็รับประทานได้”

ต้มยำกุ้งและส้มตำ คือ อาหารไทย 2 เมนูแรกที่พวกเขาเลือกทำ “ตามวิสัยทัศน์ของแบรนด์อยากทำอาหารไทยที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ด้วยความที่ฟรีซดรายเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่มาก เราก็อยากทำอาร์แอนด์ดี (Research And Development) ให้มั่นใจก่อนว่าอาหารอร่อยจริงๆ แล้วสามารถเก็บได้นาน

วัตถุดิบเราก็เลือกจากแหล่งที่ดีที่สุด กุ้งสดไม่แช่แข็ง มะละกอดำเนิน พริกจากกาญจนบุรี น้ำตาลมะพร้าว กระเทียมไทยกลีบเล็ก ข่า ตะไคร้ใช้สีชมพู เราต้องการให้วัตถุดิบทุกอย่างกินได้ต้องเลือกอ่อนๆ หั่นชิ้นพอดีคำ”

ใช้เวลาอยู่แรมปี ตอนนี้ไทยวรี่ ผลิตสินค้าเดือนละเกือบ 2 แสนกล่อง กฤษฎา บอกว่าตอนนี้ธุรกิจอยู่ในช่วงขยายฐาน “ยังมีค่าแพ็กเกจจิ้ง ค่าที่ดีลกับซัพพลายเออร์หลายๆ อย่าง ยังต้องลงทุน เหมือนที่บอกว่าธุรกิจแรกเริ่มเป็นไปได้ยากมากที่จะกำไรเลย ไม่คิดว่าจะใหญ่ขนาดนี้ จากเด็กมหาวิทยาลัยที่ไม่มีประสบการณ์ ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะมาขายเป็นตู้คอนเทนเนอร์”

ทิพย์วสี ตอบคำถาม การที่สตาร์ทอัพได้เร็วเพราะมีทุนของพ่อแม่ หรือพ่อแม่คอยหนุนให้หรือเปล่า “จริงๆ มันพูดยากแต่ต่อให้พ่อแม่หนุนให้ทุกอย่าง แต่คนเป็นลูกไม่อยากทำ เจออุปสรรคทุกวัน ไม่มีแพสชั่นที่อยากทำก็เท่านั้น สิ่งสำคัญคือคนที่ทำมีกำลังใจเริ่ม เพราะตอนเริ่มหนูก็ได้มาร์ค มาร์คบอกอยากเริ่มก็เริ่มเลย มาร์คบอกว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เริ่ม เป็นคำพูดง่ายๆ ของคนที่อยากเริ่มธุรกิจ”

กฤษฎา กล่าวเสริมว่า “ในส่วนของทฤษฎีการเรียนกับโลกของความจริงคนละอย่างเลย ต้องมานั่งทำบัญชี ทำภาษี ทั้งต้องคิดหลายๆ เรื่องเพราะไม่เหมือนกับที่เราเคยเรียน และไม่เหมือนกับที่คนอื่นๆ เขาพูดมา แต่การที่เราเริ่มทำธุรกิจเร็ว เราจะได้ประสบการณ์ตรงแน่นอน เพราะต่อให้เราทำงานบริษัท เราไม่มีทางรู้หมดอยู่ดี เพราะเราทำแค่ตำแหน่งๆ หนึ่ง แต่การที่เราได้เรียนรู้สิ่งที่เราอยากทำได้ต่อยอดอะไรหลายๆ อย่างเร็วขึ้น ต้องแลกมาพร้อมความเหนื่อย ด้วยเพราะทุกอย่างยังใหม่ หรือหลายๆ เรื่องที่รู้มาก็ปรับใช้ในความเป็นจริงได้ไม่เต็มที่ จึงต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าที่เราจะเรียนรู้”

“เหมือนที่มาร์คบอกให้เริ่มจากอะไรที่ใกล้ตัวก่อน พอเราเริ่มที่ใกล้ตัวเราจะมีคนให้ถามเยอะแยะ มีคนให้หาข้อมูลเต็มไปหมด ฝรั่งเขาจะบอกว่า Don’t Afraid To Ark ถ้าไม่รู้ You Just Ark, Just Ark แค่ถามเท่านั้นเอง มันไม่ผิดแล้วยิ่งคนที่อายุน้อย คนเขายิ่งอยากบอก อยากสอนเราด้วยซ้ำ เพราะถ้าเราไม่ถาม ไม่รู้ เราก็จะไม่รู้ต่อไป เราไม่รู้ เราไม่ลอง ก็จะไม่รู้ต่อไป พยายามเรียนรู้อะไรเยอะๆ แล้วก็อย่าหยุดพัฒนาเท่านั้นเอง” จูเนียร์ กล่าว

ไทยวรี่ มีวางจำหน่ายที่ตลาด อ.ต.ก. ขายออนไลน์ทางเฟซบุ๊ก ชื่อ Thaivory อาหารไทยกึ่งสำเร็จรูป และออกบูธที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดขึ้น เพราะกลุ่มลูกค้าหลักเป็นชาวต่างชาติที่อยากลิ้มรสอาหารไทย และตอนนี้กำลังเจาะกลุ่มคนไทยที่ต้องเดินทางไปเที่ยวหรือพำนักยาวอยู่ต่างประเทศ เพราะอาหารไทยใครได้ลิ้มรสก็ติดใจ คนไทยเองไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองก็คิดถึงรสมือแม่ที่บ้านกันทั้งนั้น

 

 

 

ปั้นทีละชิ้นกับมือ แต่งแต้มด้วยความสุข

Cafe Talay ย่าน Sai Ying Pun ฮ่องกง ร้าน Megafash ประเทศสิงคโปร์ และ Pinkoi เว็บไซต์ไต้หวัน คือ สถานที่ที่มีสินค้าแบรนด์ “ทีละชิ้น” (Treerachin) เซรามิกแฮนด์เมด ที่การันตีด้วยคำว่า เมด อิน ไทยแลนด์ จัดจำหน่าย ยิ่งสินค้าแต่ละแบบมีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น ความสนใจและความต้องการของผู้ซื้อชาวเอเชียยิ่งสูงขึ้น

ส่งผลให้เซรามิกแบรนด์ทีละชิ้นติดตลาด แม้จะมีราคาสูงกว่างานเซรามิกเจ้าอื่น แต่ด้วยไอเดียที่ไม่เหมือนใคร ทำทีละชิ้น แบบละชิ้น เสมือนการสร้างงานศิลปะบนเซรามิก ทั้งประติมากรรมและจิตรกรรม ซึ่งราคาย่อมเยานักเมื่อได้มาครอบครอง

ณิชา เตชะนิรัติศัย คือ ผู้สร้างทีละชิ้น ตั้งแต่เธออายุ 22 ปี ทำไปพร้อมๆ กับทำงานประจำในตำแหน่งอินทีเรียร์ดีไซน์ จนตอนนี้อายุ 26 ทีละชิ้นเป็นงานเดียวที่เธอทำและสร้างรายได้ให้เธอได้มากกว่างานประจำ แม้ช่วงแรกๆ จะหกล้มหกลุกมาก แต่เพราะความเชื่อว่าการสร้างงานศิลปะ ที่ไม่ใช่งานแมส คุณค่าและมูลค่าของมันย่อมเป็นที่คู่ควร

หลังจากเรียนจบจากสาขาสถาปัตยกรรมภายในคณะสถาปัตยกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ณิชาทำงานประจำและได้ไอเดียเริ่มต้นธุรกิจจากการเลือกข้าวของไปตกแต่งคอนโด

“เวลาซื้อของมาแต่งห้อง ก็จะซื้อมาเก็บด้วย เพราะมันสวยแปลกดี พอเริ่มเยอะก็เอาไปขายที่เจเจกรีน ขายดีมาก ก็เริ่มเกิดไอเดียไปซีเล็กต์ของมาขาย ทำได้สักพักของที่ซีเล็กต์ไม่ได้มีตามที่เราต้องการ ก็เริ่มอยากทำเอง เริ่มศึกษาที่ไหนสอนบ้าง มีเทคนิคยังไง ตอนนั้นงานเซรามิกซบเซา คนไม่ค่อยทำกัน คู่แข่งน้อย และเราชอบเซรามิกที่มีเทคนิคหลากหลาย

ระหว่างศึกษาก็ทำงานประจำอยู่ เริ่มทำเองคือกระถางต้นไม้เพราะทำง่ายสุด ใช้เวลาเผาไม่นาน ตอนนั้นมีทุนไม่มาก ร้านข้างๆ ขายต้นไม้ คนนิยมเลี้ยงกระบองเพชร ก็มาซื้อของเรา ขายดีแต่รายได้ยังน้อยกว่าเงินเดือน เพราะเราทำแค่เสาร์-อาทิตย์หรือหลังเลิกงาน ก็เริ่มเกิดความคิดถ้าเราทำทุกวันล่ะ”

ณิชาตัดสินใจลาออกจากงาน เธอหลงรักในสิ่งที่ทำ เธอปลดแอกความกดดันจากงานประจำ ค่อยๆ ลงมือปั้นทีละชิ้นๆ ขีดเขียนสีลงทีละนิดๆ ยิ่งทำมากฝีมือยิ่งรุดหน้า ยิ่งคนซื้อแสดงออกชัดเจนว่าปลื้มกับสินค้า ความสุขถ่ายทอดมาถึงเธอ และเธอรับมันด้วยหัวใจพองโต

“เราไม่ได้ขายงานแมส คนที่มาซื้อก็คนละกลุ่มกัน เขาดีใจแฮปปี้ที่ได้สินค้าของเรา และเขากลับมาซื้ออีกครั้ง ซึ่งเป็นโจทย์ที่เลือกทำแค่ชิ้นเดียว

ตอนทำงานประจำเรามีความกดดันแต่ก็มีคนคอยจัดการให้ แต่พอทำธุรกิจเองเรารับความกดดันเองเต็มๆ อย่างลูกค้าสั่งของชิ้นเดียว เราต้องทำ 5 ชิ้น เพื่อไม่ให้งานเสียหาย เพื่อให้ส่งของตามกำหนดเวลา เรายอมรับความเสี่ยงอีก 4 ชิ้นเอง แล้วพอเขารับสินค้าเขาแฮปปี้ ความกดดันสิ่งที่เราทำมามันคุ้ม งานมันจบเป็นโพรเซสๆ ไป ตอนทำงานประจำงานหนึ่งใช้เวลาหลายเดือนหรือเป็นปี มีความเครียดมันมีสะสมทุกวันๆ”

นอกจากปั้นเซรามิกขายออกบูธตามงานต่างๆ และในประเทศไทยมีวางขายที่พารากอนชั้น 4 โซนลิฟวิ่ง Naiipa Art Complex พระโขนง และเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ชั้น 6 โซนโอเพ่นเฮาส์ ณิชา ยังเปิดสตูดิโอรับสอนปั้นเซรามิกที่สุขุมวิท 103/1

ทุกวันนี้กลุ่มลูกค้าหลักของเธอคือ นักท่องเที่ยวชาวเอเชีย และการส่งทีละชิ้นไปยังต่างประเทศ “สำหรับการดีลธุรกิจถ้าพูดกันแบบเพื่อนจะทำให้ดีลง่ายกว่า ต้องพูดคุยกันแบบตรงๆ ว่า อยากได้อะไร ราคาเท่าไหร่ เอาไปขายเท่าไหร่ ลูกค้าที่เลือกทำธุรกิจด้วยต้องมีความจริงใจต่อกัน เพราะของที่เราทำขายเราทำด้วยความจริงใจ ในอนาคตจะไม่เกิดปัญหาต่อกัน”

ตอนนี้รายได้ต่อเดือนมากกว่างานประจำที่ทำ หากแต่ละเดือนก็ทำรายได้มากน้อยต่างกัน ดังนั้นนอกจากการจัดการสินค้าแล้ว ณิชายังต้องบริหารการเงินด้วย แต่เธอบอกเสียงหนักแน่นว่า มีความสุขในสิ่งที่ทำ

‘มหาวิทยาลัย’ กับความฝันของเด็กสมัยนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 ม.ค. 2561 เวลา 10:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534611

‘มหาวิทยาลัย’ กับความฝันของเด็กสมัยนี้

คําถามที่ว่า “จบมาอยากทำงานอะไร” อาจใช้ไม่ได้กับ “เด็กสมัยนี้” เพราะพวกเขาสามารถซิ่วได้โดยไม่เป็นเรื่องแปลก อิทธิพลของครอบครัวไม่เคร่งครัดเหมือนเก่า มีทางเลือกในชีวิตมากมาย และเหตุที่ตอบไม่ได้ว่าจบมาแล้วอยากทำงานอะไร นั่นเพราะพวกเขาอยากเป็นเจ้านายตัวเอง

ทว่าไม่ใช่เพียงเด็กสมัยนี้เท่านั้นที่เปลี่ยน “มหาวิทยาลัยสมัยนี้” เองก็ต้องปรับและเปลี่ยนตาม

หลักสูตรยุคดิจิทัล

เด็กยุคใหม่ส่วนใหญ่อยากเป็นนายตัวเองมากกว่าลูกจ้าง มหาวิทยาลัยกรุงเทพจึงเล็งเห็นว่าไม่มีอาชีพใดจะยั่งยืนเท่ากับการเป็นเจ้าของกิจการ จึงได้ก่อตั้ง “คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ” หรือ Bangkok University School of Entrepreneurship (BUSEM) เป็นแห่งแรกของประเทศไทย (เดิมทีสาขาความเป็นผู้ประกอบการอยู่ภายใต้คณะบริหารธุรกิจ) ซึ่งนับเป็นการกรุยทางสอดรับกับนโยบายการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนวิสาหกิจชุมชนให้เติบโตทันกระแสเศรษฐกิจยุคไทยแลนด์ 4.0

มหาวิทยาลัยกรุงเทพได้จับมือกับมหาวิทยาลัยแบ๊บสัน (Babson College) มหาวิทยาลัยด้านการเป็นเจ้าของธุรกิจของอเมริกา โดยผสมผสานความรู้ของทั้งสองซีกโลกเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นหลักสูตรเรียกว่า BUSEM Way ด้วยการให้นักศึกษาฝึกสร้างไอเดียทำผลิตภัณฑ์ การทำแผนธุรกิจก่อนลงมือทำธุรกิจจริง และต่อยอดธุรกิจอย่างเป็นลำดับขั้นตอนที่เหมาะสมสำหรับบริบทการทำธุรกิจในประเทศไทย

นอกจากนี้ ในชั้นปีที่ 3 นักศึกษาต้องรวมกลุ่มกันเพื่อทำธุรกิจจริงภายใต้การกำกับดูแลและให้คำปรึกษาของคณาจารย์ ซึ่งนักศึกษาที่ขาดทุนทรัพย์สามารถกู้ยืมเงินจากคณะได้กลุ่มละ 1 แสนบาท ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กทำธุรกิจจริง ช่วยปลูกฝังทักษะและวิสัยทัศน์ผู้ประกอบการตั้งแต่ยังอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ได้ลองผิดลองถูกเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันในการทำธุรกิจในอนาคต และหลังจากสำเร็จการศึกษาไปเด็กจึงไม่รู้สึกว่าเริ่มงานใหม่ เพราะพวกเขาเคยมีประสบการณ์มาแล้ว

ขณะเดียวกัน เด็กยุคนี้ยังมีความสนใจเรื่องเกมและสื่ออินเตอร์แอ็กทีฟ รวมทั้งเป็นอาชีพที่น่าสนใจในยุคดิจิทัล มหาวิทยาลัยกรุงเทพจึงเปิดหลักสูตร “เกมและสื่อเชิงโต้ตอบ” ภายใต้คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม ซึ่งเป็นหลักสูตรใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดในปีการศึกษา 2560 นอกเหนือจากหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์และหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ

ด้าน ดร.พัฒนพล เหรียญโมรา รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า เนื่องจากเกมเป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาผลิตภัณฑ์ การฝึกอบรม การเรียนการสอน การรักษาผู้ป่วยในทางการแพทย์ และเป็นธุรกิจในส่วนของเอนเตอร์เทนเมนต์ที่มีมูลค่าในตลาดโลกอย่างมาก การสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบสื่ออินเตอร์แอ็กทีฟจึงเป็นรูปแบบการสื่อสารข้อมูลที่สำคัญในปัจจุบัน และยังมีตลาดแรงงานเปิดกว้างในทุกภาคอุตสาหกรรมด้วย

“เกมเป็นสิ่งที่ไม่เคยหายไปไหนเลย เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ ตามเทคโนโลยี และมันจะอยู่กับเราไปอีกนานเพราะไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นล้วนมีเกมเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยตอนนี้เกมเข้ามาอยู่ในมือถือทำให้ทุกคนเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา ขณะเดียวกันเม็ดเงินในภาคอุตสาหกรรมก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนคนเล่น จำนวนแพลตฟอร์ม ทำให้ตลาดเกมในไทยและทั่วโลกเติบโตขึ้น” ดร.พัฒนพล กล่าวถึงเหตุผลการก่อตั้ง

หลักสูตรจะมุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถ 3 ด้าน ได้แก่ เทคโนโลยี ศิลปะ และธุรกิจ รวมถึงความสามารถในการทำสตาร์ทอัพเชิงเทคโนโลยี (Tech Startup) ความสามารถในการแก้ปัญหาจริง และความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมในอุตสาหกรรมจริงผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน

“ปีการศึกษาแรกที่เปิดหลักสูตรเกมมีนักศึกษาเรียนประมาณ 200 คน ซึ่งการสร้างความรับรู้กับเด็กไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ยากคือการทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง เพื่อให้พวกท่านเข้าใจว่าเป็นสาขาวิชาที่มีอาชีพรองรับ เป็นธุรกิจที่มีอนาคต และตัวเกมเองไม่ได้มีแค่ความบันเทิง แต่สามารถพัฒนาไปสู่วงการแพทย์ เช่น สร้างเกมเสมือนจริงให้แพทย์ได้ฝึกฝน รวมถึงในต่างประเทศก็มีผู้ที่จบปริญญาเอกด้านเกมโดยเฉพาะ”

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังเป็นพันธมิตรกับ การีน่า (Garena) บริษัทเกมเบอร์หนึ่งผู้สร้างเกมอาร์โอวีที่กำลังโด่งดัง รวมทั้งสนับสนุนให้นักศึกษาออกไปแข่งขันหรือเข้าร่วมกิจกรรมนอกมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาฝีมือด้วย

“สิ่งที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพเน้นเราเรียกว่า โปรเฟสชันนัล สกิลส์ เซต (Professional Skills Set) คือ เด็กที่จบจากเราไม่สำคัญแค่ว่าจบไปด้วยคะแนนจีพีเอเท่าไร แต่สามารถบอกได้ว่าเด็กคนนี้ถนัดด้านอะไร ทำอะไรเป็นบ้างจากการบ่มเพาะในทุกๆ วิชา” รองคณบดีฯ กล่าวเพิ่มเติม

วิชาสื่อยุคเปลี่ยนผ่าน

คณะด้านสื่อสารมวลชนหรือนิเทศศาสตร์ไม่ติดโผคณะที่มีผู้สนใจสมัครมากที่สุดมาตั้งแต่ปี 2557 โดยครั้งสุดท้ายในปี 2556 คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รั้งอันดับที่ 5 มีผู้สมัครจำนวน 812 คน ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยเองก็มีการปรับเนื้อหาหลักสูตรให้เป็นไปตามยุคสมัยและสถานการณ์สื่อสารมวลชนที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างล่าสุดมหาวิทยาลัยมหาสารคามได้เปลี่ยนชื่อสาขาวิชาในภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จากสาขาวิชาภาษาเพื่อการสร้างสรรค์งานสื่อสิ่งพิมพ์ เป็น “ภาษาเพื่อการสร้างสรรค์สื่อ”

 

อาจารย์วิรยา ตาสว่าง ประธานหลักสูตรสาขาวิชาภาษาเพื่อการสร้างสรรค์สื่อ กล่าวว่า 3-4 ปีที่ผ่านมาวงการสื่อสิ่งพิมพ์ในประเทศไทยมีการปิดตัวหลายฉบับ ทำให้เกิดคำถามว่า อีก 4 ปีข้างหน้านักศึกษาที่จบจากหลักสูตรภาษาเพื่อการสร้างสรรค์งานสื่อสิ่งพิมพ์จะทำงานอะไร

“หลักสูตรของเราต้องอัพเดทให้ทันโลก โดยนอกจากจะตัดบางรายวิชาที่ไม่จำเป็น และเพิ่มอีกหลายวิชาที่จำเป็นเข้ามาแล้ว เราต้องเปลี่ยนชื่อหลักสูตร เพราะชื่อหลักสูตรเป็นเหมือนหน้าตาและเป็นสิ่งที่เด็กจะรับรู้เป็นอย่างแรก หลังจากการวิพากษ์หลักสูตรแล้วทำให้เราได้เปลี่ยนชื่อหลักสูตรใหม่ว่า ภาษาเพื่อการสร้างสรรค์สื่อ เพื่อเพิ่มความกว้าง ไม่จำกัดตัวเองมากเกินไป และมีจุดแข็งที่การผลิตเนื้อหา แม้ว่าสื่อหรือแพลตฟอร์มจะเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ตาม เด็กของเราจะมีจุดแข็งของการผลิตเนื้อหาทำให้เขาสามารถไปอยู่ที่ไหนก็ได้”

อาจารย์วิรยา ยกตัวอย่าง วิชาผลิตเนื้อหาสำหรับโซเชียลมีเดียเพื่อเป็นบล็อกเกอร์หรือนักเขียนรีวิว ซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาเลือกที่นักศึกษาสามารถเลือกตามความถนัดและความสนใจ

“3 ปีมานี้เด็กสมัยใหม่เริ่มมีความหวาดกลัวต่อการเรียนสื่อสิ่งพิมพ์” ประธานหลักสูตรฯ กล่าวต่อ “หนึ่งเพราะข่าวการปิดตัวหนังสือพิมพ์ สองเพราะการปิดตัวนิตยสาร สามเพราะมักมีเวทีเสวนาหัวข้อสื่อสิ่งพิมพ์ตายจริงหรือ ทำให้เด็กเกิดการรับรู้ว่าสื่อสิ่งพิมพ์ตายไปแล้ว และสี่เป็นเพราะอิทธิพลของครอบครัว แต่อาจารย์ในสาขาก็ยังเชื่อกันว่า สื่อสิ่งพิมพ์ยังไม่ตาย เราแค่อยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน เป็นหนึ่งปรากฏการณ์ในการเปลี่ยนยุคสมัยที่เราต้องปรับตัว ดังนั้นหน้าที่ของอาจารย์คือ สร้างเด็กที่ทันโลก”

ในทางตรงกันข้าม เทรนด์ของมหาวิทยาลัยมหาสารคามกำลังชี้เป้าไปที่คณะศึกษาศาสตร์ กลับไปสู่ยุคดั้งเดิมที่คนอยากรับราชการงานอันมั่นคง

วิทยาลัยใหม่ในยุคพัฒนา

อีกหนึ่งความน่าสนใจในวงการการศึกษาไทยคือ ความร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยศรีปทุมกับสถาบันการศึกษาจากประเทศจีน ได้แก่ Hunan Vocational College of Railway Technology และ Hunan Railway and Aviation Education Development Group จัดตั้ง “วิทยาลัยการขนส่งระบบรางอาเชียน” (ASEAN Railway College) เพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีความเป็นเลิศด้านการรางเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมจริงทั้งไทยและอาเซียน ตอบสนองแผนยุทธศาสตร์ชาติไทยในเรื่องระบบราง และยุทธศาสตร์ชาติจีนโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทาง (OBOR – One Belt, One Road)

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากแผนยุทธศาสตร์ของไทยและจีนในการที่จะพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยประเทศไทยนั้นมีหลายโครงการ เช่น แผนแม่บทการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบขนส่งทางรางของประเทศไทย ปี 2558-2565 ครอบคลุมโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพมหานคร โครงการรถไฟทางคู่ และโครงการรถไฟความเร็วสูงสำหรับวิ่งระยะทางไกลและนวัตกรรมบริการ

ในขณะที่ประเทศจีนมียุทธศาสตร์ชาติโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทาง เพื่อให้เกิดความร่วมมือและการเชื่อมโยงระบบสาธารณูปโภค การปรับปรุงการเชื่อมโยงระบบโครงสร้างพื้นฐาน และการก่อสร้างระเบียงการคมนาคมระหว่างประเทศเชื่อมโยงทางรถไฟจากประเทศจีนสู่ สปป.ลาว และมีแนวโน้มจะเชื่อมเข้าสู่ไทย

“จากแผนยุทธศาสตร์ของทั้งสองชาติ เรามองว่า วิทยาลัยการรางแห่งอาเซียนจะสามารถตอบสนองเรื่องการผลิตบัณฑิตที่มีความเป็นเลิศด้านระบบราง เพื่อรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจด้านคมนาคมและการขนส่ง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศระยะยาว ซึ่งขณะนี้มีความขาดแคลนกำลังคนด้านนี้อย่างมาก” อธิการบดีฯ กล่าวทิ้งท้าย

ตัวตนในยุคโลกาภิวัตน์

ด้านมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในฐานะของสถาบันอุดมศึกษาทางด้านการเกษตรแห่งแรกของประเทศไทย ได้มีการเปิดวิชาบังคับใหม่ชื่อ “ศาสตร์แห่งแผ่นดิน” (Knowledge of the Land) ที่ผนวกศาสตร์ความเป็นไทยและศาสตร์พระราชาเข้าด้วยกัน โดยได้เปิดการเรียนการสอนอย่างเต็มรูปแบบในภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษา 2559 กำหนดให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ทุกคนและทุกวิทยาเขตต้องผ่านการเรียนวิชานี้ เน้นการสอนเชิงลงพื้นที่ หวังให้นิสิตเข้าใจแก่นแท้ความเป็นไทย และสามารถต่อยอดสร้างนวัตกรรมเองได้

ดร.จงรัก วัชรินทรรัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า วิชาดังกล่าวมีการทดลองการเรียนการสอนนำร่องมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2558 ผ่านการวิเคราะห์และประมวลผลจากคณะกรรมการจัดตั้ง จนสร้างองค์ความรู้จากการนำศาสตร์ความเป็นไทย ศาสตร์ของพระราชา มาผนวกกับศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน เพื่อให้องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นสามารถใช้พัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืน โดยนิสิตทั้งหมด 1.5 หมื่นคนต้องเรียน

“เราสอนเน้นถึงองค์ความรู้ของแผ่นดินไทย เพื่อให้นิสิตเกิดความภาคภูมิใจถึงแก่นแท้ของความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเกษตร วัฒนธรรมไทย ศาสตร์ของพระราชา โครงการพระราชดำริ หรือแนวปรัญชาต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทางมหาวิทยาลัยจะนำมาวิเคราะห์เพื่อแตกออกมาเป็นองค์ความรู้ในเชิงวิชาการ จากนั้นให้อาจารย์แต่ละคณะนำไปสอนนิสิตโดยนำองค์ความรู้ของคณะนั้นๆ บูรณาการเข้าด้วยกัน”

นอกจากนี้ การเรียนการสอนของทุกหลักสูตรจะเน้นรูปแบบการเรียนรู้แบบลงมือทำ (Active Learning) และการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) เพื่อให้นิสิตได้ปฏิบัติจริงและมีการรวมกลุ่มเพื่อสร้างสรรค์โครงงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีจุดเด่นเรื่องการปฏิบัติจริงทั้งในเชิงสร้างสรรค์นวัตกรรมและเชิงสังคมอยู่แล้ว

“โครงการพระราชดำริของพระองค์ท่านมีการบูรณาการอย่างหลากหลาย เช่น โครงการกังหันน้ำชัยพัฒนา ซึ่งอาจจะมีพื้นฐานมาจากเรื่องการเกษตร แต่การสร้างกังหันก็เกี่ยวข้องกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ด้วย โครงการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชนบท เกี่ยวข้องกับคณะสังคมศาสตร์ เป็นต้น นอกจากวิชาศาสตร์แห่งแผ่นดินแล้ว ผมยังมอบนโยบายให้ชมรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับศาสตร์เหล่านี้ด้วย เพื่อที่จะปลูกฝังให้นิสิตเข้าใจอย่างลึกซึ้ง”

สำหรับสิ่งที่คาดหวังจากวิชานี้คือ นิสิตจะได้เรียนรู้ถึงแก่นแท้ของความเป็นไทย องค์ความรู้ต่างๆ ของไทย เข้าถึงชุมชน น้อมนำแนวพระราชดำริมาใช้ในทางวิชาการ และต่อยอดสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำมาดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมได้ อีกทั้งยังทำให้นิสิตของมหาวิทยาลัยติดดินและรักในความเป็นไทย

รักษาการอธิการบดี มก. ยังเปิดเผยด้วยว่า หลังจากเปิดวิชาศาสตร์แห่งแผ่นดินเป็นระยะเวลา 2 ปี ทางมหาวิทยาลัยได้มีการพัฒนาและต่อยอดไปสู่ “หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาศาสตร์แห่งแผ่นดินเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยคาดว่าจะเปิดการเรียนการสอนได้ในเดือน ส.ค. 2561