ทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รูปหล่อ ร.9 ศิลปะวิจิตรบรรจง แทนดวงใจตราบนิรันดร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 พ.ย. 2560 เวลา 09:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523475

ทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รูปหล่อ ร.9 ศิลปะวิจิตรบรรจง แทนดวงใจตราบนิรันดร์

โดย นิติพันธุ์ สุขอรุณ

กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงที่มีผู้คนจำนวนมากเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศของประเทศ เข้ามาแสวงหาอาชีพ และมุ่งหวังความก้าวหน้าเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว จึงเป็นความรับผิดชอบของข้าราชการ กทม. ทุกคนที่ต้องช่วยคลายทุกข์ร้อนให้ผู้คนได้อยู่ดีมีสุข

หนึ่งในบุคคลสำคัญที่ยังคงทำหน้าที่ขะมักเขม้นแข็งขันคอยช่วยเหลือดูแลประชาชนอย่าง ทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ ได้สั่งสมประสบการณ์ในสายงานวิศวกรรมโยธา กระทั่งดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักการโยธา จากนั้นก้าวเข้าขึ้นเป็นผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง

 ด้วยผลงานโดดเด่น เชื่อมโยงการทำงานระหว่างฝ่ายบริหารกับข้าราชการประจำได้เป็นอย่างดี จึงได้รับความไว้วางใจจาก พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. เลือกให้ขึ้นมาเป็นรองผู้ว่าฯ กทม.ในที่สุด

ทวีศักดิ์ เริ่มต้นเล่าถึงความประทับใจครั้งเข้าเฝ้าฯ ถวายงาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2554 เรื่องการแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดรอบโรงพยาบาลศิริราช พระองค์ทรงมีวิสัยทัศน์ด้านงานวิศวกรรม โดยวางแผนให้ทำโครงการต่อขยายสะพานอรุณอมรินทร์พร้อมทางขึ้น-ลง

 “โครงการนี้จะสามารถรองรับปริมาณการจราจรในอนาคต ลดการติดขัดบริเวณทางแยก และทางเข้า-ออก โรงพยาบาลศิริราช เพิ่มความสะดวกให้ประชาชนที่เข้ามาติดต่อโรงพยาบาล โดยพระองค์ท่านทอดพระเนตรแผนที่แสดงโครงการอย่างตั้งใจ และสอบถามข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องทุกด้านอย่างละเอียด

 “เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า แม้พระองค์ท่านจะประทับอยู่ที่โรงพยาบาล แต่พระองค์ท่านก็ยังคงทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งพระองค์ท่านมีคำแนะนำด้วยความเป็นกันเอง เข้าใจปัญหาความเดือดร้อน ผมจำได้ดีว่าบรรยากาศในขณะนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งยังตราตรึงไม่ลืมเลือน” ทวีศักดิ์ กล่าว

เมื่อกล่าวถึงของรักของสะสม รองผู้ว่าฯ กทม.ผู้นี้บอกว่า รูปหล่อสำริด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร คือของรักที่เก็บรักษาไว้อย่างดี ตั้งไว้เคารพบูชาทั้งที่บ้านและที่ห้องทำงาน

 ชิ้นแรกเป็นรูปปั้น ร.9 ขณะทรงผนวช ในอิริยาบถยืนสงบนิ่ง ขนาด 15 คูณ 16.5 คูณ 62 เซนติเมตร อัญเชิญภาพเหตุการณ์ระหว่างออกรับบิณฑบาตจากประชาชนทุกแห่ง โดยไม่สวมฉลองพระบาท เมื่อปี 2499 มาเป็นต้นแบบ เพราะท่านทรงผนวชด้วยพระราชศรัทธาที่ตั้งมั่นในพระพุทธศาสนา และทรงปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด

งานปั้นทุกชิ้นทำขึ้นโดย วัชระ ประยูรคำ ประติมากรที่จบมาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้สร้างผลงานประติมากรรมรูปเหมือนต้นแบบ เป็นผู้ปั้นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มากที่สุดในประเทศไทย เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากพระองค์ท่านในหลายด้าน กระทั่งถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกออกมาผ่านงานปั้นอย่างวิจิตรบรรจง ให้ชื่องานว่า “ธรรมราชา” (พระราชาผู้ทรงธรรม) มีจุดเด่นอยู่ที่สามารถถอด ฉลองพระเนตร (แว่นตา) ได้ ถือว่าเป็นชิ้นงานที่รักมากที่สุด เพราะต้องเสาะแสวงหาด้วยความตั้งใจอย่างมาก

ทวีศักดิ์ กล่าวว่า พระบรมรูปที่ปั้นโดยวัชระ สามารถเก็บรายละเอียดสำคัญเล็กน้อยได้ครบถ้วน อาทิ เม็ดเหงื่อที่เกิดจากการทรงงาน สัดส่วนของลำคอ กล้ามเนื้อ เนื่องจากพระองค์ทรงมีรูปร่างอย่างนักกีฬา รอยยิ้ม ไปจนถึงแววตาทั้งสองข้างที่ไม่เหมือนกัน ทั้งหมดได้ถ่ายทอดอารมณ์เสมือนจริง ทำให้เกิดคุณค่าของชิ้นงานได้เป็นอย่างดี

สำหรับรูปปั้นชิ้นที่ 2 ได้รับการปั้นอย่างพิถีพิถัน มีความสูงประมาณ 2 ฟุต ตั้งบนฐานตั้งหินอ่อนสั่งทำพิเศษ ในอิริยาบถขณะเป่าแซกโซโฟน มีสีที่แตกต่างกันระหว่างรูปหล่อสำริดกับแซกโซโฟนที่มีสีทองเด่นชัดออกมา เสื้อสูทเรียบร้อยสมจริง ส่วนด้านหลังรูปปั้นจะมีเลข 9 ไทย ลักษณะพลิ้วไหวโดดเด่น พร้อมลงลายเซ็นของประติมากรวัชระ ไว้ด้วย

 “สะท้อนถึงความทรงเป็นคีตกวีและนักดนตรีที่ชาวโลกยกย่อง ทรงพระปรีชาสามารถในการทรงดนตรี พระราชนิพนธ์เพลงทั้งสิ้น 48 เพลง ทุกเพลงล้วนมีทำนองไพเราะ ประทับใจผู้ฟัง สอดคล้องกับเนื้อร้อง ซึ่งมีคตินานัปการ และเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย ซึ่งส่วนตัวมีความภูมิใจมากที่ได้รับมาองค์หนึ่ง พร้อมใบประกาศและลายเซ็นของอาจารย์วัชระ ครบถ้วนสมบูรณ์ จึงเชื่อว่างานศิลป์เช่นนี้ไม่มีการทำขึ้นอีก และไม่ใช่ใครจะมีได้ง่ายๆ”

ทั้งนี้ ทวีศักดิ์ บอกว่า รูปปั้นหล่อสำริดทุกแบบจะถูกหล่อขึ้นเพียง 99 ชิ้นเท่านั้น ซึ่งถือเป็นความโชคดีที่ได้แบ่งมาส่วนหนึ่ง เพราะงานปั้นจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อใดขึ้นอยู่ที่ช่างฝีมือ ราคาก็ไม่ได้ระบุ ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับมูลค่าทางจิตใจ

“สำหรับชิ้นงานที่ใฝ่ฝันอยากได้มากที่สุดคือ รูปหล่อสำริดภาพของคุณยายตุ้ม จันทนิตย์ รอรับเสด็จพร้อมดอกบัวสายสีชมพู ตั้งแต่เช้าจนบ่ายทำให้แสงแดดเผาจนดอกบัวสายในมือเหี่ยวโรย เมื่อในหลวงเสด็จฯ มาถึง ตรงมาที่คุณยายได้ยกดอกบัวสายโรยราสามดอกนั้นขึ้นจนเหนือศีรษะ แสดงความจงรักภักดีอย่างสุดซึ้ง

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงโน้มพระองค์ลงมาจนพระพักตร์เกือบชิดกับศีรษะของคุณยาย ทรงแย้มพระสรวลอย่างอ่อนโยน พระหัตถ์แตะมือกร้านคล้ำของเกษตรกรชาวภาคอีสานอย่างนุ่มนวล แต่งานชิ้นนี้เรียกได้ว่าหายากมาก”

 ทวีศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เนื่องด้วยพระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทั่วเหนือจรดใต้ และพระองค์ท่านทรงงานทุกวัน ทำงานอย่างเข้าถึงประชาชน ทำให้รู้สึกว่าพระองค์ท่านคือแบบอย่างของผู้ที่ปิดทองหลังพระ ในฐานะของคนเป็นข้าราชการที่ต้องช่วยเหลือทุกข์ร้อนให้กับประชาชนต่อไป จึงอยากจดจำท่านเป็นแบบอย่างดีงามไปชั่วนิรันดร์

4 เคล็ดลับดูแลผิวสวยในช่วงที่อากาศเริ่มเย็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 พ.ย. 2560 เวลา 17:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523360

4 เคล็ดลับดูแลผิวสวยในช่วงที่อากาศเริ่มเย็น

ต่อให้อากาศจะเริ่มเย็นแล้ว แต่แสงแดดก็ยังคงอยู่ ดังนั้นไม่ควรละเลยการดูแลผิว

ช่วงนี้ลมหนาวเริ่มมาเยือนประเทศไทยเบาๆ แล้ว แต่ต่อให้อากาศจะเริ่มเย็นแค่ไหน แสงแดดประเทศไทยก็ยังคงอยู่ รังสียูวียังพร้อมจะทำร้ายผิวเราเสมอ ดังนั้นการดูแลผิวจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เพื่อให้ผิวสวยอยู่กับเราในทุกฤดูกาล

1. อย่าอาบน้ำร้อนจัด – ยิ่งอากาศเย็นๆ แบบนี้ บางคนอาจจะชอบอาบน้ำร้อนๆ โดยเฉพาะในช่วงเช้าของวัน แต่น้ำร้อนเป็นตัวการทำให้ผิวแห้ง ควรอาบน้ำที่อุ่นพอประมาณ หรือเย็นนิดหน่อย เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นแทน

2. ทาครีมบำรุงผิว – ไม่ควรละเลยการทาโลชั่นเพื่อบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอ หรืออาจให้เบบี้ออยล์ชะโลมบางๆ ตอนที่ผิวเปียกหมาดๆ เพื่อให้ผิวดูดซับความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น

3. ทาครีมกันแดด – นอกจากบำรุงแล้ว การปกป้องผิวจากแสงแดดก็เป็นสิ่งที่ห้ามละเลยเด็ดขาด เพราะแม้อากาศจะหนาว แต่แดดก็ยังคงแรงอยู่ ดังนั้นหากขาดการทาครีมกันแดด รังสียูวีก็พร้อมที่จะทำร้ายผิวเราได้เสมอ

4. ดูแลริมฝีปากและมือ – นอกจากผิวกายแล้ว ยังมีผิวส่วนอื่นๆ อย่างเช่น ริมฝีปาก มือและเล็บ ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษเช่นกัน ควรทาลิปบาล์มเป็นประจำ และใช้แฮนด์ครีมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความแห้งกร้าน แม้อากาศจะเย็นก็ไม่หวั่น

4 สมุนไพรไทยช่วยให้สุขภาพดีมีประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 พ.ย. 2560 เวลา 16:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523355

4 สมุนไพรไทยช่วยให้สุขภาพดีมีประโยชน์

สมุนไพรไทย นอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติและสีสันของอาหารไทยให้รสกลมกล่อมแล้ว ยังบำรุงสุขภาพได้อีกด้วย

สมุนไพรเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน นอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติและสีสันของอาหารไทยให้มีรสจัดจ้านกลมกล่อมแล้ว สมุนไพรบางชนิดยังมีสรรพคุณในด้านการบำรุงสุขภาพได้อีกด้วย

1. ใบกะเพรา – สามารถนำมาใช้รักษาอาการไข้และมีฤทธิ์ขับลมได้เป็นอย่างดี จนมีการพัฒนาต่อเป็นยาไทยชื่อว่ายาประสะกะเพรา นอกจากนั้น ใบกะเพรายังถือเป็นยาฆ่าเชื้อโรคที่ได้จากธรรมชาติ มีคุณสมบัติในการทำลายเชื้อโรคที่ทำให้เป็นไข้

2. ผักชี – นอกจากอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเค และโปรตีนแล้ว ยังมีสรรพคุณในการช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ส่งเสริมระบบการย่อยอาหาร มีฤทธิ์สำคัญในการขับโลหะหนักโดยเฉพาะปรอทออกจากเนื้อเยื่อต่างๆ จึงถือว่าผักชีเป็นผักที่ช่วยขับสารพิษ

3. ใบมะกรูด – มีสรรพคุณทางยาที่ช่วยในการรักษาอาการไอและมีเสมหะ ทั้งยังช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย สามารถนำมาถูฟันเพื่อเสริมสร้างสุขภาพฟันให้แข็งแรง

4. พริก – ความเผ็ดมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก โดยจะมีสารที่เรียกว่าแคปไซซิน (Capsaisin) ที่นอกจากจะทำหน้าที่ให้ความเผ็ดแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน ต้านมะเร็งและลดระดับน้ำตาลในเลือด

5 ประโยชน์ของโยเกิร์ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 พ.ย. 2560 เวลา 15:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523348

5 ประโยชน์ของโยเกิร์ต

โยเกิร์ตเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยหลากหลายคุณประโยชน์ ควบคู่กับความอิ่มอร่อย

เทรนด์สุขภาพในช่วงนี้หลายคนหันมาใส่ใจกับการทานอาหารมากขึ้น โยเกิร์ตก็เป็นอีกสิ่งที่สามารถทานเล่นได้โดยไม่อ้วน แถมยังเต็มไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ ทั้งนี้ควรเลือกทานโยเกิร์ตแบบไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย หรือรสธรรมชาติ เพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มๆ อร่อยด้วย สุขภาพแข็งแรงด้วย

1. ช่วยเรื่องระบบทางเดินอาหาร – ในโยเกิร์ตจะมีจุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม กระตุ้นการบีบตัวของทางเดินอาหาร สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหารได้ โดยเฉพาะแคลเซียมและวิตามินบี

2. เพิ่มภูมิคุ้มกัน – แลคโตบาซิลลัสยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นอันตรายรวมทั้งเชื้อรา สร้างไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคและกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว

3. เสริมสร้างกระดูก – โยเกิร์ตเป็นแหล่งแคลเซียมและโปรตีนชั้นยอด จึงช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกให้แข็งแรงได้

4. ต้านสารก่อมะเร็ง – สารอาหารในโยเกิร์ตสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ผลิตสารก่อมะเร็ง และยังทำปฏิกิริยากับสารฟลาโวนอยด์ ทำให้เกิดสารธรรมชาติที่ต้านมะเร็งได้ดี

5. ป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจ – โยเกิร์ตช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลและกลีเซอไรด์ในกระแสเลือด สามารถป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้

4 อาหารเช้ามากคุณประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 พ.ย. 2560 เวลา 13:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523333

4 อาหารเช้ามากคุณประโยชน์

แนะนำเมนูอาหารเช้าที่เต็มไปด้วยสารอาหาร พรุ่งนี้เช้าทานอะไรดี เตรียมจด

อาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่เรียกได้ว่าจำเป็นที่สุดในบรรดามื้ออาหารตลอดทั้งวันเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นอาหารมื้อแรกของวันหลังจากเรานอนหลับพักผ่อนติดกันหลายชั่วโมง ซึ่งอาหารมื้อนี้ก็จะเป็นแหล่งของสารอาหารสำคัญที่จะมาเลี้ยงสมองของเรา และให้พลังงานเพื่อให้เรามีแรงทำกิจกรรมตลอดทั้งวัน ดังนั้นจึงควรเลือกทานอาหารเช้าที่ได้สารอาหารครบถ้วน อยู่ท้อง และมีประโยชน์ต่อร่างกาย

1. โจ๊กหมู – ในโจ๊ะมีทั้งขิงที่ช่วยเรื่องระบบเผาผลาญ ต้นหอมช่วยลดไขมันและควบคุมน้ำตาล ส่วนปลายข้าวแท้ๆ จะมีจมูกข้าวทำให้เราได้วิตามินอี และแกมมา ออริซานอล ซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนต์

2. ต้มเลือดหมู – อีกหนึ่งอาหารเช้าที่เต็มไปด้วยสารอาหาร ในเลือดหมูมีธาตุเหล็ก ส่วนใบตำลึงมีวิตามินซี ซึ่งธาตุเหล็กและวิตามินซีต้องอาศัยซึ่งกันและกันในการดูดซึม นอกจากนั้นยังมีคอลลาเจนในน้ำต้มกระดูกหมูด้วย

3. ข้าวเหนียวหมูปิ้ง – เมนูโปรดของเด็กๆ หลายคนที่ให้พลังงานเพียงพอต่อร่างกาย เพราะข้าวเหนียวมีกลูเตนหรือไฟเบอร์ ทำให้อยู่ท้อง ยิ่งเป็นข้าวเหนียวดำจะมีโอพีซีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ดีต่อสุขภาพอีกด้วย ส่วนหมูควรหลีกเลี่ยงมันและส่วนที่ไหม้ เพราะอาจเป็นสารก่อมะเร็ง

4. ขนมปังและไข่ดาว – อาหารเช้าที่เหมาะกับคนวัยทำงานเป็นอย่างยิ่ง เพราะให้พลังงานสูง ควรเลือกขนมปังโฮลวีต และไข่ดาวน้ำ ไข่ลวก หรือไข่ต้ม เพราะโปรตีนจะกระตุ้นให้รู้สึกกระฉับกระเฉง มีส่วนช่วยกระตุ้นสมอง หากโรยพริกไทยยิ่งกระตุ้นการเผาผลาญและลดไขมันอีกด้วย

5 เคล็ดลับการดูแลตัวเองสำหรับผู้ชาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 พ.ย. 2560 เวลา 11:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523309

5 เคล็ดลับการดูแลตัวเองสำหรับผู้ชาย

ผู้ชายสมัยใหม่ต่างลุกขึ้นมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น การทำให้ตัวเองดูดีอยู่ตลอดเวลาจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป

สมัยนี้ไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้นที่ชอบดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ ผู้ชายสมัยใหม่เขาก็หันมาดูแลตัวเองด้วยเช่นกัน ซึ่งสำหรับผู้ชายบางคนที่ยังมองว่าการดูแลตัวเองเป็นเรื่องยุ่งยาก อยากให้ลองมาดูเคล็ดลับในการดูแลตัวเองง่ายๆ ตั้้งแต่ศีรษะจรดเท้า ที่จะช่วยให้การดูแลตัวเองให้ดูดีไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

1. เส้นผม – สำหรับผู้ชายที่มักจะมีหนังศีรษะมัน การใช้สารเคมีหรือผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมจะยิ่งทำให้หนังศีรษะมันยิ่งขึ้น ลองหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและจัดแต่งทรงผมที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ อ่อนโยนต่อเส้นผมและหนังศีรษะ เช่น โจโจบาออยล์ ทีทรีออยล์ คาโมไมล์ หรือยูคาลิปตัส แทน

2. ดวงตา – ใครที่ดูบอลหรือทำงานดึกเป็นประจำ ลองนำถุงชาที่เย็นแล้วมาประคบใต้ตาทิ้งไว้ประมาณ 5 – 15 นาที จะช่วยลดอาการคล้ำและบวมได้ เพราะคุณสมบัติที่ช่วยให้หลอดเลือดบีบตัว จะช่วยให้ผิวรอบดวงตากระชับขึ้น

3. ผิว – สำหรับผู้ชายที่ไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองเท่าไหร่จนผิวแห้งกร้าน นานๆ ทีก็ควรหาเวลาสครับผิวบ้าง โดยสามารถทำได้ง่ายๆ อย่างการใช้น้ำตาลทรายแดงผสมน้ำผึ้ง สครับให้ทั่วทั้งตัวประมาณ 5 – 10 นาที แล้วล้างออก จากนั้นบำรุงผิวด้วยครีมบำรุงผิวตามปกติ

4. มือและเท้า – เรื่องของเล็บมือเล็บเท้าถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ควรตัดเล็บมือเล็บเท้าให้ดูสั้น และสะอาดอยู่เสมอ เคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแล แนะนำให้ใช้วาสลีนมาช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเล็บและส้นเท้าก่อนนอนเป็นประจำทุกวัน จะช่วยป้องกันส้นเท้าแห้งแตกและบำรุงเล็บให้ชุ่มชื้น

5. กลิ่น – สำหรับรองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าหนังมักเกิดกลิ่นอับจากเหงื่อ ให้ลองใช้ซองกันชื้นที่มากับขนมมาช่วยดูดความชื้นและกลิ่บอับ โดยนำซองกันชื้นใส่ไว้ในรองเท้าก่อนนำเก็บเข้าตู้ทุกครั้ง และที่สำคัญควรซักถุงเท้าให้สะอาดก่อนนำมาสวมใหม่ทุกครั้ง

6 วิธีปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อให้ห่างไกลโรคอ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 17:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523157

6 วิธีปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อให้ห่างไกลโรคอ้วน

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถทำได้จริง และช่วยให้สุขภาพดีขึ้น

ความอ้วนเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ไม่อยากเจอ แต่การจะลดน้ำหนักแต่ละครั้งก็ดูเป็นเรื่องที่หนักหนา ดังนั้นการลองปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ในแต่ละวันทีละเล็กทีละน้อย ให้ไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป ย่อมสามารถทำได้จริงกว่าการโหมออกกำลังกายหนักๆ หรือการอดอาหาร แล้วล้มเลิกไปกลางคัน นอกจากจะไม่ดีต่อร่างกายแล้ว ยังอาจจะส่งผลให้กลับมาอ้วนมากกว่าเดิมด้วย

1. ชั่งน้ำหนักเป็นประจำ – อาจมีบางครั้งที่เราใช้ชีวิตเพลิน เผลอตามใจปากไปบ้าง การชั่งน้ำหนักบ่อยๆ ลองสำรวจขนาดเสื้อผ้า จะช่วยเตือนเราว่าถึงเวลาที่ต้องลดความอ้วนบ้างหรือยัง

2. ตั้งเป้าหมายที่แน่วแน่ – หากคิดที่จะลดน้ำหนักแล้ว ควรตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนไปเลยว่าอยากลดกี่กิโล หรือจะออกแบบการทานอาหารยังไง และเมื่อทำสำเร็จก็ควรให้รางวัลตัวเองบ้างเล็กน้อย

3. แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย – การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอะไรที่หนักๆ ให้ลองขยับตัวบ่อยๆ ปรับเปลี่ยนจากการนั่งรถเป็นเดิน จากขึ้นลิฟต์เป็นเดินขึ้นบันได แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ส่งผลต่อร่างกายของเราเช่นกัน

4. ทานอาหารให้หลากหลาย – การเลือกทานอาหารที่ดีไม่ใช่การงดอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างลดแป้ง หรือลดไขมันไปเลย แต่คือการบาลานซ์ทุกสารอาหารอย่างเหมาะสม ทานอาหารให้หลากหลาย ครบทุกหมู่ ในปริมาณที่เหมาะสม

5. เลือกทานอาหารจากธรรมชาติให้มากที่สุด – ควรเลือกทานอาหารที่สดใหม่ที่สุด ไม่ควรทานแต่อาหารแปรรูป หรืออาหารแช่แข็ง เนื่องจากจะไม่ได้รับสารอาหารเท่าอาหารปรุงสุกใหม่ หรืออย่างผักผลไม้ หากเป็นไปได้ก็ควรเลือกทานผักผลไม้มากกว่าน้ำผักหรือน้ำผลไม้ที่ผ่านการสกัดมาแล้ว

6. เคี้ยวให้ช้าลง – การเคี้ยวอาหารให้ช้าลงมีผลดีทั้งต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้อาหารละเอียดและย่อยง่ายขึ้น รวมไปถึงทำให้อิ่มไว้อีกด้วย นอกจากนั้นควรหยุดทานเมื่อรู้สึกว่าอิ่มแล้ว ไม่ควรเสียดายและฝืนทานจนหมด

3 วิธีดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 16:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523151

3 วิธีดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจะนำมาซึ่งสุขภาพที่ดี

น้ำเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญต่อร่างกาย การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ สำหรับผู้ที่อยากมีสุขภาพที่ดี โดยปริมาณของน้ำดื่ม และเวลาในการดื่มน้ำ ก็เป็นอีกสิ่งที่ควรคำนึงถึง เพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

1. ควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว เนื่องจากยิ่งดื่มน้ำมากก็ยิ่งขับถ่ายของเสียได้ดีมากขึ้น ทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น และสามารถช่วยลดความเครียดได้

2. ควรดื่มน้ำหลังจากเพิ่งตื่นนอน ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง และหลังอาหาร 1 ชั่วโมงในแต่ละมื้อ รวมไปถึงก่อนนอน 1 ชั่วโมง ซึ่งวิธีในการดื่มไม่ได้ตายตัว แต่ไม่ควรดื่ม 8 แก้วรวดเดียว เพราะจะทำให้โซเดียมในเลือดลดลง ทำให้กระหายน้ำยิ่งขึ้น

3. สำหรับผู้ที่ออกกำลังกาย ควรดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนออกกำลังกาย 10 นาที และดื่มน้ำ 2 แก้วหลังออกกำลังกายเสร็จแล้วครึ่งชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้รับปริมาณน้ำที่พอเพียงในแต่ละวัน

4 วิธีกินอย่างไรให้สุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 15:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523141

4 วิธีกินอย่างไรให้สุขภาพดี

เคล็บลับการทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ เพื่อสุขภาพที่ดี

สุขภาพที่ดีล้วนเกิดขึ้นจากตัวเราทั้งสิ้น และสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ จากการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ถูกหลักโภชนาการ รู้จักออกแบบการทานอาหารให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง การเลือกทานอาหารจึงสำคัญไม่น้อยไปกว่าการออกกำลังกาย หากอยากมีสุขภาพที่ดีแล้วล่ะก็ เรื่องอาหารการกินก็เป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

1. ห้ามงดแป้ง – คาร์โบไฮเดรตถือเป็นสารอาหารที่สำคัญมาก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้พลังงานไปกับการออกกำลังกาย ยิ่งต้องการสารอาหารประเภทนี้ไปเพิ่มพลังงาน โดยให้เลือกทานคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น ขนมปังโฮลเกรน ข้าวโอ๊ต ผลไม้สด ข้าวกล้อง ข้าวเมล็ดยาว ถั่วต่างๆ รวมถึงเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ให้คุณค่าทางสารอาหารสูงด้วยเช่นกัน

2. ทานไขมันดี – ไขมันดีหรือไขมันไม่อิ่มตัว มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เนื่องจากสกัดได้จากพืช ช่วยรักษาระดับคอเลสเตอรอลในเลือดให้เป็นปกติ สามารถหาได้จากถั่วต่างๆ เมล็ดพืช มะกอก น้ำมันมะกอก อโวคาโด้ ผักใบเขียว รวมถึงปลาทะเลน้ำลึก

3. ทานโปรตีน – ร่างกายต้องการการซ่อมแซมเซลล์กล้ามเนื้อ โดยเฉพาะหลังการออกกำลังกาย ทั้งนักวิ่งและนักกีฬาต่างก็ต้องรักษาระดับการบริโภคโปรตีนให้เหมาะสมอยู่เป็นประจำ เพื่อรักษาลักษณะกล้ามเนื้อที่ไร้ไขมันไว้ ซึ่งโปรตีนพบได้ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ไม่มีไขมัน เนื้อสัตว์ปีก ปลา ผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ ถั่วเหลือง เต้าหู้ ถั่วเลนทิล และถั่วต่างๆ

4. ระวังอย่าให้ขาดวิตามิน – วิตามินและแร่ธาตุช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย ในขณะที่เครื่องดื่มสำหรับการออกกำลังกายและน้ำเปล่า จะช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าและความร้อนในร่างกาย รวมทั้งชดเชยภาวะการสูญเสียน้ำได้

5 สิ่งที่ควรพกติดตัวก่อนออกวิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 14:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523126

5 สิ่งที่ควรพกติดตัวก่อนออกวิ่ง

เคล็ดลับการเริ่มต้นออกวิ่งอย่างปลอดภัยและราบรื่น เพื่อไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้

หลายคนอาจจะอยากเริ่มต้นออกกำลังกายโดยการวิ่ง เพราะการวิ่งนอกจากจะเป็นวิธีการลดน้ำหนักที่ดีแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง และส่งเสริมระบบไหลเวียนเลือดด้วย การที่จะวิ่งได้อย่างราบรื่น สนุก และปลอดภัย อาจต้องอาศัยการเตรียมตัวเล็กๆ น้อยๆ ก่อนออกวิ่ง เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

1. ความมุ่งมั่น – ก่อนเริ่มต้นออกวิ่ง จิตใจถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด คุณอาจจะเคยออกกำลังกายแบบอื่นแล้วล้มเหลวมาก่อน หรือเคยวิ่งแล้วล้มเลิกไป ขอให้เรียกความตั้งใจเหล่ากลับมาใหม่ มุ่งมั่น และคิดว่าเราต้องทำได้

2. เพื่อนร่วมทาง – ถึงแม้ว่าการวิ่งจะเป็นกิจกรรมที่สามารถทำคนเดียวก็ได้ แต่การมีเพื่อนร่วมทางวิ่งไปด้วยกันจะช่วยให้เราสามารถวิ่งได้นาน แถมยังสนุกสนานและได้สังคมเพิ่มขึ้นด้วย

3. รองเท้าวิ่ง – รองเท้าวิ่งเป็นอุปกรณ์หลักสำหรับการออกวิ่ง ควรเลือกรองเท้าที่พอดีกับขนาดเท้าของตัวเอง น้ำหนักเบา ซัพพอร์ตและรองรับแรงกระแทกได้ดี เพื่อลดการบาดเจ็บระหว่างวิ่ง

4. เสื้อผ้า – การใส่ชุดออกกำลังกายสวยๆ ก็มีส่วนช่วยให้เรามีความสุขกับการวิ่งมากขึ้นได้ นอกจากนั้นควรเลือกเสื้อผ้าที่กระชับ ระบายอากาศได้ดี แห้งเร็ว หรืออาจเตรียมหมวกไว้สวมกันแดดด้วยก็ได้

5. ขวดน้ำ – เมื่อเราออกกำลังกาย ร่างกายจะเสียน้ำมาก และแน่นอนว่าอาการขาดน้ำก็ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับนักวิ่งที่ดีทุกคน ดังนั้นหากวิ่งติดต่อกันนานกว่า 1 ชั่วโมงขึ้นไป ควรมีขวดน้ำเล็กๆ ที่สามารถถือขณะวิ่งได้ หรือเอาคาดเอวพกติดตัวไปด้วย เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ