ขอออกแบบชีวิตตัวเอง อนุชิต ใจสุทธิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 ธ.ค. 2560 เวลา 09:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529612

ขอออกแบบชีวิตตัวเอง อนุชิต ใจสุทธิ

โดย วราภรณ์

จะดีแค่ไหน หากเราสามารถออกแบบชีวิตตนเองได้ว่า อยากละทิ้งชีวิตต้องเผชิญกับรถติดในกรุงเทพมหานคร และกลับไปพลิกฟื้นที่ดินของครอบครัวให้กลายเป็นอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว แล้วยังสร้างรายได้ให้ชาวบ้านในพื้นถิ่นด้วยการนำความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมากลับไปพัฒนาทำเป็นโฮมสเตย์เล็กๆ ฝีมือ อนุชิต ใจสุทธิ ชายหนุ่มวัย 31 ปี เจ้าของปากคลอง โฮมสเตย์ จ.จันทบุรี ที่อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครราว 300 กิโลเมตร ในช่วงวันธรรมดาวันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี อนุชิตเลือกใช้ชีวิตเป็นคุณครูจิตอาสาสอนรักบี้ให้รุ่นน้องที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ควบคู่กับการบริหารรับจองบ้านพักของตัวเอง ส่วนสุดสัปดาห์เขาจะกลับมาบริหารโฮมสเตย์ของตนเอง เป็นการใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามหลักทฤษฎีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่นำความสุขมาสู่ครอบครัวอย่างยั่งยืน

ทำตามความฝันกลับมาดูแลแม่

อนุชิตเล่าว่า โฮมสเตย์จำนวน 10 ห้องปลูกรอบๆ บ่อน้ำกร่อยที่อดีตเคยใช้เลี้ยงกุ้ง แต่ปัจจุบันนำมาเลี้ยงปลา บนพื้นที่ 6 ไร่เศษของคุณแม่ (กิ่งดาว ใจสุทธิ) ซึ่งเป็นโครงการที่เขาคิดฝันไว้ว่าอยากกลับมาพัฒนาที่ดินของตัวเอง ทำมาได้เกือบ 2 ปีแล้ว โดยอนุชิตเป็นทั้งเจ้าของและบริหารจัดการเองทั้งหมด

“โฮมสเตย์ของผมอยู่ในหมู่บ้าน ผมพยายามสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน เสาร์อาทิตย์ผมจะมีนั่งร้านให้ชาวบ้านเอาพืชผักของตัวเองมาขายให้กับนักท่องเที่ยวหรือหากมีนักท่องเที่ยวมาพักผมจะจ้างชาวบ้านที่เป็นเจ้าของเรือให้พานักท่องเที่ยวล่องเรือชมป่าชายเลน ชาวบ้านก็จะมีรายเพิ่มด้วยการขยันและลงมือทำ โดยแนวคิดเริ่มแรกทั้งหมดผมได้มาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง”

ขณะที่เขาคิดก่อร่างสร้างโฮมสเตย์อยู่นั้น เขายังทำเป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์และกีฬาให้เด็กๆ ที่โรงเรียนวชิราวุธฯ แต่เขามองเห็นว่าพื้นที่นี้ที่เป็นของคุณแม่ที่มีอยู่ 6 ไร่ ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์

“ตอนผมเด็กๆ แม่เคยทำบ่อกุ้งซึ่งดีมาก แม่จึงสามารถส่งผมเรียนโรงเรียนวชิราวุธฯ ได้ตั้งแต่ประถม 3 โดยอยู่ประจำ แต่ระยะหลังๆ ธุรกิจไม่ดีแม่จึงปล่อยเป็นพื้นที่ว่างเปล่ามา 20 ปีแล้วเพราะบ่อกุ้งไม่ทำกำไรให้เหมือนเดิม โดยผมไปเรียนกรุงเทพฯ อยู่แบบประจำและได้กลับบ้านช่วงหยุดยาวๆ ตอนนั้นก็คิดถึงบ้าน แต่ร้องไห้ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวคนกรุงเทพฯ จะมองว่าเราอ่อนแอต่อหน้าเพื่อนผมก็ไม่ร้องไห้ พอเริ่มสนิทกับเพื่อนๆ ก็เริ่มมีความสุขไม่ได้กลับบ้านก็ไม่เป็นไร”

หลังจากบ่อกุ้งไม่เวิร์ก คุณแม่ของเขาก็ไม่ได้ทำอะไร แม่ออกไปรับจ้างคัดไซส์มังคุดที่สวนในอำเภอใกล้ๆ บ้าน ซึ่งเป็นงานที่หนักและเหนื่อยเกินไป อนุชิตจึงหันกลับมามองว่า พื้นที่ของแม่สามารถทำประโยชน์อะไรได้บ้าง เขาเริ่มมองไปที่ทฤษฎีเศษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ให้เริ่มทำจากสิ่งเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยาย เขาจึงเริ่มพัฒนาที่ดินรกร้างของตนเองปรับพื้นที่บ่อ ปล่อยสัตว์น้ำในบ่อก่อน แล้วค่อยๆ ปรับดินเค็มที่ใช้เลี้ยงกุ้ง รอให้ดินจืดราว 1 ปี พร้อมๆ กับปลูกผักสวนครัวควบคู่ไป ปลูกเสร็จหากได้ผลผลิตมากกินไม่หมดภายในครัวเรือน ได้ผลผลิตพอกินแล้วให้แบ่งแจกจ่ายให้เพื่อนบ้านบ้าง ในขณะที่ปรับปรุงสภาพดินเขาลงทุนเปิดร้านอาหารเล็กๆ ในตัวเมืองจันทบุรีเพื่อเก็บเงินก้อนและให้รู้ระบบของการมีธุรกิจของตัวเอง พอบริหารร้านอาหารถึงจุดที่เจ้าของที่ไม่ให้เช่าร้าน เขาจึงนำเงินทุนที่ได้กลับมาค่อยๆ สร้างโฮมสเตย์เริ่มแรกจำนวน 6 หลัง โดยให้บริการอาหารครบ 3 มื้อ ซึ่งตรงตามจุดประสงค์หลักของการพัฒนาที่ดินตัวเองให้เกิดเป็นรายได้ เพราะเขาอยากให้แม่อยู่ในหมู่บ้านไม่ต้องออกไปทำงานนอกหมู่บ้านไกลๆ อีกแล้ว

สร้างโฮมสเตย์ด้วยเงินสด 3 ล้านบาท

อนุชิต กล่าวว่า การจะพัฒนาคนพัฒนางานให้ชุมชนท้องถิ่น ต้องคิดให้ถ้วนถี่ รอบคอบและมีการวางแผนที่ดี ไม่กู้ ไม่ลงทุนเกินตัวเพื่อความไม่เครียด ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ เก็บออมและเพื่อให้เกิดความสุข ซึ่งเป็นหลักคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทั้งหมด

“เริ่มแรกผมเริ่มสร้างบ้านหลังเล็กๆ จำนวน 6 หลัง ด้วยเงินทุนประมาณ 3 ล้านที่เป็นเงินเย็นของผมกับแม่รวมกัน ค่อยๆ ลงทุนกับแฟนด้วย เราเริ่มลงทุนเมื่อปี พ.ศ. 2558 พอเริ่มได้กำไรเราก็สร้างต่อไปเรื่อยๆ จนมี 10 หลัง โดยการดีไซน์บ้านพักผมออกแบบเองให้มีกลิ่นอายโมเดิร์นแต่เรียบง่าย เห็นที่อื่นออกแบบให้มีเปลเอาไว้หน้าห้อง ประกอบกับเราเป็นหมู่บ้านชาวประมง ผมจึงนำตาข่ายดักปลามาทำเป็นเปลนอนนอกชาน ซึ่งลูกค้าชอบ”

เมื่อค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ สร้างจากเงินออม ทำอะไรแต่พอดีตัว จึงไม่ต้องกู้เงิน เกิดอิสระทางการเงินซึ่งส่งผลดีคือ อนุชิตเกิดความสุข ไม่ต้องเครียดเรื่องการส่งดอกเบี้ยให้ธนาคาร กินอยู่โดยยึดหลักพอมีพอกิน ก็สุขได้

แบ่งภาคทำงานอื่นๆ เพื่อ “ให้”

นอกจากบริหารโฮมสเตย์จำนวน 10 หลังควบคู่กับการเลี้ยงปลาพันธุ์ต่างๆ ในบ่อและปลูกผักแล้ว เขายังแบ่งเวลาไปช่วยสอนที่วชิราวุธฯ เพื่อสำนึกตอบแทนในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 6 ที่ทรงก่อตั้งโรงเรียนมาให้เด็กๆ ได้เรียนหนังสือด้วยค่าเทอมที่ไม่แพงนัก

“ผมรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 6 มาโดยตลอด เพราะผมเริ่มเรียนที่นี่ตั้งแต่ประถม 3 จนจบมัธยม 6 แล้วค่อยศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ เมื่อเรียนจบผมจึงกลับไปเป็นครูที่วชิราวุธฯ สอนวิชาคณิตศาสตร์ให้เด็กชั้นประถม 4 ถึงประถม 6 ตอนเย็นสอนกีฬารักบี้ควบคู่ไปด้วย แล้วผมยังเคยเป็นนักกีฬารักบี้ทีมชาติไทยตั้งแต่อายุ 20-29 ปี แต่ผมเป็นคุณครูได้ 2 ปีก็กลับมาพัฒนาที่ดินของแม่ แต่ว่างๆ จากการทำโฮมสเตย์ปัจจุบันผมก็กลับไปเป็นครูอาสาสอนน้องๆ เล่นรักบี้ช่วงเลิกเรียนวันจันทร์ถึงพฤหัสครับ”

ด้วยค่าที่อยู่กรุงเทพฯ มาตั้งแต่เด็กๆ พอได้กลับมาพัฒนาบ้านเกิด ได้อยู่ในวิถีชนบททำให้เขาค้นพบความสุขขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสุขกายและสุขใจ อยากได้อะไรก็ไม่ต้องใช้เงินอยากกินปลาก็ไปจับในบ่อของเขา เพราะในบ่อเขาเลี้ยงทั้งปลากะพงและปลาเก๋า อีกทั้งยังเลี้ยงปูทะเลอีกด้วย เพียงพอกับการกินในครัวเรือนและใช้กับธุรกิจของเขาได้อีกด้วย

ความต่างของการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ คือต้องรีบทุกอย่าง เพราะผมได้รับการปลูกฝังว่า ทำอะไรต้องเป็นเวลาเป๊ะๆ ระเบียบต้องตรงต่อเวลา แต่อยู่ที่บ้านเราอยากทำอะไรก็ทำ ตอนเช้าศุกร์เสาร์อาทิตย์ตื่นมาอยากปลูกผัก เราก็ปลูก อยากให้อาหารปลาเราก็ให้เวลาไหนก็ได้ จากนั้นถ้าอยากพักผ่อนเราก็ทำได้ ชีวิตอิสระ หรืออยากดูวิวัฒนาการของปลาต้นไม้ ก็ได้เดินดูได้ชื่นชมได้ศึกษาการพัฒนาการปลูกผักวิธีใหม่ๆ จากอินเทอร์เน็ต อยากปลูกมะละกอก็ปลูก เราไม่ได้เป็นชาวไร่แต่ผมชอบเรียนรู้ซึ่งวิถีชีวิตที่บ้านมันสนุก ซึ่งรวมผมอยู่กรุงเทพฯ 20 กว่าปีเบื่อปัญหารถติดมาก จนถึงจุดหนึ่งที่รู้สึกอิ่มตัวจึงกลับมาพัฒนาบ้านตัวเองดีกว่า

แต่ตอนนี้ผมสามารถออกแบบชีวิตตัวผมเองได้ว่าวันธรรมดาจันทร์ถึงศุกร์ผมอยู่กรุงเทพฯ เพราะแขกที่มาพักที่โฮมสเตย์มีน้อย และผมจะกลับบ้านที่จันทบุรีวันศุกร์ช่วงเย็นเพราะลูกค้าเริ่มเข้ามาพัก เสาร์อาทิตย์ผมตื่นเช้าทำสวนปลูกขิง ข่า ตะไคร้ ถั่วพู ฟักยาว ดอกแค มะพร้าว มะม่วง มะละกอ มะเขือเปราะ มะเขือยาว มะเขือพวง ชะอม มะนาว มะกรูด ส้มจี๊ด โดยพื้นที่ 6 ไร่ผมแบ่งบ่อน้ำในพื้นที่ส่วนใหญ่ และแบ่ง 2 ไร่มาปลูกพืชหากเหลือกินก็แบ่งชาวบ้านได้กินบ้าง

ความสุขของการใช้ชีวิตแบบช้าๆ

อนุชิต บอกว่า ความสุขของการใช้ชีวิตในแบบพอมีพอกิน ไม่ต้องแข่งขันกับคนอื่น ซึ่งแตกต่างจากการใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ ที่ต้องแข่งขันกับคนอื่นตลอดเวลา

“ถึงแม้โฮมสเตย์ในจังหวัดจะมีเยอะ แต่ผมเลือกค่อยๆ สร้างจากเล็กๆ ไปใหญ่ และผมคิดว่ามี 10 หลังรับลูกค้าได้ครั้งละ 40-50 คนพอแล้ว เพราะผมคิดว่าวัตถุดิบที่เรามีเพียงพอกับการบริหารคนได้ไม่วุ่นวาย ผมคิดว่าเท่านี้ก็เพียงพอในการเลี้ยงครอบครัว พ่อแม่ตัวผมและคุณยาย ถ้าแต่งงานแล้วก็น่าจะเลี้ยงครอบครัวได้ให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ อีกทัั้งผมชอบใช้ชีวิตที่เรียบง่ายไม่ใช้ของแบรนด์เนม ผมคิดว่าเสื้อผ้าอะไรก็ใช้ได้เหมือนกัน การเปิดโฮมสเตย์ทำให้ผมได้เจอกับลูกค้าได้แลกเปลี่ยนความคิดหลายอย่าง เช่น ลูกค้าเป็นชาวฉะเชิงเทราก็ชวนผมไปกินกุ้งแม่น้ำ ได้พบกับคนที่ทำโฮมสเตย์ที่เขาค้อ เขาก็ชวนผมไปพัก เหมือนเราได้แลกเปลี่ยนการทำธุรกิจกัน เพียงแค่นี้ก็เกิดความสุขแล้วนะครับ”

สุขใจของ ขรรค์ ประจวบเหมาะ นำแสงสว่าง & โอกาสแด่ผู้พิการทางสายตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 ธ.ค. 2560 เวลา 14:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529511

สุขใจของ ขรรค์ ประจวบเหมาะ นำแสงสว่าง & โอกาสแด่ผู้พิการทางสายตา

โดย ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

ในแวดวงการเงินธนาคารไม่มีใครไม่รู้จัก ขรรค์ ประจวบเหมาะ อดีตนายแบงก์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และที่ปรึกษาด้านการเงิน

อีกมุมมองหนึ่งของชีวิต ขรรค์ ไม่เพียงทำงานเกี่ยวกับด้านการเงินการธนาคาร เขายังทุ่มเทกับการทำหน้าที่ตอบแทนสังคม โดยปัจจุบันเป็นประธานมูลนิธิช่วยคนตาบอดฯ และยังเข้าไปช่วยงานมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช มูลนิธิเอพีซีดี ซึ่งเป็นศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก และมูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อช่วยเหลือคนเป็นโรคเรื้อน

ขรรค์เล่าว่า จุดเริ่มต้นการเข้ามาช่วยงานในมูลนิธิช่วยคนตาบอดฯ เริ่มตั้งแต่ในสมัยที่เป็นนักเรียน อายุประมาณ 10 กว่าขวบ ตอนนั้นศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ และช่วงปิดเทอมกลับมาบ้าน คุณแม่ก็เห็นว่าว่าง 2-3 เดือน ก็บอกว่ามาใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ให้มาอ่านหนังสือ มาสอนภาษาอังกฤษให้คนตาบอดที่มูลนิธิ

 “ผมก็เล่าเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ที่ไปเรียนโรงเรียนประจำในต่างประเทศ บ้านเมืองเขาเป็นอย่างไร เล่าเรื่องที่นั่งเครื่องบิน ซึ่งคนตาบอดก็สนใจสอบถามกันมากเกี่ยวกับการนั่งเครื่องบินสมัยก่อน ที่เป็นเครื่องบินใบพัดขนาดเล็กกว่าจะไปถึงอังกฤษจะต้องใช้เวลา 1-2 วัน หรือ 30 ชั่วโมง บินไปสักพัก 1-2 ชั่วโมง ก็จะต้องแวะลงจอดเพื่อเติมน้ำมันและเวลาบิน เครื่องก็จะสั่นๆ มาก คนที่เมาเครื่องก็จะอาเจียนตลอดทาง สมัยนั้นเป็นเรื่องที่คนตาบอดเขาสนใจมาก สอบถามซักกันใหญ่และจะจินตนาการกันไป” ขรรค์เล่า

 หลังจากเรียนจบ ก็มาทำงานที่ธนาคารไทยทนุ ช่วงนั้นอายุประมาณ 26-27 ปี สมัยนั้น ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ ส่งให้มาเป็นกรรมการในมูลนิธิเป็นฝ่ายจัดหาเงินทุน ก็ทำงานช่วยมูลนิธิมาตลอด

 ขรรค์บอกว่า มูลนิธิช่วยคนตาบอดจะต้องใช้เงินทุนปีละ 30 ล้านบาท เฉพาะเงินเดือนพนักงานก็เดือนละ 2 ล้านบาท และยังมีค่าใช้จ่ายดูแลศูนย์ฝึกอาชีพ 5 แห่ง และดูแลนักเรียนในโรงเรียนสอนคนตาบอด รวมถึงส่งเด็กพิการทางสายตาไปเรียนร่วมกับเด็กปกติ ส่งเรียนจนถึงระดับปริญญาตรี

“ยอมรับว่าเงินงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้มาแต่ละปีนั้นไม่เพียงพอ แต่ยังโชคดีที่ยังมีคนใจบุญร่วมบริจาคสมทบทุน และเราก็จะต้องจัดงานเพื่อหาเงินทุนด้วย เช่นเมื่อเร็วๆ นี้จะมีงานประมูลภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อหาเงินทุน”

สิ่งหนึ่งที่ ขรรค์ ตั้งเป้าหมายกับผู้พิการทางสายตา คือต้องการให้เขามีโอกาสที่จะได้รับการศึกษา มีโอกาสได้รับการพัฒนา มีโอกาสมีชีวิตที่ดี มีโอกาสได้งานทำที่ดี

“สิ่งที่เราจะช่วยเขาได้คือ จะต้องมีคนที่ดูแลเขาที่ดีก่อน มีครูที่ดี ซึ่งครู 1 คน ดูแลเด็ก 6 คน มีอาสาสมัครที่ดีที่จะมาช่วยทบทวนการเรียนและสอนการบ้าน และมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ดี ยกตัวอย่าง เวลาไปเรียน ผู้พิการทางสายตาจะไม่สามารถเห็นกระดานที่อาจารย์เขียน หรือจดคำที่อาจารย์สอนได้หรืออาจจะจดไม่ทัน ก็จะมีเครื่องอัดเทปเป็นเครื่องมือช่วย หรือมีเครื่องที่สามารถจะพรินต์เอกสารเป็นอักษรเบรลล์ หรือมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จะช่วยเรื่องการเรียนการสอน เป็นต้น”

ขรรค์ บอกว่าในทุกวันที่ 10 ของทุกเดือน จะมีศิษย์เก่ามาทำกิจกรรม “พี่สู่น้อง” มาเลี้ยงอาหาร มาแจกทุน มาเล่าเรื่องประสบการณ์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้น้องๆ ฟัง

“เราพยายามให้โอกาสเขา เมื่อได้รับโอกาสได้รับการศึกษาการดูแลที่ดีก็สามารถที่จะพัฒนาตัวเอง มีความสามารถมากกว่าคนตาดีบางคน”

 ขรรค์ ตั้งข้อสังเกตว่า สมัยนี้จะไม่ค่อยเห็นว่าผู้พิการทางสายตาขายลอตเตอรี่แล้ว เพราะพวกเขาควรจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีเกียรติมีศักดิ์ศรี มีงานที่ดีทำ ใช้ชีวิตในสังคมได้

“เราจะรับมาเรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึงระดับมัธยม และมีโครงการให้ไปเรียนร่วมกับโรงเรียนคนตาดี ใครที่มีความสามารถก็สนับสนุนให้เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย ปีที่แล้วก็มีเด็กเราสามารถสอบเข้าระดับมหาวิทยาลัยหลายคน ส่วนคนที่ไม่มีความสามารถที่จะเรียนต่อก็ต้องให้โอกาสสร้างอาชีพให้ โดยให้ไปศูนย์ฝึกอาชีพ เช่น การนวด การถักไหมพรม เป็นคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเขาก็ทำได้ดีมาก

หลังจากผมไม่ได้ทำงานประจำแล้ว ก็มาทุ่มเทกับการทำงานให้กับมูลนิธิ และยังเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินให้กับบริษัทเอกชน และธนาคารแห่งประเทศจีน ยังสนุกกับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการเงินหรืองานที่ช่วยคน ผมพร้อมทุ่มเทเต็มที่”

ท้ายสุด ขรรค์ บอกว่าชีวิตส่วนใหญ่จะอยู่ที่โรงเรียนคนตาบอด ไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียน เพราะปัจจุบันมีบริษัทเอกชนและคนเข้ามาเลี้ยงอาหาร ทำซีเอสอาร์

“ผมก็ชอบไปดูเด็กเรียน ไปคุยกับเด็ก ทำให้สบายใจที่ทำอะไรที่มีประโยชน์ต่อสังคมและได้ช่วยคน”

เตาเชื่อมสุญญากาศ อีกก้าวที่ไม่พึ่งต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 ธ.ค. 2560 เวลา 14:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529506

เตาเชื่อมสุญญากาศ อีกก้าวที่ไม่พึ่งต่างชาติ

โดย กั๊ตจัง

ปัญหาอย่างหนึ่งภายในสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน หากระบบขัดข้องและต้องมีการซ่อมแซม ด้วยการเชื่อมชิ้นส่วนโลหะต่างชนิดด้วยระบบสุญญากาศด้วยเตาเบรสซิ่ง เพื่อเชื่อมรอยต่อโลหะต่างชนิดอย่างแนบสนิท ซึ่งไม่สามารถใช้วิธีการเชื่อมโดยทั่วไปได้ ก็จะทำให้เสียงบประมาณในการซ่อมแซมค่อนข้างมาก

หากจะซื้อเตาเบรสซิ่งที่มีความสามารถระดับนี้ต้องใช้งบประมาณมากกว่า 25 ล้านบาท ทีมวิศวกรของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จึงได้ทุ่มเทพัฒนาเตาเบรสซิ่งนี้ขึ้นมาเอง เพื่อช่วยในกระบวนการเชื่อมต่อโลหะต่างชนิดแบบไร้ตะเข็บในภาวะสุญญากาศ

หรือเตาเบรสซิ่งฝีมือคนไทยสามารถเชื่อมโลหะทั้งชนิดเดียวกันและต่างชนิดได้เหมือนกับของต่างชาติในงบประมาณที่ถูกกว่ามาก

 การเชื่อมเหล็กต่างชนิดนั้น หากไม่ทำภายใต้เทคโนโลยีที่เหมาะสม จะเกิดการบิดตัวและรั่วได้ แต่กระบวนการเชื่อมต่อชิ้นงานอุปกรณ์สุญญากาศ ทำให้โลหะที่เชื่อมเกิดการบิดตัวน้อย ควบคุมความแม่นยำในการเชื่อมได้

 สำเริง ด้วงนิล ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน อธิบายว่ากระบวนการเชื่อมแล่นประสานโลหะในสภาวะสุญญากาศ เป็นกรรมวิธีการเชื่อมต่อโลหะตั้งแต่สองชิ้นหรือมากกว่าเข้าด้วยกัน ด้วยการให้ความร้อนแก่รอยต่อที่อุณหภูมิสูงกว่า 450 องศาเซลเซียส แต่ไม่ถึงกับอุณหภูมิหลอมละลายของโลหะหลัก

 “ลักษณะงานที่ใช้การเชื่อมต่อโลหะด้วยการเบรสซิ่ง ได้แก่ งานต่อท่อทองแดงกับแผ่นอะลูมิเนียมของคอมเพรสเซอร์ในเครื่องทำความเย็น หรืองานเชื่อมต่อชิ้นส่วนของเครื่องฟอกไอเสียเชิงเร่งปฏิกิริยา เป็นต้น สำหรับขั้นตอนของการผลิตชิ้นงานและประกอบเพื่อนำไปติดตั้งระบบลำเลียงแสงต่างๆ”

 ข้อดีของการเชื่อมด้วยเทคนิคนี้ สำเริง บอกว่าสามารถประยุกต์ใช้กับการเชื่อมโลหะที่เป็นชนิดเดียวกันและต่างชนิดกันได้ ชิ้นงานที่เชื่อมประสานกันเกิดการบิดตัวน้อย ช่วยให้การวางตำแหน่งอุปกรณ์ที่ต้องการความแม่นยำสูงได้ดียิ่งขึ้น เพื่อรองรับการออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ที่สำคัญของเครื่องเร่งอนุภาคและอุปกรณ์ระบบลำเลียงแสงของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน

“นอกจากนี้ ความรู้ความชำนาญที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเตาเบรสซิ่ง สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาเป็นนวัตกรรมสำหรับภาคอุตสาหกรรมด้านต่างๆ เช่น การเชื่อมประสานวัสดุคมให้ติดกับด้ามจับ การเชื่อมประสานท่อน้ำยาคอมเพรสเซอร์ในระบบปรับอากาศ หรือการอบชิ้นงานเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติเชิงกลได้”

 เตาเบรสซิ่งเครื่องนี้ใช้งบประมาณเพียง 7 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเครื่องนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาสูงถึง 25 ล้านบาท/เครื่องแล้ว เรียกได้ว่าช่วยลดงบประมาณแผ่นดิน ด้วยความรู้และความสามารถของวิศวกรชาวไทยที่ไม่แพ้ชาติใดจริงๆ

ปวาล ชมภูรัตน์ เลี้ยงลูกในโลกกว้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 ธ.ค. 2560 เวลา 13:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529500

ปวาล ชมภูรัตน์ เลี้ยงลูกในโลกกว้าง

โดย ฤดูกาล ภาพ : ปวาล ชมภูรัตน์

ครอบครัวธรรมดาที่เลี้ยงลูกได้แสนพิเศษ มีเรื่องเล่าสุดอบอุ่นมาสร้างแรงบันดาลใจให้อีกหลายครอบครัว

เขาคือ “เต้” ปวาล ชมภูรัตน์ คุณพ่อวัย 38 ปี ผู้มีธุรกิจส่วนตัวในเมืองไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น กับ เด็กชายชินนะ (เซกิ) ชมภูรัตน์ หนุ่มน้อยลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น วัย 10 ขวบ เจ้าของเรื่องเล่าสนุกที่เกิดขึ้นระหว่างเดินทาง

พ่อเต้เล่าว่า เขาเป็นคนเชียงใหม่ที่ไปอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่นนาน 10 ปี ตอนนี้มีบริษัทเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ และมีใจอยากทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างไทยและญี่ปุ่น จึงได้เปิดบริษัท “ทัชไทย” (TouchThai) มีทั้งการสอนทำอาหารไทยให้คนญี่ปุ่น ให้คนไทยมาเที่ยวญี่ปุ่นอย่างถูกวิธี และเป็นแลนด์โอเปอเรเตอร์ที่จะช่วยเหลือ แนะนำ นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่งโดยส่วนตัว พ่อเต้และครอบครัวชื่นชอบการเดินทางอยู่แล้ว จึงมักสรรหาสถานที่แปลกใหม่ให้ลูกชายตัวน้อยได้ท่องเที่ยว

 “ผมพาลูกเที่ยวตั้งแต่อายุ 3-4 ขวบ ในตอนที่ลูกยังเล็กก็ต้องพยายามหาสถานที่ที่สามารถจะเที่ยวได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เดินทางไม่ยาก และไม่น่าเบื่อ อาจจะให้เขาได้เล่นได้ออกกำลังกายและเรียนรู้ไปด้วยในตัว อย่างพาไปเล่นที่สวนสาธารณะ ให้ลูกสัมผัสธรรมชาติเยอะๆ เพื่อให้เขาหวงแหนธรรมชาติและไม่คิดจะทำลายมัน

 โตขึ้นมาอีกหน่อยก็จะพาเที่ยวต่างประเทศ ให้เขาสัมผัสชีวิตที่แตกต่าง ทั้งเรื่องภาษาและวัฒนธรรม โดยเน้นที่ประเทศไทย เพราะเขาเป็นเด็กที่มีสองสัญชาติเลยอยากเน้นตรงนี้ ในอนาคตคิดว่าเขาคงได้ใช้ประโยชน์ในเรื่องของภาษาและวัฒนธรรมของไทยและญี่ปุ่นอย่างแน่นอน ส่วนตอนนี้ลูกอายุ 10 ขวบแล้ว เขาค่อนข้างสนใจเรื่องกีฬาทั้งฟุตบอลและเบสบอล การเที่ยวช่วงนี้เลยจะเป็นการเที่ยวไปดูกีฬา เพราะนอกจากลูกชายจะชอบ เรายังหวังให้เขามีสมาธิและมุ่งไปที่กีฬาด้วย”

 หลังจากพาลูกชายท่องเที่ยวตั้งแต่เล็ก เขาเห็นพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตของูก อย่างความกระตือรือร้นในการเตรียมตัวและจัดข้าวของก่อนออกเดินทาง โดยเขาจะให้ลูกเตรียมของเก็บในกระเป๋าเป้ของเขาเอง เพื่อลูกจะได้เรียนรู้ว่าอันไหนจำเป็นอันไหนไม่จำเป็น หรือของที่จะนำไปนั้นสามารถนำขึ้นเครื่องบินได้หรือไม่ รวมถึงเรื่องการเอาตัวรอด ผ่านการสอนให้ลูกใช้รถไฟ รถประจำทาง สอนวิธีกลับบ้านหากหลงทาง และการใช้เงิน

 “การท่องเที่ยวแบบครอบครัวช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวได้มาก อย่างแรกเลยทุกคนจะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น หลังจากที่คุณพ่อคุณแม่ทำงานชีวิตประจำวันจะยุ่งเหยิง อาจจะไม่ได้คุย ไม่ได้ใกล้ชิดกันมากเท่าไร ก็อาศัยเวลาที่เราเที่ยวด้วยกันนี้ใกล้ชิดกันให้เต็มที่ ทำกิจกรรมร่วมกันให้เต็มที่ ยิ่งตอนลูกเล็กๆ ยิ่งสำคัญ ต้องเที่ยวให้เยอะๆ เพราะโตขึ้นมาแล้วเวลาเที่ยวด้วยกันก็จะน้อยลง”

นอกจากนี้ ในฐานะที่อยู่ไซตามะมาตลอด 10 ปี พ่อเต้ยังได้แนะนำสถานที่เที่ยวสำหรับครอบครัวในจังหวัดไซตามะเพื่อเป็นตัวเลือกให้กับคนไทยที่ไปญี่ปุ่น 2 เมือง คือเมืองโอมิยะ เมืองหลวงของไซตามะ เป็นเมืองที่เดินทางสะดวกด้วยรถประจำทางตรงจากสนามบินฮาเนดะและนาริตะ มีพิพิธภัณฑ์รถไฟให้เด็กเรียนรู้ มีบ้านบอนไซที่มีชื่อเสียง ศาลเจ้าฮิคาว่า และสวนสาธารณะโอมิยะที่มีต้นซากุระมากกว่าหมื่นต้น และเมืองนากูริ เป็นเมืองในภูเขาอันสงบเงียบ เหมาะสำหรับกิจกรรมครอบครัวทั้งแคมปิ้ง ปั่นจักรยาน ปิ้งบาบีคิว เล่นน้ำ ตกปลา

 สุดสัปดาห์เขาจะพาครอบครัวไปปิ้งบาบีคิวและพักผ่อนที่บ้านบนภูเขา ซึ่งบ้านหลังนี้ยังเปิดให้คนที่สนใจเข้าพักได้ประมาณ 6-7 คน โดยรายละเอียดสามารถสอบถามได้ทางเฟซบุ๊ก touchthaiguesthouse หรืออีเมล touchthaigh@gmail.com

รวมถึงใครมีคำถามเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในเมืองไซตามะและญี่ปุ่น รับรองจะได้คำตอบที่ดีมีประโยชน์จากพ่อเต้แน่นอน

Go Went Go เดินทางตอบโจทย์ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 ธ.ค. 2560 เวลา 13:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529498

Go Went Go เดินทางตอบโจทย์ชีวิต

โดย รอนแรม  ภาพ : Go Went Go

อดีตคนในวงการบันเทิง “บาส” ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ ขอเลือกทำงานอย่างที่ใช่พร้อมออกเดินทางอย่างที่รัก

โดยนอกจากเป็นนักลงทุนและเจ้าของธุรกิจส่วนตัว เขายังใช้เวลาว่างในการเดินทางและแบ่งปันประสบการณ์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจผ่านเพจเฟซบุ๊ก Go Went Go : เที่ยว เว้น เที่ยว

บาสเล่าว่า ถ้าใครอยากมีชีวิตที่เลือกได้ต้องตั้งโจทย์ให้กับชีวิตเป็นอันดับแรก อย่างโจทย์ชีวิตและความฝันของตัวเขาคือ เที่ยวรอบโลก

“มาดูว่าเราต้องทำอะไรบ้างถึงอยากมีชีวิตที่ต้องการ ถ้าเรารู้ว่าต้องเรียนเพิ่มก็ไปเรียนรู้มัน และลงมือทำให้สำเร็จ”

 

หากพูดถึงสไตล์การท่องเที่ยว เขาสามารถไปได้ทุกแนวทั้งสายลุย สายชิล สายหรู โดยจะเน้นนำเสนอความจริงที่พบเจอระหว่างทั้งเรื่องดีและไม่ดี ซึ่งสุดท้ายมันจะกลายเป็นประสบการณ์ที่เติมเต็มชีวิตเสมอ

“คนสมัยนี้ต้องการเห็นอะไรที่มันเกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่การเซตไว้เพื่อให้ดูตามสั่ง เวลาคนดูวิดีโอหรือคนที่อ่านข้อมูลจากเพจไป เขาก็จะได้เตรียมตัวเตรียมใจ พอเดินทางเองจะได้รู้ว่าต้องทำยังไงบ้าง อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ หรือที่ไหนควรไปหรือไม่ควรไป ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่คนสมัยนี้ต้องการ”

บาสยังเปิดใจถึงความคาดหวังในการทำเพจ Go Went Go ว่า ไม่ได้คาดหวังอะไรมากไปกว่าการได้ออกเดินทาง ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า และทำทุกวันให้มีความหมาย เพราะเมื่อตั้งโจทย์ชีวิตไว้สำหรับการเดินทางแล้ว เขาก็อยากทำให้เต็มที่และทำเรื่องนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น

 

“สำหรับผม การเดินทางคือการออกจากคอมฟอร์ตโซน ออกไปให้เห็นสิ่งใหม่ๆ มุมมองใหม่ๆ เพื่อนำมาพัฒนาวิธีคิด พัฒนาวิธีการใช้ชีวิต ซึ่งทุกครั้งที่ผมออกไป ผมจะได้รับสิ่งเหล่านี้กลับมา และการแบ่งปันต่อจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ และยังทำให้คนอื่นลองถูกให้เยอะที่สุด และลองผิดให้น้อยที่สุดด้วย”

นอกจากนี้ เขายังมองว่าการเดินทางแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ วางแผนล่วงหน้าและคิดปุ๊บไปปั๊บ ซึ่งแน่นอนว่าวิธีที่ทำให้การท่องเที่ยวคุ้มค่ากว่าคือแบบแรก

“อย่างการจองโรงแรมผ่านแอพ ที่ผมใช้ประจำอย่าง hotels.com ถ้าเราจองโรงแรมล่วงหน้าก็สามารถค้นหาโรงแรมที่ตรงกับงบประมาณตัวเอง มีทางเลือกมากกว่า และได้รับดีลที่ดีกว่า ซึ่งสิ่งที่ผมชอบมากและมีแค่แอพนี้ คือจอง 10 คืน ฟรี 1 คืน (Loyalty Programme) ถ้าเราเดินทางบ่อยยังไงก็คุ้ม” เขากล่าวเพิ่มเติม

 

อย่างไรก็ตาม บาสยังกล่าวทิ้งท้ายถึงทุกคนที่มีโจทย์ชีวิตและความฝันเดียวกับเขาว่า อุปสรรคของคนส่วนใหญ่ รวมถึงตัวเขาเองในอดีตคือ คำว่า “ถ้า” เพราะคำคำนี้จะทำให้คุณไปไม่ถึงฝันและยังเป็นการตั้งเงื่อนไขให้ชีวิต

“อยากทำอะไร คุณคิดวันนี้ ตั้งโจทย์ให้ชัดแล้วคิดวิธีการเลย อย่ากลัวว่าจะทำไม่ได้ถ้ายังไม่ได้ลอง หรือหากลองแล้วยังไม่สำเร็จก็ถือว่าคุณได้ประสบการณ์ ซึ่งมันจะทำให้การลองครั้งต่อไปดีขึ้นแน่นอน ผมว่าการลงมือทำและตัดข้ออ้างทิ้งนี่แหละ ดีที่สุด เพราะมันจะทำให้เรากล้าออกไปใช้ชีวิตอย่างที่อยากใช้”

ติดตามการเดินทางและความจริงระหว่างทางของบาสได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Go Went Go : เที่ยว เว้น เที่ยว และเว็บไซต์ www.gowentgothailand.com

คู่ธุรกิจ-คู่คิดซีเอสอาร์ ศิริพงษ์ สมบูรณ์ + เพิ่มเกียรติ โพธิเพียรทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 ธ.ค. 2560 เวลา 13:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529496

คู่ธุรกิจ-คู่คิดซีเอสอาร์ ศิริพงษ์ สมบูรณ์ + เพิ่มเกียรติ โพธิเพียรทอง

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

ใครว่าการมีเพื่อนเป็นหุ้นส่วนธุรกิจแล้วจะทำให้เสียเพื่อน กรณีนี้คงใช้ไม่ได้กับ ศิริพงษ์ สมบูรณ์ และ เพิ่มเกียรติ โพธิเพียรทอง 2 ผู้บริหารแห่งบริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป บริษัทพัฒนาอสังหริมทรัพย์เครือดี-แลนด์ แถบมหาชัย จ.สมุทรสาคร และแถบภาคตะวันออก จ.ระยอง และชลบุรี เป็นต้น

ทั้งคู่เป็นคู่หูทางธุรกิจและเป็นคู่คิดคู่ซี้เรื่องการทำซีเอสอาร์ พวกเขาต้องมีเคล็ดลับอะไรแน่ ไปคุยกับเจ้าตัวกันเลย

ศิริพงษ์ เล่าถึง เพิ่มเกียรติ“คนใจดี เข้าถึงง่าย ลุยได้ทุกที่”

 ศิริพงษ์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป เล่าว่า ได้มีโอกาสรู้จักเพิ่มเกียรติตั้งแต่เด็ก เนื่องจากตัวเขาเป็นเพื่อนกับน้องชายของเพิ่มเกียรติ

 เมื่อได้มีโอกาสคุยกันจริงๆ จังๆ จึงได้ทราบว่า นอกจากจะเป็นคนสมุทรสาครแล้ว ก็เป็นนักธุรกิจเหมือนกัน และมีจุดยืนด้านซีเอสอาร์เหมือนกัน

 “คำกล่าวที่ว่าอย่าทำธุรกิจกับเพื่อน แต่เราทั้งคู่ไม่เคยมีปัญหา เพราะสิ่งสำคัญคือความไว้ใจกัน ความซื่อสัตย์ คุณธรรมและจริยธรรม ผมมองว่าถ้ามียึดหลักนี้ไปได้หมด”

แน่นอนว่าในการทำงานนั้น ความคิดเห็นบางเรื่องอาจจะไม่ตรงกันได้ แต่สรุปสุดท้ายเมื่อตัดสินใจว่าจะเดินไปทางไหน ก็ต้องไปด้วยกัน เพราะลงเรือเดียวกัน

โดยส่วนตัว ศิริพงษ์ เรียกเพิ่มเกียรติว่า “พี่เล็ก” เทใจให้แบบเกินร้อย เพราะความเป็นคนดี จริงใจ และลุยทุกงานด้วยหัวใจที่ไร้เงื่อนไขของพี่

“พี่เขาชอบทำบุญมาก มักนำแนวคิดดีๆ มาแบ่งปันให้น้องๆ ในที่ทำงาน ให้ได้ไปต่อยอด ไปออกไอเดียของตัวเอง มีอะไรพี่เขาก็สนับสนุน จะพูดว่าพี่มีแต่ให้ก็คงไม่ผิด (ฮา)”

การทำธุรกิจที่ยั่งยืนต้องคืนกำไรคืนสู่สังคม เป็นที่มาของโครงการ “คนดี ดี-แลนด์” ที่มุ่งก้าวตามรอยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สร้างสังคมจิตอาสา พัฒนาพนักงาน ลูกบ้านและสังคมโดยรวม

“คนดี ดี-แลนด์คือการสนับสนุนโครงการเพื่อส่วนรวม ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร เราจะช่วยกันคิดช่วยกันผลักดัน”

สิ่งสำคัญคือวัฒนธรรมองค์กร CARESS การใส่ใจดูแลกันด้วยหัวใจ พนักงานทุกระดับให้ความสำคัญกับจริยธรรม ให้ความสำคัญกับเรื่องจิตอาสา คุณอยากอาสาเรื่องอะไรในสังคมนี้ คุณบอกมาเลย บริษัทยินดีสนับสนุน

“พี่เล็กเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันซีเอสอาร์ของเรา ผมกล้าพูดว่าซีเอสอาร์ของเราแข็งแกร่ง นั่นก็เพราะเราลุยกันหนัก ไลฟ์สไตล์ของผมอาจไม่หนักเท่าพี่เขา แต่เมื่อได้จับมือกัน ก็บอกกับตัวเองว่า เราต้องลุยให้เต็มร้อย เพราะพี่และทีมของพี่เขาเต็มร้อยมาก”

……….โปรย 1………..

“คำกล่าวที่ว่าอย่าทำธุรกิจกับเพื่อน แต่เราทั้งคู่ไม่เคยมีปัญหา เพราะสิ่งสำคัญคือความไว้ใจกัน ความซื่อสัตย์ คุณธรรมและจริยธรรม”

เพิ่มเกียรติ เล่าถึง ศิริพงษ์“ความน่าเชื่อถือของเขา ทำให้ผมประทับใจ”

  เพิ่มเกียรติ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี-แลนด์ เล่าว่า ศิริพงษ์หรือเปิ้ลมีความซื่อสัตย์ มีความรับผิดชอบสูง วางตัวดีและแบ่งงานเป็น ไม่ก้าวก่ายการทำงานของใคร

“ความน่าเชื่อถือของเขาทำให้ผมประทับใจ ความขัดแย้งในการทำงานมีบ้าง แต่เราต้องไว้ใจกันได้แบบ 100% ถึงจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ”

เพิ่มเกียรติดูแลด้านการตลาด หากงานซีเอสอาร์ก็ขอรับด้วยความเต็มใจ เนื่องจากเป็นงานที่รักและชอบ

“ดีใจที่ได้ทำงานกับคนที่เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จะมีอะไรเล่าที่สำคัญกว่าการแบ่งปัน อะไรเล่าที่สำคัญกว่าการหยิบยื่นจิตอาสา เมื่อทุกคนให้ ทุกคนจะได้

คนดี-ดีแลนด์ทำงานภายใต้คอนเซ็ปต์ ปันสุขก็สุขใจ ถ้าเราว่างก็ไปด้วยกัน รวมถึงพนักงานทุกคน ส่วนใหญ่ทำแล้วอยากกลับไปทำต่อ เปิ้ลเดิมทีไม่ได้มีไลฟ์สไตล์เดินป่าหนักหน่วงแบบนี้นะ (หัวเราะ) ผมก็ลองเล่าลองชวน เขาเกิดติดอกติดใจถึงขั้นทำต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้”

 3 โครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ คือ 1.การบูรณะกำแพงวัดไร่กล้วย หรือวัดรังสีสุทธาวาส ศรีราชา ชลบุรี 2. “D-Land  CARE for Safety” แจกหมวกกันน็อกให้ชุมชนชาวปลวกแดง ระยอง

3.”D-inspire Space” มอบหนังสือเรียน อุปกรณ์เรียนและห้องสมุดดีๆ ให้โรงเรียนบุ่งเบ้าห้วยเจริญ ร้อยเอ็ด

“ใครว่างก็เชิญไปทำจิตอาสากับดี-แลนด์ด้วยกันนะครับ”

……….โปรย 2………..

“ดีใจที่ได้ทำงานกับคนที่เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จะมีอะไรเล่าที่สำคัญกว่าการแบ่งปัน อะไรเล่าที่สำคัญกว่าการหยิบยื่นจิตอาสา เมื่อทุกคนให้ ทุกคนจะได้”

บัณฑิต บุญศิริ คนทุกคนเป็นผู้ให้ได้เสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 ธ.ค. 2560 เวลา 11:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529479

บัณฑิต บุญศิริ คนทุกคนเป็นผู้ให้ได้เสมอ

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

การทำประโยชน์เพื่อสังคมประเทศชาติ ทำได้หลากหลายรูปแบบ เราทุกคนควรต้องตอบแทนอะไรในสังคมบ้าง ไม่ว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญ ได้ประโยชน์จากสังคมแล้วต้องคืนกลับ

เรื่องนี้ บัณฑิต บุญศิริ พูดกับตัวเองซ้ำๆ ก่อนจะปฏิวัติตัวเอง กลายเป็นนักกิจกรรมจิตอาสา

 บัณฑิต หรือก้อง นักศึกษาคณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการบริการ สาขาการจัดการประชุม นิทรรศการและกิจกรรมพิเศษ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เล่าว่า กิจกรรมจิตอาสาเริ่มทำตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายปลาย โรงเรียนปราจีนราษฎร์บํารุง ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดปราจีนบุรี

“จำได้แม่นๆ ว่า ครั้งแรกคือการเดินทางไป อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ โดยเป็นกิจกรรมที่รุ่นพี่ในโรงเรียนจัดขึ้น พี่ที่เรียนจบไปแล้วกลับมาชักชวนน้องๆ ให้ไปทำกิจกรรมอาสาด้วยกัน ปลูกฝังให้น้องๆ รู้จักการทำประโยชน์ให้สังคม”

 เริ่มแรกมีนักเรียนลงชื่อไว้ 50 คน แต่เมื่อวันจริงมาถึงเหลือเพียง 5 คน สำหรับก้องเองแม้จะใกล้สอบ แต่ตัดสินใจที่จะไปและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทำกิจกรรมจิตอาสา เพื่อสังคมมาจนทุกวันนี้ นั่นก็เพราะความรู้สึกดีๆ ที่ได้รับจากการทำเพื่อคนอื่นให้เพื่อคนอื่น

 เมื่อทำแล้วก็รู้สึกรักและชอบขึ้นมาทันที ก้องเล่าว่า การเดินทางไป อ.อมก๋อย ในขณะนั้นค่อนข้างลำบาก ถนนมีเลนเดียว ข้างขวาเป็นเหว ข้างซ้ายเป็นเขา ระหว่างทางยังมีหลุมพร้อมฝนตก เมื่อรถเกิดตกหลุม ทุกคนต้องมาช่วยกันเข็นรถให้ออกจากหลุมโดยทันที เกิดภาพความรวมแรงรวมใจกัน

“ดินโคลนกระเด็นใส่เสื้อผ้าและใบหน้าของเรา แต่ทุกคนก็ไม่ได้ย่อท้อ ทุกคนยังมีรอยยิ้มแห่งความสุข” ก้อง ย้อนเล่าความหลังครั้งประทับใจ

โชคดีที่ไปถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย เมื่อไปถึงหมู่บ้าน ได้เห็นสภาพบ้านแล้วสะท้อนใจ ส่วนใหญ่หลังคาทำด้วยใบไม้ใบหญ้า โครงการจิตอาสานับหนึ่งด้วยการซ่อมแซมบ้าน นับสองคือทีมสร้างความสนุกให้แก่เด็กๆ นอกจากนี้ยังสร้างโรงเรียนเป็นอาคารเรียนหลังเล็กๆ ใกล้ๆ กันมีเสาธง เพื่อเคารพธงไตรรงค์กันทุก 08.00 น.

 “พวกเรายังได้สร้างพระพุทธรูปเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ ข้าวของบริจาคทุกชิ้นถูกนำมาใช้ประโยชน์ ในยามค่ำยังได้จุดเทียนเพื่อถวายพระพรในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วย”

ก้องเล่าอีกว่า ได้เลือกเข้าเรียนคณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการบริการ สาขาการจัดการประชุม นิทรรศการและกิจกรรมพิเศษ เนื่องจากแอบหวังเล็กๆ ว่า จะทำให้ได้มีโอกาสทำกิจกรรมดีๆ ตอบแทนสังคม

ล่าสุดคือ การเดินทางไปทำกิจกรรมสันทนาการที่ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ มีผู้มาร่วมงานกว่า 1‚000 คน ทีมงานใส่มาสคอตเพื่อสร้างความบันเทิง กับอีกด้านหนึ่งที่มีกิจกรรมเพื่อความรู้ สอนน้องๆ อ่านหนังสือ รวมทั้งการเยี่ยมโรงเรียนที่ห่างไกลความเจริญที่ จ.กาญจนบุรี การปลูกป่าและสร้างฝาย แก้ไขปัญหาภัยแล้งและภูเขาหัวโล้นที่ จ.เลย

 “ไม่ว่าจะทำอะไรหรืออย่างไร ถ้าผลคือการเฉลี่ยและแบ่งปันความสุขให้แก่คนในสังคม ผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่ายินดี ดีใจเมื่อนึกย้อนกลับไป ถ้าผมปฏิเสธการทำจิตอาสาครั้งแรก ผมคงไม่มีความสุขในแบบที่เป็นผู้ให้ในทุกวันนี้

ชีวิตคนเราบนโลกนี้สั้น ควรที่จะสร้างสรรค์อะไรคืนกลับให้สังคม”

ทิ้งท้าย ก้อง เชิญชวนมายังพี่ๆ น้องๆ ทุกคน ให้มาร่วมกิจกรรมจิตอาสา ซึ่งความสุขความประทับใจเริ่มจากครั้งแรกเสมอ

โยคะ ท่า Twisting Cat Pose Variation

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 ธ.ค. 2560 เวลา 09:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529468

โยคะ ท่า Twisting Cat Pose Variation

โดย  ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

หลายคนอาจเคยฝึกท่าแมวบิดตัวมาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เวลาที่ครูสอนท่านี้ สังเกตว่า ยังมีนักเรียนอีกหลายคน ที่เวลาสอดแขนเพื่อบิดช่วงลำตัวมักจะไม่สามารถรักษาลำตัวให้เป็นเส้นตรง อยู่ตรงกลางระหว่างร่างกายซีกซ้ายและซีกขวาได้ (Midline) บางคนก็สอดแขนลึกเกินไปทำให้เกิดความไม่สมดุล ระหว่างลำตัวช่วงบนกับช่วงล่าง รวมทั้งการจัดตำแหน่งของศีรษะไม่กดทับใบหู

การฝึกท่าแมวบิดตัว ควรยืดคอให้สบายไม่เกร็งคอ เพราะท่านี้มีส่วนผสมของท่าบิด หากเราวางตำแหน่งของท่าอาสนะไม่สมดุล การยกขาลอยจากพื้นจะทำให้เสียสมดุล เพราะต้องการการทรงตัว จะทำให้ล้ม ไม่สามารถค้างท่าให้นิ่งแต่ผ่อนคลายควบคู่กับลมหายใจได้

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นในท่าแมว ซึ่งการเซตอัพท่านั้นสำคัญยิ่ง ตำแหน่งของหัวไหล่อยู่เหนือข้อมือ นิ้วมือแยกออกจากกัน ยืดแขนให้รู้สึกสบาย ไม่โถมน้ำหนักลงข้อมือ กระดูกสันหลังจะยาวอย่างเป็นธรรมชาติ เช็กความกว้างของหัวเข่า เท่ากับสะโพก  (รูป1)

2.หายใจเข้า สอดแขนขวาลอดใต้ลำตัว วางหลังมือขวาลงที่พื้น ส่วนฝ่ามือข้างซ้ายยันพื้นไว้ก่อน จากนั้นให้หายใจเข้า-ออก ในท่านี้ประมาณ 3 รอบลมหายใจ (รูป 2)

3.หายใจออกพนมมือประกบกัน ศอกข้างขวากดอยู่ที่พื้น ศอกข้างซ้ายชี้ขึ้นด้านบน จากนั้นค้างท่า หายใจเข้า-ออก ในท่านี้ 2 รอบลมหายใจ (รูป 3)

4.หายใจเข้า กดฝ่ามือเข้าหากันแน่นๆ ติดต่อหน้าท้อง แล้วยกขาข้างซ้ายลอยขึ้นจากพื้น ทรงตัวในท่านี้ (รูป 4)

จากนั้นค่อยๆ เปิดใบหน้าขึ้นมองสู่เพดาน กล้ามเนื้อใบหน้าผ่อนคลาย ไม่เกร็ง โดยค้างท่าสักครู่ หายใจเข้า-ออก ประมาณ 5 ลมหายใจ (รูป 5)

จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง

ชีวิตติดปลายนวม ‘แหลม ศรีสะเกษ’ อนาคตบนผืนผ้าใบสู่ชีวิตพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 ธ.ค. 2560 เวลา 09:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529462

ชีวิตติดปลายนวม 'แหลม ศรีสะเกษ' อนาคตบนผืนผ้าใบสู่ชีวิตพอเพียง

โดย เอกชัย จั่นทอง

เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน เฉกเช่น แหลม ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น ชื่อจริงว่า “วิศักดิ์ศิลป์ วังเอก” ดีกรีแชมป์มวยโลกรุ่นซูเปอร์ฟลายเวต WBC จากเด็กบ้านนอกที่เลือกชีวิตเข้ามาเสี่ยงโชคชะตาในกรุงเทพฯ เพื่อหางานทำเพราะฐานะยากจน ทำให้ต้องตัดสินก้าวเท้าออกจากบ้านเกิด จ.ศรีสะเกษ

วันนี้ชีวิตของ “ศรีสะเกษ” พลิกเปลี่ยนชั่วข้ามคืน ชื่อเสียง เงินทอง ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน กลายเป็นบุคคลที่ใครๆ อยากสัมผัสหรือขอลายเซ็น วันนี้เขาคือซูเปอร์สตาร์ กว่าจะมาถึงวันนี้ “แหลม” เผชิญคำดูถูกดูหมิ่นจากคนรอบข้างและเพื่อนฝูงมาไม่น้อย

ศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า ขึ้นมาอยู่กรุงเทพฯ เพื่อหางานทำหวังพิสูจน์ให้ครอบครัวเห็นว่า สามารถทำมาหากินได้เหมือนกัน ยอมรับไม่คิดว่าจะมาเป็นนักมวยเหมือนทุกวันนี้ แต่เพราะความรักจำยอมต้องขึ้นสวมนวมเนื่องจากบ้านของแฟนสาวในตอนนั้นมองว่าเราฐานะไม่ดี กลัวว่าจะดูแลลูกสาวของเขาไม่ได้ แต่ปัจจุบันรักกันมา 14 ปีแล้ว

ย้อนเส้นทางก้าวขึ้นมาเป็นนักมวยจนไปสู่แชมป์โลก ตอนนั้นเริ่มทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) กระทั่งรุ่นพี่ที่รู้จักกันโทรมาชวนให้ไปต่อยมวยที่ประเทศญี่ปุ่น เลยตัดสินใจไปในใจก็คิดว่าไปเที่ยวและหาประสบการณ์ ต่อยกี่ครั้งๆ ก็แพ้เลยมานั่งทบทวนกับตัวเอง ต่อไปต้องไม่เจ็บตัวแบบนี้อีก

ต่อมา ศรีสะเกษ เข้าสู่สังกัดนครหลวงโปรโมชั่นของ “เสี่ยฮุย” สุรชาติ พิสิฐวุฒินันท์ ประธานใหญ่นครหลวงโปรโมชั่น ทำผลงานได้เข้าตาคว้าแชมป์ในรุ่นซูเปอร์ฟลายเวตของสภามวยโลกเอเชีย (WBC ASIA) มาก่อน จนกระทั่งนักมวยในค่ายนครหลวง อย่าง สุริยัน ศ.รุ่งวิสัย พลาดท่าเสียแชมป์โลกในรุ่นซูเปอร์ฟลายเวตของสภามวยโลกให้กับนักมวยชาวญี่ปุ่น ต้นสังกัดจึงให้ศรีสะเกษขึ้นชิงแชมป์โลกในรุ่นนี้แทน จนสามารถเอาชนะได้สำเร็จ ทำให้ศรีสะเกษได้เป็นแชมป์โลกไป

อย่างไฟต์ชกล่าสุด ศรีสะเกษ ได้ขึ้นชิงแชมป์โลกครั้งที่ 2 ในรุ่นเดิมและสถาบันเดิม กับโรมัน กอนซาเลซ แชมป์โลกชาวนิการากัว ก่อนคว้าชัยสำเร็จ เว็บไซต์บ็อกเรกดอตคอมได้ยกให้เป็นนักมวยชาวเอเชียอันดับ 1 และเป็นนักมวยอันดับ 5 ของโลก ศรีสะเกษ ผ่านสังเวียนบนผืนผ้าใบมากว่า 46 ไฟต์ ไม่คิดว่าจะได้เป็นแชมป์โลก คิดเพียงว่าแค่แชมป์เอเชียได้ออกทีวีให้คนเห็นก็พอ

หลังจากได้แชมป์โลก ศรีสะเกษ ยอมรับว่า ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิมแต่ถือว่าดีขึ้นกว่าก่อนมาก และเลือกจะใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายไม่ฟุ่มเฟือยเหมือนปกติที่ผ่านมา การกินอยู่เหมือนเดิม ได้เงินค่าซ้อมมวยวันละ 250 บาท ก็ใช้จ่ายเท่านั้น ส่วนเงินที่ได้จากต่อยมวยก็เก็บเข้าธนาคารหมด บางส่วนแบ่งให้พ่อแม่นำไปซื้อรถ ปลูกบ้าน และนำเงินไปใช้จ่ายในครอบครัวเท่านั้น ยังเช่าห้องเล็กๆ อยู่เหมือนเดิม เดือนละ 3,000 บาท เช่ามานานกว่า 4 ปีแล้ว

“ตอนที่ได้แชมป์โลกมีคนรู้จักมายืมเงินเรา เขาบอกจะไปปล่อยเงินกู้แล้วเราจะได้ดอกเบี้ย จึงตัดสินใจให้เงินไป 4 หมื่นบาท สุดท้ายถูกโกงไป เลยได้ประสบการณ์ว่าตอนที่เราไม่มีชื่อเสียงไม่โด่งดังไม่เคยมีใครมาสนใจเรา ไม่มีใครช่วยเราได้ แต่วันนี้เราดังขึ้นมาใครก็ไม่รู้มากมายกลับวิ่งเข้ามาหาเรา ทำให้มีความคิดว่าต้องวางแผนการใช้ชีวิตให้ดี”

ครั้งตอนลำบากก็นำรถยนต์คู่ใจไปเข้าไฟแนนซ์เอาเงินมาใช้ 2 แสนบาท เพื่อนำมาใช้จ่ายในครอบครัว เพราะตอนนั้นไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากตัวเอง แม้แต่ญาติพี่น้องยังช่วยไม่ได้ ต้องบอกเลยว่ามีรถคันนี้เท่านั้นช่วยเราได้ยามเดือดร้อน

“ยอมรับชีวิตเปลี่ยนไปมาก แต่ก็ยังเลือกใช้ชีวิตเหมือนเดิม ที่สำคัญมีตัวอย่างจากรุ่นพี่ให้เห็นตอนมีเงินไปเล่นการพนัน เที่ยวจนเงินหมด เลยนำข้อเสียของรุ่นพี่มาปรับใช้ ให้ยึดเสมอว่าทำงานเก็บเงิน ยังเช่าอยู่ห้องพักเล็กๆ เหมือนเดิม ไม่ได้ไปซื้อบ้านหลังใหม่ แม้หลายคนจะแนะนำให้ซื้อเพื่อจะได้มีหน้ามีตา แต่ผมขอเลือกอยู่แบบเดิมดีกว่า”

ศรีสะเกษ บอกว่า การฝึกซ้อมมวย จะซ้อม 2 เวลา/วัน คือ ช่วงเช้าและเย็น ตื่นตั้งแต่ตี 5 ซ้อมจนถึง 8 โมงเช้า ทั้งวิ่งและต่อยเป้าลม ส่วนช่วงเย็นเริ่มซ้อมตอน 4 โมง ถึงประมาณ 1 ทุ่ม ชีวิตอยู่กับการซ้อมมวยทุกวัน ศรีสะเกษตั้งเป้าไว้ว่าเมื่ออายุประมาณ 35 ปี จะเลิกชกมวย หรือป้องกันแชมป์ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าร่างกายยังไหวก็อาจยังชกต่อไปจนร่างกายไม่พร้อม

เป้าหมายในชีวิตหลังเลิกชกมวย ศรีสะเกษ วางแผนชีวิตไว้ว่า จะกลับไปอยู่บ้านเกิด จ.ศรีสะเกษ ปลูกบ้านหลังเล็กๆ เลี้ยงปลา ปลูกผักสวนครัว ใช้ชีวิตแบบพอเพียง เดินตามรอยเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับใคร มีครอบครัวที่อบอุ่น ท้ายสุด ศรีสะเกษ ฝากถึงนักมวยรุ่นหลังให้ขยันหมั่นซ้อม ตั้งใจฝึกฝนทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อไปสู่เส้นทางความสำเร็จ

มูลนิธิณภาฯ ในพระดำริ พระองค์ภาฯ ตัวกลาง ‘การให้’ ผู้ด้อยโอกาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ธ.ค. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/529133

มูลนิธิณภาฯ ในพระดำริ พระองค์ภาฯ ตัวกลาง 'การให้' ผู้ด้อยโอกาส

ผู้ด้อยโอกาส นอกจากต้องการได้รับโอกาสแล้ว การปรับทัศนคติ เรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิต ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่มูลนิธิณภาฯ ในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ก่อตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเป็นตัวกลางในการแสวงหาโอกาส และช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งสร้างความตระหนักแก่สังคมให้เห็นถึงศักยภาพของกลุ่มคนเหล่านี้

คณะทำงานได้ริเริ่มดำเนินการมาช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสตั้งแต่ปี 2551 ในนามสำนักงานผลิตภัณฑ์ในพระราชดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา แล้วเริ่มดำเนินการมาเรื่อยๆ ขยายผลเพื่อช่วยชาวบ้าน อดีตผู้ต้องขัง ผู้พิการได้มากขึ้น

จากสำนักงานผลิตภัณฑ์ในพระราชดำริ เมื่อองค์กรมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น คณะทีมงานจึงคิดว่าต้องจัดตั้งเป็นมูลนิธิณภาฯ มีความหมายว่า ท้องฟ้า โดยมี เอกภพ เดชเกรียงไกรสร นั่งในตำแหน่งรองประธานมูลนิธิณภาฯ ซึ่งปัจจุบันการทำงานช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส จะดำเนินมาครบ 1 ทศวรรษแล้ว และให้การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสแล้วราว 5,000 คน

 

 

1 ทศวรรษของมูลนิธิณภาฯ

เอกภพ รองประธานมูลนิธิณภาฯ เปิดเผยการทำงานของมูลนิธิณภาฯ ว่า เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2557 ซึ่งจริงๆ แล้วคณะทำงานได้เริ่มทำงานกันมาก่อนหน้านั้น คือตั้งแต่ปี 2551 การทำงานเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แรกเริ่มให้การช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้อยโอกาส โดยเน้นกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบทางกฎหมายเป็นหลัก สอนวิชาชีพให้แก่พวกเขา ส่งเสริมทักษะในการผลิตสินค้าและจัดจำหน่าย โดยเรามุ่งหวังให้ผู้ต้องขังสามารถสร้างอาชีพและพึ่งพาตัวเองได้ภายหลังพ้นโทษ

ต่อมาคณะทำงานพบว่าผู้พ้นโทษจำนวนไม่น้อยมีโอกาสในการกระทำความผิดซ้ำ เพราะพวกเขาไม่ได้รับโอกาส และไม่ได้การยอมรับจากสังคมภายนอก คณะทำงานจึงได้เริ่มวางแนวทางในการช่วยเหลือผู้พ้นโทษที่ต้องการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาตัวเองให้กลับคืนสู่สังคมอย่างปกติสุข โดยมีการจัดโครงการเข้าฝึกอบรมวิชาชีพและการผลิต ภายในเรือนจำและภายในมูลนิธิณภาฯ เพื่อให้คนกลุ่มนี้สามารถผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เป็นการแสดงศักยภาพและความสามารถผ่านทางผลิตภัณฑ์ ตลอดจนนำไปจัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของณภาฯ อันก่อให้เกิดรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

มูลนิธิณภาฯ ยังมุ่งหวังให้ปลายน้ำก่อให้เกิดการมีอาชีพที่ยั่งยืน และมีอาชีพที่สุจริต ผู้ด้อยโอกาสและอดีตผู้ต้องขังสามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ต่อไปในอนาคตตามความตั้งใจในการก่อตั้งมูลนิธิ โดยมีรับสั่งให้ เอกภพ เป็นหนึ่งในคณะทำงานในตำแหน่งรองประธานมูลนิธิ โดยมีพระองค์ภาฯ เป็นประธานมูลนิธิตลอดชีพ

“ตอนนี้คนรับข้อมูลค่อนข้างแยกไม่ออกว่าเราช่วยเหลือผู้ต้องขังอย่างเดียวเหรอ จริงๆ เราช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส เช่น ผู้ที่พิการ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบเชิงสังคม กฎหมาย และผู้ที่ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ปกติ การเฟ้นหาคนกลุ่มนี้ เช่น คนพิการที่มีอยู่ในมูลนิธิหรือองค์กรต่างๆ ก็ส่งมาหาเรา พอเข้ามาหาเรา เราจะสัมภาษณ์ และเราจะรับเขาเข้าทำงาน เราไม่ปิดกั้นเพราะเรามีศูนย์ฝึกอาชีพ และมีงานออฟฟิศให้ทำ เช่น คนพิการจบด้านการออกแบบ เราก็ให้นั่งทำงานออกแบบในออฟฟิศ ผู้ต้องขังพ้นโทษหรือสุขภาพไม่ดี เราก็ช่วยเหลือให้เขามีปัจจัยสี่ที่พร้อม เพื่อไม่เป็นภาระในสังคม”

 

 

ปรับทัศนคติให้ผู้ด้อยโอกาสมีภูมิคุ้มกัน

ในการทำงานระยะเริ่มแรกมีข้อจำกัดมากมายมหาศาล รองประธานมูลนิธิณภาฯ ยกตัวอย่างเรื่องการดำเนินการตลาดหรือดีไซน์สินค้า แล้วไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ จึงรับเข้ามาทำงานกับมูลนิธิ

“เพราะเรามีโรงเรียนฝึกวิชาชีพ เราสอนทำผลิตภัณฑ์ทั้งของกินและของใช้ เช่น ไอศกรีม อาหาร เบเกอรี่ แต่เราไม่อยากบอกว่าทำภายใต้แบรนด์อะไร เพราะเราไม่อยากให้คนซื้อเพราะรู้สึกสงสาร แต่อยากให้ซื้อเพราะของกินมีรสชาติอร่อย และของใช้มีคุณภาพดี” ซึ่งมูลนิธิณภาฯ ให้การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทั้งหญิงและชาย

“คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเราช่วยเหลือแต่ผู้ต้องขัง แต่เราย้ำว่ามูลนิธิณภาฯ ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทั้งหญิงและชาย ไม่จำกัดวัย การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสสำหรับเราคือ เราจะนำผู้พิการไปพบกับผู้ต้องขัง เราจะให้เขาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เช่น ผู้ต้องขังเห็นว่าผู้พิการขาขาดไม่ครบ 32 แต่เขายังสู้ได้เลย ดังนั้นฉันจึงต้องเปลี่ยนตัวเอง ในขณะเดียวกันพอผู้พิการเห็นว่าแม้ตัวเองไม่ครบ 32 แต่เขายังดำเนินชีวิตข้างนอกได้ แล้วทำไมเขาจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เขาจะได้เห็นค่าซึ่งกันและกัน”

เนื่องเพราะผู้ด้อยโอกาสแต่ละคนค่อนข้างมีต้นทุนที่ติดลบ การให้การช่วยเหลือค่อนข้างยาก ต้องปรับตัวหมดเหมือนเป็นกรุ๊ปบำบัด

“บางคนอาจโดนทำร้ายร่างกายมา โดนแฟนทิ้งอกหักรักคุด กิจการล้มละลาย แต่มันไม่ได้หมายความว่ามานั่งคุยกันแล้วบำบัดด้วยกัน อย่างคนด้อยโอกาสบางคนไม่เหลืออะไรแล้วจริงๆ แล้วเราไปบอกเขาว่าเราเชื่อมั่นในตัวเขานะว่าเขาทำได้ ดังนั้นสิ่งที่เราทำไม่ว่าจะเป็นโปรดักต์ หรือการนั่งทำงานในออฟฟิศ เขาสามารถทำงานและดำเนินชีวิตในรูปแบบปกติได้”

 

ฝึกฝนด้านกีฬา

รูปแบบการช่วยเหลือ นอกจากมีพระองค์ภาฯ ทรงเป็นประธานตลอดชีพแล้ว ยังมีคณะกรรมการทำงานอีก 7 คน การทำงานแบ่งฝ่ายต่างๆ อาทิ ฝึกอบรม และการคัดสรร

“ส่วนที่เป็นผู้ต้องขังที่พ้นโทษหรือว่าผู้ด้อยโอกาสในช่วงแรก จะมีทีมงานคัดเองทั้งหมดด้วยการสัมภาษณ์ เพื่อที่จะนำเขามาทำวิชาชีพกับเรา คือข้างในเรือนจำจะมีกฎเกณฑ์ของเขาอยู่แล้วว่า ผู้ต้องขังจะต้องมีอะไรยังไงถึงจะได้เรียน แต่ว่าพอพ้นโทษช่วงแรกยุคแรก

หากเรารู้ว่าผู้ต้องขังคนไหนที่เขาอยากจะทำงาน เขาจะบอกเราตั้งแต่ข้างในแล้วว่าเขาอยากเปลี่ยน อยากทำงาน สิ่งที่เราทำคือวันที่พ้นโทษเมื่อไหร่ เราไปรับเขาหน้าประตูเรือนจำ จากนั้นพาไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ทั้งหมด เพราะบางคนไม่มีญาติ หาที่อยู่ให้เขา เริ่มสอนตั้งแต่เขาไม่เป็น บางคนติดนานๆ 5 ปี 10 ปี เปิดคอมพิวเตอร์ยังไม่เป็น จากนั้นให้เขาพัฒนาตัวเองเพื่อให้เขาคิดคำนวณราคาต้นทุนได้ คำนวณค่าโลจิสติกส์ ค่าจัดเก็บ คิดได้หมด”

1 ทศวรรษแห่งการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส เอกภพ เผยว่า การดำเนินงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ในเครือข่ายของมูลนิธิณภาฯ ได้รับผลตอบรับที่ดีจากประชาชน ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ และเพิ่มการส่งเสริมด้านกีฬาเข้าไปด้วย

“อีกหนึ่งโครงการได้แก่ BBG (Bounce Be Good) เมื่อเด็กออกจากสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เด็กบางคนพ่อแม่ยังอยู่ในเรือนจำ บางคนไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ กีฬาจึงเป็นอีกหนึ่งทางออกซึ่งพระองค์ทรงเล็งเห็นถึงคุณค่าความสำคัญ และทรงมอบโอกาสให้แก่เด็กและเยาวชน ผ่านการดำเนินงานของโครงการนี้

เราผลักดันให้พวกเขาได้มีโอกาสในการฝึกเป็นนักกีฬาอาชีพ โดยกีฬาชนิดแรกที่หยิบมาใช้คือ ปิงปอง เนื่องจากใช้พื้นที่ไม่มาก สามารถฝึกซ้อมได้ง่าย และช่วยให้เกิดสมาธิ รวมถึงช่วยเสริมทักษะในเรื่องของการตัดสินใจและการปฏิบัติตัวในภาวะคับขัน ซึ่งโครงการได้จัดการดูแลให้อยู่แบบนักกีฬาอาชีพอย่างจริงจัง มีพี่เลี้ยง โค้ชกีฬา นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ รวมไปถึงการจัดการเรียนการสอน และให้ทุนในการเรียนต่อจนจบปริญญาตรี โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องกลับมาให้โอกาสกับบุคคลรุ่นหลังๆ ที่ต้องการโอกาสเช่นเดียวกับตัวเอง” โดยในขณะนี้ยังขยายไปอีก 1 ชนิดกีฬา ได้แก่ แบดมินตัน เริ่มเปิดที่บ้านกรุณา มีเด็กในโครงการ 20 คน

“สำนักงานโครงการส่วนพระองค์ฯ เราเรียกว่า R908 ตอนนี้ทำงานร่วมกันด้านกีฬาอยู่ 3 หน่วยงาน คือ BBG แล้วก็มูลนิธิณภาฯ พระองค์จะทรงมีโครงการต่างๆ ที่พระองค์ทรงทำ เช่น สร้างวัด สร้างอุโบสถ วัดพัชรกิตติยาภาราม งานหล่อพระ เป็นต้น ส่วนบ้านกีฬาแม้ไม่ได้เป็นวัตถุประสงค์หลักของมูลนิธิ แต่ว่าเมื่อเรามีโอกาสที่เราต้องทำเราก็ผลักดัน”

เอกภพ ทิ้งท้ายว่า ต้องการให้มูลนิธิณภาฯ เป็นตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นห้างร้าน บริษัท หรือบริษัทมหาชน ก็สามารถช่วยเหลือสังคมได้ “คุณช่วยคนอื่นได้ในรูปแบบที่คุณทำได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราหวังไว้ว่าวันหนึ่งณภาจะเป็นตราประทับทำให้คนอื่นได้เห็นว่าทำสำเร็จ เราสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยการช่วยคน”

 

 

ได้ชุบชีวิตใหม่

อดีตนักโทษหญิงผู้ได้รับโอกาส จิ๋ว-ประมวลคำ (นามสมมติ) วัย 47 ปี เล่าว่า ก่อนจะได้รับโอกาส เธอไม่ได้มีอาชีพอะไร ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ

“ตอนอยู่ในเรือนจำก็เคยทำงานในนั้น เวลาเรือนจำออกบูธก็ได้ไปช่วยขายของ มีวันหนึ่งพระองค์ภาฯ เสด็จ ดิฉันขายกาแฟอยู่ พระองค์รับสั่งถามว่าสนใจขายกาแฟไหม มีบีชโปโลนะ สนใจไหม พอสนใจ พระองค์ก็ทรงส่งไปเรียนทำไอศกรีม เรียนชงกาแฟ ก็เลยทำได้ และสามารถชงได้รสชาติดี ก็ได้มาออกบูธในนามมูลนิธิณภาฯ ซึ่งไม่มีการปิดกั้น หากวันหนึ่งดิฉันมีทุน ท่านก็สนับสนุนให้ไปเปิดร้านเอง เพราะดิฉันมีวิชาในมือแล้ว

มูลนิธิให้โอกาสหลายอย่าง ตอนออกมาจากเรือนจำใหม่ๆ ดิฉันเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า ออกไปแล้วจะไปทำอะไร สังคมจะให้โอกาสเราไหม พอได้มาทำงานกับมูลนิธิชีวิตก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ทำงานกับมูลนิธิ 7 ปีแล้ว”

อดีตนักโทษหญิงยังกล่าวด้วยว่า อยากฝากบอกไปถึงผู้ด้อยโอกาสคนอื่นๆ ว่า อย่าคิดว่าคนอื่นจะไม่ให้โอกาส สังคมให้โอกาสเราเสมอ อยู่ที่ว่าเราจะรับหรือไม่ เมื่อรับโอกาสแล้วก็ต้องตั้งใจทำให้ดี

“ถ้าไม่ได้มาร่วมงานกับมูลนิธิ คงเป็นสาวโรงงานเย็บผ้า คิดว่าจะมีความสุขระดับหนึ่ง แต่อยู่ตรงนี้มีทั้งความมั่นคงทางด้านจิตใจและเงินทอง ลูกดิฉันก็ทำงานอยู่ที่มูลนิธิพระองค์ภาฯ ลูกก็มีความสุข”