‘ฉลากโภชนาการ’ เรื่องง่ายๆ ที่คนรักสุขภาพต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534419

‘ฉลากโภชนาการ’ เรื่องง่ายๆ ที่คนรักสุขภาพต้องรู้

ผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือกที่จะเช็กวันผลิตและวันหมดอายุของสินค้ามากกว่าที่จะอ่านและทำความเข้าใจกับฉลากโภชนาการ ทั้งที่เป็นหัวใจสำคัญในการเลือกผลิตภัณฑ์คุณภาพ ซึ่ง ซูซาน โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการด้านการฝึกอบรมโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์ และผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการมองว่าไม่ควรเป็นเช่นนั้น จึงได้แบ่งปัน 3 ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อเป็นตัวช่วยให้ผู้บริโภคสามารถอ่านข้อมูลโภชนาการบนผลิตภัณฑ์ที่วางขายอยู่ตามซูเปอร์มาร์เก็ตได้อย่างเข้าใจก่อนตัดสินใจซื้อ

1.ปริมาณที่บริโภค บ่อยครั้งที่หลายคนเข้าใจผิดๆ ว่า คุกกี้ ขนมปังกรอบ หรือมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบถุงเล็ก รวมไปถึงเครื่องดื่มในบรรจุภัณฑ์ขนาดทั่วไป มีปริมาณเท่ากับหนึ่งหน่วยบริโภค ทั้งที่ความจริงแล้วปริมาตรบรรจุของหน่วยบริโภคมาตรฐานในปัจจุบันของน้ำอัดลมคือประมาณ 250 มิลลิลิตร ทว่า เครื่องดื่มหลายๆ ประเภทบรรจุมาในกระป๋องหรือขวดที่มีจำนวนปริมาตรมากกว่านั้น และทำให้มีจำนวนหน่วยบริโภคเท่ากับ หรือมากกว่า 2 หน่วยขึ้นไป ยกตัวอย่างเช่น การดื่มชาเขียว 1 ขวด จะเท่ากับว่าคุณดื่มไปแล้ว 2 หน่วยบริโภค และนั่นหมายความว่าคุณจะต้องคำนวณทุกข้อมูลบนฉลากโภชนาการเป็น 2 เท่า ไม่ว่าจะเป็นแคลอรีหรือปริมาณน้ำตาล เพื่อที่คุณจะรู้ได้ว่าน้ำที่คุณดื่มนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการเท่าไร

เช่นเดียวกับมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบที่มีฉลากโภชนาการ ระบุว่า หนึ่งหน่วยบริโภคของมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบคือ ขนาด 30 กรัม หรือเท่ากับมันฝรั่งทอดกรอบ 15 แผ่นเท่านั้น แต่ถ้าคุณกินมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบหนึ่งถุงใหญ่ๆ นั่นจะเท่ากับว่าคุณบริโภคมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบไปแล้วหลายหน่วยบริโภค เพราะฉะนั้นควรเช็กให้ช่วยก่อนบริโภค

 

 

2.ข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค จะระบุปริมาณของโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต รวมถึงน้ำตาล ใยอาหาร คอเลสเตอรอล และโซเดียมเอาไว้ในฉลากอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นถ้าอยากทราบว่าวันนี้หรือมื้อนี้ได้รับสารอาหารแต่ละชนิดไปอย่างละเท่าไรบ้าง ต้องรู้ให้ทัน จำไว้ว่า คาร์โบไฮเดรตทั้งหมดที่ระบุไว้บนฉลากโภชนาการก็คือ คาร์โบไฮเดรตทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นแป้ง น้ำตาล หรือใยอาหาร โดยในฉลากโภชนาการจะแยกรายการคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากใยอาหารและน้ำตาลไว้อย่างชัดเจน

แต่สำหรับตัวเลขปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากน้ำตาลนั้น จะรวมเอาปริมาณของน้ำตาลที่เติมลงไป (Added Sugars) และน้ำตาลตามธรรมชาติ (เช่น น้ำตาลจากนม หรือน้ำตาลจากผลไม้) ไว้ด้วยกัน ซึ่งการแยกปริมาณน้ำตาลที่เติมลงไป (Added Sugars) ออกจากน้ำตาลจากธรรมชาติอย่างชัดเจนไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หากไม่ตรวจสอบปริมาณน้ำตาลที่ได้จากวัตถุดิบแต่ละชนิดอย่างละเอียด

 

 

3.ปริมาณที่แนะนำต่อวัน หมายถึงปริมาณมาตรฐานของสารอาหารต่างๆ ที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน ซึ่งกำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ข้อมูลของสารอาหารแต่ละชนิดบนฉลากโภชนาการจะแสดงร้อยละของปริมาณสารอาหารต่างๆ เหล่านี้ในหนึ่งหน่วยบริโภค โดยเทียบจากปริมาณที่แนะนำต่อวัน

“ฉลากโภชนาการสามารถช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้ดีขึ้น หากคุณสามารถเปรียบเทียบปริมาณอาหารจริงๆ ที่คุณกินเข้าไปกับจำนวนหน่วยบริโภคที่ระบุไว้บนฉลากผลิตภัณฑ์ ทางที่ดีควรหมั่นเปรียบเทียบข้อมูลเหล่านี้ไปเรื่อยๆ จนคุ้นเคย และเรียนรู้ความแตกต่างระหว่างปริมาณอาหารที่กินในหนึ่งมื้อกับปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภค ซึ่งจะช่วยเวลาที่คุณต้องไดเอต หรือควบคุมปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวันได้เป็นอย่างมาก” ซูซาน กล่าวทิ้งท้าย

เทรนด์เทคโนโลยี แห่งปี 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 ม.ค. 2561 เวลา 10:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534416

เทรนด์เทคโนโลยี แห่งปี 2561

ทุกวันนี้เทคโนโลยีได้พัฒนาจนสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ที่เคยมีจนแทบจะเรียกได้ว่าหลายสิ่งที่เคยเห็นในภาพยนตร์ไซ-ไฟก็ปรากฏออกมาให้เราได้ใช้งานกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรถพลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ และความก้าวล้ำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ต่างๆ และในปี 2018 จะมีเทรนด์เทคโนโลยีอะไรที่น่าสนใจกันบ้างเรามาดูกัน

ปีแห่งการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์

ปัญญาประดิษฐ์ หรือระบบ เอไอ (A.I. Artificial Intelligence) เป็นระบบสมองกลเลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์ สามารถคิดและตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง มีแนวโน้มว่าจะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ในรูปแบบงานที่มีความซ้ำซากมีรูปแบบแผนเดิมๆ ทุกวันในอนาคต

พงษ์ศักดิ์ ไปรสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านเซ็นเซอร์เทคโนโลยี บริษัท ดิจิทัล โรดแมป อธิบายถึงระบบเอไอ ว่าย้อนกลับไปราวๆ พ.ศ. 2486  แม็คคัลลอช และพิทซ์  (Mc Culloch and Pitts) สองนักวิจัยชาวอเมริกันได้นำเสนอแนวคิดแบบจำลองเซลล์ประสาท และแสดงให้เห็นว่าในทางทฤษฎีแล้ว เราสามารถสร้างโครงข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อเลียนแบบการทำงานของระบบประสาทเหล่านี้ได้ แต่ด้วยวิทยาการคอมพิวเตอร์ในยุคนั้นยังไม่ก้าวหน้ามากพอ จึงทำให้ไม่เป็นที่รู้จักมากนัก

จนกระทั่งเราก้าวเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และมีบิ๊กดาต้าอันเป็นคลังข้อมูลรวบรวมองค์ความรู้ขนาดใหญ่ทั่วโลก ยุคแห่งการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ ดีป เลิร์นนิ่ง จึงเริ่มต้นขึ้น มีหน่วยประมวลผลและหน่วยความจำที่เพียบพร้อม แต่หัวใจของเอไอไม่ได้อยู่ที่ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ต่างหากที่สำคัญที่สุด เพราะเปรียบเสมือนสมองที่มีจิตวิญญาณอยู่ภายใน

ทำให้ตำแหน่งงานโปรแกรมเมอร์ด้านการพัฒนาระบบเอไอ เป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก ระบบเอไอได้ทำการจำลองโครงข่ายเซลล์สมองในการเรียนรู้ของมนุษย์ และเริ่มใส่ข้อมูลให้เรียนรู้และทำงานได้อย่างที่มนุษย์ต้องการ

เอไอที่มีชื่อเสียงที่สุดใน พ.ศ. 2560 

ที่ผ่านมาก็คือ อัลฟาโกที่สามารถเอาชนะเซียนโกะ ระดับโลกมาแล้ว และสร้างนิยามแนวคิดและวิธีการเล่นแบบใหม่อย่างที่ไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถทำได้มาก่อน มีการทำเอาระบบเอไอมาใช้ช่วยในการประมวลผลเทคโนโลยีค้นหาข้อมูล แปลภาษา นำไปใช้ในเครื่องจักรที่สามารถคัดแยกผลผลิตทางการเกษตร และระบบรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

อรภัค สุวรรณภักดี นักวิชาการอิสระด้านเทคโนโลยีเครือข่ายสังคม ให้ความเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาเอไอในปี 2018 นี้ว่า “ระบบเอไอนี้จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ที่มีการทำงานรูปแบบซ้ำๆ การตอบคำถามลูกค้า การคิดคำนวณทางด้านการเงิน ซึ่งจะเริ่มมีใช้กับธุรกิจด้านการเงินการธนาคารก่อนเป็นอันดับแรกๆ

เพราะในระบบการคิดคำนวณบริการของลูกค้านั้นมีปัจจัยเข้ามาคิดคำนวณในรูปแบบตายตัว จากเดิมที่ต้องใช้พนักงานคิดคำนวณให้ลูกค้าก็จะเปลี่ยนไปในรูปแบบของการซื้อขายผ่านเว็บไซต์ ผ่านแอพพลิเคชั่นทางการเงินมากขึ้น

ในต่างประเทศระบบเอไอ สามารถสั่งซื้อสินค้าได้โดยใช้คำสั่งเสียง ซึ่งในอนาคตเราสามารถพูดคุยกับระบบเอไอ เพื่อให้ค้นหาสินค้าและข้อมูลได้ตามความต้องการของเราได้ มีระบบคอลเซ็นเตอร์ที่มีเอไอเป็นคนตอบคำถาม ระบบเอไอจะค่อยๆ เข้าไปเรียนรู้และทำงานแทนเรา

แต่อย่างไรก็ดีงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ งานฝีมือ งานที่มีความละเอียดอ่อนที่ต้องใช้ความคิดของมนุษย์เข้าไปตัดสินใจ งานบริการ งานหลายๆ อย่างที่เรารู้สึกว่าอยากจะเจอ และพูดคุยกับมนุษย์ด้วยกันเองจะยังเป็นงานที่เอไอไม่สามารถก้าวข้ามผ่านมาได้”

ไอโอที

ไอโอที (IoT – Internet of Things) เป็นระบบเชื่อมโยงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เข้ากับอินเทอร์เน็ต เพื่อตรวจสอบเก็บข้อมูล และสามารถปรับแต่งการทำงานได้ตามความต้องการของมนุษย์ อรภัค กล่าวว่า “ไอโอที เป็นเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ช่วยวิเคราะห์เก็บข้อมูลเรื่องราวต่างๆ ที่เราเคยทำในบ้าน เพื่อปรับแต่งให้เรามีชีวิตอยู่ได้ง่ายขึ้นในบ้าน โดยที่เราแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลยตั้งแต่เดินเข้าบ้านมา บ้านจะเปิดเพลงที่ชอบให้ฟัง เปิดไฟ เปิดแอร์ปรับระดับอุณหภูมิที่เราชอบ รวมทั้งรายงานข่าวสารสำคัญ บอกการพยากรณ์อากาศให้เราทราบ และสามารถปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของสมาชิกภายในบ้านได้อีกด้วย”

ตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีไอโอที ที่เริ่มปรากฏขึ้นแล้วก็ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ตู้เย็น รถยนต์ในบางรุ่น เครื่องรดน้ำต้นไม้อัตโนมัติ กล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพผ่านคลาวด์คอมพิวติ้ง นาฬิกาอัจฉริยะ สมาร์ททีวี และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ที่สามารถเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนผ่านอินเทอร์เน็ตได้ จะส่งรายงานผลการทำงานทั้งหมดให้เรา สามารถตั้งค่าการทำงานให้เป็นไปตามความต้องการ เครื่องดูดฝุ่นบางรุ่นมีเว็บแคมที่ผู้ใช้สามารถบังคับให้วิ่งไปดูตามจุดต่างๆ ภายในบ้านสำหรับใช้เป็นกล้องรักษาความปลอดภัยไปด้วยในตัว คือหนึ่งในเทคโนโลยีไอโอทีที่เริ่มจะเริ่มมีใช้กันอย่างแพร่หลายในปีนี้

 

เออาร์และวีอาร์ มุมมองสู่โลกเสมือนจริง

เทคโนโลยีเออาร์  (AR Augmented Reality) และวีอาร์ (VR Virtual Reality) เพิ่มการรับรู้และการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับโลกดิจิทัล เออาร์และวีอาร์ จะมีการนำมาใช้กับชีวิตมากขึ้น อรภัค เสริมว่า “แม้เริ่มต้นจะเป็นแค่เล่นเกม แต่เทคโนโลยีจะเริ่มเข้ามามีบทบาทในแง่มุมบันเทิงมากขึ้น

เหมือนเป็นการยกระดับรสชาติของชีวิตโดย อาจจะมีการเปลี่ยนดังนี้ไม่ช้าก็เร็ว  การใช้งานเกมกับ เออาร์และวีอาร์ อาจจะมาในรูปแบบเล่นเกมเดี่ยว หรือ เกมส์บนโลกโซเชียล (Social Media AR/VR Game)

การจำลองโลกเสมือนจริงให้เรารู้สึกถึงการบันเทิง ดูหนังฟังเพลง ร้องเพลงครบวงจร ที่จะเกิดขึ้น เพียงแต่ช้าหรือเร็ว เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่แค่เล่มเกม อาจจะเอามาใช้กับการออกกำลังหรือการเรียนในอนาคตด้วย นักศึกษาอาจจะถูกจำลองเข้ามาสู่โลกเสมือนจริงมากขึ้นในอีกไม่กี่ปี

เพื่อให้การเรียนรู้มีผลตอบรับมากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีการนำเออาร์และวีอาร์ เอามาขายสินค้าได้ ถือเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่ทำให้ลูกค้าสนใจมากขึ้น หรือมีความเข้าใจในตัวสินค้ามากขึ้น รวมทั้งเข้ามาเปลี่ยนแปลงในหลายๆ อุตสาหกรรม

ในอีกไม่กี่ปี เช่น รถยนต์ การค้าปลีก ธุรกิจบันเทิง ธุรกิจโรงแรม และการศึกษา และ อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการก่อสร้าง และท่องเที่ยว แม้แต่ในทางการแพทย์ก็สามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน

โอเพ่น คอร์สแวร์ เรียนผ่านระบบออนไลน์

การศึกษาผ่านระบบออนไลน์ หรือโอเพ่น คอร์สแวร์ (OpenCourseWare) กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศมากขึ้น และทิศทางเทคโนโลยีด้านการศึกษา กำลังมุ่งไปทางด้านการจัดทำหลักสูตรออนไลน์ โดยเฉพาะหลักสูตรระยะสั้นจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้คนที่อยู่ห่างไกลจากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง จะให้ความสนใจเรียนหลักสูตรระยะสั้นแบบนี้กันมากขึ้น

ประเทศไทยการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ยังคงต้องอาศัยเวลาในการปรับตัวและเครื่องมือในการเรียนรู้ของคนต่างจังหวัดซึ่งถือว่ายังมีราคาแพงอยู่มากสำหรับพวกเขา ต้องมีเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาด้านการศึกษา เนื่องจากเป็นด้านที่คนไทยขาดแคลน ในเวลานี้มีความขาดแคลนแหล่งเรียนรู้ด้านการศึกษา และอุปกรณ์ ทั้งซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์เสริม เรื่องการศึกษา เช่น การใช้เกม เพื่อพัฒนาการศึกษา (Game Education) เนื่องจากเด็กไทยติดเกม มีร้านเกมทั่วประเทศ แต่ไม่ได้มีเกมที่จะพัฒนากระบวนการเรียนรู้อย่างจริงจังเพื่อคนไทย การแปลหลักสูตรคอร์สแวร์ของต่างประเทศที่มีเขามีองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ก้าวหน้าไปกว่าเรามาก

 

 

ดิจิทัล ทวิน

การ์ตเนอร์ (Gartner) บริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยีได้พยากรณ์ว่าอนาคตชีวิตคนเราจะมีเซ็นเซอร์มากกว่า 500 ตัวในบ้าน 1 หลังภายในปี 2022 และจะมีดิจิทัลทวิน เปรียบเสมือนเทคโนโลยีประจำทำงานตอบสนองความต้องการเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเรียกว่า ดิจิทัล ทวิน (Digital Twin) และเป็นอีกก้าวที่พัฒนาเกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีไอโอที ที่น่าจับตามอง

พงษ์ศักดิ์ ขยายความถึง ดิจิทัล ทวิน คือการเก็บสำเนาข้อมูลของสิ่งของ อาคารหรือเครื่องจักร หรือกระทั่งตัวเรา ในรูปแบบดิจิทัล เป็นการใช้สารพัดเซ็นเซอร์เข้าตรวจจับการทำงานทุกอย่าง แล้วรวบรวมเป็นข้อมูลสถานะ เพื่อคาดการณ์ความผิดปกติล่วงหน้า และแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้ในอนาคต เป็นเทคโนโลยีที่นาซ่าเคยพัฒนาในยานอวกาศเพื่อเก็บข้อมูลวิเคราะห์สถานะการทำงานของยานอวกาศและดาวเทียมมาก่อน

ยกตัวอย่างเช่นรถยนต์คันหนึ่งได้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทวิน โดยติดเซ็นเซอร์รถไว้รอบคัน ปัจจุบันจะมีเซ็นเซอร์วัดเฉพาะเครื่องยนต์และเกียร์เพื่อตรวจหาความผิดปกติเกี่ยวกับระบบขับเคลื่อน แต่ดิจิทัลทวินจะมีใช้เซ็นเซอร์วัดตั้งแต่ความดันลมยาง ระบบกันสะเทือนทุกจุด โครงสร้างตัวถัง ประตู หลอดไฟ ทุกอย่างที่เซ็นเซอร์สามารถวัดออกมาเป็นค่าที่แน่นอนได้ จะถูกวัดออกมาเป็นข้อมูลแจ้งให้ผู้ใช้ได้ทราบว่าเกิดความผิดปกติกับส่วนใหญ่ของรถบ้างและควรจัดการดูแลต่อไปอย่างไร ไม่เพียงแต่รถยังสามารถนำไปใช้ได้กับระบบเทคโนโลยีภายในบ้าน วิศวกรรมการก่อสร้าง และอื่นๆ อีกมากมาย

โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับสุขภาพต่อไปเข็มขัด นาฬิกา สร้อยคอ และรองเท้า อาจจะมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดชีพจร ความดันเลือด และการเครื่อนไหวเข้ามาเป็นมาตรฐานดูแลสุขภาพของเราด้วยดิจิทัลทวินได้ในอนาคต

ทั้งหมดนี้ก็คือ เทคโนโลยีที่น่าจับตามองมากที่สุดใน ปี 2561 โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านระบบเอไอ ที่จะเข้ามามีบทบาทในการทำงานร่วมกับมนุษย์เรามากขึ้นทุกวัน ยกตัวอย่างง่ายๆ สมาร์ทโฟน เช่น สิริ ในระบบไอโอเอส และกูเกิล ในระบบแอนดรอยด์ ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ก็มีระบบเอไอเข้ามาช่วยจัดการรายงานข่าวสาร แนะนำเส้นทาง และค้นหาข้อมูลให้ตรงความต้องการของทุกคน ที่เหลือไม่ว่าจะเป็นไอโอที เออาร์ วีอาร์ และดิจิทัลทวินจะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลียนชีวิตคุณในปีนี้อย่างแน่นอน

ฝึกขยายปอด เพิ่มพลังรับออกซิเจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 ม.ค. 2561 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534269

ฝึกขยายปอด เพิ่มพลังรับออกซิเจน

การออกกำลังกายในชีวิตประจำวันของเรา มักจะโฟกัสอยู่เพียงแค่การออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อและอัตราการเต้นของหัวใจ แต่เราลืมไปว่าการฝึกปอดก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เราสามารถออกกำลังกายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเป็นส่วนสำคัญโดยตรงที่จะช่วยทำให้อัตราการรับออกซิเจนต่อการหายใจดีขึ้นอย่างชัดเจน เหนื่อยน้อยลงมีกำลังมากขึ้น

 

ทำไมต้องฝึกบริหารปอด

ปอดเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นำลมหายใจภายนอกจากอากาศที่มีออกซิเจนสูงเข้ามาในปอด โดยอาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อกระบังลม กล้ามเนื้อซี่โครง กล้ามเนื้อทรวงอก และกล้ามเนื้อช่องท้อง

เมื่อลมหายใจเข้าไปถึงถุงลม ที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยและเยื่อผนังบางได้ใกล้กับออกซิเจน ก็จะมีการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนให้เข้าไปในหลอดเลือดฝอยในผนังถุงลม และรับคาร์บอนไดออกไซด์จากเลือดปล่อยออกนอกร่างกายทางลมหายใจออก

หลักการง่ายๆ ที่เราต่างรู้กันดี แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่ทราบก็คือ ความจุปอดของมนุษย์เรานั้นมีขนาดเล็กลงทุกปี ในผู้ชายช่วงอายุราว 17-19 ปี จะมีความจุปอดสูงสุดอยู่ 57.6 มล./กก.น้ำหนักตัว แต่ในผู้ชายที่อยู่ในช่วงอายุ 60-69 จะเหลือความจุปอดสูงสุดเพียง 39 มล./กก.น้ำหนักตัว

ผู้หญิงช่วงอายุราว 17-19 ปี จะมีความจุปอดสูงสุดอยู่ 45.6 มล./กก.น้ำหนักตัว แต่ในผู้หญิงที่อยู่ในช่วงอายุ 60-69 ปี จะเหลือความจุปอดสูงสุดเพียง 31 มล./กก. น้ำหนักตัว

หากวัดปริมาตรเป็นอัตราต่อนาทีในขณะที่ร่างกายพัก จะมีปริมาณของอากาศที่หายใจ ประมาณ 5-8 ลิตร/นาที นาทีละประมาณ 12-20 ครั้ง แต่ขณะที่ออกกำลังกายปริมาณอากาศจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 180 ลิตร/นาที ส่วนนักกีฬาอาชีพสามารถวัดได้สูงถึง 200 ลิตร

ผู้ที่มีความจุปอดสูงจะสามารถออกกำลังกายได้นานกว่า เหนื่อยน้อยกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า และความสามารถในการขจัดเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจได้ดี สุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมผู้สูงอายุถึงหอบเหนื่อยง่าย

 

เริ่มต้นการฝึกปอด

เทคนิคการฝึกเพิ่มความจุปอดนั้นไม่ยุ่งยากและไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมาก เพียงแค่หายใจเข้าให้เต็มปอดและกลั้นหายใจประมาณ 10 วินาทีแล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก ทำอย่างนี้วันละ 2 นาที กล้ามเนื้อกระบังลมจะเริ่มคุ้นชินและขยายปอดให้ใหญ่ขึ้นเอง ไม่ต่างอะไรกับการออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อดีๆ นี่เอง

ในระหว่างการฝึกหายใจขยายปอด ให้กางแขนออกให้ห่างจากลำตัวเพื่อเปิดช่วงอก คุณจะพบว่าให้ใจได้ลึกมากขึ้นหายใจเข้าและกลั้นหายใจไว้ 10 วินาที แล้วค่อยผ่อนลมหายใจออก ฝึกอีกครั้งสลับกันระหว่างหายใจทางปากและจมูก รวมทั้งสลับกันระหว่างสูดลมเข้าปอดและสูดลมเข้ากระบังลมด้วยเช่นกัน หลังจากฝึกไปได้ประมาณ 1 สัปดาห์ คุณจะเริ่มรู้สึกได้เองว่าหายใจได้ลึกและมากกว่าก่อนฝึก

นอกจากนี้ ยังมีการฝึกแบบเข้มข้นขึ้นมากอีกขั้น นอกจากขยายความจุแล้วยังฝึกกล้ามเนื้อปอดให้แข็งแรงขึ้นก็คือการฝึกเป่าลูกโป่ง

หากยังจำคืนวันเก่าๆ ได้ จะสังเกตได้ว่าครั้งแรกที่เราเป่าลูกโป่งนั้น มักจะไม่ค่อยพองและอาจจะกล่าวโทษว่าลูกโป่งยางแข็งเกินไปเป่าไม่เข้า แต่เมื่อพยายามเป่าบ่อยๆ ก็จะเริ่มเป่าลูกโป่งให้พองลมง่ายขึ้น จนถึงขั้นเป่าให้แตกได้ง่ายๆ ลองฝึกเป่าลูกโป่งบ่อยๆ ปอดของคุณจะเริ่มแข็งแรงและจุลมได้มากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

อีกวิธีการฝึกปอดที่หลายคนคาดไม่ถึงว่าจะช่วยบริหารปอดได้ก็คือ การเล่นเป่ากบ การละเล่นพื้นบ้านของไทยที่ช่วยให้เด็กๆ ได้บริหารปอด ฝึกจังหวะกล้ามเนื้อการเป่าลมให้แรงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ แต่จะให้วัยผู้ใหญ่มาเล่นเป่ากบก็คงดูแปลกๆ เว้นแต่จะชวนลูกหลานมาเล่นด้วยกัน

แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้วิธีการเป่าแผ่นกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะให้ปลิว หายใจเข้าลึกๆ แล้วเป่าลมออกอย่างรวดเร็ว ความจุปอดและกล้ามเนื้อส่วนที่เกี่ยวข้องกับการหายใจจะแข็งแรงขึ้น

ในกลุ่มนักกีฬาอาชีพจะมีการฝึกปอดในรูปแบบที่จริงจังและเข้มข้นมากขึ้นอีกระดับก็คือการฝึกว่ายน้ำ กีฬาที่ต้องอาศัยความแข็งแรงของร่างกายทุกส่วน ไม่เว้นแม้กระทั่งปอดและหลอดลม เพียงแค่คุณลงไปอยู่ในสระน้ำก็จะรู้สึกได้ทันทีว่าหายใจลำบากขึ้นเพราะในน้ำมีแรงกดอากาศกับปอดของเราโดยตรง แรงบีบอัดทำให้เราหายใจถี่และสั้นขึ้นและทำให้ความจุอากาศของปอดลดลง

หากฝึกออกกำลังกายในน้ำบ่อยๆ ปอดจะขยายความจุเพิ่มขึ้นเองโดยอัตโนมัติเพื่อชดเชยความจุอากาศที่เสียไประหว่างอยู่ในน้ำโดยไม่ต้องมาโฟกัสว่าเรากำลังอยู่ระหว่างการฝึกขยายปอด

คนที่ไม่ชอบว่ายน้ำ แต่ชอบวิ่งและปั่นจักรยาน การเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อฝึกวิ่งขึ้นเขาในระดับความสูงมากกว่า 1,000 เมตรที่มีอากาศเบาบางจะช่วยให้ปอดแข็งแรงขึ้นไม่แพ้การออกกำลังกายในน้ำ ด้วยปริมาณออกซิเจนที่เบาบางจะทำให้เราหายใจถี่และลึกมากขึ้นเพื่อดึงออกซิเจนเข้ามาให้มากที่สุด

การบริหารปอด เป็นการฝึกที่ง่ายและใช้เวลาไม่มากนัก แต่ส่งผลต่อชีวิตของเรามากที่สุดเพราะชีวิตเราดำเนินอยู่ได้ด้วยลมหายใจ แต่เราจะทำอย่างไรให้หายใจอย่างมีประสิทธิภาพเป็นเรื่องที่เราต้องมาฝึกกัน

เทรนด์อาหาร 2561 บอกลาเคมี สวัสดีของสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 ม.ค. 2561 เวลา 10:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534268

เทรนด์อาหาร 2561 บอกลาเคมี สวัสดีของสด

เทรนด์อาหารไม่ต่างกับกระแสแฟชั่น มักมีการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี โดยเทรนด์เหล่านี้มักเปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมากลุ่มผู้บริโภคมีความใส่ใจและหันมาดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น เทรนด์อาหารในระยะหลังๆ จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งผู้ประกอบการร้านอาหาร หน่วยงานสถาบันการศึกษา ที่มีการปรับทุกกระบวนท่าให้เท่าทันกับกระแสความนิยม

ในปี 2561 การคาดการณ์เทรนด์อาหารในส่วนของผู้บริโภค พบว่าแนวโน้มจะนิยมอาหารสดใหม่จากธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มธุรกิจร้านอาหารจากธรรมชาติและอาหารออร์แกนิกได้ประสบความสำเร็จทางด้านอาหารเพื่อสุขภาพมากและเติบโตได้ดี

ประเภทอาหารในกลุ่มนี้รวมถึงอาหารออร์แกนิก ผลิตภัณฑ์อาหารปราศจากกลูเตนและแล็กโทส รวมทั้งอาหารที่มีสัดส่วนของน้ำตาลและไขมันต่ำ จึงเป็นสาเหตุทำให้ธุรกิจประเภทนี้มีหลายคนให้ความสนใจที่จะประกอบกิจการกันเพิ่มมากขึ้น

บ๊ายบายเคมี ของดีต้องสด

เพราะในปัจจุบันผู้บริโภคไม่กลัวที่จะต้องจ่ายเงินให้กับผลิตภัณฑ์คุณภาพดีอีกต่อไป โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีรายได้ระดับกลางขึ้นไปจะพิจารณาซื้อสินค้าจากคุณภาพมากกว่าราคา บทพิสูจน์ที่ยืนยันว่าผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการสินค้าที่สดใหม่จากธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่ง

มาจากผลการสำรวจที่ระบุว่า ผู้บริโภคกว่า 89% ต้องการซื้ออาหารและเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ, 84% ชื่นชอบอาหารที่หาซื้อได้ในท้องถิ่น เพราะเชื่อเรื่องความสด, 84% ต้องการอาหารที่ไม่มีสารเคมี, 82% ชื่นชอบฉลาก Clean Label ซึ่งสินค้าอาหาร Clean Label คือ สินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ โดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ เช่น สารแต่งสี กลิ่น รสเป็นส่วนประกอบ

ขณะที่อาหารออร์แกนิกเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การตัดสินใจซื้ออาหารที่มีกระบวนการผลิตอย่างยั่งยืนข้างต้น ทำให้ในอนาคตผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่จะออกมาในช่วงนี้ จะมุ่งไปยังการนำส่วนผสมจากพืชพรรณธรรมชาติมาใช้ เช่น โปรตีนจากพืช สีผสมอาหารจากพืชผักผลไม้ ที่ให้ทั้งสีสัน คุณค่าอาหารที่จะช่วยดูแลสุขภาพอย่าง ขมิ้นชัน มะพร้าว ผักผลไม้สีม่วง สาหร่าย เห็ด และสมุนไพรต่างๆ ก็เป็นกระแสที่น่าจับตามองเช่นกัน

หนึ่งในสถาบันการศึกษาที่มองเห็นโอกาสจากแนวโน้มดังกล่าว การผลักดันหลักสูตรวิชาการประกอบการที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม เป็นหนึ่งหนทางที่จะสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่จากไอเดียและการค้นหาปัญหาจากพื้นที่ และการมองถึงเทรนด์ของธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ ทำให้เกิดโปรเจกต์การรวมตัวของนักศึกษาวิทยาลัยผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

พุฒิพงษ์ ศิรประภาพงศ์ นักศึกษาวิทยาลัยผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่นำเอาปัญหาใกล้ตัวมาสร้างสรรค์ตามหลักแนวคิด Think Big, Act Small คือ การพัฒนาเครื่องปรุงสำหรับการทำอาหารคลีน เล่าถึงที่มาของโครงการ Clean Ketchup ว่า

“เกิดจากการลงพื้นที่ย่านห้วยขวาง ทำให้พบว่าห้วยขวางมีร้านอาหารคลีนอยู่เยอะ แต่อาหารคลีนในท้องตลาดส่วนมากที่เราสำรวจจะพบว่า รสชาติจืด ไม่กลมกล่อม เพราะต้องควบคุมเรื่องแคลอรี ปริมาณน้ำตาล ไขมันในการปรุงรส จึงมาคิดว่า ถ้าเราทำอาหารคลีนที่มีรสชาติอร่อย แต่ว่ายังมีความคลีนอยู่จะเป็นอย่างไร ในกลุ่มของเราก็มีเพื่อนที่เรียนวิทยาศาสตร์การอาหารด้วย เราก็คิดว่าเราสามารถนำไปพัฒนากันได้

จึงมามองที่ ‘เครื่องปรุง’ ถ้าเราทำเครื่องปรุงคลีน เราจะได้เข้าไปในตลาดอาหารคลีนโดยที่ไม่ต้องแย่งส่วนแบ่งตลาด และสามารถเข้าถึงได้หมด ไม่ใช่แค่ร้านอาหาร จึงทำการศึกษาถึงส่วนประกอบว่าอะไรที่จะทำให้เครื่องปรุงรสชาติดีแต่ยังคลีนได้ เช่น หาสารที่แทนน้ำตาลแต่แคลอรีต่ำ สิ่งที่ให้รสเค็มแต่โซเดียมน้อย แล้วเราก็พยายามพัฒนาออกมาเป็นเครื่องปรุง” พุฒิพงษ์ กล่าว และต้องติดตามว่า (ว่าที่) ผู้ประกอบการรุ่นใหม่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แบบไหนมาตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคต่อไป

น้ำตาลยังจำเป็นไหม?

อย่างที่ทราบกันว่าอาหารประเภทแป้ง หรืออาหารที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสมในปริมาณสูง แน่นอนว่าอันตรายต่อสุขภาพของคุณแน่นอน และเป็นสองอย่างที่คนรักสุขภาพพยายามหลีกเลี่ยง แต่มักหักห้ามใจไม่อยู่ โดยเฉพาะสาวๆ ที่แม้จะรักสุขภาพมากแค่ไหน ชีวิตก็ไม่เคยขาดขนมหวาน ซึ่งแป้งและน้ำตาลดันเป็นพระนางในขนมหรือของทานเล่นเสียด้วยนี่สิ

ดังนั้น หนึ่งแนวโน้มที่เริ่มก่อตัวเมื่อปีก่อน แต่เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างและได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ กระแสลดความหวาน และสารทดแทนความหวานจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นหญ้าหวาน เดกซ์โทรส หรืออื่นๆ ซึ่งยังจะเป็นที่นิยมอย่างแน่นอน

แม้น้ำตาลเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับสุขภาพที่ดี แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้บริโภคยังคงต้องการรสชาติแสนอร่อยที่คุ้นเคย สมดุลแห่งความหวานกับสุขภาพจึงยังเป็นประเด็นสำคัญที่อุตสาหกรรมอาหารให้ความใส่ใจ ในปีนี้เราจะเห็นขนมที่เป็นมิตรกับสุขภาพ จะได้รับความนิยมเป็นของฝากและจะมีมากในเมนูร้านอาหาร

สังเกตจากปัจจุบันขนมประเภทธัญพืช หรืออาหารว่างเพื่อสุขภาพอย่าง มันหวาน มันม่วง อบกรอบหรือย่าง โดยไม่ผ่านกรรมวิถีแบบใช้น้ำมัน และผลไม้อบแห้งต่างๆ กำลังเป็นที่นิยม เหมาะสำหรับคนชอบกินขนมจุกจิก แต่ก็ยังกังวลเรื่องน้ำหนัก

ล่าสุด สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดทำโครงการ “ส่งเสริมการผลิตและบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารโอท็อปเพื่อสุขภาพ” ภายใต้การสนับสนุนจาก สสส. มุ่งเน้นการให้ความรู้และจุดประกายผู้ประกอบการโอท็อปธุรกิจอาหารและขนม ลดหรือเปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวานจากน้ำตาลธรรมชาติ อาทิ หญ้าหวาน แทนน้ำตาลจากอ้อย

เพลินพิศ หาญเจริญวนะภูษิต นักโภชนาการจากสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยฯ ในฐานะผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า นำร่องกับผู้ประกอบการขนาดเล็กในพื้นที่รอบกรุงเทพฯ สระบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม อ่างทอง สุพรรณบุรี ซึ่งข้อดีของกลุ่มสินค้าสินค้าโอท็อปที่ปรับลดสูตรลดน้ำตาลหรือความหวานได้ง่ายกว่า เมื่อเทียบกับบริษัทในระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

“ส่วนใหญ่ขนมไทยมีส่วนผสมที่เป็นน้ำมันและน้ำตาลในสัดส่วนปริมาณมาก เน้นรสชาติหวานจัด มีขนมบางอย่างที่ลดน้ำตาลลงแล้วไม่สูญเสียเอกลักษณ์ของขนมไทย เช่น กระยาสารท แต่ปัญหาคือขนมไทยหรืออาหารบางตัวลดสูตรไม่ได้

ทางโครงการจึงเกิดไอเดียใช้สารทดแทนความหวานจากธรรมชาติแทน ซึ่งนอกจากหญ้าหวานแล้ว ล่าสุด วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรีกำลังทดลองใช้หล่อฮั่งก้วยมาแทนน้ำตาลในน้ำพริกเผา ซึ่งสามารถลดน้ำตาลได้ 30% รวมทั้งร้านขายสาลี่ใน จ.สุพรรณบุรี ก็กำลังทดลองปรับปรุงสูตรใช้หล่อฮั่งก้วยผสมในขนมสาลี่เพื่อลดปริมาณน้ำตาล รวมถึงการปรับสูตรทองม้วนให้ใช้ ฟักทอง แครอตมาผสมในแป้ง เพราะผักเหล่านี้มีความหวานอยู่ในธรรมชาติ

ร้าน “ริน ขนมไทย” อีกหนึ่งร้านจำหน่ายของฝากชื่อดังจากเมืองแปดริ้ว จ.ฉะเชิงเทรา สินค้าขึ้นชื่อคือกระยาสารทน้ำอ้อย หลังเข้าร่วมโครงการจึงได้ปรับสูตรใหม่ โดยลดน้ำตาลลง 25% ปรากฏว่าผู้บริโภคให้ความสนใจมากกว่าที่คาด

“ผลตอบรับลูกค้ารู้สึกว่าชอบ โดยส่วนใหญ่เป็นลูกค้านิยมทานอยู่แล้ว แต่ว่าบางคนคุณหมอสั่งห้ามเพราะติดเรื่องสุขภาพ พอมาเจอตัวปรับน้ำตาลให้น้อยลง ทำให้เขารับประทานได้” ผู้ดูแลร้านริน บอกนอกจากกระยาสารทแล้ว ล่าสุดร้านรินได้ทำฝอยทองสูตรผสมหญ้าหวานโดยลดน้ำตาลไป 50% เสียงตอบรับลูกค้าดีเพราะมีตัวอย่างสูตรผสมหญ้าหวานกับน้ำตาลธรรมดาให้ลูกค้าชิม และสามารถเก็บไว้นานได้ 2 สัปดาห์ในตู้เย็นเช่นเดียวกับสูตรเดิม

ทั้งหมดเป็นเพียงเทรนด์ใหญ่ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หรือเพิ่มกระแสความนิยมมากขึ้นในปี 2561 สิ่งสำคัญสำหรับผู้บริโภครายย่อยต้องให้ความใส่ใจก็คือการพิจารณาฉลากบริโภคที่นอกจากทำให้เห็นราคา ยังทำหน้าที่หลักคือบอกช่วงเวลาที่เหมาะสมของอาหาร วันหมดอายุ ส่วนประกอบ และคุณค่าทางโภชนาการ นอกจากนี้ การเลือกซื้อวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารก็ต้องเลือกจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

ฉลอง 50 ปี เลด เซพพีลิน บรรพบุรุษแห่งเฮฟวี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 11:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534131

ฉลอง 50 ปี เลด เซพพีลิน บรรพบุรุษแห่งเฮฟวี่

โดย เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ : Rhino Entertainment

ปี2018 นับเป็นเวลาที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลองสำหรับ “เลด เซพพีลิน” และแฟนๆ ของพวกเขา เพราะวงดนตรีนี้กำลังจะมีอายุครบ 50 ปี

วงร็อกจากประเทศอังกฤษ ผู้กรุยทางให้กับเฮฟวี่เมทัล/ฮาร์ดร็อก ทั้งยังนับเป็นหนึ่งในวงที่ประสบความสำเร็จ และทรงอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรี

งานของ เลด เซพพีลิน เต็มไปด้วยพลังที่แฝงความลึกลับชวนค้นหา ทำให้คนฟังอยากจะขยับร่างกาย และปลดปล่อยไปสู่ความเป็นอิสระ ส่วนสมาชิกวงนั้นล้วนมีสีสันเปล่งประกายความเป็นสตาร์อย่างเจิดจ้า ความโดดเด่นของ เลด เซพพีลิน นั้นสามารถประจักษ์ได้ตั้งแต่แรกสัมผัส นั่นจึงทำให้พวกเขาสามารถสร้างตัวตนขึ้นมาได้ในวงการดนตรี ณ วันที่ เดอะ บีเทิลส์ และเดอะ โรลลิง สโตนส์ แรงร้อน

ก่อตั้งวงเมื่อปี 1968 โดยหนุ่มอังกฤษวัย 20 คือ จิมมี เพจ (กีตาร์) โรเบิร์ต แพลนต์ (ร้องนำ) จอห์น พอล โจนส์ (เบส/คีย์บอร์ด) และจอห์น บอนแฮม (กลอง) มารวมตัวกัน

ต้นทศวรรษ 1970 เลด เซพพีลิน ถูกเซ็นเข้าสังกัดแอตแลนติค เรคอร์ดส พร้อมข้อเสนออันงดงาม โดยวงมีสิทธิขาดในการทำงาน ทั้งๆ ที่ในตอนนั้นคนทั่วไปยังไม่มีใครรู้จักวงด้วยซ้ำ เลด เซพพีลิน ปฏิเสธที่จะออกซิงเกิ้ล อัลบั้มแรกของพวกเขานั้นบันทึกเสียงเสร็จในเวลา 9 วัน หลังจากที่วงรวมตัวได้เพียง 1 เดือน

เดือน ธ.ค. 1968 เลด เซพพีลิน ออกทัวร์อเมริกาเป็นครั้งแรก ก่อนที่แอลพีชุดแรกของพวกเขาจะวางขาย คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักพวกเขา แต่หลังจากนั้นไม่นานงานเพลงของวงจึงค่อยๆ เป็นที่รู้จัก เมื่อพวกเขาได้ขึ้นเล่นที่บอสตัน ที ปาร์ตี้ เลด เซพพีลิน ก็ครองเวทียาวนานถึง 4 ชั่วโมง เพราะคนดูไม่ยอมให้หนุ่มๆ ลงจากเวที ปี 1969 พวกเขามีโชว์ 168 โชว์ และเหล่านักวิจารณ์ก็ฟันธงว่าวงนี้จะกลายเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ความสำเร็จที่มาถึงอย่างรวดเร็ว ผลงานอัลบั้มชื่อเดียวกันกับชื่อวงก็ได้สร้างหนทางสำหรับดนตรีเฮฟวี่ พวกเขาเป็นที่รู้จักไปไกล อัลบั้ม Led Zeppelin II ที่ตามออกมาขึ้นถึงอันดับ 1 ในชาร์ตทั้งที่อังกฤษและสหรัฐอเมริกา การแสดงของ เลด เซพพีลิน มักจะยาวกว่า 3 ชั่วโมง เพราะทั้ง 4 คนต่างนิยมชมชอบการ “อิมโพรไวส์” พวกเขาเป็นวงแรกที่ใช้ซาวด์เอฟเฟกต์ซึ่งเรียกว่า “รีเวิร์ส เอคโค่” (Reverse Echo) ในการบันทึกเสียง ซึ่งยังคงใช้มาจนถึงวันนี้ อยากรู้ว่าเป็นอย่างไร ลองฟังได้ในเพลง Whole Lotta Love

ตอนอายุการทำงานของวง เลด เซพพีลิน เล่นสดออกโทรทัศน์เพียงแค่ครั้งเดียว เพราะพวกเขาไม่เชื่อมั่นว่าวิศวกรเสียงคนนอกจะดูแลเสียงเพลงของวงได้อย่างดี

ดนตรีเฮฟวี่เมทัลอาจจะไม่ถือกำเนิดหากไม่มี เลด เซพพีลิน พวกเขาเป็นมากกว่าวงดนตรีวงหนึ่ง นิตยสารโรลลิงสโตนให้คำจำกัดความว่า พวกเขาคือ “ความหลงใหล ความลึกลับ และความเชี่ยวชาญ”

ดนตรีของพวกเขาตั้งแต่ชุดแรกถึงชุดสุดท้ายบอกว่า เลด เซพพีลิน นั้น “อยู่ระหว่างการค้นหาบางสิ่งบางอย่างเสมอ” ถ้าจะบอกว่าพวกเขาคืออัจฉริยะนักทดลองทางเสียงก็อาจจะไม่ผิด อัลบั้มแรกของวงนั้นโดดเด่นด้วยเสียงกีตาร์อันหนักหน่วง เป็นเพลงร็อกที่มีรากของบลูส์และไซคีเดลิค ก่อนจะพัฒนา เปลี่ยนแปลง นอกจากร็อก พวกเขายังชอบดนตรีบลูส์ โซล ฟังก์ โฟล์ก ฯลฯ

เลด เซพพีลิน ใส่ใจกับเรื่องการออกแบบปกอัลบั้มอย่างมาก พวกเขาเป็นผู้นำเรื่องนี้ โดยยังมีร่องรอยอิทธิพลปรากฏให้เห็นถึงในปัจจุบัน กับอัลบั้มชุดที่ 4 ซึ่งออกมาในปี 1971 บนปกไม่มีทั้งชื่อวงและชื่ออัลบั้มปรากฏบนปก ด้วยความตั้งใจที่จะให้ดนตรี “พูดเพื่อตัวเอง” นั่นกลายเป็นงานที่ขายดีที่สุดตลอดกาล โดยที่ไม่มีเพลงฮิตติดอันดับ 1 ในชาร์ตด้วยซ้ำ เลด เซพพีลิน จึงได้พิสูจน์ว่าสิ่งที่นักเขียนนักวิจารณ์บอกว่าพวกเขามีชื่อเสียงขึ้นมาได้เพราะโฆษณานั้นไม่เป็นความจริง

“พวกนักวิจารณ์น่ะไม่เข้าใจหรอกว่าเราทำอะไร” จิมมี เพจ กล่าว

หนึ่งในอัลบั้มนี้คือ Stairway to Heaven เพลงความยาว 8 นาที ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเพลงร็อกที่ดีที่สุดตลอดกาล

เลด เซพพีลิน ได้รับการต้อนรับอย่างดีเมื่อเดินทางไปแสดงที่สหรัฐอเมริกา บัตรเข้าชมการแสดงที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน ทั้ง 3 รอบขายได้หมด ทำลายสถิติจำนวนคนดูที่ เดอะ บีเทิลส์ เคยทำไว้ พวกเขาบันทึกการแสดงไว้ก่อนจะออกฉายในหลายปีให้หลัง

ปลายทศวรรษ 1970 แม้ดิสโก้และพังก์ร็อกจะน่าตื่นตาตื่นเต้น แต่ว่า เลด เซพพีลิน ก็ยังยืนเด่นโดยท้าทาย แต่สิ่งที่ทำให้วงเปลี่ยนไปและต้องถึงจุดจบคือยาเสพติด ชื่อเสียง และเงินตรา

ในวันที่ 25 ก.ย. 1980 หลังจากดื่มหนัก จอห์น บอนแฮม ก็หมดสติและเสียชีวิตในบ้านหลังหนึ่งของ จิมมี เพจ ด้วยความเศร้าโศก สมาชิกที่เหลืออยู่ตัดสินใจจะไม่ทำงานในชื่อ เลด เซพพีลิน ต่อ จึงประกาศเลิกวงอย่างเป็นทางการในเดือน ธ.ค. 1980

ในปี 1995 เลด เซพพีลิน ถูกเสนอชื่อเข้าสู่ร็อกแอนด์โรลล์ ฮอลล์ ออฟ เฟม ในหมู่สมาชิกที่เหลืออยู่มีความบาดหมางเกิดขึ้น เพิ่งจะมาดีกันช่วงต้นปี 2000 ระหว่างนั้น โรเบิร์ต แพลนต์ และจิมมี เพจ นั้นทำงานและออกทัวร์ร่วมกันเป็นระยะ ทั้งยังมีอัลบั้มเดี่ยวของตัวเองด้วย สมาชิกที่เหลืออยู่ก็ได้กลับมารวมตัวกันอีก 4 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2007 พวกเขาแสดงเพื่อฉลอง 50 ค่ายเพลงแอตแลนติค โดย เจสัน บอนแฮม ลูกชายของ จอห์น มาร่วมวงในตำแหน่งกลอง

มีคนกล่าวว่าถ้า จอห์น บอนแฮม ไม่เสียชีวิต เลด เซพพีลิน ก็อาจจะมีเวลาทำงานในวงการนานกว่านั้น (อาจจะอยู่มาถึงปัจจุบันอย่าง เดอะ โรลลิง สโตนส์ ก็เป็นได้) พวกเขาน่าจะได้สร้างสรรค์ผลงานอันน่าตื่นเต้นได้มากกว่านั้น โรเบิร์ต เคยพูดถึงการกลับไปเล่นดนตรีด้วยกันกับเพื่อนเก่าว่า กลับไปเป็นครั้งเป็นคราวน่ะได้ แต่ว่าถ้าจะให้จริงจังยาวนานเห็นทีจะยากที่จะกลับไปทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ ทั้งด้วยวัยที่ล่วงเลยมาขนาดนี้แล้วด้วย “เราต้องเดินหน้าต่อไป”

แม้วงจะไม่มีอยู่แล้ว แต่ว่างานของ เลด เซพพีลิน ก็ยังคงขายได้ตลอดกาล บทเพลงของพวกเขา ไม่ว่าจะ Stairway to Heaven, Whole Lotta Love, Kashmir, Rock and Roll, Dazed and Confused, Black Dog, The Song Remains the Same, When the Levee Breaks, Immigrant Song, Communication Breakdown ฯลฯ ยังคงถูกเปิดออกอากาศทางวิทยุเป็นประจำ นั่นแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลยิ่งใหญ่ในวงการเพลงร็อกสมัยใหม่ของพวกเขา เลด เซพพีลิน ขายผลงานได้มากกว่า 300 ล้านชุดทั่วโลก และ 100 ล้านแผ่น เฉพาะในสหรัฐอเมริกา

ในวาระครบ 50 ปีของวง จิมมี เพจ บอกว่า วงจะนำผลงานที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อนออกวางขายแน่นอน นอกจากนั้นทั้งยังมีหนังสือเล่มพิเศษตามออกมาด้วย 3 สมาชิกที่เหลืออยู่ยืนยันว่า ปี 2018 นี้ความตื่นเต้นรออยู่สำหรับแฟนๆ ของ เลด เซพพีลิน

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จิมมี เพจ นำสตูดิโออัลบั้มของวงรวมทั้งอัลบั้ม Led Zeppelin ในปี 1969 และ Coda ในปี 1982 รวมทั้งบันทึกการแสดงสด The Complete BBC Sessions มารีมาสเตอร์ใหม่ พร้อมด้วยโบนัสอย่างเช่นแทร็กหาฟังยากและไม่เคยเผยแพร่มาก่อน จึงน่าสนใจที่ว่าจะเหลืออะไรอยู่บ้าง

ในวัย 70 ปี ทั้ง 3 สมาชิกที่เหลืออยู่ของ เลด เซพพีลิน จะมีอะไรให้เราตื่นเต้นได้ ต้องรอดู

กรกิจ ดิษฐาน ไขรหัสประวัติศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 11:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534127

กรกิจ ดิษฐาน ไขรหัสประวัติศาสตร์

โดย นกขุนทอง ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

ในเพจบน Facebook ชื่อ Kornkit Disthan มีหลายคนที่ติดตามอ่านงานเขียนของ “กรกิจ ดิษฐาน” ซึ่งแสดงทัศนะนานา โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ที่นำเกร็ดแง่มุมต่างๆ มานำเสนอ แต่นอกจากงานเขียนในพื้นที่สื่อสาธารณะ เขายังมีผลงานหนังสือมาแล้วหลายเล่ม

หนังสือ “วิญญูชน คนยุทธจักร” ใช้นามปากกาว่า “จอหงวนคะนอง” เขียนให้กับปล่อยสำนักพิมพ์ ว่าด้วยการวิเคราะห์เบื้องหลังทางประวัติศาสตร์ของนิยายกำลังภายใน เขียนโดย กิมย้ง ซึ่งถ้าไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้จริงๆ หลายคนไม่รู้ว่าคือนามปากกาของกรกิจ และเขาก็ไม่ได้บอกกล่าว อีกเรื่องเป็นงานแปลจากวรรณกรรมจีน “วิวาห์นางจิ้งจอก” เรื่องนี้ขายดิบขายดี จะพิมพ์ครั้งที่ 2 พร้อมกับเล่ม 2

“ผูสงหลิงมีเรื่องสั้นตั้ง 400-500 กว่าเรื่อง ผมว่าจะค่อยๆ แปลไปจนครบ น่าจะได้สัก 10 กว่าเล่มแปลไทย แต่งานแปลยาก โดยเฉพาะการแปลจากภาษาจีนวรรณกรรม หรือ เหวินเหยียน ไหนจะต้องทำเชิงอรรถอีก ผมเลยทิ้งงานนี้ไว้ก่อน”

นอกจากนี้ ยังมีงานแปลบทกวีของ ที.เอส.เอลเลียต The Waste Land และกำลังแปลงานใหญ่ของเจมส์ จอยซ์ อยู่เล่มหนึ่ง คืบหน้าพอสมควร แต่งานวรรณกรรมมันขายยาก เพราะคนอ่านน้อยไม่เหมือนงานประวัติศาสตร์

ส่วนงานชุดล่าสุด เป็นแนวชีวประวัตินักดาบคนสำคัญในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เล่มแรก ฮิโตะคิริ 4 มือสังหาร อุดมการณ์ปฏิวัติ ว่าด้วยประวัติมือสังหาร 4 คนที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของญี่ปุ่น

เล่มที่ 2 อิโต อิตโตไซ ดาบเดียวพิฆาต ว่าด้วยประวัติของอิโต อิตโตไซ นักดาบพเนจรที่เป็นบูรพาจารย์ของนักดาบรุ่นหลังที่วางรากฐานวิชาเคนโด ชื่อของอิตโตไซคนทั่วไปอาจไม่รู้จักนัก แต่ในหมู่ผู้ที่สนใจวิชาดาบและศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่นจะรู้จักดี

ทั้งสองเล่มนี้เขียนยากพอสมควร เพราะไม่มีข้อมูลในภาษาไทยเลย ผมต้องค้นข้อมูลทั้งอังกฤษและญี่ปุ่นอย่างหนักหน่วงกว่าจะได้มา ทั้งสองเล่มจึงเป็นงานที่รักเพราะทุ่มเทกับมันอย่างสูง

เล่มที่ 3 คือ มิยะโมะโตะ มุซาชิ ดาบพเนจรไร้พ่าย ว่าด้วยเรื่องราวของมุซาชิ นักดาบที่โด่งดังที่สุดของญี่ปุ่น เล่มนี้ขายดีมากเพราะไม่ยากในการประชาสัมพันธ์ต่างจากสองเล่มก่อนที่คนไม่ค่อยรู้จัก

นอกจากนี้ยังมีเล่มที่ 4 ว่าด้วยพวกยางิว ตระกูลนักดาบสำคัญ ที่คนรู้จักกันแพร่หลายพอสมควร ในบรรดาทั้ง 4 เล่มนี้ ผมคิดว่า ยางิวเป็นเล่มที่รู้สึกสนุกกับการเขียนที่สุด (จะตีพิมพ์เร็วๆ นี้)”

สังเกตได้ว่า ผลงานของกรกิจทุกเล่มเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ ซึ่งเขาได้ไขปมนี้ว่า “ประวัติศาสตร์เหมือนนิทาน ใครบ้างละไม่ชอบนิทาน อีกอย่างมันเหมือนการเล่าเรื่องที่ถูกปกปิดไว้ ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังฟังเรื่องซุบซิบที่น่าตื่นเต้นเร้าอารมณ์ แต่เป็นเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม ความจริงของประวัติศาสตร์ก็มีหลายแง่มุม เวลาผมจะเขียนเล่าอะไรสักอย่างต้องบอกให้ชัดว่ามาจากปากคำของฝ่ายไหน เพราะเรื่องเล่าเรื่องเดียวกันอาจไปกันคนละทางหากมาจากปากคำของคนอื่นๆ”

ประวัติศาสตร์ชาติใดที่สะกิดใจกรกิจที่สุด คำตอบหนีไม่พ้น ประเทศไทย “ไม่มีอะไรที่จะเร้าใจไปกว่าเรื่องของไทย เพราะความเป็นไทยผสมผสานจากความหลากหลาย ทุกวันนี้ไทยก็ยังรักษาความหลากหลายเอาไว้อย่างมั่นคง แต่ที่ทำให้ไทยน่าตื่นเต้นคือประวัติศาสตร์ไทยคลุมเครืออย่างที่สุด มันจึงเอื้อต่อการวิเคราะห์และตีความ การตีความเป็นเหมือนกีฬาเอ็กซ์ตรีมของนักวิชาการ ยิ่งได้ข้อมูลที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ยิ่งมีทักษะในการเขียนและเล่า ยิ่งรู้สึกฟิน นอกจากไทยแล้วผมยังสนใจเรื่องของเอเชียทั้งหมด เรื่องตะวันตกผมก็ถนัด และเริ่มต้นความสนใจจากภูมิภาคนี้มาก่อน แต่ตอนนี้รามือไป”

ในงานเขียนกรกิจได้นำประวัติศาสตร์มาสอดแทรกรัดพันเกี่ยวโยงประหนึ่งเรื่องจริงเดียวกัน “งานเขียนของผมไม่ใช่นิยาย แต่เป็นสารคดีประวัติศาสตร์ แต่อย่างที่บอกไว้ บางครั้งประวัติศาสตร์ก็คล้ายนิยายหากเล่าจากปากคำของหลายฝ่ายจนเกินไป แน่ล่ะ มีวิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์หรือประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่เป็นมาตรฐาน แต่สุดท้ายแล้ว ความจริง (สัตยะ) เป็นเพียงการรับรู้ของแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งเท่านั้น ผมเชื่อว่ามโนทัศน์ของมนุษย์มีจำกัด จะทำให้คนอื่นเชื่อมโนทัศน์ของเรามีแต่การโน้มน้าวเท่านั้น ไม่ว่าจะโน้มด้วยเหตุผล กำลัง หรืออคติก็ตาม”

ส่วนข้อเขียนในเพจ กรกิจยังขยันเขียนลงอย่างต่อเนื่อง “ผมมีความคิดอย่างหนึ่งว่าไอ้เรามันก็พอจะมีความรู้อยู่บ้าง น่าจะเผยแพร่ให้คนอื่นได้รู้บ้าง ไม่ได้หวังเงินทองอะไร หวังแค่ทำประโยชน์ให้สาธารณะเท่าที่จะทำได้ พอมีโซเชียลเน็ตเวิร์ก ก็เริ่มเขียนเรื่องที่มีสาระลงเฟซบุ๊ก เขียนมาตั้งแต่ปี 2013 จนคนเริ่มติดตาม โดยเฉพาะบทความแนวแสดงทัศนะคนจะชอบอ่านเป็นพิเศษ อัตราการแชร์ก็มาก คนที่มาติดตามก็ยิ่งมาก

จริงๆ แล้วผมไม่ค่อยชอบแสดงความเห็นในโซเชียลเน็ตเวิร์ก เพราะเหนื่อยที่จะต้องมาตอบคนโน้นทีคนนี้ที ช่วงหลังเลยตัดสินใจว่าใครอยากอ่านทัศนะของผมต้องอ่านจากหนังสือพิมพ์เท่านั้น (M2F /โพสต์ทูเดย์)

ในโซเชียลเน็ตเวิร์กจะเน้นความรู้แปลกๆ ที่น่าสนใจ ทีนี้พอมีคนติดตามมาก ก็มีสำนักพิมพ์มาติดต่อขอให้เขียนเรื่องที่ผมถนัด คือพวกประวัติศาสตร์ เกร็ดความรู้ต่างๆ อย่างสำนักพิมพ์ยิปซีที่พิมพ์หนังสือชุดซามูไรที่เขียนขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ ทั้ง 3 เล่ม รอ เล่มที่ 4 ในอีกไม่นานเกินรอ

ผมชอบแนวความรู้ทั่วไป คำว่าทั่วไปนี่มันกว้างนะแต่ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมานิยามจริงๆ เพราะผมชอบหลากหลาย ที่เขียนมากก็เรื่องประวัติศาสตร์ ศาสนา นิรุกติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม กลุ่มผู้อ่านก็ค่อนข้างหลากหลาย เพราะเจตนาของผมที่เขียนในโซเชียลเน็ตเวิร์กก็เพื่อประโยชน์สาธารณะ เลยไม่มีเงื่อนไขอะไรทั้งสิ้น

เวลาเราทำอะไรด้วยเป้าหมายแบบนี้ ผลที่ได้รับมันจะน่าเหลือเชื่ออยู่เหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญคือต้องรักษาความเป็นกลางเอาไว้ บางคนอาจคิดว่าผมสงวนท่าทีเกินไป ไม่แสดงจุดยืนทางการเมือง ไม่ใช้ถ้อยคำที่รุนแรง แต่ที่ผมสงวนท่าทีแบบนี้ก็เพื่อทำให้ทุกคนรู้สึกสบายใจเวลาอ่าน”

จากโจมนสู่เอโดะ รู้จักญี่ปุ่นผ่านโบราณวัตถุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 10:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534121

จากโจมนสู่เอโดะ รู้จักญี่ปุ่นผ่านโบราณวัตถุ

โดย  สมแขก ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ความสัมพันธ์ไทยและญี่ปุ่น นับวันยิ่งเพิ่มพูนความใกล้ชิด ย้อนไปตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและสืบเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ นับรวมแล้วไทยและญี่ปุ่นมีการติดต่อกันมากว่า 600 ปี แต่ความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการครั้งแรกได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 130 ปีก่อน โดยมีหลักฐานว่าไทยได้ลงนามใน “หนังสือปฏิญญาว่าด้วยทางพระราชไมตรีแลการค้าขายในระหว่างประเทศสยามกับประเทศญี่ปุ่น” จากเหตุการณ์ดังกล่าว นำมาซึ่งพระราชไมตรีระหว่างสองพระราชวงศ์เป็นสัญลักษณ์อันงดงาม

เพื่อเฉลิมฉลอง 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่นยกโบราณ-ศิลปวัตถุ-งานศิลป์มาจัดแสดงที่กรุงเทพฯ โดยความร่วมมือของสำนักงานกิจการทางวัฒนธรรม แห่งประเทศญี่ปุ่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู เจแปนฟาวน์เดชั่น ร่วมกับกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ของฝ่ายไทย ซึ่งตกลงแลกเปลี่ยนนิทรรศการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมร่วมกัน เพื่อตอบแทนน้ำใจไมตรีระหว่างกัน จึงทำให้เกิดโครงการจัดนิทรรศการแลกเปลี่ยนของสองประเทศเนื่องในวาระพิเศษนี้ ในนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “วิถีแห่งศรัทธาจากศิลปทัศน์ญี่ปุ่น” (The History of Japanese Art : Life and Faith)

นับเป็นครั้งแรกที่มีการนำศิลปะญี่ปุ่นทุกยุคสมัยมาจัดแสดงในประเทศไทย หลังจากที่ไทยนำโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุชิ้นเยี่ยมไปจัดนิทรรศการพิเศษเรื่อง “ความรุ่งโรจน์แห่งพระพุทธศาสนาในดินแดนไทย” (Thailand : Brilliant Land of the Buddha) ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว ซึ่งเป็นการแนะนำมรดกศิลปวัฒนธรรมของไทยครั้งสำคัญและยิ่งใหญ่ในรอบ 30 ปี บนแผ่นดินญี่ปุ่นมาแล้วเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา

สำหรับโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่นำมาจัดแสดง ในนิทรรศการพิเศษ “วิถีแห่งศรัทธาจากศิลปทัศน์ญี่ปุ่น” นำมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู นิทรรศการในประเทศไทยครั้งนี้เท่ากับเป็นการพัฒนางานด้านพิพิธภัณฑสถานของไทย และยกระดับการจัดแสดงนิทรรศการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติให้ได้มาตรฐานสากล ด้วยการควบคุมอุณหภูมิ และการจัดทำตู้จัดแสดง เพื่อความปลอดภัยของโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุประเภทผ้าและกระดาษจากญี่ปุ่นเป็นพิเศษ โดยโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่นำมาจัดแสดง เป็นโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ประกอบด้วยหลักฐานที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดี ประติมากรรม จิตรกรรม และประณีตศิลป์ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยโจมน จนถึงยุคประวัติศาสตร์สมัยเอโดะ

นิทรรศการนี้แบ่งออกทั้งหมดเป็น 5 ส่วน คือ ต้นกำเนิดศิลปะญี่ปุ่น พุทธศิลป์ ราชสำนักและนักรบ เซนและศิลปะการชงชา และวัฒนธรรมเอโดะอันหลากหลาย สืบทอดมากกว่า 6,000 ปีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603-1868) เพื่อนำเสนอเรื่องการเริ่มต้นของศิลปะญี่ปุ่น ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ตระกูลขุนนาง และนักรบนิกายเซนกับพิธีชงชา และความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสมัยเอโดะ รวมจำนวน 106 รายการ 130 ชิ้น โดยมีโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกของชาติ 3 รายการ และมรดกวัฒนธรรมสำคัญ 25 รายการ

การขุดค้นศึกษาแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทำให้ทราบปฐมบทศิลปะญี่ปุ่นว่า ก่อนพระพุทธศาสนาจะแผ่ขยายเข้ามายังดินแดนญี่ปุ่น มีผู้คน 3 กลุ่ม ที่ต่างมีวัฒนธรรม ดำรงชีวิตอันเป็นลักษณะเฉพาะของตนเอง ประกอบด้วยวัฒนธรรมโจมน ยาโยอิ และโคฟุน วัฒนธรรมแห่งบรรพชนเหล่านี้เป็นปฐมบท หรือรากเหง้าของสังคมและวัฒนธรรมญี่ปุ่น สะท้อนได้จากข้าวของเครื่องใช้ เช่น ภาชนะดินเผาทรงเปลวไฟ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยโจมนตอนกลาง อายุราว 4,500 ปีมาแล้ว ตุ๊กตาดินเผา “โดกู” สมัยโจมนตอนปลาย ระฆังสำริด ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยยาโยอิตอนปลาย พุทธศตวรรษที่ 6-9 ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่สำคัญ

ตุ๊กตาฮินะ ไม้ทาสีขาว สวมผ้าไหมหลากสี สมัยเอโดะ พุทธศตวรรษที่ 23-25 และเครื่องใช้ของตุ๊กตาฮินะ ยังทำหน้าที่สะท้อนความเชื่อของคุณแม่ชาวญี่ปุ่นที่ว่าจะช่วยดูดซับความชั่วร้าย และช่วยให้ลูกสาวของพวกเธอมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว นอกจากนี้ยังมีภาพพิมพ์อุกิโยเอะ จากแม่พิมพ์ไม้แกะสลักเป็นภาพหลากสีสันเรียกว่า “นิชิกิเอะ” ถ่ายทอดชีวิตความเป็นอยู่ของสามัญชน เช่น นักแสดงคาบูกิ หญิงสาวในสถานบันเทิง การแต่งกายของหญิงสาวชาวเมืองเอโดะด้วยชุด “โคโซะเดะ” เสียบหวีและปักปิ่นประดับผม ล้วนแสดงถึงวัฒนธรรมตามวิถีชีวิตจริง

นิทรรศการพิเศษที่ควรค่าชมนี้จัดแสดง ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ตั้งแต่วันนี้ถึงวันอาทิตย์ที่ 18 ก.พ. 2561 (ปิดทุกวันจันทร์ และอังคาร) ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02-224-1402, 02-224-1370

‘เทศกาลการออกกำลังกาย’ สร้างแรงบันดาลใจส่งท้ายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 10:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534120

‘เทศกาลการออกกำลังกาย’ สร้างแรงบันดาลใจส่งท้ายปี

โดย ปอย

สร้างสรรค์คลิปฮือฮากระหึ่มโซเชียล ทำยอดคลิกล้านวิวทางช่องยูทูบ กุมบังเหียนโดย วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา ประธาน บริษัท วู้ดดี้เวิลด์ และสดๆ ร้อนๆ สร้างความฮือฮาเมื่อเดือน ธ.ค. ส่งท้ายปีที่ผ่านมา กับการจัดงาน “FitFest 2017” รวมพลคนสายกีฬาและสายเฮลตี้มาไว้ด้วยกัน กับการจัดเทศกาลออกกำลังกายครั้งแรกของเมืองไทย ขนอุปกรณ์ชิ้นเลิศๆ เด็ดๆ ในฟิตเนสชั้นนำ มารวมเป็นความมันไว้ทุกรูปแบบ ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน

งานสร้างปรากฏการณ์ความคึกคักครั้งนี้ วู้ดดี้นำทัพดาราตัวแม่สายเฮลตี้ ศรีริต้า เจนเซ่น เขมนิจ จามิกรณ์ เมทินี กิ่งโพยม เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ พัชรศรี เบญจมาศ ศรัณย์รัชต์ ดีน มาช่วยกันสานต่อเทรนด์สุขภาพดี โชว์ศักยภาพความสตรองของคนรุ่นใหม่ที่รักตัวเอง วัดระดับความแข็งแกร่งกันเต็มแม็กซ์!

อีกเรื่องที่เกิดไม่ได้ง่ายๆ กับการรวบรวมเทรนเนอร์ดัง ผู้อยู่เบื้องหลังงานปั้นหุ่นเป๊ะ ปัง ของเหล่าซูเปอร์สตาร์เมืองไทย เช่น เทรนเนอร์จัน-อานันท์ อภินันทน์ เทรนเนอร์เชอร์รี่-นนท์ณัฐดา อำมาตย์ เทรนเนอร์ทิม-จิราวัฒน์ ตระกูลมา เทรนเนอร์มิค (Micky Woo) ณัฎทรวัฒน์ นิธิตกิตติกรณ์ มาช่วยกันแนะแนวทางการออกกำลังกายในคลาสต่างๆ และไฮไลต์ค้นหาสุดยอดคนแกร่ง กับการแข่งขันค้นหา 5 รายการ สุดยอดคนบ้าพลัง-FitFest Strong Man สุดยอดฟิตเปรี๊ยะ ฟิตปั๋ง สุดยอดกล้ามท้อง-FitFest Best Abs by HOTMAN Factory สุดยอดการงัดข้อ-FitFest Arm Wresting by BBGym สุดยอดคนพันธุ์อึด-F45 Playoffs Man / F45 Playoffs Women) ชิงเงินรางวัลมูลค่าหลายแสนบาท

ผู้บริหารหุ่นเฟิร์ม วู้ดดี้-วุฒิธร กล่าวว่าเป็นเทศกาลที่อยากให้คนไทยทุกๆ คน มีสุขภาพดี มีวินัย และตั้งใจจริงจัง ซึ่งเมื่อก่อนเวลาใครพูดเรื่องสุขภาพดี อาจรู้สึกเฉยๆ แต่พอได้มาทำอย่างจริงจัง จึงรู้เลยว่ามันดีแค่ไหน เมื่อร่างกายเราดีมันก็จะส่งผลต่อบุคลิกที่ดี และอะไรดีๆ อย่างอื่นก็จะตามมาด้วย ถ้าไม่เชื่อก็ต้องลองดู!

งาน FitFest 2017 ไม่ใช่แค่เรื่องของการออกกำลังกาย แต่ทำให้ทั้งคนสายออกกำลังกาย และคนที่ไม่เคยสนใจการออกกำลังกาย ได้เปิดโลกและเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้เห็นวิถีชีวิตของคนมีสุขภาพที่ดีทำกันอย่างไร วุฒิธร กล่าวย้ำว่า เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้ทั้งกับตัวเอง และคนอื่นๆ ต่อไป

“จุดที่ทำให้ปิ๊งไอเดียจัดงาน FitFest 2017 เพื่อปฏิวัติรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน ให้เป็นคนใหม่ ผ่านแรงบันดาลใจของเหล่า คนแปลงร่าง ได้มาร่วมเปิดเผยเคล็ดลับดีๆ ในงานนี้ด้วยนะครับ

การค้นหาแรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อย เพราะจะคอยผลักดันให้ทำสิ่งต่างๆ ได้สำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ ซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้ช่วยให้คนอยากจะลดน้ำหนัก โดยให้คำแนะนำจนบรรลุผลในสิ่งที่เขาตั้งใจ ด้วยการออกกำลังกายภายใต้คลิป #คนแปลงร่าง ซึ่งสิ่งแรกที่ได้ตามมาคือเขามีชีวิตที่ดีขึ้น โรคภัยไข้เจ็บหายไป แล้วเรื่องดีๆ หลายต่อหลายเคสก็ตามมาด้วยครับ ทำให้รู้สึกว่านี่แหละเป็นสิ่งที่เราอยากเห็น ผมอยากทำให้คนไทยอีกหลายๆ คนหันมารักและดูแลสุขภาพตัวเองแบบนี้”

เทศกาลระดับบิ๊ก วุฒิธร ทุ่มเททั้งแรงกาย และแรงใจ โดยการรวมคลาสต่างๆ กว่า 26 คลาส ให้ทดลองเล่นฟรี! อุปกรณ์ต่างๆ ล้วนเป็นตัวท็อปในฟิตเนสชั้นนำ โดยด่านแรก การผ่านด่านการชั่งน้ำหนักด้วยเครื่องชั่งจาก Thanita by AIA ที่ไม่ธรรมดาสนนราคาอยู่ที่เครื่องละ 1.2 ล้านบาท นวัตกรรมล้ำชั่งกันได้ละเอียดยิบ ใครมีไขมันส่วนเกินซ่อนอยู่ตรงไหนบ้าง

ดาราหุ่นเป๊ะสายเฮลตี้ “แพนเค้ก” เขมนิจ จามิกรณ์ งานนี้ไม่รอช้า ขอพุ่งไปโชว์ความฟิต คลาส Spartan Community Workout by BASE สุดยอดการแข่งขันวิบากดีที่สุดในโลก คลาสสปาตันช่วยสร้างความแข็งแรงโดยรวมของร่างกาย เทรนด์แข่งขันสปาตัน เรซ กำลังมาในกลุ่มสาวๆ ที่ฟิตร่างกายในแบบสปาตัน โดยรวมเอาทั้งการคลาน แบกสิ่งของ ปีน โหน กระโดด ยก การบริหารต้นขาในแบบลังจ์ ดึง ผลัก วิ่ง สปรินต์ และสควอช ออกแบบรวมทุกการเคลื่อนไหวสร้างกล้ามเนื้อที่ทำได้ยากที่สุด

ศรีริต้า เจนเซ่น เลือกปั่นจักรยานตามจังหวะเสียงเพลงแบบเร้าใจในคลาส Tribe TO THE BEAT และแท็กทีมสาวๆ ลิเดีย ลูกเกด เจนี่ โชว์ความแข็งแกร่งสุดพลิ้ว คลาส Trampoline การกระโดดบนผืนแทรมโพลีน อุปกรณ์ช่วยฝึกฝนทักษะที่มีเทรนเนอร์สอนท่าโลดโผน พลิกแพลง ท่าทางต่างๆ ได้ฟินสุดๆ อิสระไร้ขีดจำกัด

สายสตรองมาร่วมงานกันคึกคัก ได้เก็บเกี่ยวคำแนะนำดีๆ จากเทรนเนอร์ชื่อดัง ได้ชมการสาธิตท่าที่ถูกต้องบนเวที บิลด์ให้ได้ชมกันสดๆ ใครไม่สนการออกกำลัง ก็ต้องสนกันบ้างแล้ว เรียกว่าเป็นไปตามเป้าหมายคนจัดเทศกาล ที่จะมีครั้งที่ 2 ตามมาเร็วๆ นี้แน่นอน

ปั่นจักรยาน บนเส้นทางในฝันที่นิวซีแลนด์ กับ 100 Plus (ตอน 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 10:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534115

ปั่นจักรยาน บนเส้นทางในฝันที่นิวซีแลนด์ กับ 100 Plus (ตอน 2)

โดย/ภาพ Withaya Heng

จากแคมเปญชิงโชค “100 Plus ปั่นลัดฟ้า 2 ตอนกอดนิวซีแลนด์” พาผู้โชคดีไปร่วมปั่นจักรยานกับสองพรีเซนเตอร์ ตูน บอดี้สแลม (อาทิวราห์ คงมาลัย) – โจอี้ บอย (อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต) บนเส้นทางจากทะเลสาบ Pukaki ไปสู่ทะเลสาบ Tekapo หลังจากที่เราได้สนุกสนานกับกิจกรรมตื่นเต้นท้าทายที่ทาง 100Plus จัดเต็มให้แบบครบเครื่องเรื่องควีนส์ทาวน์แล้ว เราได้เดินทางมาพักที่โรงแรม The Hermitage เชิงเขาเมาท์คุ้ก ให้ได้สัมผัสกับบรรยากาศแห่งขุนเขาที่สวยงามและเพื่อเขยิบเข้ามาใกล้จุดสตาร์ทในการปั่นจักรยานของเราด้วย

เช้าวันรุ่งขึ้นเราฝ่าอากาศที่หนาวเย็นไปยังจุดสตาร์ท ซึ่งอยู่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของทะเลสาบ Pukaki เช้าวันนี้ท้องฟ้าโปร่ง แสงแดดยามเช้าสะท้อนน้ำสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ให้เข้มเป็นพิเศษเส้นทางปั่นในช่วง 10 กิโลเมตรแรกจะเป็นการปั่นในทางแทรกชิดขอบทะเลสาบเลย ส่วนใหญ่เป็นทางดินอัดแน่น แต่บางช่วงมีปนทรายผสมด้วยหินร่วนๆ เข้าไปด้วย ทำให้เป็น 10 กิโลเมตร ที่ไม่ง่ายเลย

อย่างว่าแหละครับระดับเมืองควีนส์ทาวน์ ศูนย์กลางแห่งกิจกรรมอันท้าทาย เส้นทางปั่นแม้จะเป็นระดับเริ่มต้นแต่ก็ยังคงความท้าทายให้เราพิสูจน์กายพิสูจน์ใจได้เสมอ จากจุดพักแรกเราต้องขึ้นมาปั่นบนถนนช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะแยกเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนเลียบคลองส่งน้ำระหว่างสองทะเลสาบ ทางช่วงนี้จะต้องขึ้นเนินแต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนคือทางเนินนั้นยาวร่วมกิโล… แต่มากับ 100Plus แล้วชีวิตยังต้องไปต่อ… ปั่นขึ้นเนินไม่ไหวก็เข็นครับ ปั่นๆ เข็นๆ จูงๆ กันมาจนถึงยอดเนิน มองย้อนกลับไปจะเห็นวิวทะเลสาบที่สวยงามมาก เรียกว่าหายเหนื่อยกันเลย

ต่อจากจุดนี้จะเข้าถนนเลียบคลองระยะทาง 25 กิโลเมตร ซึ่งเป็นถนนหินโรย ไม่เรียบแต่ราบและไม่มีเนิน ที่สำคัญปลอดรถยนต์ตลอดเส้นทาง ปั่นกันแบบสบายปลอดภัยสุดๆ เหนือกว่านั้นคือวิวสองข้างทางที่สวยงามมากๆ และเปลี่ยนไปในทุกๆ โค้ง สารภาพกันตรงนี้เลยว่าเมื่อแรกที่ได้รู้ว่าเส้นทางปั่นในทริปนี้เป็นถนนเลียบคลองเส้นนี้ก็ได้ เข้าไปหาข้อมูลใน Google Map ภาพที่เห็นต้องบอกว่าไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย ในใจคิดไปว่ามาปั่นถึงนิวซีแลนด์แต่เส้นทางปั่นเหมือนถนนเลียบคลองพระยาสุเรนทร์แถวพุทธมณฑล!!! แต่เมื่อได้มาปั่นจริงๆ ได้เห็นวิวทิวทัศน์กับตาจริงๆ กลับเป็นหนังคนละม้วนเลย

เหตุผลประการสำคัญที่สุดนั่นคือ ถนนเลียบคลองส่งน้ำนี้ไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่มีการหักเลี้ยวไปมาหลายทิศทางนัยว่าต้องโค้งไปตามลักษณะของภูมิประเทศ ทำให้มุมมองของเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จึงได้เห็นวิวที่แตกต่างกันไปตลอดเวลา อีกประการหนึ่งเป็นเพราะเรามาในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของนิวซีแลนด์ ภูเขา ฟ้า น้ำ ทุกอย่างมันจึงลงตัวไปหมด ระหว่างทางมีจุดแวะพักเป็นฟาร์มแซลมอนที่มีแซลมอนสดๆ ให้ได้ชิมกันด้วย

เมื่อมาถึงจุดสิ้นสุดถนนเลียบคลองส่งน้ำ เราปั่นต่อไปในทางแทรกที่ผ่ากลางป่าสนเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ ต่อด้วยข้ามเนินใหญ่อีกหนึ่งลูกจึงจะพบกับถนนสายหลักที่จะพาเราเข้าสู่ทะเลสาบ Tekapo ด้วยความวิบากของเส้นทาง ทำให้กว่าที่ผู้โชคดีจะเข้าเส้นชัยครบทุกคน เวลาก็ล่วงเลยไปมากแล้ว เราจึงเหลือเวลาที่ทะเลสาบ Tekapo น้อยมาก แต่หากเทียบกับทะเลสาบ Pukaki ต้นทางของเราแล้ว วิวรอบๆ Pukaki สวยงามกว่ามาก

ตลอดเส้นทางการปั่นในทริปนี้เราได้เห็นความมุ่งมั่นความตั้งใจของคณะผู้โชคดีที่ร่วมปั่นทุกคน แม้จะหลากหลายที่มา ต่างเพศต่างวัย หลายๆ คนไม่ใช่นักปั่นขาประจำ บางคนเพิ่งเคยปั่นจักรยานแบบมีเกียร์ด้วยซ้ำ แต่ทุกคนก็พยายามปั่นจนจบทริป ใจสู้กันทุกคน สมดั่งสโลแกนของ 100Plus …เพราะชีวิตยังต้องไปต่อ… ไม่ว่าจะเจออุปสรรค หรือหนทางที่ยากลำบาก แต่หากเรามีความมุ่งมั่น ตั้งใจ จุดหมายก็ไม่ไกลเกินเอื้อม

วันนี้เป็นสัปดาห์แรกของปีมีเหตุการณ์เด่นๆ เกิดขึ้นมากมายตั้งแต่ Skylane เปิดแล้ว ต้องคอยดูว่ากระแสจักรยานจะกลับมาคึกคักอีกครั้งหรือไม่ ส่วนพี่ตูน บอดี้สแลม พรีเซนเตอร์ของเรา ก็ได้จบโครงการก้าวคนละก้าวลงอย่างสวยงาม

ในวาระขึ้นปีใหม่ 2561 แล้ว จึงถือโอกาสนี้อาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย อำนวยพรให้ผู้อ่านทุกท่าน มีแต่ความสุขสวัสดี สุขภาพกายใจแข็งแรงตลอดปีใหม่นี้เทอญ

‘สโลว์ฟู้ด’ ต่อยอดเป็น ‘สโลว์ไลฟ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 10:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534114

‘สโลว์ฟู้ด’ ต่อยอดเป็น ‘สโลว์ไลฟ์’

โดย  วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ เลมอนฟาร์ม/สสส.

“หนีเมืองกรุง…ตะลุยทุ่งทองอินทรีย์” โครงการตะลุยทุ่งเกษตรปลอดภัย จัดโดยเลมอนฟาร์ม ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เชิญชวนผู้บริโภคชาวกรุงลงพื้นที่ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี  สัมผัสประสบการณ์การทำเกษตรอินทรีย์ ทั้งการปลูกข้าว ปลูกผักอินทรีย์และการแปรรูปจากวัตถุดิบหัวไร่ปลายนา หนึ่งในนั้น คือ แอน-ชนิดา สุขลิ้ม วัย 32 ปี ที่เลือกสโลว์ฟู้ดเพื่อการต่อยอดเป็นสโลว์ไลฟ์ เธอทำอย่างไรไปดูกันดีกว่า!

“คนในปัจจุบันป่วยกันเยอะ หนุ่มสาวใช้ชีวิตในเมือง การกินการอยู่ก็มีข้อจำกัด ดิฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยใช้ชีวิตแบบใช้ๆ ไปอย่างไม่คำนึงถึงทางเลือกอื่น ความจริงเรามีทางเลือก ถ้าจะเลือกและถ้าจะทำจริงๆ” ชนิดาเล่า

เพราะชีวิตในเมืองที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงและมลพิษมากมาย ชนิดาว่าตามความเห็นของเธอแล้ว ไม่แปลกใจที่เห็นผู้คนล้มป่วยด้วยโรคร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลขผู้ป่วยมะเร็งผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ (NCD) เพิ่มสัดส่วนอย่างน่าตกใจ และสร้างความตระหนักให้ชนิดาเมื่อคนใกล้ตัว “ป่วย”

“คุณพ่อป่วยเป็นโรคติดเชื้อในกระแสโลหิตและลามไปอักเสบที่ไต  เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน วินาทีนั้นคือเปลี่ยนทุกอย่าง” ชนิดาเล่า

ไม่เพียงบิดาที่ป่วยหนัก ปัจจุบันอยู่ระหว่างดูแลรักษาอาการที่ จ.ตรัง ยังมีบุคคลในครอบครัวของเธอที่เจ็บป่วยเสียชีวิต ได้แก่ คุณยายที่ป่วยเป็นมะเร็งตับและคุณแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็งปอด ทั้งคู่เสียชีวิตไปเมื่อ 6 ปีก่อน ความตายของบุคคลใกล้ตัวเหมือนสัญญาณที่มาเตือนให้ชนิดาระวังเรื่องการใช้ชีวิต

“จู่ๆ คุณพ่อก็ติดเชื้อในกระแสโลหิต เริ่มจากติดเชื้อในลำไส้ ต้องเข้าโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนและฉุกเฉินมากๆ คุณหมอให้ยาฆ่าเชื้ออยู่ 8 วัน รอดูอาการอีก 2 วัน ต่อมาการอักเสบลุกลามที่ไต ทำให้ไตมีปัญหาอีก คุณพ่อยังต้องผ่านิ่วในถุงน้ำดีด้วย” ชนิดากล่าว

ปัจจุบันชนิดาทำงานเป็นพนักงานในบริษัทไฟแนนซ์แห่งหนึ่งย่านใจกลางเมือง ทำงานตามเวลา 09.00-17.00 น. ทุกวัน เคยกิน “อะไรก็ได้” ที่ใกล้ตัวสะดวกหยิบจับ ไม่คิดมาก ไม่ดูมาก เปลี่ยนเป็นคิดมากขึ้น ดูมากขึ้น แม้จะไม่ได้ทุกมื้อ แต่ก็พยายามดูแลตัวเองในแบบที่ “เป็นไปได้”

“เลือกกินอาหารสโลว์ฟู้ด คือเลือกที่จะคิด เลือกที่จะตีให้แตกว่า สิ่งที่ตรงหน้าควรกินหรือไม่ควรกินแค่ไหนอย่างไร ความช้าในขั้นตอนที่เพิ่มขึ้น ไม่เพียงได้เลือกกินอาหารที่ดีมีคุณภาพ แต่ชีวิตก็ดีขึ้นในหลายด้าน” ชนิดาเล่า

ไม่ได้ 100% หรอก แต่ก็ดีกว่า 0% หรือไม่คิดไม่เลือกเลย เริ่มจากการเลือกซื้อวัตถุดิบ แม้ที่อยู่อาศัยในกรุงจะมีพื้นที่จำกัด และปลูกพืชผักไม่ได้มากนัก แต่ก็ตัดสินใจลองขยับขยายดู ปัจจุบันชนิดามีพื้นที่แปลงเกษตรปลูกผักกินเองในบ้านแปลงน้อยๆ ที่ปรับประยุกต์เท่าที่พอจะทำ ความสุขเริ่มตั้งแต่ผลผลิตยังไม่ออก เพราะแค่มองหรือได้รดน้ำตอนเช้าก็มีความสุขแล้ว

“ตื่นขึ้นมาได้สูดอากาศ และชื่นชมแปลงผักเล็กๆ ในบ้านก็มีความสุขแล้ว นี่เรื่องจริง”

บางทีก็ต้องซื้อวัตถุดิบเหมือนกัน แต่เลือกซื้อที่ปลอดภัย แหล่งปลูกได้รับการรับรองเชื่อถือได้ สำหรับคนกรุงนั้นคิดว่าทำเท่าที่ทำได้ เพียงแค่นี้อย่างน้อยก็ได้เริ่มต้น มื้อต่อไปจะค่อยๆ มาเอง เพราะความถนัดชำนาญในการทำอาหารเองจะค่อยๆ แก่กล้า (ฮา) รู้จักเรียนรู้และประยุกต์ ปรับให้เหมาะกับตัวเอง

“บ้านในเมืองพื้นที่ไม่ค่อยมี อันนี้เป็นปัญหาเหมือนกัน โชคดีที่มีเพื่อนคนหนึ่งทำไร่ออร์แกนิกที่ราชบุรี ก็ได้ซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่จากที่นี่”

นอกจากอาหารผักพืชคุณภาพ ชนิดาเล่าว่า ยังได้ผลพลอยได้คือความรู้สึก “คลีนๆ” ที่ได้กินอาหารสะอาด จะรู้สึกไปเองหรือเปล่าไม่ทราบ แต่สัมผัสได้ว่า “ภายใน” ร่างกายดีขึ้น คลีนขึ้น สะอาดขึ้น ผิวพรรณผิดไปจนเพื่อนร่วมงานทัก ทุกคนบอกตรงกันว่าผิวพรรณดี แจ่มจ้าขึ้นเยอะ (ฮา)

ชนิดากล่าวว่า แนวทางของสโลว์ฟู้ด เธอเริ่มปรับใช้กับตัวเองมาตั้งแต่ 5 ปีก่อนหรือเมื่อคุณแม่เสีย จนถึงขณะนี้ก็ต้องบอกว่า ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะก็เพราะอาหารที่ (เลือก) กิน ยังมีญาติที่มีความรู้เรื่องฟู้ดไซน์หรือวิทยาศาสตร์อาหาร ที่ได้ช่วย “เลกเชอร์” เกี่ยวกับความเป็นกรดด่างของอาหารประเภทต่างๆ ถ้าเผยแพร่ให้ทุกคนได้รู้ เรื่องนี้จะเป็นประโยชน์

“มันทำให้เรามองอาหารเปลี่ยนไป ทั้งเรื่องความเป็นกรดด่าง เรื่องน้ำตาลในอาหาร เรื่องไขมันในอาหาร รวมทั้งขั้นตอนในการปรุง ใครจะรู้ว่าเราเปลี่ยนชีวิตได้ถ้าเรากินอาหารสโลว์ฟู้ด พิจารณาและเลือกสิ่งที่ดีที่สุด มองและคิดมากขึ้น” ชนิดาเล่า

จากนี้ไปคือปณิธานที่จะกินหรือปรุงอาหารที่ต้องไตร่ตรองพิจารณาถึงความถูกสุขลักษณะ มีประโยชน์ หรือมีโทษพิษภัยต่อร่างกายให้น้อยที่สุด ทำกินดีที่สุด คนเมืองทำอาหารไปกินจากบ้านให้ได้ นี่คือด่านแรก เพราะอาหารรายทาง หรือสตรีทฟู้ดระหว่างทางที่เราซื้อกิน เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ปนเปื้อนหรือมีอันตรายแค่ไหนไม่รู้

นอกจากนี้คือเคล็ด (ไม่) ลับ หรือเทคนิคสำหรับสโลว์ฟู้ดคนเมือง ชนิดาเล่าว่า เธอไม่คิดว่าสูตรสำเร็จจะเป็นเรื่องของร่างกายเพียงอย่างเดียว หากจะต้องรวมถึงกลไกทางจิตใจด้วย คนเมืองใช้ชีวิตวุ่นวายเร่งรีบ เลือกกินอาหารที่เป็น “รางวัล” ของวันที่ยาก หลายคนเป็นอย่างนั้น รวมทั้งเธอเองในสมัยก่อน (ฮา)

“เดี๋ยวนี้คิดว่ารางวัลคือสโลว์ฟู้ด กินอาหารที่ให้ผลลัพธ์ที่ให้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไป นี่แหละรางวัลของฉันในวันนี้”

ชนิดาเล่าว่า ใครที่สมควรได้รับรางวัลก็คืออาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย นี่แหละรางวัลที่แท้จริงของคุณ อย่าเลือกกินอาหารที่อร่อยเพียงอย่างเดียว ไปนั่งดื่มแอลกอฮอลล์ แกล้มด้วยอาหารปิ้งย่างที่มีถ่านดำปี๋จากการเผาไหม้คาร์บอน นั่นใช่รางวัลหรือไม่ อยากให้ฉุกคิดสักนิด เพราะร่างกายก็คือ “ของ” ของเรา

อนาคตคือการต่อยอดจากสโลว์ฟู้ดเป็นสโลว์ไลฟ์ ใช้ชีวิตที่ช้าลงและมีคุณภาพมากขึ้น ชนิดาเล่าว่า ดำเนินชีวิตและมีภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่มองข้ามอาหารและเครื่องประกอบชีวิตในด้านต่างๆ ทั้งอาหาร อากาศ อารมณ์ มองภาพรวม สงบขึ้นและนิ่งขึ้น ความสงบในใจสำหรับชนิดาเริ่มจากบทเรียนโยคะ ไทเก๊ก และการฝึกจิต ซึ่งเริ่มกระเส็นกระสายเข้ามาในชีวิตบ้างแล้ว

“อาหารที่ดีให้ภูมิคุ้มกันไม่เฉพาะร่างกาย แต่ให้ภูมิพลังทางจิตที่แข็งแกร่ง เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัว แต่ดิฉันก็เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น ก็คงต้องค่อยๆ ฝึกไป แต่บอกได้เลยว่านี่ทางเรา” ชนิดาเล่า

นิยมในสโลว์ฟู้ด ซึ่งชนิดาคิดว่า มีผลทำให้เธอลดความหงุดหงิดทางอารมณ์ได้ อาหารบางอย่างช่วยให้จิตใจสงบ และเอื้อต่อการปฏิบัติภายใน ยกตัวอย่างเรื่องรถติดก็อารมณ์เสียน้อยลง จิตใจให้อภัยง่าย แจ่มใสง่าย รวมทั้งมีพลังที่จะลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงตัวเอง

สำหรับคุณค่าของอาหารอินทรีย์ ชนิดากล่าวว่า ไม่เพียงผลดีต่อร่างกายของเธอเท่านั้น จากการไปสัมผัสทุ่งอินทรีย์ของพี่น้องเกษตรกรที่ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรีเมื่อปลายปีที่ผ่านมา นั่นยังทำให้ชนิดาได้รับรู้ถึงการไม่เอารัดเอาเปรียบ จิตใจที่ดีงามและความน่าอบอุ่นใจของเกษตรกรกลุ่มเกษตรกรทุ่งทองยั่งยืน ที่มีจิตใจทำการเกษตรเพื่อผู้อื่น ได้กินอาหารปลอดภัยแล้วยังได้ช่วยสนับสนุนคนดีๆ เกษตรกรดีๆ ด้วย