4 พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดอาการปวดคอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 18:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517733

4 พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดอาการปวดคอ

รวมพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอาการปวดคอ

อาการปวดคอเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนน่าจะกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกิดมาจากรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน หากเรารู้เท่าทันและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ ก็น่าจะพอช่วยให้อาการปวดคอทุเลาลงได้

1. ติดโทรศัพท์มือถือ

ผู้ที่เล่นโทรศัพท์มือถือบ่อยๆ ล้วนเสี่ยงต่ออาการปวดหลัง เนื่องจากมักจะก้มหน้าตลอดเวลา การก้มหน้านานๆ ก่อให้เกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อหลังส่วนบน ทำให้ปวดคอได้

2. นอนผิดท่า

ท่านอนก็มีผลต่ออาการปวดคอเช่นกัน การนอนผิดท่า นอนตกหมอน หมอนไม่ตรงกับสรีระ หมอนสูงหรือต่ำเกินไป ล้วนก่อให้เกิดอาการปวดหลัง ดังนั้นจึงควรเลือกหนุนหมอนให้เหมาะกับตัวเอง หากปวดคอมากๆ อาจหันมาเลือกใช้หมอนโฟมหรือหมอนที่ผลิตมาเพื่อผู้ที่ประสบปัญหานี้โดยเฉพาะ น่าจะพอทำให้อาการปวดคอลดลง

3. ออกกำลังกายหนักเกินไป

การออกกำลังกายหนักเกิน หรือฝืนขีดจำกัดของตัวเอง ทำให้เกิดอาการปวดคอได้ โดยเฉพาะการเล่นเวทเทรนนิ่ง และการยกน้ำหนัก การรู้ขีดจำกัดของตัวเอง ไม่ฝืนร่างกายจนเกินไป รวมไปถึงการวอร์มอัพก่อนออกกำลังกาย น่าจะช่วยลดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้

4. สะพายกระเป๋าหนัก

หลายๆ คน โดยเฉพาะผู้หญิง มักใส่ของทุกอย่างลงในกระเป๋าสะพายประหนึ่งว่าจะแบกบ้านไปด้วย ซึ่งการที่เราแบกกระเป๋าหนักๆ ทุกวันแบบนี้ มีส่วนทำให้สายสะพายของกระเป๋าไปกดไหล่ลง ทำให้ปวดคอและไหล่ ดังนั้นหากเกิดอาการปวดคอ ให้ลองเช็คน้ำหนักของกระเป๋าสะพายดูก่อน อาจจะทำให้อาการดีขึ้นได้

ที่มา: rd

 

6 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวิตามินดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 17:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517723

6 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวิตามินดี

รวมเรื่องที่ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Vitamin D

วิตามินดี เป็นวิตามินที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ว่าสามารถได้รับจากแสงแดดยามเช้า โดยรังสียูวีจะทำปฏิกิริยากับน้ำมันบนผิวหน้า ส่งผลให้เกิดการสร้างวิตามินดีและดูดซึมกลับไปใช้ในร่างกาย นอกจากแสงแดดแล้ว อาหารหลายชนิดก็เป็นแหล่งวิตามินดีเช่นกัน เราจึงขอชวนทุกคนมาทำความรู้จักวิตามินดีให้มากขึ้น เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง และสุขภาพที่แข็งแรงของทุกคน

1. วิตามินดีพบได้ในอาหารจำพวกปลา เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน น้ำมันตับปลา รวมไปถึงนมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมด้วยเช่นกัน

2. วิตามินดี เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน โดยจะดูดซึมพร้อมกับไขมันผ่านทางลำไส้ ดังนั้นเวลาทานอาหารเสริมที่มีวิตามินดี จึงควรทานพร้อมกับมื้ออาหาร เพื่อให้ดูดซึมได้ดีที่สุด

3. นอกจากจะมีประโยชน์ในตัวเองอย่างการทำให้ผิวชุ่มชื้นแล้ว วิตามินดียังมีส่วนช่วยส่งเสริมการทำงานของวิตามินชนิดอื่นๆ อย่าง วิตามินเอ แคลเซียม ฟอสฟอรัส อีกด้วย

4. วิตามินดีมีหน่วยวัดเป็น IU หรือ ไมโครกรัมของโคลีแคลซิเฟอรอล โดยขนาดที่แนะนำให้รับประทานต่อวัน สำหรับผู้ใหญ่คือ 200 – 400 IU หรือ 5 – 10 ไมโครกรัม ซึ่งวิตามินดีที่เป็นอาหารเสริมแบบแคปซูล มักขนาดประมาณ 400 IU

5. ผู้ที่ควรทานวิตามินดีเพิ่ม ได้แก่ ผู้ที่ทำงานกลางคืนแล้วไม่ค่อยได้รับแสงแดด คนผิวเข้มที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แสงน้อย คนที่อาศัยอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยหมอกควันมลภาวะ

6. ไม่ควรทานวิตามินดีเกินวันละ 20,000 IU เพราะจะเกิดผลเสียต่อสุขภาพ อาจมีอาการกระหายน้ำผิดปกติ คันตามผิวหนัง อาเจียน หรือท้องร่วงได้

 

4 ผลไม้ที่จัดว่าเป็นอาหารผิวชั้นดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 16:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517711

4 ผลไม้ที่จัดว่าเป็นอาหารผิวชั้นดี

ผลไม้ 4 ชนิดที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยสุขภาพดี

ยิ่งเวลาผ่านไป ผิวพรรณของเราก็จะเริ่มเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา การดูแลผิวเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดจึงควรทำจากภายในสู่ภายนอก นั่นก็คือการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคู่ไปกับการทาครีมบำรุงผิวต่างๆ ซึ่งผลไม้ที่เป็นของใกล้ตัวเราหลากหลายชนิด ก็มีส่วนช่วยฟื้นบำรุงผิวสวยได้ด้วย

1. แตงโม

แตงโมเป็นอาหารผิวชั้นดีอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ เพราะในแตงโมมีวิตามินเอ ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการผลิตไขมัน มีส่วนช่วยให้ผิวชุ่มชื้น นอกจากนั้นวิตามินเอยังเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกายอีกด้วย

2. มะเขือเทศ

ในผลมะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง นอกจากนั้นยังมีสารที่ช่วยชะลอวัยให้ผิวพรรณเราอ่อนเยาว์ และยังช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์ผิวได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะทานเล่น หรือปั่นเป็นน้ำผลไม้ทานก็ดีต่อสุขภาพผิวเช่นกัน

3. สตรอว์เบอร์รี

สตรอว์เบอร์รีมีวิตามินซีอยู่มาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผิวของเรา ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี และนอกจากนี้ยังมีวิตามินเอ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และกรด Ascorbic acid ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือดแดงในร่างกายอีกด้วย

4. มะนาว

น้ำมะนาวอุดมไปด้วยวิตามินซีสูง ซึ่งสามารถสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับร่างกายได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใสได้อีกด้วย

 

5 สรรพคุณที่หลายคนอาจยังไม่รู้ของน้ำมันมะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 15:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517705

5 สรรพคุณที่หลายคนอาจยังไม่รู้ของน้ำมันมะพร้าว

รวมสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ใกล้ตัวคนไทยอย่าง “น้ำมันมะพร้าว”

ตามร้านค้าต่างๆ หรือในร้านเสริมสวย เรามักจะเห็นผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปมาจากมะพร้าว อย่าง น้ำมันมะพร้าว ที่ถูกนำไปใช้ในหลายๆ รูปแบบ ซึ่งสรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวนั้นมีมากมายมหาศาล และบางข้ออาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนยังไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็ได้

1. ป้องกันโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง

เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวมีไขมันธรรมชาติอิ่มตัวสูง ซึ่งไขมันนี้เป็นไขมันที่มีผลต่อสุขภาพของเรา ช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลที่ร่างกายต้องการ หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ HDL และยังช่วยในการแปลงคอเลสเตอรอลที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย ให้เป็นคอเลสเตอรอลที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย

2. ลดอาการอักเสบและโรคข้ออักเสบ

โรคข้ออักเสบอาจจะเกิดได้จากการนั่งทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวันของเรา ที่อาจก่อให้เกิดอาการอักเสบ เช่น การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน การพิมพ์งาน การเล่นโทรศัพท์มือถือ ประโยชน์อย่างหนึ่งของน้ำมันมะพร้าว คือจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกได้ดียิ่งขึ้น การทานน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำช่วยเพิ่มแคลเซียมและแมกนีเซียมให้กับกระดูก ทำให้กระดูกเจริญเติบโตได้ดี และป้องกันโรคเกี่ยวกับกระดูกได้อย่างดี

3. กระตุ้นการทำงานของสมอง

กรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวจะไปช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง และกระบวนการรับรู้ของมนุษย์ ให้เกิดการทำงานที่ดีขึ้น นอกจากนี้ผลการศึกษายังบอกด้วยว่า กรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวนั้นยังช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วย

4. ป้องกันโรคเหงือกและฟัน

การใช้น้ำมันมะพร้าวบ้วนปากเป็นอีกหนึ่งวิธีการกำจัดแบคทีเรียภายในช่องปาก การอมกลั้วน้ำมันมะพร้าวสามารถขจัดเชื้อโรคในปากและคอ นอกจากนั้นบางส่วนจะเข้าไปในร่างกายเพื่อล้างสิ่งสกปรก และถูกขับออกทางระบบขับถ่าย ช่วยให้มีลมหายใจที่สดชื่น

5. ช่วยลดน้ำหนัก

เนื่องจากในน้ำมันมะพร้าวมีพลังงานที่เป็นประโยชน์ต่อการลดน้ำหนัก ช่วยเผาผลาญไขมัน และลดความอยากอาหาร ทำให้น้ำมันมะพร้าวกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีในการลดไขมันหน้าท้อง

 

3 สูตรรักษาสิวแบบธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 14:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517699

3 สูตรรักษาสิวแบบธรรมชาติ

หน้าใสไร้สิวด้วยวิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติอย่างผลไม้และสมุนไพรไทย

ปัญหาสิวเรียกได้ว่าแทบจะเป็นปัญหาผิวหลักๆ ของสาวไทยเลยก็ว่าได้ เพราะเนื่องจากอากาศที่ร้อนอบอ้าว บวกกับมลภาวะรอบตัว อาจทำให้เกิดการอุดตันและเป็นสิวได้ง่าย แต่ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยผลิตภัณฑ์เวชสำอางรักษาสิวต่างๆ รวมไปถึงผลไม้และสมุนไพรไทยก็ช่วยรักษาสิวได้เช่นกัน

1. น้ำมะนาว

มะนาวมีกรด AHA ซึ่งสามารถช่วยกำจัดแบคทีเรียและผลัดเซลล์ผิวได้ นอกจากจะเป็นการขจัดปัญหาสิวบนใบหน้าแล้ว ยังเป็นการผลัดเซลล์ผิวให้ดูสดใสขึ้นมาอีกด้วย

2. อบเชย

สมุนไพรกลิ่นแรงอันนี้สามารถนำมามาสก์หน้าได้ ด้วยการนำอบเชยและน้ำผึ้งมาผสมกัน จากนั้นนำไปพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 40 – 50 นาที แล้วล้างออก เพียงแค่นี้ก็สามารถขจัดปัญหาสิวได้ แถมยังมีใบหน้าที่นุ่มชุ่มชื่นอีกด้วย

3. มะเขือเทศ

มะเขือเทศเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ การนำมะเขือเทศและโยเกิร์ตมาปั่นรวมกัน จากนั้นนำไปมาสก์หน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยลดรอยสิว ทำให้ผิวหน้าเปล่งปลั่ง และสดชื่นขึ้น

 

งานกับเงิน เงินและชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 11:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517696

งานกับเงิน เงินและชีวิต

โดย เอกศาสตร์ สรรพช่าง ภาพ : เอเอฟพี

 “การทำงาน” คำนี้เป็นคำที่ผมมักจะเขียนทุกครั้งเวลาที่ลองปากกาใหม่ สีใหม่ หรือเวลาได้คีย์บอร์ดมาใหม่ ได้โทรศัพท์มือถือมาใหม่

คำคำนี้มักเป็นคำแรกที่โผล่ขึ้นมาในหัว ไม่ทันจะรู้ตัวนิ้วชี้มือซ้ายก็อยู่บนแป้น ก.ไก่ นิ้วกลางมือขวาก็อยู่ที่สระอาเป็นที่เรียบร้อย

เหมือนจะบอกว่าชีวิตนี้ทั้งชีวิตของผมคงต้องแต่งกับงาน อยู่กับงาน ทุกข์สุขไปกับมันจนกว่าจะล้มหายตายจากไปข้างหนึ่ง

ก็ไม่มีปัญหาครับ ผมทำได้ จำได้ว่าตอนเด็กๆ ก็เห็นพ่อทำงานแบบ 7 วัน/สัปดาห์อยู่แล้ว

อีกอย่างโดยพื้นฐานผมคิดอยู่เสมอว่า การที่เรายังได้งานทำ ทำอะไรได้ นั่นหมายถึงว่า เรายังมีประโยชน์กับระบบนี้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย ขณะเดียวกันมันทำให้เราไม่เฉาจนเกินไป

เคยมีคนถามผมเหมือนกันว่า เคล็ดลับหนึ่งของการมีอายุที่ยืนยาวและแข็งแรงอย่างประธานาธิบดี ลีกวนยิว ของสิงคโปร์ก็คือ “อย่าอยู่เฉยๆ จงให้ทำงาน”

แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะชอบและทำได้เหมือนท่าน ไม่อย่างนั้นเราคงมีคนประสบความสำเร็จมากมาย ส่วนหนึ่งมาจากท่านมีพลังขับดันอันยิ่งใหญ่ในการทำงาน เป็นสิ่งที่ ลีกวนยิว ต้องการจะทำให้สำเร็จ พูดง่ายๆ คือมีแรงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำ

จะพูดให้ชัดอีกอย่างก็คือสิ่งที่ ลีกวนยิว ทำ เป้าหมายไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องที่มากกว่านั้น งานที่เขาทำคือความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลง หรือพิสูจน์ความเชื่อของตัวเองบางอย่าง ส่วนเรื่องเงินนั้นเป็นเรื่องที่ตามมา หลังจากการวางแผนการทำงานที่ถูกต้องเป็นระบบ

แต่คุณค่าของการทำงานของคนส่วนมากไม่ได้เป็นอย่านี้ เพราะงานที่เราทำโดยเฉพาะในสังคมไทย งานเป็นสิ่งที่เกิดจากโครงสร้างเรื่องการศึกษาที่ผิดเพี้ยนมานาน และค่านิยมของสังคมไทยที่ทำให้กลายเป็นว่าเด็กๆ ไม่สามารถเลือกได้เต็มที่ว่าอยากเรียนอะไร หรือเด็กๆ ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าตัวเองนั้นอยากทำอะไรกันแน่เมื่อโตขึ้น

ฉะนั้น เมื่อเราจบมาจากรั้วมหาวิทยาลัย เกินครึ่งหนึ่งยังไม่รู้ว่าพวกเขาควรทำอะไร ไปทางไหน นอกเหนือจากทำงานอะไรก็ได้ หรือไม่อีกทีก็ทำงานอย่างที่เรียนมา ซึ่งก็ไม่ใช่หนทางที่ตัวเองชอบอยู่ดี การทำงานก็เลยเป็นเรื่องของการทำได้มากกว่าได้ทำ

คุณค่าของการทำงานเปลี่ยนจากทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก มาเป็นการทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพแต่เพียงอย่างเดียว น้อยคนนักจะได้ทำทั้งในสิ่งที่ตัวเองหลงใหลและหาเงินได้

แล้วอย่างนี้เราจะมีความสุขกับชีวิตการทำงานได้อย่างไร

ตลอดชีวิตการทำงานเกือบๆ 20 ปีที่ผ่านมา ผมทำงานอยู่ในแวดวงของงานเขียนและสื่อสาร มวลชน ทำมาเกือบทุกอย่างที่คอลัมนิสต์คนหนึ่งพึงทำ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นงานที่มาจากการเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยโดยตรง แต่กลับเป็นงานที่ชอบและส่งเสริมกันอย่างดี แต่ก็สามารถประยุกต์ใช้ในงานได้ดีทีเดียว

แต่ลึกๆ ผมก็มีงานอื่นอีกที่ชอบและอยากทำ ซึ่งเป็นงานที่ไม่เคยสร้างรายได้ หรือได้ก็น้อยมาก แต่ก็ทำเกือบทุกวัน ทำอย่างประจำสม่ำเสมอมาเรื่อยๆ เพราะรู้สึกว่ามันช่วยจรรโลงใจ ช่วยให้เราหายอยาก และใจหนึ่งก็อยากรู้ว่างานแบบนี้จะเติบโตไปได้ถึงแค่ไหน

สิ่งหนึ่งที่ได้จากการทำงานที่ไม่ได้หวังผลตอบแทนก็คือ เราได้ทำมันอย่างที่เราอยากทำจริงๆ เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนแบบไหนกันแน่ เราชอบอะไร ซึ่งทั้งหมดนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทุกคนที่ต้องมีเวลาทำงานอีกงานหนึ่ง นอกเหนือจากงานที่ทำเพื่อเงิน อย่างน้อยๆ ถือเสียว่ามันเหมือนเป็นการไปโรงเรียน ให้เวลาสำหรับการค้นหาตัวเอง

จริงๆ แนวโน้มเรื่องการทำงานสองโลกแบบนี้มีมานานแล้วนะครับ นักสังคมศาสตร์บางสำนักถึงกับบอกว่ามันเป็นสิ่งที่ควรทำด้วยซ้ำ เพราะว่ามันช่วยเราได้หลายอย่าง โดยเฉพาะคนที่ทำงานในเมืองใหญ่ๆ การมีงานสองอย่างที่แตกต่างกัน (หมายถึงงานที่หาเงิน กับงานที่เอาไว้ทำเพื่อความสุข)

ในท้ายที่สุด มันก็จะก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ให้กับสังคม ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่ดี และอีกทางหนึ่งมันทำให้คนเราเข้าใจการทำงานในอีกมิติหนึ่ง เช่น การทำงานของแม่ (ซึ่งบางคนบอกว่าแม่เป็นหน้าที่มากกว่างานก็ตามที) ซึ่งต้องรับผิดชอบสูง อยู่ในภาวะกดดันตลอดเวลา ทว่าไม่สามารถวัดเป็นตัวเงินได้จริงๆ จังๆ แต่ก็เป็นงานที่เราต้องทำและสำคัญมากที่สุดงานหนึ่ง

หรือการทำงานเพื่อสังคม เช่น ช่วยคนด้อยโอกาสหรือช่วยสัตว์ที่พิการ ฯลฯ ซึ่งต้องอาศัยทั้งใจรัก และความเสียสละอย่างมาก การที่คุณมีงานแบบนี้เป็นเป้าหมายหนึ่งในชีวิต สำหรับผมมันมีแต่ได้กับได้

ที่เล่ามาไม่ได้อวดอ้างสรรพคุณตัวเองแต่อย่างใดนะครับ จริงๆ เป้าหลักคืออยากจะบอกว่าความสำคัญเรื่องเศรษฐศาสตร์เข้ามาเปลี่ยนความคิดเรื่องคุณค่าของการทำงานไปหมดทุกอย่าง งานการใดๆ ที่ไม่ได้สร้างเงิน ถูกมองว่าเป็นงานที่ไม่ได้มีความสำคัญมากเท่างานที่สามารถสร้างเม็ดเงินได้ ความคิดแบบนี้เติบโตมาพร้อมกับชนชั้นพ่อค้าและชนชั้นกลางในอดีต

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ณ เวลานี้ เด็กรุ่นใหม่เริ่มเปลี่ยนแปลงความคิดเรื่องการทำงานของตัวเองไปอีกแบบหนึ่ง แนวโน้มของการใช้ชีวิตของคนยุคนี้เริ่มมองหางานที่ตัวเองชอบมากขึ้น พยายามรักษาสมดุลของการทำงานและการใช้ชีวิตไปด้วยกัน และหาช่องทางทำเงินจากความชอบ ความสนใจของตัวเองมากขึ้นกว่าสมัยก่อนเยอะ

บางคนล้มเหลว บางคนประสบความสำเร็จ แม้ว่าความยากลำบากก็คนละแบบกับคนในยุคก่อน แต่คนยุคนี้ก็จะมีอิสระทางความคิดมากกว่า ปรับตัวเร็วขึ้น แม้ตัวเองจะไม่ได้วางแผนในอนาคตมากเท่ากับคนยุคก่อน แต่บางคนก็จะค้นพบตัวเองได้ในที่สุดว่าตัวเองอยากทำอะไร

หากลูกน้องคุณมาบอกว่า เขาอยากทำโน่นทำนี่ หากว่ามันไม่หนักหนาเกินไปและทำให้งานนั้นเสียกระบวน อยากให้ลองเปิดใจกว้างอีกนิด ให้กำลังใจและช่วยผลักดันเขาให้ไปถึงสิ่งที่เขาอยากทำ อย่าปิดกั้นและคิดว่านี่จะทำให้คุณเสียประโยชน์

เพราะนั่นคือความเมตตา และนอกเหนือจากความเมตตาแล้ว ผมเชื่อว่าความสร้างสรรค์ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว มันย่อมดีเสมอ

 

เลี้ยงเด็กในคอนโดให้สุขและสนุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517690

เลี้ยงเด็กในคอนโดให้สุขและสนุก

 โดย  พุสดี

 หนุ่มสาวรุ่นใหม่นอกจากจะนิยมสร้างครอบครัวเดี่ยว ยังเลือกที่จะสร้างอาณาจักรความสุขหลังแตะหลักไมล์ใหม่ของชีวิตด้วยการอยู่คอนโดมิเนียม เพื่อความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต แทนที่จะเลือกสร้างบ้านสักหลัง

แน่นอนว่า สำหรับคู่หนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตครอบครัว รสชาติของการใช้ชีวิตแนวดิ่งอาจสุข-ทุกข์ปนเปกันไป ไม่ใช่ปัญหาใหญ่

แต่เมื่อมีสมาชิกตัวน้อย ปัญหาปวดหัวที่หลายครอบครัวหนีไม่พ้นคือ จะบริหารจัดการพื้นที่ห้องเด็กอย่างไรให้ปลอดภัย และไม่ขัดขวางโลกแห่งการเรียนรู้ของเขา

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ปรีชญา ชวลิตธำรง อาจารย์ประจำภาควิชาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คณะบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญและผู้ก่อตั้งบริษัท 10DK มีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ในการจัดห้อง หรือแบ่งพื้นที่ในคอนโดมิเนียมสำหรับเด็กที่ทั้งสวยงามและปลอดภัยมาฝากกัน

 1.เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ปลอดภัยกับเด็ก เลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตราย (Non-toxic) และเฟอร์นิเจอร์ที่พัฒนามาเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับเด็ก (Child-proof) เพราะถูกพัฒนามาอย่างดีแล้วว่าไม่มีรูปทรงและส่วนประกอบที่ไม่เป็นอันตรายหรือทำให้เด็กบาดเจ็บ

2.ในกรณีมีลูกสองคน แนะนำให้แบ่งที่นอนสำหรับเด็ก 2 คน ออกเป็นสัดส่วนชัดเจน เพราะเด็กอาจรู้สึกอึดอัดที่ต้องนอนร่วมเตียงแม้จะเป็นพี่น้องกันก็ตาม แต่หากพื้นที่ของคอนโดจำกัด อาจจัดให้อยู่นอนห้องเดียวกันแต่แบ่งสัดส่วนให้ชัดเจน เช่น มีโต๊ะข้างขั้นระหว่างเตียง หันเอาหัวเตียงตั้งฉากกัน หรือทำเตียงสองชั้น

3.เลือกใช้สีสันสดใสในส่วนที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่าย เพราะแม้เด็กๆ จะชอบสีสันสดใส แต่ในขณะเดียวกันก็เบื่อง่าย เพราะฉะนั้นแทนที่จะเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ที่สีสันฉูดฉาด อาจเปลี่ยนไปแต่งแต้มสีสันในเฟอร์นิเจอร์ชิ้นที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย เช่น ผ้าม่าน ชุดเครื่องนอน วอลเปเปอร์ และของตกแต่งต่างๆ

4.แบ่งพื้นที่สำหรับจินตนาการสร้างสรรค์ของเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปวาด หรืองานศิลปะต่างๆ เช่น เว้นผนังด้านหนึ่งไว้สำหรับติดงานศิลปะ เป็นต้น

5.ติดตั้งฝาปิดเต้าเสียบปลั๊ก ผู้ปกครองอาจไม่สามารถจับตามองเด็กได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยว่าเด็กจะแหย่มือเข้าไปในเต้าเสียบ หรือทำน้ำหกใส่ จนเป็นอันตราย ควรป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ

6.เช็กความปลอดภัยของประตูหน้าต่างเพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะผู้อยู่อาศัยในห้องชุดคอนโด ควรเช็กว่าตัวล็อกของประตูหน้าต่างยังใช้การได้ดีหรือไม่? หลวมหรือไม่? และสามารถปิดล็อกแน่นหนาได้อย่างไรบ้าง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้กับเด็กๆ

นอกจากจะใส่ใจกับการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ภายในบ้านแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่อย่ามองข้ามคือพื้นที่การเรียนรู้นอกบ้านสำหรับเด็กๆ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีแผนสร้างครอบครัว อาจเลือกคอนโดที่จัดสรรพื้นที่การเรียนรู้สำหรับเด็กไว้ เผื่อจะได้ไม่ต้องปวดหัวทีหลัง

พญ.เสาวภา พรจินดารักษ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม จากโรงพยาบาลเด็กสมิติเวชให้ความรู้ในงานเปิดตัว “Educational Playground” โดยแสนสิริ ว่า การส่งเสริมให้เด็กได้ทำกิจกรรมต่างๆ ตามช่วงวัยที่มีความต้องการในด้านพัฒนาการที่แตกต่างกันเป็นเรื่องสำคัญ

โดยต้องคำนึงถึงพัฒนาการ 4 ด้าน คือ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ มัดเล็ก ภาษา และการเข้าสังคม อย่างเช่น วัย 1-2 ขวบ ที่เริ่มเดินได้เองแล้ว ควรเน้นพัฒนาด้านการเคลื่อนไหวให้เดินเยอะๆ หรือขึ้นลงบันไดด้วยการจับราวและพักเท้าทีละขั้น ช่วง 2-3 ขวบ จะเป็นวัยที่ยืนด้วยขาข้างเดียวได้ ก็สามารถกระโดดอยู่กับที่ เดินขึ้นลงบันไดสลับเท้าได้ ตอบคำถามได้ และโยนหรือเตะบอลได้แล้ว

พอมาถึงวัย 3-4 ขวบ ให้เริ่มเล่นอะไรแบบคู่ขนานและเล่าเรื่องได้เป็นประโยคสั้นๆ พอโตขึ้นมาเป็นวัย 5-6 ขวบ ให้ลองกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางเตี้ยๆ ได้ จำแนกหมวดหมู่สิ่งของได้ และการเล่นที่มีกติกา พอเป็นวัย 6-10 ขวบ ให้เรียนรู้เรื่องตำแหน่งและทิศทาง รู้จักแก้ปัญหาและไตร่ตรองอย่างมีเหตุมีผลมากขึ้น ฯลฯ

“ที่สำคัญพัฒนาการของเด็กจะเกิดขึ้นได้ ต้องผ่านการลงมือทำจริงอย่างเป็นประจำ คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นพันธมิตรในการสร้างพัฒนาการ ไม่ควรยับยั้งการเล่น ดังนั้นสนามเด็กเล่นภายในโครงการที่พักอาศัย จึงเป็นตัวเลือกที่ดีในการเสริมสร้างทักษะรอบด้าน”

 

บอกลาการออกกำลังกายแสนน่าเบื่อด้วยการเต้นตาม 5 ยูทูปชาแนล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517688

บอกลาการออกกำลังกายแสนน่าเบื่อด้วยการเต้นตาม 5 ยูทูปชาแนล

รวมชาแนลสอนเต้นบนยูทูปที่สามารถเต้นตามได้ง่ายๆ ที่บ้าน

เมื่อพูดถึงการออกกำลังกาย หลายคนอาจจะเบือนหน้าหนี เพราะมันไม่สนุกเอาเสียเลย หรือบางเสียงก็บอกว่า ไม่มีเวลาไปฟิตเนส ซึ่งเราต่างรู้ว่านั่นมันแค่ข้ออ้าง! เราอยากให้ทุกคนโยนทัศนคติแบบเดิมๆ ทิ้งไป เพราะการออกกำลังกายมันไม่ได้น่าเบื่อเสมอไป อย่างการเต้นเนี่ย นอกจากจะช่วยเผาผลาญทุกสิ่งที่เราทานเข้าไปแล้ว ยังสนุก แถมยังทำได้ง่าย ๆ ที่บ้านด้วย

1. The Fitness Marshall

หากชอบฟังเพลงป็อป อยากเต้นเพลงมันๆ ฟีลพุ่งๆ จริตประหนึ่งว่ากำลังถ่าย MV อยู่ เราแนะนำ The Fitness Marshall เพราะคนนำเต้นจะกรี๊ดกร๊าดพูดบิ้วเราตลอดเวลา แถมยังเต้นใหญ่มาก ซึ่งพอเห็นแล้ว เราก็กล้าที่จะเต้นใหญ่ตามด้วยเหมือนกัน งานนี้เหงื่อท่วมแต่การันตีความสนุก!

2. SHiNE DANCE FITNESS

SHiNE DANCE เป็นอีกหนึ่งชาแนลที่มักหยิบเพลงฮิตตามกระแสในช่วงนั้นมาสอน ซึ่งท่าเต้นก็จะค่อนข้างง่าย จับจังหวะได้ไม่ยาก เหมาะกับคนที่ยังไม่มีพื้นฐานการเต้นมาก่อน หรือคนเพิ่งเริ่มออกกำลังกายได้ไม่นาน ที่ต้องการเต้นแบบซอฟท์ๆ ค่อยเป็นค่อยไป

3. CLUB FITz

ชาแนลของสองสาว Lauren และ Kelsi ผู้ที่ชอบออกกำลังกายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ท่าเต้นค่อนข้างเหมาะกับมือใหม่ ไม่เร็วมาก เต้นตามได้ไม่ยาก นอกจากการเต้นแล้ว บางครั้งพวกเธอก็มีเทคนิคการออกกำลังกายแบบอื่นๆ อย่างเช่น การแพลงก์ มาแชร์ให้ชมกันอีกด้วย

4. Dance Fitness with Jessica

หากใครมองหาคลิปที่สั้น กระชับ ท่าเต้นง่าย จะต้องชอบ Dance Fitness with Jessica เพราะท่าเต้นแต่ละท่าเป็นท่าเบสิกที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้ว แต่เอามาปรับให้เข้ากับเพลง เพื่อเพิ่มความสนุกให้มากขึ้น ถึงท่าจะดูเหมือนไม่อะไร แต่อย่าดูถูกนะ เพราะก็เรียกเหงื่อได้เหมือนกัน แถมได้ใช้กล้ามเนื้อแทบจะทุกส่วนเลย

5. REFITREV

REFITREV เหมาะกับคนที่ชอบเพลงมันๆ และรักการเต้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ด้วยเพลงที่สนุกสนาน บวกกับการต่อท่าที่ค่อนข้างเร็ว มือใหม่อาจจะยืนงงอยู่บ้างในช่วงแรก แต่รับรองว่าถ้าได้ลองเต้นไปเรื่อยๆ จะต้องติดใจอย่างแน่นอน

 

ครอบครัวสายกลาง นงลักษณ์ ลักษณะโภคิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 10:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517685

ครอบครัวสายกลาง นงลักษณ์ ลักษณะโภคิน

 โดย ฤดูกาล ภาพ : นงลักษณ์ ลักษณะโภคิน

 บทบาทของผู้บริหารหญิง นงลักษณ์ ลักษณะโภคิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย ไม่ได้รับผิดชอบแค่งานบริหาร แต่เธอยังเป็น “แม่” ของลูกสาวและผู้ชาย ผู้สอนลูกๆ ให้มีความสุขในทุกสถานการณ์ของชีวิต

 เธอเล่าว่า เธอและครอบครัวมักท่องเที่ยวด้วยกันตั้งแต่ลูกยังเล็กจนโต ปัจจุบันลูกสาวอายุย่าง 26 ปี และลูกชายคนเล็กกำลังเรียนมหาวิทยาลัย แต่ก็ยังไปเที่ยวกับพ่อแม่อยู่

โดยจุดหมายปลายทางสำคัญคือ “วัด” ไม่ว่าจะเหนือ ใต้ ออก ตก เธอสามารถกล่าวได้ว่า เคยไปสักการะวัดประจำจังหวัดหรือวัดดังมาทั่วประเทศไทยแล้ว

“ครอบครัวเราจะพาลูกทัวร์วัดอย่างเดียวเลย โดยส่วนใหญ่เราจะขับรถกันไปเชียงใหม่ ล่องใต้ หรือไปทางอีสาน แวะสถานที่ท่องเที่ยว พักผ่อนระหว่างทาง แต่จุดหมายปลายทางก็ยังเป็นวัด ทั้งไปไหว้พระ พาลูกไปปฏิบัติธรรม พาลูกไปนอนวัดก็ทำด้วยกัน ซึ่งทุกครั้งเราจะถามลูกก่อนว่าอยากไปไหม เพราะไม่อยากบังคับแต่อยากให้ลูกรู้สึกอยากไปและอยากทำจริงๆ”

 อย่างช่วงนี้เธอมักชวนลูกๆ ไปปฏิบัติธรรมที่ศูนย์ปฏิบัติธรรม มจร.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ก็ได้ชวนลูกชายไปร่วมกิจกรรมปลูกป่าด้วย

“ถ้าถามว่าเด็กๆ เข้าวัดแล้วเขาทำอะไรได้บ้าง พวกเขาทำได้เหมือนผู้ใหญ่ทุกอย่าง ปฏิบัติเหมือนกับเรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ชอบทำกิจกรรมเพื่อสังคม เช่น ลูกชายจะเล่นดนตรีเปิดหมวกกับเพื่อนๆ เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือเด็กกำพร้า

“นี่อาจเป็นสิ่งที่เขาซึมซับมาจากกิจกรรมที่เราพาเข้าทำตั้งแต่เล็ก รวมถึงทำให้เขาจัดการตัวเองได้ อย่างลูกสาวคนโตที่เริ่มทำงานแล้ว พอเขาเจอปัญหาในที่ทำงาน เขาจะมีวิธีการแก้ปัญหาโดยที่ไม่เป็นทุกข์ และจะไม่เป็นทุกข์กับสิ่งที่มากระทบ”

 นอกจากนี้ สิ่งที่คนเป็นพ่อแม่ต้องสอนลูกคือ สอนให้เขาอยู่ได้โดยไม่เป็นทุกข์กับทุกสถานการณ์ที่เข้ามา ไม่ใช่เพียงการสร้างทรัพย์สมบัติ แต่ต้องสอนให้เขาสามารถอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย

“เราอยากให้ลูกๆ มีความสุขกับทุกนาทีที่เขาเป็น และอยากให้เขามีความสุขในทุกๆ เวลาที่เขาอยู่กับเรา” นงลักษณ์ กล่าวทิ้งท้าย

“ตอนนี้ลูกโตแล้วก็ยังอยากไปวัดและยังไปกับพ่อแม่ ถามว่าครอบครัวของเราไปเที่ยวเมืองนอกบ้างไหม ก็มีไปเหมือนครอบครัวอื่นๆ แต่ที่จะไปกันบ่อยคือ เข้าวัดปฏิบัติธรรม และไปทำกิจกรรมที่มีประโยชน์ ซึ่งนอกจากจะทำให้พ่อแม่ลูกใช้เวลาร่วมกัน ยังเป็นการท่องเที่ยวที่สร้างประโยชน์ให้กับตัวเองและสังคมด้วย”

 

ลูกสาวสวยงามได้ดั่งใจ แม่เป็นกำลังใจทุกๆ ก้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 10:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517681

ลูกสาวสวยงามได้ดั่งใจ แม่เป็นกำลังใจทุกๆ ก้าว

โดย ปอย ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

คุณแม่หน้าคมงามสมวัย อภันตรี เพชรแก้ว ส่วนลูกสาวสวยโดดเด่นบนเวทีการประกวดสาวงาม พิชชาพร เพชรแก้ว ผู้เข้ารอบ 1 ใน 10 สาวงามเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ปีนี้

ขอพูดถึงความผูกพันสองแม่ลูก ในวันที่แม่จูงมือลูกส่งแรงใจก้าวพิสูจน์ศักยภาพผู้หญิงสวยพร้อมสรรพเวทีระดับประเทศ

ถ้าพิศกันเรื่องความงาม ก็ถอดประพิมพ์ประพายกันมาเป๊ะ คุณแม่อภันตรี วันนี้แสนจะภาคภูมิใจในตัวลูกสาวคนสวย ที่สะสมดีกรีพิสูจน์ความสามารถได้งดงาม

ทั้งการเป็นนักไอซ์สเกตลีลาแชมป์ระดับเอเชีย ปี 2011 ทำให้ได้อาชีพเป็นโค้ชคนสวยโด่งดัง มีลูกศิษย์ลูกหาติดกันเกรียวกราวของลานสเกตเดอะริงค์

 แล้วผลงานล่าสุดบนเวทีการประกวดความงาม “โค้ชปิ๊ง” พิชชาพร เพชรแก้ว ก็โชว์ศักยภาพติดโผ 1 ใน 10 สาวงามผู้เข้าประกวดเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ปี 2017 ราศีส่งโดดเด่นถูกจับตาตั้งแต่ก้าวแรก

คุณแม่อภันตรี บอกว่าปีนี้คือปีที่เหมาะสมในการประกวดความงาม โค้ชปิ๊ง-พิชชาพร อายุ 23 ปี ร่ำเรียนจบปริญญาตรีเป็นผู้ใหญ่เติบโตเต็มวัย ดูแลตัวเองได้ดีแล้ว จากที่ก่อนหน้านั้นมีแมวมองมาขอให้ไปประกวดเวทีต่างๆ ตั้งแต่วัยรุ่นอายุ 15-16 ปี เวทีมิสทีนไทยแลนด์ก็ติดต่อทาบทาม

แต่แม่มีกฎเหล็กคือวัยเรียนก็ควรต้องเรียนให้เต็มที่ เวทีปีนี้จึงเป็นเวทีแรกที่คู่แม่ลูกตื่นเต้นกันอย่างมาก

“ลูกทำดีที่สุดแล้ว!” คำชมหลังลงจากเวที

มงกุฎมีเพียงหนึ่งเดียว กฎการแข่งขันมีแพ้ มีชนะ ถ้าเราทำดี ทำให้เต็มที่ที่สุดแล้ว ไม่มีคำว่าพ่ายแพ้ อภันตรี เผยความรู้สึกที่บอกลูกสาวคนสวยหลังลงจากเวที “ลูกทำดีที่สุดแล้ว!”

“แม่ต้องบอกว่าถึงลูกไม่ชนะที่หนึ่ง แต่แม่ก็ภาคภูมิใจมากๆ เวทีนี้เป็นการประกวดครั้งแรก บนเวทีแม่ได้เห็นพัฒนาการของลูกเพิ่มขึ้นในทุกๆ รอบค่ะ การเดิน ความมั่นใจในการตอบคำถาม ที่น่าดีใจที่สุด เวทีนี้ลูกได้ใช้ชีวิตอยู่กับกองประกวดเก็บตัวกับเพื่อนๆ นางงาม เป็นสังคมใหม่ ประสบการณ์ใหม่

“กองเน้นทุกๆ คนเวลานั่งกินข้าว ก็นั่งเวียนๆ กัน ไม่ซ้ำกลุ่มเดิม ทำให้ลูกได้รู้จักเพื่อนหลากหลายสาวๆ งามเก่งๆ หลายอาชีพ ดิฉันบอกลูกทันทีที่ลงจากเวทีเลยค่ะ ปิ๊งทำดีที่สุดแล้ว แม่ไม่เสียใจเลย”

ส่วนการปลูกฝังอบรมเลี้ยงลูกตั้งแต่เด็กๆ อภันตรี ไม่ได้ตามใจลูก เลี้ยงลูกก็ต้องดุบังคับบ้าง ตามใจบ้าง

 “ปิ๊งทำอะไรพลาด แม่จะไม่ปล่อยเลยค่ะ ตั้งแต่เด็กๆ น้องปิ๊งเล่นกับเพื่อนแย่งของเล่นกัน แม่ก็สอนลูกตรงนั้นเลยไม่ได้นะ เพื่อนกันเรามีอะไรต้องแบ่งปันกัน แต่ก็กลายเป็นว่าคนโดนแย่งของเล่นคือลูกสาวเรา (หัวเราะ) แต่แม่ก็ต้องสอนปลูกฝังนิสัยไปก่อนค่ะ ปิ๊งเป็นเด็กสาวไม่ดื้อไม่โต้เถียงแต่ถ้าเขาไม่ผิด เขาจะแสดงออกร้องไห้ก่อนค่ะ ตามประสาเด็กผู้หญิง แล้วจึงมาบอกมาอธิบายแม่ทีหลังว่า เรื่องราวเป็นอย่างไร เหตุการณ์แบบนี้แม่ก็ต้องขอโทษลูกค่ะ ไม่ใช่แม่ขอโทษลูกไม่ได้นะคะ

“แม่เลี้ยงปิ๊งคนเดียวเป็นซิงเกิ้ลมัม หย่ากับคุณพ่อของเขาตั้งแต่ปี 2540 ด้วยภาวะเศรษฐกิจปีนั้นทำให้เครียดกันทั้งคู่ จึงตัดสินใจแยกกันอยู่ ลูกสาวก็ต้องอยู่กับแม่นะคะ แล้วอยู่กับพ่อจะถูกตามใจมากๆ กว่าจะได้เป็น ‘โค้ชปิ๊ง’ ในวันนี้ เราก็ฝ่าฟันมาด้วยกัน ปิ๊งไปเล่นสเกตตอนประถมฯ ปีที่ 6 ก็หยุดไป แม่ไม่มีเงิน มาได้เรียนจริงจังก็ช่วงวัยรุ่นเรียนมัธยมฯ ปีที่ 3 แล้วค่ะ แม่ให้เรียนไอซ์สเกต ไม่ได้มีสตางค์มากมายหรอกค่ะ แต่ลูกอยากเรียนรู้อะไรก็ได้เรียนพิเศษทุกอย่าง กีฬา เปียโน ศิลปะ

“ไม่บังคับ ไม่กดดัน อยากเรียนอะไรเพียงทำให้เต็มที่ ด้านการเรียนก็ไม่ได้เป็นเลิศท็อปเกรด 4 เรียนกลางๆ ค่ะ เพียงขอให้เรียนจริงจัง เรียนให้สนุก ไม่ต้องเครียด แม่ไม่กดดัน แต่ขออย่างเดียวอย่าเป็นวัยรุ่นเกเร

“การสอนลูกให้เป็นคนดี ต้องปลูกฝังเรื่องคุณธรรมมาเป็นอันดับ 1 ค่ะ แล้วไม่ใช่เลี้ยงไปชมไปนะคะ แม่ไม่ต้องชมอะไรให้มากเพราะการชมเชยนี่ญาติๆ คุณย่าคุณยายพี่ป้าน้าอาชมหลานสาวเป็นประจำอยู่แล้วค่ะ

“ส่วนในเรื่องการประกวดเวทีมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส แม่ก็ไม่เคยชมว่าลูกสาวสวย (หัวเราะ) ทุกคนในเวทีนี้สวยมากๆ แล้วข้อด้อยของปิ๊ง คือไม่เคยขึ้นเวทีประกวดเลย จึงไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้ ไม่ได้เข้าคอร์สบุคลิกภาพไม่ได้ขัดสีฉวีวรรณคอร์สความงามอะไรเลยนะคะ แต่แม่ก็ภาคภูมิใจที่เขาทำเต็มที่นี่คือสิ่งที่ลูกเหมือนแม่ คือเราต้องใจสู้ทำอะไรต้องทำให้ดีที่สุดค่ะ”

แม่คือกำลังใจ คือลมเสริมใต้ปีก

ลูกสาวขอพูดถึงคุณแม่บ้าง พิชชาพร เพชรแก้ว หรือโค้ชปิ๊ง บอกว่ามีทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้ ก็เพราะแม่เลี้ยงดูทั้งประคบประหงม ทั้งการเป็นครูสอนไอซ์สเกต เป็นนักกีฬาเหรีญทองระดับเอเชีย ก็เพราะการซัพพอร์ตจากสองมือแม่ซิงเกิ้ลมัมท่านนี้

“การประกวดครั้งนี้ แม่ก็ให้กำลังใจเราตลอดเลยค่ะ ลงจากเวทีก็มาเป็นโค้ชปิ๊งอีกครั้ง (บอกพร้อมรอยยิ้มหวาน) แล้วก็มีเด็กๆ มาสมัครเรียนกับเราเยอะขึ้นกว่าเดิมมากๆ ลูกศิษย์เก่าๆ ก็รอเรากลับมาสอนอย่างใจจดจ่อ เป็นเพราะภาพจากการประกวดส่งผลบวกแน่นอนค่ะ ปิ๊งก็ปลื้ม เพราะอยากให้เขาเห็นว่าคนเราสามารถเป็นอะไร ทำอะไร ได้หลายๆ อย่าง เพียงทำให้เต็มที่นะคะ

“ความรู้และประสบการณ์คือสิ่งที่คุณแม่ให้ปิ๊งมาโดยตลอด เป็นสิ่งมีค่าในชีวิตมากๆ  ปิ๊งเริ่มเรียนสเกต แม่ก็บอกนะคะรองเท้าใส่เล่นกีฬายี่ห้อดีๆ แพงมาก อยากได้ลูกเก็บสตางค์ซื้อเองด้วยไม่ใช่ให้แม่ออกให้ทั้งหมด ปิ๊งเก็บได้ 9,000 กว่าบาทค่ะ รองเท้าคู่ละเกือบ 4 หมื่นบาท ไม่รวมราคาชุดอีก 1 หมื่นกว่าบาท แม่ก็ซื้อให้ปิ๊งทั้งหมดนะคะ

“การที่เรามีกันสองคนไม่ใช่ครอบครัวร่ำรวย แต่แม่ก็ส่งให้ปิ๊งมาถึงได้ในจุดนี้ แล้วแม่ก็สอนในเรื่องการทำเพื่อสังคมจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ปิ๊งอยากประกวดนางงามด้วยค่ะ เพราะถ้าปิ๊งมีตำแหน่ง เราก็จะเป็นกระบอกเสียงได้ในเรื่องนี้

“ลานสเกตเดอะริงค์ที่ปิ๊งเป็นโค้ช กลุ่มลูกศิษย์กลุ่มใหญ่คือ เด็กๆ หลายคนเป็นเด็กต่างจังหวัดที่ไม่มีทุนทรัพย์ แต่เมื่อได้ลองเล่นก็ชอบอยากเป็นนักกีฬาชนิดนี้ มีคนเล่นเก่งมากมีพรสวรรค์ที่ควรสนับสนุนเขาเลยค่ะ แต่ครอบครัวไม่สามารถซื้ออุปกรณ์ราคาแพงให้ลูกได้ ซึ่งถ้าปิ๊งมีตำแหน่งมีชื่อเสียงก็จะเป็นอีกช่องทางที่ช่วยสร้างโอกาสให้พวกเขาได้นะคะ

“ทัศนคติเหล่านี้คือทุกอย่างที่แม่ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ เลยค่ะ ตั้งแต่การเล่นกีฬา การทำเพื่อสังคม ล่าสุดเรื่องการประกวดนางงามแม่ก็ไม่เคยกดดัน แม่ไม่ตั้งความหวังไว้สูงสุด แม่จะบอกเสมอค่ะว่าทุกๆ การกระทำและความฝันทุกอย่างในโลกใบนี้ มีทั้งเราสามารถทำได้ และทำไม่ได้ แล้วถ้าผลลัพธ์คือไม่สมหวังแต่ถ้าลูกต้องการทำให้สำเร็จ ก็จงทำต่อไปให้เต็มที่ที่สุดค่ะ”

โค้ชปิ๊ง บอกว่าการได้ทำอะไรใหม่ๆ ก็ได้รู้ว่าการแข่งขันในบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องดุเดือด เอาชนะกันอย่างเดียว มิตรภาพจากการแข่งขันเกิดขึ้นได้เสมอเช่นในการประกวดที่ผ่านมา สิ่งที่ได้กลับมามากที่สุดก็คือคำว่ามิตรภาพนั่นเอง เป็นประสบการณ์ใหม่การประกวดเวทีแรกที่น่าตื่นเต้นไปทุกๆ เรื่อง และทุกๆ ก้าวก็มีแม่อยู่เบื้องหลังไม่เคยห่าง