4 วิธีดูแลผิวในช่วงที่ผิวอ่อนแอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 11:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523096

4 วิธีดูแลผิวในช่วงที่ผิวอ่อนแอ

เคล็ดลับการดูแลผิวในช่วงที่ผิวอ่อนแอ มีอาการแพ้ ระคายเคือง

ผิวที่ดูเหมือนจะแข็งแรงอาจถูกทำร้ายให้อ่อนแอลงได้ตลอดเวลา เนื่องจากทุกสิ่งรอบตัว เช่น การสัมผัสผิว แสงแดด มลภาวะ สารเคมีที่อาจปนอยู่ในสกินแคร์บางชนิด ล้วนมีส่วนที่จะส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองได้ ในช่วงที่ผิวอ่อนแอ อาจมีอาการแสบ คัน แดง ลอกเป็นขุย หรือขึ้นผดผื่น ในช่วงนั้นผิวจะต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้สุขภาพผิวที่อ่อนแออยู่แล้วแย่ลงไปกว่าเดิม

1. ใช้โฟมล้างหน้าสำหรับผิวแพ้ง่าย – ในช่วงที่ผิวอ่อนแอควรเปลี่ยนไปใช้โฟมล้างหน้าสูตรอ่อนโยน สำหรับผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ ห้ามล้างหน้าแค่น้ำเปล่า เนื่องจากน้ำเปล่าอาจไม่สามารถล้างสิ่งตกค้างได้หมด แล้วจะทำให้ผิวยิ่งแย่ลงกว่าเดิม

2. ห้ามหยุดทาครีม – บางคนอาจจะคิดว่าเมื่อผิวเกิดการระคายเคือง ก็ควรหยุดใช้สกินแคร์ทุกอย่างเพื่อพักผิว แต่จริงๆ แล้วควรหยุดใช้ตัวที่แพ้ แล้วเปลี่ยนมาใช้สกินแคร์สูตรอ่อนโยน ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์ และสารที่จะก่อให้เกิดอาการแพ้แทน เนื่องจากผิวยังคงต้องการการบำรุงให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ผิวแห้งลอกและระคายเคือง

3. งดสครับผิว – ในช่วงที่ผิวอ่อนแอ อาจมีอาการผิวแห้งลอกเป็นขุยอยู่แล้ว เม็ดสครับมีส่วนทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวได้ ดังนั้นควรงดสครับไปจนกว่าผิวจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม

4. หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด – รังสียูวีถือเป็นอีกตัวการที่จะมาทำร้ายผิว โดยฉพาะในช่วงที่ผิวอ่อนแอ ยิ่งต้องระวังไม่ให้เกิดการระคายเคืองมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดช่วงสายถึงบ่าย ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง สามารถกันได้ทั้งรังสียูวีเอ และยูวีบี อาจเลือกครีมกันแดดสูตรอ่อนโยนที่ไม่ผสมน้ำหอมและแอลกอฮอล์ร่วมด้วยก็ได้

ลึกถึงแหล่ง… เส้นทางผักผลไม้ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523077

ลึกถึงแหล่ง... เส้นทางผักผลไม้ปลอดภัย

คนไทยยังบริโภคผักผลไม้ต่ำกว่าข้อแนะนำที่องค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ 400 กรัม/วัน และการเข้าถึงผักผลไม้ปลอดภัยยังมีน้อย ปัจจัยดังกล่าวทำให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผลักดันให้เพิ่มอัตราการบริโภคผักและผลไม้อย่างเพียงพอตามคำแนะนำ เพื่อขานรับปีแห่งการบริโภคผักผลไม้ปลอดภัย และจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจเรื่องโภชนาการ

สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับ สสส. และภาคีเครือข่าย จึงร่วมจัดการประชุมวิชาการเรื่อง “กินผักผลไม้ปลอดภัย 400 กรัม เพื่อสุขภาพ” เพื่อนำความรู้มานำเสนอต่อสาธารณะ ตลอดจนเป็นเวทีพบปะแลกเปลี่ยนระหว่างนักวิชาการ ผู้ผลิต และผู้บริโภค เน้นการมีส่วนร่วมตลอดห่วงโซ่อุปทานและเข้าใจให้ลึกถึงแหล่งผลิตอาหารปลอดภัย

ข้อมูลจากกรมการส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า พื้นที่ส่วนของภาคการเกษตรทั้งหมดของไทย ส่วนใหญ่ยังเป็นข้าว รองลงมาคือพื้นที่ปลูกผลไม้และสวนผักรวมไปถึงไม้ดอกและไม้ ประดับเพียง 1% ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งแหล่งขายผักผลไม้หลักๆ หากเป็นเกษตรกรรายย่อยจะเป็นตลาดสด ตลาดขายส่งขนาดใหญ่ ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท รวมถึงซูเปอร์มาร์เก็ตในห้างค้าปลีกต่างๆ จากการสำรวจยังพบว่าผักและผลไม้ในประเทศก็ยังมีสารพิษตกค้าง ซึ่งอาจสร้างความไม่เชื่อมั่นให้ผู้บริโภค ต่อไปนี้คือ 2 โมเดลของการบริหารจัดการเพื่อส่งผักผลไม้ปลอดภัยให้ถึงมือผู้บริโภค

ผักโครงการหลวงอยู่ดีกินดีอย่างปลอดภัย

จากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ให้ปลูกไม้เมืองหนาวทดแทนการปลูกฝิ่นและการแผ้วถางป่าทำไร่เลื่อนลอยของชาวเขาบนที่สูง จนเป็นผักผลไม้ในโครงการหลวง วันนี้โครงการหลวงก้าวเข้าสู่ตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าผลผลิตที่วางขายในร้านโครงการหลวงมีความปลอดภัย เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น

เมธัส กิจโอภาส ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายตลาดมูลนิธิโครงการหลวง ให้คำตอบว่า เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริ ส่งเสริมให้ปลูกผักเมืองหนาวให้นักวิชาการทางด้านการเกษตรจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แม่โจ้ และ จ.เชียงใหม่ ทำการวิจัยและพัฒนาให้ที่ดินบนภูเขาสามารถปลูกพืชผักเหล่านี้ได้ พระองค์ท่านใช้กลไกด้านเศรษฐศาสตร์แก้ปัญหายาเสพติดและปากท้องไปพร้อมกัน “เมื่อชาวเขามีรายได้เพียงพอ เขาก็ไม่ทำลายป่า เขาก็มีความสุขและเขาก็ดูแลป่า เรียกว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกไม่รู้กี่สิบตัว”

หากจะทำอย่างไรให้ผักของโครงการหลวงเป็นของดีและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกร ดังนั้น จึงมีมาตรฐานการเกษตรที่ปลอดภัย หรือจีเอพี มาตรฐานนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก โครงการหลวงมีทั้งหมด 39 ศูนย์ มีเกษตรกรเป็นสมาชิกอยู่ ประมาณ3 หมื่นคน กระจายตัวอยู่ใน 5 จังหวัดภาคเหนือ โครงการหลวงนำมาตรฐานเหล่านี้เข้าไปให้เกษตรกรใช้ปลูก เพื่อที่จะนำมาตรฐานเหล่านี้ไปสื่อสารกับผู้บริโภคถึงคุณภาพความปลอดภัย

ในมาตรฐานความปลอดภัยมีรายละเอียดหลายอย่าง เราไม่ได้พูดถึงความปลอดภัยต่อผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว เราต้องพูดถึงความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม และเกษตรกรผู้ปลูกด้วย เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกของเราอยู่ที่สูง ซึ่งหมายถึงต้นน้ำ การใช้สารเคมีมากๆ จะส่งผลกระทบต่อพื้นราบทั้งหมด น้ำจากปิง วัง ยม น่าน ลงมาสู่ภาคกลางและไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทย ฉะนั้น การจัดการอย่างโครงการหลวงณ ปัจจุบันมีการจัดการหลายแบบ เพื่อที่จะทำให้ใช้สารเคมีน้อย ได้คุณภาพและผลผลิตสูงและในราคาที่ดี ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราทำ ระดับความปลอดภัยที่โครงการหลวงทำคือ เราทำระบบจีเอพีผักปลอดภัยระดับออร์แกนิก

โครงการหลวงมีผักอยู่ประมาณ 150 ชนิด ต้องมีการวางแผนในระดับเกษตรกรทุกคนว่า 1 ปี จะปลูกกะหล่ำปลีต่อเนื่องทั้งปีไม่ได้ ถ้าปลูกเกิน 3 ครั้ง เริ่มมีโรคสะสมจะแนะนำให้ปลูกพืชชนิดอื่นคั่น การตรวจสอบมาตรฐานต้องทดสอบทุกวัน ในเวลาก่อนเก็บผลผลิต 1 สัปดาห์ จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปที่แปลงของเกษตรกรที่มีคิวในการเก็บ เพื่อเก็บตัวอย่างผักมาทดสอบ ถ้ามีสารเคมีตกค้างเราไม่ให้เก็บ รอจนกระทั่งพร้อม แต่เมื่อเก็บผักและทำการจัดส่งไปแล้วจะทำการตรวจหาสารเคมีอีกครั้ง หากพบว่ามีสารเคมีโครงการหลวงก็จะไม่ขอรับผักจากเกษตรกร หากเจอระหว่างการขนส่งก็จะทำลายทันที ซึ่งต้องสร้างมาตรฐานและสร้างความเข้าใจระหว่างเกษตรกรและโครงการหลวง

เมธัส เล่าต่อว่า การจัดการของโครงการหลวงจะมีเจ้าหน้าที่อยู่บนดอยทั้ง 39 ดอย เจ้าหน้าที่อารักขาพืช เรียกว่า หมอพืช เจ้าหน้าที่เหล่านี้เป็นเหมือนหมอให้กับพืชคือ ต้องจ่ายยา จดบันทึกการใช้ยา ทั้งชนิดและปริมาณ ทั้งสารเคมีและสารชีวภัณฑ์ รวมทั้งวินิจฉัยเรื่องการใช้แมลงลงไปแก้ปัญหาศัตรูพืชอย่างปลอดภัย มีคิวว่าจะเก็บวันไหนถ้ามาพืชไปตรวจแล้วพบว่าไม่มีสารเคมีก็ยืนยันให้เก็บ

“สำหรับเกษตรกรในโครงการหลวงขนาดของพื้นที่ที่เกษตรกรใช้เพาะปลูก แต่ละครอบครัวจะไม่เกิน 5 ไร่ หนึ่งครอบครัวสามารถทำงานได้โดยที่ไม่ต้องจ้างแรงงานเพิ่ม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารพื้นที่ใน 1 แปลงจะบริหารจัดการอย่างไรบ้าง เพื่อให้สารเคมีถูกใช้น้อยที่สุด โดยในพื้นที่ 5 ไร่ของเขาต้องมีไม้ผล เช่น อโวคาโด ลูกพลับ มะม่วง แล้วความสูงของพื้นที่ปลูกที่แตกต่างกัน มีการปลูกผัก ซึ่งผักจะกลายเป็นรายได้ที่เข้ามาทุกเดือน ผลไม้หรือไม้ผลอาจจะสร้างรายได้ให้ปีละหนึ่งครั้ง ปลูกไม้ไผ่เป็นไม้ใช้ประโยชน์ เช่น สร้างโรงเรือน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน ทำให้รายได้ของเกษตรกรมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การกำหนดว่าเกษตรกรในโครงการหลวงจะปลูกผักอะไร ขึ้นอยู่กับตลาดและการสำรวจความต้องการของผู้ซื้อ ซึ่งทางโครงการหลวงมีหน้าร้านที่สามารถสอบถามความต้องการของผู้บริโภคของผู้ซื้อได้โดยตรง”

ตลาดศรีเมืองโมเดลผักปลอดภัยในตลาดค้าส่ง

กฤช รังสิเสนา ณ อยุธยา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัท แอ็กโกรคอมเมอร์ส กรุ๊ป กล่าวว่า ตลาดศรีเมืองก่อตั้งเมื่อปี 2537 จากตลาดเล็กๆ ข้างสถานีขนส่ง ปัจจุบันกลายเป็นศูนย์รวมผลผลิตทางการเกษตรจากทั่วทุกภาค โดยเฉพาะภาคตะวันตกมีพื้นที่กว่า 271 ไร่ มีผักเข้าตลาดวันละไม่น้อยกว่า 5,000-6,000 ตัน ผลไม้วันละ 1,200 ตัน ผลผลิตที่มารวมที่ตลาดศรีเมืองจะส่งไปยังตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ลงภาคใต้ ภาคตะวันออก อีสาน และกรุงเทพฯ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ เมียนมา เป็นต้น

“ชาวราชบุรีส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรมาตั้งแต่บรรพบุรุษและตกทอดมาสู่รุ่นลูกหลาน แต่เป็นการเกษตรแบบเก่าที่ยังใช้สารเคมีเพื่อให้ผักผลไม้สวยงาม แต่ส่งผลร้ายคือมีสารพิษตกค้างในปริมาณสูง และยังส่งผลเสียต่อสุขภาพของตัวเกษตรกรเองด้วย เมื่อปี 2540 ตลาดเริ่มเก็บข้อมูลของผลผลิตที่เข้าสู่ตลาด พบว่ามีสารปนเปื้อนสูงถึง 40% ทำให้เกิดยุทธศาสตร์อาหารปลอดภัย ตั้งทีมงานผ่ายพัฒนาการผลิต ลงพื้นที่ส่งเสริมและให้ความรู้เกษตรกรใน จ.ราชบุรี 26 กลุ่ม ซึ่งมีกว่า 5,000 ครัวเรือน เพื่อให้เขาตระหนักถึงความสำคัญของผักผลไม้ปลอดสารพิษ

นอกจากนี้ ยังประสานกับหน่วยงานภาครัฐ จัดตั้งกลุ่มเกษตรกรเพื่อส่งเสริมการใช้อินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรมการตรวจสอบหาสารพิษตกค้างในผักและผลไม้จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในปี 2542 ตลาดศรีเมืองสร้างห้องแล็บไว้ในตลาด เพื่อตรวจสอบสารพิษในผักผลไม้ โดยใช้ชุดตรวจของกรมวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์”

ปัจจุบันมีการสุ่มตรวจหาสารปนเปื้อนทุกวันพบสารเคมีและสารปนเปื้อนไม่ถึง 0.1% มีบาร์โค้ดสำหรับผู้ผลิตแต่ละราย เกษตรกรจะมีรหัสประจำกลุ่ม สุ่มตรวจทุกเช้า เก็บตัวอย่าง มีเลข พบหรือไม่พบจะแจ้งกลับทุกครั้ง หากพบจะแจ้งกลับไปยังเกษตรกรหรือฟาร์ม ทำให้ตลาดศรีเมืองเป็นตลาดค้าส่งแห่งเดียวที่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งขณะพยายามพัฒนาคิวอาร์โค้ดให้ง่ายขึ้น ตั้งเป้าเป็นฮับของอาหารปลอดภัยในเออีซี

3 เทคนิคการเลือกรองเท้าคู่ใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 พ.ย. 2560 เวลา 17:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522942

3 เทคนิคการเลือกรองเท้าคู่ใจ

เทคนิคการเลือกรองเท้าเพื่อสุขภาพที่ดี

รองเท้าถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน นอกจากจะเลือกที่ดีไซน์สวยถูกใจ เหมาะกับการใช้งานแล้ว ปัจจัยอื่นๆ ในแง่สุขภาพก็สำคัญเช่นเดียวกัน เนื่องจากบริเวณฝ่าเท้าเป็นจุดศูนย์รวมเส้นประสาทมากมาย จึงไม่ควรละเลยการดูแลฝ่าเท้าด้วย

1. ขนาดรองเท้า – สิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกรองเท้าคู่ใจสักคู่ คือการเลือกร้องเท้าที่ใส่พอดีกับเท้าของเรา ไม่คับหรือหลวมจนเกินไป ควรเลือกทรงรองเท้าให้เข้ากับรูปเท้า และที่สำคัญควรลองสวมและเดินดูในร้านให้แน่ใจก่อนว่าสวมใส่ได้พอดี

2. เวลาในการลองรองเท้า – ในทุกๆ วันเท้าของเรามีการขยายและหดตัวในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเลือกซื้อรองเท้าก็คือ ช่วงบ่ายหรือเย็น เพราะเป็นช่วงเวลาที่เท้ามีการขยายมากที่สุด

3. น้ำหนักของรองเท้า – รองเท้าที่ดีควรมีน้ำหนักเบา สวมใส่สบาย ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้เดินได้ง่าย และสามารถเดินได้นานขึ้น อาจเลือกที่มีเทคโนโลยีซัพพอร์ตเท้าด้วยก็ได้เช่นกัน

5 วิธีสร้างสุขภาพดีอย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 พ.ย. 2560 เวลา 16:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522932

5 วิธีสร้างสุขภาพดีอย่างมีความสุข

เคล็ดลับการมีสุขภาพที่ดีแบบไม่ฝืนตัวเองจนเกินไป

หากอยากมีสุขภาพที่ดี หลายคนมักจะคิดถึงการออกกำลังกายเป็นอันดับต้นๆ จริงอยู่ว่าการออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรง แต่ในขณะเดียวกัน การมีสุขภาพที่ดีสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องเล็กๆ อย่างการเลือกรับประทานอาหารด้วย ซึ่งการสร้างพฤติกรรมสุขภาพแบบไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป จะช่วยให้เราสามารถทำได้จริง มีสุขภาพกายที่ดี และสุขภาพจิตที่ดีควบคู่กันไปด้วย

1. อย่าอดอาหาร – หากอยากควบคุมน้ำหนักแนะนำว่าให้เลือกกินอาหารที่หลากหลายในปริมาณที่พอเหมาะ ห้ามอดอาหาร ให้รางวัลตัวเองด้วยขนมหรือของอร่อยบ้าง แต่ควรจำกัดปริมาณ อาจจะจดบันทึกรายการอาหารที่ทานในแต่ละวัน เพื่อออกแบบวิธีการทานอาหารที่เหมาะกับตัวเอง

2. ทานมื้อเช้า – จากการวิจัยพบว่า คนที่กินอาหารเช้าจะมีรูปร่างผอมบางกว่าคนที่ไม่ยอมกินอาหารเช้า ช่วงเช้าของบางวันลองเพิ่มการออกกำลังกายบ้าง เพราะการได้เคลื่อนไหวร่างกายในยามเช้า จะช่วยเร่งการเผาผลาญได้ดีตลอดทั้งวัน

3. ทำอาหารเอง – การกินอาหารนอกบ้านอาจสะดวกสบายและประหยัดเวลา แต่ต้องแลกกับคุณภาพของวัตถุดิบที่เราไม่มีทางรู้ได้ การเข้าครัวทำอาหารเอง จึงเป็นอีกวิธีที่จะช่วยควบคุมคุณภาพของอาหารและจำกัดแคลอรี่ได้ดีที่สุด

4. ออกกำลังกาย – เริ่มต้นออกกำลังกายแบบง่ายๆ อย่างเช่น เปลี่ยนจากการใช้ลิฟต์มาเป็นการเดินขึ้นบันไดแทน เริ่มต้นสร้างนิสัยรักการออกกำลังกายไปทีละน้อย ก่อนจะเริ่มต้นออกกำลังกายอย่างจริงจังต่อไป

5. ดูแลสุขภาพใจด้วย – นอกจากสุขภาพกายแข็งแรงแล้ว ก็ควรดูแลสุขภาพจิตด้วยเช่นกัน ไม่เคร่งเครียดกับเรื่องงานจนเกินไป หาเวลาให้ตัวเองได้ผ่อนคลาย ทำงานอดิเรกที่ชอบ หรืออาจหาเวลาไปเที่ยวพักผ่อนดูบ้างก็ได้

6 เคล็ดลับโสดอย่างมีคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 พ.ย. 2560 เวลา 15:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522921

6 เคล็ดลับโสดอย่างมีคุณภาพ

การอยู่เป็นโสดไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หากตั้งใจที่จะอยู่คนเดียวไปจนแก่แล้ว ต้องมีการเตรียมตัวที่ดีด้วย

บางคนอาจจะแสวงหาคู่รักดีๆ ต้องการมีครอบครัวที่อบอุ่น มีลูกที่เป็นโซ่ทองคล้องใจ แต่ไม่ใช่สำหรับคนบางกลุ่มที่รักสันโดษ ชอบใช้ชีวิตคนเดียว รักอิสระ จึงขอเลือกที่จะอยู่เป็นโสดดีกว่า ซึ่งการจะอยู่เป็นโสดนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกในสมัยนี้แม้แต่น้อย แต่ถ้าหากตั้งใจจะใช้ชีวิตคนเดียวไปจนแก่ จะต้องมีการวางแผนและเตรียมตัวที่ดีด้วย

1. วางแผนด้านการเงิน – เงินถือเป็นปัจจัยหลักในการใช้ชีวิตในยุคนี้เลยก็ว่าได้ เพื่อการใช้ชีวิตโสดอย่างมีความสุขจึงควรรู้จักออมเงินไว้ใช้ยามแก่เฒ่า ไม่ว่าจะในรูปแบบอสังหาริมทรัพย์ กองทุน RMF หรือ LTF การทำประกันชีวิต หรือแม้แต่การหารายได้หลังเกษียณ เช่น เปิดให้เช่าคอนโด เปิดร้านขายของ

2. ผูกมิตรกับคนรอบตัว – หากอยู่คนเดียว แน่นอนว่าการผูกมิตรกับคนข้างบ้านไว้พึ่งพายามยาก คอยช่วยเป็นหูเป็นตายามเราไม่อยู่บ้านก็เป็นสิ่งที่ดี รวมทั้งยังอาจได้เพื่อนไว้แก้เหงาอีกด้วย

3. ตรวจสุขภาพทุกปี – เรื่องสุขภาพก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญ ยิ่งสำหรับคนที่จะอยู่เป็นโสด ไม่มีลูกหลายไว้คอยปรนนิบัติ ก็ควรหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี และออกกำลังกายเป็นประจำ จำไว้เสมอว่า การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

4. หัดทำทุกอย่างด้วยตัวเอง – การเป็นโสดก็คือการใช้ชีวิตโดยพึ่งพาตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นจำเป็นต้องมีทักษะที่ใช้ในชีวิตประจำวันติดตัวบ้าง เช่น เปลี่ยนหลอดไฟ ซ่อมท่อน้ำ ดูแลรถ ตรวจลมยาง เย็บผ้า ทำอาหาร

5. รู้จักป้องกันตัว – เรื่องความปลอดภัยเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง ควรมีทักษะการป้องกันตัว อุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันตัวเอง หรืออาจเลี้ยงสุนับไว้เพื่อคอยเตือนภัยด้วยก็ได้

6. ใช้ชีวิตให้เต็มที่ – การเป็นโสดเท่ากับว่าเรามีอิสระในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ดังนั้นเมื่อไม่มีภาระก็ควรใช้ชีวิตให้คุ้ม ทำให้ตัวเองมีความสุขมากที่สุด อาจจะนัดเจอกลุ่มเพื่อนเก่า ไปทานอาหารกับครอบครัว ออกเดินทางไปท่องเที่ยวที่ต่างประเทศ เพราะโลกนี้ยังมีอะไรอีกเยอะที่รอเราอยู่นอกจากคู่ชีวิต

5 ตัวการหลักในการเร่งให้จอประสาทตาเสื่อมก่อนเวลาอันควร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 พ.ย. 2560 เวลา 11:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522903

5 ตัวการหลักในการเร่งให้จอประสาทตาเสื่อมก่อนเวลาอันควร

รวมสาเหตุที่มีส่วนทำให้จอประสาทตาเสื่อมก่อนเวลาอันควร

ในยุคที่ทุกคนใช้สมาร์ทโฟนแทบจะตลอดเวลา หรืออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์บ่อยๆ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนั่งพิมพ์งานนานๆ อย่างเช่น พนักงานออฟฟิส นักศึกษา ล้วนเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวกับสายตาทั้งสิ้น การรู้เท่าทันสาเหตุที่เสี่ยงต่อการทำให้จอประสามตาเสื่อม จึงเป็นสิ่งที่สามารถช่วยทำให้เราห่างจากอาการจอประสาทตาเสื่อมก่อนเวลาอันควรได้

1. การวางคอมพิวเตอร์ไม่เหมาะสม – เพื่อลดแสงตกสะท้อนบนหน้าจอ ควรวางจอคอมพิวเตอร์ด้านข้างหน้าต่าง โดยมีระยะห่างระหว่างจอภาพกับตัวเราประมาณ 50-70 ซม. จัดระดับจอภาพจากจุดศูนย์กลางของจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 4-9 นิ้ว ที่สำคัญไม่ควรให้จอภาพอยู่สูงหรือต่ำจนเกินไป

2. ไม่กล้ากำจัดแสงไฟที่รบกวน – นอกจากวางคอมพิวเตอร์ถูกตำแหน่งแล้ว ควรปิดไฟบางดวงที่รบกวนการทำงาน เพราะความสว่างที่มากเกินไปมีผลต่อสายตา เพื่อป้องกันแสงที่เข้าตาโดยตรงควรปิด หรือใช้มู่ลี่ เพื่อปรับแสงให้ผ่านได้เพียงบางส่วน

3. เลือกใช้ขนาดตัวอักษรไม่เป็น – ตามหลักการพิมพ์งานทุกครั้ง นอกจากการเลือกใช้ขนาดของตัวอักษรที่ใหญ่พอแล้ว ควรปรับความเข้มของตัวอักษรให้เหมาะสม โดยสังเกตได้จากการที่ยังสามารถอ่านตัวอักษรได้ในระยะห่างเป็น 3 เท่าของระยะที่นั่งทำงาน

4. สวมแว่นผิด – สีเลนส์ที่ควรเลือกใช้ควรเป็นสีเขียวอ่อน เพราะจะช่วยทำให้รู้สึกสบายตาภายใต้แสงจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ รวมถึงช่วยลดแสงสะท้อนจากจอภาพ โดยเลือกแว่นตาที่มีกำลังขยายสำหรับระยะ 50-70 ซม. ซึ่งค่ากำลังของเลนส์จะแตกต่างจากเลนส์อ่านหนังสือหรือเลนส์มองใกล้ทั่วไป

5. ลืมกะพริบตาและไม่ยอมลุกจากเก้าอี้ – เมื่อมีสมาธิจดจ่อขณะทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำให้อัตราการกะพริบตาลดลงจาก 20-22 ครั้งต่อนาที เหลือเพียง 6-8 ครั้งต่อนาที ถ้าไม่อยากตาแห้งหรือต้องใช้น้ำตาเทียมหยอดตาเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น การกะพริบตาถี่ๆ หรือลุกยืดเส้นยืดสายก็สามารถช่วยได้เช่นกัน

5 โปรเจกต์ผลิตภัณฑ์สุดเจ๋งที่อยากให้มีขายจริงๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 พ.ย. 2560 เวลา 10:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522891

5 โปรเจกต์ผลิตภัณฑ์สุดเจ๋งที่อยากให้มีขายจริงๆ

ผลิตภัณฑ์น่าสนใจที่น่าจะมีอนาคตไกลในเว็บไซต์ระดมทุนชั้นนำของโลกอย่าง Kickstarter

เริ่มเข้าเดือนเกือบจะสุดท้ายของปี 2017 ถึงเวลาที่เราจะเริ่มหวนกลับไปมองความเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของปีนี้กันบ้างว่า มีสตาร์ทอัพหรือโปรเจกต์สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อะไรบ้างที่เป็นการสร้างความแตกต่าง เราจึงเข้าไปส่องในเว็บไซต์ระดมทุนชั้นนำของโลก นั่นคือ Kickstarter เพื่อเสาะหาดาวเด่นที่น่าจะมีอนาคตไกล

1. GoSun Go

เครื่องปรุงอาหารแบบพกพาโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ น้ำหนักแค่ 9 ขีด ขนาดเท่าๆ กับแล็ปท็อปรุ่นเล็ก สามารถอบ นึ่ง ต้มอาหารและน้ำได้อย่างสะดวก และออกแบบมาเพื่อให้ทนทานต่อการพกพาไปไหนต่อไหน ใช้เวลาปรุงเพียง 20-30 นาที และรักษาความร้อนได้นานหลายชั่วโมง วิธีการทำงานคือ ภายในเครื่องจะมีแผ่นโลหะไว้รับแสงอาทิตย์ รังสีความร้อนจะซึมผ่านเข้ามาในท่อตรงกลางซึ่งบรรจุอาหารหรือน้ำไว้ให้เกิดความอุ่นจนกระทั่งสุกพอที่จะรับประทาน แม้แต่ในเวลาที่ดวงอาทิตย์ถูกเมฆบดบังบางส่วน อุปกรณ์นี้ก็ยังสามารถทำงานได้ เพราะออกแบบมาให้รับรังสีทุกประเภทที่ส่องทะลุมาถึงพื้นโลกโดยที่ตาเปล่ามองไม่เห็น แล้วแปลงเป็นความร้อนแบบที่ไม่ทำให้เกิดเปลวไฟ

2. eVscope

เกิดมาเพื่อตอบสนองนักดาราศาสตร์และผู้หลงใหลในการสำรวจดวงดาวโดยเฉพาะ eVscope คือกล้องโทรทรรศน์ที่เหนือชั้นกว่ากล้องทั่วๆ ไป เพราะมีศักยภาพการทะลุทะลวงจักรวาลถึง 1,000 เท่าเมื่อเทียบกับกล้องโทรทรรศน์แบบสามัญ พร้อมด้วยซอฟท์แวร์ที่สามารถตรวจจับหาวัตถุในอวกาศได้ โดยเปรียบเทียบกับข้อมูลพิกัดดวงดาว 20 ล้านหน่วย ด้วยความร่วมมือกับศูนย์อวกาศระดับโลกคือ สถาบัน SETI โดยจะเชื่อมโยงกับสถานีดาราศาสตร์แห่งสำคัญในการสังเกตความเคลื่อนไหวบนท้องฟ้า ที่สำคัญก็คือ สามารถตั้งกล้องแล้วคอยสังเกตผ่านระบบเรียลไทม์จากสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย ทำให้เราไม่พลาดการค้นพบครั้งสำคัญ

3. Closca Bottle

เป็นโปรเจกต์การออกแบบผลิตภัณฑ์แบบใหม่ที่ไม่ได้ดูเก๋ไก๋จนเหมือนเป็นแก็ดเจ็ทที่น่าพกพาเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับแอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถหาแหล่งน้ำสำหรับเติมโดยไม่ต้องเสียสตางค์ และสามารถเป็นกระติกน้ำร้อนเพียงแค่พลิกขวดไปอีกด้านหนึ่ง อีกแนวคิดเบื้องหลังก็คือ Closca Bottle ช่วยส่งเสริมการพาภาชนะสำหรับใส่น้ำหรืออาหารของตัวเองเพื่อลดการใช้ขวดน้ำพลาสติก แน่นอนว่า ด้วยดีไซน์ที่ล้ำสมัยทำให้มันเหมาะสำหรับพกไปไหนต่อไหนในเมืองด้วย ไม่เฉพาะแค่พกไว้สำหรับการเดินทางทางไกลหรือการเที่ยวป่า จะว่าไปแล้วกลุ่มเป้าหมายหลักของขวดทรงเก๋คือบรรดาแฟชั่นนิสต้าด้วยซ้ำ

4. Vortx

การสร้างภาพถ่ายหรือภาพเคลื่อนไหวที่มีกลิ่น รส และสัมผัส รวมถึงบรรยากาศเสมือนจริงเป็นสิ่งที่มนุษย์ใฝ่ฝันมาโดยตลอด แต่ในยุคของเรา ความฝันนี้มิใช่จินตนาการในนิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป ผู้สร้าง Vortx ได้พัฒนาเครื่องสร้างบรรยากาศที่ผลิตกระแสลมและอุณหภูมิแบบเสมือนจริง เพื่อสร้างความสมจริงให้กับการชมภาพยนตร์หรือการเล่นเกมออนไลน์ที่บ้าน เช่น เมื่อเรากำลังชมภาพยนตร์ในฉากที่มีกระแสลมแรง Vortx ก็จะสร้างกระแสลมออกมา “ลำโพง” คลอไปด้วย หรือในฉากที่เกิดการระเบิด ก็จะสร้างอุณหภูมิที่สูงขึ้นเหมือนกับเราอยู่ใกล้ๆ จุดที่ระเบิด

5. Pika

แอพพลิเคชั่นที่ออกมาตอบสนองพ่อแม่ที่ต้องหารให้ลูกๆ เติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีที่มีคุณภาพโดยเฉพาะ Pika เป็นแอพอัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับกล้องบนโทรศัพท์มือถือ ช่วยให้ลูกๆ สามารถเรียนรู้สิ่งรอบตัวอย่างสร้างสรรค์ เช่น การช่วยให้เด็กเรียนรู้ทักษะการจดจำสีสันต่างๆ พร้อมกับคำชมและรางวัลเล็กๆ น้อยๆ เป็นกำลังใจและกระตุ้นให้ผู้ใช้เกิดความสนุกและอยากที่จะเรียนรู้สิ่งรอบตัวต่อไป เป้าหมายคือการสร้างเด็กๆ ที่กระหายในการเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด

3 เคล็ดลับดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ต.ค. 2560 เวลา 17:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522757

3 เคล็ดลับดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ

เคล็ดลับการดื่มน้ำเพื่อสุขภาพในเวลาและปริมาณที่พอเหมาะ

การมีสุขภาพดีนั้นจำเป็นต้องเอาใจใส่กับการเลือกบริโภค และเลือกจัดระเบียบชีวิตอย่างมีระบบ โดยเริ่มต้นได้ง่ายๆ จากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม อย่างการดื่มน้ำ ซึ่งการดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ ควรดื่มในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกาย รวมไปถึงดื่มในเวลาที่พอเหมาะด้วย

1. ดื่มน้ำหลังตื่นนอน – หลังจากนอนหลับมาตลอดทั้งคืน ตอนเช้าก็ได้เวลาเติมน้ำให้กับร่างกาย เพียงวางขวดน้ำไว้ใกล้เตียงนอน พร้อมดื่มเวลาตื่นนอนทันที ก็จะช่วยเติมน้ำให้ร่างกาย เติมความสดชื่น และกระตุ้นการขับถ่าย

2. จิบน้ำระหว่างออกกำลังกาย – น้ำดื่มเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้ในการไปออกกำลังกาย เพราะระหว่างออกกำลังกายอุณหภูมิร่างกายจะเพิ่มสูงขึ้น ถ้าร่างกายระบายน้ำไม่ดีอาจเกิดอาการขาดน้ำได้ น้ำแร่จะช่วยลดปัญหานี้ และเติมความสดชื่นให้ร่างกายได้

3. ตั้งเวลาเตือนให้ดื่มน้ำ – ควรดื่มน้ำทุกครึ่งหรือ 1 ชม. ดื่มน้อยแต่บ่อยครั้ง การกระจายมื้ออาหารในแต่ละวัน ให้ได้ประมาณ 5-6 มื้อ อาจแบ่งเป็นมื้อหลัก 3 มื้อ และมื้อว่าง 2-3 มื้อ โดยเว้นช่วงเวลาประมาณ 2-3 ชม. เพื่อคืนความสดชื่นให้ร่างกายระหว่างวัน หรือจะลองใส่ผลไม้ที่ชอบลงไปในน้ำแร่ธรรมชาติ แช่ทิ้งไว้ก็จะได้น้ำที่มีกลิ่นหอมๆ ของผลไม้ ช่วยให้ดื่มน้ำได้มากขึ้นด้วย

นาฬิกาแบรนด์ไทย สายเชือกถักบอกสไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ต.ค. 2560 เวลา 16:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522752

นาฬิกาแบรนด์ไทย สายเชือกถักบอกสไตล์

นาฬิกาพาราเฟซ ซึ่งเจ้าของสร้างแบรนด์นี้ตอนอายุเพียง 20 ปี มีรายได้ต่อเดือนหลักแสน ทั้งที่ยังศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย

ชวิษฐ์ กิจการเจริญสิน (ปอนด์) และ สถาพร นาคศรี (เบส) เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียน ทั้งสองคนเรียนออกแบบเหมือนกัน จึงมีความคิดอยากออกแบบสินค้าสักอย่างเล่นๆ เลยมองมาที่เสื้อผ้า แต่เพราะรู้สึกได้ถึงการแข่งขันที่ดุเดือด จึงหันมามองที่นาฬิกา เพราะตลาดนาฬิกาแบรนด์ไทยมีน้อยมาก ทั้งสองจึงหาข้อมูลเพื่อออกแบบนาฬิกา จนไปเจอเชือกพาราคอร์ด (Paracord) ซึ่งเป็นเชือกสำหรับนักปีนเขาทำกิจกรรมเดินป่าตั้งแคมป์ มีคุณสมบัติที่เหนียวและทนทาน จึงปิ๊งไอเดียเอามาถักเป็นสายนาฬิกา ซึ่งยังไม่เคยเห็นในไทย เมื่อผลิตออกมา 300 เรือนแรก สามารถขายหมดในระยะเวลาเพียงเดือนครึ่งเท่านั้น

การเริ่มต้นใช่ว่าจะง่าย เพราะกว่าจะออกมาเป็นนาฬิกาพาราเฟซ กว่าจะได้เรือนแรกก็ใช้ระยะเวลาร่วม 8 เดือน เพราะต้องศึกษาเรื่องนาฬิกาเพิ่มเติม ใส่ใจรายละเอียดทุกขั้นตอน ดูถึงขนาดข้อมือของผู้ชายและผู้หญิง ความหนาของตัวเรือนต้องเข้ากับเชือก เวลาใส่ต้องใส่สบาย มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ใช้เวลาปรับกันนาน กว่าจะสมบูรณ์จนสามารถออกวางขายได้

วัสดุที่นำมาประกอบนาฬิกา ไม่ได้มีแค่สายนาฬิกาและตัวเรือนแล้วจบ มันมีทั้งสาย ตัวเรือน ตัวล็อก และอุปกรณ์ต่างๆ ค่อนข้างเยอะ ออกแบบโดยคำนึงถึงคนใส่ให้ใช้งานสะดวกสุดและแข็งแรงที่สุด ไม่หลุดง่าย มีการเลือกก้ามปูวิธีการล็อกและการปรับสายในแบบเฉพาะตัวให้เข้ากัน

จุดเด่นของนาฬิกาพาราเฟซ นอกจากเชือกถักที่เหนียวแน่นแล้ว ยังมีดีไซน์ที่บ่งบอกความเป็นเมืองและความสมบุกสมบันแบบสไตล์ Out Door ลงไปในนาฬิกา ผสมผสานออกมาเป็นสไตล์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ออกแบบให้เรียบง่ายที่สุด วัสดุดีที่สุด ทนทาน สามารถใส่ทั้งลุยและออกงานเข้ากับชุดได้หลากหลาย เพียงแค่เลือกสีของเชือกก็บ่งบอกความเป็นตัวตนของคนใส่ได้

พาราเฟซทำมาได้ 2 ปีแล้ว ถือว่าผลตอบรับดีเกินคาด จนกระทั่งตอนนี้แบรนด์มีสินค้าแตกไลน์เพิ่มขึ้น มีเสื้อผ้า หมวก กำไลข้อมือ นาฬิกามีเชือกให้เลือกมากกว่า 40 สี สั่งสินค้าแบบ Made By Order พอเลือกสีและขนาดข้อมือเสร็จแล้วจะถักขึ้นมาใหม่ให้พอดีเหมาะกับข้อมือ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า มันคือนาฬิกาที่ทำเฉพาะตัวเขา ใครที่มองหานาฬิกาที่ไม่เหมือนใคร และบ่งบอกถึงไลฟ์สไตล์ของคนใส่อยู่ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ FB: paraface, Happening Shop สาขาหอศิลป์และสาขาช่างชุ่ย หรือ The Selected สาขาสยามเซ็นเตอร์

ที่มา: M2F

5 เทคนิคการเลือกคอนโดเมื่อต้องเปลี่ยนที่ทำงานเปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ต.ค. 2560 เวลา 15:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522738

5 เทคนิคการเลือกคอนโดเมื่อต้องเปลี่ยนที่ทำงานเปลี่ยน

ที่ทำงานเปลี่ยน คอนโดก็ต้องเปลี่ยนตาม ดังนั้นการจะเลือกคอนโดใหม่จึงต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายๆ อย่าง

ลงหลักปักฐานซื้อคอนโดมิเนียมอยู่ดีๆ มีอันให้ต้องเปลี่ยนงานที่ไกลจากที่เดิม คำนวณเรื่องการเดินทางแล้วไม่คุ้มทั้งเรื่องเงินและเวลา คิดๆ ต้องเปลี่ยนความคุ้นเคย ย้ายคอนโดตามที่ทำงานกันเสียแล้ว ต้องดูปัจจัยอะไรในการเลือกกันบ้างล่ะทีนี้

1. เลือกทำเลที่ดี – คงหนีไม่พ้นย่านที่มีรถไฟฟ้าผ่าน ซึ่งปัจจุบันทั้งโครงการที่เสร็จแล้วและกำลังจะเกิดขึ้น ก็ขยายเพิ่มเติมหลายเส้นทาง แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการพิจารณาในครั้งนี้ก็คือ เพื่อให้ใกล้ที่ทำงาน ก็อย่าลืมข้อนี้ ดูรัศมีที่ไม่ห่างที่ทำงาน แล้วค่อยดูเรื่องแหล่งกินแหล่งช็อป ส่วนถ้าได้วิวดีด้วยก็ถือว่าสมบูรณ์เลย

2. มองโครงการที่มีมูลค่าสูงขึ้นในอนาคต – ถึงจุดหมายในการซื้อคอนโดวันนี้จะแค่อยู่อาศัย แต่อนาคตเป็นเรื่องไม่มีใครรู้ ถ้าคิดเผื่อไว้ด้วยก็ได้ชื่อว่ามองการณ์ไกล ดังนั้น ก่อนซื้อคอนโดอย่าลืมทำการบ้านให้ดีเพื่อดูแนวโน้มว่าคอนโดที่เลือกเป็นอย่างไร เพราะคอนโดที่มีมูลค่าสูงขึ้นก็จะช่วยฉุดราคาค่าเช่าให้เพิ่มขึ้นด้วยไม่มากก็น้อย โดยมูลค่าเพิ่มก้าวกระโดดจะเกิดจากการมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่เข้ามาในพื้นที่ เช่น รถไฟฟ้ากำลังตัดผ่าน เปิดห้างสรรพสินค้าใหม่

3. หาดอกเบี้ยเงินกู้ถูกสุดเทียบหลายธนาคาร – ดอกเบี้ยคือรายจ่ายที่ไม่มีวันหยุด ก่อนปักใจเลือกเงินกู้จากธนาคารไหน ควรเปรียบเทียบอย่างน้อย 5 ธนาคาร แล้วยื่นกู้อย่างน้อย 3 ธนาคาร เพื่อเลือกธนาคารที่เสียดอกเบี้ยต่ำสุด วงเงินกู้ได้ตามต้องการ และมีเงื่อนไขรับได้ไม่มีค่าใช้จ่ายจุกจิก ตรงนี้มีเคล็ดลับนิดหน่อย อาจต้องอิงกับโครงการคอนโดที่มีชื่อเสียง เพราะเขามักมีดีลพิเศษระหว่างสถาบันการเงินอยู่

4. ขนาดห้องพอเหมาะไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป – ข้อนี้อาจจะขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ของแต่ละคนตอนตัดสินใจซื้อ แต่ถ้าพอสู้ไหว จะให้อยู่สบาย ต่อไปเผื่อคิดจะปล่อยเช่า ก็ควรเป็นขนาด 1 ห้องนอน พื้นที่ 28-35 ตร.ม. ส่วน 2 ห้องนอน ขนาดที่เหมาะสมคือ 45 – 60 ตร.ม.

5. คิดให้ดีจะเลือกบิลด์อินเฟอร์นิเจอร์ หรือแบบลอยตัว – ข้อนี้อาจขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน แต่ถ้าเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคตว่า ถ้านำมาปล่อยเช่า ผู้เช่าอาจไม่ถูกใจกับห้องที่แต่งไว้ ก็เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว ซึ่งสมัยนี้ไม่ต้องกลัวเรื่องความไม่สวย เพราะมีบริการที่พร้อมออกแบบเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัวแต่เข้ากับทุกพื้นที่ราวกับบิลด์อิน