นภัสนันท์ พันพึ่ง ไอทีสำคัญต่องานพีอาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503023

นภัสนันท์ พันพึ่ง ไอทีสำคัญต่องานพีอาร์

โดย…ภาดนุ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

แก๊ก-นภัสนันท์ พันพึ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริปเปิล เอท ไอเดียส์ คือผู้บริหารสาวเก่งมากความสามารถในแวดวงพีอาร์แถวหน้าของเมืองไทย แน่นอนว่าคนยุคนี้กับการใช้ไอทีแกดเจ็ตเป็นของคู่กัน สำหรับเธอคนนี้ล่ะ ไอทีมีความสำคัญอย่างไรบ้าง

“แก๊กเปิดบริษัทพีอาร์ คอยให้คำปรึกษาทางด้านการประชาสัมพันธ์ให้กับลูกค้าและองค์กรต่างๆ ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่มาได้ 10 ปีแล้ว หลักๆ แล้วเราจะรับทำการสื่อสารแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการวางกลยุทธ์ ทำข่าวพีอาร์ งานอีเวนต์เปิดตัวสินค้า หรือแนะนำลูกค้าในการซื้อโฆษณาลงสื่อต่างๆ ก็ทำได้หมด

เราเป็นบริษัทขนาดกลาง มีพนักงานทั้งหมด 10 กว่าคน จากเดิมแก๊กเคยทำงานด้านพีอาร์และมาร์เก็ตติ้งให้กับโรงแรมมาก่อน จึงเห็นช่องทางว่าเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา มีบูทีกโฮเต็ลเกิดขึ้นเยอะมาก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะไม่มีพีอาร์อินเฮาส์ โรงแรมเหล่านี้จึงมาจ้างพีอาร์เอเยนซี เพราะสะดวกกว่า จึงเป็นโอกาสให้เราเปิดบริษัทและนำเสนอการทำพีอาร์ให้บูทีกโฮเต็ลเหล่านี้มาตั้งแต่แรกๆ กระทั่งต่อยอดมาสู่การรับงานพีอาร์แบบครบวงจรทุกสายงานอย่างในปัจจุบันนี้ค่ะ”

ด้วยความเป็นเวิร์กกิ้งวูแมนที่ต้องทำงานทุกวัน ดังนั้นไอทีแกดเจ็ตประจำตัวที่จะขาดไม่ได้ก็คือ สมาร์ทโฟนและแล็ปท็อป เรียกว่าเป็นสองไอเท็มหลักที่ต้องอยู่ข้างกายเธอตลอดแทบจะ 24 ชั่วโมง

“เวลาที่แก๊กไปประชุมงานกับลูกค้า ก็จะต้องมีแล็ปท็อปตัวเก่งเครื่องนี้ไปด้วย เมื่อก่อนเคยลองใช้แท็บเล็ตนะ แต่รู้สึกว่าไม่ถนัด เพราะเวลาพิมพ์ข้อความมันไม่สะดวกเท่าการใช้แล็ปท็อป ที่สำคัญแล็ปท็อปที่แก๊กใช้นั้นจะต้องน้ำหนักเบาด้วย ก็เลยเลือก HP หน้าจอ 13 นิ้ว เพราะน้ำหนักแค่ 1.2 กก.เท่านั้น จึงสามารถนำติดตัวไปได้ทุกที่

สำหรับสมาร์ทโฟนนั้น แก๊กเชื่อว่าคนยุคนี้ขาดไม่ได้เลย เพราะถ้าขาดไปการติดต่อต่างๆ การสนทนา การส่งข้อมูลทางไลน์ในวันนั้นก็จะหายไปเลย แก๊กเลือกซัมซุงโน้ต 5 ที่จริงใช้มาตั้งแต่โน้ต 3 และ 4 แล้ว ข้อดีคือไม่ต้องพกสมุดเพื่อจดโน้ตหลายเล่ม เพราะมือถือรุ่นนี้สามารถใช้ปากกาที่ติดมากับเครื่อง จดโน้ตเกี่ยวกับงานแล้วเซฟไฟล์ลงเครื่องได้เลย เรื่องถ่ายรูปนี่ยิ่งหายห่วง ซึ่งมันสะดวกกว่าพกสมุดโน้ต เพราะในหนึ่งวันเราต้องประชุมกับลูกค้าหลายราย มือถือรุ่นนี้จึงตอบโจทย์ได้ดี

อย่างที่รู้ว่าการเป็นพีอาร์เอเยนซีในยุคดิจิทัล เราต้องรู้เท่าทันทุกข่าวทุกความเคลื่อนไหวของลูกค้า แก๊กจึงใช้บริการโปรแกรม Tap Social Media Monitoring หรือเครื่องมือที่ช่วยดักจับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของงานพีอาร์เลยก็ว่าได้ เพราะข้อมูลที่รวดเร็วและถูกต้อง จะช่วยให้เราวิเคราะห์คู่แข่งหรือแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี

ปัจจุบันแก๊กใช้บริการของโปรแกรมชื่อ ‘โธธ โซเชียล’ ซึ่งเป็นบริษัทของคนไทยนี่แหละ เขาก็จะส่งรายงานมาทางอีเมลให้เราทุกวัน หากมีคอมเมนต์หรือคอมเพลนจากลูกค้าเกี่ยวกับตัวสินค้าหรือบริการ เราก็จะรีบแจ้งต่อแบรนด์สินค้าที่เราเป็นพีอาร์ให้ได้อย่างรวดเร็ว จึงถือว่าโปรแกรมนี้ช่วยงานเราได้เยอะมากๆ”

สาวเก่งทิ้งท้ายว่า การได้รับข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วฉับไวโดยใช้ไอทีแกดเจ็ต มีความจำเป็นต่องานพีอาร์อย่างมาก เพราะในยุคนี้มีคู่แข่งมากมาย หากใครมีข้อมูลข่าวสารที่แม่นยำและรวดเร็วกว่า ก็ย่อมเป็นผลดีต่องานพีอาร์อย่างแน่นอน

 

ตามส่องนักแข่งดาวรุ่ง แวดวงสนามแข่งรถไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502967

ตามส่องนักแข่งดาวรุ่ง แวดวงสนามแข่งรถไทย

เรื่อง ภาดนุ

ในงานแข่งรถ Thailand Super Series 2017 หรือบางแสน กรังด์ปรีซ์ ครั้งที่ 11 ซึ่งจัดขึ้นที่สนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต จ.ชลบุรี มีนักแข่งรถหนุ่มสาวดาวรุ่งที่น่าจับตามอง ซึ่งแต่ละคนเคยคว้ารางวัลจากสนามแข่งมาแล้วหลายรายการ ลองไปทำความรู้จักกับพวกเขากันดีกว่า

บูม-กันตธีร์ กุศิริ หนุ่มหล่อเข้ม (วัย 24 ปี) จากสังกัด Liqui Moly Team Engstler คือนักแข่งรถรุ่นใหม่ที่มีอนาคตของเมืองไทย

“ผมหัดขับรถแข่งมาตั้งแต่อายุ 11 ปี โดยเริ่มจากขับโกคาร์ตกับพี่ชาย (แบงก์-กันตศักดิ์ กุศิริ) คือเราสองพี่น้องโตมากับสนามแข่งรถ เพราะพ่อแม่ทำงานที่นั่น ผมก็เลยชอบมาตั้งแต่เด็ก เมื่อมีรุ่นพี่มาซ้อม ผมก็มักจะลงไปหัดขับกับเขาที่สนามพีระเซอร์กิต พัทยาอยู่เสมอ

พออายุ 15 ปีก็ลงแข่งครั้งแรกที่สนามพีระเซอร์กิตนี่แหละ เป็นการแข่งของนักขับมือใหม่ ตอนนั้นผมได้ที่ 5 ก็ยังไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นนักแข่งรถนะ มาเริ่มจริงจังก็ตอนอายุ 17 ปี ขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย หลังเลิกเรียนผมมักจะมาซ้อมขับรถอย่างต่อเนื่องและเริ่มที่จะลงแข่งบ้าง”

แบงก์-กันตศักดิ์ กุศิริ

บูมบอกว่า เขาลงแข่งมาหลายสนาม โดยรายการแรกคือ “แจ๊ซ วัน เมก เรซ” แล้วจึงขยับมาในรุ่น 1,500 ซีซี 1,600 ซีซี และ 2,000 ซีซี รายการใหญ่ๆ ที่เคยแข่งมาก็คือ ซูเปอร์คาร์ ส่วนรายการที่ใช้ความเร็วมากที่สุดก็คือ ฟอร์มูลา 3

“เรื่องที่ผมรู้สึกภูมิใจที่สุดก็คือ การได้ไปลงแข่งรถ ฟอร์มูลา 3 ที่ประเทศเบลเยียม ในรายการ ‘ยูโร ฟอร์มูลา โอเพ่น’ ตอนนั้นผมสมัครในฐานะมือใหม่ แต่ก็คว้าอันดับ 3 กลับมาได้ จึงรู้สึกภูมิใจมาก ที่ผ่านมาผมเคยลงแข่งในสนามแข่งรถฟอร์มูลา 3 ในยุโรปมาหลายรายการ มีครั้งนึงที่ผมได้อันดับที่ 5 ในการแข่งขันรถฟอร์มูลา 3 ที่อังกฤษ ครั้งนี้ก็รู้สึกภูมิใจที่ตัวเองอายุแค่ 23 ปี แต่ก็ติดอันดับกับเขาได้

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าการแข่งรถนี่ปลอดภัยนะ ด้วยความแข็งแรงของตัวรถ อุปกรณ์ป้องกัน และกฎกติกา ถ้าเราขับโดยใช้ความเร็วอยู่ในลิมิตก็น่าจะปลอดภัย การเหยียบคันเร่งด้วยความเร็วเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์จริงในตอนนั้นที่คนขับจะต้องเจอ ซึ่งเขาจะรู้ว่าควรแก้ไขสถานการณ์อย่างไร ในสนามแข่งจะมีกฎกติกาบังคับอยู่แล้ว ถ้าเราไม่ทำอะไรที่เกินลิมิตก็ไม่น่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้”

แบงก์-กันตศักดิ์ กุศิริ

สนามที่บูมแข่งอยู่ตอนนี้ก็คือ TCR Asia และ Thailand Super Series ซึ่งใช้ซูเปอร์คาร์ในการแข่ง ที่ผ่านมาเขาสามารถคว้าแชมป์ Thailand Super Series 2015 รุ่น Super 2000 มาครองได้สำเร็จ เพราะเก็บคะแนนสะสมได้สูงสุด

“ในอนาคตผมตั้งเป้าไว้ว่า อยากลงแข่งในรายการที่อินเตอร์มากขึ้น เช่น การแข่งรถรุ่น GT ที่สนามแข่งในยุโรปซึ่งใช้รถซูเปอร์คาร์แข่ง ทุกวันนี้ผมก็พยายามพัฒนาฝีมือขึ้นเรื่อยๆ เพราะรุ่นจีทีจะใช้ความเร็วมากกว่าฟอร์มูลา 3 แถมนักแข่งก็จะเก่งกว่า มันจึงท้าทายมากๆ อย่างล่าสุดที่สนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต ครั้งนี้ผมลงแข่งในรุ่น GTM โดยใช้รถปอร์เช่ ซึ่งก็สามารถคว้าแชมป์รุ่นนี้มาได้ด้วยครับ”…ติดตามได้ที่ FB : Boom Kantadhee Kusiri

ด้าน ท็อป-ธนาตย์ เสถียรถิระกุล หนุ่มตี๋น่ารัก (วัย 24 ปี) ทายาทอดีตนักแข่งรถของไทย มงคล เสถียรถิระกุล เป็นอีกหนุ่มที่รักการแข่งรถเป็นชีวิตจิตใจ

“ผมเริ่มหัดขับรถแข่งตั้งแต่อายุ 9 ขวบเพราะมีคุณพ่อและพี่ชาย (มั่นคง เสถียรถิระกุล) เป็นนักแข่งรถมาก่อน ผมเริ่มจากฝึกขับโกคาร์ต ตามด้วยฟอร์มูลา 3 อยู่ 4 ปี มาปีนี้ก็เริ่มขับซูเปอร์คาร์ ซึ่งรถที่ผมใช้ก็คือปอร์เช่ สำหรับสนามที่ผมเคยลงแข่งครั้งแรกก็คือสนามที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจะมีนักแข่งเก่งๆ จากทั่วโลกมาลงแข่งเยอะมาก

ท็อป-ธนาตย์ เสถียรถิระกุล

ตอนนั้นผมขับรถรุ่น เรโนลต์ อาร์เอส 01 พอแข่งไปผมเก็บคะแนนได้ดีพอสมควร เมื่อจบการแข่งขันก็ได้อันดับที่ 4 คือผมจะแข่งที่ต่างประเทศซะส่วนใหญ่ เพิ่งกลับมาลงแข่งที่เมืองไทยในปีนี้ โดยลงแข่งในรายการ Porsche Carrera Cup Asia 2017 ซึ่งก็ได้อันดับที่ 5 ส่วนในปี 2516 ที่ผ่านมาผมได้อันดับที่ 2 ในรายการ LMP3 Asian Le Mans จากสนามแข่งรถบุรีรัมย์มาด้วย”

ท็อปบอกว่า การจะเป็นนักแข่งรถที่ดีจะต้องมีระเบียบวินัย เพราะหากไม่มีคุณสมบัติข้อนี้อยู่ในตัว ก็อาจจะยากที่จะสามารถขับชนะนักแข่งรถระดับอินเตอร์ได้ เพราะพวกนี้ฝีมือขั้นเทพมากๆ

“สำหรับผมในการลงแข่งแต่ละรายการก็มีโอกาสฝึกซ้อมไม่เยอะนัก เพราะแต่ละครั้งต้องเสียเงินค่อนข้างแพง ก่อนลงแข่งผมจะฝึกซ้อมแค่ 2 ครั้ง อย่างที่รู้กันดี ว่าการแข่งรถเป็นกีฬาที่ใช้ความเร็ว จึงอาจเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อถ้าเราประมาท ดังนั้นตอนลงแข่งทุกครั้ง ‘สติ’ และ ‘สมาธิ’ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่นักแข่งทุกคนจะต้องมี

ความหวังในการเป็นนักแข่งรถอาชีพของผมก็คือ อยากมีโอกาสได้ร่วมแข่งขันในรายการ Le Mans แบบ 24 ชั่วโมง ซึ่งจัดขึ้นที่ฝรั่งเศสแค่ปีละครั้งเท่านั้น ส่วนในอนาคตผมก็คงลงแข่งในรายการต่างๆ ที่สามารถลงได้ไปเรื่อยๆ ตอนนี้ยังไม่คิดไปไกลมากนัก ขอทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็พอ”…ติดตามที่ FB : tanartstofficial และไอจี : tanartst

ปิดท้ายด้วยนักแข่งสาว (วัย 24 ปี) แคท-ณัฐนิช ลีวัฒนาวรากุล จากสังกัด Morin Racing Team …”แคทเรียนจบปริญญาตรี สาขาการสื่อสารเพื่อการจัดการนวัตกรรม จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เดิมทีแคทชอบเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมอยู่แล้ว พอคุณพ่อชวนไปขับรถโกคาร์ตก็เลยชอบ ประกอบกับน้องชายลงแข่งรถด้วย แคทก็เลยบอกคุณพ่อว่าอยากลงแข่งบ้าง

แคท-ณัฐนิช ลีวัฒนาวรากุล

แคทลงแข่งครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี ในรายการ “โตโยต้า วัน เมก เรซ” แล้วได้รางวัลที่ 4 จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ชอบการแข่งรถตั้งแต่นั้น หลังจากลงแข่งสนามแรก แคทก็ซ้อมที่สนามพีระเซอร์กิตมาเรื่อยๆ ในระยะหลังก็มีไปซ้อมที่สนามบุรีรัมย์ด้วย เพราะได้ไปดูการแข่งขันที่นั่นด้วย”

แคทบอกว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเธอได้รับคำแนะนำจากพี่ๆ นักแข่งรถมากมาย ทำให้ได้เรียนรู้เทคนิคและได้รับการสอนจากพี่ๆ ใน RMI Racing Team ทำให้ฝีมือพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

“ปัจจุบันนี้แคทช่วยที่บ้านดูแลกิจการผลิตอะไหล่มอเตอร์ไซค์ พร้อมทั้งฝึกซ้อมและลงแข่งรถมาได้ 4 ปีแล้ว ที่แคทชอบกีฬาแข่งรถเพราะรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ ท้าทาย เวลาขับรถแล้วทำให้มีสมาธิมากขึ้น นิ่งขึ้น เพราะต้องโฟกัสอยู่กับการขับเท่านั้น แม้จะยังชอบกีฬาอื่นๆ อยู่ด้วย แต่การแข่งรถก็ทำให้แคทประสบความสำเร็จมากที่สุดแล้วค่ะ”

ที่ผ่านมา เธอสามารถคว้าแชมป์ Vios Lady Cup 2014 แชมป์ Honda One Make Race 2015 แชมป์ Thailand Super Series 2015 รุ่น Super Production Class C แชมป์ RAAT Endurance 6 Hours-Division 1 ที่สนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต และล่าสุดอันดับที่ 3 จากรายการ Thailand Super Series 2017 ประเภท TCR Thailand รุ่น Amateur

“สำหรับการซ้อมแคทจะซ้อมก่อนแข่ง 1-2 วัน เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ตอนนี้ก็เริ่มมีสปอนเซอร์จากทีมโมริน เรซซิ่ง ที่แคทสังกัด และทีมสิงห์เข้ามาบ้างแล้ว ที่ผ่านมาสนามแข่งที่รู้สึกประทับใจก็คือ ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรี่ส์ 2015 ซึ่งเก็บคะแนนรวมทั้ง 4 สนาม แล้วคะแนนอยู่ในอันดับที่ 1 ทำให้คว้าแชมป์ประจำปีมาได้ ความฝันของแคทคือการ ได้ไปแข่งในรายการ TCR Asia ซึ่งแคทเชื่อว่าจะทำให้สามารถฝึกปรือฝีมือตัวเองให้เก่งขึ้นได้”…ติดตามที่ ไอจี : katkatttt และ FB : Morin Racing Team n

 

คราฟต์เทรนด์ 2018 ปีแห่งการหลอมรวมและวิถีแห่งความสงบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502780

คราฟต์เทรนด์ 2018 ปีแห่งการหลอมรวมและวิถีแห่งความสงบ

เรื่อง โยธิน อยู่จงดีภาพ SACICT

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กระแสของงานหัตถศิลป์หรืองานคราฟต์ เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีเท่านั้นที่เข้ามามีบทบาทในชีวิต แต่ความเรียบง่ายในการใช้ชีวิตก็เริ่มเป็นสิ่งที่ผู้คนถวิลหาด้วยเช่นกัน แนวความคิดเหล่านี้ชัดเจนมากขึ้นในงานเสวนา เปิดตัวหนังสือ “SACICT Craft Trend 2018” ที่จัดโดยศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ และอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง

เทรนด์แห่งการหลอมรวม

ในระหว่างเวลาที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับเทคโนโลยีจนทำให้ความสนใจในงานหัตถกรรมถูกละเลยไปชั่วขณะ ด้วยองค์ความรู้ด้านหัตถกรรมนั้นมักถูกสืบทอดเฉพาะคนภายในท้องถิ่นหรือถ่ายทอดกันในเฉพาะครอบครัว ยิ่งทำให้ความรู้อันมีค่าเหล่านี้ถูกกลบลบเลือนไปตามเวลา จนกระทั่งการมาของโซเชียลมีเดียที่เข้ามาปลุกกระแสงานหัตถกรรมให้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

เจรมัย พิทักษ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง บอกกับเราว่า ในการมองประเด็นเรื่องเทรนด์ไหนที่กำลังมาแรงในปีหน้า ต้องมองว่าเทรนด์ปัจจุบันคืออะไรและอะไรที่เริ่มเข้ามา

“สิ่งที่เรากำลังจะบอกว่าเป็นเทรนด์อาจจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่สิ่งที่เรากำลังศึกษาอยู่เราพบว่าเทรนด์ที่อาจจะเกิดขึ้นในปีหน้านั้นจะเป็นเทรนด์ที่มีการผสมผสานระหว่างองค์ความรู้งานหัตถกรรมหลายๆ แขนง จะมีการศึกษากระบวนการผลิตงานหัตถกรรมโบราณและนำวิธีการเหล่านั้นมาสร้างสรรค์ผลงานใหม่โดยใช้วิธีการดั้งเดิม

ยกตัวอย่างเช่น ผลงานที่ประกวดชนะเลิศในโครงการ ‘Innovative Craft Award 2017’ ปีนี้ คือผลงาน ‘บัว’ (Bua) ออกแบบโดย เฉลิมเกียรติ สมดุลยาวาทย์ และกวิสรา อนันต์ศฤงคาร เขาสนใจเรื่องของการทำบาตรของชุมชนบ้านบาตร ชุมชนที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำบาตรพระ ไปเรียนรู้และศึกษากระบวนการทำบาตรแล้วเขาก็พบว่า บาตรพระที่เราเห็นเหมือนจะเรียบง่ายแต่ที่จริงแล้วทำจากชิ้นส่วนเหล็กต่างๆ เอามาเชื่อมกันด้วยความร้อนและตีจนขึ้นรูปเป็นบาตรพระ แล้วก็ทาสีดำ เขาก็คิดว่าเทคนิคการเชื่อมแผ่นเหล็กเหล่านี้สามารถนำไปใช้กับการผลิตสินค้าหัตถกรรมแบบอื่นได้จึงนำเทคนิคมาตีโจทย์สร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ออกมา ให้เห็น สีเนื้อและร่องรอยในขั้นตอนการผลิตให้ดูเป็นธรรมชาติของเหล็กเอาไว้

ผมไม่ได้ต้องการจะบอกว่างานเหล็กในปีหน้าจะเป็นงานที่มาแรง แต่ผมกำลังจะบอกว่าในปีหน้าอาจจะไม่ได้มีงานหัตถกรรมแขนงใดแขนงหนึ่งที่มาแรง แต่จะเป็นปีที่สนใจงานหัตถกรรมจะเริ่มค้นหามีความรู้ใหม่ๆ เข้ามาเติมเต็มในการสร้างสรรค์ผลงานมากขึ้น การกลับไปหารูปแบบการผลิตในแบบเก่าๆ ที่เขาไม่เคยเรียนรู้มาก่อนว่ามีขั้นตอนการผลิตอย่างไร ก็จะนำขั้นตอนการผลิตเรานั้นเข้ามาร่วมกันผสมผสาน เพื่อสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ออกมา ซึ่งในปีหน้าเราอาจจะได้เห็นงานผ้ากับงานเซรามิก หรือการหลอมรวมของผลงานต่างวัสดุ เช่น งานเหล็กแต่นำมาทำแบบงานจักสานเป็นผลงานใหม่ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน มีความเป็นสากลมากขึ้น มีเรื่องราวที่สามารถดึงดูดใจให้คนมาซื้อผลงานนั้นได้”

นอกจากนี้ ไม่ได้มีเพียงการค้นหาเทคนิคโบราณหรือการเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ มาสร้างผลงานเท่านั้น ในปีหน้าเราอาจจะได้เห็นผลงานหัตถกรรมที่หลอมรวมแนวคิดและเทคนิคระหว่างชนชาติให้กลายเป็นผลงานในระดับสากลโลกอีกด้วย

เจรมัย อธิบายต่อว่า นอกจากเรื่องการหาองค์ความรู้ใหม่ๆ แล้ว พลังของการใช้สื่อโซเชียลมีเดียก็มีส่วนสำคัญในการพัฒนาด้วยเช่นกัน ในช่วงประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว ดีไซเนอร์เริ่มลงไปหาช่างเพื่อเรียนรู้และพูดคุย ให้ช่างผลิตผลงานออกมาให้ได้ตามที่ต้องการ แต่ในเวลานี้ทั้งช่างและดีไซเนอร์ต่างเข้าใจกันมากขึ้น ดีไซเนอร์เริ่มเข้าใจในเรื่องราวและกระบวนการผลิต ช่างเองก็รู้จักที่จะเล่าเรื่องราวของสินค้ามากขึ้น รู้จักการทำการตลาดมากขึ้น หากไม่รู้จักการเล่าที่ดี แก้ว 2 ใบที่ผลิตด้วยกรรมวิธีที่แตกต่างกัน คนก็จะตีความเป็นแค่แก้วน้ำที่ใช้ดื่มได้เหมือนๆ กัน แต่เรื่องราวความเป็นมาจะเป็นตัวสร้างความแตกต่างและมูลค่าที่ชัดเจน

“ยิ่งเมื่อการติดต่อสื่อสารทำได้รวดเร็วโดยไม่ต้องสนใจเรื่องระยะทางก็จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนความรู้โดยไม่จำกัดระยะทางและเชื้อชาติ คนที่ชอบงานฝีมือที่เมืองไทยสามารถที่จะทำงานกับดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่น โดยที่ไม่เคยตรวจเจอตัวจริงมาก่อนก็ได้ หรือคนที่ทำงานจักสานในเมืองไทย จะมีฝ่ายจัดซื้อจากฝรั่งเศสเห็นผลงาน แล้วติดต่อเอาไปขายที่ประเทศอิตาลี หรือประเทศสวีเดนก็เป็นไปได้

ดังนั้น ในปีหน้า หรือภายในปลายปีนี้เราอาจจะได้เห็นงานหัตถกรรมที่ออกมามีรูปแบบผสมผสาน ไม่ได้สะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งเหมือนสมัยก่อน จะดูออกไปทางมั่วๆ นิดนึง มีความฟิวชั่นอยู่หน่อย ทำให้เราจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่จะมีเอกลักษณ์และรูปลักษณ์ที่สวยงามและมีความสากล จนไม่สามารถแบ่งออกได้ว่าเป็นผลงานศิลปะของชาติใดกันแน่

อาจจะมีความเป็นญี่ปุ่นผสมผสานกับศิลปะของคนไทย หรืออาจจะมีความเป็นไทยผสมผสานกับสายหัถตกรรมของฝรั่งเศสก็มีความเป็นไปได้ทั้งนั้นในปีหน้า ที่เอกลักษณ์ความเป็นท้องถิ่นจะถูกหลอมรวม จนกลายเป็นเอกลักษณ์ใหม่ขึ้นมา”

สร้างเอกลักษณ์ในสินค้าอุตสาหกรรม

งานคราฟต์เป็นเรื่องสนุก แม้แต่คนเรียนจบบัญชีที่ใฝ่ฝันจะสนุกกับการทำงานคราฟต์ ก็สามารถหาข้อมูลและเริ่มต้นทำงานฝีมือที่ตนสนใจได้อย่างเต็มที่ ซึ่งไม่เพียงแต่จะดีต่อใจคนทำ ยังดีต่อใจของลูกค้าที่ต้องการเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกด้วย ซึ่งนำมาด้วยคำว่า แมส เอ็กซ์ คลูซิวิตี้ “Mass x Clusivity” การผสมผสานร่วมกันระหว่างสินค้าอุตสาหกรรมและงานหัตถกรรม เพื่อสร้างสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสำหรับลูกค้าขึ้นมา

แสงระวี สิงหวิบูลย์ ผู้จัดการสายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์และศักยภาพ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ขยายความว่า คำว่า แมส เอ็กซ์ คลูซิวิตี้ เป็นคำที่ฟังยาก เป็นความขัดแย้งระหว่างคำสองคำก็คือแมส (Mass) หมายถึงสินค้าในระบบอุตสาหกรรม กับ เอ็กซ์คลูซีฟ (Exclusive) ที่หมายถึงสินค้าที่เฉพาะตัวมีความพิเศษไม่เหมือนใคร

“เพราะว่าคนมักจะชอบอะไรที่เป็นของชิ้นเดียวในโลก ของที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีฉันเพียงคนเดียวที่มี เพราะฉะนั้นจึงเกิดความต้องการสินค้าที่ผลิตแบบโรงงาน แต่ยังต้องการความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น จักรยาน วัสดุส่วนใหญ่ผลิตด้วยระบบโรงงาน แต่อาจจะมีชิ้นส่วนแฮนด์ อาน เบาะ หรือส่วนประกอบตัวถังบางส่วนทำจากงานหัตถกรรม หรือตลับแป้งเครื่องสำอาง ทำจากโรงงานแต่ตัวตลับใส่เป็นไม้ฝังเครื่องมุก เป็นต้น อาจจะมีชิ้นส่วนจากโรงงาน 80% ที่เหลือจะเป็นงานหัตถกรรมที่สร้างความแตกต่างจากสินค้าชิ้นอื่นๆ ที่ผลิตจากโรงงานเดียวกันตามความต้องการของลูกค้า

ทำให้งานหัตถกรรมในอนาคตจะเป็นตัวสร้างคุณค่าให้กับสินค้าในระบบอุตสาหกรรม เพราะงานหัตถกรรมคือ พื้นฐานของการสร้างนวัตกรรม สิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนสร้างจากงานหัตถกรรมมาก่อน ยิ่งในปัจจุบันทั้งดีไซเนอร์ ผู้ผลิต และผู้ซื้อสามารถเจอกันได้ในโซเชียลมีเดีย สามารถสั่งซื้อกันได้ผ่านระบบออนไลน์ สามารถแลกเปลี่ยนความรู้ ติดตามผลงาน ติดตามความคืบหน้าผ่านวิดีโอคอล คลิกแล้วสั่งทำสั่งซื้อได้เลยโดยไม่ต้องรอรอบผลิตจากโรงงานเหมือนแต่ก่อน ทุกคนเชื่อมต่อถึงกัน ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากยิ่งทำให้สินค้าหัตถกรรมที่ช่วยในการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวกลายเป็นที่ต้องการมากขึ้น”

หัตถกรรมนำความสงบแก่ชีวิต

แสงระวี ยังเสริมต่ออีกว่าเทรนด์ที่เชื่อว่าจะมาในปีหน้านอกจากการหลอมรวมขององค์ความรู้ในงานหัตถกรรมแล้ว คนจะสนใจงานหัตถกรรมเพราะถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้เรามีสมาธิ สติ และความสงบในชีวิต กลับมาจากโลกดิจิทัลแสนวุ่นวาย

“ปัจจุบันเราอยู่กับความรวดเร็ว อยู่กับข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลเข้ามาเร็ว การงานมีความตึงเครียดมากขึ้นทำให้เกิดการโอเวอร์โหลดขึ้น เมื่อไหร่ที่มนุษย์รู้สึกว่าชีวิตนี้วุ่นวายมากเกินไป เมื่อนั้นมนุษย์จะกลับเข้าสู่ความเรียบง่าย งานหัตถกรรมเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความสงบนิ่งทางจิตใจ โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นงานชนิดใด

บางคนใช้งานหัตถกรรม เช่น การปักผ้าเพื่อทำให้เกิดความสงบเพื่อทำให้เกิดสมาธิและมีสติในการทำงานมากขึ้นเหมือนกับว่าในคนรุ่นใหม่ปี 2018 จะเริ่มใช้งานเข้ามามีส่วนช่วยในการสร้างสมาธิเป็นงานอดิเรกทำให้เกิดความสงบ หลีกลี้หนีจากความวุ่นวายต่างๆ ทั้งปวง แต่ก่อนเราอาจจะคิดว่างานหัตถกรรมเป็นงานของคนแก่ที่ต้องมานั่งถักโครเชต์ มานั่งทำงานฝีมือ แต่ที่ประเทศอังกฤษและประเทศในเครือสหราชอาณาจักร เราจะเห็นวัยรุ่นเริ่มให้ความสนใจในเรื่องของงานหัตถกรรม เช่น การถักโครเชต์ และการทำงานฝีมือต่างๆ มากขึ้น เพราะว่าเขาเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตดิจิทัลที่มีแต่ความวุ่นวาย การทำงานฝีมือช่วยสร้างสมาธิ และความสงบนิ่งกลับมา”

เจรมัย ทิ้งท้ายประเด็นนี้ในมุมมองของนักออกแบบต่อว่า เมื่อคนเราอยากได้สติ อยากได้สมาธิ ความสงบ ความเงียบกลับเข้ามาในชีวิต ผ่านข้าวของเครื่องใช้ที่มีอยู่รอบตัว ดีไซเนอร์จะต้องเป็นผู้ค้นหาว่า แล้วสิ่งของที่ทำให้เรารู้สึกถึงความเงียบคืออะไร

“ผิวสัมผัสของคําว่าสติคืออะไร รูปร่างของคำว่าสงบคืออะไร แล้วนำมาใช้ในการออกแบบ ของสิ่งนั้นอาจจะนำพาเราไปสู่ความสงบ หรือนำพาความสงบ และความเรียบง่ายกลับมาสู่ชีวิต

ตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าสี ผิวสัมผัส และ รูปร่างของความเงียบสงบ คืออะไร ซึ่งก็จะเป็นหน้าที่ของเหล่าดีไซเนอร์ต้องค้นหาและตีโจทย์เหล่านี้ออกมาเป็น ผลงานใหม่ๆ เชื่อว่าปลายปีนี้ถึงปีหน้าจะได้เห็นผลงานที่ทำให้เราเข้าถึงความสงบ สติ และสมาธิ ดึงเราให้หลุดจากโลกดิจิทัลมากขึ้นอย่างแน่นอน” n

 

7 เคล็ดไม่ลับวางแผนเดินทางทำงานในต่างถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2560 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502350

7 เคล็ดไม่ลับวางแผนเดินทางทำงานในต่างถิ่น

เรื่อง โยโมทาโร่ ภาพ เอเอฟพี

การทำงานในบางสายงานมีความจำเป็นต้องออกเดินทางอยู่บ่อยครั้ง บางคนก็แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีเวลาได้พักอยู่บ้านกันเลยทีเดียว ซึ่งการทำงานที่ต้องเดินทางสำรวจพื้นที่หรือออกพบลูกค้าในต่างถิ่นต่างแดนนั้นก็จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวที่ดีเพื่อให้การทำงานสำเร็จลุล่วง และในขณะเดียวกันคุณเองก็จะได้ไม่ล้าจากการเดินทางมากนัก

1.รู้เป้าหมายตัวเอง

การวางแผนเดินทาง ขั้นแรกคือรู้แน่ชัดว่าต้องการอะไรจากการเดินทางในครั้งนั้น คุณอยากจะไปถึงสถานที่เพื่อทำงานอย่างเดียว หรือมีแผนการทำงานอื่นแทรกซ้อนอยู่ในโปรแกรมหรือไม่ บางครั้งเราก็อาจจะแทรกโปรแกรมส่วนตัวเวลาพักหลังเลิกงานไปด้วยก็ไม่มีใครว่าอะไรขอให้ทำงานบรรลุเป้าหมายก็พอ

2.วางแผนเวลาให้สอดคล้องกับเป้าหมายเหล่านั้น

หากการเดินทางในทริปนั้นคุณดูแล้วต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเสร็จ ตั้งแต่เตรียมงานไปจนถึงเก็บงานให้เรียบร้อย การคำนวณเรื่องเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญ คุณควรเผื่อการเดินทางไว้ล่วนหน้า 1 วัน ไม่ใช่การเดินทางเช้าเพื่อพบลูกค้าตอนบ่าย อาจเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น ไฟลต์เที่ยวบินเลื่อนจากสภาพอากาศ หรือเหตุฉุกเฉินอื่นๆ อย่างไม่คาดคิด และควรเผื่อเวลาก่อนกลับอีกอย่างน้อย 1 วัน หากงานไม่เสร็จตามกำหนดที่วางไว้ นั่นหมายความว่าหากคุณมีนัด 2 สถานที่จะต้องเผื่อช่องว่างระหว่าง 2 งานนี้ ด้วยเวลา 1 วันเสมอ ซึ่งจะช่วยทำให้คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานต่อไปได้อีกด้วย

3.ศึกษาข้อมูลก่อนไป

ก่อนเดินทางหาหนังสือท่องเที่ยวสักเล่ม 2 เล่ม มาอ่านเกี่ยวกับวัฒนธรรมประวัติศาสตร์และสิ่งที่น่าสนใจของจุดหมายที่คุณจะไป ลองเข้าไปค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต อ่านหนังสือพิมพ์หรือวารสารของท้องถิ่น จากทางอินเทอร์เน็ตยิ่งรู้มากเท่าไหร่ก็ช่วยให้คุณทราบซึ้งกับสถานที่ได้มากขึ้น ช่วยให้เราเข้าใจสิ่งใหม่ๆ ที่คุณพบไม่ว่าจะเป็นภาพที่พบเห็น ปัญหา ผู้คน และประเพณี ที่มีผลต่อความคิดและการตัดสินใจหน้างาน

4.จัดกระเป๋าให้เบา

เอาเสื้อผ้าที่ปรับเปลี่ยนได้ง่ายใส่ทุกอย่างที่ต้องการลงในกระเป๋าใบเดียวที่สะพายได้ ถ้าทำได้คุณจะรู้สึกโล่งใจมากเมื่อไม่ต้องเสียเวลาเข้าแถวเช็กอินแบบมีสัมภาระใหญ่ และเมื่อถึงจุดหมายคุณก็สามารถเดินตัวปลิวผ่านบรรดาผู้โดยสารร่วมเที่ยวบินที่ต้องรอคอยสัมภาระ

5.ลงรายละเอียดให้ชัด แต่อย่าอัดแน่นเกินไป

ในการทำงานจริงคุณจะพบว่าทุกอย่างกินเวลานานกว่าที่คุณคิด อย่าพยายามอัดกิจกรรมเกิน 3 อย่าง/วัน เผื่อเวลาไว้สำรองสำหรับกรณีรถประจำทางเสียหรือเหตุล่าช้าอันอื่น หากคุณจัดตารางทำงานไว้อย่างยืดหยุ่นเวลาที่เหตุการณ์ไม่เป็นไปตามแผนจะได้ไม่ต้องเดือดดาล และที่สำคัญลงรายละเอียดให้ชัด ตั้งแต่ตำแหน่งสถานที่ รายละเอียดงาน เบอร์ติดต่อให้พร้อม จะช่วยลดการเสียเวลาค้นหาที่ไม่จำเป็นหน้างานได้มากทีเดียว

6.อย่าจองที่พักหลายคืนในที่ที่ไม่เคยไป

บางครั้งเราอาจจะต้องอยู่หน้างานเป็นเดือนๆ ทำให้เราต้องจองที่พักล่วงหน้าเอาไว้ให้พร้อม แต่ถ้าเป็นสถานที่ที่คุณไม่เคยไป เราแนะนำให้จองไว้เพียง 2 คืนแรก เพื่อดูว่าสภาพที่พักจริงเป็นอย่างไร บริการดีไหม เดินทางไปหน้างานสะดวกหรือไม่ ถ้าถูกใจค่อยติดต่อจองที่พักเพิ่มภายหลังก็ยังทัน อาจจะมีการเปลี่ยนห้องบ้างก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่แน่นอน

7.ใช้สถานการณ์ให้เป็นประโยชน์

สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ แต่เราจะหัวเสียและเสียเวลาไปกับมันทำไม ทำใจยอมรับปัญหา รีบหาทางแก้ไข คุณอาจจะพบว่า มีบางสิ่งที่สามารถแก้ขัด แก้ไขให้ผ่านพ้นไปได้ สมมติว่ารถคุณเสียกลางทางก็อย่าได้หัวเสีย แค่โทรบอกปัญหาที่เกิดขึ้น เสนอวิธีการแก้ไขปัญหาหลายๆ ทางเลือกกับลูกค้าหรือลูกทีม แล้วใช้เวลาที่รอรถคันใหม่ทำความรู้จักกับท้องถิ่นนั้นให้มากขึ้น คิดเสียว่าเป็นโอกาสได้มองวิวแปลกตาพักผ่อนไปก็แล้วกัน

 

3 ภารกิจเกียรติยศ ‘กรมสรรพาวุธทหารบก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502463

3 ภารกิจเกียรติยศ 'กรมสรรพาวุธทหารบก'

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล และกรมสรรพาวุธทหารบก

 

หนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายภารกิจแห่งเกียรติยศ ในการเตรียมงานสำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ กรมสรรพาวุธทหารบก ซึ่งรับผิดชอบใน 3 ภารกิจด้วยกัน ได้แก่ การบูรณะราชรถ ราชยาน และพระยานมาศ เพื่ออัญเชิญพระโกศทองใหญ่จากพระบรมมหาราชวัง เข้าสู่พื้นที่ประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ดำเนินการจัดสร้างราชรถปืนใหญ่ขึ้นใหม่ เพื่อใช้ในริ้วกระบวนที่ 3 ที่จะอัญเชิญพระโกศทองใหญ่จากพระมหาพิชัยราชรถ มาเวียนรอบพระเมรุมาศ โดยอุตราวัฏ 3 รอบ แล้วอัญเชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นสู่พระจิตกาธาน บนพระเมรุมาศ

สุดท้ายคือ รับผิดชอบในการจัดกำลังพลฉุดชักราชรถ ทั้งในส่วนของราชรถพระนำ และพระมหาพิชัยราชรถ ร่วมในขบวนพระราชอิสสริยศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมถึงจัดชุดซ่อมฉุกเฉินอีกด้วย

พล.ท.อาวุธ เอมวงศ์ เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินงานในขณะนี้ว่า ในส่วนการบูรณะราชรถ ราชยาน และพระยานมาศ ดำเนินการแล้วเสร็จ 90% ขณะนี้ช่างสิบหมู่ของกรมศิลปากรกำลังอยู่ในระหว่างการตกแต่งลวดลาย เมื่อตกแต่งเสร็จกรมสรรพาวุธจึงจะเข้าไปดำเนินการเก็บรายละเอียดอีกครั้ง

“ตอนนี้งานหลักๆ ที่เหลืออยู่ คือสร้างถาดรองพระบรมโกศใหม่ สร้างสะพานเกริน ส่วนราชรถปืนใหญ่ ซึ่งทางกรมสรรพาวุธทหารบกได้ดำเนินการบูรณะราชรถปืนใหญ่ส่วนหลัง และจัดสร้างราชรถปืนใหญ่ส่วนหน้า ได้ดำเนินการตรวจสอบโครงสร้างทางวิศวกรรม ส่วนล้อและเพลา ส่วนเชื่อมต่อและระบบเบรก รวมถึงทำการทดสอบการสั่นสะเทือน อันเนื่องมาจากการเคลื่อนที่บนพื้นที่ปูด้วยแผ่นคอนกรีต ที่จะใช้ปูพื้นรอบพระเมรุมาศเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการตกแต่งลวดลาย และจัดสร้างฐานบุษบก รองรับพระโกศทองใหญ่ โดยสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากรเช่นกัน”

ในส่วนของการฝึกพลฉุดชักราชรถ ทางกรมฯ ได้คัดเลือกพลฉุดชักราชรถที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คือ เป็นนายทหารสัญญาบัตร นายทหารประทวน ลูกจ้าง พนักงานราชการ รวมถึงพลทหาร ที่มีลักษณะท่าทางดี นํ้าหนัก ส่วนสูงเหมาะสม โดยเน้นความแข็งแรงของร่างกาย พร้อมที่จะปฏิบัติในพิธีเป็นเวลานาน โดยในการฝึกกําลังพลฉุดชักราชรถ ประกอบด้วย 7 ท่า ได้แก่ ท่าเบื้องต้น ท่าหยิบเชือก ท่าวางเชือก ท่าถวายบังคม ท่าเดินตามปกติ ท่าหยุดจากการเดิน และท่าเดินประกอบเพลงพญาโศกลอยลม

“สิ่งที่น่าภาคภูมิใจคือ หลังจากที่มีการประกาศรับสมัครออกไป ปรากฏว่ามีผู้สมัครจากทั่วประเทศมาเกินจำนวน เราจึงมีความจำเป็นต้องคัดเลือกเฉพาะผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์จริงๆ บางคนเพื่อที่จะผ่านเกณฑ์แต่ความสูงไม่ถึงที่เรากำหนด คือ 165-180 ซม. ลงทุนไปเสริมส้นรองเท้าก็มี สำหรับการฝึกซ้อมฉุดชักราชรถให้ทำหน้าที่ได้อย่างพร้อมเพรียงสมพระเกียรติ เราฝึกค่อนข้างหนัก เพราะด้วยน้ำหนักของราชรถที่ค่อนข้างมาก อย่างพระมหาพิชัยราชรถมีน้ำหนักถึง 14 ตัน ถึงจะใช้พลฉุดชักเป็นร้อย แต่ด้วยระยะทางที่ค่อนข้างไกล ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อน เราจึงต้องฝึกให้พลฉุดชักมีความแข็งแรงและอดทนจริงๆ”

สำหรับความท้าทายในการทำงานเพื่อบรรลุภารกิจในครั้งนี้ เจ้ากรมสรรพาวุธเปิดใจว่าท้าทายในทุกขั้นตอน เพราะมุ่งหวังที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด จึงต้องลงรายละเอียดเพื่อหาข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด ขั้นตอนการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด การตรวจสอบที่แม่นยำที่สุด

“แม้ว่ากรมสรรพาวุธทหารบกจะมีประสบการณ์ในการบูรณะราชรถ ราชยาน มาแล้วหลายโอกาส เราก็ยังคงหาแนวทางพัฒนารูปแบบการดำเนินการต่างๆ รวมถึงการวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบันเข้ามาผสมผสานกับประสบการณ์ที่สั่งสมมา จนได้ขั้นตอนการปฏิบัติที่เหมาะสมกับการบูรณะราชรถราชยานมากที่สุด”

ที่ผ่านมา กรมสรรพาวุธทหารบกเคยปฏิบัติภารกิจนี้มาแล้ว 5 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรก คือ พระราชพิธีถวายพระเพลิงบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2528 ครั้งที่ 2 พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2539 ครั้งที่ 3 พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2551 ครั้งที่ 4 พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2555 และครั้งที่ 5 พิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2558

“ในการปฏิบัติ 4 ครั้งแรก กรมสรรพาวุธทหารบกรับผิดชอบในการบูรณะราชรถ ราชยาน และพระยานมาศ และรับผิดชอบในการจัดกำลังพลฉุดชักราชรถ ทั้งในส่วนของราชรถพระนำและพระมหาพิชัยราชรถ ส่วนการปฏิบัติในครั้งที่ 5 นั้น กรมสรรพาวุธทหารบกรับผิดชอบในการบูรณะ เช่นเดียวกับ 4 ครั้งแรก แต่จัดกำลังพลฉุดชักราชรถ ในส่วนของราชรถพระนำและราชรถน้อย เนื่องจากในพิธีมิได้ใช้ พระมหาพิชัยราชรถเหมือนดังเช่นงานพระราชพิธีของพระบรมวงศานุวงศ์”

นอกจากการบูรณะราชรถราชยานประกอบพระราชพิธีในครั้งนี้แล้ว อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญที่กรมสรรพาวุธทหารบกได้รับมอบหมาย นั่นก็คือการจัดสร้างราชรถปืนใหญ่ ประกอบริ้วกระบวนที่ 3 ซึ่งในการจัดสร้าง กรมสรรพาวุธทหารบกต้องร่วมมือกับหลายฝ่ายในการค้นคว้าหาข้อมูลประกอบ เพื่อให้ได้แนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องตามโบราณราชประเพณีมากที่สุด จากนั้นจึงมอบหมายให้กองโรงงานซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์สายสรรพาวุธ ศูนย์ซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์สร้างสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมด้านเครื่องมือและบุคลากรเป็นหน่วยงานหลักในการจัดสร้างราชรถปืนใหญ่ โดยให้มีรูปแบบเป็นไปตามราชรถปืนใหญ่ที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลที่ 8 จำนวน 3 องค์ ได้แก่ องค์ต้นแบบ องค์จริง และองค์สำรอง

“จากการตรวจสอบ กรมสรรพาวุธพบว่า ราชรถปืนใหญ่ส่วนหลังในสมัยรัชกาลที่ 8 นั้น มีมิติและขนาดเทียบเคียงได้กับปืนใหญ่ภูเขาแบบ 51 ที่ตั้งแสดงอยู่หน้ากองบัญชาการศูนย์อุตสาหการสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก จึงได้ขออนุมัติเพื่อนำไปถอดแยกและซ่อมบำรุง เพื่อจัดสร้างราชรถปืนใหญ่ส่วนหลัง สำหรับราชรถปืนใหญ่ส่วนหน้านั้น กรมสรรพาวุธทหารบกได้ขอรับการสนับสนุนรถหีบกระสุนใหญ่ แบบ 51 จากศูนย์การทหารปืนใหญ่จำนวน 3 คัน เพื่อดำเนินการสร้างต้นแบบราชรถปืนใหญ่ส่วนหน้าต่อไป”

พล.ท.อาวุธ เอมวงศ์

นอกจากอาศัยข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพื่อวิเคราะห์รูปแบบที่ถูกต้องแล้ว กรมสรรพาวุธยังใช้หลักทางวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างของราชรถปืนใหญ่ ให้มีความแข็งแรงและปลอดภัยมากที่สุดอีกด้วย

สุดท้ายนี้ ในฐานะตัวแทนกำลังพลของกรมสรรพาวุธทหารบก ที่ได้มีโอกาสทำงานถวายพระเกียรติสูงสุดให้กับพระมหากษัติรย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของคนไทยทั้งประเทศ พล.ท.อาวุธ กล่าวแทนความรู้สึกของคนไทยทั้งชาติว่า ไม่มีใครอยากให้มีพระราชพิธีนี้เกิดขึ้นก็จริง หากพระราชพิธีถวายพระเพลิงในครั้งนี้นับว่าสำคัญที่สุด

“ผมและกำลังพลของกรมสรรพาวุธทุกนายจะทุ่มเทกำลังกายและสติปัญญา ทำภารกิจที่ได้รับมอบครั้งนี้ อย่างเต็มกำลังขีดความสามารถ และคือเป็นความภาคภูมิและเกียรติยศอย่างสูงยิ่งต่อตัวเองและวงศ์ตระกูล”

 

เบื้องหลังการ์ตูนคือคน(ไม่ธรรมดา) ชัยพร พานิชรุทติวงศ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502194

เบื้องหลังการ์ตูนคือคน(ไม่ธรรมดา) ชัยพร พานิชรุทติวงศ์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

เบื้องหลังของการ์ตูนคือคนเขียนการ์ตูน และเบื้องหลังของการ์ตูนที่พิเศษๆ สักเรื่อง ก็คือคนเขียนการ์ตูนที่พิเศษมากๆ คนหนึ่ง Word smith วันนี้ขอแนะนำให้รู้จัก ชัยพร พานิชรุทติวงศ์ หรือ เอ็กซ์ นักกำกับภาพยนตร์การ์ตูนมือหนึ่ง หากครั้งนี้เป็นอีกมิติของการ์ตูนที่เจ้าตัวแอบสารภาพว่า ชอบที่สุด

ชัยพร พานิชรุทติวงศ์ ปัจจุบันเป็นอาจารย์หัวหน้าหลักสูตรปริญญาโท คณะดิจิทัลอาร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการศูนย์อาร์เอสยู แอนิเมชั่น (RSU Animation) หลายคนรู้จักเขาดีจากแอนิเมชั่น “ยักษ์” ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังแอนิเมชั่นพันธุ์ไทยของการ์ตูนแห่งยุค

ชัยพร หรือ เอ็กซ์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะมัณฑนศิลป์ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขาดิจิทัลอาร์ต ที่มหาวิทยาลัยโอเรกอน สหรัฐอเมริกา ผลงานมากมาย ทั้งการออกแบบและวาดภาพประกอบหนังสือ อีกสิ่งพิมพ์ต่างๆ

เอ็กซ์ยังเป็นผู้กำกับงานโฆษณามากมาย เช่น  1-2 call ชุดกบในกะลา น้ำยาปรับผ้านุ่มคอมฟอร์ท 4×4 ชุดครอบครัวผ้า ส่วนผลงานกำกับภาพยนตร์ ได้แก่ ปังปอนด์ ดิ แอนิเมชัน และ “ยักษ์”…แอนิเมชั่น ที่ทำให้ทศกัณฐ์ในเวอร์ชั่นยักษ์กระป๋องล้ำยุคสีเขียวปี๋ตัวนั้นออกมาโลดแล่น ปลุกกระแสวงการภาพยนตร์การ์ตูนไทย และสร้างปรากฏการณ์อันน่าเหลือเชื่อบนเวทีทางวัฒนธรรมระดับชาติ

จุดเริ่มต้นของเอ็กซ์เมื่อย้อนไป เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะภาพยนตร์ตัวอย่างสั้นๆ The Lion King ที่ฉายในโรงหนัง สิ่งที่ได้เห็นแม้จะเป็นแค่หนังตัวอย่างแต่นั่นคือวินาทีที่เขาน้ำตาไหล เมื่อได้เห็นเหล่าสิงโตและสัตว์ใหญ่น้อยเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติสมจริง สมัยนั้นเมืองไทยยังทำการ์ตูนแบบ 2D อยู่เลย กลับมาลาออกจากงานเดี๋ยวนั้น รู้แค่ว่าต้องไปเรียนต่อเพื่อทำการ์ตูนแบบนี้ให้ได้

เอ็กซ์บินไปเรียนต่อที่สหรัฐ ขณะเดียวกันก็ทำงานไปด้วย พร้อมๆ กับคว้ารางวัลระดับโลกมากมาย เช่น Siggraph จากการประกวดแอนิเมชั่นประเภทนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก รางวัล Urziceni 2007 จากการแข่งขันการ์ตูนนานาชาติโลกที่โรมาเนีย, รางวัล Mencao Honrosa จากเทศกาลการ์ตูนช่องและขำขันนานาชาติ FIHQ 2007 ประเทศบราซิล

กลับไทยปี 2544 ทำงานในแวดวงการ์ตูนมาต่อเนื่อง ล่าสุดเขียนหนังสือนิทานให้กับนานมีบุ๊คส์ จำนวน 3 เล่ม ประกอบด้วย เพื่อนผมเป็นหนุมาน ปูยักษ์อยากสวย และช้างจิ๋วนักประดิษฐ์ พิชิตใจเพื่อน ลายการ์ตูนคงไว้ด้วยเอกลักษณ์ของการ์ตูนนิสต์คนเก่ง นั่นคือ ตัวการ์ตูนทุกตัวจะมีดวงตาห่างกัน และมีสีสันที่ผสมกลมกลืนอย่างสดใสเหมาะเจาะ

นิทานทั้ง 3 เล่ม เขาเขียนทั้งเรื่องและภาพประกอบ ถามว่าแตกต่างกันหรือไม่ระหว่างภาพยนตร์กับหนังสือนิทาน เอ็กซ์ตอบว่าการ์ตูนสำหรับเขาแล้วคือศาสตร์เดียวกัน นั่นคือพื้นฐานที่ต้องประกอบกันทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปะ ต่างกันแค่แพลตฟอร์มนำเสนอ

“ในฐานะคนทำการ์ตูน ผมชอบงานสิ่งพิมพ์มากที่สุด รู้สึกมีความสุขกับการสร้างสรรค์งานบนกระดาษ ได้เห็นตัวการ์ตูนโลดแล่นอยู่ในหน้าหนังสือ นิทานสำหรับเด็ก โอ้โห!”

สำหรับนิทานแสนสนุกนานมีบุ๊คส์ เป็นนิทานส่งเสริมทักษะการเรียนรู้เด็กไทยในศตวรรษที่ 21-3 R 8 C โดย 3 R คือ ให้คิดวิเคราะห์เป็น แก้ปัญหาเก่ง รู้จักลองผิดลองถูก คิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ มีความสามารถในการพัฒนาปรับตัว ส่วนหลัก 8 C คือทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กไทยศตวรรษที่ 21 กล่าวคือ คิดอย่างมีวิจารณญาณ เข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่าง เป็นต้น

อย่าว่าแต่เด็กเลย ผู้ใหญ่อ่านแล้วยังชอบ ได้มองภาพการ์ตูนสีสันสดใส เล่าเรื่องราวที่ชวนฉุกคิด มีประโยชน์มีสาระ อ่านแล้วรับรองมองโลกดีขึ้น แจ่มขึ้น ใสขึ้น ที่สำคัญคือได้หวนกลับไปคิดไปฝันในโลกนิทานแบบเด็กๆ อีกครั้งหนึ่ง มีความสุขจัง!

 

คมธนู ควรประเสริฐ ฟิตเนสเท่านั้นที่ผมต้องการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502188

คมธนู ควรประเสริฐ ฟิตเนสเท่านั้นที่ผมต้องการ

โดย…ภาดนุ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

อู๋-คมธนู ควรประเสริฐ หนุ่มหล่อล่ำวัย 24 คนนี้เป็นทั้งผู้บริหารเจนฯ ใหม่เจ้าของโรงเรียนระดับประถม-อาชีวะ เป็นนายแบบ เป็นฟิตเนส เทรนเนอร์ ออนไลน์ และยังติด 1 ใน 50 หนุ่มโสดคลีโอปี 2016 อีกด้วย อู๋เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่บอกเลยว่าชีวิตนี้เขาขาดฟิตเนสไม่ได้

“แรงบันดาลใจที่ทำให้ผมรักการเล่นฟิตเนสมาจากตอนเด็กๆ ผมเป็นเด็กอ้วนดำ จุดเปลี่ยนคือตอนอายุ 13 ปี ช่วงนั้นผมมีความรัก คือไปชอบสาวคนหนึ่ง แต่ผมอ้วนมากไง สาวก็เลยไม่ชอบ ก็อกหักสิครับ ตั้งแต่นั้นผมจึงเริ่มหันมาออกกำลังกายอย่างจริงจังเพื่อทำให้ตัวเองหุ่นดี จนกลายเป็นนิสัยประจำที่ต้องเข้าฟิตเนส

ปัจจุบันผมจึงไม่เคยห่างหายไปจากฟิตเนสเลย สโลแกนประจำตัวสำหรับผมคือ ‘แม้ฟิตเนสจะไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต แต่ฟิตเนสก็ทำให้ชีวิตผมดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด’ เพราะถ้าผมไม่เล่นฟิตเนสตั้งแต่ตอนนั้น ป่านนี้ผมอาจจะไม่ได้เป็นนายแบบหรืออยู่ในแวดวงฟิตเนสแบบนี้ก็ได้”

อู๋เล่าว่า เขาเริ่มเข้าฟิตเนสตั้งแต่อายุ 15 ปี เรียกว่าตอนนั้นไม่มีความรู้เรื่องการออกกำลังกายเลย เขาจึงต้องจ้างเทรนเนอร์ส่วนตัวมาเทรนให้

“ตอนนั้นแม้ผมจะใช้อุปกรณ์ที่ช่วยเผาผลาญไขมันหรือเบิร์นเยอะแค่ไหน มันก็ไม่ช่วยอะไร ต่อมาผมได้ค้นพบว่า การที่จะลดน้ำหนักได้นั้น การออกกำลังกายจะมีผลแค่ 20% นอกนั้นจะเกี่ยวกับการกินของเราถึง 80% เลยละ พอเล่นเวตมา 3 ปี ตอนอายุ 18 ผมก็ไปสอบทำใบขับขี่รถยนต์ ซึ่งจะต้องถ่ายรูปติดบัตรด้วย ในวันนั้นผมจึงแน่ใจยิ่งขึ้นว่า เอ๊ย ตอนนี้ผมหุ่นดีแล้วนี่นา

สำหรับวิธีออกกำลังกายที่ถูกต้อง ส่วนใหญ่ผมจะหาความรู้เองจากเพจบ้าง ดูยูทูบบ้าง หรืออ่านหนังสือบ้าง โดยผมจะค่อยๆ ออกกำลังกายให้ครบทุกสัดส่วนในแต่ละสัปดาห์ รวมทั้งควบคุมเรื่องการกินด้วย

ช่วงที่ผมหุ่นดีสุดคือตอนอายุ 23 เรียกว่ามีกล้ามเนื้อและกล้ามท้องที่ชัดเจนใกล้เคียงกับนักเพาะกายเลยละ เอาเป็นว่าผมติดฟิตเนสจนถึงขั้นหมกมุ่น วันหนึ่งต้องออกกำลังกายให้ได้ 3 ชั่วโมง โดยจะคาร์ดิโอ 1 ชั่วโมง และเล่นเวตอีก 2 ชั่วโมง คือเล่นทุกวันเลย ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ดีนะ ควรมีวันที่เราพักกล้ามเนื้อบ้าง”

อู๋เสริมว่า ร่างกายคนเรามี 6 ส่วนด้วยกัน คือ อก หลัง ไหล่ แขน ขา และหน้าท้อง ดังนั้นเขาจะแบ่งการเล่นเวตเป็นวันๆ ไป จนตอนนี้เจ้าตัวบอกว่าติดการออกกำลังกายแบบถอนตัวไม่ได้ไปซะแล้ว

“ใครที่บอกว่าอยากเข้าฟิตเนสนะ แต่ไม่มีเวลา อันนี้ผมขอค้าน อย่างผมทำงานหลายอย่างมาก ทั้งบริหารงานที่โรงเรียน ทั้งถ่ายแบบ และเป็นเทรนเนอร์ออนไลน์ ผมยังสามารถหาเวลาเข้าฟิตเนสได้เลย คือทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน มันอยู่ที่ว่าคุณจะหาเวลา มีวินัย และขยันออกกำลังกายหรือเปล่า

ปัจจุบันผมเล่นเวตอยู่ที่ฟิตเนสเฟิรส์ท สาขาพรอมานาด รามอินทรา กม.8 นอกจากเล่นเวตแล้ว ตอนนี้ผมยังหันมาฝึกการใช้น้ำหนักตัวในการออกกำลังกายโดยไม่ใช้อุปกรณ์ ซึ่งสามารถเล่นได้ที่บ้านหรือที่สวนสาธารณะก็ได้ ผมรู้สึกว่ามันท้าทายดี เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศจากการเข้าฟิตเนสแบบเดิมๆ ได้ดีเลยละ อีกสิ่งที่ผมเริ่มทำคือวิ่ง โดยวิ่งในลู่วิ่งจาก 10 กม. เป็น 15 กม. แรกๆ ก็ขาล้า แต่ตอนนี้โอเคแล้วครับ”

อู๋ทิ้งท้ายถึงวิธีการกินอาหารของเขาว่า เคล็ดลับคือการคำนวณแคลอรี โดยเขาจะกินอาหารคลีน 80% ส่วนอีก 20% จะเป็นอาหารที่อยากกิน โดยในหนึ่งวันจะกินอาหารที่ให้พลังงานไม่เกิน 2,500 แคลอรี ซึ่งการคำนวณแคลอรีนี้ขึ้นอยู่กับอายุและกิจกรรมของคนคนนั้นด้วย

“สำหรับผู้ที่อยากหันมาฟิตร่างกาย ข้อแรก ควรสมัครเป็นสมาชิกฟิตเนสก่อน ข้อสอง ช่วงแรกๆ ควรใช้เทรนเนอร์ส่วนตัว เพราะอุปกรณ์บางอย่าง ถ้าเราไม่รู้วิธีใช้ที่ถูกต้อง ก็อาจจะเล่นแล้วไม่ได้ผล ข้อสาม อย่าผัดวันประกันพรุ่ง ถ้าคิดว่าอยากออกกำลังกายก็ควรเริ่มเลย ไม่เช่นนั้นก็จะไม่ได้เริ่มสักที

ส่วนข้อควรระวังในการเล่นเวตก็คือ อย่าใช้น้ำหนักเยอะเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ หากอยากจะลดน้ำหนักอย่างจริงจัง ก็ต้องระวังการกินให้มากๆ อย่าดื่มเครื่องดื่มที่มีแคลอรี ให้ดื่มน้ำเปล่าเป็นการดีที่สุดครับ” อัพเดทไลฟ์สไตล์ของเขาได้ที่ IG : komthanu

 

ชีวิตติดท้องนาของ… เบิ้ล ปทุมราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502186

ชีวิตติดท้องนาของ... เบิ้ล ปทุมราช

โดย…ภาดนุ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ถ้าพูดถึงนักร้องหนุ่มลูกทุ่งอีสานวัย 21 ปี ซึ่งเป็นเน็ตไอดอลที่มาแรงที่สุดในโลกโซเชียลตอนนี้ ชื่อของ เบิ้ล ปทุมราช อาร์สยาม เด็กหนุ่มบ้านนาหน้าตาดีจาก อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ ต้องมาเป็นอันดับต้นๆ

ด้วยบุคลิกที่ขี้เล่น รักการร้องเพลง บวกกับพรสวรรค์และพรแสวงทางด้านการแต่งเพลงที่ไม่ธรรมดา เมื่อเบิ้ลอัดคลิปร้องเพลงที่แต่งเองและอัพลงเฟซบุ๊ก ก็ทำให้มีคนติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ จนมียอดวิวทะลุล้าน

“ผมเริ่มแต่งเพลงแล้วอัดคลิปลงเฟซบุ๊ก โดยมีทั้งเพลงที่แต่งให้แม่ในวันแม่ และเพลงที่แต่งให้พ่อในวันพ่ออย่าง ‘คำสอนของพ่อ’ จนมีคนติดตามมากมาย นำไปสู่การได้รับโอกาสให้ออกซิงเกิ้ลแรกกับค่ายอาร์สยาม ชื่อเพลง ‘อ้ายมีเหตุผล’ ซึ่งก็ได้รับฟีดแบ็กจากแฟนเพลงอย่างล้นหลาม

ล่าสุดผมก็มีซิงเกิ่ลใหม่ที่ชื่อว่า ‘เฟซก็หาย ไลน์ก็เงียบ’ ซึ่งเป็นเพลงที่ผมแต่งเนื้อร้องเองที่เพิ่งปล่อยไปได้ไม่นาน ตอนนี้แฟนเพลงหลายคนก็น่าจะเริ่มคุ้นหูกันบ้างแล้ว ทุกเพลงที่แต่งผมไม่ได้คาดหวังมากนัก ขอเพียงแค่มีแฟนๆ ติดตามบ้าง และทำให้ผมก้าวเดินอยู่บนเส้นทางสายนักร้องนักแต่งเพลงที่ผมรักได้ แค่นี้ผมก็ดีใจแล้วครับ

ช่วงนี้งานเดินสายของผมยังไม่เยอะมากนัก แต่ถ้าเป็นเมื่อปีที่แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นการเดินสายร้องเพลงโชว์ตามงานในภาคอีสาน เช่น งานกาชาด งานประจำปี เดือนหนึ่งก็ตก 40 งานได้ ปีนี้แม้จำนวนงานจะลดลง แต่ค่าตัวผมก็สูงขึ้นนะ (ยิ้ม) พูดง่ายๆ ว่ารายได้เท่าเดิม แต่จำนวนงานน้อยลง อีกอย่างผมจะได้มีเวลาว่างไปรับงานพรีเซนเตอร์ด้วย

ล่าสุดผมก็เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับโฆษณาทรูมูฟ เอช ที่เพิ่งปล่อยออกมา สำหรับผมงานโฆษณาจะต่างจากการร้องเพลงมาก เพราะตอนที่ผมเอนเตอร์เทนคนดูบนเวทีคอนเสิร์ตจะเป็นอารมณ์สบายๆ แต่พอมาเล่นโฆษณา ผมรู้สึกว่ามันท้าทายมาก เพราะเคยเห็นพี่ณเดชน์กับพี่ญาญ่าเล่นมาก่อน ผมจึงคิดว่าเราจะทำยังไงให้แสดงออกมาแล้วดูเป็นธรรมชาติอย่างพี่สองคนนี้ ซึ่งวันที่ถ่ายโฆษณานั้น ผมก็ซ้อมเยอะนะ แต่ก็ถ่ายหลายเทกมาก จนผมได้ฉายาว่า เบิ้ลพันเทก” (หัวเราะ)

อย่างที่บอกว่าปีนี้เขารับงานน้อยลง ฉะนั้นทุกเดือนเบิ้ลจึงมีช่วงเวลาว่างที่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่ อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ อยู่บ่อยๆ

“ปีที่แล้วผมจะกลับบ้านเป็นช่วงๆ ไม่บ่อยมากนัก แต่ปีนี้จะกลับทุกเดือน เดือนละ 5 วัน ช่วงที่ผมอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด ผมจะชอบไปทำกิจกรรมที่ผมเคยชิน เช่น ปลูกต้นไม้กับพ่อ ซึ่งพ่อผมมักจะไปหาต้นไม้เล็กๆ จากในป่านำมาปลูกในหมู่บ้านและตามริมห้วย เพื่อให้ความร่มเย็นในหมู่บ้าน หรือหาต้นกล้วยมาปลูกเพื่อให้มีพื้นที่สีเขียว ผมก็จะช่วยพ่อปลูกอยู่ตลอด

ปัจจุบันนี้พ่อแม่ผมยังทำนาเหมือนเดิม ทำประมาณ 30 ไร่ นอกนั้นก็จะแบ่งให้พี่ชายผมทำด้วย พูดง่ายๆ ว่าผมเป็นเด็กต่างจังหวัดที่โตมากับท้องนา สมัยที่ผมยังแบเบาะอยู่ พ่อกับแม่ก็จะใช้ผ้าขาวม้าผูกอู่ (ผูกเป็นเปล) ไว้กับต้นไม้เพื่อให้ผมนอน เวลาที่ท่านทั้งสองลงไปไถนา เมื่อผมอายุได้ 6-7 ขวบก็เริ่มรู้ความ แม่ก็จะสอนให้ดำนา ผมก็จะดำนาบ้าง นั่งแช่น้ำเล่นบ้างตามประสาเด็ก เวลาพ่อไถนาผมก็จะวิ่งตามบ้าง หรือวิ่งไล่จับตั๊กแตนบ้าง

พอฤดูกาลไถนาเสร็จก็จะมีน้ำขังตามแอ่ง ผมก็จะใช้สวิงไปช้อนปลาช้อนกุ้งบ้าง ซึ่งสมัยนั้นจะทำนาดำซะส่วนใหญ่ ก็จะมีการปักชำต้นกล้า (ต้นข้าว) ไว้ในแปลงเพาะกล้า แล้วคนในหมู่บ้านก็จะช่วยกัน (ลงแขก) ดำนา พอช่วยบ้านนี้เสร็จก็จะไปช่วยบ้านอื่นต่อ ซึ่งผมว่ามันเป็นวิถีชีวิตชาวชนบทที่น่ารักมาก ผมจึงซึมซับความชอบนี้มาโดยตลอด”

เบิ้ลบอกว่า ตอนเด็กๆ เขายังดำนาไม่เก่ง แม่จึงให้เขาใช้ไม้คานไปหามต้นกล้ามาให้ พออายุได้ 11 ขวบ พ่อก็เริ่มสอนให้ไถนาโดยใช้รถไถนาแบบเดินตาม แต่สมัยก่อนพ่อของเขายังทันยุคที่ใช้ควายคาดคันไถแล้วเดินไถนาอยู่เลย

“การไถนาด้วยวิถีของพ่อจะเป็นการไถเพื่อช้อนดินด้านล่างขึ้นมา เหมือนกับว่าเราพรวนดิน แล้วพ่อก็จะสอนให้สูบน้ำมาตามช่องคันนาที่เราเจาะไว้ น้ำก็จะไหลผ่านมาตามช่องนั้น ต่อมาจะเป็นการไถนาคราด ซึ่งตัวคราดจะเป็นซี่แหลมๆ เหมือนหวี โอ้โห! ตอนนั้นผมชอบมาก ทุกวันนี้ถ้ามีโอกาสผมก็จะทำอีกครับ

ปัจจุบันนี้การทำนาดำเริ่มหายไป แต่จะเป็นการทำนาหว่าน ซึ่งใช้วิธีหว่านข้าวเปลือกเพื่อเพาะต้นกล้าแทน พอต้นกล้าขึ้นก็จะสูบน้ำออก ซึ่งจะง่ายกว่า เมื่อต้นข้าวเติบโตจนถึงฤดูเก็บเกี่ยว ผมก็จะช่วยเกี่ยวข้าวด้วย แต่สมัยนี้เป็นนาหว่าน คนส่วนใหญ่ก็จะใช้รถเกี่ยวข้าวกันมากกว่า เพราะสะดวกและรวดเร็ว พอเกี่ยวข้าวเสร็จผมก็จะช่วยนำข้าวเปลือกขึ้นฉางเพื่อเก็บไว้สีด้วยครับ”

เบิ้ล บอกว่า แม้ทุกวันนี้เขาจะกลายเป็นคนมีชื่อเสียง มีคนรู้จักมากกว่าเดิม แต่เขาก็ไม่มีวันลืมวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่ตัวเองได้เติบโตมาแน่นอน

“การเป็นศิลปินทำให้ผมได้สัมผัสกับอีกด้านหนึ่งของชีวิต ได้เห็นแฟนเพลงรอจับมืออยู่หน้าเวทีมากมาย ทั้งเสียงกรี๊ดที่ดังและกำลังใจที่มีให้อย่างมากล้น แต่พอผมมีวันหยุดกลับไปที่บ้านพ่อแม่ มันทำให้ผมได้ไปรื้อฟื้นความทรงจำและความเป็นมาของตัวเองว่าเรายังเป็นเด็กบ้านนอกคนเดิมนะ แม้จะมีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต เช่น การแต่งเพลง การได้เป็นนักร้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้ทำตามความฝันได้สำเร็จ แต่สิ่งที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของเราก็คือ การเป็นลูกชาวนาคนเดิมที่ยังไม่เปลี่ยนไป ยังมีความสุขอยู่กับการสูดลมหายใจจากท้องนาที่มีรวงข้าวออกรวงสีเขียว นึกถึงวัยเด็กตอนที่นอนอยู่ในอู่ริมท้องนา และการได้ฟังเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์ ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ทำให้ผมนึกถึงบ้านอยู่ตลอดเวลา และอยากกลับมาหามันอยู่เสมอ”

เบิ้ล เสริมว่า สำหรับอนาคตในเรื่องการเป็นนักร้อง ถ้ามีผลตอบรับที่ดีจากแฟนเพลง เขาก็จะยังคงปล่อยเพลงซิงเกิ้ลใหม่ๆ ออกมาเป็นระยะๆ

“ความคาดหวังในเรื่องเพลงหรือซิงเกิ้ลของผมที่ปล่อยออกมา ถ้าให้ตอบจากใจจริง ผมก็ไม่ได้คาดหวังไว้สูง ว่าแต่ละเพลงจะดังเปรี้ยงปร้าง ในความคิดผมคืออยากแค่ปล่อยงานเพลงดีๆ ที่ผมแต่งเอง และได้คัดสรรแล้วให้แฟนเพลงได้ฟังมากกว่า ซึ่งผมจะพยายามทำผลงานทุกชิ้นออกมาให้มีคุณภาพและดีที่สุด

ผมเคยคิดไว้ว่าอาชีพนักร้องอาจจะไม่ใช่อาชีพที่ทำรายได้ให้ผมมากที่สุด แต่มันคืองานที่ผมรักและศรัทธามากที่สุด ถึงแม้ในอนาคตผมอาจจะไปมีอาชีพอื่นแล้วก็ตาม แต่ตัวตนที่แท้จริงของผมแล้วก็ยังทิ้งคำว่านักร้องหรือศิลปินไม่ได้ ผมว่ามันเป็นพรสวรรค์ที่ฟ้าให้มา และอีกส่วนหนึ่งผมอาจจะซึมซับความชอบเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก ทั้งที่คนในครอบครัวผมไม่มีใครชอบร้องเพลงเลยนะ แต่ผมกลับชอบการร้องเพลงและการแต่งเพลงมากๆ”

เบิ้ลทิ้งท้ายว่า ในเดือน พ.ย.นี้ เขาจะต้องไปเป็นทหารกองเกินรับใช้ชาติถึง 2 ปี ช่วงนั้นก็คงต้องพักจากงานร้องเพลงไปชั่วคราวเพื่อทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ หลังพ้นจากการเป็นทหารแล้วก็อาจจะกลับมาออกซิงเกิ้ลใหม่ให้แฟนๆ ฟังอีกครั้ง

“ในอนาคตไม่ว่าชีวิตผมจะเป็นอย่างไร จะทำอาชีพอะไร ผมก็ยังคงเป็นเบิ้ลเด็กบ้านนอกคนเดิม ถ้ามีโอกาสไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัด ผมก็ยังคิดที่จะทำนา แต่ก็คงจะไม่ได้ทำหนักเหมือนสมัยที่พ่อแม่ทำ เพราะตอนนี้ผมใช้หนี้แทนพวกท่านหมดแล้ว ถ้าจะทำก็คงทำสัก 10 ไร่ เพื่อให้ได้ข้าวเก็บไว้กินแค่นั้น ส่วนนาที่เหลือก็อาจจะให้ญาติพี่น้องแบ่งไปทำกัน นี่คือสิ่งที่ผมคิดไว้ ขอแค่ทำให้ตัวเองและครอบครัวอยู่ได้อย่างมีความสุข แค่นี้ผมก็พอใจแล้วครับ”…แฟนเพลงติดตามได้ที่ IG : ble_patumrach_rsiam และ FB : เบิ้ล ปทุมราช

 

สว่าง แก้วกันทา ปั้นอาสาดูแลผู้สูงวัย จาก 1 เป็น 100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502020

สว่าง แก้วกันทา ปั้นอาสาดูแลผู้สูงวัย จาก 1 เป็น 100

โดย…

 การก้าวย่างข้ามผ่านแต่ละช่วงวัยขึ้นมาถึงการเป็นประชากรผู้สูงวัย รวมถึงการทำงานกับกลุ่มผู้สูงอายุมาก่อน ทำให้ สว่าง แก้วกันทา ผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ วัย 70 เข้าใจความต้องการที่ซุกซ่อนอยู่ในใจของสังคมกลุ่มนี้และต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเติมไฟแห่งความหวังให้ลุกโชติช่วงต่อไป

“ช่วงนั้นผมอายุ 52 ปี ยังไม่เห็นหน่วยงานของคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุยากจน ในชุมชน ในชนบทห่างไกล มีแต่องค์การเฮล์พเอจ ที่ให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุยากจนในชนบท แต่เขาจะสนับสนุนหลายประเทศในแถบเอเชีย จึงได้ออกจากองค์การเฮล์พเอจ มาตั้งมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุขึ้นเมื่อปลายปี 2542” สว่าง กล่าว

สว่าง กล่าวอีกว่า มูลนิธิจัดตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่ยากไร้ด้อยโอกาส จากการที่อยู่ทางเหนือจึงมุ่งดูแลผู้สูงอายุทางภาคเหนือตอนบนและพื้นที่ใกล้เคียง มาวันนี้มีโครงการพัฒนางานผู้สูงอายุ ครอบคลุม 4  ด้านหลัก คือ การส่งเสริมความมั่นคงทางรายได้ การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านงานพัฒนาผู้สูงอายุ การลดความเสี่ยงทางภัยพิบัติ และงานทางด้านการดูแลสุขภาพ

“สำหรับงานทางด้านการดูแลสุขภาพ จะดูแลผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ฐานะยากจน โดยเริ่มแรกทางมูลนิธิจะออกไปพูดคุยกับทางเทศบาลและชุมชน เพื่อหาข้อมูลว่าบ้านหลังไหนมีผู้สูงอายุตามเงื่อนไข แล้วจะเข้าไปดูถึงบ้านพร้อมกับพูดคุยเพิ่มเติมเพื่อให้แน่ใจว่าผู้สูงอายุรายนั้นต้องการความช่วยเหลือจริงๆ หลังจากนั้นได้มองหาอาสาสมัครเข้ามาร่วม เพราะจำนวนผู้สูงอายุที่ต้องการได้รับการดูแลมีจำนวนมากเพื่อสร้างสังคมช่วยเหลือกันและกัน”

ในช่วงแรก สว่าง บอกว่ามีอาสาสมัครจิตอาสาดูแลผู้สูงวัยเพียง 2 คนเท่านั้น แต่หลังจากคนในชุมชนเห็นมูลนิธิที่เป็นคนนอกเข้าไปช่วย ทำให้เกิดการตระหนักถึงความสำคัญในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันจึงเข้ามาร่วมเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ เพราะทางมูลนิธิได้แจ้งไว้ตั้งแต่แรกแล้ว

“การเข้ามาของอาสาสมัครจึงเข้ามาด้วยใจ ซึ่งมาจากหลากหลายอาชีพ ทั้งแม่ค้า ข้าราชการเกษียณ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ปัจจุบันมีอาสาสมัครรวม 110 คน ในการดูแลผู้สูงอายุ 220 คน ซึ่งเฉลี่ยแล้วอาสาสมัคร 1 คน ดูแลผู้สูงอายุ 2 คน ซึ่งส่วนใหญ่อาสาสมัครจะเป็น อสม.ที่ได้รับการฝึกอบรมด้านสุขอนามัยพื้นฐานมาแล้ว และ อสม.จะทราบข้อมูลของชุมชนดีว่าผู้สูงอายุรายไหนต้องการการดูแล ทำให้ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

“อาสาสมัครมีทั้งคนหนุ่มสาวและคนสูงวัย ที่ยังแข็งแรง จะให้การดูแลผู้สูงวัยด้วยการไปเยี่ยมเยียนถึงบ้าน คอยช่วยเหลือดูแลเรื่องอาหารการกิน การดูแลที่อยู่อาศัยให้ถูกสุขอนามัย หากเกิดเจ็บป่วยก็จะพาไปโรงพยาบาล ซึ่งอาสาสมัครจะให้การฝึกอบรมการดูแลผู้ป่วยเบื้องต้น โดยได้รับความร่วมมือจากวิทยากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลต่างๆ และการฝึกอบรมด้านการพูด กิริยาท่าทางที่ต้องปฏิบัติกับผู้สูงอายุ เช่น การดูแล และการป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า ที่จะต้องคอยสังเกตพฤติกรรม อาการที่มีแนวโน้มจะป่วยเป็นโรคซึมเศร้า รวมถึงทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในเชิงวิชาการ ไม่ว่าจะเป็น ประกันสังคม และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  (สปสช.) เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลรักษาตามสิทธิ”

สว่าง กล่าวว่า นอกจากจะดูแลด้านสุขภาพ ยังได้ทำการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีรายได้มากขึ้น ด้วยการพัฒนางานฝีมือที่ทำอยู่แล้วในชุมชน เช่น การทำเครื่องจักสาน โดยให้การสนับสนุนทุนให้แก่ผู้สูงอายุที่ จ.เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน เชียงราย รวมถึงการสนับสนุนการทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ที่เป็นที่ต้องการของผู้สูงอายุในเมืองและชนบท แต่จากการที่มูลนิธิมีเงินทุนจำกัด จึงได้แนะนำให้ผู้สูงอายุรวมตัวกันเป็นอาสาสมัคร และไปจดทะเบียนกับสำนักพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ เพื่อให้มีสิทธิของทุนจากเทศบาลในการนำมาสร้างอาชีพ ส่งเสริมสุขภาพ เพื่อความยั่งยืนในการสร้างรายได้ต่อไป

“ทางภาครัฐมีกองทุนผู้สูงอายุ แต่คนต่างจังหวัดเขียนโครงการของเงินทุนไม่เป็น ซึ่งเรากำลังสอนให้เขียนโครงการ เพื่อขอทุนจากทางการ ที่มีโครงการให้ทุนกับผู้สูงอายุในการนำไปประกอบอาชีพ”

สว่าง เล่าต่อว่า มูลนิธิก็ได้ทุนจากอังกฤษ มาทำเรื่องลดภาวะความยากจนในกลุ่มผู้สูงอายุ ทั้งจากเฮล์พเอจ อินเตอร์เนชั่นแนล และต่อมาขอรับการสนับสนุนทางการเงินจากมูลนิธิพรูเด็นซ์ และบริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย)

“บริษัท พรูเด็นเชียล จะสนับสนุนด้านการดูแลผู้สูงอายุที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เพราะทางภาคเหนือจะมีเหตุแผ่นดินไหว ภูเขาถล่ม เช่น ที่เชียงราย มีแผ่นดินไหว และที่เชียงใหม่มีภัยพิบัติภูเขาถล่ม โดยการเข้าไปให้ความรู้และวิธีป้องกันความเสียหายจากภัยพิบัติ และการเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดภัยพิบัติ เพื่อลดความเสียหายให้ได้มากที่สุด เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นก็จะเข้าไปช่วยปรับปรุงอาคารบ้านเรือนให้กับผู้สูงอายุเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติให้เร็วที่สุด”

 

เธอเป็นทั้ง ‘แม่’ และเพื่อนเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502018

เธอเป็นทั้ง ‘แม่’ และเพื่อนเดินทาง

โดย…ฤดูกาล ภาพ : พิทยา วรปัญญาสกุล

 หญิงเก่งแห่งวงการบัตรเครดิต ฮั้ว-พิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือบริษัท บัตรกรุงไทย ยังมีชีวิตอีกด้านในฐานะ “คุณแม่” ลูกสองที่ทั้งสวยและเก่งเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

เธอเล่าว่า ตนพาลูกสาวทั้งสองคนออกเดินทางตั้งแต่อายุแค่ขวบกว่า และพาท่องเที่ยวตลอดมาจนตอนนี้คนโตอายุ 23 ปีแล้ว

“เพราะเรายกให้การท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมสำคัญของครอบครัว” รองประธานฯ กล่าว

“ความที่เราเป็นพนักงานออฟฟิศทำให้ไม่มีเวลาให้ลูกมาก ดังนั้นพอมีวันพักร้อนหรือวันหยุด คนเป็นแม่ก็อยากจะอยู่กับลูกให้มากที่สุด”

 ฮั้วกล่าวต่อว่า การท่องเที่ยวกับครอบครัวแท้จริงแล้วมีความหมายมากกว่าแค่ท่องเที่ยว เพราะมันคือช่วงเวลาที่สมาชิกทุกคนจะได้กลับมาปฏิสัมพันธ์กัน กลับมาแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน ซึ่งไม่ใช่กับเพียงลูกหลานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคุณพ่อคุณแม่ของตนเองด้วย

“การเดินทางเป็นการเปิดโลกทัศน์ และเป็นโอกาสให้ได้ทดลองสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรม ศึกษาประวัติศาสตร์ สัมผัสธรรมชาติ และการรับประทานอาหารท้องถิ่น ซึ่งการปลูกฝังลูกๆ ให้เดินทางตั้งแต่เด็กทำให้เขาวางแผนเป็น ฝึกการจัดการที่ดี เปิดใจรับความแตกต่าง และเรียนรู้ที่จะเอาใจใส่ผู้ใหญ่ในครอบครัวก่อนสิ่งอื่น ซึ่งตอนนี้ลูกๆ ก็ยังเลือกที่จะไปเที่ยวกับแม่กับครอบครัวอยู่”

รวมถึงการเดินทางยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่สอนให้เด็กมีระเบียบวินัย เช่น การตรงต่อเวลา การใช้จ่ายเงิน การเข้าสังคม และการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ห้องเรียนอาจสอนไม่ได้ฃ

“ตอนลูกเล็กๆ เราไม่รู้หรอกว่าเขาชอบอะไร ดังนั้นหน้าที่ของแม่คือควรจะเปิดโอกาสให้เขาได้ค้นหาผ่านกิจกรรมใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ ทำให้ลูกได้สัมผัสเพื่อค้นหาตัวตนซึ่งไม่แน่เขาอาจเจอระหว่างเดินทางก็ได้” ฮั้ว กล่าวเพิ่มเติม

“การพาลูกเล็กสองคนเที่ยวไม่ใช่ปัญหา เพราะยิ่งเดินทางตอนเด็ก เขาก็จะยิ่งเรียนรู้ว่าต้องทำตัวยังไง เวลาขึ้นเครื่องบินต้องไม่งอแงรบกวนคนอื่น ถึงเวลารับประทานอาหารก็ต้องกินข้าวให้เป็นเวลา และเมื่อลูกโตขึ้นมา คนเป็นแม่ก็ยิ่งสบาย และเราก็ยิ่งมั่นใจในตัวลูกด้วยว่า เขาสามารถดูแลตัวเองได้ ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ เองได้ เพราะเขามีประสบการณ์การเดินทางและมีเกราะป้องกันตัวเองอยู่แล้ว”

อย่างไรก็ตาม ในฐานะของคนในวงการบัตรเครดิตเห็นชัดเจนว่า เทรนด์การท่องเที่ยวแบบครอบครัวใหญ่กำลังกลับมาได้รับความนิยม อย่างทุกวันนี้เวลาครอบครัวเดินทางจะไม่มีแค่พ่อแม่ลูก แต่ยังมีปู่ย่าตายายที่สามารถเดินทางได้สบายและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็เอื้อต่อคนสูงวัยด้วย

“การท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องสิ้นเปลือง แต่เป็นสิ่งคุ้มค่าที่สุด นั่นคือ ประสบการณ์และการใช้เวลาร่วมกัน ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะต้องไปใกล้หรือไกล แต่มันคือการที่ทุกคนมีปฏิสัมพันธ์กัน ได้พูดคุยกัน ได้รีคอนเน็กกัน ซึ่งถือเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุด” เธอ กล่าวทิ้งท้าย