เทรนด์นาโนเทคโนโลยี เครื่องสำอาง/เวชสำอางสมุนไพรไทย 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533619

เทรนด์นาโนเทคโนโลยี เครื่องสำอาง/เวชสำอางสมุนไพรไทย 2561

ปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นยุคทองแห่งสมุนไพรไทย ด้วยผู้บริโภคหันมาใส่ใจกับสุขภาพตามวิถีธรรมชาติและบำบัดอาการต่างๆ ด้วยพืชพรรณสมุนไพร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องสำอางจากธรรมชาติและสมุนไพรไทย รวมถึงผลิตภัณฑ์เวชสำอางมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านผู้ประกอบการและจำนวนผู้บริโภค

โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เวชสำอางธรรมชาติ (Natural Cosmeceuticals) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องไม่มีส่วนผสม เช่น กลิ่น สี สารปรุงแต่ง สารที่ทำให้คงสภาพ ตัวทำละลาย เป็นต้น ที่เป็นสารสังเคราะห์ รวมทั้งยังต้องไม่มีการฉายรังสี ไม่มีการใช้วัตถุดิบที่ปนเปื้อน หรือตัดแต่งพันธุกรรม และไม่ใช้สัตว์ทดลอง (การใช้สัตว์ทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพและอาการแพ้ที่เกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ผลิตขึ้นใหม่) ผลิตภัณฑ์ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ปลอดสารเคมี การผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

คลังข้อมูลอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและเวชสำอางได้คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดเครื่องสำอางโลกในปี 2560 จะมีมูลค่าถึง 47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 1,529 ล้านบาท และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยระหว่างปี 2555-2560 ที่ผ่านมาคิดเป็น 8%

ธุรกิจความงามไทยโดยภาพรวม ไทยเป็นศูนย์กลางเครื่องสำอางอันดับ 3 ของเอเชีย ต่อจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แต่เป็นเบอร์หนึ่งของตลาดเครื่องสำอางในอาเซียน มีมูลค่าตลาดรวม 2.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 60% คิดเป็นมูลค่า 1.2 แสนล้านบาท และตลาดส่งออก 40% คิดเป็นมูลค่า 9 หมื่นล้านบาท

กระแสนิยมของผู้บริโภคที่ต้องการหลีกเลี่ยงสารเคมี หันมาให้ความสนใจผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่มีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเน้นการใช้สารสกัดจากธรรมชาติ จากสมุนไพรที่มีคุณสมบัติที่สามารถตอบโจทย์ในเรื่องความงามได้

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่เป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพของสมุนไพร ทุกๆ ภูมิภาคอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชและสมุนไพรนานาพันธุ์ที่เหมาะสมจะใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตเครื่องสำอางและเวชสำอางประเภทต่างๆ ทดแทนส่วนประกอบที่เป็นสารเคมี และมีความสามารถหยิบฉวยมรดกทางปัญญา นำพืชสมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่นเกือบ 100% มาประยุกต์ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางตามภูมิปัญญาของคนไทย ถือเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่น เป็นผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทยและได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

 

 

เทรนด์เครื่องสำอาง/เวชสำอางสมุนไพรไทย

ในอดีตสมุนไพรไทยเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน เป็นทั้งอาหาร เครื่องประทินผิว เนื่องจากมีราคาถูกและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และด้วยสรรพคุณของสมุนไพรที่มีอยู่มากมายจึงนำมาใช้เป็นยารักษาโรคในการแพทย์แผนไทย ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ประกอบการจำนวนมากได้นำสรรพคุณของสมุนไพรมาเป็นจุดขายของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและเวชสำอางต่างๆ

เนื่องจากเป็นเครื่องสำอางในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่มีประสิทธิภาพเท่าเทียมหรือสูงกว่าเครื่องสำอางที่มีจำหน่ายทั่วๆ ไปในท้องตลาด ที่ผลิตจากสารเคมี ประกอบกับกระแสนิยมธรรมชาติ รักษาสิ่งแวดล้อม กระแสสวยทั้งภายนอกและภายใน กระแสความใส่ใจความงามและสุขภาพก็กำลังมาแรง จึงส่งผลให้ตลาดเวชสำอางหรือเครื่องสำอางสมุนไพรของไทยมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ

หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีนโยบายรวมกลุ่มอุตสาหกรรมแบบคลัสเตอร์เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ออกสู่ตลาด คลัสเตอร์เครื่องสำอางไทยที่มีการรวบรวมสมาชิกมาฝึกอบรมแก้ปัญหาเรื่องจุดอ่อนด้านนวัตกรรมและมาตรฐาน ภาพลักษณ์และการสร้างตราสินค้า

อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยมีผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเกือบ 2,000 ราย สมประสงค์ พยัคฆพันธ์ ประธานคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย ให้สื่อมวลชนในงานไทยแลนด์ คอสเมติก คอนเทสต์ 2016 (Thailand Cosmetic Contest 2016)  วิเคราะห์ว่า จุดเด่นของสินค้าไทย คือการนำภูมิปัญญาไทยกับการผสมผสานกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้สินค้ามีเอกลักษณ์ ซึ่งได้รับความสนใจจากตลาดต่างประเทศที่ชื่นชอบการดัดแปลงจากสมุนไพรซึ่งจัดว่าเป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่าสูง

ส่วนจุดอ่อนของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยนั้นมีอยู่ 4 ด้านหลักคือ นวัตกรรม มาตรฐานสินค้า ภาพลักษณ์และการสร้างแบรนด์ และด้านบรรจุภัณฑ์

“ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ของอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง แต่เราเป็นแค่โรงงานผลิต ไม่เก่งเรื่องการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และการสร้างแบรนด์ที่ขาดความเป็นสากล รวมไปถึงนวัตกรรมในการผลิตที่จะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ ทำให้สูญเสียรายได้ไปมหาศาล เพราะถ้าขายในรูปแบบแบรนด์มูลค่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า”

 

นาโนเทคโนโลยีพัฒนาเครื่องสำอาง/เวชสำอาง

ปัจจุบันอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้อย่างสูงให้กับประเทศไทย และมีความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเครื่องสำอางที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบันเป็นกลุ่มของเครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบของพืชสมุนไพร รวมถึงสารสกัดจากธรรมชาติ ส่งผลให้มีการวิจัยและพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยอย่างแพร่หลาย

ประกอบกับประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มีความหลากหลายทางชีวภาพ สมุนไพรและวัตถุดิบจากธรรมชาติหลายชนิด ที่มีศักยภาพต่อการนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและเวชสำอาง ซึ่งผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในกลุ่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมในประเทศหรือในระดับสากล

ตลาดเครื่องสำอางและเวชสำอางเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง ผู้ผลิตต้องพยายามคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีเอกลักษณ์และมีรูปแบบแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา เกิดการร่วมมือสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยระหว่างภาครัฐและเอกชน มีการประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางชนิดใหม่

 

 

โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากสมุนไพรไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสูตรตำรับที่มีส่วนผสมของสารสกัดสมุนไพรในผลิตภัณฑ์เวชสำอางด้วยการห่อหุ้มสารสกัดสมุนไพรในรูปแบบต่างๆ เช่น นาโนพาร์ทิเคล (Nanoparticles) นาโนลิโปโซม (Nanoliposomes) นาโนอิมัลชั่น (Nanoemulsion) เป็นต้น เพื่อช่วยในการดูดซึมของสาร สามารถใช้สารให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นาโนเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าทางเศรษฐกิจของพืชสมุนไพรไทย (Nanotechnology for Efficiency and Economic Value Enhancement of Thai Herbs) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับการประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าทางเศรษฐกิจของพืชสมุนไพรไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากพืชสมุนไพรไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก เพื่อสร้างรายได้และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศ ตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0

ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีแผนพัฒนาพืชสมุนไพรไทยให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากพืชสมุนไพรไทย ตามแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2560-2564 โดยมุ่งเน้น 4 สมุนไพรหลัก ได้แก่ บัวบก ขมิ้นชัน กระชายดำ และไพล

“ด้วยการนำเทคโนโลยีการกักเก็บมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพืชสมุนไพรไทย ซึ่งข้อดีของการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ อาทิ สามารถควบคุมการปลดปล่อยสารสำคัญ ลดปริมาณการใช้และเพิ่มความคงตัวของสารสำคัญ เป็นต้น โดยปัจจุบันได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อการกักเก็บสารสกัดสมุนไพรอนุภาคนาโนกับพืชสมุนไพรทางเศรษฐกิจในด้านต่างๆ ได้แก่ อาหารคน อาหารสัตว์ เครื่องสำอาง รวมถึงด้านสุขภาพและการแพทย์”

การประยุกต์ใช้ด้านความสวยความงาม ดร.วรรณี กล่าวว่า ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติได้นำเทคโนโลยีการกักเก็บมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องสำอาง ศูนย์ฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง/เวชสำอางชนิดใหม่โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย

“จากการพัฒนาสูตรตำรับที่มีส่วนผสมของสารสกัดสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีการกักเก็บในรูปแบบนาโนพาร์ทิเคิล นาโนลิโปโซม นาโนอิมัลชั่น เป็นต้น รวมถึงมีการวิจัยและพัฒนาทางด้านการทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพและประสิทธิศักดิ์ของผลิตภัณฑ์ในการให้ความชุ่มชื้น ชะลอริ้วรอย ทำให้ผิวกระจ่างใส ลดการเกิดสิว ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านการอักเสบ และอื่นๆ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องด้านสุขภาพและการแพทย์ สำหรับการรักษาในอนาคตด้วยเทคนิคการนำส่งผ่านผิวหนังด้วยเข็มขนาดไมโครเมตร ซึ่งสามารถนำส่งยาหรือสารสมุนไพรเพื่อการรักษาและเก็บตัวอย่างเพื่อการวินิจฉัยโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและเป็นวิธีการที่สะดวกและปลอดภัย”

สรุปท้ายสุด ดร.วรรณี ชี้ว่าศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ในฐานะหน่วยงานภายใต้โครงการขับเคลื่อนสมุนไพรเชิงเศรษฐกิจ ร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาประสิทธิภาพสมุนไพรและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

“มุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการทุกภาคส่วนสามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าสมุนไพรไทยด้วยนวัตกรรมด้านนาโนเทคโนโลยี จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสู่ภาคการผลิต เพื่อสร้างรายได้ให้เกิดประโยชน์ทั้งในเชิงพาณิชย์และสังคม อันจะนำไปสู่การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในประเทศต่อไป”

กินรักษา และไม่ให้เป็นมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533466

กินรักษา และไม่ให้เป็นมะเร็ง

มะเร็งเป็นโรคที่หลายคนออกปากว่าน่ากลัวกว่าเอดส์ โดยให้เหตุผลยาต้านเอชไอวีในปัจจุบันมีประสิทธิภาพมากกว่าในอดีตมาก สังเกตคนที่ติดเชื้อเอชไอวีทุกวันนี้ถ้าเขาไม่บอกจะไม่รู้เลยว่าเขาติดเชื้อโรคร้ายนี้ ต่างจากโรคมะเร็งพอรู้ว่าเป็นหลายคนออกอาการท้อให้เห็นชัด บางคนถึงกับพูดในเชิงปลงครึ่งไม่ปลงครึ่ง ถ้าเป็นโรคอะไรขออย่าเป็นมะเร็งพอ เชื่อว่าคนจำนวนมากคงอารมณ์นี้ไม่มีใครอยากเป็นมะเร็ง

หลายคนพยายามหาทางทำอย่างไรถึงจะไม่เป็นมะเร็ง และ นพ.ทะกะโฮะ วะตะโย ชาวญี่ปุ่น เป็นผู้หนึ่งที่เริ่มศึกษาโภชนบำบัดกับโรคมะเร็งอย่างจริงจัง จนกระทั่งจัดทำแนวทางการดื่มกินที่มีผลในการรักษาโรคมะเร็งขึ้น ซึ่งเรียกว่า “โภชนบำบัดแบบวะตะโย” ที่น่าดีใจคือความรู้และประสบการณ์ในการใช้โภชนบำบัดสู้มะเร็งของหมอคนนี้ได้ถูกนำมาเขียนในหนังสือ “มะเร็งหายด้วยอาหาร” โดยสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์

สาเหตุของการกินดื่มทำให้เป็นมะเร็ง

นพ.ทะกะโฮะ ได้สรุปส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาหารอันเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งไว้ 4 ประเด็น ดังนี้

1.การกินเกลือ อาหารรสเค็มในปริมาณมากเกินไป ทำให้แร่ธาตุเสียสมดุล เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร

2.อุปสรรคในการไหลเวียนของกรดซิตริก หากวัฏจักรกรดซิตริกดำเนินไปได้ไม่ราบรื่น จะทำให้เอทีพีไม่เพียงพอ ส่งผลให้แร่ธาตุภายในและนอกเซลล์เสียสมดุล จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็ง

3.การเกิดอนุมูลอิสระ (Active Oxygen) มากเกินไป เพราะอนุมูลอิสระทำให้เกิดออกซิเดชั่นทำร้ายเซลล์และสารรอบข้าง ถ้ามีอยู่ในร่างกายมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง

4.กินโปรตีนและไขมันจากสัตว์มากเกินไป

ขณะที่การกินอาหารเพื่อขจัดเซลล์มะเร็งในร่างกายอย่างได้ผลตามที่ นพ.ทะกะโฮะ แนะนำให้ผู้ป่วยเป็นแนวทางพื้นฐานของการรักษาโรคมะเร็งด้วยโภชนบำบัด ดังนี้

1.กินอาหารที่แทบไม่มีเกลือเลย

2.จำกัดโปรตีนและไขมันจากสัตว์ (สัตว์สี่เท้า) รวมถึงเนื้อไก่และเนื้อปลา อย่างน้อยที่สุดก็จนกว่าสภาพร่างกายจะดีขึ้นในระดับหนึ่ง

3.กินผักผลไม้ปริมาณมาก ถือเป็นกลไกสำคัญของการรักษาโรคมะเร็งด้วยโภชนบำบัด โดยดื่มน้ำผักผลไม้สด 1.5-2 ลิตร/วันเป็นอย่างน้อย

4.กินถั่ว ธัญพืช และจมูกข้าว ซึ่งก็คือกินข้าวกล้องและขนมปังโฮลวีตให้มาก รวมถึงกินถั่วและจมูกข้าวที่อยู่ในธัญพืช

5.กินโยเกิร์ต สาหร่ายทะเล และเห็ด ทั้ง 3 อย่างนี้ยกระดับภูมิคุ้มกันได้ จึงถือเป็นสารภูมิคุ้มกันธรรมชาติ โดยเฉพาะแล็กโตบาซิลลัสซึ่งสำคัญที่สุด พบได้ในโยเกิร์ต ควรกินให้ได้อย่างน้อยวันละ 300 กรัม

6.กินน้ำผึ้ง มะนาว และยีสต์หมักเบียร์ แนะนำให้กินน้ำผึ้งวัน 2 ช้อนโต๊ะ มะนาววันละ 2 ผล ส่วนยีสต์ที่ใช้หมักเบียร์ เช่น ยากระเพาะลำไส้ หรือ EBIOS ของญี่ปุ่น กินเช้าเย็นครั้งละ 10 เม็ด

7.กินน้ำมันมะกอกและน้ำมันงา สร้างสมดุลของกรดไขมัน ด้วยการลดน้ำมันพืชชนิดที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว n-6 และเพิ่มการกินกรดไขมันไม่อิ่มตัว n-3 กับกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมากขึ้น ต้องระวังไม่กินน้ำมันพืชมากเกินไป

8.ดื่มน้ำสะอาด งดเหล้า และบุหรี่ ควรเลือกดื่มน้ำธรรมชาติ หรือน้ำสะอาดจากเครื่องกรอง ดื่มอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร (รวมกับน้ำในอาหารด้วย) ส่วนเหล้าและบุหรี่เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยควรงดอย่างเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรปฏิเสธการรักษามะเร็งตามวิธีของแพทย์แผนปัจจุบัน แต่วิธีรักษาที่ดีที่สุดน่าจะเป็นการรักษาแบบบูรณาการ ใช้การรักษาหลักคือการผ่าตัด เคมีบำบัด และฉายรังสี ควบคู่ไปกับโภชนบำบัด ซึ่งช่วยปรับสารอาหารให้ดีขึ้น ปรับการเผาผลาญ เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน ทำให้อัตราการรักษา หายสูงขึ้นอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยก็จะดีขึ้นอีกด้วย รวมไปถึงจิตใจที่เข้มแข็งของผู้ป่วยและกำลังใจของคนรอบข้างที่จะขาดเสียไม่ได้

วรรณกรรมเพลงไทยคลาสสิก ที่สุดแห่งรัตนโกสินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ม.ค. 2561 เวลา 10:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533465

วรรณกรรมเพลงไทยคลาสสิก ที่สุดแห่งรัตนโกสินทร์

จากการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้มอบทุนอุดหนุนการวิจัยมนุษยศาสตร์ให้ทีมนักวิจัยดนตรีคุณภาพระดับแถวหน้าของเมืองไทยจำนวน 5 คน นำโดย ศ.ดร.ณัชชา พันธุ์เจริญ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ดำเนินการวิจัยโครงการวิจัยสร้างสรรค์ด้านดุริยางคศิลป์ชุดใหญ่เรื่อง “วรรณกรรมเพลงไทยคลาสสิกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” ระยะเวลา 1 ปีครึ่ง (1 ก.ค. 2559- 31 ธ.ค. 2560) และวันที่ 24 พ.ย. 2560 สกว.ได้จัดสัมมนาปิดโครงการ โดย ศ.ดร.ณัชชา หัวหน้าโครงการและเจ้าของโครงการย่อย “สดับทิพย์ธรณินทร์” ได้นำทีมอาจารย์ดนตรีอีก 4 คน เสนอผลงานการประพันธ์เพลงและเรียบเรียงเพลงไทยเดิมทั้งสิ้น 50 เพลง นับเป็นผลงานเพลงไทยชุดใหญ่ในประวัติศาสตร์แห่งยุครัตนโกสินทร์เลยทีเดียว

งานวิจัยต่อยอดจากดนตรีสร้างสรรค์เชิงวิชาการ

ศ.ดร.ณัชชา กล่าวว่า โครงการชุดนี้ต้องการสร้างสรรค์บทเพลงไทยคลาสสิกด้วยการคัดสรรเพลงไทยเดิมบทสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์มาเรียบเรียงด้วยเทคนิคการประพันธ์เพลงของตะวันตกสำหรับวงดนตรีประเภทต่างๆ ผลงานสุดท้ายจากการวิจัยประกอบด้วยบทเพลง 50 บทเผยแพร่ในรูปของแผ่นบันทึกเสียง และโน้ตเพลงฉบับสมบูรณ์พร้อมคำอธิบายเชิงวิชาการ ซึ่งเป็นผลงานสร้างสรรค์ด้านการประพันธ์เพลงที่เป็นแบบอย่างในระดับอุดมศึกษา

“สืบเนื่องมาจากงานดนตรีสร้างสรรค์เชิงวิชาการที่ดิฉันพยายามรณรงค์ให้เกิดขึ้นมาตลอด งานดนตรีสร้างสรรค์ก็คือการสร้างสรรค์ผลงานดนตรีที่เพียบพร้อมด้วยองค์ความรู้ทางวิชาการ เพื่อประสิทธิภาพด้านการเรียนการสอนและการพัฒนาด้านดนตรีที่ยั่งยืนในระดับอุดมศึกษาของไทย เริ่มจากงานวิจัยเรื่องมิติใหม่ของดนตรีสากลในประเทศไทย : ดนตรีสร้างสรรค์เชิงวิชาการซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สกว.เช่นกัน หลังจากงานวิจัยชุดใหญ่ซึ่งมีคณะนักวิจัยถึง 10 คน ก็มาถึงงานวิจัยต่อยอดชุดนี้ซึ่งยังคงดำเนินการในลักษณะเดียวกับงานดนตรีสร้างสรรค์เชิงวิชาการ คือนักวิจัยต้องสร้างสรรค์งานดนตรีออกมาเป็นเสียงเพลงและเขียนอธิบายองค์ความรู้ที่พบในกระบวนการทำงาน ต้องเผยแพร่องค์ความรู้ด้วย

เราสร้างสรรค์เพลงไทยคลาสสิกที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีสากลในรูปแบบของวงดนตรีประเภทต่างๆ ได้ผลงานที่เป็นบทเพลงมาตรฐานสากล เผยแพร่ในระดับนานาชาติได้ และในฐานะที่ทุกคนเป็นอาจารย์ เราสร้างองค์ความรู้ใหม่ในการประยุกต์ใช้ทฤษฎีดนตรีสากลในบริบทของเพลงไทย เราจัดทำโน้ตเพลงเผยแพร่ในระดับสากลพร้อมอรรถาธิบายที่แสดงความก้าวหน้าทางวิชาการซึ่งสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ไม่รู้จบ และผลพลอยได้ที่แยบยลคือทำให้คนไทยรุ่นหลังรู้จักเพลงไทยเดิมบทสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ ทำให้เกิดกลวิธีในการอนุรักษ์ สืบทอดและต่อยอดเพลงไทยเดิมอันเป็นสมบัติทรงคุณค่าของชาติ เราคัดเลือกเพลงไทยเดิมมา 40 เพลง นักวิจัยเลือกเพลงซ้ำกันบ้าง ทำให้ได้บทเพลงเรียบเรียงมาทั้งสิ้น 50 เพลง ส่วนทำนองเพลงเก่าไม่ทราบนามผู้ประพันธ์มีถึง 23 เพลง อาจแต่งขึ้นในยุครัตนโกสินทร์หรือก่อนนั้น แต่เรารวบรวมมาเรียบเรียงให้เกิดขึ้นใหม่ในยุครัตนโกสินทร์”

ศ.ดร.ณัชชา กล่าวว่า บทเพลงส่วนหนึ่งเป็นที่คุ้นหูเพราะถูกนำมาแต่งเป็นเพลงไทยสากลและเพลงลูกทุ่ง ในโครงการนี้ใช้ชื่อเพลงตามต้นฉบับเพื่อให้เกียรติผู้แต่ง เมื่อจำแนก 40 เพลงตามผู้ประพันธ์เพลง พบว่าเป็นเจ้านาย 5 พระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม มีบางเพลงลิขสิทธิ์เพลงที่ยังไม่หมดอายุ ทางโครงการได้รับความกรุณาจากมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ และมูลนิธิมนตรี ตราโมท ในพระราชูปถัมภ์ฯ

“ตัวอย่างชื่อเพลงไทยที่อยู่ในโครงการนี้ เช่น เขมรชมดง เขมรปี่แก้ว เขมรพวง เขมรลออองค์ แขกต่อยหม้อ แขกบูชายัญ แขกปัตตานี จีนลั่นถัน ชมแสงทอง ทองย่อน ธรณีร้องไห้ นางครวญ น้ำลอดใต้ทราย ปฐมดุสิต พม่าเห่ พราหมณ์ดีดน้ำเต้า มอญดูดาว มอญรำดาบ มะลิซ้อน ลาวจ้อย ลาวสวยรวย ลาวสองคอน วิลันดาโอด โศกพม่า สาลิกาชมเดือน หกบท”

การสร้างสรรค์ดนตรีจากใจและมุมมองของนักวิจัย

ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร ศิลปินศิลปาธร ผู้ประพันธ์เพลง “ซิมโฟนีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” กล่าวว่า “ผมมองเพลงไทยผ่านแท่งแก้วปริซึม แสงสวยๆ ที่ออกมาจากปริซึม เป็นความงามที่ผมเห็นแล้วถ่ายทอดออกมาเป็นเสียงเพลงที่ผมเขียน ผมเลือกเพลงที่เป็นบทพระราชนิพนธ์ของเจ้านายชั้นสูง 4 พระองค์มาเป็นชื่อท่อน” โดยเพลงที่อาจารย์ณรงค์ฤทธิ์เลือกมาคือ เพลงราตรีประดับดาว (พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 7) เพลงบุหลันลอยเลื่อน (พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2) เพลงเขมรลออองค์ (พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 7) และเพลงแขกมอญบางขุนพรหม (พระนิพนธ์ของทูลกระหม่อมบริพัตร)

ผศ.ดร.นรอรรถ จันทร์กล่ำ อาจารย์จุฬาฯ ที่มีผลงานดนตรีหลากหลายมากมาย ผู้อำนวยเพลง ผู้เรียบเรียงผลงานชุดสุนทราภรณ์ และนักไวโอลิน นักร้อง ในโครงการนี้ได้ทำโครงการย่อยสยามดุริยางค์เครื่องสาย ใช้ประสบการณ์ด้านการเรียบเรียงเสียงประสานนำเพลงไทยมาเรียบเรียงให้กับวงเครื่องสายฝรั่ง “ผมเพิ่มเครื่องดนตรีอื่นเช่น ฟลุต โอโบ เป็นเครื่องดนตรีเดี่ยวในบางเพลงด้วย มีเพลงที่ผมเขียนเป็นวงเครื่องสายกับไวโอลินเดี่ยว คือ เพลงแขกมอญบางขุนพรหม ใช้เทคนิคไวโอลินขั้นสูง ผมเลือกเฉพาะเพลงที่ตัวเองคุ้นเคย 12 เพลง รักทุกเพลงมานานแล้ว”

 

ด้าน ผศ.ดร.พิมพ์ชนก สุวรรณธาดา นักเปียโน สอนที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้รับผิดชอบโครงการย่อย “สยามดุริยางค์เชมเบอร์” เริ่มทำเพลงในฐานะนักเรียบเรียงเพลงไทยเมื่อทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่จุฬาฯ หลังจากนั้นกล้าที่จะผจญภัยมากขึ้นโดยเรียบเรียงเพลงไทยให้กับวงเชมเบอร์เล็กๆ โดยมีเปียโนเป็นเครื่องดนตรีในกลุ่ม รวมทั้งมาริมบาด้วย

“ตอนนี้มั่นใจมากขึ้นที่จะเขียนเพลง ทั้งหมดเกิดจากความรักที่มีต่อเพลงไทย เก็บเกี่ยวประสบการณ์จกการเรียนดนตรีไทยและดนตรีสากลมาตลอดชีวิต ได้อาจารย์ณัชชากับอาจารย์ณรงค์ฤทธิ์คอยแนะนำ รวมทั้งเพื่อนนักดนตรีทุกคนที่มาร่วมผลิตซีดีชุดนี้ ก็ช่วยได้มากด้านการตีความ ทำให้ขัดเกลาผลงานจนสำเร็จออกมาเป็นสยามดุริยางค์เชมเบอร์”

ขณะ ดร.ยศ วณีสอน เจ้าของโครงการย่อย “สยามดุริยางค์เครื่องลม” ได้เรียบเรียงเพิ่มเติมเพลงวิลันดาโอด โดยเพิ่มเครื่องดนตรีไทยในคอนเสิร์ต 130 ปีความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ออกแสดงโดยวงดนตรีเฟอโรชิ ฟิลฮาร์โมนิค วินด์ส แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร อำนวยเพลงโดย ยาสุฮิเดะ อิโตะ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2560 ณ ทามะ ชิมินกน ฮอลล์ เมืองคาวาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง ตอนหนึ่งของการบรรยายกล่าวว่า “ผมเป็นคนเชียงใหม่ สำเนียงเพลงของผมทำอย่างไรออกมาก็ติดสำเนียงเหนือ ผมนำประสบการณ์จากการเล่นคลาริเน็ตและอยู่ในวงโยธวาทิตมาตั้งแต่เด็ก เล่นคลาริเน็ตมาตลอดชีวิต และได้สอนนักเรียนจำนวนมาก ควบคุมวงเครื่องลม มาเรียบเรียงเพลงให้เกิดเสียงใหม่ๆ ในผลงานชุดนี้”

ผลงานบันทึกเสียงด้วยแผ่นซีดีคุณภาพสูง

ในการทำงานชุดนี้จุดขายคือเสียง โครงการจบที่แผ่นบันทึกเสียง ไม่ใช่การแสดงคอนเสิร์ต เนื่องจากปัจจุบันมีอิทธิพลอย่างสูงของยูทูบ ทำให้การฟังดนตรีอย่างตั้งใจด้วยหู ถูกลดทอนความสำคัญลง ผู้คนชินกับการดูคลิปในทุกกรณี

อาจารย์ณัชชาเสริมว่า “เมื่อตั้งใจจะให้ผู้คนหันมาฟังดนตรีอย่างจริงจัง เราจึงผลิตแผ่นซีดีด้วยคุณภาพสูง ใช้เทคโนโลยีในระดับสากล พิถีพิถันในกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกนักวิจัย ต้องมีผลงานต่อเนื่อง ทำงานแบบมืออาชีพ ตรงเวลา นักดนตรีที่เราคัดเลือกมาบันทึกเสียงเป็นนักดนตรีฝีมือดี เราได้วิศวกรเสียงมือหนึ่งคือ คุณประทีป เจตนากูล มาบันทึกเสียงและมิกซ์เสียงให้ ปรับแต่งเสียงจนไพเราะ นั่นก็คือเสียงที่ส่งมอบให้ผู้ฟัง สุดท้ายคือ เราได้รับความกรุณาจาก ศ.ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ ออกแบบปกทั้งหนังสือและซีดีทั้งชุด งานของเราจึงออกมาทั้งสวยและไพเราะ”

คณะนักวิจัยทีมนี้เชื่อว่า ผลงานจากการสร้างวรรณกรรมเพลงไทยคลาสสิกชุดใหญ่จะมีผลกระทบสูงในวงการดนตรี จะเป็นแบบอย่างการสร้างงานดนตรีของอาจารย์มหาวิทยาลัย สามารถนำเสนอในงานสัมมนาทางวิชาการในระดับชาติและระดับนานาชาติได้ การเขียนโน้ตสากลทำให้วงดนตรีต่างชาติบรรเลงได้เพื่อการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ซีดีที่บันทึกด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงจะเป็นสื่อสำคัญที่เผยแพร่เสียงเพลงไทยคลาสสิกได้ไม่จำกัด รวมทั้งการเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต

อนึ่งแม้ว่าผลงานตามเงื่อนไขของโครงการจะสิ้นสุดที่การผลิตซีดีเพื่อเผยแพร่เสียงเพลง แต่บางโครงการย่อยได้รับความสนใจเผยแพร่บนเวทีแล้ว เช่น ผลงานของอาจารย์ณัชชากับอาจารย์พิมพ์ชนกออกแสดงที่หอแสดงดนตรีจุฬาฯ เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา โครงการสยามดุริยางค์เครื่องสายของอาจารย์นรอรรถจะออกแสดงที่จุฬาฯ ในวันที่ 5 ม.ค. 2561 ส่วนวันที่ 31 ม.ค. อาจารย์ณัชชาจะแสดงงานบางส่วนที่ มินาโตะ-กุ คูมิน เซ็นเตอร์ ฮอลล์ ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับนักเปียโนชาวจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และสหรัฐอเมริกา

หากใครสนใจผลงานชุดนี้ติดต่อได้ที่ภาควิชาดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ (โทร. 02-218-4604) หรือที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (โทร. 02-278-8200 ต่อ 8354) เสียงเพลงชุดนี้จะเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตเร็วๆ นี้โดยใช้คำสืบค้นว่า “Rattanakosin Repertoire”

ฮิต เผาไขมันให้ลุกเป็นไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 15:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533023

ฮิต เผาไขมันให้ลุกเป็นไฟ

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ รอยเตอร์ส, เอพี

ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่มีเงินสมัครฟิตเนสหรูๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาของการออกกำลังกายแบบ ฮิต (HIIT หรือ High-Intensity Interval Training) การออกกำลังกายแบบนี้เป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับผู้ที่สะดวกในการออกกำลังกายที่บ้าน มีเวลาน้อย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มาก แต่ต้องการการเผาผลาญไขมันในระดับเดียวกับคนที่ออกกำลังกายด้วยการวิ่ง 1 ชั่วโมง

ได้รับการค้นคว้าและวิจัยจาก เอซีเอสเอ็ม (ACSM : The American College of Sports Medicine) มาแล้วว่าสามารถทำได้จริงและกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง เมื่อ เทียบกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิก จะเผาผลาญต่อเนื่องหลังออกกำลังกายได้เพียง 20 นาทีเท่านั้น

เริ่มฮิตต้องทำอย่างไร

วิรัช มงคลชัย อดีตเทรนเนอร์ฟิตเนส ด้านแอโรบิก ให้ความรู้เรื่องการออกกำลังกายแบบ ฮิต ว่าเป็นการออกกำลังกายในรูปแบบแอโรบิกอย่างหนึ่ง แต่เพิ่มความต่อเนื่อง ความหนักหน่วง ความเร็ว ในการออกกำลังมากขึ้น อาจมีการใช้อุปกรณ์เสริมเล็กๆ น้อยๆ เพื่อออกกำลังกายเฉพาะส่วนให้กระชับและแข็งแรงมากขึ้น

สิ่งแรกที่ควรรู้สำหรับคนที่สนใจออกกำลังกายแบบ ฮิต คือไม่แนะนำสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย เนื่องจากมีความหนักหน่วงในการออกกำลังที่ มากกว่าปกติ 2 เท่า ผู้ที่จะออกกำลังกายแบบนี้ได้ดีควรผ่านการออกกำลังกายเป็นประจำมาในระดับที่หัวใจแข็งแรงมากพอจะรับการเต้นในระดับ 140-170 ครั้ง/นาทีโดยไม่มีอาการเหนื่อยหอบมากนัก

แต่ถ้าสนใจการออกกำลังกายแบบนี้จริงๆ ในช่วงเริ่มต้น ควรออกกำลังกายแบบเบาๆ ลดความเร็ว และเวลาในการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องลงมา ในระดับที่ไม่ทรมานตัวเองจนเกินไป ทุกคนที่เริ่มเล่น ไม่ว่าจะแข็งแรงแค่ไหนมักจะออกกำลังกายอย่างหนักต่อเนื่องได้ไม่เกิน 3 นาที มีน้อยมากที่สามารถทำได้ต่อเนื่องโดยไม่มีการหยุดพัก ดังนั้นการออกกำลังกายแบบ ฮิต จึงกำหนดอัตราส่วนของการพักเป็น 1:1, 1:2, 1:3 และ 1:4

“อัตราส่วนการพักนี้หมายถึง ในระดับเริ่มต้นให้ใช้ 1:1 เมื่อออกกำลังต่อเนื่องนาน 3 นาที ให้สามารถพักได้ 3 นาที แล้วค่อยออกกำลังต่อเนื่องเซตละ 3 นาทีจนครบโปรแกรม ระหว่างพักให้ทำท่าวิ่งเหยาะอยู่กับที่ช้าๆ จนเรารู้สึกว่าเมื่อครบ 3 นาทีแล้วรู้สึกเหนื่อยน้อยลงให้เปลี่ยน มาใช้ 1:2 คือออกกำลังกาย 3 นาทีแล้วพัก 1 นาทีครึ่ง ทำแบบนี้จนกว่าร่างกายจะแข็งแรงขึ้น เหนื่อยน้อยลง ค่อยปรับเวลาพักให้น้อยลงจนเหลือ 1:4

เมื่อถึงจุดนี้จึงค่อยปรับเวลาในการออกกำลังกายต่อเนื่องจาก 3 นาที มาเป็น 5 นาที แต่มีอีกวิธีที่สามารถใช้แทนการจับเวลาพักก็คือการวัดอัตรา เต้นหัวใจ ต้องใช้อุปกรณ์เสริมในการวัดอัตราการเต้นหัวใจเข้าช่วย เช่น เมื่อหัวใจเต้นถึงจุดพีกสุดประมาณ 160-180 ครั้ง/นาที ให้พักจนกว่าอัตราเต้นหัวใจจะลดลงต่ำกว่า 90 ครั้ง/นาที จึงค่อยออกกำลังกาย เชตต่อไปแบบนี้ก็ได้เช่นกัน เพราะความแข็งแรงของหัวใจแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงไม่สามารถกำหนดเวลาพักได้เท่าๆ กันทุกคน”

สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน วิรัช แนะนำให้เป็นพิเศษว่า “นอกจากจะต้องลดความเร็วลงมาแล้วในท่าที่มีการกระโดด ก็เปลี่ยนมาเป็นท่ายืนธรรมดา จากที่ต้องออกกำลังเซตละ 3 นาที ให้เหลือ 1 นาที แต่สลับหนักเบา และต้องหยุดหากมีอาการเจ็บข้อเข่าและกล้ามเนื้อขา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญมากในการออกกำลังกายแบบฮิตที่ต้องใช้กล้ามเนื้อขาเป็นหลัก เพราะเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ซึ่งเผาผลาญไขมันได้ดี แม้กระทั่งช่วงพักก็ยังใช้การทำท่าวิ่งอยู่กับที่เบาๆ

ไม่ต้องกังวลว่าการออกกำลังกายแบบนี้จะไม่เหมาะกับเรา หรือยากเกินไป เพราะต่อให้คนแข็งแรงวิ่งออกกำลังกายเป็นประจำ มาเล่นฮิต ก็แทบจะไปไม่รอดเหมือนกัน ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ทุกคนสามารถทำได้แน่นอน เพียงแต่ต้องให้เวลาในการเล่นเท่านั้น”

เล่นได้ที่ไหนบ้าง

การเล่นฮิตไม่จำเป็นต้องเข้าฟิตเนสเพราะแต่เริ่มแรกที่ เอซีเอสเอ็ม ค้นคว้าวิจัยกันมาก็ออกแบบมาใช้สำหรับการออกกำลังกายที่บ้านสำหรับชาวอเมริกัน ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่ามีคลิปและแผ่นดีวีดีฝึกสอนฮิตอยู่มากมาย ดังนั้นฮิตจึงเหมาะกับออกกำลังกายที่บ้านแน่นอน ปัญหาก็คือเราจะหาโปรแกรมท่าออกกำลังกายฮิตได้จากที่ไหนบ้าง แหล่งแรกที่วิรัชแนะนำก็คือ ยูทูบ สามารถพิมพ์คำว่า “HIIT” ก็มีคลิปสอนการออกกำลังกายแบบฮิตอยู่มากมายนับร้อยคลิปในยูทูบ

หลักสังเกตว่าคลิปไหนดีและไม่ดีคือโปรแกรมการออกกำลังกายแบบฮิตนั้น จะต้องออกกำลังให้ครบทุกส่วน ขา สะโพก หน้าท้อง หลัง หน้าอก แขน ไหล่ หากออกแล้วเรารู้สึกว่ามีบางส่วนไม่ได้ออกแสดงว่าคลิปนั้นยังไม่ดีพอ ต่อมาต้องมีช่วงหนักและเบาสลับกันไป เช่น ท่ากระโดดตบเหนือศีรษะธรรมดาใน 1 นาที ควรมีช่วงผ่อนและเร่งในนาทีเดียวกัน หรือบางโปรแกรมออกแบบให้บางท่าใช้ความเร็วและบางท่าทำอย่างช้าๆ ก็ได้เช่นกัน

มีการสลับแขนขาไขว้ไปมาในบางท่า เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทในการควบคุมร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ และสุดท้ายคือต้องมีช่วงสลับการออกกำลังกายในแต่ละส่วน เช่น 3 นาทีแรกเน้นกล้ามเนื้อขาและสะโพก อีก 3 นาทีต่อมาต้องพักไปเล่นไหล่แขนหรือกล้ามเนื้อส่วนอื่น แล้วค่อยวกกลับมาที่ขาอีกครั้ง เป็นต้น

“ถ้าจะให้ดีที่สุดผมแนะนำให้หาซื้อแบบชุดดีวีดีออกกำลังกายเป็นบ็อกซ์เซต ที่จะมาพร้อมกับคู่มือตารางออกกำลังกายในแต่ละท่ามาให้ด้วย แถมบางชุดยังมีโปรแกรมโภชนาการมาให้ ซึ่งจะมีประโยชน์ในระยะยาว เพราะเมื่อถึงจุดที่เราเล่นจนชำนาญแล้ว เราสามารถเอาท่าเหล่านั้นมาจัดโปรแกรมใหม่ให้มีความหลากหลายและสนุกมากยิ่งขึ้น”

ท้ายสุด วิรัช ให้ความเห็นว่า “ฮิตเป็นการออกกำลังกายอย่างหนักในระยะเวลาสั้นจึงทำให้ร่างกายใช้งานหนักจนเกินไป ดังนั้นจึงไม่ควรออกกำลังแบบฮิตทุกวัน ควรจะมีช่วงพักระหว่าง 1-2 วันแล้วค่อยกลับมาเล่นใหม่ จะได้ผลดีมากกว่าการเล่นต่อเนื่องทุกวัน และสิ่งสำคัญอีกอย่างคือการควบคุมโภชนาการที่จะทำให้แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก”

มหพล จินดาขันธ์ ปลูกต้นไม้เพื่อให้ความสุขเบ่งบานในใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 15:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533074

มหพล จินดาขันธ์ ปลูกต้นไม้เพื่อให้ความสุขเบ่งบานในใจ

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ   วีรวงศ์  วงศ์ปรีดี

ความสุขของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนชอบสะสมเครื่องประดับของมีค่า บางคนชอบของเล่น แต่บางคนมีความสุขแบบกรีนๆ กับวิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ เนิบช้าแต่สุขใจ เช่นเดียวกับชายคนนี้ หนุ่ม-มหพล จินดาขันธ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ธนชาตประกันภัย เขาเป็นชายหนุ่มผู้หลงรักต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจ สำหรับเขาแล้วการปลูกต้นไม้ไม่ใช่งานอดิเรกหรือความชอบแบบทั่วๆ ไป แต่เขาถึงขั้นหลงรักแบบลุ่มหลง นอกจากช่วยฆ่าเวลาในยามว่างแล้ว ยังให้ความสุขความเพลิดเพลิน ฝึกสมาธิให้จดจ่อกับการปลูกต้นไม้ตรงหน้า โดยเฉพาะยามที่งานประจำมีงานมากงานหนักจนล้นมือ ความเครียดก่อตัวจนร่างกายอ่อนล้า การปลูกต้นไม้นี้ถือเป็นการช่วยบำบัดเยียวยาเขาได้เป็นอย่างดี ยามเจ็บไข้ไม่สบายกาย ทุกครั้งที่รู้สึกเพลียกายและใจ เขาจะอยู่กับการปลูกต้นไม้เสมอๆ มันทำให้รู้สึกสงบเป็นสุข และได้ช้าๆ กับชีวิตบ้าง

“ที่บ้านพอมีที่เหลือพอจะปลูกต้นไม้ได้ ผมจะชอบปลูกต้นไม้มาตั้งแต่เด็กๆ บางทีนอนไม่ค่อยหลับ ตีห้าก็ลุกขึ้นมารดน้ำต้นไม้ เลิกงานมาเครียดก็ไปรดน้ำต้นไม้ ผมมือเย็นปลูกอะไรก็งาม ก็ชอบปลูกต้นไม้ ทั้งไม้ดอก ไม้ใบ ปลูกต้นไม้ไทยๆ ทั้งกล้วยไม้ บัว กุหลาบ แต่มาระยะหลังๆ ชอบไม้ดอกเมืองหนาว เพราะปลูกง่ายกว่าที่คิด ดอกสวยหอมและลงกระถางเล็กๆ ไม่ต้องใช้ที่เยอะ”

จนถึงขั้นที่เขาสร้างเพจต้นไม้มีดอกขึ้นมาเมื่อกว่า 1 ปีที่ผ่านมา และเริ่มจริงจังกับการปลูกต้นไม้จากเมืองหนาว ให้ความรู้แบ่งปันประสบการณ์กับคนที่ชอบต้นไม้เหมือนๆ กัน นำเข้าหน่อต้นไม้มาเผื่อแผ่คนคอเดียวกัน

มูลเหตุเริ่มต้นของการหันมาเริ่มปลูกต้นไม้เมืองหนาว ก็เพราะเมื่อ 2 ปีก่อนไปเที่ยวยุโรป แล้วไปดูงานทิวลิปบานที่ฮอลแลนด์ “ไปดูฟาร์มที่ใหญ่ๆ ของที่นั่น ดูวิธีการปลูกต่างๆ นานาอย่างละอียด ไปดูเขาเวิร์กช็อปแล้วเกิดแรงบันดาลใจว่าที่กรุงเทพฯ บ้านเรามันน่าจะปลูกได้ ก็เลยลองซื้อหน่อของดอก Amaryllis ที่ฟาร์มแห่งนั้นมา 1 หน่อ เพื่อมาลองปลูกดู ไม่กล้าซื้อมาเยอะกลัวไม่รอดแล้วเสียดายเงิน (หัวเราะ) ปรากฏว่าปลูกแล้วรอดอยู่ได้หลายสัปดาห์เลย ทีนี้กำลังใจมา เริ่มคิดปลูกจริงจังเป็นเรื่องเป็นราวเลย” เขาเล่าถึงจุดเปลี่ยนจากการปลูกต้นไม้ไทยๆ มาปลูกต้นไม้ฝรั่งแทน

“พอปลูกรอด ได้ดอกงามสมใจ ก็สั่งซื้อเพิ่มจากฟาร์มที่เราไปดูงานตอนนั้น ก็สั่งมา 4-5 ชนิด ไม่ถึง 10 หัวนะ แต่ค่าส่งมันแพงมาก พอเปิดเพจก็เริ่มมีคนเข้ามาชมมาแชร์ข้อมูลกัน ก็เลยรู้ว่ามีรายใหญ่เขานำเข้ามาเป็นล็อตใหญ่ๆ ให้กับสวนใหญ่ๆ ในประเทศไทย แต่เขาขายส่งเขาไม่ขายปลีก เราก็ไปขอแบ่งล็อตเล็กๆ มาจากเขา หาคนแชร์ร่วมกันตอนแรกๆ

ยิ่งมาเปิดเพจยิ่งได้เพื่อน ได้สังคม ได้ความรู้มากขึ้น ได้เครือข่ายมากขึ้น จากที่คิดว่าจะเอาเรื่องของเราไปแชร์ให้คนอื่น แต่ปรากฏว่ามีคนเข้ามาแชร์ให้เราได้ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มไปอีก เป็นชุมชนของคนรักต้นไม้อย่างแท้จริง กลายเป็นสังคมเล็กๆ ที่น่ารักและอบอุ่น”

ถือว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างความสุขให้กับเขาเป็นอย่างมาก และอยากจะพัฒนาเป็นอาชีพที่สองของเขาที่สามารถทำได้ตลอดไป แม้งานหลักอาจจะเปลี่ยนแปลงไป แต่งานอดิเรกตรงนี้จะคงอยู่ตลอดไป และหวังว่าจะเอาไปเป็นอาชีพเสริมหลังเกษียณ

นับว่าเป็นงานอดิเรกที่จะเป็นอาชีพ เป็นสีสัน และความสุขที่สร้างเองได้ ตอนนี้ปลูกเองเป็นหลัก คุณแม่เขาก็พลอยมีความสุขไปด้วย เป็นผู้ช่วยคอยดูแล เวลาต้นไม้แดดส่องแรงๆ คุณแม่ก็จะยกเข้ามาหลบแดดให้ กลัวว่าแดดจะแรงเกินไปเดี๋ยวจะเฉาแดดใบเหลือง กลายเป็นความสุขของคนทั้งบ้านตอนนี้

การปลูกและการดูแลก็ไม่ได้ยาก อากาศของกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคใดๆ เพราะหน่อของต้นไม้เมืองหนาวนี้สามารถเจอแดดช่วงครึ่งวันเช้าได้ คือเจอแดดรำไรได้ไม่มีปัญหา แค่อย่าให้เจอแดดแรงๆ ทั้งวัน คือตั้งไว้ริมระเบียงเจอแดดสัก 2-3 ชั่วโมงแบบนี้ได้ พอบ่ายก็ย้ายที่หลบแดดสักหน่อย

เขายังแนะนำถึงวิธีการว่า “วิธีการก็ปลูกลงกระถางด้วยดินถุงทั่วไปได้เลยครับ ขอให้เป็นดินที่ระบายน้ำได้ดีๆ ก็พอครับ ฝังหัวไม้ในกระถางให้ดินคลุมหัวสัก 90% โผล่ยอดหัวเอาไว้นิดหน่อยให้มีอากาศ ได้รับแสงแดดเพื่อแตกใบ รดน้ำวันละ 1-2 ครั้ง รดแค่พอชุ่ม อย่าให้แฉะ หัวอาจเน่าได้ครับ อย่าให้ตากฝนแรงจะดีมาก หัวพันธุ์ที่เราสั่งซื้อไปเป็นหัวที่สะสมอาหารสมบูรณ์แล้วครับ ไม่จำเป็นต้องเสริมปุ๋ย ไม้ชอบแดดรำไรถึงแดดจัดครับ ช่วงแรกๆ หัวไม้อาจจะนิ่งสัก 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะเห็นการเติบโตทุกวันครับ จนออกดอกเลยครับ สัก 1 เดือนนี้ใบจะใหญ่งามและเริ่มออกดอก ดอกจะอยู่ได้ 2-3 สัปดาห์ พอดอกโรยก็ปลูกต่อไปเรื่อยๆ เขาจะพักหัวครับ เราก็บำรุงหัวด้วยปุ๋ยตามปกติ พอหัวเขาสมบูรณ์ ตัดใบตัดดอกที่โรยทิ้ง ขุดหน่อขึ้นมาล้างน้ำให้สะอาดเอากระดาษหนังสือพิมพ์ห่อ แล้วนำเข้าแช่ในช่องผักด้านล่างของตู้เย็นสัก 2-3 เดือน ก็สามารถเอาหน่อมาปลูกได้อีก วนปลูกแบบนี้ได้ถึง 2-3 ปี/หัวนะครับ”

แรกๆ เขาก็ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมาย ก็หาข้อมูลจากการอ่านบ้าง ฟังบ้าง หาจากอินเทอร์เน็ตบ้าง แล้วก็ลงมือทำจริงลองถูกลองผิดไปเรื่อยๆ จนเริ่มคล่อง พอเจอปัญหาต่างๆ ก็เริ่มแก้ไขได้ในที่สุด หลังๆ มีเพื่อนๆ คนรู้จักจะมาขอฝากสั่งซื้อด้วย เพราะเห็นต้นไม้ของเขาผ่านเพจบ้าง ผ่านเฟซบุ๊กบ้าง ซึ่งก็ดีเพราะเวลาสั่งจำนวนมากขึ้นก็จะได้ราคาที่ถูกลง จนตอนนี้เขาลงทุนซื้อตู้เย็นสำหรับแชร์หน่อพันธุ์ดอกโดยเฉพาะ

“อนาคตอาจจะทำเป็นงานอดิเรกที่จริงจังมากขึ้น ลองหารายได้เสริมดูบ้าง แต่อย่างที่บอกละครับว่าความสุขจากการได้ปลูกดอกไม้ ได้เห็นเขาออกดอกสวยงามหอมหวน นี่คืออันดับหนึ่งที่อยากจะได้ ส่วนเรื่องรายได้หรือเรื่องเงินนี่เป็นเรื่องรองลงไป เพราะบางช่วงงานเยอะๆ งานเครียดๆ นี่ เราก็อยากพักอยากปลีกตัวจากเรื่องงานออกไปบ้าง หยุดคิดหยุดกังวลสักพัก การอยู่กับต้นไม้ช่วยได้เยอะมาก ได้พักสงบ เนิบช้า มีสมาธิขั้นสูงเวลาได้จดจ่อกับการปลูกต้นไม้”

เขาเล่าถึงแผนงานในอนาคตว่า อาจจะพัฒนาความชอบนี้ให้เติบโตพอสร้างรายได้ ด้วยการจัดเป็นเซตชุดต้นไม้แบบชุดสีเดียวกัน หรือไล่เรียงโทนสีเดียวกันไปหลายๆ เฉดจัดเป็นกระเช้าของขวัญรับเทศกาลหรือจัดเป็นกระเช้าวันเกิด หรือตามโอกาสสำคัญ ขายผ่านออนไลน์และคนรู้จัก ไม่ต้องมีหน้าร้านข้อดีของการมาทำงานอดิเรกตรงนี้ ทำให้ได้รู้ระบบการทำตลาดผ่านออนไลน์ การค้าขายผ่านเพจต่างๆ เมื่อก่อนก็ไม่ได้มีความคุ้นเคย ทำให้ได้ปรับตัวเรียนรู้ระบบใหม่ในเรื่องคอมพิวเตอร์ และเพื่อเตรียมตัวรองรับผ่านสังคมยุค 4.0 “ผมเองก็ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ที่เก่งกาจเรื่องไอที พอทำได้แต่ไม่เก่ง พอมาทำเพจมาทำเรื่องต่างๆ ผ่านออนไลน์ ก็ทำให้ดูมีพัฒนาการทางด้านนี้มากขึ้น ก็ได้โนฮาวใหม่ๆ อีกด้วย สรุปแล้วมีแต่เรื่องดีๆ ได้สุขใจในการปลูกต้นไม้ ได้เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีมากขึ้น และพอได้ค่าขนมในการมาต่อยอดทำในสิ่งที่เรารัก แม้จะไม่ได้สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ก็สร้างความสุขใจได้ไม่น้อยเลย” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

ศิลปินผู้สร้างปรากฏการณ์ จากดาวน์สู่ดาว แคทลียา อัศวานันท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 14:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533068

ศิลปินผู้สร้างปรากฏการณ์ จากดาวน์สู่ดาว แคทลียา อัศวานันท์

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

โรคที่หลายคนมองว่าเป็นฝันร้าย แต่สำหรับ “น้องเหมียว-แคทลียา อัศวานันท์” ศิลปินดาวน์ซินโดรมคนแรกของประเทศไทย กลับเป็นของขวัญชิ้นพิเศษของครอบครัวที่ไม่สามารถหาใครเทียบได้ และยังเป็นผู้สร้างพลังอันยิ่งใหญ่ให้แก่ทุกคน

ปัจจุบันน้องเหมียวอายุ 27 ปี กำลังศึกษาอยู่ที่คณะศิลปวิจิตร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โดยมีความชำนาญในการสร้างสรรค์ศิลปะแนวอิมเพรสชันนิสม์ เธอเคยจัดแสดงผลงานศิลปะตั้งแต่ปี 2556 กระทั่งล่าสุดตลอดเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เธอเพิ่งมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในชีวิตชื่องาน “จากดาวน์ สู่ดาว ศิลปะแห่งแรงบันดาลใจThe Art of Inspiration” ซึ่งนับเป็นการแสดงผลงานภาพวาดเดี่ยวของผู้ป่วยดาวน์ซินโดรมครั้งแรกในเมืองไทยด้วย

แม่จ๋า-พรประภา อัศวานันท์ คุณแม่ของน้องเหมียว รับหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของลูกสาวผ่านความรู้สึกและสายตาของมารดาว่า ตั้งแต่วันแรกที่คลอดน้องเหมียวออกมา เธอไม่เคยเสียใจ

“ไม่ว่าลูกจะเป็นยังไงเราก็รัก แต่ความรู้สึกตอนที่รู้ว่าลูกเป็นเด็กพิเศษ มันคือ ความตกใจ วิตก และเครียดมากกว่า เพราะเราไม่รู้ว่าลูกจะเติบโตมายังไง และจะอยู่ในสังคมนี้ยังไง” เธอเล่าย้อนกลับไปถึงวันแรก

“หลังจากคลอดน้องแล้ว แม่ยังไม่เจอหน้าน้องทันที แต่สามีเห็นและรู้ก่อนแล้วเพราะลูกหน้าตาออก เนื้อตัวนิ่ม แต่เขายังไม่กล้าบอกเราจนหมอเจาะเลือดน้องไปตรวจและยืนยันว่าน้องเป็นดาวน์ซินโดรม หมอจึงเข้ามาบอกว่า ลูกจะมีพัฒนาการช้า และสามีก็พูดเสริมขึ้นมา ถ้าเราช่วยกันดูแลเขา เขาจะต้องอยู่ได้”

ทว่าความกังวลก็ยังไม่หมดไป เพราะโรคดาวน์ซินโดรมจะมาพร้อมอาการกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ทำให้ดูดนมได้ยาก มีความเสี่ยงเป็นโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ และมีภาวะไฮโปไทรอยด์ ซึ่งทำให้อ้วนง่ายและเชื่องช้า  หลังจากออกจากโรงพยาบาล เธอและสามีจึงได้พาลูกไปหาหมอด้านพัฒนาการเด็กทันที เพื่อเตรียมตัวและเตรียมพร้อมเลี้ยงลูกให้ถูกต้องและดีที่สุด

“หมอจะเป็นผู้แนะนำ ส่วนหน้าที่ดูแลและลงมือทำคือ ครอบครัว เพราะหลังจากเจอหมอเดือนละครั้งหรือสองเดือนครั้ง เราก็ต้องพาลูกกลับบ้านและอยู่กับเขาตลอดเวลา ช่วยสร้างพัฒนาการให้เขาตั้งแต่กำมือ คลาน นั่ง กินอาหารซึ่งทุกอย่างเราต้องช่วยสร้างให้เขา ให้เขาได้ฝึกได้ทำไปซ้ำๆ เพราะไม่เช่นนั้นเขาก็จะไม่ทำไปตลอดกาล แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องใจเย็นมากๆ เพราะพัฒนาการของลูกจะช้ากว่าเด็กทั่วไป ตอนน้องเหมียว 1 ขวบ ยังไม่คลาน ในขณะที่เด็กคนอื่นยืนหรือเดินเตาะแตะแล้ว เราต้องรอให้กล้ามเนื้อเขาพร้อม และบางครั้งต้องปล่อยให้เขาพยายามทำด้วยตัวเองบ้าง”

1 ปีหลังจากน้องเหมียวเกิด แม่จ๋าให้กำเนิดลูกสาวคนที่สอง ซึ่งพัฒนาการของน้องสาวที่เป็นไปตามเกณฑ์ทำให้ทั้งคู่เติบโตไปพร้อมกันจนดูเหมือนเป็นเพื่อนมากกว่าพี่น้องซึ่งน้องสาวกลายเป็นปัจจัยเร่งให้น้องเหมียวมีพัฒนาการดีขึ้น เพราะได้ชวนกันเล่น ชวนกันปีนป่าย และชวนกันคุย

ในขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แม่จ๋าสังเกตเห็นพฤติกรรมบางอย่างที่ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมน้องเหมียวถึงหยิบจับอะไรไม่ค่อยได้เธอจึงพาไปพบจักษุแพทย์เด็ก ตรวจพบว่าน้องเหมียวสายตาสั้น (มากถึง 700) ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ ซึ่งการตัดแว่นเด็กสมัย 20 กว่าปีที่แล้วเป็นเรื่องยากและเรื่องใหญ่ เพราะนอกจากจะตรวจวัดระดับความผิดปกติของดวงตายากกว่าผู้ใหญ่ (เพราะเด็กไม่สามารถอ่านแผ่นชาร์ตที่ใช้วัดการอ่านได้) ยังหาร้านตัดแว่นสำหรับเด็กเล็กยากกว่าด้วยแต่หากไม่รีบแก้ไขอย่างเร่งด่วน พัฒนาการของน้องเหมียวก็จะยิ่งช้า เพราะเมื่อมองเห็นไม่ชัดก็จะไปขยับหรือจะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนหรือสิ่งของรอบตัว

วัยเรียน

หลังจากแม่จ๋าประเมินแล้วว่า น้องเหมียวสามารถเข้าโรงเรียนและพร้อมที่จะอยู่ร่วมกับเด็กคนอื่นได้ จึงพาลูกสาวไปสมัครเรียนอนุบาลที่โรงเรียนอนุบาลรักลูก (โรงเรียนทางเลือกเน้นเสริมสร้างประสบการณ์และพัฒนาการในเด็กมากกว่าวิชาการ) จากนั้นได้เรียนต่อชั้นประถมจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนรุ่งอรุณ โดยน้องเหมียวจบการศึกษาชั้นมัธยมปลายตอนอายุ 20 ปี

“น้องมีเรียนซ้ำชั้นบ้างตามความสามารถของลูกเรา เพราะครูเองจะมีการประเมินและไม่อยากยกให้การเป็นเด็กพิเศษต้องมีสิทธิพิเศษมากกว่าเด็กคนอื่นทุกอย่างจึงเป็นไปตามระเบียบอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งแม่เองก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร” แม่จ๋ากล่าวต่อ

“แต่โลกแห่งความจริงมันเพิ่งเกิดขึ้นตอนรู้ว่าลูกต้องสอบโอเน็ต ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กไทยทุกคนต้องเจอถ้าอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่สำหรับน้องเหมียว แม่เองก็ต้องเตรียมตัว เริ่มตั้งแต่ไปเสิร์ชหาหน้าตากระดาษคำตอบในอินเทอร์เน็ต ปรินต์ออกมาให้ลูกดูว่าหน้าตากระดาษเป็นยังไง ต้องเขียนชื่อตรงไหน ต้องใช้ดินสอฝนคำตอบยังไง เป็นการซ้อมการสอบถึง 50 ครั้ง เพราะถ้าน้องทำอะไรซ้ำๆเขาจะจำได้ว่าต้องทำยังไง เราต้องช่วยเท่าที่ทำได้ ต้องละเอียดกว่า ต้องจู้จี้กว่า ก่อนปล่อยให้เขาดูแลตัวเอง”

ส่วนพรสวรรค์ด้านศิลปะ เธอเห็นมาตลอดผ่านคะแนนวิชาศิลปะและผลงานที่ออกมา ซึ่งแม้ว่าจะไม่สวยเลิศเลอเหมือนผลงานมาสเตอร์พีซ แต่เธอมองเห็นความงามในภาพนั้น

“เมื่อเห็นลูกชอบทำอะไร เราก็อยากปล่อยให้เขาทำ เพราะเวลาเขาวาดภาพ เขาสามารถนั่งอยู่ที่เดิมได้นานๆ มีสมาธิกับการวาด และเป็นสิ่งเดียวที่เขาทำได้ดี ถ้าบ้านไหนลูกชอบเตะบอลก็ปล่อยให้เขาเตะบอล บ้านไหนลูกชอบถ่ายภาพก็ปล่อยให้เขาถ่ายภาพ อย่าบังคับให้ลูกเป็นอย่างนั้นอย่างนี้อย่างที่พ่อแม่อยากให้เป็น ดังนั้นเราจึงต้องสนับสนุนในสิ่งที่ลูกทำแล้วมีความสุขและสิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่ดี”

คะแนนโอเน็ตของลูกสาวไม่ขี้เหร่ บางวิชาได้คะแนนเกินค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศด้วยซ้ำ แต่เพราะอยากผลักดันให้ลูกทำสิ่งที่รักจึงสนับสนุนให้เรียนต่อที่คณะศิลปวิจิตร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เพื่อศึกษาศิลปะและจะได้วาดภาพอย่างที่ลูกชอบเต็มที่

แม่จ๋าเล่าต่อว่า ทุกวันนี้น้องเหมียวมีทักษะการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ลูกสาวสามารถใช้ชีวิตวันจันทร์ถึงศุกร์คนเดียวกับแม่บ้านในบ้านที่เธอเช่าไว้ให้ใกล้กับมหาวิทยาลัย สามารถเดินข้ามถนนไปเรียนได้ และสามารถรับผิดชอบการเรียนอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง (โดยมีแม่เป็นผู้ช่วยเรื่องการจัดตารางเรียนให้)

“เราเลี้ยงลูกแบบปล่อยให้เขาทำอะไรเอง แต่เราไม่ปล่อยให้คลาดสายตา น้องเหมียวรู้ตารางชีวิตตัวเองว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้างและทำได้ตามนั้น ก็ถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดีที่สุดแล้วของเด็กดาวน์ซินโดรม” แม่จ๋ากล่าวเพิ่มเติม

ครอบครัว

น้องเหมียวมีน้อง 2 คน เธอเป็นพี่สาวคนโตมีน้องสาว และน้องชาย โดยความสัมพันธ์ของสามพี่น้องเป็นไปตามปกติแบบครอบครัวทั่วไป เพราะแม่จ๋าไม่เคยสอนลูกๆ มองพี่สาวว่าเป็นดาวน์ซินโดรม จนกระทั่งน้องสาวที่ตัวติดกันสังเกตเห็นว่าพี่สาวเป็นเด็กพิเศษ ซึ่งเป็นเรื่องที่แม่ไม่ต้องบอก แต่เด็กๆ รับรู้กันเองโดยธรรมชาติ

“ทุกวันนี้น้องสาวกับน้องชายจะช่วยกันดูแลพี่สาว เราไม่ได้บอกให้ทำ หรือไม่เคยเขียนป้ายบอกว่าพี่เหมียวไม่ใช่เด็กปกติ ทุกคนต้องช่วยดูแลแต่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นจากใจของเด็กๆ เอง แต่อย่างไรก็ตาม แม่ไม่อยากให้น้องเหมียวเป็นคนที่คอยให้คนอื่นช่วยดูแล แม่อยากให้เหมียวมีอาชีพ มีรายได้จากการขายงานศิลปะ และที่แม่เป็นห่วงมากที่สุดคือ กลัวว่าน้องเหมียวจะถูกคนเอาเปรียบ ถูกคนแกล้ง ถูกคนฉวยโอกาสจากคนที่อ่อนแอกว่า แม้ว่าปัจจุบันสังคมไทยจะมีการรับรู้เรื่องเด็กพิเศษมากขึ้นแล้วก็ตาม แต่แม่ก็ยังเป็นห่วงและยังต้องคอยดูแลเขาจากมุมที่ไกลขึ้น”

ประเทศไทยแต่ละปีมีผู้ป่วยดาวน์ซินโดรมประมาณ 800-1,000 ราย เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติทางโครโมโซม และพบบ่อยที่สุดในกลุ่มโรคที่ทำให้เกิดภาวะปัญญาอ่อน แต่โรคที่เป็นเหมือนฝันร้ายนี้สามารถกลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ทุกคนได้หากมีความเพียรไม่สิ้นสุด

“เราเคยได้อ่านนิทานอีสปเรื่องกระต่ายกับเต่า มันอาจเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น แต่วันนี้น้องเหมียวทำให้เห็นแล้วว่ามันคือเรื่องจริง เขาอาจจะเป็นเต่า เดินช้ากว่าใคร อายุ 20 เพิ่งจบมัธยมปลาย อายุ 27 ยังเรียนมหาวิทยาลัยปี 4 แต่มันไม่ได้แปลว่าเขาจะหยุด น้องเหมียวยังวาดภาพกล้าจัดนิทรรศการ และกล้าลงมือทำในสิ่งที่คิดว่าเด็กพิเศษจะทำไม่ได้ ดังนั้นแม่มองว่า แม้คนปกติก็อย่าท้อถอย อย่าคิดว่าไม่มีใครเห็นคุณค่าในตัวเราหรือในงานของเรา เราก็แค่ปรับแค่แก้และสู้ต่อไป ผลลัพธ์ของการสู้ไม่ถอยมันจะออกมาเอง”

น้องเหมียว-แคทลียา อัศวานันท์ ศิลปินดาวน์ซินโดรมคนแรกของไทย มีผลงานศิลปะมากกว่า 200 ภาพอันเกิดจากความเพียรและการสร้างฝันด้วยหัวใจไร้ขีดจำกัด ผู้รังสรรค์ผลงานด้านศิลปะแนวอิมเพรสชันนิสม์ ด้วยการวาดภาพลงสีในลักษณะฉูดฉาด ร้อนแรง ที่จะสื่อเชิงสัญลักษณ์ถึงอารมณ์และความรู้สึกต่อมุมมองในสถานการณ์และช่วงเวลาต่างๆ ในอิริยาบถและสถานที่ที่ต่างออกไปอย่างต่อเนื่อง

วันนี้คือวันสุดท้ายของนิทรรศการ “จากดาวน์สู่ดาว ศิลปะแห่งแรงบันดาลใจ The Art of Inspiration” สามารถเข้าชมได้ที่ เวนิส อาร์ต สเปซ (วัชรพล รามอินทรา) โดยได้รับการสนับสนุนการจัดงานโดย กรมสุขภาพจิต สถาบันราชานุกูล สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โครงการพุทธอาสาศิลป์และอาร์ต สเปซ แกลอรี่

เหมือนและต่างอย่างเหลือเชื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 14:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533010

เหมือนและต่างอย่างเหลือเชื่อ

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

359 ปีก่อน ค.ศ.แคว้นฉินโปรโมทซางยางขึ้นบริหารบ้านเมือง ส่วนไกลออกไปอีกซีกโลกที่แคว้นมาซิโดเนียมีกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 ขึ้นครองบัลลังก์

ทั้งคู่เป็นนักปฏิรูปแคว้นคนสำคัญ คนหนึ่งสร้างรากฐานให้กับจิ๋นซีฮ่องเต้ อีกคนให้กับอเล็กซานเดอร์มหาราช

ทั้งซางยางและกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 มีวิถีชีวิตคล้ายคลึงกันในช่วงขวบปีนั้นอย่างน่าประหลาดใจ

เวลานั้นดินแดนในอารยธรรมจีนและกรีกต่างแบ่งเป็นแว่นแคว้นย่อยๆ แต่ละแคว้นใช้วัฒนธรรมหลักร่วมกัน แต่ต่างก็มีความเป็นเอกเทศทางการปกครอง ขอเพียงแคว้นใดยังคงใช้วัฒนธรรมใหญ่เดียวกันก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมหลัก ขณะเดียวกันแต่ละแคว้นก็ยังคงต้องกระทบกระทั่งกัน ทุกแคว้นจึงต้องสร้างความเข้มแข็งของตนเอง มิเช่นนั้นอาจโดนรุกรานจนล่มสลาย

สถานการณ์แบบนี้ในทุกอารยธรรม ดูเหมือนจะรอก็แต่วันรวมเป็นหนึ่ง

ก่อนหน้าการปฏิรูปของซางยางกว่า 200 ปี แคว้นฉินเป็นเพียงแคว้นชายขอบ เป็นดินแดนบ้านป่าเมืองเถื่อน ไม่ได้มีอำนาจน่าเกรงขามแต่อย่างใด

ส่วนดินแดนของมาซิโดเนียซึ่งตั้งอยู่ริมขอบอารยธรรมกรีกก็ไม่ต่างกัน มาซิโดเนียเป็นดินแดนกันชนระหว่างใจกลางความศิวิไลซ์กับชนเผ่าอนารยะ

การปฏิรูปของซางยางเน้นกฎหมายเคร่งครัด โฟกัสที่การทหารและการเกษตรกรรม (ที่จริงแล้วคือเน้นที่การทหารอย่างเดียวก็ว่าได้ เพราะเกษตรกรรมที่ซางยางส่งเสริม ก็เป็นไปเพื่อมีเสบียงไว้ทำศึก ไม่ใช่เพื่อประชาชนอยู่ดีกินดี) นโยบายของซางยางปฏิเสธการค้าขายเห็นเป็นธุรกรรมไร้สาระ และปฏิเสธยศถาบรรดาศักดิ์ของคนไม่มีผลงาน รวมถึงสำนักคิดที่พูดถึงแต่โลกอุดมคติก็เช่นกัน ซางยางต้องการให้กำจัดให้สิ้น ซางยางรีดทรัพยากรทุกด้านเพื่อการทหาร

กษัตริย์ฟิลิปที่ 2 ก็เป็นกษัตริย์นักรบ พระองค์รู้ว่าในยุคที่บ้านเมืองแตกแยกกระทบกระทั่ง จะยิ่งใหญ่ได้ก็ด้วยการพัฒนาด้านการทหาร พระองค์เน้นกองกำลังเข้มแข็ง อาวุธทันสมัย นวัตกรรมสมัยพระองค์มีทั้งทวนยาวพิเศษ หน้าไม้ซึ่งยิงได้ในระยะไกลขึ้น และรูปแบบกองกำลังที่นำทหารราบมาร่วมกับทหารม้าทำให้กองทัพของพระองค์เกรียงไกร ฟังดูแล้วก็ไม่ต่างกับกองทัพฉิน

ใครเคยเห็นอาวุธที่ค้นพบจากสุสานทหารดินเผาราชวงศ์ฉินย่อมรู้ว่ามีส่วนคล้ายกัน

พระองค์ใช้เวลากว่า 20 ปีในการปฏิรูปบ้านเมืองให้เข้มแข็ง เช่นเดียวกับซางยาง

จะว่าไปในยุคนั้นหากไม่ทำให้แคว้นมีการทหารเข้มแข็ง ก็มีแต่จะรอแคว้นอื่นมาล้มล้างรังแก นโยบายของซางยางตอนนั้นจึงสุดกู่ ซางยางเห็นว่าประชาชนไม่ต้องเรียนรู้ปรัชญา ธรรมเนียม พิธีกรรมอะไรทั้งสิ้น ขอแค่ทำนากับเป็นทหารให้กับแคว้นเป็นอันใช้ได้ ในแง่ดีคือซางยางล้างบางความฟอนเฟะ ไร้ประสิทธิภาพเก่าๆ ในแง่ร้ายคือซางยางสนับสนุนการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ ไม่ให้ค่าขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมโบร่ำโบราณ ไม่เห็นหัวชาวบ้าน ไม่เห็นหัวขุนนาง ไม่เห็นหัวใครทั้งสิ้น ซางยางยกให้ผลประโยชน์ทางการทหารของแคว้นสำคัญที่สุด

ผลสัมฤทธิ์ของการปฏิรูปมีให้เห็นในช่วงชีวิตของซางยาง 338 ปีก่อน ค.ศ. คือปีที่ซางยางโดนสังหาร ปีนั้นแคว้นฉินรบชนะแคว้นเว่ยในศึกใหญ่ นับจากนั้นแคว้นฉินก็รุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ

เราสามารถนับได้ว่าการตายของซางยางคือจุดเริ่มพุ่งทะยานของแคว้นฉิน เมื่อแคว้นฉินไม่มีอะไรต้องลังเล เสี้ยนหนามและความไม่ลงรอยกันในมุ้งแคว้นฉินหมดไป ก็เหลือเพียงมุ่งไปสู่นโยบายที่ซางยางวางรากฐานไว้โดยไม่วอกแวก

338 ปีก่อน ค.ศ. ปีเดียวกันนั้นเอง ฟิลิปที่ 2 แห่งมาเซโดเนีย สามารถรบชนะกองทัพพันธมิตรของกรีก กลายเป็นจุดปักหมุดที่บ่งบอกว่าแคว้นมาซิโดเนียคือแคว้นที่จะขึ้นมามีอำนาจสูงสุดแห่งคาบสมุทรบอลข่าน

คือปีเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่เช่นกัน ที่ปูทางไปสู่ภารกิจการยึดเปอร์เซียที่กษัตริย์ฟิลิปที่ 2 ฝันใฝ่เอาไว้

น่าเสียดายกษัตริย์ฟิลิปถูกองครักษ์ลอบสังหารกลางงานแต่งงานของลูกสาวพระองค์ ปมสังหารของ กษัตริย์ฟิลิปยังคงเป็นปริศนา เนื่องจากผู้ลอบฆ่าก็ถูกสังหารทันทีในที่เกิดเหตุ ข้อสรุปของนักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งพุ่งเป้าไปที่เรื่องส่วนตัว กษัตริย์ฟิลิป จึงมีชีวิตอยู่ยืนยาวกว่าซางยางเพียง 2 ปีเท่านั้น และทั้งคู่ล้วนต้องตายเพราะความโกรธแค้นของคนใกล้ตัว

แม้อยู่คนละซีกโลก แต่ขึ้นบริหารบ้านเมืองปีเดียวกัน ใช้ระยะเวลาปฏิรูปบ้านเมืองให้สำเร็จพอๆ กัน ด้วยนโยบายคล้ายกัน อีกทั้งตายด้วยการล้างแค้นในระยะเวลาต่างกันแค่สองปี

ที่สำคัญ ทั้งคู่คือผู้วางรากฐานแห่งการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง ที่ซางยางวางไว้บรรลุได้โดยจิ๋นซีฮ่องเต้ ฮ่องเต้องค์แรกแห่งประวัติศาสตร์จีน ส่วนรากฐานที่กษัตริย์ฟิลิปที่ 2 สร้างไว้ถูกสานต่อโดยลูกชายของพระองค์ – พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ผู้สร้างอาณาจักรอันยิ่งใหญ่และกว้างใหญ่ที่สุดแห่งโลกยุคโบราณที่เรารู้จักกันดี

ทั้งแคว้นฉินและแคว้นมาซิโดเนีย คือตัวอย่างของยุคที่แคว้นมหาอำนาจทางการทหารยึดครองแคว้นที่มีวัฒนธรรมนำหน้า แคว้นชายขอบเอาชนะศูนย์กลางอารยธรรม เพื่อรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียว

เรื่องราวที่เกิดคู่ขนาน เหมือนจะทำให้เรารู้ว่าสถานการณ์เช่นนี้คือประวัติศาสตร์ภาคบังคับที่หลายอารยธรรมต้องก้าวผ่าน แต่น่าสนใจที่ว่าทั้งสองก้าวผ่านในเวลาขวบปีเดียวกัน โดยคนประเภทเดียวกัน อย่างกับสองคนนี้นัดกันมาสร้างรากฐานให้กับความ ยิ่งใหญ่ในคนละซีกโลก

จะว่าไปการเฝ้าสังเกตขวบปีของประวัติศาสตร์ก็สนุกและประหลาดที่ตรงนี้

และยังมีสิ่งที่น่าสนุกแกมรันทดอยู่อีกแบบ เช่น สถานการณ์ที่เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สองเหตุการณ์ในปีเดียวกัน ดูมีความต่างกันราวฟ้ากับเหวอย่างน่าขนลุก

อีกสองพันกว่าปีต่อมา ในปี ค.ศ. 1905 เมื่อนำสถานการณ์ของสองซีกโลกมาเปรียบเทียบกันอีกครั้ง ในยุคที่การแข่งขันของบ้านเมือง ต้องมีทั้งด้านการทหาร เทคโนโลยีและการศึกษา ไม่น่าเชื่อว่าขณะที่ด้านหนึ่งเพิ่งยกเลิกระบบสอบจิ้นซื่อ (ไทยติดปากว่าสอบจอหงวน) – การสอบที่ได้ชื่อว่าทำให้จีนล้าหลัง ด้อยพัฒนา เป็นปีเดียวกันกับที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กำลังเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพภาคพิเศษแก่วงการวิทยาศาสตร์โลก

การดูขวบปีโดยดูหลายอารยธรรมขนานกันไป ด้วยกัน มันน่าสนุกและสะท้อนใจตรงนี้นี่เอง

สุขสันต์วันส่งท้ายปีเก่า วันนี้เราหันดูอารยธรรมข้างเคียงกันหรือยังครับ n

สถานการณ์สัตว์ป่า…ผ่านเลนส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 13:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533006

สถานการณ์สัตว์ป่า...ผ่านเลนส์

เรื่อง เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ Brent Stirton

อีกหนึ่งปีกำลังจะสิ้นสุด ขณะที่วันเวลากำลังเดินทางไปข้างหน้า แต่สถานการณ์เรื่องสัตว์ป่ากลับถดถอย หลายสปีชีส์ยังคงเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อยู่อย่างนั้น เพราะมนุษย์ที่ไม่ยอมถอดวิญญาณนักล่า บูชาเงิน และเชิดชูความเชื่อที่ไม่อาจจะพิสูจน์ได้ว่าจริง

ด้วยภาพแรดดำจากพื้นที่ป่าสงวนในแอฟริกาใต้ ที่ถูกฆ่าเพื่อเอานอไปขายให้คนทำ “ยา” นี้บอกเล่าเรื่องราวและสถานการณ์ได้อย่างลึกซึ้งชัดเจน ภาพนี้ถูกเลือกให้เป็นภาพสัตว์ป่าแห่งปี เป็นผลงานการลั่นชัตเตอร์ของ เบรนต์ สเตอร์ตัน เจ้าของรางวัลช่างภาพข่าวสัตว์ป่าแห่งปี ติดต่อกัน 3 ปี จากการ จัดมอบรางวัลของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งสหราชอาณาจักร

ภาพชื่อ อนุสรณ์สายพันธุ์ (Memorial to a Species) นี้ เบรนต์ถ่ายได้ระหว่างปลอมตัวไปทำงานเชิงสืบสวนสอบสวนเรื่องเกี่ยวกับการค้านอแรดอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่อุทยานฮลูฮลูเว-อัมโฟโลซี แอฟริกาใต้

นายพรานน่าจะเป็นชาวบ้านจากชุมชนใกล้ๆ อุทยาน พวกเขารับใบสั่งให้เข้ามาพื้นที่สงวนซุ่มเฝ้าแรดที่แหล่งน้ำ ก่อนยิงมันจนสิ้นชีวิตด้วยปืนล่าสัตว์ที่มีอานุภาพสูง แล้วจึงตัดนอและหลบหนีไป นอแรดจะถูกขายให้กับพ่อค้าคนกลาง และส่งต่อไปยังประเทศจีนหรือเวียดนาม เป็นสินค้าราคาสูงในหลายประเทศแถบเอเชีย เพราะเชื่อว่าสามารถนำไปผลิตเป็น “ยา” ที่รักษาได้สารพัดโรค แม้แต่มะเร็ง!

ทุกวันนี้ยังมีความต้องการนอแรดอย่างมาก จากการสำรวจในปี 2015 แรดดำมีหลงเหลืออยู่ในป่าประมาณ 5,000 ตัว และนักอนุรักษ์เชื่อว่าตัวเลขนี้ลดลงเรื่อยๆ เพราะมีการรุกล้ำป่าและล่าสัตว์มากขึ้น แรดดำจึงมีโอกาสสูญพันธุ์หากไม่มีการดูแลอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพมากเพียงพอ

ช่างภาพมือรางวัล เบรนต์ สเตอร์ตัน เกิดที่แอฟริกาใต้ เขามีชื่อเสียงและได้การยอมรับในแวดวงสารคดีโลกมาเนิ่นนาน เขาทำงานให้เก็ตตี้อิมเมจ มีผลงานเผยแพร่ผ่านสื่อชั้นนำอย่างเช่น เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก, จีโอ, เลอ ฟิกาโร, เลอ มอนเด, วานิตี แฟร์, นิวส์วีก, ไทม์, เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ฯลฯ เคยร่วมงานกับองค์กรต่างๆ อาทิ องค์การสหประชาชาติ, องค์กรกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล, มูลนิธิคลินตัน, มูลนิธิเกตส์, มูลนิธิไนกี, สภาเศรษฐกิจโลก เป็นต้น นอกจากทำงานเรื่องสิ่งแวดล้อม เบรนต์ยังสนใจประเด็นเรื่องเชื้อเอชไอวี/เอดส์ สิทธิมนุษยชน วัฒนธรรม และอื่นๆ

ผลงานของเบรนต์ถูกนำไปแสดงในหลายประเทศทั่วโลก เขาเคยนำทีมทำรายการโทรทัศน์ไปทำงานในอุทยานแห่งชาติวีรูงกา คองโก พื้นที่ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ภายหลังสารคดีเรื่องนี้ได้รับรางวัล เอ็มมีและบาฟตา สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ขณะเริ่มต้นทำงานเป็นนักข่าว เบรนต์ พบว่า ไม่มีช่างภาพคนไหนต้องการลงพื้นที่ที่มีความขัดแย้งร่วมกับเขา ในวัย 22 ปี เบรนต์ จึงไปซื้อกล้องมือสองมา อ่านคู่มือ และหัดถ่ายภาพด้วยตัวเอง ก่อนเดินทางไปทำงานที่แอฟริกาใต้ รวันดา คองโก โซมาเลีย ฯลฯ เบรนต์ได้รับรางวัลสื่อมวลชนโลกครั้งแรกตอนอายุ 27 ปี และเขาไม่เคยวางกล้องตั้งแต่วันนั้น

หนึ่งในภาพถ่ายอันยอดเยี่ยมของเบรนต์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง คือ ภาพกอริลลาหนักเกือบ 300 กก. 1 ใน 6 ลิงยักษ์ที่ถูกฆ่าที่อุทยานแห่งชาติวีรูงกา และเจ้าหน้าที่นับสิบกำลังแบกร่างมันออกจากป่า เป็นความสูญเสียอันสืบเนื่องมาจากการลักลอบทำเหมืองแร่ (เพื่อนำมาผลิตโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ เพลย์ สเตชั่น ฯลฯ) อย่างผิดกฎหมาย เมื่อภาพนี้ตีพิมพ์ในนิวส์วีกและสร้างความรู้สึกสะเทือนใจแก่ผู้คนทั่วโลก

ปัจจุบัน เบรนต์ สเตอร์ตัน วัย 48 ปี ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเดินทางไปทั่วโลกราว 50 ประเทศ/ปี เขาทำงาน “สืบสวนสอบสวน” เป็นโครงการระยะยาวเกี่ยวข้องกับเรื่องสัตว์ป่า การอนุรักษ์ ความยั่งยืน และสิ่งแวดล้อม ในฐานะช่างภาพ เบรนต์ เชื่อว่า เขาสามารถช่วยโลก สังคม และผู้คนได้ด้วยการบอกเล่าเรื่องราวสถานการณ์ต่างๆ “ผ่านเลนส์” (ชมผลงานอันน่าทึ่งของเขาได้ทาง brentstirton.com)

ภาพของเบรนต์บอกกับเราว่า การอนุรักษ์สัตว์ป่าไม่ได้เป็นแต่เพียงความรับผิดชอบของผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงเท่านั้น แต่ทุกคนสามารถช่วยได้ โดยไม่สนับสนุน (ทั้งทางอ้อมและทางตรง) ให้เพื่อนร่วมโลกของเราถูกมนุษย์คุกคาม รวมทั้งเผยแพร่ความรู้เพื่อให้เกิดการตระหนักถึงคุณค่าของสัตว์ป่า

เมื่อได้เห็นภาพถ่าย “อนุสรณ์สายพันธุ์” ของ เบรนต์ สเตอร์ตัน ผู้ชมจะสัมผัสรับรู้โศกนาฏกรรม ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกหลากหลาย ทั้งตกใจ เศร้าใจ สงสาร รวมทั้งรังเกียจความโหดร้ายของมนุษย์ ลูอิส แบล็คเวลล์ หนึ่งในคณะกรรมการตัดสินภาพสัตว์ป่าแห่งปี บอกว่า “รูปถ่ายนี้จะดึงเราเข้ามา เชิญชวนให้เราสำรวจความรู้สึกตอบสนอง และความรับผิดชอบของเรา” n

อาการสั่นแบบไหนที่เรียกว่า “สั่นพาร์กินสัน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 13:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533007

อาการสั่นแบบไหนที่เรียกว่า "สั่นพาร์กินสัน"

โดย…ศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

เมื่อพูดถึงอาการสั่นในผู้สูงวัย คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงโรคพาร์กินสัน และก็จะนึกต่อถึงอาการที่ผู้ป่วยสั่นมากๆ มีการเดินที่ลำบาก และหกล้ม ต่อไปก็มักจะนึกถึงรถเข็น และนอนติดเตียง ความจริงแล้วอาการสั่นในผู้สูงวัยนั้นมีสาเหตุได้หลายอย่าง และสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดก็ไม่ใช่โรคพาร์กินสัน นอกจากนั้นโรคพาร์กินสัน ถ้ารักษาเร็วและต่อเนื่องก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องนั่งรถเข็นหรือนอนติดเตียงเสมอไป

อาการสั่นแบบไหนที่เรียกว่า “สั่นพาร์กินสัน” ถึงแม้ว่าการวินิจฉัยโรคพาร์กินสันต้องทำโดยแพทย์ ถ้าเป็นไปได้ควรเป็นผู้เชี่ยวชาญทางประสาทวิทยา (หรือที่เรียกว่า ประสาทแพทย์) อาการสั่นในพาร์กินสันนั้นมีลักษณะเฉพาะ และสามารถสังเกตได้ไม่ยากโดยคนทั่วไป ถ้าเข้าใจถึงอาการหลักของโรคพาร์กินสัน วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจถึงลักษณะเฉพาะของอาการสั่นพาร์กินสันที่สามารถสังเกตได้ง่ายโดยคนทั่วไป ส่วนใหญ่ไม่ใช่แพทย์และใช้เวลาไม่นาน ไม่ได้ใช้เครื่องมือพิเศษแต่อย่างใด ลักษณะอาการสั่นเฉพาะ 3 อาการง่ายๆ นี้ ผมได้มาจากการเรียน และดูแลสังเกตอาการผู้ป่วยพาร์กินสันตลอด 10 ปีที่ทำงานอยู่ที่ศูนย์พาร์กินสันฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

อาการที่ 1

อาการสั่นในโรคพาร์กินสันมักเริ่มที่มือข้างใดข้างหนึ่งก่อนเสมอ ลักษณะพิเศษของโรคพาร์กินสันนั้น ก็คือ เป็น โรคที่เริ่มข้างใดข้างหนึ่งก่อนเสมอ โดยส่วนใหญ่จะเริ่ม ที่นิ้วมือ ร่วมกับอาการเคลื่อนไหวที่ช้า หรือเกร็งของมือที่มีอาการสั่นในข้างนั้น อาการนี้เราเรียกกันเป็นศัพท์แพทย์ว่า Tremor at rest

อาการที่ 2

อาการสั่นพาร์กินสันมักสังเกตได้ชัดตอนที่ผู้ป่วยอยู่เฉยๆ ไม่ได้ใช้มือข้างนั้นๆ ทำงาน ทำให้ตอนช่วงแรกๆ ผู้ป่วยเองอาจไม่รู้ว่าตนเองสั่น แต่อาการสั่นนั้นมักถูกสังเกตจาก ครอบครัวว่าทำไมถึงมือถึงสั่น เมื่อใช้มือข้างนั้นๆ ทำงาน เช่น หยิบของ อาการสั่นนั้นมักลดลง ทำให้ผู้ป่วยในช่วงแรก อาจไม่คิดว่าอาการสั่นนั้นเป็นสัญญาณของโรคพาร์กินสัน ข้อที่น่าสังเกตที่เฉพาะอีกอย่าง ก็คือ เมื่อผู้ป่วยนั้นยกมือ ที่สั่นขึ้นมาค้างไว้สักช่วงหนึ่ง อาการสั่นหายไปช่วงสั้นๆ และอาจกลับมาใหม่ให้เห็นชัดมากขึ้น อาการนี้เราเรียกในทางการแพทย์ว่า Re-emerging tremor อาการสั่นที่เกิดขึ้นขณะอยู่เฉย และกลับมาใหม่ขณะยกมือค้างนั้น ถือเป็นลักษณะเฉพาะของโรคพาร์กินสันเลยทีเดียว โรคอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการ ในลักษณะเดียวกันนั้นมีน้อย ในทางการแพทย์เราเรียกว่าอาการนี้ว่ามีความจำเพาะ หรือ specific ต่อโรคพาร์กินสันนั้นมากๆ

อาการที่ 3

อาการสั่นพาร์กินสันสามารถเกิดขึ้นที่ส่วนอื่นของร่างกายร่วมกับมือได้ด้วย ถ้าเกิดขึ้นที่มือข้างใดข้างหนึ่งขณะเดิน อาการสั่นที่ริมฝีปากล่าง ให้สงสัยว่าอาการสั่นนั้นอาจเป็นอาการเริ่มแรกของโรคพาร์กินสัน

ทีนี้เรามาทำความเข้าใจอีกนิดว่า อาการสั่นแบบไหนล่ะ ที่ไม่น่าจะใช่โรคพาร์กินสัน ความจริงแล้วมีโรคสั่นอีกหลายสาเหตุที่เกิดขึ้นได้ในผู้สูงวัย อาการสั่นที่เกิดขึ้นที่มือทั้งสองข้างพร้อมๆ กัน เวลาตักอาหารหรือใช้มือทำงานนั้น โดยส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคพาร์กินสัน อาการสั่นที่คอ และใบหน้าแบบที่ส่ายไปมาว่า “ไม่ใช่” ตลอดเวลาโดยที่มือไม่สั่นโดยส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่โรคพาร์กินสันเช่นกัน

สรุปก็คือ สั่นในพาร์กินสัน สังเกตได้ง่าย ถ้าเรามีหลัก สั่นข้างเดียว ขณะอยู่เฉย กลับมาใหม่ตอนยกมือค้าง ร่วมกับสั่นเวลาเดิน ให้สงสัยโรคพาร์กินสันไว้ก่อนเลย อย่างไรก็ตามผู้ป่วยพาร์กินสันไม่จำเป็นต้องสั่นทุกราย โรคพาร์กินสันแบบแข็งและไม่สั่นก็มี การวินิจฉัยต้องทำโดยแพทย์ อย่าใช้หลักนี้เพียงอย่างเดียว วินิจฉัยเอง และซื้อยากินเอง หมอให้หลักนี้ไว้เพื่อให้สงสัยผู้สูงวัยที่มีอาการเหล่านี้ และส่งต่อให้แพทย์ทำการวินิจฉัยและรักษาต่อไป ในตอนหน้าจะมาคุยกันต่อนะครับว่า อาการพาร์กินสันนั้นถ้าจะวินิจฉัยเร็ว ต้องทำอย่างไร ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรงครับ

การพัฒนาบุคลากร ระบบรางของจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 13:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533008

การพัฒนาบุคลากร ระบบรางของจีน

โดย…ผศ.ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับเชิญไปร่วมกิจกรรมสัมมนาการศึกษาทางเทคนิคและอาชีวศึกษาด้านระบบขนส่งทางรางสำหรับประเทศที่อยู่ตามแนวเส้นทาง One Belt One Road (Railway Vocational and Technical Education Seminar for Countries Along The Belt and Road) จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง Xi’an Railway Vocational & Technical Institute (XRVTI) และ Xi’an International Trade & Logistics Park ประเทศจีน ความน่าสนใจของการได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ได้สัมผัสถึงความพยายามมีส่วนร่วมของรัฐบาลท้องถิ่นแห่งเมืองซีอาน กับนโยบาย One Belt One Road ของรัฐบาลกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องจากซีอานนับเป็นเมืองที่เป็นจุดตั้งต้นของเส้นทางสายไหมในอดีต และถูกกำหนดให้เป็นเมืองท่าของการค้าชายแดนระหว่างจีนและประเทศเพื่อนบ้าน

ปัจจุบันประเทศจีนมีโรงเรียนอาชีวศึกษาเฉพาะด้านระบบขนส่งทางรางอยู่ราว 35 แห่งทั่วประเทศ ร่วมกันผลิตบุคลากรระดับช่างเทคนิคสำหรับงานขนส่งระบบราง (ด้วยคุณวุฒิระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ) จัดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 75 ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบรางทั้งหมด (อีกร้อยละ 25 แบ่งเป็นบุคลากรระดับปริญญาที่ผลิตโดยมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง 6 แห่ง ราวร้อยละ 20 และบุคลากรระดับนักวิจัยจากศูนย์วิจัยและบ่มเพาะต่างๆ อีกร้อยละ 5) รวมกันได้ราวปีละ 1 แสนคน ป้อนให้กับตลาดแรงงานด้านระบบขนส่งทางราง ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ระบบขนส่งทางรางของรัฐบาลท้องถิ่น (Urban Rail Transit) 134 เส้นทาง ระยะทางรวม 4,153 กม. และระบบโครงข่ายกลางของประเทศ (China’s Railway Network) ซึ่งดูแลโดย China Railway Corporation (CRC) แบ่งเป็นระบบรถไฟธรรมดาราว 1.24 แสน กม. และระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง (HSR) ราว 2.2 หมื่น กม. ตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้ เส้นทางรถไฟทั้งสองแบบจะเพิ่มเป็นรถไฟธรรมดา 1.5 แสน กม. และ HSR 3 หมื่น กม. ภายในปี ค.ศ. 2020 และรถไฟธรรมดา 2 แสน กม. และ HSR 4.5 หมื่น กม. ภายในปี ค.ศ. 2030 จะเห็นได้ว่าจากแผนการพัฒนาระบบโครงข่ายขนส่งทางรางของประเทศจีน จะมีความต้องการบุคลากรในระดับปฏิบัติการที่ต้องมีทักษะเฉพาะทาง (อาชีวศึกษา) มากที่สุดถึงร้อยละ 75 ของบุคลากรทั้งหมด แยกเป็นสาขาเฉพาะทางต่างๆ มากถึงกว่า 30 สาขา ผ่านการจัดการโดยความร่วมมือกับบริษัทผู้ให้บริการเดินรถซึ่งเป็นผู้ใช้งานบุคลากรโดยตรง (demand for jobs) หลักสูตรจะถูกพัฒนาขึ้นร่วมกันระหว่างโรงเรียนและกลุ่มบริษัท (talents cultivation plan & curriculum development) ผ่านการเรียนการสอนในโรงเรียนและฝึกงานในบริษัทที่เกี่ยวข้องโดยตรง โรงเรียนอาชีวะเหล่านี้จะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน ในขณะที่การพัฒนางานวิจัยและพัฒนาจะกระทำกันในระดับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยและบ่มเพาะต่างๆ (ผลิตบุคลากรรวมกันร้อยละ 25) ร่วมกับ CRC และบริษัทอุตสาหกรรมในกลุ่ม

XRVTI ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1956 ปัจจุบันมีอายุได้กว่า 60 ปี มี 4 วิทยาเขต ทั้งหมดนี้ร่วมกันผลิตบุคลากรเฉพาะทางด้านระบบราง 34 สาขา (majors) มีนักเรียนทุกระดับชั้นปีรวมกันมากกว่า 1.2 หมื่นคน (เฉลี่ยชั้นปีละ 4,000 คน) มีบุคลากรต่างๆ 687 คน (เฉพาะอาจารย์ 357 ท่าน) อัตราการได้งานทำ 95% ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันผลิตบุคลากรป้อนเข้าสู่ตลาดไปแล้วมากกว่า 8 หมื่นคน

เมื่อปี พ.ศ. 2553 ผู้เขียนได้เคยศึกษาวิจัยเรื่องความต้องการและแนวทางการพัฒนากำลังคนด้านปฏิบัติการระบบขนส่งทางรางของประเทศไทย โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ในขณะนั้นนอกจากระบบรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แล้ว ประเทศไทยเพิ่งจะมีระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนเปิดให้บริการ 2 เส้นทาง คือ BTS และ MRT (ไม่รวมส่วนต่อขยาย) โดยผู้ให้บริการทั้งสองบริษัทต่างก็ต้องพัฒนาบุคลากรด้วยตัวเอง เนื่องจากยังไม่มีแผนการจัดตั้งสถาบันการศึกษาด้านระบบรางโดยตรง ผลการศึกษาในขณะนั้น สรุปว่าบุคลากรด้านปฏิบัติการในระบบรถไฟฟ้าฯ ออกได้เป็น 4 กลุ่ม

คือ กลุ่มพนักงานขับรถ กลุ่มพนักงานประจำสถานี กลุ่มพนักงานควบคุมการเดินรถ และกลุ่มพนักงานซ่อมบำรุง ซึ่งปริมาณความต้องการใช้บุคลากรเหล่านี้แปรตามปัจจัยแวดล้อมหลายประการ อาทิ จำนวนและขนาดสถานี ระยะทาง จำนวนรถ การจัดเตรียมบุคลากรให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการใน ระยะยาวจึงมีความสำคัญ แต่ก็ต้องบริหารความเสี่ยงในเงื่อนไขการเกิดขึ้นของโครงการที่อาจล่าช้า ไม่สอดคล้องกับแผนการพัฒนาเส้นทาง การมีหลักสูตรตายตัวก็อาจทำให้ผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษาในจังหวะ ที่โครงการล้าช้าตกงานได้ ในระยะสั้นจึงมีข้อเสนอ 3 ประการ คือ (ก) เสนอให้มีการจัดโครงการฝึก อบรมร่วมระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษาและองค์การที่ดำเนินการด้านการขนส่งทางรางในการพัฒนา กำลังคน (กลายมาเป็นหลักสูตร วศร.ของ สวทช. ในปัจจุบัน) (ข) การจัดให้มีการศึกษาวิชาโทด้านการขนส่งทางรางในสถาบันการศึกษา (หลายสถาบันการศึกษาได้กระทำอยู่ในปัจจุบัน) และ (ค) การจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการพัฒนากำลังคนด้านการขนส่งระบบรางโดยตรง (ปัจจุบัน คือ โครงการจัดตั้งสถาบันพัฒนาเทคโนโลยีระบบขนส่งทางรางแห่งชาติ ของ สวทช.) เวลาผ่านไปเกือบ 10 ปี แนวทางที่ได้เคยเสนอไว้ก็ยังคงค่อยๆ เกิดขึ้นแบบช้าๆ เปรียบเทียบกับจีนซึ่งมีพัฒนาการแบบก้าวกระโดดอย่างมากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

ประเทศไทยกำลังต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และการวางแผนบูรณาการความต้องการใช้ระบบรางกับแผนการพัฒนาอุตสาหกรรม ตลอดจนแผนการพัฒนาบุคลากรที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิมครับ n