ฝึกภาษา ทำความดี ในวิถีพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ธ.ค. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528953

ฝึกภาษา ทำความดี ในวิถีพอเพียง

เหมือนอย่าง “หมู่บ้านนานาชาติ เปรมปรีดี” อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้ฝึกภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันกับเจ้าของภาษา ราวกับอยู่ในต่างประเทศเลยล่ะ เรื่องนี้มีที่มาอย่างไร ไปฟังจาก ขวัญชัย ปรีดี วัย 33 ปี ผู้ก่อตั้งหมู่บ้านฝึกภาษาแห่งนี้กัน

ในยุคที่คนในสังคมมุ่งแต่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด หากมีบุคคลหรือองค์กรใดลุกขึ้นมาทำประโยชน์เพื่อคนในสังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ก็นับว่าควรค่าแก่การยกย่องและให้การสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง

“ผมเกิดที่ จ.กาฬสินธุ์ ตั้งแต่เด็กผมก็รู้ตัวว่าเรียนไม่ค่อยเก่ง โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ พอเรียนต่อระดับปริญญาตรี สาขากราฟฟิกดีไซน์ ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผมก็ยังได้คะแนนโดยรวมไม่ดี ช่วงนั้นกลัวจะโดนรีไทร์มาก ผมจึงตั้งปณิธานว่า ถ้าจบปริญญาตรีจะต้องพูดภาษาอังกฤษให้ได้ โชคดีว่าตอนเรียนอยู่ปี 3 ผมมีโอกาสได้ไปฝึกงานที่สหรัฐในโครงการแลกเปลี่ยน ตอนอยู่ที่นั่นผมก็ไปหางานเกี่ยวกับการออกแบบอยู่ 1 สัปดาห์ จึงได้ไปฝึกงานในบริษัททำนิตยสารเล่มหนึ่ง

พอกลับมาเรียนใกล้จะจบปี 4 ผมก็ได้งานที่นิวยอร์ก สหรัฐ โดยไปสอนด้านกราฟฟิกดีไซน์ให้กับลูกคนรวยๆ ที่เสียเงินมาเข้าค่ายในช่วงปิดเทอมกัน เมื่อจบงานนี้พอกลับมาไทยผมก็ได้งานในบริษัทเว็บไซต์ของแอลเอ แต่เราสามารถทำงานในเมืองไทยได้ ก็ทำอยู่ 3 ปี จึงย้ายไปอยู่ลอนดอน อังกฤษ แล้วคิดว่าจะอยู่ที่นี่แหละ คงไม่ได้กลับไปทำงานที่เมืองไทยแล้วล่ะ ระหว่างเรียนภาษาเพื่อรอต่อปริญญาโท ผมก็เป็นช่างภาพแฟชั่นอิสระไปด้วย เรียกว่ากำลังเพลิดเพลินกับการหาความสำเร็จให้ชีวิตเลยล่ะ

ทว่า มีจุดเปลี่ยนในปี 2012 เมื่อผมมีโอกาสได้ไปวัดไทยในลอนดอน ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ มาทรงเปิดงาน แล้วที่นี่ยังเปิดให้ทั้งฝรั่งและคนไทยได้มาปฏิบัติธรรมด้วย เมื่อปฏิบัติธรรมไปสักพักก็ทำให้ผมรู้สึกซาบซึ้งจนกลายเป็นจุดเปลี่ยนจากคนที่ใฝ่หาความสำเร็จ มาเป็นผู้ที่เห็นคุณค่าของชีวิต ณ ปัจจุบัน และรู้จักปล่อยวางมากขึ้น ผมจึงเป็นอาสาสมัครช่วยที่วัดอยู่นาน ถึงจะเหนื่อยแต่ทำแล้วมีความสุข แล้วยังเริ่มมีเพื่อนๆ ทั้งฝรั่งและไทยที่มาทำกลุ่มจิตอาสาร่วมกันด้วย

กระทั่งปี 2014 ผมก็มานั่งคิดว่า ทำไมเราไม่กลับไปทำจิตอาสาช่วยพัฒนาบ้านเกิดที่ จ.กาฬสินธุ์ ให้คนในสังคมได้ประโยชน์ล่ะ เพราะที่ลอนดอนคนส่วนใหญ่มีพร้อมทุกอย่างแล้ว ไม่ได้ขาดเหมือนเมืองไทยเรา”

 

เมื่อคิดได้แบบนั้น ขวัญชัยจึงยึดถือธรรมะและคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเรื่องความพอเพียง แล้วตัดสินใจบอกกับเพื่อนๆ ที่ลอนดอนว่า จะกลับมาพัฒนาสังคมที่บ้านเกิดด้วยการสอนภาษาอังกฤษให้เด็กๆ หรือคนที่นี่ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด เขาจึงจัดงานแฟร์อาหารขึ้นที่ลอนดอนเพื่อรวบรวมเงินบริจาคจากเหล่ากัลยาณมิตรทั้งไทยและเทศ จนได้เป็นเงินก้อนแรกเพื่อก่อตั้งโครงการหมู่บ้านนานาชาติฯ พร้อมทั้งขอที่ดินของพ่อแม่เพื่อก่อสร้างโครงการด้วย

“จากประสบการณ์ ผมเห็นว่าเด็กไทยเรียนภาษาอังกฤษกันเยอะมาก แต่สื่อสารไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเรียนแพงแค่ไหน หรือครูเก่งแค่ไหนก็ตาม พอหยุดเรียนและไม่มีโอกาสได้ใช้ก็ลืมหมด อีกอย่างการเรียนแกรมม่าโดยที่ยังสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ กลับสร้างความสับสน พูดไม่ออก และกังวลว่าจะพูดผิดให้กับเด็ก ในขณะที่ฝรั่งพูดได้ถูกต้องโดยที่ไม่ต้องรู้หรือจำแกรมม่าให้วุ่นวาย เพราะพูดจากสิ่งที่พวกเขาได้ยินทุกวัน

สรุปแล้วการเรียนภาษาอังกฤษที่ดีที่สุด คือต้องทำให้ตัวเองอยู่ในสภาพแวดล้อมภาษาอังกฤษ หรือใช้ได้จริงอย่างต่อเนื่องจนมั่นใจ จากนั้นค่อยไปพัฒนาด้านการอ่านเขียน เหมือนที่เราทุกคนพูดภาษาไทยได้ตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน นี่จึงเป็นที่มาของการก่อตั้งหมู่บ้านนานาชาติเปรมปรีดีที่บ้านเกิดของผม โดยสร้างให้เป็นศูนย์รวมของอาสาสมัครนานาชาติ เครือข่ายนักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเครือข่ายปฏิบัติธรรม พร้อมทั้งเปิดรับสมัครเด็กไทยมาร่วมเข้าค่าย ทำกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อวัดและชุมชน ลดการใช้ขยะ รีไซเคิลอย่างสร้างสรรค์ ปลูกป่า ปลูกพืชผักสวนครัว ทำอาหารและขนมจากพืชที่ปลูกเอง จัดสวน และกิจกรรมเพื่อสังคมอื่นๆ โดยทุกกิจกรรมจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง โดยเราเปิดค่ายครั้งแรกเมื่อเดือน ต.ค. 2560 และรับสมาชิกได้ 10 กว่าคน ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครองของเด็กๆ เป็นอย่างดี”

ขวัญชัย ทิ้งท้ายว่า โครงการนี้ไม่เพียงแต่ฝึกให้เยาวชนได้ใช้ภาษาอังกฤษในสถานการณ์จริง 24 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ยังทำให้สมาชิกทุกวัยที่อยากจะฝึกพัฒนาภาษาได้เรียนรู้ที่จะรักษ์และหวงแหนธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนเสียสละเพื่อชุมชน โดยลงมือปฏิบัติด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีใครสอน แต่ให้ประสบการณ์ที่ทำนั้นเป็นครูให้

“ปัจจุบันนี้เยาวชนยุคใหม่และตัวเราเองมักใช้ชีวิตหน้าจอโทรศัพท์มือถือวันละหลายชั่วโมงทุกวัน แต่โครงการนี้จะทำให้สมาชิกทุกคนได้ใช้ชีวิตกับธรรมชาติมากขึ้น เพียงแค่สมาชิกที่เข้าค่ายมาร่วมทำความดีและร่วมสนุกกับหมู่บ้านนานาชาติฯ ทุกคนก็จะกลายเป็นผู้ที่รักษ์สิ่งแวดล้อมและพูดภาษาอังกฤษได้เองไปโดยปริยาย”…ดูข้อมูลช่วงเวลาเข้าค่ายได้ที่ FB/IG : prampredee และ http://www.prampredee.org

 

 

ด้าน แอน-ปุณยนุช มณีพงษ์ วัย 19 ปี นิสิตชั้นปี 1 สาขาเทคโนโลยีอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่มีโอกาสได้ไปเข้าค่ายนี้

“หนูไปเข้าค่ายช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ตอนเรียนจบ ม.6 และกำลังรอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เพราะมีรุ่นพี่คนหนึ่งชักชวนไป ด้วยความที่ค่ายนี้อยู่ที่ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดหนูอยู่แล้ว ก็เลยลองไปดู วันแรกที่อยู่ในค่ายก็มีการแนะนำตัวทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ เรียกว่าต้องมีการปรับตัวเล็กน้อย ซึ่งเราก็พอพูดภาษาอังกฤษได้บ้างอยู่แล้ว

กิจกรรมที่ประทับใจก็คือ การทำอิฐจากดินและมูลสัตว์เพื่อนำไปสร้างเป็นบ้านดิน ซึ่งกิจกรรมนี้พี่ขวัญชัยจะให้คำศัพท์ทั้งหมดเกี่ยวกับวัสดุหรือส่วนผสม แล้วให้พวกเราสื่อสารกันเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ซึ่งหนูว่าเป็นเรื่องที่สนุกดี ตอนเข้าค่ายสมาชิกจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยเปลี่ยนเวรกันทำอาหาร เลยทำให้เราได้ฝึกฝนการใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษในครัว ซึ่งหนูว่าวิธีฝึกแบบนี้ทำให้เราจำได้ดีกว่าการท่องจำ เพราะเราได้ใช้คำศัพท์จริงๆ ในชีวิตประจำวัน”

แอน เสริมว่า กิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจก็คือ การสอนให้ปลูกผัก เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง ฯลฯ แล้วใช้ปุ๋ยคอกโรยที่แปลงผัก โดยทั้งสองกลุ่มจะแบ่งงานกันทำ เรียกว่าเป็นสิ่งที่บางคนอาจจะไม่เคยทำแบบนี้เลยเมื่ออยู่บ้านตัวเอง แล้วสมาชิกทุกคนจะมีที่นอนตามกระท่อมที่โครงการได้สร้างไว้หลายหลังริมทุ่งนาด้วย

“หลังจบการเข้าค่าย ทุกวันนี้ถ้ามีเวลาว่างหนูจะกลับไปช่วยพี่ๆ ที่โครงการทำสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ เรียกว่าที่นี่สร้างความประทับใจให้กับพวกเรามาก สิ่งที่ได้จากการเข้าค่ายคือ ได้ฝึกภาษา ได้ทำในสิ่งที่อาจจะไม่เคยทำ ได้เพื่อนชาวต่างชาติซึ่งเป็น Native Speaker โดยเราได้ติดต่อกันทางอีเมลและสามารถสอบถามงานเขียนเรื่องภาษาอังกฤษที่ถูกต้องได้ ในช่วงเดือน มี.ค. 2561 ที่จะมีการเปิดค่ายอีกรอบ ถ้าว่างหนูก็จะกลับไปช่วยแน่นอน พูดตรงๆ ว่าการได้มาฝึกใช้ภาษาทุกวันในค่ายทำให้เรานึกคำศัพท์ออก ไม่กลัวฝรั่ง และสนทนาภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นจริงๆ ค่ะ”

 

ขณะที่ น้ำทิพย์ นาเมืองรักษ์ คุณแม่ของ “น้องบอส” วัย 14 ปี หนึ่งในนักเรียนที่เคยมาเข้าค่าย เล่าว่า ได้พาลูกชายซึ่งเรียนอยู่ชั้น ม.2 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ร้อยเอ็ด ไปเข้าค่ายที่บ้านนานาชาติฯ เช่นกัน

“จุดประสงค์ที่ดิฉันส่งลูกชายไปเข้าค่ายเพราะอยากให้เขาได้ไปทำกิจกรรมดีๆ เช่น ปลูกต้นไม้ ทำความสะอาด และอื่นๆ ที่โครงการทำ และอยากให้เขาได้ฝึกทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพิ่มเติม คือลูกชายรู้ภาษา แต่ติดอยู่ที่ว่าไม่ค่อยกล้าจะสื่อสาร ช่วงที่ส่งเขาไปเป็นช่วงปิดเทอมพอดี เขาจึงไปเข้าค่ายอยู่ที่นี่ 10 วัน

เมื่อน้องบอสกลับมาจากเข้าค่าย เขาเปลี่ยนไปเยอะเลย จากที่ต้องบอกทุกอย่าง ว่าให้ทำนั่นทำนี่หน่อย ตอนนี้ไม่ต้องแล้วค่ะ เพราะเขาจะเดินมาถามเองเลยว่า แม่มีอะไรให้ผมช่วยมั้ย แถมยังให้แม่ถามคำศัพท์ภาษาอังกฤษเพื่อให้เขาฝึกพูดอีกด้วย แม่ก็รู้สึกดีใจที่ลูกชายเปลี่ยนไปในทางที่ดี”

น้ำทิพย์ ทิ้งท้ายว่า การที่ลูกชายเริ่มกล้าที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น มันช่วยส่งเสริมในเรื่องที่เขาต้องเดินทางไปแข่งขันประดิษฐ์หุ่นยนต์ที่ต่างประเทศได้ เนื่องจากน้องบอสเก่งด้านวิทยาศาสตร์และการประดิษฐ์หุ่นยนต์อยู่แล้ว ยิ่งรู้ภาษาอังกฤษและสื่อสารได้ ก็จะยิ่งได้ประโยชน์กับตัวลูกชายมากยิ่งขึ้น

“ถ้าโครงการเปิดรับสมัครเด็กช่วงต้นปีหน้า ก็ตั้งใจว่าจะส่งลูกชายไปเข้าค่ายอีกค่ะ การเข้าค่ายจะเสียค่าอาหารแค่ 1,000 กว่าบาทเท่านั้น ส่วนผู้ปกครองท่านไหนจะสมทบทุนช่วยบริจาคเพื่อสร้างสถานที่ใหม่ๆ ในโครงการก็สามารถบริจาคได้เท่าที่ตัวเองสะดวกเลย พูดได้ว่าต้องให้เด็กๆ เข้ามาสัมผัสกับโครงการนี้เอง แล้วจะรู้ว่าพวกเขามีการพัฒนาตัวเองไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในทุกด้านจริงๆ”

นิยามแห่งความพอดี อธิพาพร เหลืองอ่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 ธ.ค. 2560 เวลา 16:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528781

นิยามแห่งความพอดี อธิพาพร เหลืองอ่อน

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ความพอดีของชีวิตอยู่ที่จุดไหน เป็นเรื่องที่คนทุกคนต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง คำตอบที่ได้จะถูกต้องเหมาะควรแก่ใครก็เป็นคำตอบของคนคนนั้น เรื่องราวของอธิพาพร เหลืองอ่อน วัย 32 ปี ผู้จัดการโครงการเคี้ยว…เขียว แคทเทอริ่ง ธุรกิจให้บริการอาหารจัดเลี้ยงเพื่อสุขภาพแถวหน้า นิยามความพอดีของเธอ คือ ความพอดีที่พอจะทำได้ ถ้าจะทำ

ผู้จัดการโครงการเคี้ยว…เขียวฯ เล่าว่า สนใจประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตลอด สมัยเรียนมัธยมต้นก็พอจะรู้ตัวบ้าง แต่เพราะอะไรนะ ขนาดรู้ใจตัวเอง ก็ยังเลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ซึ่งคะแนนแย่ถึงแย่ที่สุด ต่อมาถึงสามารถสอบตรงเข้าที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ เปิดด่านแรกของงานและความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

อธิพาพร ชื่นชมอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีต ผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 และขณะนั้นเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ทั้งๆ ที่เรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยเดียวกัน ทว่าไม่เคยมีโอกาสได้เรียนกับอาจารย์โดยตรงเลย คงได้แต่ติดตามงานเขียน รวมทั้งผลงานด้านวิชาการต่างๆ ของอาจารย์เท่านั้น

“ศรัทธาในวิธีมองโลก นั่นคือการมองด้วยความกล้าหาญ มองโลกตรงหน้าในแบบที่เราร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ทุกอย่างรอบตัวเรา รวมทั้งเราล้วนเกี่ยวข้องกับโลก เพราะเช่นนั้นจึงไม่อยากทิ้งภาระใดๆ ให้แก่โลก แม้ว่าภาระนั้นจะเล็กน้อยแค่ไหน”

การมองโลกในมุมที่ต่างออกไป ทำให้ความใฝ่ฝันของเธอชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ การหล่อหลอมทางความคิดและแนวคิด ดังกล่าว ในที่สุดก็ทำให้อธิพาพรรู้ใจตัวเองอย่างที่สุดว่า เธอจะต้องทำงานด้านสิ่งแวดล้อม

สมัยเรียนมัธยม ขนาดรู้ใจตัวเองก็พลาดมาแล้วรอบหนึ่ง อย่างไรก็ตาม คราวนี้ไม่พลาดอีก อธิพาพรเรียนจบแล้วได้ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมสมใจ โดยอยู่ในแวดวงเกษตรอินทรีย์ อยู่ในแวดวงตลาดสีเขียว เกษตรกรและวิถีเกษตรความพอเพียง

ทันทีที่เรียนจบอธิพาพรได้เข้าทำงานกับเครือข่ายตลาด สีเขียวของสวนเงินมีมา โดยส่วนตัวชอบสายพัฒนาชุมชน ก็เพราะได้อยู่กับธรรมชาติและได้มีส่วนช่วยสนับสนุนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ชุมชน จากโครงการตลาดสีเขียว สู่โครงการสวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ถือว่าปักหลักและตั้งมั่นอยู่ในสายสิ่งแวดล้อม ถึงวันนี้ก็ กว่า 10 ปีแล้ว

“กระบวนการเรียนรู้ภายในเกิดขึ้นเมื่อเราได้สัมผัส ตัวเองผ่านธรรมชาติ เรียนรู้ด้านในของตัวเองไปด้วยพร้อมกัน ถือเป็นผลพลอยได้ที่ดีจากการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม”

ในช่วงต้นได้กล่าวถึงบุคคลต้นแบบ ผู้เป็นเป้าหมายเรื่องการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม-เสกสรร ประเสริฐกุลไปแล้ว ต่อเมื่อได้เข้ามาคลุกคลีและทำงานในแวดวงเกษตร สีเขียวจริงๆ บุคคลผู้เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานตลอดมาของอธิพาพร จะไม่กล่าวถึงนั้นไม่ได้มีจำนวน 3 คน

บุคคลทั้งสามคือ 1.สุภา ใยเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนแห่งประเทศไทย 2.วัลลภา เเวนวิลเลี่ยนส์วาร์ด บรรณาธิการบริหาร สำนักพิมพ์ สวนเงินมีมา และ 3.พอทิพย์ เพชรโปรี ผู้ก่อตั้งร้านเฮลท์มี และบ้านสวนเรียนรู้ Organic way

สำหรับสุภา ชื่นชมในการยืนหยัดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร การสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เสียสละ แรงกายแรงใจทำงานขับเคลื่อนเรื่องความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรทั้ง 4 ภาค

อธิพาพรได้มีโอกาสร่วมงานกับมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน ภายใต้โครงการสวนผักคนเมืองในช่วงหนึ่ง ทำให้ได้ใกล้ชิดกับสุภา ได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจที่ต้องการให้ พี่น้องเกษตรกรมีชีวิตที่ดีขึ้น ถือเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญในการทำงานด้านนี้

คนที่สอง วัลลภา เเวนวิลเลี่ยนส์วาร์ด เป็นคนแรกที่ให้โอกาสในชีวิตการทำงาน สมัยนั้นวัลลภาเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท สวนเงินมีมา หรือสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา สวนหนังสือแห่งปัญญาของสังคม ได้ให้โอกาสในการทำงานส่งเสริมเรื่องการตลาดสีเขียว สื่อสารเชื่อมโยงระหว่าง ผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการผลิตและการบริโภคเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

“ทำงานอยู่สวนเงินมีมา 8 ปีเต็ม ที่นี่เปิดกว้างในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เปิดกว้างพื้นที่ให้ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ได้คิดโครงการรณรงค์เพื่อสังคมในหลากหลายประเด็น ได้เรียนรู้ความคิดกระบวนทัศน์ใหม่ผ่านหนังสือและกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างๆ เป็นประสบการณ์ที่สำคัญในชีวิตการทำงานมาก”

สำหรับพอทิพย์ เพชรโปรี หรือ “ป้าหน่อย” แห่งร้านเฮลท์มี และบ้านสวนเรียนรู้ Organic way ป้าหน่อยเป็นผู้ชักชวน อธิพาพรให้มาทำงานในภาคธุรกิจเพื่อสังคม เคี้ยว…เขียว Green Catering เป็นผู้ทำให้เห็นซึ่งการเชื่อมโยงการทำงานเพื่อสังคมและการบริหารจัดการแบบธุรกิจเข้าด้วยกัน

“กิจการเพื่อสังคมต่างๆ ที่ออร์แกนิคเวย์ทำ เช่น เฮลท์มีเดลิเวอรี่ ร้านอาหารมังสวิรัติ ทำให้ได้มองเห็นความยั่งยืนในอีกด้านหนึ่ง ที่นำเอาแนวคิดทางการตลาดมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านสังคม ให้เกิดความเข้าใจและเข้าถึงในวงกว้าง” อธิพาพร เล่า

ปัจจุบัน อธิพาพรยังคงทำงานอยู่ในแวดวงเกษตรปลอดภัย แน่นอนที่งานหลักของเธอคือ เคี้ยว…เขียว แคทเทอริ่ง ขณะเดียวกันก็ยังช่วยงานโครงการสวนผักคนเมือง เครือข่ายตลาดสีเขียวและอีกมาก หากความใฝ่ฝันระยะยาว อนาคตต้องการกลับไปใช้ชีวิตและทำเกษตรอินทรีย์ที่บ้านเกิด อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ความฝันของเธอเริ่มต้นด้วยแปลงทดลองแปลงเล็กๆ 1 ไร่ ครึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ส่วนใหญ่เป็นการทดลองปลูกต้นไม้ผลไม้พืชผักสวนครัว มีกล้วย ผัก พริก มะนาว กล้วยหอม มะระ มะเขือ และอื่นๆ เสียดายแต่ว่าไม่สามารถอยู่ดูแลต้นไม้ได้ทุกวัน หน้าที่รดน้ำจึงเป็นหน้าที่ของพ่อ

“ในสัปดาห์หนึ่งๆ ไปๆ มาๆ ระหว่างกรุงเทพฯ กับพนัสนิคม เพราะยังต้องทำงานที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ก็ต้องถือเป็นความกรุณามากแล้วที่งานหลักในปัจจุบันสามารถ เอื้ออำนวยให้เราได้บริหารจัดการเวลา เพื่อทำในสิ่งที่ต้องการ ได้บ้าง”

อยากใช้เวลาอยู่บ้านให้บ่อยขึ้นและนานขึ้น หากงานภาคพัฒนาสังคมในปัจจุบันก็ทำให้อธิพาพรอยู่บ้านต่างจังหวัดได้ ไม่มากเท่าที่ใจต้องการ ความพอดีของชีวิตคือความพอดีของชีวิตที่อยากจะทำ แต่ยังไม่ได้ทำ ความพอดีของชีวิตยามนี้ จึงเป็นที่เห็นและเป็นอยู่ ได้แก่ความพอดีที่พอจะทำไปได้ก่อน อนาคตอันใกล้หวังใจว่า จะได้เป็นนักส่งเสริมที่ทำงานร่วมกับชุมชน ต่อยอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาพื้นถิ่น ตั้งแต่เรื่องกินอยู่ การหารายได้ การพัฒนาตัวเอง การเกษตรปลอดสารเคมี การทำอาหารเมนูผักพื้นบ้าน การรวบรวมความรู้เรื่องยาในท้องถิ่น เป็นต้น

“ถึงที่สุดแล้ว อยากกลับไปเป็นนักปลูกผัก แต่เป็นนักปลูกผักเพื่อจะเล่าเรื่อง เพื่อสื่อสารถึงเกษตรปลอดภัยว่า มันทำได้ มันเลี้ยงตัวเองได้ มันสร้างความสุขให้เราได้” n

ยอดคุณพ่อ สองมือนี้ที่สร้างลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 ธ.ค. 2560 เวลา 16:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528797

ยอดคุณพ่อ สองมือนี้ที่สร้างลูก

เรื่อง อณุสรา-มัลลิกา ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ใต้ปีกแห่งความสำเร็จ มักมีคนที่ช่วยพยุงและผลักดันให้ปีกของคนเบื้องหน้าผงาดอย่างกล้าแกร่ง เช่น หนุ่มสาว คู่นี้ที่ใครๆ ก็ชื่นชมกับความสำเร็จของพวกเขา

ผู้สร้างพิมพ์เขียวโปรกอล์ฟมือหนึ่งของโลก

บิดาผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ 2 พี่น้องนักกอล์ฟสาวชาวไทย “โมรียา จุฑานุกาล” และ “เม-เอรียา จุฑานุกาล” มือหนึ่งของโลกจากการแข่งขันกอล์ฟ LPGA สร้างบันทึกหน้าใหม่ให้วงการกีฬาไทยและสร้างความภาคภูมิใจให้กับทุกคน นั่นคือภาพเบื้องหน้าแห่งความสำเร็จ

เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โปรเมเริ่มต้นชีวิตนักกอล์ฟด้วยการพบกับความพ่ายแพ้มาโดยตลอด หากสิ่งนั้นกลายเป็นแรงผลัก ให้ฮึดสู้ ตั้งใจซ้อม และพัฒนาทักษะการเล่นอย่างหนัก โดยมีโค้ชคนแรก คือ คุณพ่อ สมบูรณ์ จุฑานุกาล

คุณพ่อเล่าว่าถ้าลง 2 ต้องก้าวขึ้น 3 และเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้ ถ้าคิดเล่นกอล์ฟสบายๆ คงไม่มีวันนี้ เมมาจากที่โหล่และพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนมีวันนี้ ทุกอย่างมาจากการฝึกฝนอย่างหนัก รวมถึงการลงทุนที่อาจจะเรียกได้ว่า เดิมพันหมดหน้าตักของครอบครัวจุฑานุกาล เป็นสิ่งที่วางแผนและคาดการณ์เอาไว้แล้ว

“ผมทำเป็นพิมพ์เขียวไว้เลยตั้งแต่ลูกอายุ 5 ขวบ ว่าถ้าจะให้ลูกเป็นนักกอล์ฟต้องมีวิธีการอย่างไร 1 2 3 4 5 แล้วเดินตามแผนนั้นอย่างเคร่งครัด วินัยเป็นเรื่องสำคัญ

จากนั้นจึงเริ่มศึกษาหาข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับกอล์ฟ หาดูด้วยว่า ไทเกอร์ วูดส์ เริ่มแข่งตอนอายุเท่าไหร่เราต้องวางตารางฝึกอย่างไรบ้าง อาหารต้องกินอย่างไร อ่านหนังสือและหาความรู้เยอะ ตื่นแต่เช้ามาทำอาหารให้เขาก่อน เพราะมื้อเช้าเขาต้องได้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน เพราะมื้อต่อไปต้องไปหาซื้อกินนอกบ้าน ไม่รู้จะได้กินอะไรบ้าง

ทุกเช้าเขาต้องกินผัก ไข่ต้มคนละฟอง ปลาทูทอดคนละตัว แอปเปิ้ลคนละหนึ่งผล กินแบบนี้ทุกวัน ไม่ให้กินอย่างอื่นเลย และต้องกินนมสดให้ครบวันละสองลิตรด้วย ต้องเริ่มตั้งแต่เด็กเหมือนเป็นการวางรากฐานที่สำคัญ ถ้าฐานไม่ดีตึกก็ไม่มั่นคง ถ้าไม่หัดให้ลูกมีเป้าหมายและมีวินัยตั้งแต่เด็ก เขาจะไม่รู้หน้าที่และมางอแงตอนหลังได้ แต่ถ้าเราฝึกจนเขารู้ว่าต้องทำเป็นหน้าที่เพื่อให้ถึงเป้าหมาย เขาจะไม่งอแง”

วันไหนที่คิดว่าทำได้ไม่ดีมีข้อผิดพลาด คุณพ่อจะกลับมาทบทวนตัวเองว่า วางแผนอะไรผิดพลาดไปบ้าง นำมาแก้ไขปรับปรุง และที่สำคัญคือต้องรักลูกให้มากที่สุด อดทนกับลูก บางครั้งต้องใจแข็งถ้าลูกท้อหรือเหนื่อย อย่าตามใจลูกมากไป ต้องมองยาวๆ ให้เห็นอนาคต มองไปถึงเป้าหมายแห่งความสำเร็จ ดูแลลูกอย่างใกล้ชิด

“ผมล้อมรั้วลูกไว้ด้วยกีฬา เช้าๆ ชวนกันไปวิ่ง เสาร์อาทิตย์สลับไปว่ายน้ำบ้าง ตีแบดบ้าง เล่นเทนนิสบ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เขาเบื่อ

เปลี่ยนแวดวงกีฬาเพื่อให้ลูกได้เจอคนที่หลากหลายในแวดวงกีฬา เพื่อให้รู้ว่าคนในวงการกีฬาเขามีเป้าหมายกันอย่างไร

แล้วให้ลูกไปเรียนตีกลองเพื่อเพิ่มทักษะแขนขามีสัมผัสที่ดี สร้างกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแกร่ง ลูกจะได้ไม่เบื่อด้วยให้ลองหลายๆ อย่างแต่ก็มีความชัดเจนว่าโฟกัสไปที่กอล์ฟ เป็นหลัก”

พรสวรรค์ ไม่สำคัญเท่าพรแสวง ขอเพียงมีความอดทน มุ่งมั่น ยากแค่ไหนก็ต้องทำได้ ฝึกจริงจังอย่างมีวินัยสม่ำเสมอ

“จนได้คัดตัวไปแข่ง Junior World ที่อเมริกา ก็ได้ที่ 2 กลับมา ตอนนั้นก็รู้แล้วว่ามันไปต่อได้ ก็ตัดสินใจเรื่องเรียน ต้องบินไปอเมริกา เพื่อจะได้รู้ว่าผู้คนเขาตีกันยังไง เราเก่งจริงมั้ย เก่งจริงหรือยัง

 

 

เรื่องค่าใช้จ่ายก็เตรียมเงินไว้ก้อนนึง ขณะเดียวกันทุกอย่างก็ต้องประหยัดหมด เพราะเรารู้ว่าถ้าไปต่างประเทศต้องใช้เงินเยอะมาก แม้จะเตรียมไว้มากๆ แล้วก็ยังไม่พอ

ต้องขายบ้านไป 2 หลัง แต่เป้าหมายคือเพื่อลูกเราจะลงทุนเพื่อลูกเพื่อที่เขาจะได้โค้ชดีๆ หมดไป 20 กว่าล้าน แต่สิ่งที่ลูกได้มาคือความตั้งใจ ความสำเร็จก็คุ้มค่ากับการลงทุน”

ยอมรับว่าเป็นพ่อที่เข้มงวดกับลูกมาก เพื่อให้ลูกไปถึงเป้าหมายประสบความสำเร็จเพื่อตัวลูกเอง นโยบายของสมบูรณ์ คือ เด็กยังไงช่วงแรกต้องบังคับ แต่เมื่อโตเขาเริ่มมีเหตุผลตอนนั้นต้องถอยแล้ว เพราะถ้ามาฝึกตอนโตจะบังคับยาก เพราะเขาได้ฝึกให้มีวินัยมาแต่เด็ก ตรงตามสำนวน ไม้แก่ดัดยากนั่นเอง

“ผมมีเป้าหมายชัดเจน ชีวิตทั้งชีวิตขอทุ่มให้ลูก 100% อยู่กับลูกตลอดเวลาไม่มีชีวิตส่วนตัวเลย ตั้งแต่ลูก 5 ขวบจนลูกอายุ 17 ปี ชีวิตตอนนั้นเพื่อลูกเพียงอย่างเดียว ระยะหลังที่เริ่มปล่อยลูกเพราะมีโค้ชที่เก่ง มีผู้จัดการที่ดี มีคนที่เก่งกว่ามาฝึกมาดูแลลูก พ่อจึงเป็นเพียงที่ปรึกษาให้กำลังใจ ให้ลูกเดินต่อด้วยตัวเอง

ตอนนี้ผมก็มาเป็นที่ปรึกษาให้กับครอบครัวที่อยากฝึกให้ลูกเป็นนักกอล์ฟ เป็นที่ปรึกษาให้ฟรี เพราะอยากให้มีเอรียาอีกเยอะๆ ในประเทศไทย”

ลมใต้ปีกแชมป์กีตาร์คลาสสิก

“เบิร์ด-เอกชัย เจียรกุล” คือ คนไทยและคนเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลชนะเลิศกีตาร์คลาสสิก Guitar Foundation of America International Concert Artist Competition 2014 (GFA 2014) นับเป็นที่สุดของการแข่งขันกีตาร์คลาสสิกระดับโลก

ทุกวันนี้เขาเปิดโรงเรียนสอนกีตาร์ คลาสสิก ชื่อ เอกชัยกีตาร์เซ็นเตอร์ และมีโอกาสทัวร์คอนเสิร์ตในหลายประเทศ ในแวดวงดนตรีคลาสสิกชื่อชั้นของเขาเป็นที่รู้จัก

ความสำเร็จมักอยู่สูงเด่น ผู้คนมองเห็นได้ง่าย แต่กว่าเขาจะมาถึงยอด สะดุดหกล้มมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่ามีสองมือที่แข็งแกร่งช่วยพยุงประคับประคองให้ลุกขึ้นได้เสมอ และคอยอยู่เคียงข้างทุกก้าวจังหวะของชีวิต บุคคลผู้นั้นคือ คุณพ่อ “ยุทธชัย เจียรกุล”

เบิร์ดฉายแววรักทางสายดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งในครานั้นยุทธชัยเพียงแต่ยินดีที่ลูกมีกิจกรรมทำ และค้นพบความสามารถพิเศษของตัวเองเจอตั้งแต่ยังเยาว์ โดยไม่ได้คาดการณ์ถึงอนาคตใดๆ เลย

“เบิร์ดเล่นดนตรีครั้งแรกน่าจะประมาณชั้น ป.4 เป็นเครื่องทรัมเป็ต ตอนนั้นเขาบอกทางบ้านว่า ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสมาชิกวงดุริยางค์ของโรงเรียน ซึ่งพ่อและทางบ้านก็รู้สึกว่าดนตรีเป็นกิจกรรมที่ดีและอยากจะส่งเสริม

หลังจากเข้าวงได้ไม่นานเขาก็เริ่มยืมเครื่องดนตรีของโรงเรียนติดตัวกลับมาซ้อมที่บ้านเป็นประจำ เวลาเสาร์อาทิตย์ถ้าว่างก็จะขอที่บ้านไปซ้อมกับเพื่อนที่ห้องดนตรี ทำให้เรารู้สึกได้ว่าเขาชอบและมีความสุขกับดนตรีอย่างเห็นได้ชัด

พ่อและทางบ้านก็อยากสนับสนุนทางดนตรี แต่ไม่ได้คิดว่าเขาจะทำอาชีพดนตรีอย่างจริงจัง ความรู้สึกของเราตอนนั้นมองว่า ดนตรีเป็นกิจกรรมที่ดีเป็นสิ่งที่เขาชอบ แต่ถามถึงอาชีพ ด้วยประสบการณ์ที่พ่อและคนในครอบครัวคนอื่นๆ อาจจะไม่คุ้นเคยกับสายอาชีพนี้

เราเลยมีความรู้สึกกังวลว่า มันอาจจะยังไม่เป็นอาชีพที่ดีได้ในอนาคตของลูกเรา จึงไม่อยากสนุบสนุนให้เขาเรียนดนตรีอย่างจริงจังในตอนที่เขาตัดสินใจที่จะเรียนสายดนตรี”

(เบิร์ดศึกษาด้านการแสดงเดี่ยวกีตาร์ คลาสสิก ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การสนับสนุนของ รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ได้รับทุนการศึกษามาโดยตลอดในระยะเวลาเรียน และสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัย Mozarteum University Salzburg ประเทศออสเตรีย)

เส้นทางนี้เบิร์ดเลือกเอง แม้ครอบครัวจะมีความกังวลในสายที่เรียน แต่ความมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว และการกระทำที่เป็นสิ่งพิสูจน์ได้ชัดเจนว่า ลูกชายจะเอาดีทางดนตรีแน่ หน้าที่พ่อต้องสนับสนุนและส่งเสริม และคอยติดตามอยู่ตลอดเวลา ท่าไม่ดีก็ดึงกลับมาเปลี่ยนสายเรียนได้ แต่ทุกๆ วันลูกชายก็ทำให้ประจักษ์ว่า กีตาร์คลาสสิกกับเขาเป็นหนึ่งเดียวกัน

“เบิร์ดมีความเป็นผู้ใหญ่สูงตั้งแต่เด็ก และรู้ว่าทางบ้านเราเป็นครอบครัวฐานะปานกลางที่ไม่มีทุนมากมายเพื่อสนับสนุน ซื้อเครื่องดนตรีซึ่งมีราคาแพงให้ได้ สิ่งที่เราสนับสนุนได้คงเป็นการคอยดูเขาห่างๆ ให้คำปรึกษาหรือคอยขับรถรับส่งในสถานที่ต่างๆ ที่เขาจะเดินทางไป บางทีก็มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศด้วยบ้าง

เขาทำให้เราไว้ใจ เราก็ปล่อยให้เขาตัดสินใจว่าจะวางแผนการเรียนยังไง แล้วเราก็คอยสนับสนุนตามที่จะสามารถทำได้”

ในขณะเรียนเบิร์ดได้ตะลอนประกวดกีตาร์คลาสสิกหลายเวทีทั้งในไทยและต่างประเทศ ช่วงแรกค่าใช้จ่ายเป็นเงินส่วนตัวทั้งนั้น ไม่มีหน่วยงานไหนสนับสนุน และอย่างที่ทราบไปแล้วว่าฐานะทางการเงินครอบครัวมีแค่พอส่งเสียเล่าเรียน แต่เมื่อลูกเลือกหนทางนั้น พ่อก็ต้องช่วยถากถางสุดความสามารถเท่าที่ทำได้

“เมื่อก่อนพ่อมีธุรกิจที่ต้องเดินทางไปกลับ กรุงเทพฯ-อุบลฯ ตลอด เบิร์ดก็มีโอกาสมาด้วยเพื่อเปิดหูเปิดตา ศึกษาดูงานคอนเสิร์ตของศิลปินต่างๆ และก็มีขับรถพาเดินทางไปแข่งที่จังหวัดต่างๆ ซึ่งใช้เงินไม่สูงมากทางบ้านไม่ค่อยเดือดร้อน

พอเบิร์ดมีความตั้งใจจะเดินทางไปแข่งต่างประเทศครั้งแรก เราก็คิดหนักเหมือนกันเพราะใช้เงินสูง จึงต้องใช้เงินเก็บส่วนตัวมา สนับสนุนเขา

มีครั้งหนึ่งที่เขาต้องซื้อกีตาร์ราคาเป็นแสนครั้งแรกตอน ม.5 ทางบ้านก็ต้องหาวิธีเพื่อระดมทุนมาซื้อให้เขา เพราะเราก็มองเห็นว่ามันเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็น เขาต้องใช้จริงๆ

ไม่เคยท้อที่ต้องทำเพื่อเขา เพราะรู้ว่าเป็นสิ่งที่เขามีความสุข และเขาเป็นคนจริงจังมีความรับผิดชอบ

พ่อไม่ค่อยได้บอกอะไรกับเขามาก ส่วนใหญ่เบิร์ดจะทำได้อย่างที่เขาบอกกับเราเสมอ อย่างตอนที่เขาจะเรียนที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เราก็บอกเขาว่าไม่มีทุนเพื่อส่งเรียน เขาก็บอกไม่เป็นไรเบิร์ดจะหาทุนเรียนเอง จากนั้นไม่กี่เทอมเขาก็ทำได้ แถมยังทำงานส่งเงินมาช่วยทางบ้านอีก

ทุกวันนี้รู้สึกภูมิใจและดีใจที่เขาทำได้อย่างที่ตั้งใจ ที่ผ่านมาเราลงทุนน้อยมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาทำ เขาสู้เองหลายอย่าง คุ้มค่ามากครับ เพราะเขาได้ทำในสิ่งที่เขารักและสามารถทำดนตรีเป็นอาชีพได้ไม่เหมือนตอนที่พ่อกังวล”

นี่เป็นเพียงตัวอย่างคุณพ่อซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของลูก สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ร่วมกันของ 2 ครอบครัวนี้ก็คือ ความรัก และการดูแลใส่ใจลูก ให้กำลังใจ ไม่ว่าจะยามใดก็ตามเมื่อลูกเหลียวหลังมาจะเจอพ่อแลอยู่อย่าง ห่วงใยเสมอ

มลภาวะทางแสง การคุกคามที่เราไม่เคยรู้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 ธ.ค. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528675

มลภาวะทางแสง การคุกคามที่เราไม่เคยรู้ตัว

เคยสังเกตบ้างไหมว่า ทุกวันนี้เราแทบจะไม่เคยเห็นดาวบนท้องฟ้า ความงดงามในธรรมชาติที่ปรากฏได้ทั่วโลกถูกกลืนหายไปด้วยแสงประดิษฐ์ ถูกลบเลือนไปจากวิถีชีวิตของเราทุกคน

ในงานเสวนา “เมืองฟ้ามืดเห็นดาว…กำลังจะเป็นเทรนด์ใหม่ : ดาร์กสกายแคมเปญ” ของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ ได้พูดถึงรณรงค์ให้คนทั่วโลกใช้ไฟอย่างคุ้มค่า ลดการคุกคามธรรมชาติและวิถีชีวิต ด้วยแสงสว่าง เพราะแสงสว่างยามค่ำคืนส่งผลกระทบมากกว่าที่เราคิด

ทางช้างเผือกที่หายไป

มติพล ตั้งมติธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ ตั้งคำถามสำคัญถึงผลกระทบจากมลภาวะทางแสงขึ้นมาว่า หากถามเด็กรุ่นใหม่ว่ามีใครได้เคยเห็นทางช้างเผือกบ้าง ส่วนใหญ่จะตอบว่าไม่เคยเห็น “มีการศึกษามาว่า ในสหรัฐอเมริกาคนกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่เคยเห็นทางช้างเผือก และคนทั่วโลกจำนวนประมาณ 1 ใน 3 ไม่เคยเห็นทางช้างเผือกเลย

คำถามเดียวกันย้อนกลับไปเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา ทุกคนจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเคยเห็นทางช้างเผือก ซึ่งทางช้างเผือกที่หายไปจากท้องฟ้าของเรานั้น เกิดจากมลภาวะทางแสง (Light Pollution) ในเมืองใหญ่ทุกวันนี้มองไม่เห็นแสงดาวเพราะว่าสังคมเมืองเปลี่ยนไป

มนุษย์สามารถทำให้เกิดแสงสว่างได้ในตอนกลางคืน แต่ข้อเสียก็คือ ทำให้ท้องฟ้าตอนกลางคืนนั้นไม่มืดพอที่จะเห็นแสงดาวที่มีความสว่างน้อย ด้วยแสงจากหลอดไฟไปส่องขึ้นท้องฟ้า แต่หากจะบอกว่าผลกระทบมีแค่มองไม่เห็นแสงดาวนั้นต้องบอกว่า ไม่ใช่

ผลกระทบจากมลภาวะทางแสง มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่อมนุษย์ และสัตว์หลายๆ ชนิด เช่น กบบางสายพันธุ์ที่จะต้องส่งเสียงร้องหาคู่ตอนกลางคืน พอเริ่มมีแสงเมืองเข้ามามาก ก็จะเกิดการสับสนระหว่างกลางวันและกลางคืน เต่าทะเลที่ขึ้นวางไข่ริมชายหาดแล้วมองหาน้ำ เมื่อมีแสงเมืองก็จะเกิดความสับสนได้เช่นกัน

แม้กระทั่งนกอพยพที่บินตอนกลางคืน ต้องใช้ดวงดาวและดวงจันทร์ในการนำทาง เมื่อมีแสงอื่นเข้ามาบดบังก็จะมีผลในเรื่องทิศทาง หรือแม้แต่นกที่อาศัยอยู่ตามต้นไม้ พอมีการตัดถนน มีเสาไฟ แสงไฟจากถนนจะรบกวนเวลานอนของนก ในที่สุดนกก็จะสูญเสียที่อยู่ รวมทั้งสัตว์ที่ออกหากินตอนกลางคืนจะได้รับผลกระทบอย่างมากจากอิทธิพลของแสงเมืองเกิดความสูญเสียระบบนิเวศตรงนี้ไป

นอกจากนี้ ผลกระทบที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ การใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลืองในเวลากลางคืน โดยเฉพาะไฟที่เปิดอยู่ข้างนอกอาคาร เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการใช้ไฟนอกอาคารในปัจจุบัน เป็นการส่องสว่างเพื่อความปลอดภัยในบริเวณที่มืด แต่ปัญหาก็คือไฟเหล่านี้ไม่ได้ส่องแค่ลงพื้นดินเท่านั้น ยังมีการกระจายแสงส่วนหนึ่งเล็ดลอดขึ้นไปบนท้องฟ้าทำให้มีมลภาวะทางแสงเกิดขึ้น ซึ่งแสงที่ส่องขึ้นไปบนท้องฟ้านั้นมันไม่ได้มีประโยชน์เกิดขึ้นกับใครใดๆ เลย”

แสงรบกวนชีวิต

ซีเหลิงเจิง ผู้ประสานงานบริการวิชาการนานาชาติ สำนักงานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สหพันธ์ดาราศาสตร์สากล ประเทศญี่ปุ่น อธิบายเสริมถึงผลกระทบที่มีต่อมนุษย์อีกว่า ในดวงตาของมนุษย์จะมีเซลล์ประสาทส่วนหนึ่งที่ทำหน้าที่รับรู้ถึงกลางวันและกลางคืน ทำให้มนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่านาฬิกาชีวิตอยู่ในตัว ถ้านั่งเครื่องบินข้ามทวีป แล้วนาฬิกาชีวิตปรับตัวไม่ทันจะเกิดอาการเจ็ตแล็ก นาฬิกาชีวิตนี้ส่งผลถึงเรื่องการหลั่งฮอร์โมนที่เรียกว่า เมลาโทนิน ซึ่งจะหลั่งออกมาเฉพาะเวลานอนหลับ มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจะหลั่งได้ดีเมื่อเราหลับสนิทและอยู่ในที่มืดเท่านั้น

หากว่าเวลากลางคืนนั้นไม่มืดสนิท มีแสงเล็ดลอดเข้ามาในห้อง เช่น แสงไฟจากถนนก็จะทำให้เรานอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทมีอาการอ่อนเพลีย

นอกจากนี้ยังค้นพบอีกว่า แม้กระทั่งคนตาบอดก็ได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางแสง ทำให้นาฬิกาชีวิตเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน เพราะเมลาโทนิน มีหน้าที่ช่วยในการรักษาจังหวะเวลาชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ เช่น วงจรการนอนหลับและการตื่น

หากร่างกายได้รับแสงตลอดเวลา จะทำให้หลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินออกมาน้อยเกินไป จนเกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งบางชนิด เพราะมีข้อมูลการศึกษา ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของระดับเมลาโทนินที่ลดลงกับการเกิดมะเร็งด้วย

ลดแสง บังไฟ ให้ฟ้ามืด

มติพล บอกว่า เรื่องนี้การแก้ไขในมุมมองทางวิทยาศาสตร์ได้ง่ายๆ ก็คือ ถ้าแสงไฟมีมากเกินไปก็ปิดไปหรือลดความสว่างลง “แต่ทางสังคมไม่ง่ายขนาดนั้น เรามีการใช้ไฟฟ้ามานานจนกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และปัญหาหลักก็คือแสงที่ส่องขึ้นท้องฟ้า ทำให้บดบังการมองเห็นของดาว และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศยามค่ำคืน

ทางแก้แนวทางแรกก็คือ ลดความสว่างของไฟนอกบ้านลง เพียงแค่พอมองเห็น เราอาจจะคิดว่ายิ่งสว่างมากก็ยิ่งดี แต่ความจริงแล้วการที่เราเปิดไฟที่สว่างมากๆ จะทำให้ทัศนวิสัยในการมองในที่มืดของเราแย่ลง เราจะเห็นแค่พื้นที่ที่มีความสว่างมาก แต่ในพื้นที่ที่มีแสงสว่างน้อยแต่ไม่ถึงกับมืด สายตาเราจะมองไม่เห็นเลย แค่มีคนยืนอยู่นอกรัศมีของแสงก็ไม่เห็นแล้ว การลดกำลังวัตต์ของหลอดไฟลงมาก็จะช่วยให้เรามองเห็นโดยรอบได้ดีกว่า

ต่อมาคือการหาโคมไฟที่ช่วยทำให้แสงสว่างส่องลงพื้นดินในจุดที่เราต้องการ ช่วยให้ประหยัดไฟ และลดปริมาณแสงกระจายสู่ท้องฟ้า

สถานการณ์มลภาวะทางแสง เป็นปัญหาที่ทั่วโลกตระหนักมากขึ้น แต่ในประเทศไทยมีการพูดถึงปัญหานี้กันน้อย ทั้งที่ในเวลานี้หาพื้นที่ในประเทศไทยที่ปราศจากแสงเมืองรบกวนการดูดาวนั้นแทบไม่มีอีกแล้ว ต่อให้เข้าไปในเขตป่าอุทยานแห่งชาติ เราก็ยังได้เห็นแสงเมืองรบกวนการดูดาวบริเวณเส้นขอบฟ้าอยู่ดี

ไม่เพียงแค่แสงเมืองเท่านั้นที่สร้างมลภาวะทางแสง ปัจจุบันเราพบว่า การทำเกษตรกรรมที่มีการใช้ไฟฟ้าในเวลากลางคืนก็ส่งผลต่อการเกิดมลภาวะทางแสง เทียบเท่ากับเมืองอีกด้วย ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ก็คือยอดดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองค่อนข้างไกล เมื่อ 10 ปีที่แล้วยังสามารถมองเห็นดาวต่างๆ ได้อย่างชัดเจน แต่ทุกวันนี้ได้รับผลกระทบจากแสงเมืองที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ที่น่าตกใจไปกว่านั้น ก็คือผลกระทบจากการปลูกดอกเบญจมาศ ที่ต้องปลูกในโดมพลาสติกและต้องเปิดไฟตอนกลางคืน เพื่อหลอกต้นไม้ว่า ยังเป็นเวลากลางวันอยู่ เพื่อให้ก้านดอกนั้นยาวและออกดอกได้มากขึ้น มีผลผลิตที่ดีขึ้น

การเปิดไฟของเกษตรกร ก็คือการเอาหลอดฟลูออเรสเซนต์มาเปิดแบบไม่มีโคมไฟบังแสงขึ้นสู่ด้านบน ล่าสุด จึงมีโครงการปรับเปลี่ยนหลอดไฟให้กับเกษตรกรฟรี โดยทดลองใช้หลอดไฟแอลอีดีที่มีกำลังวัตต์ต่ำกว่า 3 เท่า ติดตั้งให้แสงส่องลงเฉพาะแปลงไม่กระจายแสงขึ้นท้องฟ้า ผลที่ได้ก็คือประสิทธิภาพไม่แตกต่างไปจากหลอดเดิม ผลผลิตดีเหมือนเดิม แต่ประหยัดพลังงานมากกว่า 3 เท่า แถมยังลดปริมาณแสงส่งขึ้นท้องฟ้าได้ราว 80 เปอร์เซ็นต์

อีกโครงการหนึ่งที่เริ่มมีการรณรงค์ทั่วโลกในเวลานี้ ก็คือโครงการอุทยานฟ้ามืด เป็นโครงการที่รณรงค์พื้นที่ฟ้ามืดสำหรับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการดูดาว ตัวอย่างหนึ่งในประเทศไทย คือ ที่ ต.แม่อูคอ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง โดยมีนักท่องเที่ยวมาพัก

ค้างคืนกับโฮมสเตย์ที่นี่มากขึ้นๆ สาเหตุก็เพราะที่นี่ฟ้ามืดเหมาะกับการดูดาวอย่างมาก เขาจึงพยายามรักษาฟ้ามืดแบบนี้เอาไว้ เพราะเป็นแหล่งรายได้อย่างหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าการรณรงค์ลดมลภาวะทางแสงนี้ ไม่ได้มีผลดีเฉพาะเรื่องการประหยัดพลังงาน รักษาสภาพแวดล้อม แต่ยังช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้กับชุมชนได้อีกด้วย”

มลภาวะทางแสงอาจดูเหมือนไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่ากับปัญหามลภาวะประเภทอื่นๆ แต่ผลกระทบนั้นไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แสงเล็กๆ ที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างทำให้เราหลับไม่สนิท แสงสีสวยงามในเมือง ทำให้เราลืมไปว่ายังมีแสงงามของดวงดาวรอให้เราเห็นอยู่

รู้อย่างนี้แล้ว เรามาช่วยกันแก้ไขง่ายๆ เพียงแค่หาที่บังแสงไม่ให้ขึ้นสู่ท้องฟ้า ใช้หลอดไฟให้เหมาะสม ประหยัดพลังงาน ประหยัดเงิน คืนความสวยงามของท้องฟ้ายามราตรี ให้เรายังมีคุณภาพชีวิตที่ดียามนิทราต่อไปในอนาคต

ราชวัตร ทับทิมไสย ฟาร์ม(สุข)ที่กำลังวาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ธ.ค. 2560 เวลา 15:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528499

ราชวัตร ทับทิมไสย ฟาร์ม(สุข)ที่กำลังวาด

เรื่อง สมแขก

จากบทบาทหนุ่มนักการตลาดดาวรุ่งที่ผันตัวเองสู่บทบาทของการเป็นเกษตรกรโคนม ประสบความสำเร็จจนได้รับรางวัลเกษตรกรโคนมรุ่นใหม่ดีเด่นจากภาครัฐ “โจ้-ราชวัตร ทับทิมไสย” เจ้าของฟาร์มบัฟฟาโล่แมน อินดี้ แดรี่ ฟาร์ม วัย 33 ปี เขาอาศัยพื้นฐานของการเป็นเกษตรกรโคนมของพ่อและแม่ สร้างฟาร์มของตัวเอง หลังพบว่าแม่ป่วยหนัก เขาจึงตัดสินใจลาออกจากงานและมาปักฐานที่บ้านเกิด อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

“พ่อกับแม่เป็นเกษตรกรโคนมมาก่อน ผมแยกมาทำ หลายคนถามว่า เลี้ยงวัวทำไมตั้งชื่อฟาร์มว่า บัฟฟาโล่แมน ด้วยการตลาดก็เป็นการสร้างแบรนด์ แต่อีกอย่างหนึ่งผมคิดว่าพื้นเพของคนไทยดั้งเดิมเราเลี้ยงควายในการเกษตร เราก็ให้เกียรติควายก็นำมาใช้ในชื่อ ต้องย้อนไปว่าผมเรียนจบก็เข้าไปทำงานบริษัทเหมือนคนอื่นๆ ทำอยู่ 3 ปีกว่า ก็ลาออกมา เราเต็มที่กับงานมาก ในเวลา 3 ปีที่ผมรู้สึกอิ่ม และพอดีแม่ป่วยเป็นเส้นเลือดในสมองแตก ผมลางานมาหนึ่งเดือนเพื่อดูแลท่าน จากนั้นก็ลาออกเพื่อมาดูแลท่านให้ดีที่สุด” เจ้าของฟาร์มบัฟฟาโล่แมน เล่า

ระหว่างที่ดูแลอาการป่วยของแม่นั้น โจ้เริ่มเลี้ยงลูกวัวไว้ 39 ตัว เมื่อลูกวัวเป็นสาว เขาก็สร้างฟาร์มของตัวเองเสร็จพอดี เขาเริ่มต้นด้วยการใช้ที่ดินของพ่อแม่ที่มีอยู่แล้ว แบ่งพื้นที่ทำฟาร์มโคนม 12 ไร่ รวมที่อยู่อาศัย ที่เหลือประมาณ 40 ไร่ ใช้ปลูกหญ้าเนเปียร์สำหรับเลี้ยงวัวที่ขยายมาเป็นกว่า 100 ตัว

“ตอนทำงานผมกลับบ้านปีละ 4 ครั้ง พอแม่ป่วยรู้สึกเป็นห่วง ทำงานก็คิดทุกวันเราไม่ได้ดูแลครอบครัวเลย พอแม่ป่วยเราก็ลาออก พอ กลับมาอยู่บ้านก็ดี ตอนทำงานกรุงเทพฯ พอ กลับบ้านเราจะรู้สึกสดชื่น เห็นอะไรก็อารมณ์ดี ผ่อนคลาย เมื่อก่อนในแต่ละวันเรามีตารางเป๊ะๆ ชีวิตรีบเร่ง เวลาสำคัญมาก แต่ก่อนที่พ่อแม่ทำฟาร์มโคนม เราเห็นว่ามันลำบาก ไม่มีเวลา ก็ไม่อยากทำ จริงๆ แล้วทำให้สบายได้ แต่เราต้องเรียนรู้ ผมเริ่มต้นด้วยการกู้เงินมาทำ ผมมองอนาคตยังไงถึงกู้เงินสิ่งที่ผมทำอยู่คืออาหาร และคนไทยก็บริโภคนมมากขึ้นเรื่อยๆ อีกอย่างหนึ่งพื้นเพของเราก็เติบโตมากับโคนม เราเคยเลี้ยง เคยทำมาก่อนอยู่บ้างคิดว่าน่าจะไปได้

“ผมทำฟาร์มเข้าปีที่ 7 แล้ว ตอนแรกเราไม่มีตัวอย่างของฟาร์มดีๆ ให้เราเห็น เราก็ทำแบบชาวบ้าน พัฒนาไปทีละส่วนอะไรจำเป็นก็เริ่มทำก่อน เราศึกษาใหม่หมดเลย ตอนรุ่นพ่อแม่เราเรียนหนังสืออย่างเดียวไม่ได้สนใจ เพราะถ้าไม่ปรับวิธีคิดหรือวิธีการทำงาน ฟาร์มของเราก็จะไม่มีใครทำต่อ เท่าที่เห็นก็เลิกทำกันไปเยอะ” โจ้ เล่า

หนุ่มการตลาดจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และทำงานในองค์กรใหญ่ระดับประเทศ ไม่ได้มาสายเกษตรโดยตรง แม้พ่อแม่จะทำฟาร์มมาก่อน แต่พอทำของตัวเองจริงจัง แน่นอนว่าแตกต่างจากตอนเลี้ยงลูกวัว โจ้บอกว่า “เราจับความรู้ที่เคยมีมาประยุกต์ใช้ ชีวิตมันคือการเรียนรู้ไม่ใช่การเลียนแบบ บางคนเคยทำแบบไหนก็ทำแต่แบบนั้นไม่ยอมรับอะไรใหม่ๆ ทุกวันนี้สื่อความรู้มีเยอะมาก เราเห็นแต่ก็ใช่ว่าเราจะต้องทำเหมือนเขาทั้งหมด เราเดินตามฝรั่งที่เลี้ยงมาก่อน แต่เราต้องรู้ก่อนว่าตัวเราเป็นยังไง มันมีปัจจัยมากมายทั้งปัจจัยตัวเรา สิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของการเลี้ยงโคนม วัวต้องคลอดลูกก่อน ถึงจะมีนม สิ่งสำคัญเราต้องจับสัตว์เพื่อผสมน้ำเชื้อ บ้านเราเป็นเมืองร้อน ต้องสังเกตอาการติดสัตว์ของวัวตอนกลางคืน เราจะเห็น ถ้าชาวบ้านที่เขาไม่ได้สังเกตเขาจะดูแต่ช่วงกลางวันมันก็จะไม่ติดเพราะอากาศร้อน

การที่เราจะทำอะไรต้องรู้ตัวเราก่อน ถ้าเราทำตามเขาโดยไม่รู้จักตัวเอง เราคงไม่รอด เราต้องประเมินว่าเราขาดอะไร ต้องเพิ่มอะไร และค่อยๆ ทำไปทีละสเต็ป งานวัวนมต้องทำงานทุกวัน ดังนั้นต้องทำยังไงให้งานมัน จบเร็วที่สุด ผมเริ่มทำงานตั้งแต่ตีห้า งานช่วงเช้าจะต้องเสร็จไม่เกินแปดโมง หลังจากนั้น จะว่าง ก่อนที่บ่ายสามจะต้องมารีดนมวัวอีกหนึ่งรอบ ทำแบบนี้ทุกๆ วัน ต้องใจรักและอยู่กับมันทั้งปี”

เมื่อต้องทำอะไรให้ง่าย เขาจึงนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้งานของเขาสะดวกต่อการทำงานและบริหารจัดการ นี่คือความท้าทายของอาชีพเกษตรกรโคนมในฐานะที่เป็นเกษตรกรโคนม เจเนอเรชั่นใหม่และเป้าหมายที่ตั้งไว้ในอาชีพนี้ “ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการ DDP (Dairy Development Program) โดยบริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) อันเป็นโครงการพัฒนาโคนมกับเกษตรกรโคนมชาวไทย ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ จากเกษตรกรมืออาชีพชาวเนเธอร์แลนด์ สู่เกษตรกรชาวไทย เพื่อให้ได้มาตรฐานเทียบเคียงระดับ ซึ่งมีเกษตรกรที่ผ่านการอบรมไปแล้วกว่า 4,000 ฟาร์ม ผมเป็นหนึ่งในนั้นก็ได้ไอเดียความรู้จากคนที่ทำประสบความสำเร็จมาก่อน แต่อย่างที่ผมบอก เราต้องเรียนรู้ ไม่ใช่เลียนแบบ

วัวดีก็ต้องมีคนเลี้ยงที่ดีแล้วจะได้นมที่ดี แต่มันจะขยายต่อไม่ได้ ก็ต้องมีเทคโนโลยีและการบริหารจัดการที่ดีให้ฟาร์มมันเดินหน้าต่อไปได้ ถ้าทำแบบดั้งเดิมก็ไม่ได้ไปไหน แต่ถ้าเราบริหารจัดการดี ต่อให้ทำทุกวันมันก็ง่าย อย่างระบบรีดนมแบบ Pipe Line คือการรีดนมจากเครื่องโดยไม่ใช้คนรีด เป็นเทคโนโลยีที่ผมใช้ตอนฟาร์มเข้าสู่ปีที่ 4 เหตุผลเพราะรีดนมได้ทีละเยอะๆ ใช้เวลาน้อย ทำความสะอาดง่าย เราคิดทำก่อนที่สหกรณ์จะทำเพราะเราเจอปัญหา เพราะฟาร์มเรามีวัวเยอะ ถ้ารีดน้อยๆ เราก็ทำเองได้ แต่พอมีวัวมากขึ้น ใช้คนงาน แต่พอคนงานไม่ไหวเราก็ใช้เทคโนโลยีที่ดีเข้ามาช่วย”

เกษตรกรโคนม วัย 33 ปี บอกว่า เมื่อเขากลับมาอยู่บ้าน เขารู้สึกเหมือนได้เป็นเต่า คือชีวิตช้าลง มีเวลาที่จะจัดการวางแผนกับเวลา ให้เวลาครอบครัว ดูแลลูก พ่อแม่มากขึ้น “เราเป็นคนตั้งต้น อยากจะพัฒนาฟาร์มทุกด้าน คุณภาพ ปริมาณของน้ำนม เทคโนโลยี การบริหารจัดการ อยากพัฒนาให้เทียบเท่าต่างประเทศ แต่เราก็ต้องทำตามขั้นตอน เราต้องค่อยๆ เรียนรู้ เราทิ้งวัวไม่ได้ เน้นพัฒนาวัว โฟกัสที่วัวอย่างเดียว

สิ่งที่เราทำไว้ตอนนี้ก็สร้างเพื่อให้ลูกทำงานต่อได้โดยไม่ลำบาก ต้องมองให้เป็นสเต็ป มองให้รอบด้าน ก็จะทำได้ เราคิดแต่ว่ามันยากก็จะแก้ไม่ได้ ทุกวันนี้ข้อมูลหาไม่ยาก เราต้องรู้ทุกเรื่องในบางเรื่อง เรารู้เพื่อจะให้คนอื่นช่วยทำ ผิดกับงานบริษัท แต่เพราะอยากให้ลูกเราได้ทำต่ออย่างสบายๆ เราเป็นยุควาดฝันเอง วาดฝัน สร้างฝัน สานฝัน เราเพิ่งอยู่ช่วงวาดเท่านั้น แต่พยายามจะวาดไว้งามๆ ให้ลูกได้ทำต่อได้” เจ้าของบัฟฟาโล่แมน อินดี้ แดรี่ ฟาร์ม ตั้งเป้า

กรณ์กันต์ ลิ้วสงวนกุลธร บวชชีวางดอกไม้ใจถวายในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ธ.ค. 2560 เวลา 15:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528557

กรณ์กันต์ ลิ้วสงวนกุลธร บวชชีวางดอกไม้ใจถวายในหลวง ร.9

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงศ์

แม้ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเสด็จสวรรคตไปกว่า 1 ปีแล้วก็ตาม แต่ประชาชนคนไทยก็ยังรักและคิดถึงพระองค์อยู่เสมอมิเคยลืมเลือนเช่นเดียวกับเธอคนนี้ กรณ์กันต์ลิ้วสงวนกุลธร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฟร์ท โฟลว์ บริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านเอเยนซี ประชาสัมพันธ์และออร์แกไนเซอร์ ที่เธอต้องการสร้างความดีสร้างกุศลสูงสุดเท่าที่ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งจะทำได้เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นครั้งสุดท้าย ในช่วงเวลาของการถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระองค์เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา

ทำความดีถวายในหลวง ร.9

เธอบวชชีถือศีล 10 เป็นเวลา 17 วัน และเตรียมตัวมาบวชชีพราหมณ์อีก 5 วัน โดยถือศีล 8 เพื่อปรับตัวเตรียมพร้อมก่อนบวชชีปลงผมและถือศีล 10 เบ็ดเสร็จเธอไปบวชทั้งสิ้น 21 วัน

“เราเกิดในรัชสมัยของท่าน เกิดมาทันเห็นข่าวพระราชสำนักที่พระองค์ท่านเสด็จฯ ฝ่าป่าเขา เดินดงในถิ่นทุรกันดาร ไปช่วยพัฒนาพื้นที่ต่างๆ ให้ชาวเขา ชาวดอย ชาวบ้าน เพื่อให้ชีวิตของราษฎรดีขึ้น หลุดพ้นจากความยากจน มีอาชีพ มีงานทำ จากโครงการต่างๆ กว่า 4,000 โครงการ แล้วยังมีคำสอนต่างๆ ที่พระองค์ทรงสอน เช่น เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ที่เราสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตการทำงานได้หลายอย่าง พระองค์ท่านทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงตลอด 70 ปี เราจึงอยากทำความดีเพื่อถวายพระองค์ท่านบ้าง ตั้งใจมากที่สุดก็คราวนี้เป็นครั้งสุดท้ายเพื่อพระองค์ท่าน” เธอ กล่าวอย่างมุ่งมั่น

เธอ เล่าว่า นี่เป็นการบวชชีครั้งที่ 2 ในชีวิตของเธอ ครั้งแรกบวช 15 วัน เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนนั้นถือเพียงศีล 8 ตอนนั้นเธอบวชเพราะหายจากการเป็นโรคมะเร็งเต้านม เหมือนเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง หลังจากนั้นเธอก็ไปถือศีลปฏิบัติธรรม ช่วงวันหยุดศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ 2 คืน 3 วัน อยู่หลายครั้ง หลังจากที่หายป่วยมาเธอก็พยายามใช้หลักธรรมในการทำงานและดำเนินชีวิตมากยิ่งขึ้น

แต่ในคราวนี้เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เธอตั้งใจอย่างแรงกล้าเพื่อจะบวชชีถวายในหลวงในโครงการ 70 ปี 70 ความดี อนุสาวรีย์มีชีวิตถวายในหลวง ที่เสถียรธรรมสถาน โดยใช้เวลาเตรียมตัวสะสางงานล่วงหน้านานถึง 5 เดือน เพื่อให้มีวันลางานได้นานถึง 21 วัน

ในการบวชครั้งนี้มีผู้หญิงที่สนใจเข้ามาบวชเป็นจำนวนมาก ด้วยจิตใจที่แน่วแน่ตั้งใจ และในวันบวชปลงผมนั้นก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ล้วนทำให้ปีติยินดีอย่างนึกไม่ถึง เช่น วันบวช ตอนเช้าแดดจ้า แต่ขณะทำพิธีบวชอยู่ๆ ฝนก็ตกหนักลงมาแบบไม่มีวี่แวว

“แต่พวกเราก็ไม่หลบฝนนะ ก็บวชทำพิธีกันท่ามกลางสายฝน น้ำตาแห่งความปลื้มใจกับน้ำฝนผสมปนเปกันไป แต่พอทำพิธีเสร็จฝนก็หายทันที” เธอ เล่าให้ฟังอย่างตั้งใจ

เธอ เล่าว่า การบวชครั้งนี้เป็นการบวชแบบเต็มรูปแบบที่สุดตั้งแต่เธอเคยบวชชีมา คือมีการออกไปเดินบิณฑบาตทุกเช้า อุปกรณ์ที่ต้องใช้ทุกอย่างต้องนั่งทำเอง เช่น การทำสายประคด ทำเสวียงรองบาตร ปักอาสนะของตัวเอง การทำงานทุกอย่างก็ฝึกภาวนา สร้างสมาธิอยู่กับตัวเองให้มากที่สุด บรรยากาศทำให้ได้ฝึกสวดมนต์ ภาวนา ฝึกสมาธิได้เป็นอย่างดี

เนื่องจากเวลาอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงาน สมาธิเรายังไม่แก่กล้าพอที่จิตใจจะไม่วอกแวกไปกับเรื่องอื่น อยู่ที่ทำงานสติสมาธิเราจะหลุดได้ง่ายกว่า เดี๋ยวมีเสียงโทรศัพท์ งานเราต้องคิด ต้องลงมือทำ มีสิ่งเร้าต่างๆ มากมายที่ทำให้ใจเราไม่นิ่ง จึงต้องไปอยู่ในสถานที่ที่เอื้ออำนวยให้ฝึกฝนตัวเองได้ง่ายขึ้น มีบรรยากาศที่สัปปายะจริงๆ เพื่อส่งเสริมให้มีสติและสมาธิจริงๆ

การมาอยู่ที่เสถียรธรรมสถาน 21 วันนี้ มีวิธีการปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด แบบที่ธิดาของพระพุทธเจ้าต้องทำ “ตอนที่ไปเดินบิณฑบาตแล้วต้องถือบาตรที่มีข้าวสวยร้อนๆ ที่ชาวบ้านตักจากหม้อที่หุงใหม่ๆ มาใส่บาตรแล้วเราอุ้มบาตรที่ร้อนๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้สึกมาก่อน ทำให้เข้าใจว่าเป็นอย่างไร ปกติคนสมัยนี้ซื้อข้าวถุงอาหารชุดมาใส่บาตร แต่พอหุงข้าวสวยร้อนๆ มาใส่บาตร ความรู้สึกนั้นต่างกันมาก แม้ตัวเราเองใส่บาตรตามเทศกาลต่างๆ เรามักจะใส่ของแห้ง เวลามาเจอข้าวร้อนๆ ในบาตรที่ญาติโยมตั้งใจหุงใหม่ๆ มาใส่บาตร ทำให้เรารู้สึกปีติอย่างบอกไม่ถูก”

การบวชครั้งนี้มีคนมาบวชมากถึง 500 รูป ทั้งที่ตั้งใจรับแค่ 199 รูปเท่านั้น แต่มีผู้สมัครเข้ามามากจริงๆ ปกติที่เสถียรธรรมสถานเคยมีพิธีบวชมาแค่ 100 กว่ารูป และในเวลาปกติมีแม่ชีอยู่เพียง 30 รูป ทำให้การเป็นอยู่อาจจะแออัดใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วอย่างเต็มที่ แต่ทุกคนก็อยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย บางรูปก็ไปปักกลดใต้ต้นไม้ บางรูปเอาผ้ายางไปปูแล้วนอนปักกลดที่ดาดฟ้าบนอาคาร เพราะที่นอนไม่พอ แต่เวลาฝนตกมากลางดึกก็ต้องหาที่หลบฝน เป็นการฝึกความวิริยะอุตสาหะ ทำให้ย้อนนึกไปในสมัยที่พระพุทธองค์ท่านบวชก็มีแต่เรื่องยากลำบากยิ่งกว่าที่เราเจอหลายเท่านัก นี่คือการฝึกอย่างอดทน ไม่ต้องไปยึดติดกับอะไรอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างแท้จริงอยู่กับชีวิตตรงหน้าเท่านั้น

การบวชคราวนี้เข้มข้นจริงจัง นอน 3 ทุ่ม ตื่นตี 4  ทำวัตรเช้า ปลงผม 3 ครั้ง คือ วันบวช วันพระ วันโกน งดใช้ของหอมทุกชนิด ไม่ต้องส่องกระจกใดๆ ทั้งสิ้น ฝึกให้มาก มีทุกช่วงอายุตั้งแต่ 5 ขวบ ถึง 75 กว่า ทุกคนมากันด้วยความตั้งใจ เห็นแล้วน่าชื่นชมมากๆ อยู่เย็นเป็นประโยชน์ทั้งตัวเองและผู้อื่น เป็นนักบวชเพศแม่ปฏิบัติตนให้เหมาะสมเป็นที่ยอมรับ อยู่อย่างมีความหมาย ตายอย่างมีคุณค่า

เปลี่ยนรหัสชีวิตเพราะการบวช

กรณ์กันต์ บอกว่า การบวชครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนรหัสชีวิตของเธอ ทำให้รู้สึกได้ว่าผู้หญิงก็บวชได้ ไม่ใช่เฉพาะแต่ผู้ชายเท่านั้น ลูกผู้หญิงก็ควรจะได้มีโอกาสบวชเรียนสักครั้งในชีวิต เพื่อให้เข้าใกล้พระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น การถือเพศพรหมจรรย์ก็ให้ข้อคิดต่างๆ ได้มากมาย การถือศีลปฏิบัติธรรมทำให้เราได้เจริญสติ มีวินัย สำรวมมากขึ้น เพราะหลายเรื่องเราทำตอนเป็นฆราวาสไม่ได้ พยายามฝึกให้จิตประภัสสร

เธอ เล่าว่า ชีวิตของเธอในวัย 40 กว่าๆ นั้นผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากมาย ทั้งสุข เศร้า สมหวัง เจ็บป่วยปางตาย จนทำให้รู้ว่าชีวิตกับความตายนั้นใกล้กันนิดเดียว จนทำให้รู้สึกว่าชีวิตก็แค่นี้ไม่ได้ยืนยาวแข็งแกร่งอย่างที่เคยคิดไว้

“ตอนนี้ก็เลยตั้งใจกับตัวเองไว้ว่า การบวชเรียนฝึกฝนนั้นจะทำให้มากขึ้นบ่อยขึ้น เป็นเรื่องที่ควรทำเป็นไม้ค้ำคอยขนาบจิตใจไม่ให้ฟุ้งมากไป สติจิตใจอยู่ในที่เหมาะสมดีงามการปฏิบัติบ่อยๆ จะทำให้เข้าใกล้ธรรมะได้ง่ายขึ้น มีจิตใจที่คิดจะให้มากกว่าที่คิดจะเอา อยากให้จิตใจเข้าถึงธรรมะได้มากขึ้น อ่อนโยนนุ่มนวล ละเอียด ไม่หยาบกระด้าง การฝึกบ่อยๆ ทำให้วิธีคิดเราดีขึ้น และเราก็มีความสุขได้ง่ายขึ้น เรารู้สึกได้เพื่อตัวเอง หลังจากนั้นคนใกล้ตัวเราจะรู้สึกได้” เธอ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

วางดอกไม้ใจถวายในหลวง ร.9

การบวชชีครั้งนี้จุดประสงค์แรกเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง วางดอกไม้ใจที่เกลี้ยงเกลาถวายพระองค์ท่าน และผู้มีพระคุณ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ของเราเอง เนื่องจากการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งของเธอเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เธอต้องสู้กับโรคร้ายรักษาตัวเป็นปี ทำให้รู้ว่าไม่มีอะไรมีค่าเกินลมหายใจอีกแล้ว

หลังจากผ่านมาได้ เธอก็ได้คิดมากขึ้น รหัสชีวิตเปลี่ยนไป แน่นอนชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป การงานยังต้องทำ แต่เธอจะเดินสายกลางมากขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น โลภน้อยลง เพราะรู้ว่าบ้าน รถ เงินทอง ได้แค่ชาตินี้ แต่ความดีความชั่วนี่ติดตัวไปถึงชาติหน้า (ตามหลักคำสอนของศาสนาพุทธที่ว่า คนเราตายแล้วยังต้องไปเกิดใหม่วนเวียนอีกหลายชาติ)

ไลฟ์โค้ชแบบขงจื๊อ เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ธ.ค. 2560 เวลา 11:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528493

ไลฟ์โค้ชแบบขงจื๊อ เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จ

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ขงจื๊อเกิดในช่วงอาณาจักรจีนปั่นป่วนวุ่นวาย เกิดสงครามไม่เว้นวัน ในขณะที่มีผู้ออกมาเสนอแนวทางแก้ปัญหาบ้านเมืองหลากหลาย บ้างให้ใช้กฎหมาย บ้างตั้งเป้าพัฒนากองกำลังให้เข้มแข็ง ขงจื๊อก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่เป็นแบบฉบับ อำนาจละมุน (Soft Power)

ขงจื๊อเที่ยวนำเสนอแนวคิดต่อผู้นำแคว้นทั้งหลาย หลักคิดของขงจื๊อเกี่ยวข้องกับความกตัญญู ความรักใคร่ปรองดองระหว่างญาติมิตร ความซื่อตรง มารยาท มโนธรรม ฯลฯ แต่ในความเป็นจริงของความขัดแย้งอย่างรุนแรงในยุคนั้น แนวคิดพวกนี้ไม่เคยดึงดูดใจเท่ายาแรงแบบอำนาจกระด้าง (Hard Power) ที่ได้ผลรวดเร็วทันใช้ดูไปแนวคิดของขงจื๊อก็ใกล้เคียงกับการอบรมบ่มนิสัยมากกว่าการวางรากฐานการเมืองการทหาร

วิถีชีวิตของขงจื๊อจึงร่อนเร่ไปทั่วอาณาจักรในยุคนั้น เพื่อขายไอเดียที่ไม่มีวันถูกผู้นำซื้อ แต่ในทางตรงกันข้ามขงจื๊อกลับเป็นผู้นำความคิดของผู้คน เป็นไลฟ์โค้ชให้กับลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมาก พร้อมกับแนวคิดสำนักอื่นที่มีหลากหลายมากมายคู่ขนานกันไป

ครั้งหนึ่งที่ขงจื๊อเดินทางจากแคว้นฉู่ กลับสู่แคว้นไช่ ขงจื๊อหาทางไปท่าเรือข้ามฟากไม่เจอ ขงจื๊อจึงอาสาถือเชือกบังคับม้าแล้วให้จื่อลู่ ลูกศิษย์ของขงจื๊อที่ติดตามมาในฐานะสารถีลงไปถามทางจื่อลู่เดินไปถึงริมท้องนา ถามทางจากชาวนาสองคนที่ก้มหน้าก้มตาดำนาอยู่ ที่แท้ทั้งสองคือผู้มีแนวคิดปลีกวิเวกหนีความวุ่นวายจากแผ่นดินที่ปั่นป่วน คนหนึ่งชื่อจางจวี อีกคนชื่อเจี๋ยนี่

จางจวีถาม “คนที่ถือเชือกบังคับม้าอยู่นั่นคือใคร” จื่อลู่ตอบ “คือขงชิว (ชื่อจริงของขงจื๊อ) ครับ” จางจวีถามต่อ “คือข่งชิวแห่งแคว้นหลู่รึ” จื่อลู่ตอบ “ใช่แล้ว” จางจวีจึงว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรู้แล้วสิ ว่าจะข้ามฟากได้ที่ไหน”

คำตอบนี้ “ซ่อนนัย” หรือภาษาปัจจุบันเรียกว่า “แซะ” ซึ่งก็คือ “ขงจื๊อของพวกเอ็งคือคนที่พยายามหาหนทางให้กับสังคมที่หลงทิศอยู่มิใช่รึ แต่ดูสิ ตัวเองยังหาทางออกไม่เจอ” หรือไม่ก็ “ขงจื๊อคนนี้มิได้รู้อยู่แล้วรึว่าทางออกอยู่ที่ไหน จะมาถามข้าทำไม…ชิ”

จื่อลู่จึงเจอทางตัน นี่ไม่ใช่เวลาต่อปากต่อคำ คำแซะมีอยู่ทุกแห่งและทุกสมัย ใช้เวลากับมันมากไปมีแต่จะทำให้ไปถึงจุดหมายช้าลง จึงได้แต่หันหน้าไปถามเจี๋ยนี่ เจี๋ยนี่จึงถาม “แล้วท่านล่ะคือใคร” “ข้าคือจื่อลู่” จื่อลู่ตอบ เจี๋ยนี่ถามต่อ “นี่ใช่ศิษย์ของขงชิวแห่งแคว้นหลู่ใช่มั้ย” จื่อลู่ตอบ “ใช่แล้ว” (จะย้ำทำไม?)

เจี๋ยนี่ว่า “แผ่นดินทุกวันนี้เดือดร้อนวุ่นวาย ใครเล่าจะไปเปลี่ยนแปลงได้ แล้วนี่ยังคิดจะติดตามใครไปเปลี่ยนแปลงโลกนี้อีกหรือ แทนที่จะทำตามขงชิวที่มานั่งปฏิเสธคนเลว มิสู้ทำเหมือนพวกเราที่ปฏิเสธทั้งสังคม” เมื่อพูดจบทั้งสองคนก็ก้มหน้าก้มตาทำไร่ไถนาต่อไป ไม่หันมาแยแสจื่อลู่อีกเลย

จื่อลู่มิรู้จะทำอย่างไร ทำได้แต่กลับไปรายงานขงจื๊อว่าไม่เจอท่าเรือเจอแต่ท่าแซะ คนหนึ่งแซะอาจารย์อีกคนแซะศิษย์ เมื่อขงจื๊อรู้เรื่องราว ได้แต่ทอดถอนใจ “หากแผ่นดินไร้ซึ่งความเดือดร้อนแล้ว เราจะยังจำเป็นต้องเดินทางไปทั่วหล้าเช่นนี้หรือ” ใช่แล้ว เพราะ แผ่นดินยังวุ่นวาย ถึงต้องออกไปช่วยเหลือ

ปัญหาคือ สิ่งที่ทำไปจะช่วยได้หรือไม่ สำหรับขงจื๊อ คำตอบคือ “ใช่ ช่วยไม่ได้” เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ขงจื๊อ จื่อลู่ และศิษย์ทั้งหลายที่ติดตามเขาไม่เคยคิด จื่อลู่เคยกล่าวไว้ “เรื่องหนทางนี้ที่เป็นไปไม่ได้ ข้ารู้แก่ใจตั้งแต่แรก”

แต่ในเมื่อรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ ใยยังคิดจะทำอยู่อีกเล่า สำหรับขงจื๊อและลูกศิษย์แล้ว ก็เพราะผู้รู้ผิดถูก ย่อมมีภาระรับผิดชอบ ต้องยืดออกก้าวออกมาข้างหน้า เพื่อนำเสนอแนวคิดของตน นำเสนอหนทางที่คิดว่าถูกต้อง เพื่อทำหน้าที่ที่ควรทำ ก็เท่านั้นถึงจะไม่มีทางสำเร็จดังใจคิด แต่ก็แค่ยืนหยัดต่อไป

ครั้งหนึ่ง จื่อลู่เข้าเขตเมืองไม่ทัน จำต้องพักค้างคืนที่นอกกำแพงเมือง เช้าวันรุ่งขึ้น ทหารที่เฝ้าประตูเมืองถามจื่อลู่ “เจ้ามาจากไหน” จื่อลู่ตอบ “ข้ามาจากท่านขงจื๊อ” ทหารที่เฝ้าประตูเมืองว่า “โอ้ คือขงจื๊อที่รู้อยู่ว่าทำไม่ได้ แล้วยังดันทุรังไปทำอีกใช่หรือไม่” จื่อลู่เพิ่งรู้ว่าตัวเองไม่ได้มาถึงประตูเมือง แต่มาถึงท่าแซะอีกแล้ว

ชีวประวัติของขงจื๊อต่างกับผู้นำลัทธิความเชื่ออื่นๆ ก็ตรงที่มีบันทึกเรื่องการถูกแซะไว้มากมาย นั่นเพราะเป้าหมายของขงจื๊อไม่ได้เล็งไปที่ความสำเร็จที่เป็นไปได้ แต่เล็งไปที่สิ่งที่ตนเองคิดว่าถูกคิดว่าควร แม้เป็นไปไม่ได้ก็ตาม ซึ่งเอาเข้าจริงผู้นำทางความคิดที่อยู่ในประวัติศาสตร์ที่แนวคิดยืนยงข้ามศตวรรษ ก็ไม่เคยมีใครก้าวไปถึงความสำเร็จครบถ้วนตามที่ตั้งเป้าไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และนอกจากขวากหนามระหว่างทาง ย่อมเต็มไปด้วยคำแซะเป็นธรรมดาเหมือนดังสโลแกนโฆษณาที่ว่า ให้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ดวงจันทร์ เพราะถ้าพลาดเป้าหมายนั้นก็ยังได้อยู่ท่ามกลางดวงดาว โดยทิ้งจางจวีและเจี๋ยนี่ไว้ที่ความสำเร็จบนพื้นดิน

จิตใจของคนที่พยายามนำเสนอหนทางที่ถูกต้อง แม้ทำไม่ได้ก็ยังทำคิดจะทำอยู่ จึงเป็นแก่นหนึ่งของจิตใจของขงจื๊อ นี่คือจิตใจที่ควรค่าแก่การยกย่อง ไม่แปลกที่จิตใจแบบนี้มักต้องเจอะเจอคำวิพากษ์วิจารณ์ แต่จิตใจแบบนี้แหละที่มีคนนับถือเช่นกัน ทหารนางหนึ่งที่รักษาชายแดนเคยกล่าวกับบรรดาศิษย์ของขงจื๊อว่า “ใต้หล้าปั่นป่วนมาเนิ่นนาน ฟ้าจะต้องส่งท่านขงจื๊อลงมาเป็นผู้ส่องทางให้กับปวงประชาโดยแท้”

ขงจื๊อไม่เคยบรรลุสิ่งที่คาดหวังในชั่วชีวิต หรือแม้แต่ความสำเร็จหลังขงจื๊อตายไป ที่แนวคิดขงจื๊อถูกใช้เป็นแนวคิดหลักของวัฒนธรรมจีนในอีกหลายร้อยปีให้หลัง ก็ยังบิดเบือนจากแนวคิดที่ขงจื๊อตั้งใจไว้แต่นั่นเป็นเรื่องของปัจจัยซับซ้อน ซึ่งคาดเดาไม่ได้ อย่างไรความยิ่งใหญ่ของจิตใจแบบขงจื๊อก็ยังปฏิเสธไม่ได้อยู่ดี

ขงจื๊อจึงเป็นทั้งผู้นำแนวคิดการปกครองและไลฟ์โค้ชที่แตกต่าง ไลฟ์โค้ชแบบขงจื๊อไม่เคยพูดถึงคำว่าสำเร็จ สำเร็จ สำเร็จ แต่ไลฟ์โค้ชแบบขงจื๊อพูดแต่ คำว่า แม้รู้ว่าไม่สำเร็จ ไม่ได้แก้ปัญหาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ขอยืนหยัดทำต่อไป เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นสิ่งที่ควรทำ n

เซลล์นักฆ่า เพชฌฆาตของมะเร็งร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ธ.ค. 2560 เวลา 11:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528490

เซลล์นักฆ่า เพชฌฆาตของมะเร็งร้าย

โดย…นพ.กรมิษฐ์ ศุภพิพัฒน์ & ศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งและศูนย์วิจัยเซลล์ต้นกำเนิดและเซลล์บำบัด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Natural Killer Cells หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เซลล์นักฆ่า” นั้นเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่เป็นเม็ดเลือดขาวแบบหนึ่งที่อยู่ในร่างกายของเรา

ปกติเซลล์นักฆ่านั้นมีสัดส่วนประมาณ 5-10% ของเม็ดเลือดขาวที่อยู่ในร่างกายและจะไหลเวียนอยู่ภายในเส้นโลหิตร่วมกับเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆ ไปทั่วร่างกาย เพื่อสอดส่องและตรวจจับสิ่งผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกาย

หากเซลล์นักฆ่าพบเซลล์แปลกปลอม เซลล์เสื่อมสภาพ เซลล์ที่มีความเปลี่ยนแปลงจากการติดเชื้อ หรือเซลล์ที่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนสภาพเป็นเซลล์มะเร็ง เซลล์นักฆ่าจะทำการทำลายเซลล์ผิดปกติดังกล่าวผ่านกระบวนการพิเศษของเซลล์นักฆ่า เพื่อยับยั้งไม่ให้เซลล์ผิดปกติดังกล่าวมีการเพิ่มจำนวนหรือลุกลามจนเกิดปัญหากับร่างกาย

ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวของเซลล์นักฆ่า จึงทำให้ตลอดระยะเวลา 30-40 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจึงให้ความสนใจและได้ทำการวิจัยพัฒนาการรักษามะเร็งโดยนำความสามารถพิเศษของเซลล์นักฆ่ามาใช้ประโยชน์

การปลูกถ่ายเซลล์นักฆ่าเพื่อรักษาโรคมะเร็ง (Adoptive Natural Killer Cell Therapy) เป็นหนึ่งในวิธีการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดแบบการใช้เซลล์บำบัด ที่มีการศึกษาวิจัยอย่างมากและเริ่มได้รับการยอมรับทางวิชาการเพื่อเป็นทางเลือกในการรักษามะเร็งบางชนิดแล้ว

โดยขั้นตอนของการปลูกถ่ายเซลล์นักฆ่าเพื่อการบำบัดโรคมะเร็งนั้น จะเริ่มจากการเก็บตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยหรือผู้บริจาคเพื่อทำการแยกเซลล์นักฆ่าออกมาจากเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆ ที่มีอยู่ในเลือด

หลังจากนั้นจึงนำเซลล์นักฆ่าที่ได้มาทำการเพาะเลี้ยงร่วมกับเซลล์พี่เลี้ยง (Feeder Cells) เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ให้มากเพียงพอสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย และเพื่อกระตุ้นเซลล์นักฆ่าให้มีประสิทธิภาพในการทำลายเซลล์มะเร็งเพิ่มมากขึ้น

โดยกระบวนการเพาะเลี้ยงเซลล์นักฆ่านั้น จำเป็นต้องทำในห้องปฏิบัติการปลอดเชื้อพิเศษที่มีมาตรฐานความปลอดภัยในระดับเดียวกับการผลิตยา เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเซลล์ที่จะให้กลับเข้าไปในผู้ป่วย

เซลล์นักฆ่าจะถูกเพาะเลี้ยงอยู่นอกร่างกายเป็นเวลาประมาณ 2-3 อาทิตย์ จนได้จำนวนเซลล์นักฆ่าที่มีปริมาณเพียงพอต่อผู้ป่วยแล้ว จึงนำเซลล์นักฆ่าดังกล่าวไปปลูกถ่ายกลับไปในตัวผู้ป่วยผ่านทางการฉีดเข้าเส้นโลหิตดำ เพื่อให้เซลล์นักฆ่าที่ได้รับการกระตุ้นและเพิ่มจำนวนแล้วนั้น กลับไปทำลายเซลล์มะเร็งในตัวผู้ป่วย

ปัจจุบันมีการพูดถึงการใช้เซลล์นักฆ่าในการรักษามะเร็งอย่างกว้างขวาง และมีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเซลล์นักฆ่าในการรักษามะเร็งหลายชนิดอย่างเกินจริงจากหลายช่องทาง

แต่จากการวิจัยพบว่าเซลล์นักฆ่าที่ถูกเพิ่มจำนวนและกระตุ้นภายนอกร่างกายแล้วนั้น มีความสามารถในการทำลายเซลล์มะเร็งหลายชนิดได้ดีมาก ทั้งในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง

ได้แก่ มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งเซลล์ประสาท มะเร็งรังไข่ มะเร็งไต มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ดี การวิจัยการรักษาผู้ป่วยมะเร็งด้วยการปลูกถ่ายเซลล์นักฆ่านั้น กลับพบว่าประสิทธิภาพในการทำลายเซลล์มะเร็งของเซลล์นักฆ่านั้นลดลงอย่างมากต่อมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งที่เป็นก้อน (Solid Tumors) เมื่อเซลล์นักฆ่าถูกปลูกถ่ายกลับไปในตัวผู้ป่วย

ในปัจจุบันนั้นมีเพียงการปลูกถ่ายเซลล์นักฆ่าจากผู้บริจาคแก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดไมอิลอยส์ที่กลับเป็นซ้ำ หลังจากการปลูกถ่ายไขกระดูกเท่านั้นที่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์รองรับว่าเป็นการรักษามะเร็งด้วยเซลล์นักฆ่าที่มีประสิทธิภาพสูงเพียงพอ และมีการเริ่มใช้เป็นการรักษาทางเลือกในผู้ป่วยแล้วในต่างประเทศ

ส่วนการใช้เซลล์นักฆ่าในการรักษาโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ นั้น ทั้งหมดยังอยู่ในขั้นตอนของการวิจัยในผู้ป่วย ซึ่งพบว่ามีแนวโน้มที่ดีในมะเร็งบางชนิดเท่านั้น

ขณะนี้ศูนย์วิจัยเซลล์ต้นกำเนิดและเซลล์บำบัด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ริเริ่มการวิจัยและพัฒนาการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดชนิดต่างๆ

รวมถึงการพัฒนาการรักษาโรคมะเร็งด้วยเซลล์นักฆ่าแก่ผู้ป่วยชาวไทย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างเสริมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดแก่ผู้ป่วย ญาติ และประชาชนทั่วไป และมุ่งหวังให้ผู้ป่วยมะเร็งชาวไทยได้สามารถเข้าถึงการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด รวมถึงเซลล์บำบัดที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพสูง มีมาตรฐานและความปลอดภัยที่ยอมรับในระดับโลก n

6 ข้อดีของหน้าหนาว ประโยชน์เพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ธ.ค. 2560 เวลา 15:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528443

6 ข้อดีของหน้าหนาว ประโยชน์เพื่อสุขภาพ

โดย…โสภิตา สว่างเลิศกุล          sopitasavang2010@gmail.com

ฤดูหนาว หรือวินเทอร์มาถึงแล้ว แม้ในกรุงเทพฯ จะหนาวบ้างไม่หนาวบ้าง หรือจะมีหนาวน้อยหนาวมากก็ตาม แต่ก็สัมผัสได้ถึงลมหนาวแดดจ้าทว่าอบอุ่นกัน

ฤดูหนาวโดยทั่วไปจะมีระยะเวลาเริ่มตั้งแต่กลางเดือน ต.ค.ไปจนถึงกลางเดือน ก.พ. ในระยะนี้ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือได้พัดปกคลุมประเทศไทย ทำให้อุณหภูมิลดลงทั่วไป อากาศจะหนาวเย็น ยกเว้นภาคใต้

เพราะฉะนั้น เรื่องสุขภาพโดยองค์รวมกับความหนาวเย็นของฤดูหนาวจึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ รู้ไว้เพื่อให้ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขในฤดูนี้

ปรัชญาการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งเป็นปรัชญาของการดำเนินชีวิตในแต่ละฤดูของการแพทย์แผนจีน ได้กล่าวถึงฤดูหนาวว่า เป็นช่วงเก็บสะสมพืชพันธุ์ ธัญญาหารในธรรมชาติ สัตว์และพืชก็จะลดการเคลื่อนไหวสู่ความสงบ จึงเป็นช่วงของการพักและสะสมพลังงานของสรรพสิ่ง ต้องนอนพักผ่อนให้มากพอ ร่างกายต้องให้มีความอบอุ่น ระวังการเสียพลังงาน เช่น เสียเหงื่อมากเกินไป ระวังการได้รับความเย็นเกินขนาด

ฤดูนี้เป็นช่วงจังหวะดีที่สุดในการบำรุงร่างกาย โดยเฉพาะพวกยาบำรุง (ยาโป๊ว ซึ่งมีลักษณะร้อนเป็นส่วนใหญ่) เป็นช่วงของการสะสมพลังของร่างกายเพื่อให้มีภาวะที่สมบูรณ์ที่สุดสำหรับการเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิปีต่อไป

ฤดูหนาวมีการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่รุนแรง ในช่วงแรกอากาศหนาวมาก (พลังยินแกร่ง) ในช่วงหลังพลังหยางเริ่มสูงขึ้น อากาศหนาวน้อยลงจึงต้องระมัดระวังเรื่องไข้หวัด และโรคระบบทางเดินหายใจ

นอกจากนี้ ฤดูหนาวก็มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน หยิบข้อมูลจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับสุขภาพอย่าง honestdocs.co แจกแจงออกมาเป็นข้อๆ คือ

1.ลดอาการเจ็บปวด

เพราะอากาศเย็นๆ จะทำให้ฮอร์โมนนอร์อะดรีนาลิน ในร่างกายพุ่งขึ้นถึง 3 เท่าเลยทีเดียว และยังทำให้หลอดเลือดแดงเล็กที่ไปเลี้ยงอวัยวะภายในต่างๆ ของร่างกายเกิดการบีบตัว ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น จุดไหนที่มีอาการเจ็บปวดก็จะค่อยๆ มีเลือดไปเลี้ยง จึงทำให้อาการเจ็บปวดลดลง

2.ลดอาการอักเสบ

ไม่เพียงความหนาวจะช่วยลดความรุนแรงของอาการเจ็บปวดได้เท่านั้น อากาศเย็นยังสามารถลดอาการอักเสบ โดยเฉพาะการอักเสบของข้อ และลดอาการบวมแดงของแผลได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้หากอากาศเย็นมากเกินไปก็ไม่ดีเหมือนกันนะ

3.ออกกำลังกายได้นานขึ้น

เมื่อร่างกายเจอกับอากาศเย็น พลังงานในร่างกายจะสูงขึ้นจึงมีพลังที่ใช้ในการออกกำลังกายได้นานขึ้น หรืออึดขึ้นกว่าตอนออกกำลังกายในช่วงฤดูอื่น ดังนั้นหากปกติเป็นคนที่ขี้เกียจออกกำลังกาย การเลือกฤดูหนาวเป็นช่วงออกกำลังกายก็จะเหมาะมากเลย

4.ร่างกายสามารถเผาผลาญแคลอรีได้ดีกว่าเดิม

นอกจากอากาศหนาวจะช่วยทำให้สามารถออกกำลังกายได้นานขึ้นแล้ว ฤดูหนาวที่มีอากาศเย็นๆ ยังทำให้ไขมันสีน้ำตาลหรือบราวน์แฟต ซึ่งเป็นไขมันที่มีอยู่ในร่างกายที่ทำหน้าที่เผาผลาญไขมันที่ถูกเก็บสะสมไว้เป็นพลังงานความร้อน สำหรับให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย จะทำงานได้ดีมากขึ้น จึงเท่ากับว่าร่างกายจะมีโอกาสได้ใช้พลังงานเผาผลาญไขมันสะสมมากขึ้นนั่นเอง

5.พาหะนำโรคลดลง

เพราะอากาศหนาวยุงลายหรือพาหะของโรคติดต่อหลายชนิดมักสู้ไม่ไหว และไม่เหมาะสมในการขยายพันธุ์ ยิ่งเป็นเชื้อโรคหรือแบคทีเรียที่ชอบความชื้นมากๆ พอเจอสภาพอากาศแห้งๆ ของฤดูหนาวก็ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นช่วงฤดูหนาวจึงเป็นช่วงปลอดภัยต่อพาหะนำโรคพอสมควร

6.สุขภาพจิตดีขึ้น

เพราะหน้าฝนที่ผ่านไป ทุกคนต้องเจอกับอากาศร้อนและความเปียกแฉะของฤดูฝนมาโดยตลอด พอมาถึงหนาว จึงได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ต้นไม้ใบหญ้าเปลี่ยนสี อากาศเย็นๆ ที่เหมือนอยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา แถมยังได้ใส่เสื้อผ้าสวยๆ ป้องกันความหนาวที่ดูแปลกตาได้อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เป็นโอกาสที่ดีที่สุดต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายที่จะดีขึ้นเลยทีเดียว

แม้ฤดูหนาวมีอากาศหนาวเย็นมากกว่าปกติจนทำให้เป็นไข้หวัด คัดจมูก ผิวพรรณแห้งและแตก ทั้งที่จริงๆ แล้วการป่วยในหน้าหนาวอาจมาจากเตรียมรับมือกับฤดูหนาวได้ไม่ดีพอแค่นั้นเอง

โยคะดัดแปลง ยืดบริเวณสะโพก ยืดหัวไหล่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ธ.ค. 2560 เวลา 15:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528442

โยคะดัดแปลง ยืดบริเวณสะโพก ยืดหัวไหล่

โดย: ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

สะโพกของเรามีบทบาทสำคัญที่ใช้ในการเคลื่อนไหว ไม่ว่าเราจะเดิน จะวิ่ง นั่งยองๆ ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เราสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวสะโพก หรือความยืดหยุ่นไป อาจสร้างปัญหาให้ร่างกายส่วนอื่นๆ รับภาระหนักขึ้นตามมาด้วยปัญหาอาการปวดหลัง หรือปวดเข่าได้

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้สะโพกตึงก็มาจากการนั่งทำงานหน้าโต๊ะเป็นเวลานานๆ หลายชั่วโมงติดต่อกัน การนั่งนานทำกิจกรรมต่างๆ การขับรถนานๆ ยังทำให้เกิดอาการเมื่อยล้ากล้ามเนื้อก้น ตึงขาหนีบ หากเราไม่คลาย ไม่ยืดกล้ามเนื้อบริเวณนี้สะสมเป็นเวลานาน แน่นอน คุณอาจจะกลายเป็นโรคปวดหลังได้

วันนี้ครูจะนำเสนอท่าโยคะดัดแปลง ซึ่งไม่ใช่ที่ยากเกินไปในท่าดั้งเดิมท่า Baby Cradle Pose จะอยู่ในกลุ่มอาสนะท่านั่งที่เป็นกลุ่มท่าเปิดสะโพก ซึ่งบางคนอาจคุ้นเคยในชื่อท่า Rock the Baby Pose แต่ในเวอร์ชั่นนี้ ครูได้ผสมให้ในท่านี้นอกจากจะยืดบริเวณสะโพกแล้ว ยังเพิ่มการยืดหัวไหล่ รวมทั้งลำตัวส่วนบนเข้ามาด้วย

สำหรับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บรุนแรงที่หัวเข่า หรือข้อต่อสะโพกมาก่อนควรหลีกเลี่ยงการฝึกท่านี้

วิธีปฏิบัติ

1.นั่งหลังตรงพับขาขวาเข้ามาให้ตำแหน่งส้นเท้าอยู่ที่สะโพกฝั่งซ้ายด้านนอก จากนั้นยกขาซ้ายขึ้นมาในตำแหน่งหน้าอกโดยใช้แขนทั้งสองข้างโอบกอดหน้าแข้งขาซ้าย (Wrap) โดยให้ฝ่าเท้าซ้ายอยู่บริเวณข้อพับศอกแขนขวา ส่วนแขนซ้ายโอบกอดอ้อมหัวเข่าข้างซ้าย สิ่งสำคัญคือการยืดกระดูกสันหลังให้ตรง ให้ตำแหน่งของขาขนานหน้าอก ค้างท่าสักครู่ หายใจเข้า-ออก ประมาณ 5 ลมหายใจ  (รูป1)

2.หายใจเข้า ส่งมือซ้ายมาจับฝ่าเท้าข้างซ้ายแทนแล้วแกะมือข้างขวาออกจากฝ่าเท้าซ้าย แล้วให้ท่อนแขนขวาขัดอยู่ด้านนอกข้อเท้าซ้าย (รูป 2)

3.หายใจออก ส่งมือซ้ายจากฝ่าเท้าซ้ายมาล็อกนิ้วมือกับมือขวาด้านหน้า ยกข้อศอกซ้ายขึ้นให้ขนานกับขาซ้าย จากนั้นค้างท่า หายใจเข้า-ออก ในท่านี้ 2 ลมหายใจ  (รูป 3)

4.หายใจเข้า ส่งแขนซ้ายอ้อมศีรษะ หันลำตัวไปด้านซ้ายเล็กน้อย กดก้นแน่นๆ ที่พื้น ยืดหลังให้ตรง ค้างท่าสักครู่ หายใจเข้า-ออก ประมาณ 5 ลมหายใจ (รูป 4) จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วน DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9