อังค์วรา พึ่งธรรม ฝึกสมาธิ-หย่อนใจในน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 ธ.ค. 2560 เวลา 10:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/530810

อังค์วรา พึ่งธรรม ฝึกสมาธิ-หย่อนใจในน้ำ

โดย สมแขก

หญิงสาวร่างเล็กผิวแทนจากแดดยิ้มอย่างอารมณ์ดีทุกครั้งที่เธอได้ออกไปเจอน้ำ “ปอ” อังค์วรา พึ่งธรรม ที่บอกว่าจากคนที่แขนและไหล่แรงน้อย กลายเป็นอีกคนที่เปลี่ยนไปหลังความหลงใหลกีฬาทางน้ำที่เรียกว่า SUP อ่านว่า ซัพ หรือ เอสยูพี (Stand up Paddleboard) กีฬาทางน้ำชนิดหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศที่เข้ามาในประเทศไทยจนกลายเป็นเทรนด์ใหม่ ปอจัดตัวเองว่าเป็นนักกีฬาซัพสมัครเล่นที่มีความสุขกับการอยู่บนผืนน้ำ และท่องเที่ยวด้วยแพดเดิลบอร์ด

“ซัพ บอร์ด เป็นกีฬาทางน้ำที่มีมายาวนาน กำเนิดขึ้นที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1940 โดยคนเล่นเซิร์ฟบนหาดไวกิกิ ถือเป็นการเล่นเซิร์ฟอย่างหนึ่ง ที่ใช้วิธียืนบนบอร์ดและพายไปหาคลื่น โดยใช้ไม้พายที่มีใบพายด้านเดียว การเล่นซัพ บอร์ด ไม่จำเป็นต้องใช้คลื่นเหมือนการเล่นเซิร์ฟ เราสามารถไปเล่นที่แหล่งน้ำที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นทะเล ทะเลสาบ หรือแม้แต่ในแม่น้ำ เรียกได้ว่าแค่มีน้ำก็ไปได้แล้ว

ตอนนี้เอสยูพีได้รับความนิยมสูงมากในอเมริกา เพราะเป็นกีฬาที่ออกกำลังกายได้ทุกส่วน เล่นได้ทุกเพศทุกวัย และคนว่ายน้ำไม่เป็นก็เล่นได้ ปอจะบอกว่ากีฬาทางน้ำที่สามารถพายเคลื่อนที่ไปบนผิวน้ำได้อย่างอิสระ ทั้งในน้ำนิ่งและการพายเล่นโต้คลื่นถ้าเล่นอย่างถูกวิธีจะได้ความแข็งแรงทั้งร่าง เบิร์นเยอะมากเพราะต้องเกร็งทั้งหมด ท้องช่วงแกนกลางต้องเกร็งรักษาบาลานซ์ แขนดึงไม้พาย ต้องใช้พลังกล้ามเนื้อเข้ามา แขนไหล่จะแข็งแรง และกล้ามเนื้อขาก็ได้เหมือนกัน คนว่ายน้ำไม่เป็นเล่นได้ ครูจะมีวิธีซัพพอร์ต มีสายพันข้อเท้า สมมติเราพายแล้วเราตก ให้เราจับสายที่ขา แล้วกระตุกบอร์ดเข้าหาตัว แล้วก็ลอยตัวมาเกาะที่บอร์ด ยังไงก็ไม่จม”

เมื่ออธิบายถึงกีฬาซัพแล้ว อีกหนึ่งชนิดกีฬาที่เธอสนุกและคิดว่าเป็นความท้าทายสูงก็คือ “ซัพ โยคะ” เป็นการผสมผสานกีฬาซัพและโยคะมารวมไว้ด้วยกัน ดังในต่างประเทศดังมาประมาณ 5 ปีแล้ว แต่ในเมืองไทยได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงสองปีมานี้ “เล่นซัพแล้วเราจะเกร็งกล้ามเนื้อ หลักของซัพคือต้องเกร็งแกนกลางลำตัว ช่วงหน้าท้องจะทำให้บาลานซ์ดี หลักคือแกนตรงกลาง พอเล่นซัพจะได้กล้ามเนื้อท้องเร็ว ระหว่างที่นักกีฬาเล่นก็จะมีอาการปวดเมื่อย เราก็เลยนำโยคะมาผสมผสานบนบอร์ด ก็เลยเรียกว่า ซัพ โยคะ

ซัพ โยคะ ก็คือการเล่นโยคะบนแพดเดิลบอร์ด ลองนึกภาพว่าเรากำลังนั่งบนบอร์ดซึ่งก็คือเสื่อโยคะที่ลอยอยู่บนผืนน้ำ คุณจะสามารถสัมผัสผิวน้ำที่เย็นชื่นใจ สายลมเบาๆ ที่พัดผ่านหน้าไป ได้สูดอากาศบริสุทธิ์และดื่มด่ำกับธรรมชาติรอบๆ ตัว เพียงแค่เริ่มต้นคุณจะรู้สึกถึงความอิสระ สงบและผ่อนคลาย หายเหนื่อยล้าจากการเรียนและการทำงาน

เสน่ห์ของซัพ จะให้เรื่องสมาธิและสติ เราจะอยู่กับตัวเอง เราจะไม่วอกแวก ขณะที่โยคะเองก็เป็นกีฬาที่ต้องใช้สมาธิสูงมาก ต้องมีสมาธิอยู่กับมันตลอดเวลาโยคะเป็นการฝึกสมาธิ เพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและร่างกาย ยืดหยุ่น เราจะต้องไม่ตกน้ำมันเป็นความท้าทาย การตกน้ำเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเราไม่ตกได้ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายชนะความกลัว และยังได้พักผ่อนสัมผัสกับธรรมชาติรอบตัวอีกด้วย”

เมื่อถามว่าก่อนจะเล่นซัพ หรือซัพ โยคะ แต่ละครั้งปอเตรียมตัวอย่างไร หรือแนะนำให้มือใหม่เตรียมตัวอย่างไร เธอบอกว่า “เตรียมแค่ใจมาเล่นอย่างเดียว เท่านี้จริงๆ พร้อมเปียก (หัวเราะ) เสื้อผ้าก็แล้วแต่ว่าเวลาเราเปียกน้ำแล้วจะไม่หนักไม่ถ่วง ส่วนบอร์ดจะมีให้เลือก 2 ประเภท มีเป็นรุ่นเป่าลม บอร์ดแบบเป่าลมสามารถออกทริปต่างจังหวัดได้เลย พอถึงที่หมายก็สูบลมเข้าไปเล่นได้เลย

บอร์ดอีกประเภทหนึ่งก็คือแบบบอร์ดแข็งทำจากไฟเบอร์ อันนั้นจะเคลื่อนย้ายลำบากกว่า แต่การเลือกบอร์ดก็แล้วแต่ว่าบ้านไหนสะดวกแบบไหนมากกว่า ส่วนบอร์ดที่ใช้เล่น ซัพ โยคะนั้น มีความกว้างพอสมควร โดยมีขนาดให้เลือกตั้งแต่ 33 นิ้ว ไปจนถึง 55 นิ้ว เพราะฉะนั้น ยากมากที่จะตกจากบอร์ดจนเกิดอันตราย”

“เราคาดว่ากีฬา ซัพ บอร์ด จะเป็นทางเลือกใหม่ของกลุ่มคนที่รักการเล่นกีฬาทางน้ำ เพราะที่ไหนมีน้ำ ที่นั่นก็สามารถเล่นได้เพราะเล่นง่าย สนุก และได้ออกกำลังกายอย่างเต็มที่ ทั้งยังได้สัมผัสความรู้สึกอิสระ ไม่ว่าจะอยู่บนผิวน้ำนิ่ง หรือการเล่นกับคลื่นอย่างท้าทาย” ปอ เชิญชวน

ศิริวิมล กิตะพาณิชย์ เกษตรกรรุ่นใหม่ วิสัยทัศน์ไกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 ธ.ค. 2560 เวลา 09:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/530805

ศิริวิมล กิตะพาณิชย์ เกษตรกรรุ่นใหม่ วิสัยทัศน์ไกล

โดย วรธาร ภาพ FB ไร่รื่นรมย์

เห็นไม่บ่อยที่คนรุ่นใหม่และครอบครัวอยู่ในเมืองไม่ได้อยู่ในชนบทเรียนจบจากเมืองนอกแล้วตั้งใจไปเป็นเกษตรกรสวมบทชาวไร่ชาวนา ส่วนใหญ่ถ้าไม่ช่วยธุรกิจครอบครัวก็ทำธุรกิจส่วนตัวหรือหุ้นกับเพื่อน หรือเลือกทำงานในบริษัทเอกชนพอมีประสบการณ์ก็มองถึงการเปิดบริษัท หรือไม่ก็หันไปรับราชการ ยิ่งครอบครัวที่มีธุรกิจขนาดใหญ่พ่อแม่มักจะให้สืบทอดกิจการนำพาธุรกิจให้เจริญต่อไป หายากมากที่ใครจะคิดไปทำเกษตร

แอปเปิ้ล-ศิริวิมล กิตะพาณิชย์ ทายาทเจ้าของธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี หรือ SAT คือคนรุ่นใหม่ที่เรียนจบจากต่างประเทศแล้วมีความตั้งใจอยากเป็นเกษตรกรผลิตอาหารสะอาดปลอดภัยให้กับผู้บริโภค และเธอก็ได้พิสูจน์ให้ใครต่อใครได้เห็นว่าเธอทำได้และทำได้ดีอีกด้วย

ไร่รื่นรมย์ อยู่ที่ ต.งิ้ว อ.เทิง จ.เชียงราย เชื่อว่าหลายคนคงเคยไปสัมผัสกับธรรมชาติ ความสุขและได้ความประทับใจกันมาแล้ว ซึ่งใครจะคิดว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในไร่รื่นรมย์ ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ว่างเปล่าประมาณ 80 กว่าไร่ อันเป็นที่ดินของครอบครัว แอปเปิ้ลกับพี่สาว (เชอรี่ วิลาสินี) ใช้เวลาแค่ 3 ปีเศษ สร้างทุกอย่างขึ้นมาอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตนคือ การทำไร่แบบเกษตรอินทรีย์ ทุกอย่างในไร่เป็นออร์แกนิก

พื้นที่กว่า 80 ไร่นั้น เธอได้แบ่งเป็นสัดส่วน มีทั้งที่พักแบบเต็นท์ประมาณ 12 เต็นท์ (พักได้ 2 คน 3 คน 4 คน) ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนาที่จะทำให้ทุกคนได้สัมผัสและใกล้ชิดกับธรรมชาติได้ตลอดเวลา เมื่อมองขึ้นมาก็จะเห็นบ้านต้นไม้ ซึ่งเธอทำเป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับทุกคนที่มาไร่

มีร้านอาหารที่บรรยากาศน่านั่ง อาหารและเครื่องดื่มสุขภาพของร้านใช้วัตถุดิบออร์แกนิกสดจากไร่รื่นรมย์ ซึ่งตรงร้านอาหารเป็นจุดที่สามารถมองเห็นความสวยงามของธรรมชาติของไร่รื่นรมย์ ไม่ว่าจะเป็นทุ่งนาสีเขียวขจี ซึ่งปลูกข้าวหอมอุบล (ข้าวกล้องอินทรีย์) มากถึง 30 ไร่

รวมถึงพื้นที่ปลูกพืชผักต่างๆ เช่น จิงจูฉ่าย มะเขือเทศ ข้าวโพดหวาน มะเขือยาว เก๊กฮวย สลัด แบล็กมินต์ ดาวเรือง ซึ่งเอาไปทำชา เป็นต้น ทั้งสามารถมองเห็นบรรดาสัตว์ต่างๆ ที่เธอเลี้ยงไว้ไม่ว่าจะเป็นแกะ แพะ เป็ด ซึ่งทุกอย่างทำแบบเกษตรอินทรีย์ แม้อาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ก็ใช้อาหารที่มาจากพืชผักในไร่

นอกจากนี้ แอปเปิ้ลและพี่สาวยังต่อยอดออกไปอีกด้วยการจัดให้มีกิจกรรมและคอร์สต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งในส่วนที่เป็นทฤษฎีและการลงมือทำให้กับผู้ที่มาไร่ เช่น การทำเกษตรอินทรีย์ ทำปุ๋ยอินทรีย์ การปลูกต้นไม้ การดำนา กิจกรรมมัดย้อม คอร์สเตรียมกลับบ้าน หรือใครสนใจทำไร่นาแบบเกษตรอินทรีย์ ที่นี่แอปเปิ้ลก็เปิดคอร์สสอนเป็นระยะ

เรียกว่า ใครที่เดินทางไร่รื่นรมย์ เกษตรอินทรีย์ ต้องรื่นรมย์ทุกคน มีความสุขและได้สัมผัสบรรยากาศดีๆ ได้รับประทานอาหารและเครื่องดื่มอร่อยๆ เพื่อสุขภาพแล้ว ยังได้ความรู้กลับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และสามารถนำไปสร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้กับตัวเองได้อีกด้วย

แอปเปิ้ล บอกว่า การที่มีเงินก็ใช่ว่าจะทำสิ่งเหล่านี้ หรือสามารถเนรมิตอะไรให้เกิดขึ้นได้ในทันที แต่สิ่งสำคัญเป็นอันดับแรกคือนอกจากต้องมีใจรักในสิ่งที่จะทำแล้ว ต้องมีองค์ความรู้ด้วย ถ้าไม่มีทั้งสองอย่าง หรือขาดอย่างใดอย่างหนึ่งกล้าพูดได้เลยว่ายากที่จะประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในการทำเกษตรแบบอินทรีย์ยิ่งยาก

“เปิ้ลเป็นคนเมืองอยู่กรุงเทพฯ ก็จริง แต่ไม่ชอบอยู่กรุงเทพฯ เท่าไรนัก ชอบอยู่กับธรรมชาติ ชอบสังคมชนบทมากกว่า ตอนเป็นนักศึกษาก็ออกต่างจังหวัดบ่อยไปเป็นจิตอาสา เช่น ครูอาสาออกค่ายต่างๆ ทำให้รู้สึกชอบบรรยากาศต่างจังหวัด เปิ้ลเชื่อว่าธรรมชาติสามารถสร้างความรื่นรมย์ให้กับชีวิตได้จริง

การที่เปิ้ลมาทำตรงนี้ไม่ได้สบายนะคะแต่เปิ้ลมีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่เราชอบและอยากทำอะไรก็ได้ให้กับชุมชนได้เกิดความยั่งยืนในชีวิตและพวกเขามีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้น ก็มองว่าการทำเกษตรแบบอินทรีย์นี่แหละสามารถสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนได้จริงและทำให้ชีวิตของเรามีความสุขได้จริงๆ

พอมีพื้นที่เลยตัดสินใจมาทำ แต่ก่อนทำก็อย่างที่บอกต้องมีองค์ความรู้ เปิ้ลได้ไปเรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์กับพี่โจน จันไดอยู่ 1 เดือน จากนั้นเข้าอบรมในโครงการ 1 ไร่ 1 แสนบาท ที่ จ.ปทุมธานี หอการค้าไทยจัดเป็นเวลา 5 เดือน แต่เปิ้ลอยู่เกินถึง 1 ปีเลยค่ะ จากนั้นก็กลับไปทำ ตั้งแต่นั้นมาถึงวันนี้ก็ 3 ปีเศษๆ” แอปเปิ้ลเล่าถึงการตัดสินใจมาเป็นเกษตรกร

แน่นอนด้วยเป็นคนเมือง เรียนจบจากเมืองนอก ทั้งครอบครัวก็ไม่ได้ทำเกษตรแต่อย่างใด ดังนั้น การตัดสินใจมาทำเกษตรของเธอจึงทำให้หลายๆ คนมองว่าจะทำได้เหรอ ไหวหรือ เพราะที่ทำงานไม่ใช่ห้องแอร์ แต่เป็นท้องทุ่งนาที่ต้องผจญแดดผจญฝนผจญลมอยู่ทุกวัน

ทว่า การที่คนทำอะไรแล้วมีความมุ่งมั่น ตั้งใจเกินร้อย ในที่สุดเธอก็ทำได้และได้พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็น แอปเปิ้ล บอกว่า อาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่ขี้เกียจไม่ได้ต้องขยัน ถ้าขี้เกียจงานก็ไม่เดินแล้วก็จะไม่ได้อะไร ทุกวันนี้เธอไม่ได้เป็นแค่คนปลูกอย่างเดียวแต่เป็นทั้งผู้ออกแบบและต่อยอดในเรื่องอื่นๆ ออกไปด้วย เหตุนี้ไร่รื่นรมย์จึงเป็นทั้งศูนย์เรียนรู้และเหมาะกับการมาพักผ่อนของทุกคนและทุกเพศทุกวัย

“เปิ้ลมองว่าที่ทำอยู่นี้ยังไม่สำเร็จนะคะ เพิ่งเริ่มต้น รู้สึกว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ อยากพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ด้วยการทำโปรเจกต์ต่างๆ กับชาวบ้าน อย่างพนักงานที่มาทำงานกับเปิ้ลก็เป็นคนในชุมชน เราก็อยากให้เขามีชีวิตที่ดี ปีหน้าตั้งใจทำโปรเจกต์ 1 งาน 1 คน 1 ครอบครัว อยากให้สวัสดิการเป็นพื้นที่ด้วยการให้พวกเขาปลูกผักปลอดสารในไร่ของเรา ส่วนผลผลิตจะเอาไปขายที่ไหนหรือขายให้ไร่เราก็ได้ นี่คือสิ่งที่คิดไว้ในปีหน้า”

สำหรับผู้ใดที่สนใจอยากไปสัมผัสธรรมชาติ ที่ไร่สามารถเข้าไปดูข้อมูล ข่าวสาร และความเคลื่อนได้ที่เฟซบุ๊ก ไร่รื่นรมย์ เกษตรอินทรีย์ Rai Ruen Rom Organic Farm ได้เลย โทรศัพท์ 053-160-512, 09-7087-0085

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ในนามของคนรักธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 ธ.ค. 2560 เวลา 09:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/530804

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ในนามของคนรักธรรมชาติ

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย  ภาพ ไม่เครดิต

หนึ่งพลังด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติของประเทศไทย คือ พลังแห่งเรื่องราวและภาพถ่ายของ “พี่จอบ” วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เจ้าของนามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี และเจ้าของผลงานล่าสุดเรื่อง Wild Side ในนามของธรรมชาติ กับเรื่องราวที่เป็นดังกระบอกเสียงของสัตว์ป่าและธรรมชาติอย่างการจากไปของปลากระเบนราหู การเสี่ยงสูญพันธุ์ของนกแห่งสรวงสรรค์ ผลกระทบจากไส้กรอกที่ส่งผลถึงต้นไม้ ชีวิตของนักอนุรักษ์ป่า ไปจนถึงวีรกรรมของผู้ที่ต่อสู้เพื่อธรรมชาติด้วยชีวิต

พี่จอบเริ่มหลงใหลป่าไม้และสัตว์ป่าจากการเขียนสารคดี และเข้มข้นเรื่องการอนุรักษ์เมื่อได้ทำงานร่วมกับ “พี่สืบ” นาคะเสถียร จนกระทั่งวันนี้เป็นเวลานานกว่า 30 ปี เขายังเดินทางตามวิถีและยังคงเป็นพลังที่ผลักดันให้เกิดแรงกระเพื่อมในสังคม

นักสารคดี

พี่จอบเล่าว่า เนื่องมาจากการทำงานในนิตยสาร “สารคดี” ทำให้เขามีโอกาสออกเดินทางและสำรวจผืนป่าทั่วประเทศไทยตั้งแต่ปี 2528 จึงได้เห็นธรรมชาติที่ค่อยๆ หายไป ในขณะเดียวกันก็เห็นถึงความสวยงามของธรรมชาติอีกมากมายที่คนไทยยังมองไม่เห็น

“ปี 2528 ได้ไปทำสารคดีสัตว์ป่าเรื่องแรกคือ ค้างคาวกิตติทองลงยา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ซึ่งการเดินทางก็ยากมากเพราะนั่งเรือหางยาวลึกเข้าไปในป่าไทรโยค เดินเข้าไปในป่า และปีนภูเขาเข้าไปในถ้ำซ้อนถ้ำ เพื่อจะไปถ่ายค้างคาวตัวเล็กนิดเดียวอยู่อาทิตย์หนึ่ง ซึ่งในถ้ำไม่มีน้ำก็ต้องปีนลงมาที่ตาน้ำ กรอกน้ำใส่ไม้ไผ่แล้วแบกขึ้นไป เวลาหุงข้าวก็หุงในกระบอกไม้ไผ่นี่แหละ หอมดี พอตกกลางคืนก็ต้องเดินเข้าไปในซอกลึก และคอยจุดคบเพลิงดูว่าจุดติดไหมเพื่อเช็กออกซิเจน

ส่วนการถ่ายภาพเราก็ต้องคิดเครื่องมือขึ้นมาเพราะค้างคาวมันบินเร็วมาก สมัยนั้นกล้องยังไม่มีเทคโนโลยีดีเท่าสมัยนี้ก็ต้องติดกล้องอินฟราเรด คือเมื่อค้างคาวบินผ่านแสงอินฟราเรด ชัตเตอร์จะลั่นไกอัตโนมัติ ครั้งนั้นเราใช้ชีวิตในป่าสลับกับการทำงานอยู่แบบนี้ห้าหกคืน พอถึงวันสุดท้ายชาวบ้านที่นำทางเข้าไปเพิ่งมาบอกว่า ถ้ำนี้มีเจ้าของ เป็นถ้ำหมีควาย แต่โชคดีเจ้าของยังไม่มา (หัวเราะ)

สรุปครั้งนั้นไปกันห้าคน กลับมาเป็นไข้มาลาเรียสี่คน เหลือผมคนเดียวที่ไม่เป็น ซึ่งเป็นครั้งแรกที่คนไทยได้เห็นภาพสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ตัวเท่าผีเสื้อ เป็นการเปิดโลกธรรมชาติให้กับคนไทยในเวลานั้น และส่วนตัวผมก็ทำให้ค่อยๆ ชื่นชมและเห็นถึงปัญหาของสิ่งแวดล้อม การเดินทางครั้งนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ได้เดินทางไปทำสารคดีธรรมชาติทั่วประเทศไทย”

จากนั้นในปี 2529 เขาได้ถูกมอบหมายให้ไปทำสารคดีอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน จ.สุราษฎร์ธานี เพราะขณะนั้นมีการสร้างเขื่อน ทำให้พื้นที่ป่าถูกเปลี่ยนเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดมหึมา พวกมันจึงต้องหนีขึ้นไปอยู่ตามยอดเขาซึ่งแปรเปลี่ยนเป็นเกาะกลางน้ำและตามกิ่งไม้สูง ภายใต้การทำงานของหัวหน้าพนักงานป่าไม้ กรมป่าไม้ ชื่อ สืบ นาคะเสถียร

“พี่สืบมารับผมที่สถานีรถไฟแล้วนั่งรถต่อไปด้วยกัน นับเป็นเจ็ดวันที่รู้จักกันและทำให้ผมเรียนรู้การอพยพสัตว์ป่าและการช่วยชีวิตสัตว์ป่ามากมาย อย่างเช่นมีตอนหนึ่ง ขณะนั่งเรือหางยาวขนาดใหญ่เข้าไประหว่างทางได้เจอกับค้างคาวสภาพผอมแห้งเหมือนใกล้ตายเกาะอยู่บนกิ่งไม้บนเกาะที่ล้อมรอบไปด้วยน้ำ เราต้องใช้เรือชนต้นไม้และทำเสียงดังให้มันตกใจและกระโดดลงมา แล้วค่อยว่ายน้ำไปอุ้มมันขึ้นเรือ

เราทำภารกิจแบบนี้คือมองหาสัตว์ป่าที่หนีไปไหนไม่ได้ จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่ผูกเรือกับต้นไม้กลางน้ำเพื่อกินข้าวกลางวัน เพื่อนเหลือบไปเห็นโพรงไม้ในต้นไม้มีเงาดำๆ เคลื่อนไหวอยู่ สักพักก็มีงูสีดำขนาดยาวกว่าเรือพุ่งลงมาจากโพรงไม้ลงสู่ผืนน้ำข้างลำเรือ มันคืองูจงอางยาว 3 เมตร ไอ้เรากำลังรู้สึกโชคดีที่งูไม่ทำอันตราย แต่พี่สืบบอกว่า เราต้องไปช่วยมันเพราะมันคงว่ายไปไม่ถึงฝั่งและคงตาย คนในเรือก็มองตากันปริบๆ เพราะถ้าถูกกัดคงตายสถานเดียว กว่าจะแล่นไปถึงฝั่งก็สามชั่วโมง และจากฝั่งนั่งรถไปโรงพยาบาลอีกก็อีกห้าชั่วโมง แต่สุดท้ายเราก็ไปเทียบเรือข้างงู แล้วเอาสวิงใหญ่ช้อนงูขึ้นมาวางไว้บนเรือ ทุกคนก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ใครจะเป็นคนจับงูใส่กระสอบ ปรากฏว่าพี่สืบเดินไปจับคองูขึ้นมา แล้วเอาเขี้ยวมันกดลงกับกราบเรือเพื่อให้มันพ่นพิษสีเหลืองอ๋อยทิ้งลงไปในน้ำ เสร็จแล้วก็จับใส่กระสอบมัดปากถุง

ผมเดินไปบอกพี่สืบว่า “พี่เป็นเซียนจับงู” แต่พี่สืบกลับตอบว่า “นี่ก็เพิ่งเคยจับงูเป็นครั้งแรกในชีวิต” เหตุการณ์นั้นทำให้เราเห็นว่า แกเป็นหัวหน้าที่ดีของลูกน้อง เพราะอะไรที่เป็นอันตรายแกจะทำเอง ทำก่อน ไม่เคยให้ลูกน้องทำแทน เพราะแกห่วงสวัสดิภาพของพนักงานป่าไม้มาก ผมยังได้เห็นความทุ่มเทของแกในการที่จะช่วยชีวิตสัตว์ป่า การอนุรักษ์ธรรมชาติ และได้รู้จักแกมานานสองสามปีจนกระทั่งเหตุการณ์การฆ่าตัวตาย”

หลังจากเหตุการณ์วันที่ 1 ก.ย. 2533 พี่จอบได้เขียนหนังสือเรื่อง ชีวิตและความตายของ สืบ นาคะเสถียร และมีส่วนในการก่อตั้งมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในปี 2533 พร้อมกับเป็นเลขานุการมูลนิธิมานาน 8 ปี นอกจากนี้ ทุกงานสารคดี บทความ หรือข่าวที่เขาเขียนก็ล้วนแต่เป็นเรื่องราวสะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น รวมถึงเป็นตัวตั้งตัวตีในการก่อตั้งชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมด้วย โดยพี่จอบทำงานที่นิตยสารสารคดีนาน 25 ปี เป็นบรรณาธิการนาน 20 ปี ก่อนจะเปลี่ยนมาทำงานโทรทัศน์จนถึงขณะนี้นาน 6 ปี

“ตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ทำงานสารคดีมันสร้างโอกาสให้ผมได้ไปทุกจังหวัดในประเทศไทย เพราะในฐานะคนทำสารคดี วัตถุดิบที่ดีที่สุดในการเขียนคือ การลงพื้นที่ เพราะมันเป็นของใหม่ที่เราไปเจอ ไปเห็น ไปค้นคว้าด้วยตัวเอง มันจึงเป็นวัตถุดิบที่ดีที่สุด ซึ่งในเวลานั้นยังมีคนทำสารคดีแบบลงพื้นที่จริงไม่เยอะมาก มันเลยกลายเป็นสิ่งใหม่ เป็นความแปลกใหม่ในวงการนิตยสาร และเป็นสิ่งดีต่อเราที่ได้เห็นเป็นคนแรกๆ” เขากล่าวเพิ่มเติม

“นอกจากนี้ การออกไปสำรวจธรรมชาติด้วยตัวเองทำให้รู้เลยว่าโลกเรามันกว้าง ไม่ต้องไปเมืองนอกเมืองนา แค่ประเทศไทยก็กว้างมากแล้ว พอยิ่งเดินทาง มากๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองรู้น้อยลง และพอยิ่งเดินทาง ตัวเราก็ยิ่งเล็กลง เพราะโลกมันกว้างขึ้น ดังนั้นการแสวงหาความรู้ การแสวงหาข้อมูลมันไม่มีที่สิ้นสุด หรือการทำงานในป่าที่คนอื่นดูแล้วมันเหนื่อยยากหรือลำบาก แต่มันกลับกลายเป็นความชอบจนทำให้ลืมความรู้สึกพวกนั้นไป”

นักอนุรักษ์

เมื่อ 2 ปีก่อนพี่จอบถ่ายภาพภูเขาหัวโล้นไกลสุดลูกหูลูกตาในพื้นที่ จ.น่าน ลงโซเชียลมีเดีย และเขียนบรรยายสรุปได้ว่า “สาเหตุของการที่ป่าต้นน้ำถูกทำลาย ไม่ได้มาจากคำพูดที่บอกว่า ชาวเขาทำลายป่า หรือจุดไฟป่าล่าสัตว์ แต่มาจากพืชเกษตรสมัยใหม่ซึ่งก็คือ ข้าวโพด ที่ทำให้เกิดการถางป่าและทำให้ป่าต้นน้ำถูกทำลาย”

ปรากฏว่าโพสต์นั้นมีคนเห็นประมาณ 6 แสนคน และกลายเป็นข่าวใหญ่โตอิงถึงบริษัทเกษตรยักษ์ใหญ่ว่ามีส่วนในการทำลายป่า จนบริษัทเกษตรนั้นประกาศออกประกาศจะไม่รับซื้อข้าวโพดจากพื้นที่ทำลายป่าต้นน้ำ จนถึงปัจจุบันประเด็นป่าเมืองน่านก็ยังเป็นที่จับตามองในสังคม

“ป่าเมืองน่านเคยได้ชื่อว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์ของประเทศไทย เพราะพื้นที่เมืองน่านประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ เป็นภูเขาและป่าอย่างดี แต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว พื้นที่เริ่มถูกเปลี่ยนเป็นไร่ข้าวโพดเพราะมีการส่งเสริม ด้วยความยากจนของชาวบ้านและความไม่รู้ทำให้ชาวบ้านบุกรุกป่าและปลูกข้าวโพด ซึ่งสุดท้ายชาวบ้านก็ยังยากจนเหมือนเดิม” เขาแสดงทัศนะ

“แต่วันนี้สถานการณ์ป่าเมืองน่านถือว่าดีขึ้น เพราะมีหลายหน่วยงานเข้าไปดูแลอย่างจริงจัง และต้นเหตุหลายอย่างก็ได้รับการฟื้นฟู ซึ่งเป็นผลมาจากการเกาะติดของภาคประชาสังคมและสื่อมวลชนถึงปัญหาการทำลายป่าเมืองน่าน แต่หากถามถึงการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคงต้องกลับไปที่ความยากจน เพราะถ้ายังลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและยังแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้ ปัญหาการทำลายทรัพยากรก็ยังคงติดตามมาเพราะพวกเขาไม่มีทางเลือก”

นอกจากนี้ เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ก่อตั้งกองทุนพิทักษ์ป่าเพื่อผู้พิทักษ์ป่า ลูกจ้างไร้สวัสดิการ เงินเดือนเดินทางช้า และอยู่ไกลปืนเที่ยง การตั้งกองทุนจึงเป็นการกระตุ้นหน่วยงานราชการให้เห็นถึงความสำคัญของคนเหล่านี้ ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันชีวิตของพวกเขาจะดีขึ้น แต่ก็ไม่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“ปีที่แล้ว (2559) ผมไปเดินป่ากับพวกเขาก็ยังเห็นอยู่ว่า ยังมีปัญหาความขาดแคลนอยู่เยอะมาก รวมถึงแนวคิดแบบข้าราชการที่ยังมีกรอบทำให้ทำงานได้ยาก ยกตัวอย่าง หากมีการใช้กระสุนซึ่งเป็นทรัพย์สินของราชการต้องเขียนรายการว่ายิงอะไร และยิงไปแล้วได้ผลอย่างไร รวมถึงเรื่องงบประมาณ อย่างเมื่อ 20 ปีก่อน ป่าห้วยขาแข้งมีพื้นที่ประมาณหนึ่งล้านสองแสนไร่ ใหญ่กว่ากรุงเทพมหานคร ได้งบไร่ละไม่ถึงบาท และมีผู้พิทักษ์ป่าประมาณสองพันคน คนหนึ่งดูแลเป็นแสนไร่ ถามว่าทำไมพวกเขาเหล่านี้ถึงยังทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ป่า เพราะเขามีใจรัก อยากปกป้องผืนป่าไทย แต่ถามว่าพอกินพอใช้ไหม ไม่มีทาง ถามว่าเสี่ยงไหม เสี่ยงมาก เพราะชีวิตในป่าคือไม่มีอะไรแน่นอน”

พี่จอบยังกล่าวต่อว่า ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือ ปัญหาโลกร้อน ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่มนุษย์ได้ทำลายธรรมชาติมาตลอดร้อยกว่าปี สะสมมาตั้งแต่วันแรกที่มนุษย์ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่อากาศ เผาป่า ตัดไม้ทำลายป่า วันนี้มันสะท้อนกลับมาเป็น “กรรม” ที่มนุษย์ทำกับธรรมชาติ ซึ่งถามว่า “จะแก้ได้ไหม” คงต้องตอบว่า “ยาก”

“ถ้าคุณหยุดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์วันนี้ มันอาจจะบรรเทาได้ แต่คงยากจะเยียวยาแล้ว ดังนั้นมันก็คงขึ้นอยู่กับว่า มนุษย์จะปรับตัวอย่างไร”

นักเดินทาง

อีกหนึ่งบทบาทที่ติดตัวนักสารคดีและนักอนุรักษ์คนนี้ไปพร้อมกัน คือ นักเดินทาง ผู้กินง่าย อยู่ง่าย และสังเกตธรรมชาติระหว่างทางมิใช่แค่จุดหมายปลายทาง

“ธรรมชาติทำให้เป็นคนละเอียดอ่อน ถ้าเรารู้สึกกับมันจริงๆ ธรรมชาติสอนเราให้ช่างสังเกต ทำให้เราตั้งคำถามได้ตลอดเวลา และสนุกกับการหาคำตอบ ธรรมชาติทำให้เราเป็นคนอดทน ซึ่งมันดีสำหรับเด็กสมัยนี้ สมมติอยากดูกระทิง ก็ต้องไปนั่งซุ้มบังไพรเงียบๆ โดยไม่รู้หรอกว่ากระทิงจะมาเมื่อไร แต่เมื่อมันมา การรอคอยมันช่างคุ้มค่า และสอนให้เรารู้ว่าการรอคอยและความอดทนในการรอคอยมันคุ้มกับสิ่งที่ได้เห็น พอเห็นแล้วก็ซึมซับ และความปีติก็จะเกิดขึ้นในขณะนั้น” พี่จอบกล่าวต่อ

“การดูธรรมชาติทำให้เราเข้าใจอะไรบางอย่างในชีวิต มันไม่ใช่แค่ดูความสวยงาม แต่ถ้าเราครุ่นคิดกับมัน ธรรมชาติจะทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น”

ถามทิ้งท้ายว่า แล้วคนในเมืองจะมีส่วนร่วมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างไร พี่จอบตอบอย่างน่าสนใจว่า หากทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ก็จะเกิดความรับผิดชอบต่อการกระทำที่ทำให้เกิดปัญหานั้น ดังนั้นทุกคนจึงสามารถบรรเทาปัญหาของโลกใบนี้ได้ และไม่ใช่เรื่องไกลตัวเกินไป เพราะคุณคือมนุษย์ที่ใช้ทรัพยากรและเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

โยคะอาสนะ Kenetic Chain Movement

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 ธ.ค. 2560 เวลา 12:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/530693

โยคะอาสนะ Kenetic Chain Movement

โดย  ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

สําหรับผู้ที่ฝึกโยคะอาสนะแบบต่อเนื่อง ไม่ว่าจะฝึกสไตล์ไหนๆ ก็ตาม จำเป็นต้องเข้าใจ เรื่อง ห่วงโซ่ของการเคลื่อนไหว ซึ่งก็คือ Kenetic Chain ในการเคลื่อนไหวต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของระบบประสาทของกลุ่มกล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ ในอีกนัยหนึ่งผลของการบาดเจ็บข้อต่อ ก็มาจากผลพวงของปฏิกิริยาลูกโซ่ของการเคลื่อนไหวเช่นเดียวกัน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Kenetic Chain Dysfunctions เช่น อาการปวดหลัง อาจส่งผลให้ปวดเข่าหรือการนั่งหลังค่อมนานๆ และตำแหน่งศีรษะโน้มมาด้านหน้าตลอดเวลาอาจส่งผลให้ปวดบ่า ไหล่ หลังส่วนบน บางครั้งอาการผิดปกติ ก็ส่งผลข้ามกันไปมาระหว่างร่างกายส่วนบนกับร่างกายส่วนล่าง Upper cross and Lower cross syndromes

 

Kenetic Chain Movement แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ แบบเปิดกับแบบปิด โดยวัดจากการเคลื่อนไหวเข้าหรือออกจากแกนกลางลำตัว ซึ่งทั้งสองแบบนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความแข็งแรงของแกนกลางลำตัว เพราะมันอยู่ตรงกลาง ไม่ว่าจะใช้ร่างกายส่วนบนหรือส่วนล่างการเชื่อมโยงตรงกลางย่อมมาก่อน ดังนั้นความอ่อนแอของแกนกลางจะส่งต่อไปยัง ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ดังนั้นการสร้างความมั่นคงและความสมดุลของแกนกลางลำตัวจึงมีความสำคัญมาก

 

ในท่าโยคะอาสนะหลายๆ ท่า โดยเฉพาะท่าโยคะอาสนะขั้นสูง หากความแข็งแรงของแกนกลางลำตัวยังไม่พอ เราจะไม่สามารถฝึกท่านั้นๆ ได้เลย สิ่งที่ครูสังเกตในชั้นเรียน จะพบบ่อยครั้งที่นักเรียนละเลยและไม่ใส่ใจกับการสร้างความแข็งแรงให้แกนกลางลำตัว บางครั้งนักเรียนฝึกใหม่จะรีบฝึกอาสนะท่ายากๆ ทั้งๆ ที่กำลังหน้าท้อง และความแข็งแรงของแผ่นหลังยังไม่พร้อม ซึ่งจะทำให้เกิดอาการการบาดเจ็บได้

 

ครูมักจะย้ำให้นักเรียนที่ฝึกใหม่และเก่า ฝึกความมั่นคงแข็งแรงของแกนกลางเสมอ เพราะหากแกนกลางดีจะช่วยลดแรงที่ส่งไป ที่ แขน ขา ตามข้อต่อระยางของร่างกายได้ เพราะแกนกลางเป็นส่วนแรกที่ทำงาน และทำงานก่อนที่แขน ขา จะเคลื่อนไหวซะอีก ดังนั้นขณะฝึกอาสนะโยคะ ให้โฟกัสที่แกนกลางลำตัว พร้อมกับการหายใจให้มากขึ้น จะส่งผลให้การฝึกท่าโยคะต่างๆ ดีขึ้น

ทัสชน ลีลาประชากุล เลี้ยงปลามังกร สนุกและผ่อนคลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 ธ.ค. 2560 เวลา 12:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/530691

ทัสชน ลีลาประชากุล เลี้ยงปลามังกร สนุกและผ่อนคลาย

โดย บงกชรัตน์ สร้อยทอง

ทัสชน ลีลาประชากุล ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ที.ซี.เจ.เอเซีย (TCJ) ผู้ประกอบธุรกิจนำเข้า-ส่งออก จำหน่ายเครื่องจักรกลที่ใช้ในงานก่อสร้าง แปรรูป จำหน่ายและติดตั้งสินค้าประเภทเหล็กกล้าไร้สนิม

เขาขึ้นเป็นผู้บริหารหนุ่มที่อายุเพียง 29 ปี และเพิ่งเข้ามาช่วยคุณแม่ ภัณฑิรา ฉัตรจุฑามาส ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ดูแลเรื่องธุรกิจที่จะมาต่อยอดจากธุรกิจเดิมคือ “งานรับเหมาก่อสร้างโครงการ”

แน่นอนว่าการที่จะมาต่อยอดธุรกิจเดิมที่ทำอยู่ ช่วงการวางรากฐานขยายธุรกิจให้กับบริษัท เป็นเรื่องที่ต้องทุ่มเทเวลาและแรงกายแรงใจให้กับบริษัทเต็มที่ แต่มุมหนึ่งที่ทำให้ผู้บริหารหนุ่มคนนี้ได้รู้สึกผ่อนคลายจากเรื่องงาน นั่นคือการได้ดูแลให้อาหารปลามังกร สัตว์เลี้ยงที่น่ารักของเขา จนได้รับรางวัลจากการประกวดมาถึง 2 ปีซ้อน  (2559-2560)

เขาย้อนเล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้ว มีความสนใจและอยากเลี้ยงปลามาตั้งแต่เด็กๆ โดยเริ่มจากปลาทอง เพราะสมัยที่อยู่โรงเรียนอัสสัมชัญ ตรงข้ามโรงเรียนมีร้านขายปลาอยู่ และก็จะซื้อปลาทองกลับบ้านเป็นประจำ วันละตัวสองตัว เนื่องจากพอเลี้ยงแล้วมันตายบ่อย

“แต่พอเลี้ยงไป คุณลุงแนะนำว่าถ้าจะให้ดีต้องให้อาหาร “เป็น” หรือสัตว์ที่มีชีวิตให้มันกิน คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่สนับสนุนเท่าไร ดังนั้น พอโตขึ้นแล้วจึงมีโอกาสได้เลี้ยงปลา แล้วก็เริ่มจากปลาคาร์ปก่อน โดยเริ่มขุดเป็นบ่อเลี้ยงจริงจังบริเวณนอกบ้าน แต่กว่าเราจะกลับมาดูแลปลาก็ดึกมืดหมดแล้ว อากาศก็ร้อนยุง ก็เยอะ รวมทั้งมีคนมาดูฮวงจุ้ยที่บ้าน บอกว่ามีบ่อปลาในบ้านไม่ดีเลยต้องรื้อออก”

จากนั้นทัสชนไปเจอเฟซบุ๊กที่เกี่ยวกับชมรมคนรักปลา แล้วไปเจอปลามังกร รู้สึกว่าชอบมาก เพราะเป็นปลาที่มีความสง่า

“เกล็ดมันสวย เวลามันงับเหยื่อก็ดูดี แต่หลายคนอาจจะบอกว่าไม่น่ารัก เพราะปลามังกรหน้าตาเขาจะออกบึ้งๆ แต่ที่สำคัญสามารถทำเป็นตู้เลี้ยงปลามาเลี้ยงในบ้านได้ แถมไม่ได้ใช้อาหาร “เป็น” ในการเลี้ยง แม่จะได้ไม่ต้องกังวล เพราะสั่งกุ้งฝอยแช่แข็งแบบเดลิเวอรี่มาส่งที่บ้านได้เลย บางครั้งก็ให้อาหารเม็ดสลับกันไป

สมัยเด็กชอบเลี้ยงปลา เพราะต้องการหาสิ่งที่เป็นเพื่อน เนื่องจากมีเวลาว่างเยอะ เวลาเล่นเกมเพลย์สเตชั่นไม่นานก็เบื่อ ก็อยากหาสัตว์เลี้ยงมาเป็นเพื่อนทั้งปลาและสุนัข และยังเป็นคนที่ชอบทำความสะอาดตู้ปลาขัดให้ใสสุดๆ เพื่อที่จะได้เห็นสีบนตัวปลาได้สดและสวยงามมากที่สุด แต่พอโตขึ้นได้เลี้ยงปลาแล้วรู้สึกมีความสุข

สบายใจหลังกลับจากบ้านประมาณสี่ทุ่มก็จะมาคอยให้อาหารมัน ดูมันว่ายน้ำ ดูความผิดปกติของแต่ละตัว เพราะถ้าเจอตัวไหนอาการไม่ดีป่วยต้องรีบแยกออกให้เร็ว ไม่งั้นจะลามไปยังตัวอื่นๆ”

ความสนุกที่เพิ่มขึ้น คือการที่ทัสชนได้นำปลามังกรของเขา เข้าร่วมงานประกวดที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ มาแล้ว 2 ปี และก็มีรางวัลกลับไป 2 ปีซ้อน โดยปีก่อนได้อันดับ 1 มา 1 ชนิด และปีนี้ก็ได้รางวัลที่ 3 มา 1 ชนิด เขาบอกว่า เมื่อได้รางวัลมาก็ยิ่งสนุกมากขึ้นไปอีก เพราะจะทำให้ต้องใส่ใจและดูแลเขาให้ดีขึ้นไปใหญ่

ทั้งนี้ ทัสชนมองว่าสิ่งที่ทำให้ปลาของเขาได้รางวัลมาคือ ความใส่ใจล้วนๆ เพราะนั่นเกิดจากความชื่นชอบ ถ้าไม่ชอบจริงก็คงจะรู้สึกเบื่อ

“เพราะปลามังกร การตัดสินในการประกวดไม่ได้ตัดสินที่ความสวยงามอย่างเดียว คิดเป็นเพียง 50% ส่วนอีก  50% คะแนนการประกวดจะดูเรื่องความสมบูรณ์ของปลาด้วย ว่าตัวปลามีแผลหรือไม่? หนวดปลาได้หักหรือหายไป หรือครีบหัก ปากแหว่งหรือไม่? เพราะถ้าไม่ดูแลจริงเรื่องคะแนนความสมบูรณ์มักจะเสียไป

มีรายละเอียดของการเลี้ยง หรือเกณฑ์การคัดเลือกการประกวดด้วย เพราะอย่างเวลาเลี้ยงเราดูแลอย่างดีแล้ว แต่บางครั้งก็เกิดความผิดพลาดได้เมื่อเวลาขนย้ายจากบ้านไปงานประกวด เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุ คนย้ายปลาอาจจับปลาไม่ได้ระวัง มีการวางยาสลบปลาด้วย ใส่ในน้ำแล้วไม่ได้คำนวณให้ดี เพราะยาสลบปลาจะไม่หลับแต่จะดูนิ่ง เฉย ถ้าคำนวณหรือกะเวลาได้ดี พอเป่าออกซิเจนไปแล้วปลาก็จะฟื้นตัวมาได้ดี และพร้อมที่จะประกวด”

จากที่ปลาของเขาที่ได้รับรางวัล 2 ปีซ้อนนี้ ก็มีคนที่มาติดต่อซื้อปลาเขาในหลักเป็นแสนบาทก็มี แต่ทัสชนไม่ขาย เพราะเป็นสิ่งที่เขาชื่นชอบมาก ที่ได้เห็นพัฒนาการของปลาที่ได้เลี้ยงและเฝ้ามองมันมาตั้งแต่เล็กๆ

“จริงๆ ถ้าใครหลายคนต้องการประกวดชนะ มีเงินซื้อปลาที่ตัวใหญ่สมบูรณ์พร้อมก็สามารถทำได้ แต่ความสนุกมันอยู่ที่การที่เราดูและเล็งปลาขนาดเล็กและกลาง แล้วเลี้ยงเขามาจนเติบใหญ่ เหมือนลุ้นและใส่ใจดูแลมัน เพื่อที่อยากให้เห็นว่าเมื่อขนาดมันใหญ่ขึ้นโตขึ้นมา แล้วจะสวยไหม

ซึ่งที่ผ่านมาก็มีทั้งดูถูกต้องบ้าง และผิดพลาดไปบ้าง ก็เหมือนประสานระหว่างการใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการเลี้ยงดู ไม่แตกต่างอะไรจากนักเพาะพันธุ์สัตว์เลี้ยง ปัจจุบันก็เลี้ยงปลามังกรได้มา 3 ปีแล้ว และตั้งใจว่าจะนำปลามังกรตัวเองไปส่งเข้าประกวดทุกปี”

นอกจากนั้น เวลาว่างที่ส่วนใหญ่จะให้เวลากับภรรยาเป็นหลัก เพราะยังไม่มีลูก แต่ด้วยความที่งานภรรยาต้องดูแลลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่จะมาใช้บริการเสาร์-อาทิตย์ ทำให้ถ้าทัสชนกำหนดเวลาว่างจะไปพักผ่อนเมื่อไรก็ต้องไปกับเขา แต่ส่วนใหญ่ก็จะไปเที่ยวด้วยกัน นัดวันหยุดล่วงหน้าไว้ก่อน 2-3 เดือน

ทัสชน ทิ้งท้ายว่า เป็นเรื่องปกติที่พอมีอายุมากขึ้น จะเลือกงานอดิเรกหรือเลือกทำที่ตัวเองชอบได้ไม่เยอะ เพราะสิ่งที่กินเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตคือเรื่องงานเป็นหลัก“มีเวลาว่างเมื่อไรก็ต้องยกให้กับครอบครัวทันที การเลี้ยงปลาส่วนหนึ่งก็เลยมาช่วยตอบโจทย์สิ่งที่ผ่อนคลายหลังจากเวลากลับจากทำงานทุกวัน หรือช่วงบ่ายๆ ของวันอาทิตย์ที่ได้มาดูปลาว่ายน้ำ ดูความผิดปกติว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับปลาบ้าง ซึ่งก็ทำให้รู้สึกปลดปล่อยจากเรื่องงาน ผ่อนคลายและรู้สึกสนุกที่จะดูแลปลาหลายๆ ตัว”

สถานีหัวลำโพงนี้มีมนต์ขลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 ธ.ค. 2560 เวลา 12:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/530690

สถานีหัวลำโพงนี้มีมนต์ขลัง

โดย กั๊ตจัง

น่าจะพูดได้ว่ามีน้อยคนนักในประเทศไทย ที่จะไม่เคยได้ยินชื่อสถานีรถไฟหัวลำโพง สถานีรถไฟแห่งแรกและใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ซึ่งสร้างตั้งแต่ปี 2453 ในสมัยรัชกาลที่ 5

อยากขึ้นเหนือล่องใต้ก็ต้องมาขึ้นที่สถานีนี้เท่านั้น ปลายทางของรถไฟฟ้าใต้ดินก็อยู่ที่สถานีหัวลำโพง มีรถไฟวิ่งเข้าออกชานชาลามากกว่า 200 ขบวน/วัน

จำได้ว่าเคยค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานีรถไฟหัวลำโพงเมื่อ 14 ปีที่แล้ว จนถึงวันนี้ที่จะเริ่มระลึกเขียนอีกครั้งก็ยังไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก

รถไฟก็ใช้แบบเดิมๆ ไม่มีการปรับเปลี่ยนมากนัก นอกเสียจากบรรยากาศเมืองโดยรอบที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ความคลาสสิกตัวอาคารสถานีสไตล์อิตาเลียนผสมกับศิลปะแบบเรอเนสซองซ์ ยังคงมีเสน่ห์มาเนิ่นนานนับร้อยปี และดูเหมือนจะยิ่งมีค่ามากขึ้นทุกวัน

 ประวัติความเป็นมาแต่เดิมของการสร้างทางรถไฟและสถานีหัวลำโพงในยุคเริ่มแรกนั้นก็น่าสนใจ บริษัทต่างชาติที่เข้ามาทำในช่วงแรกเป็นบริษัทจากอังกฤษ แต่ด้วยการก่อสร้างนั้นล่าช้าไม่เป็นไปตามสัญญา จึงยกเลิกสัญญาและหันมาว่าจ้างบริษัทจากเยอรมนีเข้ามาทำงานแทน

มีผลดีอยู่ 2 อย่าง ก็คือความสามารถของวิศวกรชาวเยอรมันสามารถสำรวจวางแผนเส้นทาง และเริ่มดำเนินการก่อสร้างเส้นทางรถไฟได้ในงบประมาณที่ถูกกว่า และในช่วงเวลานั้นอิทธิพลของฝรั่งเศสและอังกฤษเข้ามายึดครองประเทศเพื่อนบ้านไว้หมดแล้ว หากใช้วิศวกรชาวอังกฤษอาจจะเป็นภัยต่อประเทศได้ในอนาคต

คาร์ล เบทเก เป็นหัวหน้าก่อสร้างทางรถไฟของสยาม แฮร์มันน์ แกทส์ และหลุยส์ ไวเลอร์ มาเป็นผู้ช่วย จนกระทั่ง เบทเก ได้เสียชีวิต หลุยส์ ไวเลอร์ จึงเข้ามามีบทบาทแทน และได้ดำเนินการก่อสร้างเส้นทางรถไฟทั้งสายเหนือ สายใต้ และสายตะวันออกจนคืบหน้าไปอย่างมาก

แต่น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวคือเมื่อเข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งทื่ 1 ไทยจำต้องประกาศสงครามกับเยอรมนี ทำให้ไวเลอร์ต้องถูกจองจำเช่นเดียวกับชาวเยอรมันคนอื่นๆ ในสยาม จนสุขภาพกายและใจเริ่มย่ำแย่ จึงได้รับการปล่อยตัวเพื่อเดินทางกลับบ้านเกิดแต่เสียชีวิตระหว่างทางเสียก่อน

 ในส่วนของสถาปัตยกรรมก็ได้ มารีโอ ตามัญโญ สถาปนิกชาวอิตาลี เป็นผู้ออกแบบให้ ซึ่งชื่อนี้เราแนะนำว่าควรท่องจำไว้ให้ดี เพราะในบรรดาอาคารเก่าแก่ และวังต่างๆ ในสยามที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ส่วนมากเป็นฝีมือชายผู้นี้

ไม่ว่าจะเป็นพระที่นั่งอนันตสมาคม วังปารุสกวัน ท้องพระโรงวังสวนกุหลาบ ตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล และอาคารเก่าแก่อีกหลายแห่ง ล้วนแต่เป็นฝีมือของสถาปนิกผู้นี้ทั้งสิ้น เราจึงสังเกตได้อย่างหนึ่งว่ามีลักษณะบางประการที่ดูคล้ายกัน

ด้วยความคลาสสิกของตัวสถานี จึงดึงดูดสายตานักท่องเที่ยวและนักถ่ายภาพมือสมัครเล่นไปจนถึงมืออาชีพ เพราะองค์ประกอบทุกอย่างค่อนข้างเป็นใจกับการถ่ายภาพทั้งสถาปัตยกรรมแสงและเงาที่สาดส่องเข้ามาภายในสถานี จึงกลายเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการฝึกหัดถ่ายภาพสถาปัตยกรรม และการถ่ายภาพบุคคลอย่างมาก จัดว่าไม่ควรพลาดเลยทีเดียว

นอกจากความสวยงามแล้ว สิ่งหนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้คนในที่แห่งนี้ ก็คือร้านอาหารอร่อย เช่น ร้านลาภปาก ตั้งอยู่ภายในสถานี บรรยากาศสบายๆ มีเมนูยำปลาดุกฟู สปาเกตตีลาบ ยำชะอมกรอบ ข้าวผัดต้มยำกุ้ง อาหารรสชาติไทยที่ชาวต่างชาติและชาวไทยนิยมมารับประทานที่ร้านแห่งนี้

 หรือจะเลือกเดินออกมาที่ร้านสีมรกต ซอยสุกร 1 ร้านข้าวหมูแดง เก่าแก่กว่า 70 ปี คู่ควรสำหรับคนที่ชอบรับประทานข้าวหมูแดงอย่างเราๆ ท่านๆ หมูแดงเนื้อแน่น หมูกรอบอร่อย ไข่เป็ดยางมะตูม น้ำราดหมูแดงรสชาติกลมกล่อม จัดว่าควรค่าแก่การเดินจากสถานีมารับประทาน

ปิดท้ายที่ร้าน ข้าวขาหมูตีสาม ขาหมูเนื้อนุ่ม น้ำซึมเข้าเนื้อเข้าหนัง รสชาติกลมกล่อม แต่ออกจากสถานีหัวลำโพงไปไกลสักหน่อย แต่เปิด 24 ชั่วโมง จะมาถึงกรุงเทพฯ กี่โมงกี่ยามร้านนี้ก็เปิดให้บริการตลอด ร้านตั้งอยู่ที่ซอยเจริญกรุง เดินทางไปรับประทานกันได้ไม่ผิดหวัง

ใครมีแผนเดินทางด้วยรถไฟที่สถานีหัวลำโพง แนะนำว่าควรจัดเวลาไปรับประทานร้านอร่อยด้วยก็ดี

พรรณวิภา บูรณดิลก เล่าเรื่องอัศจรรย์ของลูกระหว่างเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 ธ.ค. 2560 เวลา 11:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/530682

พรรณวิภา บูรณดิลก เล่าเรื่องอัศจรรย์ของลูกระหว่างเดินทาง

โดย  ฤดูกาล  ภาพ : พรรณวิภา บูรณดิลก

นอกจากการท่องเที่ยวจะให้ประสบการณ์ เธอยังเห็นพัฒนาการอันเป็นผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์ของ “น้องปัณณ์” ลูกชายวัย 2 ขวบหมาดๆ ของ “แม่ตุ้ย-พรรณวิภา บูรณดิลก” เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Dek Minimal (www.facebook.com/dekminimal) ที่กระเตงลูกเที่ยวตั้งแต่ยังไม่ถึงขวบจนกลายมาเป็นกิจกรรมของครอบครัวที่ขาดไม่ได้

เธอเท้าความกลับไปว่า ทริปแรกของลูกชายเริ่มตั้งแต่อายุ 3 เดือน โดยเลือกจุดหมายใกล้กรุงเทพฯ อย่างหัวหิน เพื่อทดลองว่าลูกรักจะสามารถนั่งรถนานๆ ได้ไหม ซึ่งสำหรับครั้งแรกของน้องปัณณ์ แม่ตุ้ยให้คะแนนผ่านฉลุย

“แม่ๆ ส่วนใหญ่คงทราบกันดีว่า การพาลูกเล็กไปเที่ยวเหมือนการย้ายบ้าน เพราะอุปกรณ์เด็กอ่อนมีเยอะ และการพาเขาออกนอกสถานที่ เราต้องทำทุกอย่างให้เหมือนอยู่บ้านมากที่สุด ดังนั้น นอกจากระยะทางแล้ว ระยะเวลาในการไปก็เป็นส่วนสำคัญ และทุกอย่างต้องยึดลูกเป็นหลัก ไม่ได้ดูที่ความพึงพอใจของพ่อแม่”

 จากนั้นเมื่อขยับมาถึงอายุ 11 เดือน แม่ตุ้ยตัดสินใจพาลูกชายขึ้นเครื่องบินครั้งแรกสู่เชียงราย ซึ่งเธอสารภาพว่า

 “ตื่นเต้นมาก”

 เพราะทุกอย่างที่เป็นครั้งแรกคือประสบการณ์ใหม่ ซึ่งนอกจากเป็นห่วงลูกชาย เธอยังต้องนึกถึงผู้โดยสารคนอื่นด้วย การขึ้นเครื่องบินครั้งแรกของเจ้าตัวน้อยจึงถูกเลือกเป็นเส้นทางภายในประเทศและใช้เวลาบินไม่นาน เพื่อทดลองว่าน้องปัณณ์จะสามารถปรับตัวกับการเดินทางแบบนี้ได้หรือไม่

“ทริกของการพาลูกเล็กขึ้นเครื่องบินคือ ระหว่างที่เครื่องบินเทกออฟและแลนดิ้งต้องให้เขาดื่มนม เพราะเป็นช่วงที่ความกดอากาศเปลี่ยนแปลงจึงทำให้เขาเจ็บหูได้ และเด็กเล็กยังเคลียร์หูไม่เป็นแบบผู้ใหญ่ วิธีให้เขาดื่มนมจึงจะช่วยให้เขาไม่เจ็บหูมาก”

เมื่อวิชาพาลูกเที่ยวเริ่มแข็งแกร่ง หลังจากลูกชายฉลองวันเกิดขวบแรกไปได้ 4 เดือน เธอก็เริ่มต้นความท้าทายใหม่สู่เส้นทางต่างประเทศครั้งแรก โดยเลือกประเทศไม่ใกล้ไม่ไกลอย่างสิงคโปร์ ซึ่งปรากฏว่าเป็นทริปที่สนุกสนาน และเป็นความกล้านำไปสู่ทริปที่ไกลที่สุดในเวลานี้อย่าง โอซากา

เธอเล่าว่า ทริปโอซากาเป็นบททดสอบของทั้งพ่อ แม่ และลูกชาย เพราะนอกจากระยะเวลาบินจะนานขึ้นแล้ว ไฟลต์บินยังต้องไปต่อเครื่องที่ฮ่องกง ซึ่งดีตรงที่ลูกจะได้เดิน ได้เล่น ไม่อุดอู้อยู่บนเครื่องบินเป็นเวลานานรวดเดียว แต่เรื่องที่คิดไม่ถึงคือ มันเป็นการขึ้น-ลง 4 ครั้ง ซึ่งทำให้ลูกเสี่ยงต่อการเจ็บหูมากขึ้น

 “ทุกครั้งที่ไปเที่ยวด้วยกัน น้องปัณณ์จะมีพัฒนาการแบบก้าวกระโดด อย่างเช่นตอนไปหัวหิน จากที่คอยังไม่แข็งแรงมากกลายเป็นคอแข็งแรงขึ้น เพราะความอยากรู้อยากเห็นสิ่งใหม่ๆ ทำให้เขาพยายามเงยคอ หรือตอนไปสิงคโปร์ จากที่ยังเดินไม่ค่อยได้กลายเป็นเดินได้เลย เพราะเขาอยากเห็นอะไรใหม่ๆ ด้วย0ตัวเอง หรือตอนไปโอซากา จากที่พูดเป็นคำๆ ก็กลายเป็นพูดได้เป็นประโยค ซึ่งนี่แหละคือการเรียนรู้และพัฒนาการที่ลูกได้ฝึกฝนระหว่างการเดินทาง”

ถามทิ้งท้ายว่า เห็นความสำคัญอะไรของการพาลูกเที่ยวตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ แม่ตุ้ยตอบว่า เธอและสามีอยากให้ลูกชายเป็นเด็กปรับตัวง่ายกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง เพราะสังคมสมัยนี้เปลี่ยนแปลงเร็ว ฉะนั้นคนที่ปรับตัวได้เร็วก็จะมีโอกาสมากกว่าคนที่ปรับตัวได้ช้า

“เรา (เธอและสามี) อยากให้ลูกคุ้นชิ้นกับการปรับตัวและอยากให้เห็นโลกให้มากที่สุด มันเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะสร้างโอกาสให้ลูก แต่อย่างไรก็ตาม แต่ละครอบครัวย่อมมีเงื่อนไขต่างกัน ดังนั้นการพาลูกเที่ยวอาจไม่ใช่คำตอบของทั้งหมด

 แต่อยากให้พ่อแม่ทุกคนสร้างโอกาสให้ลูกของตัวเอง พาออกไปเจอสิ่งใหม่นอกบ้าน สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้เขา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ลูกจะไม่มีทางได้ หากพ่อแม่ไม่มอบให้เขาเอง”

Nicole.Aloha ชีวิตอิสระใต้ทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 ธ.ค. 2560 เวลา 11:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/530681

Nicole.Aloha ชีวิตอิสระใต้ทะเล

โดย รอนแรม ภาพ : Nicole.Aloha

ฉายา “นิโกร” ที่เธอใช้เรียกตัวเองในเพจเฟซบุ๊ก Nicole.Aloha (นิโคล อโลฮ่า) เป็นนามสมมติของ “นุ่น” ธีราภรณ์ รามโกมุท สาวผิวแทนวัย 26 ปี ผู้หลงใหลโลกใต้น้ำด้วยการดำน้ำแบบตัวเปล่า (Free-diving) จนต้องถ่ายทอดประสบการณ์และเรื่องราวที่มีเฉพาะเรื่องทะเล

“นุ่นเป็นคนชอบเที่ยวอยู่แล้ว ไม่ว่าบนบกหรือในน้ำก็ชอบหมดเลย แต่มีอยู่ทริปหนึ่งเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้วได้ไปดำน้ำที่เกาะตาชัย แล้วได้เจอพี่ๆ เพื่อนๆ และไกด์ ทุกคนคุยสนุกและเป็นทริปที่รู้สึกหลงรักทะเลมาก หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็จริงจังกับการดำน้ำและไปทะเลบ่อยขึ้นเรื่อยๆ”

 เพจนิโคล อโลฮ่าจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อที่เก็บรวบรวมภาพและวิดีโอเฉพาะทะเลของเธอ ซึ่งตอนนี้จากพื้นที่เล็กๆ ได้ถูกขยายกว้างขึ้นโดยมีคนคอเดียวกันเข้ามาติดตามมากกว่า 1 หมื่นคน

นอกจากนี้ นุ่นยังมีเพจเฟซบุ๊กที่ทำร่วมกับเพื่อนชื่อ TripTH ทริปไทยแลนด์ เพจรีวิวที่เที่ยว ที่กิน ที่พัก จากทั่วทุกมุมโลกที่มีคนกดไลค์ถึง 1.9 ล้านคน

 เธอยังกล่าวด้วยว่า ส่วนใหญ่จะลงไปดำน้ำที่ภาคใต้ของไทย ไม่ว่าจะเป็นหมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา เกาะรอก และหมู่เกาะห้า จ.กระบี่ รวมถึงยังเคยไปท่องโลกใต้น้ำถึงมัลดีฟส์ และโอกินาวาด้วย

“นุ่นรู้สึกติดใจความรู้สึกที่ได้ฟรีไดฟ์ตั้งแต่ครั้งแรก มันเป็นความรู้สึกฟรี มีอิสระ เพราะมีแค่ฟินกับหน้ากากที่ติดตัวเราไป ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากสกูบ้ากับสนอร์เกิลแบบคนละเรื่อง และระยะเวลาที่อยู่ใต้น้ำมันขึ้นอยู่กับตัวเราเอง อยู่กับการกลั้นหายใจ ทำสมาธิ การควบคุมสติ ซึ่งเราจะพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อทะลุขีดจำกัดเดิมของตัวเอง”

 นอกจากนี้ การดำน้ำตัวเปล่ายังมีสโลแกนว่า Never dive alone เพราะทุกครั้งที่ลงน้ำต้องมีเพื่อนดำลงไปด้วยเพื่อความปลอดภัยของกันและกันทำให้สนุกทุกครั้ง และแต่ละครั้งก็ได้รับประสบการณ์ต่างกัน รวมถึงการออกเรือไปดำน้ำหรือการพักบนเกาะยังทำให้ตัดขาดจากโลกภายนอก ทำให้ได้อยู่กับตัวเอง ได้อยู่กับเพื่อน และได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ได้เต็มที่

 “สำหรับเพจนิโคล อโลฮ่า นุ่นหวังว่าภาพความสวยงามของโลกใต้น้ำ และความสนุกของการดำน้ำแบบฟรีไดฟ์จะทลายกำแพงความกลัวของใครก็ตาม ที่กำลังกังวลหรือยังไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ ให้ออกมาลอง ให้ออกมาใช้ชีวิตอย่างที่อยากใช้ เพราะไม่แน่ว่าคุณอาจจะค้นพบตัวตนใหม่ที่เปลี่ยนมุมมองชีวิตไปเลย” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ชีวิตในวัยเกษียณ… สุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 ธ.ค. 2560 เวลา 11:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/530680

ชีวิตในวัยเกษียณ... สุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์

โดย จะเรียม สำรวจ

แม้ว่าจะเข้าสู่ในวัยเกษียณแล้ว แต่ สุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา ก็ยังชอบที่จะทำงาน เห็นได้จากการเดินทางไปดูโรงแรมในสถานที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำสิ่งใหม่ๆ ที่ได้พบเห็นมาพัฒนาบริการโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา

นอกจากจะดูแลธุรกิจโรงแรมแล้ว หน้าที่ใหม่ของสุทธิเกียรติตอนนี้คือการดูแลธุรกิจสิ่งพิมพ์ของบริษัท บางกอกโพสต์ เนื่องจากยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องเข้าไปปรับปรุงแก้ไข จึงทำให้สุทธิเกียรติต้องมาดูแลบริษัท บางกอกโพสต์ อย่างเต็มตัว

สุทธิเกียรติ เล่าว่า งานใหม่ของผมตอนนี้ คือต้องดูแลบริษัท บางกอกโพสต์ ต่อไป เพราะผมมีความชอบในหนังสือพิมพ์ สมัยโน้นหนังสือพิมพ์ก็มีการขายกิจการ ซึ่งส่วนใหญ่จะขายให้กับนักการเมือง พี่น้องผมเลยไม่อยากให้เข้าไปยุ่งเมื่อสิบกว่าปีก่อนนี้ แต่ผมก็ไม่ขาย โชคดีที่พี่สาว 3-4 คน เขาเชื่อผมเลยไม่ขายด้วยกันและเก็บไว้พร้อมซื้อหุ้นเพิ่มจากเซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ แม้ว่ามันจะแพง เพราะถ้าไม่ซื้อตอนนั้นก็ไม่รู้จะซื้อตอนไหน เลยตัดสินใจซื้อจนทำให้กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา

ตอนนี้แม้ว่าสถานการณ์ของธุรกิจสิ่งพิมพ์จะไม่ดีก็จะไม่ขายบางกอกโพสต์ เพราะผมจะเก็บไว้ให้ลูกหลาน ตอนนี้ผมพยายามจะผลักดันให้ ป๊อก-ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์ ทำ แต่ดูแล้วท่าทางเขาจะไม่ชอบ เพราะเขาชอบทางเอนเตอร์เทนเมนต์ เลยเปลี่ยนมาคุยกับหลาน 2 คน ซึ่งเป็นลูกของธีระเกียรติ จิราธิวัฒน์

“ตอนที่หลานๆ เขามานอนกับผม ผมก็พูดกับเขาทุกคืนเลยว่าหนังสือพิมพ์มันดีนะ กำไรน้อยหน่อยไม่เป็นไร แต่สามารถช่วยบ้านเมืองได้ เขาก็เชื่อและเริ่มชอบกับธุรกิจสิ่งพิมพ์แล้ว คิดว่าน่าจะสานต่อธุรกิจได้”

 

สุทธิเกียรติ เล่าต่อว่า การที่ทุกคนคิดว่าหนังสือพิมพ์กำลังจะแย่ ธุรกิจสิ่งพิมพ์กำลังมีปัญหา เพราะคนอ่านหนังสือพิมพ์น้อยลง เนื่องจากหันไปอ่านออนไลน์มากขึ้น แต่ผมไม่เชื่อ คนเราถ้าต้องการรายละเอียดก็ต้องอ่านหนังสือพิมพ์ เพราะมีคอมเมนต์จากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมันก็มีตลาดของมัน

“ฉบับอื่นที่เขามีปัญหาสู้ไม่ไหวก็ต้องมีล้มหายตายจากไปบ้าง เหมือนกับที่แมกกาซีนต้องปิดตัวไปหลายฉบับ เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ ซึ่งในอนาคตก็คาดว่าจะต้องมีการปิดตัวไปอีกสำหรับฉบับที่สู้ต่อไปไม่ไหว แต่สำหรับบางกอกโพสต์กับโพสต์ทูเดย์จะยังอยู่ตราบใดที่สุทธิเกียรติยังอยู่”

แม้ว่าจะวางมือในด้านของการบริหารธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราไปแล้ว ด้วยการมอบหมายงานให้กับ ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ เป็นผู้ดูแล แต่สุทธิเกียรติก็ยังชอบที่จะเดินทางไปดูโรงแรมในสถานที่ต่างๆ และไปเช็กตลาดหนังสือพิมพ์ว่าเขามีการปรับตัวกันอย่างไรบ้าง ซึ่งจากการได้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ สุทธิเกียรติ บอกว่านั่นก็คือ การพักผ่อนที่ดีสำหรับตัวเองในวัยเกษียณแล้ว

เมื่อถามถึงสถานที่พักผ่อนที่ชื่นชอบ สุทธิเกียรติ บอกว่า ผมชอบเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ ซึ่งภูมิภาคที่ชอบไป คือ ยุโรป เนื่องจากอยู่ยุโรปมานาน และโรงแรมในยุโรปก็มีการพัฒนาเร็วมาก เช่น แบรนด์ไอบิสที่มีการจองและเช็กอินผ่านคอมพิวเตอร์ ขณะที่กุญแจห้องก็อยู่ในมือถือ ผมเลยคิดว่ามันน่าจะมีบริการแบบนี้อยู่ในประเทศไทย ซึ่งรูปแบบของบริการที่เรามาให้กับลูกค้าจะเน้นไปที่ความปลอดภัยและความสะอาด รวมไปถึงความสะดวกสบายในการเดินทาง

“ประเทศที่ผมชอบมากที่สุด คือ ฝรั่งเศส แต่ถ้าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศก็จะเป็นเมืองชายทะเล ถ้าได้ไปเมืองพวกนี้ คือ ไปพักผ่อนจริงๆ โรงแรมของคนอื่นในต่างประเทศก็เคยไปพักไม่ว่าจะเป็นไอบิส ฟอร์มูล่า วัน หรือฟอร์มูล่า ซิกซ์ ส่วนในไทยก็ดุสิตดีทู ไอบิส หรือฮ็อป อินน์ เพื่อไปดูบริการนำมาเปรียบเทียบกับโรงแรมโคซี่ที่เราทำ ซึ่งเราไม่ได้ทำเป็นบัดเจ็ตโฮเต็ล แต่เราทำอีกรูปแบบหนึ่งที่ราคาประหยัด”

 

จากการได้เดินทางไปดูโรงแรมในสถานที่ต่างๆ ทำให้สุทธิเกียรติมองเห็นโอกาสในการทำโรงแรมราคาประหยัด ด้วยการเปิดตัวโรงแรมโคซี่เข้ามาทำตลาด เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ ซึ่ง สุทธิเกียรติ บอกว่า อยากทำโรงแรมแบบนี้มานานแล้ว

“ลูกถามว่ามันจะดีเหรอถ้าจะทำโรงแรมแบบนี้ ผมก็ตอบไปว่าดี ตลาดของมันมี เวลาผมเดินทางไปต่างประเทศ ผมก็ไปพักโรงแรมถูกๆ บ้าง พอได้ไปพักก็พบว่า ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น เพราะวัยรุ่นส่วนใหญ่จะไม่พักโรงแรมราคาแพง แต่เน้นพักโรงแรมราคาถูกทำให้โรงแรมรูปแบบนี้มีความคึกคัก เลยมานั่งคิดว่าทำไมเราไม่ทำโรงแรมรูปแบบนี้บ้าง”

ดูจากงานที่ทำ แม้อายุจะก้าวเข้าสู่วัยเกษียณแต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาของคนที่ชื่อ สุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์

เชื้อเอชไพโลไร ภัยเงียบซ่อนในกระเพาะอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 ธ.ค. 2560 เวลา 10:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/530676

เชื้อเอชไพโลไร ภัยเงียบซ่อนในกระเพาะอาหาร

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล         sopitasavang2010@gmail.com

เชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร หรือ เอชไพโลไร (Helicobacter pylori / H.pylori) นับว่าเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากการติดต่อระหว่างคนสู่คน

เชื้อนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายไปแล้ว จะอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารและส่งผลทำให้เกิดการอักเสบของกระเพาะอาหาร โดยส่วนใหญ่ผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการสำแดง แต่ในบางรายเชื้ออาจทำให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหาร หรือในลำไส้เล็กส่วนต้นได้ รวมไปถึงการเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารในที่สุด

โดยโรคนี้พบได้ทั่วโลก โดยประมาณการว่าประชากรทั่วโลกอย่างน้อยร้อยละ 50 มีการติดเชื้อชนิดนี้อยู่ ประชากรประเทศด้อยพัฒนา จะมีความชุกของการติดเชื้อมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากการดูแลด้านสุขอนามัยที่แตกต่างกัน

สำหรับในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาทางด้านระบาดวิทยาของโรคนี้อย่างชัดเจน นพ.ฐปนกุล เอมอยู่ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า ปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อเอชไพโลไรนี้ อาจติดต่อโดยการกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อ โดยเชื้อจะเข้าไปในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น ที่เรียกว่า ดูโอดีนัม (Duodenum) เป็นลำไส้เล็กส่วนแรกสุดของทางเดินอาหารที่รับอาหารต่อจากกระเพาะ

 “โดยเชื้อจะเข้าไปปล่อยเอนไซม์และสารพิษต่างๆ ซึ่งมีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น ทำให้กรดในกระเพาะอาหาร รวมถึงน้ำย่อยต่างๆ ทำลายเนื้อเยื่อกระเพาะและลำไส้เล็กรุนแรงขึ้น จนก่อให้เกิดการอักเสบแบบเรื้อรังทั้งกระเพาะและลำไส้เล็กส่วนต้น”

 โดยโรคนี้ยังมีการติดต่อค่อนข้างสูงในชุมชนที่มีความแออัดและคนในครอบครัว  นพ.ฐปนกุล ขยายความถึงโรคนี้ต่อว่า หลังจากมีการติดเชื้อเอชไพโลไรจะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของกระเพาะอาหาร และเป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นเป็นแผล โดยมีความเสี่ยงสูงถึง 6-40 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่มีการติดเชื้อ

นอกจากนี้ หากไม่ได้รับการรักษาจะส่งผลให้มีความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้มากกว่า 2-6 เท่า

 “การวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไพโลไร เริ่มต้นจากการทดสอบการติดเชื้อ โดยแนะนำให้ตรวจในผู้ป่วยที่มีอาการน่าสงสัยว่าอาจมีแผลในกระเพาะอาหาร ผู้ที่เคยมีประวัติติดเชื้อมาก่อน หรืออาจตรวจในผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร รวมถึงผู้ที่มีความกังวลว่าอาจเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะคนเชื้อสายจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งพบว่ามีอุบัติการณ์ของมะเร็งกระเพาะอาหารค่อนข้างสูง” นพ.ฐปนกุล กล่าว

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะพบการติดเชื้อเอชไพโลไรได้บ่อยในผู้ป่วยที่เป็นแผลในกระเพาะอาหาร แต่ผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหารก็ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อเอชไพโลไรทุกคน นพ.ฐปนกุล ชี้ว่าโดยสาเหตุสำคัญอีกประการที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร คือยาละลายลิ่มเลือด เช่น Aspirin Clopidogrel ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น Ibuprofen Naproxen เป็นต้น

“วิธีการทำทดสอบการติดเชื้อเอชไพโลไรมีหลายวิธี โดยวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย คือ การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น และตัดชิ้นเนื้อ เพื่อส่งตรวจหาเชื้อเอชไพโลไร นอกจากนี้ การนำลมหายใจมาพิสูจน์เชื้อโรค หรือเรียกว่า Urea Breath Test ก็เป็นอีกหนึ่งวิธี ที่นำลมหายใจมาทดสอบเพื่อพิสูจน์เชื้อแบคทีเรีย เฮริโคแบคเตอร์ ไพโลไร ได้เช่นกัน”

ข้อดีของโรคนี้ หลังจากที่กำจัดเชื้อได้แล้ว นพ.ฐปนกุล บอกว่าโอกาสที่จะกลับมาเป็นแผลในกระเพาะอาหารซ้ำอีกนั้น มีลดลงและมีโอกาสที่จะหายขาด เพื่อลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยจากอาการปวดท้องโรคกระเพาะอาหารและลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

“สำหรับผู้ที่สงสัยว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นกับระบบทางเดินอาหาร หรือคนในครอบครัวเคยมีประวัติเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ควรตรวจหาความเสี่ยง หรือตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการป้องกันโรคร้าย ภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ในกระเพาะอาหารได้ดีที่สุด”