ศุภกิจ ห้วงน้ำ แห่ง ‘บ้านเปร็ดใน’ จ.ตราด พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 ธ.ค. 2560 เวลา 10:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/530670

ศุภกิจ ห้วงน้ำ แห่ง ‘บ้านเปร็ดใน’ จ.ตราด พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ

แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งดำเนินการเป็นโครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ หรือ 4,000 บทเรียน ถือเป็นพระราชมรดกสำคัญที่พระราชทานให้กับแผ่นดินไทย เพื่อประโยชน์สุขของปวงพสกนิกร และวันนี้โครงการตามพระราชดำริต่างๆ ก็มีหลายหน่วยงาน สืบสานพัฒนาต่อไป

อย่างเช่นที่ชุมชนบ้านเปร็ดใน ต.ห้วงน้ำขาว อ.เมือง จ.ตราด เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ ความสำเร็จของชุมชนจากการน้อมนำแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ใต้กรอบคิดการพึ่งตนเอง และใต้กรอบงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาพัฒนาชุมชน

บ้านเปร็ดในเป็น 1 ใน 15 ชุมชน ในประเทศที่พัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ

ศุภกิจ ห้วงน้ำ ประธานคณะกรรมการ กลุ่มบริหารจัดการน้ำบ้านเปร็ดใน นำชมพื้นที่และอธิบายวิธีการบริหารจัดการน้ำของคนในชุมชน ผ่านจุดศึกษาพื้นที่ 4 จุดในชุมชน ได้แก่ “จุดที่ 1 ป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน มรดกผืนป่าตะวันออก” เป็นจุดพื้นที่ป่าชายเลนของบ้านเปร็ดใน ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ป่าชายเลน 1.2 หมื่นไร่ มีพันธุ์ไม้ 38 ชนิด เป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์เป็นอันดับที่ 2 ในประเทศ รองจาก จ.พังงา ศุภกิจ บอกว่า

“คณะกรรมการกลุ่มบริหารจัดการทรัพยากรน้ำบ้านเปร็ดใน จะมีการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ทุกๆ 3 ปี เพื่อเป็นการติดตามผลการบริหารจัดการของชุมชน”

ตามด้วยการชมพื้นที่ในจุดที่ 2 “ระบบการบริหารจัดการน้ำจืด-น้ำเค็ม” โดย ศุภกิจ ขยายความว่า คณะกรรมการกลุ่มได้สำรวจพื้นที่ในชุมชนที่สามารถกักเก็บน้ำได้ เช่น ลำรางเก่า และรางระบายน้ำในหมู่บ้าน และใช้เทคโนโลยี เครื่องระบุพิกัดจีพีเอส แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม และกล้องส่องระดับเข้ามาช่วยเสริม เป็นต้น

“เพื่อสำรวจและจัดเก็บข้อมูล นำมาวิเคราะห์ความลาดเทของพื้นที่ และเลือกใช้หลัก “น้ำจืดดันน้ำเค็ม” ประยุกต์จากแนวคิดการทำฝายชะลอน้ำ เพื่อเก็บกักน้ำจืดเป็นช่วงๆ เป็นแนวกั้นน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่ เกษตรและแหล่งน้ำจืดของชาวสวน ซึ่งผลจากการดำเนินการ ทำให้ปริมาณน้ำในสระน้ำ ประจำสวนของชาวบ้านเพิ่มขึ้น เก็บกักน้ำจืดได้ยาวนาน ลดปัญหาขาดแคลนน้ำช่วงหน้าแล้ง”

ต่อด้วยการนำชมพื้นที่ในจุดที่ 3 “การสำรองและกักเก็บน้ำจืด” ประธานคณะกรรมการกลุ่ม ศุภกิจ อธิบายว่า ในอดีตชุมชนบ้านเปร็ดในมีอาชีพทำนากุ้ง

“เมื่อป่าชายเลนถูกทำลาย และราคาผลผลิตตกต่ำ จึงเลิกผลิตนากุ้ง ปรับพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งเก็บน้ำสำรอง หรือสระแก้มลิง พร้อมทั้งปรับพื้นที่เกษตรเป็นร่องสวน และให้น้ำจืดกันน้ำเค็มจากการซึมใต้ดินที่จะเข้าสู่แหล่งเก็บน้ำของชาวสวน โดยดำเนินการพัฒนาบ่อกุ้งร้างเป็นสระแก้มลิง ใช้พื้นที่ 736 ไร่ เพิ่มความจุในการกักเก็บน้ำจืดได้รวม 1,776,505 ลบ.ม. และสามารถปรับพื้นที่เกษตรเป็นร่องสวน ด้วยระยะทางการดำเนินงานทั้งสิ้น 9,776 เมตร ในพื้นที่ 12.2 ไร่ เก็บกักน้ำได้ 29,330 ลบ.ม.”

สำหรับพื้นที่นำชมจุดที่ 4 “จุดเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่” ลงดูแปลงตัวอย่างของ พัดชา บวรสถิต บนพื้นที่ 14 ไร่ พบว่า มีพื้นที่นากุ้งร้าง 3.45 ไร่ และร่องสวน 5.89 ไร่ ใช้เป็นพื้นที่เก็บน้ำและเลี้ยงปลา มีพื้นที่ปลูกไม้ยืนต้นและผลไม้ พื้นที่พืชสมุนไพร และพื้นที่ปลูกผักสลับไม้ล้มลุก หมุนเวียนตลอดทั้งปี ศุภกิจ ชี้ให้เห็นว่า คนในชุมชนบ้านเปร็ดในรวมกลุ่มดำเนินงานเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่จนประสบความสำเร็จ

“มีการจัดสรรพื้นที่แปลงเกษตรใช้พื้นที่เพาะปลูกให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการจัดทำปฏิทินการเกษตรรายปี วางผังการเกษตรรายแปลง จัดวางระบบสำรองน้ำ และระบบกระจายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันปั้นเกษตรกรตัวอย่างความสำเร็จตามแนวทฤษฎีใหม่ 17 ราย และขยายผลด้วยตนเองอีก 118 ราย”

ศุภกิจ กล่าวต่อว่า ช่วงประมาณปี 2484-2526 กลุ่มนายทุนได้รับสัมปทานป่าชายเลนในพื้นที่ เพื่อทำนากุ้ง ทำให้ป่าชายเลนได้รับความเสียหาย หลังจากนั้นชุมชนที่หันมาประกอบอาชีพทำนากุ้งปล่อยน้ำลงป่าชายเลน โดยไม่มีระบบกำจัดน้ำเสีย

“ยิ่งทำให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรม จนกระทั่งในปี 2536 ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพนากุ้งขาดทุน มีภาวะหนี้สินรวมกันกว่า 30 ล้านบาท ดังนั้นในปี 2537 คนในชุมชนเกิดข้อตกลงร่วมกันในการประกาศปิดป่า ห้ามชุมชนเข้าไปทำประโยชน์จากป่าไมhทั้งหมด และค่อยๆ ฟื้นฟูป่าชายเลน”

ทั้งนี้ เมื่อคนในชุมชนประสบภาวะขาดทุนจากการทำนากุ้ง ทำให้ในพื้นที่เหลือแปลงนากุ้งร้างจำนวนมาก นักพัฒนาชุมชน จึงเปลี่ยนแปลงเป็นสระแก้มลิง เพื่อกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรกรรมตามแนวพระราชดำริ โดยในปี 2541 ศุภกิจ บอกว่า เกิดกลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน เพื่อพัฒนาพื้นที่ จนมีความอุดมสมบูรณ์เป็นลำดับที่ 2 ของไทย และอันดับ 20 ต้นๆ ของโลก

“เกิดการเพาะขยายพันธุ์สัตว์น้ำ ทำบ้านปลา ธนาคารปูดำ และรณรงค์ให้หยุดจับปูแสมในช่วงฤดูวางไข่ ภายใต้โครงการหยุดจับร้อยคอยจับล้าน”

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้จะมีการฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลน ชุมชนยังคงพบปัญหาภัยแล้ง ซึ่งพบปัญหาหนักในช่วงปี 2550 กระทั่งปี 2552 ชุมชนจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการกลุ่มบริหารจัดการน้ำบ้านเปร็ดใน เพื่อดำเนินงานด้านการบริหารจัดการน้ำชุมชน แก้ปัญหา น้ำจืด น้ำเค็มและน้ำกร่อย ตามรูปแบบการบริหารจัดการน้ำที่กล่าวไปในข้างต้น ซึ่งสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และการเกษตร (องค์การมหาชน) คัดเลือกชุมชนเป็นแม่แบบในการบริหารจัดการน้ำ

“ชุมชนเกิดความมั่นคงจากการบริหารจัดการน้ำ ทั้งการอุปโภค บริโภค และการเกษตร โดยในปี 2551 สมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเยือนชมพื้นที่ป่าชายเลนชุมชนบ้านเปร็ดใน ทำให้คนในชุมชนรู้สึกปลื้มใจ ว่าอย่างน้อยสิ่งที่ได้ทำ สิ่งที่ตั้งใจอนุรักษ์ป่า พระองค์ทรงเห็น” ศุภกิจ กล่าว

ปัจจุบันหนี้สินของคนในชุมชนจากการทำนากุ้งค่อยๆ ลดลงไป จากการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ และการรวมกลุ่มบริหารจัดการน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิต ซึ่งน้ำคือหัวใจของทุกชุมชน

ความสำเร็จของชาวบ้านเปร็ดใน ที่เป็นต้นแบบ 1 ใน 15 ของประเทศของการบริหารจัดการน้ำ ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งประสบความสำเร็จจากความตั้งใจ ความเข้าใจ ความรัก และความสามัคคี ตรงตามแนวพระราชดำริ และยังสามารถบริหารจัดการน้ำที่ขอบอกว่าเป็น 4 น้ำ คือ น้ำทะเล น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเสีย นับเป็นสุดยอดของหลักวิชาการ ที่ยากในการที่แก้ปัญหาได้

แต่ชุมชนบ้านเปร็ดในสามารถทำสำเร็จเรียกว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบให้ชุมชนอื่นได้เข้ามาศึกษา ความสำเร็จของบ้านเปร็ดในนั้นมิใช่เพียงแก้ปัญหาเรื่องน้ำ แต่ยังแก้ปัญหาเรื่องความยากจนที่นำแนวเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ในการทำเกษตรมาใช้จนทำให้ลดต้นทุนและเพิ่มรายได้รับมากขึ้น คำสอนของในหลวง รัชกาลที่ 9 เหล่านี้ก็จะอยู่กับชุมชนบ้านเปร็ดในที่เป็นต้นแบบในการนำพระราชดำริของพระองค์ท่านมาใช้จนประสบความสำเร็จ

พลังงานสะอาด พลังงานแสงอาทิตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ธ.ค. 2560 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/530311

พลังงานสะอาด พลังงานแสงอาทิตย์

พลังงานและสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมของโลก หลายประเทศต่างประสบกับการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมในหลากหลายรูปแบบ ปัญหาการขาดแคลนพลังงาน และปัญหาการเข้าถึงไฟฟ้าตามพื้นที่ห่างไกลเป็นปัญหาหลักของโลกใบนี้ ด้วยเหตุนี้มวลมนุษยชาติจึงพยายามประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาเพื่อขจัดปัญหาการขาดแคลนพลังงาน และสิ่งหนึ่งที่มนุษย์หันไปพึ่งพานั่นคือ พลังงานทดแทน

พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานทดแทนที่ดีที่สุด 

พลังงานทดแทนมีหลายประเภท อย่าง พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานชีวภาพ พลังงานชีวมวล พลังงานน้ำ พลังงานจากขยะ โดยหนึ่งในพลังงานทดแทนที่ถือว่าเป็นพลังงานสะอาด และมีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินมนุษย์น้อยที่สุด คือ พลังงานจากแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์

พลังงานโซลาร์เซลล์ หรือพลังงานจากแสงอาทิตย์เป็นพลังงานตามธรรมชาติที่ดีที่สุด ซึ่งได้มาจากความร้อนของดวงอาทิตย์ จัดว่าเป็นพลังงานที่สะอาด และไม่มีวันหมดไป จากการคำนวณพลังงานจากดวงอาทิตย์พบว่าใน 1 ชั่วโมง โลกได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์เกือบเท่ากับพลังงานที่โลกใช้ทั้งปีทีเดียว และที่ว่าโซลาร์เซลล์สะอาด นั่นก็เพราะเมื่อเทียบกับพลังงานชนิดอื่นๆ พลังงานแสงอาทิตย์ไม่จำเป็นต้องเผาไหม้ก่อนนำไปใช้ จึงสะอาดในทุกกระบวนการ

ประเทศไทยหันมาสนใจโซลาร์เซลล์อย่างจริงจังมากขึ้น เพราะเป็นประเทศที่ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์จำนวนมาก ประเทศเราพัฒนาโซลาร์เซลล์ตามประเทศพัฒนาแล้วที่หันมาให้ความสนใจในพลังงานแสงอาทิตย์อย่างจริงจัง อย่างประเทศเยอรมันนี อิตาลี ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้ มีการวิจัยและการพัฒนาโซลาร์เซลล์อย่างจริงจัง เกิดเป็นองค์ความรู้มากมาย และมีสถิติในประเทศที่พัฒนาแล้วว่า มีการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ หรือแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้น 20% ทุกปี

สำหรับประเทศไทยหากไม่ต้องการโรงไฟฟ้าที่เสี่ยงต่ออันตราย ทั้งการระเบิด สารเคมี หรืออื่นใด โซลาร์เซลล์เป็นตัวเลือกที่ดี โดยประเทศไทยมีการกำหนดเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียน 20.3% ของพลังงานทั้งหมด โดยส่วนหนึ่งมาจากพลังงานจากเซลล์แสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ 6% ทั้งนี้ ในปี 2565 ประเทศเราจะต้องมีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

พลังงานแสงอาทิตย์ ธุรกิจใหม่ที่น่าจับตา

ด้วยเหตุที่ว่าโซลาร์เซลล์หรือพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานทดแทนที่ดีที่สุดในบรรดาพลังงานทดแทนแทบทั้งหมด ทั้งประหยัดค่าใช้จ่าย ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม โซลาร์เซลล์ยังเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่ใช้ได้ไม่จำกัด แถมยังนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างไร้ข้อจำกัด ยิ่งประเทศแถบเอเชียด้วยแล้วละก็มีพลังงานจากแสงอาทิตย์มากเพียงพอที่จะนำมาใช้งาน ด้วยเหตุนี้จึงมีนักลงทุนหลายบริษัทในไทยที่หันมาสนใจลงทุนด้านธุรกิจพลังงานไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์ในแถบประเทศเอเชียด้วยกัน

หนึ่งในบริษัทที่เป็นผู้นำธุรกิจการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากทั้งพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป (Conventional Power Generation) และพลังงานหมุนเวียน (Renewable Power Generation) ในภูมิภาคเอเชีย อย่าง บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศญี่ปุ่น อันเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อขยับสู่เป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้มากกว่า 4,300 เมกะวัตต์เทียบเท่า โดยมีพลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2568

วรวุฒิ ลีนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ เปิดเผยเรื่องนี้ให้ฟังว่า “ปัจจุบัน บ้านปู เพาเวอร์ฯ มีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด 13 โครงการ ซึ่งรวมถึงโครงการยามางาตะ ไออีเดะ (Yamagata Iide) ขนาดกำลังการผลิต 200 เมกะวัตต์ ที่เพิ่งลงนามสัญญาพัฒนาโครงการไปในสัดส่วนร้อยละ 51 หรือคิดเป็น 102 เมกะวัตต์ จึงทำให้เรามีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวมในญี่ปุ่น 233.3 เมกะวัตต์ โดยมี 3 โครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว (Commercial Operation Date : COD) ได้แก่ โครงการโอลิมเปีย (Olympia) ฮิโนะ (Hino) และอวาจิ (Awaji) มีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวม 12.6 เมกะวัตต์ สำหรับอีก 10 โครงการที่กำลังก่อสร้างและพัฒนาจะทยอย COD ในปี 2561-2563 และโครงการยามางาตะ ไออีเดะ จะ COD ในปี 2566”

วรวุฒิ ยังกล่าวย้ำเหตุที่ลงทุนที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นเพราะมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจอันดีด้วยกันมายาวนานกว่า 20 ปีมาแล้ว ที่สำคัญญี่ปุ่นมีความต้องการลดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าอยู่พอดี

 

 

“ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราสร้างการเติบโต ในประเทศญี่ปุ่น เพราะกลุ่มบ้านปูฯ มีกลยุทธ์กระจายการลงทุนทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในระยะยาว และมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ดีกับประเทศญี่ปุ่นมากว่า 20 ปี ในขณะเดียวกัน รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็มีนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศและลดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นร้อยละ 24 ของกำลังการผลิตไฟฟ้าภายในปี 2573 เราจึงมองว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน และมั่นใจว่า โครงการต่างๆ ของเราในประเทศญี่ปุ่นจะสามารถเปิดดำเนินการได้ตามกรอบเวลาที่วางไว้”

ปัจจุบัน บ้านปู เพาเวอร์ฯ มีโครงการโรงไฟฟ้าทั้งหมด 27 โครงการ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 14 โครงการ และอยู่ระหว่างการพัฒนา 13 โครงการ ทั้งในประเทศไทย สปป.ลาว จีน และญี่ปุ่น ส่วนกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุนจากโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว รวมอยู่ที่ 2,068 เมกะวัตต์เทียบเท่า โดยมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป 1,903 เมกะวัตต์เทียบเท่า และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 165 เมกะวัตต์

“ในฐานะ Regional Player บ้านปู เพาเวอร์ฯ ยังคงมองหาโอกาสทางธุรกิจที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าจากพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไปและพลังงานหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่มีศักยภาพทางการเติบโตด้านการใช้ไฟฟ้าและมีนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้ ที่สำคัญ บ้านปู เพาเวอร์ฯ ไม่เพียงมุ่งขยายการลงทุนในประเทศต่างๆ เพื่อสร้างความเติบโตทางธุรกิจแต่เพียงอย่างเดียว เพราะเรามีปณิธานที่จะเป็นพลเมืองที่ดี มีส่วนช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนที่เราเข้าไปดำเนินธุรกิจด้วยเช่นกัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งเป็นกรอบแนวทางที่เรายึดปฏิบัติเสมอมา” วรวุฒิ กล่าวปิดท้าย

ระหว่างเดินทางไปดูการผลิตโซลาร์ฟาร์มอวาจิในประเทศญี่ปุ่น วรวุฒิ ยังบอกเล่าถึงความน่าสนใจของไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้ฟังอีกว่าที่บ้านของเขาก็ติดโซลาร์เซลล์ ทำให้ประหยัดพลังงานได้ถึง 1 ใน 3 ของการใช้พลังงานทั้งหมดในบ้าน และในอนาคตถ้าพลังงานเหลือพอก็สามารถจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าได้เช่นกัน

ในอนาคตอันใกล้พลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานจากโซลาร์เซลล์ จะเป็นอีกปัจจัยหลักที่ผู้คนในบ้านเราให้ความสำคัญและนำกลับมาใช้ได้อย่างไร้ข้อจำกัดใดๆ ทั้งยังเป็นพลังงานสะอาดที่น่าจับต้องที่สุด

ใช้เวลาแบบฟิต เพื่อชีวิตที่ฟิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ธ.ค. 2560 เวลา 10:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/530312

ใช้เวลาแบบฟิต เพื่อชีวิตที่ฟิต

สบายจังช่วงนี้ไม่ต้องทำงานกันอีกแล้ว แน่ล่ะ! บางคนรอเวลาเกษียณที่จะได้ใช้เวลาตามใจใช่หรือไม่? เมื่อมีเวลาในชีวิตเพิ่มขึ้น ผู้สูงวัยบางท่านอาจดูสบายและติดจะใช้ชีวิตเฉื่อยๆ ไปบ้าง แต่เอาเข้าจริงชีวิตที่ดีที่สุด คือ ชีวิตที่เคารพต่อเวลา โดยเฉพาะตารางเวลาการกินและการใช้ชีวิตที่เหมาะสม

มาอัพเดทความรู้ใหม่ๆ กันดีกว่า ว่าวันเวลาไหนที่เหมาะจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร เพื่อชีวิตที่ยืนยาวที่สุดของเรา

1.งดอาหารก่อนเข้านอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง

โรคกรดไหลย้อน (กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นสู่หลอดอาหาร) อาจเป็นสาเหตุให้โรคภูมิแพ้อาการแย่ลง และบางรายอาจมีอาการแสบร้อนหน้าอก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การงดอาหารก่อนเข้านอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง สามารถป้องกันภาวะนี้ได้

2.กินยาภูมิแพ้เวลาเย็น

อาการของโรคแพ้อากาศ เช่น น้ำมูกไหล ระคายเคืองคอ และจามฮัดเช้ย มักจะเป็นรุนแรงที่สุดในเวลาเช้า นพ.ริชาร์ด มาร์ติน จากศูนย์สุขภาพแห่งชาติยิวอิส ในเมืองเดนเวอร์ แนะให้กินยารักษาโรคในเวลาก่อนนอน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

3.เดินออกกำลังเวลาเย็น

ตอนเช้าเป็นเวลาที่ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มีอาการจามและคัดจมูกบ่อยที่สุด จึงทำให้ออกกำลังได้ไม่สะดวก นอกจากนี้พืชหลายชนิดจะปล่อยละอองเกสรเมื่อสัมผัสแดงยามเช้า ดังนั้น เวลาเย็นจึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะเดินออกกำลัง

4.ทดสอบอาการหอบหืดในเวลาเช้า

ช่วงกลางดึก (02.00-05.00 น.) เป็นเวลาที่หลอดลมมีการหดตัวและอักเสบมากที่สุด จึงเป็นช่วงที่อาการหอบหืดกำเริบบ่อยที่สุด การไปพบแพทย์ตั้งแต่เช้าเพื่อตรวจหรือทดสอบโรคหอบหืด จึงเป็นช่วงที่ดีที่สุดเพื่อจะได้ผลที่ถูกต้องตรงกับสภาพร่างกายมากที่สุดนั่นเอง

5.เพิ่มเวลานอนทุกครั้งที่ปรับเวลาใหม่

ระหว่างฤดูใบไม้ผลิของประเทศในแถบซีกโลกเหนือ เวลาช่วงกลางวันจะยาวนานขึ้น จึงต้องปรับนาฬิกาถอยหลังอีกหนึ่งชั่วโมง นักวิจัยในสวีเดน พบว่า สัปดาห์แรกของการปรับเวลาจะมีผู้ป่วยภาวะหัวใจพิบัติเพิ่มขึ้น 5% อาจเป็นเพราะมีเวลานอนหลับน้อยลง และจังหวะการดำเนินชีวิตถูกรบกวน คำแนะนำคือให้เข้านอนเร็วขึ้นในคืนก่อนหน้าวันปรับเวลาเพื่อให้ร่างกายปรับนาฬิกาในตัว

6.กินยาป้องกันโรคหัวใจเวลาเย็น

มีคำแนะนำให้กินยาแอสไพรินป้องกันโรคหัวใจในเวลาเย็น เพราะทำให้มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงอย่างเช่นเลือดออกในกระเพาะอาหารน้อยกว่า และยังช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ดีกว่า เหตุผลคือภาวะหัวใจพิบัติมีโอกาสเกิดสูงสุดในช่วงเช้า (ช่วงเวลาอันตรายสูงสุดคือ 06.00-12.00 น.)

ยาแอสไพรินออกฤทธิ์ป้องกันลิ่มเลือดอุดตันด้วยวิธียับยั้งการจับกลุ่มของเกล็ดเลือด ยาหนึ่งเม็ดออกฤทธิ์ยับยั้งเกล็ดเลือดแต่ละเซลล์ได้ตลอดอายุ 10 วันของมัน แต่เกล็ดเลือดมีการผลิตขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา การกินยาแอสไพรินตอนเย็นทำให้ยาออกฤทธิ์ยับยั้งเกล็ดเลือดใหม่ได้มากที่สุด จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคในเวลาเช้าได้ดีที่สุด

7.ลดน้ำหนักตัว

ชั่งน้ำหนักในวันศุกร์และวันจันทร์ดีที่สุด สำหรับผู้ที่พยายามจะลดน้ำหนัก ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมควบคุมน้ำหนักแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา แนะให้ชั่งน้ำหนักอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งทำให้สมาชิกส่วนใหญ่ลดน้ำหนักได้อย่างน้อย 15 กิโลกรัม และควบคุมน้ำหนักให้คงที่ได้ไม่น้อยกว่า 1 ปี

งานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ยืนยันแนวคิดนี้ โดยระบุว่าผู้ที่พยายามลดน้ำหนักมักเอาจริงเอาจังในช่วงสุดสัปดาห์ ดังนั้น การชั่งน้ำหนักในวันศุกร์ (หลังตื่นนอนทันที ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนมีน้ำหนักตัวต่ำที่สุด) จะทำให้เกิดแรงจูงใจมากที่สุด ขณะที่การชั่งน้ำหนักอีกครั้งใน(เช้า) วันจันทร์ จะมีส่วนช่วยให้เราปรับเปลี่ยนโปรแกรมลดน้ำหนักได้ทัน หากเผลอไผลออกนอกลู่นอกทางไปช่วงวันเสาร์-อาทิตย์

8.กินอาหารเย็นเร็วขึ้น

การกินอาหารมื้อดึกทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มได้ง่าย นักวิจัยทดลองป้อนอาหารให้หนูกลุ่มแรกเวลาที่หนูตื่นตามปกติ และป้อนอาหารให้หนูอีกกลุ่มในเวลาที่พวกมันนอนแล้ว พบว่าหนูที่กินอาหารในเวลานอน มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของหนูที่กินอาหารแบบไม่ผิดเวลา เพราะเช่นนั้นก็ลองกินอาหารเย็นเร็วขึ้นสักชั่วโมงสิ ไม่ยากเลย!

โรงแรมยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ธ.ค. 2560 เวลา 10:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/530107

โรงแรมยุคใหม่

รู้ไหมว่าราว 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตทั่วโลกในแต่ละปีถูกทิ้งให้กลายเป็นขยะ จากข้อมูลองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (UNFAO) ระบุว่าในแต่ละปีมีอาหารถึง 1,300 ล้านตัน ในขณะที่ประชากรโลกราว 1 ใน 8 ประสบปัญหาการอดอยาก สำหรับประเทศไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเผยปริมาณขยะเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครว่ามีปริมาณขยะมูลฝอย 9,000 ตัน/วัน ในจำนวนนี้มีขยะอาหารราวครึ่งหนึ่ง และหนึ่งในแหล่งที่มีปัญหาขยะอาหารเหลือทิ้งมากที่สุดก็คือ ร้านอาหารและโรงแรมต่างๆ นั่นเอง

อรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ สามพราน ริเวอร์ไซด์ เล่าถึงปัญหาอาหารขยะเหลือทิ้งจากห้องอาหารต่างๆ ภายในโรงแรมว่า “ปกติแล้วโรงแรมต่างๆ จะคำนวณการทำอาหารจากปริมาณการเข้าพักของแขกในโรงแรม แล้วจัดทำอาหารเผื่อไว้ให้เพียงพอ หากอาหารเหลือในแต่ละวันก็จะเททิ้งโดยไม่มีการเก็บไว้เพื่อรักษามาตรฐานอาหารของโรงแรม เป็นแบบนี้ทุกแห่งทั่วโลก

ไม่มีการแบ่งอาหารเหลือทำแจกจ่ายพนักงาน เพราะการทำแบบนั้นจะเป็นการสร้างอุปนิสัยให้พนักงานทำอาหารเกินความต้องการเพื่อจะได้เหลือเก็บกลับบ้าน ซึ่งปริมาณขยะอาหารเหล่านี้มีจำนวนมากจนบางครั้งเองเราก็รู้สึกเสียดาย จึงอยากหาวิธีการจัดการขยะอาหารเหล่านี้มาโดยตลอด ที่ผ่านมาจึงใช้วิธีการนำเศษอาหารที่เหลือมาทำเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ มาใช้ในส่วนของแปลงเกษตรออร์แกนิกของทางโรงแรม แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ต้องเหลือทิ้งอยู่ดี

จนกระทั่งได้มาเจอกับ เบนจามิน ซึ่งเคยพูดในงานเสวนาของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. จึงแสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการฟู้ดเวสท์ บริษัท ไลท์บลู จึงส่งทีมเข้ามาอยู่กับเรา 7 วันเต็ม

 

เฝ้าดูการทำงานในห้องอาหารต่างๆ ตั้งแต่กระบวนการแรกที่รถส่งอาหารเข้ามาที่โรงแรมไปจนถึงปลายทางของอาหารว่าทิ้งแล้วจะไปที่ไหน จนได้วิธีการจัดการอาหารอย่างถูกต้อง ซึ่งไม่เพียงแต่จะไม่เหลือขยะอาหารจากโรงแรมออกไปเท่านั้น แต่เรายังสามารถลดต้นทุนได้ถึง 2 ล้านบาท โดยที่ยังสามารถรักษาคุณภาพของอาหารและปริมาณที่ลูกค้าต้องการได้เป็นอย่างดี”

เบนจามิน เลฟิลิเบิร์ต กรรมการผู้จัดการ บริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมไลท์บลู เล่าถึงปัญหาขยะอาหารเพิ่มเติมว่า ในระดับโลกปัญหาเรื่องขยะอาหารนั้นมีมานานมากแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไขน้อยกว่าปัญหาอื่นๆ นั้น อาจมีสาเหตุจากข้อแรกก็คือการมีช่องว่างการรับรู้ ที่ทำให้คนตระหนักถึงปัญหาอาหารเหลือทิ้ง ผู้บริโภคไม่ได้รับรู้ว่าอาหารเหลือทิ้งของเขานั้นส่งผลอะไรบ้าง และมีปริมาณขนาดไหน

ต่อมาคือ ไม่มีองค์ความรู้เรื่องการจัดการขยะอาหาร เพราะที่ผ่านมามีการศึกษาในเรื่องนี้อย่างจริงจังน้อยมาก และสุดท้ายคือ ไม่มีฐานข้อมูลในเรื่องปริมาณขยะอาหารอย่างชัดเจนว่ามีอะไรบ้าง ทำให้ปัญหาขยะอาหารนั้นไม่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด

การแก้ปัญหาขยะอาหารไม่เพียงเฉพาะต่อสิ่งแวดล้อม และเห็นตัวเลขต้นทุนที่ปรากฏชัดเจน แต่ยังเกิดผลดีต่อพนักงานในองค์กร มีจิตสำนึก มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนจนเกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ภาคธุรกิจและโรงแรม

อื่นๆ มีความมั่นใจในมาตรฐาน และได้รับการยอมรับจากองค์กรสำคัญๆ ของโลก รวมถึงองค์การสหประชาชาติ และมีต้นแบบในการเรียนรู้ เพื่อให้สามารถลดปริมาณขยะอาหารจากการบริการอาหารได้ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า โรงแรมใหญ่ๆ หลายแห่งหากสามารถทำตามมาตรฐานนี้ได้ ก็จะช่วยลดต้นทุนได้หลายล้านบาทต่อปี และเงินส่วนนี้ยังสามารถนำไปพัฒนาองค์กรด้านอื่นๆ ได้อีกมาก

 

 

จิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สสปน. เสริมว่าโรงแรมส่วนใหญ่นั้นรับรู้และทราบปัญหาเรื่องขยะอาหารดี แต่การที่โรงแรมหนึ่งจะขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว อำนาจการตัดสินใจต้องเป็นผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงถึงจะเห็นผลมากที่สุด ซึ่งสามพราน ริเวอร์ไซด์ มีผู้บริหารระดับสูงเห็นความสำคัญ เป็นโรงแรมแรกของประเทศไทยและโรงแรมเดียวที่ได้รับการรับรองมาตรฐานนี้ ที่จะทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อโรงแรมและการท่องเที่ยวของประเทศไทย และยังสามารถเปิดให้เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการขยะอาหารอีกด้วย

อรุษ พาชมกระบวนการในการบริหารจัดการอาหารของโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ ตั้งแต่รถขนส่งวัตถุดิบเข้ามาถึงโรงแรมและอธิบายโดยไม่มีหวงความรู้ว่า “วัตถุดิบที่ใช้ประกอบอาหารภายในโรงแรมส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก ซึ่งมีทั้งที่เราผลิตได้เองและส่งตรงมาจากสวนของเกษตรกร ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งจะทำให้เสียค่าขนส่งและมีราคาที่สูงกว่า จึงช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ด้วยอีกทางหนึ่ง

วัตถุดิบบางส่วนมาจากเกษตรกรที่อยู่จังหวัดใกล้เคียง เช่น จ.ราชบุรี จะมีรอบส่งทุกสัปดาห์ เราก็จะใช้วิธีการปรับเปลี่ยนเมนูให้สอดคล้องกับวัตถุดิบที่เข้ามาในแต่ละช่วง จากนั้นวัตถุดิบจะถูกส่งเข้าไปยังห้องอาหารต่างๆ ภายในโรงแรมหลังจากที่เราดำเนินการปรับปรุงตั้งแต่เดือน พ.ย. 2559 เราพบว่าขยะอาหารทั้งหมด 60% เป็นอาหารที่เหลือจากการรับประทานของลูกค้า และอีก 30% เป็นขยะอาหารจากห้องบุฟเฟ่ต์ ที่เหลืออีกประมาณ 10% เกิดจากกรรมวิธีการคัดส่วนวัตถุดิบที่อาจจะมีบางส่วนไม่สามารถนำมาประกอบอาหารได้

เราพยายามทำความเข้าใจกับพนักงานทั้งในระดับหัวหน้าในภาพรวมเพื่อให้พวกเขาเข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในการเริ่มต้น เพราะพูดในอีกทางหนึ่งก็เหมือนเป็นการเพิ่มงานให้กับพวกเขา จากที่เคยกวาดเศษอาหารลงถังทั้งหมดในคราวเดียว ก็ต้องแยกเศษอาหารออกเป็นส่วนๆ แล้วนำไปชั่งกิโลดูว่ามีเศษอาหารอะไรบ้างเหลือในแต่ละวันและมีน้ำหนักเท่าไร แล้วจดบันทึกทุกครั้งในทุกห้องอาหาร

การจดบันทึกเป็นเรื่องสำคัญมากในการดำเนินโครงการฟู้ดเวสท์ เพราะทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น ช่วยทำให้รู้ว่าควรปรับปรุงอะไรบ้าง จากที่เห็นว่ามีขยะอาหารจำนวนมากที่ถูกทิ้ง แต่ไม่เคยรู้เลยว่ามีจำนวนเท่าไร เราก็สามารถนำข้อมูลตรงนี้มาบริหารจัดการเรื่องอาหารได้ง่ายขึ้น ขยะอาหารส่วนหนึ่งจะถูกนำไปทำเป็นปุ๋ยหมักหรือน้ำหมักชีวภาพ เพื่อใช้ในแปลงเกษตรของทางโรงแรม

 

 

ถามว่าช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องปุ๋ยบำรุงดูแลต้นไม้ได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าเทียบเป็นราคาค่าใช้จ่ายปุ๋ยต่อเดือนก็ถือว่าไม่ได้สูงมาก แต่สิ่งที่เราได้จากการทำตรงนี้คือนอกจากได้ปุ๋ยแล้ว ยังสามารถทำให้ไม่มีขยะอาหารถูกทิ้งออกจากโรงแรมของเราเลยแม้แต่น้อย น้ำมันจากการทอดอาหารเรานำมาทำเป็นน้ำมันไบโอดีเซล สำหรับรถนำเที่ยวภายในโรงแรม ซึ่งการทำน้ำมันไบโอดีเซลได้รับความรู้และคำแนะนำจากกระทรวงพลังงาน ในเรื่องการทำห้องผลิตน้ำมันไบโอดีเซล ช่วยลดต้นทุนในส่วนของค่าน้ำมันลงไปได้ส่วนหนึ่ง

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคือการสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาให้กับพนักงาน ลูกค้า และการบริหารจัดการไลน์อาหาร ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือไลน์บุฟเฟ่ต์ จากเดิมที่เราทำเผื่อเยอะๆ ก็คุมปริมาณให้พอดีกับความต้องการของลูกค้า คำว่าคุมในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าลดอาหารลง แต่วางอาหารในไลน์ในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าเพื่อลดการเกิดขยะอาหาร โดยมีพนักงานคอยเติมให้เต็มอยู่ตลอด เพราะอาหารบางเมนูในไลน์ผลิตมามาก แต่ลูกค้าต้องการน้อยก็กลายเป็นอาหารเหลือทิ้ง

ส่วนใหญ่พฤติกรรมของลูกค้าก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเรากำลังจะเริ่มทำความเข้าใจกับลูกค้าถึงปัญหาขยะอาหาร ลูกค้าอาจจะตักเผื่อบริการเจ้านาย หรือตักรอเจ้านายเอาไว้ก่อน แต่พอเปลี่ยนรูปแบบการตักเฉพาะเมื่อมีความต้องการ สิ่งที่ลูกค้าได้ก็คืออาหารร้อนๆ จากไลน์อาหาร ในปริมาณที่ต้องการจริงๆ จากที่ผมพูดคุยกับลูกค้าโดยเฉพาะผู้บริหารนั้นเขายินดีที่จะให้ความร่วมมือ และเห็นด้วยกับรูปแบบการบริการที่ช่วยลดปัญหาขยะอาหารเหล่านี้”

ท้ายสุด อรุษ บอกถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่าหัวใจสำคัญที่สุดก็คือพนักงานที่ตระหนักถึงความสำคัญถึงปัญหาขยะอาหาร และพวกเขาสามารถที่จะถ่ายทอดให้กับคนในครอบครัวให้กับลูกค้าได้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ หากเทียบกับผลที่ได้รับกลับมาเป็นตัวเงินอาจจะไม่ได้มาก แต่ในระยะยาวคือความยั่งยืนขององค์กร การใช้เม็ดเงินอย่างคุ้มค่าทุกหน่วย ที่สำคัญคือไม่มีขยะอาหารเหลือทิ้งออกจากโรงแรมเลยแม้แต่น้อย

วางเป้าหมายปีใหม่ด้วยหุ่นเฟิร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 ธ.ค. 2560 เวลา 14:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529770

วางเป้าหมายปีใหม่ด้วยหุ่นเฟิร์ม

เรื่อง…พุสดี

ปีใหม่ทีไร สาวๆ มักตั้งเป้าหมายให้ตัวเองเริ่มต้นหันมาดูแลสุขภาพ ลุกขึ้นมาออกกำลังกาย เพื่อหวังเป็นเจ้าของหุ่นสวยให้ได้ แต่ผ่านมาหลายปีก็ยังทำไม่สำเร็จสักที เพราะคิดจะเริ่มต้นทีไรก็มีเหตุให้ต้องละ เลื่อน เลิกทุกครั้ง

เพื่อไม่ให้เป้าหมายหลุดลอยไปปีแล้วปีเล่า “พรี บูทีค สปอร์ตแวร์” (Pree Boutique Sportswear) เอาใจสาวๆ ด้วยการเชิญสาวสวยสุขภาพดี เบเบ้-ธันย์ชนก ฤทธินาคา มาร่วมสาธิต 5 ท่าออกกำลังกาย กระชับสัดส่วนที่สาวๆ สามารถทำได้เองง่ายๆ ที่บ้าน เพื่อสร้างหุ่นสวยดูดีให้เป็นจริงได้ไม่ยาก

1. ท่าสควอช ท่าเบสิกที่ผู้หญิงชอบทำ โดยการย่อตัวลงและออกแรงที่ต้นขาและก้น ซึ่งจะเป็นท่าที่ทำให้ต้นขาและก้นกระชับ และที่สำคัญไม่ได้ทำให้ขาใหญ่อย่างที่หลายคนเข้าใจ

ท่าสควอช

     2. ท่าเลกลันจ์ เริ่มจากการก้าวขาไปข้างหน้าแล้วย่อขาหน้าลง ท่านี้จะช่วยทำให้ต้นขาด้านในและก้นกระชับขึ้น

ท่าเลกลันจ์

 

3. ท่าชกลม เวลาชกต้องเกร็งต้นแขนให้มาก และควบคุมการเคลื่อนไหวตลอด จะได้การบริหารต้นแขนให้กระชับขึ้นและไม่ย้วย

ท่าชกลม

 

4. เตะขาด้านข้าง เป็นท่าที่ช่วยลดสะโพกและต้นขาด้านข้าง

เตะขาด้านข้าง

 

5. ท่าแพลงก์ เป็นท่าที่ช่วยกระชับทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่หัวไหล่ ต้นแขน ลำตัว หน้าท้อง และก้น เพราะร่างกายต้องเกร็งทุกสัดส่วน ซึ่งเวลาทำพยายามกดก้นให้ต่ำลง เพราะถ้าทำแล้วก้นสูง น้ำหนักมันจะไปลงที่หัวไหล่และศอกมากเกินไป

ท่าแพลงก์

 

สำหรับท่าออกกำลังกายเหล่านี้ เบเบ้แนะนำว่าให้ทำครั้งละ 10-15 ครั้ง และทำต่อเนื่องกัน 3-5 เซต ส่วนท่าแพลงก์ให้จับเวลาทำเซตละ 30, 45 หรือ 60 วินาที โดยในแต่ละครั้งให้ทำอย่างน้อย 3 เซต หรือพยายามทำให้ได้มากที่สุด และในหนึ่งสัปดาห์ให้ออกกำลังกายอย่างน้อย 3 วัน วันละ 1 ชั่วโมง หรือ 1 ชั่วโมงครึ่ง

นอกจากนี้ สาวๆ ที่อยากมีหุ่นเฟิร์มแบบเร่งด่วน เบเบ้มีเคล็ดลับดูแลสุขภาพเฉพาะเอ็กซ์คลูซีฟ มาแนะนำมือใหม่เริ่มต้นออกกำลังกายอย่างน่าสนใจ

“ลองตั้งเป้าหมายใกล้ๆ ที่ไม่เกินตัวก่อน เพราะบางคนไม่เคยออกกำลังกายเลย แต่ตั้งเป้าว่าจะต้องมีหุ่นสวยแบบนางแบบ พอออกกำลังกายไปได้ 2 เดือน แล้วไม่เป็นอย่างคิดจะเริ่มท้อ ทางที่ดีให้เริ่มขยับไปทีละสเต็ป ที่ต้องทำไปควบคู่กันคือ การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์

ส่วนใหญ่เบเบ้จะเน้นกินให้จบในหนึ่งมื้อ ไม่กินขนมจุบจิบ และพยายามกินให้ตรงเวลา เพื่อจะได้ไม่สะสมความหิวไปเบิ้ลในมื้อต่อๆ ไป พยายามเลี่ยงอาหารทอด อาหารมัน กินเท่าที่ร่างกายต้องนำไปใช้ ไม่อยากให้ไปสะสมเป็นส่วนเกิน หรือถ้าช่วงไหนจัดเต็มมาก็ต้องอาศัยการออกกำลังกายเพื่อเบิร์นออกพยายามทำให้เป็นกิจวัตรแล้วจะเกิดเป็นวินัยขึ้นมาเอง”

ถอดรหัส ‘ท่าเตียน’ แปรเปลี่ยนสู่ฮิปส์วินเทจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 ธ.ค. 2560 เวลา 12:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529731

ถอดรหัส ‘ท่าเตียน’ แปรเปลี่ยนสู่ฮิปส์วินเทจ

เรื่อง…พริบพันดาว

ในอดีตท่าเตียนเป็นชุมชนการค้าที่ยิ่งใหญ่มาก่อน ลักษณะการตั้งถิ่นฐานของชุมชนท่าเตียนแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ทั้งในเรื่องแนวคิดการใช้ที่ดิน อาคารประเภทต่างๆ และการขยายตัวของชุมชน ตามลำดับเวลาตั้งแต่สมัยธนบุรี ต้นรัตนโกสินทร์จนมาถึงปัจจุบัน ช่วยให้เข้าใจถึงวิวัฒนาการของกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีพื้นที่ท่าเตียนเป็นพื้นที่ชุมชนสำคัญ

ประวัติศาสตร์ของชุมชนท่าเตียนนับเป็นส่วนหนึ่งของการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ การขยายตัวของพื้นที่ราชการและวัง ทำให้มีแรงงาน ไพร่ ช่าง ฯลฯ ที่เข้ามารองรับเจ้านายและมูลนายในพื้นที่ ทำให้บริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่สำคัญของเมืองทั้งในแง่การเป็นศูนย์กลางการปกครอง การเป็นพื้นที่ทางศาสนาที่สำคัญ และการเป็นย่านหัวใจของการค้าที่ยังความเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับเมืองต่อมาอีกช้านาน

ท่าเตียนย่านเก่า

จากสูจิบัตร “ท่าเตียน : กรุงเทพฯ บทที่ 1” ของมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ให้ข้อมูลว่า ท่าเตียน สถานที่ที่ได้รับการกล่าวถึงตั้งแต่สมัยอยุธยา ต้นรัตนโกสินทร์ และสืบเนื่องจนปัจจุบันถือเป็นชุมชนที่รุ่มรวยอันเกิดจากการหล่อหลอมของผู้คนและวัฒนธรรม 3 ส่วน คือ วัง วัด ตลาด

    การเป็นชุมทางการค้าและชุมทางการคมนาคมริมแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องด้วยในครั้งอดีตท่าเตียนเป็นแหล่งรวมทั้งสินค้าชาวบ้านและสินค้าชาววัง เป็นย่านการค้าใหญ่ที่คับคั่งไปด้วยสินค้าหลากหลายชนิด และด้วยทำเลที่เป็น “เมืองน้ำ” ซึ่งเป็นรากฐานของวิถีชีวิตชาวบางกอก ตลาดท่าเตียน จึงผูกโยงกับการคมนาคมของแม่น้ำเจ้าพระยาและเครือข่ายแม่น้ำลำคลองทั้งจากฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนคร

    ทวีศักดิ์ วรฤทธิ์เรืองอุไร นักจัดการความรู้อาวุโส สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติขยายภาพให้เห็นว่า

    “โดยหลักความเป็นเมืองวัดจากอะไร ท่าเตียนมี ส่วนผสมที่สำคัญก็คือ วัด วัง แล้วก็ชุมชน โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งทำให้เป็นเหมือนศูนย์กลางของการคมนาคมขนส่งนำไปสู่การค้าอาจจะเรียกว่าท่าเตียนเป็น บขส. (บริการขนส่งมวลชน) แห่งแรกของไทยก็ว่าได้”

เมื่อสังคมเจริญก้าวหน้ามากขึ้น การขยายเมืองทำให้บทบาทของท่าเตียนเปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าย่านการค้าและชุมทางที่คึกคักได้ถูกกระจายตัวออกไป แต่บทบาท ของพื้นที่แห่งนี้ก็ไม่ได้ยุติลง บริเวณพื้นที่ท่าเตียน เมื่อรัชกาลที่ 1 ทรงขึ้นครองราชย์แล้ว ทรงย้ายพระบรมมหาราชวังจากกรุงธนบุรี ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาข้ามมาอยู่ฝั่งตะวันออก (คือพระบรมมหาราชวังปัจจุบัน) ซึ่งขณะนั้นเป็นย่านที่คนจีนและคนญวนอาศัยอย่างหนาแน่น

หลังจากนั้นมีการก่อสร้างพระนครใหม่มีการรื้อกำแพงเมืองฝั่งธนบุรี ย้ายสถานที่ราชการมายังฝั่งพระนคร ขุดคลองรอบกรุงขึ้นใหม่ สร้างกำแพงเมืองและป้อมใหม่ 14 ป้อม นอกจากนี้มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์ครั้งใหญ่ สืบเนื่องจากที่พระเจ้าตากสินได้สถาปนาวัดนี้ขึ้นเป็นพระอารามหลวงในสมัยธนบุรี นอกเหนือจากการขยายเมือง การบูรณะวัดแล้ว ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ยังมีการสร้างวังอีกหลายวังในเขตท้ายวัดโพธิ์

สมัยต้นรัตนโกสินทร์ถึงรัชกาลที่ 4 สังคมไทยยังคงเป็นสังคมชาวน้ำ บ้านเรือนราษฎรโดยมากอาศัย และประกอบกิจการค้าอยู่บนน้ำและริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่บนบกส่วนใหญ่จะเป็นวัดวัง สถานที่ราชการและบ้านเสนาบดีขุนนางทั้งหลาย ตลาดที่สำคัญคือตลาดน้ำที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำลำคลองตามจุดตัดบริเวณปากคลองต่างๆ ซึ่งมีทั้งขายปลีกและขายส่งของสินค้าอาหารสด-แห้ง

มีทั้งลักษณะเรือเร่และเรือนแพในชุมชน เช่น ตลาดน้ำท่าเตียน ตลาดน้ำปากคลองตลาด ส่วนตลาดบกยังมีขนาดเล็ก รับซื้อสินค้าอาหารจากท่าน้ำสำคัญๆ มาขายให้แก่ชาวเมืองที่อยู่ในพระนคร หรือแปรสภาพมาจากตลาดน้ำโดยอาจเช่าที่จากเจ้านาย ขุนนาง หรือจากวัด แล้วทำเพิงค้าขายสินค้าประจำ เช่น ตลาดท้ายวัง เป็นต้น

การตั้งหลักแหล่งชุมชนในกรุงเทพฯ ยุคนั้นจึงกระจายไปตามแม่น้ำ คลองสายหลักและคลองเล็กคลองน้อย โดยบ้านเรือนจะอยู่ริมฝั่ง หรือไม่ก็เข้าไปในผืนดินแต่ยังสามารถเชื่อมต่อกับแม่น้ำลำคลองได้สะดวก โดยที่พื้นที่บนบกริมฝั่งแม่น้ำมักเป็นพื้นที่ของวัดและพื้นที่อยู่อาศัยสำหรับวัง เจ้าและบ้านขุนนาง เสนาบดีผู้ใหญ่ ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินพระราชทานให้

    ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ภายหลังสนธิสัญญา เบาว์ริ่ง สยามหันมาค้าขายกับชาวต่างชาติมากขึ้น รูปแบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะการพัฒนาเมืองจากชุมชนชาวน้ำมาเป็นชีวิตเมืองแบบคนบกมากขึ้น

ล่วงมาในสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มมีการตัดถนนหลายสาย ผู้คนย้ายจากน้ำมาอยู่บนบก ถนนจึงกลายเป็นเส้นทางแห่งการค้า มีการย้ายพระราชฐานที่ประทับออกไปรอบนอกและสร้างตึกแถวหันหน้าออกถนนให้ราษฎรเช่าทำการค้าขายบริเวณรอบๆ พระบรมมหาราชวัง แม้จะยังคงมีวังเจ้านายและบ้านขุนนางอยู่บ้าง แต่ก็ลดจำนวนลงมาก

ในส่วนของตลาด ท่าเตียนเป็นตลาดใหญ่ที่สุดสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ตลาดท่าเตียน เป็นตลาดที่อยู่ใกล้พระบรมมหาราชวัง มีพื้นที่ครอบคลุมถึงปากคลองคูเมืองเดิม ซึ่งเป็นตลาดใหญ่อยู่ตรงข้ามกับป้อมวิไชยประสิทธิ์พระราชวังเดิมฝั่งธนบุรี ตลาดนี้เรียกว่า ปากคลอง แต่ ภายหลังคนกลับเรียกว่าปากคลองตลาด

ทั้งท่าเตียนและปากคลองตลาดเป็นที่ที่บรรดาสินค้าจากหัวเมืองทั้งหลาย รวมไปถึงสินค้าที่บรรทุกมาจากสำเภาเมืองจีน สินค้าจากทางเหนือและทางใต้จะต้องมาขนถ่ายกันที่ตลาดนี้ ในย่านท่าเตียนซึ่งทั้งพื้นที่พูดได้ว่าเป็นตลาดนั้น ยังมีตลาดอีกจุดหนึ่งซึ่งแม้ว่าเป็นพื้นที่ไม่ใหญ่นัก แต่ก็อยู่ในความทรงจำของพื้นที่ท่าเตียนนั่นคือ ตลาดมรกฎ

ริมฝั่งเจ้าพระยาบนพื้นที่ “ท่าเตียน” มีชีวิตชีวามาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เชื่อมการค้าบนบกและ ทางน้ำ แม้ซบเซาลง แต่ยังคงความเป็นย่านวัฒนธรรม อีกบทบันทึกการค้าทางเรือที่ถอดเรื่องราวมาเป็นส่วนหนึ่ง ของนิทรรศการความรู้ โดยเชื่อมโยงศึกษาพื้นที่จริง ซองทิพย์ เสริมสวัสดิ์ศรี ผู้อำนวยการฝ่ายมิวเซียมสยาม สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ บอกว่า

“การค้า การศึกษา วัฒนธรรมความเชื่อ มันเป็น สิ่งที่อยู่ในชีวิตของคนเรา ไม่เฉพาะคนไทยด้วย แต่เป็นคนทั่วโลกจึงถอดความเชื่อเหล่านั้นจากชุมชนมาเป็นบทเรียนหรือแบบฝึกหัดมาเป็นนิทรรศการ ท่าเตียนถือว่าเป็นกรณีศึกษาหนึ่งที่มีเนื้อหาที่หยิบยกมา”

 ความเปลี่ยนแปลงของท่าเตียน จากเมืองท่าสู่เมืองเที่ยว

แม้ในยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงในรัชกาลที่ 4 และ 5 ซึ่งมีการค้าขายกับต่างชาติ มีการตัดถนน การใช้รถยนต์ รถราง เข้ามาแทนที่การคมนาคมทางน้ำ มีการพัฒนาตึกแถว ตลาดน้ำเปลี่ยนแปลงมาเป็นตลาดบก แต่พื้นที่บริเวณท่าเตียนยังคงรักษาความเป็นศูนย์กลางทางการค้า ท่ามกลางยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงไว้ได้จนถึงสมัยรัชกาลที่ 9 และแปรเปลี่ยนมากลายเป็นย่านท่องเที่ยว วินเทจสุดฮิปส์ในรัชกาลที่ 10 หรือในปัจจุบัน

กำแหง โตชัยกุล ชาวตลาดท่าเตียนอีกคน ให้สัมภาษณ์ในรายการพินิจนคร ตอน “ท่าเตียน” ว่าท่าเตียนเป็นท่าเรือที่นำไปพระนครศรีอยุธยา ชัยนาท นครสวรรค์ ต้องมาขึ้นเรือที่นี่ทั้งนั้น มีเรือเขียวเรือแดง

“ไปบางบัวทองสมัยก่อนก็ต้องมาขึ้นเรือที่นี่ เมื่อก่อนทางรถไม่สะดวก และเป็นตลาดที่คึกคักมาก เพราะขนส่งสินค้าไปตามริมแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อก่อนสำคัญมาก”

ในวันวานท่าเตียนเคยเป็น 1 ใน 30 กว่าห้างร้านประกอบกิจการน้ำตาลปี๊บในท่าเตียน บอกเล่าผ่านความทรงจำของ อุ่นศักดิ์ ชินอิสระยศ เจ้าของกิจการน้ำตาลปี๊บในตลาดท่าเตียน ที่เก็บที่ใส่น้ำตาลปี๊บใบเก่า ตราประทับบางส่วนของงานทำน้ำตาลบรรจุปี๊บ ซึ่งปัจจุบันเปิดร้านขายของที่ระลึกและบริการที่พักกับนักท่องเที่ยว

“ท่าเตียนที่ขายหลักๆ ก็จะมีน้ำตาล มะพร้าว สังกะสี ข้าวสาร เต้าฮวย ผักผลไม้ และของเบ็ดเตล็ดทุกอย่างจะอยู่ที่ท่าเตียนทั้งหมด แต่หลังจากท่าเตียนอิ่มตัวแล้วก็ย้ายมาที่ปากคลองตลาด”

สุดสวาสดิ์ ศรีเพ็ญเบ็ญจ ชาวตลาดท่าเตียนอีกคน บอกว่าชุมชนแถวนี้จะเป็นพวกค้าขายเกี่ยวกับโชห่วย และขนส่งสินค้าทางน้ำแห่งแรกในกรุงเทพฯ

“สินค้าจากต่างจังหวัดเข้ามากรุงเทพฯ ต้องมาขึ้นที่ท่านี้ พอต่อมาความเจริญเข้ามาชุมชนท่าเตียนก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วแต่ยุคสมัย พอมาถึงยุคนี้ก็ค้าขายทำมาหากินกับนักท่องเที่ยว”

     จากย่านการค้าเก่าสู่ที่แฮงเอาต์กลางกรุง จากศูนย์กลางการค้า วัง วัด ตลาด ในอดีต ย่านเก่าท่าเตียนยังคงเสน่ห์ให้ชาวเมืองหลวงและนักเดินทางเข้ามาใช้พื้นที่เพื่อพักผ่อนหย่อนใจตั้งแต่วันยังค่ำ ด้วยมุมมองของโค้งน้ำเจ้าพระยา ท่าเตียน คือมุมที่มองพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม มหาราชวรวิหารได้สวยงามที่สุดบนเกาะรัตนโกสินทร์

นอกจากย่านท่าเตียนจะเป็นแหล่งรวมอาหารแห้งอาหารสดแล้ว ย่านนี้ยังมีร้านอาหารที่บรรจุเมนูทางเลือกให้นักชิมได้มาสัมผัส ทั้งอาหารสไตล์ยุโรป อาหารไทย และอาหารฟิวชั่น จุดเด่นอยู่ที่ร้านรวงต่างๆ เป็นอาหารในสไตล์โฮมเมด ที่ต้องมาสัมผัสรสและบรรยากาศที่ท่าเตียนเท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็น จักรพงษ์ วิลล่า บูติกโฮเทลแห่งแรก จากวังเก่าที่ได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นตะวันตกเปลี่ยนเป็นบ้านพักรับรองเพื่อนผู้เป็นเจ้าของ กลายเป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจโรงแรมของย่านท่าเตียนที่เปลี่ยนบ้านพักอาคารเก่าให้กลายเป็นที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวที่ซ่อนตัวอยู่ในชุมชนเก่าแก่ของท่าเตียน ตั้งแต่ซอยท่าเตียน ซอยประตูนกยูง ขนานตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา กระทั่งถึงซอยปานสุขและจักรพงษ์ วิลล่า

ไม่ใช่เฉพาะนักเดินทางที่มีท่าเตียนเป็นจุดหมายแรกของการรู้จักพระนคร ท่าเตียนยังเป็นจุดหมายของ “นักดื่ม” ที่เข้ามาใช้เวลาทั้งการทำงานและการพักผ่อน คาเฟ่กว่า 10 แห่ง คือ แหล่งชิลในวันหยุดและเป็นออฟฟิศของมนุษย์ฟรีแลนซ์ในวันทำงาน สำหรับกลางคืนนักดื่มที่หลงใหลความผ่อนคลายจะพบกับเสียงเพลงและบรรยากาศแม่น้ำเจ้าพระยาที่ขนาบด้วยวัด วัง จากบาร์ชั้นดาดฟ้า

ปัจจุบันท่าเตียน จึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวย่านเก่าวินเทจสุดฮิปส์ไปเรียบร้อยแล้ว

ฟื้นเทศกาลข้าวใหม่ ในยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 ธ.ค. 2560 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529929

ฟื้นเทศกาลข้าวใหม่ ในยุคใหม่

ศ.ธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะตัวแทนเครือข่ายวัฒนธรรมข้าว ให้ข้อมูลว่า ในฝั่งคนไทยมีความเชื่อเรื่องความเป็นสิริมงคล เชื่อในเรื่องขวัญดี ขวัญเข้มแข็ง ในช่วงปีใหม่หรืองานมงคลเราจึงมอบ “ของขวัญ” อันมีความหมายลึกซึ้งมากกว่าคำว่า gift ของฝรั่ง ซึ่งมีที่มาจากคำว่า “ให้” ความหมายของไทย คือ การเพิ่มพูนมิ่งขวัญ ความเป็นสิริมงคลแก่ผู้รับ เป็นพื้นฐานของชีวิตคนไทย เราจึงเชื่อว่า “ข้าวมีขวัญ” มีความเป็นสิริมงคลในตัวเอง เห็นได้ว่าชาวนาไทยทำขวัญข้าวฤดูกาลละหลายๆ รอบ เช่น ตอนเริ่มปลูก ตอนข้าวตั้งท้อง ออกรวง ฯลฯ ข้าวจึงมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว หลังฤดูเก็บเกี่ยว ก่อนจะเฉลิมฉลองข้าวใหม่ซึ่งมีความหอมหวานอร่อยมากที่สุด เราต้องถวายข้าวใหม่ให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพระสงฆ์ก่อน นับว่าเป็นการเริ่มเทศกาลข้าวใหม่ แล้วจึงกินข้าวใหม่ในครอบครัวหรือชุมชน และมักจะหาฤกษ์งามยามดีและให้ผู้อาวุโสรับประทานก่อน

วิถีชีวิตผู้คนในสังคมเกษตรคือ ทำงานหนักมากในฤดูเพาะปลูก จับปลาหาผักหญ้า เลี้ยงสัตว์ ล่าสัตว์ เพื่อหาอยู่หากิน เมื่อสิ้นฤดูเก็บเกี่ยวก็จะถือเป็นฤดูแห่งการเฉลิมฉลอง ซึ่งมักจะเกิดตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย. ยาวไปถึงปีใหม่ ทุกสังคมทั่วโลกจึงมีเทศกาลเก็บเกี่ยว (Harvesting Festival) เทศกาลข้าวใหม่หรือผลผลิตใหม่ (New Corps Festival) เทศกาลขอบคุณพระเจ้า

 

 

“งานเทศกาลข้าวใหม่มีกิจกรรมสำคัญ 3 อย่าง คือ กินข้าวใหม่ด้วยตัวเอง กินกับเพื่อนมิตร หรือญาติ หรือครอบครัว ตักบาตรข้าวใหม่ 5 ธ.ค. หรือวันปีใหม่ และมอบของขวัญปีใหม่ด้วยข้าวใหม่”

ด้วยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งการเกษตรให้ความสำคัญในเรื่องการทำเกษตรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาพันธุ์ข้าว ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิตคนไทย เพื่อคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดี ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ และวันพ่อแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในช่วงวาระแห่งการเฉลิมฉลองหลังการเก็บเกี่ยว จึงถือเป็นโอกาสที่จะร่วมทำบุญตักบาตรด้วยข้าวใหม่ เพื่อเพิ่มพระกุศลบารมีของพระองค์และรำลึกถึงกษัตริย์แห่งการเกษตร พระผู้ยังคุณประเสริฐแก่ชาวไร่ชาวนาและพสกนิกรเกษตรกรไทย

การทำบุญตักบาตรข้าวใหม่ เป็นหนึ่งในกิจกรรมเทศกาลข้าวและการรื้อฟื้นวัฒนธรรมข้าวใหม่ เพราะคนไทยมีความเชื่อเรื่องความเป็นสิริมงคล เชื่อในเรื่องขวัญข้าวที่มีความศักดิ์สิทธิ์ หลังฤดูเก็บเกี่ยวก่อนเฉลิมฉลองข้าวใหม่ ซึ่งมีความหอมหวานอร่อยมากที่สุด โดยวันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา “อานันท์ ปันยารชุน” อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีนำประชาชนร่วมพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ โดยพร้อมใจนำอาหารแห้งและข้าวใหม่ที่สิ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวมาร่วมตักบาตร ถวายแด่พระภิกษุเพื่อความมงคล

“ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว หรือช่วงเทศกาลข้าวใหม่ ประชาชนจึงต่างคัดสรรข้าวใหม่ที่มีคุณภาพอย่างข้าวหอมมะลิเกษตรอินทรีย์ กข.105 จากแปลงเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง มาตักบาตรพระสงฆ์ ซึ่งถือเป็นการสร้างสิริมงคลแห่งชีวิต ในวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งมีความหมายถึงการเริ่มต้นสิ่งดี สิ่งใหม่ๆ ในชีวิต” อดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ กล่าว

 

ศ.ธีรยุทธ ตัวแทนเครือข่ายวัฒนธรรมข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า เทศกาลข้าวใหม่เปรียบเสมือนเทศกาลต้อนรับสิ่งใหม่ นำมาซึ่งความปีติ ความหวังใหม่ ความปรารถนาดีต่อกันของผู้คนในสังคม ในเชิงเศรษฐกิจ เห็นได้ชัดจากเรื่องของรายได้ที่เพิ่มขึ้นของชาวนาซึ่งอยู่ในส่วนการผลิต โดยเฉพาะเกษตรกรที่ผลิตระบบอินทรีย์ การรื้อฟื้นสายพันธุ์ข้าวดั้งเดิมที่มีความโดดเด่นเฉพาะ จะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นโดยตรง ทั้งนี้ผลจะปรากฏชัดมากขึ้นเมื่อเทศกาลนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“คนไทยมีการฉลองข้าวใหม่เอามาทำเป็นข้าวหลาม ข้าวจี่ และข้าวสารนำไปถวายวัด เรียกว่า บุญข้าวใหม่ ทานข้าวใหม่ ทางอีสานเรียก วันกุ้มข้าวใหญ่ คือเอาข้าวไปกองรวมกันเพื่อถวายวัด ไว้ช่วยคนจนหรือเป็นค่าใช้จ่ายวัด ฯ ประเพณีหลายอย่างยังทำกันอยู่ ข้าวใหม่เป็นสัญลักษณ์ที่สืบถึงความเป็นมิ่งขวัญ สิริมงคล ความอร่อย ความใหม่ที่สดชื่น เบิกบาน (เด็กท้องนาสมัยก่อนจะรอคอยฤดูกาลข้าวใหม่ด้วยใจจดจ่อ) และงานที่เกี่ยวข้องกับข้าวใหม่ ก็เสริมความสัมพันธ์ของชุมชน คนหนุ่มสาว ค่านิยมที่เคารพนับถือ พระสงฆ์ ผู้หลักผู้ใหญ่ และการแบ่งปันซึ่งกันและกัน

แต่หลายอย่างเลือนหายไป เศรษฐกิจแบบพาณิชยกรรมทำลายความสำคัญของข้าวใหม่ไปหมด คนไทยรู้จักและได้กินแต่ข้าวเก่าไม่กี่สายพันธุ์ โดยทิ้งมรดกพันธุกรรมข้าวที่มีคุณค่าด้านโภชนาการ คุณภาพ ฯ หลายร้อยพันธุ์ทิ้งไป (ซึ่งแต่ก่อนคนไทยจะเลือกปลูกเลือกกินตามที่แต่ละคนชอบ หรือเลือกข้าวบางชนิดไว้ทำอาหารพิเศษ เช่น ขนมจีน ข้าวแช่ ฯ) อาทิ ข้าวที่มีความหอม อร่อย เช่น ข้าวพญาลืมแกง ข้าวพม่าแหกคุก ข้าวหอมทุ่ง ข้าวหอมดง ข้าวมงคล เช่น ข้าวก่ำใหญ่ ข้าวนางคง ฯลฯ ถ้าสังคมไทยปัจจุบันจะร่วมกันจัดเทศกาลข้าวใหม่ ก็จะถือได้ว่าเป็นการช่วงชิงเอาสิ่งมีค่าที่กำลังเลือนหายไปให้กลับมาเพิ่มพูนชีวิตให้มีคุณค่าเพิ่มขึ้นได้”

ขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ทัศนะว่า งานเทศกาลข้าวใหม่ เป็นการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับการทำนาปลูกข้าวมิให้เลือนหายจากสังคมการเกษตร รวมถึงการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองโบราณของไทยมิให้สูญหายไปตามกาลเวลา คณะกรรมการเครือข่ายวัฒนธรรมข้าวจึงริเริ่มการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรทางศาสนา ภาคประชาชน ในการดำเนินกิจกรรมเทศกาลข้าวใหม่ โดยในกิจกรรมจะมีงานในลักษณะต่างๆ เช่น ตักบาตรข้าวใหม่ เทศกาลกินข้าวใหม่ สัปดาห์บุญข้าวใหม่ ตลอดจนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวใหม่ของเกษตรกร เป็นต้น

ตัวแทนชาวนาได้กล่าวถึงความรู้สึกหลังจากได้ร่วมทำบุญตักบาตรข้าวใหม่ วรรณทิภา ปัญญากร หรือแม่ครูดี เกษตรกรจังหวัดลำพูน อายุ 67 ปี พูดถึงวิถีครอบครัวของตนเองว่า รู้สึกตื้นตัน สุขใจ มีความสุขมาก ข้าวใหม่บาตรแรกเมื่อได้มาก็จะหุงให้บิดามารดาได้รับประทานก่อน จากนั้นจะหุงถวายพระ และให้วัด 1 กระสอบ อันเป็นวิถีของครอบครัว และอยากรณรงค์ให้คนหันมากินข้าวใหม่มากขึ้น เพื่อชาวนาสามารถขายข้าวได้เร็ว ไม่ค้างปี ซึ่งต้องอาศัยผู้บริโภคร่วมด้วยช่วยกัน

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันชาวนา คนรุ่นใหม่ ได้ช่วยกันรื้อฟื้นข้าวพันธุ์พื้นเมืองหลากหลายพันธุ์ขึ้นมา โลกทางโซเชียลมีเดียก็ช่วยให้การรื้อฟื้นการกินข้าวใหม่เป็นไปได้ที่เครือข่ายวัฒนธรรมข้าวได้ใช้คำเทศกาลก็มีความสำคัญ เพราะเทศกาลหมายถึงวาระที่ทุกคนตั้งใจ มีความหวัง มีความเปิดกว้างรอคอย แต่บางครั้งถ้าไม่มีเป้าหมายที่ดีก็จะเป็นเทศกาลที่เหลือแต่การสนุกสนานเฮฮา การกินดื่ม

เทศกาลนี้ผูกกับข้าวใหม่น่าจะเป็นประโยชน์หลายทางคือ ประโยชน์ทางจิตใจ ได้ร่วมกันอนุรักษ์มรดกพันธุกรรมข้าวของประเทศ เป็นการร่วมยินดีซึ่งกันและกันกับชาวนา และประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ชาวนาในระดับหนึ่ง ประโยชน์แก่ประเทศไทยด้านการท่องเที่ยว ฯ การกินข้าวใหม่เสริมคุณค่าด้านต่างๆ ให้กับตัวเราเอง และเพิ่มความผูกพันที่ดีกับเพื่อน ญาติมิตร ครอบครัว เช่น การกินข้าวใหม่กับครอบครัวในช่วงเทศกาลปีใหม่ และข้าวเป็นพืชชนิดเดียวที่ผ่านพิธีทำขวัญ จึงมีความเป็นสิริมงคลเพราะจะเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ (คือมอบความเป็นมิ่งขวัญ สิริมงคล ส่วนคำ gift ของฝรั่งหมายถึงการให้อย่างเดียว)

“การรณรงค์กินข้าวใหม่ ตักบาตรข้าวใหม่ ให้ของขวัญข้าวใหม่ ในเทศกาลข้าวใหม่เป็นเสมือนการค้นหาสิ่งดีในอดีตที่ยังเหลือรากเหง้าหรือยังดำรงอยู่ในปัจจุบัน มาให้สังคมได้หยิบฉวยเป็นสมบัติหรืออัตลักษณ์ที่มีค่าของตนเทศกาลข้าวใหม่เกิดขึ้นได้ถ้าคนไทยเห็นข้าวใหม่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของความเป็นคนไทย และมองเห็นเทศกาลเป็นช่วงเวลาที่สังคมจะได้สร้างสรรค์ สร้างความหวัง ความมั่นใจให้ตัวเอง” ตัวแทนเครือข่ายวัฒนธรรมข้าว ปิดท้าย

รักตัวเอง อย่าลืมไปเช็กอัพสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 ธ.ค. 2560 เวลา 10:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529939

รักตัวเอง อย่าลืมไปเช็กอัพสุขภาพ

นพ.ณัฐพล ประจวบพันธ์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพและอาชีวอนามัย โรงพยาบาลวิภาวดี ให้คำแนะนำในงาน “V Health Fair 2017 ช็อปเพื่อสุขภาพ” ว่า การดูแลสุขภาพให้มีความสมบูรณ์และแข็งแรงอยู่เสมอต้องประกอบไปด้วย การดูแลส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค ซึ่งมีองค์ประกอบหลักๆ คือ 1.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตที่ไม่ดี เพื่อป้องกันโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อ ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ความดัน หัวใจ หลอดเลือดสมอง มะเร็ง

การตรวจสุขภาพประจำปี เป็นสิ่งสำคัญที่คนเรามักจะละเลย บางคนเลือกที่จะหนีความจริง เพราะกลัวผลการตรวจจะพบว่าตัวเองกำลัง “ป่วย” ขณะที่หลายคนอ้างว่าไม่มีเวลา ทั้งที่จริงๆ แล้ว ถ้าเปิดใจให้กว้างจะพบว่า “การตรวจสุขภาพ” ก็เหมือนการเอารถไปเช็กระยะ เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ หากพบความผิดปกติจะได้แก้ไขได้ทัน ลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ถัดมาคือ ดูแลเรื่องอาหาร ต้องลดอาหารหวาน มัน เค็ม หลีกเลี่ยงอาหารไหม้ เกรียม สุกๆ ดิบๆ เพิ่มอาหารประเภทผัก ผลไม้ควบคู่ไปกับการดูแลอารมณ์ อย่าเครียด ไม่ละเลยการออกกำลังกาย เพราะนอกจากจะช่วยควบคุมน้ำหนักตัวแล้ว ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลไขมัน ความดัน ให้ดีขึ้นตามมาด้วย สำหรับใครที่ไม่มีเวลาจริงๆ แนะนำให้ออกกำลังให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาที อาทิตย์ละ 3 ครั้ง

“ใครที่ยังสูบบุหรี่ แนะนำว่าควรหลีกเลี่ยง เพราะนอกจากจะเป็นต้นเหตุของภาวะของโรคถุงลมโป่งพองและมะเร็งปอดแล้ว ยังมีความสัมพันธ์กับโรคภาวะหัวใจขาดเลือดอีกด้วย นอกจากนี้ยังรวมถึงการดื่มสุราถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง”

สร้างเกราะคุ้มกันให้ร่างกายแล้ว ต้องไม่ลืมการป้องกัน นพ.ณัฐพล เน้นย้ำถึง “การรับวัคซีน” ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย ตลอดจนการตรวจคัดกรองสุขภาพ ว่าเป็นกระบวนการดูแลตัวเองแบบป้องกันที่ตอบโจทย์คนยุคนี้มากขึ้น เป็นการรักษาตั้งแต่ต้นเหตุ ค้นหาโรคหรือภาวะผิดปกติตั้งแต่ในระยะแรกเริ่ม จะได้ป้องกันและรักษาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ พร้อมหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงก่อนที่จะเป็นโรคร้ายแรง ข้อดีคือ ช่วยลดอัตราการป่วย และอัตราการเสียชีวิตได้เป็นอย่างดี โดยการคัดกรองนี้แบ่งออกเป็น โรคที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับการทำงาน และโรคที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงาน

 

 

 

สำหรับโรคที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับการทำงาน ได้แก่ โรคเรื้อรังต่างๆ รวมถึงโรคมะเร็ง สิ่งสำคัญ คือ เราต้องรู้ก่อนว่าเรามีปัจจัยเสี่ยงอะไร โดยแพทย์จะทำการซักประวัติถึงปัจจัยเสี่ยง และจะดีไซน์รายการตรวจสุขภาพที่เหมาะกับเรามากที่สุด ส่วนโรคที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานยกตัวอย่างเช่น กลุ่มคนทำงานที่ต้องสัมผัสกับเสียงดัง ถ้าทำไปนานๆ หลายๆ ปี วันหนึ่งอาจเกิดภาวะหูดับ หูตึงจากการสัมผัสเสียงได้ หรือพนักงานออฟฟิศที่นั่งโต๊ะทำงานทั้งวัน พอทำไปสักพัก ปวดหลัง ปวดต้นคอ ปวดเอว นิ้วล็อก การตรวจในลักษณะนี้แนะนำให้ตรวจกับแพทย์เฉพาะทางจะได้ผลที่แม่นยำ เพื่อหาแนวทางรักษาอย่างตรงจุด

สัญญาณเตือนช่องปากมีปัญหา

มูลนิธิทันตสาธารณสุข ภายใต้การดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุข ระบุถึง 5 สัญญาภายในช่องปากที่ทุกคนควรสังเกตเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลทำความสะอาดช่องปากก่อนจะสายเกินแก้

1.มีกลิ่นปากโดยหาสาเหตุไม่ได้ ต่อให้เพิ่งแปรงฟันเสร็จ ยังคงรู้สึก ถึงกลิ่นปากที่ลอยออกมาทุกครั้งที่พ่นลมหายใจหรือพูดกับคนรอบข้าง

2.สีฟันขุ่นมัว ดูเหลือง ไม่ขาวสะอาด ทุกครั้งที่ส่องกระจกหลังแปรงฟันเสร็จ ยังเห็นสีฟันเหลืองชัดเจนอยู่

3.คราบพลักเกาะอยู่บนผิวฟัน หลังจากแปรงฟันเสร็จแล้ว ยังรู้สึกเหมือนมีแผ่นฟิล์มเหนียวๆ ติดอยู่บนฟัน

4.โรคฟันผุ ทั้งที่แปรงฟันเป็นประจำ แต่ยังปวดฟันอย่างหาสาเหตุไม่ได้ และฟันเริ่มเป็นรูจุดดำเล็กๆ

5.เหงือกอักเสบและเป็นแผล สังเกตว่าเหงือกบวม แดง หรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างแปรงฟัน

ก่อนที่ปัญหาสุขภาพในช่องปากจะบานปลาย แนะนำให้หันมาใส่ใจกับการดูแลสุขภาพปาก เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปรงสีฟัน เพราะจากผลการวิจัยของออรัล บี พบว่า แปรงสีฟันที่ใช้ทุกวันไม่ควรใช้งานเกิน 3 เดือน เนื่องจากแปรงสีฟันเป็นแหล่งสะสมของของแบคทีเรีย ไวรัส และสิ่งสกปรกต่างๆ นับล้านชนิด และเมื่อเราใช้ทำความสะอาดเช้า-เย็น เท่ากับว่าเรากำลังเอาแบคทีเรียและสิ่งสกปรกเข้าไปสู่ร่างกาย หรือบางครั้งขนแปรงที่บานจนขาดประสิทธิภาพในการทำความสะอาดเศษอาหารและสิ่งสกปรกตามซอกเหงือกและฟัน ทำให้สิ่งสกปรกตกค้าง และเกิดการหมักหมมภายในช่องปากได้

ศิลปะร่วมสมัย บนซองจดหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 ธ.ค. 2560 เวลา 10:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529622

ศิลปะร่วมสมัย บนซองจดหมาย

โดย  สมแขก ภาพ : The National Gallery of Thailand

ถ้าคุณสนใจในงานศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ จะขอจูงมือเพื่อไปชมนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยบนซองไปรษณีย์อากาศระหว่างประเทศ (Par Avion Air-Mail Contemporary Art) นิทรรศการศิลปะที่มีชื่อ และแนวคิดที่แปลกใหม่และน่าสนใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะในรูปแบบและมิติของงานศิลปะร่วมสมัยด้วยการนำเอาการสื่อสารไปรษณีย์แบบดั้งเดิมผนวกกับการสื่อสารสมัยใหม่ในการใช้แอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือมาใช้เป็นสื่อประกอบในการดำเนินการเพื่อสร้างผลงานของศิลปิน

จุดเริ่มต้นของโครงการศิลปะร่วมสมัยบนซองไปรษณีย์อากาศระหว่างประเทศในครั้งนี้ เกิดจากการรวมตัวกันเฉพาะกิจของกลุ่มศิลปินนานาชาติเป็นความร่วมมือทางด้านศิลปะจากประเทศไทย สมาพันธรัฐสวิส สาธารณรัฐฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา จำนวน 25 ท่าน เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือน ก.ย. 2558 มีจุดมุ่งหมายในการนำเสนอมุมมองใหม่แห่งการสร้างสรรค์ศิลปะ โดยอาศัยความแตกต่างห่างไกลด้านภูมิลำเนาของศิลปินแต่ละคน

แนวคิดของโครงการนี้คือให้ศิลปินในกลุ่มแต่ละคนส่งซองจดหมายเปล่าปิดแสตมป์ เขียนชื่อที่อยู่ ส่งถึงกันโดยทางไปรษณีย์ไปยังสมาชิกกลุ่มทุกๆ คน คนละ 1 ฉบับ ดังนั้นศิลปินแต่ละคนจะได้รับซองจดหมาย จำนวน 24 ฉบับ

การเดินทางของซองเหล่านี้ผ่านระยะทางที่ยาวไกล ระหว่างการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล เป็นระยะทางกว่า 9,000 กิโลเมตร อาจเกิดรอยพับ รอยยับ รอยย่น รอยเปรอะเปื้อน หรือรอยขีดข่วนปรากฏบนซองจดหมาย สิ่งนี้เสมือนเป็นการเล่าเรื่องราวของการผจญภัยถ่ายทอดบันทึกการเดินทางอันไกลโพ้นของซองจดหมายแต่ละฉบับก่อนถึงจุดหมายปลายทาง จนในที่สุดซองเหล่านั้นก็นำมาเป็นซองกระดาษเพื่อใช้เป็นวัสดุหลักสำหรับสร้างงานศิลปะในนิทรรศการครั้งนี้ของตัวศิลปินนั่นเอง

ในแง่ของแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานปราศจากข้อจำกัดจำเพาะที่ตายตัว ศิลปินแต่ละคนสามารถใช้เทคนิคและแนวทางการสร้างสรรค์เฉพาะตนได้อย่างอิสระบนซองจดหมาย ซึ่งข้อจำกัดอย่างเดียวคือขนาดของซองจดหมาย นั่นทำให้ศิลปินได้สร้างสรรค์งานของแต่ละคนในแบบที่ต่างกัน ตามความถนัดทั้งจากจินตนาการและความเชื่อ อันมีพื้นฐานจากความหลากหลายของวัฒนธรรมและจากฝีมืออันล้ำเลิศของศิลปินในสาขาต่างๆ

ความน่าสนใจยิ่งอีกประการหนึ่งในนิทรรศการนี้ คือ การกำหนดหัวข้อย่อยในนิทรรศการ โดยการอ้างอิงอภิธานศัพท์ภาษาละติน ที่นิยมใช้ในปรัชญาตะวันตก เช่น Ephemeral (สิ่งที่ไม่จีรัง) Omnia (สรรพสิ่ง) Pseudo (การหลอกลวง) ซึ่งสามารถร้อยเรียงและเชื่อมโยงชิ้นงานจัดแสดงกับสภาพความเป็นไปต่างๆ ของโลกรอบตัวศิลปินได้เป็นอย่างดี

โครงการนำเสนอศิลปะที่สะท้อนให้เห็นความหลากหลายของชิ้นงาน จากความรู้ความเข้าใจและพื้นฐานทางขนบธรรมเนียม รวมกับพื้นฐานศิลปะจากหลายถิ่นที่อยู่ เป็นการแสดงถึงสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของศิลปินจากแต่ละแห่งที่มา การใช้วัสดุสร้างงานหลากหลายรูปแบบทั้งใช้สีน้ำ หมึกดำ สีอะครีลิก ดินสอสี ถ่านชาร์โคล ภาพตัดกระดาษ รวมถึงภาพถ่ายจากกล้องถ่ายรูป บวกกับการนำการสื่อสารสมัยใหม่ของแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือมาใช้ในโครงการนี้ ทำให้ศิลปินสามารถรับรู้และเห็นผลงานของแต่ละบุคคลได้ ตลอดระยะเวลาการทำงานร่วมกันจึงก่อเกิดความกลมกลืนของผลงานร่วมกัน ซึ่งนำไปสู่ความสมบูรณ์แบบของภาพรวมในการแสดงนิทรรศการศิลปะ โครงการศิลปะร่วมสมัยบนซองจดหมาย ไม่เพียงเป็นนิทรรศการงานศิลปะอันมีรูปแบบที่หลากหลายทางความคิดและการแสดงออกของผลงานจากศิลปินนานาชาติออกสู่สายตาผู้เข้าชมงานและผู้หลงใหลในงานศิลปะเท่านั้น ตัวศิลปินผู้สร้างสรรค์ชิ้นงานยังได้สนุก ผู้ชมยังได้รำลึกถึงวิธีสื่อสารแสนคลาสสิกอย่างซองจดหมายด้วย

มากกว่าการสื่อสารก็คือศิลปะที่ควบรวมมากับวิธีการสื่อสารแสนคลาสสิกนี่แหละ นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยบนซองไปรษณีย์อากาศระหว่างประเทศ (Par Avion Air-Mail Contemporary Art) จัดแสดงระหว่างวันที่ 6-28 ธ.ค. 2560 ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน 1-4 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า เปิดทำการทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 09.00-16.30 น. (หยุดวันจันทร์-อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) อัตราค่าเข้าชม : ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท นักเรียน นักศึกษาเข้าชมฟรี โปรดแสดงบัตรประจำตัวนักศึกษา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-281-2224

พรมณี คุณสิริประภารัตน์ ‘พักขา…แล้วไปต่อให้ถึงเป้าหมาย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 ธ.ค. 2560 เวลา 10:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529620

พรมณี คุณสิริประภารัตน์ 'พักขา...แล้วไปต่อให้ถึงเป้าหมาย'

โดย ปอย ภาพ : เพจ Kunmong

เป้าหมายคือสนามฟูลมาราธอน วิ่งระยะ 42 กม. เพื่อพิสูจน์ตัวเองด้วยสองขาเรียว และแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จูน-พรมณี คุณสิริประภารัตน์ เคยตั้งปณิธานอย่างนั้น และเวลานี้ก็ยังไม่แปรเปลี่ยน สาวหมวยนักวิ่งใช้ชื่อกลุ่มว่า “นักวิ่งเพื่อความบันเทิง” สังกัดทีมวิ่งที่น่ารัก ซึ่งจูนมีโอกาสได้ไปร่วมทีมด้วย ชื่อทีม HYB Team (ไฮว์ฟ ทีม) ทีมรวมสาวๆ นักวิ่งทั้งเท่ และสตรอง

จูน พรมณี เป็นนักวิ่งขึ้นแท่นคว้ารางวัลมาหลายสนาม วิ่งมาได้ 2 ปีกว่า เริ่มติดถ้วยรางวัลช่วงปลายปีที่แล้ว จนถึงตอนนี้ก็ได้ถ้วยรางวัลมา 17 สนาม และอีก 2 สนาม ไม่ติดถ้วย แต่ได้รางวัลติดอันดับ Top 50 หญิง อันดับที่ 35 จากงาน EmQuartier Together Run 2017 และ Top 100 หญิง อันดับที่ 39 จากงาน Samsung Galaxy 10K Thailand Championship  2017

“ถ้าถามว่าภูมิใจสนามไหน ก็ต้องบอกว่าภูมิใจทุกสนามที่ได้ลงแข่งเลยค่ะ เพราะทุกๆ สนามเราจะตั้งใจวิ่งให้ดีที่สุดทุกสนาม แม้ไม่ได้ไปแข่ง แต่ไปทำหน้าที่ Pacer นำเวลานักวิ่ง จูนก็จะทำเต็มที่ตลอดค่ะ แต่ถ้าถามว่าสนามไหนภูมิใจที่สุด คงจะเป็นงาน “วิ่ง ‘เลย’ มั้ย Chiang Khan Super Half Marathon 2017” ระยะทาง 25 กม. ได้รับรางวัล Overall หญิง อันดับที่ 1 ค่ะ ภูมิใจมาก เพราะไม่เคยคิดว่าจะได้รางวัลถึง Overall เลยค่ะ ซึ่งเป็นสนามแรกที่ได้ Overall และเป็นสนามโหดที่สุดเท่าที่เคยวิ่งมาของตัวเองด้วยค่ะ

 สนามล่าสุด งานวิ่ง Centrum Caltrate Run สะพานพระราม 8 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ย.ปีนี้ เป็นงานวิ่งแรกหลังจากพักขาที่บาดเจ็บมาแล้ว 1 เดือนค่ะ วิ่งระยะ 10 กม. ซึ่งตอนตัดสินใจลงสนามก็คิดว่าจะไปวิ่งสบายๆ ไม่หวังรางวัล อาการเจ็บเพิ่งดีขึ้น แต่พอวิ่งเข้าเส้นมา ติดอันดับ 5 กลุ่มอายุ 20-34 ปีหญิง ได้ถ้วยกลับมาค่ะ

สาเหตุการบาดเจ็บ ลงงานวิ่งติดกันเกินไป แล้วสนามลงแข่งไม่ได้เป็นถนนธรรมดา มีวิ่งขึ้นลงเขาด้วย จูนวิ่งเร็วทุกงาน กล้ามเนื้อขาระหว่างวิ่งทางราบกับทางเนินใช้คนละส่วนกันค่ะ เราซ้อมวิ่งแต่ทางราบ ไม่ถนัดเขา จึงบาดเจ็บได้ง่าย และไม่ได้รับการพักที่ดี หรือไม่มีเวลาให้กล้ามเนื้อได้ฟื้นฟูเลย ทำให้เราบาดเจ็บสะสม เวตน้อย วิ่งอย่างเดียว กล้ามเนื้อสะโพกซ้ายไม่แข็งแรง พอลงงานวิ่งสนามโหดๆ เลยบาดเจ็บได้ง่าย แล้วไม่ยอมหยุดพัก จึงสะสมจนอาการหนักขึ้น สุดท้ายก็ต้องพักจริงจังค่ะ”

ฝีเท้าวิ่งเร็วได้ ใส่เต็มได้ การบาดเจ็บจึงเป็นของคู่กับนักกีฬาพลังชัด เป้าหมายชัด ซึ่งเป็นสไตล์การวิ่งของ จูน พรมณี แต่เมื่อร่างกายส่งสัญญาณช่วงเวลาพักจึงต้องมีสักระยะ เพื่อก้าวต่อไปให้แกร่งยิ่งขึ้น

“บาดเจ็บก็วิ่งแรงมากไม่ได้ ใส่เต็มที่ไม่ได้ เพราะถ้าวิ่งเร็วแบบทุกครั้ง อาจจะเจ็บหนักเพิ่มขึ้นไปอีก แล้วอาจจะต้องพักนานขึ้นอีก จึงต้องวิ่งแบบเซฟๆ ระวังๆ ค่ะ ถึงพักมาได้ 1 เดือนแล้ว แต่ก็ยังไม่หายดี ตอนเริ่มวิ่งก็มีความกังวล กลัวบาดเจ็บเพิ่ม ตอนปล่อยตัวก็จะพยายามวิ่งช้าๆ ประคองขา ดูอาการแล้ววิ่งไปเรื่อยๆ สบายๆ ตอนวิ่งไม่เจ็บ รู้สึกดีมากที่ได้กลับมาวิ่งอีก มีความสุข เน้นความสนุก พอให้หายคิดถึงค่ะ

วางแผนในการวิ่งต่อไป หลังจากวิ่งงาน Centrum Caltrate Run แล้ว ก็ยังไม่หายดีค่ะ มีอาการอยู่บ้าง ช่วงนี้จูนไม่ลงงานวิ่งเลย กลัวลงสนามแล้วอดใจไม่ไหว จะวิ่งเร็วอีก ขอพักงานวิ่งอีกสักเดือนหนึ่งคงจะดีกว่า ลงงานบางแสน 42 กม. ไว้ค่ะ แต่บาดเจ็บอยู่ และระยะฟูลไม่ใช่ระยะที่ดีต่อร่างกาย ถ้าหากไม่ได้ซ้อม ก็ไม่ควรวิ่งค่ะ

ก็จะไปเชียร์เพื่อนๆ นักวิ่งแทน ซึ่งระหว่างนี้ก็พักเวตขาวนไปค่ะ มีซ้อมวิ่งเบาๆ บ้าง เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นอีก เพราะหลังจากพักครั้งนี้มีงานวิ่งรออยู่หลายงาน แต่งานที่เป็นเป้าหมายที่สุดและต้องซ้อมจริงจัง คือ งานวิ่งบุรีรัมย์ 2018 กับระยะ 42 กม.ค่ะ ถือเป็นฟูลสนามที่ 3 ของตัวเอง และต้องการไปทำ New PB (สถิติเวลาเร็วที่สุด) ใหม่ที่สนามนี้ด้วยค่ะ”

จากนักวิ่งติดถ้วย แล้วต้องมาหยุดวิ่ง รู้สึกอย่างไรบ้าง พรมณี บอกรู้สึกอึดอัดแน่นอน

“อยากวิ่ง แต่ก็ทำไม่ได้ ถ้าดื้อ ไม่เชื่อฟังคุณหมอ ถ้าไปลงสนามวิ่งตามแผนงานวิ่งที่ลงไว้ ก็อาจจะหายช้าและเจ็บนานยิ่งขึ้น ก็คิดตลอดว่าถึงไม่ได้วิ่ง แต่ก็ได้เวตขาแทน ถือว่าเป็นการพักขาจากที่ใช้งานหนักๆ ให้มันฟื้นฟู จะได้แข็งแรงขึ้น

จูนมีอาการบาดเจ็บผิวกระดูกอ่อนใต้เข่าซ้าย เนื่องจากการวิ่งเร็วติดกันบ่อยๆ และสะโพกซ้ายไม่แข็งแรง คุณหมอรักษาด้วยการบอกให้พักงานวิ่งค่ะ แล้วก็หยุดการวิ่งเร็วมากๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อที่บาดเจ็บรักษาได้เต็มที่ เน้นว่าห้ามกระโดดเด็ดขาด เพราะการกระโดดอาจเกิดการกระแทกทำให้บาดเจ็บซ้ำค่ะ ระหว่างพักก็ไม่ใช่ว่าอยู่เฉยๆ แต่ต้องเวตขาเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อด้วย ต้องบริหารบ่อยๆ ถ้าอยากหายไวๆ ต้องไม่ดื้อค่ะ ถ้ารู้สึกว่าพอวิ่งได้แล้ว ให้วิ่งเบาๆ ก่อน เหมือนเราเริ่มวิ่งใหม่ๆ ค่อยเป็นค่อยไปค่ะ มีนักกายภาพคอยแนะนำตอนเวตค่ะ

สิ่งสำคัญของนักวิ่ง นอกจากซ้อมวิ่งให้ดีแล้ว การวอร์มก่อนวิ่ง การยืดเหยียดหลังวิ่งก็สำคัญ และสิ่งที่ควรทำเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงก็คือการเวตขาค่ะ สำคัญมาก”

ข้อคิดที่ได้จากการพักครั้งนี้ พรมณี บอกทำให้รู้ว่าร่างกายที่เราคิดว่ามันแข็งแรง แต่จริงๆ มันอ่อนแอก็ได้นะ การซ้อมวิ่งอย่างเดียว เวตน้อย ทำให้กล้ามเนื้อสะโพกไม่แข็งแรง แล้วการใช้งานขาหนักเกินไป ลงงานวิ่งเยอะๆ ติดๆ กันเกินไป ก็ควรเปลี่ยนแนวเลือกสนามที่ตั้งใจ ไม่ยึดมั่นและเปลี่ยนแปลงได้เสมอ มุ่งเป้าหมายที่อยากวิ่งจริงๆ และซ้อมให้ดีๆ เลย น่าจะดีกว่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือการได้จากการวิ่ง