ยึดความเพียร ‘พระมหาชนก’ ทำงานการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ธ.ค. 2560 เวลา 13:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528423

ยึดความเพียร ‘พระมหาชนก’ ทำงานการเมือง

โดย…ปริญญา ชูเลขา

นักกฎหมายที่ประสบความสำเร็จล้วนต้องมีพื้นฐานการเป็นนักอ่าน นักสะสมประสบการณ์ และที่สำคัญต้องมีต้นแบบที่ดี

ดั่งลูกไม้ใต้ต้นนักกฎหมายมือหนึ่งของเมืองไทย วิชญะ เครืองาม หรือ “ดร.โอม” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

เส้นทางชีวิตในการก้าวขึ้นมาเป็นนักกฎหมาย มีคุณพ่อเป็นไอดอล สร้างแรงบันดาลใจคนสำคัญที่สุดในชีวิต วิชญะ เล่าถึงชีวิตในวัยเด็กให้ฟังว่า

“ผมสนใจเรียนหนังสือ อ่านหนังสือวิชาสังคมตั้งแต่เด็กๆ โดยเฉพาะข่าวการบ้านการเมืองและข่าวสังคม หรือความรู้รอบตัวต่างๆ จะชอบมากกว่าเรื่องพวกวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ที่จะต้องคิดคำนวณตัวเลข หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสองอะไรแบบนั้นผมไม่ชอบ แต่ผมชอบวิชาศิลปะชอบความสวยความงาม ชอบเรียนวิชาสังคม เพราะชอบสังเกตชีวิตคนทั่วไป แล้วก็ติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาโดยตลอด

ที่สำคัญได้ติดตามคุณพ่อคุณแม่ไปร่วมออกงานสังคมตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งคุณพ่อและคุณแม่ผมเป็นคนที่รู้จักคนหลากหลายวงการเยอะมากๆ เพื่อนฝูงคุณพ่อมีทั้งนักการเมือง อาจารย์สถาบันการศึกษา หรือนักธุรกิจดังๆ มากมายบ้านผมทั้งครอบครัว ตั้งแต่คุณตาเป็นนักกฎหมาย และยังมีคุณน้าเป็นผู้พิพากษาในศาลฎีกา แล้วตัวผมก็เดินตามรอยเท้าคุณพ่อมาเป็นนักกฎหมาย เพราะนักกฎหมายทั้งหมดอยู่บ้านหลังเดียวกัน เพราะฉะนั้นไม่แปลกที่ผมจะเดินตามรอยเท้าคุณพ่อ”

สำหรับจุดเริ่มต้นที่ตัดสินใจเข้ามาเรียนกฎหมาย วิชญะ บอกว่าเพราะไม่ชอบอาชีพอื่นๆ เช่น ตำรวจ ทหาร หรือแพทย์ คงตอบยาก แต่ถ้าถามว่าคุณพ่อมีส่วนสำคัญหรือไม่ในการเลือกเส้นทางชีวิต

“ตอนนั้นคงตอบได้ว่าเมื่อมีครูกฎหมายอยู่ในบ้านแล้ว ถ้าไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรหรือจะเรียนอะไรไปก่อน ซึ่งในตอนนั้นก็ไปเรียนวิชาอื่นๆ อยู่พักหนึ่งว่าจะเรียนอะไร เพราะตอนนั้นยังไม่รู้ว่าชอบเรียนวิชากฎหมายหรือไม่ แต่กว่าจะมารู้ตัวว่า ชอบวิชากฎหมายตอนไหนนั้น ก็ต้องบอกก่อนว่าคุณพ่อมีส่วนสำคัญมากๆ

ผมไม่ได้ชอบกฎหมายอย่างเดียว แต่ที่เลือกวิชากฎหมาย เพราะนำมาทำเป็นอาชีพได้ แต่ก็ชอบงานหรือวิชาอย่างอื่นๆ ด้วย เช่น งานศิลปะ ผมชอบการตกแต่งบ้าน ผมชอบประเภทความสวยความงาม หรือแฟชั่นผมก็นำสมัย แต่ว่าวิชากฎหมายเป็นวิชาชีพที่ใช้หาเงินได้ และพอเรียนไปเรียนมาก็ชอบและรู้สึกว่าตัวเองถนัด”

วิชญะ เล่าต่อว่า ต้องถือว่าคุณพ่อ คือไอดอลเบอร์หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีแค่คุณพ่อคนเดียวที่จะเป็นต้นแบบนักกฎหมาย

“เพราะผมดูทุกคนรอบตัว และผมรู้จักคนเยอะ ผมจึงสังเกตว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เวลาไปเจอหรือสัมผัสจะเก็บมาเรียนรู้ เช่น บางท่านเป็นคนฉลาดหลักแหลม บางท่านมีความเมตตา บางท่านมีเสน่ห์ บางท่านมีความรู้รอบตัวที่ไม่ใช่แค่กฎหมายอย่างเดียว เห็นแล้วรู้สึกประทับใจแล้วตัวเองอยากเป็นแบบนั้นบ้าง จึงพยายามสะสมตรงนั้นให้มารวมอยู่ในตัวเราเองทั้งหมด

ผมชอบปฏิรูปและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ทุกๆ วันถ้าไม่ทำอะไรก็จะแสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอ่านหนังสือ สำหรับหนังสือเล่มโปรดและชื่นชอบที่สุด คือ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เรื่อง พระมหาชนก และยังสะสมเหรียญพระมหาชนกทุกรุ่น คุณค่าสำคัญไม่ใช่เรื่องราคา แต่คือคุณค่าที่แสดงความวิริยะ อุตสาหะ และความเพียร นับเป็นแรงบันดาลใจและเป็นรากฐานสำคัญในการทำความดีในการใช้ชีวิตยึดมั่นตลอดมา”

วิชญะ กล่าวอย่างมีความสุขว่าได้เกิดมาในครอบครัวที่พร้อมในหลายๆ เรื่อง จึงมีโอกาสดีกว่าหลายๆ คน ถ้าอะไรที่ช่วยได้ก็จะช่วย เพราะสามารถทำงานเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง เมื่อทำได้ดีอยู่แล้วและมีอาชีพที่มั่นคงก็ต้องช่วยเหลือคนอื่น

“ในหลายๆ เรื่อง หรือมีงานอะไรที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ให้สังคมหรือประเทศชาติได้ แล้วตัวเองมีความสามารถหรือได้รับความไว้วางใจจากผู้หลักผู้ใหญ่พร้อมจะทำเต็มที่ ผมไม่เคยปฏิเสธเลย พิจารณาได้จากประวัติการทำงานที่ผ่านมา เช่น เคยเป็นกรรมการสมาคมแบดมินตันฯ ได้ช่วยงานสังคมโดยไม่ได้เงินทองอะไร หรือไปเป็นกรรมการสมาคมศิษย์เก่าหรือไปช่วยงานเป็นอาจารย์ช่วยสอนหรืองานอะไรที่ช่วยสังคมได้ก็ทำทุกอย่างและเต็มที่

โดยแบ่งว่างานเพื่อหาเลี้ยงชีพกับงานสาธารณะ หรืองานตอบแทนคืนสังคมก็จะทำเท่าๆ กัน เพราะไม่อยากได้ชื่อว่าเกิดมาทำงานๆ มีเงินเก็บแล้วก็จากโลกนี้ไป โดยที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศหรือสังคม ผมไม่อยากเป็นคนแบบนั้น

ได้แบ่งเวลาไว้ทำงานจิตอาสา เช่น น้ำท่วมก็ไปช่วยชาวบ้าน โดยปกติผมเป็นคนกิจกรรมตั้งแต่เรียนหนังสือ เช่น สมัยเรียนที่จุฬาฯ ได้จัดตั้งศูนย์กฎหมายและทุกปีก็ไปตั้งแคมป์ออกค่าย เพื่อเผยแพร่กฎหมายให้กับชาวบ้าน เป็นกิจกรรมที่ชอบ พอเรียนจบไปทำโครงการกับศาลยุติธรรม ทำงานกับเด็กและเยาวชน โดยตัวผมไปเป็นประธานหลักสูตรด้วย เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ชีวิตและสร้างความเป็นผู้นำแก่เด็กยุคใหม่”

วิชญะ เล่าว่าในเส้นทางนักกฎหมายจะดูคุณพ่อเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต

“ผมเชื่อว่าคุณพ่อมีคนเคารพและรักพอสมควร จึงอยากเป็นนักกฎหมายที่คนรักเคารพและไว้ใจ เพราะเมื่อได้ชื่อว่าเป็นนักกฎหมายที่ซื่อสัตย์สุจริตย่อมเป็นสิ่งที่ดี เพราะการทำงานอาชีพนักกฎหมาย ต้องมีกรอบความซื่อสัตย์สุจริตตรงนี้ให้มากที่สุด ส่วนจะได้รับตำแหน่งตรงไหนอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะไม่ได้อยากเป็นอะไรอยู่แล้ว แต่ดีใจมากกว่าที่ได้ช่วยงานสังคม และถ้ามีโอกาสตรงนี้ยินดีมาก แต่คงไม่ไปขอร้องอ้อนวอนว่าอยากเป็นโน้นเป็นนี่ผมไม่ทำแบบนั้น

“ก่อนจะมาอยู่ตรงนี้ ผมเคยทำงานการเมืองเมื่อครั้งสมัยวิกฤตการเมืองเมื่อ 5 ปีก่อน ผมก็ได้เป็นอนุกรรมการ สว.ด้านการสื่อสารเทคโนโลยี ก็เป็นอยู่หลายปี เรียกได้ว่าทำงานด้านนี้มาโดยตลอด หรือไปเป็นนักวิชาการประจำกรรมาธิการอีกหลายๆ ชุดเหมือนกัน ผมเดินเข้าๆ ออกๆ สภามาโดยตลอด ดีมากที่มีประสบการณ์ด้านการเมือง หลักสำคัญคือ เมื่อมีงานประจำที่มั่นคงแล้วจะทำอย่างไร เพื่อแบ่งเวลาไปทำงานเพื่อสังคมบ้าง โดยนำประสบการณ์ที่ตัวเองถนัดไปช่วยได้บ้างก็เท่านั้น นี้คือหลักการในการใช้ชีวิต”

ชีวิตเพิ่งเริ่มต้นในวันเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ธ.ค. 2560 เวลา 13:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528420

ชีวิตเพิ่งเริ่มต้นในวันเกษียณ

โดย…กั๊ตจัง ภาพ : ทวีชัย ทวัชปกรณ์

“ชีวิตของป้าที่ผ่านมาก็เคยผิดพลาดเช่นเดียวกับทุกคนที่เคยมีความผิดพลาดในชีวิต ความผิดพลาดเหล่านั้นก็อยากจะเก็บไว้เป็นบทเรียน แต่ชีวิตก็ต้องก้าวต่อไป เราไม่รู้หรอกว่าวันข้างหน้าจะเจออะไรบ้าง ทุกวันนี้ลืมตาตอนเช้าเรายังหายใจอยู่ ก็เรียกได้ว่าโชคดีที่สุดแล้ว ที่เราจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปอีกวัน”

กนกพร สุภิมาส บล็อกเกอร์ สายท่องเที่ยว (www.facebook.com/TravelByPakaed) เล่าชีวิตปัจจุบันอย่างคนมองโลกจากประสบการณ์ชีวิต

กนกพร หรือชื่อที่คนอื่นเรียกเธอง่ายๆ ว่า “ป้าเกษ” เป็นชาวเชียงใหม่ที่จับพลัดจับพลูย้ายถิ่นฐานมาทำงานที่ จ.อ่างทอง ได้เข้าชมรมถ่ายภาพของ จ.อ่างทอง อัพเดทชีวิตเรื่องราวการท่องเที่ยวของตัวเองในเว็บไซต์พันทิป จนกลายเป็นบล็อกเกอร์สายท่องเที่ยวที่มีผู้ติดตามมากที่สุดคนหนึ่งของวงการ ถือเป็นไอดอลแก่ผู้สูงวัยในเรื่องการท่องเที่ยวในวัยเกษียณ ช่วงวัยที่ทุกคนคิดว่าหมดแรงที่จะเที่ยว

“ที่จริงแล้วป้าไม่เคยคิดมาก่อนเลย ว่าจะมาอยู่ในจุดที่อยู่ในทุกวันนี้ ก็ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปที่ทำงานหาเลี้ยงชีพ ป้าไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง หรือมีเงินเที่ยวมากมาย อย่างที่คิดจะไปเที่ยวสักทริปก็ต้องทำงานเก็บเงินช่วงยังหนุ่มสาวคิดว่าเราจะต้องมีรถมีเงินเก็บเท่านั้นเท่านี้ แต่ถึงวันนี้ไม่ได้ตามฝัน ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตเราจะไม่มีความหมาย เรายังคงมีความสุขกับการใช้ชีวิตของเราอยู่ ได้เที่ยวในสถานที่เราเคยฝันอยากจะไป”

แม้ญาติพี่น้องของเธอจะเป็นห่วง ถามว่า ทำไมไม่เก็บเงินเก็บทองเตรียมพร้อมกับชีวิตหลังเกษียณ แต่กนกพรกลับรู้สึกว่าเธอยังมีแรงที่จะทำงาน และยังมีความสุขกับการเดินทางอยู่ พร้อมยังมีครอบครัวที่อบอุ่นอยู่เสมอ

“การเที่ยวของเราก็จะไม่เหมือนกับการเที่ยวของกลุ่มทัวร์ ก่อนไปเราจะบอกคณะก่อนเลย ว่าเป็นทริปที่ไม่ได้ไปสบายนะ ไม่ได้นอนโรงแรมหรูมีรถบัสรับส่งนะ เราเที่ยวแบบลุยๆ ต้องเดินต้องแบกเป้เอง คือเที่ยวในแบบของเราที่ไม่ได้ใช้งบประมาณมากมายบางทีก็มีคนอายุ 60 กว่าติดเรามาเหมือนกันว่าอยากไปเที่ยวแบบนี้บ้าง เราก็บอกว่าก็เที่ยวสิถ้าใจพร้อม ร่างกายไหวก็ไม่ต้องกลัว ไปเที่ยวที่ไหนก็แค่ดูว่าสถานที่ที่เราสามารถไปได้หรือไม่ ถ้าต้องมีเดินขึ้นเขา เดินป่าก็ควรฝึกซ้อมออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง สัมภาระก็อย่าเอาไปเยอะมาก เอาแค่พอจำเป็นแค่นั้น บางคนเอาสัมภาระไปเยอะ กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ พอถึงเวลาจริงๆ กลายเป็นภาระของคนอื่น”

กนกพร เล่าถึงวิถีชีวิตท่องเที่ยวของเธอ ว่าจะทำอะไรก็ต้องทำแต่พอดีตัว ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ไม่อย่างนั้นสัมภาระของเราจะกลายเป็นภาระของเพื่อน

“ถามว่าอนาคตต่อไปจะทำอย่างไรต่อ ตอนนี้บอกได้เลยว่าจะขอเที่ยวจนกว่าจะไม่มีโอกาส หรือสุขภาพไม่อำนวยกับการเดินทาง เพราะถึงวัยนี้บอกได้เลยว่าสุขภาพเป็นสิ่งที่เงินซื้อกลับคืนมาไม่ได้เราต้องดูแลสุขภาพของเราให้ดี นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใส เพราะการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เป็นเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิต ส่วนการเดินทาง ทำให้เราได้เรียนรู้การใช้ชีวิตได้รู้จักคนและมิตรภาพใหม่ๆ”

พร้อม สิริสันต์ หัวใจสำคัญงานกลยุทธ์…ต้องเข้าใจลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ธ.ค. 2560 เวลา 13:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528419

พร้อม สิริสันต์ หัวใจสำคัญงานกลยุทธ์...ต้องเข้าใจลูกค้า

โดย…พูลศรี เจริญ

ในแวดวงตลาดทุนมีสีสันและดูมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้น เมื่อมีชายหนุ่มที่ไม่เพียงหล่อเหลา หากแต่ยังมีฝีไม้ลายมือในการทำงานที่เก่งฉกาจ ที่สำคัญมีพลังในการทำงาน

ชายหนุ่มที่ว่า คือ พร้อม สิริสันต์ พร้อม วัย 35 ปี Chief Strategy Officer บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ บทบาทและหน้าที่ที่รับผิดชอบ ดูภาพรวมองค์กรและกำหนดกลยุทธ์สำหรับบริษัทในเครือเอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์

ก่อนหน้านั้นทำงานด้านกลยุทธ์ที่บริษัทด้านบรรจุภัณฑ์ของสวีเดน

ตลอด 3 ปี ที่ร่วมงานกับกลุ่มเอเซีย พลัส เขากำหนดทิศทางและกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนองค์กร จัดทำแผนงาน หรือโรดแมป 5 ปี สำหรับบริษัทในเครือเอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์

การขับเคลื่อนนวัตกรรมในองค์กรและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรไปสู่รูปแบบดิจิทัล การปรับภาพลักษณ์หรือรีแบรนดิ้งองค์กร นอกจากนี้ได้พัฒนาและปรับปรุงเครื่องมือการลงทุนให้ตอบโจทย์กลุ่มนักลงทุน

ลักษณะงานโดยรวม คือควรขยายธุรกิจอย่างไร? แนวโน้มใหญ่ของโลกที่มีเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คนควรปรับตัวอย่างไร?

“งานที่ทำสนุกดี อยู่ในสวิชบอร์ด ผมมีความสุขในการทำงาน เมื่อถึงวันหยุดก็อยากให้ถึงวันจันทร์เร็วๆ”พร้อมมีประสบการณ์การทำงานด้านกลยุทธ์มากว่า 10 ปี เขาบอกว่า คนที่จะทำงานด้านกลยุทธ์ต้องมีคุณสมบัติ 4 ข้อ ดังนี้

ข้อแรก อยากรู้อยากเห็น

ข้อที่สอง มีไหวพริบ

ข้อที่สาม ต้องสื่อสารเก่ง

ข้อที่สี่ เข้าใจจิตวิทยาของคน ทำอย่างไรให้คนตามกลยุทธ์

อย่างไรก็ดี เมื่อเปลี่ยนสายงานจากด้านกลยุทธ์จากบริษัทบรรจุภัณฑ์มาอยู่สายงานด้านผลิตภัณฑ์การเงินและการลงทุน เขาสามารถนำมาปรับใช้กันได้ เนื่องจากแกนหลักของการขายเหมือนกันหมด โดยมีหัวใจสำคัญคือต้องเข้าใจลูกค้า

พร้อม บอกว่า มี ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เป็นที่ปรึกษาหรือคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ด้วย

“ผมอยู่ข้างคนที่เก่ง โดยได้ประสบการณ์จาก ดร.ก้องเกียรติ” พร้อมไปเรียนอังกฤษตั้งแต่อายุ 13 ปี เจ้าตัวเค้นเสียงว่า ”ผมเหงามาก” แม้จะไปเรียนด้วยกัน 3 พี่น้อง โดยเป็นลูกคนเล็ก มีพี่สาว 1 คน เป็นคนโต และมีพี่ชาย 1 คน

ในบรรดาพี่น้อง 3 คน เจ้าตัวบอกว่ากดดันตัวเอง ด้วยเพราะอายุน้อยเป็นน้องคนเล็ก ตัวก็เล็กเลยกดดันตัวเองว่าต้องใหญ่

อย่างไรก็ตาม เขาสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้เร็วมาก โดยใช้เวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น

หลังอายุ 17 ปี ไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่ออสเตรเลีย พร้อม บอก

”ผมสนุกมาก เรียนจนจบปริญญาโท” โดยเรียนด้านคอร์ปอเรตไฟแนนซ์มาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี

“การอยู่ออสเตรเลียได้ประโยชน์มาก ผมได้ทำงานหลายอย่างเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทั้งทำงานคาเฟ่ รับส่งพิซซ่า ล้างเรือ ทำงานด้านการตลาด”

ในฐานะที่มีประสบการณ์ในการทำงานด้านกลยุทธ์มาประมาณ 10 ปี หัวใจสำคัญของการทำงานในหน้าที่ดังกล่าว ประการแรกเลย คือ ต้องเข้าใจผู้มีส่วนได้เสีย

“ผมเป็นคนที่เชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า เวลาที่ผมรับพนักงาน ผมจะเลือกคนที่มองโลกในแง่ดี เพราะชีวิต 70% ของชีวิตมนุษย์เงินเดือน คือการอยู่ในที่ทำงาน ดังนั้น เราต้องสร้างบรรยากาศที่ดีในที่ทำงาน”

นอกจากหน้าตาดีแล้ว ชายหนุ่มคนนี้ยังเป็นผู้มีจิตใจดีและคิดบวก ปัจจุบันมีทีมงาน 20 คน เจ้าตัวบอกว่า พยายามให้ทีมงานมีความสุขกับการทำงาน เพราะเชื่อว่าหากทุกคนมีความสุขในการทำงาน ผลงานที่ปรากฏก็จะดีไปด้วย

“ผมชอบเข้าใจคนอย่างลึกซึ้ง ลูกค้าก็เช่นกัน เราต้องรู้จักและเข้าใจลูกค้า เราควรเป็นพาร์ตเนอร์ของลูกค้า ถ้าเข้าใจลูกค้าเขาก็จะอยู่กับเรายาว และต้องเข้าใจเป้าหมายของลูกค้า”

ตลอดการพูดคุยกับชายหนุ่มคนนี้ ทำให้สัมผัสได้ว่าเขาเป็นคนที่มีความเข้าใจโลกและเข้าใจชีวิต โดยบอกว่ามี 3 สิ่งที่ทุกคนไม่อาจหลีกหนีและถือเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ นั่นก็คือ ความทุกข์ การทำงานหนัก และการแก้ปัญหา

พร้อมชอบนั่งสมาธิ โดยการนั่งสมาธิมา 2 ปี เขาบอกเคยเป็นคนไฮเปอร์ แอ็กทีฟมาก แต่ก่อนนั้นไม่ได้ใช้สมาธิในการทำงานเต็ม 100% พอนั่งสมาธิทำให้จัดลำดับความคิดของตัวเองได้ว่าอะไรควรทำก่อนหลัง เรื่องไหนควรเก็บไว้ในลิ้นชัก

“เรื่องใหญ่แค่ไหนผมก็แก้ปัญหาได้ ผมเป็นคนที่ทำงาน 7 วัน บางทีผมไปทำงานที่ไหนก็ได้ บางทีวันเสาร์ผมมีไอเดียออกมา“

พร้อมมีชีวิตที่เพียบพร้อมไปด้วยความสุข โดยเล่าว่าเขามีกลุ่มเพื่อนสนิท 5 คน ตั้งแต่สมัยที่เรียนปริญญาโท ทุกปีจะนัดรวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และกำหนดเป้าหมายชีวิต หรือจัดไลฟ์โกล ซึ่งทำมาติดต่อกัน 9 ปีแล้ว

การนัดพบกันของกลุ่มเพื่อนๆ จะเปลี่ยนประเทศไปเรื่อยๆ โดยจะใช้เวลาอยู่ในที่พัก 3 วัน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าทุกคนจะมีความจริงจังในการประชุมเกี่ยวกับแผนชีวิตพอสมควร

โดยในแต่ละปีจะมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ กำหนดแผนงาน เป้าหมายชีวิตของแต่ละคน รวมถึงความคืบหน้าของเป้าหมายชีวิตที่แต่ละคนวางไว้แล้ว ทุกคนยังช่วยกันเตือนและติดตามความคืบหน้าของแผนชีวิตของกันและกัน

เขาไม่ได้มีขอบเขตชัดเจนระหว่างงานกับไลฟ์สไตล์

“ผมชอบสังสรรค์ ชอบทะเล ทุกโอกาสที่มีผมจะไปทะเล“

พร้อมมีบ้านพักอยู่หาดจอมเทียนพัทยา และจะพยายามไปให้ได้เดือนละครั้ง โดยนอกจากไปพักผ่อนแล้ว ก็ยังทำงานด้วย เพราะเป็นที่ที่สามารถทำงานได้ตลอดเวลา และมีความสุขที่จะทำงาน

การใช้ชีวิตในวันทำงาน ช่วงเย็นหลังเลิกงานส่วนใหญ่จะมีงานเลี้ยง

“เวิร์ก ไลฟ์ บาลานซ์ ผมคำนึงมากทั้งส่วนตัวและพนักงาน”

ครอบครัวสิริสันต์เป็นคนสมัยใหม่ คุณพ่อคุณแม่ใช้ชีวิตช่วงเสาร์-อาทิตย์ แต่ในครอบครัวจะมีการตั้งกฎว่า วันอาทิตย์ที่ 1 และอาทิตย์ที่ 3 ของเดือนจะเป็นการรวมญาติ

ด้านการวางแผนทางการเงิน การออมส่วนตัว ด้วยธุรกิจที่ทำคืออยู่กับโลกของการลงทุน ก็จะดูว่ามีสินทรัพย์ประเภทไหนที่เหมาะกับตัวเองบ้าง โดยแบ่งพอร์ตการลงทุนตามระดับความเสี่ยง สามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงสูงได้ 30-40% ที่เหลือลงทุนระยะยาว นอกจากนี้ทำให้ได้เห็นโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ

สำหรับเป้าหมายสูงสุดของพร้อม เขาบอกว่าจะมีคติของตัวเอง คือทำงานเต็มที่ ใช้ชีวิตเต็มที่ มีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

“ผมอยากจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะงาน ครอบครัว เพราะเราอยู่กับคนอื่น ไม่ได้อยู่คนเดียว นอกจากนี้เป็นคนชอบเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา”

บางคนมีเป้าหมายของตัวเอง แต่คนรอบข้างไม่มีความสุข พร้อม บอกว่า พ่อเขาเป็นคนที่มีหลักการใช้ชีวิตและสอนลูกใน 3 ข้อ ประการแรก ต้องไม่ถอดใจ ประการที่สอง ตรงไปตรงมา และประการที่สาม มีจิตใจดีชายหนุ่มชื่อพร้อม ทิ้งท้ายว่า “ผมจะมีความพยายามสูง ไม่ว่าจะสอนใครต้องมีวินัย”

สร้างกลยุทธ์ฟิตองค์กร พร้อมเปลี่ยนสู่ธุรกิจดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 มี.ค. 2561 เวลา 10:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/542457

สร้างกลยุทธ์ฟิตองค์กร พร้อมเปลี่ยนสู่ธุรกิจดิจิทัล

โดย เทอร์รี่ ฮิสกี รองประธานฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ กลุ่มธุรกิจภาคการผลิต Epicor Software Corporation

ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งที่เห็นได้จากรายงานชิ้นล่าสุด โดย PWC ที่พูดถึงผลพวงของ Industry 4.0 ที่ถูกบางคนมองว่าเป็นเพียงแค่กระแสการตลาด มาวันนี้เป็นการลงทุนและเห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว การก้าวสู่อนาคตในรูปแบบดิจิทัลนั้นไม่ใช่งานง่าย เพราะมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนา ทักษะด้านดิจิทัล ที่ต้องผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งกระบวนการภายในองค์กร

นอกจากนั้น การเปลี่ยนนำโซลูชั่นใหม่เข้ามาติดตั้งใช้งานก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ซึ่งก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายมหาศาลแก่โรงงานผลิตที่มีระบบดั้งเดิมและส่วนใหญ่ระบบเหล่านั้นไม่สามารถเพิ่ม หรืออัพเกรดฟังก์ชั่นใช้งานใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแบบดิจิทัลที่แท้จริงได้

อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้อันไม่เกิดประโยชน์ทางดิจิทัล (Digital Debt) ก็คือการเผาค่าใช้จ่ายด้านไอทีโดยไม่ เกิดประโยชน์ อันมาจากการตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยีแบบเดิมเมื่อหลายปีก่อน รวมถึงขาดการรองรับการใช้งานกับซอฟต์แวร์รุ่นเก่า หรือติดกับอยู่กับระบบที่ล้าหลัง อาจเป็นปัจจัยที่ถ่วงธุรกิจจากการเติบโต

รายงานของฟอร์เรสเตอร์ได้แนะนำ 3 ขั้นตอนสำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิตในการปรับเปลี่ยนจากระบบเดิม เพื่อให้ตอบรับกับโมเดลการทำงานที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ดังนี้

1.ต้องมองหาและจัดลำดับความสำคัญในการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ให้ได้ คือทำความเข้าใจในบทบาทและวิธีการของการปรับเปลี่ยนเข้าสู่องค์กรดิจิทัลว่าจะเข้ามาสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิตได้อย่างไร เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาไปจนถึงการขายและการบริการ การประเมินทั้งระบบเช่นนี้จะช่วยให้การ นำความต้องการของลูกค้าเข้ามาสู่ศูนย์กลางของการดำเนินธุรกิจ

2.ประเมินค่าใช้จ่ายทีละจุด การลงทุนในเทคโนโลยีเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่กลยุทธ์ธุรกิจ และยังเป็นการพัฒนาระดับความสามารถขององค์กรให้เป็นไปตามเป้าหมายของธุรกิจ เช่น การลงทุนกับคลาวด์ช่วยขยายในเรื่องของการทำงานร่วมกันที่ดีขึ้นทั้งระบบ ในบางระบบการเปลี่ยนที่สมบูรณ์แบบและทันทีทันใดนั้นอาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่บางกรณี เช่น การใช้งานแอพพลิเคชั่นที่ยังคงใช้งานได้ดีอยู่แต่หน้าตากลับดูล้าสมัย การปรับเปลี่ยนโดย สิ้นเชิงก็อาจไม่จำเป็นเท่าใดนัก สำหรับปัญหาเช่นนี้การอัพเดทหน้าตาให้เป็นไปตามที่ต้องการอาจจะเหมาะสมกว่า ทั้งในด้านงบประมาณที่เหมาะสมและโซลูชั่นที่สามารถใช้งานได้ทันที

3.จัดทำแผนฟื้นฟูการทำงานของระบบอย่างชัดเจน จงเปลี่ยนข้อมูล เชิงลึกที่มีอยู่ไปสู่การใช้งานจริง และสร้างประสิทธิภาพการประกอบธุรกิจด้วยบุคลากรที่ใช่ สร้างกระบวนการขั้นตอนทำงานและวัฒนธรรมองค์กรรองรับการเปลี่ยนแปลงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด กระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตและยังไม่มีสัญญาณชะลอตัว

โมเดลการทำงานแบบดิจิทัลนั้นเป็นตัวสร้างแรงขับเคลื่อนด้านความแตกต่างเชิงการแข่งขัน รวมถึงยังทำให้สามารถขยายการทำธุรกิจจากการทำธุรกรรมไปสู่การให้ประสบการณ์ใหม่ แถมยังสามารถเชื่อมโยงทั้งลูกค้าและซัพพลายเออร์ทุกที่ทุกเวลา และเปลี่ยนข้อมูลธรรมดาให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำมาใช้ในระดับกลยุทธ์ ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตที่เดินหน้าสู่องค์กรแบบดิจิทัล เป็นการเตรียมความพร้อมสู่การเติบโตในธุรกิจในวันข้างหน้าอย่างมั่นคง

การนำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น เข้ามาปรับในองค์กรนั้น นอกจากจะสร้างโอกาสที่แข็งแกร่งเป็นช่องทางในการเติบโตทางธุรกิจในอนาคตได้อย่างดี จึงไม่ควรกังวลเทรนด์ใหม่ๆ ที่มา อย่างรวดเร็ว แต่ต้องเปิดกว้างพร้อมรับ สิ่งใหม่ๆ เสมอ

เฟซบุ๊กโตช้า แนะหาโซเชียลอื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 มี.ค. 2561 เวลา 07:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/542466

เฟซบุ๊กโตช้า แนะหาโซเชียลอื่น

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ในยุคที่การใช้งานโซเชียลมีเดียเติบโตเรื่อยๆ แต่การปรับปรุงฟีเจอร์ของผู้ให้บริการออนไลน์ อาจส่งผลเชิงลบ เพราะแบรนด์ที่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มเหล่านั้นโดยตรงต้องเหนื่อยกว่าเดิม และมองหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสเข้าถึงลูกค้าที่ดีกว่าเดิม

กล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โธธโซเชียล กล่าวว่า การปรับฟีเจอร์ใหม่ของเฟซบุ๊กมีทั้งข้อดีและข้อเสีย รวมทั้งเปิดโอกาสให้อินสตาแกรมและทวิตเตอร์มาแรงขึ้น แบรนด์จึงควรศึกษาช่องทางให้เหมาะสมและดูว่าสินค้าของคุณต้องการเข้าถึงช่องทางใด
แม้ว่าการใช้จ่ายต่อโพสต์ของแบรนด์จะถูกบังคับให้ต้องจ่ายมากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงคนจำนวนมาก แต่วันหนึ่งเมื่อจ่ายไปแล้วไม่เกิดผลลัพธ์ที่ดี แบรนด์ก็ต้องหากลยุทธ์ใหม่ๆ ให้ทันกระแสและช่วยลดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ดังนั้นแบรนด์ควรเลิกยึดติดว่าเฟซบุ๊กคือสื่อฟรี แต่ต้องหาเครื่องมือที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

“เม็ดเงินในช่องทางออนไลน์แม้จะมีการเติบโตแต่ตัวเลขไม่ได้สูง หากเฟซบุ๊กยังบังคับให้ต้องจ่ายต่อโพสต์มากๆ แบบนี้ อาจไม่ใช่หนทางที่ดีนัก” กล้า กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2560 ที่ผ่านมา มีการโพสต์ข้อมูลบนช่องทางโซเชียลมีเดียกว่า 3,600 ล้านข้อความ สิ่งที่พูดถึงแต่ละไตรมาสบ่งบอกให้รู้ว่าชาวไทยสนใจเรื่องอะไร เช่น ไตรมาสแรกปีก่อน คือการเกิดขึ้นของรายการเดอะมาสก์ ซิงเกอร์ที่ทำให้รู้จักหน้ากากทุเรียนเป็นครั้งแรก กลางปีเป็นเรื่องความโด่งดังของน้องเจ้านาย และปลายปีเป็นดราม่าของโรคซึมเศร้าทำให้นักร้องต่างชาติ ฆ่าตัวตาย ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า คนไทยสนใจข่าวบันเทิงมากที่สุด

หากแบ่งเป็นค่าเฉลี่ยจากการวัดข้อมูล พบว่ามีคนพูดถึงแบรนด์ฝั่งธุรกิจ 30 ล้านข้อความ แต่พูดคุยเรื่องบันเทิงถึง 300 ล้านข้อความ โดยใน 300 ล้านข้อความ แบ่งเป็น ศิลปินชาย 52.5% รายการทีวี 29.7% และนักแสดง 5.9%

กล้า กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้การใช้อินฟลูเอนเซอร์เข้ามาก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางการสื่อสารตลาดควรเลือกคนให้เหมาะกับสินค้าหรือข้อความหลักที่ต้องการสื่อสารมากกว่าตัวบุคคล เพราะคนในโซเชียลจะเชื่อในตัวตนของคนที่สื่อสารออกมามากกว่าแบรนด์ที่ใช้งาน

ด้าน พเนิน อัศววิภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วันบิต แมท เทอร์ กล่าวว่า การเติบโตของแพลตฟอร์ม เฟซบุ๊กเริ่มช้าลง อาจเพราะเกือบทุกคนมีเฟซบุ๊กกันแล้ว ทำให้ค่าโฆษณาสูงขึ้น ทั้งแบรนด์และเอเยนซีจึงต้องปรับกลยุทธ์และแผนตลาดใหม่ๆ เพื่อลดต้นทุนและเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น

ตัวอย่างเช่น หากแบรนด์ต้องการขยายตลาดไปอินเดีย การเลือกใช้เฟซบุ๊ก อาจเป็นทางเลือกที่ดีเพราะมีผู้เล่นเยอะจนแซงสหรัฐอเมริกาที่เป็นต้นกำเนิดของเฟซบุ๊กเสียอีก ส่วนประเทศไทยอินสตาแกรมและทวิตเตอร์เติบโตดี รวมทั้งการโพสต์ได้หลายรูปของอินสตาแกรมช่วยเรื่องแบรนด์ในการขายสินค้าดีขึ้น

จากข้อมูล พบว่าประเภทของการโพสต์ คนไทยมีการโพสต์รูปในอินสตาแกรมอยู่ที่ 71% ลดลงจากปีก่อนอยู่ที่ 96% รองลงมาคือ การโพสต์หลายรูปพร้อมกัน (Carousel) อยู่ที่ 24% และวิดีโอ จากเดิมอยู่ที่ 4% เพิ่มขึ้นมาเป็น 5%

ดังนั้น ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวก่อนถอยหลังและไม่มีที่ยืน จึงต้องพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง โซเชียลมีเดียใดมาแรงก็ควรเรียนรู้และพร้อมเปลี่ยนทันที รวมทั้งนำข้อมูลที่มีในมือมาวิเคราะห์และสร้างโอกาสทางรายได้ใหม่ที่จะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตาม บริษัทจะมีการลงทุนพัฒนาเครื่องมือใหม่ที่จะช่วยตอบโจทย์การทำงานและวิเคราะห์ข้อมูลมากขึ้น คาดว่าจะเปิดตัวไตรมาส 3 รวมทั้งพัฒนาฝีมือของพนักงานให้สามารถช่วยเหลือและวิเคราะห์ข้อมูลให้ลูกค้าได้ดีกว่าเดิม

ซัมซุงเปิดตัวกาแล็คซี่ เอส9 – เอส9 พลัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ก.พ. 2561 เวลา 08:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/542099

ซัมซุงเปิดตัวกาแล็คซี่ เอส9 - เอส9 พลัส

หัวเว่ยเปิดตัวชิปรองรับ 5จี รายแรก ด้านโนเกียคาดค่าย มือถือหันใช้ 5จี ในปีนี้ ขณะที่ ซัมซุงเปิดตัวสมาร์ทโฟน 2 รุ่น ได้แก่ กาแล็คซี่ เอส9 และ เอส9 พลัส

บริษัท หัวเว่ย ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนของจีน เปิดตัวชิปเซตรุ่น ปาหลง 5จี07 ที่รองรับเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายความเร็วสูง 5จี ค่ายแรกของโลก โดยมีความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลที่ 2.3 กิกะบิต/วินาที หรือมากกว่าระบบ 4จี เท่าตัว พร้อมเตรียมออกสมาร์ทโฟนที่ใช้ชิปเซตดังกล่าวภายในครึ่งปีหลังนี้

สำหรับชิปเซตดังกล่าวจะทำให้หัวเว่ยมีอิสระในการออกแบบสินค้า เนื่องจากไม่ต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์ และเพิ่มการแข่งขันกับควอลคอมม์ จากสหรัฐ ที่พัฒนาโมเด็มรุ่น เอ็กซ์50 ที่รองรับความเร็ว 4.5 กิกะบิต/วินาที ขณะที่อินเทลจับมือกับไมโครซอฟท์ รวมถึงเดล เอชพี และเลอโนโว เพื่อสร้างคอมพิวเตอร์ที่รองรับ 5จี

ราจีฟ สุรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโนเกีย ระบุว่า บริษัทโทรคมนาคมต่างเร่งพัฒนาระบบ 5จี ออกสู่ตลาดภายในปีนี้ จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ปลายปี 2019 โดยผู้บริโภคจำนวนมากในสหรัฐ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน จะตอบรับเทคโนโลยีดังกล่าวได้เร็วกว่าในยุโรป

ด้านซัมซุงเปิดตัวสมาร์ทโฟน 2 รุ่น ได้แก่ กาแล็คซี่ เอส9 และ เอส9 พลัส โดยมีฟังก์ชั่นใหม่ อาทิ อีโมจิที่ผสมผสานกับเทคโนโลยีเสมือนจริง (เออาร์) และพัฒนาสเปกเพิ่มเติม อาทิ เพิ่มความคมชัดของกล้อง เพื่อนำมาแข่งขันกับไอโฟนเทนของแอปเปิ้ล โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 1,055 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 หมื่นบาท)

บรรยายภาพ – เจาะโซเชียล : ซัมซุงเปิดตัวสมาร์ทโฟน 2 รุ่นใหม่ ได้แก่ กาแล็คซี่ เอส9 และ เอส9พลัส แบบกล้องคู่ โดยมีฟังก์ชั่นใหม่ที่มุ่งเจาะตลาดผู้นิยมโซเชียลมีเดีย อาทิ กล้องเทคโนโลยี เออาร์ที่แปลงหน้าผู้ใช้เป็นอีโมจิ และเพิ่มคุณภาพกล้องสำหรับถ่ายในที่มืด แต่นักวิเคราะห์วิจารณ์ว่า ราคาที่สูงและเทคโนโลยีที่ไม่โดดเด่นอาจกระทบต่อยอดขาย – ภาพ : เอเอฟพี

ดิจิทัลแพลตฟอร์ม โอกาสของคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ก.พ. 2561 เวลา 21:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/541988

ดิจิทัลแพลตฟอร์ม โอกาสของคนรุ่นใหม่

จุดเปลี่ยนของพฤติกรรมและเทคโนโลยีนั้น ทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจขึ้นมา ใครที่คว้าโอกาสนั้นก่อนก็ย่อมที่จะสร้าง

รายได้ขึ้นมาก่อน**********************

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ออนไลน์ในไทยแถลงความร่วมมือด้านคอนเทนต์กันหลายราย ไม่ว่าจะเป็นบริการรับชมละครย้อนหลังของไลน์ทีวี การเติบโตของบริการจัดส่งอาหารของอูเบอร์อีทส์และการประกาศความสำเร็จในรอบ 3 ปีของจุ๊คซ์ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เห็นถึงการเติบโตของบริการดิจิทัลและแพลตฟอร์มที่เข้ามาสู่ชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่มากขึ้น

กวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ ผู้อำนวยการธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า LINE เปิดตัว LINE TV ในประเทศไทยเป็นประเทศแรก เมื่อปี 2557 เปรียบได้กับทีวีส่วนตัวฉบับพกพา ถือเป็นแอพพลิเคชั่นที่รวมความบันเทิงให้ผู้ใช้งานสามารถติดตามชมซีรี่ส์ หนัง เพลง รวมถึงคอนเทนต์พิเศษที่หาชมที่ไหนไม่ได้สำหรับออกอากาศทาง LINE TV โดยเฉพาะ

ในขณะที่เปิดตัวนั้น มีฐานผู้ใช้งานไลน์มากกว่า 33 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหญ่และสำคัญ และในขณะนี้มีผู้ใช้งานไลน์แอพกว่า 41 ล้านคนแล้ว ยิ่งเป็นโอกาสเติบโตของบริการต่างๆ โดยผู้ใช้งานไลน์ทีวีส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใน กทม.และหัวเมืองใหญ่ แต่ก็จะสื่อสารให้คนต่างจังหวัดรู้จักบริการของไลน์มากขึ้น เพราะพฤติกรรมการใช้ออนไลน์ของคนไทยมีทิศทางที่ดีขึ้น

ทางด้าน ศิริภา จึงสวัสดิ์ ผู้จัดการ UBERประจำประเทศไทย เปิดเผยถึงกลยุทธ์ในการเปิดอูเบอร์อีทส์ว่า อูเบอร์อีทส์ ถือว่าเป็นการต่อยอดความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้งานต่อยอดจากบริการไรด์แชริ่งของอูเบอร์ ซึ่งการจัดส่งอาหารให้แก่ลูกค้านั้น นอกจากสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจให้แก่พาร์ตเนอร์ โดยไม่ต้องมีค่าลงทุนเพิ่มเติมในการขยายสาขา ยังเป็นช่องทางในการสร้างรายได้ให้แก่พาร์ตเนอร์ผู้จัดส่งอาหารด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นหลังเปิดบริการใหม่พบว่า ตลาดจัดส่งอาหารแบบออนไลน์มีโอกาสเติบโตขึ้น จากข้อมูลของยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ธุรกิจบริการจัดส่งอาหารในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 2.6 หมื่นล้านบาท ในปี 2560 และยังมีโอกาสโตต่อเนื่องด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความสะดวกสบายและการใช้สมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้น

เช่นเดียวกับทางซีอีโอใหญ่ของอูเบอร์ ดารา คอสราวซาฮี ที่เผยตัวเลขผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 4 ของปี 2560 ยอมรับว่า ธุรกิจจัดส่งอาหารหรืออูเบอร์อีทส์นั้นสามารถทำรายได้เป็น 10% ของรายได้รวมอูเบอร์แล้ว จากภาพรวมรายได้ของอูเบอร์ที่มีการเติบโตอยู่ที่ 11.8% หรือราว 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เรียกได้ว่ามีแนวโน้มรายได้ดีขึ้นกว่าเดิม

ด้านบริการแพลตฟอร์มการรับฟังเพลงสตรีมมิ่งและออนไลน์อย่าง จุ๊คซ์ภายใต้การบริหารงานของ กฤตธี มโนลีหกุลกรรมการผู้จัดการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ด้วยเทรนด์การฟังเพลงตั้งแต่แผ่นเสียง เทปคาสเซต แผ่นซีดี ดาวน์โหลดและสตรีมมิ่งนั้น ถือว่าเป็นวัฏจักรของสินค้าที่พฤติกรรมคนในสังคมเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จุ๊คซ์เป็นเพียงตัวกลางที่ดึงเอาความซ้ำซ้อนของระบบออนไลน์มาสู่การใช้งานผ่านมือถือและพีซีที่ง่ายและสะดวกขึ้น

“ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะพฤติกรรมและเทคโนโลยีควบคู่กัน เช่น คนต้องการเปลี่ยนการใช้จ่ายแบบเงินสดมาเป็นใช้จ่ายผ่านมือถือ ซึ่งเราอยู่ในยุคของดิจิทัลเอจสินค้าทุกอย่างถูกทรานส์ฟอร์มอยู่ที่ธุรกิจจะปรับตัวตามได้เร็วแค่ไหน”

หากย้อนกลับไปเมื่อ 3-4 ปีคนฟังเพลงเถื่อนเยอะมาก ทั้งแบบซีดีแผ่นละ 100 บาท หรือดาวน์โหลดในเว็บบิทแจกฟรี ส่งผลกระทบรุนแรงจนศิลปิน นักแต่งเพลงอยู่ไม่ได้ และคนกลุ่มนี้ก็ต้องการหาโอกาสใหม่ที่จะสร้างรายได้มากกว่าแค่งานอีเวนต์เพียงอย่างเดียว

การเดินหน้าจุ๊คซ์ในยุคที่คนยังนิยมฟังเพลงแบบเถื่อนถือว่าเปลี่ยนพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่อย่างมาก แม้ในขณะนั้น จะมี iTUNE, Spotify, Soundcloud แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะแตะผู้ฟังได้ทุกกลุ่ม เพราะยังไงคนไทยก็ชอบฟังเพลงฟรี ผ่านมา 2 ปี ถือว่าจุ๊คซ์ก้าวข้ามผ่านของเถื่อนได้จุดหนึ่ง แต่จะช่วยเปลี่ยนให้อุตสาหกรรมเพลงสามารถมีรายได้มากขึ้น เป็นอีกก้าวที่ยากและสำคัญ เชื่อว่ามีโอกาสโตขึ้นไปอีก

บริการทั้ง 3 ด้านนั้น ถือว่าเข้ามาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนไทยที่ชอบกินดูและฟังผ่านมือถือแบบสะดวกสบายขึ้น ซึ่งหลายธุรกิจมองว่าพวกเขาจะเข้ามาทำลายล้างธุรกิจเดิม แต่ก็เรียกได้ว่าเข้ามาสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ในอนาคตเช่นกัน อยู่ที่ว่าธุรกิจเดิม คนยุคเดิม จะปรับตัวและเปิดใจรับพวกเขาได้แค่ไหน

มืออาชีพดิจิทัลสดใส ทิศทางจ้างงานผู้บริหารระดับกลาง-สูงพุ่งรองรับประเทศไทย4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 ก.พ. 2561 เวลา 07:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/541651

มืออาชีพดิจิทัลสดใส ทิศทางจ้างงานผู้บริหารระดับกลาง-สูงพุ่งรองรับประเทศไทย4.0

ไมเคิลเพจ ชี้ความต้องการแรงงานผู้บริหารระดับกลางถึงสูงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะทักษะดิจิทัล คาด 3 ปีสัดส่วนสูง 25-30%

นายคริสโตเฟอร์ พาลุดัน ผู้อำนวยการ ไมเคิล เพจ ประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการสรรหาบุคลากรระดับโลก เปิดเผยว่า ปี 2561 ทิศทางการจ้างงานในผู้บริหารระดับกลางและสูง ในไทย รวมทั้งอาเซียนยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะแรงงานระดับผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรมืออาชีพในภาคอุตสาหกรรมที่มีความรู้และทักษะด้านดิจิทัล และเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้คาดว่าบริษัทจะต้องสรรหาบุคลากรของประเทศไทยเพิ่มให้กับบริษัทต่างๆ จากนี้ไปจนถึงช่วง 3 ปี เพิ่มเป็น 25-30%

สำหรับสาขาวิชาชีพที่มีความต้องการแรงงานสูง ได้แก่ ด้านดิจิทัล วิศวกรรมและการผลิต การเงินและการบัญชี ทรัพยากรบุคคล การตลาด การจัดซื้อและห่วงโซ่อุปทาน และการขาย เช่น ผู้จัดการแบรนด์ ผู้จัดการสื่อดิจิทัล ซึ่งสาขาวิชาชีพเหล่านี้จะมีอัตราเงินเดือนที่สูงขึ้นเมื่อเปลี่ยนงานเฉลี่ย 16-25% ขึ้นอยู่กับสาขาวิชาชีพและความถนัดของบุคคล

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความต้องการแรงงาน มาจากการขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งสู่เศรษฐกิจเน้นคุณภาพ การลงทุนจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่เพิ่มขึ้น หลังรัฐบาลสนับสนุนให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย ทำให้เกิดการเพิ่มการจ้างงานของบริษัทข้ามชาติจากต่างประเทศ รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการอีอีซี ที่จะมีมูลค่าการลงทุนกว่า 43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะเวลา 5 ปี

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีและดิจิทัล นำไปสู่การให้บริการที่มีมูลค่าสูง และธุรกิจสตาร์ทอัพ จะส่งผลให้เกิดความต้องการของจำนวนแรงงานที่มีทักษะและคุณภาพสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้บริษัทมีความต้องการแรงงานที่มีทักษะหลากหลาย หรือสามารถทำได้หลายสายงาน ดังนั้นแรงงานจะต้องมีการพัฒนาทักษะ และเรียนรู้เพื่อรองรับการทำงานในหลายด้าน

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การเปลี่ยนผ่านยุคดิจิทัลและเทคโนโลยี จะส่งผลดีต่อทักษะแรงงานที่มีคุณภาพ แต่อาจส่งผลกระทบต่อแรงงานระดับล่างในภาคการผลิตและภาคการเกษตร รวมถึงภาคธุรกิจอื่น เช่น ธุรกิจการเงิน การธนาคาร ทำให้บริษัทไทยต้องปรับตัวรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคฟินเทค

นายคริสโตเฟอร์ กล่าวว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างความมือระหว่างภาครัฐ บริษัทองค์กร และสถาบันการศึกษา ในการเพิ่มสูตรการเรียนการสอน โดยเฉพาะด้านปัญญาประดิษฐ์ ดิจิทัล การออกแบบหุ่นยนต์ เพื่อรองรับการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคตช่วง 5-10 ปีจากนี้

ด้านทิศทางการจ้างงานระดับผู้บริหารในขณะนี้ มีการจ้างคนไทยที่มีทักษะวิชาชีพ และมีอายุน้อย เข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ใช้ผู้บริหารต่างชาติ ซึ่งบริษัทต่างชาติได้ติดตามการพัฒนาทักษะบุคลากรของไทยต่อเนื่อง และมีความต้องการดึงแรงงานไทยไปทำงาน ดังนั้นบริษัทไทยจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน หามาตรการจูงใจ เพื่อดึงแรงงานไทยไว้ไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนในอนาคต

ศก.ดิจิทัลอาเซียนพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ก.พ. 2561 เวลา 06:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/541492

ศก.ดิจิทัลอาเซียนพุ่ง

กูเกิล คาดเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนปี 2568 มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ จับตา 4 เซ็กเตอร์ดัน ส่วนไทย 3.7 หมื่นดอลลาร์

นายเบน คิง หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ บริษัท กูเกิล ประเทศไทย เปิดเผยว่า กูเกิลได้ จับมือร่วมกับเทมาเสกเผยรายงานการวิจัยในหัวข้อ “e-Conomy Southeast Asia Spotlight 2017” เป็นการติดตามผลของการวิจัยในหัวข้อ “e-Conomy 2025 Southeast Asia” ที่จัดทำขึ้นในปี 2559 พบว่าภาพรวมเศรษฐกิจดิจิทัลในอาเซียนจะมีมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2568 ถือเป็นอัตราการเติบโตที่รวดเร็ว

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ผลักดันให้เติบโต มาจากความจำเป็นธุรกิจต้องลงทุนโดยเฉลี่ย 4-5 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยธุรกิจหลัก ที่เน้นการลงทุนระบบนิเวศอินเทอร์เน็ต มีด้วยกัน 4 กลุ่ม คือ 1.การลงทุนธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ 8.8 หมื่นล้านดอลลาร์ 2.การท่องเที่ยวออนไลน์ 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์ 3.สื่อออนไลน์ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ และ 4.ธุรกิจบริการรถนั่งร่วมทางเดียวกัน 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ ยังพบว่าปริมาณผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอาเซียนเพิ่มจาก 260 ล้านคนในปี 2558 เพิ่มเป็น 480 ล้านคนในปี 2563 หรือเพิ่มขึ้น 3.7 ล้านคน/เดือน เติบโต 1.8 เท่าตัว สำหรับตัวเลขผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของไทยเพิ่มจาก 38 ล้านคนในปี 2558 เป็น 59 ล้านคนในปี 2568 หรือคิดเป็น 84% ของประชากรไทย โดยเติบโตเพิ่มขึ้น 9% ในจำนวนนี้เป็นกลุ่ม ซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์เข้ามาในตลาดถึง 20 ล้านคน

ขณะที่ไทยในปี 2558 มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัล 5,800 ล้านดอลลาร์ และเพิ่ม เป็น 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2560 โดยในช่วง 10 ปีข้างหน้าธุรกิจจะขับเคลื่อนโครงการต่างผลักดันให้มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลเพิ่มเป็น 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568 ซึ่งในช่วง 10 ปี (2558-2568) โดย 4 ธุรกิจเติบโตรวดเร็ว ได้แก่ ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมีมูลค่าเพิ่ม 0.9 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มเป็น 1.11 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568

นายคิง กล่าวว่า ส่วนธุรกิจอีก 3 กลุ่ม ที่เติบโตเร็วในช่วง 10 ปี คือ บริการรถนั่ง เติบโตโดยเฉลี่ย 24% สื่อออนไลน์โต 19% และธุรกิจการท่องเที่ยวออนไลน์โต 18% นอกจากนี้ยังมองว่าประชากรไทยรุ่นใหม่ที่มีรายได้มากขึ้นและมีความรู้ และความเข้าใจการใช้โทรศัพท์มือถือ จะเป็นกลุ่มผลักดันให้การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ซึ่งพบว่าจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 45 ล้านคน มาจากการใช้งานบนโทรศัพท์แบบจ่ายรายเดือน 20 ล้านคน

อย่างไรก็ดี กูเกิลมองว่าไทยต้องคว้าโอกาสเพิ่มขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ไทยเผชิญกับความท้าทายจากผู้ใช้งานและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ การขนส่ง รวมถึงความไว้วางใจของลูกค้า และการระดมทุน ซึ่งกูเกิลถือว่าเป็นเครื่องมือสำหรับให้ธุรกิจเอนเกจเมนต์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

สำหรับในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดอาเซียนมีแบรนด์ต่างใช้กูเกิลเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการค้นหาสินค้าเติบโต 2 เท่าตัว เพิ่มสูงมากกว่าตลาดในอเมริกา

สมาร์ทโฟนหนุน ฟังเพลงผ่านสตรีมมิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ก.พ. 2561 เวลา 06:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/541491

สมาร์ทโฟนหนุน ฟังเพลงผ่านสตรีมมิ่ง

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ข้อมูลจากรายงานของเว็บไซต์ We Are Social ระบุว่า คนไทยใช้สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์หลักในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตถึง 70% และใช้เวลาบนอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนเฉลี่ย 4 ชั่วโมง 14 นาที/วัน

ทั้งนี้ สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์ยอดนิยมสำหรับการฟังเพลงที่ 22% รองลงมาคือคอมพิวเตอร์ที่ 6% และแท็บเล็ต 3% สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมของคนฟังเพลงในยุคนี้ได้เปลี่ยนสู่ยุคสตรีมมิ่งแบบเต็มตัว

กฤตธี มโนลีหกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) และ ผู้บริหาร JOOX ประเทศไทย กล่าว ว่า ตั้งแต่เปิดให้บริการจุ๊คซ์มา 2 ปีเข้าสู่ปีที่ 3 ต้องยอมรับว่าบริการของบริษัทเติบโตขึ้นเร็วมาก อาจเพราะเทรนด์การใช้สมาร์ทโฟนที่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การฟังเพลงสะดวกขึ้น

นอกจากนี้ ปีที่ผ่านมา จุ๊คซ์มียอดจำนวนครั้งดาวน์โหลดสูงถึง 50 ล้านครั้งแล้ว เพิ่มขึ้นสองเท่าเมื่อเทียบ กับปี 2559 และมียอดการฟังแบบ สตรีมมิ่งสูงถึง 2,000 ล้านสตรีม ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าภาพรวมของธุรกิจเพลงได้เปลี่ยนไปแล้ว จากการฟังผ่านเทป หรือซีดี มาเป็นการดาวน์โหลดมาเก็บไว้ในเครื่อง จนถึงการฟังเพลงแบบสตรีมมิ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดมาเก็บไว้ในเครื่อง รวมทั้งเปิดกว้างเรื่องเทรนด์การฟังเพลงใหม่ๆ ทั้งเพลงอินดี้ เพลงต่างประเทศ เพื่อให้เข้าถึงความต้องการที่แตกต่างกัน

ตัวเลขจาก IFPI บอกว่า รายได้ของอุตสาหกรรมการฟังเพลงลดลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2544 ตัวเลขอยู่ที่ 2.36 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังคงลดลงต่อเนื่องจนถึงปี 2559 อยู่ที่ 5,400 ล้านดอลลาร์ โดยมีตัวเลขจากการฟังเพลงแบบดิจิทัลเข้ามาแย่งส่วนแบ่ง ทำให้ขณะนี้การฟังเพลงแบบดิจิทัลตัวเลขอยู่ที่ 7,800 ล้านดอลลาร์ แซงหน้าการฟังเพลงแบบเดิม

ทั้งนี้ จุ๊คซ์มั่นใจว่าเป็นแพลตฟอร์มการฟังเพลงเบอร์ 1 ของไทย ที่มีมากที่สุดทั้งจำนวนเพลง ผู้ใช้งานและศิลปินในระบบ ซึ่งทั้งสามส่วนนี้ถือว่าเป็น ฟันเฟืองที่สำคัญที่ให้ธุรกิจนี้เติบโต และโตกว่าคู่แข่งในตลาดถึง 3 เท่าด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จุ๊คซ์จะเดินหน้าต่อในปีนี้คือ การเข้าถึงผู้ใช้งานให้มากขึ้น ทั้งการหาเพลงเข้าระบบให้มากขึ้น สร้างอีเวนต์ตามมหาวิทยาลัยและร่วมมือกับพาร์ตเนอร์แบบ O2O (ออฟไลน์สู่ออนไลน์) ในการเข้าถึงคนฟังให้มากขึ้น และเชื่อมแพลตฟอร์มที่มีในมือให้เป็นมากกว่าแค่ฟังเพลงเพียงอย่างเดียว

ทางด้านของสปอติฟายผู้ให้บริการด้านการฟังเพลงจากต่างประเทศที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในไทยได้เพียง 1 ปีนั้น ยังคงเดินหน้าหาเพลงไทยยอดนิยม เพื่อให้บริการแก่นักฟังเพลงอย่างต่อเนื่อง เพราะถึงแม้จะมีเพลงต่างชาติมากถึง 30 ล้านเพลง สมาชิกกว่า 70 ล้านคน ใน 61 ประเทศทั่วโลก แต่คนท้องถิ่นส่วนใหญ่ก็ยังนิยมฟังเพลงจากศิลปินในประเทศตนเองมากกว่า

ทั้งนี้ ด้วยพฤติกรรมของการฟังเพลงที่เปลี่ยนไป ผู้ให้บริการเพลงก็เปลี่ยนมือจากการผลิตแผ่นมาเป็นผลิตแพลตฟอร์มมากขึ้น สิ่งที่ต้องเร่งสร้างอย่างแน่นอนคือ สร้างจิตสำนึกให้คนเลิกซื้อและฟังเพลงเถื่อนให้ได้ เพราะนอกจากจะช่วยให้อุตสาหกรรมเพลงอยู่รอดแล้ว ยังช่วยสร้างคุณภาพของคนให้ดีขึ้นด้วย