รู้จัก ‘เสียมลม’ นวัตกรรมดูแลต้นไม้เมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 15:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513858

รู้จัก 'เสียมลม' นวัตกรรมดูแลต้นไม้เมือง

โดย สมแขก

เมื่อไม่นานนี้ ศูนย์อาสาสมัคร Volunteers For Dad และกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ติดตามดูผลของการเปิดหน้าดินและพรวนดินต้นมะขามรอบท้องสนามหลวงจำนวน 12 ต้น ด้วยการใช้เสียมลม (Air Spade) ที่ทดลองใช้ในพื้นที่เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

โดยพบว่าสภาพต้นมะขามมีความสมบูรณ์มากขึ้น เริ่มผลิใบ แตกยอดอ่อน และมีขนาดใบใหญ่ขึ้น แตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่ต้นมะขามได้รับความเสียหายจากการถูกเทน้ำ เทเศษอาหารลงโคนต้น รวมถึงถูกเหยียบย่ำจนดินอัดแน่น ทำให้บริเวณรากขาดอากาศ ใบเหี่ยวแห้งเกือบยืนต้นตาย

พล.ต.ธานี ฉุยฉาย ที่ปรึกษาแม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวถึงครั้งแรกของประเทศไทยกับการใช้เสียมลมเพื่อฟื้นฟูต้นมะขามในบริเวณท้องสนามหลวงที่มีอาการป่วยทางระบบราก ผนังกั้นรากไม่สัมผัสออกซิเจน เนื่องจากสภาพดินที่เป็นดินเหนียว ซึ่งได้รับปริมาณน้ำเกินความต้องการ ทำให้ต้นไม้บริเวณสนามหลวงเกิดวิกฤต อีกทั้งดินรอบสนามหลวงก็ถูกอัดแข็ง เป็นอุปสรรคต่อการยืนต้นรอดชีวิตของต้นมะขาม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ศ.กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภูมิสถาปัตยกรรม) กล่าวถึงอาการของต้นไม้ป่วย ซึ่งจะมีกลไกการเอาตัวรอด โดยการแตกกิ่งบริเวณกลางลำต้น ซึ่งปกติแล้วจะแตกกิ่งบริเวณยอด การแตกกิ่งกระโดงคือการสะสมแหล่งอาหารจำพวกแมกนีเซียมและโปรตีน ซึ่งหากไม่มีความรู้ โดยทั่วไปมักจะตัดออก นั่นเท่ากับเป็นการตัดแหล่งอาหารของต้นไม้ ซึ่งหลังจากนั้นต้นไม้จะค่อยๆ ตายลงไปในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ศ.กิตติคุณ เดชา จึงร่วมกับศูนย์อาสาสมัคร (Volunteers for Dad) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จึงริเริ่มนำเสียมลมมาใช้ในงานฟื้นฟูระบบรากต้นมะขามบริเวณทิศเหนือของท้องสนามหลวง โดยร่วมกับ สุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร (กทม.) และ อภิวรรณ เนียมประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร (กทม.)

โดย ศ.กิตติคุณ เดชา กล่าวว่า การทดลองใช้เสียมลมเปลี่ยนดินให้ต้นมะขามที่สนามหลวง ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้มานานแล้วในสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์ เสียมลมช่วยเป่าดินเดิมออก โดยไม่ทำให้รากเสียหาย แล้วเติมดินและปุ๋ยที่อุดมสมบูรณ์ หวังว่าจะช่วยให้ปู่มะขามฟื้นตัว กระปรี้กระเปร่าสดชื่นในเร็ววัน

เสียมลม (Air Spade) มีลักษณะเป็นแท่งคล้ายเครื่องรดปุ๋ย มีวิธีใช้คล้ายกับเสียมธรรมดา คือใช้ในการขุดดิน การทำงานของเสียมลมทำได้ด้วยการใช้แรงดันอากาศขนาดสูงจากเครื่องอัดอากาศขนาดใหญ่ เพื่อใช้พรวนและขุด แต่ที่ดีกว่านั้นคือสามารถเจาะดินได้ ตัดหน้าดินได้ และที่ดีที่สุดเสียมลมจะไม่ทำให้รากกิ่งของต้นไม้เสียหาย

การใช้เสียมลมในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ฟื้นฟูดินให้ต้นไม้ประวัติศาสตร์ที่สหรัฐอเมริกา เยอรมนีใช้เสียมลมมากว่า 20 ปีแล้ว แต่สำหรับเมืองไทยมีการใช้เสียมลมครั้งแรกกับต้นมะขามที่สนามหลวง เพื่อฟื้นฟูดินเฉพาะต้นที่ยังอยู่ที่สนามหลวง

การทำงานของเสียมลม คือการใช้แรงดันอากาศขนาดสูง จากเครื่องอัดอากาศขนาดใหญ่ เพื่อใช้พรวนขุดเจาะดิน โดยผู้ที่ใช้เครื่องมือนี้ควรจะมีความรู้ทางด้านชีววิทยา ด้านต้นไม้

เสียมลมนั้นเหมาะกับดินร่วนมากกว่าดินเหนียว แต่สภาพดินใน กทม. ส่วนใหญ่เป็นดินเหนียว จึงต้องปรับให้เหมาะสมกับสภาพดิน ซึ่งวิธีการใช้เสียมลม ซึ่งเป็นเครื่องอัดอากาศขนาดใหญ่ที่ใช้ในการเบาหรือขุดหน้าดิน เจาะดินเก่าออก แล้วเติมดิน ปุ๋ย ที่อุดมสมบูรณ์ แตกต่างจากการเปิดหน้าดินทั่วไปที่จะใช้เสียมตักจนอาจทำให้รากได้รับความเสียหายและอาจยืนต้นตาย ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันแพร่หลายในต่างประเทศ โดยเฉพาะต้นไม้ในเมือง

จากคำแนะนำของ ศ.กิตติคุณ เดชา ควบคู่ไปกับการปฏิบัติงาน โดยเหล่ารุกขกรและเจ้าหน้าที่เกิดกระบวนการทำงานดังนี้

1.เริ่มจากการใช้เสียมลมเจาะหน้าดินรอบๆ ต้นมะขาม เพื่อให้ดินบริเวณนั้นร่วน ซึ่งพื้นดินส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ นั้นเป็นดินเหนียว

2.ต่อจากนั้นใช้เสียมลมขุดหลุม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20 ซม. ลึกประมาณ 50 ซม. เพื่อให้ต้นมะขามมีอากาศหายใจ

3.ใส่กาบมะพร้าวรองพื้นเพื่อฟื้นฟูสภาพดิน

4.ใส่ดินหมักผสมทรายเพื่อให้โครงสร้างดินเหนียวโปร่งขึ้น

 

ม.สแตนฟอร์ดสร้าง AI สามารถบอกได้ว่าใครเป็นเกย์จากภาพถ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 12:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513832

ม.สแตนฟอร์ดสร้าง AI สามารถบอกได้ว่าใครเป็นเกย์จากภาพถ่าย

มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดสร้าง AI ที่สามารถระบุได้ว่าใครมีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน จากภาพถ่ายใบหน้า แต่นวัตกรรมดังกล่าวกลับถูกตั้งคำถามว่าอาจละเมิดความเป็นส่วนตัว

เว็ปไซต์เดอะการ์เดี้ยนรายงานว่า – ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดของสหรัฐฯ ทำสร้าง AI หรือปัญญาประดิษฐที่สามารถระบุภาพถ่ายจากใบหน้าได้ว่าใครเป็นคนรักเพศเดียวกัน โดยอัลกอริธึมจะสามารถคำนวนลักษณะใบหน้า เพื่อแบ่งระหว่างผู้ชายรักต่างเพศและชายรักร่วมเพศได้อย่างถูกต้องถึงร้อยละ 81 เปอร์เซ็นต์ และแยกผู้หญิงรักต่างเพศออกจากเลสเบี้ยนได้ถูกต้องร้อยละ 74 ในขณะที่มนุษย์คาดคะเนถูกเพียงร้อยละ 61 และ 54

โดยผลการวิจัยถูกตีพิมพ์ลงในนิตยสารวิชาการด้านจิตวิทยาบุคลิกภาพและสังคม ระบุว่า AI นี้ได้เก็บข้อมูลภาพถ่ายใบหน้าของผู้ชายและผู้หญิงมากกว่า 35,000 ภาพที่โพสต์เป็นสาธารณะบนเว็ปไซต์หาคู่ในสหรัฐ และได้วิเคราะห์ลักษณ์เฉพาะของใบหน้าด้วยเครือข่ายประสาทเทียมระดับลึก (deep neural networks) ซึ่งเป็นระบบคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน

งานวิจัยดังกล่าวพบว่าชายและหญิงที่เป็นเกย์นั้นส่วนใหญ่แล้วจะมีองค์ประกอบทางใบหน้าที่ไม่ตรงกับแบบแผนนัก โดยพบว่าพบว่า เกย์และเลสเบี้ยนจะมีการแสดงออกบนใบหน้าที่แตกต่างไป หรือลักษณะการไว้หนวดเคราต่างกับคนอื่น รวมถึง ลักษณะบนใบหน้าบางอย่าง เช่น เกย์จะมีกรามแคบกว่า จมูกยาวกว่า และหน้าผากกว้างกว่า ส่วนเลสเบี้ยนก็จะมีกรามใหญ่กว่า และหน้าผากเล็กกว่า ทั้งนี้ชายที่เป็นเกย์นั้นมีองค์ประกอบ สีหน้า และลักษณะการดูแลตัวเอง (ในที่นี้เช่น ทรงผม คิ้ว หนวด) ทีมีความเป็นผู้หญิงมากกว่าชายที่นิยมเพศตรงข้าม และในทำนองเดียวกันหญิงที่เป็นเกย์นั้นก็มักจะมีองค์ประกอบที่มีความเป็นชายมากกว่าหญิงอื่นๆ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากนี้นักวิจัยยังระบุว่า นี่อาจจะเป็นการสนับสนุนทฤษฎีว่า ความหลากหลายทางเพศเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด อยู่ในยีน หรือเป็นผลมาจากสารเคมีที่กระทบกับฮอร์โมนมาตั้งแต่เกิด

อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า การเก็บข้อมูลวิจัยบกพร่อง เนื่องจากไม่มีการเก็บข้อมูลของคนผิวสี และไม่มีการพิจารณาความหลากหลายทางเพศอื่นๆเช่น ไบเซ็กชวลหรือคนข้ามเพศ

อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงวิจารณ์ว่า เป็นการตีตราและแปะป้ายคนที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน จากรูปลักษณ์ภายนอก ยิ่งไปกว่านั้น AI นี้ยังละเมิดความเป็นส่วนตัวของประชาชนด้วย เพราะบางประเทศที่มีกฎหมายลงโทษพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน อาจใช้เทคโนโลยีนี้ไปไล่ปราบปรามคนรักเพศเดียวกัน หรือหากมีการเปิดให้คนใช้ทั่วไป อาจมีการนำภาพของคนอื่นไปให้ AI ตรวจสอบโดยไม่ได้รับอนุญาต จนอาจเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้

ภาพ : RT

 

คนไทยเชื่อข้อมูลออนไลน์ก่อนจะซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2560 เวลา 08:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513635

คนไทยเชื่อข้อมูลออนไลน์ก่อนจะซื้อ

กูเกิลชี้พฤติกรรมคนไทย เชื่อและชอบหาข้อมูลบนมือถือก่อนซื้อ แนะแบรนด์ทำเนื้อหาครอบคลุม

นางเอพริล ศรีวิกรม์ หัวหน้าทีมอุตสาหกรรม กูเกิล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์กว่า 4,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ พบว่าผู้บริโภคที่มีอายุระหว่าง 18-60 ปี มีการค้นหาข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ รวมทั้งเชื่อข้อมูลบนโลกออนไลน์มากกว่าการแนะนำจากตัวแทนขายแบบเดิม

ทั้งนี้ ผู้บริโภคกว่า 61% ใช้สมาร์ทโฟนในการค้นหาและศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคจะไม่เดินไปห้างสรรพสินค้าแล้ว เพียงแค่ใช้ข้อมูลมาช่วยตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้า ซึ่งคนที่ค้นหาข้อมูลออนไลน์ กล้าที่จะซื้อสินค้าในราคาที่แพงขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเครื่องสำอาง

นางเอพริล กล่าวว่า การค้นหาบนโลกออนไลน์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ชี้ให้เห็นว่า อี-คอมเมิร์ซของประเทศไทยมีโอกาสเติบโตดีขึ้นต่อเนื่อง ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม ช่องทางการชำระเงินและขนส่งก็ดีขึ้นกว่าเดิม แต่การใช้จ่ายออนไลน์ยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่เป็นส่วนใหญ่ หากภาครัฐมีการขยายโครงสร้างพื้นฐานให้ทั่วประเทศ น่าจะช่วยให้พื้นที่ห่างไกลที่มีการใช้งานสมาร์ทโฟนมีโอกาสตัดสินใจซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทั้งนี้ แบรนด์ควรมีการวางแผนในการบริหารจัดการสื่อออนไลน์ให้ดีกว่าเดิม เพราะมีเพียง 21% ของครัวเรือนที่ยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต ในขณะที่ 79% ของครัวเรือนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตแล้ว มีโอกาสจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มกว่า 6% และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ผู้บริโภคไทยเชื่อมั่นข้อมูลบนโลกออนไลน์มากกว่าเดิม ซึ่งสื่อออนไลน์มีอิทธิพลมากถึง 80% ในการค้นหาข้อมูลโดยเฉพาะสินค้าสำหรับเด็กแรกเกิด และเสิร์ชเอนจิ้นมีอิทธิพลถึง 85% ในการค้นหาสินค้าดูแลผิวหน้า นักการตลาดและแบรนด์ไม่ควรมองข้ามช่องทางออนไลน์ เพราะกระแสออนไลน์ส่งผลได้ทั้งบวกและลบ จึงไม่ควรมองข้ามการสื่อสารผ่านเนื้อหาประเภทวิดีโออย่างยิ่ง

 

“จดจำใบหน้า” พุ่งแรงแดนมังกร ยักษ์เทคโนโลยีหันใช้ดึงลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 19:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513509

"จดจำใบหน้า" พุ่งแรงแดนมังกร ยักษ์เทคโนโลยีหันใช้ดึงลูกค้า

โดย…ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

เทคโนโลยี “การจดจำใบหน้า” หรือ Facial Recognition เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งจะแยกแยะอัตลักษณ์ของบุคคล ด้วยการเปรียบเทียบใบหน้าจริงกับข้อมูลใบหน้าที่บันทึกเอาไว้ก่อนหน้านี้ โดยการจดจำใบหน้าดังกล่าวมักใช้ในกระบวนการรักษาความปลอดภัย เหมือนที่เห็นในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่นิยมใช้ใบหน้าในการเปิดประตูห้องเก็บของสำคัญๆ

แต่ในปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น และเริ่มมีการนำมาใช้จริงกับผู้บริโภคอย่างกว้างขวางในจีน ซึ่งกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมไร้เงินสดไปทีละก้าว โดยการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวก็นำโดยบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งโลกอิเล็กทรอนิกส์อย่างอาลีบาบาและไป่ตู้

แอนท์ ไฟแนนเชียล ผู้ให้บริการชำระเงินออนไลน์ “อาลีเพย์” ของอาลีบาบาเตรียมจะนำเทคโนโลยีจดจำใบหน้ามาใช้ในเว็บไซต์ค้าออนไลน์ของบริษัท ได้แก่ เทาเป่าและทีมอลล์ ซึ่งจะกลายเป็นการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้เชิงพาณิชย์สำหรับการชำระเงินออนไลน์เป็นครั้งแรก

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากนี้ ในร้าน “เคโปร” ซึ่งเป็นสาขาที่เสิร์ฟอาหารเพื่อสุขภาพของเคเอฟซี เชนไก่ทอดชื่อดังที่อาลีบาบาเป็นหุ้นส่วนสาขาในจีนอยู่ ยังเริ่มใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าดังกล่าวสำหรับสาขาในเมืองหางโจว มาตุภูมิของอาลีบาบา ในฟีเจอร์ “สไมล์ ทู เพย์” (ยิ้มเพื่อจ่าย) สำหรับผู้ใช้บริการอาลีเพย์

“เราผนวกกล้องสามมิติเข้ากับอัลกอริทึมตรวจจับความเหมือนเข้าด้วยกัน ทำให้สไมล์ทูเพย์ป้องกันการใช้รูปถ่ายหรือวิดีโอของผู้อื่น เพื่อปลอมแปลงการชำระเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เฉินจีตง ประธานฝ่ายเทคโนโลยีตรวจหาอัตลักษณ์ทางชีวภาพของแอนท์ ไฟแนนเชียล กล่าว

ก่อนหน้านี้ ไป่ตู้ ผู้ให้บริการเสิร์ชเอนจิ้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในจีน ติดตั้งเทคโนโลยีจดจำใบหน้าในท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง โดยจะใช้สำหรับการเข้างานของเจ้าหน้าที่ภาคพื้นและลูกเรือ ก่อนจะขยายไปยังผู้โดยสารทั่วไป ซึ่งจะสามารถใช้ “ใบหน้า” แทนบอร์ดดิ้งพาสได้อย่างเร็วที่สุดภายในปี 2018

ไป่ตู้ไม่ใช่เจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในการบิน โดยทั่วโลกมีการใช้การจดจำใบหน้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาความปลอดภัยอยู่แล้ว รวมถึงเพื่อเพิ่มความรวดเร็วให้กับกระบวนการคัดกรองผู้โดยสารท่ามกลางการโดยสารทางอากาศที่เพิ่มมากขึ้น เช่น เดลต้าแอร์ไลน์ที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในการโหลดกระเป๋าและบริติชแอร์เวย์ส ใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าในการคัดกรองผู้โดยสารที่ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์

“ดีอี” แจงยังไม่เคาะค่าบริการเน็ตชายขอบ แต่ประเมิน30เมกฯเดือนละ300บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 15:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513487

"ดีอี" แจงยังไม่เคาะค่าบริการเน็ตชายขอบ แต่ประเมิน30เมกฯเดือนละ300บาท

โฆษกกระทรวงดีอี เผยยังไม่สรุปค่าบริการ”เน็ตประชารัฐ-เน็ตชายขอบ”แต่ประเมินเบื้องต้น 30 เมกะบิตต์เดือนละ 300 บาท

นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกประจำกระทรวงดีอี กล่าวว่า โครงการเน็ตชายขอบของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังไม่ได้มีการกำหนดอัตราค่าบริการสำหรับผู้ที่ต้องการใช้อินเทอร์เน็ตครัวเรือน ภายใต้โครงการดังกล่าวในราคา 100-150-200 บาทต่อเดือนตามที่เป็นข่าว

เพียงแต่มีแนวคิดเบื้องต้นว่า หากให้บริการที่ความเร็วต่ำกว่า 30 เมกะบิตต์ จะคิดค่าใช้จ่ายไม่เกินเมกะบิตต์ละ 10 บาท ซึ่งหากการให้บริการจริงที่ความเร็วเท่ากับโครงการเน็ตประชารัฐของกระทรวงดีอีมอบหมายให้ บมจ.ทีโอที (TOT) ดำเนินการไป คือ 30 เมกะบิตต์จะมีค่าบริการอยู่ที่ประมาณ 300 บาทต่อเดือน

สำหรับอัตราค่าบริการตามโครงการเน็ตประชารัฐที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงดีอี และสำนักงาน กสทช.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการคิดต้นทุนค่าบริการโครงข่าย เพื่อนำไปใช้ในการพิจารณากำหนดค่าบริการครัวเรือนนั้น จะพิจารณาโดยใช้หลักการเดียวกัน คือ คำนวนจากราคาค่าบริการเชิงพาณิชย์ของผู้ให้บริการ หักลบกับต้นทุนค่าบริการโครงข่ายที่รัฐลงทุนไป

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทั้งนี้หากมีการกำหนดราคาค่าบริการอินเทอร์เน็ตภายในครัวเรือนเรียบร้อยแล้ว กระทรวงดีอีจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบต่อไป

 

กุลวรา อติเมธิน ชีวิตง่ายไว้ใจเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513394

กุลวรา อติเมธิน ชีวิตง่ายไว้ใจเทคโนโลยี

เรื่อง สมแขกภาพ กิจจา อภิชนรุจเรข

ในโลกยุคดิจิทัลที่มีผลิตภัณฑ์มากมายในชีวิตประจำวัน เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่อย่างรอบด้าน โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาอำนวยความสะดวกเพื่อคุณภาพในการใช้ชีวิตที่ดีกว่าและง่ายขึ้น การเริ่มต้นใช้ชีวิตครอบครัวที่บอสตันมาหลายปี ทำให้ ซิง-กุลวรา อติเมธิน ผู้บริหาร บริษัท วินเทค แมนูแฟคเจอริ่ง ผู้นำด้านการผลิตสินค้าประเภทอุปกรณ์ประตู และหน้าต่างของเมืองไทย ภายใต้แบรนด์ วีโก้ (Veco) สังเกตและมองเห็นเทรนด์ของการอยู่อาศัยที่ผูกติดกับระบบอัตโนมัติ จากโปรเจกต์ที่มหาวิทยาลัย นำมาสู่การนำมาใช้ในชีวิตจริงเมื่อเธอย้ายครอบครัวมาที่เมืองไทย

“ก่อนหน้านี้ซิงกับสามีอยู่ที่บอสตันมาหลายปี ตอนอยู่ที่โน่นเราสังเกตพบปัญหาอย่างหนึ่งว่าเวลาหอบข้าวของพะรุงพะรังทำให้เวลาเปิดประตูเข้า-ออกบ้านลำบาก บ้านเราทำธุรกิจเกี่ยวกับประตูอยู่แล้ว เราก็คิดว่าถ้ามีประตูที่เปิดรอโดยไม่ต้องควักการ์ดมาเปิดก็คงจะดี คิดเรื่องนี้เมื่อหลายปีที่แล้ว ในที่สุดก็มีคนพัฒนาระบบดิจิทัลล็อกเข้ามาตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ให้ใช้ชีวิตได้ง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น

พอกลับมาเมืองไทยก็เลือกบ้านที่อยู่กลางเมืองขนาดกะทัดรัด กับครอบครัว เล็กๆ แต่บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เราอยู่อาทิตย์ละ 2 วัน เพราะหลักๆ เราจะอยู่บ้านที่ฝั่งธนบุรีมากกว่า ดังนั้นเวลาเราเข้าเมือง จะเหมือนเราไปพักร้อน คือกระเป๋าใหญ่สัมภาระเยอะเพราะมีของลูกๆ ด้วย ซิงจึงวางแผนการอยู่อาศัยของเราให้ง่าย และปลอดภัยขึ้น เพราะเป็นบ้านที่เราไม่ค่อยได้อยู่ ก็คิดว่าใครจะมาดูแลให้เรา ประกอบกับเราขายประตูระบบอัตโนมัติ ตอนนั้นเพิ่งเริ่มมาขาย ก็เลยนำมาติดก่อน เป็นเซตเบสิก เพื่อจะต้องใช้เพื่อมาเรียนรู้ เริ่มนำมาใช้เองก่อน เราต้องรู้ก่อนว่าดีจริงไหม ใช้งานยังไง เราก็เลยติดวงจรปิดที่ เชื่อมกับระบบแอพคุมแอร์ คุมการเปิดไฟ”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

กุลวรา อธิบายว่า ระบบสมาร์ทโฮมที่เธอใช้อยู่เป็นเทคโนโลยีมาจากยุโรป เธอใช้แอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน เชื่อมต่อกับระบบดิจิทัลล็อกด้วยบลูทูธ และลูกเล่น ที่ทำให้เธอและสามีชอบในบ้านหลังนี้ คือการวางเซ็นเซอร์จับอุณหภูมิเวลา เดินผ่าน ไฟจะเปิดอัตโนมัติ

“อุปกรณ์พวกนี้เซตได้หลากหลายมาก ไม่ได้ใช้เปิดปิดไฟ ปิดแอร์จากมือถือเท่านั้นจบ แต่แบบนั้นเหมือนรีโมทคอนโทรลเพราะเรายังต้องควัก มือถือขึ้นมากด หรือไม่ใช่ระบบคีย์การ์ดที่จะต้องควักบัตรขึ้นมาแตะ แต่สำหรับบ้านซิงคือเราแค่เปิดบลูทูธในมือถือไว้ แค่ขับรถเข้ามาในบ้าน จอดรถก็ได้ยินเสียงปลดล็อกของประตูแล้ว เพราะเชื่อมด้วยระบบบลูทูธได้ดีมาก เดินถือกระเป๋าเข้ามาเลย ไม่ต้องเปิดมือถือ ไม่ต้องควักการ์ด แค่เราเปิดบลูทูธในมือถือไว้

ข้อสำคัญของความสบายที่เราชอบ คือสามารถตั้งค่าการทำงานตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนเลยว่า เราใช้ชีวิต ยังไงในแต่ละวัน ครั้งแรกที่เรามาอยู่บ้านเราตั้งค่าอีกฟังก์ชั่นหนึ่ง พอเราอยู่ไป สักพักจะพบว่า จริงๆ แล้วต้องการ อีกแบบหนึ่ง อย่างสามีของซิงเขาชอบออกไปวิ่งตอนเช้า เขาจะต้องออกไปตั้งแต่ตี 4-5 เพื่อไปสวนลุม เวลาออกไปวิ่งตอนเช้าฟ้าจะยังมืดอยู่ พอฟ้ามืดเดินลงบันไดก็ลำบาก ไฟที่ชั้นลอยสวิตช์อยู่ชั้นหนึ่ง ดังนั้นก็จะลำบากเวลาเดินลงมาจากชั้น 3 เขาต้องเสี่ยงเดินลงบันไดมาเพื่อเปิดไฟชั้นลอย หรือไม่ก็เดินวนไปวนมาเพื่อเปิดปิดไฟหลายรอบ

เราก็เลยย้ายไฟอัตโนมัติ จากไฟหน้าบ้านมาเป็นดวงที่จำเป็นคือไฟชั้นลอย ด้วยระบบโฮมออโตเมชั่นตัวนี้ไม่ต้องเดินสายไฟ จึงเปลี่ยนแปลงง่ายมาก เราเลยเปลี่ยนและตั้งค่าใหม่ ก็เลยเป็นว่าตอนเช้าเราเซตเวลาเลยว่า ตี 4-6 โมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มืดและสามีต้องเดินลงมาจากห้องนอน เมื่อเดินผ่านเซ็นเซอร์ก็จะรู้ว่ามีคนเดินผ่าน ไฟก็จะเปิดอัตโนมัติ แต่ถ้าเราเดินผ่านตอนกลางวันก็ไม่ได้เปิดเพราะเราไม่ได้เซตเวลาไว้ ช่วยเราได้มากอย่างน้อยก็ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น เริ่มต้นวันดีๆ โดยไม่หงุดหงิด (ยิ้ม)”

อีกเรื่องหนึ่ง เนื่องจากบ้านนี้เราไม่ได้เอาอะไรมาเลย ไม่ได้เอาของทิ้งไว้ ทุกคนจะมีกระเป๋าหนึ่งกระเป๋า พอเราเข้ามาในบ้านเราจะเซตไฟ แอร์ เปิดอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นระบบที่ว่าควบคุมผ่านมือถือ ก็ส่วนหนึ่ง น้อยมากที่เราจะเปิดแอพ นอกจากว่าเราไม่ได้อยู่บ้านนานๆ แล้วเป็นห่วงบ้านว่ามีเปิดแอร์ เปิดไฟทิ้งไว้ไหม ประตูปิดสนิทไหม เราเช็กได้จาก มือถือ หรือประตูมีเซ็นเซอร์ดูว่าถ้าประตูเปิดอยู่ รูปในแอพก็จะเป็นภาพประตูแง้ม แต่เราเช็กได้อีกทีผ่านแอพ

“เราไว้ใจเทคโนโลยี ใช้เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากระบบล็อกอัตโนมัติ กรณีที่เราจะอนุญาตให้คนอื่นเข้าบ้าน กรณีเราไม่อยู่บ้าน เราก็เช็กได้หรือให้เขาเข้ามารอในบ้านได้ ด้วยการเปิดบ้านผ่านสมาร์ทโฟนได้ อย่างซิงเพิ่มคุณแม่เข้ามาในแอพด้วย เวลาคุณแม่มาหาเราที่บ้าน ท่านก็เข้าบ้านเราได้เลยโดยไม่ต้องมีกุญแจ” กุลวรา พูดถึงบ้านหลังเล็กที่เต็มไปด้วยมุมสะดวกสบายจากเทคโนโลยีของเธอ

 

รื้อใบอนุญาต หั่นราคาถูกลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 08:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513410

รื้อใบอนุญาต หั่นราคาถูกลง

กสทช.ปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตฯ 50% เพิ่มการแข่งขันรายเล็ก ลุ้น สตง.ไฟเขียวโครงการเน็ตชายขอบ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ กสทช. ว่า ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางการทบทวนค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม เป็นอัตราใหม่ที่มีการปรับลดจากอัตราเดิมเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีการจัดเก็บตามอัตราขั้นบันไดของรายได้ ดังนี้ รายได้ 0-100 ล้านบาท คิดอัตราค่าธรรมเนียม 0.125% (จากเดิมเก็บ 0.25%) รายได้เกิน 100-500 ล้านบาท คิดอัตราค่าธรรมเนียม 0.25% (จากเดิมเก็บ 0.5%) รายได้เกิน 500-1,000 ล้านบาท คิดอัตราค่าธรรมเนียม 0.5% (จากเดิมเก็บ 1%) รายได้เกิน 1,000-5,000 ล้านบาท คิดอัตราค่าธรรมเนียม 0.75% (จากเดิมรายได้เกิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไป คิดอัตราค่าธรรมเนียม 1.5%) และรายได้เกิน 5,000 ล้านบาทขึ้นไป คิดอัตราค่าธรรมเนียม 1.5%

ทั้งนี้ กสทช.ต้องการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการรายเล็ก ขณะเดียวกันจะพิจารณาทบทวนค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันด้วย นอกเหนือจากนี้ยังมีมติเห็นชอบการลดหย่อนค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีของช่องสปริงนิวส์ จำนวน 2 ใบอนุญาต ในอัตราลดหย่อน 15% ของค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่พึงชำระ เนื่องจากนำเสนอเนื้อหารายการในสัดส่วนที่เป็นข่าวสารหรือสาระที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนตลอดทั้งปีจำนวน 61.87% ตรงตามระเบียบ กสทช.ว่าด้วยการลดหย่อน หรือยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการฯ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาข้อสังเกตของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ต่อโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน จำนวน 8 สัญญา ซึ่งได้ชี้แจงการประกวดราคาโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ราคาชนะการประมูลรวมทั้ง 8 สัญญา คือ 12,989.69 ล้านบาท จากราคากลาง 13,614.62 ล้านบาท ประหยัดงบประมาณ 624.93 ล้านบาท ขณะนี้รอหนังสือตอบจาก สตง. หลังได้ชี้แจงกลับไป คาดลงนามสัญญาได้ก่อนวันที่ 10 ก.ย.นี้ และจะทราบอัตราค่าบริการเน็ตชายขอบไม่เกินสิ้นเดือน ก.ย. โดยหากเอกชนลงทุน 30% (รัฐลงทุน 70%) อัตราค่าบริการจะอยู่ที่ 180 บาท/เดือน หากเอกชนลงทุน 20% อัตราค่าบริการอยู่ที่ 120 บาท/เดือน และหากเอกชนลงทุน 15% อัตราค่าบริการจะอยู่ที่ 107 บาท/เดือน

 

5 วิธีรับมืออาการซึมเศร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2560 เวลา 13:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521842

5 วิธีรับมืออาการซึมเศร้า

วิธีรับมือกับความโศกเศร้าเสียใจ เพื่อไม่ให้นำไปสู่อาการซึมเศร้า

ถึงแม้เวลาผ่านพ้นกว่า 1 ปี แต่น้ำตาแห่งความโศกเศร้าไม่เคยเหือดหายไปจากใจของคนไทย นับตั้งแต่ทราบข่าวการเสด็จสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งความเสียใจนั้นเกิดขึ้นได้ แต่เพื่อไม่ให้นำไปสู่ความซึมเศร้า ก็มีวิธีการที่จะรับมือ

1.พยายามอย่าอยู่คนเดียว – ทุกคนควรสังเกตคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ เพื่อนร่วมงาน เมื่อโศกเศร้ามากๆ หรือร้องไห้ฟูมฟาย อาจเกิดอาการหายใจถี่ มือ เท้าเกร็ง จนหมดสติเป็นลมได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยและผู้พิการ รวมถึงเด็กๆ ที่อาจสับสนกับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นของผู้ใหญ่ ซึ่งควรให้กำลังใจกันอยู่เสมอ สำหรับใครที่รู้สึกเศร้า สะเทือนใจ ต้องหลีกเลี่ยงการอยู่คนเดียว ให้ออกไปพบไปพูดคุยกับคนรอบข้าง

2.ร่วมกิจกรรมอาสา – เปลี่ยนความโศกเศร้าเป็นพลังแห่งความดี ซึ่งการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมอาสาจะช่วยให้รู้สึกดี และรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเองที่ได้มีส่วนช่วยเหลือผู้อื่น หรืออาจจะรวมกลุ่มกันทำความดีด้วยวิธีต่างๆ เช่น สวดมนต์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล บริจาคเลือด บริจาคร่างกาย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3.หากิจกรรมทำ – อย่าปล่อยให้ตัวเองอยู่ว่าง นั่งเหม่อใจลอย ซึ่งจะยิ่งทำให้รู้สึกเศร้า ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย เข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ เพื่อให้รู้สึกสบายใจ นอกจากนั้น ยังมีคนจำนวนมากที่มักถ่ายทอดความโศกเศร้าออกมาเป็นเรื่องราว คำพูด หรือความเรียงบอกเล่าเรื่องราวถึงความประทับใจต่อพระองค์ท่านในแง่มุมต่างๆ ก็สามารถทำได้ แต่ก็ควรแสดงออกแต่พอดี

4.แสดงความจงรักภักดี – การน้อมนำแนวปรัชญา พระบรมราโชวาท พระราชดำรัส หรือแม้แต่บทเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ มายึดเป็นหลักในการดำเนินชีวิต เช่น บทเพลง ใกล้รุ่ง ที่แฝงความหมายการรอคอย ความหวัง ความสำเร็จที่ดีที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของคนเรา ทั้งยังสามารถสื่อไปถึงความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ รวมถึงการยึดแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิต

5.ดูแลสุขภาพร่างกาย – ไม่ควรลืมดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองและคนรอบข้าง มีหลายคนเศร้าเสียใจ ร้องไห้ ไม่ยอมกิน ไม่นอน จนอาจทำให้สุขภาพร่างกายทรุดโทรมได้

ที่มา: M2F

 

สีสันพันธุ์ไม้ เรียบง่าย สง่างาม สมพระเกียรติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521802

สีสันพันธุ์ไม้ เรียบง่าย สง่างาม สมพระเกียรติ

พันธุ์ไม้ 4 ระดับ งดงามอย่างพอเพียง

ความงดงามของพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างรอบพระเมรุมาศ เผยเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ใกล้มาถึง หลังจากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ได้ทำการออกแบบพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบ โดยยึดคติความเชื่อแต่โบราณราชประเพณี คำนึงถึงความสวยงามสมพระเกียรติ ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจและโครงการในพระราชดำริที่โดดเด่นมาจัดแสดง
โดยมีการสร้างสระน้ำ 4 มุม กังหันน้ำชัยพัฒนาจำนวน 3 ตัว แก้มลิง หญ้าแฝก แปลงนาขั้นบันได

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้พระเมรุมาศสง่างามสมบูรณ์ คือ พันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับสีเหลือง ที่ประดับตกแต่งบริเวณรอบๆ กว่าแสนต้น

กัมพล ตันสัจจา ผู้อำนวยการสวนนงนุชพัทยา ผู้ได้รับมอบหมายจากกรมศิลปากร ให้เป็นผู้ออกแบบตกแต่งไม้ดอกไม้ประดับรอบพระเมรุมาศ กล่าวถึงการออกแบบและตกแต่งไม้ดอกไม้ประดับรอบพระเมรุมาศว่าสวนนงนุชได้ทำการศึกษาเรื่องพันธุ์ไม้มงคล และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเป็นข้อมูลพันธุ์ไม้ที่นำมาประกอบพระเมรุมาศจึงเน้นที่ความเรียบง่าย ทว่าสง่างาม สมพระเกียรติ แบ่งเป็นไม้ 4 ระดับ ประกอบด้วย พันธุ์ไม้ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ไม้พุ่ม และไม้คลุมดิน

“พระเมรุมาศและอาคารประกอบต่างๆ โดยส่วนใหญ่มีสีทอง สีเหลือง การเลือกพันธุ์ไม้ตกแต่งสวนรอบพระเมรุมาศ จะต้องกลมกลืนกับพื้นที่รอบมณฑลพิธี ที่กรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบภูมิทัศน์ ซึ่งประกอบด้วย โครงการในพระราชดำริ จำลองนาข้าว กังหันชัยพัฒนา ดังนั้นเราจะเน้นพันธุ์ไม้ที่ให้ดอกสีเหลือง ซึ่งสื่อถึงในหลวง รัชกาลที่ 9เมื่อประชาชนมองจากสนามหลวงเข้ามาในพระเมรุมาศและโดยรอบ จะเห็นสีเหลืองอร่ามไปทั่วพื้นที่ สวยงามมาก”

ผู้อำนวยการสวนนงนุช อธิบายว่า พันธุ์ไม้ทั้ง 4 ระดับ ประกอบด้วย พันธุ์ไม้ขนาดใหญ่ได้แก่ ต้นตะโก เป็นไม้ที่พบเห็นได้ในรั้ววัง และตามวัดสำคัญ จำนวน 90 ต้น โดยจะประดับนอกรั้วราชวัติ ฝั่งตะวันออก พันธุ์ไม้ขนาดกลาง ประกอบด้วย ข่อยช่อ บอนไซต้นไทรเกาหลีแท่ง

นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์ไม้สำคัญ ได้แก่ ต้นใบไม้สีทอง ต้นแก้ว ต้นแก้วแคระ หน้าวัวใบหรือ King of Kings ส่วนพืชคลุมดิน จะใช้ดอกดาวเรือง ต้นเข็มเชียงใหม่ กล้วยไม้ดินนอกจากนี้ มีต้นชะแนบทอง ใบไม้สีทองประดับพระเมรุมาศ มีลักษณะเป็นพุ่มสีเหลืองทอง รวมถึง ต้นเข็มพิษณุโลกที่มีลักษณะเป็นพุ่มดอกเข็มสีขาวนวลและพุ่มแก้วเล็ก พุ่มแก้วใหญ่ ปลูกประดับบริเวณรอบพระเมรุมาศ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“ต้นบอนไซ ต้นข่อยช่อ ประดับลงกระถาง ‘เลข ๙’ เป็นกระถางพิเศษจาก จ.ราชบุรี ออกแบบโดยกรมศิลปากร ส่วนกระถางบอนไซ เป็นตราสัญลักษณ์ และลวดลายตราธรรมจักร มีลักษณะพิเศษเฉพาะเราใช้ต้นดาวเรืองมากถึง 7 หมื่นต้น อยู่ในภาชนะคอกหมู่ เพื่อสร้างความงดงามให้กับพื้นที่

สวนนงนุชทำการเพาะต้นดาวเรืองไว้กว่า 2 แสนต้น เพื่อสำรองหากเกิดความเสียหายในช่วงก่อนงานพระราชพิธี จะเห็นว่าการสร้างสรรค์ครั้งนี้ จะใช้ไม้ดอกไม้ประดับน้อยชนิด เน้นความเรียบง่ายที่สุด พอเพียง แต่สง่างามสมพระเกียรติ เพราะจุดประสงค์ของการจัดสวน ก็เพื่อเพิ่มความสง่างามและเพิ่มสีสันให้พื้นที่ มิใช่สร้างสวนสวยที่บดบังพระราชพิธี

ถามว่า ทำไมเราเน้นดอกไม้สีเหลือง หนึ่งคือทุกครั้งที่ประชาชนคอยเฝ้ารับเสด็จในหลวง รัชกาลที่ 9 พวกเราจะสวมเสื้อสีเหลือง ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของพระองค์ท่าน วันนี้ประชาชนสวมเสื้อสีดำมาส่งเสด็จ การประดับพื้นที่โดยรอบด้วยสีเหลืองก็สื่อถึงพระองค์ท่านเช่นเดียวกัน โดยสวนนงนุชเตรียมพันธุ์ไม้ไว้มากกว่าจำนวนที่คาดว่าต้องใช้ เพราะเมื่อจัดตกแต่งจริงอาจใช้เพิ่มเติมให้แต่ละพื้นที่สมบูรณ์ที่สุด ส่วนพันธุ์ไม้นานาชนิดที่ใช้ประดับพระเมรุมาศ จะคัดเลือกให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด เพื่อถวายแด่ในหลวง ร.9 ทรงสถิตในดวงใจพสกนิกรไทยตลอดไป” กัมพล กล่าวสรุป

ดอกไม้สีเหลือง3 ชนิดในเขตรั้วราชวัติ

ดร.ประภัสสร อารยะกิจเจริญชัยนักวิชาการไม้ดอก มูลนิธิโครงการหลวงกล่าวว่าเมื่อต้นปี 2560 โครงการหลวงได้รับการประสานจากกรมศิลปากร ให้ร่วมส่งไม้ดอกสีเหลืองตกแต่งพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร โดยได้ดำเนินการคัดเลือกดอกไม้เมืองหนาว 3 ชนิด ที่มีคุณสมบัติทนความร้อนได้ดีที่สุด ได้แก่ เบญจมาศ โซลิกแอสเทอร์ และเดเลีย ชนิดละ3,000 กระถาง จำนวนทั้งสิ้น 9,000 กระถาง สำหรับตกแต่งพระเมรุมาศในเขตรั้วราชวัติ

“โครงการหลวงได้เลือกเบญจมาศเป็นดอกไม้หลักในการประดับตกแต่งพระเมรุมาศเนื่องจากเป็นพืชที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานให้แก่ชาวบ้านเพื่อปลูกเป็นอาชีพและเป็นไม้ดอกที่ทนความร้อนได้ดี ซึ่งเหมาะแก่การประดับตกแต่งในพื้นที่กลางแจ้ง โดยเลือกเบญจมาศ 6 สายพันธุ์ ที่มีสีเหลือง แบ่งเป็นพันธุ์ต้นสูง 2 สายพันธุ์ และพันธุ์กระถาง 4 สายพันธุ์”

เบญจมาศเป็นไม้ดอกหลัก ที่โครงการหลวงส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นอาชีพตั้งแต่ปี 2528 และเป็นไม้ดอกเมืองหนาวจากต่างประเทศชนิดแรกๆ ที่นำมาปลูกทดสอบในประเทศไทย ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโครงการหลวง ปัจจุบันเบญจมาศเป็นรายได้หลักของเกษตรกรที่อยู่ในความดูแลของโครงการหลวง

“สำหรับโซลิกแอสเทอร์ โครงการหลวงเคยส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก แม้ว่าปัจจุบันจะไม่ส่งเสริมแล้ว แต่ชาวบ้านก็ยังนิยมปลูกเป็นอาชีพ โดยเมื่อโซลิกแอสเทอร์ออกดอกสะพรั่งพร้อมกัน จะเป็นสีเหลืองอร่ามคล้ายสีทองคำ และชนิดสุดท้าย เดเลีย มีความโดดเด่นเรื่องความสวยงามของรูปทรงดอก โดยได้คัดเลือก 2 สายพันธุ์ ที่มีกลีบดอกหนาและดก เพื่อให้ทนกับอากาศร้อนได้ดี ไม้ดอกทั้ง 3 ชนิดโครงการหลวงได้นำต้นพันธุ์ไปให้เกษตรกรปลูก จากนั้นซื้อกลับคืนเพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกร” ดร.ประภัสสร กล่าวเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม จากสภาวะฝนตกหนักในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับความคงทนของไม้ดอกที่นำไปตกแต่งพระเมรุมาศ โดยเฉพาะดอกเดเลียที่ค่อนข้างบอบบาง ทว่าโครงการหลวงได้สำรองไม้ดอกทั้ง 3 ชนิดไว้ เพื่อนำไปสลับปรับเปลี่ยนและคงความสวยงามไว้ตลอดงานพระราชพิธี

นอกจากนี้ กรมศิลปากรยังได้ประสานให้โครงการหลวงนำผักไปประดับตกแต่งเพิ่มเติม สรุปได้คัดเลือกกะหล่ำปลี (เขียวและแดง) ผักกาดกวางตุ้ง โอ๊คลีฟเขียว และโรสแมรี โดยทั้งหมดเป็นผักที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเช่นกัน

3 พันธุ์ข้าวเฉลิมพระเกียรติ

หลังจากที่สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ได้ออกแบบพระเมรุมาศงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยนำคติความเชื่อโบราณราชประเพณี พระราชกรณียกิจ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาจัดแสดงผ่านการก่อสร้างและปรับแต่งภูมิทัศน์นั้น

กรมการข้าว ได้คัดเลือกข้าวเฉลิมพระเกียรติ 3 สายพันธุ์ ให้กรมศิลปากรจัดภูมิสถาปัตยกรรมแปลงนาข้าวรอบพระเมรุมาศ ที่จะจัดแสดงบริเวณพื้นที่ด้านนอกรั้วราชวัติด้านทิศเหนือ ทางเข้าออกของพระเมรุมาศ โดยบริเวณขอบคันนาออกแบบเป็นสัญลักษณ์เลขเก้าไทยสีดินทอง ที่แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณอันนำมาซึ่งความอยู่ดีกินดีของพสกนิกรชาวไทย โดยใช้กลุ่มพันธุ์ข้าวที่มีกลิ่นหอม 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ระยะต้นกล้า คือ พันธุ์ปทุมธานี 1 เป็นตัวแทนของข้าวภาคกลางซึ่งนิยมปลูกกันมาก เมื่อปลูกแล้วจะมีทรงกอตั้ง ใบสีเขียวมีขนเหมาะที่จะนำมาจัดแสดงในระยะต้นกล้า

ระยะแตกกอ คือ พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ105 เป็นตัวแทนของข้าวในภาคอีสานและเหนือ ที่นิยมปลูกข้าวพันธุ์นี้กันมากถึง 1 ใน 3ของพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ หรือราว 25 ล้านไร่เมื่อนำมาจัดแสดงระยะแตกกอ จะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมาจากลำต้น

ระยะออกรวง คือ พันธุ์ข้าว กข 31 หรือพันธุ์ปทุมธานี 80 เป็นพันธุ์ข้าวที่ตั้งชื่อเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในโอกาสในหลวง รัชกาลที่ 9 พระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา มีคุณสมบัติพิเศษ คือ เมื่ออยู่ในระยะออกรวงจะชูรวงสวยงาม ไม่โน้มรวงลงกับพื้นเหมือนพันธุ์อื่นๆ โดยในการจัดแสดงครั้งนี้ จะนำข้าวที่อยู่ในระยะพลับพลึงเกือบเป็นสีเหลืองทองมาจัดแสดงในแปลงนา

สุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ เป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริที่ส่งมอบข้าวขาวดอกมะลิ 105 เพื่อนำไปปลูกในแปลงนาข้าวรอบพระเมรุมาศ โดยข้าวสายพันธุ์นี้มีกลิ่นหอม ทนต่อสภาพดินเปรี้ยวและดินเค็มโดยเฉพาะข้าวที่ปลูกบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้จะมีความหอมโดดเด่นกว่าพื้นที่อื่นซึ่งศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ เป็นพื้นที่วิจัยและส่งเสริมให้เกษตรกรทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ไปอย่างกว้างขวาง

ข้าวทั้ง 3 สายพันธุ์ ล้วนใช้พื้นที่ทดลองและขยายพันธุ์ในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา จนเกิดสายพันธุ์ที่ดีในการเพาะปลูก ทำให้ชาวนามีรายได้มั่นคงและมีความร่มเย็นเป็นสุข โดยคาดว่าช่วงพระราชพิธีระหว่างวันที่ 25-29 ต.ค.นี้ แปลงนาจะเป็นทุ่งรวงทองที่มีกลิ่นหอม สะท้อนความร่มเย็นแห่งแผ่นดินรัชกาลที่ 9

การจัดสวนและการประดับตกแต่งพันธุ์ไม้ในพระราชพิธีเป็นอีกหนึ่งส่วนของงานที่ยิ่งใหญ่ความเรียบง่ายและเป็นอันหนึ่งอันเดียวของสีสันพันธุ์ไม้ ส่งเสริมให้ภูมิทัศน์รอบพระเมรุมาศงดงาม และยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในหลวงรัชกาที่ 9 ผู้เป็นดั่งดวงใจของพสกนิกรไทยทั้งชาติ

 

ความหมายของดอกไม้จันทน์แต่ละแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2560 เวลา 10:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521815

ความหมายของดอกไม้จันทน์แต่ละแบบ

ความหมายของดอกไม้จันทน์ทั้ง 7 แบบ

ดอกไม้จันทน์ คือสิ่งเล็กๆ ที่พสกนิกรชาวไทยร่วมกันประดิษฐ์เพื่อแสดงความอาลัยแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สำหรับใช้ในวันพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้าย โดยการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ที่ทางกรุงเทพมหานครได้จัดสอนทำดอกไม้จันทน์มีทั้งสิ้น 36 แบบ เช่น ดารารัตน์ กุหลาบ กุหลาบป่า กุหลาบหนู กุหลาบเวียงพิงค์ แก้ว รัศมีจันทน์ ลีลาวดี กรประทีบ บุปผาสยาม มาลีศรีจันทน์ บัว ดาวเรือง ซึ่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร ได้คัดเลือกดอกไม้จันทน์ที่ทำง่ายๆ 7 แบบ จาก 36 แบบ ที่กรุงเทพมหานครบอกว่าจะถูกส่งไปตามวัดต่างๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร ดังนี้

1. ดอกดารารัตน์ หรือดอกแดฟโฟดิล (Daffodil) ดอกไม้ทรงโปรดของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และทรงพระราชทานให้แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อยู่เสมอ เมื่อครั้งยังทรงศึกษาและประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดอกดารารัตน์นิยมใช้มอบให้แก่บุคคลอันเป็นที่รัก เพื่อบอกว่าไม่เคยหวังสิ่งใดตอบแทน และยังหมายถึง เกียรติยศ ความกล้าหาญ สัญลักษณ์ของความหวัง ชื่อดอกดารารัตน์ยังมีความหมายที่ลึกซึ้ง โดยคำว่า “ดารา” หมายถึง ดวงดาว คือสิ่งที่อยู่สูงสุด คำว่า “รัตน์” หมายถึง แก้ว คือ สิ่งที่มีค่า

2. ดอกชบาทิพย์ เป็นดอกไม้ที่สื่อถึงการดับสูญและความเป็นทิพย์ และเพื่อเป็นการถวายความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ดอกชบาทิพย์จึงเป็นดอกไม้ที่สร้างสรรค์และประดิษฐ์ขึ้น เพื่อสื่อถึงการดับสูญและความเป็นทิพย์ และเพื่อเป็นการถวายความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระผู้ทรงสถิตในดวงใจของประชาราษฎร์ชั่วนิรันดร์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. ดอกลิลลี่ แสดงออกถึงความรักที่บริสุทธิ์ เช่นเดียวกับดอกกุหลาบสีขาว ยังแสดงออกถึงความซื่อสัตย์และเทิดทูนด้วยอานุภาพแห่งความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อีกทั้งดอกลิลลี่สีขาวยังแสดงออกถึงความซื่อสัตย์และเทิดทูนด้วยอานุภาพแห่งความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

4. ดอกกุหลาบ เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักอันบริสุทธิ์ ด้วยอานุภาพแห่งความจงรักภักดีของทวยราษฎร์ที่ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในองค์พระประมุขของชาติ เพื่อแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

5. มาลีศรีจันทน์ ที่มาเป็นการจำลองแบบจากดอกไม้ตามจินตนาการอันมีความงดงาม แสดงถึงความรักที่ประชาชนมีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

6. แก้ว ต้นแก้วมีความหมายอันเป็นมงคล เพราะเชื่อว่าการปลูกแก้วไว้ประดับบ้านจะได้รับแต่สิ่งที่ดีงาม อีกทั้งยังช่วยให้สมาชิกในบ้านมีจิตใจเบิกบาน แจ่มใส บริสุทธิ์สูงสุด เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป เหมือนดั่งความรักที่ราษฎรชาวไทยมีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

7. ดอกรัศมีจันทน์ หมายความถึง รัศมีของพระจันทร์ที่ส่องแสงสว่างในยามค่ำคืน เพื่อปัดเป่าความมืดมิดให้จางหายไป เกิดเป็นความสว่างไสวไปทั่วท้องฟ้า ดั่งพระบุญญาบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในการปัดเป่าทุกข์ และบำรุงสุขให้แก่พสกนิกรไทยทั่วทุกคนเสมอมา

ที่มา: M2F