การสถาปนา กรุงธนบุรีเป็นราชธานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 12:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533022

การสถาปนา กรุงธนบุรีเป็นราชธานี

โดย…ส.สต

เมื่อกรุงศรีอยุธยา ถูกกองทัพพม่ายึด และเผาทำลายเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2310 นับเป็นการเสียกรุงให้พม่าเป็นครั้งที่ 2 (กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2112 เหตุเพราะพระยาจักรีเป็นไส้ศึก) ก่อนกรุงศรีอยุธยาจะตกอยู่ในอำนาจพม่านั้น พระเจ้าตากพร้อมสมัครพรรคพวกได้ออกจากกรุงศรีอยุธยาไปทางตะวันออก ผ่านปราจีนบุรี ฉะเชิงเทราชลบุรี ระยอง แต่กว่าจะผ่านแต่ละเมืองไปถึงเมืองจันทบุรีก็มิใช่เรื่องง่ายๆ เพราะไม่มีใครไว้ใจใคร พระเจ้าตากจึงต้องใช้กำลังปราบปรามเรื่อยไป จนถึงเมืองจันทบุรีและตั้งหลักเพื่อรวบรวมกำลังพลที่นั่น เมื่อรวบรวมผู้คนและเสบียงอาหารได้แล้ว ก็จัดกำลังกองทัพเรือมาทางปากน้ำ เพื่อขับไล่พม่า ทำการสู้รบจนสามารถยึดกรุงศรีอยุธยาคืนจากพม่าได้เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2310 หรือเพียง 7 เดือน ที่กรุงศรีอยุธยาตกอยู่ในอำนาจของพม่า

หนังสือเรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ธนาคารกสิกรไทย พิมพ์แจกจ่ายเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2548 ได้เล่าเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับวีรบุรุษของชาติไทยให้อ่านด้วยความภูมิใจอย่างย่อๆ แล้วได้กล่าวถึงการตั้งราชธานี ว่า

เมื่อพระเจ้าตากถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าเอกทัศ แล้วทรงมีพระประสงค์ที่จะปฏิสังขรณ์พระนครเพื่อตั้งเป็นเอกราช ดังเดิม จึงขึ้นช้างตรวจตราดูสภาพกรุงศรีอยุธยา เห็นว่าถูกเผาทำลายไปเป็นอันมาก ที่ยังดีอยู่ก็มีน้อย จึงสังเวชสลดใจ แต่แล้วในคืนหนึ่งขณะที่ประทับแรม ณ พระที่นั่งทรงปืน ภายในกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าตากทรงพระสุบินนิมิตไปว่า พระมหากษัตริย์แต่ก่อนมา ขับไล่ไม่ให้อยู่ รุ่งเช้าจึงตรัสเล่าให้ขุนนางทั้งปวงฟัง เราคิดสังเวชเห็นว่าบ้านเมืองจะรกร้างเป็นป่า จะมาช่วยปฏิสังขรณ์ ทำนุบำรุง ให้ดีดังเก่า เมื่อเจ้าของเดิมยังหวงแหนอยู่ เราชวนกันไปสร้างเมืองธนบุรีอยู่เถิด

ดังนั้น พระเจ้าตากจึงอพยพผู้คนลงมาทางชลมารค เพื่อตั้งราชธานีที่เมืองธนบุรี พร้อมทั้งตั้งสัตยาธิษฐานว่ารุ่งแจ้งที่ใดจะสร้างวัดที่นั่น และมารุ่งอรุณที่วัดมะกอก ซึ่งเป็นวัดเดิมที่มีอยู่แล้ว พระเจ้าตากจึงเปลี่ยนชื่อจากวัดมะกอกเป็นวัดแจ้ง (รัชกาลที่ 2 เปลี่ยนชื่อเป็นวัดอรุณราชธาราราม ถึงรัชกาลที่ 4 เปลี่ยนเป็น วัดอรุณราชวราราม จนถึงปัจจุบัน)

ส่วนเหตุผลที่เลือกเมืองธนบุรี ไม่เลือกอยุธยา ก็เนื่องจาก 1.ธนบุรีมีขนาดเหมาะแก่กำลังของพระองค์ในเวลานั้น เพราะแวดล้อมด้วยที่ราบรื่นซึ่งเป็นเลนและโคลนตม ทำให้ป้องกันข้าศึกได้ดี ทั้งอยู่ใกล้ทะเลมีทางหนีทีไล่ที่ดีกว่าเมืองอื่นๆ พร้อมทั้งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำและพืชพันธ์ุธัญญาหาร เป็นที่ดอนน้ำท่วมถึงได้ยาก

2.เนื่องจากกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองใหญ่ กำลังพลที่อยู่ในขณะนั้นไม่เพียงพอที่จะรักษาเมืองให้อยู่ได้

3.ไปมาค้าขายกับนานาประเทศไม่ว่าใกล้หรือไกลได้สะดวกกว่า

4.ยามหัวเมืองฝ่ายเหนือก่อการกบฏสามารถปิดปากน้ำได้ง่ายทั้งทางบกและทางเรือ ป้องกันมิให้กบฏซื้อหาอาวุธและสินค้า จำเป็นได้

5.กรุงธนบุรีมีป้อมวิชัยประสิทธิ์ ที่มั่นคง แข็งแรงและยังคงใช้ได้พร้อมสรรพ

พระเจ้าตากทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นเมืองหลวง และ พระราชทานนามว่า “กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร” ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์เมื่อวันพุธ แรม 4 ค่ำ เดือนอ้าย ปีกุน นพศก จุลศักราช 1129 ตรงกับวันที่ 28 ธ.ค. 2311 ทรงพระนามว่า สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ ที่ 8 หรือสมเด็จพระบรมราชาที่ 4 แต่ขุนนาง ไพร่ฟ้าราษฎรนิยมเรียกพระองค์ท่านว่า “สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือสมเด็จพระเจ้าตากสิน” ขณะที่มีพระชนม พรรษาได้ 33 พรรษา กรุงธนบุรี มีอายุเพียง 15 ปี เมื่อมีกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นมาแทน ในวันที่ 6 เม.ย. 2325

ให้เปลี่ยนชื่อวัดอินทาราม เป็นวัดสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 12:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533052

ให้เปลี่ยนชื่อวัดอินทาราม เป็นวัดสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ

โดย…ส.สต

จากการที่กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ทำการฉลอง 250 ปี แห่งการสถาปนากรุงธนบุรี เป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ 28 ธ.ค. 2560-28 ธ.ค. 2561 นั้น ผู้เขียนจึงไปวัดอินทาราม เพื่อหาข้อมูลประกอบงานฉลอง เพราะวัดแห่งนี้มีวัตถุสถานหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประกอบกับวัดนี้มีศักดิ์และฐานะสูงเป็นถึงพระอารามหลวงชั้นเอกอุ นอกจากนั้นยังมีพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมอัฐิและราชูปโภคขององค์มหาราชพระองค์นั้นตั้งอยู่ด้วย

ปัจจุบันวัดอินทาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกว่า วัดบางยี่เรือนอก และวัดสวนพลู หรือวัดบางยี่เรือไทย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งหมด แล้วได้สถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกพิเศษ พระองค์เสด็จมาทรงศีล ปฏิบัติกรรมฐาน วัดนี้จึงเป็นวัดใหญ่และมีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งในสมัยนั้น

วัดแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งพระเมรุเพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพพระราชมารดาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และเป็นที่ฝังและพระราชทานเพลิงศพองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หลังจากสวรรคตในปี 2325 ปัจจุบันมีพระเจดีย์บรรจุพระบรมอัฐิและพระเจดีย์บรรจุพระอัฐิอัครมเหสี ตั้งอยู่เคียงคู่กัน

เมื่อเปลี่ยนรัชกาล และที่ตั้งเมืองหลวงใหม่ วัดนี้ยังมีฐานะเป็นพระอารามหลวงอยู่ตลอดรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะว่ามีพระราชาคณะครองวัดถึง 3 รูป แต่หลังจากนั้นก็ขาดการปฏิสังขรณ์ จึงชำรุดทรุดโทรมตามลำดับ ลุถึงสมัยรัชกาลที่ 3 พระยาศรีสหเทพ (ทองเพ็ง) ได้บูรณะขึ้นใหม่ จากนั้นน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวงในรัชกาลที่ 3 แต่ฐานะของวัดลดลง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี พร้อมทั้งได้รับพระราชทานนามว่า วัดอินทาราม ที่กล่าวมานี้เป็นข้อมูลบางส่วน ที่ กทม.ทำมาติดไว้ที่ถนนเทอดไท

 

เมื่อผู้เขียนเข้าไปที่เขตพุทธาวาส ซึ่งเป็นที่ตั้งพระอุโบสถขนาดใหญ่ สถาปัตยกรรม สมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีรูปลักษณ์พิเศษ เรียกกันว่า พระอุโบสถตกท้องสำเภา หมายถึงพระอุโบสถที่ส่วนฐานของอาคารเป็นรูปทรงอ่อนโค้ง ในบริเวณพระอุโบสถนั้นขนาบด้วยพระวิหารทั้งสองด้าน

ด้านพระอุโบสถที่ติดกับคลองบางกอกใหญ่ มีใบเสมาโบราณขนาดใหญ่ อายุอาจถึงยุคสุโขทัย ตั้งอยู่ ถัดไปเป็นพระบรมรูปหล่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ส่วนด้านที่ติดกับถนนเทอดไทมีพระเจดีย์ 3 องค์ และลักษณะพระปรางค์อีก 2 องค์ตั้งอยู่

ถัดจากบริเวณที่ตั้งพระอุโบสถ พระวิหาร และพระเจดีย์ที่กล่าวแล้ว เป็นที่เกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้แก่ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่ง กทม.ให้ข้อมูลว่า เป็น 1 ใน 4 ศาลขนาดใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในฝั่งธนบุรี ที่จะมีผู้คนมาสักการะเป็นจำนวนมาก ในวันเสาร์-อาทิตย์ เทศกาลตรุษจีน วันงานประจำปีของวัด วันที่ 10-19 มี.ค.  และวันที่ 28 ธ.ค.ของทุกปี (วันปราบดาภิเษก) กลุ่มคนที่มาสักการะมากที่สุด จะเป็นคนเชื้อสายจีน

ข้อมูลของ กทม.ยังกล่าวต่อว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสวรรคตไปแล้วกว่า 200 ปี แต่ในความรู้สึกของชาวไทย พระองค์มิได้สูญหายไป เพียงแต่เปลี่ยนสถานะจากพระมหากษัตริย์ยอดนักรบผู้กู้ชาติ มาเป็นองค์ศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกปักรักษาบ้านเมือง พระองค์คือวีรบุรุษของชาติ พระองค์เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและเสียสละที่ได้กอบกู้บ้านเมือง ดังนั้นศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงเป็นเสมือนที่พึ่งทางใจแก่ปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะผู้คนย่านฝั่งธนบุรี

ด้านหน้าศาลนั้น เป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์ย่อมุมไม้ 12 จำนวน 2 องค์ ซึ่งองค์ซ้ายมือ เมื่อหันหน้าเข้าหาศาล หันหลังให้คลองบางกอกใหญ่ คือ พระเจดีย์บรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระเจ้าตากสินมหารช องค์ที่คู่กันทางขวามือ เป็นพระเจดีย์บรรจุพระอัฐิอัครมเหสี ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

 

ที่กล่าวมานี้ คือ วัตถุโบราณ รวมทั้งพระแท่นบรรทม ตั้งอยู่ในศาลที่เกี่ยวข้องกับวีรบุรุษชาวไทยที่สามารถเห็นได้ในปัจจุบัน

เมื่อทอดตาไปตามคลองบางกอกใหญ่ ซึ่งเป็นซูเปอร์ไฮเวย์ทางน้ำในอดีต ก็มีความคิดแวบหนึ่งขึ้นมาว่า ภาครัฐนำโดยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ควรจะทำการเทิดพระเกียรติยศของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชให้ระบือไกลยิ่งขึ้น โดยขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เปลี่ยนชื่อวัดอินทารามใหม่ ว่า วัดสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทั้งนี้นอกจากเทิดพระเกียรติวีรบุรุษของชาติแล้ว ยังเป็นการเทิดทูนสถาบันไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมแบบยั่งยืนด้วย

เหตุผลที่สนับสนุนในการเปลี่ยนชื่อ คือ อินทาราม เป็นชื่อใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 การจะหาเหตุผลมาอ้างว่าเพราะอะไรจึงพระราชทานนามนั้นหาได้ยาก นอกข้อมูลจากหนังสือ ธนบุรีนี้มีอดีต โดย ป.บุนนาค ที่อ้างหนังสือศิลปกรรมในกรุงเทพมหานคร ของ น.ณ ปากน้ำ อีกทอดหนึ่งว่า ในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช มีเจ้าอาวาสของวัดรูปหนึ่ง ทรงสมณศักดิ์ที่พระพรหมมุนี ต่อมาลาสิกขา เพราะต้องอธิกรณ์ว่าทำเมถุนกรรมทางเว็จมรรคกับศิษย์ แต่เป็นคนมีความรู้ความสามารถสูง จึงให้นายอิน พรหมมุนี เป็นหลวงธรรมาธิบดี เจ้ากรมสังฆการีซ้าย พระราชทานภรรยาหลวงราชมนตรีผู้ถึงแก่กรรมให้เป็นภรรยาทั้งสองคน

ดังนั้น คำว่า อินทาราม จึงสันนิษฐานว่าน่าจะมาจากชื่อนายอิน พรหมมุนี ก็ได้ (ควาเห็นของผู้เขียน) ข้อเสนอให้เปลี่ยนชื่อวัด ถ้าได้รับการสนับสนุนจากนักประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมหาเถรสมาคม ย่อมจะได้ชื่อว่าเป็นการฉลอง 250 ปี การสถาปนากรุงธนบุรี อย่างมีความหมาย และเป็นการเทิดพระเกียรติมหาราช ผู้ทรงเป็นวีรบุรุษชาติไทย อย่างยิ่งใหญ่สืบไปชั่วกัลปาวสาน

พลภัทร – ณัฏฐ์วิภา นิติธรรมยง ‘ฉลามสองตัวในสระเดียวกัน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 ธ.ค. 2560 เวลา 15:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/532957

พลภัทร - ณัฏฐ์วิภา นิติธรรมยง ‘ฉลามสองตัวในสระเดียวกัน’

โดย…ปอย ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

 “เปิดโรงเรียนสอนว่ายน้ำเด็ก เพื่อต้องการลดอัตราการเสียชีวิตในเด็กที่เกิดจากการจมน้ำ”

นับเป็นความตั้งใจของสองสามีภรรยาคู่คิดธุรกิจ “แฟรงค์” พลภัทร นิติธรรมยง ผู้ก่อตั้งและเจ้าของ “นิว” ณัฏฐ์วิภา นิติธรรมยง กรรมการผู้จัดการ Baby Swimming Thailand สร้างสรรค์ธุรกิจจากความผูกพันของครอบครัว เปิดหลักสูตรสำหรับสอนว่ายน้ำทารกและเด็กเล็ก

พัฒนาหลักสูตรและเปิดเป็นศูนย์สอนว่ายน้ำ มาตรฐาน ISO 9001:2015 ด้านการออกแบบพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน และการบริหารจัดการคุณภาพการให้บริการศูนย์การเรียนการสอนว่ายน้ำเด็ก (Curriculum Design, Development and Service Quality Management of Children’s Swim Center) โดยมีพิธีรับใบรับรองอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา

เบบี้ สวิมมิ่ง เป็นศูนย์ว่ายน้ำทารกและเด็กเล็ก อายุ 4 เดือน-6 ขวบ เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2557 พลภัทรและณัฏฐ์วิภา บอกสอดคล้องมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า เมื่อมีลูกจึงเริ่มคิดถึงความมั่นคงในการสร้างครอบครัว จากพนักงานบริษัทชั้นนำที่ทั้งคู่ทำเป็นพนักงานประจำ จึงตัดสินใจลาออกอย่างไม่คิดมากเลย ออกมาสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง โดยมีพื้นฐานนึกถึงความปลอดภัยรู้ซึ้งหัวอกคนมีลูก

คิดหลักสูตรศูนย์ว่ายน้ำทารก อายุ 4 เดือนขึ้นไป จนถึงเด็กเล็ก 6 ขวบ นับเป็นแนวคิดคู่ธุรกิจคุณพ่อคุณแม่ที่รู้ลึกรู้จริง

คนละสายบรรจบมาพบกัน

ฝ่ายชาย แฟรงค์ พลภัทร ผันตัวจากหนุ่มวิศวกร หลังจบปริญญาเอกด้านบริหารงานก่อสร้าง มหาวิทยาลัยเพอร์ดู สหรัฐอเมริกา ได้เลือกมาลุยวงการอสังหาริมทรัพย์ การทำงานมีหลักการคิดเป็นระบบระเบียบ

ส่วนฝ่ายหญิง นิว ณัฏฐ์วิภา บุคลิกอ่อนหวานมีรอยยิ้มติดใบหน้าเสมอ หลังจบปริญญาโทที่ประเทศญี่ปุ่น คร่ำหวอดวงการธนาคาร ดูแลสินเชื่อให้บริษัทขนาดใหญ่

“ตอนกลับมาจากสหรัฐ ผมทำงานเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่มาเลเซีย 2 ปี แล้วไปต่อสกอตแลนด์ 4 ปี ตอนนั้นก็ไม่คิดว่าจะกลับมาเมืองไทยแล้วนะครับ เพราะถ้าอยู่ต่ออีก 1 ปี ก็จะได้เป็นซิติเซ็นหรือพลเมืองของเขา แต่ถ้าไม่กลับก็คงไม่ได้กลับมาถิ่นกำเนิดอีกแล้ว ผมจึงตัดสินใจกลับบ้าน กลับเมืองไทยอย่างถาวร

ส่วนภรรยาต้องบอกว่าคนละฟากกับผมเลยครับ น้องนิวได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไปเรียนทางด้านภาษาญี่ปุ่น ก็เรียกว่าไม่น่าจะได้มาประสบพบเจอกันสักเท่าไร ผมมาทางสายวิศวะเรื่องการคำนวณโครงการก่อสร้างหนัก และเป็นเรื่องในวงการศึกษา เพราะผมเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ส่วนนิวจบปริญญาโทสายภาษาศาสตร์ ก็จะเป็นอีกด้านเติมเต็มให้ธุรกิจของเราได้เริ่มต้นขึ้น

เราทั้งคู่ชอบทำธุรกิจ แรงบันดาลใจก็มาจากเมื่อเรามีลูก แล้วพาเขาลงสระว่ายน้ำ เขาชอบน้ำมีความสุขมาก และเป็นกิจกรรมที่พ่อแม่ลูกใช้เวลาร่วมกันได้ แล้วเรียกว่านี่คือโรงเรียนห้องแรกของลูกเลยก็ว่าได้ครับ เด็ก 4 เดือน ก็ลงสระว่ายน้ำได้แล้ว และเห็นผล เด็กๆ มาเรียน ก็ว่ายน้ำเป็นทุกคน พ่อแม่ลูกก็ต้องลงสระด้วยกัน

ธุรกิจที่ทำมีประโยชน์กับสังคม ผมมีแนวคิดว่าแต่ละปีมีสถิติเด็กเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจมน้ำ ตั้งแต่ 0-5 ขวบ และไม่เฉพาะประเทศไทยนะครับ แต่ทั่วโลก เราสอนให้เด็กว่ายน้ำได้ก็มีความสุข ผมเริ่มค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต มีประเทศอะไรในโลกบ้าง ที่มีโรงเรียนสอนว่ายน้ำทารก และเด็กเล็กที่มีชื่อเสียง

ผมได้รายชื่อประเทศทั้งสหรัฐ อังกฤษ และออสเตรเลีย ผมกับภรรยามาตัดสินเลือกไปออสเตรเลีย ทีมคุณครูของเราก็เป็นมืออาชีพ มีประสบการณ์การสอนว่ายน้ำเด็กเล็กโดยตรง และได้รับประกาศนียบัตรจาก Australian Swimming Coaches & Teachers Association (ASCTA) พัฒนาโรงเรียนสอนว่ายน้ำทารกและเด็ก เป็นสระน้ำอุ่นในร่ม ระบบน้ำเกลือบำบัด ออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานสากล”

พลภัทร บอกว่า เรื่องวิชาการเป็นหน้าที่ของเขาเลย ส่วนรายละเอียดต่างๆ เช่น การตั้งชื่อคอร์สน่ารัก สำหรับเด็กวัย 4-12 เดือน “คอร์ส Starfish”  “คอร์ส Nemo” 1-2 ปี “คอร์ส Dolphin” 2-3 เดือน “คอร์ส Shark” 3-6 เดือน ชื่อน่ารักแบบนี้ต้องเป็นหน้าที่คุณแม่ นิว ณัฏฐ์วิภา ตั้งชื่อคอร์สได้น่ารักน่าชังแบบนี้ โดยแบ่งตามอายุ และซอยย่อยตามพัฒนาการ ทั้งคู่ช่วยกันคิดและจดลิขสิทธิ์ไว้เรียบร้อย

แบ่งหน้าที่ “ศาสตร์และศิลป์”

น้องนีโมตัวเล็ก ขึ้นจากสระกลับบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ณัฏฐ์วิภา บอกว่า การตั้งชื่อปลา เด็กๆ รู้สึกสนุกสนานกันแล้ว ยังทำให้เด็กอยากพัฒนาฝีมือการว่ายเป็นปลาตัวใหญ่กว่าเดิม เสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญาและอารมณ์

อาจมีคำกล่าวที่ว่า…สามีภรรยาไม่ควรทำธุรกิจร่วมกัน เพราะเปรียบไปคือลิ้นกับฟันกระทบกระทั่งกันง่าย แต่ไม่ใช่สำหรับนักธุรกิจคู่นี้ ที่ใช้ความต่างมาเป็นส่วนเติมเต็ม กลายเป็นความลงตัวอย่างที่สุด

“หน้าบ้านเป็นหน้าที่ของนิวค่ะ ส่วนหลังบ้านเป็นหน้าที่ของพี่แฟรงค์ ซึ่งก็พร้อมเรื่องการบริหาร และขยายกิจการที่ในระบบแฟรนไชส์ มาตรฐาน ISO 9001:2015 ซึ่งก็แนวการบริหารจัดการไว้ดีมาก

การแบ่งหน้าที่ชัดเจนไม่เคยทะเลาะกันค่ะ อาจมีความขัดแย้งกันบ้างก็ไม่รุนแรง เพราะงานก็หนักมากจนไม่มีเวลามีเรื่องขัดใจอะไรกันก็ได้ค่ะ (หัวเราะ)

โชคดีที่มีพี่แฟรงค์เป็นคู่คิดธุรกิจ เขามีประสบการณ์เป็นอาจารย์สอนหนังสือมาก่อน ก็จะรับผิดชอบด้านการเขียนหลักสูตร ศึกษาจากตำราต่างๆ แล้วประมวลผล ใช้ปากกาเขียนเป็นข้อๆ ออกมาเลยค่ะ เขาทำงานละเอียดมาก มีการวางแผน ลงมือทำว่าสามารถเป็นไปได้ตามแผนที่วางไว้หรือไม่ และลงมือปฏิบัติต่อไป

พี่แฟรงค์กับนิวไปเรียนวิธีการเรียน การสอน ที่ออสเตรเลีย ซึ่งก็จะสอนเพียงภาพใหญ่คือการเคลื่อนที่ในน้ำ ว่ายน้ำ ดำน้ำ หลักการเซฟตี้เมื่ออยู่ในน้ำ แต่เขาไม่ได้ขยายรายละเอียดว่าสัปดาห์แรกควรเริ่มสอนอะไร สัปดาห์ต่อไปควรเรียนต่ออะไร

การที่เขาเป็นวิศวกร ก็มีโลจิกหลักการคิดเป็นระบบเป็นขั้นตอน ส่วนนิวก็รับผิดชอบด้านงานศิลปะ เด็กๆ ทำกิจกรรมก็ต้องมีเพลงประกอบ นิวเรียนทางด้านภาษาก็ชอบแต่งกลอน แต่งเพลง เด็กๆ ลงน้ำ น้องพริม 4 ขวบ ลูกสาวคนแรกชอบลงน้ำตั้งแต่เด็กๆ ก็พาลูกลงน้ำตั้งแต่ 4 เดือน พาลงน้ำตามทฤษฎีที่เราไปศึกษามา คือ ช่วงวัยที่เด็กจะได้รับการกระตุ้นได้ดีที่สุด เป็นรีเฟล็กซ์ (Reflex) เป็นวัยที่เด็กจดจำสัญชาตญาณการอยู่ในน้ำคร่ำ ตอนอยู่ในครรภ์คุณแม่ได้

จึงไม่น่าแปลกใจที่เด็กวัยแรกเกิด-4 เดือน ดำน้ำได้ วิธีกลั้นหายใจอย่างไร แต่หลังจากนี้ความจดจำนี้เริ่มหายไป เวลาช่วง 4 เดือนจึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ เราก็ช่วยกันศึกษาจากตำราต่างๆ หลายเล่มมากค่ะ จนความรู้แน่น มั่นใจว่าจะเปิดสอนเด็กๆ ได้ค่ะ”

ณัฏฐ์วิภา บอกพร้อมรอยยิ้มเป็นบุคลิกคุณแม่ใจดี ว่าเป็นการแมตชิ่งที่สุดลงตัว แบ่งหน้าที่ศาสตร์และศิลป์อย่างชัดเจน ในมหกรรมงานกีฬาว่ายน้ำทารกและเด็กเล็กครั้งแรกในประเทศไทย “เบบี้ สวิมมิ่ง แฟมิลี่ เกมส์” มีทารกและเด็กเล็กเข้าร่วมแข่งขัน ได้รับการจดบันทึกอย่างเป็นทางการใน “บันทึกไทย” (Thailand Book of Records) ซึ่งจัดติดต่อมาเป็นปีที่ 2 แล้ว คุณแม่นิวเป็นฝ่ายครีเอทเรื่องความสนุกสนาน ส่วนคุณพ่อแฟรงค์กำหนดเรื่องการแข่งขัน กฎ กติกาต่างๆ

“นอกจากเรื่องธุรกิจ ความที่เราเป็นพ่อแม่ก็สนุกกับการเรียนรู้ด้วยค่ะ คือ การเรียนรู้ที่ออสเตรเลีย มีการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยกริฟฟิท เช่น เรื่องเด็กว่ายน้ำเป็น เมื่อเทียบกับเด็กว่ายน้ำไม่เป็น ส่งผลในเรี่องประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตได้ต่างกันมาก สิ่งแรกคือความมั่นใจในตัวเองหรือสุขภาพ การใช้ชีวิตเด็กว่ายน้ำเป็นทรงตัวได้ดีกว่า ขี่จักรยานได้ดีกว่า หรือไปเรียนคณิตศาสตร์ก็จะมีไอคิวที่ดีกว่า ประโยชน์เยอะมากกว่าการเห็นลูกว่ายน้ำ ดำน้ำได้

ธุรกิจนี้คือการบริการ นิวได้วิชามาจากญี่ปุ่นที่โดดเด่นเรื่องงานบริการอยู่แล้ว ก็มีคำชมเยอะค่ะ ทั้งลูกค้าและซัพพลายเออร์ ชมว่าทำไมพนักงานที่นี่ทำงานเหมือนเจ้าของเลย เราก็แค่เข้าใจเขาว่าต้องการอะไร แค่นี้พนักงานก็ทำงานด้วยใจแล้วค่ะ”

ธุรกิจลงตัวราบรื่น ลบคำกล่าวที่ว่าเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ ถ้าจะพลิกแพลงเป็นคำน่ารักๆ สักนิดว่า…ฉลามสองตัวในสระเดียวกัน ก็เหมาะกับธุรกิจศูนย์ว่ายน้ำทารกและเด็กเล็ก ที่กำลังไปได้สวย

หมอนกับท่านอนที่ใช่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ธ.ค. 2560 เวลา 13:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/532302

หมอนกับท่านอนที่ใช่

เรื่อง แมงโก้หวาน ภาพ อีพีเอ

ว่าด้วยเรื่องการนอนและท่านอนของคนเราก็แปลกแตกต่างกันอยู่ บางคนชอบนอนคว่ำหน้า แม้ตอนแรกจะนอนท่าไหน แต่สุดท้ายพอหลับแล้วกลับอยู่ในท่านอนคว่ำ บางคนชอบนอนตะแคง บางคนชอบนอนหงาย บางคนไม่ชอบนอนหนุนหมอนซึ่งก็แปลกดีเหมือนกัน

กระนั้น ไม่ว่าคุณจะชอบนอนท่าไหน ชอบนอนหนุนหมอน หรือไม่ชอบหนุนหมอน วันนี้มีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับท่านอนและหมอนที่ใช่กับท่านอนมาฝาก รับรองว่าดีต่อสุขภาพของทุกคน

นพ.วุฒิวัธ อนุพรรณสว่าง ศัลยแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี บอกว่า แม้ไม่มีท่านอนสากลที่เหมาะสมและถูกต้องที่สุด แต่ท่านอนที่สบายที่สุดคือท่านอนที่ไม่ทำให้ข้อต่อของร่างกายถูกกดทับ ไม่ทำให้กล้ามเนื้อยืด หรือหดตัวค้างไว้นานๆ

“การได้นอนหลับในท่วงท่าที่เหมาะสมจะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ หลับสนิทได้ตลอดคืน ท่านอนจึงสามารถเปลี่ยนสลับกันได้เพื่อความสบายตัวของผู้นอน” คุณหมอพูดถึงการนอนที่เหมาะสมของคนเรา

ท่านอนหลักๆ อาจแบ่งได้ 3 ท่านอน ดังนี้

     ท่านอนหงาย : เป็นท่านอนที่คนทั่วไปนิยมนอน ตอบโจทย์ได้ดีสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลัง การนอนหงายในท่าที่สบายจะทำให้กระดูกสันหลังเรียงตัวได้ดี ไม่คดโค้ง แต่ทั้งนี้เตียงต้องไม่แข็งเกินไปเพราะจะทำให้เกิดแรงกดทับที่จุดใดจุดหนึ่ง ทำให้แผ่นหลังจมลงไปตามน้ำหนักไม่เหยียดตรงอย่างที่ควรจะเป็น

ผู้มีอาการปวดหลังจากโรคโพรงกระดูกสันหลังตีบรัดเส้นประสาท (Lumbar Spinal Stenosis) ไม่ว่าจะนอนท่าไหนก็ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ เว้นแต่จะได้นอนด้วยท่างอเข่าขึ้น โดยนำหมอนมารองใต้เข่าในท่านอนหงาย นอนตะแคงโดยยกเข่าก่ายหมอนข้าง หรือนอนในท่าเด็กทารก (Fetal Position) คู้ตัวและงอเข่าขึ้น จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้

ขณะที่การเลือกหมอน ควรเลือกหมอนที่มีความหนาระดับปานกลาง ไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไป จะช่วยทำให้คอ อยู่ในระดับที่สมดุลกับแผ่นหลังส่วนบนและกระดูกสันหลังได้เป็นอย่างดี หมอนที่เหมาะและสอดรับกับท่านอน หงายหรือผู้ที่มีอาการปวดหลังมากที่สุดจึงเหมาะกับหมอนประเภทยางพาราที่ถูกออกแบบมาให้มีส่วนโค้งเว้า รับศีรษะต้นคอและกระดูกสันหลัง ทำให้ลดอาการปวดให้ทุเลาลง

     ท่านอนตะแคง : แนะนำว่าควรนอนตะแคงด้านขวามากกว่าด้านซ้าย เพราะนอนตะแคงขวาจะไม่ทำให้น้ำหนักไปกดทับอวัยวะที่อยู่ด้านซ้าย ช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก ท่านี้ไม่แนะนำผู้ที่มีอาการปวดไหล่ เพราะจะทำให้ไหล่ที่ปวดเจ็บหนักกว่าเดิม

หมอนที่แนะนำ ควรเป็นหมอนที่สอดรับกับช่องว่างระหว่างคอและไหล่ให้พอดี อย่างหมอนเมมโมรี่โฟม ที่ออกแบบมาเพื่อการกระจายแรงกดทับ รองรับกับทุกท่วงท่ารวมถึงท่านอนตะแคงด้วย

     ท่านอนคว่ำ : จริงๆ แล้วเป็นท่านอนที่ไม่แนะนำ เพราะจะทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวโค้งไปทางด้านหน้ามากเกินไป นอกจากนี้เวลานอนคว่ำก็ต้องตะแคงหน้าไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งจะทำให้กระดูกต้นคอบิดไปด้วย อาจเป็นอันตรายและสะสมจนทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามร่างกายได้ ควรหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ เพราะจะทำให้กระดูกต้นคอเกิดแรงกดทับมาก ควรเปลี่ยนมานอนหงาย หรือนอนตะแคงแทน

คุณหมอแนะนำอีกว่า ชนิดและรูปทรงของหมอนก็มีหลายแบบ โดยช่วงแรกอาจจะต้องทดลองใช้หมอนแต่ละแบบสักประมาณ 2-3 เดือน เพื่อประเมินหาหมอนที่รับกับสรีระและนิสัยการนอนของตัวบุคคลเพื่อให้ได้หมอนที่ถูกสรีระมากที่สุด

 ด้าน เอกลักษณ์ รุ่งอนันต์ชัย กรรมการ บริษัท ทีแอล มาร์เก็ตติ้ง ผู้จัดจำหน่ายชุดเครื่องนอนทิวลิป อธิบายถึงการเลือกหมอนที่เหมาะสมว่า ต้องคำนึงถึงวัสดุที่อำนวยให้ท่านอนแต่ละท่าหลับสบายและเต็มอิ่มมากที่สุด ตื่นเช้ามาจะไม่เกิดอาการเมื่อยล้า พร้อมได้แบ่งประเภทของหมอนไว้ 3 ประเภท

     หมอนเมมโมรี่โฟม : ออกแบบมาเพื่อการกระจายแรงกดทับ สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงไปตามอุณหภูมิ ช่วยรองรับสรีระการนอนได้ดีเยี่ยม ช่วยลดอาการปวดคอไหล่และหลัง ให้ความรู้สึกสบายขณะหลับและยังไม่มีสารพิษที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้

     หมอนยางพารา : มีความยืดหยุ่นสูง ออกแบบให้มีรูปร่างโค้งเว้าเพื่อเป็นเบ้ารองรับศีรษะและต้นคอ ช่วยจัดวางตำแหน่งของศีรษะ คอ ไหล่ และหลังขณะนอนหลับได้เป็นอย่างดี ผ่อนคลายขณะหลับด้วยปุ่มนูนเล็กๆ ที่รองรับในการนวดศีรษะด้วยความนุ่มและยืดหยุ่นที่พอเหมาะ และด้วยโครงสร้างด้านล่างของตัวหมอนที่เป็นรูพรุนจึงสามารถระบายอากาศได้ดี ทำให้หมอนไม่อับชื้น รู้สึกสดชื่น หลับสบาย

     หมอนใยสังเคราะห์ : คุณสมบัติเส้นใยสังเคราะห์ ให้ความรู้สึกเหมือนนอนหมอนขนห่าน นิ่ม นอนหลับสบาย หุ้มด้วยผ้าคอตตอน สามารถช่วยรับน้ำหนักคอได้อย่างดี อีกทั้งยังเป็นวัสดุที่มีความเย็นตามธรรมชาติด้วย n

กินข้าวบรรเทาเบาหวาน ลดคอเลสเตอรอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ธ.ค. 2560 เวลา 12:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/532466

กินข้าวบรรเทาเบาหวาน ลดคอเลสเตอรอล

เรื่อง สมแขก

ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์     นอกจากข้าวไทยจะอร่อยติดอันดับโลกแล้ว ยังเปี่ยมด้วยคุณค่าที่หลากหลายทั้งด้านภูมิปัญญาและโภชนาการ กลุ่มข้าวที่ให้พลังงานสูงเหมาะกับนักกีฬา คือ ข้าวหอมนิลเชียงราย และข้าวหอมมะลิมันปู มีกลุ่มข้าวที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และต้านมะเร็ง เช่น ข้าวหอมนิล ข้าวสังข์หยด ข้าวลืมผัว และข้าวกล้องงอกหอมมะลิแดง ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าข้าวพันธุ์ธรรมดา 31 เท่า กลุ่มข้าวที่มีน้ำตาลต่ำเหมาะกับกินป้องกันเบาหวาน ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด เช่น ข้าวสินเหล็ก หอมนิล กข 43 และก่ำพะเยา

เริ่มจากทำความรู้จักกับข้าวเจ้าหอมนิลมีเมล็ดสีม่วงดำ เมื่อวิเคราะห์ปริมาณสีของเมล็ด สีม่วงดำประกอบไปด้วย สีม่วงเข้ม (Cyanidin) สีชมพูอ่อน (Peonidin) และสีน้ำตาล (Procyanidin) ผสมกัน ซึ่งสีที่เห็นนั่นเป็นสารประกอบกลุ่ม Flavonoid ที่เรียกว่า สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ที่ประกอบไปด้วย สาร Cyanidin กับสาร Peonidin สารโปรแอนโทไซยานิดิน (Proanthocyanidin) ประกอบด้วย สาร Procyanidin ซึ่งสารดังกล่าวทั้งหมดนี้เป็นสาร Antioxidant ที่ทำหน้าที่จับกับอนุมูลอิสระแล้วช่วยทำให้กลไกการทำงานของร่างกายมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าปกติ

สารแอนโทไซยานิน มีรายงานวิจัยพบว่า สามารถช่วยลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ ช่วยลดไขมันอุดตันในเส้นเลือดที่หัวใจและสมอง บรรเทาโรคเบาหวาน ช่วยบำรุงสายตาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นเวลามองตอนกลางคืน สีม่วงเข้มจากข้าวหอมนิลมีประสิทธิภาพในการแอนติออกซิเดชั่น (Antioxidation) ได้ดีกว่าวิตามินอีหลายเท่า และยังยับยั้งการเจริญเติบโตของ Epidermal Growth Factor Receptor ในเซลล์มะเร็ง สารโปรแอนโทไซยานิดิน หรือเรียกว่า สาร Condensed Tannins มีรายงานวิจัยพบว่า สารโปรแอนโทไซยานิดิน ทำการแอนติออกซิเดชั่นได้ดีกว่าวิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีน (ฺBeta-Carotene) สารโปรแอนโทไซยานิดิน ยังไปจับกับอนุภาคของกัมมันตภาพรังสีทำให้เซลล์ในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ และช่วยลดไขมันอุดตันในเส้นเลือดป้องกันโรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง ยังยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม ปอด กระเพาะอาหาร และเม็ดเลือดขาว

นอกจากข้าวหอมนิลแล้ว ข้าวอีกชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติคล้ายกันก็คือ ก่ำพะเยา เนื่องจากสีของข้าวมีสีม่วงเข้ม เช่นกัน สรรพคุณของก่ำพะเยาเป็นการต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นและลดคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และเพิ่มระดับของ HDL ในเลือด และยังมีผลต่อการทำงานของ ต่อมใต้สมอง ยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร และยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด ลดน้ำตาลในเลือด เพิ่มระดับของฮอร์โมนอินซูลินของคนเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ต้านการหืนของไขมันในรำข้าวและนมผงไขมันเต็ม

     ขณะที่ ข้าวสินเหล็ก เป็นข้าวที่เปี่ยมด้วยธาตุเหล็กสูง มีดัชนีน้ำตาลในระดับปานกลางถึงต่ำ เมื่อนำมาทดลองบริโภคในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน พบว่าช่วยแก้ปัญหาเบาหวานได้ทำให้สภาวะดื้อต่ออินซูลินลดลง การทำงานของตับอ่อนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และทำให้ค่าเฉลี่ยของไตรกลีเซอไรด์ลดลง นอกจากนี้ยังมีใยอาหารสูงมาก ช่วยป้องกันอาการท้องผูก ริดสีดวงทวาร และมะเร็งลำไส้ ดัชนีน้ำตาล ปานกลาง ข้าวกล้อง 58 ข้าวขัด 72

     ข้าวเจ้าหอมนุ่ม พันธุ์ กข 43 มีดัชนีน้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานและผู้ป่วยโรคไตที่ ไม่สามารถรับประทานข้าวกล้องได้ รวมถึงผู้ที่ต้องการ คุมน้ำหนักด้วย ดัชนีน้ำตาล 57.5 และข้าวชื่อเก๋อย่าง ข้าวลืมผัว มีวิตามินอี (อัลฟา-โทโคฟีรอล) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดคอเลสเตอรอล ปริมาณ 16.83 มก./กก. แกมมา-โอไรซานอล ช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ตลอดจนการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ปริมาณ 508.09 มก./กก. คุณค่าต่อมาคือ โอเมก้า-6 ซึ่งบรรเทาอาการขาดภาวะเอสโตรเจนของวัยทองและช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สูงถึง 1,160.08 มก./100 กก. และโอเมก้า-9 ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดไม่อุดตัน ไม่เป็นโรคหัวใจ โรคพาร์กินสัน และช่วยลดความอ้วนสูงถึง 1,146.41 มก./100 กก.

หากคุณรู้ถึงชนิดและคุณค่าของข้าวไทยอย่างลึกซึ้งแล้ว ต่อไปก็จะสามารถกินข้าวที่เหมาะสมกับตัวเอง ไม่ว่าคุณจะป่วยเป็นอะไร ข้าวก็ไม่ใช่ผู้ร้ายอีกต่อไปแล้ว n

เทรนด์สีปีหน้า อัลตราไวโอเลต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ธ.ค. 2560 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/532478

เทรนด์สีปีหน้า อัลตราไวโอเลต

ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีเทรนด์ มีกระแสที่หมุนเปลี่ยนเวียนวนกันไป โลกที่ถูกรายล้อมด้วยผู้คนและสิ่งต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มเติมพลังให้กับเรา โดยเฉพาะสีที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย สดใส เปี่ยมสุข ปลอดภัย และสร้างความมั่นใจ

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสีอย่างเว็บไซต์ Pantone.com ออกมาเปิดเผย เฉดสีที่เหล่าดีไซเนอร์ชื่อดังจะเลือกใช้ในคอลเลกชั่น Spring/Summer 2018 โดยเฉพาะที่ New York Fashion Week ซึ่งแต่ละสีต่างมีความโดดเด่นและสดใสเฉพาะตัว

วันนี้ Pantone ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ Color of the Year 2018 โดยปีนี้สีที่ครองตำแหน่งคือ “Ultra Violet” หรือ Pantone 18-3838 โดยทาง Pantone เผยว่า สี Ultra Violet สื่อถึงการมีความคิดริเริ่ม ความคิดสร้างสรรค์ การใช้จินตนาการ ความฉลาด การมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นตัวกำหนดอนาคต และสร้างแรงบันดาลใจ

The enigmatic color เผยว่า สี Ultra Violet หมายถึงท้องฟ้ากว้างใหญ่และไร้ขอบเขต สีนี้ยังชวนให้นึกถึงความลึกลับของจักรวาล และการค้นพบโลกใหม่ที่ไม่เคยมีใครพบมาก่อน ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์ต่างๆ นำสีไปใช้ได้หลากหลายอุตสาหกรรม

ลีอาทริซ ไอส์แมน Executive Director บริษัท Pantone Color Institute ซึ่งเป็นปรมาจารย์ของวงการสีสันในสหรัฐนำเสนอแนวโน้มสีสันและการออกแบบสินค้าของใช้และตกแต่งครัวเรือน Color and Design Trend 2018 ของตลาดสหรัฐประจำปี ในระหว่างงานแสดงสินค้า International Home & Housewares Show ณ นครชิคาโก และได้กำหนดเทรนด์สีสัน ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสินค้าของใช้และตกแต่งบ้านว่าสีม่วงเป็นสีที่มาแรงของปี 2018

ทางด้านทีมดีไซน์ โซลูชั่น ดีพาร์ทเมนท์ บริษัท แสนสิริ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า เทรนด์สีปีหน้าที่จะนำมาใช้นั้นคือสีม่วงเป็นพื้นฐาน เพราะม่วงนำมาใช้ได้หลายเฉด มาใช้คู่กับดำ ขาว เทา เงิน หรือสีคู่ตรงข้ามอย่างเหลือง และอย่างน้อย 2 โครงการของแสนสิริที่สุขุมวิทและเพชรเกษมก็เริ่มนำสีม่วงมาใช้ โดยใช้เป็นสีพื้นแล้วนำสีอื่นมาแมตช์คู่กัน เช่น หินสีขาว ไม้สีเทาๆ เฟอร์นิเจอร์สีควันบุหรี่ สีม่วงผสมขาว ผสมนีออน ม่วงใส่เทา ม่วงใส่นม ม่วงใส่ขาว

“คือเราไม่ได้เอาม่วงเพียวๆ โดดๆ มาใช้ แต่ไปจับคู่กับสีอื่น เพราะการใช้สีม่วงจับคู่กับอะไรก็ไม่ได้ยาก ไม่มีถูก ไม่มีผิด ยิ่งผสมถูกคู่ยิ่งดูสวยทรงพลังดูลุ่มลึก ให้ความรู้สึกอบอุ่น มันจะดูพึ่งพาไว้ใจได้ มันเป็นสีที่ขลังทรงพลัง น่าค้นหา ถ้าเป็นผู้หญิงก็เปรียบเหมือนหญิงสาวที่มีประสบการณ์ผ่านโลก ผ่านชีวิตมาระดับหนึ่ง ไม่ใช่สาวๆ สดใสที่สวย แต่ไม่น่าค้นหาดูเบื่อง่าย (หัวเราะ)”

2-3 ปีที่ผ่านมา หลายโครงการของแสนสิริจะใช้สีเทา ควันบุหรี่ เน้นความแข็งแรงมั่นคงหนักแน่น มาปลายปีนี้เริ่มใช้สีม่วงเป็นเบส เพื่อจะตกแต่งโครงการที่จะเปิดปีหน้าเป็นโทนม่วง ซึ่งจะบ่งบอกถึงความสนุกสดใส ร่าเริง แต่น่าค้นหา เป็นสีของความเท่แต่ยูนีค มีความเป็นเอกลักษณ์และเซ็กซี่ขึ้น แบบม่วงผสมนีออน เป็นการใช้สีที่กล้าจะสนุกมากขึ้น “หลังจากที่คนไทยใช้สีดำมา 1 ปีเต็ม ปีหน้าคงอยากจะใช้สีสนุกแรงๆ มากขึ้น แล้วสีม่วงก็เหมาะกับผิวสีแทนแบบคนไทยด้วย” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่ดีไซเนอร์สุดเก๋อย่างแบรนด์วทานิกา โดย วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา เจ้าของแบรนด์ ให้ความเห็นว่า สีม่วงนั้นมีหลายเฉด ม่วงอมชมพู ม่วงอมน้ำเงิน ม่วงอมเทา ม่วงนีออน โดยเฉพาะสีม่วงอมน้ำเงินนั้นเป็นสีที่ดูโก้ ดูแพง แล้วสีม่วงเข้มๆ นั้นนอกจากสวยเรียบแต่โก้แล้ว ยังให้สวมใส่แล้วดูผอมด้วย ยิ่งไปแมตช์กับสีโทนเข้มยิ่งดูทรงพลังน่าเกรงขาม

“แฟชั่นไม่มีอะไรถูก ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรที่เป็นรูปแบบตายตัว เพราะแฟชั่นไม่มีข้อจำกัดอยู่แล้ว บางคนไม่กล้าใช้ม่วงเพียวก็อาจจะลดโทนด้วยการเอาสีชมพู เป็นม่วงอมชมพู หรือม่วงแมตช์กับเหลือง ยิ่งดูสวย เป็นคัทเลอร์บ็อกซ์เท่ๆ แนวซิลูเอ็ด เช่น หากใส่ชุดม่วงเหลือง ก็หากระเป๋า รองเท้าโทนเทาเงินวาวๆ ก็สวยไปอีก”

ส่วนที่กังวลกันว่าสีม่วงอาจจะใช้ยาก เพราะกลัวผิวคล้ำดูดำไม่ไบรต์นั้น เธอบอกว่าไม่จริง สีม่วงเหมาะกับผิวสองสี ผิวสีน้ำผึ้งออกสีแทนแบบคนไทยนั้นจะขับให้ดูผ่องขึ้นอีกด้วยทางด้าน โสภณวิชญ์ สุขสวัสดิ์ เจ้าของเพจครูคริส เมกอัพมือหนึ่ง (IG : Christ_Airbrush) ให้ข้อแนะนำว่า ความสวยและแฟชั่นเรื่องสีมีอิทธิพลสำหรับสาวๆ สายอินเทรนด์และวงการแฟชั่นมาก เนื่องจากแต่ละปีเทรนด์สีได้ถูกปรับเปลี่ยนกันไปตามค่านิยม สำหรับเทรนด์สีที่ฮิตฮอตมาแรงแซงทางโค้งสำหรับการแต่งหน้าปี 2018 ได้แก่ Violet สีม่วง นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นม่วงชัดๆ ม่วงแดง อมม่วง หรือม่วงค่อนข้างคล้ำ

ในความเป็นจริงแล้ว สีม่วงค่อนข้างให้ความรู้สึกลึกลับ ปราดเปรียว หรูหรา สง่างาม น่าค้นหา ดูเป็นอมตะ ที่สำคัญ สีม่วงยังให้แรงดึงดูดแก่ผู้คนที่พบเห็นให้ชะงัก สะดุดอยู่ตรงหน้าคุณๆ ได้เลย

อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับสาวๆ ในไอเท็มนี้คือ ลิปสติก ซึ่งเป็นการเพิ่มสีสันในการแต่งหน้าให้สาวๆ ในฤดูกาลนี้ ให้สนุกสนานกันมากยิ่งขึ้น ไม่จำเจ ซ้ำซากน่าเบื่อ และเทรนด์สีก็เป็นอีกหนึ่งความสนุกของสาวๆ และเชื่อว่าอีกหลายๆ คนที่ติดตามเกี่ยวกับโลกของเทรนด์แฟชั่นและบิวตี้ไอเท็มต่างๆ จะต้องไม่พลาดกับเทรนด์สี Violet นี้ ซึ่งถือว่าเป็นสีแห่งปี 2018

สีม่วง เป็นสีที่ผสมระหว่างสีน้ำเงินและสีแดง โดยปกติสีจะมีอยู่สองโทน คือสีโทนร้อนและสีโทนเย็น แต่สีม่วงเป็นสีที่อยู่ตรงกลางระหว่างสีโทนร้อนและสีโทนเย็น ซึ่งนอกจากสีม่วงแล้วยังมีสีเหลืองอีกสีหนึ่งที่มีลักษณะดังกล่าว จึงสามารถเลือกใช้สีม่วงเข้าไปผสมผสานได้กับสีทั้งสองโทน เป็นสีคู่ตรงข้ามที่ใช้คู่กันแล้วจะทำให้ดูเก๋และโก้

“ในทางจิตใจแล้ว สีม่วงเป็นสีการดูแลและปลอบโยนช่วยให้จิตใจสงบและอดทนต่อความรู้สึกที่โศกเศร้าหรืสูญเสียที่มากระทบจิตใจและประสาท สีม่วงเฉดต่างๆ ยังช่วยสร้างสมดุลของจิตใจให้ฟื้นกลับมาจากภาวะตกต่ำหรือความเศร้าที่ครอบงำอยู่

สีครามจะเป็นสีที่มีพลังมาก เป็นสีที่ไปกระตุ้นสมองให้มีความฮึกเหิม กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และสัญชาตญาณ สีครามเป็นสีที่เข้าไปครอบงำประสาทได้เป็นอย่างดี สีม่วงเป็นสีที่เข้าไปเปลี่ยนแปลง การสื่อสารระดับลึกเข้าไปแทนที่และต่อสู้กับความกลัวและความตกใจ เข้าไปชำระล้างสิ่งที่รบกวนอยู่ในสมอง ซึ่งสีม่วงมักเข้าไปเชื่อมโยงกับสื่อแขนงอื่นๆ ทั้งศิลปะ ดนตรี และความลึกลับ เป็นสีที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกทางด้านความสวยงาม ปรัชญาขั้นสูง กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจ ก่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ

สีม่วงยังเป็นสีที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อที่ลึกลับทางจิตวิญญาณ เป็นสีที่มีเสน่ห์และทรงพลัง สีม่วงยังช่วยให้สมองของเราสงบ สามารถสร้างแรงบันดาลใจด้านต่างๆ ได้ดี” เขากล่าวทิ้งท้าย

ผ่าโมเดลหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่แดนอิเหนา กับทางรอดในยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ธ.ค. 2560 เวลา 10:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/532311

ผ่าโมเดลหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่แดนอิเหนา กับทางรอดในยุคดิจิทัล

การประกาศปิดตัวแผงของนิตยสารดิฉัน และคู่สร้างคู่สม ถือเป็นคลื่นลูกโตที่ซัดโครมเข้าใส่วงการสื่อบ้านเราเข้าอย่างจังอีกระลอก นี่ยังไม่รวมข่าวร้ายที่สร้างแรงกระเพื่อมให้วงการสื่อบ้านเราสั่นคลอนแบบรายวัน

นับตั้งแต่การปรากฏตัวของสื่อออนไลน์ ได้สั่นคลอนสถานะของสื่อทั่วโลก บ้างล้มหายตายจากไปอย่างน่าเสียดาย อีกจำนวนไม่น้อยอาการสาหัสเข้าขั้นโคม่าได้แต่ตั้งตารอปาฏิหาริย์

ขณะที่สื่อหลายสำนักของบ้านเราเลือกใช้วิธีตัดสวัสดิการ เลย์ออฟพนักงาน ไปจนถึงการจ่ายยาแรงด้วยการประกาศปิดตัวรับวิกฤตสื่อ แต่สื่อยักษ์ใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างหนังสือพิมพ์คอมพาส หนังสือรายวันเบอร์หนึ่งของอินโดนีเซีย กลับยังสวมหัวใจนักสู้ เดินหน้าปรับกระบวนทัพไม่ยอมแพ้ให้กับสงครามครั้งนี้

งัดโมเดลที่นิวยอร์กไทมส์ทำสำเร็จมาแล้วมาปรับใช้ ด้วยความเชื่อมั่นว่า “สื่อไม่มีวันตาย”

โลกเปลี่ยน สื่อต้องปรับ

บูดิมาน ตานูเรอจอ บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์คอมพาส หนังสือพิมพ์รายวันที่ได้ชื่อว่ามียอดพิมพ์สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อยู่ภายใต้การบริหารของเครือคอมพาส กรามีเดีย (Kompas Gramedia) ซึ่งมีธุรกิจในเครือมากมายทั้งโรงแรม โรงพิมพ์ ร้านหนังสือ ฯลฯ ยอมรับว่าสื่อในอินโดนีเซียกำลังเผชิญกับความท้าทายไม่ต่างกับสื่อทั่วโลก

โชคดีที่คอมพาสถึงจะเป็นหนังสือเก่าแก่ แต่มีการปรับตัวรับกระแสยุคดิจิทัลค่อนข้างเร็ว คอมพาสได้ชื่อว่าเป็นสื่อแรกในอาเซียนที่มีการผลิตหนังสือพิมพ์ในรูปแบบดิจิทัล หลังจากมีการเปิดตัวไอแพด จากนั้นจึงมีการเปิดตัวเว็บไซต์ Kompas.com ในปี 2008

“ล่าสุดเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เรามีการปรับโมเดลธุรกิจใหม่ด้วยการเปิดตัวเว็บไซต์ Kompas.idเพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร โดยความแตกต่างระหว่างสองเว็บไซต์คือ Kompas.com ให้บริการฟรี เน้นนำเสนอข่าวสารและเหตุการณ์ที่รวดเร็ว มีไว้เพื่อรับมือเว็บไซต์ข่าวคู่แข่งอื่นๆ โดยเรามีกองบรรณาธิการเฉพาะสำหรับดูแลเนื้อหาบนเว็บไซต์

ขณะที่ Kompas.id เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของเราที่ผู้อ่านต้องสมัครสมาชิกถึงจะล็อกอินเข้ามาอ่านข่าวได้ ภายในเว็บไซต์นอกจากจะเผยแพร่ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์คอมพาส ยังมีการเพิ่มเติมภาพข่าว อินโฟกราฟฟิก และเนื้อหาพิเศษที่ทางกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์จัดทำขึ้นทุกวัน”

นอกจากนี้ เพื่อให้ Kompas.id ตอบโจทย์ผู้อ่านชาวอินโดนีเซียที่อยู่ในต่างแดน หรือผู้อ่านยุคดิจิทัลที่ไม่อยากอ่านในรูปแบบหนังสือพิมพ์ ยังมีบริการที่ช่วยให้ชาวต่างชาติที่มาทำงานในอินโดนีเซีย แต่ไม่อยากพลาดทุกประเด็นเด็ดข่าวร้อน มีการเลือกข่าวที่เป็นประเด็นร้อนในหมวดการเมือง เศรษฐกิจ วันละ 7-8 ข่าว เพื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษ

“เราไม่ได้มองว่า Kompas.id เป็นเพียงผู้สร้างคอนเทนต์ แต่เรายังเป็นเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาติดต่อซื้อภาพในคลังภาพของเราได้ด้วย หลังจากเปิดตัวKompas.id ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยเปิดโอกาสให้ทดลองอ่านฟรีได้ 7 วัน ส่วนผู้อ่านที่เป็นสมาชิกหนังสือพิมพ์ของเรา สามารถล็อกอินเข้ามาได้ฟรี ถือว่าได้รับกระแสตอบรับดีเกินคาด โดยเราตั้งเป้าว่าภายใน 2 ปี ต้องมีผู้อ่านแตะหลักล้านให้ได้”

บูดิมาน ยังเสริมด้วยว่า โมเดลที่ Kompas.id กำลังทำให้เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในอินโดนีเซีย เป็นโมเดลธุรกิจที่ปรับใช้จากนิวยอร์กไทมส์ซึ่งประสบความสำเร็จจากกลยุทธ์นี้

สื่อเปลี่ยน แต่จิตวิญญาณคนข่าวยังเข้มข้น

นอกจากจะมีกลยุทธ์ใหม่เป็นอาวุธรับมือสื่อออนไลน์ ซึ่งไม่ต่างจากเพชฌฆาตของวงการสื่อแล้ว สิ่งที่ทำให้ บูดิมาน มั่นใจว่า “สื่อยังไม่มีวันตาย” คือความเชื่อมั่นในจิตวิญญาณและศักยภาพของคนข่าวที่เป็นขุนพลสำคัญขององค์กร

“ทุกปีเราจะส่งบรรณาธิการและนักข่าวไปเข้าร่วมการประชุมสื่อ ศึกษาดูงานสื่อในต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในแวดวงสื่อ พร้อมศึกษาโมเดลทางธุรกิจ และการปรับตัวของสื่อในตะวันตกที่ประสบความสำเร็จ เพื่อนำมาปรับใช้ นอกจาก Kompas.id ซึ่งเป็นไอเดียที่เราได้รับจากการไปดูงานที่นิวยอร์กไทมส์ ในปีหน้าเรายังมีแผนปรับเปลี่ยนห้องข่าวของเรา โดยบูรณาการกองบรรณาธิการโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์เข้าด้วยกัน ถามว่ายากมั้ย แน่นอน เพราะธรรมชาติของสื่อแต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน แต่นั่นเป็นการบ้านของผมที่จะต้องทลายความต่างตรงนี้ลงให้ได้”

สำหรับเหตุผลที่ต้องมีการบูรณาการกองบรรณาธิการ บูดิมาน ยอมรับว่าส่วนหนึ่งเพื่อตัดลดต้นทุน แต่อีกเหตุผลที่สำคัญกว่าคือการพัฒนาศักยภาพของนักข่าว

“ในยุคที่สื่อต้องปรับตัว นักข่าวของเราต้องมีความรู้ ความสามารถที่รอบด้านมากขึ้น เราต้องพัฒนาศักยภาพของนักข่าวให้พร้อมตอบโจทย์ธุรกิจสื่ออย่างรอบด้าน ผมมั่นใจว่าสื่อสิ่งพิมพ์จะยังอยู่รอด ด้วยจิตวิญญาณของคนข่าว การทำงานอย่างเข้มข้นของกองบรรณาธิการ ในแต่ละวันบรรณาธิการต้องร่วมประชุมเพื่อคัดกรองข่าวเป็นร้อยๆ ข่าวให้เหลือเพียง 4 ข่าวเท่านั้นที่จะได้ตีพิมพ์บนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์”

ที่ผ่านมา บูดิมาน ยอมรับว่าอาจจะเห็นสื่อปิดตัวไปมากมาย ในอินโดนีเซียเองก็มีหนังสือพิมพ์ที่ปิดตัวไป เหตุผลไม่ใช่เพราะผลประกอบการไม่เข้าเป้า แต่เพราะปัญหาในการบริหารงานข้างใน คิดว่าโจทย์ใหญ่สำหรับสื่อวันนี้คือต้องปรับตัว จะทำอย่างไรให้ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์เติบโตและก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน

“ผมยังเชื่อว่ากลไกหลักต้องมาจากคนข่าวที่มีคุณภาพ สื่อที่ดีต้องไม่ผลิต Noise (มลภาวะทางเสียง) แต่เรากำลังผลิต Voice (เสียงที่มีคุณภาพ)”

ขณะเดียวกันคอมพาสยังอาศัยช่องทางออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม เป็นช่องทางในการเชื่อมโยงกับผู้อ่านบนโลกออนไลน์

“เรายังต้องอาศัยเวลาอีกสักระยะเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนผ่านนี้ แต่ผมยังเชื่อมั่นว่าสิ่งที่จะสร้างความแตกต่างให้สื่อกระแสหลัก คือการนำเสนอข้อมูลเชิงลึก เรารู้ว่าคนอ่านต้องการอะไร เราไม่ได้เสนอข่าวของเมื่อวาน แต่เรานำเสนอข่าวโดยอาศัยข้อมูลจากทีมข่าวคุณภาพ นำเสนอข่าวที่ถูกต้องเชื่อถือได้ ไม่ใช่แค่สะท้อนแต่ความจริง แต่เราทำให้ข้อมูลนั้นกระจ่าง และวิเคราะห์ไปถึงก้าวต่อไป”

สอดคล้องกับความคิดเห็นของ ตรี อากุง คริสตานโต รองบรรณาธิการอำนวยการ เผยถึงอีกหนึ่งจุดเด่นของหนังสือพิมพ์คอมพาส ในฐานะหนังสือพิมพ์คุณภาพที่เป็นกระบอกเสียงของประชาชนอย่างแท้จริงว่า คอมพาสมีแผนกศูนย์ข้อมูลในการเก็บรวบรวมคลังข่าวและภาพ พร้อมแผนกวิจัยและพัฒนาทำหน้าที่จัดทำโพล เพื่อฟังเสียงของประชาชนในประเด็นต่างๆ โดยจะตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ทุกสัปดาห์ ซึ่งแตกต่างจากเมืองไทยที่อาศัยการอ้างอิงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปจากสวนดุสิตโพลเท่านั้น

“โพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในหัวข้อที่เกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ที่ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ทุกวันจันทร์ ถือเป็นอีกหนึ่งเสียงสะท้อนจากประชาชนที่รัฐบาลต้องฟัง และนำข้อมูลเหล่านี้ไปพิจารณาเพื่อต่อยอดต่อไป แต่ก่อนเราเป็นสื่อเดียวที่มีแผนกนี้ แต่ตอนนี้เริ่มมีหนังสือพิมพ์บางฉบับหันมาทำตามบ้าง”

สื่อไม่ตาย แต่ต้องเปลี่ยนแพลตฟอร์ม

ขณะที่คนในวงการสื่อยังย้ำหนักแน่นว่าสื่อไม่มีวันตาย แต่ในสายตาผู้อ่านกลับมองว่าถึงเวลาแล้วที่สื่อต้องเปลี่ยนแพลตฟอร์ม

หนึ่งในนั้นคือ เฟอร์ดิ พนักงานอำนวยการบินของสายการบินแอร์เอเชีย สะท้อนภาพการเสพสื่อของชาวอินโดนีเซียว่า กลุ่มที่ยังคงอ่านหนังสือพิมพ์คือกลุ่มผู้ใหญ่ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ที่ไม่ชินกับการอ่านข่าวบนโทรศัพท์ ขณะที่วัยรุ่นส่วนใหญ่หันมาเลือกเสพข่าวสารจากสื่อออนไลน์มากกว่า

“ส่วนใหญ่คนอินโดนีเซียจะเสพข่าวการเมืองและเศรษฐกิจในหนังสือพิมพ์ เพราะมองว่าเป็นแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ แต่ถ้าเป็นข่าวเบาๆ เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์จะเลือกอ่านจากเว็บไซต์ทั่วไปมากกว่า โดยเว็บไซต์ข่าวยอดนิยมของชาวอินโดนีเซียในเวลานี้คือเว็บไซต์ detik.com ซึ่งเป็นหนึ่งในเว็บข่าวออนไลน์ที่ข่าวค่อนข้างมีความน่าเชื่อถือ ส่วนตัวผมมีความเชื่อว่าวันหนึ่งสื่อสิ่งพิมพ์จะตาย ที่ยังอยู่ได้คือสื่อกระแสหลักที่เปลี่ยนแพลตฟอร์มมาสู่ออนไลน์”

สอดคล้องกับความคิดเห็นของ ยานติ โอวินา คุณครูชาวอินโดนีเซีย ที่เดินทางมาสอนภาษาอินโดนีเซียในประเทศไทย ยอมรับว่าพฤติกรรมการเสพสื่อของชาวอินโดนีเซียเปลี่ยนไป หันมาอ่านข่าวออนไลน์มากขึ้น แต่เธอยังมีความเชื่อว่าสื่อสิ่งพิมพ์จะอยู่รอด

โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์คอมพาส ซึ่งเป็นสื่อใหญ่ในอินโดนีเซีย เพียงแต่ต้องปรับตัวไปสู่การทำออนไลน์ด้วย แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นโจทย์ที่ยากไม่ใช่น้อย เพราะสื่อออนไลน์อันดับ 1 ที่ชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่ซึ่งไม่ได้ใช้ชีวิตในกรุงจาการ์ตาคุ้นเคยที่สุดในเวลานี้คือเว็บไซต์ detik.com

“ฉันเองก็ยังอ่านข่าวจากเว็บไซต์นี้เป็นประจำ เพราะคุ้นเคยและวางใจว่าเป็นเว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูลที่เชื่อถือได้ เหตุผลที่ชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่คุ้นเคยกับเว็บไซต์นี้มากกว่าเว็บไซต์คอมพาส เพราะถือกำเนิดมาในฐานะเว็บข่าวออนไลน์ตั้งแต่วันแรก ขณะที่คอมพาสเริ่มต้นจากการเป็นหนังสือพิมพ์ ทำให้คนยังติดภาพแบบเดิมๆ”

หุ่นสวย ด้วยการ ‘ชกมวย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ธ.ค. 2560 เวลา 13:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/532175

หุ่นสวย ด้วยการ ‘ชกมวย’

เซเลบสาวสวย จอย-ชลิกา กุลดิลก ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท จาร์วิส อินโนเวชั่น เจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นไร้กลิ่น ภายใต้แบรนด์ “ปาล์มมา เดอ โคโค” ในวัย 42 ปี แม้มีลูก 2 คน วัย 13 กับ 9 ขวบแล้ว แต่เธอยังรักษารูปร่างไว้ได้ด้วยการออกกำลังกายอย่างมีวินัย ซึ่งย้อนกลับไป 4 ปีก่อน เธอก็เคยเป็นผู้หญิงเจ้าเนื้อมาก่อน

“เมื่อก่อนเพื่อนๆ ชอบบอกว่าจอยตัวนิ่ม ตอนไม่ออกกำลังกายทำอะไรก็เหมือนคนไม่มีเรี่ยวแรง ดูเหมือนเหนื่อยตลอดเวลา แต่ก่อนหน้านี้จอยยุ่งอยู่กับการดูแลลูกจึงไม่มีเวลา งานก็เยอะ อีกทั้งยังมีธุรกิจส่วนตัวทำคอนโดกับบ้านเช่า ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว ทำให้ยิ่งไม่มีเวลาออกกำลังกาย” จุดที่ดึงเธอให้หันมาออกกำลังกายคือ กลัวแก่ เพราะความเหนื่อย คือสัญญาณความร่วงโรยแห่งวัย เธอเลยอยากทำให้ตัวเองดูกระฉับกระเฉง

“จอยเคยอ้วนน้ำหนักหลังคลอดยังเหลือ 68 กิโลกรัม สำหรับการมีลูกคนที่ 2 และจอยให้นมลูกนานถึง 2 ปี  จอยเลยพิถีพิถันเรื่องการกิน กินแบบไม่กลัวหุ่นเสียเพราะกินน้อยแล้วไม่มีนมให้ลูกกิน เรียกว่าปล่อยตัวจนลูกอายุ 2 ขวบ จึงหันมาออกกำลังกายด้วยการฝึกโยคะ

ตอนลูกไปเรียนพิเศษจอยก็แวบไปฝึกโยคะร้อน อยากทิ้งของเสียในร่างกายไปกับเหงื่อ พอมีลูกคนที่ 2 น้ำหนักเหลือ 58 กิโลกรัม โดยท้อง 2 กินอย่างระมัดระวังน้ำหนักจึงขึ้นไปแค่ 9 กิโลกรัม พอคลอดลูกคนที่ 2 กินอย่างมีสติมาก เลือกกินแต่บร็อกโคลี่ซึ่งทำให้ไม่อ้วนเลย แล้วกินน้อยปรากฏรู้สึกเลยว่าสมองไม่ปลอดโปร่ง ไม่มีแรง ซึ่งไม่มีวิธีไหนที่ทำให้เราแข็งแรงก็คือ ออกกำลังกาย จอยต้องหาเวลาออกกำลังกายแล้วล่ะ เลยจัดตารางให้ลูกเรียนพิเศษ แล้วแม่แวบไปออกกำลังกาย พอดีใกล้บ้านมีค่ายมวยเจริญทอง เกียรติบ้านช่อง จอยก็ไปเลย”

ปัจจุบันจอยฝึกมวยไทยได้ 3 ปีแล้ว ซึ่งมวยถือเป็นกีฬาที่ต้องฝึกฝนหนักมาก

 

“ชกมวยแรกๆ เหมือนจะตาย เล่นได้ 15 นาทีแรกเริ่มงอแง รู้สึกไม่ไหว เพราะมันหนักมาก เวลาเตะต่อยติดกัน 15 นาที มันหนักและเหนื่อยมากๆ ยิ่งปล่อยหมัดให้ถูกท่ามันต้องยืดขาให้สุด มันจึงเหนื่อยมาก อีกอย่างของการออกกำลังกายด้วยมวยไทยคือ ครูจะสอนวิธีแก้เกม เวลาจะมีคนมาทำร้าย ต้องทำอย่างไร ทำให้เราได้ผลทางจิตวิทยา และทำให้เราแข็งแรง ต่อสู้คนได้ เตะเป็น มันดีกับร่างกายเราเริ่มมีซิกแซ็ก มีท่ากระโดดเตะ ทำให้จอยสามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น อึดขึ้น จากเมื่อก่อนเตะต่อย 15 นาทีก็เหนื่อย ตอนนี้ 1 ชั่วโมงก็ยังไหว ปัญหาของผู้หญิงวัย 40 ขึ้นไปคือ อ้วนง่าย แต่ถ้าออกกำลังกายจะช่วยเรื่องรูปร่างได้มาก”

ข้อดีของการต่อยมวยคือ ได้ออกกำลังกายให้ไขมันลดลง เพราะมีทั้งคาร์ดิโอ ต่อยกับคู่ต่อสู้ ร่างกายหายใจเอาออกซิเจนเข้าไป แล้วยังได้เบิร์นไขมันอีกด้วย การต่อยมวยจึงถือเป็นการออกกำลังกายแบบลดไขมันภายในร่างกายของเราดีมาก

“เวลาต่อยกับครู ครูจะให้สร้างเนื้อด้วยการซิตอัพ วิดพื้น แรกๆ จะหนักหน่อยแต่ผ่านไปสัก 3 อาทิตย์จะดีขึ้น จอยต่อยทุกวันอาทิตย์ตอนเช้า 09.00-10.00 น. ควบคู่กับการออกกำลังกายวิธีอื่นๆ การชกมวยถือเป็นการออกกำลังกายได้ทั้งตัว ต่อยมวยช่วยเบิร์นแคลอรีได้เป็นพันกิโลแคลอรีนะคะในแต่ละชั่วโมงที่เราต่อย”

ต่อไปนี้เป็นท่าลดหน้าท้อง ด้วยท่าเตะ ด้วยวิธีง่ายๆ

1.ยืนสองขาให้มั่นคง แบบท่าพร้อมต่อยมวย เท้าวางกว้างเท่าหัวไหล่ เท้าซ้ายไว้ข้างหน้า เท้าขวาอยู่หลัง ตั้งการ์ดมวย

2.จากนั้นเตะเท้าขวาไปข้างหน้าระดับอก เรียกว่าเตะท่าธรรมดาปกติ แล้วปล่อยขากลับเข้าท่าเดิม ทำไปเรื่อยๆ ให้ครบ 15 ครั้ง แล้วทำอีกข้างหนึ่งสลับกัน 3 เซต

ข้อดี : ช่วยลดหน้าท้องและต้นขา ซึ่งเป็นท่าที่เหมาะกับผู้หญิงมากๆ

ธิติ ตันติกุลานันท์ ร่วมต่อจิ๊กซอว์กลุ่มกสิกรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 ธ.ค. 2560 เวลา 14:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/532055

ธิติ ตันติกุลานันท์ ร่วมต่อจิ๊กซอว์กลุ่มกสิกรไทย

โดย พูลศรี เจริญ

ธิติ ตันติกุลานันท์ เป็นหนึ่งในขุนพลเครือธนาคารกสิกรไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย

อาจกล่าวได้ว่า ธิติเป็นบุคลากรแถวหน้าของตลาดเงินและตลาดทุนไทย เมื่อดูจากบทบาทหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากธนาคารกสิกรไทย

ธิติ เข้ามาบริหาร บล.กสิกรไทย เมื่อ 4 ปีที่แล้ว หรือปี 2556 เขาเล่าว่าช่วงนั้นแนวโน้มหรือเทรนด์ของนักลงทุนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เช่น มีการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือเทรดออนไลน์มากขึ้น

นอกจากนี้ ตลาดทุนเติบโตขึ้น มีแอพพลิเคชั่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก นักลงทุนรู้จักหาข้อมูล เข้าใจเรื่องข้อมูลดีขึ้น มีการลงทุนด้วยตัวเองมากขึ้น

“จากพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป บุคลากรของบริษัทต้องปรับตัวให้ทันลูกค้า”

ด้านมุมมองที่มีต่ออุตสาหกรรมหลักทรัพย์ เขาบอกว่า เป็นห่วงเรื่องการแข่งขันด้านราคามากกว่ามองเรื่องคุณภาพ ส่งผลให้นักวิเคราะห์ในระบบมีน้อยลง ดังนั้นในระยะยาวจึงน่าเป็นห่วง

สำหรับ บล.กสิกรไทย วางตำแหน่งตัวเองเป็นพรีเมียมโบรกเกอร์ มีผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ครบครัน เช่น การให้บริการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ซึ่ง บล.กสิกรไทย จะคิดค่าธรรมเนียมหรือค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขายอัตราเดียวกับการซื้อขายหุ้นในประเทศ

นอกจากนี้ มีผลิตภัณฑ์ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ หรือ DW ซิงเกอร์สต๊อก และบล็อกเทรด เช่นเดียวกับบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ ปัจจุบัน บล.กสิกรไทย มีบทวิเคราะห์ครอบคลุมหุ้น 120-130 บริษัท

ธิติ บอกว่า บล.กสิกรไทย จะมีเข็มทิศและเป้าหมายการทำธุรกิจที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคุณภาพรอบด้านเป็นหลัก เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม

การวางกลยุทธ์ที่สำคัญ เช่น การพัฒนาคุณภาพการให้บริการในเชิงลึกและนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนที่ครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุดในตลาด เพิ่มความแข็งแกร่งของงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ รักษาคุณภาพของบทวิเคราะห์

อีกเรื่องที่สำคัญ คือ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านการลงทุน โดยเน้นการพัฒนาตัวช่วยและฟังก์ชั่นใหม่ของ KS Super Stock เพื่อการลงทุนที่ครบทุกขั้นตอนและใช้งานได้ในทุกอุปกรณ์การลงทุน มีการพัฒนา KS Super Portfolio โปรแกรมที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลพอร์ตการลงทุน 3 ปีย้อนหลังได้เชิงลึกพร้อมแนะนำหุ้นอื่นๆ ที่น่าสนใจ เป็นต้น

“เราพยายามจะรักษาความเป็น Top of mind โบรกเกอร์แรกที่นักลงทุนเลือก และเป็น 1 ใน 3 โบรกเกอร์ชั้นนำของตลาด”

การเดินไปสู่เป้าหมายที่วางไว้นั้น ธิติ กล่าวว่า บริษัทจะมีการเสริมจุดแข็งควบคู่กับการสร้างบริการที่แตกต่างให้กับลูกค้าด้วยการเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนให้ครบถ้วน เพื่อตอบสนองทุกรูปแบบของการลงทุนที่ลูกค้าต้องการ และวางนโยบายขยายฐานลูกค้าร่วมกับธนาคารกสิกรไทย

ธิติเปรียบเทียบลักษณะงานที่ทำว่า งานด้านบริษัทหลักทรัพย์ เราเป็นตัวกลางขึ้นอยู่กับว่าจะตอบโจทย์ลูกค้าอย่างไร ส่วนงานด้านค้าเงิน บางทีต้องเสนอโซลูชั่นให้ลูกค้า

“ผมพยายามพบปะลูกค้าเพื่อรับรู้ปัญหา กรณีลูกค้าบ่นเราต้องกลับมาทบทวน และการที่ลูกค้ากลับมาใช้บริการก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี”

ด้านปรัชญาและหลักคิดในการบริหารงาน บริหารคน ธิติ บอกว่า ระดับบริหารต้องมีความชัดเจนทั้งเรื่องนโยบาย การแก้ปัญหาเรื่องทีมงานเพราะถ้ามีความชัดเจนเรื่องทีมงาน การแก้ปัญหาไม่ว่าจะเรื่องอะไร เมื่อมีทิศทางให้ก็จะทำให้งานบรรลุเป้าหมาย

“การตัดสินใจไม่ได้ยาก ถ้าเรามีข้อมูลที่ถูกต้อง เรื่องนี้เป็นความท้าทาย เพราะการตัดสินใจ เราต้องมีความรู้”

ธิติ เคยทำงานด้านค้าเงินมาก่อน ก่อนมาอยู่ใต้ชายคาธนาคารกสิกรไทย โดยเคยทำงานที่ธนาคารซิตี้แบงก์ เขาบอกว่าทุกภารกิจที่ได้รับมอบหมายล้วนทำให้มีประสบการณ์เพิ่ม

เขาบอกว่า การทำงานด้านตลาดทุนต้องติดตามข่าวสารตลอด ทำให้ต้องพัฒนาตัวเอง

“งานในห้องค้าเงินมีทั้งเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ออปชั่น ตราสารหนี้ เป็นงานที่สำคัญ ต้องขยัน”

ธิติ ยอมรับว่างานด้านค้าเงินเป็นงานที่กดดัน บางครั้งมีงานเข้ามาใช้เวลาเป็นเดือน ห้องค้าเงินมีความเสี่ยง ห้องค้าเงินเป็นเรื่องการบริหารความเสี่ยงค่าเงิน

เขายกตัวอย่างว่าได้ผ่านความยากลำบากเรื่องการบริหารค่าเงินจากประสบการณ์ช่วงวิกฤตปี 2540 เป็นช่วงที่เงินบาทอ่อนค่าลง ส่วนต่าง 0.30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินช่วงนั้นอยู่ที่ 24.97 บาท/ดอลลาร์ วันหนึ่งแกว่งตัวระหว่าง 33.00-35.00 บาท/ดอลลาร์ หรือในแต่ละวันค่าเงินแกว่งมากถึง 3 บาท/ดอลลาร์ ช่วงนั้นตลาดผันผวนมาก

ช่วงที่ค่าเงินบาทผันผวนหนักช่วงปี 2540-2542 ธิติ บอกว่า “ผมเหนื่อยมากๆ”

เมื่อถามว่าช่วงวิกฤตปี 2540 ถือว่าเป็นการวัดฝีมือ ถ้าให้ประเมินตัวเอง คิดว่าเป็นอย่างไร ธิติ ตอบสั้นๆ ว่า “ผมว่าผมก็โอเค ค่าเงินบาทจาก 25 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าไปถึง 50 บาท/ดอลลาร์ เป็นการวัดว่าใครปอดใหญ่กว่ากัน”

ธิติ ทำงานที่ซิตี้แบงก์เกือบ 5 ปี เป็นระดับคุมโต๊ะเทรดค่าเงิน อย่างไรก็ตามเขากล่าวว่า การทำงานห้องค้าเงิน จะเหนื่อย กดดัน

“ผมว่าเมื่ออายุ 40 ปี ก็ควรเปลี่ยนงาน สำหรับผมก็คิดว่าพอแล้วสำหรับการเทรดค่าเงิน”

หลังมาทำงานด้านหลักทรัพย์ เขาบอกว่าต้องมีความละเอียดอ่อน แต่หลักการทำงานจะเหมือนกัน สมมติการมีผลิตภัณฑ์การลงทุนในตลาดก็ต้องตามให้ทัน

อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่า ความเสี่ยงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่ว่าทุกคนมีมุมมองที่ถูก บางทีต้องมองล่วงหน้าว่าจุดไหน คือ ความเสี่ยง

“ผมสนุกกับการทำงาน ผมโชคดีมากๆ ผมโชคดีที่ได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเอง”

ธิติ บอกว่า กลุ่มธนาคารกสิกรไทยตอบโจทย์ลูกค้าได้ดี บล.กสิกรไทย ก็เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ของกลุ่ม ตอบโจทย์ของกลุ่ม

1 ศตวรรษ บิดาแห่งนวนิยายวิทยาศาสตร์ไทย จันตรี ศิริบุญรอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 ธ.ค. 2560 เวลา 10:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/532030

1 ศตวรรษ บิดาแห่งนวนิยายวิทยาศาสตร์ไทย จันตรี ศิริบุญรอด

โดย  พริบพันดาว

“…จริงอยู่ นิยายในรูปวิทยาศาสตร์อาจเป็นสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้ในอนาคต ความประสงค์ของข้าพเจ้าก็เพียงก่อให้เกิดความสนุกสนานในอารมณ์ แทรกด้วยสิ่งที่ควรรู้ ควรคิด ควรเห็น ด้วยเหตุผลความคิดคำนึงมากกว่าจะให้เป็นจริงจัง

ในต่างประเทศ เขามีหนังสือประเภทนี้มาก เช่น ‘Space Science Fiction’ ‘Galaxy’ ‘Fantasy’ แต่เมืองไทยไม่มีเลย เชื่อว่าสมองของคนไทยไม่เลวไปกว่าฝรั่ง ถ้าได้รับการสนับสนุนทั้งกำลังเงินและกำลังใจดีๆ คนไทยจะกว้างและรักวิทยาศาสตร์ยิ่งกว่านี้…”

จันตรี ศิริบุญรอด เขียนไว้ในนวนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง “ผู้สร้างอนาคต” เขาถือเป็นผู้บุกเบิกหนังสือวิทยาศาสตร์และนิยายวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้ทิ้งผลงานไว้มากมาย แม้ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างยากลำบากก็ตามที

จากผลงานที่เป็นนิยายวิทยาศาสตร์ บทความและสารคดีกว่า 300 ชิ้น ที่ได้ตีพิมพ์ผ่านนิตยสาร “วิทยาศาสตร์มหัศจรรย์” และ “วิทยาศาสตร์อัศจรรย์” ซึ่งได้สร้างความฝันอันบรรเจิดให้กับเยาวชนในยุคนั้นให้มีจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ก้าวไกลไปสู่อวกาศ สร้างแรงบันดาลใจให้หลายคนใฝ่ฝันที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ และหลายคนก็ยึดถือ จันตรี ศิริบุญรอด เป็นแบบอย่างในการเป็นนักเขียนแนวไซ-ไฟ

 

รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล อาจารย์ฟิสิกส์และนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งผันตัวเองมาเป็นนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดังของไทย ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ประทับใจในผลงานของจันตรี เขากล่าวในงานมอบรางวัล “จันตรี ศิริบุญรอด” สำหรับการประกวดนิยายวิทยาศาสตร์ครั้งที่ 1 ในปี 2548 ว่างานเขียนของจันตรีได้สร้างจินตนาการจนทำให้เขาอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์และยังมีส่วนส่งเสริมให้เขากลายมาเป็นนักเขียนแนวไซ-ไฟด้วย

“อาจารย์จันตรี ถือเป็นบุคคลเดียวที่ทุ่มเทให้งานเขียนทางด้านนี้อย่างจริงจัง แม้ว่าสมัยก่อนจะมีคนเขียนงานลักษณะนี้อยู่บ้าง แต่ไม่มีใครจริงจังเหมือนอาจารย์จันตรี อาจารย์เป็นบุคคลที่มีการศึกษาไม่สูงนัก แต่มีความใฝ่รู้สูง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมประทับใจ อีกทั้งยังเป็นคนที่มีความรู้แตกฉานถึงขั้นสร้างจินตนาการที่สื่อวิทยาศาสตร์ให้เป็นเรื่องเข้าใจง่ายได้ และเป็นตัวอย่างของคนที่ใฝ่รู้ ใฝ่คิด ใฝ่จินตนาการและมีความตั้งใจที่จะทำให้คนไทยหันมาสนใจวิทยาศาสตร์

ในวิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต (ภาษาไทย) “การศึกษาเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ของ จันตรี ศิริบุญรอด” (A Study on Scientific Shory Stories of Chantree Siriboonrod) ของ บุญสม พลเมืองดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนเรศวร ปี 2536 ได้บอกถึงผลการศึกษาคุณค่าด้านความสมจริงของสาระทางวิทยาศาสตร์ และคุณค่าทางวรรณศิลป์ของเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ของจันตรี ศิริบุญรอด จำนวน 17 เรื่อง ได้แก่ ผู้ดับดวงอาทิตย์ มนุษย์โลหะ หุ่นผู้สร้างมนุษย์ สำรวจดวงอาทิตย์ สู่โลกพระจันทร์ แสงเช้า-อาวุธมหัศจรรย์ มนุษย์คู่ มนุษย์แมลง ผู้มาจากพลูโต ศีรษะที่มีชีวิต ชีวิตสุดท้ายในโลก ภาพที่มีชีวิต ผู้เป็นอมตะ ผู้มากับอุกกาบาต คำสาปของเทวรูป หลุมศพเร้นลับ และเมืองใต้บาดาล ว่า เรื่องสั้นเหล่านี้แบ่งตามลักษณะแนวเรื่องได้ 5 ประเภท

1.แนวเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางไปในอวกาศ ซึ่งประกอบด้วยเรื่องสั้นจำนวน 7 เรื่อง คือ สำรวจดวงอาทิตย์ สู่โลกพระจันทร์ มนุษย์แมลง ผู้มาจากพลูโต ภาพที่มีชีวิต ผู้มากับอุกกาบาต คำสาปของเทวรูป หลุมศพเร้นลับ

2.แนวเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางไปกับเวลาเข้าสู่อนาคตหรืออดีต ซึ่งประกอบด้วยเรื่องสั้นจำนวน 1 เรื่อง คือ ผู้เป็นอมตะ

 

3.แนวเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยา และจิตวิทยาของมนุษย์ ซึ่งประกอบด้วยเรื่องสั้นจำนวน 5 เรื่อง คือ เมืองใต้บาดาล มนุษย์โลหะ แสงช้า-อาวุธมหัศจรรย์ มนุษย์คู่ และชีวิตสุดท้ายในโลก

4.แนวเรื่องเกี่ยวกับพลังทางกายและทางจิต ซึ่งประกอบด้วยเรื่องสั้นจำนวน 1 เรื่อง คือ คำสาปของเทวรูป

5.แนวเรื่องเกี่ยวกับการประยุกต์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งประกอบด้วยเรื่องสั้นจำนวน 3 เรื่อง คือ ผู้ดับดวงอาทิตย์ ศีรษะที่มีชีวิต และหุ่นผู้สร้างมนุษย์

จันตรี เป็นนักเขียนเรื่องบันเทิงแนววิทยาศาสตร์ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงระหว่างปี 2460-2511 ผลงานเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ที่นำมาวิจัยมีคุณค่าด้านความสมจริงของสาระทางวิทยาศาสตร์ ผู้เขียนสามารถถ่ายทอดความสมจริง โดยอิงหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้สอดคล้องและใกล้เคียงหลักความเป็นจริงเกือบทุกเรื่อง

 

ทั้งที่วิทยาศาสตร์ในสมัยของผู้เขียนยังมิได้ก้าวไกลเช่นสมัยปัจจุบัน ในด้านคุณค่าทางวรรณศิลป์ ซึ่งนับเป็นหัวใจในการแต่งเรื่องสั้นนั้น ผู้เขียนวางโครงเรื่องได้ดีเด่นด้วยแนวคิด มีปมปัญหาขัดแย้งเป็นส่วนมาก องค์ประกอบด้านอื่นๆ ได้แก่ ตัวละคร บทสนทนาและฉาก ผู้เขียนนำมาแต่งเติมให้เรื่องมีสีสันน่าอ่านยิ่งขึ้น

เมื่อพิจารณาความสมจริงของสาระทางวิทยาศาสตร์และองค์ประกอบของเรื่องสั้น โดยภาพรวมแล้วเรื่องที่เด่นเป็นพิเศษก็คือ มนุษย์คู่ ศีรษะที่มีชีวิต และหุ่นผู้สร้างมนุษย์ จึงนับได้ว่าผู้เขียนนำเรื่องทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเต็มไปด้วยเหตุผลมาเขียนเป็นเรื่องบันเทิงได้ เป็นการนำวิทยาศาสตร์และวรรณกรรมมาเสริมค่าซึ่งกันและกัน ด้วยฝีมือการประพันธ์ และความรู้ทางวิทยาศาสตร์

จันตรี ศิริบุญรอด เกิดเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2460 เพราะฉะนั้นในปี 2560 นี้ จึงมีอายุครบรอบ 100 ปีแห่งชาตกาลของบิดาแห่งนวนิยายวิทยาศาสตร์ไทย