Eka Bhuja Kapotasana Series (Universal Yoga Arm Asana) โยคะท่าอาสนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 12:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534002

Eka Bhuja Kapotasana Series (Universal Yoga Arm Asana) โยคะท่าอาสนะ

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ชุดท่าอาสนะโยคะที่สร้างสรรค์ ในยุค Modern Yoga โดยเฉพาะท่าชุดอาสนะที่เกี่ยวกับแขน มีพื้นฐานและแรงบันดาลใจในการออกแบบต่อยอดมาจากครูโยคะชื่อดังที่เป็นผู้ก่อตั้ง Universal Yoga คือ ท่าน Andrey Lappa ซึ่งเป็นชาวยูเครน แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในอินเดียหลายปี

ในช่วงเดือน มิ.ย.ปีนี้ ครูได้เคยมีโอกาสสัมภาษณ์พูดคุยกับมาสเตอร์เป็นการส่วนตัวที่ฮ่องกง ท่านกล่าวว่าไม่ค่อยมีโรงเรียนโยคะแบบดั้งเดิม ที่อินเดียออกแบบท่าอาสนะที่เกี่ยวกับแขน ทำให้ส่วนใหญ่ ท่าอาสนะที่ใช้ฝึกกันมักจะเน้นไปที่ขามากกว่า ซึ่งอาสนะดั้งเดิมที่เกี่ยวกับแขนจะเป็นกลุ่มสร้างความแข็งแรง เช่น กลุ่มท่ากำลังแขน Arm Balance แต่มีจำนวนน้อยนิดที่โฟกัสที่ความยืดหยุ่น

ที่จะพอมีบ้างก็อย่างเช่น ท่าหน้าวัว Gomukhasana ท่านกอินทรี Garudasana จึงทำให้มาสเตอร์สนใจที่จะออกแบบกลุ่มท่าชุดยืดหยุ่นให้กับแขนชุดใหม่ๆ ที่ลงลึกในชั้นของกล้ามเนื้อมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และสำหรับท่าที่เราจะฝึกกันในวันนี้นั้นได้ พลิกแพลง ต่อยอดจากพื้นฐานการออกแบบของมาสเตอร์ขึ้นไปอีก

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มจากนั่งชันเข่าขึ้นมาทั้งสองข้าง ยืดหลังให้ตรง เพื่อเตรียม  (รูป 1)

2.ขาขวาไขว้ขาซ้าย จากนั้นให้ด้านหลังฝ่ามือซ้ายขัดด้านนอกของหน้าแข้งซ้าย ใกล้ๆ บริเวณด้านนอกของหัวเข่าซ้าย หายใจเข้า-ออก สักครู่  (รูป 2)

3.ส่งมือขวามางัดด้านนอกของข้อศอกข้างซ้ายเข้ามาใกล้กับตำแหน่งของหัวไหล่แล้วยกข้อศอกขวาให้ขนานกับข้อมือขวา หายใจเข้า-ออก ประมาณ 3 รอบลมหายใจ  (รูป 3)

4.หายใจเข้าส่งมือขวามาจับฝ่าเท้าข้างขวา  (รูป 4)

5.หายใจออก ดึงขาขวาขึ้นให้สุด โดยฝ่ามือซ้ายยังคงขัดอยู่ด้านนอกขาซ้าย ค้างท่าโดยหายใจเข้า-ออก ตามธรรมชาติ ประมาณ 3 ลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง (รูป 5)

อมรรัตน์ ชัยยศบูรณะ อาสาเติมสีสัน ความสุขเมืองหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 11:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533996

อมรรัตน์ ชัยยศบูรณะ อาสาเติมสีสัน ความสุขเมืองหลวง

โดย ปอย

บริษัทสีคนไทย กลุ่มบริษัท สีเบเยอร์ นำโดยบอสใหญ่ อมรรัตน์ ชัยยศบูรณะ ผู้ช่วยรองประธานบริหาร กลุ่มบริษัท สีเบเยอร์ นำทัพพนักงานทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่อเนื่อง

ล่าสุด เพิ่งจัดกิจกรรมใหญ่ส่งท้ายปี 2560 มอบสีให้แก่ 57 มูลนิธิทั่วเมืองกรุงเทพฯ ภายใต้โครงการ “Beger Be Happy สีเบเยอร์ สีแห่งความสุข ปี 4”

นอกจากพนักงานเบอเยอร์ มีเซเลบริตี้ร่วมด้วยช่วยกันคึกคัก จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา พอลลีน ล่ำซำ ร่วมกิจกรรมทาสี ณ ลานด้านหน้า หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

อมรรัตน์ บอกว่า ชักชวนคนในสังคมและสร้างพนักงานสร้างจิตสำนึก ทำงานจิตอาสา ซึ่งมีกิจกรรมแน่นตลอดทั้งปีตั้งแต่งานปรับภูมิทัศน์ตามโรงเรียน มูลนิธิต่างๆ รวมไปถึงมีกิจกรรมปลูกป่าในโครงการพระราชดำริทั่วประเทศ

 “งานหลักในปีนี้ในฐานะบริษัทสีคนไทย คือแนะวิธีการใช้สี พนักงานเบเยอร์ได้ไปสอนเรื่องการใช้สี ทาสีให้แก่นักเรียนโรงเรียนพระดาบส เป็นการเดินหน้าทำกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นการก้าวไปสู่ปีที่ 60 ปีเคียงบ่าเคียงไหล่คนไทยมาตลอดระยะเวลาในการธุรกิจสีคนไทย

 วัด โรงพยาบาล มูลนิธิ รู้จักสีเบเยอร์ดีค่ะ ปีนี้ทำกิจกรรม “เยาวชนทำดี ถวายในหลวงรัชกาลที่ 10” กลุ่มบริษัท สีเบเยอร์ ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบูรณะทาสีและปรับปรุงภูมิทัศน์ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร เพื่อแสดงออกถึงการทำดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 28 ก.ค.ปีนี้ ซึ่งกลุ่มบริษัท สีเบเยอร์ ได้ร่วมบริจาคสีน้ำอะครีลิกทาอาคารและสีทาจราจร พร้อมอุปกรณ์ โดยนำคณะพนักงานจิตอาสาเข้าร่วมทำกิจกรรมทำความดีในครั้งนี้ด้วยค่ะ”

 งานแต้มสีสันความสุขให้แก่คนไทย ภายใต้โครงการนี้คืองานอาสาทำอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยปีนี้มอบผลิตภัณฑ์ให้แก่มูลนิธิและโรงเรียนทั่วกรุงเทพฯ มูลค่ารวมกว่า 5 ล้านบาท เพื่อนำไปปรับปรุงทัศนียภาพทั้งภายในและภายนอก

“สภาพทั่วไปของมูลนิธิและโรงเรียนในกรุงเทพฯ หลายที่จะมีสภาพที่ค่อนข้างโทรม ดูหม่นๆ ไม่สดใส อาจจะด้วยเพราะขาดแคลนงบประมาณ เราเข้าไปช่วยปรับภูมิทัศน์ในครั้งนี้ จะช่วยทำให้อาคารมีความสวยงาม มีสภาพแวดล้อมที่ดี น่าเรียนรู้มากขึ้น ผู้ที่อยู่ไม่ว่าจะเป็นเด็ก คุณครู ก็จะมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นด้วยค่ะ” อมรรัตน์ ขยายภาพ

พันธกิจนอกจากนโยบายทางด้านธุรกิจแล้ว อมรรัตน์ แจงว่าคือการตระหนักถึงความสำคัญในการทำสิ่งดีๆ เพื่อตอบแทนสังคมอีกด้วย

“การไปทำงานอาสาให้ชุมชน สิ่งที่ได้คือความสุขใจ ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งของภาครัฐ หรือภาคเอกชน โครงการนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยจะให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคน มีส่วนร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อเป็นการช่วยปลุกจิตสำนึกที่ดี

อีกทั้งยังเป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ใหม่ๆ นอกเหนือจากการทำงาน เพราะเราเชื่อมั่นว่าการเติบโตของธุรกิจที่ยั่งยืน ต้องควบคู่กับการตอบแทน แบ่งปัน คืนสิ่งดีๆ กลับสู่สังคมค่ะ”

ในฐานะแม่งานใหญ่ อมรรัตน์ กล่าวว่า ตามชื่อโครงการนี้คืองานใหญ่ รูปแบบโครงการเริ่มขึ้นในปี 2557 มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและสร้างสรรค์จุดเริ่มต้นในการร่วมมือกันแสดงพลังแห่งความดีช่วยเหลือกัน ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ สร้างรอยยิ้ม ด้วยกิจกรรมหลากหลายรูปแบบสู่สังคมไทย

“ปีแรกได้มอบสีกันร้อนเบเยอร์คูลให้แก่ 54 สถาบัน การศึกษาทั่วประเทศ เพื่อทำนุบำรุงโรงเรียนที่ขาดแคลน เราตระหนักถึงความสุขที่ได้รับจากโครงการนี้เป็นอย่างดีเลยค่ะ จึงเกิดการสานต่อจนเป็นโครงการดีๆ ปีที่ 2 ในการเข้าไปถ่ายทอดความรู้เรื่องช่างสีและร่วมทาสีปรับภูมิทัศน์โรงเรียนพระดาบสเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่ช่วยคืนความสดใสให้กับอาคารให้ได้มีสภาพแวดล้อมที่ดี

 ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของตึกภายนอก หรือในส่วนของห้องเรียน ทั้งอุปกรณ์การเรียน โต๊ะเรียน เครื่องเล่น ให้กลับมามีสีสันน่าใช้งานมากขึ้น และที่สำคัญผลิตภัณฑ์สีเบเยอร์ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้ใช้งาน ภายใต้แนวคิด “Eco-Wellness Innovation” อีกต่อไปมูลนิธิและโรงเรียนก็จะมีภูมิทัศน์ และสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่สวยงามค่ะ”

ส่วนปีที่ 3 อมรรัตน์ บอกว่า พนักงานเบเยอร์กว่า 1,000 ชีวิต ร่วมกันปลูกป่าชายเลนพร้อมปล่อยพันธุ์ปลาสู่ธรรมชาติ สร้างความสุขให้แก่พนักงาน

“ทุกคนไปด้วยใจ ก้าวลงจากเรือลงไปลุยเลยกันทุกคนเลยค่ะ คือการร่วมแรงร่วมใจในองค์กรที่ได้ทำความดีด้วย ได้สร้างความสามัคคีด้วย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างองค์กร สำหรับปี 2561 นี้ ในโอกาสที่กลุ่มบริษัท สีเบเยอร์ ก้าวสู่ปีที่ 57 บริษัทยังคงเดินหน้ามอบความสุขแก่สังคม ในโครงการปี 4 ด้วยการมอบผลิตภัณฑ์สีเบเยอร์รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท ให้กับมูลนิธิและโรงเรียนทั่วกรุงเทพฯ เพื่อนำไปปรับปรุงภูมิทัศน์ให้มีความสวยงามขึ้น”

ท้ายสุด อมรรัตน์ บอกว่า ปี 2561 ตั้งใจคืนรอยยิ้ม ความสุข ให้แก่กรุงเทพมหาคร

“เราเป็นเมืองหลวงที่ติดท็อปในด้านเมืองน่าท่องเที่ยวทุกๆ ครั้งที่มีการจัดลำดับขึ้นมา ศาลาว่าการกรุงเทพฯ ก็เป็นแลนด์มาร์คอีกแห่งที่เราได้ไปปรับภูมิทัศน์ อีกหนึ่งพันธกิจตอบแทนสังคมที่กลุ่มบริษัท สีเบเยอร์ ได้มีส่วนร่วม เพื่อเพิ่มความสวยงาม สร้างรอยยิ้มและสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมต่อไปค่ะ”

บ๊าวซ์ ความสนุกที่ต้องโดด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 11:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533995

บ๊าวซ์ ความสนุกที่ต้องโดด!

 โดย มัลลิกา นามสง่า ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เปิดเป็นสาขาที่ 2 ในประเทศไทย สำหรับ บ๊าวซ์ (Bounce) ณ ดิ เอ็มควอเทียร์ เรียกว่าเป็นพื้นที่สีขาวปราศจากการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไว้นัดพบปะสังสรรค์ ที่สำคัญได้ออกกำลังกายและเพิ่มเติมคือความสุข ความสนุกที่ได้จากการโดดๆๆๆ แทรมโพรีน

องค์การนาซ่า ระบุว่า “การฝึกดีดตัวให้ร่างกายมีการสะท้อนกลับไปมา จัดว่าเป็นการออกกำลังกายที่มีประสิทธิภาพและวัดได้ถึงผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมที่สุด”

การบ๊าวซ์บนแทรมโพลีนเป็นการออกกำลังกายแนวดิ่งที่ต้องต้านทานกับแรงโน้มถ่วง ช่วยให้เซลล์มีความเคลื่อนไหวผ่านไปตามจุดต่างๆ ภายในร่างกาย การเผาผลาญแคลอรีหากเทียบเท่ากับการวิ่งจ๊อกกิ้งในระยะเวลาที่เท่ากัน การบ๊าวซ์สามารถเผาผลาญได้มากกว่า อีกทั้งช่วยลดต้นขา กระชับสะโพก และทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรง จัดอยู่ในกลุ่มการออกกำลังแบบโลว์-อิมแพค

 ภายในแบ่งเป็นพื้นที่ร้านค้า มีที่นั่งรอ มีอาหารเครื่องดื่มขาย ส่วนภายในกิจกรรมประกอบไปด้วยผืนแทรมโพลีน 56 ผืน รองรับจำนวนคนเล่นได้ 100 คน/ชั่วโมง

 พื้นที่เล่นแบ่งเป็น 5 โซน มีฟรีจั๊มป์ การกระโดดบนผืนแทรมโพลีน สำหรับคนไม่เคยเล่นมาก่อน ถ้าเป็นเด็กเล็กจะมีพนักงานโดดเป็นเพื่อน โซนนี้จะให้โดดประมาณ 20 คน/5 นาที เพื่อป้องกันจำนวนคนมากโดดกระแทกกัน

 ทุกคนควรเริ่มจากฟรีจั๊มป์ มีพนักงานคอยแนะนำและบอกกฎตลอด คือ โดด 1 คน 1 ช่อง เล่นเสร็จให้เดินออกทางด้านหลังเท่านั้น ห้ามเดินสวนออกมา ห้ามวิ่งในสนาม โดดลงด้วยสองเท้าเสมอ และห้ามโดดลงบนเพดดิ้ง ผืนปกติจะไม่เด้ง (มีสีต่างจากผืนแทรมโพรีน)

โซนวอลล์ รัน การวิ่งบนกำแพงมี 7 ผืน โซนนี้ขั้นแอดวานซ์ วิ่งตีลังกาได้ โซนบิ๊ก เบ๊ก การกระโดดลอยตัว กฎความปลอดภัยเวลาเล่น ถ้าตีลังกาไม่เป็นให้โดดลงด้วยหลังเท่านั้น ห้ามลงด้วยท้องกับคอ มีทั้งหมด 3 ผืน 2 ผืนสีดำสำหรับโดดปกติ ส่วนอีกผืนสีชมพูสำหรับเล่นท่ายิมนาสติก หรือตีลังกา เล่นท่าที่ยากขึ้น

 โซนสลัม ดั๊งค์ มี 2 แป้น ถ้ายังไม่มีทักษะการโดด ให้กระโดดโยนบอลลงห่วงปกติไปก่อน ส่วนนี้ส่วนมากคนที่มีทักษะเล่นบาสเกตบอลจะมาหัดสแลมดั๊งค์ และโซนดอดจ์บอล ที่เอาการเล่นดอดจ์บอลมาผสมผสานกับแทรมโพรีน เล่นฝั่งละ 8 คน มีกฎกติกา ห้ามปาหัว ปาโดนฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายตรงข้ามต้องออก แต่ถ้าเราปาไปฝ่ายตรงข้ามรับบอลได้ ฝ่ายเราต้องออก 1 คน

นอกจากพื้นที่เล่น ยังมี 1 ห้องจัดเลี้ยง (Party Room) รองรับได้ 20 คน สามารถจองห้องนี้ได้ต้อง 10 คนขึ้นไป คิดราคา 490 บาท/คน/ชั่วโมง และฟรีในชั่วโมงที่ 2 (ราคาไม่รวมอาหาร เครื่องดื่ม)

ไม่ต้องห่วงว่าไม่เคยเล่นจะเล่นได้ไหม จะมีพนักงานแนะนำตลอด ถ้าเห็นว่ากระโดดได้ก็จะแนะนำสกิลอื่นๆ ให้ด้วย ถ้าทำได้ก็ทำ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

แทรมโพลีนเป็นรากฐานของการเล่นกีฬาเกือบทุกประเภท และเป็นกีฬาที่ให้อิสระกับทุกอายุ ไม่ว่าจะเล็กกว่า 5 ขวบ ซึ่งจะได้ทั้งความสนุก ส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก

บ๊าวซ์ ตั้งอยู่ที่ ดิ เอ็มควอเทียร์ บริเวณชั้น 4 เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. ราคาบัตร 490 บาท/ชั่วโมง (พร้อมถุงเท้า 1 คู่) สำหรับแทรมโพลีนทุกประเภท ดูโปรแกรมและราคาให้บริการต่างๆ ได้จากเว็บไซต์ www.bounceinc.co.th โทร. 02-014-2446

รจิตร พุทธิพงษ์ ‘ไม่มีเพื่อนเที่ยวคนไหนดีเท่าครอบครัว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 11:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533988

รจิตร พุทธิพงษ์ ‘ไม่มีเพื่อนเที่ยวคนไหนดีเท่าครอบครัว’

โดย  ฤดูกาล ภาพ : รจิตร พุทธิพงษ์

ไม่มีของเล่นชิ้นไหนดีที่สุดเท่าพ่อแม่ และไม่มีเพื่อนเที่ยวคนไหนจะดีที่สุดเท่าครอบครัว เพราะเหตุนี้ “ตุ้ย” รจิตร พุทธิพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด และส่งเสริมความสัมพันธ์ลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย จึงพาลูกชาย “น้องนะโม” ด.ช.ชิษณพงศ์ พุทธิพงษ์ วัย 9 ขวบ ออกเดินทางตั้งแต่อายุ 10 เดือน และยาวต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

“เพราะตัวเราชอบเที่ยว ดังนั้นพอมีลูกถ้าเราไปเที่ยวโดยไม่มีเขาก็คงไม่สนุกและเป็นห่วงลูกอยู่ดี เลยคิดว่าถ้าแบบนั้นจะไปไหนก็ไปด้วยกันดีกว่า มันน่าจะมีความสุขและสนุกมากกว่าที่จะปล่อยให้เขาอยู่บ้าน

จากนั้นพอลูกโตขึ้นมา เราเริ่มมองว่าการท่องเที่ยวเป็นการเปิดโลกให้เขา เพราะลูกจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ ให้เขาได้รู้จักสังคม ได้รู้จักคน แม้ว่าเขาจะยังเล็กมากจนไม่สามารถจำอะไรได้ก็ตาม” เธอกล่าว

แม่ตุ้ยเล่าถึงทริปญี่ปุ่นที่กระเตงลูกวัย 2 ขวบไปเที่ยวว่า แน่นอนที่เมื่อลูกโตขึ้นมาจะจำอะไรไม่ได้ แต่เธอก็ยังอยากพาไปเพราะลูกจะได้รับรู้ความรู้สึกที่ได้ใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัว

 “วันธรรมดาเรากลับมาจากทำงาน แล้วกลับมาเล่นกับลูก มันก็เป็นการใช้เวลาร่วมกันแบบหนึ่ง แต่กับการไปท่องเที่ยวด้วยกันไม่ว่าจะเป็นแค่ในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ มันเป็นการใช้เวลาร่วมกันอีกรูปแบบหนึ่งที่เราทั้งสามกันจะได้อยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมง ไม่ต้องกังวลกับเรื่องงาน ไม่มีเสียงโทรศัพท์ แต่เราจะโฟกัสกับการใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่ และทำให้อารมณ์ดีจนไม่สนใจเรื่องอื่นเลย”

ครอบครัวของเธอนิยมพาลูกชายเข้าพิพิธภัณฑ์ จนกลายเป็นสถานที่โปรดของทั้งครอบครัวไปแล้ว ซึ่งเธอคาดว่าลูกชายอาจซึมซับความชอบของพ่อและแม่ต่ออย่างไม่รู้ตัว เพราะเธอและสามีชอบไหว้พระและมีความสนใจเรื่องวัดและพระราชวัง จึงทำให้ลูกชายชอบศึกษาเรื่องพระมหากษัตริย์ไทย และชอบเข้าพิพิธภัณฑ์ไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศรัตนโกสินทร์ มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

 “ต้องบอกว่าพิพิธภัณฑ์ในไทยสมัยนี้ทำดีขึ้นมาก หลายแห่งสามารถสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างตัวพิพิธภัณฑ์กับผู้ชม ซึ่งเด็กเองสามารถเข้าใจและร่วมเล่นด้วยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราไปในช่วงที่มีกิจกรรมพิเศษ ก็จะยิ่งสร้างความสนุกและสอดแทรกความรู้ได้อย่างไม่น่าเบื่อ ซึ่งน้องนะโมเป็นเด็กที่ชอบประวัติศาสตร์ การเข้าพิพิธภัณฑ์จึงกลายเป็นเรื่องสนุกที่เขาชอบมากและอยากให้พ่อแม่พาไปบ่อยๆ”

แม่ตุ้ยกล่าวต่อว่า ข้อดีของการไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตา คือการใช้เวลาคุณภาพร่วมกันและมีความสุขด้วยกัน รวมทั้งการพาลูกไปเที่ยวด้วยกันตั้งแต่เล็กยังทำให้เขาโตมาด้วยความสนิทสนมกับพ่อแม่ และยังอยากไปเที่ยวด้วยกันทั้งครอบครัว

 “ในอนาคตถ้าลูกโตเป็นหนุ่มก็คงเป็นเรื่องธรรมชาติที่เขาต้องไปเที่ยวกับเพื่อนๆ และเริ่มมีชีวิตส่วนตัว ดังนั้นจึงยิ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องพาลูกไปเที่ยวด้วยกันตั้งแต่แบเบาะ และตลอด 9 ปี เพราะเวลาที่ลูกจะยอมไปกับเรามันไม่นาน ถ้าตอนนี้เวลาของเขายังเป็นของเราอยู่ก็อยากใช้ให้คุ้มค่าที่สุด และถ้ามันพ้นผ่านไป เราจะเรียกคืนมาไม่ได้แล้ว”

ฉะนั้น อย่าคิดว่าบทบาทของพ่อแม่ไม่สำคัญ อย่าละเลยเวลาที่จะใช้ร่วมกัน และอย่าคิดว่าช่วงเวลานี้จะอยู่กับคุณนาน

‘มะดุ่ยพาเที่ยว’ ลุยเดี่ยวทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 11:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533987

'มะดุ่ยพาเที่ยว' ลุยเดี่ยวทั่วโลก

โดย รอนแรม ภาพ : มะดุ่ยพาเที่ยว

อยู่เบื้องหลังการท่องเที่ยวมานาน วันนี้เขาขอมาอยู่เบื้องหน้าผ่านเพจเฟซบุ๊ก “มะดุ่ยพาเที่ยว” พื้นที่สาธารณะที่บ่งบอกตัวตนของผู้สร้าง “มะดุ่ย” พันธุ์ณุวัฒน์ พันธุ์หวยพงศ์ คนทำทัวร์ที่เดินทางทั้งในและต่างประเทศเป็นว่าเล่น ทำให้มีต้นทุนเรื่องราวท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

 “ผมเคยทำบริษัททัวร์มา 10 ปี ทำให้มีโอกาสเดินทางมาก ทำให้มีรูปและมีเรื่องราวที่เก็บไว้เยอะ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้มีโอกาสทำงานร่วมกับน้องๆ บล็อกเกอร์รุ่นใหม่ที่เปิดเพจท่องเที่ยวเลยจุดประกายไอเดียในการเปิดเพจมะดุ่ยพาเที่ยว เพื่อปล่อยของที่เรามีและแบ่งปันประสบการณ์”

ปัจจุบันเขาทำงานเป็นช่างภาพอิสระที่ยังคงเดินทาง ซึ่งส่งผลดีกับการทำเพจมากกว่าด้วยภาพสวยๆ และวิดีโอมีคุณภาพ โดยเขาวางธีมหลักให้เพจมีสไตล์เป็นนักท่องเที่ยวขาลุย มีอิสระ และสามารถเดินทางคนเดียวได้

 เหมือนกับตัวเขาที่ชอบเที่ยวคนเดียวจนเพื่อนๆ ตั้งสมญานามให้ว่า มะดุ่ยลุยเดี่ยว แต่เขาอยากให้ชื่อเพจเปิดกว้างขึ้นจึงใช้คำว่า พาเที่ยว เข้ามาแทน

 “ผมค่อนข้างให้ความสำคัญกับวิดีโอ เพราะมันเป็นภาพที่สามารถแสดงรายละเอียดได้มากกว่าภาพนิ่ง วิดีโอจะทำให้เห็นทัศนียภาพของสถานที่แห่งนั้นได้ครบถ้วนกว่าภาพถ่าย เห็นความเคลื่อนไหว และอารมณ์ของผู้คนว่าเขารู้สึกอย่างไรในขณะที่บันทึกภาพ รวมถึงสมัยนี้คนชอบดูวิดีโอมากขึ้น เพราะไม่ต้องอ่าน ไม่ต้องเลื่อนดู แค่กดเพลย์เขาก็จะได้รู้ทุกอย่างแล้ว” เขากล่าวเพิ่มเติม

มะดุ่ยพาเที่ยวมีอายุยังไม่ขวบปี ซึ่งเขาวางแผนไว้ว่า ปี 2561 จะจริงจังกับมันมากขึ้นด้วยการโพสต์สัปดาห์ละอย่างน้อยหนึ่งเรื่องใหม่ จริงจังกับงานวิดีโอเพื่อปูทางไปสู่ช่องยูทูบ และจะดันเพจให้เป็นที่รู้จักเพื่อสร้างโอกาสให้งานอดิเรกนี้เป็นที่สนใจและอาจสร้างรายได้เสริม

 “คนที่ติดตามเรา อย่างแรกเลยเขาจะได้ไอเดียว่าอยากไปไหน ไปยังไง มีที่เที่ยวอะไรที่เขาชอบบ้าง เขาจะได้ประสบการณ์ของเราไปต่อประสบการณ์ของเขา โดยประสบการณ์ของเราจะถูกถ่ายทอดออกมาผ่านภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว และเรื่องราว ซึ่งมันจะมีค่ามากถ้ามันสามารถไปสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ต่อไป”

รับรองว่าปีใหม่นี้มะดุ่ยจะพาไปลุยให้ไกลกว่าและแปลกกว่าเดิม แต่ตอนนี้สามารถติดตามการเดินทางของเขาได้แล้วที่เพจเฟซบุ๊ก มะดุ่ยพาเที่ยว (www.facebook.com/Maduitour)

ชีวิตนี้อยู่เพื่อ (น้อง) หมา สุขยิ่งใหญ่ของ ‘พรพรรณ บุญประทุม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 10:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533984

ชีวิตนี้อยู่เพื่อ (น้อง) หมา สุขยิ่งใหญ่ของ ‘พรพรรณ บุญประทุม’

โดย โชคชัย สีนิลแท้

จัดว่าเป็นคนที่รักสัตว์เลี้ยงทุกชนิด สำหรับ แอร์-พรพรรณ บุญประทุม ผู้จัดการส่วนงานประชาสัมพันธ์ บริษัท มูนช็อท ดิจิตอล ที่นอกจากจะทำงานด้านคอนเทนต์ดิจิทัล หรือสร้างเนื้อหารวมไปถึงแคมเปญทางโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงแพลตฟอร์มทางด้านดิจิทัลเป็นอาชีพหลักแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สะท้อนความเป็นตัวตนของเธอคือการช่วยเหลือหมาจรจัดเป็นกิจกรรมที่ทำให้เธอมีรอยยิ้มทุกวัน

เธอย้อนอดีตให้ฟังว่า หมานั้นจะมีความผูกพันเป็นพิเศษ เนื่องจากคุณยายก็เลี้ยง น้าและป้าก็เลี้ยง แต่ว่าจริงๆ ก็เริ่มจากความรัก หมาจรจัดก็เลี้ยงแถมเคยโดนหมากัดด้วยแต่ก็รักและรู้สึกอยากช่วยเหลือ แม้จะหยุดๆ ไปบ้างในช่วงที่ภูมิแพ้กำเริบและแม่กำชับไม่ให้เลี้ยง แต่ก็ต้องมาแอบเลี้ยงที่หอ สมัยช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย

น้องหมาตัวแรกชื่อดัมเบิล เป็นน้องหมาสีน้ำตาล ก็เลี้ยงมาเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน จากการเอาเงินค่าใช้จ่ายที่ได้ในช่วงเรียนไปซื้อหมา เพราะว่าเห็นอยู่ในกระบะในสวนจตุจักรเขาเอามาเร่ขายและราคาไม่ได้แพงมากเป็นพันธุ์ยอร์คเชียร์ผสมชิห์สุ แต่สภาพน่าสงสารเพราะว่ามันอิดโรย และอากาศร้อนด้วย

เริ่มเลี้ยงตัวที่สองตอนที่ดัมเบิลอายุ 7 ขวบ เพราะแฟนมองว่ารักดัมเบิลมากและอาจจะเสียใจที่ดัมเบิลจะเสียไป เพราะว่าเป็นโรคเบาหวานต้องฉีดอินซูลินใต้ผิวหนังตลอดชีวิต ต้องกินอาหารเฉพาะสำหรับสัตว์ที่ป่วยเป็นโรคนี้ เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอไม่อยากจากบ้านไปไหนเพราะว่าเป็นห่วง เคยไปต่างจังหวัดบ้างแค่คืนเดียวก็ต้องไปฝากคลินิกช่วยดูแล เพราะต้องฉีดอินซูลิน

น้องหมาตัวที่สองได้มาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เป็นตัวเมียทั้งคู่ชื่อจูเนียร์ เป็นยอร์คเชียร์ผสม และเมื่อมีบ้านก็ต้องการที่เลี้ยงหมาพันธุ์ไซบีเรียน เพราะเป็นความใฝ่ฝันแต่เด็กว่าอยากเลี้ยงมานานแล้ว ชื่อว่า นามิ เพื่อนที่เป็นอาสาสมัครช่วยเหลือสุนัขให้มา ณ ปัจจุบันอายุ 1 ขวบ 2 เดือนแล้ว

แต่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญ หรือว่าเป็นคนที่ผูกพันกับหมาตลอดชีวิต เป็นเรื่องบังเอิญที่จูเนียร์ไปมีอะไรกับหมาของคุณแม่ ที่ไปฝากไว้และตนเองต้องไปต่างจังหวัดก็ติดลูกมา 5 ตัว ก็กะว่าอยากจะเลี้ยงตัวเมียพอ เพราะว่าเคยเลี้ยงตัวเมียมาโดยตลอด ขณะที่หมาตัวผู้นั้นจะซนมาก แต่ด้วยการที่ทำคลอดเองก็เลยทำใจไม่ได้ที่จะเอาไปให้ใคร มีตัวหนึ่งให้เพื่อนช่วยเลี้ยง แต่ตัวผู้สามตัวและตัวเมียหนึ่งตัวก็เลี้ยงไว้เอง รวมเป็น 7 ตัว

การเลี้ยงหมาที่ดีต้องให้เวลากับเขาต้องตื่นแต่เช้าพาไปเดิน อย่างไซบีเรียนที่เป็นหมาใช้พลังงานเยอะต้องพาวิ่งทุกเช้าเย็น ต้องเผื่อเวลาอย่างต่ำ 2 ชั่วโมงก่อนออกจากบ้านไปทำงานตอน 9 โมงครึ่ง ทำให้ต้องตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้าทุกวัน เพื่อพาน้องหมาวิ่ง 1 รอบก่อนออกไปทำงาน กลับมาให้ข้าวเขา และต้องฉีดอินซูลินให้กับดัมเบิล และต้องมีเก็บโน่นนี่นั่นในแต่ละวัน

ไม่เพียงเลี้ยงหมาของตัวเองเท่านั้น เธอยังช่วยเลี้ยงหมาจรจัดอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เริ่มจากการบริจาคเงินและสิ่งของให้กับมูลนิธิเพื่อสัตว์พิการ บริจาคอาหารให้ทุกวันเกิดและปีใหม่ ทำมาหลายปีตั้งแต่ก่อนจะเลี้ยงน้องหมาตัวแรก เวลาไปไหนจะต้องพกอาหารหมาติดตัวเผื่อไว้ช่วยเหลือหมาจรจัด ถ้าไม่มีก็ต้องย้อนไปซื้อไว้ เมื่อเจอจะได้เอาไว้ให้เขากินเป็นอย่างนี้ตลอด

จุดเปลี่ยนที่ต้องเลี้ยงหมาจรจัด คือตอนไปราชบุรี เมื่อ 3 ปีก่อน ตอนขากลับบ้านซึ่งเป็นวันที่ฝนตกหนักระหว่างทางไปเห็นหมาพิการที่ขาหลัง ไม่มีคนช่วยเหลือเลยให้แฟนจอดรถ แต่แฟนก็บอกว่าจอดไม่ได้ฝนตก ไม่มีบ้านคนและเป็นทุ่งหญ้า แต่สุดท้ายก็จอดและถอยรถกลับมาเพื่อที่จะไปดูน้องหมาตัวนี้จึงตั้งชื่อว่าโชคช่วย เพราะมีเรื่องราวเหมือนละครมาก

“เราต้องลงไปดูน้องหมาเวลานั้นฝนก็ตกหนัก เราก็เปียกไปด้วย เพื่อไปหาเขาอุ้มขึ้นรถ เพราะคิดว่าทิ้งไว้ตรงนี้ต้องตายแน่ และเขาก็ไม่ยอมให้จับ อยู่ตรงนั้นเกือบชั่วโมงเพราะไม่ยอมให้จับ ก็มีคนขับรถเบนซ์สีดำมาจอดมาช่วยดูและกันรถให้ขับช้าๆ และไปหาคนของร่วมกตัญญของราชบุรีมาช่วย จนรู้จักกับพี่จันทร์ มาช่วยดูแล ซึ่งเป็นตัวแรกที่ช่วยจนได้ผู้อุปการะ” พรพรรณ กล่าว

หลังจากนั้นก็ช่วยเหลือมาตลอดรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 30-40 ตัว พอช่วยไปเรื่อยๆ ก็จะมีสังคมคนที่รักหมาด้วยกัน มีเครือข่าย เมื่อก่อนก็จะมีกรณีต่างๆ คนก็จะไม่รู้ว่าเราจะมาช่วยหมาจริงจังหรือเปล่า หรือคนจะไม่รู้หรอกว่าช่วยหมาให้เงินไปแล้วจะแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้าง พอมีคอมมูนิตี้ของคนที่รักหมาเข้ามาเยอะๆ เขาก็จะมีอาสาสมัครในแต่ละพื้นที่ที่จะช่วยน้องหมาในกรณีต่างๆ

ปัญหาส่วนใหญ่คือคนชอบหมาตอนเล็กๆ และไม่มีความพร้อมที่อยากจะเลี้ยง ชอบให้กันเป็นของขวัญซื้อให้ลูกหลาน แต่สุดท้ายพอมันโตขนพันกัน เป็นโรคผิวหนัง ต้อกระจก ก็ทิ้งกันไป พอเป็นหมาจรจัดก็ไม่มีการแก้ปัญหาตรงจุดคือ ไม่มีการทำหมันอย่างจริงจังในแต่ละพื้นที่จึงทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา

“การช่วยหมาทำให้ใจเย็นขึ้น มีสติมากขึ้น ทำอะไรจะต้องมีการวางแผนทำงาน เมื่อก่อนเป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่จบมาทำงาน แต่พอเราลงมาทำงานอาสาสมัคร จึงทำให้รู้ปัญหาอะไรมากมายหลากหลายให้เรียนรู้ สะท้อนมาที่เราด้วยว่าจะต้องใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท เพราะเราต้องช่วยเลี้ยงดูเขา ปัจจุบันอาสาสมัครนั้นมีเยอะมาก บางครั้งก็ต้องมีระดมเงิน เงินไม่ครบก็ต้องควักเนื้อ หรือติดหนี้โรงพยาบาลหลายแสนก็มี แต่ก็เหมือนระดมไปแล้ว หมอก็ใจดีด้วยช่วยโน่นนี่นั่น เหมือนกับช่วยๆ กัน”

การเลี้ยงหมาเป็นสัตว์ที่ทำให้ใจเย็น อยู่ด้วยแล้วมีความสุข มีคนถามว่าเหนื่อยไหมเลี้ยงหมา 8 ตัว และหมาพิการจะต้องดูแลมากกว่าเท่าตัว เมื่อก่อนค่าอาหารร่วมหมื่น เป็นอาหารสำหรับหมาเบาหวาน เพราะต้องใช้แบรนด์คานิน ซึ่งมีราคาแพง แต่ได้เปลี่ยนวิธีเลี้ยงมาเลี้ยงแบบ BARF อาหารสด โดยโครงไก่สด เนื้อปลาดอลลี่ เนื้อปลาแซลมอน ตอนแรกก็ลังเลว่าจะโอเคไหม เป็นอาหารสด เป็นการกินดิบๆ สับแบบดิบๆ ใส่ไข่สด อาจจะผสมผักต้ม ก็ให้ทานเลย เพราะมีความเชื่อว่าอาหารปรุงสดจะดูดซึมสารอาหารได้ดีกว่า

พรพรรณ วางอนาคตไว้ว่า จะเลี้ยงและดูแลหมาจรจัดไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นคนร่ำรวย บ้านไม่ได้หลังใหญ่ แต่สำหรับน้องหมาเขาคือหนึ่งในครอบครัว ไม่ได้เป็นภาระในการเลี้ยง พอรู้สึกเหนื่อยเขาเข้ามาคลอเคลียก็หายเหนี่อย สำหรับแผนในอนาคตต้องการจะหาซื้อที่กว้างๆ เพื่อให้บรรดาน้องหมาได้วิ่งออกกำลังกาย และอยากทำสถานที่เลี้ยงหมาจรจัดให้เป็นระบบ ถือเป็นการสร้างสุขให้กับคนและหมา ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันอันสูงสุดสิ่งหนึ่งของเธอ

ดุษณี เกลียวปฏินนท์ วางแผนระยะไกล เผื่อไว้อีก 60 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 10:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533980

ดุษณี เกลียวปฏินนท์ วางแผนระยะไกล เผื่อไว้อีก 60 ปี

โดย  ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

“คิดว่าเราจะตายตอนอายุเท่าไร?” เป็นคำถามที่ยากจะตอบเพราะเป็นเรื่องของอนาคต ผู้ใหญ่บางคนอาจจะติคนถามว่าชวนคุยอะไรไม่เป็นมงคล

แต่สำหรับการวางแผนการเงินแล้ว เรื่องการใช้ชีวิตหลังเกษียณเป็นเรื่องใหญ่ที่คำนวณว่า หลังเกษียณซึ่งไม่มีรายได้ประจำแล้ว จะต้องออมเงินเท่าใดเพื่อให้เพียงพอกับการใช้ชีวิตในช่วงที่เหลือ

“ปุ๊” ดุษณี เกลียวปฏินนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารผลิตภัณฑ์การออม ธุรกิจรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย อยู่ในแวดวงของธุรกิจการเงิน เจาะจงในสายวางแผนการเงินแก่ลูกค้า และนำมาใช้วางแผนเกษียณของตัวเองด้วย

“แผนการเงินของพี่วางไว้ว่าพี่จะตายตอนอายุ 120 ปี” ทันทีที่ได้ยินคำนี้ทำเอาคนฟังร้อง “เฮ้ย!” เสียงหลง เพราะจนถึงปัจจุบันนี้คนที่มีชีวิตยืนยาวขนาดนั้นเรียกว่านับคนได้บนโลกนี้

 ดุษณี บอกว่า แม้สถิติผู้หญิงมีอายุเฉลี่ยประมาณ 78-80 ปี แต่สำหรับตัวเองนั้นเป็นเคสพิเศษ เนื่องจากคนในครอบครัวมีอายุยืนมาก คุณย่าคุณยายเสียตอนอายุ 99 ปีและ 102 ปี  ตามลำดับ ส่วนคุณแม่เสียตอนอายุ 85 ปี แต่เป็นเพราะโรคอัลไซเมอร์ ไม่ได้มาจากปัญหาสุขภาพ

 การวางแผนเกษียณของ ดุษณี จึงคำนวณเอา 102 ปี เป็นที่ตั้งแล้วบวกไปอีก 5 ปี ก็จะประมาณ 107 ปี แต่พิจารณาปัจจัยแวดล้อมที่วิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้า ค่าเฉลี่ยอายุมนุษย์เพิ่มขึ้นทุก 10 ปี คนตายช้าลง ก็มีโอกาสที่ตัวเองจะอายุถึง 120 ปี

“ต้องเผื่อไว้ ถ้าตายก่อนไม่เป็นไรเหลือเป็นมรดกให้หลานได้ แต่ถ้าเราแพลนไว้แค่อายุ 90 ปี แล้วถึงเวลานั้นไม่ตายจะทำยังไง เพราะโอกาสที่เราอายุยืนมีเยอะ อีกหน่อยมีการตัดต่อยีนพวกภูมิแพ้ มะเร็ง อัลไซเมอร์ จะแก้ได้แล้ว ปัญหาจะกลับมาเรื่องเงินว่าพอไหม”

 ดุษณี ต้องการเงินเดือนละ 5 หมื่นบาท ทุกเดือนจนกระทั่งตาย นั่นหมายถึง ต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ได้ตามเป้าหมาย เฉพาะในพอร์ตการลงทุนผลตอบแทนต้องไม่ต่ำกว่า 8% พร้อมทั้งทำประกันบำนาญทั้งในและต่างประเทศ ที่จะทำให้มีเงินคืนเป็นรายเดือนหลังเกษียณอายุ

เป้าหมายชีวิตของผู้หญิงที่ชื่อ ดุษณี มีอย่างเดียว คือชีวิตที่ดีหลังเกษียณ หรือ Retirement เพราะไม่ได้แต่งงาน ไม่มีลูก เป็นโสดแสนสุข และมองอนาคตไว้คร่าวๆ ว่า หลังเกษียณอายุจากการทำงานประจำ คงจะเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ทั้งเรื่องการวางแผนการเงิน การบริหารความมั่งคั่ง (เวลธ์) และเรื่องธรรมะ

ดุษณี ศึกษาธรรมะมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2539 แต่เพิ่งพบธรรมะสายที่เข้าทางเมื่อเร็วๆ นี้ นั่นคือการศึกษาธรรมะกับครูสมาธิ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร วัดธรรมมงคล ซึ่งท่านเน้นการปฏิบัติเพื่อให้ใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีความสุข

“จากแรกเริ่มที่ได้เข้าคอร์สเรียน 100 วัน ได้เรียน 96 หัวข้อ หลังจากนั้นได้เข้าคอร์สเรียนสม่ำเสมอติดต่อกัน 6 เดือน การเข้าคอร์สเรียนอาจได้เพียงความรู้ผิวๆ ไม่ลึกมาก แต่เมื่อได้ปฏิบัติทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ผลคือใจเย็นมากขึ้น ฟังมากขึ้น รู้สึกว่าชีวิตมีทิศทางที่ดีขึ้น และตอนนี้เริ่มเป็นครูบรรยายธรรมะแล้ว”

หลังเกษียณไม่ต้องห่วงเลยว่า ผู้หญิงไฮเปอร์อย่าง ดุษณี จะไม่มีอะไรทำ เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะทำงานเพื่อสังคม ทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ ซึ่งเป็นการออมบุญอีกทางหนึ่ง

“นอกจากวางแผนการเงินในชาตินี้แล้ว ก็ยังสะสมบุญและความดีเมื่อมีโอกาส ซึ่งเป็นการวางแผนไปถึงชาติหน้าด้วย”

เพิ่มโอกาสรอดชีวิต เมื่อหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 10:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533977

เพิ่มโอกาสรอดชีวิต เมื่อหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล         sopitasavang2010@gmail.com

การเสียชีวิตกะทันหันด้วยภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือเบื้องต้นได้ทันท่วงที และที่น่าเสียใจไปกว่านั้น หากต้องพบเห็นผู้ที่เสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตา ขณะที่รอความช่วยเหลือทางการแพทย์โดยที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย

ปัจจุบันประเทศไทยมีประชาชนเสียชีวิตจากโรคหัวใจเฉลี่ยปีละ 5.4 หมื่นคน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน โรคหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 รองจากโรคมะเร็งและอุบัติเหตุ

จากข้อมูลเมื่อ 2 ปีที่แล้วของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติพบว่า มีผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นถึง 495 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) หมายถึงภาวะที่หัวใจไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างทันที คือภาวะซึ่งหัวใจทำงานผิดปกติ จนกระทั่งไม่มีการบีบตัวหรือหยุดเต้นโดยทันที และไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า ทำให้ไม่มีการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงร่างกายส่วนต่างๆ เกิดอาการของการทำงานผิดปกติที่อวัยวะต่างๆ

 ที่เห็นได้อย่างหนึ่งคือการทำงานของสมอง ซึ่งเมื่อไม่มีเลือดเลี้ยงทำให้หมดสติ การช่วยเหลือโดยการช่วยฟื้นชีวิตในทันที จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิต

 เพราะฉะนั้นบ่อยครั้งที่อาการแสดงแรกว่าเป็นโรคหัวใจ อาจเป็นอาการสุดท้ายและทำให้เสียชีวิตทันที หากมีหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันโดยไม่คาดฝันจนเสียชีวิตใช้ศัพท์ว่า Sudden Cardiac Death

เมื่อมาดูสาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากมีโรคหัวใจอยู่เดิมโดยที่คนป่วยอาจไม่ทราบ หรือไม่เคยตรวจมาก่อน และถ้าในกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตภายในหนึ่งชั่วโมงหลังมีอาการ เราจะเรียกภาวะนี้ว่า “Sudden Cardiac Arrest” ซึ่งภาวะนี้เกิดได้กับใครก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นโรคหัวใจ หรือมีโรคประจำตัวอื่นใดมาก่อน

 สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากหัวใจเต้นผิดปกติที่เรียกว่า Ventricular Fibrillation ในภาวะปกติหัวใจจะผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นให้หัวใจบีบตัวอย่างเป็นจังหวะ ซึ่งจะส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย แต่เมื่อเกิดหัวใจเต้นผิดปกติชนิด Ventricular Fibrillation กระแสไฟฟ้าที่ส่งออกจากหัวใจจะเร็วและไม่เป็นจังหวะจนทำให้หัวใจไม่บีบตัวและเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงร่างกายได้

ผู้ป่วยจะหมดสติในไม่กี่วินาทีและเสียชีวิตในไม่กี่นาที แต่อาจจะช่วยให้ปลอดภัยได้ โดยการช็อกด้วยกระแสไฟฟ้า (Electrical Shock) จากเครื่องมือที่เรียกว่า Defibrillator ซึ่งเดิมทีเครื่องมือชนิดนี้มีใช้เฉพาะในโรงพยาบาล หรือรถพยาบาล

สำหรับคนที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน มักจะเกิดในคนที่ดูปกติและไม่ทราบว่าเป็นโรคหัวใจมาก่อน แต่โดยความเป็นจริงแล้วเขาเหล่านั้นมักจะมีโรคหัวใจแฝงอยู่โดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งสาเหตุหลักๆ คือ

1.หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ ซึ่งพบในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และสูบบุหรี่

2.กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง (Low Ejection Fraction EF)

คนทั่วไปอาจรู้จักแค่การทำซีพีอาร์ (Cardiopulmonary Resuscitation-CPR) คือการปฐมพยาบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจ หรือหัวใจหยุดเต้นให้กลับมาหายใจ และมีการไหลเวียนออกซิเจนรวมทั้งเลือดกลับคืนสู่สภาพเดิม โดยวิธีนี้จะเป็นการกดหน้าอกอย่างถูกต้องและทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม ยังมีเครื่องมือเออีดี (Automated External Defibrillator-AED) ซึ่งเป็นเครื่องวินิจฉัยการเต้นของหัวใจสามารถกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้า อุปกรณ์นี้สามารถตรวจวัดค่าทางไฟฟ้าของหัวใจ และหากตรวจพบว่าผู้ป่วยนั้นมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติเครื่องก็จะมีเสียงแนะนำให้ผู้ใช้งานกดปุ่ม Shock เพื่อตัวกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้า

การใช้งานเครื่องมือเออีดี ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการแพทย์ แต่จะต้องทำตามขั้นตอนที่ออกแบบมาให้สั้น รัดกุม โดยวางแผ่นโลหะ (Electrode Pads) ไว้ที่ตำแหน่งทแยงกลางหน้าอกตามภาพล่างนี้  เพื่อการปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้ากระตุกในทิศทางที่ถูกต้อง

กัญญ์จรีย์ พระสิงห์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ (N Health) บอกว่าในต่างประเทศนั้น การรับมือกับผู้ป่วยภาวะหัวใจวายหรือหยุดเต้นเฉียบพลันนอกโรงพยาบาลนั้น จะรอแต่เจ้าหน้าที่กู้ชีพอย่างเดียวไม่ได้

“จากสถิติของประเทศญี่ปุ่นหรือสหรัฐอเมริกานั้นพบว่า หากประชาชนใช้เครื่องเออีดีในการช่วยชีวิตผู้ป่วยสลับกับการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน หรือซีพีอาร์ ก่อนที่ทีมแพทย์จะเดินทางเข้าให้ความช่วยเหลือ จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับประชาชนในประเทศของเขาได้ และสามารถช่วยผู้ป่วยให้รอดได้มากถึง 50%

จากเดิมถ้าเราเริ่มต้นช่วยผู้ป่วยแล้วรอเจ้าหน้าที่กู้ชีพมารับเพียงอย่างเดียว ผู้ป่วยจะมีโอกาสรอดชีวิตเพียงแค่ 27% แต่ถ้าใช้เครื่องเออีดี มาช่วยด้วยโอกาสในการรอดชีวิตของผู้ป่วยก็จะมากขึ้นไปด้วย”

การให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยที่ภาวะหัวใจวาย หรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากในสภาวะความเป็นความตายนั้น ผู้ที่อยู่รอบข้างต้องมีสติในการช่วยเหลือ เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเครื่องเออีดีได้ที่โทร. 02-762-4000

ฉัตรฤดี ศุขตระกลู สร้างธุรกิจพร้อมรับผิดชอบสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 09:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533968

ฉัตรฤดี ศุขตระกลู สร้างธุรกิจพร้อมรับผิดชอบสังคม

โครงการ “เซ็นทรัลอาสาพัฒนาชุมชน” เป็นหนึ่งในหลายๆ โครงการที่ทาง “มูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์” ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2553 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั่วทุกพื้นที่ และได้มีการศึกษาหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมกับน้อมนำพระราชดำรัสความพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักในการดำเนินการรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม เพราะเชื่อว่าการช่วยสนับสนุน “ด้านเศรษฐกิจพอเพียง” ให้แข็งแรง ก็จะทำให้บ้านหลังใหญ่ยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง

ทางมูลนิธิจึงเล็งเห็นความสำคัญของการสร้างอาชีพที่มั่นคงให้แก่ชุมชนในด้านผลผลิตทางการเกษตร เพื่อเป็นการพัฒนาอาชีพของชุมชนอย่างยั่งยืน สามารถเพิ่มรายได้และพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต โดยการช่วยเหลือสนับสนุนชุมชนสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตผลทางการเกษตรในรูปแบบต่างๆ โดยมีแบรนด์ “เดอะ เทอเรส” ร้านอาหารในเครือเซ็นทรัล เรสตอรองส์ เป็นส่วนหนึ่งที่มีส่วนร่วมสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรไทย

ฉัตรฤดี ศุขตระกูล ผู้อำนวยการอาวุโส แบรนด์ เดอะ เทอเรส บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ที่เราได้ร่วมในการสนับสนุนโครงการเซ็นทรัลอาสาพัฒนาชุมชน โดยการนำผลิตภัณฑ์เกษตรชุมชนมาแปรรูปและจำหน่ายภายในร้าน อาทิ สับปะรดนางแล จ.เชียงราย ผลิตภัณฑ์ข้าวสังข์หยดจาก จ.พัทลุง ผลิตภัณฑ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ จ.ชัยนาท ข้าวเหนียวลืมผัวจาก จ.ตาก ซึ่งทุกโครงการถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

โดยเฉพาะเมนูไอศกรีมกะทิ-ข้าวเหนียวลืมผัว ที่ลูกค้าถามถึงจนต้องนำมาเป็นเมนูประจำของทางร้าน

 “ทั้งนี้ เพื่อเป็นการต่อยอดโครงการในปีนี้ทางมูลนิธิได้ส่งเสริมให้ชุมชนนำผลิตภัณฑ์ข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เส้นหมี่และอื่นๆ อีกทั้งทางแบรนด์เองก็ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์บางตัวที่ใช้ส่วนผสมของข้าว เช่น การทำครีมข้าวและการทำนมน้ำข้าว

 ขณะเดียวกัน เราก็ร่วมคิดและพัฒนาเมนูมาเป็นรายการอาหารใหม่ๆ แทนการบริโภคเป็นเมล็ดข้าวเท่านั้น โดยมีทั้งอาหาร ขนมหวาน ให้ผู้บริโภคได้ลิ้มลอง ไม่ว่าจะเป็นเส้นหมี่ข้าวสังข์หยด+แกงเขียวหวานปลากะพงทอด หรือจะเป็นอาหารจานเดียว ข้าวสังข์หยดผัดแจ่ว+ไก่ย่าง สเต๊กปลากะพงเพสโต้ไรซ์+ข้าวสังข์หยดผัดกระเทียม และเมนูทานเล่นอย่างลาบวุ้นเส้น+แครอททอดกรอบ อีกทั้งขนมหวาน กล้วยไข่สาคูครีมข้าวสังข์หยด และเครื่องดื่มสมูทตี้สังข์หยดไรซ์ เป็นต้น”

 นอกจากนี้ ฉัตรฤดี บอกว่า เดอะ เทอเรส ยังได้เข้าร่วมโครงการ “Food 4 Good พี่อิ่มท้อง น้องอิ่มด้วย” ซึ่งเกิดจากความตั้งใจในการช่วยแก้ไขปัญหาทุพโภชนาการของเด็กไทย ที่ขาดแคลนให้ได้รับประทานอาหารที่มีโภชนาการที่ดีและครบถ้วนอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของบริษัทได้แบ่งปันรายได้จากการขายอาหาร 6 เมนูพิเศษ โดยตัด 10 บาท/จาน ไปสนับสนุนค่าอาหารให้กับเด็กๆ ภายใต้การดูแลของโครงการใน 3 มูลนิธิ ได้แก่ สหทัยมูลนิธิ มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ และมูลนิธิบ้านนกขมิ้น โดยที่ผ่านมาสามารถระดมเงินเข้าโครงการได้ 2,500 มื้อ

“เพราะเรามองว่าเรื่องโภชนาการถือเป็นความจำเป็นและความสำคัญอันดับแรกในการพัฒนาเด็กที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคตได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนจะทำโครงการดังกล่าวในปีหน้าซึ่งเป็นการรวมกลุ่มพนักงานและพาร์ตเนอร์ของบริษัท

เดอะ เทอเรส ร้านอาหารไทยที่ให้บริการมากว่า 40 ปี พนักงานส่วนใหญ่อยู่กับเรามานาน มีความผูกพันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การทำให้พนักงานรักองค์กรในท่ามกลางการแข่งขันสูงเป็นหัวใจหลักในการบริหาร โครงการเหล่านี้ถือว่าบริษัทมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการจัดการที่ดี อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์กรต่อไป นั่นคือบทบาทในฐานะผู้บริหารเดอะ เทอเรส” ฉัตรฤดี กล่าว

 ขณะเดียวกัน ความเป็นตัวตนของฉัตรฤดีเอง ก็มีจุดมุ่งมั่นน้อมนำแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ในการดำเนินชีวิตและทำงาน พร้อมนำความรู้ความสามารถที่มีไปช่วยเหลือผู้อื่น

ฉัตรฤดี กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยตนเองจบจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้มีการรวมกลุ่มตั้งแต่สมัยที่เป็นประธานนักศึกษาจนถึงปัจจุบันจัดกิจกรรมมอบอุปกรณ์การเรียนและกีฬาให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนในต่างจังหวัด มองว่าเป็นการเปิดโอกาสในการช่วยเหลือเด็กผู้ยากไร้ เป็นการช่วยเหลือสังคมร่วมกัน ซึ่งในแต่ละปีจะจัด 1-2 ครั้ง ซึ่งในเดือน ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา ได้ไปที่ จ.สระบุรี

สำหรับในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ ทางร้านได้จัดโปรโมชั่นพร้อมออกเมนูใหม่ช่วง Let’s Celebrate รับเทศกาลปีใหม่ อีกทั้งจัดเซตน้ำพริก 3 ขวด จำหน่ายราคา 299 บาท มาพร้อมคูปองส่วนลดมากกว่า 300 บาท ปกติจำหน่ายขวดละ 105 บาท และพันช์น้ำทับทิมขนาด 1 ลิตร จำหน่ายขวดละ 95 บาท ซึ่งผู้บริโภคนอกจากจะได้บริโภคของอร่อยแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนผลิตผลทางเกษตรที่นำมาผลิตเป็นอาหารคาวหวานไปในตัวอีกด้วย

……….ล้อมกรอบ……….

โครงการ FOOD 4 GOOD

สมทบทุนค่าอาหารเด็กมื้อละ 20 บาท เพื่อโภชนาการที่ดีสมวัย ธุรกิจร้านอาหารชั้นนำและโรงแรมที่ต่างมีความหลากหลาย จับมือร่วมแก้ปัญหาการขาดแคลนการอาหารในเด็กและเยาวชนในประเทศไทย เพราะมั่นใจว่าธุรกิจสายอาหารย่อมมีความเชี่ยวชาญด้านโภชนาการและสามารถใช้ธุรกิจเป็นกลไลในการแก้ปัญหาได้ จึงริเริ่มโครงการ FOOD 4 GOOD พี่อิ่มท้อง น้องอิ่มด้วย

จากสถิติขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ในปี พ.ศ. 2556 จากประชากรทั้งหมดกว่า 64 ล้านคน คนไทย 5.8% ขาดสารอาหารและนอกเหนือจากนี้ ยังมีคนไทย 13% ที่ไม่ได้รับอาหารเพียงพอ จากที่องค์การ FAO สำรวจสถานการณ์ขาดแคลนอาหารเด็กไว้ล่าสุด โดยเฉพาะในเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี พบว่า มีถึง 4.7% หรือ 178,600 คน ที่อยู่ในภาวะขาดสารอาหารรุนแรงและ 15.7% หรือ 596,600 คน อยู่ในภาวะขาดอาหารจนทำให้การเติบโตต่ำกว่าเกณฑ์

 18 ธุรกิจร้านอาหารชั้นนำของกรุงเทพฯ ที่เป็นสมาชิกโครงการ จึงใช้ธุรกิจของตนเป็นกลไกในการช่วยแก้ปัญหานี้ โดยการคัดสรรเมนูอาหารพิเศษ ยอดฮิต ที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์อย่างน้อย 1 เมนู/ร้าน เข้ามาร่วมเป็นเมนูในโครงการ FOOD 4 GOOD และแบ่งปันรายได้ส่วนหนึ่งจากเมนูอาหารร่วมโครงการ ไปสนับสนุนค่าอาหารให้แก่องค์กรที่ทำงานเพื่อเด็กยากไร้ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการแบ่งปันไปสู่เด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนอาหาร ได้แก่ สหทัยมูลนิธิ มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ และมูลนิธิบ้านนกขมิ้น ซึ่งดูแลเด็กและเยาวชนอยู่กว่า 1,000 คน และหวังว่าจะสามารถกระจายไปยังองค์กรอื่นๆ อีกหลายแห่งทั่วประเทศไทยในอนาคต

วัตถุประสงค์โครงการ

1.เพื่อสร้างความร่วมมือของเครือข่ายร้านอาหาร เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมไทย

2.เพื่อช่วยเหลือเด็กไทยให้ได้รับประทานอาหารที่มีโภชนาการที่ดีและสามารถเติบโตอย่างสมวัย

3.เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประทานอาหารที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ

วิธีการดําเนินงาน

1.ลูกค้าสั่งเมนู Food 4 Good จากร้านอาหารที่ร่วมโครงการ

2.ร้านอาหารยินดีบริจาค 10 บาท/จาน/ออร์เดอร์ ให้กับโครงการ

3.ร้านอาหารลงบันทึก และโอนเงินสนับสนุนให้แก่ทางโครงการตามวันที่กําหนด

4.โครงการรวบรวมเงินสนับสนุนทั้งหมด เพื่อทําการสนับสนุนต่อไปยังมูลนิธิที่ร่วมโครงการ

5.โครงการรายงานยอดเงินสนับสนุนรวมให้แก่ร้านอาหารทุกเดือน ตามวันที่กําหนด

6.โครงการรวบรวมรายงานผลการดําเนินงานจากมูลนิธิ ส่งให้ร้านอาหารทราบ ตามวันที่กําหนด

หลักเกณฑ์การคัดเลือกมูลนิธิ หรือองค์กรเพื่อสังคม

 1.เป็นหน่วยงาน/มูลนิธิ/องค์กรเพื่อสังคม/โรงเรียน ที่ให้การดูแลเด็กและเยาวชนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

2.มีการดูแลเรื่องอาหารและการทํางานด้านโภชนาการ เพื่อให้เด็กในความดูแลเจริญเติบโตอย่างสมวัย

3.สามารถรายงานผลการทํางานตามโครงการได้อย่างต่อเนื่องและตรงตามเวลา

4.มีความพร้อมในการทํางานร่วมกัน อาทิ การเข้าร่วมประชุม การรายงานผลการดําเนินการอย่างต่อเนื่อง และพร้อมได้รับการตรวจสอบ เป็นต้น

5.มีความจําเป็นเร่งด่วนที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ

หลักเกณฑ์ในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้การสนับสนุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ทางโครงการได้พิจารณา ดังนี้

1.สมทบทุนค่าอาหารตามโครงการทุกเดือน

2.สมทบตามยอดเงินบริจาคจริงโดยหัก 5% เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดําเนินงาน (สนับสนุนโครงการเทใจดอทคอม taejai.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์การระดมทุนเพื่อช่วยเหลือโครงการเพื่อสังคมในประเทศไทย)

3.สมทบตามจํานวนจริงของเด็กที่เข้าร่วมโครงการและอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงาน

……….โปรย1………..

“เพราะเรามองว่าเรื่องโภชนาการถือเป็นความจำเป็นและความสำคัญอันดับแรกในการพัฒนาเด็กที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคตได้”

……….โปรย2………..

“พนักงานส่วนใหญ่อยู่กับเรามานาน มีความผูกพันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การทำให้พนักงานรักองค์กรท่ามกลางการแข่งขันสูงเป็นหัวใจหลักในการบริหาร โครงการเหล่านี้ถือว่าบริษัทมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการจัดการที่ดี อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์กรต่อไป”

เลือกกินอย่างไร ให้สูงวัยอย่างสง่างาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 ม.ค. 2561 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533620

เลือกกินอย่างไร ให้สูงวัยอย่างสง่างาม

กินอย่างไรได้อย่างนั้น คนเรามักขุดหลุมฝังตัวเองด้วยการกินตามใจปาก และสารอาหารที่เราต้องการในวัยเลข 2 แตกต่างจากอาหารที่เราต้องการในช่วงวัยอื่นของชีวิต

โดยเฉพาะเมื่อวัยเข้าเลข 4 ไปแล้ว ดังนั้นถ้าอยากอายุยืนแข็งแรงควรเลือกกินให้เหมาะกับวัยดังนี้

มีสารอาหารที่ควรกินให้มากขึ้น หรืออาจต้องหลีกเลี่ยง ในแต่ละช่วงของชีวิต ทั้งจากปัจจัยของการใช้ชีวิต และปัจจัยสุขภาพของแต่ละช่วงวัย

รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ที่ต่างกันไปในแต่ละช่วงชีวิต เพื่อให้คุณเลือกกินอาหารที่จะให้ประโยชน์สูงสุดแก่ตัวเองในช่วงเวลานั้นๆ

 

+ วัย 40

นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญของการป้องกันปัญหาสุขภาพใดๆ ก็ตามที่อาจเกิดขึ้นในช่วงหลังของชีวิต อย่างเช่นความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง หรือน้ำหนักเกิน ชีวิตในช่วงนี้อาจมีภารกิจรัดตัวยิ่งกว่าเดิม ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว อาจไม่ค่อยมีกิจกรรมทางร่างกายที่มากพอเหมือนในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ เพราะแค่การขับรถพาลูกไปเรียนพิเศษ หรือการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ไม่ช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นได้

คุณอาจพบว่าตัวเองเริ่มเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของรูปร่างและระบบเผาผลาญของตัวเอง เมื่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายลดลง มีการสะสมไขมันรอบเอวมากขึ้น ระดับคอเลสเตอรอลของคุณยังอาจเพิ่มขึ้น และกระดูกก็อาจเริ่มอ่อนแอลง

ความต้องการแคลเซียมและธาตุเหล็กในวัยนี้ยังคงสูงอยู่ แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารบางอย่างที่แม้จะมีสารอาหารเหล่านี้ แต่อาจมีน้ำตาลปริมาณมากหรือมีไขมันเลว เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น

ไขมันที่ดีต่อสุขภาพที่พบในอาหารที่มีไขมันแบบไม่อิ่มตัวทั้งเชิงเดียวและเชิงซ้อน เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า ลองกินปลาให้มากขึ้น และเพิ่มการกินธัญพืชและเส้นใยอาหารเพื่อให้การขับถ่ายเป็นปกติ

 

อาหารดีๆ ที่ควรกินในช่วงวัยนี้

มะนาว มันจะช่วยในเรื่องการขับสารพิษที่ส่งผลกระทบต่อผิวพรรณและอวัยวะภายใน ลองฝานมะนาวหั่นใส่ในน้ำเย็นหรือน้ำร้อน สำหรับดื่มทุกเช้า

ปลา เลือกปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 อย่างเช่นปลาแซลมอนหรือปลาเทราต์ ที่ช่วยให้ผิวพรรณคงความชุ่มชื่น และยังช่วยต้านอาการอักเสบของร่างกาย

ไข่ อุดมด้วยโปรตีนและสังกะสี ที่ช่วยร่างกายในการดูดซึมวิตามินเอ ซึ่งเป็นสารอาหารจำเป็นต่อสุขภาพผิว

อัลมอนด์ มีวิตามินอีและแคลเซียม และยังเป็นแหล่งของโปรตีนและไขมันดี

แอปเปิ้ล ช่วยให้เส้นใยอาหารและมีเพคตินและวิตามินซีในปริมาณสูง ทั้งสองอย่างนี้ช่วยให้ผิวดูสุขภาพดี

 

นิสัยการกินที่ควรเลี่ยง

การกินอาหารมากเกินไป เพราะเผาผลาญพลังงานลดน้อยลง ควรปรับเปลี่ยนปริมาณการกินให้สอดคล้องกับความต้องการ การไม่กินโปรตีนให้เพียงพอ มันช่วยให้คุณอิ่มทน ช่วยให้คุณย่อยคาร์โบไฮเดรตช้าลง และป้องกันการสะสมของไขมันรอบๆ หน้าท้อง

การกินอาหารนอกบ้านหรืออาหารสำเร็จรูปมากเกินไป มันมักมีไขมันและเกลือในปริมาณสูง ที่อาจนำไปสู่ความดันโลหิตสูง และปัญหาสุขภาพอื่นๆการกินอาหารไขมันต่ำที่มีน้ำตาลสูง คุณยังต้องการไขมันในอาหาร (มันช่วยให้คุณดูอ่อนเยาว์ขึ้นด้วย) นอกจากนี้ผู้ผลิตอาหารพวกนี้อาจต้องการทำให้อาหารของตัวเองรสชาติดีขึ้น ด้วยการเพิ่มน้ำตาล ต้องระวังปริมาณการบริโภคไขมัน ควรอ่านฉลากเพื่อดูปริมาณน้ำตาลด้วย

 

+ วัย 50

การหมดประจำเดือนในช่วงวัยนี้เป็นปัจจัยสำคัญของความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ตั้งแต่รูปร่างไปจนถึงความรู้สึกของตัวเอง คุณอาจพบกับอาการบางอย่าง เช่น อาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ ความทรงจำแย่ลง ซึ่งอาจแค่น่ารำคาญเล็กน้อยหรือมากจนทำให้อ่อนเพลีย

ธาตุเหล็กจะเริ่มลดความสำคัญลงเมื่อคุณหยุดมีประจำเดือน จึงสามารถเปลี่ยนมากินอาหารโปรตีนอื่นนอกเหนือไปจากพวกเนื้อแดงที่ให้ธาตุเหล็ก

อย่างไรก็ตาม คุณยังคงต้องการแคลเซียมในจำนวนมาก เพื่อปกป้องกระดูกของคุณ อย่าลืมกินนมและแคลเซียมจากแหล่งอื่นให้มากๆ

ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่คุณควรเพิ่มการบริโภคแอนติออกซิแดนต์ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะช่วยป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ ที่สามารถเกิดขึ้นในช่วงบั้นปลายของชีวิต อย่างเช่นโรคหลอดเลือดหัวใจและมะเร็ง เส้นใยอาหาร และน้ำ ก็เป็นอีกสองสิ่งที่สำคัญอย่างมากต่อสุขภาพของระบบขับถ่าย

 

อาหารดีๆ ที่ควรกินในช่วงวัยนี้

ถั่วเหลือง มันมีไฟโตเอสโตรเจนในปริมาณสูงมาก ช่วยสร้างความสมดุลของฮอร์โมน และบรรเทาอาการที่เกิดจากภาวะหมดประจำเดือน และเต้าหู้ยังเป็นโปรตีนที่การศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่ามีผลในแง่บวกต่อความหนาแน่นของกระดูก

ถั่วเลนทิล เป็นถั่วที่นิยมใช้ในอาหารอินเดีย สามารถช่วยควบคุมฮอร์โมน

ผักสด มีเส้นใยอาหารในปริมาณสูง และจะช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันสะสมอยู่บริเวณหน้าท้อง

แตงโม ผลไม้ชนิดนี้และชนิดอื่นที่มีน้ำในปริมาณสูง อย่างเช่นแอปเปิ้ลและองุ่น ช่วยรักษาระดับความชุ่มชื้นในร่างกาย แตงโมยังมีไลโคปีนสูง ซึ่งสารอาหารชนิดนี้เชื่อกันว่าสามารถป้องกันมะเร็งได้

 

นิสัยการกินที่ควรเลี่ยง

การกินมากเกินไป มีการศึกษาวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าคุณจะน้ำหนักขึ้นปีละครึ่งกิโลกรัมหลังจากอายุ 30 เป็นต้นไป เพราะระบบเผาผลาญจะช้าลงเมื่ออายุมากขึ้น ควรควบคุมปริมาณการกิน เป็นเรื่องสำคัญอย่างมากในช่วงวัยนี้ การกินแบบเรื่อยเปื่อย การกินแต่ละคำควรคำนึงในเรื่องสารอาหารให้มากที่สุด

ดื่มกาแฟหรือแอลกอฮอล์มากเกินไป มันอาจทำให้การนอนไม่หลับแย่ลง และอาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวลได้ การกินอาหารรสดจัดเกินไปอาจทำให้อาการร้อนวูบวาบแย่ลง