เปิดแล้วใจกลางสยาม! Freitag Store คลังกระเป๋าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 ธ.ค. 2560 เวลา 17:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/531774

เปิดแล้วใจกลางสยาม! Freitag Store คลังกระเป๋าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

Freitag Store เปิดตัว 2 สาขาในไทย คลังกระเป๋าสุดคูลที่ใหญ่ที่สุด มีสินค้าให้เลือกซื้อมากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

เฮ…กันถ้วนหน้ากับ FREITAG 2 ทั้งสาขาในประเทศไทยทำการเปิดตัวเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับลูกเล่นในร้านและบรรยากาศคึกคักไม่เหมือนที่ใดในโลก

ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อนที่กระเป๋าจาก Freitag ยังคงมีวางขายเพียงแค่ในพื้นที่เล็กๆ มุมหนึ่งในร้าน Pronto เท่านั้น แต่ด้วยเสียงตอบรับที่ดีมาตลอด ประกอบกับการสนับสนุนจากกลุ่มลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ร้าน Freitag Official Store อย่างเต็มตัวในประเทศไทยจึงได้เกิดขึ้น

 

 

โดยที่ผ่านมาก็ได้มีการจัดงานเปิดตัวทั้ง 2 สาขา ที่เชียงใหม่และกรุงเทพฯ เป็นที่เรียบร้อย กับร้านFreitag Store สาขากรุงเทพฯ ก็จัดงานเปิดตัวขึ้นที่สยามสแควร์ซอย 7 เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งที่นี่นับว่าเป็นคลังกระเป๋าที่ใหญ่ที่สุด มีสินค้าให้เลือกซื้อมากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย พร้อมบรรยากาศร้านสุดคูลแบบมีเอกลักษณ์ชัดเจน โดยสถาปนิกมากความสามารถ MR.Corsin Zarn (Freitag Holistic Designer) ที่ตั้งใจให้ลูกค้าที่เข้ามาในร้านได้รับประสบการณ์ของ Freitag อย่างแท้จริง

 

 

 

อีกทั้งยังมีร้าน Freitag สาขาเชียงใหม่ ณ ศูนย์การค้า One Nimman ซึ่งวันเปิดร้านแฟนๆ ต่างก็ตื่นตาตื่นใจไปกับชั้นวางสินค้า “Freitag Wall” ที่สูงที่สุดในโลก ซึ่งลูกค้าต้องอาศัยบันไดเดินขึ้นไปเพื่อเลือกชมสินค้าที่วางอยู่ในชั้นบนๆ และด้วยความสูงที่วัดจากพื้นจนถึงเพดานได้ทั้งหมด 4 เมตรนี้ จึงนับว่า “Freitag Wall” ที่ร้านสาขาเชียงใหม่ดังกล่าวเป็นชั้นวางกระเป๋า Freitag ที่สูงที่สุดในโลก

 

 

 

ที่อยู่: 7 สยามสแควร์ ซอย 3 แขวง ปทุมวัน เขต ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 เวลาทำการ: 10:00–21:00

แบงค็อก ดีไซน์ วีก 2018

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 ธ.ค. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/531515

แบงค็อก ดีไซน์ วีก 2018

คนไทยรู้จักงาน “ดีไซน์วีก” ครั้งแรกที่เชียงใหม่ อีเวนต์ใหญ่ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จนสามารถสร้างภาพลักษณ์ให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองคราฟต์ (Craft) แต่ในต้นปีหน้า สัปดาห์แห่งการออกแบบจะสั่นสะเทือนวงการมากกว่ากับ “เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2561” ที่เนรมิตกรุงเทพฯ สู่เมืองแห่งการออกแบบครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 ม.ค.-4 ก.พ. 2561 ในย่านสร้างสรรค์ของเมืองอย่างเจริญกรุง คลองสาน วงเวียน 22 พระราม 1 และสุขุมวิท

ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรุงเทพมหานคร สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และหน่วยงานภาครัฐ เอกชนรวมกว่า 60 หน่วยงาน ร่วมกันจัดเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2561 (Bangkok Design Week 2018) ภายใต้แนวคิด “The New-ist Vibes…ออกแบบไปข้างหน้า” เพื่อชวนคนไทยสำรวจอนาคตของกรุงเทพฯ

พิชิต วีรังคบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ กล่าวว่า งานดีไซน์วีกเป็นเครื่องมือในการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างหนึ่งที่กว่า 150 ประเทศใช้ โดยแต่ประเทศจะสร้างสรรค์ในรูปแบบแตกต่างกันตามแบบฉบับและความพร้อม จึงกลับมาตั้งคำถามว่า “ภาพของกรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร”

“กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงเสมือนเป็นตัวแทนของประเทศไทย เพราะฉะนั้นงานบางกอก ดีไซน์วีก ครั้งแรก ควรนำเสนออะไรที่มีการคาดคะเนไปข้างหน้าว่า กรุงเทพฯ ในอีก 3 ปี หรือ 5 ปีข้างหน้ามีประเด็นอะไรบ้างที่เราสามารถหยิบยกขึ้นมาพูดถึง คำว่า เดอะ นิว-เอสต์ ไวป์ส จึงถูกยกขึ้นมาในลักษณะที่ว่า เราพยายามมองหาแรงกระเพื่อมใหม่ๆ ว่าอะไรจะพาการออกแบบให้ก้าวไปข้างหน้า”

 

 

ผู้เข้าร่วมงานจะได้สำรวจอนาคตของกรุงเทพฯ ใน 3 มิติ ได้แก่ อยู่ดี (City & Living) คือ การอยู่ดีของคนและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของคน กินดี (Well Being & Gastronomy) เพราะกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงของอาหาร ดังนั้นมีอะไรบ้างที่สามารถพัฒนาได้ทั้งเป็นเซอร์วิสดีไซน์ นวัตกรรมด้านอาหาร หรือวิธีการที่ทำให้คนกินดี และธุรกิจสร้างสรรค์ (Creative Business) นอกจากคนจะอยู่ดีกินดีแล้ว ยังต้องสามารถสร้างรายได้ได้ด้วย

นอกจากนี้ คำว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ยังเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะปัจจุบันการแข่งขันเชิงราคาและเชิงแรงงานไม่น่านำพาประเทศไปได้ไกลกว่านี้ ดังนั้นการพึ่งพาเศรษฐกิจเชิงการใช้ความคิด และการลงทุนในเชิงความคิด จึงน่าจะเป็นปัจจัยที่ดีในการผลักดันให้เกิดความเติบโตทางเศรษฐกิจ

“เราเชื่อในเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งถ้าจะทำให้เกิดขึ้นจริงๆ ประเทศนั้นต้องมีเมืองสร้างสรรค์ ซึ่งเมื่อขยายเข้าไปดูมันจะอยู่ในรูปแบบของย่าน ย่านที่ถูกทดลองขึ้นมาแล้วสามารถที่จะทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ทฤษฎีเศรษฐกิจสร้างสรรค์กลายเป็นเรื่องจริงได้ในเมืองนั้นๆ เช่น ย่านเจริญกรุง ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของทีซีดีซี และย่านเก่าที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยงานดีไซน์วีกถูกสร้างขึ้นมาเพื่อดึงคนเข้ามาในพื้นที่ มาสร้างประสบการณ์ในการเดินดูงานสร้างสรรค์ต่างๆ และสามารถเดินไปยังพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงทำให้คนในชุมชนสามารถขายของได้ ขายอาหารได้ ทำให้ร้านค้ามีโอกาสต้อนรับคนใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นการทดลองศักยภาพของย่านและคนในพื้นที่ไปพร้อมกัน” พิชิต กล่าวเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ทีซีดีซีไม่ได้มองว่าเป็นเจ้าของงาน แต่ดีไซน์วีกเป็นงานของ “เมือง” โดยทีซีดีซีทำหน้าที่เป็นเลขาฯ ในการรวบรวมคนเข้ามาให้ได้มากที่สุด เพราะทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งและเป็นเจ้าของได้ อย่างเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2561 จะกลายเป็นพื้นที่การรวมตัวของนักออกแบบ นักสร้างสรรค์ และผู้ประกอบการกว่า 500 ราย มีงานจัดแสดงโชว์เคส และนิทรรศการต่างๆ กว่า 230 ผลงาน อาทิ ผลงานศิลปะเปลี่ยนขยะรีไซเคิลสู่สถาปัตยกรรมใจกลางเมือง งานแสดงดนตรีรูปแบบใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมในญี่ปุ่นและกรุงเบอร์ลิน และตลาดนัดรวบรวมสินค้า อาหาร เครื่องดื่มสุดครีเอทีฟ

 

 

รวมทั้งยังมีกิจกรรมสร้างสรรค์ 6 รูปแบบ ได้แก่ หนึ่ง งานจัดแสดงผลงานสร้างสรรค์และนิทรรศการ (Design Showcase & Exhibition) รวบรวมผลงานออกแบบและความคิดสร้างสรรค์จากนักออกแบบชื่อดัง ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งสิ้นกว่า 230 ผลงาน สอง กิจกรรมชุมนุมทางความคิดและทอล์ก (Symposium & Talk) รับฟังการแชร์ประสบการณ์และร่วมอัพเดทเทรนด์ล่าสุดจากนักคิด นักออกแบบทั้งชาวไทยและต่างประเทศ สาม กิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ (Business Program) พื้นที่เปิดโอกาสการต่อยอดธุรกิจ ทั้งในรูปแบบการนำเสนอผลงานและการพบปะแลกเปลี่ยนคู่ค้า พร้อมการเข้ารับคำปรึกษาทางธุรกิจสี่ กิจกรรมพัฒนาย่านสร้างสรรค์ (Creative District & Social Project) พบการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชุมชน เช่น การพัฒนาพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะ และกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาวะเยาวชน ห้า กิจกรรมสร้างสรรค์ (Creative Program) ร่วมสนุกกับกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ที่เน้นให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือคิด ทำ และเกิดประโยชน์จริง และหก ป๊อปมาร์เก็ต (Pop Market) ตลาดนัดรวบรวมผลงานออกแบบและสินค้าสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่มีไอเดียไม่จำกัด

ผู้เข้าร่วมงานสามารถเที่ยวชมงานได้ทั้ง 9 วัน ผ่านระบบขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที และรถชัตเตอร์บัสบริการฟรีที่เชื่อมต่อถึงกันอย่างสะดวกสบาย โดยทั้ง 5 ย่านสร้างสรรค์มีเสน่ห์ต่างกัน ได้แก่ เจริญกรุง เป็นย่านเมืองเก่าและมีร้านอาหารอร่อยซุกซ่อน คลองสาน ได้รับความร่วมมือกับ ล้ง 1919 ให้เป็นสถานที่จัดแสดงงานอินเตอร์เนชั่นแนลทั้งหมด วงเวียน 22 บริเวณซอยนานาซึ่งประกอบด้วยร้านอาหาร บาร์ แกลเลอรี่ คาเฟ่ ที่จะร่วมมือกันจัดงานเฟสติวัล พระราม 1 จะได้รับความร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าตามแนวรถไฟฟ้าบีทีเอส ไล่ไปจนถึงสุขุมวิท แหล่งรวมแกลเลอรี่และพื้นที่สร้างสรรค์ที่จะพร้อมใจกันจัดอีเวนต์พิเศษภายในระยะเวลาของดีไซน์วีก และใหม่ล่าสุดกับ ทีซีดีซี คอมมอนส์ (TCDC Commons) ในดับเบิ้ลยู ดิสทริค (W District) สุขุมวิท 71 ที่จะมีการจัดแสดงนิทรรศการสร้างสรรค์ โดยจะเปิดตัวครั้งแรกเดือน ม.ค. 2561

 

ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์ ยังกล่าวด้วยว่า นักออกแบบและนักสร้างสรรค์ไทยมีความสามารถและศักยภาพมาก แต่ขาดพื้นที่แสดงออกหรือจัดแสดงงาน หรือบ้างที่มีโอกาสก็มักจะหลุดลอยไปยังต่างประเทศ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสร้างแพลตฟอร์มให้พวกเขาเหล่านั้น ให้เกิดการรับรู้และเป็นก้าวแรกเพื่อการเติบโตต่อไป

“คนไทยมีความสร้างสรรค์ตั้งแต่เลเวลรากหญ้าที่สามารถดีไซน์เพื่อแก้ปัญหาพื้นฐานได้เก่งมาก อย่างชาวบ้านที่ไม่ได้เรียนมา แต่สามารถออกแบบแก้ปัญหาได้ในราคาถูก ไล่ขึ้นไปถึงผู้ที่มีโอกาสศึกษาด้านการออกแบบก็มีความสามารถไม่น้อยหน้าใคร ผมคิดว่าเรายังเป็นประเทศที่ไม่สมบูรณ์ ดีไซน์จึงเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา และคนไทยก็มีความสามารถและความพร้อมในเรื่องการสร้างสรรค์และการออกแบบ แต่เขาอาจยังไม่มีช่องทางโชว์ฝีมือหรือยังขาดแนวคิดเชิงธุรกิจ ซึ่งงานดีไซน์วีกไม่ใช่แค่พื้นที่จัดแสดงงาน แต่ยังเปิดโอกาสทางธุรกิจ เกิดการนำเสนอผลงานและการพบปะคู่ค้า หลังจากจบงานพวกเขาอาจยังไม่จบกันและต่อยอดไปสู่ธุรกิจจริงได้”

ด้าน พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2561 ถือเป็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมอีกหนึ่งขั้นของประเทศไทย ในการผลักดันจนเกิดเป็นเทศกาลงานออกแบบครั้งแรกในกรุงเทพฯ ได้อย่างสำเร็จ ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่มีเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ อย่างไรก็ตามยังได้ตั้งเป้าหมายให้กลายเป็นเทศกาลประจำปีเพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย ไปพร้อมกับการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ และเตรียมความพร้อมสู่การผลักดันให้กรุงเทพฯ ก้าวสู่การเป็น “เมืองหลวงแห่งการออกแบบของโลก” (World Design Capital) ในปี 2565 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า

“ทีซีดีซีได้คุยกับทาง กทม. และเห็นภาพใหญ่ร่วมกันว่าการสมัครเป็นเมืองหลวงแห่งการออกแบบของโลก จะเป็นภาพลักษณ์ของเมืองที่แสดงให้เห็นว่า เมืองเราพยายามที่จะใช้ความคิด พยายามที่จะสร้างสรรค์อะไรที่ทำให้คุณภาพชีวิตของคนเมืองดีขึ้นในมิติต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดการถกการเสวนาในเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น หรือในขั้นตอนของการเตรียมตัวอย่างตอนนี้เอง งานดีไซน์วีกจะเป็นโปรไฟล์ของเมือง รวมถึงยังต้องผลักดันด้านอื่นๆ ที่ทำให้เกิดสิ่งใหม่และการพัฒนาเพื่อความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ซึ่งกรุงเทพฯ มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นเมืองหลวงแห่งการออกแบบของโลก โดยหากเรามองเชียงใหม่เป็นเมืองคราฟต์ กรุงเทพฯ ก็คงจะเป็นเมืองแห่งนวัตกรรม ดีไซน์ และเทคโนโลยี” พิชิต กล่าวทิ้งท้าย

แอน ทองประสม ผู้หญิง (เก่ง) หลายบทบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ธ.ค. 2560 เวลา 16:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/531281

แอน ทองประสม ผู้หญิง (เก่ง) หลายบทบาท

เรื่อง ภาดนุ

ดาราสาวมากความสามารถซึ่งได้รับฉายา “เจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิง” แอน ทองประสม ถือเป็นนักแสดงคุณภาพที่ฝากผลงานให้แฟนๆ ชาวไทยได้ติดตามมาอย่างยาวนาน ด้วยความที่เธอเข้าวงการมาตั้งแต่ยังเป็นนักแสดงวัยรุ่น แต่ถึงทุกวันนี้ผลงานเด่นๆ ในวงการบันเทิงและความน่ารักของแอนก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย แถมปัจจุบันนี้นอกจากเป็นนักแสดงและพรีเซนเตอร์ประปรายแล้ว เธอยังมีบทบาทใหม่ๆ นั่นก็คือการผันตัวเองมาเป็นผู้จัดละครทางช่อง 3 แบบเต็มตัว

“ช่วงนี้แฟนๆ อาจจะไม่ค่อยได้เห็นผลงานละครของแอน มากนัก เพราะส่วนใหญ่แล้วแอนหันไปทำงานเบื้องหลัง เป็นผู้จัดละครซะมากกว่า แต่เมื่อช่วงกลางๆ ปีที่ผ่านมา แอนก็มีผลงานเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาให้กับผลิตภัณฑ์ลอรีอัลออกมาให้คนเห็นกันอยู่ช่วงหนึ่ง ถ้าถามว่าแอนเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับลอรีอัลมานานแค่ไหน ก็ตอบได้ว่าเป็นมาหลายปีแล้ว แต่จำปีที่แน่นอนไม่ได้เหมือนกัน (หัวเราะ) โดยแอนเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมและผิวหน้า ก็รู้สึกดีที่แบรนด์ให้โอกาสเรา เพราะ ลอรีอัลเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้หญิงทั่วโลกให้การยอมรับและเชื่อมั่นในเรื่องคุณภาพเป็นอย่างดี

ที่จริงแอนก็ยังรับงานละครนะ ไม่ได้ปฏิเสธซะทีเดียว แต่พอดูๆ แล้วยังไม่มีเรื่องที่แอนอยากเล่นจริงๆ ก็เลยยังไม่ค่อยเห็นหน้าแอนกัน อย่างละครที่ผ่านมาซึ่งคนติดตามและจำได้ก็คือเรื่อง ‘อย่าลืมฉัน’ ที่เล่นคู่กับ ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี และ ‘แอบรักออนไลน์’ ที่เล่นคู่กับ ปีเตอร์-คอร์ป ไดเรนดัล จากนั้นก็ยังไม่ได้เล่นอีกเลยค่ะ ซึ่งสองเรื่องนี้ก็นานมากแล้วนะ (หัวเราะ) ตอนนี้ใครจะจ้างไปเล่นละคร เชิญได้เลยนะคะ” (ยิ้ม)

แอน บอกว่า ที่ผ่านมาเธอเป็นทั้งผู้จัดละครเรื่อง “แอบรักออนไลน์” และเป็นทั้งนักแสดงในเรื่องนี้ด้วย แต่ผลปรากฏว่าเป็นสิ่งที่หนักเกินไปในการทำงานพร้อมกันทั้งสองอย่าง จนเจ้าตัวเล่าแบบขำๆ ว่าเหนื่อยแทบตายเลยละ เพราะเหมือนกับว่าต้องแยกร่าง แยกบทบาท ทั้งเป็นผู้จัด ทั้งเป็นนักแสดง จนดูดพลังในตัวไปเกลี้ยง

 

“แอนว่าบางทีงานศิลปะกับงานพาณิชย์มันก็ใกล้กันมากเกินไป (หัวเราะ) คือช่วงนั้นเราต้องโฟกัสหลายอย่าง เลยทำให้เหนื่อยเกินไปด้วย ต่อไปนี้แอนจะขอเลือกบทบาทใดบทบาทหนึ่งไปเลยดีกว่า ล่าสุดแอนก็เป็นผู้จัดละครเรื่อง ‘ลิขิตรัก’ (My Crown Princess) ซึ่งได้พระเอก-นางเอกคู่ขวัญสุดฮอตอย่าง ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ มาเล่นด้วยกัน จะเป็นละครแนวโรแมนติกหน่อย ซึ่งเราเดินทางไปปักหลักถ่ายทำที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อยู่พักใหญ่เลย แต่ก็มีฉากในเมืองไทยเป็นหลัก ตอนนี้ถ่ายทำเสร็จแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงตัดต่อค่ะ น่าจะรอคิวออกอากาศทางช่อง 3 ออริจินัลในช่วงต้นปี 2561

แอนจำได้ว่าแอนเข้าวงการบันเทิงมาตั้งแต่ปี 2533 แล้วก็ทำงานยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะมีผลงานอะไรออกมา แฟนๆ ก็จะให้การต้อนรับอยู่เสมอ แอนต้องขอขอบคุณแฟนๆ จริงๆ ที่พวกเขาเอ็นดูและรักเราเสมอ ตอนที่แอนก้าวเข้าวงการมา สิ่งสำคัญก็คือเราชอบและรักในการแสดงก่อนเป็นอันดับแรกเลย ที่จริงแอนไม่ได้วางแผนหรือคาดหวังเลยนะว่า อยากจะดัง หรืออยากจะรวย แอนแค่เป็นเด็กชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น ตอนนั้นก็มีความฝันเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วๆ ไปคืออยากให้ตัวเองปรากฏอยู่บนจอภาพยนตร์และจอโทรทัศน์ แต่ไม่ได้คิดเลยว่าจะมาไกลอย่างทุกวันนี้”

แอนเล่าว่า ด้วยความรักในการแสดง ทำให้เธอสนใจและติดตามความเคลื่อนไหวในวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์เสมอ แม้จะต้องขี่จักรยานไกลๆ หลายกิโลเมตรจากบ้านสวนที่อาศัยอยู่กับคุณยาย เพื่อไปซื้อหนังสือพิมพ์มาอ่านเรื่องย่อละครทุกวันก็ไม่เคยเหนื่อยเลย แถมยังรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงและมีความสุขทุกครั้งที่ได้อ่าน เธอจึงถามใจตัวเองและได้คำตอบว่า ตัวเองรักและชอบทางด้านการแสดง

“คือตอนนั้นแอนเพิ่งเริ่มเป็นวัยรุ่น ซึ่งถือว่ายังเด็กมาก ครั้นคิดจะเข้าวงการเป็นนักแสดงเลยก็คงจะเป็นเรื่องยาก แอนก็เลยไปสมัครเป็นนางแบบในนิตยสารวัยน่ารัก ตอนนั้นอายุ 13 ปีเอง ก็เปิดหาที่อยู่ของนิตยสารแล้วก็นั่งรถเมล์จากหนองแขมเพื่อไปสมัครถึงบริษัทวัยน่ารักซึ่งอยู่แถวอุรุพงษ์เลยละ (ยิ้ม) เรียกว่านั่งรถเมล์หลายต่อมากๆ นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าวงการของแอน ซึ่งก็ไล่ๆ มากับ นัท มีเรีย เพื่อนสนิทของแอนเลยค่ะ

      พอได้เข้ามาทำงานในวงการแอนรู้สึกว่าสนุกมาก ถ่ายแบบนิตยสารก็ได้เงินเยอะด้วย ซึ่งตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะได้เงินเยอะแบบนี้ คือตอนนั้นแอนเคยรับจ้างถางหญ้าแถวบ้านเป็นสัปดาห์ๆ กว่าจะได้เงิน 40 บาท พอได้เข้ามาในวงการมันคือสิ่งที่เราชอบ แล้วยังได้เงินเยอะกว่าที่คิดอีก เลยทำให้แอน อยู่ในวงการบันเทิงมาเรื่อยๆ และมีการพัฒนาศักยภาพ ตัวเอง โดยเล่นทั้งภาพยนตร์และละครมาจนถึงปัจจุบันนี้ และรู้สึกดีใจมากที่มีคนติดตามชื่นชมผลงานของเราเสมอ เวลาทำงานแอนจะตั้งใจและเอาหัวใจของตัวเองใส่ลงไปในงานด้วย ซึ่งแอนเชื่อว่าคนดูต้องสัมผัสได้ แล้วเขาจะอินตามเราและเชื่อถือเราว่าถ้าดาราคนนี้เล่นละครแล้วเขาต้องอยากดู ซึ่งนี่แหละคือรางวัลชีวิตและรางวัลในอาชีพของแอน”

แอน บอกว่า สำหรับธุรกิจสร้างอพาร์ตเมนต์ให้คนเช่าที่เธอร่วมทำกับแฟนหนุ่ม เอ-ทินพันธ์ ตันตินิรันดร์ นั้น เป็นการลงทุนของแฟนหนุ่มเป็นหลัก ตัวเธอเพียงแค่ลงแรงในการช่วยเหลือด้านอื่นๆ มากกว่า

“ธุรกิจของคุณเอจะเป็นอพาร์ตเมนต์ขนาด 60 ห้อง ซึ่งเปิดให้นักศึกษาเช่านี่แหละค่ะ เพราะอพาร์ตเมนต์นี้อยู่ที่ซอยพัฒนาการ 42 ซึ่งใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต และด้านหลังก็เป็นโรงเรียนอนุบาลซึ่งเป็นของครอบครัวคุณเอด้วย พอเปิดไปได้ไม่นานก็มีคนมาเช่าเต็มทุกห้องแล้วตอนนี้ (ยิ้ม) แต่ถือว่ายังเป็นธุรกิจใหม่ที่เราต้องค่อยๆ เรียนรู้กันไปเรื่อยๆ ค่ะ

ถามว่าจะแต่งงานเมื่อไหร่เหรอ (หัวเราะ) ถ้าหากคุณเอไม่รำคาญแอนซะก่อนนะ เพราะแอนมัวทำแต่งานน่ะ อีกไม่นานก็คงจะได้แต่งแหละค่ะ (ยิ้ม) คือคุณเอบอกว่าเขาพร้อมนานแล้ว ซึ่งเขาก็รออยู่ แต่ฝ่ายแอนยังไม่พร้อมสักทีไง ที่จริงคิดไว้ว่าจะแต่งปี 2561 แต่ต้องดูความพร้อมอีกที สมมติว่าถ้าแต่งงานกันแล้วแอนก็ยังไม่ได้คิดเลยนะว่าจะมีลูกกี่คน (หัวเราะ) แต่เวลาเห็นคนอื่นเขามีลูกกันแล้วแอน รู้สึกว่าน่ารักอ่ะ อย่างนัท มีเรีย เขาก็ไปรับเป็นแม่ทูนหัวให้กับหลานสาว (เป็นลูกสาวของลูกพี่ลูกน้อง นัท มีเรีย) พอแอนเห็นแล้วก็รู้สึกว่า เออ!น่ารักดี อยากให้นัทรีบมีลูกเป็นของตัวเองบ้างเหมือนกัน”

      แอนทิ้งท้ายว่า ตอนนี้เธอโฟกัสในเรื่องงานละครซึ่งเธอเป็นผู้จัดปีละเรื่อง และอาจจะมีงานละครที่เธอแสดงออกมาให้เห็นบ้าง ซึ่งแฟนๆ อาจต้องอดใจรออีกสักนิด เดี๋ยวได้ชมผลงานของเธอแน่นอน เมื่อถามถึงวันว่างว่ามักจะทำอะไร สาวเก่งก็ตอบด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มแห่งความสุข

“ปกติแล้วแอนจะว่างวันศุกร์-อาทิตย์ ก็จะพักผ่อนจริงจังเลย แต่ในวันทำงานวันจันทร์-พุธ แอนจะตื่นแต่เช้าเพื่อไปเข้าคลาสโยคะเป็นประจำ เพราะรู้สึกว่าการเล่นโยคะตอนเช้ามันดีมากๆ ทำให้เราได้ยืดเหยียดร่างกาย ทำให้รู้สึกกระฉับกระเฉงและเริ่มต้นวันทำงานได้ดี ช่วงแรกที่ตื่นแต่เช้าเพื่อไปเล่นโยคะก็อาจจะมีเบื่อๆ บ้าง แต่พอเล่นแล้วมันมีความสุข รู้สึกว่าระบบไหลเวียนในร่างกายเราดีขึ้น แอนก็เลยเล่นโยคะมาเรื่อยๆ แบบต่อเนื่อง

ตอนนี้แอนก็อายุขึ้นเลข 4 มาแล้ว ซึ่งถือว่าเราอยู่ในวัยผู้ใหญ่เต็มตัว ฉะนั้นความคิดและทัศนคติของเราก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ปัจจุบันนี้แอนจะโกรธคนได้ยากขึ้น อย่างมีคนมาต่อว่าหรือด่าเรา ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี่แอนจะไม่ยอมเลยนะ แต่ปัจจุบันนี้แอนปล่อยวางได้มากขึ้น ถ้ามีคนมาโพสต์ด่าหรือว่าเราในไอจี หรือ เฟซบุ๊ก แอนก็จะไม่ไปใส่ใจมาก อยากพูดอะไรก็พูดไป เราไม่ให้คุณค่ากับคนแบบนี้มันก็ไม่มีเรื่องใช่ไหม

ถามว่าเราไปห้ามไม่ให้คนพวกนี้หยุดว่า หรือหยุดปฏิบัติไม่ดีกับเราได้ไหม มันก็ไม่ได้ไง ฉะนั้นแอนเลยมองมาที่จิตใจตัวเอง หรือเปลี่ยนที่ความคิดตัวเองมากกว่า ซึ่งจะทำให้เราเคารพตัวเองมากขึ้น อย่างมีใครมาว่าแอนว่า “แก่” แอนก็ไม่ได้ชอบนะ แต่เราก็คิดในแง่บวกว่า เอ๊ย! คนที่อายุมากขึ้นก็ใช่ว่าจะไม่มีคุณค่านะ เพราะพวกเขาสามารถทำอะไรดีๆ ได้อีกเยอะเลย อย่าให้คำพูดของคนอื่นมาทำให้ตัวเรารู้สึกด้อยค่า เราต้องสะสมความดีและคุณค่าด้วยตัวเราเอง ต่อให้คุณจะมีอาชีพเป็นยาม พนักงานเสิร์ฟ หรือ ซูเปอร์สตาร์ ทุกคนก็ล้วนมีคุณค่าในตัวเองทั้งนั้นค่ะ” ติดตามได้ที่ IG : thongentertainment และ IG : annethong

ของขวัญลวดลายไทย ส่งความสุขรับปี 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ธ.ค. 2560 เวลา 15:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/531373

ของขวัญลวดลายไทย ส่งความสุขรับปี 2561

     สุทธิรัตน์ เล่าย้อนจุดเริ่มต้น และถ้าปีที่ผ่านๆ มา กระเป๋ารุ่นที่ชื่อว่า ”มหารานี” ขายดิบขายดี ในแบบที่ว่าแทบไม่มีเหลือโชว์หน้าร้าน ปีนี้คือปีของกระเป๋าเป้สะพายหลัง ตัดเย็บจากผ้าย้อมครามสกลนคร กระเป๋างานแฮนด์เมดใบใหม่ล่าสุด

เรื่อง..ปอยของขวัญสุดพิเศษกลุ่มแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าไม่ซ้ำใคร หรือเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ แต่เก๋ไก๋ได้ใจคนรับ สุขใจผู้ให้ เป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ในการเลือกเฟ้นหาของขวัญชิ้นสุดพิเศษ ช่วงรับปีใหม่ ปีจอ 2561 นับถอยหลังใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว ได้เวลาซื้อของขวัญกันแล้วปีนี้ขอแนะนำชิ้นเด็ด ของขวัญลวดลายไทยแท้แต่โบราณ ไร้ซึ่งความเชย กระเป๋ายี่ห้อโจแบ็ค (Jo’s bag) ครีเอตลดทอนลายผ้าไหมมัดย้อมอีสาน เป็นกระเป๋าคลัตช์ทันสมัย อีกยี่ห้อ ทอฟ้าคราม ได้แรงบันดาลใจจากภาชนะเซรามิก นำลายมาออกแบบเป็นเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ให้เลือกความเป็นไทยเป็นของขวัญ ถูกใจผู้รับทุกรุ่นทุกวัยเลือกกระเป๋าเป็นของขวัญ     สุทธิรัตน์ แก้วอาภรณ์ เจ้าของแบรนด์กระเป๋า โจแบ็ค (Jo’s bag) คลุกคลีอยู่กับผ้าไทยสวยๆ ทั่วประเทศ ด้วยหน้าที่ภัณฑารักษ์ ประจำพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กระเป๋ายี่ห้อนี้ก็ถือกำเนิดจากของขวัญ เมื่อปี 2557 โดยทำเป็นของขวัญปีใหม่ 24 ใบ มอบแด่คนรักใคร่ใกล้ตัว ตั้งใจให้เป็นงานอดิเรก แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้น ใครเห็นก็อยากได้เป็นเจ้าของ     “ผมใช้กระเป๋าดีไซน์เอง นำผ้าปักชาวไทยภูเขามาตัดเย็บเป็นกระเป๋าใส่ไอแพดมินิ แล้วเมื่อมีคำชื่นชมและเรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำขายทีเดียว 300 ใบ ปรากฏว่าขายดีมาก ขายทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม แล้วเปิดร้านที่เจเจมอลล์ และได้วางในโซน Exotique พารากอน ซึ่งการมีหน้าร้านทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น รวมถึงมีลูกค้าต่างชาติจำนวนมากด้วยครับ”

 

เจ้าของแบรนด์และเป็นผู้ออกแบบ มั่นใจจะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้วงการผ้าไหมไทยได้ ไม่แพ้กระเป๋ารุ่นพี่แน่นอน      “ปีใหม่เริ่มต้นที่สีสดใส ผ้าคือของสะสมมีหลายรูปแบบจากทั่วประเทศ หลายๆ ลายก็นำมาขยายแพตเทิร์น ลายผ้าโบราณสร้างโทนสีขึ้นมาใหม่ อย่างเช่น กระเป๋าผ้าไหมมัดหมี่รุ่นแรก นำมาออกแบบเส้นใยฝ้ายสีเมทัลลิก เป็นผ้าที่สั่งทำขึ้นใหม่ให้ชาวบ้านทอ ลายผ้าของกระเป๋าโจแบ็คมีความโมเดิร์น แต่ก็ไม่ได้ทิ้งความเป็นไทยและฝีมือชาวบ้านดั้งเดิม     ในขณะที่บางลายมีความลงตัวอยู่แล้ว เช่น ผ้าลายเกล็ดเต่า ลวดลายเป็นตารางสี่เหลี่ยมเล็ก ผ้าทำกระเป๋ามีหลายแบบครับ ผ้าปักชาวไทยภูเขา ผ้าไหมมัดหมี่จากอีสาน ผ้าฝ้ายจากภาคเหนือและภาคใต้  สั่งทอหมู่บ้านทั่วประเทศ ทุกผืนมาจากโครงการศิลปาชีพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ     โจแบ็คออกแบบกระเป๋าลายพราง ใบนี้ถูกใจนักท่องเที่ยวชาวจีนและญี่ปุ่น กระเป๋าใบล่าสุดเป้ผ้าย้อมครามสกลนคร กำลังเป็นไอเท็มขายดีมากครับ ก็ถูกใจนักท่องเที่ยวต่างชาติสองชาตินี้อีก ชาวจีน ญี่ปุ่น ชอบมาก ซื้อกลับประเทศไปคนละหลายๆ ใบ”     กระเป๋าโจแบ็ค มีให้เลือกตั้งแต่กระเป๋าสตางค์ คลัตช์ กระเป๋าถือใบเล็กขนาด 9 นิ้ว ไปจนถึง 16 นิ้ว สนนราคา 1,000-9,500 บาท เป็นกระเป๋าที่เจ้าของแบรนด์ให้นิยามว่าเป็น “กระเป๋านักการทูต” เนื่องจากทุกครั้งที่ถือออกงาน ต้องมีคนเข้ามาซักถามเจรจาว่าด้วยเรื่องกระเป๋าทุกครั้งไป

      “ใครถือคนก็เข้ามาถามว่ากระเป๋าอะไร นี่คือผ้าอะไร แหล่งที่มาจากไหน เป็นเสน่ห์งานไทยๆ ให้พูดถึงกันปากต่อปาก เน้นถือโชว์ลายผ้าสวยๆ ก็เป็นความเตะตานะครับ อย่างเช่น คลัตช์งานปักบนใยกัญชง ของชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง สีสดใส

คลัตช์ตัดขอบหนังสีดำ น้ำตาล เสริมลายผ้าไหมมัดหมี่เพิ่มความเท่ รูปทรงเรขาคณิตในรุ่น นิว คลัตช์ และ ล็อต คลัตช์ ปรับใส่สายสะพายเป็นกระเป๋าใบเล็ก ใส่เข้ากับเสื้อผ้าได้หลายลุค     กระเป๋าสะพายข้างทรงสี่เหลี่ยม โชว์ลายผ้าปักชาวเขาสำหรับหนุ่มๆ ให้อารมณ์ ดิบ เท่ แมตช์หนังสีเงินคู่กับผ้าไหมมัดหมี่สีม่วงลายหมากจับล้อม กระเป๋าโท้ตใบนี้ก็ยอดนิยมเห็นลายผ้าชัดเจน เช่น ซันนี่ แบ็ก ที่ใช้หนังสีสด เหลือง น้ำเงิน ขาว ชมพู เย็บเข้ากับผ้ามัดหมี่ ผ้าม้งพิมพ์ลาย หรือผ้าขิดไหมลายโบราณ สีและลายผ้าเด่นอยู่แล้ว เสริมกันให้เด่นมากขึ้นอีก”     คลัตช์ผ้าไทยเย็บมือทุกใบ และสิ่งที่ผู้ออกแบบภาคภูมิใจที่สุด ก็คือเรื่องคุณภาพอายุการใช้งานยาว กระเป๋าผ้าไทยน้ำหนักเบา เนื้อผ้าอัดโฟม เคลือบวัสดุกันน้ำและฝุ่นได้ ทำความสะอาดง่ายเพียงใช้แค่ทิชชู่เปียก ถ้าเปื้อนมากส่งร้านซักแห้งได้ ซิปต้องลื่นกันสนิม มีสายสะพายให้ทุกใบ

“กระเป๋าผ้าทอมือในประเทศ ในขณะที่วัสดุกระเป๋าในแต่ละรุ่น ส่วนใหญ่สั่งจากต่างประเทศ อย่างเช่น หนัง หมุด ล็อก ต้องเลือกวัสดุที่มีคุณภาพ ทำกระเป๋าที่มีคุณภาพ”     กระเป๋าทุกใบแนบการ์ดใบเล็กบอกที่มาของลายผ้า เรื่องนี้คืออีกหนึ่งของแรงบันดาลใจ สุทธิรัตน์ เล่าว่าประทับใจจากร้านขายของที่ระลึก ในพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศ อย่างเช่น เดอะ เม็ท ที่นิวยอร์ก ( The Metropolitan Museum of Art) ทำให้อยากนำเสนอสินค้าสื่อศิลปะไทย พร้อมประวัติศาสตร์ศิลปะไปพร้อมกันแบบนั้นบ้าง     “ทำไมนักท่องเที่ยวถึงยอมจ่ายเงิน ซื้อของที่ระลึกราคาสูง ก็เพราะว่าคอนเทนต์มันน่าสนใจ กระเป๋าผ้าไทยก็มีเรื่องราวอยู่ที่ผ้าทุกๆ ผืน ลวดลายไม่มีซ้ำกันเลยนะครับ”     ปีใหม่นี้ใครยังหาของขวัญถูกใจไม่ได้ ลองสร้างความประทับใจ เลือกความเป็นไทย ซื้อกระเป๋าโจแบ็คไปเป็นของขวัญ หรือของฝาก ก็เหมาะควรต่างหูทอฟ้าคราม ได้ใจสาวทุกวัย     ไอเดียนำลายครามเซรามิก ดีไซน์เป็นต่างหูรูปทรงแก้วชา จาน ชาม แหวนตราไก่ และเสื้อลายครามเก๋ไก๋ไม่ซ้ำใคร ซึ่งใครจะคาดคิดลายเก่าแก่ของไทยแท้แต่โบราณ จะได้ใจวัยรุ่นขนาดนี้ ก็เพราะคนคิดคือนักออกแบบรุ่นเยาว์ อารียา บุญช่วยแล้ว เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าและเครื่องประดับ “ทอฟ้าคราม” ซึ่งมีที่มาจากโปรเจกต์วิชา Thai art for visual ศิลปะไทยเพื่อการออกแบบนิเทศศิลป์ ภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร     จากหัวข้อ “ออกแบบของที่ระลึกของชุมชนท่องเที่ยวไทย” กลายเป็นเครื่องประดับชิ้นเล็กน่ารักมากมาย อารียาได้แรงบันดาลใจจากเครื่องภาชนะกระเบื้อง ชนิดเขียนลายเป็นสี เครื่องเบญจรงค์ และเครื่องลายคราม เอกลักษณ์ลายสับปะรด ลายพรรณพฤกษา นำมาออกแบบให้ร่วมสมัยมากขึ้น เป็นของที่ระลึกท้องถิ่นแสดงอัตลักษณ์ของชุมชนดอนไก่ดี จ.สมุทรสาคร

“ตอนทำโปรเจกต์วาดเป็นแบบกราฟฟิก ก็ยังไม่ได้เป็นเครื่องประดับจริงค่ะ จนได้คัดเลือกและรับเงินทุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้ทำเป็นสินค้าจริงขายในงานเทศกาลศิลปะสร้างแรงบันดาลใจ (Art Inspired) ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ช่วงปีใหม่ ก็ขายดีมาก ขายหมดทุกชิ้น คนซื้อเป็นของขวัญรับปี 2560     ของไม่แพงด้วยค่ะ ต่างหูราคา 200-300 บาท ส่วนเสื้อผ้าฝ้ายย้อมครามราคา 990 บาท ซึ่งการที่เราเป็นนักออกแบบ ทำของออกมาก็ตั้งราคาไม่เป็นค่ะ (หัวเราะ) จึงขอคำปรึกษาอาจารย์ที่สอนการตลาด ก็คำนวณราคาให้จากต้นทุน ราคาสมเหตุสมผลก็เลยขายดีมากค่ะ     สินค้าเราก็ไม่เหมือนใครด้วยค่ะ ที่เป็นเซรามิก ดูมีคุณค่ากว่าต่างหูแก้วหรือพลาสติก วัสดุที่เลือกก็ใช้เงินแท้ทั้งหมด ต่างหูก็จะใช้ดินเบากว่า และราคาแพงกว่าที่ทำภาชนะเซรามิก เพื่อทอนน้ำหนัก เซรามิกเขียนมือทุกชิ้น ซึ่งคำว่าแฮนด์เมดก็คือความพิเศษ ตั้งใจทำเป็นชิ้นพิเศษ เพื่อเป็นของขวัญด้วยค่ะ”     สินค้าแฟชั่นของทอฟ้าคราม มีให้เลือกทั้งเสื้อ ผ้าคลุมไหล่ลายคราม ต่างหู-แหวนเซรามิกลายคราม ต่างหู-แหวนเซรามิกลายชามตราไก่ อารียา บอกว่า ไม่มีหน้าร้าน ขายผ่านอินสตาแกรม Torfahkram และเน้นช่วงปลายปี ปีนี้ขายในเทศกาลของขวัญ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว งาน Gift Fest by Thailand Bestbuys ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์     “การออกบูธขายของ ชาวต่างชาติก็มาเป็นลูกค้าเราเยอะมาก เมื่อเดือน มี.ค. ก็ได้ไปออกบูธที่สถานทูตอินเดีย ชาวเอเชียชอบเครื่องประดับของเรา จีน ญี่ปุ่น เกาหลี คือลูกค้าที่ซื้อเยอะมากค่ะ ลูกค้าของเราเป็นวัยรุ่นนะคะ ไม่ใช่ว่าลวดลายไทยๆ แล้วจะแค่กลุ่มผู้ใหญ่เท่านั้น ทั้งเสื้อผ้า ผ้าคลุมไหล่ ต่างหู มีคนช็อปปิ้งทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ความที่สีสันไม่ฉูดฉาด ใส่ง่าย ใช้ง่ายค่ะ     แฟชั่นไทยต้องไม่ไทยจ๋า ลายไทยมีเสน่ห์อยู่แล้ว แค่ปรับประยุกต์ลดทอนความเยอะ ลายใหญ่ๆ อีกนิดหน่อยก็สวยแล้วค่ะ”     อารียา บอกว่า ปีต่อไปก็จะครีเอตของใหม่ๆ มานำเสนออีก ตอนนี้มีโปรเจกต์กระเป๋าพิมพ์ลายบนหนังแท้ หรือเครื่องเงินที่ขึ้นรูปสวยๆ ได้มากมายอีกหลายๆ แบบ ของขวัญไทยแท้มีเสน่ห์เหลือใจ

เสริมดวงให้ดี รับปีจอ 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 ธ.ค. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/531120

เสริมดวงให้ดี รับปีจอ 2561

ตามธรรมเนียมใกล้สิ้นปีก็ต้องมีการตรวจดวงส่องราศี เตรียมตัวรับปีใหม่ ราศีไหนดี ปีไหนชง เพื่อจะได้พอรู้ทิศทางชีวิตเตรียมตั้งรับกันเอาไว้ให้หนักกลายเป็นเบา ให้ร้ายกลายเป็นดี พร้อมหาทางแก้ไขหาตัวช่วย ให้ชีวิตสดใสรับปีจอ 2561 จะเลือกใช้เสื้อผ้ากระเป๋าสีใดให้ถูกโฉลก แต่งหน้าแบบไหนเสริมโหงวเฮ้งรับโชค มีเคล็ดลับมาฝากกันค่ะ

อาจารย์อรรถพล น้อยวงศ์ (หมอมีน ตีสิบ) นักพยากรณ์ฮวงจุ้ยและเลขศาสตร์สากล และเสริมดวงด้วย Fengshui Chic http://www.MasterMeen.com ได้กล่าวว่าภาพรวมของปี 2561 หรือปีจอ จะค่อนข้างโดดเด่นเรื่องการเงิน

 

 

 

ที่กระเตื้องมากขึ้น เศรษฐกิจจะดีขึ้นในบางธุรกิจ เช่น ด้านการค้าขายออนไลน์ และการขนส่ง ตั้งรับด้วยความไม่ประมาทด้วยการเก็บเงิน หรือลงทุนแบบมั่นใจแน่ๆ อนาคตจะสดใสจนถึงปลายปีแน่นอน มาไล่เรียงกันไปแต่ละราศีดังนี้

1.ราศีมังกร (Capricorn) ผู้ที่เกิด 22 ธ.ค.-19 ม.ค. ราศีมังกรระวังรักร้อนตั้งแต่ต้นปี แนะนำไม่ควรระเริงไฟ

หมอมีนแนะนำกระเป๋าสีเข้มหรือสีดำ เพื่อเพิ่มอำนาจในการทำงานและเจรจาอย่างดี ป้องกันการที่มีคนมาหมั่นไส้คุณอย่างมาก ยังแนะนำให้มีเลข 17 ในมือถือ จะทำให้เกิดสมาธิที่ดี แก้ไขปัญหาได้เก่ง และมีการโฟกัสงานที่ดี

2.ราศีกุมภ์ (Aquarius) ผู้ที่เกิด 20 ม.ค.-18 ก.พ. ราศีกุมภ์ต้องระวังเรื่องการกลุ้มทั้งปี จากการเก็บเงินไม่อยู่เพราะใจอ่อนต่อการช็อปปิ้ง

ขอแนะนำกระเป๋าสีส้มหรือสีเหลือง เพื่อให้ความสำเร็จที่ดีด้านการเดินทาง และหาโอกาสที่ดีทางธุรกิจ และแนะนำว่าคนที่มีเลข 13 อาจจะต้องเช็กสุขภาพตั้งแต่ต้นปี และทานอาหารชีวจิตให้เป็นประจำ

3.ราศีมีน (Pisces) ผู้ที่เกิด 19 ก.พ.-20 มี.ค. ราศีนี้ดวงขึ้น ดวงผู้ใหญ่สนับสนุนดีมาก โครงการต่างๆ มาแต่ขอให้มีเวลาทำให้ได้ ให้เสร็จทัน

แนะนำใช้กระเป๋าสีน้ำเงินหรือสีน้ำเงินลายขาว เพื่อช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างลงตัวและเป็นในทิศทางที่ดี ส่วนคนที่มีเลข 45 ในเบอร์มือถือ จะทำมาค้าขึ้นได้อย่างดีมาก และได้รับการโปรโมทแบบฟลุกๆ

4.ราศีเมษ (Aries) ผู้ที่เกิด 21 มี.ค.-19 เม.ย. ราศีเมษ แนะนำว่าให้ทำบุญเยอะๆ เพราะอานิสงส์ต่างๆ จะทำให้การงานคล่องขึ้นเป็นอย่างดี

ขอแนะนำให้ใช้กระเป๋าสีฟ้าอ่อนหรือสีฟ้าพาสเทล จะช่วยเสริมสมาธิ และการคิดบวกได้ดีขึ้น และมีโอกาสที่จะก้าวหน้าในหน้าที่การงานสูง แนะนำคนราศีเมษที่มีเลข 92 ในเบอร์มือถือ ช่วงเดือนนี้จะทำงานได้ดีและมีเสน่ห์ เรื่องเงินไม่น่าเป็นห่วง จะมีเสน่ห์ในการพูดจากับผู้ใหญ่ได้ดี

5.ราศีพฤษภ (Taurus) ผู้ที่เกิด 20 เม.ย.-20 พ.ค. ราศีพฤษภ ต้องระวังเรื่องการสงสารคนอื่นมากเกินไป เพราะจะทำให้ลำบากทั้งเรื่องเวลาและเงินตรา

แนะนำกระเป๋าถือหรือกระเป๋าสตางค์สีชมพูตุ่นๆ สำหรับผู้ชาย หรือสีชมพูบานเย็นสำหรับสาวๆ จะเสริมความรักได้ดี และบรรยากาศด้านการทำงานไม่อึดอัด หมอมีนแนะนำคนที่มีเบอร์ 53 ในเบอร์มือถือ ว่าทำงานได้ค่อนข้างดี แต่ไม่แนะนำให้ค้ำประกันใครในช่วงนี้เด็ดขาด

6.ราศีเมถุน (Gemini) ผู้ที่เกิด 21 พ.ค.-22 มิ.ย. ราศีเมถุน อาจจะมีลุ้นเรื่องความรักกับคนโสด และคนที่แต่งแล้วจะมีข่าวดี

หมอมีนแนะนำให้ใช้กระเป๋าสีครีม เพราะจะทำให้การทำงานด้านต่างประเทศจะราบรื่นมากและผู้ใหญ่ชอบเป็นอย่างดี คนที่มีเลข 58 ในเบอร์ อาจจะโชคดีปิดดีลใหญ่ๆ ได้จากการเดินทาง

7.ราศีกรกฎ (Cancer) ผู้ที่เกิด 23 มิ.ย.-22 ก.ค. ราศีกรกฎจะทำงานได้ดั่งใจหมาย ดวงดีขึ้นปีนี้อย่างเห็นได้ชัด

หมอมีนแนะนำชาวราศีปูเสริมดวงด้วยกระเป๋าสีเหลือง จะทำให้กำลังใจดีมากเป็นพิเศษ และการทำงานจะไม่อึดอัดจากการโดนจับผิด และคนที่มีเลข 75 อาจจะต้องระวังเรื่องของการเจรจาธุรกิจเสียเปรียบเพราะบริวาร

8.ราศีสิงห์ (Leo) ผู้ที่เกิด 23 ก.ค.-22 ส.ค. ราศีสิงห์ ปีนี้เจอคนจริงหลายวงการ เสริมดวงเสริมราศีให้ใจแข็งแกร่ง แรงอึดการทำงานจะมาเอง

แนะนำให้ใช้กระเป๋าสีน้ำตาลทอง จะทำให้เกิดความมั่นใจมากเป็นพิเศษ เรื่องของการงานและความก้าวหน้าของชีวิต และแนะนำว่า คนที่มีเลข 61 ในเบอร์มือถือ จะทำการลงทุนได้อย่างดีมาก และโครงการใหญ่ๆ เข้ามาเป็นอย่างดี

9.ราศีกันย์ (Virgo) ผู้ที่เกิด 23 ส.ค.-22 ก.ย. ราศีกันย์ปีนี้ต้องระวังเรื่องความเครียดมากเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่มาจากคนใกล้ตัว

แนะนำให้ใช้กระเป๋าสีเทาหรือสีเงิน จะเสริมเรื่องการมีอำนาจและการเจรจา โดยเฉพาะเรื่องบ้านและที่ดิน หมอมีนแนะนำคนที่มีเลข 47 ช่วงปีนี้จะทำงานดีมาก เยอะมาก แต่เหนื่อยเรื่องคนมากเป็นพิเศษ

10.ราศีตุล (Libra) ผู้ที่เกิด 23 ก.ย.-23 ต.ค. ราศีตุล แนะนำว่าต้องมีโอกาสในการลงทุนที่ชัดเจนและมั่นใจ เงินจะได้ดังที่คิด

แนะนำกระเป๋าสีแดง จะช่วยทำงานให้สำเร็จลุล่วง เรื่องของการทำงานที่มีปัญหาจะเคลียร์ด้วยดีด้วยพลังแห่งด้านบวก แนะนำคนที่มีเบอร์ 52 อยู่ อาจจะใจง่าย เรื่องของการจับจ่ายใช้สอย เพราะช็อปเยอะมากเป็นพิเศษ

11.ราศีพิจิก (Scorpio) ผู้ที่เกิด 24 ต.ค.-21 พ.ย. โอกาสในการทำงานกับคนอื่นมีมาก แต่อย่าเหวี่ยงวีน เงินและโอกาสอาจจะตกใจหนีหายไปเลย

หมอมีนแนะนำกระเป๋าสีขาวมุก จะช่วยเสริมเสน่ห์ในการดีลงานกับผู้ใหญ่ได้อย่างดีมาก แนะนำคนที่มีเลข 19 ควรทำบุญทำกุศลมากหน่อย จะมีโชคดีแบบฟลุกๆ ทั้งทางด้านการงานและการเงิน

12.ราศีธนู (Sagittarius) ผู้ที่เกิด 22 พ.ย.-21 ธ.ค. ปีนี้ชาวธนูเติบโตขึ้นอย่างมาก ทั้งเรื่องของการงาน และการศึกษาโฟกัสให้ดี

หมอมีนแนะนำ ชาวราศีธนูให้ใช้กระเป๋าสีเหลืองทอง จะทำให้การเงินดีมากๆ และธุรกิจส่วนตัวก้าวหน้าได้อย่างมั่นคง แนะนำคนที่มีเลข 70 เข้าหาผู้ใหญ่ได้ดี และไม่ควรที่จะเดินทางไกลโดยการไม่เช็กรถก่อน

โหงวเฮ้งคือสิ่งจำเป็นในการปรับพลังต่างๆ เช่น ฮวงจุ้ย บ้าน ที่อยู่อาศัย ห้องนอน ที่ทำงาน แต่จะมีสักกี่คนจะรู้ว่าโหงวเฮ้งการแต่งหน้าในชีวิตประจำวันมีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ สีมีพลังต่อการดำเนินชีวิต สีที่ถูกโฉลกประจำวันไม่ว่าจะเป็นการเลือกสีเสื้อผ้า สีรถยนต์ เพื่อเพิ่มความมั่นใจ แต่เราก็สามารถนำมาประยุกต์กับการเลือกสีการแต่งหน้าได้เหมือนกัน

โสภณวิชญ์ สุขสวัสดิ์ เจ้าของเพจ-ครูคริส ช่างแต่งหน้าแถวหน้าของเมืองไทย กล่าวว่าปัญหาต่างๆ บนใบหน้า เช่น สิว กระ ฝ้า คือปัจจัยสำคัญในการแต่งหน้าแล้ว การเตรียมผิวก็เป็นส่วนสำคัญมากๆ อันดับต้นๆ ในการแต่งหน้าเพื่อปรับโหงวเฮ้งบนใบหน้าหลัง จากนั้นเราก็จะเริ่มการเพิ่มพลัง ความสวย รวย ลงในตัวคุณ เคล็ดลับการแต่งหน้าเพิ่มโหงวเฮ้ง ดังนี้

 

 

วันจันทร์ เป็นวันเริ่มต้นแห่งการทำงาน ควรกรีดอายไลเนอร์สีดำ หรือแต่งตาแบบสโมกี้อายส์เพื่อเพิ่มพลังให้กับดวงตา เพราะดวงตาเป็นอายส์คอนแท็กต์ เวลาเจอฝ่ายตรงข้ามเราต้องสยบทุกสายตากันทีเดียว แค่นี้ก็เสริมดวงด้านโชคลาภ เงินทอง วันแรกของสัปดาห์เป็นผลและพลังอิทธิพลของวันต่อๆ ไปในสัปดาห์ให้สำเร็จราบรื่น

วันอังคาร ควรแต่งดวงตาสีทองกับกรีดอายไลเนอร์สีดำ เพิ่มความแพงให้ดูมีอะไรโกลด์ๆ ดูหรูหรา เพิ่มความดึงดูดโดยการทาปากแดงกร่ำๆ จะทำให้คุณดูโดดเด่น อยากเข้าใกล้ด้วยตลอดเวลา สีแดงของปาก บ่งบอกถึงความมีบารมี โดดเด่น กล้าแสดงออก และสยบฝ่ายตรงข้ามทุกกรณี อาจจะเพิ่มแดงเข้มๆ ออกดาร์กนิดๆ ในริมฝีปากด้านในให้มีพลังเสน่ห์ให้มากยิ่งขึ้น

วันพุธ ควรแต่งหน้าออกโทนสีนู้ดสีทอง หรือน้ำตาล ออกสีเอิร์ทโทน ให้ดูนิ่งๆ ปนความขลังน่าค้นหาให้มากยิ่งขึ้น อาจเพิ่มชิมเมอร์ให้กับดวงตาดูมีประกาย แต่ชิมเมอร์ที่หัวตาเล็กน้อย ช่วยในการดึงดูด สะดุดสายตาแก้ผู้พบเห็นสีโทนที่กล่าวมานี้เหมาะด้านอำนาจบารมีและโชคลาภ สีนู้ดอมน้ำตาลคือพลังลึกลับ จะดึงดูดพลังอำนาจบารมีให้พบกับความสำเร็จ

วันพฤหัสบดี โทนสีของการทาเปลือกตา ควรเป็นสีแดงอ่อนๆ สไตล์เกาหลี เพื่อความเบาๆ คิกขุ หลังจากหนักๆ มาหลายวัน เพิ่มความเป็นชิมเมอร์เฉพาะจุด เช่น สันจมูก โหนกแก้ม คาง กึ่งกลางหน้าผาก ไม่ต้องกรีดอายไลเนอร์ก็สวยไปอีกแบบ ทาปากด้วยลิปสติกที่มีความกรอสนิดๆ ใสๆ สร้างความโดดเด่นเรื่องโชคลาภเงินทอง

วันศุกร์ รองพื้นในวันศุกร์ควรเป็นแบบการเผยผิว ไม่ต้องเน้นการปกปิดมาก เนื่องจากเป็นวันสุดสัปดาห์ เน้นความสบายๆ ไม่หนักจนเกินไป เราจะปัดแก้มสีชมพูอ่อนๆ จะลงไฮไลต์สีทองบริเวณโหนกแก้มสองด้านเหมือนกัน หรือไม่ก็แต่งโทนสีโรสโกลด์ไปเลยก็ได้ ปากสีน้ำตาลเนื้อแมท

วันเสาร์ เนื่องจากเป็นวันหยุดของทุกคน การแต่งแต้มสีสันควรจะสดใสให้มีความสุข เปิดโลกให้มีจินตนาการมากยิ่งขึ้น ควรจะแต่งหน้าสนุกๆ กรีดอายไลเนอร์สีน้ำเงินและสโมกี้สีดำ แก้มสีชมพูนิดๆ หรือเล่นสีของอายแชโดว์ แค่เพียงสีเดียวทาลงบนเปลือกตา หลังจากนั้นกรีดอายไลเนอร์สีต่างๆ เป็นการเพิ่มสีสัน ผ่อนคลายชีวิตในวันสบายๆ ก็สนุกพร้อมกับเสริมดวงในวันหยุด

วันอาทิตย์ แต่งหน้าสไตล์สาวญี่ปุ่นทาเปลือกตาสีเขียวอ่อนๆ ปัดแก้มสีชมพู ในวันอาทิตย์จะเน้นแบบเบาๆ ที่สุด หรือแทบไม่ต้องแต่งเลย เป็นการพักผิวหน้าระหว่างสัปดาห์ เพิ่มโดยการมาสก์หน้า ขัดหน้า แค่นี้ก็เสริมดวงเสริมความมั่นใจได้เหมือนทุกๆ วัน

การแต่งหน้าเป็นการช่วยเสริมความมั่นใจให้กับตัวเองและฝ่ายตรงข้าม เพิ่มความดึงดูด อยากให้เข้ามาคุยด้วย การแต่งหน้าจึงถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ ในชีวิตประจำวัน สำหรับใครที่สนใจเรื่องการแต่งหน้า หรือการแนะนำผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง สามารถติดตามได้ที่เพจ ครูคริส ช่างแต่งหน้ามือหนึ่งของเมืองไทย จะได้มั่นใจว่าวันนี้ สีสันที่อยู่บนหน้าของคุณถูกโฉลกแล้วหรือยัง

‘เดอะ ทริป’ ปั่นท่องโลก เบิร์นแบบอินดอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 ธ.ค. 2560 เวลา 14:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/530970

‘เดอะ ทริป’ ปั่นท่องโลก เบิร์นแบบอินดอร์

จากความชื่นชอบของคนไทยที่หันมาออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยาน ทั้งอินดอร์และเอาต์ดอร์มากขึ้น แต่จะสนุกขนาดไหนถ้าลองเปลี่ยนประสบการณ์การปั่นจักรยานแบบเก่า ให้เพลิดเพลินด้วยคลาสออกกำลังกายใหม่ล่าสุด ที่คิดค้นโดย เลส มิลส์ (Les Mills) ชื่อ เดอะ ทริป (The Trip) ซึ่งเป็นคลาสปั่นจักรยานที่กระตุ้นทุกประสาทสัมผัส และเรียกได้ว่าเป็นอนาคตแห่งการออกกำลังกาย

คลาสนี้จะพาเหล่าผู้รักการออกกำลังกายเดินทางสู่โลกแห่งจินตนาการ ด้วยระบบดิจิทัลบนจอภาพเสมือนจริง ผสานกับจังหวะเพลงเร้าใจ ซึ่งช่วยกระตุ้นโสตประสาทให้คุณท้าทายความสามารถตัวเองไปอีกขั้น พร้อมเดินทางขึ้นเขา ดำดิ่งสู่โลกใต้ทะเลลึก หรือท่องไปในเมืองแห่งอนาคตบนจักรยาน โดยเวอร์จิ้น แอ็คทีฟ เป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่เปิดตัวเดอะ ทริป ในคลาสออกกำลังกาย ที่เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ สาขาสยามดิสคัฟเวอรี่

หัวใจของคลาสนี้คือการช่วยให้บรรลุเป้าหมายด้านการออกกำลังกายได้เร็วขึ้น โดยใช้เวลาน้อยลงเพียง 40 นาที การออกกำลังกายชนิดนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากการชมภาพยนตร์ คอนเสิร์ต และเกมอินเตอร์แอ็กทีฟ ผสมผสานเทคโนโลยีและกีฬา เพื่อนำเสนอคอนเซ็ปต์ใหม่ที่ตอบโจทย์คนที่ต้องการการออกกำลังกายที่สนุกสนานและจูงใจให้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกขั้น

 

ความพิเศษของคลาส เดอะ ทริป คือ การใช้ทั้งภาพ แสง สี และเสียง โดยเฉพาะภาพเส้นทางการปั่นแบบเสมือนจริงที่ปรากฏบนจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ จึงให้ความรู้สึกราวกับได้ออกปั่นนอกสถานที่จริงๆ รวมทั้งมีท่าทางต่างๆ ทั้งยืนปั่น นั่งปั่น หรือเร่งความเร็ว ซึ่งเทรนเนอร์จะให้คำแนะนำระหว่างการปั่น เพื่อให้ทุกคนได้ออกกำลังกายครบทุกส่วนของร่างกายอย่างแท้จริง โดยคลาสนี้สามารถเผาผลาญพลังงานได้ถึง 400-800 กิโลแคลอรี เลยทีเดียว

รูย์ ชี ผู้จัดการการออกกำลังกายแบบกลุ่มประจำภูมิภาคแห่งเวอร์จิ้น แอ็คทีฟ กล่าวว่า จากงานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของ เดอะ ทริป แสดงให้เห็นว่าการใช้ภาพและเสียงในการออกกำลังกายจะช่วยทำให้รู้สึกมีพลังมากขึ้น และสามารถใช้พลังงานเหล่านั้นได้อย่างเต็มที่

“นั่นหมายถึงอัตราการเผาผลาญพลังงานที่ดีขึ้นในเวลาเท่าเดิม ทั้งยังดึงดูดสมาชิกกลุ่มใหม่ๆ ที่ไม่ชอบการปั่นจักรยานอยู่กับที่แล้วได้แต่มองผนังหรือเงาตัวเองในกระจก การออกกำลังกายที่สนุกสนานเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของคลาสปั่นจักรยานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคลาสที่เบิร์นอย่างหนักหน่วงแบบ Stages Flight หรือ The Sufferfest และ Sprint ไปจนถึงคลาสที่เน้นเสียงดนตรีอย่าง RPM และ RPM Virtual”

 

 

คลาส เดอะ ทริป เปิดกว้างสำหรับทุกเพศทุกวัย สามารถร่วมสนุกได้อย่างน้อย 2-3 คลาสต่อสัปดาห์ ขณะเดียวกันควรเพิ่มการออกกำลังกายรูปแบบอื่นๆ เช่น เต้นแอโรบิก บอดี้คอมแบต โยคะ เวตเทรนนิ่ง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ในร่างกาย และช่วยให้สามารถปั่นจักรยานได้ดียิ่งขึ้น

“กอล์ฟ” สุรัมภา หยกโชติสกุล นางฟ้านักปั่นที่มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ปั่นจักรยานกับคลาส เดอะ ทริป เผยความรู้สึกครั้งแรกกับการปั่นจักรยานในสตูดิโอรูปแบบใหม่ ที่ให้ทั้งความสนุก เร้าใจ แตกต่างจากการปั่นจักรยานแบบเอาต์ดอร์ ซึ่งเธอมักไปออกทริปตามต่างจังหวัดกับก๊วนเพื่อนนักปั่นอยู่เป็นประจำ

“ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ที่นักปั่นได้มาลองสนุกกับอีกรูปแบบหนึ่งของการปั่นจักรยาน ชอบตรงที่มีจอภาพยนตร์ขนาดใหญ่แสดงภาพเส้นทางปั่นจักรยานหลากหลายเส้นทางที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่เอาต์ดอร์ ทั้งในเมือง ป่า ภูเขา หรือในอวกาศ เหมือนเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์แบบหนึ่งที่ทำให้รู้สึกสนุกเวลาออกกำลังกาย ช่วยกระตุ้นให้เกิดความตื่นเต้นด้วยภาพ แสง สี เสียง ที่สำคัญคือเป็นการออกกำลังกายแบบ Interval มีจังหวะขึ้นและลง หนักสลับเบา เป็นการคาร์ดิโอที่ดี ช่วยบริหารหัวใจให้แข็งแรง และเบิร์นแคลอรีได้ค่อนข้างเยอะภายในเวลา 40 นาที” นางฟ้านักปั่น กล่าว

รู้จัก‘แฝก’ หญ้ามหัศจรรย์ มีดีมากกว่าคลุมดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 ธ.ค. 2560 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/530968

รู้จัก‘แฝก’ หญ้ามหัศจรรย์ มีดีมากกว่าคลุมดิน

หลังจากที่ธนาคารโลกได้ส่งเสริมเรื่องการใช้หญ้าแฝกเป็นพืชป้องกันการชะล้างหน้าดิน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ในปี 2534 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ทรงศึกษาเรื่องการใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำจากเอกสารของธนาคารโลก และได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับหญ้าแฝกไว้มากมาย ด้วยทรงเล็งเห็นว่า หญ้าแฝกเป็นพืชที่ระบบรากลึก แผ่กระจายลงไปในดินตรงๆ เป็นแผงเหมือนกำแพงช่วยกรองตะกอนดินและรักษาหน้าดินได้ดี จึงควรนำมาศึกษาและทดลองปลูกในพื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริและพื้นที่อื่นๆ ที่เหมาะสมอย่างกว้างขวาง

จากสายพระเนตรอันกว้างไกลในวันนั้น ยังประโยชน์ให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน เพราะนอกจากหญ้าแฝกจะมีประโยชน์ช่วยป้องกันการพังทลายของดิน ไม่ให้หน้าดินสูญเสียความอุดมสมบูรณ์จนส่งผลต่อปริมาณผลผลิตทางการเกษตรแล้ว ใบของหญ้าแฝกยังสามารถนำมาพัฒนาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้มากมายอย่างที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง จนทำให้หญ้าแฝกได้รับการขนานนามว่าเป็น “หญ้ามหัศจรรย์” ที่ไม่ได้มีประโยชน์แค่เป็นพืชคลุมดิน ใช้ใบมุงหลังคา หรือสานตะกร้า แต่หญ้าแฝก…เป็นได้(แทบ)ทุกอย่าง

 

ทาสแมวต้องกรี๊ด ‘ที่นอนแมวจากหญ้าแฝก’

เพื่อตอบโจทย์คนรักน้องเหมียว ที่ยอมปวารณาตัวเป็นทาสแมว แต่ก็ยังไม่วายห่วงใยโลกใบนี้ทั้งหลาย จึงกลายเป็นที่มาของไอเดียสุดบรรเจิดของ รัฐพล อนุชิตานุกูล นักออกแบบผลิตภัณฑ์หนุ่มในการแปลงโฉมหญ้าแฝกสู่ที่นอนแมวสุดอีโค ที่ไม่มีดีแค่ดีไซน์ที่น่ามอง แต่ยังใช้งานง่าย แถมสามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก

“ตอนนี้เทรนด์การออกแบบสินค้าเพื่อสัตว์เลี้ยงกำลังมา สะท้อนไลฟ์สไตล์คนยุคนี้ที่หันมามองหาสินค้าเพื่อสัตว์เลี้ยงที่ต้องมีดีไซน์ ดีต่อโลก และยังสามารถใช้เป็นของแต่งบ้านได้ด้วย จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ผมเลือกนำหญ้าแฝกมาใช้เป็นวัสดุในการออกแบบที่นอนแมว โดยผมเลือกใช้หญ้าแฝกของ อ.ภูซาง จ.พะเยา เพราะศึกษาแล้ว พบว่า คุณสมบัติของหญ้าแฝกที่นี่ค่อนข้างอ่อนนุ่มและมีความยืดหยุ่นดี”

รัฐพล ดีไซเนอร์คนเก่ง ที่มีผลงานเข้าตากรรมการจนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ ประเภทสินค้าตกแต่งบ้านจากเวที “100 ดีไซน์ 2017 : เวทิเวอร์ ดีไซน์ คอนเทสต์” มาครองได้สำเร็จ กล่าวว่า เขาลงพื้นที่ไปที่ อ.ภูซาง เพื่อถ่ายทอดไอเดียให้ชาวบ้านช่วยสร้างสรรค์ออกมาเป็นชิ้นงานตามแบบที่ต้องการ โดยเขาเลือกออกแบบรูปทรงที่นอนแมวเป็นรูปวงกลม เพื่อให้ง่ายต่อการผลิตสะดวกต่อการสานลวดลายอย่างลายเม็ดข้าว ลายเม็ดแตง เนื่องจากชาวบ้านมีทักษะอยู่แล้ว ส่วนที่เป็นโดมแมวขึ้นด้วยผ้าแคนวาส เมื่อจับจีบจะทำให้ตั้งทรงอยู่ได้ มีสายรั้งขึ้นมาทำเป็นสายสะพายสามารถพาน้องแมวไปในที่ต่างๆ ได้

“ผมลงไปทำงานกับชาวบ้าน เพื่อคัดเลือกใบแฝกที่สามารถนำมาสานได้ จากนั้นนำไปผ่านกรรมวิธีตามแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ด้วยการนำไปอบกำมะถัน เพื่อไล่ความชื้น ไม่ให้หญ้าแฝกขึ้นรา นอกจากนี้ยังใส่ไอเดียการดีไซน์ ด้วยการออกแบบให้ส่วนที่นอนกับโดมแยกชิ้นส่วนกันได้ เพื่อให้ง่ายต่อการขนส่งสามารถถอดออกมาทำความสะอาดได้

 

 

กระเป๋าหญ้าแฝก ทรงงอบ ล้อเกวียน กระบือ

จากของแต่งบ้านมาเอาใจสายแฟชั่น ด้วยกระเป๋าดีไซน์ชวนมองจากทีม Come Back Home ผลงานออกแบบของกลุ่มนักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สาขาออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมปี 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งคว้ารางวัลชนะเลิศประเภทสินค้าแฟชั่นจากเวที  “100 ดีไซน์ 2017 : เวทิเวอร์ ดีไซน์ คอนเทสต์” มาครอง เล่าถึงไอเดียการสร้างสรรค์ผลงานว่า ได้แรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตชาวบ้านอย่าง หมวกงอบ ล้อเกวียน และกระบือ นำมาต่อยอดสู่รูปทรงของกระเป๋า

“พวกเราลงพื้นที่ไป อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา เพื่อศึกษา เรียนรู้ และทำงานร่วมกับชาวบ้านในการสานแฝกตามต้นแบบที่ออกแบบไว้ ซึ่งแฝกของที่นี่มีจุดเด่นตรงที่ใบสูงยาว เนื้อแฝกมันหนา นุ่ม โดยเราจะนำใบแฝกชั้นที่ 1-2 ซึ่งมีความนิ่มมาทำลายควั่นเกลียวชั้นที่ 3-4 มีความหนานุ่มมาทำลายสานลายเม็ดแตง และชั้นที่ 5 ซึ่งแข็งนำมาขึ้นโครงออกมาเป็นกระเป๋ารูปทรงที่งอบ เกวียน และกระบือ ตกแต่งด้วยหนังเทียมและโลหะรมควันดำ

เศรษฐ์โภคิน เศรษฐ์สัตยาโภคิน ตัวแทนของทีม กล่าวว่า นี่เป็นผลงานออกแบบจากหญ้าแฝกครั้งแรก ทำให้รู้จักหญ้าแฝกซึ่งเป็นหญ้ามหัศจรรย์มากขึ้นจริง และหวังว่างานออกแบบครั้งนี้จะมีส่วนช่วยจุดประกายให้สินค้าจากหญ้าแฝกเป็นที่รู้จักและถูกใจกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น

 

 

เครื่องประดับสุดเก๋จากหญ้าแฝก

ต่อด้วยผลงานเครื่องประดับที่กล้าแตกต่างด้วยไอเดียอย่าง Heritage ผลงานการออกแบบของฐากร ถาวรโชติวงศ์ เจ้าของรองชนะเลิศจากเวทีเดียวกันเลือกนำแนวคิดจากเครื่องแขวนดอกไม้สด ที่มีความพลิ้วไหวอ่อนโยนมาผสานเข้ากับโครงสร้างสถาปัตยกรรม เกิดเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างชิ้นงานเครื่องประดับ อย่างสร้อยคอ ต่างหู จากใบหญ้าแฝก

“ผมเริ่มตีความจากวัสดุอย่างใบหญ้าแฝกว่าเปรียบเสมือนสมบัติของชาติ แล้วค่อยมองหาสิ่งที่จะมาเป็นตัวแทนสมบัติของชาติเช่นกัน ผมนึกถึงเครื่องแขวนดอกไม้สด ซึ่งผู้หญิงไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลางทำเป็นงานฝีมือ เพื่อใช้ประดับตามสถาปัตยกรรมเพื่อสร้างความพลิ้วไหว ผมจึงเลือกนำไอเดียนี้มาต่อยอดสู่เครื่องประดับโดยใช้รายละเอียดของเครื่องแขวน อย่างการร้อยเป็นรูปตาข่าย ความพลิ้วไหวของอุบะมาอยู่บนเรือนร่างของสตรี เพื่อปกปิดและลดทอนรูปร่างบางส่วนให้ดูมีความพลิ้วไหว สร้างเงาตกกระทบให้ดูมีเสน่ห์น่าค้นหา”

ทั้งนี้ การออกแบบรูปทรงของเครื่องประดับจะอ้างอิงถึงความงามจากเครื่องแขวนดอกไม้สดของไทย ผสมผสานกับวัสดุที่มีคุณสมบัติแวววาว เพื่อให้ชิ้นงานมีคุณค่าและต้องสายตาเมื่ออยู่ภายใต้แสงไฟ

“ความยากในการสร้างชิ้นงานคือ ต้องทดลองเยอะมาก เนื่องจากต้องนำมาใช้เป็นเครื่องประดับบนเรือนร่างของสตรีจริงๆ เพราะฉะนั้นการออกแบบต้องคำนึงถึงความคงทน ความสวยงาม และสัดส่วน ผมเลือกใช้ใบหญ้าแฝกที่ อ.โคกปรง จ.เพชรบูรณ์ เพราะชาวบ้านที่นี่มีเอกลักษณ์ในการทำลายเม็ดมะยม ซึ่งเข้ากับแรงบันดาลใจในการออกแบบชิ้นงานของผมพอดี”

พืชล้านประโยชน์

ขณะที่ จารุพัชร อาชวะสมิต ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งทอและที่ปรึกษาด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้กับโครงการร้านภัทรพัฒน์ มูลนิธิชัยพัฒนา สะท้อนมุมมองต่อหญ้าแฝกอย่างน่าสนใจว่า แฝกเป็นวัสดุที่นักออกแบบรุ่นใหม่อาจจะยังไม่คุ้นเคย แต่มีประโยชน์และจุดเด่นหลายอย่าง เพราะเป็นพืชที่มีเส้นใยยาว สามารถนำมาถักทอเป็นเส้นเชือกได้โดยไม่ต้องต่อเยอะ ปลูกง่ายใช้น้ำน้อย ไม่ต้องใช้ปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลง

“ข้อสำคัญในการปลูกแฝกคือ ห้ามให้ออกดอก เพราะพอออกดอกแล้วจะยืนต้นตาย ดังนั้น ทุก 3 เดือนต้องคอยตัด ในอดีตแฝกนอกจากจะใช้ป้องกันหน้าดินแล้ว ยังใช้ทำหลังคา อาหารสัตว์ แต่เมื่อผลผลิตที่ได้มากขึ้น จึงเริ่มมีการนำมาต่อยอดสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ  เท่าที่ได้ทำการศึกษาคุณสมบัติหญ้าแฝกมา เชื่อว่าสามารถนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ได้ไม่จำกัด เพียงแต่ที่ผ่านมานักออกแบบและสังคมยังไม่รู้จัก เลยไม่กล้าทดลองนำมาใช้ โจทย์ท้าทายของนักออกแบบคือจะทำอย่างไรเพื่อสร้างมูลค่าให้หญ้าแฝก พัฒนาให้กลายเป็นมากกว่าเทรนด์ แต่เป็นส่วนของไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง”

ครั้งแรกที่ชาวไทยได้ชมศิลปะญี่ปุ่น ทุกยุคสมัยที่พิพิธภัณฑ์พระนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 ธ.ค. 2560 เวลา 13:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/530839

ครั้งแรกที่ชาวไทยได้ชมศิลปะญี่ปุ่น ทุกยุคสมัยที่พิพิธภัณฑ์พระนคร

โดย กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร

กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม กำหนดจัดนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “วิถีแห่งศรัทธาจากศิลปทัศน์ ญี่ปุ่น” (The History of Japanese Art: Life and Faith) ในโอกาสครบรอบ 130 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค. 2560-18 ก.พ. 2561 ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ชาวไทยได้ชมศิลปะญี่ปุ่นทุกยุคสมัยในเวลาเดียวกัน

นับตั้งแต่ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยลงนามร่วมกันในปฏิญญาทางพระราชไมตรี และการพาณิชย์ เมื่อปี 2430 ทั้งสองประเทศต่างมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันในหลายๆ ด้าน รวมทั้งด้านวัฒนธรรม และในโอกาสครบรอบ 130 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศ ฝ่ายญี่ปุ่น ประกอบด้วย สำนักกิจการวัฒนธรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู และเจแปนฟาวน์เดชั่น ร่วมกับฝ่ายไทย คือ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้มีความตกลงแลกเปลี่ยนนิทรรศการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในมรดกศิลปวัฒนธรรมร่วมกัน ทำให้เกิดโครงการจัดนิทรรศการแลกเปลี่ยนของสองประเทศขึ้นเนื่องในวาระพิเศษนี้

โดยนับเป็นครั้งแรกที่มีการนำศิลปะญี่ปุ่นครบถ้วนทุกยุคสมัยมาจัดแสดงในประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและตอบแทนน้ำใจไมตรีที่ในปี 2560 ประเทศไทยได้นำโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุชิ้นเยี่ยมไปจัดนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “ความรุ่งโรจน์แห่งพระพุทธศาสนาในดินแดนไทย” (Thailand : Brilliant Land of the Buddha) ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว เนื่องในโอกาสครบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนิทรรศการที่แนะนำมรดกศิลปวัฒนธรรมของไทยครั้งสำคัญและยิ่งใหญ่ในรอบ 30 ปี ณ ประเทศญี่ปุ่น ผู้เข้าชมทั้งชาวญี่ปุ่นและนานาชาติต่างให้ความสนใจและประทับใจอย่างยิ่ง

โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่ฝ่ายญี่ปุ่นได้คัดเลือกนำมาจัดแสดงนิทรรศการพิเศษครั้งนี้ ประกอบด้วยโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยโจมน จนถึงยุคประวัติศาสตร์ สมัยเอโดะ ประกอบด้วยหลักฐานที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดี ประติมากรรม จิตรกรรม และประณีตศิลป์ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่น เพื่อนำเสนอเรื่องการเริ่มต้นของศิลปะญี่ปุ่น ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ตระกูลขุนนาง และนักรบ นิกายเซนกับพิธีชงชา และความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสมัยเอโดะ รวมจำนวน 106 รายการ (130 ชิ้น) โดยมีโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกชาติ 3 รายการ และมรดกวัฒนธรรมสำคัญ 25 รายการ รวมอยู่ด้วย เพื่อช่วยส่งเสริมให้ชาวไทยสนใจในวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นการเพิ่มพูนสัมพันธภาพของทั้งสองประเทศให้มั่นคงยั่งยืน

นิทรรศการพิเศษดังกล่าว จะเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.2560-18 ก.พ. 2561 เวลา 09.30-16.00 น. ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

โปล เซซาร์ เอลเลอ ภาพวาดของยุคแห่งความงดงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 ธ.ค. 2560 เวลา 11:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/530823

โปล เซซาร์ เอลเลอ ภาพวาดของยุคแห่งความงดงาม

โดย ปณิฏา

โปล เซซาร์ เอลเลอ จิตรกรสีน้ำมันและพาสเทลชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะคนที่วาดภาพสุภาพสตรีจากสังคมชั้นสูง ในยุคสมัยแห่งความสง่างามที่เรียกว่า Belle Epoque

โปลเกิดที่เมืองฟานส์ แคว้นเบรอตาญ (บริตตานี) ในฝรั่งเศส บิดานักศุลกากรของเขาเสียชีวิตตั้งแต่โปลยังวัยรุ่น และแม้ว่ามารดาของเขาจะไม่เห็นด้วย แต่โปลก็เดินทางมายังกรุงปารีส เพื่อศึกษาในโรงเรียนประถมชัปตัล กระทั่งอายุ 16 เขาก็ได้เข้าเรียนในโรงเรียนศิลปะ (Ecole des Beaux-Arts) และได้ศึกษากับอาจารย์ระดับจิตรกรชื่อดัง ชอง-เลอง เชโรม

โปล เซซาร์ เอลเลอ ได้เข้าชมนิทรรศการศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ ครั้งที่ 2 ของซาลง เดอ ปารีส ซึ่งทำให้เขาได้คลุกคลีกับบรรดาศิลปิน อย่าง จอห์น ซิงเงอร์ ซาร์เจนต์, เจมส์ แมคนีล วิสต์เลอร์ และโคล้ด โมเนต์ โดยเฉพาะจิตรกรชาวอเมริกัน อย่างจอห์นได้กลายมาเป็นเพื่อนรุ่นพี่คนสนิทของเขา

นิทรรศการอิมเพรสชันนิสม์ได้ใจอนาคตจิตรกรน้อยอย่างมาก โดยเฉพาะความล้ำสมัย เตะตาของศิลปะ รวมทั้งเทคนิคที่แตกต่างจากระบบที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนศิลปะโดยสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม โปล คิดว่า การศึกษาให้จบจากสถาบันศิลปะ ยังเป็นสิ่งสำคัญ เขาหาเงินเรียนเองด้วยการไปช่วยงานในสตูดิโอทำเซรามิกของบริษัท เตโอดอร์ เดก เซรามิก ฟร็องแซส โดยรับหน้าที่เพนต์ลวดลายลงบนจานชามของบริษัทในช่วงเดียวกัน เขาได้รู้จักกับ โจวานนี โบลดินี จิตรกรที่โดดเด่นทางด้านภาพวาดพอร์เทรตในสไตล์ที่ไม่เหมือนใครชาวอิตาเลียน และโจวานนีก็กลายเป็นทั้งอาจารย์และเพื่อนสนิท ผู้ส่งอิทธิพลอย่างสูงต่องานศิลปะของเขาในกาลต่อมา

ในช่วงเริ่มแรกของการยึดอาชีพจิตรกรเต็มตัว ผลงานของโปล ไม่เป็นที่เตะตานัก จอห์น ซิงเงอร์ ซาร์เจนต์ ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยโปรโมทผลงานจิตรกรหนุ่ม จนเริ่มมีงานมีการมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อได้รับงานวาดภาพสาวสวยไฮโซ อย่าง อลิศ เกแล็ง ทั้งคู่ได้ตกหลุมรักกัน และเธอก็กลายเป็นนางแบบขาประจำ แถมยังคอยเป็นเส้นสายให้โปล เข้าสู่สังคมชั้นสูงแห่งกรุงปารีสด้วย

ในปี 1885 โปล เซซาร์ เอลเลอ เดินทางไปยังกรุงลอนดอน และได้พบกับ เจมส์ ชักส์ ติสโซต์ จิตรกรฝรั่งเศสที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในอังกฤษ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่โปลได้เห็นเทคนิคภาพพิมพ์แบบดรายพอยต์ โดยอาศัยปากกาสไตลัสแบบหัวเพชรขูดขีดลงบนแผ่นทองแดง เขาเรียนรู้เทคนิคนี้อย่างรวดเร็ว และนำมาใช้สร้างสรรค์ภาพในสไตล์ของตัวเอง โดยภาพพิมพ์ดรายพอยต์ของเขาได้รับความนิยมอย่างสูง

โปล เริ่มมีผลงานแสดงในแกลเลอรี่ต่างๆ มากมาย และเอดการ์ เดอกาส์ ก็ผลักดันให้เขาเข้าร่วมในการแสดงผลงานนิทรรศการอิมเพรสชันนิสม์ ครั้งที่ 8 ในปี 1886 จัดขึ้น ณ อพาร์ตเมนต์หมายเลข 1 บนถนนลาฟิตต์ กรุงปารีส นิทรรศการดังกล่าวมีจิตรกรนีโอ-อิมเพรสชันนิสม์ 17 คนเข้าร่วม รวมทั้ง โปล โกแก็ง, โคลด โมเนต์, กามิลล์ ปิสซาโร ฯลฯ

จิตรกรชาวเบรอตาญได้รู้จักกับคนในแวดวงวรรณกรรมหลายคน โดยมาร์กเซล พรูสต์ นำคาแรกเตอร์ของเขาไปใส่ไว้ในนิยายเรื่อง A la recherche du temps perdu (Remembrance of Things Past) เป็นจิตรกรชื่อ เอลสตีร์ ขณะที่ โรแบต์ เดอ มงเตสกิอู กวีที่กลายเป็นแฟนผลงานภาพพิมพ์ของเขา และในกาลต่อมาได้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติของโปล โดยรวบรวมผลงานภาพวาดและภาพพิมพ์นับร้อยรูปออกมาในปี 1913

เคาน์เตส เกรฟฟูเออ ลูกพี่ลูกน้องของโรแบต์ ยังแนะนำให้เขารู้จักกับบรรดาสาวไฮโซในยุคนั้นมากมาย ที่กลายมาเป็นลูกค้าของโปล กับภาพวาดพอร์เทรตสไตล์เริดหรูแห่งยุค Belle Epoque ไม่ว่าจะเป็น ดัชเชสแห่งมาร์ลเบอระห์, ลุยซา กาซาติ หรือ เดอะ มาร์เคซา กาซาติ, แบลล์ ดา กอสตา กรีน หลุยอิส เชรุยต์ และเฮเลน่า รูบินสไตน์ เจ้าแม่เครื่องสำอางชื่อดัง

ท่ามกลางเพื่อนฝูงมากมาย คนที่สำคัญอีกคนหนึ่งคือ โกโก้ ชาแนล ซึ่งต่างเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานให้กันและกัน โดยเขาเลือกโทนสีเบจให้เป็นสีประจำห้องเสื้อชาแนล จากสีสันของหาดทรายที่บิยาริตซ์ ชายหาดทางตอนใต้ของฝรั่งเศส อันเป็นที่โปรดของเธอ ในภายหลัง ทั้งลูกชาย (ชอง เอลเลอ) และหลานชาย (ชักส์ เอลเลอ) ต่างก็กลายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของชาแนลทั้งคู่ โดยเฉพาะหลานชาย กลายเป็นนักออกแบบน้ำหอมชื่อดังของชาแนล

โปล เซซาร์ เอลเลอ ยังหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ จากภาพวาดทางศาสนาและกระจกสีในโบสถ์ นอกจากนี้ ยังไปศึกษาเรื่องการวาดภาพดอกไม้และแลนด์สเคปที่สวนของพระราชวังแวร์ซายส์ แล้วเมื่อเขาเกิดคลั่งไคล้การแล่นเรือขึ้นมา ภาพเรือยอชต์และท้องทะเล ก็มาปรากฏในภาพวาดและภาพพิมพ์ของเขาด้วย

ในปี 1912 เขาได้รับเชิญให้ไปออกแบบเพดานของสถานีรถไฟกลางของนิวยอร์ก ซึ่งเขาวาดเป็นรูปท้องฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยดวงดาว และมีภาพของจักรราศีกับทางช้างเผือกประดับอยู่บนนั้น

แม้ในบั้นปลาย โปล เซซาร์ เอลเลอ จะรู้สึกว่า ตัวเขาไม่ได้เป็นศูนย์กลางของแวดวงศิลปะอีกต่อไป ยุคสมัย Belle Epoque ได้จากไปอย่างถาวรแล้ว ทำให้เขาเกรี้ยวกราดจนทำลายแผ่นภาพพิมพ์ทองแดงจำนวนหนึ่งทิ้งไปบ้าง ทว่าความสำคัญในแวดวงศิลปะฝรั่งเศสของเขาไม่ได้หมดไปตามกาลเวลา โปลได้รับเครื่องราชฯ (Legion d’honneur) และกลายเป็นศิลปินที่ได้รับยกย่องทั้งในปารีสและลอนดอน

เขาเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสมาคมศิลปะฝรั่งเศสอย่างถาวร โดยเฉพาะการได้ชื่อในแวดวงศิลปะนานาชาติ ทั้งจากภาพวาดสีน้ำมัน และภาพพิมพ์ดรายพอยต์

จดจำแววตาของพวกเขาไว้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 ธ.ค. 2560 เวลา 10:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/530811

จดจำแววตาของพวกเขาไว้

โดย มัลลิกา นามสง่า

ผลงานจิตรกรรม วาดเส้น เซรามิก และจัดวาง ในชื่อนิทรรศการ “แรงงานเพื่อชาติใคร” ศิลปินผู้สร้างสรรค์ คือ “ผศ.ดร.ศุภชัย อารีรุ่งเรือง” ได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ “แรงงานต่างชาติ” และลึกลงไปถึงความเป็น “มนุษย์”

เหตุเกิดจากเช้าตรู่วันหนึ่งบนถนนรัชดามุ่งหน้าสู่อโศก ระหว่างที่การจราจรติดขัด สายตาเขาเหลือบไปสบกับแววตาคนงานก่อสร้าง ซึ่งมองปราดเดียวก็สามารถแยกสัญชาติออกได้ว่าเป็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน

สิ่งที่สะท้อนกลับมาในห้วงความคิด คือ พวกเขาเป็นมนุษย์เช่นกัน หากแต่ในบางขณะ และในทัศนคติของอีกหลายคนมองพวกเขาอย่างดูหมิ่น ขีดเส้นวรรณะ แบ่งแยกคุณค่า

ก่อนหน้านี้ศิลปินสร้างงานแนวจิตรกรรมไทยมานานหลายสิบปี นำเสนอเรื่องราวความเชื่อ ศาสนา เทวดา พระพุทธเจ้า เทวดาอารักษ์ ซึ่งเขาไม่เคยพบ

“ที่สนใจเรื่องนี้ เริ่มจากผมเห็นทุกๆ เช้า พวกเขาอยู่ในภาพประจำวัน กรุงเทพฯ มีไซต์ก่อสร้างคอนโดเยอะ เห็นคนงานมาแต่เช้านั่งบนรถสองแถวใหญ่ๆ บางคนเป็นวัยรุ่น ก็คิดไปว่าเขาคิดอะไรอยู่นะ อีกอย่างผมจบด้านศิลปะไทย ผมมีคำถามในใจสิ่งเหล่านั้นที่ผมวาดมาไม่เคยเห็นเลย แต่ผมเห็นมนุษย์ด้วยกันในชีวิตประจำวัน ก็เลยอยากทำงานที่สะท้อนชีวิตมนุษย์ โดยให้คุณค่าเท่าเทียมกัน เห็นคุณค่าของกัน

เรามีแรงงานต่างชาติเข้ามา ในขณะเดียวกันเราก็ไปเป็นแรงงานที่ประเทศอื่น แต่สังคมไทยยังคงมองแรงงานข้ามชาติด้านลบ ผมจึงอยากจะสะท้อนที่คนไม่ได้มองเขามีตัวตน แต่เขามีคุณค่า เขามีทักษะในงานที่ทำ มีความรับผิดชอบ”

ผศ.ดร.ศุภชัย สร้างงานด้วยแนวคิดแรงงานข้ามชาติต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และได้จัดแสดงงานทุกๆ ปี

“ปีแรก 2557 ผมตีความ มองตัวผมเป็นแรงงานเช่นเดียวกัน ผมมองว่าแรงงานเข้ามาคนไทยบางคนไม่ได้มองเห็นหัวเขา เลือกใช้สัญลักษณ์แมลง แล้วแมลงอะไรที่อยู่ใกล้ตัวแต่เราไม่เห็นคุณค่า ก็นึกถึงแมลงวัน ไปศึกษาวงจรชีวิตแมลงวัน เจาะกลุ่มแรงงานกลุ่มกัมพูชา ใช้สัญลักษณ์ศิลปะกัมพูชามาร่วมด้วย อย่างเศียรพระเจ้าชัยวรมัน

พอมาชุดที่ 2 ใช้คนเป็นสื่อ ตีความในชีวิตเขามีอะไร เขามีหมวก มีกระติกน้ำ ถุงกับข้าว ที่ถือติดตัวมาทำงานทุกวัน เอา 3 สิ่งมาเล่นกับงาน ใช้วัสดุจริง

ในช่วง 2 ปีแรกเป็นงานวิจัยสร้างสรรค์ แต่ปีที่ 3 ผมลงข้อมูลเชิงลึกไปคุยกับแรงงานกัมพูชาจริง เอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นเนื้อหาในการอธิบายโครงการ

งานในปีที่ 3 เอาหมวกจริงมาพัฒนาเป็นเซรามิก ใช้ในงานจัดวางเพื่อให้งานใกล้ชิดกระทบกับคนดูให้มากที่สุด จัดวางหมวกเป็นผังสี่เหลี่ยม วางเหมือนตารางหมากรุก และผมใช้ถุงข้าวแกงใส่น้ำวางล้อมอีกที เหมือนบ่อน้ำของเขมร ที่เป็นแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ก็แทนค่าตรงนี้ มาสู่การวางเรียงกรอบกำแพงหมวกที่ผมวางเหมือนศาสนสถานของเขา”

ส่วนงานเพนติ้งเป็นหมึกจีนบนกระดาษสา ลายเส้นลดทอนภาพคนลง และเน้นแววตาสามเหลี่ยม ที่ศิลปินสร้างเป็นคาแรกเตอร์ให้แรงงานกัมพูชา

“รายละเอียดน้อย แต่ใช้สัญลักษณ์ที่จำเป็นต่อชีวิตเขา อย่างหมวก ถุงอาหาร กระติกน้ำ และผมใช้ดวงตาสามเหลี่ยมมาเป็นคาแรกเตอร์ เพราะผมมองว่าในการจดจำ ภาพจำของคนจะจดจำที่ดวงตา แววตา ผมอยากให้คนที่มาชมงานได้จดจำแววตาของพวกเขา”

งานในปีแรกยังมีกลิ่นอายจิตรกรรมไทยที่ศิลปินถนัด แต่ในที่สุดการสร้างงานที่เรียบง่ายนั้นสามารถสื่อสิ่งที่เขาต้องการจะบอกได้ชัดเจนกว่า

“ผมเริ่มเบื่อความสวย ซึ่งความสวยไม่ได้ช่วยอธิบาย อีกอย่างไม่อยากให้คนติดกับความสวยจนลืมความหมายที่ผมต้องการสื่อสาร ปีที่ 2 ใช้เทคนิค Pyrography ใช้เหล็กที่มีความร้อนจี้บนแผ่นไม้ให้เกิดลายเส้น ปีที่ 3 กระดาษสาผมต้องการคืนสู่ธรรมชาติ ความเรียบง่าย”

ผศ.ดร.ศุภชัย ยังมีความสนใจและสนุกกับการสร้างงานในแนวคิดแรงงานข้ามชาติอยู่ เป็นไปได้ว่าในปีหน้าจะได้ชมงานศิลปะหากประเด็นจะลุ่มลึกขึ้นอีกเรื่อยๆ

นิทรรศการ แรงงานเพื่อชาติใคร จัดแสดงวันที่ 20 ธ.ค. 2560-17 ม.ค. 2561 ณ ห้องนิทรรศการ 3 ชั้น 2 หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย